38 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวนนักเรียน 386 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 37 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ที่ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Random Sampling) แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design ( พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2540 : 60-61)
39 ตารางที่1 แบบแผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน (Pretest) X แทน การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน (Posttest) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 แผน 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ผู้วิจัยได้กำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุงพ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการ 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนกุมภวาปี กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2.1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์บทที่ 5 เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ
40 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ จำนวน 7 แผน แผนละ 2 ชั่วโมง รวม 14 ชั่วโมง 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยงเพื่อ ตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน 2.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชา คณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลและ ประเมินผลตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ ให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง - ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC ) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ โดยได้ค่าดัชนี ความสอดคล้อง ทุกองค์ประกอบ เท่ากับ 1.00 2.1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 2.1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม
41 ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างและพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครูหนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนกุมภวาปีกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 1 วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาและครูพี่เลี้ยง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องชัดเจน นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปหาคุณภาพจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน แล้วนำคะแนนมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ทุกองค์ประกอบ เท่ากับ 1.00 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขแล้ว เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
42 2.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการสร้างและ หาประสิทธิภาพ ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีการสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการ จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างรูป เรขาคณิตสองมิติและสามมิติตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพุทธศักราช 2551(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) 2.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ 2.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ มี 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ - ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง - ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาด 2.2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งจะต้องมีค่า เท่ากับ 1.00 2.2.6 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไปทดลองใช้ กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกุมภวาปี ผ่านมาแล้วและไม่ใช่กลุ่ม ตัวอย่างของการวิจัย แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.25 - 0.69 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 – 0.88 2.2.7 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน KR-20 ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.86 2.2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกุมภวาปี ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป
43 ภาพที่ 4 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ศึกษาแนวคิดทฤษฎีวิธีการสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชาคณิตศาสตร์ นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน วิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรการสอน การวิจัย และการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยหาค่า IOC ซึ่งจะต้องมีค่าเท่ากับ 1.00 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไปทดลองใช้กับนักเรียน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.25 - 0.69 และมีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.25 – 0.88 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.86 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกุมภวาปีที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดลองภาคสนามต่อไป
44 การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลอง กับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 10 แผน โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้วนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิมไป ทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูล ทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์โดยใช้สูตร 2. ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้สูตร 3. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการคำนวณหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและร้อยละ 4. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและ สามมิติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบที แบบกลุ่มเดียว (t - test for One Sample) 5. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและ สามมิติชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample)
