The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ปี 2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by พันธมน สุภารี, 2024-04-24 00:48:26

คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ปี 2567

คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ปี 2567

47 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 เกณฑ์การประเมินพฤติกรรมของพยาบาลโดยผู้รับบริการ 1. อัธยาศัยในการต้อนรับ 2. ความสุภาพและความอ่อนโยน 3. มีมนุษยสัมพันธ์ 4. ความกระตือรือร้น 5. การควบคุมอารมณ์ 6. การให้ความภาคเสมอ 7. การให้เกียรติ 8. ตอบคำถามด้วยความเต็มใจ 9. ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ 10. รับฟังและช่วยคลี่คล้ายปัญหาและให้คำปรึกษา 11. รักษาสิทธิของผู้รับบริการ 12. รักษาความลับของผู้รับบริการ 13. อธิบายให้เข้าใจทั้งก่อนและหลังการให้บริการ 14. ปลอบโยนให้กำลังใจ 15. ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการบริการ 16. ความนิ่มนวลในการปฏิบัติการพยาบาล 17. มีน้ำใจ (สนใจ เต็มใจ เอาใจใส่) 18. ช่วยเหลือให้บรรเทาความเจ็บปวดหรือความไม่สุขสบาย 19. ความสะอาดเรียบร้อยในการแต่งกาย 20. พฤติกรรมโดยทั่วไปน่าเชื่อถือและน่าศรัทธา ตัวอย่างของการดัดแปลงคำพูดเพื่อให้น่าฟัง ☹ หมดเวลาเยี่ยม กลับบ้านได้แล้ว ขณะนี้ผู้ป่วยต้องการพักผ่อน พรุ่งนี้เชิญมาเยี่ยมใหม่นะคะ ☹ หมอสั่งห้ามเยี่ยม ขอโทษนะคะคุณหมอบอกว่าผู้ป่วยต้องการพักผ่อนมากๆ กรุณามาเยี่ยมโอกาสหน้านะคะ ☹ รอเดี๋ยว ไม่ว่าง กรุณารอสักครู่ค่ะ ☹ ยังมีอะไรที่ไม่พอใจอีกไหม ถ้ามีอะไรที่จะให้ทางโรงพยาบาล(เรา)ช่วย กรุณาบอกเราด้วยนะคะ ☹ หมอไม่อยู่ ไม่รู้ไปไหน คุณหมอกำลังทำ……….เดี๋ยวดิฉันจะรายงานให้คุณหมอทราบค่ะ


48 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ☹ เราทำดีที่สุดแล้ว ถ้าคุณคิดว่าที่อื่นดีกว่าก็เชิญไปเลย แล้ววันหลังไม่ต้องกลับมาอีกนะ ถ้าเป็นความสะดวกและเป็นประโยชน์ต่อคนไข้ก็แล้วแต่ทางญาติจะพิจารณา และถ้ามีอะไรให้ ทางเราช่วย โอกาสหน้าเชิญใหม่นะคะ ☹ มีอะไรข้องใจไหม ถ้ามีอะไรที่ยังไม่เข้าใจ กรุณารีบบอกเราด้วยนะคะ ☹ คุณมาทำไม? คุณมาทำธุระอะไร สวัสดีค่ะ มาตรวจโรคหรือคะ ? ☹ นอนเฉย ๆ อย่าพูดมาก หมอเขาห้ามพูด กรุณาพักผ่อนมาก ๆ เรื่องต่าง ๆ เอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะคะ ☹ คุณทำไม่ถูก คุณน่าจะทำได้ดีกว่านี้มาก ☹ ใครๆ ก็ทำได้ มันไม่ยากเลย คุณต้องทำได้แน่ ☹ พูดไม่รู้เรื่อง รู้สึกจะพูดฟังยากหน่อย ☹ ฉันไม่เห็นด้วยกับคุณ ดิฉันคิดว่าลองหาวิธีอื่นกันบ้างไหมคะ ☹ ถ้าอยากหายก็ให้มาตามนัด กรุณามาตามนัดนะคะ จะได้หายป่วยไว ๆ ☹ นี่ ! เวลาพูดก็ขอให้ตั้งใจฟังหน่อย เดี๋ยวกินยากันไม่ถูกหรอก กรุณาฟังหน่อยนะค่ะ จะได้ทานยาได้ถูกต้อง ขอเวลาหน่อยนะคะ จะอธิบายวิธีทานยาที่ถูกต้องให้ค่ะ ☹ นี่บอกกี่หนแล้วว่าอย่าลุกจากเตียง กรุณาอย่าลุกจากเตียงนะคะ กรุณาฟังเรื่องอาหารหน่อยนะค่ะ ทานอาหารตามที่หมอสั่งจะได้หายไว ๆโรคที่คุณเป็นอยู่นี่เรา รับรองว่ารักษาหายได้แน่ค่ะ อย่าได้เป็นห่วง ☹ คุณเป็นใคร คุณมาเยี่ยมใคร ขอโทษค่ะ จะมาเยี่ยมผู้ป่วยหรือคะ ขอโทษค่ะ จะมาเยี่ยมผู้ป่วย เตียง (ห้อง) ไหนค่ะ


