The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์วิชาเคมี เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้ชุดเกมช่วยสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-24 05:05:26

งานวิจัยเรื่องผลสัมฤทธิ์วิชาเคมีชั้น ม.6

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์วิชาเคมี เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้ชุดเกมช่วยสอนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีุ

Keywords: วิชาเคม,ีงานวิจัย,ผลสัม,รายงาน

วจิ ยั ในช้ันเรียน

เรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิวชิ าเคมี เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้ชุด
เกมช่วยสอนของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ
จงั หวดั สุราษฎร์ธานี

จดั ทาโดย
นางสุชาดา อกั ษรทพิ ย์

กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์

โรงเรียนธิดาแม่พระ จงั หวดั สุราษฎร์ธานี

คานา

เอกสารเล่มน้ีเป็นเอกสารงานวจิ ยั ในช้นั เรียน โดยการพฒั นาผลสัมฤทธ์ิวิชาเคมี เร่ือง สารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน โดยใชช้ ุดเกมช่วยสอนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนธิดาแม่พระ จงั หวดั
สุราษฎร์ธานี ในภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2564 หลงั จากการจดั การเรียนการสอนโดยใช้สื่อประกอบการ
สอน เพอื่ พฒั นากิจกรรมของครูผสู้ อนต่อไป

ขอขอบพระคุณทา่ นผรู้ ู้ทุกทา่ นท่ีไดใ้ หค้ าแนะนาช้ีแนะแนวทางและเป็ นขวญั กาลงั ใจในการจดั ทามา
โดยตลอด และหวงั เป็ นอยา่ งยิ่งจะเป็ นประโยชน์ในการนาไปใชเ้ พื่อเป็ นแนวทางในการพฒั นาผูเ้ รียนใน
เร่ืองอื่นๆอนั จะส่งผลต่อการพฒั นาคุณภาพการศึกษาและการพฒั นาวชิ าชีพครูต่อไป

สุชาดา อกั ษรทิพย์
24 มีนาคม 2565

สารบัญ หน้า

สารบญั ก
สารบญั ตาราง ข
ท่ีมาและความสาคญั ของปัญหา 1
1
วตั ถุประสงคก์ ารวจิ ยั 1
ขอบเขตของการวจิ ยั 2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 2
ประโยชนท์ ี่จะคาดวา่ จะไดร้ ับ 3
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง 9
วธิ ีดาเนินการวจิ ยั 9
ประชากร/ กลุ่มตวั อยา่ ง 9
เคร่ืองมือวจิ ยั /การสร้างเคร่ืองมือวจิ ยั 10
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 10
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 10
สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 11
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล 13
สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 14
เอกสารและส่ิงอา้ งอิง 15
ภาคผนวก 16
ภาคผนวก ก 40
ภาคผนวก ข 44
ภาคผนวก ค 45
ภาคผนวก ง 49
ภาคผนวก จ

สารบัญตาราง

ตาราง 4.1 แสดงผลคะแนนที่ไดแ้ ละคะแนนเฉล่ียจากการทดสอบหลงั จากการ หน้า
ใชช้ ุดเกมช่วยสอนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6/1-2 จานวน 35 คน
11
ตาราง 4.2 แสดงผลคะแนนเป็นร้อยละของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6/1-2
12

1

บทที่ 1
บทนำ

ทมี่ าและความสําคัญของปัญหา

ปัจจุบนั วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญกา้ วหนา้ และมีบทบาทในการพฒั นา ประเทศ
รัฐได้กำหนดนโยบายในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ เพื่อมุ่งเน้นการผลิตและพัฒนาคนใน
ดา้ นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สอดคลอ้ งกบความต้องการของสังคมั โดยให้หน่วยงานทางดา้ นการศึกษา
ดาํ เนินการปรับปรุง หลกั สูตรเพ่ือพฒั นากระบวนการเรียนการสอนดา้ นวิทยาศาสตร์ซ่ึงเป็ นส่วนหน่ึง
ของวิชาวิทยาศาสตร์ในระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย และกระทรวงศึกษาธิการไดป้ ระกาศใชห้ ลกั สูตร
ตามพุทธศกั ราช 2524 (ฉบบั ปรับปรุง 2533) อีกท้งั ยงั เน้นให้มีการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผูเ้ รียน
เป็นศูนยก์ ลางตามพระราชบญั ญตั ิการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน 2544 ดว้ ย

สถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไดด้ าํ เนินการติดตามผลการใช้
หลกั สูตรเรื่อยมา พบวำ่ เน้ือหาในบทเรียนมากแต่ตวั อยางในการประกอบการเรียนและแบบฝึ กหัดมีนอ้ ย
ตลอดจนผลการทดลองบางเรื่องไม่ชัดเจน ซ่ึงโรงเรียนส่วนใหญ่ประสบปัญหาเรื่องส่ือการเรียนการ
สอนไม่เพียงพอ ผูว้ ิจยั ไดท้ าํ การสอบถามความคิดเห็นของครูและนักเรียนในกลุ่มโรงเรียนมธั ยมศึกษา
พบว่า เน้ือหายาก แบบฝึ กหัดและสื่อการเรียนการสอนมีน้อย จึงทาํ ใหผ้ ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมี
ของนกั เรียนอยใู นเกณฑต์ ่าํ

ชุดเกมช่วยสอน เป็ นเทคโนโลยีทางการศึกษาชนิดหน่ึงท่ีนําเอาสื่อการสอนท่ี
สอดคลอ้ งกบวตั ถุประสงค์ เน้ือหาและจดั กิจกรรมสาํ หรับการสอนไวอ้ ยางเหมาะสมกบั นกั เรียน ดว้ ย
เหตุผลดังกล่าว ผูว้ ิจัยคิดว่าการสร้างชุดเกมช่วยในการจัดการเรี ยนการสอนเป็ นแนวทางหน่ึงท่ีจะ
ปรับปรุงคุณภาพการเรียนการสอนในปัจจุบนเพื่อเป็ นการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนให้เหมาะสม
กบั เน้ือหา ดงั น้ันผูว้ ิจยั จึงไดศ้ ึกษาการสร้างชุดเกมช่วยในการสอนวิชาเคมีเร่ือง การเขียนและการหา
จาํ นวนไอโซเมอร์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน สําหรับนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่6 เพ่ือนาํ ไปใช้
ในการเรียนการสอนวิชาเคมีและเป็ นแนวทางในการพฒั นาการเรียนการสอน ซ่ึงจะทาํ ให้นักเรียนมี
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึน

วตั ถุประสงค์การวจิ ัย
1. เพ่ือพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิของการเรียนวชิ าเคมีเรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน โดยใชช้ ุด

เกมช่วยสอนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6
2. เพ่ือสร้างชุดเกมช่วยในการสอนวชิ าเคมีเรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน สาํ หรับนกั เรียน

ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่6

ขอบเขตการวจิ ัย
ประชากร
- ประชากรที่ใชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ีเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 /1-2 โรงเรียนธิดาแม่พระ

อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุราษฎร์ธานีภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 จาํ นวน 90 คน

2

กล่มุ ตัวอย่าง

- กลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังน้ีเป็น นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6/1-2
โรงเรียนธิดาแม่พระ อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุราษฎร์ธานีภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 จาํ นวน 35 คน

นิยามศัพท์เฉพาะ
1. ชุดเกมไอโซเมอร์ คือ ชุดเกมท่ีผวู้ ิจยั สร้างข้ึนเอง โดยยึดเน้ือหารายละเอียดในบทเรียน

และในหนงั สือแบบเรียน สสวท.
2. การจดั การเรียนรู้คือ รูปแบบ กระบวนการสอน และวิธีการถ่ายทอดความรู้ของครูใหแ้ ก่

ผเู้ รียนดว้ ยชุดเกมไอโซเมอร์
3. นกั เรียน หมายถึง นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่6/1-2 จาํ นวน 35 คน ในภาคเรียนท่ี 2

ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุราษฎร์ธานี

4. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ไดจ้ ากการทาํ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน วิชาเคมี เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน หลงั การใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รับ
1. ไดพ้ ฒั นาเทคนิคการจดั การเรียนการสอนเพ่ือใหผ้ เู้ รียนเกิดความเขา้ ใจเน้ือหาบทเรียน
2. ไดช้ ุดเกมไอโซเมอร์ประกอบการเรียนรู้เรื่อง การเขียนและการหาจาํ นวนไอโซเมอร์ของ

สารประกอบไฮโดรคาร์บอน
3. นกั เรียนไดฝ้ ึ กทกั ษะกระบวนการคิด วิเคราะห์และสังเคราะห์

4. นกั เรียนไดเ้ รียนรู้กระบวนการทาํ งานเป็นกลุ่ม

3

บทที่ 2
เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง

ปัจจุบนั ไดม้ ีการนาํ เอาเทคโนโลยีต่างๆมาใชเ้ ป็ นส่ือในการเรียนการสอนกนั อยา่ งกวา้ งขวาง ซ่ึง
สื่อต่างๆก็แตกต่างกนออกไปในการใชง้ าน ดงั น้นั จาํ เป็ นอยา่ งย่ิงท่ีผูส้ อนจะตอ้ งสามารถเลือกส่ือท่ีจะใช้
ในการสอนใหต้ รงตามจุดประสงคข์ องการเรียนการสอน เมื่อเลือกส่ือการเรียนการสอนไดเ้ หมาะสมแลว้
มิไดห้ มายความวาส่ือน้น่ั จะช่วยใหก้ ระบวนการเรียนการสอนบรรลุเป้าหมายเสมอไป สื่อการสอนท่ีเลือก
มาจะมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด นอกจากข้ึนอยู่กบลักษณะเฉพาะตัวอุปกรณ์เองแล้วั ยังข้ึนอยู่กบั
องคป์ ระกอบอื่นหลายประการ โดยเฉพาะเทคนิคการใชข้ องครูแต่ละคนมีความสาํ คญั อยา่ งยิ่ง

ผสู้ อนจะตอ้ งรู้ว่าจะใชส้ ่ือแต่ละชนิดเม่ือไหร่อยา่ งไร จึงจะไดผ้ ลเตม็ ที่ส่ือแต่ละชนิดมีเทคนิค
การใชไ้ ม่เหมือนกนั ผูใ้ ชจ้ ะตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจ มีทกั ษะการใชแ้ ละตอ้ งเตรียมสภาพแวดลอ้ มให้
เหมาะดว้ ยจึงจะเกิดผลดี

การใชส้ ่ือการเรียนการสอนใหไ้ ดผ้ ลดีโดยทวั ไปมี 4 ข้นั ตอนน้นั กค็ ือ ข้นั เลือก ข้นั เตรียม ข้นั ใช้
และข้นั วดั ประเมินผล

ข้นั เลือกส่ือการเรียนการสอน
การเลือกสื่อการเรียนการสอนนบั วามีความสาํ คญั มาก ส่ือการเรียนการสอนมีหลายประเภท

หลายชนิด การนาํ เอามาใชต้ อ้ งเลือกให้เหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์เต็มที่เป็ นหนา้ ท่ีของผูส้ อนท่ีจะตอ้ ง
พิจารนาตดั สินใจ การเลือกสื่อมีหลกั เกณฑ์คือ ตอ้ งเลือกส่ือให้สอดคลอ้ งกบจุดประสงค์ว่าจะนาํ สื่อไป
ใชใ้ นดา้ นใด เช่น จะนาํ มาใช้ประกอบคาํ อธิบาย หรือเพื่อสรุปบทเรียน สื่อแต่ละประเภทที่สร้างข้ึนมา
ผสู้ ร้างจะตอ้ งมีเป้าหมายท่ีแน่นอน การเลือกส่ือตอ้ งให้สอดคลอ้ งกบั เน้ือหา วำ่ ตวั สื่อน้นั่ มุ่งให้ขอ้ มูลใน
ดา้ นใด ให้เน้ือหาสาระตรงตามเน้ือหาที่จะสอนหรือไม่ต่อมาตอ้ งเลือกสื่อท่ีน่ำสนใจ ตอ้ งพิจารนาในดา้ น
ตวั อกั ษร และความประณีต ส่ิงเหล่าน้ีจะช่วยดึงดูดความสนใจของผเู้ รียน ทาํ ให้การเรียนการสอนดาํ เนิน
ไปดว้ ยบรรยากาศท่ีสนุกสนาน ข้นั ตอนต่อไปตอ้ งเลือกสื่อใหเ้ หมาะสมกบวยั ผเู้ รียนั เหมาะกบสติปัญญาัั
ความสามารถ ความต้องการ และประสบการณ์เดิมของผู้เรี ยน และการเลือกส่ื อต้องเหมาะ
กบั การใช้และการเก็บรักษำสื่อท่ีเหมาะต่อการสอนตอ้ งไม่ยุงยากต่อการใช้ให้ผลคุ้มค่า ไม่เสียเวลา
เก็บรักษาง่ายใช้ ทน กะทัดรัด ถา้ เป็ นเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการสาธิต หรือการทอลองต้องมีประสิทธิภาพ
เวลาใชง้ านตอ้ งไม่เกิดขอ้ ผิดพลาด

ข้นั วางแผนเตรียมการใชส้ ่ือ
อยำ่ งแรกตอ้ งเตรียมตวั ผสู้ อน คือตวั ผสู้ อนตอ้ งทาํ ความรู้จกั กบั ส่ือการเรียนการสอนในดา้ น

