The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชุนิดา ชิโนทัย, 2020-07-29 03:27:43

คู่มือการบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

คู่มือการบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

คมู่ อื

การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตราย
ในสถานประกอบการ

กองสุขาภบิ าลสิง่ แวดล้อม
สานักอนามัย กรงุ เทพมหานคร

โทรศพั ท์ 02-3544226-30
โทรสาร 02-3544226-30 ต่อ 104
ค่มู อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

คณะผูจ้ ดั ทา

ชอ่ื หนังสอื คมู่ อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมี

อนั ตรายในสถานประกอบการ

ISBN 978-616-7217-71-0

ท่ปี รกึ ษา นางมนทริ า ทองสาริ

นางวันทนีย์ วฒั นะ

นางอินจริ า นยิ มธรู

คณะบรรณาธกิ าร

นายไพฑรู ย์ งามมุข นักวชิ าการสขุ าภิบาล 8ว

นายสากล เพม่ิ ทองคา เจ้าหน้าทีอ่ นามยั 6

นางสาวศิรินารถ เทียมไธสง นักวชิ าการสขุ าภบิ าล 4

นางสาวรอหะนา สามะ นกั วิชาการสขุ าภบิ าล 3

นางสาวปริศนา สุทธิประภา นกั วชิ าการสุขาภบิ าล 3

นางสาววันวสิ าข์ เสาศิริ นกั วชิ าการสุขาภิบาล 3

นางสาวอชิ ยา เด่นวัฒนา พนกั งานช่วยงานดา้ นสาธารณสขุ

นายอธิรญั แก้วหนนู วล พนักงานช่วยงานด้านสารสนเทศ

จดั ทาและพิมพเ์ ผยแพร่โดย กองสขุ าภิบาลสิ่งแวดลอ้ ม

สานักอนามัย กรงุ เทพมหานคร

พมิ พ์ท่ีโรงพมิ พ์ บรษิ ัท เอช อาร์ พรนิ้ ซ์ แอนด์ เทรนน่งิ จากดั

พมิ พค์ ร้งั ท่ี 1 เมษายน 2554

กองสุขาภบิ าลส่ิงแวดลอ้ ม สานกั อนามยั กรงุ เทพมหานคร

ขอสงวนสิทธ์ในการนาเอกสารนไ้ี ปใชใ้ นทางธรุ กจิ

คู่มอื การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

คานา

กรงุ เทพมหานคร เปน็ มหานครทเ่ี ปน็ ศูนยร์ วมของความเจริญทางด้าน
เศรษฐกจิ และอตุ สาหกรรม จากการสารวจสถานประกอบการทเ่ี ปน็ อันตรายต่อ
สขุ ภาพทมี่ คี วามเสย่ี งต่อการเกิดอบุ ัตภิ ยั สารเคมีโดยกองสขุ าภบิ าลส่ิงแวดล้อม
สานกั อนามัย ประจาปี 2550 พบว่า กรงุ เทพมหานครมสี ถานประกอบการ
ที่มีความเสย่ี งต่ออุบตั ิภัยสารเคมี จานวน 4,750 แห่ง ซงึ่ สถานประกอบการ
สว่ นใหญ่ตั้งอยใู่ นเขตชุมชนทีม่ ปี ระชากรอยู่หนาแนน่ หากมีการบรหิ ารจดั การ
การใช้ การจัดเกบ็ สารเคมีและวัตถอุ นั ตราย ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑต์ าม
กฎหมายและหลักวิชาการ จะเปน็ สาเหตุใหเ้ กดิ อบุ ตั ิภยั สารเคมีสง่ ผลกระทบ
ตอ่ ชมุ ชนได้ ซง่ึ การเกิดอบุ ัติภัยในแต่ละครั้งเกดิ ความเสยี หายตอ่ สุขภาพ ชีวิต
ทรพั ยส์ นิ และส่งิ แวดลอ้ ม ของประชาชนและเจ้าหน้าทเ่ี ป็นจานวนมาก

ในปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีการใช้สารเคมีในกลุ่มอุตสาหกรรม
ต่างๆ เป็นจานวนมาก โดยเฉพาะการใช้สารเคมีในสถานประกอบการท่ีมี
ความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติภัยจากสารเคมี ดังนั้นกองสุขาภิบาลส่ิงแวดล้อม
สานักอนามัยจึงได้จัดทาคู่มือการบริหารและจัดการสารเคมีอันตรายใน
สถานประกอบการขึ้น ตามโครงการสารวจและประเมินความเส่ียงเพื่อกาหนด
มาตรการการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายในสถานประกอบกิจการ
ปงี บประมาณ 2553 เพอ่ื ใหม้ ีความรู้ความเข้าใจถึงอันตรายของสารเคมี และ
ตระหนักถึงการป้องกันอันตรายต่างๆ จากการสัมผัสสารเคมีต่างๆ ท่ีใช้
ปฏิบัติงาน อีกท้ังสามารถนาความรู้ท่ีได้ไปใช้วางแผนการบริหารจัดการ
สารเคมีให้เป็นระบบและมีประสิทธิภาพต่อไป กองสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม

คู่มือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

สานกั อนามยั จงึ หวงั เปน็ อย่างย่งิ ว่าคมู่ ือการบริหารและจดั การสารเคมีอันตราย
ในสถานประกอบการ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการบริหารจัดการเก่ียวกับ
การใช้งาน การจัดเก็บ และมาตรการป้องกันอันตรายจากสารเคมีและวัตถุ
อันตรายของสถานประกอบการตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
และสามารถใช้เป็นคู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีท่ีเกี่ยวข้องใช้ในการ
บริหารจัดการสารเคมีในพ้ืนที่และขอบเขตงานท่ีรับผิดชอบได้ ซึ่งจะช่วยลด
ความสญู เสียท่ีมีตอ่ ชวี ติ ทรพั ยส์ นิ ของประชาชนในกรุงเทพมหานครได้

กองสุขาภบิ าลสิ่งแวดล้อม สานักอนามัย
กรุงเทพมหานคร

ค่มู อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

สารบัญ หน้า

เรือ่ ง 1
4
1. คาจากัดความ
2. การจาแนกประเภทสารเคมีและวตั ถอุ ันตราย 4
13
สาหรับการเกบ็ รกั ษา 15
2.1 การจาแนกประเภทสารเคมแี ละวัตถุอันตราย 16
2.2 ป้ายสญั ลักษณ์เคมี 19
2.3 ความเป็นพิษของสารเคมี 20
2.4 วธิ กี ารจาแนกประเภทสารเคมแี ละวัตถอุ นั ตราย 24
2.5 วิธกี ารจดั เก็บสารเคมีและวตั ถอุ นั ตราย 24
2.6 ข้อพงึ ระวงั ในการจดั เก็บสารเคมี 24
3. สถานทีเ่ กบ็ รกั ษา 25
3.1 สถานท่ีตั้ง 26
3.2 บรเิ วณโดยรอบ 27
3.3 การออกแบบอาคารเกบ็ สารเคมี 27
3.4 ผนังอาคาร 28
3.5 พ้ืน 29
3.6 หลงั คา 30
3.7 ประตูกันไฟ 31
3.8 ทางออกฉุกเฉนิ
3.9 การระบายอากาศ ก
3.10 การระบายน้า

คมู่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ

สารบญั (ต่อ) หนา้

เรือ่ ง 31
33
3.11 แสงสวา่ งและอปุ กรณไ์ ฟฟา้ 33
3.12 ความรอ้ น 37
3.13 การระงบั อัคคีภยั 38
3.14 ระบบปอ้ งกนั ฟ้าผา่ 38
4. หลักการเก็บสารเคมแี ละวัตถุอนั ตราย 39
4.1 หลักการเก็บสารเคมแี ละวัตถอุ ันตรายนอกอาคาร 40
4.2 หลักการเก็บสารเคมีและวตั ถุอันตรายในอาคาร 40
5. มาตรการการป้องกนั 40
5.1 การบรหิ ารจัดการเกยี่ วกับสารเคมี
41
5.1.1 การปฏิบัติงานในอาคารเกบ็ สารเคมี
และวัตถุอันตราย 42
44
5.1.2 วิธกี ารรับ ขนถ่ายและการส่งสารเคมี 45
และวัตถอุ นั ตราย 47
48
5.1.3 แผนผังการเกบ็ สารเคมีและวตั ถุอันตราย 50
5.1.4 การแยกเก็บและการคดั เลือกเกบ็ สารเคมี
5.1.5 การหกรัว่ ไหลของสารเคมีและวตั ถุอันตราย
5.1.6 การกาจัดของเสยี
5.2 การปฐมพยาบาลเบ้ืองตน้
5.3 อปุ กรณป์ อ้ งกันอนั ตรายส่วนบคุ คล

คูม่ อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ ข

สารบญั (ตอ่ ) หน้า
55
เร่ือง 55
57
5.4 สแี ละเครื่องหมายความปลอดภัย 59
5.4.1 สเี พ่ือความปลอดภัย 60
5.4.2 รูปแบบของเครอื่ งหมายเพ่อื ความปลอดภัย 61
5.4.3 เครื่องหมายเสรมิ
5.4.4 ขนาดของเครอ่ื งหมายเพ่ือความปลอดภัย 61
5.4.5 ตัวอย่างเครื่องหมายเพ่อื ความปลอดภยั
และความหมาย 67
5.4.6 ข้อแนะนาในการเลือกและการใชเ้ คร่อื งหมาย
เพอ่ื ความปลอดภัย 69
69
5.5 ความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั ิงานกบั สารเคมี 71
(Chemical Safety) 72
73
6. ขอ้ กาหนดพเิ ศษ
6.1 ขอ้ กาหนดพิเศษสาหรบั วัตถรุ ะเบดิ 74
6.2 ขอ้ กาหนดพิเศษสาหรับกา๊ ซ
6.3 ข้อกาหนดพเิ ศษสาหรับสารไวไฟ (3A และ 6.2)
6.4 ข้อกาหนดพิเศษสาหรบั สารออกซไิ ดซ์