49 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ☹ จะเอาอะไรอีก พอหรือยัง ไม่ทราบว่ายังต้องการอะไรเพิ่มอีกไหมคะ ☹ เรากำลังยุ่ง (มันไม่ใช่หน้าที่ของเรา) คุณไปทำเองดีกว่า ขอโทษค่ะถ้าจะให้เราช่วยอาจช้าหน่อยเพราะเจ้าหน้าที่ของเรากำลังทำ…อยู่ค่ะ ☹ ไม่ยอมเข้าใจเลย ไม่เชื่อเราเลย/พูดกันไม่รู้เรื่อง,ไม่ยอมทำตามเราเลย คุณสนใจอีกนิด รับรองคุณต้องท (เข้าใจ) ได้แน่ค่ะ ☹ ญาติถอยไป ออกไปรอข้างนอก ญาติกรุณารอข้างนอกนะคะ ไม่ต้องห่วงนะคะ เราจะดูแลญาติของคุณอย่างดีที่สุด ☹ ต้องการอะไรก็ว่ามาเลย ถ้ามีอะไรให้เราช่วย กรุณาบอกเราด้วยนะคะ ☹ ต้องการถามอะไรก็ว่ามาเลย ต้องการจะถามอะไรบ้างคะ ☹ เดินไปนิดเดียวก็เห็นเอง ป้ายเบ้อเร่อเลย กรุณาเดินตรงไปอีกนิด จะพบป้ายอยู่ข้างหน้า ☹ เรามีกันแค่นี้ จะเห็นได้ไวอย่างไร รอไม่ได้ก็อย่ารอ กรุณารอหน่อยนะคะ เดี๋ยวเราจะรีบจัดการให้ค่ะ ☹ นี่เธอ (เรา) มีญาติ ขอโทษค่ะ ไม่ทราบมีญาติมาด้วยไหมค่ะ ☹ เรายังไม่รู้เลยว่าคนไข้เป็นโรคอะไรกันแน่ ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการวินิจฉัยค่ะ คำนี้ควรใช้บ่อย ๆ ให้เคยชิน สวัสดีค่ะ เชิญนั่งก่อนค่ะ ขอโทษค่ะ ขออภัยค่ะ ไม่เป็นไรค่ะ กรุณรอสักครู่นะคะ มีอะไรให้เราช่วย บ้างค่ะ โชคดีนะคะ โอกาสหน้าถ้ามีอะไรให้เราช่วย เชิญได้นะคะ ยินดีค่ะ ถ้อยคำที่ไม่ควรพูด ➢ พบคนไข้มาก็มาก ไม่เคยมีใครเจ้าปัญหาเท่าคุณเลย ➢ หมอไม่ใช่เทวดา จะให้หายทันทีได้อย่างไร ➢ โรงพยาบาลไม่ใช่โรงแรมนะคุณ ไม่ใช่อยากมานอนก็มานอนกันเล่น ๆ ได้ เป็นไข้นิดเดียวจะนอน กันจริงเลยพวกนี้ ➢ นี่เธอ (เรา) นี่หน่อยซิ


50 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ➢ ทำไมไม่มาตอนกลางวัน ดันมาตอนกลางคืนอยู่เรื่อย ➢ นี่คนไข้มัวไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมถึงเพิ่งมาโรงพยาบาล ➢ แหม ไม่หนักใกล้ตายก็ไม่มาโรงพยาบาลหรอกพวกนี้ ➢ ลุกเร็วๆ หน่อยซิ ทำช้าอยู่ได้ หมอไม่มีเวลามากนะ ➢ รู้ดีนัก รักษาเสียเองซิ ➢ แหม มัวสำออยอยู่นั่นแหละ น่ารำคาญจังเธอนี่ บัญญัติ 6 ประการ ของพฤติกรรมการบริการ 1. อย่าสนใจพฤติกรรมบริการส่วนตัวลูกค้า มากกว่าพฤติกรรมบริการของเรา 2. อย่านำพฤติกรรมส่วนตัวมาใช้เป็นพฤติกรรมบริการ 3. รับรู้การมาของลูกค้าอย่างรวดเร็วที่สุด 4. อย่าเล่นสนุกบนความเดือดร้อนของลูกค้า 5. เมื่อพบลูกค้าจงใช้พฤติกรรมที่ดีงามของเราไปสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ดีขึ้นกับลูกค้าแต่อย่าเปิด โอกาสให้ลูกค้านำพฤติกรรมที่ไม่ดีของเขามาสร้างให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีขึ้นกับเรา 6. เมื่อบริการเกิดปัญหา จงรีบเสนอทางเลือกทางออกให้ลูกค้าให้มากและเร็วที่สุด พฤติกรรมบริการสำหรับเจ้าหน้าที่ อุบัติเหตุและฉุกเฉิน 1. วางกิริยาอาการให้ดูสงบ มั่นคง หนักแน่น จริงจัง แต่สุภาพอ่อนหวาน 2. กระตือรือร้น รับรู้การมาของผู้รับบริการเร็วมากที่สุด ให้ความช่วยเหลือผู้รับบริการด้วยความ รวดเร็วและชำนาญ 3. ถ้าผู้ป่วยมีญาติมาด้วย ให้ถือว่าญาติคือส่วนหนึ่งที่จะต้องให้บริการ ต้องให้เกียรติ 4. ถ้าญาติตามผู้ป่วยเข้ามาในห้อง เจ้าหน้าที่ต้องการเชิญให้ญาติรอข้างนอก ต้องพูดด้วยคำพูดที่สุภาพ “ขอโทษนะคะ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการช่วยเหลือผู้ป่วย ญาติกรุณารอข้างนอกนะคะ” 5. ไม่อารมณ์เสีย ไม่เอะอะ ส่งเสียงดังแข่งกับผู้ป่วยและญาติ (ใช้ความสงบ สยบความเคลื่อนไหว) 6. อธิบายอาการความรุนแรงของโรคขั้นตอนการรักษาให้ผู้ป่วยและญาติทราบเป็นระยะ 7. เป็นสื่อกลางทำความเข้าใจระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติ 8. พูดให้กำลังใจผู้ป่วยและญาติด้วยความตั้งใจ 9. จะทำอะไรกับผู้ป่วยและญาติ ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อนเสมอ 10. แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเหมาะสม เช่น ให้การพยาบาลระหว่างรอแพทย์ 11. ทำบัตรให้เอง พฤติกรรมบริการสำหรับเจ้าหน้าที่ OPD (พยาบาล ห้องตรวจ–ซักประวัติ) 1. สร้างความประทับใจแรกพบด้วยการบริการเชิงรุกคือมองหน้า สบตายิ้มทักทาย ไต่ถาม เชื้อเชิญ 2. ใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า ผม ดิฉัน แทนผู้รับบริการว่า คุณ คุณลุง คุณป้า พูดมีหางเสียง “ครับ/ ค่ะ” ใช้ภาษาบริการ “สวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ กรุณา” จนเคยชิน