45 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) คำนวณได้จากสูตร N R IOC = เมื่อ IOC แทน เป็นดัชนีความสอดคล้อง R แทน เป็นผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน เป็นจำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 1.2 การหาความเชื่อมั่น (Measure) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) คำนวณได้จากสูตร KR - 20 =[ k k−1 ][1 − ∑ piqi st 2 ] เมื่อ KR-20 แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน 20 p i แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อ i q i แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิดในข้อ i = 1 - p St 2 แทน เป็นความแปรปรวนของคะแนนรวม K แทน จำนวนข้อสอบ 2. สถิติพื้นฐาน ที่ใช้อธิบายลักษณะของข้อมูลพื้นฐานเป็นกลุ่ม/รายบุคคล 2.1 ค่าเฉลี่ย (x̅) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) คำนวณได้จากสูตร x̅ = ∑ x N เมื่อ (x̅) แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนในกลุ่มตัวอย่าง N แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง
46 2.2 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2543 : 101) คำนวณได้จากสูตร P = f N × 100 เมื่อ p แทน ค่าร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) คำนวณได้จากสูตร S.D. = √ N ∑ x 2−(∑ x) 2 N(N−1) เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนแต่ละคน ∑ x 2 แทน ผลรวมคะแนนแต่ละคนยกกำลังสอง (∑ x) 2 แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด ซึ่งในการคำนวณหาค่าค่าเฉลี่ย (x̅) ร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คำนวณผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมุติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์(SPSS for Windows) 3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว 3.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน กับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ
47 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิต สองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีReact เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ซึ่งผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิเคราะห์ ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยและผลการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1. ผลการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นรายบุคคล และภาพรวม ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิต สองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นรายบุคคล คนที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 5 25 15 75 2 2 10 13 65 3 3 15 13 65 4 6 30 16 80 5 7 35 17 85 6 4 20 14 70 7 3 15 14 70 8 5 25 15 75 9 5 25 15 75 10 6 30 16 80
48 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิต สองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 11 5 25 15 75 12 6 30 16 80 13 7 35 16 80 14 8 40 18 90 15 4 20 14 70 16 6 30 16 80 17 10 50 18 90 18 8 40 18 90 19 2 10 12 60 20 6 30 15 75 21 4 20 14 70 22 2 10 12 60 23 3 15 14 70 24 5 25 15 75 25 5 25 15 75 26 4 20 14 70 27 6 30 16 80 28 9 45 18 90 29 9 45 19 95 30 9 45 18 90 31 8 40 15 75 32 7 35 17 85 33 9 45 18 90
49 ตารางที่ 2 คะแนนที่ได้ ร้อยละ คะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิต สองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรียน เป็นรายบุคคล (ต่อ) คนที่ คะแนนก่อนเรียน (20) คะแนนหลังเรียน (20) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 34 8 40 18 90 35 10 50 19 95 36 11 55 19 95 37 5 25 15 75 คะแนนเฉลี่ย 6 30 15.73 78.65 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.42 - 1.95 - จากตารางที่ 2 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 30 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.73 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.65 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วย การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธีReact เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับเกณฑ์ร้อยละ 70 ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว โดยเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยกับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่ม S.D. ร้อยละ t-test กลุ่มทดลอง 15.73 1.95 78.65 8.50 ** ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 3 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิต สองมิติและสามมิติ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ̅
50 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง ก่อนเรียนกับหลังเรียน ตารางที่ 4 คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test Dependent) โดยเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ผลการทดลอง S.D. ร้อยละ t-test ก่อนเรียน 6 2.42 30 73.57 ** หลังเรียน 15.73 1.95 78.65 ** มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตารางที่ 4 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี React ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ̅
51 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยนำเสนอการสรุปผลอภิปรายผล และข้อเสนอแนะดังนี้ 1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2. สมมติฐานของการวิจัย 3. วิธีดำเนินการวิจัย 4. สรุปผลการวิจัย 5. อภิปรายผล 6. ข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมุติฐานของการวิจัย 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่เรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวนนักเรียน 386 คน