เอกสารอา้ งองิ

คูม่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ ค

1. คคาาจจาากกดั ัดควคาวมาม

“สารเคมี” หมายถึง สารท่ีประกอบด้วยธาตุเดียวกันหรือสารประกอบ
จากธาตตุ ่างๆ รวมกันดว้ ยพนั ธะเคมี

“วัตถุอนั ตราย” ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 หมายถึง
วัตถุระเบิดได้ วัตถุไวไฟ วัตถุออกซิไดซ์ วัตถุมีพิษ วัตถุท่ีทาให้เกิดโรค วัตถุ-
กัมมันตรังสี วัตถุท่ีก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วัตถุกัดกร่อน
วัตถทุ กี่ ่อใหเ้ กดิ การระคายเคอื ง และวัตถุอย่างอ่ืนไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์หรือ
สิง่ อนื่ ใด ท่อี าจก่อให้เกดิ อนั ตรายแกบ่ ุคคล สตั ว์ พืช ทรพั ย์หรอื ส่ิงแวดลอ้ ม

“สารเคมีอันตรายร้ายแรง” หมายถึง สารประกอบ สารผสม ซึ่งอยู่ใน
รปู ของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส ท่ีมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง
ดังต่อไปนี้ มีพิษ กัดกร่อน ระคายเคือง ทาให้เกิดอาการแพ้ ก่อมะเร็ง หรือ
ทาใหเ้ กดิ อนั ตรายต่อสุขภาพอนามยั ทาให้เกิดการระเบิด เป็นตัวทาปฏิกิริยา
รนุ แรง เปน็ ตัวเพิ่มออกซิเจนไวไฟหรือมีกัมมันตภาพรงั สี

“การเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย” หมายถึง การเก็บรักษา
สารเคมแี ละเก็บรกั ษาวัตถุอนั ตรายอยา่ งใดอย่างหนึ่งหรือทัง้ สองอยา่ ง

“สถานที่เก็บสารเคมี” หมายถึง อาคารหรือสถานท่ีท่ีเก็บสารเคมี
เพือ่ ประโยชนใ์ นการใช้ การผลติ การจัดเก็บและการจาหน่าย

“การเกบ็ รกั ษา” หมายถงึ การเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตรายทั้งใน
และนอกสถานที่เก็บรักษา แต่ไม่รวมถึงการเก็บรักษาในแท็งก์ (Tank) ไซโล
(Silo) และภาชนะบรรจุก๊าซเหลวเย็นจัด (Portable/Bulk Container Cryogenic
liquefied gas or Refrigerated liquefied gas)

คมู่ ือ การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 1

“ผนงั อาคาร” หมายถึง ผนังรอบอาคารเก็บรักษาสารเคมีและวัตถุอันตราย
ท่ีก่อสรา้ งด้วยวสั ดุทนั ไฟหรือกอ่ เปน็ กาแพงกันไฟไปตามความเหมาะสม

“วัสดุทนไฟ” หมายถึง วัสดกุ ่อสรา้ งท่ไี ม่ติดไฟงา่ ย

“กาแพงกันไฟ” หมายถงึ สว่ นกอ่ สรา้ งในแนวต้งั วตั ถปุ ระสงคเ์ พื่อการ
แบง่ พ้ืนที่ภายในอาคาร และการปอ้ งกนั ไฟลามลุก การสรา้ งทาจากวสั ดทุ นไฟ
ทัง้ น้ี ขึน้ กับชนดิ ของวัสดุและความหนาของกาแพง ระยะเวลาของการทนไฟ
มดี งั นี้ 30 นาที 60 นาที 120 นาที และ 180 นาที โดยให้เปน็ ไปตามมาตรฐานสากล

“หีบห่อ” หมายถึง บรรจุภัณฑ์ (packages) และ Intermediate Bulk
containers (IBCs) สาหรับบรรจุสารเคมีหรือวัตถุอันตราย เพื่อการจัดเก็บใน
สถานท่ีเกบ็ รกั ษา

“บรรจุภัณฑ์ (packages)” หมายถึง ภาชนะท่ีใช้บรรจุสารเคมีหรือ
วัตถุอันตราย ซ่ึงความจุสูงสุดไม่เกิน 450 ลิตร มวลสุทธิสูงสุดไม่เกิน 400
กโิ ลกรมั

“Intermediate Bulk Containers (IBCs)” หมายถึง ภาชนะท่ีใช้บรรจุ
สารเคมหี รอื วัตถุอันตรายซ่งึ มีความจุดงั นี้

- ไม่เกิน 3.0 ลกู บาศก์เมตร (3,000 ลติ ร) สาหรับของแข็งและของเหลว
ในกล่มุ การบรรจุที่ II และ III

- ไม่เกิน 1.5 ลูกบาศก์เมตร สาหรับของแข็งและของเหลวในกลุ่มการ
บรรจุท่ีเมื่อบรรจุใน IBCs ที่ทาจากพลาสติกที่ยืดหยุ่นได้หรือคงรูป หรือวัตถุ
ประกอบทมี่ ีภาชนะพลาสติกอยภู่ ายใน หรือแผน่ ไฟเบอร์หรือไม้

คูม่ อื การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 2

- ไม่เกิน 3.0 ลูกบาศก์เมตร สาหรับของแข็งในกลุ่มการบรรจุที่ I
เมือ่ บรรจใุ น IBCs

“บรรจุภัณฑ์ที่ใช้กอบกู้” หมายถึง บรรจุภัณฑ์พิเศษ ใช้บรรจุหีบห่อ
ท่ีชารุด บกพร่อง หรือมีการรั่วไหลของสารเคมีหรือวัตถุอันตรายขณะขนส่ง
หรือจัดเกบ็ เพอื่ การกอบกสู้ ารนั้นนากลับไปใชใ้ หมห่ รือนาไปกาจัด

“การจาแนกประเภทสารเคมีและวัตถุอนั ตรายสาหรับการเก็บรักษา”
หมายถงึ การจัดประเภทสารเคมแี ละวตั ถอุ นั ตราย ประกอบด้วย การดาเนินการ
ด้านต่างๆ เช่น การจัดการด้านสุขศาสตร์ คาแนะนาวิธีการปฏิบัติงาน
การฝึกอบรม และการจัดการเม่อื เกิดการหกรว่ั ไหล เปน็ ตน้

“ข้อกาหนดพิเศษ” หมายถึง ข้อกาหนดเพ่ิมเติมของสถานที่เก็บรักษา
สารเคมีและวัตถุอันตรายท่ีมีคุณสมบัติเฉพาะ ได้แก่ วัตถุระเบิด ก๊าซ สารไวไฟ
และสารออกซไิ ดซ์

คูม่ อื การบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 3

2. การจาแนกประเภทสารเคมีและวัตถุอันตรายสาหรบั การเก็บรกั ษา

2.1 การจาแนกประเภทสารเคมีและวัตถุอันตราย สามารถแบ่งการ
จาแนกได้เป็น 2 ประเภท ดงั น้ี

1. ประเภทวตั ถุอนั ตรายตามการขนสง่
2. ประเภทวตั ถุอนั ตรายตามการจัดเกบ็

ประเภทวตั ถุอนั ตรายตามการขนสง่
 ประเภท 1 ระเบดิ ได้ (Explosives)

สารระเบิดได้ หมายถึง ของแขง็ หรือของเหลว หรอื สารผสมที่สามารถ
เกดิ ปฏกิ ิรยิ าทางเคมดี ้วยตวั มันเอง ทาให้เกิดก๊าซท่ีมีความดัน และความร้อน
อย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดการระเบิดสร้างความเสียหายแก่บริเวณโดยรอบได้
ซึ่งรวมถงึ สารที่ใชท้ าดอกไมเ้ พลิงและสิง่ ของที่ระเบิดได้ด้วย แบ่งเป็น 6 กลุ่มย่อย
คือ

1.1 สารหรอื สิ่งของท่ีก่อให้เกิดอันตรายจากการ
ร ะ เ บิ ด อ ย่ า ง รุ น แ ร ง ทั น ที ทั น ใ ด ท้ั ง ห ม ด
(Mass Explosive) ตัวอย่างเช่น เช้ือปะทุ
ลกู ระเบิด เปน็ ตน้

1.2 สารหรือสิ่งของท่ีมีอันตรายจากการระเบิด
แตกกระจาย แต่ไม่ระเบิดทันทที ันใดท้ังหมด
ตัวอย่างเช่น กระสุนปืน ทุ่นระเบิด ชนวน
ปะทุ เปน็ ตน้

คมู่ ือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 4

1.3 สารหรือสิ่งของที่เส่ียงต่อการเกิดเพลิงไหม้และอาจมี
อนั ตรายบา้ ง จากการระเบิด หรือการระเบิดแตกกระจาย แต่ไม่ระเบิดทันที
ทนั ใดทงั้ หมด ตัวอย่างเช่น กระสนุ เพลิง เป็นตน้

1.4 สารหรือสิ่งของที่ไม่แสดงความเป็นอันตรายอย่างเด่นชัด
หากเกิดการปะทหุ รอื ปะทใุ นระหว่างการขนส่ง จะเกิดความเสียหายเฉพาะ
ภาชนะบรรจุ ตัวอย่างเชน่ พลุอากาศ เปน็ ต้น

1.5 สารที่ไม่ไวต่อการระเบิด แต่หากมีการระเบิดจะมีอันตราย
จากการระเบิดทั้งหมด

1.6 ส่ิงของท่ีไวต่อการระเบิดน้อยมากและไม่ระเบิดทันทีท้ังหมด
มคี วามเส่ยี งตอ่ การระเบิดอย่ใู นวงจากัด เฉพาะในตัวสิ่งของนั้นๆ ไม่มีโอกาส
ท่จี ะเกดิ การปะทหุ รอื แผ่กระจาย