51 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 3. ควบคุมกิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย อบอุ่น เป็นมิตรกับผู้รับบริการทุกคนอย่างสม่ำเสมอ 4. ไม่ปฏิเสธ ไม่ตำหนิ นินทาว่าร้ายผู้รับบริการหรือเพื่อนร่วมงาน 5. อธิบายให้ผู้รับบริการทราบก่อนทุกครั้งที่จะทำอะไรกับผู้รับบริการ 6. แนะนำขั้นตอนบริการต่อไปให้ผู้รับบริการทราบเสมอ หรือให้เจ้าหน้าที่พาไปติดต่อกับส่วนอื่น 7. ให้กำลังใจผู้รับบริการทุกครั้งที่มีโอกาส 8. เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าในระหว่างผู้รับบริการและแพทย์ 9. ต้องอธิบายการนัดตรวจ นัดพบแพทย์ครั้งต่อไป ตลอดจนแนะนำการตรวจพิเศษ การปฏิบัติตัวให้ ผู้รับบริการเข้าใจ 10. เมื่อบริการเกิดปัญหา รับฟังด้วยความสงบ 11. ต้องแน่ใจว่าข้อมูลทุกอย่าง ทุกครั้งที่ให้แก่ผู้รับบริการจะต้องถูกต้องและครบถ้วน 12. มีอะไรพอที่จะช่วยเหลือได้ ถึงผู้รับบริการไม่ร้องขอก็ให้ความช่วยเหลือ 13. พยายามลดขั้นตอนที่ให้ผู้รับบริการทำเองลงให้มากที่สุด โดยให้เจ้าหน้าที่ทำแทน มาตรฐานการรับโทรศัพท์ 1. รับทันที่ที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ไม่ควรทิ้งให้กริ่งเรียกเกิน 3 ครั้ง อย่าให้คนอื่นรอนาน 2. ยิ้มก่อนพูด (Put a smile in your voice) 3. ใช้คำพูด สวัสดีค่ะ แทนฮัลโหล ทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ พูดว่า สวัสดีค่ะ ต่อด้วยการบอก สถานที่ ชื่อผู้ รับสาย ตำแหน่ง และยินดีรับใช้ค่ะ ก่อนเสมอ 4. ในกรณีที่ปลายสายรอ ต้องให้บริการทุก 20 วินาที ไม่ปล่อยให้รออยู่ว่าง ๆ นานเกินไปเมื่อครบ 60 วินาที ให้ยุติการติดต่อ โดยปลายสายเลือกเองว่าจะให้คนที่ต้องการพูดด้วยโทรกลับไปที่หมายเลข อะไร……………หรือจะโทรมาใหม่ หรือจะให้ฝากข้อความไว้ 5. ใช้โทรศัพท์พร้อมด้วยสำนึกแห่งบริการ คือ พร้อมด้วยความร่วมมือ ช่วยเหลือบริการเท่าที่จะทำได้ เช่น กรณีที่เขาต่อมาผิดเบอร์ ถ้าเรารู้ก็ช่วยบอกเขา ถ้าจำเป็นต้องโอนสายก็โอนให้หรือช่วยตามคนที่ต้องการ จะพูดด้วย 6. ใช้คำว่า สวัสดี เมื่อเริ่มและจบการสนทนา 7. อย่าสนทนาหรือพูดโทรศัพท์ 2 เครื่อง หรือพูดคุยกับคนอื่นในขณะใช้โทรศัพท์ 8. อย่าผูกขาดการพูดเสียคนเดียว อย่าออกนอกเรื่อง อย่าขัดจังหวะ อย่าจับผิด อย่าชวนทะเลาะ 9. อย่าฟังเพียงอย่างเดียว คือ เงียบ หรือ ผงกหัว แต่ต้องส่งเสียงโต้ตอบไปเป็นครั้งคราว ให้ ความสำคัญ แก่คนและเรื่องราวที่ติดต่อมา ถ้าจำชื่อได้รีบเรียกชื่อเขาทันที 10. อย่าจบการสนทนาโดยใจความยังไม่สมบูรณ์ชัดเจน 11. อย่าพูดขณะที่มีอะไรอยู่ในปาก 12. อย่าหายใจหรือพ่นลมในกระบอกโทรศัพท์ 13. อย่าดัดเสียงให้ทุ้มแหลม ค่อยดัง ช้าเร็ว สูงต่ำผิดไปจากธรรมชาติ 14. อย่าเผลอแสดงอาการหงุดหงิดรำคาญ ฉุกเฉิน เบื่อหน่าย เมือปลายสายพูดไม่ถูกใจ


52 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 15. อย่าใช้โทรศัพท์เป็นที่ระบายอารมณ์ หรือกล่าวโทษ นินทา ให้ร้ายคนอื่น 16. ในกรณีที่ให้ผู้อื่นมาร่วมสนทนาด้วย จะต้องบอกว่าคนที่พูดชื่ออะไร มีความสำคัญต่อการพูด อย่างไร 17. จดทุกครั้งที่รับโทรศัพท์ ข้อมูลข่าวสารใดที่ไม่เข้าใจ ถามก่อนที่จะผ่าน เมื่อมีโทรศัพท์ถึงคนที่ไม่อยู่ ที่ ทำงาน อย่าลืมใช้แบบฟอร์มการรับโทรศัพท์ 18. จบการพูดลงด้วยมิตรภาพ สบายใจ ขอบคุณ สวัสดี 19. ในกรณีที่เป็นฝ่ายรับต้องรอให้ฝ่ายเรียกมาวางหูก่อน ถ้าเราต้องการวางก่อนใช้นิ้วตัดสัญญาณ 20. อย่าทิ้งคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไปใช้โทรศัพท์ในกรณีที่กำลังสนทนากับคนอื่น เมื่อโทรศัพท์ดังขึ้นอย่า ทอดทิ้งคนที่กำลังนั่งอยู่ข้างหน้าไปรับโทรศัพท์ ควรบอกให้ต่อเข้ามาใหม่ ในกรณีที่จำเป็นต้องพูดก็ควรขอ โทษเขาก่อน 21. ขณะกำลังสนทนาอยู่กับใคร ไม่ควรต่อโทรศัพท์ถึงคนอื่นในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่เป็น ประโยชน์ต่อการสนทนา 22. อย่าต่อโทรศัพท์ออกไปโดยไม่มีธุระอันควร 23. เมื่อต้องการถามชื่อ ต้องถามว่า ไม่ทราบว่าให้เรียนว่าใครจะเรียนสายด้วยค่ะ หรือจากไหนค่ะ 24. พูดโทรศัพท์ทุกครั้งจะต้อง ข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน กระบวนความภาพพจน์สวยงามประทับใจ


53 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พ.ศ. 2559 ------------------------------------ ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของ ประชาชนเป็นอย่างมาก ผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานอื่นๆ ในระบบสุขภาพ ได้ มีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งในเรื่องส่วนตัว และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพและบทบาทหน้าที่ ด้านสุขภาพ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ จำเป็นจะต้องมีความเหมาะสมเพราะ อาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย องค์กร วิชาชีพ และระบบสุขภาพโดยรวมได้ ซึ่งที่ผ่านมาปรากฏกรณีที่มีประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการใช้งานหรือแสดงความเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพเป็นระยะๆ จึงควรมีแนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ที่เป็น มาตรฐานกลางสำหรับสภาวิชาชีพและหน่วยงานต่างๆ ในระบบสุขภาพของประเทศไทยขึ้น เช่นเดียวกับ แนวทางปฏิบัติในลักษณะเดียวกันในต่างประเทศ โดยยึดหลักกฎหมายและหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่ เกี่ยวข้องและกำหนดแนวทางที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย เพื่อให้การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเหมาะสม และมีจริยธรรม อันจะเป็นการธำรงรักษาเกียรติภูมิและความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อวิชาชีพและการ ทำงานขององค์กรและบุคคลต่างๆ ในระบบสุขภาพ คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงมีมติให้ประกาศใช้ แนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพฉบับนี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวทางของ สภาวิชาชีพ สถานพยาบาล องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ในการนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบท และ อำนาจหน้าที่ของตน และเป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับการใช้งานอย่างเหมาะสมของผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพ ต่อไป