ลกั ษณะ องคป์ ระกอบ หนา้ ที่การทาํ งาน เน้ือหา เพื่อสามารถนาํ ไปใชไ้ ดอ้ ยำ่ งถูกตอ้ ง ถา้ เป็นรูปภาพ
แผนภูมิ แผนภาพ ตอ้ งอธิบายไดถ้ า้ เป็นภาพยนตร์ตอ้ งเขา้ ใจเรื่องราวเป็นอยางดี่ถา้ เป็นเครื่องมือตอ้ งรู้จกั
องคป์ ระกอบ หนา้ ที่ของส่วนต่างๆตลอดจนรู้วิธีใชง้ านเม่ือทาํ ความรู้จกั กบั สื่อแลว้ ตอ้ งวางแผนการใชส้ ื่อ

4

โดยพิจารณาร่วมกบั ระบบการสอนวำ่ จะใชส้ ่ิงใด เม่ือไหร่ อยำ่ งไร จะบงั เกิดผลดีที่สุด โดยกำหนด
ข้นั ตอนการใชไ้ วอ้ ยางชดั เจน เมื่อผสู้ อนทาํ ความรู้จกั กบสื่อเสร็จกมั าถึงข้นั เตรียมส่ือการเรียนการสอน
คือใหต้ รวจสภาพสื่อวำ่ อยู่ในสภาพพร้อมท่ีจะนาํ ไปใชโ้ ดยไมเ่ กิดปัญหา เตรียมจาํ นวนส่ือใหเ้ พียงพอกบั
จาํ นวนผูเ้ รียน เตรียมสิ่งท่ีจาํ เป็นที่จะตอ้ งใชค้ วบคู่กบั ส่ือการเรียนการสอน เพ่ือสะดวกต่อการใชห้ รือการ
นาํ ออกแสดง

ผเู้ รียน
ผเู้ รียนตอ้ งเตรียมตวั เองก่อนเรียนหรือเตรียมบางส่ิงบางอยางมาเอง เช่น ผสู้ อนจะบอกล่วงหนา้ วำ่

เตรียมวสั ดุบางอยางเช่น เตรียมเศษผา้ หรือ เชือกมา หรือเตรียมก่อนทาํ การสอน คือผสู้ อนมีความจาํ เป็นท่ี
จะตอ้ งอธิบายการใชส้ ่ือ เพื่อใหผ้ ูเ้ รียนสามารถใชส้ ื่อไดอ้ ยางมีประสิทธิภาพ่

สถานท่ี
ตอ้ งเตรียมหอ้ งเรียนใหส้ อดคลอ้ งกบการใชส้ ื่อั เช่นจดั โต๊ะจดั เกาอ้้ีใหเ้ หมาะสม ตรวจสภาพ

ความพร้อมดา้ นต่างๆท่ีมีผลกระทบต่อการใชส้ ื่อ เช่น การใชเ้ คร่ืองฉายภาพ ตอ้ งตรวจปลก๊ั ไฟ การระบาย
อากาศ การควบคุมแสงภาพในหอ้ ง

ข้นั นาํ ส่ือไปใชต้ ามแผน
ตอ้ งใชส้ ่ือการสอนตามแผนท่ีกาหนดไวโ้ํ ดยปฏิบตั ิตามข้นั ตอน ตามวิธีการและเวลาที่กำหนด

ไวส้ ่ือบางชนิดใชใ้ นการนาํ เขา้ สู่บทเรียน บางชนิดใชป้ ระกอบคาํ อธิบาย บางชนิดใชส้ รุป บางชนิดใชใ้ น
การประเมินผล จึงควรคาํ นึงถึงเทคนิคการใชเ้ พื่อใหเ้ กิดประโยชนม์ ากที่สุด ต่อไปกจะเป็นการจดั สภาพ
ส่ือดาํ เนินไปอยางมีประสิทธิภาพ่ คือการควบคุมช้นั เรียนใหม้ ีระเบียบวนิ ยั พยายามใหท้ ุกคนมองเห็นได้
ชดั เจน ใหเ้ วลาเพื่อทาํ ความเขา้ ใจพอสมควรหยดุ บรรยายเมื่อมีเสียงรบกวนจากภายนอก เปิ ดโอกาสให้
ผเู้ รียนมีส่วนร่วมในการใชส้ ่ือใหโ้ อกาสแก่ผเู้ รียนไดซ้ กั ถามเมื่อมีปัญหาขอ้ ขอ้ งใจ
ข้นั วดั และประเมินผลการใชส้ ่ือ

ในข้นั น้ีจะทาํ ใหท้ ราบผลสัมฤทธ์ิในการใชส้ ื่อ ตามวิธีการท่ีผานมาวา่ เป็นไปตามเป้าหมาย่
หรือไมไ่ ดผ้ ลมากนอ้ ยเพียงใด มีอะไรควรปรับปรุงแกไขบา้ ง้ โดยพิจารณาวำ่ ข้นั ตอนการใชเ้ ป็นไปตาม
แผนหรือไม่พิจารณาถึงปัญหาและอปุ สรรคต่างๆท่ีเกิดข้ึนในการใชส้ ื่อ อาจใชว้ ิธีสอบถามผเู้ รียน หรือ
อภิปรายระหวางผสู้ อนและผเู้ รียน่ พิจารณาดา้ นความเหมาะสมในการนาํ ส่ือดงั กล่าวมาใชช้ ่วยในการ
เรียนการสอน โดยคาํ นึงถึงความชดั เจน ความน่าสนใจ ความพึงพอใจของผสู้ อน และผเู รียน้ ถามหรือใช้
แบบสอบถาม พิจารณาถึงผลสมั ฤทธ์ิในการเรียนการสอนเน่ืองจากการใชส้ ่ือดงั กลา่ วโดยใชข้ อ้ สอบ
วดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนตามเป้าหมายท่ีวางไวท้ ุกสิ่งทุกอยางมีคุณคา่ ในตวั มนั เอง การนาํ เอามาใชเ้ ป็น
ส่ือการเรียนการสอนจะไดผ้ ลมากนอ้ ยเพียงใดข้ึนอยูก่บั ความเหมาะสม เทคนิคและวิธีการใช"้ กอ้ นหิน
กอนเดียวถา้ นาํ ไปใชใ้ นสถานการณ์ที่เหมาะสมและถูกตอ้ งจะไดผ้ ลมากกวา้ การนาํ ภาพยนตร์ไปใชอ้ ยา่ ง
ผดิ วธิ ี"

5

วาสนา ประวาลพฤกษ(์ 2542) ไดศ้ ึกษาสภาพปัญหาและความสาํ เร็จในการจดั การเรียนการ

สอนวทิ ยาศาสตร์ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพปัญหาในการจดั การเรียน

การสอนวทิ ยาศาสตร์พฤติกรรมการเรียนการสอน และปัจจยั ท่ีทาํ ใหเ้ กิดความสาํ เร็จในการจดั การเรียน

การสอนวิทยาศาสตร์ กลุ่มตวั อยา่ งประกอบดว้ ยครูผสู้ อนวิทยาศาสตร์ในระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้

จาํ นวน 679 คน และนกั เรียนมธั ยมศึกษาตอนตน้ 2,465 คน เกบ็ ขอ้ มูลในระหวา่ งปี การศึกษา 2542

เครื่องมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ยแบบสอบถามสภาพการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แบบสงั เกตการ

สอนวิทยาศาสตร์แบบสมั ภาษณ์ครูผสู้ อนวทิ ยาศาสตร์ แบบทดสอบความถนดั ทางการเรียน

แบบทดสอบทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์แบบวดั เจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์และแบบวดั ความสนใจ

ทางวทิ ยาศาสตร์วิธีการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ประกอบดว้ ยการส่งแบบสอบถามทางไปรษณียก์ ารสังเกต

และสมั ภาษณ์ครูวิทยาศาสตร์และการทดสอบนกั เรียน ผลการวจิ ยั สรุปไดด้ งั น้ี

1. สภาพการจดั การเรียนการสอน

สภาพการใชห้ ลกั สูตร ครูส่วนใหญจ่ ะสอนเน้ือหาตรง ๆ ไม่มีการดดั แปลง นกั เรียนไม่เกิดการ

เรียนรู้ท่ีแทจ้ ริง ไมเ่ กิดกระบวนการ ครูผสู้ อนเกือบคร่ึงหน่ึงท่ีไม่มวี ุฒิทางการสอนวทิ ยาศาสตร์

นอกจากน้นั ประมาณ 1 ใน 3 ของครูไมไ่ ดร้ ับการฝึ กอบรมเพิ่มเติมทางการสอนวทิ ยาศาสตร์ในช่วง 3 ปี
ท่ีผานมาั่ ครูมีเวลาในการเตรียมการสอนนอ้ ย และไมค่ ่อยคาํ นึงถึงสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถ่ิน การสอน

ส่วนใหญย่ งั ไมส่ ามารถเนน้ ผเู้ รียนเป็นศูนยก์ ลางไดเ้ พราะนกั เรียนในแต่ละหอ้ งค่อนขา้ งมาก การตรวจ

งานไม่ทวั ถึง่ การใชส้ ื่อการสอนอยใู นระดบั ต่าํ การเรียนการสอนเนน้ เน้ือหามากกวา่ กระบวนการ ทาํ ให้

นกั เรียนไม่สามารถเขา้ ถึงวิทยาศาสตร์ไดอ้ ยา่ งแทจ้ ริง ผลการเรียนของนกั เรียนอยใู่ นระดบั ปานกลาง

นกั เรียนมีส่วนในการคิดและการทดลองวิทยาศาสตร์ค่อนขา้ งนอ้ ย ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ปานกลางและค่อนขา้ งต่าํ

2. พฤติกรรมการเรียนการสอน

การเรียนการสอนยงั เนน้ ครูเป็นศูนยก์ ลางเป็นส่วนใหญ่ นกั เรียนยงั มีบทบาทนอ้ ยท้งั ในดา้ นการ

ทาํ กิจกรรมต่าง ๆ ในระหวางเรียนและการสรุปบทเรียน่

3. ปัจจยั ท่ีทาํ ใหเ้ กิดความสาํ เร็จในการสอน พบวา่ นกั เรียนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่าํ มีความแตกต่าง

กนในความถนดั ทางการเรียนั ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์และความ

สนใจทางวิทยาศาสตร์ ในการศึกษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งปัจจยั เหลา่ น้ีพบวา่ ทกั ษะกระบวนการทาง

วิทยาศาสตร์ มีความสัมพนั ธ์กบความถนดั ทางการเรียนดา้ นตวั เลขั และเจตคติ ส่วนความสนใจทาง

วิทยาศาสตร์ส่งผลต่อเจตคติต่อวทิ ยาศาสตร์49 เปอร์เซ็นต์ ครูวิทยาศาสตร์ดีเดน่ จดั การเรียนการสอน

โดยเนน้ กระบวนการในการปฏิบตั ิงานและกระบวนการกลุ่ม นวตั กรรมการเรียนการสอนท่ีสาํ คญั ไดแ้ ก่

เทคนิคการสอนแบบต่าง ๆ คือ วธิ ีสอนแบบอริยสจั ส่ีวิธีสอนแบบสืบสวนสอบสวน วิธีสอนโดยเนน้ การ

คิดแบบโยนิโสมนสิการ วิธีสอนโดยใชเ้ ทคนิคพยากรณ์การสอนตามแนวทฤษฎีธรรมชาติและใช้

กิจกรรมต่าง ๆ ไดแ้ ก่ กิจกรรมคิวซีการจดั ห้องเรียนแบบศูนยก์ ารเรียน การใชส้ ่ือการสอนใหเ้ กิดการ

เรียนรู้ดว้ ยตนเอง

6

ประไพพรรณ บุญคง (2542) ทาํ การวิจยั เชิงปฏิบตั ิจดั ทาํ และทดลองใชค้ ู่มือครูและแบบฝึ กเสริม
ทกั ษะการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory, Learning) วชิ า ส 11071 ทอ้ งถ่ินของเรา 1 (จงั หวดั
นราธิวาส) โดยใชเ้ ทคนิคการประเมนิ ผล โดยแฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment) ซ่ึงมีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือ
ปฏิบตั ิจดั ทาํ เอกสารหลกั สูตรท่ีสอดคลอ้ งกบความตอ้ งการของทอ้ งถิั่น มีกระบวนการจดั กิจกรรมการ
เรียนรู้ท่ียึดนกั เรียนเป็นศูนยก์ ลาง และใชเ้ ทคนิคการประเมินผลโดยแฟ้มผลงาน ที่สามารถพฒั นา
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียน และพฒั นาทกั ษะพ้ืนฐานในการอยรู ่วมกนในสังั คมของนกั เรียนได้
อยา่ งเป็นรูปธรรมและชดั เจน เพื่อเป็นตวั อยา่ งเอกสารหลกั สูตรท่ีผลิตและจดั ทาํ โดยบุคลากรทาง
การศึกษาในทอ้ งถิ่น เผยแพร่แก่ครู– อาจารยแ์ ละบุคลากรทางการศึกษาในทอ้ งถิ่นไดน้ าํ ไปประยกุ ตใ์ ช้
ต่อไป ประชากรและกลุ่มตวั อยางที่ใชใ้ นการทดลอง่ คือครูและนกั เรียนในโรงเรียนสงั กดกรมสามญั ั ศึกษา
จงั หวดั นราธิวาส ประกอบดว้ ยครูผสู้ อน 4 คน จาํ แนกเป็ นกลุ่มทดลอง 3 คน กลุ่มควบคุม 1 คน
และนกั เรียน 461 คน จาํ แนกเป็นกลุ่มทดลอง 364 คน กลุ่มควบคมุ 97 คน เครื่องมือท่ีใชใ้ นการเกบ็
รวบรวมขอ้ มลู เป็นแบบประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน 2 ชุด แบบประเมินผลการพฒั นาทกั ษะพ้ืนฐาน
ในการอยรู ่วมกนในสังคมของนกั เรียนั 1 ชุด และแบบประเมินเจตคติของนกั เรียน 1 ชุด การวิเคราะห์
ขอ้ มลู ใชว้ ิธีการหาคา่ เฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบที(t-test)