 ประเภทที่ 2 กา๊ ซ (Gases)

ก๊าซ หมายถึง สารท่ีอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส มีความดันไอ
มากกว่า 300 กิโลปาสคาล หรือมีสภาพเป็นก๊าซอย่างสมบูรณ์ท่ีอุณหภูมิ
20 องศาเซลเซียส และมีความดัน 101.3 กิโลปาสคาล ได้แก่ ก๊าซอัด ก๊าซพิษ
ก๊าซในสภาพของเหลว ก๊าซในสภาพของเหลวอุณหภูมิต่า และรวมถึงก๊าซที่
ละลายในสารละลายภายใต้ความดัน เม่ือเกิดการร่ัวไหลสามารถก่อให้เกิด
อันตรายจากการลุกติดไฟและ/หรือเป็นพิษ และแทนท่ีออกซิเจนในอากาศ
แบ่งเป็น 3 กลุ่มย่อย ดงั นี้

คู่มือ การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 5

2.1 ก๊าซไวไฟ (Flammable Gases)
หมายถงึ ก๊าซท่ีอุณหภูมิ 20 องศา
เซลเซียส และมีความดัน 101.3
กิโลปาสกาล สามารถติดไฟได้
เม่ือผสมกับอากาศ 13 เปอรเ์ ซน็ ต์

หรือต่ากวา่ โดยปริมาตร หรือมีช่วงกว้างที่สามารถติดไฟได้ 12 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
เมื่อผสมกับอากาศโดยไม่คานึงถึงความเข้มข้นต่าสุดของการผสม โดยปกติ
ก๊าซไวไฟหนักกว่าอากาศ ตัวอย่างของก๊าซกลุ่มนี้ เช่น อะเซทิลีน ก๊าซหุงต้ม
หรอื ก๊าซแอลพจี ี เปน็ ต้น

2.2 ก๊าซไม่ไวไฟและไม่เป็นพิษ (Non-flammable
Non-toxic Gases) หมายถึง ก๊าซท่ีมีความดัน
ไม่น้อยกว่า 280 กิโลปาสคาล ที่อุณหภูมิ
20 องศาเซลเซยี ส หรอื อย่ใู นสภาพของเหลว
อุณหภูมิต่า ส่วนใหญ่เป็นก๊าซหนักกว่าอากาศ ไม่ติดไฟ และไม่เป็นพิษ
หรือแทนท่ีออกซิเจนในอากาศ และทาให้เกิดสภาวะขาดแคลนออกซิเจนได้
ตวั อย่างของกา๊ ซกลุ่มน้ี เชน่ ไนโตรเจน คารบ์ อนไดออกไซด์ อารก์ อน เปน็ ตน้
2.3 ก๊าซพิษ (Poison Gases) หมายถึง ก๊าซท่ีมีคุณสมบัติเป็น
อันตรายต่อสุขภาพ หรือถึงแก่ชีวิตได้จากการหายใจ โดยส่วนใหญ่หนักกว่า
อากาศ มีกลิ่นระคายเคือง ตัวอย่างของก๊าซในกลุ่มน้ี เช่น คลอรีน เมทิล-
โบรไมด์ เป็นตน้

คู่มอื การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 6

 ประเภทท่ี 3 ของเหลวไวไฟ (Flammable Liquids)

ของเหลวไวไฟ หมายถึง ของเหลวหรือของเหลวผสม
ทม่ี ีจุดวาบไฟ (Flash Point) ไม่เกนิ 60.5 องศาเซลเซยี ส
จากการทดสอบด้วยวิธีถ้วยปิด (Closed-cup Test) หรือ
ไม่เกิน 65.6 องศาเซลเซียส จากการทดสอบด้วยวิธี
ถ้วยเปิด (Opened-cup Test) ไอของเหลวไวไฟพร้อม
ลุกติดไฟเม่ือมีแหล่งประกายไฟ ตัวอยา่ งเช่น อะซีโตน น้ามนั เชอื้ เพลิง ทินเนอร์
เปน็ ตน้

 ประเภทที่ 4 ของแข็งไวไฟ

สารทล่ี กุ ไหมไ้ ด้เองและสารท่ีสัมผสั กับนา้ แลว้ ให้ก๊าซไวไฟ แบ่งเป็น
3 กลุ่มย่อย ดงั น้ี

4.1 ของแข็งไวไฟ (Flammable Solids) หมายถึง ของแข็ง
ท่ีสามารถตดิ ไฟไดง้ ่ายจากการได้รับความร้อน จากประกายไฟ/เปลวไฟ หรือ
เกิดการลุกไหม้ได้จากการเสียดสี ตัวอย่างเช่น กามะถัน ฟอสฟอรัสแดง
ไนโตรเซล ลูโลส เป็นต้น หรือเป็นสารที่มีแนวโน้มที่จะเกิดปฏิกิริยา
คายความร้อนที่รุนแรง ตัวอย่างเช่น เกลือไดอะโซเนียม เป็นต้น หรือเป็น
สารระเบิดทีถ่ กู ลดความไวตอ่ การเกดิ ระเบดิ ตวั อยา่ งเชน่ แอมโมเนียมพิเครต
(เปยี ก) ไดไนโตรฟีนอล (เปียก) เป็นตน้

คู่มอื การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 7

4.2 สารที่มีความเสี่ยงต่อการลุกไหม้ได้เอง (Substances
Liable to Spontaneous Combustion) หมายถึง สารท่ีมีแนวโน้มจะเกิด
ความร้อนขึ้นได้เองในสภาวะการขนส่งตามปกติ หรือเกิดความร้อนสูงข้ึนได้
เมื่อสัมผัสกบั อากาศและมีแนวโน้มจะลุกไหมไ้ ด้

4.3 สารที่สัมผัสกับน้าแล้วท้าให้เกิดก๊าซไวไฟ (Substances
which in Contact with Water Emit Flammable Gases) หมายถึง สารท่ี
ทาปฏิกิริยากับน้าแล้ว มีแนวโน้มท่ีจะเกิดการติดไฟได้เองหรือทาให้เกิดก๊าซ
ไวไฟในปริมาณทีเ่ ปน็ อันตราย

 ประเภทท่ี 5 สารออกซิไดซแ์ ละสารอนิ ทรยี ์เปอร์ออกไซด์

แบง่ เป็น 2 กลุ่มย่อย ดังนี้

5.1 สารออกซิไดส์ (Oxidizing Substances) หมายถึง ของแข็ง
ของเหลวท่ีตัวของสารเองไม่ติดไฟ แต่ให้ออกซิเจนซ่ึงช่วยให้วัตถุอ่ืนเกิดการ
ลุกไหม้และอาจจะก่อให้เกิดไฟเม่ือสัมผัสกับสารที่ลุกไหม้และเกิดการระเบิด
อย่างรนุ แรง ตัวอย่างเช่น แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ โซเดียมเปอร์ออกไซด์ โซเดียม
คลอเรต เปน็ ต้น

ค่มู ือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 8

5.2 สารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์ (Organic Peroxides) หมายถึง
ของแข็งหรือของเหลวที่มีโครงสร้าง ออกซิเจนสองอะตอม -O-O- และช่วย
ในการเผาสารที่ลุกไหม้ หรือทาปฏิกิริยากับสารอื่นแล้วก่อให้เกิดอันตรายได้
หรือเม่ือได้รับความร้อนหรือลุกไหม้แล้วภาชนะบรรจุสารน้ีอาจระเบิดได้
ตัวอย่างเช่น อะซีโตนเปอร์ออกไซด์ เป็นตน้

 ประเภทท่ี 6 สารพษิ และสารติดเช้ือ แบง่ เป็น 2 กลมุ่ ย่อย ดงั นี้

6.1 สารพิษ (Toxic Substances) หมายถึง ของแข็งหรือของเหลว
ท่ีสามารถทาใหเ้ สยี ชวี ิตหรือบาดเจ็บ รุนแรงต่อสุขภาพของคน หากกลืน สูดดม
หรอื หายใจรับสารน้ีเขา้ ไป หรือเมื่อสารนไ้ี ด้รับความร้อนหรอื ลุกไหม้ จะปลอ่ ย
กา๊ ซพษิ ตัวอยา่ งเช่น โซเดียมไซยาไนด์ กลุ่มสารกาจัดแมลงศัตรูพืชและสัตว์
เปน็ ต้น

6.2 สารติดเช้ือ (Infectious Substances) หมายถึง สารท่ีมี
เชื้อโรคปนเปื้อน หรือสารที่มีตัวอย่าง การตรวจสอบของพยาธิ สภาพปนเปื้อน
ที่เป็นสาเหตุของ การเกิดโรคในสัตว์และคน ตัวอย่างเช่น แบคทีเรียเพาะเชื้อ
เปน็ ต้น

คู่มอื การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 9

 ประเภทที่ 7 วัสดุกัมมนั ตรงั สี

วสั ดุกัมมนั ตรงั สี (Radioactive Materials) หมายถึง วัสดุท่ีสามารถ
แผร่ งั สที ่มี องไม่เห็นอย่างต่อเน่ืองมากกว่า 0.002 ไมโครคูรีต่อกรัม ตัวอย่างเช่น
โมนาไซด์ ยูเรเนยี ม โคบอลต์-60 เป็นต้น

 ประเภทที่ 8 สารกัดกรอ่ น

สารกัดกร่อน (Corrosive Substances) หมายถึง ของแข็งหรือ
ของเหลวซึ่งโดยปฏิกิริยาเคมีมีฤทธิ์กัดกร่อนทาความเสียหายต่อเน้ือเยื่อของ
ส่ิงมชี ีวิตอยา่ งรุนแรง หรือทาลายสินค้า/ยานพาหนะท่ีทาการขนส่ง เม่ือเกิดการ
ร่ัวไหลของสารไอระเหยของสารประเภทนี้ บางชนิดก่อให้เกิดการระคายเคือง
ต่อจมูกและตา ตัวอย่างเช่น กรดเกลือ กรดกามะถัน โซเดียมไฮดรอกไซด์
เป็นต้น