54 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 1 บททั่วไป --------------------------- ข้อ 1 แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ เป็นแนวทาง (guidelines) เบื้องต้น เพื่อประกอบการใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์ซึ่งรวมถึงการใช้งานในเรื่องวิชาชีพ และการใช้งานส่วนตัวที่ อาจเกี่ยวข้องหรือส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย วิชาชีพ หรือระบบสุขภาพโดยรวมได้ สภาวิชาชีพ และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ ควรพิจารณานำแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไป ปรับใช้ หรือกำหนดเป็นแนวทางในการกำกับ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ในความดูแลของตน สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรพิจารณานำ แนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปปรับใช้ หรือ กำหนดเป็นแนวทางในการกำกับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของ บุคลากรที่สังกัดหรือปฏิบัติหน้าที่ในองค์กร ของตน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยตรง และ บุคคลอื่นที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทาง สุขภาพแก่ผู้ป่วย หรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพ หรือการสื่อสารสุขภาพ ซึ่งการใช้งานสื่อสังคม ออนไลน์อาจทำให้เกิดปัญหาซึ่งส่งผลกระทบต่อการ ดำเนินงานขององค์กรและระบบสุขภาพโดยรวมด้วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ให้บริการทางสุขภาพ หรือ บุคลากรอื่นที่ทำงานในระบบสุขภาพ ตลอดจนผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพ หรือการ สื่อสารสุขภาพ และ นิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ควรพิจารณานำแนวทาง ปฏิบัติฉบับนี้ไปเป็น แนวทางในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนด้วย ข้อ 2 ในการนำแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ไปใช้ ผู้เกี่ยวข้องควรคำนึงถึงบริบท เหตุผล เจตนาความรุนแรง ความเสียหายและผลกระทบ วิสัย พฤติการณ์ความตระหนัก และสำนึกความรับผิดชอบของผู้กระทำ ตลอดจน ปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้นั้นประกอบกัน ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ สภาวิชาชีพ สถานพยาบาล และองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ พึง ติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและ บริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถใช้งานสื่อ สังคมออนไลน์ และปรับใช้แนวทางปฏิบัติ ฉบับนี้ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากทัศนคติ ความคาดหวัง และ พฤติกรรมของคนในสังคม ตลอดจน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและ รวดเร็ว องค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น กฎหมาย และนโยบายของรัฐอาจเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จึงควรมีการ ทบทวนและปรับปรุงแนวทางปฏิบัติฉบับนี้เป็นระยะๆ ข้อ 3 ในแนวทางปฏิบัติฉบับนี้ “ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วย สถานพยาบาล และหมายความรวมถึงผู้ประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ การสาธารณสุข ชุมชนด้วย


55 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 “ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ” หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ให้บริการทางสุขภาพ และ บุคลากรอื่นที่ทำงานในระบบสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานทางคลินิกหรืองานด้านสาธารณสุขทั้งเชิงรับและ เชิงรุก ตลอดจนผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลสารสนเทศสุขภาพหรือการสื่อสารสุขภาพ และนิสิตนักศึกษาที่ กำลัง ศึกษาในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ “สภาวิชาชีพ” หมายความว่า สภาวิชาชีพต่างๆ ที่มีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการประพฤติของผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพในแต่ละสาขา และหมายความรวมถึงคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ และ คณะกรรมการวิชาชีพสาขาต่างๆ ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะด้วย “ผู้ป่วย” หมายความว่า ผู้ป่วยตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล และหมายความรวมถึงผู้ที่รับ บริการ ด้านสุขภาพจากสถานพยาบาลหรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพด้วย “สื่อสังคมออนไลน์” หมายความว่า สื่อหรือช่องทางในการติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่าง บุคคลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เน้นการสร้างและเผยแพร่เนื้อหาระหว่างผู้ใช้งานด้วยกัน (creation and exchange of user-generated content) หรือสนับสนุนการสื่อสารสองทาง หรือการ นำเสนอและเผยแพร่ เนื้อหาในวงกว้างได้ด้วยตนเอง ซึ่งนิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่า social media หรือ social network ซึ่ง รวมถึงสื่อดังต่อไปนี้ 1. กระดานข่าว (web board หรือ online forums) 2. เครือข่ายสังคมออนไลน์ (social networking services) เช่น Facebook, Google Plus, Myspace, LinkedIn, LINE, WhatsApp, Viber, Skype 3. สื่อสารหรับการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนเนื้อหาที่เป็นภาพนิ่ง เสียง วีดีทัศน์หรือ แฟ้มข้อมูล หรือ ให้บริการเนื้อที่เก็บข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต (photo-sharing, audio-sharing, video-sharing, filesharing, and online storage services) เช่น Flickr, Podcast, YouTube, Instagram, Dropbox, Google Drive, Microsoft OneDrive 4. บล็อก (blogs) เช่น WordPress, Blogger และไมโครบล็อก(microblogs) เช่น Twitter 5. เว็บไซต์สำหรับการสร้างและแก้ไขเนื้อหาร่วมกัน (wikis) เช่น Wikipedia 6. เกมออนไลน์หรือโลกเสมือนที่มีผู้ใช้งานหลายคน (multi-user virtual environments) เช่น World of Warcraft, Second Life 7. สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือสื่อออนไลน์อื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายคลึงกันที่เปิดให้ใช้งานเพื่อเป็น ช่องทางสื่อสารระหว่างบุคคล ระหว่างกลุ่มบุคคล หรือกับสาธารณะ