ผลการวจิ ยั พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนในกลุ่มทดลองมีคา่ เฉลี่ยผลการเรียนสูง
กวา่ ค่าเฉลี่ยของผลการเรียนของนกั เรียนในกลุ่มควบคุม อยา่ งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ีระดบั .01 ทกั ษะ
พ้ืนฐานในการอยรู่ ่วมกนในสังคมของนกั เรียนในกลุมั่ ทดลองหลงั การเรียนการสอนไดร้ ับพฒั นาข้ึนอยำ่ ง
มีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ีดีต่อการจดั กิจกรรมการเรียนในระดบั มาก สุระชยั ศรีสุวรรณ (2544)
ทาํ การศึกษาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน โดยจดั กิจกรรมโครงงาน

วิทยาศาสตร์(ว1102) สําหรับนักเรี ยนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี1 มีจุดประสงค์เพ่ือสร้างและพัฒนา
แผนการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยชุดจดั กิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ว.102 สาํ หรับนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑม์ าตรฐาน 75/75 ในการศึกษาวิจยั น้ีเป็นการวิจยั เชิง พฒั นา
ได้ศึกษาเอกสารและผลงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกบั ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะ
โครงงานวิทยาศาสตร์ มากาํ หนดวิธีการสอนสาํ หรับใชส้ ร้างชุดจดั กิจกรรมโครงงาน วิทยาศาสตร์ว .102
โดยบูรณาการวิธีการสอนต่าง ๆ เขา้ ดว้ ยกนั จากน้ัน สร้างแผนจดั กิจกรรมโครงงาน วิทยาศาสตร์ว. 102
โดยประยุกต์และบูรณาการทฤษฎีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีกิจกรรมกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และโครงงานวิทยาศาสตร์กระตุน้ ใหน้ กั เรียนคน้ พบความรู้ดว้ ยตนเองอยา่ งมีเหตุผล คิด เป็ น
ทําเป็ น แกปั ญหาเป็ น้ สามารถนําความรู้ที่ได้ไปใช้แกปั ญหาในชีวิตประจําวันได้ เม่ือสร้าง
แบบทดสอบวดั ผล แบบทดสอบก่อนเรียนแบบทดสอบหลงเรียนแลว้ ั ทาํ การหาประสิทธิภาพแผนจัด
กิจกรรมการสอน โดยนาํ ไปทดลอง 3 คร้ัง กลุ่มตวั อยางในการทดลอง่ คือ นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 1
โรงเรียนศาลาพนั สาํ นกั งานการประถมศึกษา อาํ เภอสามโคก สาํ นกั งานการประถมศึกษาจงั หวดั ปทุมธานี
ผลการทดลองปรากฏวา่ ประสิทธิภาพของชุดการสอนในการทดลองกลุ่มตวั อยา่ งมีค่า เป็ น 75.28 / 74.07 ,
76.81 / 74.20 , 78.07 / 75.68 ตามลาํ ดับผลการทดสอบผลสัมฤทธ์ิการเรี ยน พบว่า
คะแนนหลงั เรียนสูงกวาก่อนเรียนอยางมีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ระดบั ่ .01

7

วฒั นสิทธ์ิชุนโอภาส (2549) ไดจ้ ดั ทาํ งานวิจยั เร่ือง ผลการจดั การเรียนรู้ตามแนว Learning Styles

เพ่ือพฒั นากระบวนการเรียนรู้ของนกั เรียนเป็นรายบุคคล เรื่อง การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าอยางประหยดั

สาํ หรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่3 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วทิ ยาลยั ปี การศึกษา 2549 โดยมี

วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อศึกษารูปแบบวิธีการเรียนรู้ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 3 /3 ภาคเรียนที่2 ปี การศึกษา

2549 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วทิ ยาลยั และเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน วิชา วทิ ยาศาสตร์เร่ือง

การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าอยางประหยดั ่ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี3/3 ท่ีเรียนดว้ ย

การจดั การเรียนการสอนตามแนว Learning Styles ระหวางก่อนเรียนและหลงั เรียน ซ่ึงผวู้ ิจยั ไดด้ าํ เนินการ

ศึกษาคน้ ควา้ และจดั ทาํ แบบบนั ทึกการวเิ คราะห์ตนเองตามแนว Learning Styles และแผนการจดั การ

เรียนรู้ตามแนว Learning Styles แลว้ จึงนาํ เคร่ืองมือดงั กล่าวไปทดลองใชก้ บกลุม่ั ตวั อยางซ่ึงเป็นนกั เรียน่

ช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี3/3 จาํ นวน 38 คน หลงั จากน้นั ไดน้ าํ ผลการวเิ คราะห์ตนเองของนกั เรียนมาวิเคราะห์

ขอ้ มลู ทางสถิติโดยหาค่าร้อยละของการเรียนรู้พบวาวา่ นกั เรียนกลุ่มตวั อยางมีการเรียนแบบร่วมมือ

(Collaborative) สูงที่สุดโดยคิดเป็นร้อยละ 42.10 ส่วนการเรียนแบบพ่ึงพา (Dependent) กบั การเรียนแบบ

อิสระ (Independent ) คิดเป็นร้อยละ 23.68 เท่ากนั วิธีการเรียนท่ีมีนกั เรียนเรียนนอ้ ยที่สุดคือการเรียน

แบบหลีกเล่ียง (Aviodance) โดยคิดเป็นร้อยละ 10.52 และวิธีการเรียนที่ไม่มีนกั เรียนเรียนเลย คือ วิธีการ

เรียนแบบแข่งขนั (Competitive) และการเรียนแบบมีส่วนร่วม (Participation)โดยคิดเป็นร้อยละ 0 ของ
จาํ นวนนกั เรียนกลุ่มตวั อยางท้งั่ หมด จากการเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลงั

เรียนดว้ ยการจดั การเรียนรู้ตามแนว Learning Styles ของนกั เรียนกลุ่มตวั อยาง่ พบวา่ นกั เรียนมีคะแนน

ทดสอบหลงั การใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้ตามแนว Learning Styles สูงกวา่ คะแนนทดสอบก่อนเรียนโดย

มีผลต่างเฉลี่ย 4.02 ซ่ึงแสดงวา่ ผเู้ รียนมีการพฒั นากระบวนการเรียนรู้ของตนเอง ส่งผลใหผ้ ลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียนเพิมสูงข้่ึน

ศุภโชค สินกง้ (2551) ไดพ้ ฒั นาชุดการสอนและหาประสิทธิภาพเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิ

ทางการเรียน เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนก่อนและหลงั การเรียน เพื่อประเมินความพึงพอใจของ

นกั เรียนที่มีต่อชุดการสอน โดยมีวิธีดาํ เนินการกบกลุม่ั ตวั อยา่ ง 1 เพ่ือการทดลองใชค้ ร้ังท่ี1 ไดแ้ ก่

นกั เรียนโรงเรียนคลองพนสฤษด์ิพิทยา อาํ เภอคลองท่อม จงั หวดั กระบ่ี จาํ นวน 3 คน กลุ่มตวั อยาง่ 2

เพ่ือการทดลองใชค้ ร้ังท่ี2 ไดแ้ ก่ นกั เรียนโรงเรียนคลองพนสฤษด์ิพิทยา อาํ เภอคลองท่อม จงั หวดั

กระบี่จาํ นวน 6 คน และกลุ่มตวั อยาง่ 3 เพื่อการทดลองใชค้ ร้ังที่3 ไดแ้ ก่ นกั เรียนโรงเรียนคลอง

พนสฤษด์ิพิทยา อาํ เภอคลองท่อม จงั หวดั กระบี่ จาํ นวน 20 คน และกลุ่มตวั อยาง่ เพื่อการใชช้ ุดการ
สอน ไดแ้ ก่ นกั เรียนโรงเรียนคลองพนสฤษด์ิพิทยา อาํ เภอคลองท่อม จงั หวดั กระบี่ จาํ นวน 35 คน

เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการศึกษา ไดแก้่ ชุดการสอน เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน แบบทดสอบวดั

ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน แบบประเมินความพึงพอใจของนกั เรียนที่มีต่อชุดการสอน วเิ คราะห์ขอ้ มูล

โดยหาประสิทธิภาพของชุดการสอน (E1/E2 ) ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยากงา่ ย ค่าอาํ นาจ
จาํ แนก ค่าความเช่ือมนั และสถติ ิ่การทดสอบค่าที(t-test แบบ one sample) ผลการศึกษาพบวา่

1.ผลการพฒั นาชุดการสอน เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน สาํ หรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษา

ปี ท่ี6 มีประสิทธิภาพ 93/90

8

2. ผลการใชช้ ุดการสอน เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน สาํ หรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนกั เรียนหลงั เรียนสูงกวาก่อนเรียน ซ่ึงแตกต่างกนอยาั งมีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ี

ระดบั 0.01

3. ผลการประเมินความพึงพอใจ อยใู นระดบั มาก่

รชาดา บวั ไพร (2552) ทาํ การวจิ ยั เร่ือง การศึกษาการจดั การเรียนการสอนโดยใชร้ ูปแบบการ

จดั การเรียนการ สอนแบบโมเดลซิปปาที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์และเจตคติทาง

วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 โดยในการรวิจยั มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลสมั ฤทธ์ิ

ทางการเรียนวิทยาศาสตร และเจตคติทางวิทยาศาสตรของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 ที่ไดร้ ับการ
จดั การเรียนการสอนแบบโมเดล ซิปปา กลุ่มตวั อยางที่ใชใ้ นการวิจยั เป็นนกั เรียนช้นั่ มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 ที่

เรียนใน ภาคเรียนที่1 ปี การศึกษา 2552 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสุนนั ทา (ฝ่ ายมธั ยม)

สงั กดสาํ นกั งานคณะกรรมการการอุดมศึกษาัั จาํ นวน 1 หอ้ งเรียน 54 คน ไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง

(Purposive Sampling) ซ่ึงไดร้ ับการจดั การเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปา มีข้นั ตอน การดาํ เนินการ ดงั น้ี

1) ข้นั ทบทวนความรู้เดิม 2) ข้นั การแสวงหาความรู้3) ข้นั การศึกษาทาํ ความเขา้ ใจขอ้ มูล/ความรู้ใหมแ่ ละ

เช่ือมโยงความรู้ใหมก่ บความรู้เดิมั 4) ข้นั แลกเปลี่ยนความรู้ความเขา้ ใจกบกลุม่ั 5) ข้นั การสรุปและจดั

ระเบียบความร 6) ข้นั แสดงผลงาน 7) ข้นั การประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวิจยั 12 ชวั โมง่ ซ่ึง

การวจิ ยั เป็นการวจิ ยั เชิงทดลอง โดยใชแ้ บบแผนการวจิ ยั One Group Pretest- Posttest Design เคร่ืองมือที่

ใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ยแผนการจดั การเรียนรูแบบโมเดลซิปปา แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการ

เรียน และแบบวดั เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์สถิติท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล ไดแ้ ก่ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวจยั พบวิาั่

1. หลงั การทดลอง ค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 ท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์โดยใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนแบบ

โมเดลซิปปาสูงกวาก่อนเรียน อยางมีนยั สาํ คญั ทางสถิติท่ีระดบั ่ .05

2. หลงั การทดลอง ค่าเฉล่ยี ของคะแนนเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนกั เรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี1

ท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์โดยใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาสูงกวาั่

ก่อนเรียน อยางมนี ยั สาํ คญั ทางสถิตที่ระดบั ่ .05

9

บทท3ี่
วธิ ีการดาํ เนินการวิจยั

ประชากร/กลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจยั คร้ังน้ีเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 /1-2 โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ

อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุราษฎร์ธานีภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2564 จาํ นวน 90 คน
กลุ่มตวั อยา่ ง
กลุ่มตวั อยำ่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังน้ีเป็น นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6/1-2โรงเรียนธิดาแมพ่ ระ

อาํ เภอเมือง จงั หวดั สุราษฎร์ธานีภาคเรียนท่ี 2 ปี การศึกษา 2564 จาํ นวน 35 คน

เคร่ืองมือวิจยั และการสร้างเคร่ืองมือวิจยั
เคร่ืองมือในการวิจยั ไดแ้ ก่แผนการสอนวิชาเคมีเพ่ิมเติม เรื่องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6 โดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์ แบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียนและแบบทดสอบ
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน โดยมีข้นั ตอนในการวิจยั ดงั น้ี

1. แผนการสอนวชิ าเคมีเพ่ิมเติม เร่ืองสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6
โดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์ ผศู้ ึกษาไดด้ าํ เนินการสร้างแผนการสอน ตามข้นั ตอน ดงั น้ี

1) ผศู้ ึกษา ศึกษาเอกสาร หนงั สือและสร้างชุดเกมไอโซเมอร์โดยยึดเน้ือหาตามหลกั สูตร
การศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พ.ศ. 2551