คู่มอื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 10

 ประเภทท่ี 9 วสั ดอุ นั ตรายเบ็ดเตลด็

วัสดุอันตรายเบ็ดเตล็ด (Miscellaneous Dangerous
Substances and Articles) หมายถึง สารหรือสิ่งของ
ในขณะขนสง่ เป็นสารอันตราย ซ่ึงไม่จัดอยู่ในประเภทที่
1 ถงึ ประเภทท่ี 8 ตัวอย่างเช่น ปุ๋ยแอมโมเนียมไนเตรต
เป็นต้น และให้รวมถึงสารที่ต้องควบคุมให้มีอุณหภูมิ
ไม่ต่ากว่า 100 องศาเซลเซียส ในสภาพของเหลว หรือมีอุณหภูมิไม่ต่ากว่า
240 องศาเซลเซียส ในสภาพของแขง็ ในระหวา่ งการขนส่ง

ประเภทวตั ถอุ นั ตรายตามการจดั เก็บ

ประเภท รายละเอียด
1 วัตถุระเบิด
2A ก๊าซอดั ก๊าซเหลว หรือกา๊ ซท่ีละลายภายใตค้ วามดัน
2B กา๊ ซภายใต้ความดันในภาชนะบรรจขุ นาดเล็ก (กระป๋องสเปรย)์
3A ของเหลวไวไฟ จดุ วาบ < 60 °C
3B ของเหลวไวไฟท่ีมคี ุณสมบัตเิ ข้ากบั นา้ ไมไ่ ด้
4.1A ของเหลวไวไฟท่ีมคี ุณสมบตั ริ ะเบดิ
4.1B ของแข็งไวไฟ

ค่มู ือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 11

ประเภท รายละเอยี ด
4.2 สารทม่ี ีความเสย่ี งต่อการลุกไหมเ้ อง
4.3 สารที่ให้ก๊าซไวไฟเม่ือสัมผัสนา้
5.1A สารออกซไิ ดซ์ทม่ี คี วามไวในการทาปฏิกิรยิ ามาก
5.1B สารออกซิไดซท์ มี่ คี วามไวในการทาปฏิกิริยาปานกลาง
5.1C สารออกซไิ ดซแ์ อมโมเนยี มไนเตรทและสารผสม
5.2 สารอินทรยี เ์ ปอร์ออกไซด์
6.1A สารตดิ ไฟได้ทมี่ ีคุณสมบตั เิ ปน็ พษิ
6.1B สารไมต่ ดิ ไฟที่มีคุณสมบตั เิ ปน็ พษิ
6.2 สารติดเชื้อ
7 สารกัมมนั ตรงั สี
8A สารติดไฟที่มคี ุณสมบตั กิ ดั กร่อน
8B สารไม่ติดไฟทีม่ ีคณุ สมบตั ิกดั กรอ่ น
9 ไม่นามาใช้
10 ของเหลวติดไฟได้ที่ไมจ่ ัดอยู่ในประเภท 3A หรอื 3B
11 ของแขง็ ติดไฟ
12 ของเหลวไมต่ ิดไฟ
13 ของแข็งไมต่ ดิ ไฟ

ค่มู ือ การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 12

2.2 ป้ายกากบั สารเคมี

บริษัทผู้ผลิตสารเคมีมักติดป้ายกากับสารเคมีเพื่อแสดงถึงลักษณะของ
อันตรายไว้ทฉี่ ลากของภาชนะบรรจุสารเคมีซ่ึงมักประกอบไปด้วยสัญลักษณ์
ตา่ งๆ กนั ออกไป ระบบของป้ายกากบั สารเคมที ีค่ วรรูจ้ ักมดี ังต่อไปน้ี

NFPA (National Fire Protection Agency) ได้กาหนดป้ายกากับ
สารเคมีเป็นรูปเพชร ภายในแบ่งเป็น 4 สี ได้แก่ สีแดง สีน้าเงิน สีเหลืองและ
สีขาว (Special hazard) โดยมีรายละเอียดคือ W หมายถึง สารเคมีที่ทา
ปฏิกิริยากับน้า (Water reactive); Ox หมายถึง Oxidizer; Cor หมายถึง
สารเคมีที่มีฤทธ์ิ Corrosive นอกจากน้ี ระบบ NFPA ยังแสดงตัวเลข 0-4
เพ่อื แสดงระดบั ความรุนแรงอีกดว้ ย

รปู ที่ 1 ปา้ ยกากบั สารเคมีตามมาตรฐาน NAPA

คูม่ อื การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 13

ตารางที่ 1 รายละเอียดความรุนแรงของสารเคมโี ด
(National Fire Protection Ag

สี ประเภทอนั ตราย 0=น้อยมาก 1=นอ้ ย

แดง ตดิ ไฟ (Flammability) ไมต่ ิดไฟที่ ติดไฟที่

อุณหภูมหิ อ้ ง Fp>930ซ.

น้าเงนิ อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ ไม่อันตราย อนั ตรายน้อย
(Health hazard) (Oral LD50 (Oral LD50
>2000 มก./กก.) >500-2000 มก./กก.)
เหลือง ไวต่อปฏกิ ิรยิ าเคมี
(Reactivity hazard) ไม่เกิดปฏกิ ริ ยิ า เกิดปฏิกริ ิยา หากมี
ที่อณุ หภมู ิหอ้ ง การเพิ่มอุณหภมู ิ

ขาว ลกั ษณะพิเศษ - -

(Special hazard)

หมายเหตุ Fp = จดุ วาบไฟ (Flash point) ; Bp= จุดเดอื ด (Boiling point)

คมู่ อื การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

ดยแบ่งตามสี และระดับตัวเลข ตามมาตรฐาน NFPA
gency) ประเทศสหรัฐอเมรกิ า

2=ปานกลาง 3=มาก 4=ร้ายแรง
ตดิ ไฟท่ี Fp>380ซ. ติดไฟที่ Fp<23 0ซ. ติดไฟที่ Fp<220ซ.
แต่ <930ซ. Bp>=380ซ. หรอื Bp<380ซ.
Fp>23 0ซ. แต่ <380ซ.
อนั ตรายปานกลาง อนั ตรายถงึ ชีวติ
(Oral LD50 >50-500 อันตรายมาก (Oral LD50
) มก./กก.) (Oral LD50 >5-50 <=5 มก./กก.)
เกดิ ปฏิกริ ิยารุนแรง มก./กก.) สามารถเกดิ การ
หากมีการเพ่มิ อุณหภูมิ ระเบิดไดท้ ีอ่ ณุ หภูมิ
หรอื ความดัน สามารถเกดิ การระเบดิ ได้ หอ้ ง
- หากมกี ารเพม่ิ อุณหภมู ิ -
หรือความดนั

-

14

2.3 ความเปน็ พิษของสารเคมี (Toxic chemicals)

การพิจารณาระดับความเป็นพิษของสารเคมีอาจพิจารณาจากค่า TLV
(Threshold limit values) หรือ PEL (Permissible exposure limits) ซึ่งกาหนด
ระดับความเข้มข้นของสารเคมีสูงสุดที่มีได้ในอากาศ โดยปกติสารเคมีถูกจัด
เป็นสารพิษ (Toxic chemicals) เมื่อมีค่า TLV หรือ PEL ต่ากว่า 50 ppm
นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาความเป็นพิษของสารเคมีจากค่า LD50
(Lethal dose) หรือ LC50 (Lethal concentration) โดยที่ LD50 เป็นการระบุ
ความเข้มข้นของสารเคมีที่ให้สัตว์ทดลองตายลง 50% โดยสัตว์ทดลองได้รับ
สารเคมีน้ันโดยการกิน การฉีด หรือการดูดซึม (Absorption) หรือการหายใจ
ขณะท่ี LC50 เป็นการระบุความเข้มข้นของสารเคมีท่ีให้สัตว์ทดลองตายโดย
การหายใจเท่านน้ั ปกตคิ า่ เหลา่ นี้จะมีระบุอยู่ในข้อมูลความปลอดภัยเคมีภัณฑ์
(MSDS) ของสารเคมีนั้นๆ

ตารางท่ี 2 แสดงระดับความเปน็ พิษของสารเคมีพจิ ารณาจากค่า

LD50หรือ LC50

ระดบั ความ การกิน ทางลมหายใจ การดูดซึม
เปน็ พษิ (มก./กก.) * (มก./กก.)*

รุนแรง <=1 <10 ppm <=5

มาก 1-50 10-100 ppm 5-50

ปานกลาง 50-500 100-1,000 ppm 50-500

น้อย 500-5,000 1,000-10,000 ppm 500-5,000

หมายเหตุ * หมายถึง นา้ หนกั เปน็ มก. ของสารเคมี ต่อน้าหนัก 1 กก. ของสตั ว์ทดลอง

คู่มอื การบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 15

ท้ังนี้ การปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับสารพิษ ผู้ปฏิบัติงานต้องใช้เคร่ือง
ป้องกันสว่ นบุคคลทเี่ หมาะสม