56 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 2 หลักทั่วไปของผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ ----------------------------- ข้อ 4 หลักการเคารพกฎหมาย (Respect for the Law) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง เคร่งครัด ซึ่งรวมถึงประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล กฎหมายว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ กฎหมายของวิชาชีพต่างๆ ด้านสุขภาพ และ กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น ข้อ 5 หลักการเคารพในจริยธรรมแห่งวิชาชีพ (Respect for Professional Ethics) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามหลักจริยธรรม และ ข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจนข้อบังคับ ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้อง ของสภา วิชาชีพที่ตนเป็นสมาชิกอย่างเคร่งครัดการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอยู่ ภายใต้ความควบคุมของสภาวิชาชีพ ในกรณีที่มีการประพฤติผิดจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สภาวิชาชีพย่อมมี อำนาจ หน้าที่ดำเนินการตามที่บัญญัติในกฎหมาย ข้อ 6 หลักการเคารพในกฎระเบียบและนโยบายขององค์กร (Respect for Institutional Policy) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบและนโยบายของ องค์กรต่างๆ ที่ตนปฏิบัติงานหรือเป็นสมาชิกอยู่ ในกรณีที่องค์กรนั้น มีกฎระเบียบหรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้ งานสื่อสังคมออนไลน์หรือการใช้งาน เทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตามกฎระเบียบ หรือนโยบายนั้นในการใช้งานสื่อ สังคมออนไลน์ของตนอยู่เสมอ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ปฏิบัติงาน ด้านสุขภาพ ที่ไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบหรือนโยบาย ขององค์กรดังกล่าว อาจถูกลงโทษทางวินัยหรือมีผลต่อหน้าที่การงานหรือสภาพการจ้างในองค์กรได้ ข้อ 7 หลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้อื่นเสียหาย (Respecting Human Dignity and Avoiding Defamation and Cyber-bullying) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และ หลีกเลี่ยงการกระทำหรือการเผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรืออาจทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ถูกคุกคาม หรือถูกกลั่นแกล้ง (cyber-bullying) ข้อ 8 หลักการรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ (Report of Misconduct) ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ รับรู้ว่ามีการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่เหมาะสมโดยเพื่อน ร่วมงาน ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพคนอื่น หรือบุคคลอื่นใด โดยเฉพาะหากเป็นกรณีที่มีความสำคัญหรือไม่ เหมาะสมอย่างร้ายแรง พึงแจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อพิจารณาหยุดการกระทำ ดังกล่าว และแก้ไขผลที่เกิดขึ้น หรือรายงานให้ผู้บังคับบัญชาของผู้นั้น สภาวิชาชีพ องค์กรที่ผู้นั้นปฏิบัติงานอยู่ หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่


57 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 กำกับ ดูแลทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ทั้งนี้ ตามความรุนแรงของการกระทำ ความ เหมาะสมของสถานการณ์และวิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ 9 หลักเสรีภาพทางวิชาการ (Academic Freedom) ในฐานะผู้ปฏิบัติงานบนพื้นฐานความรู้(knowledge workers) ที่อาศัยความรู้ทางวิชาการด้าน สุขภาพ เป็นสำคัญ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพย่อมมีเสรีภาพทางวิชาการในการแสดงความเห็นหรือจุดยืนทาง วิชาการใน เรื่องต่างๆ แต่การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ต้องอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบต่อความเห็นนั้นและ สอดคล้องกับ หลักการอื่นในแนวทางปฏิบัตินี้ตลอดจนจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพของตน


58 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 3 หลักจริยธรรมทั่วไปของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ ------------------------------------ ข้อ 10 หลักการป้องกันอันตรายต่อผู้อื่น (Protection from Harms) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ หากพบการกระทำที่เป็นการ ละเมิด สิทธิของผู้ป่วย หรืออาจเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ ทรัพย์สิน หรือชื่อเสียงของผู้ใด โดยเฉพาะกรณีที่ อาจส่งผลกระทบรุนแรง ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพควรแจ้งผู้ที่กระทำการนั้นเพื่อให้ หยุดการกระทำดังกล่าว แจ้งผู้ที่อาจได้รับอันตรายเพื่อให้หลบเลี่ยงจากอันตรายนั้น หรือแจ้งหน่วยงานที่มี หน้าที่กำกับดูแลหรือรักษา ความสงบเรียบร้อย เพื่อระงับยับยั้งอันตรายและดำเนินการกับผู้ที่กระทำการ ดังกล่าว ทั้งนี้ตามความรุนแรง ของการกระทำ ความเหมาะสมของสถานการณ์และวิสัยและพฤติการณ์ที่ เกี่ยวข้อง ในกรณีฉุกเฉินอันจำเป็น เร่งด่วนและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึงให้ การช่วยเหลือเบื้องต้นเพื่อระงับยับยั้ง อันตรายดังกล่าว เท่าที่ตนอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้อย่างปลอดภัยตาม กฎหมาย จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดจน วิสัยและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อ 11 หลักการมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ (Beneficence) ในการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงมุ่งประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ ไม่ ว่ากรณีใด การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์จะต้องไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการสุขภาพ แก่ ผู้ป่วย หรือทำ ให้ผู้ป่วยไม่ได้รับบริการสุขภาพด้วยมาตรฐานในระดับที่ดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ ภายใต้ ความสามารถและข้อจำกัดตามภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ที่มีอยู่