2) ผศู้ ึกษา ศึกษาหลกั สูตรเน้ือหาตามหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พ.ศ. 2551 และคู่มือ
ครูศึกษาหนงั สือ เอกสาร วารสาร งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบการสร้างแผนการสอนั

3) ศึกษาเน้ือหา วิเคราะห์เน้ือหา และจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม วิชาเคมีเร่ือง
สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

4) สร้างแผนการสอน โดยใชก้ ารเรียนรู้จากปัญหาเป็ นหลกั วิชาเคมีเร่ืองสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6 นาํ แผนการสอนท่ีไดร้ ับการตรวจ พิจารณา ปรับปรุงแกไขแลว้ ้
ไปใชป้ ฏิบตั ิการสอน

2. แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมีช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6 ผศู้ ึกษาไดด้ าํ เนินการ
สร้างแบบทดสอบ ตามข้นั ตอนดงั ต่อไปน้ี

1) ศึกษาหนงั สือ เอกสาร งานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบการสร้างขอ้ สอบ
2)ศึกษาหลกั สูตรการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน สร้างตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตร เน้ือหา และ
กาหนดจุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมํ
3) สร้างแบบทดสอบ
4) นาํ แบบทดสอบไปใชท้ ดสอบเกบ็ ขอ้ มูลตอ่ ไป

10

3. แบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียน
แบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียนท่ีผวู้ ิจยั สร้างข้ึนเป็นแบบบนั ทึกที่ใหน้ กั เรียนไดแ้ สดง

ความคิดเห็นเกี่ยวกบั การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน พร้อมท้งั ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ โดยผวู้ ิจยั ได้
ดาํ เนินการสร้างแบบบนั ทึกความคิดเห็น ตามข้นั ตอนดงั น้ี

1) สร้างแบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียน ลกั ษณะจะเป็นคาํ ถามที่เปิ ดโอกาสให้นกั เรียน
ไดแ้ สดงความคิดเห็น เก่ียวกบกจิั กรรมการเรียนการสอนที่ครูจดั ข้ึน

2) นาํ แบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียน ท่สร้างข้ีึน เสนอใหผ้ เู้ ช่ียวชาญ ตรวจพิจารณา
และใหข้ อ้ คิดเห็น

3) ปรับปรุง แกไข้ แบบบนั ทึกความคิดเห็นของนกั เรียน ใหส้ มบูรณ์และนาํ ไปใชจ้ ริงเพื่อ
เกบรวบรวมขอ้ มูลสาํ หรับใชใ้ นการสะทอ้ นผลการปฏิบตั ิ็

การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
ในการดาํ เนินการเกบรวบรวมขอ้ มูล็ ผวู้ จิ ยั ไดด้ าํ เนินการเกบรวบรวมขอ้ มูล็ ดงั น้ี
1. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเชิงคุณภาพ
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการเก็บรวบรวมขอ้ มูล ได้แก่แบบบันทึกความคิดเห็นของนักเรียน ซ่ึงเป็ น

แบบสอบถามแบบปลายเปิ ด สุ่ มแจกให้แก่นักเรี ยนช้ันมัธยมศึกษาปี ที่6 หลังจากเรี ยนเรื่ อง
สารประกอบไอโดรคาร์บอนโดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์แลว้ ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2563 จาํ นวน 35
ชุด ดาํ เนินการเกบขอ้ มูลและประมวลผลเชิงคุณภาพของชุดเกมสมบตั ิจบั คู่็ ที่ผวู้ ิจยั ไดส้ ร้างข้ึน

2. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู เชิงปริมาณ
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ไดแ้ ก่แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชาเคมี เรื่อง
สมบตั ิของธาตุตามหมู่และตามคาบ ซ่ึงแบบทดสอบดงั กล่าวประกอบดว้ ยขอ้ สอบแบบปรนยั 4 ตวั เลือก
จํานวน 20 ข้อ เน้ื อหาราย ละเอีย ดตรงตามหนังสื อแบบเรี ยน สสวท. เล่ม 1 ดําเนิ นการ
ทดสอบหลงั การเรียนโดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์ รวบรวมและประมวลผลเชิงปริมาณของการจดั การเรียน
การสอนโดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์

การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
นาํ ขอ้ มูลที่ไดจ้ ากแบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน มาวเิ คราะห์สถิติท่ีใชไ้ ดแ้ ก่คา่ เฉลี่ย

( X ) , ค่าร้อยละ (%) ของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน จากการทดสอบหลงั เรียน

1. ค่าเฉลี่ย ใชส้ ญั ลกั ษณ์ X เขียนเป็นสูตรในการคาํ นวณ ดงั น้ี

X = ผลรวมของขอ้ มูลท้งั หมด
จาํ นวนตวั อยำ่ ง

2. ค่าร้อยละ ใชส้ ญั ลกั ษณ์ % เขียนเป็นสูตรในการคาํ นวณไดด้ งั น้ี
% = คะแนนที่ไดx้ 100
คะแนนเตม็

11

บทท่ี4

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ตาราง 4.1 คะแนนที่ไดแ้ ละคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลงั จากการใชช้ ุดเกม

ไอโซเมอร์ของนกั เรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6/1-2 จาํ นวน 35 คน

เลขที่ คะแนนที่ได้ เลขท่ี คะแนนที่ได้

1 14 20 14

2 11 21 12

3 10 22 13

4 11 23 11

5 13 24 12

6 12 25 12

7 13 26 15

8 13 27 13

9 12 28 12

10 11 29 14

11 11 30 11

12 12 31 10

13 14 32 13

14 13 33 14
15 12 34 15

16 12 35 14

17 15
18 14

19 15

รวมคะแนนที่ไดท้ ้งั หมด = 445 คะแนน

การคาํ นวณหาค่าเฉลยี่ ของคะแนนผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั การสอนโดยใชช้ ุดเกมไอโซเมอร์

เร่ือง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ของนกั เรียนกลุ่มตวั อยำ่ ง

X = ผลรวมของขอ้ มูลท้งั หมด

จาํ นวนตวั อยำ่ ง

X = 445 / 35 = 12.71

12

ตาราง 4.2 คะแนนเป็ นร้อยละของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6/1-2

เลขที่ คะแนนท่ีได้ คิดเป็นร้อยละ เลขที่ คะแนนที่ได้ คิดเป็นร้อยละ
20 14 93.33
1 14 93.33 21 12 80.00
22 13 86.67
2 11 73.33 23 11 73.33
24 12 80.00
3 10 66.67 25 12 80.00
26 15 100
4 11 73.33 27 13 86.67
28 12 80.00
5 13 86.67 29 14 93.33
30 11 73.33
6 12 80.00 31 10 66.67
32 13 86.67
7 13 86.67 33 14 93.33
34 15 100
8 13 86.67 35 14 93.33

9 12 80.00

10 11 73.33

11 11 73.33

12 12 80.00

13 14 93.33

14 13 86.67

15 12 80.00

16 12 80.00

17 15 100

18 14 93.33

19 15 100

การคาํ นวณหาร้อยละของนกั เรียนท่ีผา่ นเกณฑ์
จาํ นวนนกั เรียนท่ีผำ่ นเกณฑร์ ้อยละ 50 มีจาํ นวนเท่ากบั 35 คน จากนกั เรียน 35 คน

(ขอ้ มูลจากตาราง 4.2)
ร้อยละของนกั เรียนท่ีผำ่ นเกณฑ์ = จาํ นวนนกั เรียนที่ผำ่ นเกณฑ์ x 100

จาํ นวนนกั เรียนกลุ่มตวั ออยำ่ งท้งั หมด
= 35 x 100

35
= 100

ดงั น้นั มนี กั เรียนท่ีคะแนนผำ่ นเกณฑร์ ้อยละ 50 คิดเป็น 100 % ของนกั เรียนกลุ่มตวั อยำ่ ง

13

บทที่ 5
สรุปผลการวิจยั อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

สรุปผลการวจิ ยั
การจดั ทาํ วิจยั ในช้นั เรียน เร่ืองการศึกษาผลการจดั การเรียนรู้รายวชิ าเคมีเพ่ิมเติมของนกั เรียน

ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6/1-2 เร่ืองน้นั มีวตั ถุประสงคเ์ พ่ือสร้างชุดเกมช่วยประกอบในการจดั การเรียน
การสอนและเพื่อศึกษาถึงผลสัมฤทธ์ิของนักเรียน หลงั จากการใช้ชุดเกมไอโซเมอร์ โดยการสุ่มแบบ
เจาะจงกลุ่มตวั อยำ่ ง นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี6/1-2 มาจาํ นวน 35 คน เพื่อศึกษาถึงผลสัมฤทธ์ิที่เกิดกบั
นกั เรียนหลงั จากจดั การเรียนการสอนโดยใชช้ ุดเกมดงั กล่ำว ผลปรากฏว่า นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6/1-2
มีคะแนนจากการใช้แบบทดสอบหลงั เรียนโดยใช้ชุดเกมซ่ึงได้คะแนนเฉล่ีย เท่ากับ 12.71 คะแนน
จากคะแนนเต็ม 15 คะแนน และมีนกั เรียนที่มีคะแนนผา่ นเกณฑร์ ้อยละ 50 จาํ นวนท้งั สิ้น 35 คน คิดเป็ น
100 % ของนกั เรียนกลุ่มตวั อยำ่ ง

อภิปรายผลการวจิ ยั

1. ชุดเกมไอโซเมอร์ เร่ื อง การเขียนและการหาจํานวนไอโซเมอร์ของสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน สาํ หรับนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 มีประสิทธิภาพในการจดั การเรียนการสอน ทาํ
ใหผ้ เู้ รียนมีความเขา้ ใจเน้ือหาบทเรียนมากข้ึน และผเู้ รียนมีความพึงพอใจต่อชุดเกมดงั กล่าว

2. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาเคมีเรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอน หลงั ไดร้ ับการสอนโดย
ใชช้ ุดเกมสมบัติจับคู่มีผลสัมฤทธ์ิผานเกณฑ์ร้อยละ 50 มากข้ึน ซ่ึงผลการศึกษาคน้ ควา้ ตรงตาม
สมมติฐานที่ต้งั ไว้

ขอ้ เสนอแนะ
1. ก่อนนาํ ชุดเกมไปใช้ ครูจะตอ้ งทาํ ความเขา้ ใจในการใชช้ ุดเกมและเตรียมส่ือการสอน

ใหพ้ ร้อม
2. ก่อนนาํ ชุดเกมไปใชค้ รูตอ้ งอธิบายใหน้ กั เรียนเขา้ ใจวิธีการเรียนโดยใชช้ ุดเกมใหเ้ ขา้ ใจ และ

ควรเนน้ ใหน้ กั เรียนปฏิบตั ิตามคาํ แนะนาํ ในการใชช้ ุดเกมอยางเคร่งครัด

3. ในการทดลองคร้ังน้ีพบว่ำในคร้ังแรกของการสอนโดยใช้ชุดเกมท่ีผูว้ ิจัยสร้างข้ึน ใช้เวลา
มากกวา่ ปกติและจาํ นวนนกั เรียนท่ีผา่ นเกณฑก์ ารประเมินยงั มีจาํ นวนไม่มากนกั ท้งั น้ีอาจมีสาเหตุมาจาก
นกั เรียนยงั ไม่เขา้ ใจบทบาทหน้าที่ตลอดจนลกั ษณะการทาํ กิจกรรม ดงั น้นั ครูควรแนะนาํ ข้นั ตอน
วิธีการทาํ กิจกรรมในกลุ่ม และการนาํ เสนอผลการทาํ กิจกรรมให้กบนักเรียนอยาั งละเอียดในขณะทาํ
กิจกรรม หากพบนกั เรียนกลุ่มใดประสบปัญหาครูตอ้ งรีบเขา้ ไปให้คาํ แนะนาํ ทนั ทีและอาจช่วยทาํ การ
สอนซ่อมเสริมใหก้ บนกั เรียนกลุ่มดงั กล่าว

14

เอกสารและส่ิงอา้ งอิ่ง

กรมวิชาการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2534) ค่มือหลกั สููตรประถมศึกษา พทธศกั ราชุ 2521 (ฉบบั
ปรับปรุง 2533). กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพค์ ุรุสภาลาดพร้าว.

กรมวชิ าการ. กระทรวงศึกษาธิการ. (2544) การจดั กระบวนการเรียนร้โดยใชก้ ระบวนการวิจยั ู เอกสาร
ประกอบการอบรมครูผสู้ อนคณิตศาสตร์โรงแรมระยองออคิด จงั หวดั ระยอง.คณะกรรมการ
การประถมศึกษาแห่งชาติ. สาํ นกั งาน. กระทรวงศึกษาธิการ.

กิดานนั ท์มลิทอง. เทคโนโลยีการศึกษาร่วมสมยั . กรุงเทพฯ : ภาควิชา โสตทศั นศึกษาคณะครุ
ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2531.

จริยา เหนียนเฉลย. สื่อการสอนเทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ : สาํ นกั พิมพศ์ ูนยส์ ่งเสริมกรุงเทพ,
2538.

ธานี นงนุชและคณะ. (2540) ความร้พ้ืนฐานเก่ียวกบั การวจิ ยั .ู ภาควิชาทดสอบและวจิ ยั การศึกษา.
คณะครุศาสตร์สถาบนั ราชภฏั อุบลราชธานี.