2.4 วิธีการจาแนกประเภทสารเคมีและวัตถุอันตราย ให้ดาเนินการ
ดงั ตอ่ ไปน้ี

2.4.1 ศกึ ษาขอ้ มูลความปลอดภัย

ผู้ประกอบการต้องให้มีข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมีและ
วตั ถอุ ันตรายทัง้ หมดท่ีจะจัดเกบ็ โดยบรษิ ทั ผู้ผลิตสารเคมี ให้มาพร้อมกับสารเคมี
เพ่ือท่ีผู้ซื้อสามารถศึกษารายละเอียดของสารเคมีที่ใช้ปฏิบัติงาน สามารถ
ขอไดจ้ ากบริษัทผขู้ ายเคมภี ณั ฑ์ หรือจากบริษทั ผูผ้ ลติ โดยตรง รวมท้ังสามารถ
สืบค้นได้จากฐานข้อมูลต่างๆ เช่น ฐานข้อมูลของศูนย์ข้อมูลวัตถุอันตราย
และเคมีภัณฑ์ กรมควบคุมมลพิษ ท่ี http://msds.pcd.go.th ฐานข้อมูล
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยเกี่ยวกับการใช้สารเคมี ของกรมอนามัย
กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่ www.anamai.moph.go.th ฐานข้อมูลการจัดการ
ความรู้เร่ืองความปลอดภัยด้านสารเคมีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ที่
http://www..chemtrack.org หรือสืบค้นจาก website ต่างประเทศที่ให้
บริการข้อมูล MSDS เช่น ท่ี http://www.SIRI.org เป็นต้น โดยทั่วไปข้อมูล
ความปลอดภยั เคมีภัณฑ์ จะประกอบไปด้วย

1. ขอ้ มูลของบริษัทผผู้ ลิตสารเคมี
2. หมายเลขสารเคมี CAS registry number

(Chemical Abstract Services)
3. ลักษณะทางกายภาพ และเคมีของสารเคมี

คมู่ อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 16

4. อันตรายที่อาจเกิดจากการได้รับสารเคมี รวมทงั้ โอกาส
และชอ่ งทางที่อาจจะได้รบั

5. วธิ ที ี่เหมาะสมในการเกบ็ รกั ษา
6. แนวทางการปฐมพยาบาลเบือ้ งต้น
7. การจัดการของเสยี
8. การเคลือ่ นยา้ ยและขนสง่

เจา้ หนา้ ที่ที่ปฏบิ ัตงิ านที่เกีย่ วขอ้ งกบั สารเคมี ควรท่จี ะศึกษา
ข้อมูลความปลอดภยั เคมีภณั ฑข์ องสารเคมีทุกตัวท่ีต้องใช้ และการเก็บข้อมูล
ความปลอดภัยเคมีภัณฑ์ ควรเก็บเข้าแฟ้มเอกสาร เรียงตามตัวอักษร
เพ่ือความสะดวกในการค้นหาภายหลัง

2.4.2 ขั้นตอนการเกบ็ รักษา

กอ่ นการเก็บรักษาสารเคมีและวัตถอุ นั ตราย ให้ผู้จัดเก็บศึกษา
ข้อมูลความปอดภัยเบ้ืองต้นท่ีปรากฏอยู่ในฉลาก เอกสารกากับการขนส่ง
หรือข้อมูลความปลอดภัยเพ่ือพิจารณาจาแนกประเภทสารเคมีและวัตถุ
อันตรายสาหรบั การจัดเกบ็ โดยจัดลาดบั ความสาคัญ ดังต่อไปน้ี

 สารตดิ เชอื้
 วัสดกุ มั มนั ตรังสี
 วตั ถุระเบดิ
 กา๊ ซอัด กา๊ ซเหลว หรอื ก๊าซทีล่ ะลายภายใต้ความดันหรือ

กา๊ ซภายใตค้ วามดนั ในภาชนะบรรจุขนาดเลก็
(กระป๋องสเปรย์)

คมู่ ือ การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 17

 สารที่มคี วามเส่ยี งตอ่ การลกุ ไหม้ไดเ้ อง
 สารให้กา๊ ซไวไฟเม่อื สัมผสั กบั นา้
 สารเปอร์ออกไซดอ์ นิ ทรยี ์
 สารออกซไิ ดซ์
 ของแขง็ ไวไฟ
 ของเหลวไวไฟ
 สารติดไฟทีเ่ ป็นสารพษิ
 สารไมต่ ิดไฟทีเ่ ปน็ สารพิษ
 สารติดไฟท่ีเปน็ สารกดั กรอ่ น
 สารไม่ตดิ ไฟท่ีเปน็ สารกดั กรอ่ น
 ของเหลวตดิ ไฟที่ไมอ่ ยใู่ นประเภท 3A หรือ 3B
 ของแข็งตดิ ไฟ
 ของเหลวติดไฟ
 ของแขง็ ไมต่ ดิ ไฟ

ท้ังน้ี กรณีที่เป็นสารผสม ซ่ึงมีส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด
การเก็บรักษาใหเ้ ป็นไปตามคุณสมบตั หิ ลกั ของสารผสมนนั้

คมู่ ือ การบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 18

2.5 วธิ ีการจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตราย สามารถแบ่งการจัดเก็บได้
ดังน้ี

2.5.1 การจดั เกบ็ แบบแยกบริเวณ (Separate Storage)

หมายถึง การจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายแยกบริเวณออก
จากกนั

- กรณอี ยใู่ นอาคารคลงั สินค้าเดยี วกนั จะถูกแยกจากสารอนื่ ๆ
โดยมีผนงั ทนไฟ ซ่งึ สามารถทนไฟได้อยา่ งน้อย 90 นาที

- กรณีอยู่กลางแจ้ง (ภายนอกอาคารคลังสินค้า) จะถูกแยก
ออกจากบริเวณอ่ืนด้วยระยะทางที่เหมาะสม เช่น 5 เมตร ระหว่างสารไวไฟ
กับสารไม่ไวไฟ หรือ 10 เมตร ระหว่างสารอื่น หรือการก้ันด้วยกาแพงทนไฟ
ซึง่ สามารถทนไฟไดอ้ ย่างนอ้ ย 90 นาที

2.5.2 การจัดเกบ็ แบบแยกห่าง (Segregate Storage)

หมายถึง การจดั เกบ็ สารเคมแี ละวัตถุอันตรายตั้งแต่ 2 ประเภท
ขึ้นไป ในบริเวณเดียวกัน ท้ังน้ี ต้องมีมาตรการป้องกันท่ีเพียงพอสาหรับการ
จัดเก็บ โดยต้องนาขอ้ กาหนดพเิ ศษเพมิ่ เตมิ สาหรบั การจัดเก็บเฉพาะประเภท
ตามคุณสมบัติเฉพาะ เช่น วัตถุระเบิด สารออกซิไดซ์ หรือสารไวไฟ เป็นต้น
มาพิจารณาประกอบตามเงื่อนไขทก่ี าหนดไวใ้ นตารางการจัดเกบ็ สารเคมีและ
วตั ถุอนั ตราย

คมู่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 19

2.6 ขอ้ พึงระวงั ในการจดั เก็บสารเคมี

2.6.1 ควรมีการก้าหนดปริมาณสูงสุดที่จะเก็บสารเคมีประเภท
ของเหลวที่ไวไฟ หรือติดไฟ (Flammable and combustible liquid)

ไม่ควรเก็บของเหลวไวไฟในภาชนะท่ีทาด้วยแก้ว เน่ืองจาก
มีโอกาสท่ีเกิดการตกแตก และเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย รวมท้ังควรแยกการเก็บ
สารเคมีประเภทน้อี อกจากสารเคมีท่ีเป็น Oxidizer เช่น ไม่ควรเก็บกรดอินทรีย์
(Organic acids) ท่ีมักมีคุณสมบัติติดไฟได้ (combustible) ไว้รวมกับ
กรดอนนิ ทรยี ์ (Inorganic acids) ซ่งึ มคี ุณสมบตั ิเปน็ Oxidizer

2.6.2 การจัดเกบ็ สารเคมีประเภท Oxidizer

ไม่ควรเก็บสาร Oxidizer รวมกับสารเคมีประเภทของเหลวไวไฟ
โดยท่ัวไป สาร Oxidizer ท่ีเป็นก๊าซ จะมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมี รวมท้ัง
สามารถทาปฏิกิริยากับโลหะต่างๆ การทาความสะอาดสารเคมีประเภทนี้
ไม่ควรท้งิ ลงในถังขยะเน่อื งจากอาจเกดิ การลกุ ไหมไ้ ด้

2.6.3 สารเคมที ีเ่ ป็นอนั ตรายต่อสขุ ภาพ (Health hazard)

สารเคมที เ่ี ปน็ อนั ตรายต่อสุขภาพ (Health hazard) ไดแ้ ก่ สารพษิ
ต่างๆ รวมถึงสารก่อมะเร็ง (Carcinogen) และสารท่ีก่อให้เกิดความผิดปกติ
ของพนั ธุกรรม (Mutagen) ควรมีการแยกเกบ็ สารเคมีประเภทนี้ไว้เฉพาะส่วน
รวมทง้ั ควรมกี ารกาหนดบุคคลท่ีสามารถใช้งานสารประเภทน้ีเฉพาะผู้ที่ได้รับ
อนุญาตเทา่ นั้น

ค่มู ือ การบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 20

2.6.4 สารเคมีที่ไมค่ วรจัดเก็บรว่ มกนั (Incompatible chemicals)

สารเคมีหลายตัวเม่ือทาปฏิกิริยากัน จะเกิดผลลัพธ์ท่ีเป็น
อนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ และทรพั ยส์ ิน ดงั น้ันควรระมดั ระวังในการจัดเก็บสารเคมี
เหล่าน้ีให้แยกจากกัน เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะทาให้สารเคมีเหล่าน้ี
ทาปฏิกิริยากัน รวมท้ังระมัดระวังในการนาขวดบรรจุสารเคมีเก่ามาใช้บรรจุ
สารเคมตี ัวอืน่ ๆ

ตารางท่ี 3 ตัวอย่างสารเคมที ่ีไมค่ วรจดั เก็บรว่ มกัน

สารเคมี ไม่ควรจัดเก็บ สาเหตุ
รว่ มกับ
Highly toxic cyanide gas
กรด Cyanide salts,
Highly toxic hydrogen
Cyanide solution sulfide gas
Highly toxic chlorine gas
กรด Sulfide salts, อาจเกดิ ไฟไหม้
เกิดก๊าซไฮโดรเจนทตี่ ิดไฟได้
Sulfide solution
อาจเกิดไฟไหม้ หรือระเบิด
กรด ผงฟอกสี (Bleach)
หากมีกรดและไดร้ บั ความ
Oxidizing acid (e.g.,nitric acid) Alcolhol, solvent รอ้ น อาจเกิดการระเบดิ
หากได้รบั ความรอ้ น อาจเกิด
Alkali metals นา้ การระเบิด
อาจเกดิ การระเบดิ
(e.g.,sodium,potassium)