59 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 4 ความเป็นวิชาชีพ (Professionalism) -------------------------------------- ข้อ 12 หลักการรักษาความเป็นวิชาชีพตลอดเวลา (Maintaining Professionalism) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรักษาความเป็นวิชาชีพด้วย การวางตัว อย่าง เหมาะสมโดยไม่จำกัดแต่เพียงเฉพาะขณะปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น เนื่องจากการกระทำส่วนตัวนอกเวลา ปฏิบัติ หน้าที่ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นวิชาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ตลอดจน องค์กร วิชาชีพและระบบสุขภาพโดยรวมได้เสมอทั้งนี้ตามความเหมาะสมของบริบทและสถานการณ์ ข้อ 13 หลัก “คิดก่อนโพสต์” (Pausing Before Posting) เนื่องจากเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ อาจคงอยู่อย่างถาวรตลอดไป และอาจถูกนำไปใช้โดยผู้อื่นได้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ จึงพึงมีสติคำนึงถึงความเหมาะสม ข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ เผยแพร่เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ก่อนทำการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวเสมอ (“คิดก่อนโพสต์”)นอกจากนี้ใน การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงรับผิดชอบต่อการกระทำของตนทั้งในทางกฎหมาย ทางวินัย ทางจริยธรรม และทางสังคม ข้อ 14 หลักการมีพฤติกรรมออนไลน์อย่างเหมาะสม (Appropriate Behaviors Online) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงวางตัวอย่างเหมาะสมในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์หลีกเลี่ยงการใช้ ถ้อยคำที่ไม่ สุภาพหรือไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ การเล่าเรื่องขำขันที่ลามกหรือไม่สุภาพ การถ่ายภาพและ เผยแพร่ภาพที่ อาจแสดงถึงการขาดความเป็นมืออาชีพหรือขาดความเป็นวิชาชีพ เช่น ภาพขณะดื่มสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาเสพติด ภาพที่ส่อไปในทางเพศหรือลามกอนาจาร ภาพที่อุจาดหวาดเสียว หรือรุนแรง การแสดงตัว หรือทำให้เข้าใจได้ว่าเหยียดหยามหรือดูหมิ่นคนบางกลุ่ม เป็นต้น พึงระมัดระวังใน การแสดงความเห็นใน ลักษณะบ่นระบายอารมณ์หรือการนินทา บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงระมัดระวังในการ แสดงความเห็นบนสื่อสังคมออนไลน์ที่เป็นข้อถกเถียง หรือสุ่มเสี่ยงอย่างมากในสังคม เช่น ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์การเมืองการปกครอง เป็นต้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ภาพหรือเนื้อหาในขณะปฏิบัติ หน้าที่ในวิชาชีพ ในลักษณะที่อาจถูกมองว่าไม่เหมาะสมหรือไม่มีความ เป็นวิชาชีพได้เช่น การเผยแพร่ ภาพถ่ายในหอผู้ป่วย ห้องคลอด หรือห้องผ่าตัดขณะมีการดูแลหรือทำหัตถการ กับผู้ป่วยอยู่ภาพถ่ายขณะให้ การดูแลรักษาผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปรากฏตัว ผู้ป่วยหรือข้อมูลของผู้ป่วย อยู่ในภาพหรือเนื้อหาดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้หรือไม่ก็ตาม ข้อ 15 หลักการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างเหมาะสมและแยกเรื่องส่วนตัวกับวิชาชีพ (Privacy Settings and Separating Personal and Professional Information) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงศึกษาและตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (privacy settings) ของสื่อสังคม ออนไลน์ที่ใช้งานอย่างเหมาะสม เพื่อจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัวจากบุคคลภายนอกและอาจ พิจารณาแยกบัญชีผู้ใช้งาน (user account) หรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องส่วนตัว กับเรื่องทางวิชาชีพออก จากกัน


60 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ข้อ 16 หลักการตรวจสอบเนื้อหาออนไลน์ของตนอยู่เสมอ (Periodic Self-Auditing) ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงตรวจสอบเนื้อหาหรือข้อมูลของตนหรือเกี่ยวกับตนบนสื่อสังคมออนไลน์ และบนอินเทอร์เน็ตเป็นระยะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลเกี่ยวกับตนเองมีความถูกต้อง และไม่มีเนื้อหาที่ไม่ เหมาะสมหรืออาจสร้างผลเสียให้กับตนในภายหลังหลงเหลืออยู่ ข้อ 17 หลักการกำหนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้ป่วย (Professional Boundaries with Patients) เนื่องจากในการประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพมักมีอิทธิพลเหนือ ความคิด และการตัดสินใจของผู้ป่วย ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึง กำหนดขอบเขต ความเป็นวิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับ ผู้ป่วยให้เหมาะสม ข้อ 18 หลักการกำหนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพกับผู้อื่น (Professional Boundaries with Others) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำหนดขอบเขตความเป็นวิชาชีพ (professional boundaries) และรักษาระยะห่าง (keep distance) กับผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อน ร่วมงาน อาจารย์นิสิตนักศึกษาหรือผู้รับการฝึกอบรม และบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยให้เหมาะสม และพึง ตระหนักและเคารพในความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น ตลอดจนไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความลับของผู้อื่น ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ อาจเลือกที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ได้ หาก พิจารณาแล้ว เห็นว่ามีผลดีมากกว่าผลเสีย ในกรณีเช่นนี้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพพึงกำหนดขอบเขต ความเป็นวิชาชีพ และรักษาระยะห่างให้เหมาะสมเช่นเดียวกับในชีวิตจริง


61 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 5 การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย (Protection of Patient Privacy) ---------------------------- ข้อ 19 หลักการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและการไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย (Protecting Information Security and Non-Disclosure of Patient Information) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงให้ความสำคัญกับการรักษาความมั่นคง ปลอดภัยของระบบสารสนเทศและข้อมูลสารสนเทศ (information security) อยู่เสมอ พึงระมัดระวัง ไม่ให้ การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของตนส่งผลกระทบสำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยหรือละเมิดความเป็น ส่วนตัวของ ข้อมูลผู้ป่วย และพึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลผู้ป่วยจากการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์โดยไม่ มีความจำเป็นและสมควร ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตระหนักในหน้าที่ตามกฎหมายในการ คุ้มครองความลับ (confidentiality) และความเป็นส่วนตัว (privacy) ของข้อมูลผู้ป่วยและพึงหลีกเลี่ยงการ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยในประการที่สามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอม จากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบธรรม หรือเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และแม้จะได้รับความยินยอมแล้ว ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวทั้งผลต่อ ผู้ป่วย ตนเอง และประโยชน์สาธารณะ ประกอบกันอย่างรอบคอบ ในกรณีที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ประสงค์จะเผยแพร่เนื้อหาที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อประโยชน์ต่างๆ เช่น การ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพด้วยกัน การแลกเปลี่ยนความเห็นทางวิชาการ โดยไม่ได้ รับความยินยอมจากผู้ป่วย ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงลบ (de-identify) ข้อมูลระบุตัวตน (identifiers) ของ ผู้ป่วยทั้งหมด และรายละเอียดอื่นที่อาจทำให้ผู้อื่นสามารถระบุตัวตนของผู้ป่วยได้ออกก่อน ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพ พึงระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วย ที่แม้ไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในประการที่ สามารถระบุ ตัวตนของผู้ป่วยได้โดยตรง แต่มีการระบุรายละเอียดมากพอที่จะทำให้ ผู้อื่นสามารถคาดเดาหรือระบุตัวตนของ ผู้ป่วยในภายหลังได้ (re-identification) เช่น แม้ไม่ได้มีการระบุชื่อ หรือเลขประจำตัวผู้ป่วย แต่มีการเปิดเผย สถานพยาบาล หอผู้ป่วย และ/หรือ หมายเลขเตียงที่ผู้ป่วยนอน อยู่ เป็นต้น ข้อ 20 หลักการให้ความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (Informed Consent) ในการขอความยินยอมจากผู้ป่วยหรือผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงแจ้งให้ผู้นั้น ทราบวัตถุประสงค์ รูปแบบ ช่องทาง และผลดีผลเสียของการเก็บรวบรวม ใช้และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ดังกล่าวให้ทราบและเข้าใจอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งมีโอกาสซักถามก่อนให้ความยินยอม ทั้งนี้ ต้องเป็นความ ยินยอมโดยสมัครใจอย่างแท้จริง