52 1.2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/10 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 37 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวนนักเรียน 386 คน ที่ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Random Sampling) 2. ตัวแปรในการวิจัย 2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT 2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ ที่ใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 แผน 3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้รายงานได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 4.1 ก่อนการทดลองให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4.2 ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 10 แผน โดยให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้กลวิธี REACT 4.3 เมื่อสิ้นสุดการทดลองสอนแล้วนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดิม ไปทดสอบนักเรียนอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับ ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ ตามขั้นตอนดังนี้ 5.1 ศึกษาประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์โดยใช้สูตร 5.2 ศึกษาประสิทธิผลของนวัตกรรมการเรียนรู้โดยใช้สูตร
53 5.3 ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและ สามมิติ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการคำนวณหาคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ 5.4 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างคะแนนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบที แบบกลุ่มเดียว (t - test for One Sample) 5.5 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติ และสามมิติชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Sample) สรุปผลการวิจัย 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ได้คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 6 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 30 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.73 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 78.65 และเมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อภิปรายผล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ จากผลการวิจัยผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และได้คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อาจเนื่องมาจากสาเหตุ ดังนี้ 1. กลวิธี REACT (REACT strategies) เป็นกลวิธีในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบหนึ่งที่ น่าสนใจ เนื่องจากกลวิธี REACT เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านบริบทที่ สัมพันธ์กับความรู้หรือประสบการณ์เดิมของนักเรียน และเน้นให้นักเรียนสามารถนำความรู้ คณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ในชีวิตจริงซึ่งประกอบด้วย 5 กลวิธี คือ (1) การเชื่อมโยง (relating) เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เดิมหรือ ประสบการณ์เดิมกับความรู้ใหม่ หรือสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ใหม่กับสถานการณ์ในชีวิตจริง
54 เพื่อให้นักเรียนได้เชื่อมต่อและเห็นความสำคัญของความรู้ใหม่ที่ได้รับ (2) การสร้างประสบการณ์ (experiencing) เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านการค้นหา ค้นคว้า หรือคิดค้นด้วย ตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในมโนทัศน์ใหม่ (3) การประยุกต์(applying) เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียน ได้นำมโนทัศน์ที่ได้มาใหม่ ไปใช้ในการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ทั้งปัญหาทั่วไปและปัญหาสถานการณ์ ในชีวิตจริง เพื่อเป็นการตรวจสอบความเข้าใจและทำให้มโนทัศน์ใหม่ชัดเจน (4)การร่วมมือ (cooperating) เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียนได้ทำงานเป็นกลุ่ม ทั้งแบบกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ โดย สื่อสาร อภิปราย โต้ตอบ แลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ทบทวนความคิดและ ความเข้าใจของตนเอง และ (5) การถ่ายโอน (transferring) เป็นกลวิธีที่เน้นให้นักเรียนนำความรู้ที่ได้ ไปใช้ในการแก้ปัญหาภายใต้บริบทหรือเหตุการณ์ใหม่ที่นักเรียนไม่เคยพบ หรือไม่คุ้นเคย เพื่อให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้น 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ด้วยการ จัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นั่นคือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้กลวิธี REACT เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่เน้นให้นักเรียนเกิดการถ่ายโอน ความรู้ โดยนำประสบการณ์หรือสิ่งที่เคยพบเห็นมาเชื่อมโยงกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม เพื่อ สร้างเป็นความเข้าใจใหม่ของตนเอง และนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ในบริบทของชีวิตจริง การจัด กิจกรรมเน้นการเรียนการสอนผ่านบริบทที่สัมพันธ์กับชีวิตจริงของนักเรียน โดยผู้วิจัยได้นำ กลวิธี REACT สอดแทรกไว้ในแต่ละขั้นตอนของการจัดกิจกรรม ดังนี้ ขั้นเตรียมความพร้อม เป็นขั้นเตรียมผู้เรียนให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มต้นบทเรียน โดยใช้กลวิธีการเชื่อมโยง (relating) ร่วมกับกลวิธีการร่วมมือ (cooperating ด้วยการนำเสนอสถานการณ์ในชีวิตประจำวันที่นักเรียน คุ้นเคยหรือเหตุการณ์ที่กำลังได้รับความสนใจ แล้วให้นักเรียนจับคู่เพื่อช่วยกันวิเคราะห์ปัญหาหรือ สถานการณ์นั้นว่าสามารถแก้ไขด้วยความรู้เดิมได้หรือไม่ ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนสร้างมโนทัศน์ใหม่ในการเรียนรู้ โดยใช้ กลวิธีการสร้างประสบการณ์ (experiencing) ร่วมกับกลวิธีการร่วมมือ (cooperating) แล้วร่วมกัน ลงมือปฏิบัติกิจกรรม ที่ต้องค้นหา ค้นคว้า หรือคิดค้นด้วยตนเอง จากสถานการณ์และใบกิจกรรมที่ครู