ประไพพรรณ บุญคง. (2542)การวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิจดั ทาํ และทดลองใชค้ ่มือครููและแบบฝึ กเสริมทกั ษะการ
เรียนร้แบบมีส่วนร่วมู (Participatory, Learning) วิชา ส 071 ทอ้ งถ่ินของเรา 1 (จงั หวดั
นราธิวาส) โดยใชเ้ ทคนิคการประเมินผล โดยแฟ้มผลงาน (Portfolio Assessment).งานวิจยั ของ
นกั ศึกษาปริญญาตรี.คณะครุศาสตร์.มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์.

วาสนา ประวาลพฤกษแ์ ละคณะ.(2542) การศึกษาสภาพปัญหาและความสาํ เร็จในการจดั การเรียนการ
สอนวทิ ยาศาสตร์ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้ .งานวิจยั ไดร้ ับทุนวจิ ยั จากสถาบนั ส่งเสริมการสอน
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี.สสวท . กรุงเทพมหานคร.

วารินทร์รัศมีพรหม. สื่อการสอนเทคโนโลยีทางการศึกษาและการสอนร่วมสมยั . กรุงเทพฯ : โรง
พิมพช์ วนพิมพ,์ 2531.

วฒั นสิทธ์ิชุนโอภาส. (2549) ผลการจดั การเรียนร้ตามแนวู Learning Styles เพ่ือพฒั นา
กระบวนการเรียนร้ของนกั เรียนเป็นรายบูุคคล เร่ือง การใชพ้ ลงั งานไฟฟ้าอยา่ งประหยดั
สาํ หรับนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี3. งานวิจยั ในช้นั เรียน. โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์
วิทยาลยั . เชียงใหม.่

สุระชยั ศรีสุวรรณ. (2544)การศึกษาทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดย
จดั กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์(ว 102) สาํ หรับนกั เรียน ช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี1 .
งานวิจยั นกั ศึกษาปริญญาตรี.คณะครุศาสตร์.มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์.

สุวิมล วองวาณ่ิช. (2544) การวิจยั ปฏิบตั ิการในช้นั เรียน Classroom Action Research ภาควชิ าวิจยั
การศึกษา. คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

15
ภาคผนวก

16

ภาคผนวก ก

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1

กล่มสาระวทิ ยาศาสตร์ สาระการเรียนร้เพิ่มเติมเคมี ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6
หน่วยการเรียนรู้ที่1 เคมีอินทรีย์ เร่ือง แอลเคน
เวล 4 ชว่ั โมง


สาระสาํ คญั
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมชี นิดของพนั ธะในโมเลกุลแตกต่างกนั จะมสี มบตั ิแตกต่างกนั

แอลเคนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั เน่ืองจากในโมเลกลุ ยึดเหนี่ยวกนดว้ ยพนั ธะเดี่ยวท้งัั หมด

แอลเคนท่ีมีอะตอมของคาร์บอนต่อกนเป็ นวงเรียกวำ่ ไซโคลแอลเคน

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เขียนสูตรทวั ไป่ สูตรโมเลกลุ และสูตร โครงสร้าง พร้อมท้งั เรียกช่ือแอลเคน
2. อธิบายแนวโนม้ ความสัมพนั ธร์ ะหวางจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลเคน่

ไซโคลแอลเคนกบจาํ นวนอะตอมของคาร์บอนได้ั

3. บอกประโยชน์หรืออนั ตรายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทแอลเคน ได้

สาระการเรียนรู้
แอลเคน

กระบวนการจดั การเรียนรู้

1. ทบทวนสมบตั ิการละลายในน้าํ การเผาไหมก้ ารทาํ ปฏิกิริยากบั โบรมีนและ
โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของเฮกเซน เฮกซีนและเบนซีน แลว้ ร่วมกนั อภิปรายวำ่
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนเหลา่ น้ีมีจาํ นวนอะตอมเท่ากนแตมั่ ีสมบตั ิบางประการแตกตา่ งกนั
เพราะเหตุใดจึงเป็น เช่นน้นั

2. แจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้และการวดั ผลประเมินผลใหน้ กั เรียนทราบ

3. ร่วมกนอภิปรายั ทบทวนผลของการเกิดปฏิกิริยาการแทนท่ีของเฮกเซนกบั
สารละลายโบรมีนท้งั ในที่มืดและท่ีสวาง่ พร้อมท้งั อิบายปฏิกิริยาท่ีเกิดข้ึน

4. ครูอธิบายความหมายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทอิ่มตวั ซ่ึงกคือ
แอลเคน แลว้ ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มศึกษาและอภิปรายถึงปฏิกิริยาการแทนท่ีของโพเพนกบั
คลอรีนวาควรเกิดผลิตภณั ฑเ์ ป็นสารใด และมีก่ีไอโซเมอร์เสร็จแลว้ ใหน้ าํ เสนอผลการอภิปราย

5. ร่วมกนอภิปรายปฏิกรัิ ิยาการเผาไหมข้ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภท

แอลเคน ปฏิกิริยาการเผาไหมอ้ ยางสมบูรณ์่และอธิบายเพิมเติมเกี่ยวกบปฏิกริั ิยาเผาไหมแ้ บบไมส่ มบูรณ่์

17
6. แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4- 5 คน แต่ละกลมุ่ มีนกั เรียนเก่ง ปานกลาง ออ่ น
คละกนั ใหน้ กั เรียนสืบคน้ ขอ้ มูล จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลเคนกบจาํ นวนอะตอมของคาร์บอนั
แลว้ ใหน้ กั เรียนร่วมกนตอบคาํ ถามดงั น้ัี
- จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลเคน มีความสมั พนั ธก์ บจาํ นวนอะตอมของคาร์บอนั

หรือไมอ่ ยางไร่
- ท่ีอณุ หภูมิ25 ๐C แอลเคนโซ่ตรง จะมีสถานะเป็นอยางไร่
- จาํ นวนอะตอมของคาร์บอนกบไฮโดรเจนมีความสัมพนั ธ์กนั หรือไมอ่ั ยางไร่
7. ใหน้ กั เรียนใชข้ อ้ มลู จากการสืบคน้ เขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวางจุดเดือดก่บจาํ นว
นั อะตอมของคาร์บอนในแอลเคนพร้อมท้งั ทาํ นายจุดเดือดของแอลเคนโซ่ตรงที่มีคาร์บอน 9 อะตอม
แลว้ ร่วมกนอภิปรายสรุปสมบตั ิบางประการของแอลเคนั
8. ใหน้ กั เรียนศึกษาการเขียนสูตรทวั ไปและการเรียกช่ือแอลเคนชนิดโซ่ตรง แลว้
ใหน้ กั เรียนเขียนสูตรและเรียกชื่อแอลเคนโซ่ตรงที่มีคาร์บอน 9 อะตอม
9. ครูอธิบายใหค้ วามรู้เก่ียวกบหมูแั่ อลคิลสูตรทวั ไปของหมู่แอลคิล การเรียกช่ือ
แอลเคนแบบโซ่กิ่ง โครงสร้าง การเรียกชื่อ สูตรทวั ไป่ แนวโนม้ ของจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของไซ
โคลแอลเคนตามรายละเอียดในใบความรู้แลว้ ใหน้ กั เรียนร่วมกนอภิปรายวาั ั่ แอลเคนโซ่เปิ ดกบโซปั่ ิ ดที่มี
จาํ นวนอะตอมคาร์บอนเท่ากนั มีจาํ นวนอะตอมของไฮโดรเจนแตกต่างกนอยาั งไร่
10. ใหน้ กั เรียนร่วมกนอภิปรายถึงการใชป้ ระโยชนแ์ ละอนั ตรายจากสารประกอบั
แอลเคน
11. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกนศึกษาัั อภิปราย ทาํ แบบฝึกหดั
และกาหนดหนา้ ท่ีกนํ ั เองในกลมุ่ เช่น

คนที่1 อา่ นคาํ ถาม วิเคราะห์สิ่งท่ีโจทยก์ าหนดใหแ้ ละสิงํ่ ท่ีโจทยถ์ าม
คนที่2 ดาํ เนินการอภิปรายระดมความคิด วิเคราะหแ์ นวทางคาํ ถาม และอธิบายคาํ ตอบตาม
โจทยต์ อ้ งการ คนที่3 เขียนคาํ ตอบ

คนท่ี4 ตรวจสอบคาํ ตอบและความถูกตอ้ ง
12. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกนอภิปรายั ตรวจความถกู ตอ้ ง ตอบคาํ ถามขอ้ สงสัย
ต่าง ๆ ใหน้ กั เรียนทุกคนในกลมุ่ เขา้ ใจคาํ ตอบก่อนส่ง
13. ใหน้ กั เรียนช่วยกนเฉลยคาํ ตอบพร้อมท้งัั ใหเ้ หตุผล
14. ชมเชยกลุ่มที่ไดค้ ะแนนสูงสุดและนกั เรียนท่ีใหค้ วามร่วมมือในการทาํ กิจกรรม

ส่ือ / แหลง่ การเรียนร้ัู
1. เอกสาร แบบเรียน
2. ใบความรู้เรื่อง แอลเคน
3. หอ้ งสมุด อินเทอร์เน็ต
4. ชุดเกมไอโซเมอร์

18

การวดั และประเมินผล
วธิ ีการวดั และประเมินผล
1. สงั เกตพฤติกรรม
2. ตรวจแบบฝึ กหดั
เคร่ืองมือวดั และประเมินผล
1. แบบประเมินพฤติกรรม
2. แบบฝึ กหดั

เกณฑก์ ารวดั ผลประเมินผล
1. ประเมินคุณธรรมจริยธรรม ผานเกณฑร์ ้อยละั่ 60
2. ตรวจแบบฝึ กหดั ผานเกณฑร์ ้อยละั่ 60

ความเห็นของผบ้ ริหารู
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

ลงชื่อ………………………………………..
(…………………………………….)
ผบู้ ริหารสถานศึกษา

บนั ทกึ ผลหลงั การสอน
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

ปัญหา/อปสรรคุ
……………………………………………………………………………………………………………

แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………………………

ลงชื่อ………………………………………..
(…………………………………….)

19

แบบประเมินพฤติกรรม

พฤติกรรมท่ีสังเกต

ยอมรับ
รับผิดชอบ ความ

ช่ือ – สกลุ

การมี งานที่ไดร้ ับ คิดเห็น เจตคติที่ดี เทียบส่วน
ส่วนร่วม มอบหมาย ผอู้ ื่น รวม (10)

(10) (10) (10) (10)

20

ใบความร้ัู
เรื่อง แอลเคน ( Alkanes )

แอลเคนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมีเฉพาะพนั ธะเด่ียว
แอลเคนเป็นสารประกอบท่ีง่าย ที่สุดและวองไวนอ้ ยสุด่ เพราะไมม่ ีหมูฟ่ ังกชนั ์ ( Functional groups )
ปฏิกิริยาของแอลเคน จะเป็น ปฏิกิริยาการแตกโมเลกุลและเผาไหมท้ ี่อุณหภูมิสูง
ถา้ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่มีพนธะคูหั่ รือ พนั ธะสาม
จะเรียกวาสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั คือ แอลเคน

การจาํ แนกสารประกอบไฮโดรคาร์บอน สารประกอบไฮโดรคาร์บอน คือสารประกอบท่ีมี
เฉพาะธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจน แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ไดด้ งั ตาราง

แสดงการแบ่งประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

ประเภทสาร หมฟ่ ังกช์ นั ู ตวั อยา่ ง
แอลเคน ไม่มี
CH3CH2CH3
, propane

แอลคีน CC CH , propene
แอลไคน์ CH2 CH3 , propyne

HC CH

อะโรมาติก CC CH2CH3
ethyl benzene
C
CC
CC

C

แอลเคน (alkane) คือ สาประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีโมเลกลุ มีเฉพาะพนั ธะเด่ียวเท่าน้นั จดั เป็น

สารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทอ่ิมตวั
จากสูตรโมเลกุล CH4, C2H6 และ C3H8 สามารถสรุปสูตรโมเลกุลของแอลเคนไดเ้ ป็ น CnH2n+2

เมื่อ n คือจาํ นวนคาร์บอน

สูตรและสมบตั ิทางกายภาพของแอลเคนโซ่ตรง

Alkane จาํ นวน สูตร จุดเดือด จุดหลอมเหลว( ความหนาแน่น
คาร์บอน ( g/ mL)
Methane CH4 (0C) 0C )
Ethane 1 C2H6 -164 -183 0.55
2 C3H8 -89 -183 0.51
Propane 3 C4H10 -42 -189 0.50
Butane C5H12
Pentane 4 0 -138 0.58
5 36 -130 0.63

21

Hexane 6 C6H14 69 -95 0.66
Heptane -91 0.68
Octane 7 C7H16 98 -57 0.70
Nonane -51 0.72
Decane 8 C8H18 126 -30 0.73
Undecane -26 0.74
Dodecane 9 C9H20 151 -10 0.75
Tridecane -5 0.76
Tetradecane 10 C10H22 174 6 0.76
Pentadecane 10 0.77
Hexadecane 11 C11H24 196 18 0.77
Heptadecane 23 0.76
Octadecane 12 C12H26 216 28 0.76
Nonadecane 32 0.78
Eicosane 13 C13H28 235 37 0.79
Triacontane 66 0.81
14 C14H30 254

