คู่มือปฐมนิเทศ พยาบาลประจำ การใหม่ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ปี 2567 โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา MAHARAT NAKHON RATCHSIMA HOSPITAL
ก คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 คำนำ พยาบาลที่เข้ามาปฏิบัติงานประจำการใหม่ จำเป็นต้องทราบถึงวิสัยทัศน์ พันธกิจ ค่านิยมองค์กร เข็มมุ่ง โครงสร้างการบริหารงานกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ระเบียบการปฏิบัติงาน วินัยข้าราชการ เป้าหมายและนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด กลุ่มงานภารกิจด้านการพยาบาลได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมด้านการ ปฏิบัติงานสำหรับพยาบาลประจำการใหม่ จึงจัดทำคู่มือการปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ขึ้น เพื่อให้ พยาบาลที่เข้ามาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้รับการเตรียมความพร้อม สามารถ ปฏิบัติงานตามนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงานของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลได้ถูกต้อง เหมาะสม มีความสอดคล้อง เป็นไปในทางเดียวกันซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้รับบริการ วิชาชีพการพยาบาล และโรงพยาบาล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เมษายน 2567
ข คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญรูปภาพ ง ประวัติโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา วิสัยทัศน์ พันธกิจ 1 นโยบายความความปลอดภัย ค่านิยมกระทรวงสาธารณสุข 2 ค่านิยมองค์กร เข็มมุ่ง 3 การลงนามปฏิบัติงานประจำ 6 การมอบหมายงาน 6 การจัดตารางการปฏิบัติงาน 7 การประชุมของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 9 การสื่อสาร–ข่าวสารแจ้งเวียน 9 การจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่วงเวลา 10 การสมัครปฏิบัติงานล่วงเวลา 11 การขอแลกเวร 11 การแลกเวรเพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเวรเช้า 12 การขอหยุดต่อเนื่อง 12 การจัดวันหยุดชดเชย 12 การใช้เวลางานปฏิบัติภารกิจส่วนตัว 12 การขอย้ายหน่วยงาน 13 การงดเว้นปฏิบัติหน้าที่ดึก-บ่าย ของเจ้าหน้าที่ตั้งครรภ์และลาคลอด 13 การเกษียณเวรตรวจการ 13 การเขียนใบลา 13 การพิจารณาให้ไปประชุม /อบรม/ศึกษาดูงาน 20 ระเบียบการลา 22 ระเบียบการแต่งกายของบุคลากรทางการพยาบาล 33 สวัสดิการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 39 ความสามารถในการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพของพยาบาล 43 พฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 44 แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พ.ศ. 2559 53 Standard precaution 65
ค คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 สารบัญรูปภาพ ภาพที่ หน้า ภาพที่ 1 ตัวอย่างตารางปฏิบัติงาน 7 ภาพที่ 2 ตัวอย่างการเขียนใบลาพักผ่อน 14 ภาพที่3 ตัวอย่างการเขียนใบลาป่วย 15 ภาพที่ 4 ตัวอย่างการเขียนใบลากิจ 16 ภาพที่ 5 ตัวอย่างการเขียนใบลาของพนักงานราชการ/พนักงานกระทรวง/ลูกจ้างชั่วคราว 18 ภาพที่ 6 ตัวอย่างการเขียนใบลาคลอด 19 ภาพที่ 7 ตัวอย่างการเขียนใบขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ 20 ภาพที่ 8 ลักษณะหมวกพยาบาล 33 ภาพที่ 9 เข็มกระทรวงสาธารณสุข 33 ภาพที่ 10 กระดุมกระทรวงสาธารณสุข 33 ภาพที่ 11 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงติดกัน 34 ภาพที่ 12 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงคนละท่อน 34 ภาพที่ 13 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกางเกงคนละท่อน 34 ภาพที่ 14 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์ 34 ภาพที่ 15 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงติดกันแบบมีผ้าคลุมศีรษะ 35 ภาพที่ 16 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงคนละท่อนแบบมีผ้าคลุมศีรษะ 35 ภาพที่ 17 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกางเกงคนละท่อนแบบมีผ้าคลุมศีรษะ 36 ภาพที่ 18 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์แบบมีผ้าคลุมศีรษะ 36 ภาพที่ 19 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลชาย 36 ภาพที่ 20 ลักษณะรองเท้าพยาบาลหญิง 37 ภาพที่ 21 ลักษณะรองเท้าพยาบาลชาย 37 ภาพที่ 22 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลชายโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 37 ภาพที่ 23 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกางเกงคนละท่อนโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 37 ภาพที่ 24 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 38 ภาพที่ 25 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงคนละท่อนโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 38
1 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ประวัติโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา วิสัยทัศน์ พันธกิจ ประวัติความเป็นมา วันที่ 28 กันยายน 2452 ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นตามประกาศจัดตั้งสุขาภิบาล ตำบลโพธิ์กลาง โดยได้มีการ ก่อตั้งโรงพยาบาลขึ้น 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลสุขาภิบาลที่ 1 รับรักษาผู้ป่วยโรคทั่วไปที่ ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา และ โรงพยาบาลสุขาภิบาลที่ 2 รับรักษาผู้ป่วยโรคติดต่อ ตั้งอยู่ที่ ต.สวนหม่อน อ. เมือง จ.นครราชสีมา ต่อมาได้ย้ายโรงพยาบาลสุขาภิบาลที่ 1 จากตำบลโพธิ์กลาง มารวมกับโรงพยาบาลสุขาภิบาล ที่ 2 ตำบลสวนหม่อนและเรียกว่าโรงพยาบาลสวนหม่อน วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2478 ได้โอนกิจการของโรงพยาบาลสุขาภิบาล หรือโรงพยาบาลสวนหม่อน ไป สังกัดเทศบาลเมืองนครราชสีมาและเรียกชื่อว่าโรงพยาบาลเทศบาลเมืองนครราชสีมา วันที่ 1 กันยายน 2497 ได้โอนกิจการโรงพยาบาลเทศบาลเมืองนครราชสีมา ไปสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขและเรียกชื่อใหม่ว่า โรงพยาบาลเมืองนครราชสีมา จัดระดับเป็นโรงพยาบาลประจำ จังหวัด ปี พ.ศ. 2517 โรงพยาบาลนครราชสีมา ได้รับการพิจารณาให้จัดตั้งเป็นโรงพยาบาลศูนย์แห่งหนึ่งของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ตั้งและอาณาเขต ตั้งอยู่เลขที่ 49 ถนน ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ. นครราชสีมา มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 136 ไร่ 82 ตาราง วา โดยมีอาณาเขตติดต่อ ดังนี้ ทิศเหนือ จดกับที่ดินของเอกชน ทิศใต้ จดกับลำตะคองที่มีตลิ่งสูงชัน ทิศตะวันออก จดกับถนนช้างเผือกซึ่งเชื่อมต่อระหว่างถนนมิตรภาพเส้นในและเส้นนอก ทิศตะวันตก จดกับถนนมหาราช ที่ตั้ง : 49 ถ.ช้างเผือก ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000 โทรศัพท์: 0-4423-5000 โทรสาร : 0-4424-6389 E-mail : [email protected]
2 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาล (Vision) สถาบันการแพทย์ชั้นนำด้วยคุณภาพมาตรฐานสากล ภายในปี 2570 วิสัยทัศน์ขององค์กรพยาบาล “องค์กรพยาบาลชั้นนำด้วยคุณภาพมาตรฐานสากล ภายในปี 2570” พันธกิจ (Mission) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 1. ให้บริการและพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ ตติยภูมิ และศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง 2. เป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายการรับ-ส่งต่อ ในเขตสุขภาพที่ 9 และจังหวัดใกล้เคียง 3. ผลิตแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับให้ เป็นไปตามมาตรฐาน 4. ส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการให้มีคุณภาพและมีธรรมาภิบาล 5. เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการด้านทรัพยากรสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ 6. ดูแล ใส่ใจ ความสุขของบุคลากรและสุขภาวะองค์กร พันธกิจ (Mission) กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 1. ให้บริการและพัฒนาระบบบริการ ปฐมภูมิ ตติยภูมิ และศูนย์ความเชี่ยวชาญระดับสูง 2. สนับสนุนเป็นโรงพยาบาลแม่ข่ายการรับ-ส่งต่อในเขตสุขภาพที่ 9 และจังหวัดใกล้เคียง 3. สนับสนุนการผลิตบุคลากรทางการแพทย์และพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางการพยาบาลทุกระดับ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้รับบริการ/นโยบายของประเทศ 4. ส่งเสริมนวัตกรรมและการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบบริการพยาบาลให้มีคุณภาพ 5. เป็นองค์กรพยาบาลที่มีการบริหารจัดการด้านทรัพยากรสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ 6. ดูแลใส่ใจความสุขของบุคลากรและสุขภาวะองค์กรพยาบาล นโยบายความปลอดภัยของผู้ป่วย (Zero Event) โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา มีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงในการให้การรักษาพยาบาล โดย มุ่งเน้นการวางระบบป้องกันและติดตามการดำเนินงานเพื่อความปลอดภัยทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ ให้มี อัตราการเกิดอุบัติการณ์เป็นศูนย์ (Zero Event) ได้แก่ 1. การผ่าตัดผิดคน ผิดข้าง ผิดตำแหน่ง 2. การลืมสิ่งตกค้างในตัวผู้ป่วย 3. การให้เลือดผิดคน ผิดหมู่ ผิดชนิด 4. การส่งมอบทารกแรกเกิดให้มารดาผิดคน และการลักขโมยทารกแรกเกิดในโรงพยาบาล
3 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ค่านิยมกระทรวงสาธารณสุข (MOPH Core Value) อักษร คำสำคัญ นิยาม M Mastery เป็นนายตนเอง คือเป็นบุคคลที่หมั่นฝึกฝนให้มีศักยภาพ ยึดมั่นใน ความถูกต้อง มีวินัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบ บนพื้นฐานของการ มีสำนึก รับผิดชอบ คุณธรรม และจริยธรรม O Originality เร่งสร้างสิ่งใหม่ คือสร้างสรรค์นวัตกรรม สิ่งใหม่ ที่เหมาะสมและมี ประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบสุขภาพ P People centered ใส่ใจประชาชน คือต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน เพื่อประโยชน์อันดีแก่ประชาชน โดยใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง พึ่งได้ H Humility อ่อนน้อมถ่อมตน คือมีสัมมาคารวะ มีน้ำใจ ให้อภัย รับฟังความเห็น เสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ค่านิยมองค์กร (Core Value) “MAHARAT’S” อักษร คำสำคัญ นิยาม M Mastery & Management by Fact เรียนรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพ และตัดสินใจบนพื้นฐานของ ข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างเหมาะสม A Agility ปรับตัวอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น H Humanize & Holistic ดูแลผู้รับบริการแบบองค์รวมด้วย หัวใจความเป็นมนุษย์ A Accountability & Responsibility รับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท R Relationship & Respect ผูกพันฉันท์พี่น้อง กัลยาณมิตร เอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกียรติกัน A Advanced Technology & Innovation รู้จักใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์นวัตกรรม T Teamwork & Team learning มีความเป็นทีม ร่วมมือ ร่วมใจ ใฝ่เรียนรู้ S Systems Perspective & Focus on result มองภาพรวมและมุ่งผลลัพธ์