55 จัดเตรียมไว้ให้โดยกิจกรรมจะเน้นสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับบริบทในชีวิตจริง เพื่อให้นักเรียนสร้าง ความรู้หรือมโนทัศน์ใหม่ทั้งนี้ในการสร้างประสบการณ์อาจใช้กลวิธีการถ่ายโอน ( transferring) ด้วย การนำเสนอปัญหาเพิ่มเติม และกระตุ้นให้นักเรียนได้คิดเกี่ยวกับแนวทางในการนำความรู้หรือมโน ทัศน์ที่ได้มาใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นฝึกปฏิบัติและสรุปการเรียนรู้ เป็นขั้นตอนที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้นำความรู้ที่ได้มาฝึกปฏิบัติด้วยตนเองและสรุปความรู้ที่ นักเรียนได้จากการทำกิจกรรม โดยใช้กลวิธีการประยุกต์ (applying) ด้วยการให้นักเรียนฝึกแก้ปัญหา ที่หลากหลายด้วยตนเอง จากการทำใบงานที่ได้จัดเตรียมไว้ ซึ่งมีทั้งปัญหาพื้นฐานและปัญหาในโลก จริง ที่มีความยากง่ายเหมาะสม เพื่อช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกฝน ตรวจสอบความเข้าใจ ซึ่งจะ ช่วยทำให้มโนทัศน์ใหม่ของนักเรียนชัดเจนขึ้น อาจใช้กลวิธีการร่วมมือ (cooperating) ร่วมกับ กลวิธี การถ่ายโอน(transferring) ด้วยการให้นักเรียนรวมกลุ่มเดิมอีกครั้ง แล้วแลกเปลี่ยน นำเสนอผลที่ได้ จากการทำใบงาน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและเรียนรู้ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากสมาชิกในกลุ่ม โดย ครูให้ความช่วยเหลือ ขั้นสะท้อนคิด เป็นขั้นตอนในการนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้กับสถานการณ์ในชีวิตจริง โดยใช้กลวิธีการ เชื่อมโยง(relating) ด้วยการให้นักเรียนประเมินความเข้าใจในความรู้ใหม่ของตนเอง และได้เชื่อมโยง ความรู้ใหม่กับสถานการณ์ในชีวิตจริงตามบริบทของตนเองด้วยการทำแบบสะท้อนคิด เพื่อให้นักเรียน เห็นถึงประโยชน์ของสิ่งที่ได้เรียนรู้และสามารถนำไปใช้ในบริบทต่าง ๆ ในชีวิตจริง อาจใช้กลวิธีการ ถ่ายโอน ( transferring) โดยให้นักเรียนนำเสนอการนำความรู้ที่ได้ ไปใช้แก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัยและข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัย ครั้งต่อไปดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ จากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะการจัดการเรียนรู้โดยใช้กลวิธี REACTในการนำไปใช้ ดังนี้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธี REACT มีขั้นตอนในการจัด กิจกรรม 4 ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนมีจุดเน้นและรายละเอียดค่อนข้างมาก ดังนั้นครูผู้สอนต้องเตรียม ความพร้อมโดยการจัดเตรียมบริบทหรือสถานการณ์ปัญหา รวมถึงการศึกษาและทำความเข้าใจ
56 ขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ก่อน เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน 1.2 ในการใช้กลวิธีการเชื่อมโยง (relating) หากผู้นำไปใช้นำเสนอปัญหา หรือ เหตุการณ์ที่นักเรียนสนใจ เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปิน นักแสดงที่ชื่นชอบ หรือฟุตบอล เกม ออนไลน์ จะทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ กระตือรือร้นในการตอบคำถาม 1.3 ในการทำกิจกรรมกลุ่ม หรือการใช้กลวิธีการร่วมมือ (cooperating) ผู้นำไปใช้ ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เกิดการแข่งขันกัน หรือจัดประกวดการนำเสนอผลงาน โดยให้นักเรียน ทุกคนในห้องมีส่วนร่วมในการประเมินและตัดสินผล ก็จะทำให้การใช้กลวิธีนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้กลวิธี REACT ที่พัฒนาทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ด้านอื่น ๆ เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์เนื่องจากกลวิธี REACT เป็นกลวิธีที่ส่งเสริมให้นักเรียน นำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการแก้ปัญหา หรือสถานการณ์ต่าง ๆ
57 เอกสารอ้างอิง กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2544). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว). กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). คู่มือการใช้หลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. กรุงเทพฯ: พัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว). จารุวรรณ ว่องไววิริยะ และ จิณดิษฐ์ ลออปักษิณ. ผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้กลวิธี REACT ที่มีต่อความสามารถในการเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. ( 1 นิสิตมหาบัณฑิตสาขาวิชาการศึกษาคณิตศาสตร์ ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2อาจารย์ ประจ าสาขาวิชาการศึกษาคณิตศาสตร์ ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2564). หน้า 1-14 ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี. (2542). การสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาคหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ทิศนา แขมมณี. (2552). รูปแบบการเรียนการสอนทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นิศารัตน์ ศิลปเดช. (2542). ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี. บุญชม ศรีสะอาด. (2551). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ: สุวีริยสาส์น. พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2540). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร. พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ : ปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร. พิมพันธ์ เตชะคุปต์. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ : เดอะมาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจเม็นท์. มงคล วงศ์พยัคฆ์. (2547). การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์. วารสารศึกษาศาสตร์. 47(566-538) : 30-39.