15 C15H32 271

16 C16H34 287

17 C17H36 303

18 C18H38 317

19 C19H40 330

20 C20H42 343

30 C30H62 >450

การละลายและความหนาแน่นของแอลเคน

แอลเคนเป็นสารไมม่ ีข้วั จะละลายไดด้ ีในตวั ทาํ ละลายไม่มีข้วั จะใชเ้ ป็นน้าํ มนั หล่อล่ืนป้องกนั
การกดกรั่อนของโลหะ ส่วนความหนาแน่นของแอลเคนจะแสดงดงั ตาราง 2 จะมีความหนาแน่นเฉลี่ย 0.7
g / mL จะไมร่ วมตวั กบน้ัาํ และแยกเป็น 2 ช้นั โดยแอลเคนเบากวาน้่าํ จะอยูช่้นบนั

จุดเดือดของแอลเคน
จากตาราง จุดเดือดของแอลเคนโซ่ตรงจะเพิมข้่ึน เม่ือจาํ นวนคาร์บอนอะตอมเพิม่ และน้าํ หนกั
โมเลกลุ เพิม่ โมเลกลุ ใหญ่ข้ึน จะมีพ้ืนที่ผวิ มากข้ึน ทาํ ใหแ้ รงแวนเดอร์วาลส์เพิม่ จุดเดือดจึงเพิมข้่ึน
เพิม่ จุดเดจือุดดเดจือึงดเพขิมอขง้่ึนแอดลว้ เยคเนมโื่อซเป่ตรรียงบกบเทจียาํ บนกวบนแคอารล์บเคอนนโอซะกั่ ต่ิงอทม่ีมั ีเจมาํ ่ือนหวมนู่-คCาHร์บ2 เอพนิมอทะาํตใอหมน้ เ้่ทาํ ห่ากนนกั ัโมเลกุล
จะพบวาั่

แอลเคนโซ่กิ่งมีจุดเดือดต่าํ กวาแอลเคนโซ่ตรง

จุดหลอมเหลวของแอลเคน
จุดหลอมเหลวของแอลเคนจะเพิมข้่ึนเมอ่ น้ืาํ หนกั โมเลกลุ เพิม่ แต่จะเพิมไมส่ ม่าํ เสมอ โดยแอ
ลเคนท่ีมีคาร์บอนอะตอมเป็ นเลขคู่จะมีจุดหลอมเหลวสูงกวาแอลเคนท่ีมีคาร์บอนอะตอมเป็ นเลขค่ ี
เน่ืองจากแอลเคนท่ีมีคาร์บอนอะตอมเป็นเลขค่จู ะมีการจบั ตวั แน่นกวาแบบเลขค่ีจึงใชอ้ ณุ หภูมิสูงกวาใน่

การหลอมเหลว

เมื่อเปรียบเทียบจุดหลอมเหลวของแอลเคนท่ีมีจาํ นวนคาร์บอนอะตอมเท่ากนั แอลเคนโซ่ก่ิงจะมีจุด
หลอมเหลวสูงกวาแอลเคนโซ่ตรง เนื่องจากการจบั ตวั จะแน่นกวาั่ เช่น แอลเคนที่มีสูตรโมเลกุล C6H14

จะมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือด ดงั น้ี

22

H3C H C

3 CH CH3

3

CH CH2CH2CH3 CH CH CH3 C CH2CH3
H3C
H3C CH CH3
bp 60 0C 3 bp 50 0C
mp - 154 0C mp - 98 0C
bp 58 0C
mp - 135 0C

การเรียกช่ือแอลเคน

แบบโซ่ตรง เรียกตามจาํ นวนอะตอมของคาร์บอน โดยใชจ้ าํ นวนนบั ในภาษากรีกระบุจาํ นวน

อะตอมของคาร์บอนแลว้ ลงทา้ ยดว้ ยเสียง "เ…….น (-ane)"

ตารางแสดงการเรียกช่ือแอลเคนบางชนิด

จาํ นวนคาร์บอน ภาษากรีก แอลเคน การเรียกช่ือ

1 มี-หรือเมท-meth) CH4 มีเทน (methane)
2 อี-หรือเอท-(eth-) C2H6 อีเทน (ethane)
3 โพรพ-(prop- ) C3H8 โพรเพน (propane)

4 บิวท-(but-) C4H10 บิวเทน (butane)

5 เพนท-(pent-) C5H12 เพนเทน (pentane)

6 เฮกซ-(hex-) C26H14 เฮกเซน (hexane)

7 เฮปท-(hept-) C7H16 เฮปเทน (heptane)

8 ออกท-(oct-) C8H18 ออกเทน (octane)

9 โนน-(non-) C9H20 โนเนน (nonane)

10 เดค-(dec-) C10H22 เดคเคน (decane)

หม่แอลคิลู คือ หมอู่ ะตอมท่ีเกิดจากการลดจาํ นวนไฮโดรเจนในแอลเคนลงไป 1 อะตอม เขียน
สญั ลกั ษณแ์ ทนดว้ ย R มีสูตรโมเลกุลทวั ไปเป็ น่ CnH2n+1 เมื่อ n คือจาํ นวนคาร์บอนอะตอม

การเรียกชื่อ เรียกช่ือเหมอื นสารประกอบแอลเคนท่ีมีจาํ นวนคาร์บอนอะตอมเท่ากนั แตเ่ ปล่ียน
เสียงทา้ ยเป็น "……ล (-yl)" เช่น

แอลเคน แอลคิน การเรียกชื่อ

CH4 CH3- เมทิล (methyl)

C3H3(C2H6) CH3CH2- หรือ C2H5- เอทิล (ethylแบบโซ่กิ่ง

เรียกตาม ช่ือ IUPAC IUPAC เป็นชื่อยอของ่ International Union of Pure and Applied

Chemistry ไดก้ าหนดวธิ ีการเรียกชื่อํ เรียกวาั่ กฎของ IUPAC

ซ่ึงไดร้ ับการยอมรับวาเป็นมาตรฐานของ่

23

โลกในการเรียกช่ือ สารอินทรียช์ ่ือที่ไดจ้ ากการใชร้ ะบบน้ีเรียกวาั่ ช่ือ IUPAC หรือช่ือ Systematic มี
วธิ ีการดงั น้ี

กฎขอ้ ท่ี1 การเลือกโซ่หลกั
เลือกโซ่ของคาร์บอนอะตอมที่ยาวที่สุดเป็นโซ่หลกั และใชช้ ื่อน้นั เป็นชื่อหลกั ของสารประกอบ
เช่น

21
CH2CH3
CH3 CH CH2 CH2 CH3 3 - methylhexane
34 5 6
หมทู่ ี่เกาะกบโซหั่ ลกั เรียกวาั่ หมแู่ ทนที่เพราะจะแทนที่อะตอมไฮโดรเจน
ถา้ โซ่หลกั ยาวเท่ากนั ใหเ้ ลือกโซ่หลกั ท่ีมีหมแู่ ทนที่มากกวาเป็นโซ่หลกั เช่นในกรณีของ เฮปเทน

CH3 CH

3

CH CH
CH3 CH2 CH3 CH2

CH CH CH2CH3 CH CH CH CH
23
CH3 CH
CH3 C
H
CH3 CH3 CH3
กาหนดโซ่หํ ลกั ผิด
กฎขอ้ ที่2 การใหเ้ ลขตาํ แหน่งโซ่หลกั CH3
กาหนดโซ่หํ ลกั ถูกตอ้ ง

การให้เลขตาํ แหน่งที่ยาวท่ีสุด เร่ิมตน้ ที่ตาํ แหน่งสุดทา้ ยที่อยใู กลห้ มู่เกาะมากที่สุด เช่น

CH3
17

3 2 CH3

CH3 CH CH2 56

5 CH2CH3 CH3 CH CH
2
CH CH
4 3
4
6
CH3 CH CH3 CH CH CH2CH3

7 2
CH3 CH CH3
CH3
1
ใหต้ าํ แหน่งผดิ CH3
ใหต้ าํ แหน่งถูก 3-ethyl-2,4,5-
trimethylheptane

กฎขอ้ ท่ี3 การใหช้ ื่อหมู่แอลคิล

24

ช่ือของหมู่เกาะที่ติดอยกู ่บโซย่ั าวสุด เช่น หมู่แอลคิล โดยการใหต้ าํ แหน่งตวั เลขของหมแู่ อลคิลที่
ไปเกาะแลว้ ตามดว้ ยช่ือหมแู่ อลคิล เช่น

2 89
1 7

CH3 CH2 CH3 CH2 CH2 CH2 CH3
34
56 1 2 3 4 56

CH CH CH CH CH CH3 CH2 CH CH2 CH2 CH CH3
3 2 23 3 – ethyl – 6 – methylnonane
3 – methylhexane

ตวั อยางชื่อหม่แู อลคิล

one carbon two carbons three carbons

CH3 CH2 CH2 CH
CH3
CH3 CH3 CH2
ethyl group propyl group CH3
methyl group isopropyl group
four carbons
( or n – propyl group )

CH3 CH3 CH3

CH3CH2CH2CH2 CH3CHCH2 CH3CH2CH CH3 C

CH3 isobutyl group sec – butyl group tert – butyl group
butyl group ( or t – butyl group)

( or n – butyl group )

กฎขอ้ ท่ี4 กรณีมีหมู่เกาะหลายหมู่

เม่ือมีหมู่เกาะ 2 หมู่หรือมากกวาข้่ึนไป ใหเ้ รียงหมู่เกาะตามลาํ ดบั อกั ษร เมื่อมีหมแู่ อลคิล
เหมือนกนั 2 หมู่หรือมากกวาั่ ใหใ้ ชค้ าํ นาํ หนา้ เป็น di -,tri -,tetra – ฯลฯ เพื่อหลีกเลย่ งการเรียกช่ือหมีู่
แอลคิลซ้าํ เช่น

7
CH3
56

CH3 CH CH

2
3
4
CH CH CH CH

23

CH3 2CH CH3
1CH 3 - ethyl - 2,4,5 - trimethylheptane
3

สาํ หรับหมู่เกาะท่ีซบั ซอ้ น จะเรียกชื่อ ดงั น้ี

25

CH2CH3 CH CH3

12 3 3 4
1 23
CH
CH CH3 C CH2 CH CH3

CH3 CH3
1 – ethyl – 2 – methyl propyl group 1,1,3 – trimethyl butyl group

ตวั อยาง่

CH3

CH
CH3

CH2CH3 CH
CH2CH3

CH3CH2 CH CH2 CH CH CH CH CH
22 2 3

3 - ethyl -5-(1-ethyl-2-methylpropyl) nonane

1,1-dimethyl-3-(1,1,3-trimethylbutyl) cyclooctane

ไซโคลแอลเคน

ไซโคลแอลเคน คือ แอลเคนที่ปลายท้งั 2 ขา้ งของโซ่สร้างพนั ธะเคมีเชื่อมต่อกนั มีสูตรโมเลกลุ

ทวั ไปเป็น่ CnH2n (เหมือนแอลคีน)
ไซโคลแอลเคนเป็นแอลเคนท่ีเป็นวง จะใชค้ าํ วาั่ ไซโคล นาํ หนา้ ช่ือ เช่น มี4

คาร์บอน อะตอม จะเรียกวาั่ cyclobutane ตวั อยางของไซโคลแอลเคน่ แสดงดงั ภาพ

H

HH H HH HH

C HC CH C C

H HH H

H C CH H C C H H CC H H CC H
HH
H H
or H H C CH H C C

or H
H
H
HC

HH
or

or

cyclopropane cyclobutane cyclopentane
C3H6 C5H10
CH
48

cyclohexane
C6H12

สมบตั ิทางกายภาพของไซโคลแอลเคน

26

ไซโคลแอลเคนส่วนใหญจ่ ะมีคุณสมบตั ิทางกายภาพคลา้ ยคลึงกบแอลเคนท่ีไมเ่ั ป็นวง
คือ ไม่มีข้วั เฉ่ือย จุดเดือด จุดหลอมเหลว ข้ึนกบน้ัาํ หนกั โมเลกุล

ปฏิกิริยาเคมที ่ีสาํ คญั ของสารประกอบคาร์บอนมี2 ปฏิกิริยา คือ ปฏิกิริยาการแทนที่และปฏิกิริยา

การเติม

ปฏิกิริยาเคมีของแอลเคนและไซโคลแอลเคน ถึงแมว้ าแอลเคนไม่มหี มฟู่ ังกชนั จึงไมม์่ ีส่วนใดที่

เกิดปฏิกิริยาเคมีไดก้ ตาม็ แตแ่ อลเคนสามารถเกิดปฏิกิริยาไดด้ ว้ ยสภาวะที่รุนแรง เช่น ใชแ้ สง เป็นตน้

ปฏิกิริยาเคมีที่สาํ คญั ของแอลเคนคือ ปฏิกิริยาการแทนที่ดว้ ยแฮโลเจน

ปฏิกิริยาการแทนที่ดว้ ยแฮโลเจน ปฏิกิริยาน้ีจะเกิดข้ึนไดต้ อ้ งใชแ้ สงช่วยหรือเกิดในที่มแี สงสวาง่

เท่าน้นั โดยแฮโลเจนอะตอมจะเขา้ ไปท่ีไฮโดรเจนอะตอมของแอลเคน แลว้ เกิดกา๊ ซไฮโดรเจนแฮไลดซ์ ่ึง