Oxidizing agents (e.g.,nitric Reducing agents

acid)

Hydrogen peroxide Acetone

Hydrogen peroxide Acetic acid

Hydrogen peroxide Sulfuric acid

คูม่ อื การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 21

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการแยกเก็บสารเคมี ตามประเภทของ
สารเคมอี นั ตราย สามารถแยกเก็บสารเคมีไดด้ งั น้ี

ตารางท่ี 4 การแยกเก็บสารเคมีตามประเภทของสารเคมอี นั ตราย

3.2
Class 2.1 2.2 3.1 3.3 4.1 4.2 4.3 5.1 5.2 6.1 8 9

3.4
2.1 NA NA FS FS FS PR FS PR PR FS FS SG
2.2 NA NA SG SG SG FS SG SG FS SG SG SG
3.1 FS SG NA NA FS FS FS PR PR FS SG SG
3.2
3.3 FS SG NA NA SG FS FS PR PR FS SG SG
3.4
4.1 FS SG FS SG NA FS FS PR PR FS SG SG
4.2 PR FS FS FS FS NA FS PR PR FS SG SG
4.3 FS SG FS FS FS FS NA PR PR FS FS SG
5.1 PR SG PR PR PR PR PR NA FS FS FS FS
5.2 PR FS PR PR PR PR PR FS NA PR FS FS
6.1 FS SG FS FS FS FS FS FS PR NA SG SG
8 FS SG SG SG SG SG FS FS FS SG NA SG
9 SG SG SG SG SG SG SG FS FS SG SG NA
หมายเหตุ : NA หมายถึง สามารถจัดเก็บบริเวณเดยี วกนั ได้; SG หมายถึง ต้องแยกจากกัน

อย่างนอ้ ย 3 เมตร
FS หมายถงึ ตอ้ งจัดเกบ็ ให้ห่างจากเปลวไฟ
PR หมายถงึ หา้ มอยใู่ กลเ้ คยี งกนั ต้องแยกจากกันอย่างนอ้ ย 10 เมตร

ค่มู อื การบริหารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 22

ตารางที่ 5 การจัดเก็บส
ค่มู ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

สารเคมแี ละวตั ถุอนั ตราย
ร 23

3.3. สสถถาานนทท่ีเกี่เบ็กร็บักรษักาษา

3.1 สถานท่ีต้ัง

- สถานที่เก็บสารเคมีท่ีดี ควรอยู่ห่างจากบริเวณท่ีมีประชาชนอยู่
หนาแน่น หา่ งไกลจากแหลง่ นา้ ดม่ื หา่ งไกลจากบรเิ วณทน่ี ้าท่วมถึง และห่างไกล
จากแหลง่ อนั ตรายอืน่ ๆ ทอี่ าจเกิดจากภายนอกโกดงั

- สถานที่ตั้งโกดัง ควรมีเส้นทางท่ีสะดวกแก่การขนส่ง และการจัดการ
เมอื่ เกิดเหตุฉกุ เฉินต่างๆ
- มีสิ่งอานวยความสะดวกอย่างเพียงพอ เช่น ระบบจ่ายไฟฉุกเฉิน
ระบบดับเพลงิ

3.2 บรเิ วณโดยรอบ
- อาณาเขตบรเิ วณโดยรอบที่ต้ังต้องมีกาแพงหรือรั้วก้ันที่อยู่ในสภาพที่
มัน่ คงแข็งแรงและสามารถบารุงรักษาให้ดีอยู่เสมอได้งา่ ย
- มีพื้นท่ีว่างบริเวณแนวกาแพงหรือร้ัว สาหรับแยกเก็บสารเคมีท่ี
หกร่ัวไหล และเพ่ือให้การปฏิบัติงานในการบรรเทาอันตรายจากสารเคมีที่
หกร่วั ไหลได้
- มียามรักษาการณ์ตรวจตราในเวลากลางคืน และจัดหาอุปกรณ์
เพอ่ื ความปลอดภยั ไว้ เช่น ไฟสาหรับส่องรอบบริเวณแปลงสง่ิ ปลูกสรา้ ง
- แปลนส่ิงปลูกสร้างต้องออกแบบให้สามารถแยกเก็บสารที่เข้ากัน
ไม่ได้ โดยการใช้อาคารแยกจากกัน การใช้ผนังกันไฟ หรือการป้องกันอ่ืนๆ เช่น
ออกแบบให้มีพืน้ ที่ว่างเพียงพอที่สามารถเคล่ือนย้าย ขนถ่ายสารเคมีได้อย่าง
ปลอดภัย

คูม่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 24

- อาคารเกบ็ สารเคมแี ตล่ ะหลังต้องมีระยะหา่ งระหวา่ งกนั
- ทาเลที่ต้ังและอาคาร มีการป้องกันผู้บุกรุกโดยทารั้วก้ัน มีประตู
เขา้ -ออก พร้อมมาตรการป้องกนั การลอบวางเพลงิ

รูปท่ี 2 สถานท่ตี ั้งอาคารเก็บสารเคมี

3.3 การออกแบบอาคารเก็บสารเคมี

แผนผงั อาคารตอ้ งออกแบบให้สอดคล้องกับชนิดของสารเคมีที่จะเก็บ
ซึ่งมีการตระเตรียมในเรื่องทางออกฉุกเฉินอย่างเพียงพอ เน้ือท่ีและพื้นที่ของ
อาคารเก็บสารเคมีต้องถูกจากัด โดยแบ่งออกเป็นห้องๆ หรือเป็นสัดส่วน
เพ่ือเก็บสารอันตรายคนละประเภท และสารอันตรายประเภทท่ีไม่สามารถ
เก็บรวมกันได้ อาคารต้องปิดมิดชิด และปิดล็อคได้ วัสดุก่อสร้างอาคารเป็น
ชนิดไม่ไวไฟ และโครงสร้างอาคารเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กหรือเหล็ก ถ้าเป็น
โครงสรา้ งเหลก็ ตอ้ งห้มุ ด้วยฉนวนกนั ความรอ้ น

คมู่ อื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 25

3.4 ผนังอาคาร

- ผนังด้านนอกต้องสร้างอย่างแข็งแรง และควรปิดด้วยเหล็กหรือ
แผน่ โลหะ เพือ่ ปอ้ งกนั ไฟท่ีเกิดจากภายนอกอาคาร
- ผนังด้านใน ออกแบบให้เป็นกาแพงกันไฟทนไฟได้นาน 60 นาที
และมีความสูงขึ้นไปเหนือหลังคา 1 เมตร หรือวิธีการอื่นๆ ท่ีสามารถป้องกัน
การลุกลามของไฟได้
- วสั ดุทใ่ี ช้เปน็ ฉนวนของอาคารเปน็ ชนิดที่ไม่ติดไฟ เช่น เส้นใยโลหะ
หรอื ใยแก้ว

- วัสดุที่เหมาะสมต่อการทนไฟ และมีคุณสมบัติแข็งแกร่งทนทาน คือ
คอนกรีต อิฐ หรืออิฐบล็อก คอนกรีตเสริมเหล็ก ควรมีความหนาอย่างน้อย
15 เซนติเมตร หรือ 6 น้ิว และกาแพงต้องหนาอย่างน้อย 23 เซนติเมตร หรือ
9 น้ิว จึงสามารถทนไฟ ถ้าเป็นอิฐกลวงไม่เหมาะสมท่ีจะใช้คอนกรีตธรรมดา
ตอ้ งมีความหนาอย่างน้อย 30 เซนตเิ มตร หรือ 12 นิ้ว เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง
และทนทาน เพื่อให้โครงสร้างมั่นคงแข็งแรงต้องมีเสาคอนกรีตเสริมเหล็กใน
ผนงั กนั ไฟ

รปู ที่ 3 ผนังอาคารและกาแพงทนไฟ 26
คู่มอื การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

3.5 พื้น

- พ้นื อาคารต้องไมด่ ูดซบั ของเหลว
- พน้ื อาคารตอ้ งเรยี บ ไมล่ ่นื ไม่มีรอยแตกรา้ ว ทาความสะอาดได้งา่ ย
- พนื้ อาคารตอ้ งออกแบบให้สามารถเก็บกกั สารเคมที ่ีหกรวั่ ไหล และ
น้าจากการดบั เพลิงได้ โดยวิธกี ารทาขอบธรณปี ระตูหรือขอบกน้ั โดยรอบ

รูปท่ี 4 พนื้ อาคารตอ้ งไม่ดูดซับของเหลว เรยี บ ไมล่ ื่น
ไมม่ ีรอยแตกรา้ ว

3.6 หลงั คา
- หลังคาต้องกันฝนได้ และออกแบบให้มีการระบายควันและความ
รอ้ นได้ ในขณะเกดิ เพลงิ ไหม้

- วสั ดทุ ่ีใช้ในการกอ่ สรา้ งหลงั คาไม่จาเป็นต้องใช้ชนิดป้องกันไฟพิเศษ
แตก่ ไ็ มค่ วรใช้ไม้ เพราะมีความเส่ียงต่อการลุกลามของไฟ โครงสร้างที่รองรับ
หลังคาตอ้ งทาด้วยวัสดุไม่ตดิ ไฟ ใช้ไมเ้ น้ือแขง็ ได้ เมื่อวสั ดุท่ีใช้มุงหลังคาไม่ไวไฟ
เพราะคานไม้ให้ความแขง็ แกร่งโครงสร้างนานกวา่ คานเหล็กเมอ่ื เกดิ เพลงิ ไหม้