58 ยุพิน พิพิธกุล. (2527). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์. __________ . (2530). การสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์. __________ . (2539). การเรียนการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: บพิธการพิมพ์. เยาวดี วิบูลย์ศรี. (2548). การวัดผลและการสร้างแบบสอบผลสัมฤทธิ์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ. (2538). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. สมนึก ภัททิยธนี. (2546). พื้นฐานการวิจัยการศึกษา. กาฬสินธุ์: ประสานการพิมพ์. สมพงษ์ สิงหะพล. (2545). รูปแบบการสอน. นครราชสีมา: คณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎ นครราชสีมา. สิริพร ทิพย์คง. (2545). หลักสูตรและการสอนคณิตศาสตร์. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาคุณภาพ วิชาการ. อารีย์ วชิรวราการ. (2542). การวัดผลและประเมินผลการเรียน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏ ธนบุรี. Delsika Pramata Sari1 , Darhim2 . Implementation of REACT Strategy to Develop Mathematical Representation, Reasoning, and Disposition Ability. ( 1Universitas Lambung Mangkurat, Banjarmasin, Indonesia, 2Universitas Pendidikan Indonesia, Bandung, Indonesia, January 2020). pp. 145-156 Miftahul Jannah, Z. A. Imam Supardi, Prabowo. Guided Inquiry Model with the REACT Strategy Learning Materials to Improve the Students’ Learning Achievement, (Universitas Negeri Surabaya, Surabaya, Indonesia, July2020). p.156-168 W Widada*, D Herawaty, P Mundana, M Agustina, F R Putri and A F D Anggoro. The REACT strategy and discovery learning to improve mathematical problem solving ability. (Universitas Bengkulu, Jl. W. R. Supratman, Kandang Limun, Muara Bangka Hulu,Bengkulu 38371, Indonesia, 2019). p.2-4
59 ภาคผนวก
60 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย
61 รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ที่ประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน มีรายนามดังต่อไปนี้ 1. นางสาวรัตน์ศญาณ์ดา ขาวกุญชร ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี 2. นายพิทักษ์ เนื่องมัจฉา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี 3. นายภานุพงษ์ วิยะบุญ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกุมภวาปี อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี
62 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
63
64
65
66
67
68
69
70
71
72
73
74
75
76
77
78
79 ภาคผนวก ค แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ
80 แบบตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือของผู้เชี่ยวชาญ การหาค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ (Index of Item Objective Congruence : IOC) เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ คำชี้แจง ขอให้ท่านผู้เชี่ยวชาญได้กรุณาแสดงความคิดเห็นของท่านที่มีต่อแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง รูปเรขาคณิตสองมิติและรูปเรขาคณิตสามมิติ โดยใส่เครื่องหมาย (✓) ลงในช่องความคิดเห็นของท่านพร้อมเขียนข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ใน การนำไปพิจารณาปรับปรุงต่อไป จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะและส่วนของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ 1. รูปในข้อใดไม่เป็นรูปเรขาคณิต (ความเข้าใจ) ก. เส้นตรง ข. จุด ค. รูปแรเงา ง. รูปวงรี 2. ภาพในข้อใดเป็นภาพของรูปเรขาคณิตสองมิติ (ความเข้าใจ) ก. ข. ค. ง. 3. จากภาพของรูปเรขาคณิตสามมิติที่กำหนดให้ต่อไปนี้ ข้อ ใดเป็นจริง (การนำไปใช้) ก. มีฐานเป็นรูปวงรี ข. หน้าทุกหน้าเป็นรูปสามเหลี่ยม ค. มียอดแหลมที่ไม่อยู่บนระนาบเดียวกันกับฐาน ง. สามารถลากเส้นต่อระหว่างจุดยอดและจุดใด ๆ บนขอบ ของฐาน เป็นส่วนของเส้นตรงได้ เพียงสองเส้นเท่านั้น