4 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ค่านิยมองค์กรพยาบาล “NU@MAHARAT’S” อักษร คำสำคัญ นิยาม N Networking พัฒนาสมรรถนะและสร้างความร่วมมือของเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้อง U Unity คนในองค์กรมีความพร้อมกาย พร้อมใจ พร้อมความคิดเป็นน้ำหนึ่ง ใจเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้งานสำเร็จ M Mastery & Management by Fact เรียนรู้ ฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพ และตัดสินใจบนพื้นฐานของ ข้อมูลที่ได้รับการวิเคราะห์ที่เหมาะสม A Agility ปรับตัวอย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น H Humanize & Holistic ดูแลผู้รับบริการแบบองค์รวมด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ A Accountability & Responsibility รับผิดชอบต่อหน้าที่ อย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท R Relationship & Respect ผูกพันฉันท์พี่น้อง กัลยาณมิตร เอาใจเขามาใส่ใจเราให้เกียรติกัน A Advanced Technology & Innovation รู้จักใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์นวัตกรรม T Teamwork & Team learning มีความเป็นทีม ร่วมมือ ร่วมใจ ใฝ่เรียนรู้ S Systems Perspective & Focus on result มองภาพรวมและมุ่งผลลัพธ์ เข็มมุ่งองค์กร (Hoshin) ปี 2566-2570 1. ปรับปรุง Infrastructure-Master plan เพื่อการบรรลุวิสัยทัศน์ และแก้ไขปัญหาความแออัด 2. เพิ่มประสิทธิภาพการบริการด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ 3. เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาพยาบาลทุกกลุ่มโรค 4. เพิ่มประสิทธิภาพการเงินการคลัง/CMI (การเงินการคลัง) 5. Advance HA-DSC รายโรค (งานคุณภาพโรงพยาบาล) 6. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ (พัสดุ, ควบคุมภายใน, ระบบธรรมาภิบาล) 7. เพิ่มการสื่อสารองค์กรสู่ประชาชนและบุคลากร 8. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตบุคลากรทางการแพทย์ ยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 -2570 1. พัฒนาศักยภาพสู่ศูนย์ความเชี่ยวชาญและความเป็นเลิศ 2. ส่งเสริมความเข็มแข็งให้หน่วยบริการปฐมภูมิ ทุติยภูมิและเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลอย่างไร้รอยต่อ 3. ส่งเสริมให้มีการรักษาพยาบาลชั้นนำทุกระดับตามมาตรฐานสากล
5 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 4. พัฒนางานประจำสู่งานวิจัย 5. เสริมการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับSmart hospital 6. พัฒนาระบบกำกับติดตาม Patient Safety & Risk management 7. สนับสนุนการผลิต และพัฒนาบุคลากรด้านการแพทย์และสาธารณสุขตามมาตรฐาน 8. เพิ่มประสิทธิภาพและธรรมาภิบาลในการบริหาร สมรรถนะหลักองค์กร 1. มุ่งผลสัมฤทธิ์ 2. มีจิตบริการ 3. สะสมความเชี่ยวชาญ 4. ชำนาญการถ่ายทอด พยาบาลวิชาชีพ หมายถึง ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ระดับปริญญาตรีหรือ เทียบเท่า จากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยพยาบาลที่สภาการการพยาบาลรับรอง มีใบประกอบวิชาชีพการ พยาบาลชั้นหนึ่งหรือการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ที่ยังใช้ประโยชน์ได้ ไม่ถูกพักหรือเพิกถอนหรือ หมดอายุปฏิบัติงานให้บริการด้านสุขภาพอนามัยทั้งในส่วนของราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือภาคเอกชน ในที่นี้ พยาบาลวิชาชีพเป็นข้าราชการที่ปฏิบัติงานสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของพยาบาลวิชาชีพ หมายถึง การปฏิบัติงานตามของขอบเขตหน้าที่ และสอดคล้องกับบทบาทของพยาบาล ทั้งนี้พยาบาลมิได้มีหน้าที่ปฏิบัติการพยาบาลโดยตรงแก่ผู้ป่วยอย่าง เดียว พยาบาลยังต้องรับผิดชอบการดูแล บริการพยาบาลให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพที่สุด จึงต้องมีหน้าที่ ความรับผิดชอบตามงานที่ได้รับมอบหมาย อาจเป็นงานด้านการบริหารจัดการ หรืองานด้านคลินิก
6 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ระเบียบการปฏิบัติงานกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 1. การลงนามปฏิบัติงานประจำวัน วัตถุประสงค์ เพื่อให้เป็นหลักฐานการปฏิบัติงานของหน่วยงาน ขอบเขต เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับและทุกหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับและทุกหน่วยงาน ระเบียบการปฏิบัติ 1. การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับ ตามปกติกำหนดให้มาปฏิบัติงานก่อนเวลา อย่างน้อย 15 นาที และให้ลงนามในสมุดเวลามาทำงาน หรือสแกนนิ้วมือทุกครั้ง 2. เจ้าหน้าที่ทุกระดับ ลงนามในสมุดลงเวลาหรือสแกนนิ้วมือที่หอผู้ป่วย หรือหน่วยงานที่สังกัดลงนาม ตรวจสอบโดยหัวหน้าทีมการพยาบาลทุกเวร และหัวหน้าหอทุกวัน 3. ให้เซ็นชื่อ โดยเขียนชัดเจน อ่านออก เพื่อความสะดวกสำหรับผู้ตรวจสอบ ชื่อหน่วยงานที่ชัดเจน เวลาให้ครบถ้วน 4. หากตรวจสอบพบว่า ไม่มาลงนามก่อนปฏิบัติงาน แสดงว่าไม่ได้มาปฏิบัติงาน 2. การมอบหมายงาน วัตถุประสงค์ เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่อง สามารถสื่อสารประสานงานได้ชัดเจน ขอบเขต เป็นหลักปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับ ผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารทีมการพยาบาลทุกระดับ ระเบียบการปฏิบัติ 1. การมอบหมายงานเป็นลายลักษณ์อักษร ตามภาระหน้าที่รับผิดชอบในทีมงานเหมาะสมตามความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ 2. มอบหมายผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้บริหารของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และในหอผู้ป่วย ตั้งแต่ หัวหน้างาน/หัวหน้าหอ/หัวหน้าหน่วยงาน กรณีไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติงานได้ เช่น ลาป่วย ลากิจ ลาพักผ่อน ไปประชุม 3. จัดพยาบาลวิชาชีพเป็นหัวหน้าทีมการพยาบาลในแต่ละเวร โดยต้องผ่านการฝึกปฏิบัติงานมาแล้ว อย่างน้อย 6 เดือน หรือตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนด 4. การมอบหมายงานแก่เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุง ครรภ์ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลวิชาชีพ (โดยยึดหลักการของสภาการพยาบาลที่กำหนดไว้) 5. นักศึกษาพยาบาลหรือผู้ฝึกปฏิบัติ ให้อยู่ภายใต้การนิเทศของอาจารย์/พยาบาลวิชาชีพ 6. มอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับ และปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมกับสภาพและภาระงาน 7. หัวหน้าทีมงานแต่ละเวรเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหน้าที่ 8. ให้มีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนหน้าที่อย่างเหมาะสม
7 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 3. การจัดตารางปฏิบัติงาน วัตถุประสงค์1. เพื่อจัดผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานให้ต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ทุกคนทราบกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ ที่จัด หมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง 2. เพื่อให้มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานมีจำนวนเพียงพอในแต่ละเวรอย่างเท่าเทียมกัน 3. เพื่อเป็นคู่มือในการมอบหมายงาน ขอบเขต เพื่อเป็นหลักฐานกำกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ผู้รับผิดชอบ หัวหน้าพยาบาล หัวหน้างานหอผู้ป่วย/หัวหน้าหน่วยงาน และหัวหน้าหอผู้ป่วย ระเบียบการปฏิบัติ ตารางการปฏิบัติงานของพยาบาล 1. หัวหน้าพยาบาล ผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาล หัวหน้างานหอผู้ป่วย หัวหน้าหอผู้ป่วย/หัวหน้าหน่วยงาน ปฏิบัติงานในวันและเวลาราชการ หยุดวันเสาร์ – อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ 2. ผู้ตรวจการเวรบ่าย – ดึก - เช้า กำหนดให้หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลสาขา/หัวหน้าหอ/ หัวหน้า หน่วยงาน รองหัวหน้าหอผู้ป่วย หรือพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับมอบหมาย รับผิดชอบหมุนเวียนเป็นเดือน โดย หัวหน้าพยาบาลเป็นผู้จัดให้ทำหน้าที่ในเวรเช้า บ่าย ดึก จัดเรียงลำดับตามคิวสลับกันทุกสาขาการพยาบาล 3. การจัดตารางปฏิบัติงานของพยาบาลประจำการ ในหอผู้ป่วยจะขึ้นปฏิบัติงานเวร บ่าย- ดึก จัด เจ้าหน้าที่ตามขนาดและภาระงานในแต่ละหอผู้ป่วย ควรจัดตามสัดส่วนที่สภาการพยาบาลกำหนด เช่น หอ ผู้ป่วยหนัก พยาบาล : ผู้ป่วย 1:2 หอผู้ป่วยเด็ก 1:4 หอผู้ป่วยอายุรกรรม 1:4 หอผู้ป่วยศัลยกรรม 1:5 แต่ เนื่องจากอัตรากำลังไม่เพียงพอ จึงมีการจัดอัตรากำลังโดยให้ภาระงานเหมาะสม 90-110% มีพยาบาล วิชาชีพ เป็นหัวหน้าทีม สมาชิกในทีมเป็นพยาบาลวิชาชีพ พนักงานช่วยการพยาบาล และพนักงานช่วยเหลือ คนไข้การขึ้นเวรบ่าย- ดึก เฉลี่ย ห่างกัน 4-6 วันต่อรอบอยู่เวรดึก 2 วัน บ่าย 2 วันติดต่อกัน โดย หัวหน้าหอ ผู้ป่วยเป็นผู้จัด 4. การจัดวันหยุดจะหมุนเวียนตามรอบการปฏิบัติงานเวรบ่าย ดึก แต่จะเฉลี่ยให้ได้หยุดวันเสาร์อาทิตย์ อย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งวันหยุดนักขัตฤกษ์ 5. ระบุชื่อหน่วยงานให้ถูกต้องชัดเจนเหนือหัวกระดาษ ระบุตารางการปฏิบัติงานของ.................. ประจำเดือน.............พ.ศ. ................หอผู้ป่วย................. 6. กำหนดตารางตามตัวอย่างที่แนบมา 7. ใช้ตัวย่อแทนคำเต็ม ดังนี้ เวรดึก = ด, เวรบ่าย = บ, เวรเช้า = ช, หยุด = ออฟ เวลาการปฏิบัติงาน - เวรดึก = เวลา 24.00-08.00 น. - เวรเช้า = เวลา 08.00-16.00 น. - เวรบ่าย = เวลา 16.00-24.00 น. 8. รวมจำนวนกำกับส่วนล่างสุดของตารางเวรดึก =…, เวรบ่าย =..., เวรเช้า =…, หยุด=… โดยไม่นับ จำนวนหัวหน้างาน (ระบุ หมายเหตุ: ผู้ไปศึกษาต่อ)
8 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 9. ผู้มีอำนาจลงนามอนุมัติตารางปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ให้ลงนามกำกับตามลำดับ หัวหน้าหอผู้ป่วย หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลสาขา โดยพิมพ์ชื่อเต็มกำกับลายเซ็นในวงเล็บพิมพ์ตำแหน่งของผู้ลงนามให้ ถูกต้อง 10. พิมพ์ตารางโดยใช้กระดาษ F4 11. ตารางการปฏิบัติงานของผู้ตรวจการเวรจะจัดไว้ที่ห้องผู้ตรวจการ 1 ชุด และที่สำนักงานกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล 1 ชุด 12. ตารางการปฏิบัติงานจัดไว้ 1 เดือน และจัดล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จะมีไว้ที่หอผู้ป่วย / ที่ หน่วยงาน 1 ชุด 13. เมื่อครบเดือนสำนักงานกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลรับผิดชอบรวบรวมใบตารางการปฏิบัติงาน ทั้งหมดเก็บไว้เป็นหลักฐานตามระบบการจัดเก็บเอกสาร ตารางปฏิบัติงานของพนักงานช่วยเหลือคนไข้และพนักงานช่วยการพยาบาล 1. หัวหน้าหอผู้ป่วยเป็นผู้รับผิดชอบจัด และหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลสาขา เป็นผู้ลงนาม กำกับ 2. จัดหมุนเวียนอยู่เวรบ่าย - ดึกตามลำดับคิวต่อเนื่องกันจำนวนวันอยู่เวรแล้วแต่จำนวนของผู้อยู่เวร 3. ปฏิบัติงานเวรดึก 2 วัน และเวรบ่าย 2 วัน ต่อเนื่องกัน 4. การจัดวันหยุดจะเวียนตามรอบการปฏิบัติงานเวรบ่าย - ดึกแต่จะเฉลี่ยให้ได้หยุดวันเสาร์ อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์อย่างเหมาะสมเท่าเทียมกัน 5. ตารางการปฏิบัติงาน จัดไว้เฉพาะที่หอผู้ป่วย 6. อื่นๆ ตามระเบียบการจัดตารางปฏิบัติงานของพยาบาล ภาพที่ 1 ตัวอย่างตารางปฏิบัติงาน