เป็นกรดCxHy + Cl2CxHy-1CáÊl §Ê+Çè HCl

Ò§

แอลเคน คลอรีน คลอโรแอลเคน ไฮโดรเจนคลอไรด์

เม่ือนาํ เฮกเซนรวมกบกาั๊ ซคลอรีนลงในหลอดทดลองท่ีมีกระดาษลิตมสั สีน้าํ เงินองั ท่ีปากหลอด
แลว้ นาํ ไปตงั ในที่มีแสงสวาง่ สกั ครู่หน่ึงจะเห็นกระดาษลิตมสั เปลี่ยนสีจากสีนาํ เงินเป็นสีแดง แสดงวามี่

ั้ ั้
กรดเกิดขC้ึน6จHา1ก4ป+ฏิกCิรlิ2ยCาน6áH้Êีด1§ง3ั CÊสlÇมèก+Òาร§
HCl

เฮกเซน คลอรีน คลอโรแอลเคน ไฮโดรเจนคลอไรด์

แฮโลเจนตวั อื่น ๆ เช่น โบรมีน ไอโอดีน ฟลอู อรีน จะเกิดปฏิกิริยาในทาํ นองเดียวกนั แต่ในทาง

ปฏิบตั ินิยมใชโ้ บรมีนมากกวาเพราะโบรมีนเป็นของเหลวจบั ตอ้ งไดง้ ่าย และโบรมีนมีสีสม้ แดงทาํ ใหเ้ ห็น

การเปลี่ยนแปลงไดเ้ มื่อเกิดปฏิกิริยาหรือสีของโบรมีนจะจางหายไปเม่ือเกิดปฏิกิริยา เรียกวาั่

เกิดการฟอก จางสีของโบรมีน

การเผาไหมข้ องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

แบ่งเป็นการเผาไหมอ้ ยางสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์

การเผาไหมอ้ ยา่ งสมบูรณ์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทุกชนิดเม่ือเผาไหมจ้ ะให้ก๊าซ
คาร์บอนไดออกไซด ั์(C2O ) และัน้าํ (H2 O) โดยมีสูตรทัวั่ ไปดงั ัน้ี
C5H1
0 + O2 áʧÊÇèÒ§ CO2 + H2O

การเผาไหมอ้ ยา่ งไม่สมบูรณ์ จะเกิดเขม่า ปริมาณเขมา่ พิจารณาจากจาํ นวนคาร์บอนเท่ากนั
จาํ นวนไฮโดรเจนนอ้ ย เขม่าจะมาก จาํ นวนไฮโดรเจนมาก เขมา่ จะนอ้ ย เช่น ปริมาณเขมา่ ของ C6H10>
C6H12>C6H14

หรือพิจารณาจากจาํ นวนไฮโดรเจนเท่ากนั จาํ นวนคาร์บอนมาก เขม่าจะมาก จาํ นวนคาร์บอน
นอ้ ยเขมา่ จะนอ้ ย เช่น ปริมาณเขมา่ ของ C5H10 > C4H10

ประโยชนข์ องแอลเคน

27

อลั เคนเป็ นส่วนประกอบหลกั ของน้าํ มนั ปิ โตรเลียม ซ่ึงเกิดจากการทบั ถมของซากพืชและซาก
สตั วเ์ ป็นเวลาหลาย ๆ ลา้ นปี ทาํ ใหเ้ กิดการยอยสลายและแปรรูปจากซากพืชและสตั วเ์ ป็นน้่าํ มนั
ปิ โตรเลียม อยูในช้น่ั หินใตพ้ ้ืนดิน น้าํ มนั ปิ โตรเลียมมีลกษณะเป็นั ของเหลวเหนียว ๆ มีสีแตกตา่ งกนั
ต้งั แต่สีเหลืองแก่สีน้าํ ตาลไปจนถึงสีเขียวออกดาํ ส่วนประกอบกแปรผนั ไปแต่ล็ ะแห่งที่พบ โดยมากจะ
ประกอบดว้ ยอลั เคนท่ีมีคาร์บอนต้งั แต2่ อะตอม ไปจนถึง 20 อะตอม นอกจากน้นั กอาจมีไซโคลอลั เคน็
สารอะโรมาติก สารประกอบคาร์บอนที่มีออกซิเจนเป็นองคป์ ระกอบ และสารประกอบกามะถนั ํ
การนาํ น้าํ มนั ปิ โตรเลียมมาใชป้ ระโยชนจ์ ะตอ้ งมีการกลนั แยกส่วนเสียก่อน ผลิตผลที่ไดจ้ ากการกลนั แยก่
ส่วนมีหลายชนิด เช่น ก๊าซธรรมชาติ(natural gas) น้าํ มนั เบนซินในปัจจุบนั มีความสาํ คญั มากท่ีสุดทาง
การคา้ น้าํ มนั กา๊ ด น้าํ มนั ดีเซล น้าํ มนั เตา น้าํ มนั หลอ่ ล่ืน ลว้ นเป็นผลิตผลที่ไดจ้ ากการกลนั แยกส่วนจาก
น้าํ มนั ปิ โตรเลียมและมีส่วนประกอบเป็นอลั เคนที่มีขนาดโมเลกลุ แตกต่างกนั ส่วนท่ีเหลือจากการกลนั ่
แยกส่วนจะไดย้ างมะตอย

ไซโคลแอลเคน เป็นสารไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั เช่นเดียวกบอลั เคนั แตค่ าร์บอนในโมเลกลุ จะเกาะ
กนเป็นวงต้งัั แต่3 อะตอมข้ึนไป โดยวงที่เกิดข้ึนจะมรี ูปร่างต่าง ๆ กนั อาจมีลกั ษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม (D
) หรือ ส่ีเหลีย่ ม (o ) หรือแบบเกาอ้้ีหรือแบบเรือ การท่ีไซโคล- อลั เคนมีรูปร่างต่าง ๆ กนั กเนื่องจาก็
การหมนุ ของพนั ธะทาํ ใหค้ าร์บอนที่เกาะกนเป็ นวงบิดตวั เป็นรูปตา่ั งๆกนออกไปไซโคลโพรเพนั จดั เป็ น
ยาสลบที่แรงที่สุดในจาํ นวนไฮโดรคาร์บอนดว้ ยกนเองั การใชย้ าสลบเสี่ยงต่ออนั ตรายมาก เพราะเม่ือสูด
ยาสลบเขา้ ไปคนไขต้ องสูดออกซิเจนไปดว้ ยเพ่ือป้องกน้ การหายใจไมอ่ั อก ฉะน้นั จึงตอ้ งเตรียมของผสม
ระหวางยาสลบและออกซิเจนใหเ้ หมาะสม่ และตอ้ งระวงั ไม่ใหม้ ีการสูบบุหรี่หรือประกายไฟอยใู กลๆ่้
เพราะจะทาํ ใหเ้ กิดการระเบิดไดง้ ่าย

สมบตั ิทางกายภาพของสารไฮโดรคาร์บอนอ่ิมตวั โมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนท้งั หมดเป็น
สารไมม่ ีข้วั
เน่ืองจากคาร์บอนและไฮโดรเจนในโมเลกลุ มคี วามสามารถในการดึรงอิเลก็ ตรอนในโมเลกลุ
หรือท่ีเรียกวาสภาพไฟฟ้าลบใกลเ้ คียงก่นมากั ซ่ึงมีผลต่อสมบตั ิทางกายภาพดงั น้ี

โมเลกลุ ไม่มีข้วั ละลายน้าํ ไดน้ อ้ ยมากหรือไมล่ ะลายเลย แต่สามารถละลายไดด้ ีในตวั ทาํ ละลายที่
ไม่มีข้วั เช่น น้าํ มนั ไม่ละลายในน้าํ แต่ละลายไดด้ ีในเฮกเซน หรือคาร์บอนเททระคลอไรด์

แรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกลุ ในโมเลกลุ ที่ไมม่ ีข้วั เป็นแรงวนั เดอร์วาลส์(Van der Waals force)
ซ่ึงเป็นแรงดึงดูด ระหวางโมเลกุลท่ีเกิ่ดข้ึนเน่ืองจากโมเลกุลอยชู ิดก่นและโมเลกลุ หน่ึงเกดิั การกระจาย
ของอิเลก็ ตรอนรอบโมเลกลุ ไมเ่ ท่ากนั ทาํ ใหบ้ ริเวณท่ีมีอิเลก็ ตรอนอยูมากกวา่ เป็นข้วั ลบ่ ส่วนบริเวณท่ีมี
อิเลก็ ตรอนนอ้ ยกวากลายเป็ นข้วั บวก่ เกิดเป็นข้วั บวกและลบบนโมเลกลุ คือทาํ ใหโ้ มเลกลุ เกิดข้วั ข้ึนมา
โมเลกลุ ท่ีเกิดข้วั มาน้ีจะเหน่ียวนาํ ใหโ้ มเลกุลที่อยูใกลเ้ ก่ิดข้วั ข้ึนมาดว้ ย ทาํ ใหด้ า้ นของโมเลกุล 2 โมเลกุล
ที่มีข้วั ไม่เหมือนกนเกดิั แรงดึงดดู คือข้วั บวกของโมเลกลุ หน่ึงเกิดแรงดึงดูดข้วั ลบของอีกโมเลกลุ หน่ึง
แรงวนั เดอร์วาลส์เป็นแรงที่อ่อนไม่แขง็ แรง ใชพ้ ลงั งานเพียงเลก็ นอ้ ยกสามารถทาํ ลายแรงยึดเหนี่ยว็
ระหวางโมเลกลุ ไดท้่ าํ ใหโ้ มเลกุลท่ีมีแรงดึงดูดดงั กลา่ วมจี ุดเดือดและจุดหลอมเหลวต่าํ เม่ือเทียบกบั
สารประกอบคาร์บอนประเภทอ่ืนที่มีน้าํ หนกั โมเลกลุ ใกลเ้ คียงกนั นอกจากน้ีจุดเดือดและจุดหลอมเหลว

ของสารเพิมข้่ึนตามตามจาํ นวนคาร์บอนในโมเลกลุ เน่ืองจากโมเลกุลขนาดใหญ่มีจาํ นวนอิเลก็ ตรอนมาก
แรงวนั เดอร์วาลส์ระหวางโมเลกลุ จึงสูงข้่ึน ดงั น้นั โมเลกลุ ที่มขี นาดโมเลกุลใหญ่จะมีจุดเดือดและจุด

28

หลอมเหลวสูงข้ึนดว้ ย เช่น โพรเพนซ่ึงมีคาร์บอน 3 อะตอม จะมีจุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงกวาั่
มีเทน
ท่ีมีคาร์บอนเพียงอะตอมเดียว นอกจากน้ีโมเลกลุ ท่ีมีกิ่งกานสาขาั้ เช่น ไอโซบิวเทนจะมีจุดเดือดและจุด
หลอมเหลวต่าํ กวาั่ เอน็ -บิวเทน (n-butane) ที่มีโมเลกลุ เป็นโซ่ตรง
แมว้ าจะมีจาํ นวนคาร์บอนเท่ากนกตั าม็

สรุปสมบตั ิของแอลเคน
1. ไม่ละลายน้าํ เนื่องจากเป็นโมเลกุลไม่มีข้วั
3. ไม่นาํ ไฟฟ้าเพราะเป็นสาร non electrolyte
4. มีความหนาแน่นนอ้ ยกวาน้่าํ
5. จุดเดือดและจุดหลอมเหลวสูงข้ึนตามจาํ นวนคาร์บอนอะตอมท่ีเพิมข้่ึนเน่ืองจาก
คาร์บอนยิงมาก่
มวลโมเลกลุ ยิงมากทาํ ใหแ้ รงแวนเดอร์วาลส์มีค่ามาก
ปฏิกิริยาของแอลเคน
6.ปฏิกิริยาการเผาไหม(้ Combustion reaction) หรือ ปฏิกิริยาออกซิเดชนั
(Oxidation reaction)แอลเคนติดไฟไดง้ ่าย ใหเ้ ปลวไฟสวางไม่มีควนั และมีความร้อนเกิดข้ึนโดยสมการ
แสดงปฏิกิริยาการเผาไหมอ้ ยางสมบูรณ์ของแอลเคนสามารถเขียนไดด้ งั น้ี่
CxHy + (x+y/4)O2 — xCO2 + H2O
7.ปฏิกิริยาการแทนที่(Substitution reation) หรือปฏิกิริยาฮาโลจิเนชนั Halogenation reaction)
เป็นปฏิกิริยาท่ีเกิดข้ึนจากการท่ีไฮโดรเจนอะตอมถูกแทนท่ีดว้ ยธาตุฮาโลเจน โดยมีแสงหรือ
ความร้อนเป็ นช่วย
CnH2n+2 + X2 /CCl4 light — CnH2n+1X + HX (X=Cl,Br,I)
8.ปฏิกิริยาขจดั ไฮโดรเจน(Dehydrogenation reaction) เมอ่ื ใชอ้ ุณหภูมิสูงและมีตวั เร่ง
ปฏิกิริยาที่เหมาะสม เช่น Cr2O3 พนั ธะเด่ียวของคาร์บอนจะเปลี่ยนเป็นพนั ธะคู่
CnH2n+2 — CnH2n + H2
9.ปฏิกิริยาการแตกสลาย(Cracking reaction) หรือ ปฏิกิริยาไพโรลิซิส(Pyrolysis
reaction) เป็นปฏิกิริยาท่ีทาํ ใหแ้ อลเคนโมเลกลุ ใหญ่แตกเป็นโมเลกลุ เลกลงโดยใชค้ วามร้อนและตวั เร่็ง
ปฏิกิริยา
C10H22 — C8H16 + C2H4 + H2

29

แบบฝึ กหดั

1. จงเขียนสูตรโมเลกลุ ของแอลเคน ไซโคลแอลเคน และหมู่แอลคิลที่มีจาํ นวนอะตอมของ

คาร์บอนดงั ต่อไปน้ี

ก. 9 ข. 10

ค. 16 ง. 18

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

2. จงเขียนสมการแสดงการเผาไหมอ้ ยางสมบูรณ์ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนต่อไปน้ี

ก. มีเทน ข. ไซโคลโพรเพน

ค. บิวเทน ง. ออกเทน

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

3. จงอธิบายวาการเผาไหมข้ อง่ C2H6 C2H4 และ C2H2 สารประกอบน่าจะเกิด
เขมา่ มากท่ีสุด เพราะเหตุใด

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

4. จงเขียนโครงสร้างลิวอิสของผลิตภณั ฑท์ ี่เกิดจากปฏิกิริยาแทนท่ีของคลอรีนในท่ีสวาง่

กบสารประกอบอินทรียต์ อ่ั ไปน้ี

ก. เพนเทน ข. ไซโคลบิวเทน

ค. 2 - เมทิลโพรเพน

………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………..