81 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 นักเรียนสามารถอธิบายลักษณะและส่วนของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ที่กำหนดให้ 4. รูปเรขาคณิตสามมิติในข้อใด ประกอบด้วยรูปสี่เหลี่ยม มุมฉากสามรูป (การนำไปใช้) ก. กรงกระบอก ข. ปริซึมสามเหลี่ยม ค. พีระมิดฐานสามเหลี่ยม ง. รูปหกเหลี่ยม 5. พีระมิดฐานหกเหลี่ยมประกอบด้วยรูปอะไรบ้าง (การวิเคราะห์) ก. รูปสามเหลี่ยม 6 รูป รูปหกเหลี่ยม 1 รูป ข. รูปสามเหลี่ยม 6 รูป รูปหกเหลี่ยม 2 รูป ค. รูปสี่เหลี่ยม 6 รูป รูปหกเหลี่ยม 1 รูป ง. รูปสี่เหลี่ยม 6 รูป รูปหกเหลี่ยม 2 รูป เชื่อมโยงรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติกับสิ่งของที่อยู่ในชีวิตประจำวัน 6. ลักษณะของกล่องที่กำหนดให้คล้ายกับรูปเรขาคณิตสาม มิติชนิดใด ก. พีระมิด ข. ปริซึม ค. ลูกบาศก์ ง. ทรงกรวย 7. พีระมิดแห่งกีซาประกอบด้วยรูปร่างอะไรบ้าง (ความ เข้าใจ) ก. รูปสามเหลี่ยม, รูปสี่เหลี่ยม ข. รูปสามเหลี่ยม, รูปห้าเหลี่ยม ค. รูปสามเหลี่ยม, รูปหกเหลี่ยม ง. รูปสามเหลี่ยมอย่างเดียว
82 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 เชื่อมโยงรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติกับสิ่งของที่อยู่ในชีวิตประจำวัน 8. จากภาพที่กำหนดให้ ลักษณะกล่องดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า อย่างไร (การนำไปใช้) ก. พีระมิดฐานสี่เหลี่ยม ข. ปริซึมสี่เหลี่ยม ค. พีระมิดฐานหกเหลี่ยม ง. ปริซึมหกเหลี่ยม 9. ถ้าต้องประดิษฐ์หมวกวันคริสต์มาสต้องพับกระดาษให้ เป็นรูปทรงอะไร (การนำไปใช้) ก. ทรงกระบอก ข. ปริซึม ค. พีระมิด ง. ทรงกรวย 10. ส่วนใดของพีระมิดและปริซึมที่มีลักษณะเหมือนกัน (การวิเคราะห์) ก. จุดยอด ข. สูงเอียง ค. ฐาน ง. ผิวข้าง อธิบายภาพหน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ 11. ถ้าใช้มีดตัดแตงโมในทิศทางต่าง ๆ ภาพหน้าตัดของ แตงโมเป็นรูปอะไร (ความเข้าใจ) ก. รูปสี่เหลี่ยม, รูปวงกลม, รูปวงกลม ข. รูปสามเหลี่ยม, รูปสี่เหลี่ยม ค. รูปสามเหลี่ยมทุกด้าน ง. รูปวงกลมทุกด้าน
83 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 อธิบายภาพหน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ 12. หน้าตัดของผลไม้ที่ถูกตัดในแนวตั้งฉากกับพื้นราบข้อใด เหมือนกัน (การนำไปใช้) ก. ส้ม, มังคุด ข. ทุเรียน, เงาะ ค. มะม่วง, ส้มโอ ง. แตงโม, ชมพู่ มองภาพหน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติในแนวตั้งฉาก แนวขนาน และแนวเฉียง 13. ถ้าใช้ระนาบตัดรูปเรขาคณิตสามมิติในแนวขนานกับ พื้นราบ หน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติชนิดใดไม่เป็นรูป วงกลม (ความเข้าใจ) ก. ทรงกระบอก ข. ทรงกลม ค. ทรงกรวย ง. ปริซึม 14. ถ้าใช้ระนาบตัดรูปเรขาคณิตสามมิติในแนวต่าง ๆ รูปเรขาคณิตสามมิติ ชนิดใดมีหน้าตัดเหมือนกันทุกแนว (ความเข้าใจ) ก. ทรงกระบอก ข. ทรงกรวย ค. ปริซึม ง. พีระมิด 15. ถ้าใช้ระนาบตัดรูปพีระมิดที่กำหนดในแนวต่างๆ ข้อใด ไม่เป็นหน้าตัดของรูปพีระมิด (การนำไปใช้) ก. ข. ค. ง.