62 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 6 การยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม (Integrity) ----------------------------------- ข้อ 21 หลักการไม่โฆษณา (Non-Advertisingในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพพึงไม่โฆษณา ใช้จ้าง หรือยินยอมให้ ผู้อื่นโฆษณาการประกอบวิชาชีพ ความรู้ความชำนาญในการ ประกอบวิชาชีพ ทั้งของตนและของผู้อื่นใน ลักษณะที่ขัดกับข้อบังคับของสภาวิชาชีพว่าด้วยการรักษา จริยธรรมแห่งวิชาชีพ ผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการ ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ต้องไม่โฆษณาหรือประกาศหรือ ยินยอมให้ผู้อื่นโฆษณาหรือประกาศด้วย ประการใดๆ อันเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ต้องไม่โฆษณา ผลิตภัณฑ์สุขภาพในลักษณะที่เป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึง กฎหมายว่าด้วยเครื่องมือแพทย์กฎหมายว่า ด้วยเครื่องสำอาง กฎหมายว่าด้วยยาและกฎหมายว่าด้วยอาหาร เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์มีลักษณะเฉพาะ ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากรณีใดเข้าข่ายการโฆษณาที่ขัด กับข้อบังคับของสภาวิชาชีพหรือกฎหมายหรือไม่ บุคคล ตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ควร สอบถามสภาวิชาชีพหรือหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อความชัดเจน ข้อ 22 หลักการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน (Full Disclosure) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือประชาชนหรือ ผ่าน สื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงเปิดเผยอย่างชัดเจน ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับการขัดกันแห่ง ผลประโยชน์ (conflicts of interest) ซึ่งรวมถึงผลประโยชน์ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงินที่ตนได้รับจากผู้ ประกอบธุรกิจ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือสถานพยาบาล ที่อาจมีผลต่อการให้ข้อมูลดังกล่าวทั้งนี้โดย ระบุรายละเอียด ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ข้อ 23 หลักการระบุวิชาชีพและความรู้ความชำนาญของตน (Self-Identification) ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยหรือประชาชน ผ่าน สื่อ สังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระบุวิชาชีพและความรู้ความชำนาญของตนที่เกี่ยวข้องตาม ความเป็น จริง เพื่อให้ผู้รับข้อมูลสามารถประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้จะต้อง ไม่เป็นการ โฆษณาที่ผิดจริยธรรมวิชาชีพหรือกฎหมาย ข้อ 24 หลักการหลีกเลี่ยงการสำคัญผิดว่าเป็นผู้แทนองค์กร (Avoiding Misrepresentation) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงระมัดระวังไม่ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดว่าตนกำลัง ให้ ข้อมูลหรือทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยไม่ถูกต้อง (misrepresentation) ในกรณี ที่การ ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีโอกาสเข้าใจผิดดังกล่าวได้ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงระบุให้ชัดเจนว่า เนื้อหา ดังกล่าวเป็นของตน และไม่ใช่ในฐานะผู้แทนขององค์กรนั้น ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ พึงปฏิบัติตาม กฎระเบียบ หรือนโยบายเกี่ยวกับการใช้ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ขององค์กรที่ตนปฏิบัติงานอยู่หรือเป็น สมาชิก และ หลีกเลี่ยงการใช้ชื่อเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์เช่น โลโก้ขององค์กรนั้นในประการที่อาจทำให้ ผู้อื่นเข้าใจผิดว่า ตนเป็นผู้แทนขององค์กรนั้นได้


63 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ข้อ 25 หลัก “เช็คก่อนแชร์” (“Fact Checking before Sharing”) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพพึงตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม หรือ ความน่าเชื่อถือของเนื้อหาที่เกี่ยวกับสุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือบริการสุขภาพก่อนจะเผยแพร่ต่อไป พึงให้ข้อมูลตามความเป็นจริงและตามมาตรฐานวิชาชีพ และพึงหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ (false claims) ข้อมูลที่มีเจตนาชี้นำโดยมิชอบ (misleading claims) หรือข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ ทางวิชาการหรือมาตรฐานของวิชาชีพ โดยเฉพาะกรณีที่อาจเป็นอันตราย หากทำได้ควรอ้างอิงแหล่งที่มา หรือระบุว่าเป็นเนื้อหาที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์สนับสนุนเพียงใด หรือเป็นเพียงความเห็นของตนหรือของ ผู้เชี่ยวชาญบางคนไว้ด้วย หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้เผยแพร่เนื้อหาที่อาจเป็นอันตราย ไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องกับความรู้ ทางวิชาการ หรือมาตรฐานของวิชาชีพไปแล้ว และทราบภายหลังว่าไม่ถูกต้องเหมาะสม ผู้ปฏิบัติงานด้าน สุขภาพพึงดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขการเผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวหากทำได้ เช่น อาจลบข้อความเดิมที่ เป็นปัญหา แก้ไขข้อความเดิมให้ถูกต้อง หรือเผยแพร่ข้อความที่แก้ไขแล้วอีกครั้ง เป็นต้น ตลอดจนระงับยับยั้ง ไม่ให้ มีการเผยแพร่เนื้อหาเดิมหากทำได้ หากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพ ได้รับรู้ถึงการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่ ถูกต้อง เหมาะสมดังกล่าวโดยบุคคลอื่น ซึ่งเป็นกรณีที่อาจเกิดอันตรายร้ายแรงต่อผู้หลงเชื่อ และอยู่ในวิสัยที่ ตนสามารถ ดำเนินการได้อาจพิจารณาตรวจสอบและชี้แจงแก้ไขเนื้อหาให้ถูกต้อง หรือแจ้งหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ตาม ความเหมาะสมและคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น