9 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 4. การประชุมของกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล วัตถุประสงค์ 1. เพื่อวางแผนการปฏิบัติงานและเตรียมความพร้อมตามกำหนดเวลาและกำหนดตัวผู้เข้า ประชุม 2. เพื่อการรับ–ส่งข่าวสาร ปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติหน้าที่ 3. เพื่อร่วมปรึกษาหารือ ร่วมพิจารณาเรื่องราชการที่สำคัญหรือเร่งด่วน ขอบเขต เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับ/ทุกหน่วยงาน ผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารทางการพยาบาลทุกระดับ ระเบียบการปฏิบัติ 1. หัวหน้าพยาบาลและผู้ช่วยหัวหน้าด้านบริหาร บริการและด้านวิชาการรับฟังรายงานสรุปเหตุการณ์ จากผู้ตรวจการเวรดึกทุกเช้า วันราชการ เวลา 08.00 น. 2. ประชุมหัวหน้างานทุกสาขาการพยาบาล เพื่อการสื่อสารแจ้งข่าวสาร และติดตามผลการปฏิบัติงาน ทุกวันพุธ เวลา 10.00 – 12.00 น.(ยกเว้นวันพุธที่ 3 ของเดือน) 3. ประชุมหัวหน้างานและหัวหน้าหอผู้ป่วยทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือน เพื่อแจ้งนโยบายข่าวสาร ความรู้ใหม่ๆ จากการประชุม/อบรมวิชาการภายนอกแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสนอและร่วมแก้ปัญหาต่างๆ 4. ประชุมพยาบาล ทุก 3 เดือน คือ เดือน มกราคม เมษายน กรกฎาคม และตุลาคม 5. ประชุมพนักงานช่วยเหลือคนไข้และพนักงานช่วยการพยาบาล ทุก 4 เดือน คือ เดือนมีนาคม กรกฎาคม และ พฤศจิกายน 6. คณะทำงานอื่น ๆ ตามที่กำหนดวาระ 7. หากมีเรื่องด่วนจำเป็นต้องดำเนินการทันที จะกำหนดการประชุมตามความเหมาะสม 8. การประชุมหัวหน้างาน (ในข้อ 2) หากไม่สามารถเข้าประชุมได้ ในสาขาที่มีคู่หัวหน้างานให้รับ หน้าที่แจ้ง ที่ขาดให้ทราบ หากไม่มีคู่หัวหน้างานให้หัวหน้าหอเข้าประชุมแทน 5. การสื่อสาร – ข่าวสารแจ้งเวียน วัตถุประสงค์ เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องให้เจ้าหน้าที่ทราบ ขอบเขต 1. เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับที่เกี่ยวข้อง 2. ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข่าวสารเพื่อทราบ คำสั่งหรือระเบียบเพื่อการปฏิบัติ ผู้รับผิดชอบ ผู้บริหารทางการพยาบาลทุกระดับ ระเบียบการปฏิบัติ 1. เมื่อรับแจ้งข่าวสารจากกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล ให้ผู้รับแจ้งนำไปถ่ายทอดให้เจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานรับทราบด้านขอบเขตของแต่ละข่าวสารนั้นๆ ด้วยวาจาและ/หรือลายลักษณ์อักษรทันที และให้ ผู้รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานจดบันทึกไว้เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอ่านทุกคน 2. หากเป็นคำสั่งหรือระเบียบที่ต้องทราบ ต้องปฏิบัติ ต้องให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับในหน่วยงานอ่าน ข่าวสารนั้นด้วยตนเองและลงนามรับทราบเพื่อเป็นหลักฐาน 3. ให้ติดประกาศคำสั่งหรือข่าวสารนั้นไว้ที่ป้ายประกาศ หรือในที่ที่กำหนดไว้ตามเวลาที่กำหนด แล้ว เก็บคำสั่งใส่แฟ้มที่กำหนดเพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อต้องการ
10 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 4. หากไม่ใช่คำสั่งแต่เป็นข่าวสารที่ต้องดำเนินการเพื่อส่งต่อ ให้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรให้ ผู้เกี่ยวข้องอ่านด้วยตนเองและมอบหมายให้ผู้รับผิดชอบดำเนินการให้สำเร็จ 5. หากเป็นเรื่องด่วนแจ้งโดยการโทรศัพท์และ/หรือแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบทันทีโดยส่งหนังสือต้นเรื่องให้ เจ้าตัวทราบและลงนามรับทราบ 6. ผู้ตรวจการเวรดึกหากมีการรายงานอุบัติเหตุ อุบัติการณ์ หรือเหตุการณ์พิเศษและบันทึกลงสมุด บันทึกเหตุการณ์ของผู้ตรวจการ ให้นำส่งหัวหน้าพยาบาลพร้อมกับประชุมสรุปการปฏิบัติงานในตอนเช้า เพื่อให้ ผู้บริหารได้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป 6. การจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่วงเวลา การพิจารณาจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่วงเวลา พิจารณาโดยหัวหน้างานและหัวหน้าหอผู้ป่วยตามความ จำเป็นในด้านขาดอัตรากำลัง ปริมาณผู้ป่วยจำนวนมาก สภาพผู้ป่วยวิกฤตจำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนี้ 1. ในหอผู้ป่วยสามัญที่ต้องดูแลผู้ป่วยใช้เครื่องช่วยหายใจ ตั้งแต่ 5 เครื่องขึ้นไป จำนวนผู้ป่วยมากกว่า 40–50 คน หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% (บางหอผู้ป่วยอาจเกินนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมการพยาบาลด้วย) 2. เจ้าหน้าที่ไม่ครบตามจำนวนที่มอบหมายไว้ 3. มีคนไข้ประเภท 4 ประมาณ 20% ของจำนวนเตียงมาตรฐานในหอผู้ป่วย 4. ในกรณีที่มีข้อ 1 และ 2 สามารถจัด OT ได้ 2 คน และระบุจำนวนเครื่องช่วยหายใจ ว่ากี่รายและ รายงานผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน ในกรณีที่หอผู้ป่วยมีภาระงานเกิน 100% ต่อเนื่อง หัวหน้าหอผู้ป่วยจะจัดเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่วงเวลา อย่างน้อย 1 สัปดาห์ พร้อมขออนุมัติขึ้นเวรล่วงหน้าต่อหัวหน้าพยาบาล ถ้าภาระงานไม่เข้าเกณฑ์ที่ กำหนด หัวหน้าเวร/หัวหน้าหอผู้ป่วยสามารถแจ้งงดเวรล่วงเวลาได้ตามความเหมาะสม อัตราค่าตอบแทนการปฏิบัติงานเวรบ่าย/เวรดึก ลำดับ ตำแหน่ง จำนวนเงิน: เวร ค่าตอบแทนนอกเวลา (OT) 1 พยาบาลวิชาชีพ 360 720 2 พยาบาลเทคนิค 270 580 3 ผู้ช่วยพยาบาล 255 430 4 - พนักงานช่วยเหลือคนไข้ - พนักงานช่วยการพยาบาล 120 360
11 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 7. การสมัครปฏิบัติงานล่วงเวลา (เวรเฝ้าไข้พิเศษ) 1. อยู่เวรเช้าต่อบ่าย ได้ไม่เกิน 2 วันติดต่อกัน และไม่เกิน 20 เวร/ คน/ เดือน 2. ไม่อนุญาตให้อยู่เวรดึกต่อเช้า และบ่ายต่อดึก 3. ถ้าพบว่าฝ่าฝืน ครั้งที่ 1 ตัดคิว 1 เดือน ครั้งที่ 2 ตัดคิว 6 เดือน ครั้งที่ 3 งดการขึ้นเวรล่วงเวลา 4. หัวหน้าหอรับผิดชอบตรวจสอบโดยเคร่งครัด อัตราค่าตอบแทนการปฏิบัติงานล่วงเวลา (เวรเฝ้าไข้พิเศษ) ลำดับ ตำแหน่ง ค่าตอบแทนนอกเวลา (OT) เวรเช้า เวรบ่าย เวรดึก 1 พยาบาลวิชาชีพ 800 800 900 2 ผู้ช่วยพยาบาล 420 420 420 3 - พนักงานช่วยเหลือคนไข้ - พนักงานช่วยการพยาบาล 350 350 350 8. การขอแลกเวร 1. การอยู่เวรเช้า/บ่าย ติดต่อกันได้ 2 วัน/สัปดาห์ นอกจากได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทน เมื่อ ขาดคน 2. มีใบขอแลกเวร ลงนามทั้ง 2 ฝ่าย 3. ขออนุญาตต่อหัวหน้าหอ/หัวหน้างาน หรือหัวหน้าหน่วยงาน โดยหัวหน้าต้องพิจารณาตาม ความ เหมาะสมว่าจำเป็นเพียงใด อัตรากำลัง และปริมาณงานขณะนั้นอยู่ในสภาพใด สมควรอนุญาตหรือไม่ 4. อนุญาตให้แลกเฉพาะที่มีความจำเป็นกะทันหันเท่านั้น ถ้าอยู่ในช่วงวันราชการและไม่ฉุกเฉิน ให้ขอ อนุญาตกับหัวหน้าหอ/หัวหน้างาน ในวันถัดไป 5. เวรเช้าขึ้นปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 4 เวร/เดือน และปฏิบัติงานเวรบ่าย-เวรดึก ไม่ควรขึ้นปฏิบัติงาน เกิน 14-16 เวร/เดือน 6. พนักงานช่วยเหลือคนไข้และพนักงานช่วยการพยาบาล ขออนุญาตกับหัวหน้าหอ/หัวหน้างานถ้า นอกเวลา ราชการและวันหยุด ขออนุญาตกับหัวหน้าเวร 7. เวรผู้ตรวจการ ก่อนแลกเวรให้ขออนุญาตหัวหน้างานก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะหน่วยงานที่เปิดทำ การเฉพาะวันราชการ
12 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 9. การแลกเวรเพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะเวรเช้า ปกติเจ้าหน้าที่หอผู้ป่วยทุกคนจะต้องปฏิบัติงานเวรดึก - บ่าย หมุนเวียนกันตามคิว แต่เนื่องจากบาง คนมีความจำเป็นส่วนตัว จะพยายามแลกให้คนอื่นปฏิบัติงานเวรดึก - บ่าย แทนตนเองอาจจะให้ผลตอบแทน เป็นการส่วนตัว ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบที่กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลกำหนดไว้ โดยทุกคนต้องผลัดเปลี่ยน อยู่เวร บ่าย - ดึก หมุนเวียนกันสลับกับการปฏิบัติหน้าที่เวรเช้าตามวงรอบของตารางการปฏิบัติงาน เพราะ การอยู่เวร บ่าย – ดึกต่อเนื่องยาวนาน ย่อมเกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายจิตใจและทางอารมณ์ ส่งผลกระทบ ต่อ คุณภาพงานบริการพยาบาลไม่ได้ตามมาตรฐาน อีกทั้งบุคคลที่แลกให้ผู้อื่นอยู่แทนประจำ นับเป็นการ หลีกเลี่ยงภาระหน้าที่ของตนเองเกิดการเหลื่อมล้ำในระหว่างผู้ร่วมงาน ถูกมองว่าเป็นผู้มีสิทธิพิเศษ ได้รับการ ยกเว้นโดย ผู้บริหารรองรับ มีผลต่อการบังคับบัญชา แม้จะเป็นการยินยอมสองฝ่ายก็ตามหากการแลกเปลี่ยน เช่นนี้นาน ๆ ครั้งหรือมีกิจธุระจำเป็นจริง ๆ ก็ควรอนุโลมได้ จึงควรมีผู้บริหารของหน่วยงานต้องพิจารณาตาม ความเหมาะสม เท่าที่จำเป็นจริง ๆ 10. การขอหยุดต่อเนื่อง 1. อนุญาตให้หยุดติดต่อกัน 5 - 7 วัน หากเกิน 7 วันขออนุมัติตามขั้นตอน (ไม่นับรวมวันพักร้อน) 2. ถ้าเกินจากนี้ให้เขียนบันทึกเสนอเพื่อพิจารณา ถึงหัวหน้าหอ /หัวหน้างานหรือหัวหน้าพยาบาลตาม ความเหมาะสม 11. การจัดวันหยุดชดเชย 1. ถ้าไปในเวลาราชการ ไม่มีการชดเชย 2. ถ้าเป็นวันหยุดเดิมและหน่วยงานให้ไปปฏิบัติหน้าที่โดยกะทันหัน จัดชดเชยให้ 3. ถ้าเข้ารับการอบรมที่โรงพยาบาลจัด ไม่จัดชดเชยให้ 4. ถ้าสมัครไปรับการอบรมหรือสมัครไปฟังบรรยายวิชาการด้วยตนเอง ไม่จัดชดเชยให้ 5. การไปร่วมกิจกรรมพิเศษในฐานะผู้แทนหน่วยงาน ไม่จัดชดเชยให้ 6. การร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ไม่จัดชดเชยให้ 12. การใช้เวลาราชการปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ในวันราชการ โดยปกติจะมีการขออนุญาตผู้บังคับบัญชาเป็นลำดับ ออกไปเมื่อได้รับอนุญาตจะ ออกไปทำธุระได้ แต่ในวันหยุดปรากฏว่าหลายคนออกไปนอกโรงพยาบาลเพื่อทำธุระในช่วงเวลาปฏิบัติงาน เช่น ไปรับ–ส่งลูกเรียนพิเศษ ไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้า โดยชุดปฏิบัติงานทำให้เป็นจุดสนใจแก่ ประชาชน ผู้พบเห็นและได้รับการร้องเรียนว่าละทิ้งหน้าที่ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลจึงมีมติให้ผู้ตรวจการ เวรเป็นผู้ตรวจสอบและอนุญาตตามความจำเป็นและให้บันทึกไว้เป็นหลักฐาน รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ เพื่อประกอบการพิจารณาความดีความชอบในแต่ละครั้งการขออนุญาต ให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามความ จำเป็นอย่างเหมาะสม ไม่ใช่อนุญาตเป็นประจำหรือถือวิสาสะปฏิบัติเป็นปกติวิสัยโดยเฉพาะระดับผู้บริหาร ทางการพยาบาลและหัวหน้าทีมการพยาบาล ซึ่งถือว่าไม่รักษาระเบียบวินัย เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่บุคคลอื่น และผู้ใต้บังคับบัญชา