84 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 มองภาพหน้าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติในแนวตั้งฉาก แนวขนาน และแนวเฉียง 16. รูปเรขาคณิตสามมิติในข้อใด มีหน้าตัดในแนวตั้งฉาก กับพื้นราบเหมือนกัน (การวิเคราะห์) ก.ทรงกระบอก, ปริซึม ข. ทรงกระบอก, พีระมิด ค. ทรงกรวย, ทรงกลม ง. พีระมิด, ปริซึม บอกทิศทางการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมิติ 17. ทิศทางการมองภาพด้านใดด้านหนึ่งของรูปเรขาคณิต สามมิติ เพื่อเขียนภาพด้านหน้า ด้านข้าง หรือด้านบนใน แนวสายตา ด้านที่มองทํามุมกันกี่องศา (ความรู้ ความจำ) ก. 105 องศา ข. 90 องศา ค. 75 องศา ง. 60 องศา 18. รูปเรขาคณิตสามมิติในข้อใด มีภาพด้านหน้า ภาพ ด้านข้าง และภาพด้านบนเหมือนกัน (ความเข้าใจ) ก. ทรงกระบอก ข. พีระมิด ค. ปริซึม ง. ทรงกลม 19. ภาพด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมิติที่กำหนด ตรงกับภาพในข้อใด (ความเข้าใจ) ก. ข. ค. ง.
85 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 เขียนแสดงภาพเรขาคณิตสองมิติ ที่ได้จากทางการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของ รูปเรขาคณิตสามมิติ 20. ภาพด้านข้างของรูปเรขาคณิตสามมิติที่กำหนดให้ตรง กับภาพในข้อใด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง. เขียนแสดงภาพเรขาคณิตสองมิติ ที่ได้จากทางการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของ รูปเรขาคณิตสามมิติ 21. ข้อใดเป็นภาพด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมิติที่ ประกอบขึ้นจากลูกบาศก์ตามกำหนด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง. 22. ภาพด้านข้างของรูปเรขาคณิตสามมิติที่หนด ตรงกับ ภาพในข้อใด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง.
86 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 เขียนแสดงภาพเรขาคณิตสองมิติ ที่ได้จากทางการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของ รูปเรขาคณิตสามมิติ 23. ภาพด้านหน้าของรูปเรขาคณิตสามมิติที่กำหนดให้ ตรงกับภาพในข้อใด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง. เขียนแสดงภาพเรขาคณิตสองมิติ ที่ได้จากทางการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบนของ รูปเรขาคณิตสามมิติ 24. ข้อใดเป็นภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน (ตามลําดับ) ของรูปเรขาคณิตสามมิติตามกำหนด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง.
87 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม/ข้อสอบ ความคิดเห็น ข้อแนะนำ +1 0 -1 เขียนจำนวนลูกบาศก์ในแต่ละชั้นที่ได้จากการมองภาพด้านหน้า ด้านข้าง และด้านบน ของรูป เรขาคณิตที่ประกอบขึ้นจากลูกบาศก์ 25. ภาพด้านบน ด้านหน้า และด้านข้าง (ตามลําดับ) ตามกำหนด เป็นภาพของรูปเรขาคณิตสามมิติในข้อใด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง. 26. ภาพต่อไปนี้เป็นภาพด้านหน้า ภาพด้านข้าง และภาพด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมิติในข้อใด (การวิเคราะห์) ก. ข. ค. ง.