คูม่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 27

- วัสดุท่ีใช้มุงหลังคาอาจเป็นวัสดุที่มีน้าหนักเบาและยุบตัวได้ง่าย
เมื่อเกิดเพลิงไหม้ เพ่ือช่วยการระบายควันและความร้อนออกไปได้ แต่ถ้า
หลังคาสร้างแข็งแรงต้องจัดให้มีช่องระบายอากาศ เพื่อให้มีการระบายควัน
และความรอ้ นอย่างนอ้ ย 2% ของพน้ื ทีห่ ลงั คา
- ช่องระบายอากาศต้องเปิดไว้ถาวรและสามารถเปิดด้วยมือ หรือ
เปดิ ไดเ้ องเมอื่ เกดิ เพลงิ ไหม้ การระบายควันและความร้อนจะช่วยทาให้สามารถ
มองเหน็ ตน้ ตอของเพลิงและช่วยชะลอการลกุ ลามของไฟ

3.7 ประตูกันไฟ

- ข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ติดต้ังไว้เหนือของประตูด้านบน
ความร้อนหรือเปลวไฟท่ีโหมลุกจากบริเวณที่เก็บสารเคมี จะส่งผ่านไปตาม
กาแพงกระตนุ้ ใหข้ ้อลกู โซท่ างาน
- ตุม้ ถว่ ง มีสายเคเบิ้ลท่รี อ้ ยผา่ นต้มุ นา้ หนักและห้ามยึดตุ้มถ่วงให้อยู่
กับท่รี างเลื่อน
- ทางออกฉุกเฉินต้องทนไฟได้เช่นเดียวกับประตูกันไฟด้านในของ
ประตูกันไฟ ต้องมีคุณสมบัติทนไฟเหมือนผนังอาคารและสามารถปิดได้โดย
อัตโนมัติ เช่น มีข้อลูกโซ่ชนิดหลอมละลายได้ ซึ่งจะถูกกระตุ้นโดยอัตโนมัติ
จากระบบตรวจจับควันไฟและประตูจะปิดอัตโนมัติเม่ือเกิดเพลิงไหม้ ข้อควร
ระวัง ต้องมพี นื้ ที่ว่างเพือ่ ใหป้ ิดประตูได้ หา้ มมสี งิ่ กดี ขวาง

คูม่ อื การบริหารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 28

รูปท่ี 5 ประตูและทางออก

3.8 ทางออกฉกุ เฉิน

- ต้องจัดให้มีทางออกฉุกเฉิน นอกเหนือจากทางเข้า-ออกปกติ
การวางแผนสาหรับทางออกฉุกเฉินต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงภาวะฉุกเฉิน
ท้ังหมดท่ีอาจเกิดข้ึน ส่ิงท่ีสาคัญท่ีสุดคือ ต้องไม่มีผู้ใดติดอยู่ในอาคารเก็บสาร
อนั ตราย
- ทาเครื่องหมายทางออกฉุกเฉินให้เห็นชัดเจนโดยยึดหลักความ
ปลอดภัย
- ทางออกฉุกเฉินต้องเปิดออกได้ง่ายในความมืดหรือเท่ือเม่ือมีควัน
หนาทึบ
- ทางออกฉกุ เฉนิ สาหรบั การหนีไฟจากบริเวณต่างๆ ต้องมีอย่างน้อย
2 ทิศทาง

คมู่ ือ การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 29

รูปท่ี 6 ทางออกฉุกเฉิน

3.9 การระบายอากาศ

- ต้องมีการระบายอากาศท่ีดีโดยคานึงถึงชนิดของสารเคมีท่ีเก็บ
และสภาพการทางานทน่ี า่ พงึ พอใจและปลอดภัย
- การระบายอากาศอย่างเพียงพอ จะเกิดข้ึนเมื่อช่องระบายอากาศ
อยู่ในตาแหน่งบนหลังคา หรือผนังอาคารในส่วนท่ีต่าลงมาจากหลังคา และ
บริเวณใกล้พน้ื

รปู ที่ 7 การระบายอากาศ 30
คมู่ อื การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

3.10 การระบายน้า

ท่อระบายน้าแบบเปิดไม่เหมาะสาหรับการเก็บสารเคมีท่ีเป็นสารพิษ
เพ่ือปอ้ งกนั การปนเปื้อนจากสารเคมีท่หี กรว่ั ไหล และน้าจากการดับเพลิงไหล
ลงสแู่ หลง่ นา้ สาธารณะ ทอ่ ระบายนา้ จากน้าฝนตอ้ งอย่นู อกอาคาร ทอ่ ระบายน้า
ในอาคาร ต้องเป็นชนิดทไ่ี มต่ ดิ ไฟ

3.11 แสงสวา่ งและอปุ กรณไ์ ฟฟ้า

- อาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายท่ีมีการทางานในเวลากลางวัน
และแสงสว่างจากธรรมชาติเพียงพอ ไม่จาเป็นต้องติดต้ังดวงไฟ หลักการนี้
เป็นท่ียอมรับและถือปฏิบัติ เพราะลดค่าใช้จ่าย ลดการบารุงรักษา และลด
ความจาเป็นที่ต้องติดต้ังอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดพิเศษ แต่ถ้าสภาพการทางานท่ี
แสงสว่างจากธรรมชาติไม่เพียงพอ ต้องปรับปรุงสภาพแสงสว่างโดยอาจติดตั้ง
แผงหลงั คาโปรง่ ใส
- ในบริเวณซึ่งต้องการแสงสว่างและอุปกรณ์อานวยความสะดวก
ต่างๆ อปุ กรณ์ไฟฟา้ ทง้ั หมดรวมทัง้ สายไฟตอ้ งติดตัง้ ใหไ้ ด้มาตรฐานและได้รับ
การบารุงรกั ษาจากชา่ งไฟฟ้าผูม้ คี ุณวุฒิ
- ควรหลีกเล่ียงการติดต้ังไฟฟ้าแบบชั่วคราว แต่ถ้ามีความจาเป็น
อาจติดตง้ั ใหไ้ ดม้ าตรฐาน

- อุปกรณ์ไฟฟา้ ทงั้ หมดต้องติดตงั้ ในตาแหนง่ ทปี่ ลอดภัยจากอุบัติเหตุ
ที่อาจทาให้เกิดความเสียหายข้ึนได้ เช่น การใช้รถโฟล์คลิฟท์ขนถ่ายสินค้า
หรืออปุ กรณต์ ่างๆ รวมทง้ั หลีกเล่ียงการวางอุปกรณไ์ ฟฟา้ หรอื สายไฟฟา้ บริเวณ
ท่มี นี ้าหรือพื้นทเี่ ปียก

คมู่ ือ การบรหิ ารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 31

- อุปกรณ์ไฟฟ้าต้องต่อสายดิน และจัดเตรียมไว้อย่างเหมาะสมเมื่อ
มีการใช้ไฟเกนิ หรือเมือ่ เกดิ ไฟฟ้าลัดวงจร
- ในอาคารเก็บสารที่ไวไฟหรืออาจเกิดระเบิดได้ เช่น การเก็บสาร
ตวั ทาละลายชนิดวาบไฟต่า หรือสารที่มีคุณสมบัติเป็นฝุ่นละเอียดท่ีสามารถ
ระเบดิ ได้ มคี วามจาเปน็ อย่างยงิ่ ที่ตอ้ งใชอ้ ปุ กรณไ์ ฟฟ้าและรถโฟล์คลิฟท์ชนิด
ท่ีปอ้ งกนั การระเบิดได้
- ในอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องจัดให้มีระบบระบาย
อากาศท่มี กี ารถ่ายเทอากาศอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
- บริเวณท่ีมีการใช้อุปกรณ์ชาร์จประจุแบตเตอร่ี ควรแยกอกจาก
อาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายและจัดให้มีการถ่ายเทอากาศท่ีดี ทั้งน้ี
ควรหลีกเลีย่ งการปฏิบัติงานทีอ่ าจก่อใหเ้ กิดความร้อนหรอื ประกายไฟ ยกเว้น
แต่จะมีมาตรการปอ้ งกันเปน็ การพิเศษ

รปู ท่ี 8 ระบบแสงสว่างในอาคารเก็บสารเคมี

คู่มือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 32

3.12 ความร้อน

- โดยท่วั ไปอาคารเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายต้องมีอากาศไม่ร้อน
แต่เม่ือมีความจาเป็นต้องรักษาสภาพบริเวณท่ีเก็บให้ร้อน เพ่ือป้องกันสาร
แข็งตัวนั้น การใช้ระบบความร้อนต้องเป็นแบบไม่สัมผัสความร้อนโดยตรง
และเป็นวิธีท่ีปลอดภัย เช่น ไอน้า น้าร้อน อากาศร้อน และแหล่งให้
ความรอ้ นนน้ั ตอ้ งอยู่ภายนอกอาคารที่เก็บสารอันตราย เครื่องทาน้าร้อนหรือ
ท่อไอน้า ต้องติดตั้งในบริเวณท่ีไม่ทาให้ความร้อนสัมผัสโดยตรงกับสารเคมี
และวตั ถุอันตราย

- ไมค่ วรติดตง้ั อุปกรณ์ทีท่ าให้เกิดความร้อนจากไฟฟ้า หรือแก๊สหรือ
ความรอ้ นจากการเผไหมข้ องน้ามนั

- การติดต้ังฉนวนกนั ความร้อน วสั ดทุ ใ่ี ชเ้ ป็นฉนวนต้องไม่ติดไฟ เช่น
ใยหนิ หรอื ใยแกว้