64 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 หมวด 7 การให้คำปรึกษาออนไลน์(Online Consultation) ------------------------------------- ข้อ 26 หลักการปฏิบัติด้วยความระมัดระวังในการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Cautious Practice for Online Consultation) ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ได้รับคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสื่อสังคมออนไลน์จากผู้ป่วย หรือจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึง พิจารณาผลดีและผลเสียของการให้คำ ปรึกษาออนไลน์อย่างรอบคอบ พึงเลือกใช้ตามความจำเป็นและ เหมาะสม อย่างระมัดระวัง และคำนึงถึงข้อจำกัด นอกจากนี้ พึงหลีกเลี่ยงการให้คำปรึกษาในลักษณะที่แสดง ถึงความ มั่นใจ ความชัดเจนแน่นอน โดยไม่ได้คำนึงถึงโอกาสเกิดปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนที่ รุนแรงหรือกรณีฉุกเฉิน ซึ่ง หากเกิดปัญหาขึ้น อาจนำไปสู่ปัญหาความสัมพันธ์หรือการฟ้องร้องได้ ในกรณีที่ผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พิจารณาแล้วเห็นว่า ควรให้คำปรึกษาออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พึงชี้แจงให้ผู้ป่วยเข้าใจ และ ตระหนักในความเสี่ยง และข้อจำกัดของการให้คำปรึกษาออนไลน์ก่อนให้ คำปรึกษาหรือคำ แนะนำ พร้อมทั้งให้ ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติตัว และการรับบริการในกรณีฉุกเฉินหรือ กรณีที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอันตรายหรือไม่ ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพไม่ประสงค์จะให้คำปรึกษาออนไลน์ ผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพพึงตอบ ปฏิเสธอย่างสุภาพ โดยอาจชี้แจงเหตุผลประกอบก็ได้ และแนะนำ ให้ผู้นั้นติดต่อขอคำปรึกษา ผ่านช่องทางปกติ ซึ่งอาจรวมถึงการให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินในกรณีจำเป็น ข้อ 27 หลักการบันทึกการสื่อสารที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในวิชาชีพ(Documentation of Professional Communications) ในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เพื่อติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วย หรือผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน ด้านสุขภาพพึงบันทึกการให้ความยินยอมของผู้ป่วย (ถ้ามี) ข้อมูลและรายละเอียดการให้คำปรึกษาและ รายละเอียดของการติดต่อสื่อสารดังกล่าว ไว้เป็นส่วนหนึ่งของเวชระเบียนหรือประวัติสุขภาพของผู้ป่วย สำหรับ การอ้างอิงและเพื่อความต่อเนื่องในการให้บริการผู้ป่วย หากอยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้


65 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 Standard precaution มาตรฐานวิธีที่จะต้องปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อทางเลือดและสารคัดหลั่ง โดยคำนึงถึง ว่าผู้ป่วยทุกรายอาจมีเชื้อโรคในร่างกายโดยปฏิบัติเหมือนกันทุกครั้งทุกรายเมื่อสัมผัส Personal Protective Equipment (PPE) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากอุบัติเหตุขณะทำงาน ควรสวมหรือ ใช้เมื่อคาดว่าจะสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เพื่อป้องกันผิวหนังหรือเนื้อเยื่อบุสัมผัสเลือดหรือสาร คัดหลั่ง Needle strict injury ระหว่างการทำหัตถการ ไม่สวมปลอกเข็ม การเก็บอุปกรณ์หลังทำกิจกรรม 1.ห้ามถอดใบมีดจากด้ามด้วยมือเปล่าควรใช้ Artery clamp 2.ทิ้งเข็มและมีคมลงในกระป๋องที่กันทะลุได้ 3.ไม่หยิบจับของมีคมด้วยมือเปล่า ระหว่างทิ้งอุปกรณ์ 1.หลีกเลี่ยงการยื่นมือเข้าไปใกล้บริเวณฝาเปิดซองภาชนะ และไม่ใช้นิ้วมือล้วงลงไปในภาชนะ 2. จัดเก็บกระป๋องทิ้งเข็มเมื่อมีปริมาณ ¾ ของความสูงของภาชนะห้ามปล่อยให้ล้น แนวปฏิบัติเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การเกิดอุบัติเหตุ การพยาบาลเบื้องต้น เข็มทิ่มตำ ไม่ควรบีบเค้นเลือดออกจากบาดแผล ล้างแผลด้วยน้ำและสบู่ หรือ Hibiscrub แล้วทำแผลด้วย 70% Alcohol ทันที เลือด สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าตา ล้างตาด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เลือด สารคัดหลั่งกระเด็นเข้าปาก บ้วนน้ำลายทิ้งโดยเร็วแล้วกลั้วปากและคอด้วยน้ำสะอาด ผิวหนังที่มีบาดแผลสัมผัสเลือด ล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือ Hibiscrub แล้วเช็ดแผลด้วย 70% Alcohol ทันที


66 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567


67 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567


68 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567


69 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2566 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำการใหม่ ปี 2567 ที่ปรึกษา กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา คณะผู้จัดทำ นางคมคาย สุวรรณพงศ์ กรรมการ นางศิราณี จามสิงห์คำ กรรมการ นางวรางคณา คำยิ่ง กรรมการ นางสาวบุษรา ดาวเรือง กรรมการ นางนุชกานดา เพชรมะดัน กรรมการ นางสาวศิรินาถ วัฒนพงศ์ กรรมการ นางสาวศิรดา รั้งกระโทก กรรมการ นางดวงฤทัย คันธโกวิท กรรมการ นางดวงใจ ลาพร กรรมการ นางสาวพันธมน สุภารี กรรมการ นางสาวสุรัชนา พงษ์ปรสุวรรณ์ กรรมการ นางวริษฐา หวลกระโทก กรรมการ นางสาวผาณิต แก่นกระโทก กรรมการ นางสาวศริณทิพย์ กระจ่างโพธิ์ กรรมการ นางนันท์นภัส กุลธนานิธินันท์ กรรมการ นางสำเรียง ขอใหญ่กลาง กรรมการ นางสาวพรรณทิพา ขำโพธิ์ กรรมการ นายอุกฤษฎ์ ปลั่งกลาง กรรมการ นางชนิตา แป๊ะสกุล กรรมการ นางสาวปวีณา พงษ์พันนา กรรมการ นางสาวสุภาพร ศรีพนม กรรมการ นางสาวจุฑารัตน์ กาฬสินธุ์ กรรมการ นางสาวนิศาชล ไชยแหม่ง กรรมการ นางสาวรัตนาภรณ์ หนากลาง กรรมการ นางสาวเพ็ญศรี รักษ์วงค์ หัวหน้าพยาบาลโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา นางสาวกรรณิกา โหตกษาปน์กุล รองหัวหน้าพยาบาลด้านวิชาการ นางสุมาลี สุขใย รองหัวหน้าพยาบาลด้านบริการ นางเฟื่องลดา ตัณฑุลกนกรัชต์ รองหัวหน้าพยาบาลด้านบริหาร นางพิกุล โกวิทพัฒนา รองหัวหน้าพยาบาลด้านจริยธรรมและเกื้อกูลสังคม


กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ปี 2567 คู่มือปฐมนิเทศพยาบาลประจำ การใหม่


Click to View FlipBook Version