13 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 13. การขอย้ายหน่วยงาน 1. ควรมีอายุการทำงานในหน่วยงานปัจจุบันอย่างน้อย 1 ปี 2. เหตุผลของการขอย้ายที่สมควรพิจารณา ได้แก่ • ด้านสุขภาพ หากยังปฏิบัติหน้าที่เดิมอาจเกิดผลกระทบด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น • ปัญหาครอบครัวที่วิกฤต • หากยังปฏิบัติหน้าที่เดิม จะเกิดผลเสียต่อหน่วยงาน • งานที่ขอย้ายไปรับผิดชอบ เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ • หน่วยงานเห็นความจำเป็นต้องย้าย 3. หากหน่วยงานนั้นมีปัญหาด้านอัตรากำลังให้ชะลอไว้ก่อน 4. กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาลพิจารณาการย้ายหน่วยงานปีละ 2 ครั้ง เดือนมีนาคมและกันยายน 14. การงดเว้นปฏิบัติหน้าที่ดึก – บ่าย ของเจ้าหน้าที่ที่ตั้งครรภ์และลาคลอด 1. งดเว้นปฏิบัติเวรดึก-บ่าย ก่อนครบกำหนดคลอด 1 เดือน 2. ลาคลอด 3 เดือน ตามระเบียบของทางราชการ 3. เมื่อครบกำหนด กลับมาทำงานหน้าที่เวรเช้า 1 สัปดาห์ แล้วจัดให้อยู่เวรได้ 15. การเกษียณเวรผู้ตรวจการพยาบาลนอกเวลาราชการ 1. เวรดึก อายุครบ 45 ปี 2. เวรเช้าวันหยุด อายุครบ 55 ปี 3. เวรบ่าย อายุครบ 50 ปี 16. การเขียนใบลา วัตถุประสงค์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเขียนใบลาได้อย่างถูกต้อง ขอบเขต ใช้เป็นแนวทางในการเขียนใบลาทุกประเภท ผู้รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ทางการพยาบาลทุกระดับ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ใบลาของโรงพยาบาลมี หลายประเภท เช่น ใบลาพักผ่อน ใบลาคลอดบุตร ใบลาป่วย และใบลากิจส่วนตัว ระเบียบการปฏิบัติกรอกข้อความลงในช่องว่างในแบบใบลาที่กำหนดไว้ ดังนี้ 1. เขียนที่ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 2. วันที่ ระบุวันที่เขียนใบลา 3. ชื่อผู้ลา ตำแหน่ง พยาบาล พนักงานช่วยเหลือคนไข้ พนักงานช่วยการพยาบาล 4. ระบุว่าเป็น ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือพนักงานกระทรวง สาธารณสุข 5. สังกัด สาขาการพยาบาลแต่ละกลุ่มงานสาขา ตามด้วย กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 6. สาเหตุการลาระบุตามที่ต้องการลา ให้เหตุผลประกอบในส่วนท้ายของเนื่องจาก…… 7. ระบุวันลาตั้งแต่วันที่…………ถึงวันที่……………
14 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 8. ระบุวันลาครั้งก่อนให้ชัดเจน ระบุสถานที่อยู่ปัจจุบันที่หน่วยงานสามารถติดต่อได้ลงนามให้ถูกต้อง ครบถ้วน 9. สถิติการลา หัวหน้าหอผู้ป่วยเป็นผู้ตรวจสอบลงข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน และลงนาม ลงวันที่ ตรวจสอบ 10. ความเห็นของผู้บังคับบัญชา หัวหน้างานเป็นผู้ลงความเห็นและลงนามผู้อนุญาต โดยส่งหัวหน้า พยาบาลเป็นผู้ลงนาม 11. ทุกหอผู้ป่วย / หน่วยงานต้องลงบันทึกวันลาทุกประเภทของเจ้าหน้าที่ เพื่อเป็นข้อมูลด้านบุคลากร ไว้ทุกครั้ง ก่อนส่งใบลาไปยังกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 12. การลากิจ ส่งใบลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ได้รับอนุญาตแล้วจึงลาหยุดได้ 13. การลาป่วย ส่งใบลาในวันแรกที่กลับมาทำงาน (ในกรณีฉุกเฉินกะทันหัน) 14. การขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ ให้ระบุชื่อประเทศที่ประสงค์จะเดินทาง เป็นชื่อทางการ ของประเทศนั้นๆ และเสนอแบบขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงรอง ผู้อำนวยการ นำส่งที่กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล ไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนการเดินทาง และเมื่อได้รับอนุญาตลา แล้วจึงจะสามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักรได้(เฉพาะข้าราชการ/พนักงานราชการ/พนักงาน กระทรวง) หมายเหตุ: กรณีการลาของลูกจ้างชั่วคราว พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และพนักงานราชการ ทั้ง ลาป่วย ลากิจ ส่วนตัว หรือลาคลอด ให้หอผู้ป่วย/หน่วยงานส่งใบลาโดยเร็วเพื่อกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล จะดำเนินการและส่งต่อให้การเจ้าหน้าที่เพื่อให้ลูกจ้างสามารถเบิกเงินทดแทนจากประกันสังคมจังหวัดได้
15 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 2 ตัวอย่างการเขียนใบลาพักผ่อน
16 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 3 ตัวอย่างการเขียนใบลาป่วย
17 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 4 ตัวอย่างการเขียนใบลากิจ
18 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 5 ตัวอย่างการเขียนใบลาของพนักงานราชการ/พนักงานกระทรวง/ลูกจ้างชั่วคราว
19 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 6 ตัวอย่างการเขียนใบลาคลอดบุตร
20 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 7 ตัวอย่างการเขียนขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ (สำหรับข้าราชการ/พนักงานราชการ)
21 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 17. การพิจารณาให้ไปประชุม/อบรม/ศึกษาดูงาน วัตถุประสงค์ เพื่อให้การประชุม อบรม ศึกษาดูงาน เป็นมาตรฐานเดียวกัน ขอบเขต เป็นหลักฐานสำหรับพยาบาลทุกระดับ ผู้รับผิดชอบ หัวหน้าหน่วยงานทุกระดับและผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลด้านบริหารและพัฒนาบุคลากร ระเบียบการปฏิบัติใช้ระเบียบของโรงพยาบาลเป็นหลักปฏิบัติ และหน่วยงานจะพิจารณาอนุมัติให้ เจ้าหน้าที่ ไปประชุมอบรมโดยใช้องค์ประกอบ ดังนี้ 1. ความสอดคล้องของเนื้อหาการจัดประชุม/อบรม ตรงกับสายงานที่ปฏิบัติ 2. ประโยชน์ต่อหน่วยงานหรืองานที่ได้รับมอบหมาย 3. ความจำเป็นในการประชุมหรืออบรม 4. ระยะเวลา สถานที่จัดประชุม/อบรม 5. ประวัติการอบรมในรอบปีที่ผ่านมา 6. ผลกระทบต่ออัตรากำลังของหน่วยงาน 7. สรุปรายงานการประชุม/อบรมตามระเบียบของโรงพยาบาลหลังการอบรม 2 สัปดาห์ 8. เผยแพร่ความรู้ตามความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อผู้ร่วมงานและหน่วยงาน 9. สรุปรายงานการประชุม/อบรม เสนอหัวหน้าพยาบาลลงนามรับทราบและส่งกลุ่มงานพัฒนาระบบ บริการสุขภาพ (พรส.)
22 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ระเบียบว่าด้วยการลา ประเภทการลา ตำแหน่ง ระเบียบการลา การลาพักผ่อน ข้าราชการ ตามระเบียบว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.2535 ข้าราชการมีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี ในปีงบประมาณหนึ่งได้ 10 วันทำการ ปีแรกเริ่มบรรจุเข้ารับราชการยังไม่ถึง 6 เดือน ไม่มีสิทธิ ลาพักผ่อนประจำปี ข้าราชการผู้ใดมิได้ลาพักผ่อนประจำปี หรือลา พักผ่อนประจำปีแล้วแต่ไม่ครบ 10 วันทำการ ให้สะสมวันที่ยังมิได้ ลาในปีงบประมาณนั้นรวมเข้ากับปีต่อๆ ไปได้ แต่วันลาพักผ่อน สะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีงบประมาณปัจจุบันจะต้องไม่เกิน 20วันทำการ ข้าราชการที่ได้รับราชการติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปีให้มี สิทธินำวันลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีงบประมาณ ปัจจุบันได้ไม่เกิน30วันทำการ ตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2535 มาตรา 30 กำหนดให้ข้าราชการที่ลาพักผ่อนประจำปีได้รับเงินเดือนระหว่าง ลาไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดในระเบียบว่าด้วยการลาของ ข้าราชการ พนักงานราชการ มีสิทธิลาพักผ่อน โดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างลาได้ปีหนึ่งไม่ เกิน 10 วันทำการ ในปีแรกที่ได้รับการจ้างเป็นพนักงานราชการยัง ไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี กรณีที่เข้าทำงานไม่ ถึง 1 ปี ให้ทอนสิทธิที่จะได้รับค่าตอบแทนการลาพักผ่อนลงตาม ส่วนของจำนวนวันที่จ้าง ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างประจำมีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีหนึ่งได้ 10 วันทำ การ เว้นแต่ในปีเริ่มจ้างเข้าปฏิบัติงานไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลา พักผ่อนประจำปี ลูกจ้างประจำรายใดมิได้พักผ่อนประจำปี หรือลาพักผ่อน ประจำปีแล้วแต่ไม่ครบ 10 วันทำการ ให้สะสมวันที่ยังมิได้ลาในปี นั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ แต่วันลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลา พักผ่อนในปีปัจจุบันแล้วต้องไม่เกิน 20 วันทำการ ลูกจ้างประจำที่ปฏิบัติงานติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 10 ปีให้มี สิทธินำวันลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลา พักผ่อนในปีปัจจุบันได้ไม่เกิน 30 วันทำการ
23 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ประเภทการลา ตำแหน่ง ระเบียบการลา การลาพักผ่อน (ต่อ) พนักงานกระทรวงฯ พนักงานกระทรวงฯ มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีหนึ่งได้ 10 วันทำการโดยมีการสะสมวันลาได้5วันทำการเว้นแต่ในปีเริ่มจ้างเข้า ปฏิบัติงานไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างชั่วคราวเงินรายได้มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปีในปีหนึ่ง ได้ 10 วันทำการ เว้นแต่ในปีเริ่มจ้างเข้าปฏิบัติงานไม่ครบ 6 เดือน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อนประจำปี ลูกจ้างชั่วคราวเงินรายได้ที่จ้างไว้ปฏิบัติงานต่อเนื่อง มิได้ลา พักผ่อนประจำปีในปีใดหรือลาพักผ่อนแล้วแต่ไม่ครบ 10 วันทำ การ ให้สะสมวันที่ยังมิได้ลาในปีนั้นรวมเข้ากับปีต่อ ๆ ไปได้ แต่วัน ลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลาพักผ่อนในปีปัจจุบันแล้วต้องไม่เกิน 20 วันทำการ ลูกจ้างชั่วคราวเงินรายได้ที่จ้างไว้ปฏิบัติงานต่อเนื่องติดต่อกัน มาไม่น้อยกว่า 10 ปี ให้มีสิทธินำวันลาพักผ่อนสะสมรวมกับวันลา พักผ่อนในปีปัจจุบันได้ไม่เกิน 30 วันทำการ การลากิจ ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันพ.ศ. 2535 มาตรา 29 กำหนดให้ข้าราชการลากิจส่วนตัวโดยได้รับ เงินเดือนในปะงบประมาณหนึ่งไม่เกิน 45 วันทำการ แต่ในปีเริ่มรับ ราชการให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันทำการ การลากิจส่วนตัวเป็นการลาหยุดราชการเพื่อทำกิจธุระ ส่วนตัว เช่น ลาหยุดราชการเพื่อไปทัศนศึกษา ลากิจส่วนตัวต้องลา ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันการลากิจส่วนตัวอาจแบ่งเป็น 2 กรณี 1. การลากิจส่วนตัว (ด้วยเหตุอื่นฯ) 2. การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร การลากิจส่วนตัวให้เสนอหรือจัดส่งใบลาล่วงหน้าจนถึงผู้มีอำนาจ อนุญาตก่อน เมื่อได้รับอนุญาต แล้วจึงหยุดราชการ หากมีเหตุ จำเป็นไม่สามารถรอรับการอนุญาตได้ทันให้เสนอ หรือ จัดส่งใบลา พร้อมด้วย ระบุเหตุจำเป็นแล้วหยุดราชการไปก่อนได้ แต่ต้องชี้แจง เหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบ โดยเร็ว การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต้องลาต่อเนื่องจากการลา คลอดบุตร
24 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ประเภทการลา ตำแหน่ง ระเบียบการลา เมื่อมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นระหว่างลากิจส่วนตัว ผู้บังคับบัญชา หรือผู้ มีอำนาจอนุญาต เรียกตัวมาปฏิบัติราชการก็ ได้ การลากิจ(ต่อ) พนักงานราชการ มีสิทธิลากิจส่วนตัวโดยได้รับค่าตอบแทนระหว่างลาปีหนึ่งไม่ เกิน 10 วันทำการ กรณีที่เข้าทำงานไม่ถึง 1 ปี ให้ทอนสิทธิที่จะ ได้รับค่าตอบแทนการลากิจส่วนตัวลงตามส่วนของจำนวนวันที่จ้าง ลูกจ้างประจำ ปีงบประมาณหนึ่ง ลูกจ้างประจำมีสิทธิลากิจส่วนตัวโดยได้รับ ค่าจ้างอัตราปกติระหว่างลาไม่เกิน 45 วันทำการ ในปีที่เริ่มเข้า ปฏิบัติงานให้ได้รับค่าจ้างระหว่างลาได้ไม่เกิน 15 วันทำการ พนักงานกระทรวงฯ พนักงานกระทรวงฯ มีสิทธิลากิจส่วนตัวโดยได้รับค่าจ้าง อัตราปกติระหว่างลาไม่เกิน 15 วันทำการในปีที่เริ่มเข้าปฏิบัติงาน ให้ได้รับค่าจ้างระหว่างลาได้ไม่เกิน 6 วันทำการ ลูกจ้างชั่วคราว มีสิทธิลาได้ ได้ไม่ได้รับค่าจ้างระหว่างลา โดยเสนอการลา ดังกล่าวตามลำดับขั้น ล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ เมื่อ อนุญาตให้แล้วแล้วจึงใช้สิทธิลาได้ การลาป่วย ข้าราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกันพ.ศ. 2535 มาตรา 27 กำหนดให้ข้าราชการที่ลาป่วยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ใน ปีงบประมาณไม่เกิน 60 วันทำการ แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ ตำแหน่งอธิการบดี หรือตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป เห็นสมควรจะให้ จ่ายเงินเดือนต่อไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน 60 วันทำการ 1. การลาป่วยปกติ - การนับวันลาให้นับตามปีงบประมาณคือวันที่ 1 ตุลาคมของ ปีถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป การลาป่วยใน 1 ปีงบประมาณ แบ่งเป็น 2 ช่วง ตัวอย่าง รอบที่ 1: 1 ตุลาคม 2564 - 31 มีนาคม 2565 ลา ป่วยได้ 10 ครั้ง 23 วัน รอบที่ 2: 1 เมษายน 2565 - 30 กันยายน 2565 ลาป่วยได้ 10 ครั้ง 23 วัน คิดตามปีงบประมาณห้ามเกิน 20 ครั้ง 45 วัน ถ้าเกินจะไม่ได้รับการพิจารณา เลื่อนเงินเดือนใน ปีงบประมาณนั้น ๆ - คำว่า “วัน” ในแบบใบลา หมายถึง นับวันหยุดรวมด้วย การนับเฉพาะวันทำการจะใช้คำว่า “วันทำการ”