30

กล่มสาระวทิ ยาศาสต แผนการจดั การเรียนรู้ที่4
ร์ัุ สาระการเรียนร้เพิ่มเติมเคมีัู ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่6

เรื่อง แอลคีน แอลไคนแ์ ละอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน เวลา 4 ชว่ั โมง

สาระสาํ คญั
แอลคีนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ิ่มตวั มีพนั ธะคู่เป็นหมูฟ่ ังกชนั ์ แอลคีนที่มีอะตอม

ของคาร์บอนต่อกนเป็นวงเรียกวาั ไซโคลแอลคีน่
แอลไคนเ์ ป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อ่ิมตวั มีพนั ธะสามเป็นหม่ฟู ังกชนั ์ มีสมบตั ิคลา้ ย

กบแอลคีนั
อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบดว้ ยวงเบนซีนหรือมี

สมบตั ิคลา้ ยเบนซีน

จุดประสงคก์ ารเรียนร้ัู

1. เขียนสูตรทวั ไป่ สูตรโมเลกลุ และสูตร โครงสร้าง พร้อมท้งั เรียกชื่อ แอลคีน แอล
ไคนแ์ ละไซโคลแอลคีนได้

2. อธิบายสมบตั ิและการเกิดปฏิกิริยาของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีจาํ นวน
อะตอมของคาร์บอนเท่ากนแตช่ั นิดของพนั ธะในโมเลกุลต่างกนั พร้อมท้งั บอกเหตุผลได้

3. ระบุชนิดของไอโซเมอร์เรขาคณิตของสารประกอบแอลคีน ไดว้ าเป็นแบบซิสหรือ่
แบบทรานส์

4. อธิบายแนวโนม้ ความสัมพนั ธร์ ะหวางจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลคีนและั่
แอลไคน์กบจาํ นวนอะตอมของคาร์บอนไดั้

4. บอกประโยชนห์ รืออนั ตรายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดต่าง ๆ ได้

5.
สาระการเรียนร้ัู
1. แอลคีน
2. แอลไคน์
3. อะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
กระบวนการจดั การเรียนร้ัู

1. ทบทวนปฏิกิริยาของเฮกซีนกบสารละลายโบรมีนและกบั สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงั
กาเนตเปรียบเทียบกบเฮกเซนั ใชค้ าํ ถามดงั น้ี

- เฮกซีนทาํ ปฏิกิริยากบสารละลายโบรมีนั ไดผ้ ลเป็ นอยางไร่

- เฮกซีนทาํ ปฏิกิรยากบสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตั ไดผ้ ลอยางไร่

31

2. ครูอธิบายใหค้ วามรู้เกยี่ วกบความหมายของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทไมอ่ั ่ิมตวั
สารประกอบอินทรียท์ ี่มีพนั ธะคู่เป็นหมู่ฟังกชนั ซ่ึงเรียกวา์ ั่ แอลคีน
ปฏิกิริยาการเติมและการฟอกสี สารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตของเฮกซีน

3. แจง้ จุดประสงคก์ ารเรียนรู้และการวดั ผลประเมินผลใหนกั เรียนทราบ้
4. ใหน้ กั เรียนสืบคน้ ขอ้ มูล แนวโนม้ จุดหลอมเหลว จุดเดือดและสถานะของแอลคีน
แลว้ ร่วมกนอภิปรายั ตามแนวคาํ ถามดงั น้ี

- แนวโนม้ ของจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลคีนเหมือนกบแอลเคนหรือไมั่
อยางไร่

- แอลคีนโซ่ตรงมีสถานะอยางไรท่ีอณุ หภูมิ่25 ๐C
- สูตรทวั ไปของแอลคีนเป็นอยา่ งไร่
5. ใหน้ กั เรียนเขียนกราฟแสดงความสัมพนั ธร์ ะหวางจุดหลอมเหลวและจุดเดือดก่บั
จาํ นวนอะตอมของคาร์บอนในแอลคีน ทาํ นายจุดเดือดของแอลคีนท่ีมสี ูตรโมเลกุล C9H18 พร้อมท้งั บอก
สถานะ ท่ีอณุ หภูมิหอ้ ง
6. ครูและนกั เรียนร่วมกนอภิปรายสรุปเกียั่ วกบแอลคีนั ดงั น้ี
- แอลคีนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไมอ่ ่ิมตวั มีพนั ธะคูเ่ ป้นหมู่ฟังกชนั ์
- แแอนลวคโีนนทม้ ่ีมขีพอนั งธจุดะคหู่1ลพอมนั เธหะลมวีสแูตลระทจุดวั ไเดปือเปด็ขนอ่ CงแnHอ2ลnคีนจะเพิมข้่ึนตามจาํ นวนอะตอมของ

คาร์บอน
และจุดเดือดของแอลคีนจะต่าํ กวาจุดหลอมเหลวของ่ แอลคีน
ท่ีมีจาํ นวนอะตอมของคาร์บอนเท่ากนั

- เม่ือพิจารณาจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของแอลคีน พบวาท่ีภาวะปกติแอลคีนท่ีมี่
คาร์บอน 2-4 อะตอมมีสถานะเป็นแก๊ส และคาร์บอน 5-8 อะตอมมีสถานะเป็น
ของเหลว

- แอลคีนเป็นโมเลกลุ ไม่มีข้วั จึงไม่ละลายน้าํ
- แอลคีนติดไฟง่าย ใหเ้ ปลวไฟสวางและมีเขมา่
- แอลคีนเกิดปฏิกิริยาการเติมกบธาตุแฮโลเจนท้งัั ในท่ีมืดและท่ีสวาง่ รวมท้งั สามารถ

ฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต
- แอลคีนเกิดปฏิกิริยาไดว้ องไวกว่าแอลเคน่
7. ครูอธิบายใหค้ วามรู้สูตรทวั ไป่ การเรียกชื่อแอลคีน การเกิดไอโซเมอร์เรขาคณิตซ่ึง
แบ่งเป็ นไอโซเมอร์แบบซิสและไอโซเมอร์แบบทรานส์แอลคีนแบบวงหรื อไซโคลแอลคีน
8. ใหน้ กั เรียนร่วมกนอภิปรายเกียั่ วกบประโยชน์ของแอลคีนั ตามรายละเอียดใน
ใบความรู้
9. ทบทวนความรู้เก่ียวกบสูตรโครงสร้างและสูตรทวัั ไปของแอลเคนและแอลคีนแลว้ อภิปราย่
ถึงสูตรโครงสร้างและสูตรทวั ไปของแอลไคน่์

10. ใหน้ กั เรียนศึกษา แนวโนม้ จุดหลอมเหลว จุดเดือดและสถานะของแอลไคน์
แลว้ ร่วมกนอภิปรายเปรียบเทียบกบั สมบตั ิของแอลคีนั

32

11. ครูและนกั เรียนร่วมกนอภิปรายสรุปสมบตั ิของแอลไคน์ดั งั น้ี
- แอลไคนเ์ ป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีพนั ธะสามเป็นหมฟู่ ังกชนั ์ แอลไคนท์ ี่มีพนั ะ

สาม 1 พนั ธะมีสูตรทวั ไปเป็ น่ Cn H2n-2
- แอลไคนเ์ ป็นสารประกอบโคเวเลนตช์ นิดไม่มีขวั ่
จึงมีตุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่าํ
และแนวโนม้ ของจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจะเพิมข้่ึนตามจาํ นวนอะตอมของ
คาร์บอน
- แอลไคนเ์ ป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตวั จึงทาํ ปฏิกิริยากบั
สารละลายโบรมีน
และกบสารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตไดเ้ ชน่ั เดียว กบแอลคีนั

12. ครูและนกั เรียนร่วมกนอภิปรายเกียั่ วกบการเรียกชื่อแอลไคนป์ั ฏิกิริยาการเติมกบั
โบรมีนและการฟอกจางสีโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต แลว้ ร่วมกนอภิปรายประโยขนข์ องั
แอลไคน์

13. อภิปรายทบทวนเก่ยี วกบสมบตั ิการเผาไหมข้ องเบนซีนวาั มีลกั ษณะคลา้ ยก่บั
เฮกซีน แต่เบนซีนไม่ทาํ ปฏิกิริยากบั โบรมีน และโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต

14. ครูอธิบายเก่ียวกบโครงสร้างโมเลกลุ ของเบนซีนั การเขียนโครงสร้างลิวอิสและ
โครงสร้างแบบใชเ้ สน้ และมุม

15. อภิปรายสมบตั ิของเบนซีนและสมบตั ิของอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน และร่วมกนั
อภิปรายสรุป ดงั น้ี

- เบนซีนเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนซ่ึงประกอบดว้ ยคาร์บอน 6 อะตอม สร้าง
พนั ธะคู่สลบั กบพนั ธะเด่ียวเป็นรูปหกเหลี่ยมดา้ นเทาั่ แบนราบ มีอิเลก็ ตรอน
วิงไปว่าง่ มาภายในวงเบนซีน จึงมีโครงสร้างแบบเรโซแนนซ์

- สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีมวี งเบนซีนเป็นองป์ ระกอบอยางนอ้ ย่ 1 วง
เรียกวาอะโร่ มาติกไฮโดรคาร์บอน

- เบนซีนเป็นโมเลกุลเลก็ ท่ีสุดของอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
16. ใหน้ กั เรียนฝึกเขียนโครงสร้างแบบใชเ้ สน้ และมุมของารประกอบอะโรมาติก
ไฮโดรคาร์บอน
17. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลุ่มร่วมกนศึกษาัั อภิปราย ทาํ แบบฝึกหดั
และกาหนดหนา้ ที่กนํ ั เองในกลมุ่ เช่น

คนที่1 อา่ นคาํ ถาม วิเคราะห์ส่ิงท่ีโจทยก์ าหนดใหแ้ ละสิง่ํ ที่โจทยถ์ าม
คนที่2 ดาํ เนินการอภิปรายระดมความคิด วิเคราะห์แนวทางคาํ ถาม และอธิบายคาํ ตอบตาม
โจทยต์ อ้ งการ คนที่3 เขียนคาํ ตอบ

คนที่4 ตรวจสอบคาํ ตอบและความถูกตอ้ ง
18. ใหน้ กั เรียนแต่ละกลั่ ุ มร่วมกนอภิปรายั ตรวจความถูกตอ้ ง ตอบคาํ ถามขอ้ สงสยั

ต่าง ๆ ใหน้ กั เรียนทุกคนในกล่มุ เขา้ ใจคาํ ตอบก่อนส่ง

33

19. ใหน้ กั เรียนช่วยกนเฉลยคาํ ตอบพร้อมท้งัั ใหเ้ หตุผล
20. ชมเชยกลุ่มท่ีไดค้ ะแนนสูงสุดและนกั เรียนท่ีใหค้ วามร่วมมือในการทาํ กิจกรรม

ส่ือ / แหลง่ การเรียนร้ัู
1. เอกสาร แบบเรียน
2. ใบความรู้เร่ือง แอลคีน แอลไคนแ์ ละอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน
3. หอ้ งสมุด อินเทอร์เน็ต

4. ชุดเกมไอโซเมอร์

การวดั และประเมินผล
วิธีการวดั และประเมินผล
2. สงั เกตพฤติกรรม
2. ตรวจแบบฝึ กหดั
เคร่ืองมือวดั และประเมินผล
1. แบบประเมินพฤติกรรม
2. แบบฝึ กหดั

เกณฑก์ ารวดั ผลประเมินผล
6. ประเมินคุณธรรมจริยธรรม ผานเกณฑร์ ่้อยละ 60
7. ตรวจแบบฝึ กหดั ผานเกณฑร์ ้อยละั่ 60

ความเห็นของผ้บริหารู
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

ลงชื่อ………………………………………..
(…………………………………….)
ผบู้ ริหารสถานศึกษา

บันทกึ ผลหลงั การสอน
……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

ปัญหา/อปสรรคุ
……………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………….

34

แนวทางแก้ไข

……………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………

ลงช่ือ………………………………………..
(…………………………………….)

แบบประเมินพฤติกรรม

พฤติกรรมที่สังเกต

ยอมรับ
รับผิดชอบ ความ

ช่ือ – สกลุ

การมี งานท่ีไดร้ ับ คิดเห็น เจตคติท่ีดี เทียบส่วน
ส่วนร่วม มอบหมาย ผอู้ ่ืน รวม (10)

(10) (10) (10) (10)


Click to View FlipBook Version