3.13 การระงับอคั คภี ยั

3.13.1 อุปกรณด์ ับเพลิง

1. สถานท่เี ก็บรักษาตอ้ งมีเครือ่ งดับเพลิงท่ีมีขนาดและจานวน
ทเ่ี หมาะสมกบั ปริมาณสารเคมีและวัตถุอันตรายที่จัดเก็บ และต้องได้รับการ
ตรวจสอบไม่น้อยกว่า 6 เดือนต่อ 1 คร้ัง ควรจัดให้มีผงเคมีแห้ง ABC ขนาด
12 กโิ ลกรมั อยา่ งน้อย 1 เครื่อง ต่อพ้ืนที่ 200 ตารางเมตร และขนาด 50 ปอนด์
จานวน 2 เครอื่ ง สาหรบั สถานท่ีเกบ็ รักษาของเหลวไวไฟ

คูม่ อื การบริหารและการจัดการสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 33

2. อุปกรณ์ดับเพลิงต้องติดต้ังในสถานท่ีเหมาะสม พร้อม
จดั ทาแผนผังทม่ี ีขนาดเหมาะสมแสดงตาแหน่งของเครอ่ื งดบั เพลิงท้ังหมด

3. อุปกรณ์ดับเพลิง ต้องเคลื่อนย้ายโดยง่ายและสะดวก
ต่อการใชง้ าน

4. อุปกรณ์ดับเพลิงและป้ายแสดงที่เก็บอุปกรณ์ รวมทั้ง
ปา้ ยบอกทางไปยงั ท่ีเกบ็ อปุ กรณด์ ับเพลงิ ต้องใชส้ แี ดง

5. ประเภทของเพลงิ มีดังน้ี
ประเภท ก (Class A) เปน็ เพลงิ ทเ่ี กดิ จากของแข็งติดไฟ

เช่น ไม้ ผ้า ยาง กระดาษ พลาสตกิ เปน็ ตน้
ประเภท ข (Class B) เป็นเพลิงท่ีเกิดจากของเหลวติดไฟ

และก๊าซติดไฟต่างๆ เช่น น้ามัน จารบี น้ามันชักเงา น้ามันดิน ตัวทาละลาย
ก๊าซธรรมชาติ และก๊าซหุงตม้ เป็นตน้

ประเภท ค (Class C) เป็นเพลิงทีเ่ กิดจากอปุ กรณ์ไฟฟา้
ประเภท ง (Class D) เป็นเพลิงท่ีเกิดจากโลหะท่ีลุก
ติดไฟได้ เช่น แมกนเี ซียม ลิเธ่ยี ม และโซเดียม เปน็ ตน้
6. ประเภทของสารท่ีใช้ในการดับเพลิง ให้เลือกใช้
สารดบั เพลงิ ตามประเภทของเพลิง ดงั นี้

คู่มอื การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 34

สารดบั เพลงิ ประเภท ก (Class A) ประเภ
เพลงิ ทเี่ กดิ จาก เพล
น้า (ในถังดับเพลิงแบบมือถือ) ของแขง็ ติดไฟ ของ
ผงเคมแี หง้ แบบ ABC แล
ผงเคมีแหง้ แบบ BC ใชไ้ ด้
โฟม ใชไ้ ด้ ใช้ไดส้
ใชไ้ ม่ได้ และใ
Aqueous Film Forming ใชไ้ ด้
Foam (AFFF)
คารบ์ อนไดออกไซด์ ใช้ได้
ผงเคมีชนดิ D
ใชไ้ มไ่ ด้
ใช้ไม่ได้

ค่มู อื การบริหารและการจัดการสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ

ประเภทของเพลิง

ภท ข (Class B) ประเภท ค (Class C) ประเภท ง (Class D)
ลงิ ท่ีเกดิ จาก เพลงิ ทีเ่ กดิ จาก เพลงิ ทเี่ กิดจาก
งเหลวติดไฟ อุปกรณไ์ ฟฟา้
ละกา๊ ซติดไฟ โลหะทล่ี กุ ติดไฟได้

ใชไ้ ม่ได้ ใชไ้ ม่ได้ ใชไ้ ม่ได้
ใช้ไมไ่ ด้
ใชไ้ ด้ ใชไ้ ด้ ใชไ้ มไ่ ด้
ใช้ไม่ได้
ใชไ้ ด้ ใช้ได้
ใชไ้ มไ่ ด้
สาหรับของเหลว ใชไ้ มไ่ ด้

ใช้ไม่ไดก้ บั กา๊ ซ

ใช้ได้ ใช้ไมไ่ ด้

ใชไ้ ด้ ใช้ได้ ใช้ไมไ่ ด้
ใช้ไมไ่ ด้ ใช้ไมไ่ ด้ ใช้ได้

ร 35

รปู ที่ 9 อปุ กรณ์ดบั เพลิงในอาคารเกบ็ สารเคมี

3.13.2 ระบบน้าดับเพลงิ

1. ระบบหัวกระจายน้าดับเพลิง (Water Sprinkling System)
ในสถานท่ีเก็บรักษาต้องติดต้ังในตาแหน่งที่สารถฉีดน้าหรือสารเคมีผสมน้า
ดับเพลิงได้อย่างเหมาะสม สามารถกระจายคลุมได้ท่ัวถึง กรณีท่ีติดตั้ง
หัวกระจายน้าตามช้ันวางสินค้า (In-rack sprinkle) อย่างน้อยท่ีสุดต้องมี
หวั กระจายนา้ ทุกๆ 2 ชัน้

2. ระบบหัวรับน้าดับเพลิง (Water Hydrant) จานวนและ
ระยะห่างระหวา่ งหวั รบั น้าดบั เพลิงแตล่ ะจุดขึ้นอยู่กบั ความยาวของสายดบั เพลิง
และความดนั ของนา้ โดยทว่ั ไปหวั รับนา้ ดับเพลงิ จะอยหู่ ่างกนั 50 เมตร

3. สายส่งน้าดับเพลิง (Hose) ต้องมีขนาดความยาวและ
จานวนเพียงพอที่จะควบคุมเพลิงได้ และสามารถใช้ได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉิน
ขอ้ ต่อสายสง่ นา้ ดับเพลิงและกระบอกฉดี ท่ใี ชฉ้ ดี ดบั เพลงิ ทว่ั ไปจะต้องเป็นแบบ
เดยี วกนั หรือสามารถเขา้ กันกบั อปุ กรณท์ ่ีใช้ในหน่วยดับเพลิงของทางราชการ
ทอ้ งถิ่นนนั้ ได้

คมู่ ือ การบรหิ ารและการจดั การสารเคมีอันตรายในสถานประกอบการ 36

4. ปริมาณน้าดับเพลิงทีใ่ ช้ในการดบั เพลงิ ต้องมีเพียงพอท่ีใช้
ในการผจญเพลงิ เปน็ เวลาไม่น้อยกวา่ 2 ช่วั โมง ควรจัดให้มีปริมาณน้าสารอง
100 ลกู บาศก์เมตรต่อช่ัวโมง สาหรับสถานที่เก็บรักษาท่ีมีเน้ือท่ีน้อยกว่า 2,500
ตารางเมตร และ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อช่ัวโมง สาหรับสถานที่เก็บรักษาที่มี
เนอื้ ที่มากกว่า 4,000 ตารางเมตร

5. การออกแบบและตดิ ต้งั ระบบนา้ ดับเพลิง จะต้องได้รับการ
ตรวจสอบและรับรองจากวิศวกร ซึ่งคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพ
วิศวกรรมและสถาปตั ยกรรมรองรบั

รูปท่ี 10
ระบบน้าดบั เพลงิ

3.14 ระบบป้องกันฟ้าผ่า

ทุกอาคารท่ีเก็บสารเคมีประเภทไวไฟ ต้องติดต้ังสายล่อไฟ หรืออาจ
ยกเวน้ ถา้ โกดังดังกล่าวอยูภ่ ายในรัศมีครอบคลุมจากสายลอ่ ฟ้าของอาคารอ่ืน
ทีอ่ ยู่ใกล้เคียงได้

ข้อกาหนดอื่นๆ

ไมค่ วรสรา้ งสานักงาน ห้องรับประทานอาหาร ห้องเปล่ียนเส้ือผ้ารวมอยู่
ในอาคารท่ีเก็บ แต่ถ้าจาเป็นเพ่ือความสะดวก โครงสร้างดังกล่าวน้ีต้องแยก
ออกจากอาคารท่เี กบ็ สารอันตราย และสามารถทนไฟได้นาน 60 นาที

คมู่ ือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 37

4.4. หหลลกั ักกการาเรกเก็บส็บาสราเรคเมคแีมลีแะลวัตะวถัตุอถันอุ ตันรตารยาย

4.1 หลกั การเกบ็ สารเคมแี ละวัตถุอนั ตรายในอาคาร

- จดั เกบ็ ตามประเภทโดยพจิ ารณาจากเอกสารขอ้ มลู ความปลอดภยั
- ยึดหลักเข้าก่อน-ออกก่อน (first in-first out) เพ่ือลดความเส่ียง
จากการเสอ่ื มสภาพหรือการถูกทาลายของสารเคมี
- ต้องตรวจสอบคุณลักษณะท้ังปริมาณและคุณภาพ ภาชนะบรรจุ
และหีบห่อต้องอย่ใู นสภาพทีด่ ี
- จัดทาแผนผังกาหนดตาแหน่ง ประเภทกลุ่มสารเคมี พร้อมตาแหน่ง
อุปกรณฉ์ ุกเฉิน อปุ กรณ์ผจญเพลงิ และเส้นทางหนีไฟ
- ต้องมีพ้ืนท่ีว่างโดยรอบระหว่างผนังอาคารกับกองสารเคมี
เพอื่ ตรวจสอบและจดั การกรณเี กดิ เพลิงไหมห้ รอื หกร่วั ไหล
- การจัดเรียงสารเคมไี ม่ควรสูงเกิน 3 เมตร

รปู ท่ี 11 การจดั เก็บสารเคมีภายในอาคาร

ค่มู ือ การบริหารและการจดั การสารเคมีอนั ตรายในสถานประกอบการ 38


Click to View FlipBook Version