25 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ประเภทการลา ตำแหน่ง ระเบียบการลา - ให้นับเฉพาะวันทำการ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการคำนวณ นับวันลาตามปีงบประมาณ การนับวันในรอบปี เพื่อพิจารณาเลื่อน เงินเดือนประจำปี - การลาป่วย ตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ต้องมีใบรับรองแพทย์ และ ยื่นใบลาหลังจากที่มาปฏิบัติราชการในวันรุ่งขึ้นแต่ไม่เกิน 3 วัน - การลาครึ่งวันในตอนเช้าหรือตอนบ่ายให้นับเป็นการลาครึ่ง วันตามประเภทการลานั้นๆ 2. การลาป่วยจำเป็น ตามการลาป่วยจำเป็น ตามนัยมาตรา 27 แห่งพระราช กฤษฎีกา การจ่ายเงินเดือน เงิน บำเหน็จบำนาญ และเงินอื่นใน ลักษณะเดียวกัน พ.ศ. 2535 ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการ สงเคราะห์ข้าราชการ ผู้ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บเพราะเหตุ ปฏิบัติราชการให้ข้าราชการที่ลาป่วยจำเป็นไม่เกิน 60 วันทำการ ให้เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ แต่ถ้าหากลาเกิน 60 วัน แต่ไม่เกิน 120 วันทำการ โดยได้รับเงินเดือน ให้เสนอผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต ในคราวเดียวกันหรือหลายคราวก็ได้ พนักงานราชการ มีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง ให้ได้รับค่าตอบแทนระหว่าง ลาได้ปีหนึ่งไม่เกิน 30 วันทำการ การลาป่วยตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ผู้มี อำนาจอนุญาตอาจสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ประกอบการลาก็ได้ ลูกจ้างประจำ ในปีงบประมาณหนึ่ง ลูกจ้างประจำมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับ ค่าจ้างอัตราปกติระหว่างลาได้ไม่เกิน 60 วันทำการ แต่ถ้าหัวหน้า ส่วนราชการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เห็นสมควรจะให้ลาต่อไปอีกก็ ได้ แต่ไม่เกิน 60 วันทำการ พนักงานกระทรวงฯ พนักงานกระทรวงฯมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างอัตราปกติ ระหว่างลาได้ไม่เกิน 45 วันทำการ แต่ถ้าหัวหน้าส่วนราชการหรือผู้ ที่ได้รับมอบหมาย เห็นสมควรจะให้ลาต่อไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน 60 วันทำการ ลูกจ้างชั่วคราว ปีแรกที่เริ่มเข้าปฏิบัติงาน ลูกจ้างชั่วคราวมีสิทธิลาป่วยโดย ได้รับค่าจ้างอัตราปกติไม่เกิน 8 วันทำการปีต่อ ๆ ไปลูกจ้าง ชั่วคราวซึ่งจ้างไว้ปฏิบัติงานต่อเนื่องมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้าง อัตราปกติไม่เกิน 15 วันทำการ
26 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ประเภทการลา ตำแหน่ง ระเบียบการลา การลาเข้ารับ การระดมพล หรือเข้ารับการ ทดลองความ พรั่งพร้อม 1. ลาโดยได้รับค่าจ้างไม่เกิน 30 วัน 2. การลาเข้ารับการฝึกวิชาทหาร ลาโดยได้รับค่าจ้างอัตรา ปกติไม่เกิน 2 เดือน 3. การลาไปรับการตรวจคัดเลือกเพื่อรับราชการทหาร ลา โดยได้รับค่าจ้างอัตราปกติในวันนั้น หรือตามเท่าที่จำเป็น โดยแจ้ง จำนวนวันลาเท่าที่จำเป็นในการลาเพื่อรับการตรวจเลือกดังกล่าว ระเบียบการลาศึกษาหรือฝึกอบรมภายในประเทศ และการไปประชุม/อบรม/สัมมนา ภายนอกโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 1. การลาศึกษาต่อใช้หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้ข้าราชการสามัญไปศึกษาต่อเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยในประเทศ ตามหนังสือสำนักงานก.พ. ที่ นร 1013.8.5/ว22 ลงวันที่ 15 ก.ย. 2552 2. สาขาที่ไปศึกษาต่อจะต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจของโรงพยาบาล และผ่านการพิจารณา ของคณะกรรมการ 3. ในกรณีที่มาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ให้ใช้แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการ ลาศึกษาและฝึกอบรมภายในประเทศ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ร่วมด้วย 4. ลำดับที่ 1 หมายถึง การลาศึกษาต่อได้แก่ 1.1) การลาศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตร/อนุปริญญา และปริญญาตรี 1.2) การลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท 1.3) การลาศึกษาต่อระดับปริญญาเอก ลำดับที่ 2 หมายถึง การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง ได้แก่ 2.1) การประชุม อบรมสัมมนาภายนอกโรงพยาบาล 2.2) การอบรมเฉพาะทางภายในประเทศ ระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ 2.3) การอบรมเฉพาะทางภายในประเทศ ระยะเวลาเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และ 2.4) การไปประชุม/อบรม/สัมมนา/ศึกษาดูงานต่างประเทศ ดังนี้
27 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุดการ ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ อบรม/ศึกษาต่อ พนักงานราชการ, พนักงาน กระทรวงสาธารณสุข, ลูกจ้างชั่วคราว 1. การลาศึกษาต่อ 1.1 ศึกษาต่อระดับ ประกาศนียบัตร/ อนุปริญญา/ปริญญา ตรี ภาคปกติ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปี 1. ให้สิทธิเฉพาะพนักงาน กระทรวงฯ แต่ต้องเกี่ยวข้อง กับหน้าที่ราชการที่ผู้นั้นปฏิบัติ หรือตามความจำเป็น ความ ขาดแคลนของหน่วยงาน 2. ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล มหาราชนครราชสีมาไม่น้อย กว่า 2 ปี ภาคพิเศษ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 1 ปี ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล มหาราชนครราชสีมา ไม่น้อย กว่า 1 ปี ให้ศึกษาต่อเฉพาะใน ภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) 1.2 ศึกษาต่อระดับ ปริญญาโท ภาคปกติ 1. ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปี 2. ในกรณีที่เคยลาศึกษาต่อ จะต้อง กลับจากการลาศึกษาต่อไม่น้อยกว่า 2 ปี 1. สร้างงานวิจัยในสาขา อย่างน้อย 1 เรื่อง ภายใน 2 ปี 2. ต้องกลับมาช่วย พัฒนางานของส่วนกลาง อย่างน้อย 2 ปี 3. ต้องกลับมา ปฏิบัติงานชดใช้ทุนตาม ระเบียบการลาศึกษาต่อ ภาคพิเศษ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปี ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล มหาราชนครราชสีมา ไม่น้อย กว่า 5 ปี ให้ศึกษาต่อเฉพาะใน ภาคพิเศษ (เสาร์-อาทิตย์) 1.3 ศึกษาต่อระดับ ปริญญาเอก ภาคปกติ 1. ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปี 2. ในกรณีที่เคยลาศึกษาต่อ จะต้อง กลับจากการลาศึกษาต่อไม่น้อยกว่า 3 ปี - 1. มีโครงร่างวิจัยก่อน เข้าศึกษา 2. สร้างงานวิจัยภายใน สาขาอย่างน้อย 2 เรื่อง ภายใน 3 ปี 3. ต้องกลับมาพัฒนา งานของส่วนกลางอย่าง น้อย 3 ปี 4. ต้องกลับมา ปฏิบัติงานชดเชยทุน ตามระเบียบการลา ศึกษาต่อ ภาคพิเศษ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปี -
28 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร เกณฑ์ คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุด การประชุม/อบรม/ สัมมนา ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ, พนักงานกระทรวง สาธารณสุข, ลูกจ้าง ชั่วคราว 2. การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง 2.1 การประชุม อบรม สัมมนาภายนอก โรงพยาบาล 1. ระยะเวลาอบรม ไม่เกิน 1 สัปดาห์ 2. ค่าลงทะเบียนไม่ เกิน 10,000 บาท 3. ความเหมาะสม และเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติงาน 4. ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน 1. ต้องผ่านการทดลอง งานเป็นเวลา 6 เดือน 2. ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ต้องปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยนับรวมตั้งแต่ เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับ มาถ่ายทอดด้วย วิธีการต่างๆ ภายใน 30 วัน หลังเสร็จสิ้น การไปประชุมฯ โดย ตอบแบบรายงานใน ระบบ QR code บุคลากรสมัครไป ตามหนังสือ ประชาสัมพันธ์จากผู้ จัดหน่วยงาน ภายนอก 1. บุคลากร 1 คน สามารถไปประชุม/อบรม/สัมมนา เพื่อการพัฒนาตนเองได้ 2 ครั้ง/ปี ดังนี้ 1.1 กรณีบุคลากร สมัครไปประชุม/อบรม/สัมมนา ตามหนังสือภายนอกประชาสัมพันธ์ เพื่อการ พัฒนาตนเอง โดยเบิกเงินบำรุงโรงพยาบาล ให้นับครั้ง 1.2 กรณีที่หนังสือระบุชื่อ เชิญมา แต่เป็นการไปประชุม/อบรม/สัมมนา เพื่อการพัฒนาตนเอง โดยเบิกเงินบำรุงโณงพยาบาล ให้นับครั้ง 1.3 กรณีเชิญมาหรือเป็นวิทยากร โดยเบิกค่าใช้จ่ายจากผู้จัด ไม่นับครั้ง แต่ต้องให้หัวหน้ากลุ่ม งาน/ฝ่าย/ศูนย์ พิจารณาอนุญาตเบื้องต้น 1.4 กรณีเชิญมาเป็นคณะทำงานหรือเพื่อปฏิบัติงานในภาพรวมของโรงพยาบาล เขตสุขภาพที่ 9 กระทรวงสาธารณสุข หรือองค์กรหน่วยงานสหสาขาวิชาชีพ ให้เบิกเงินบำรุงโรงพยาบาลได้ โดยไม่ นับครั้ง แต่ต้องให้หัวหน้ากลุ่มงาน/ฝ่าย/ศูนย์ พิจารณาอนุญาตเบื้องต้น 1.5 ถ้าไม่เบิกค่าใช้จ่ายไปอบรมฯ สำหรับเพื่อการพัฒนาตนเอง สามารถไปได้ไม่นับครั้ง แต่ให้ไป โดยไม่ถือเป็นวันลาได้ไม่เกิน 4 ครั้ง/ปี แต่ต้องให้หัวหน้ากลุ่มงาน/ฝ่าย/ศูนย์ พิจารณาอนุญาตใน เบื้องต้น 1.6 ถ้าจะไปอบรมฯ เกิน 2 ครั้ง เพราะเห็นว่ามีความจำเป็นและสำคัญต่อการปฏิบัติงานให้ หน่วยงานทำบันทึกชี้แจงเหตุผล เสนอตามขั้นตอนพิจารณา โดยผ่านรองผู้อำนวยการฯ (ภารกิจด้าน พัฒนาทรัพยากรบุคคล) (ต่อ) 2. จำนวนคนที่ไปประชุมในเรื่องเดียวกัน จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความจำเป็น 3. กรณีค่าลงทะเบียนเกิน 10,000 บาท ให้เสนอตามลำดับขั้นตอน แต่ต้องพิจารณาความจำเป็น เหมาะสม เสนอตามขั้นตอนพิจารณาต่อไป (ผ่านหัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรบุคคล และรอง ผู้อำนวยการฯ (ภารกิจด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล) ก่อนเสนอขออนุมัติผู้อำนวยการ)
29 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร เกณฑ์ คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุด การประชุม/อบรม/ สัมมนา ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ, พนักงานกระทรวง สาธารณสุข, ลูกจ้าง ชั่วคราว 2. การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง 2.2 การอบรมเฉพาะทางภายในประเทศ ระยะเวลาตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ ตามหนังสือ ประชาสัมพันธ์จากผู้ จัดหน่วยงาน ภายนอก ส่วนการ ขอศึกษาดูงาน หน่วยงานภายนอก รพ. ที่ไม่มีการจัด หลักสูตรของ หน่วยงานภายนอก ให้เสนอในแผนงาน/ โครงการประจำปี ผ่านกลุ่มงาน ยุทธศาสตร์และ แผนงานโครงการ 1. ระยะเวลาอบรม ตั้งแต่1-2 สัปดาห์ 2. ค่าลงทะเบียนไม่ เกิน 20,000 บาท 3. ความเหมาะสม และเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติงาน 4. ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน 1. ต้องผ่านการทดลอง งานเป็นเวลา 1 ปี 2. ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต้องปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 1 ปี โดยนับรวมตั้งแต่ เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับ มาถ่ายทอดด้วย วิธีการต่างๆ ภายใน 30 วัน หลังเสร็จสิ้น การไปประชุมฯ โดย ตอบแบบรายงานใน ระบบ QR code 1. คุณสมบัติของบุคลากรปฏิบัติตามเกณฑ์ อบรมเฉพาะทาง 2. ต้องได้รับการอนุมัติในแผนการอบรมเฉพาะทาง ศึกษาต่อประจำปี (ทำก่อนปีงบประมาณ ต่อไป ประมาณ มิ.ย.-ส.ค. ของทุกปี) 3. การลาไปประชุม, อบรม, สัมมนา ศึกษาดูงาน เกิน 6 เดือนขึ้นไป หรือมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดเกิน 50,000 บาท ให้ไปทำสัญญาศึกษาต่อหรือฝึกอบรมที่กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล ก่อนเดินทางอย่าง น้อย 15 วันทำการ 4. การลาไปประชุม, อบรม, สัมมนา ศึกษาดูงาน ให้ได้รับเงินค่าวิชาชีพเฉพาะ (วช.) และเงินเพิ่ม สำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านงานสาธารณสุข (พ.ต.ส.) ในระหว่างลาได้ไม่เกิน 60 วัน 5. กรณีที่ขอไปปอบรมทั้งกรณีเบิกและไม่เบิกค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้บรรจุอยู่ในแผนการศึกษาประจำปี ต้องเสนอเหตุผลความจำเป็นต่อท่านผู้อำนวยการพิจารณาอนุมัติโดยผ่านรองผู้อำนวยการฯ (ภารกิจ ด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล) (ต้องเสนอเรื่องพิจารณาอย่างน้อย 15 วันก่อนวันปิดรับสมัคร) และทำ ข้อตกลงในการปฏิบัติงานหลังการอบรม 6. กรณีการฝึกอบรม (Elective) ของแพทย์พี่เลี้ยง แพทย์ประจำบ้าน ให้เป็นไปตามการกำหนด หลักสูตรการศึกษาต่อ ของสาขานั้นๆ 2.3 การอบรมเฉพาะทางภายในประเทศ ระยะเวลาเกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป ตามหนังสือ ประชาสัมพันธ์จากผู้ จัดหน่วยงาน ภายนอก 1. ระยะเวลาอบรม เกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป 2. ความเหมาะสม และเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติงาน 1. ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปีโดยนับรวมตั้งแต่ 1. ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 2 ปีโดยนับรวมตั้งแต่ - มีแผนและการ มอบหมายการ ปฏิบัติงานหลังการ อบรม
30 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร เกณฑ์ คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุด การประชุม/อบรม/ สัมมนา ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ, พนักงานกระทรวง สาธารณสุข, ลูกจ้าง ชั่วคราว 2. การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง ส่วนการขอศึกษาดู งานหน่วยงาน ภายนอก รพ. ที่ไม่มี การจัดหลักสูตรของ หน่วยงานภายนอก ให้เสนอในแผนงาน/ โครงการประจำปี ผ่านกลุ่มงาน ยุทธศาสตร์และ แผนงานโครงการ 3. ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน 4. ได้รับการอนุมัติ ในแผนการอบรม เฉพาะทาง ศึกษาต่อ ประจำปี เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล 2. กรณีที่เคยศึกษา จะต้องกลับจากการลา ศึกษาต่อไม่น้อยกว่า 2 ปี เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล 2. กรณีที่เคยศึกษา จะต้องกลับจากการลา ศึกษาต่อไม่น้อยกว่า 2 ปี - นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับ มาถ่ายทอดด้วย วิธีการต่างๆ ภายใน 30 วัน หลังเสร็จสิ้น การไปประชุมฯ โดย ตอบแบบรายงานใน ระบบ QR Code 1. คุณสมบัติของบุคลากรปฏิบัติตามเกณฑ์ อบรมเฉพาะทาง 2. ต้องได้รับการอนุมัติในแผนการอบรมเฉพาะทาง ศึกษาต่อประจำปี (ทำก่อนปีงบประมาณ ต่อไป ประมาณ มิ.ย.-ส.ค. ของทุกปี) 3. การลาไปประชุม, อบรม, สัมมนา ศึกษาดูงาน เกิน 6 เดือนขึ้นไป หรือมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดเกิน 50,000 บาท ให้ไปทำสัญญาศึกษาต่อหรือฝึกอบรมที่กลุ่มงานทรัพยากรบุคคล ก่อนเดินทางอย่าง น้อย 15 วันทำการ 4. การลาไปประชุม, อบรม, สัมมนา ศึกษาดูงาน ให้ได้รับเงินค่าวิชาชีพเฉพาะ (วช.) และเงินเพิ่ม สำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านงานสาธารณสุข (พ.ต.ส.) ในระหว่างลาได้ไม่เกิน 60 วัน 5. กรณีที่ขอไปปอบรมทั้งกรณีเบิกและไม่เบิกค่าใช้จ่าย แต่ไม่ได้บรรจุอยู่ในแผนการศึกษา ต้องเสนอ เหตุผลความจำเป็นต่อท่านผู้อำนวยการพิจารณาอนุมัติโดยผ่านรองผู้อำนวยการฯ (ภารกิจด้าน พัฒนาทรัพยากรบุคคล) (ต้องเสนอเรื่องพิจารณาอย่างน้อย 15 วันก่อนวันปิดรับสมัคร) และทำ ข้อตกลงในการปฏิบัติงานหลังการอบรม 6. กรณีการฝึกอบรม (Elective) ของแพทย์พี่เลี้ยง แพทย์ประจำบ้าน ให้เป็นไปตามการกำหนด หลักสูตรการศึกษาต่อ ของสาขานั้นๆ 2.4 การไปประชุม/อบรม/สัมมนา/ ศึกษาดูงานต่างประเทศ มีหนังสือประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานภายนอก หรือติดต่อเอง 1. ระยะสั้น 1. ระยะเวลาอบรม ไม่เกิน 1 สัปดาห์ 2. ความเหมาะสม และเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติงาน 3. ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน เฉพาะข้าราชการ ต้อง ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยนับรวมตั้งแต่ เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล - - มีแผนและการ มอบหมายการ ปฏิบัติงานหลังการ อบรม - นำความรู้ ประสบการณ์ที่ได้รับ มาถ่ายทอดด้วย วิธีการต่างๆ ภายใน
31 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร เกณฑ์ คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุด การประชุม/อบรม/ สัมมนา ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ, พนักงานกระทรวง สาธารณสุข, ลูกจ้าง ชั่วคราว 2. การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง 30 วัน หลังเสร็จสิ้น การไปประชุมฯ โดย ตอบแบบรายงานใน ระบบ QR Code 2. ระยะยาว 1. ระยะเวลาอบรม ไม่เกิน 1 สัปดาห์ 2. ความเหมาะสม และเกี่ยวข้องกับ การปฏิบัติงาน 3. ไม่ส่งผลกระทบ ต่อการปฏิบัติงาน 4. ได้รับการอนุมัติ ในแผนการอบรม เฉพาะทาง ศึกษาต่อ ประจำปี เฉพาะข้าราชการ ต้อง ปฏิบัติงานใน โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยนับรวมตั้งแต่ เริ่มปฏิบัติงานใน โรงพยาบาล - 1. คุณสมบัติของบุคลากรปฏิบัติตามเกณฑ์ อบรมเฉพาะทางศึกษาต่อต่างประเทศ 2. ตามระเบียบเงินบำรุงโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการ เดินทางไปราชการต่างประเทศได้ 3. กรณีหลักสูตรอบรมเฉพาะทางที่มีการกำหนดให้ไปศึกษาดูงานต่างประเทศ โรงพยาบาลสนับสนุน เงินสวัสดิการโรงพยาบาล 50% ของค่าใช้จ่าย แต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาท (กรณีมีเงินสวัสดิการ) 4. กรณีการนำเสนอผลงานวิชาการต่างประเทศ โรงพยาบาลสนับสนุนเงินสวัสดิการโรงพยาบาล 50% ของค่าใช้จ่าย แต่ต้องไม่เกิน 50,000 บาท (ให้เสนอเรื่องเพื่อพิจารณาผ่านคณะกรรมการ CEO โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา) 5. กรณีได้รับอนุมัติในหลักการแล้ว ต้องดำเนินการขออนุมัติเดินทางไปราชการต่างประเทศ ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนการเดินทาง (ติดต่อกลุ่มงานทรัพยากรบุคคล) สำหรับกรณีระยะยาว มีคุณสมบัติเพิ่มเติม ดังนี้ 6. ต้องได้รับการอนุมัติในแผนการอบรมเฉพาะทาง ศึกษาต่อ ประจำปี (ทำก่อนปีงบประมาณต่อไป ประมาณ มิ.ย.-ส.ค. ของทุกปี) 7. กรณีไม่เบิกค่าใช้จ่ายและไม่ถือเป็นวันลา หรือไม่อยู่ในแผนการอบรมเฉพาะทาง ศึกษาต่อ ประจำปีต้องเสนอเหตุผลความจำเป็นต่อท่านผู้อำนวยการเพื่อพิจารณาอนุมัติโดยผ่านรอง ผู้อำนวยการฯ (ภารกิจด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล) และทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานหลังอบรม
32 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ลำดับ ที่ หลักสูตร เกณฑ์ คุณสมบัติ เงื่อนไขเมื่อสิ้นสุด การประชุม/อบรม/ สัมมนา ข้าราชการ, ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ, พนักงานกระทรวง สาธารณสุข, ลูกจ้าง ชั่วคราว 2. การประชุม อบรม สัมมนาภายนอกโรงพยาบาล และการอบรมเฉพาะทาง 8. กรณีที่ข้าราชการปฏิบัติงานในโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา น้อยกว่า 3 ปี แต่มีเหตุผลความ จำเป็น ต้องเสนอเหตุผลความจำเป็นต่อท่านผู้อำนวยการเพื่อพิจารณาอนุมัติ โดยผ่านรอง ผู้อำนวยการฯ (ภารกิจด้านพัฒนาทรัพยากรบุคคล) และทำข้อตกลงในการปฏิบัติงานหลังอบรม 9. กรณีการคัดเลือกบุคลากรไปศึกษาต่อต่างประเทศของศูนย์แพทยศาสตร์ศึกษาฯ จะผ่านการ คัดเลือกจากทีมคณะกรรมการพัฒนาอาจารย์ของศูนย์แพทยศาสตรศึกษาฯ จึงไม่ต้องผ่าน คณะกรรมการกลางของโรงพยาบาลอีก หมายเหตุ 1. การทำสัญญา - ข้าราชการ ทำสัญญาลาศึกษา ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการให้ ข้าราชการสามัญไปศึกษาต่อเพิ่มเติม ฝึกอบรม ดูงาน หรือปฏิบัติการวิจัยใน ประเทศ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร. 1013.8.5/ว22 ลงวันที่ 15 กันยายน 2552 - ลูกจ้างชั่วคราวต้องทำสัญญากับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ก่อนไปอบรม เฉพาะทาง (อบรมเฉพาะทาง-ใช้ทุน 2 ปีหรือ 2 เท่าของเงินเดือน) 2. คุณสมบัติของผู้ขออนุมัติลาศึกษาต่อระดับปริญญาโท, เอก ในสาขาขาดแคลนหรือมีความจำเป็นต่อ โรงพยาบาล ให้อนุมัติเป็นกรณีพิเศษ (โดยไม่ต้องยึดคุณสมบัติข้างต้น) 3. การศึกษาต่อภาคปกติ เป็นการศึกษาแบบลาศึกษาเต็มเวลา 4. การศึกษาต่อภาคพิเศษ 4.1 การศึกษาแบบไม่ลาศึกษา เป็นการศึกษาในวันหยุดราชการ (เสาร์-อาทิตย์) 4.2 การศึกษาแบบลาศึกษา เป็นการศึกษาในหยุดราชการ (เสาร์-อาทิตย์) และวันปฏิบัติราชการบาง วัน หรือการเข้าศึกษา/ฝึกปฏิบัติงานเป็นครั้งคราวหรือเป็นช่วงๆ ติดต่อกัน
33 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ระเบียบการแต่งกายของบุคลากรทางการพยาบาล วัตถุประสงค์ เพื่อให้บุคลากรทุกคนทุกระดับแต่งกายถูกระเบียบตามที่หน่วยงานและกระทรวงกำหนดไว้ ขอบเขต บุคลากรทางการพยาบาลทุกกลุ่ม ทุกระดับ ที่ขึ้นตรงต่อสายการบังคับบัญชาของกลุ่ม ภารกิจด้านการพยาบาล ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ พยาบาลเทคนิค พนักงานช่วยเหลือคนไข้พนักงานทั่วไป พนักงาน EMS ผู้รับผิดชอบ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล และผู้รับบริการทางการพยาบาลทุกระดับ การแต่งกายพยาบาลวิชาชีพ 1.หมวกพยาบาล หมวกสีขาว โดยติดแถบกำมะหยี่สีดำ จำนวน 1 แถบ ขนาด 12 มิลลิเมตร ติดชิดขอบหมวก การติด ปลายแถบให้พอดีกับหมวกไม่พับเลยไปอยู่ด้านข้างของหมวก ไม่ใช้ลวด MAX เย็บแถบ การติดกิ๊บ ใช้กิ๊บสี ขาวหนีบ ติดสายหรือตัวหนอนซ่อนอยู่ใต้หมวก ไม่ใช้กิ๊บปากเป็ดติดอยู่ด้านหลังหมวก ภาพที่ 8 ลักษณะหมวกพยาบาล 2.เครื่องประดับ 2.1 สร้อยคอยาวอยู่ภายในเสื้อ ไม่สั้นติดคอจนมองเห็น 2.2 ต่างหู ชนิดติดหู ชนาดไม่โตเกินติ่งหู 2.3 โบว์ติดผมสีดำหรือสีน้ำตาล 2.4 นาฬิกา ข้อมือสายด้าน ไม่ประดับเพชร- พลอย ที่ส่งประกายเมื่อเรืองแสง 2.5 ไม่สวมแหวนและกำไลข้อมือ 2.6 ติดเข็มเครื่องหมายกระทรวงสาธารณสุขที่ปกเสื้อด้านซ้าย และติดกระดุมเสื้อด้วยกระดุม กระทรวงสาธารณสุข ภาพที่ 9 เข็มกระทรวงสาธารณสุข ภาพที่ 10 กระดุมกระทรวงสาธารณสุข
34 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 3. ชุดปฏิบัติงาน 3.1 พยาบาลวิชาชีพหญิง เป็นชุดติดกันสีขาวทั้งชุด เสื้อผ่าหน้าติดกระดุม ปกฮาวาย แขนสั้น ปลายแขนพับตลบขึ้นด้านบน มีจีบด้านละ 2 จีบ ตัวเสื้อด้านหลังมีรอยต่อเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือไม่ก็ได้ กระโปรงทรงเอ ความยาวคลุมเข่า กระโปรงแยกชิ้นด้านหน้า 2 ชิ้น ด้านหลัง 3 ชิ้น ด้านหน้ามีสาบกลาง ขนาดกว้าง 1 นิ้ว จากเอวถึงชายกระโปรง มีซิบด้านหน้าได้สาบกระเป๋าเจาะเว้าด้านซ้าย – ขวา มีเข็มขัดผ้า ขนากกว้าง 1 นิ้ว คาดเอวหรือเป็นชุดติดกันหรือชุดคนละท่อนสีขาวทั้งชุดแบบที่สถาบันกำหนด โดยเป็นเสื้อ มีปกหรือคอปิด กระโปรงทรงสุภาพ ความยาวคลุมเข่า หากเป็นกางเกงต้องเป็นกางเกงทรงสุภาพปลายขา ตรงยาวคลุมข้อเท้า ภาพที่ 11 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงติดกัน ภาพที่12 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงคนละท่อน ภาพที่ 13 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกางเกงคนละท่อน ภาพที่ 14 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์
35 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 3.2 ชุดปฏิบัติแบบมีผ้าคลุมศีรษะ เป็นชุดติดกันสีขาวทั้งชุด เสื้อผ่าหน้าติดกระดุม ปกฮาวาย แขน สั้นเหนือศอก ปลายแขนพับตลบขึ้นด้านบน มีจีบบริเวณเอวด้านละ 2 จีบ ตัวเสื้อด้านหลังจะมีรอยต่อเป็นรูป สามเหลี่ยมหรือไม่ก็ได้ กระโปรงทรงเอ แยกชิ้นด้านหน้า 2 ชิ้น ด้านหลัง 3 ชิ้น ด้านหน้ามีสาบกลางขนาด กว้าง 1 นิ้ว จากเอวถึงชายกระโปรง มีซิบด้านหน้าใต้สาบ มีกระเป๋าเจาะเว้าด้านข้างซ้าย-ขวา ชายกระโปรง สูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว มีเข็มขัดขนากกว้าง 1 นิ้ว คาดเอวชุดปฏิบัติงาน ชุดปฏิบัติงานนี้สามารถใช้ได้ สำหรับพยาบาลตั้งครรภ์ หรือ เป็นชุดติดกันหรือชุดคนละท่อนสีขาวทั้งชุด แบบตามที่สถาบันกำหนด โดย เป็นเสื้อมีปกหรือคอปิดมิดชิด แขนเสื้อเหนือข้อศอก กระโปรงสุภาพ ชายกระโปรงสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า 8 นิ้ว หากเป็นกางเกงต้องเป็นกางเกงทรงสุภาพปลายขาตรงยาวคลุมข้อเท้าและมีผ้าคลุมศีรษะสีขาวเก็บชาย ผ้าไว้ในคอเสื้อ ภาพที่ 15 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงติดกันแบบมีผ้าคลุมศีรษะ ภาพที่ 16 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกระโปรงคนละท่อนแบบมีผ้าคลุมศีรษะ
36 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 17 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงกางเกงคนละท่อนแบบมีผ้าคลุมศีรษะ ภาพที่ 18 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์แบบมีผ้าคลุมศีรษะ 3.3 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลวิชาชีพชาย เป็นชุดสีขาวทั้งสุด เสื้อแขนสั้น ปกฮาวาย ตัวเสื้อผ่าหน้า ติดกระดุมมีกระเป๋าที่อกเสื้อด้านซ้าย 1ใบ ด้านซ้ายและขวาด้านละ 1 ใบ ตัวเสื้อด้านหลังเย็บซ้อนตะเข็บ กลางหลังชายเสื้อผ่าตรงกลางหลัง ชายเสื้อผ่ากลางหลังซ้อนสูงประมาณ 6 นิ้ว และกางเกงขายาวทรงสุภาพ สีขาวปลายขายาวคลุมข้อเท้า ภาพที่ 19 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลชาย
37 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 4. รองเท้า/ถุงเท้า 1. พยาบาลชาย รองเท้าสีดำชนิดหุ้มส้น สวมถุงเท้าดำ 2. พยาบาลหญิง รองเท้าสีขาวส้นหนาสูง 1นิ้ว ถึง 1 นิ้วครึ่งชนิดหุ้มส้น และปิดปลายเท้า ถุงเท้าขาว ล้วน ภาพที่ 20 ลักษณะรองเท้าพยาบาลหญิง ภาพที่ 21 ลักษณะรองเท้าพยาบาลชาย ภาพที่ 22 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลชายโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ภาพที่ 23 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงแบบกางเกงคนละท่อนโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
38 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ภาพที่ 24 ชุดการแต่งกายปฏิบัติงานพยาบาลหญิงตั้งครรภ์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ภาพที่ 25 ชุดปฏิบัติงานพยาบาลหญิงแบบกระโปรงคนละท่อนโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา
39 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 สวัสดิการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา แนวทางการปฏิบัติของผู้เข้าพักอาศัยในหอพัก/บ้านพักของโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา (14 พฤศจิกายน 2565) เพื่อให้การปฏิบัติเกี่ยวกับหอพัก/บ้านพักพยาบาล กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาล มหาราชนครราชสีมา มีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอปรับปรุงแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับหอพัก และบ้านพักพยาบาล ดังต่อไปนี้ 1. ผู้มีสิทธิ์ขอรับสวัสดิการบ้านพัก 1.1 พยาบาลที่เป็นข้าราชการ ลูกจ้างชั่วคราว นักเรียนทุน พนักงานราชการที่เดิมเป็นนักเรียนทุน รวมถึงบุคลากรที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก 1.2 สถานภาพโสด ไม่มีพันธะผูกพันกับผู้ใดทั้งทางนิตินัย (แต่งงานจดทะเบียนสมรส) และทางพฤตินัย (ใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย) 1.3 ปฏิบัติงานในสังกัดกลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล เป็นเวรเป็นผลัดหรือมีหน้าที่ที่ต้องตามตัวได้ทันที 1.4 มีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตเทศบาล ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด 1.5 เป็นผู้ไม่มีสิทธิเบิกค่าบ้านตาม พ.ร.บ. ค่าเช่าบ้านข้าราชการ 1.6 กรณีนอกเหนือจากนี้เป็นเป็นดุลพินิจของคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก/หัวหน้ากลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาล/ผู้อำนวยการโรงพยาบาล 2. หลักเกณฑ์การพิจารณาจัดที่พักอาศัย 2.1 ห้องพักเดี่ยวจัดให้พักอย่างน้อยห้องละ 2 คน 2.2 ห้องชุดให้พักอย่างน้อยห้องละ 4 คน 2.3 ผู้มีสิทธิ์พักเดี่ยวได้แก่ หัวหน้ากลุ่มงาน/หัวหน้างาน/หัวหน้าหอผู้ป่วย นอกจากนี้ให้อยู่ในดุลพินิจ ของคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก 2.4 ผู้มีความประสงค์จะขอรับสวัสดิการหอพัก/บ้านพัก ให้ยื่นแบบฟอร์มต่อคณะกรรมการสวัสดิการ บ้านพัก ที่ฝ่ายสนับสนุนงานการพยาบาลและธุรการ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล 2.5 กรณีเข้าพักโดยไม่ยื่นแบบฟอร์มขอรับสวัสดิการบ้านพัก คณะกรรมการจะพิจารณาตัดสิทธิ์การรับ สวัสดิการบ้านพักเป็นเวลา 3 ปี 2.6 การโอนบ้านพักหรือให้กุญแจผู้อื่นเพื่อเข้าอยู่อาศัยโดยพลการ จะกระทำไม่ได้ นอกจากจะได้รับ อนุญาตจากคณะกรรมการบ้านพักแล้ว 3. ข้อปฏิบัติเพื่อการเข้าพักอาศัย เมื่อผู้ขอได้รับอนุญาตเข้าพักอาศัย (เป็นผู้ที่ยื่นความประสงค์ขอรับสวัสดิการหอพัก/บ้านพักเรียบร้อย แล้ว) จะต้องดำเนินการดังต่อไปนี้ 3.1 แจ้งและลงทะเบียน เพื่อรับกุญแจที่ฝ่ายสนับสนุนงานการพยาบาลและธุรการ ชั้น 6กลุ่มภารกิจ ด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา 3.2 ต้องรับฟังคำชี้แจง ตักเตือน จากหัวหน้าหอพัก และคณะกรรมการสวัสดิการบ้านพัก
40 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 3.3 ต้องปฏิบัติตาม กฎระเบียบของหอพัก 3.4 ตรวจสอบของใช้ในห้องพัก (ถ้ามี) ก่อนเข้าพัก ห้ามนำของใช้ออกจากห้องพักโดยไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากเป็นทรัพย์สินของทางราชการ 3.5 ผู้พักต้องชำระค่าส่วนกลาง กับหัวหน้าหอพัก/ผู้ที่ได้รับมอบหมายตามวัน เวลาที่กำหนด และเข้า ร่วมประชุมหอพักตามวัน เวลาที่กำหนด 3.6 รักษาความสะอาดในบริเวณห้อง และรอบๆห้องพัก ให้ทิ้งเศษอาหาร หรือขยะ ในที่ที่จัดไว้ให้ และสามารถให้คณะกรรมการตรวจเยี่ยมได้ 3.7 ไม่ส่งเสียงดัง หรือส่งเสียงรบกวนข้างห้อง เช่น เปิดวิทยุ โทรทัศน์ หรือตะโกนข้ามตึ 3.8 ห้ามนำบุคคลภายนอก/เพื่อนต่างเพศ มาค้างในหอพัก ยกเว้น บิดา มารดา พี่น้องร่วมบิดา หรือ มารดาเพศหญิง ที่มีความจำเป็นต้องพักค้างคืนชั่วคราว ให้แจ้งหัวหน้าบ้านพักทราบก่อน และดูแลให้บุคคลที่ พักอาศัย ปฏิบัติตามระเบียบหอพัก 3.9 ไม่เล่นการพนัน สูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือกระทำการใดๆที่ผิดกฎหมาย และต้องไม่นำสิ่งผิดกฎหมาย มาไว้ในหอพักหรือบริเวณโรงพยาบาล 3.10 ไม่เลี้ยงสัตว์หรือให้อาหารสัตว์ในหอพัก หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นอันตรายต่อผู้พักอาศัยอื่น 3.11 ต้องช่วยกันประหยัด ในการใช้น้ำประปา ไฟฟ้า หากใช้เกินสิทธิ ให้รับผิดชอบจ่ายค่าไฟฟ้า ใน ส่วนเกินเอง 3.12 ผู้ที่พักในบ้านพักของโรงพยาบาลจะได้รับสวัสดิการ น้ำประปาฟรี 3.13 สิทธิการเบิกค่ากระแสไฟฟ้า ดังตารางต่อไปนี้ ลำดับ ตำแหน่ง/ ประเภท สิทธิการเบิก 1 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป ตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการขึ้นไป ตำแหน่งประเภทอำนวยการและตำแหน่งประเภทบริหาร 100 ยูนิต / เดือน 2 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับชำนาญงาน และระดับตำแหน่ง ประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ 80 ยูนิต / เดือน 3 ข้าราชการตำแหน่งประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน 60 ยูนิต / เดือน 4 ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว 30 ยูนิต / เดือน
41 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 4. การเปลี่ยน/การคืนหอพัก ห้องพัก 4.1 การเปลี่ยนห้องพัก ต้องยื่นฟอร์มแจ้งความจำนงที่หัวหน้าฝ่ายสนับสนุนงานการพยาบาลและ ธุรการ เพื่อให้คณะกรรมการฯพิจารณา และเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จึงจะเปลี่ยนห้องพักได้พร้อมทั้งคืนกุญแจ ห้องพักเดิม พร้อมทั้งแจ้งปรับรายชื่อผู้ชำระค่าไฟฟ้า 4.2 การคืนห้องพัก ต้องเขียนขอสละสิทธิในการรับสวัสดิการหอพัก บ้านพักที่หัวหน้าฝ่ายสนับสนุน งานการพยาบาลและธุรการ ส่งคืนห้องพัก ตรวจสอบของใช้ คืนกุญแจห้องพักภายใน 30 วัน ถ้ามีการชำรุด อาจต้องหรือเสียหายโดยเจตนา ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย และแจ้งปรับรายชื่อผู้ชำระค่าไฟฟ้า 5. การยกเลิกสิทธิอยู่หอพัก 1. ผู้ขอรับสวัสดิการไม่เข้าพักอาศัยภายใน 10 วัน หลังได้รับการอนุมัติให้เข้าพักอาศัย 2. นำบุคคลภายนอก เช่น สามี / เพื่อนต่างเพศ เข้าหอพักโดยไม่มีเหตุอันควร หรือไม่ได้รับอนุญาต 3. เข้าพักในหอพักน้อยกว่า 3 วัน/สัปดาห์ 4. ลาศึกษาต่อ 1 ปี ให้หัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลเฉพาะสาขา ทำหนังสือแจ้งคณะกรรมการฯ เพื่อ ขอสงวนสิทธิการพักอาศัยโดยแจ้งช่วงเวลา เพื่องดเก็บค่าไฟฟ้า 5. ลาศึกษาต่อเกิน 1 ปี ต้องส่งคืนห้องพัก และแจ้งปรับรายชื่อผู้ชำระค่าไฟฟ้า 6. กรณีเกษียณอายุราชการ อนุญาตให้พักอาศัยต่อและคืนห้องพักล่าช้าได้ไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม ของปีที่เกษียณอายุราชการ 7. กรณีลาออกหรือย้าย ให้คืนห้องพักก่อนที่จะออกจากโรงพยาบาล 8. กรณีแต่งงาน 9. ฝ่าฝืนกฎระเบียบของบ้านพัก 6. การพิจารณา ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการอาคาร – บ้านพัก เป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยในที่ประชุม นั้นต้องมีผู้เข้าร่วมเกินกึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด จึงถือว่าครบองค์ประชุม ในกรณีที่คะแนนเท่ากันให้ ประธานกรรมการ หรือประธานที่ประชุมออกเสียงชี้ขาดได้อีก 1 คะแนน ความข้างต้นยกเว้นได้ตามข้อ 10.7 แห่งระเบียบสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักของโรงพยาบาล พ.ศ. 2538 (บุคคลที่ผู้อำนวยการเห็นสมควร) สวัสดิการอื่น ๆ 1. การช่วยเหลือเจ้าหน้าที่เสียชีวิต โรงพยาบาลเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ 1 คืน และเงินสวัสดิการเงินช่วยเหลือ 20,000 บาท ทั้งนี้ต้องแนบสำเนาใบมรณบัตรสำนำทะเบียนบ้านประทับ “ตาย” และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้มีสิทธิ์รับ เงินสวัสดิการ อย่างละ 1 ฉบับ
42 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 2. กรณีญาติสายตรงของเจ้าหน้าที่เสียชีวิต ซึ่งได้แก่บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร ตามกฎหมาย รับเงินสวัสดิการจำนวน 6,000 บาทโรงพยาบาล เป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรมศพ 1 คืน ทั้งนี้ต้องแนบสำเนาใบมรณบัตรของผู้เสียชีวิต/สำเนาทะเบียนบ้าน ของทายาท กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ของโณงพยาบาล ตามกฎหมาย 1 คนให้ใช้เพียง 1 สิทธิ์ 3. การใช้รถรับ–ส่งไปงานฌาปนกิจศพ - ภายในจังหวัด อนุญาตใช้รถ 2 ครั้ง (โรงพยาบาลเป็นเจ้าภาพและร่วมงานฌาปนกิจศพ) - ภายนอกเขตจังหวัด อนุญาตใช้ได้ 1 ครั้ง 4. การช่วยเหลือค่าห้องพิเศษ/ส่วนเกินค่าห้องพิเศษ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและญาติสายตรงขอความอนุเคราะห์ค่าห้องพิเศษและส่วนเกินค่าห้องวันนอน ต้องไม่เกิน 60 วัน หากเกิน 60 วัน ต้องทำบันทึกข้อความขออนุเคราะห์ใหม่ โดยต้องไม่เกิน 2 ครั้ง/ปี 5. สวัสดิการจัดกระเช้าเยี่ยม เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 300 บาท ปีละไม่เกิน 2 ครั้ง
43 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ความสามารถในการปฏิบัติงานเชิงวิชาชีพของพยาบาล 1. การใช้กระบวนการพยาบาลเป็นแนวทางในการปฏิบัติ 2. สามารถให้การพยาบาลได้สอดคล้องกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ และปัญหาของผู้ป่วย แต่ละครอบครัวแต่ละราย 3. สามารถวิเคราะห์ปัญหา ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดผลดี แก่ทีมงานในการวางแผนการ พยาบาลและแก้ไขปัญหาการเจ็บป่วยหรือวางแผนเพื่อตอบสนองความต้องการการดูแลของผู้ป่วยในแต่ละ ระยะได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 4. สังเกต บันทึก สรุป รายงานอาการเปลี่ยนแปลงและปฏิกิริยาของผู้ป่วย ต่อการรักษาพยาบาล ตลอดจนความก้าวหน้าของการรักษาพยาบาลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม 5. สามารถปรับปรุงวิธีการปฏิบัติการพยาบาล ( Nursing intervention) ให้เหมาะสมกับผู้ป่วย 6. สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับปัญหาฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ป่วยและรายรายงานอาการได้ ทันเวลา 7. วางแผนป้องกันอุบัติเหตุและให้ความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย และผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานรับผิดชอบ 8. สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับเหตุการณ์ 9. สามารถตัดสินใจในวินิจฉัยสั่งการได้เป็นอย่างดีและมีเหตุผลบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ (Evidence Based Division Making) 10. มีทักษะในการให้ความรู้ และการให้คำปรึกษาเพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยและ ครอบครัว 11. มีทักษะในการปฏิบัติการพยาบาล สามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในระดับต่ำกว่าในกรณีที่ต้องการ ให้การพยาบาลที่ซับซ้อน 12. จัดระเบียบงาน แบ่งงาน และมอบหมายหน้าที่ให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน ภายใต้ความรับผิดชอบ ได้ อย่างเหมาะสม 13. ประเมินผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบ รวมทั้งประเมินผลงานของตนเอง ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ 14. สามารถประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีเหตุผล สามารถเสนอ ความรู้ใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาให้แก่กลุ่มหรือทีมงานเพื่อนำมาใช้ปรับปรุงคุณภาพการพยาบาลให้ดีขึ้น 15. สนับสนุนและประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น งานสังคมสงเคราะห์ งานชันสูตรทาง ห้องปฏิบัติการ งานเภสัชกรรม
44 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 พฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คณะอนุกรรมการจริยธรรมสภาการพยาบาล (วาระพ.ศ.2541-2545) ได้กำหนดเกณฑ์ของ จรรยาบรรณวิชาชีพไว้ ดังนี้ ด้านจริยธรรมทั่วไป 1. ดำเนินชีวิตโดยปฏิบัติตามหลักศาสนาที่ตนนับถือ 2. ดำรงตนเป็นคนดี มีคุณธรรม มีมนุษยสัมพันธ์ มารยาทงาม 3. รักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของตน 4. ปฏิบัติตนด้วยการใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ 5. ปฏิบัติงานตนตามกฎหมายบ้านเมือง 6. อนุรักษ์และส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมของธรรมชาติ 7. เคารพในสิทธิหน้าที่ของตนเองและผู้อื่น 8. มีส่วนร่วมในกิจกรรมการส่งเสริม ยกย่อง สนับสนุนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 9. ปฏิบัติงานด้วยความยุติธรรม ไม่มีอคติ 10. ปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ด้านจริยธรรมวิชาชีพ 1. ประกอบวิชาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต 2. ไม่ใช้หรือไม่ยินยอมให้ผู้อื่นประกอบวิชาชีพเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ 3. ปฏิบัติตนตามกฎหมายวิชาชีพและข้อบังคับของวิชาชีพ 4. ยอมรับความเชื่อและค่านิยมของผู้อื่น 5. ตระหนักในคุณค่าของตนเองและภูมิใจในวิชาชีพ 6. พัฒนาตนเองให้มีความยึดมั่นในคุณงามความดีและความถูกต้องชอบธรรม 7. พัฒนาตนเองให้มีความรู้ ทักษะในการปฏิบัติงานที่ทันสมัยอยู่เสมอ 8. สามารถปรับตัวให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม 9. ปฏิบัติวิชาชีพด้วยเจตนาดีไม่คำนึงถึงความแตกต่างด้านฐานะศาสนา เชื้อชาติ สังคม การเมือง 10. ประกอบวิชาชีพโดยไม่มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนเกินกว่าที่พึงได้รับ 11. ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อการเลือกใช้บริการของผู้รับบริการ 12. ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้รับบริการตามสิทธิ 13. ให้บริการโดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของผู้รับบริการ 14. ไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้รับบริการเว้นแต่เป็นการรักษาพยาบาลหรือต้องปฏิบัติตามกฎหมาย 15. เป็นตัวแทนผู้รับบริการที่สื่อความต้องการด้วยตนเองไม่ได้ 16. ปกป้องการละเมิดสิทธิของผู้รับบริการในการรักษาพยาบาล 17. ประกอบวิชาชีพโดยคำนึงถึงความถูกต้อง ปลอดภัย และรวดเร็วต่อผู้รับบริการ 18. ปฏิบัติการพยาบาลตามขอบเขตวิชาชีพพยาบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้รับบริการ
45 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 19. ส่งเสริมสนับสนุนการประกอบวิชาชีพของผู้ร่วมงาน ไม่ทับถมให้ร้าย หรือกลั่นแกล้งกัน 20. ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่นและความต้องการพื้นฐานของแต่ละคน 21. เคารพในสิทธิยอมรับความสามารถตามศักยภาพของแต่ละคน 22. ยกย่องผู้มีความรู้ ความสามารถ และผู้ประพฤติดี 23. ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 24. ละเว้นการนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน 25. ช่วยเหลือผู้อื่นในวิสัยที่ช่วยเหลือได้โดยไม่ต้องรอการร้องขอ 26. ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประสานสัมพันธ์และมุ่งให้เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน 27. ร่วมคิดและหาแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบวิชาชีพให้เกิดความร่วมมือที่ดีและปรับปรุง 28. พัฒนางานสม่ำเสมอ 29. ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ร่วมงานในงานที่ชอบ 30. ส่งเสริมความเสมอภาคในการพัฒนาและความก้าวหน้าในหน้าที่ของผู้ร่วมงานและผู้ร่วมวิชาชีพ 31. เผยแพร่ชื่อเสียงและคุณค่าของวิชาชีพเพื่อเป็นแบบอย่าง 32. ดำรงไว้ซึ่งสิทธิอันชอบธรรมในการประกอบวิชาชีพ 33. มี น้ำใจ และแสดงความเต็มใจในการให้บริการ 34. ไม่เรียกร้องหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดนอกเหนือจากสิทธิที่พึง ได้รับ 35. ให้ข่าวสารที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนอย่างถูกต้องครบถ้วนและเสมอภาค เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมจริยธรรมในการปฏิบัติการพยาบาล 1. มีบุคลิกภาพดี เหมาะสมในการประกอบวิชาชีพและในการดำรงตนในสังคม 1.1 การแต่งกายถูกต้องตามระเบียบ สะอาดเรียบร้อย 1.2 รักษาสุขวิทยาส่วนบุคคล 1.3 วางตัวได้เหมาะสมตามกาลเทศะ น่าเชื่อถือเป็นแบบอย่างที่ดี สังคมยอมรับ 1.4 กิริยาท่าทางสุภาพ น้ำเสียงอ่อนโยนใช้คำสุภาพ 1.5 คล่องแคล่ว ว่องไว 1.6 สุขภาพแข็งแรง 1.7 สุขภาพจิตสมบูรณ์ 2. ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม สอดคล้องกับค่านิยมวัฒนธรรมและกฎเกณฑ์ของสังคม 2.1 ไม่มีประวัติการทำงานผิดศีลธรรม 2.2 ดำรงตนอยู่ในขอบเขตกฎหมายบ้านเมือง 2.3 ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ 2.4 รักษาระเบียบวินัยวัฒนธรรมขององค์กร 2.5 มีความเสียสละ 2.6 มีความเพียรพยายามมานะอดทน
46 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 2.7 ละเว้นการส่งเสริม ปกป้องผู้ประพฤติผิด 3. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี 3.1 กระตือรือร้นให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ร่วมงานอย่างเต็มความสามารถ 3.2 ยกย่องให้เกียรติ เคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกัน 3.3 สามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี 3.4 ได้รับการยอมรับจากอื่น 4. แสดงความเป็นมิตรต่อผู้รับบริการและประชาชนทั่วไป 4.1 ให้การต้อนรับด้วยอัธยาศัยที่ดี 4.2 สนใจรับฟังตอบข้อซักถามและอธิบายให้ผู้รับบริการทราบ ด้วยความเต็มใจ 5. ให้บริการพยาบาลด้วยความเอื้ออาทรเต็มใจ 5.1 ดูแลเอาใจใส่ ห่วงใยผู้รับบริการสม่ำเสมอด้วยความเต็มใจและเท่าเทียมกัน 5.2 แสดงออกด้วยกิริยา วาจา น้ำเสียงและสัมผัสที่อ่อนโยนอย่างเหมาะสม 6. รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 6.1 ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของผู้รับบริการ 6.2 ปกป้องสิทธิในความเป็นส่วนตัว และไม่เปิดเผยความลับของผู้รับบริการ 6.3 เป็นตัวแทนผู้รับบริการที่สื่อความต้องการด้วยตนเองไม่ได้ 6.4 ไม่ละเมิดสิทธิของผู้รับบริการ 7. มีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้รับบริการและสังคม 7.1 ตรงต่อเวลา 7.2 ไม่ละทิ้งหน้าที่ 7.3 ปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จครบถ้วน 7.4 ช่วยเหลืองานนอกเหนือจากงานที่ได้รับมอบหมายตามโอกาสอันสมควร 8. ให้บริการด้วยเทคนิคที่ถูกต้องตามขอบเขตและมาตรฐานวิชาชีพปฏิบัติการพยาบาลถูกต้องตาม หลักการวิธีการ ตรงกับปัญหาและความต้องการของ ผู้รับบริการ 9. มีการพัฒนาความรู้อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องเกี่ยวกับการดำรงตนในการประกอบวิชาชีพ สนใจศึกษา ค้นคว้า หาความรู้และทักษะด้านศาสตร์ ทางวิชาชีพ ศาสตร์ทางจริยธรรมและศาสตร์อื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ กับการปฏิบัติวิชาชีพและการดำรงตนในสังคม 10. มีส่วนในการพัฒนาองค์กรวิชาชีพ 10.1 เป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพ 10.2 เข้าร่วมกิจกรรมในการพัฒนาวิชาชีพ 10.3 ส่งเสริมสนับสนุนและเผยแพร่กิจกรรมวิชาชีพ 10.4 ปฏิบัติตามมาตรฐานจรรยาบรรณและกฎหมายวิชาชีพ 10.5 ติดตามข้อมูลข่าวสารของวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