The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือ สมุนไพรม้ง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Sunshine numsai, 2024-04-09 01:41:21

คู่มือ สมุนไพรม้ง

คู่มือ สมุนไพรม้ง

คู่มื คู่ อ มื องค์ค ค์ วามรู้ การถ่ายทอดภูมิปัญญา ด้านสมุนไพร และการรักษาโรคของชนเผ่าม้งในประเทศไทย


คู่มือองค์ความรู้ การถ่ายทอดภม ู ิปัญญา ด้านสมุนไพรและการรักษาโรคของชนเผ่าม ้ งในประเทศไทย


Copy rights IKAP Network 101 Moo1, T.Sanphranet, A.Sansai, Chiang Mai, 50210, Thailand Tel/fax: ++(66) 53 343 713 www.ikap-mmsea.org Supported by Interchurch Organization for development Co-operation – ICCO ค่มูื อองคค ์ วามร ู้ การถ่ายทอดองค์ความรู้ ด้านสมุนไพรและการรักษาโรคของชนเผ่าม้งในประเทศไทย คณะวิจัย: เรียบเรียง: บรรณาธิการ: ผู้ให้ข้อมูล วชิราภรณ์ ภัทรเคหะ กัลยา แสนยาอรุณ นิตยา วิเศษกันทรากร สว่าง แสนย้าง นิตยา วิเศษกันทรากร ชี แซ่ลี เลาเจี๊ย ลีลาศีลธรรม หยั่ว ถนอมรุ่งเรือง ภาพถ่ายโดย: วชิราภรณ์ ภัทรเคหะ กัลยา แสนยาอรุณ จงกลณี วิเศษกันทรากร ออกแบบ: นิตยา วิเศษกันทรากร พงษ์ศกัดิ์คีรีสถานบตุร


ก ค ำน ำ การรักษาสุขภาพแบบพ้ืนบา้นของชนเผ่ามง้น้ันถือเป็นส่วนหน่ึงของวิถีชีวิตที่ดา รงมา อย่างยาวนาน เพราะการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆไม่ไดพ้ ่ึงแต่ยาอยา่งเดียว สา หรับชนเผา่มง้น้นั การรักษาสุขภาพเกี่ยวขอ้งกบัสรรพสิ่งต่างๆในโลก เช่น ดิน น้ า อากาศ ภูเขา ต้นไม้ สัตว์ เทพ วิญญาณ และบรรพบุรุษ เป็ นต้น เพราะการกระท าของมนุษย์ทุกอย่างย่อมส่งผลกระทบ ท้งัดา้นดีและดา้นลบต่อสิ่งเหล่าน้ีและชาวม้งเองเชื่อว่าเมื่อส่งผลด้านลบก็จะเป็ นผลให้เกิดความ เจ็บป่วยข้ึนกบัเจา้ตวัหรือคนรอบขา้งหรือชุมชน ดว้ยเหตุน้ีการรักษาสุขภาพหรืออาการเจ็บป่ วย ของชนเผ่าม้งจึงไม่ไช่แค่การใช้ยารักษาแล้วหาย แต่ต้องท าพิธีกรรมควบคู่ไปด้วย เพราะชาวม้ง มีความเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งในโลกน้ีมีเจา้ของ เมื่อจะใชห้รือเอาอะไรมาก็ตอ้งขออนุญาต ดงั่เช่น การรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยยาสมุนไพร หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรให้ผู้อื่นก็ ควรค านึกถึงกฏจารีตและความเชื่อดังกล่าวด้วย การท าคู่มือการสืบทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรและพิธีกรรมในการรักษาสุขภาพของ ชนเผ่าม้งในประเทศไทยเล่มน้ีถือว่าเป็นการรวบรวมประสบการณ์จริงในการเรียนรู้และการ รักษาสุขภาพด้วยพิธีกรรมและสมุนไพรของนางชี แซ่ลี นางเลาเจี๊ย ลีลาศีลธรรม และ ประสบการณ์ด้านการถ่ายทอดและการจัดการเรียนรู้สมุนไพรผ่านเครือข่ายสมุนไพรสตรีชน เผ่ามง้ โครงการสร้างฐานเด็กเล็กก่อนวยัเรียนบนพ้ืนที่สูงภายใตส้มาคมศูนยร์วมการศึกษาและ วัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย ชุมชนบ้านสองแคว ต.สะเนียน อ.เมือง จ.น่าน และโรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมถ์ 7 บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่ งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่ งมี วัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมถึงองค์ความรู้ด้านการรักษาสุขภาพด้วยสมุนไพรและพิธีกรรมที่


ข เกี่ยวข้องของชาวม้ง เพื่อส่งเสริมการฟ้ืนฟูการใช้ภูมิปัญญาและให้เกิดการปฏิบัติจริงในวิถี ชีวิตประจ าวันและสืบทอดแก่คนรุ่นใหม่ รวมถึงยังเป็ นคู่มือส าหรับผู้ที่จะท างานในด้าน สมุนไพรกับการรักษาสุขภาพของชนเผ่าม้ง เพื่อให้เกิดการขยายและน าไปปฏิบตัิในพ้ืนที่อื่น โดยมีเน้ือหาของคู่มือประกอบด้วย ๑) บทน า ๒) องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและพิธีกรรม ๓) กระบวนการถ่ายทอดและการสืบทอดองค์ความรู้ ๔) การจัดการสมุนไพร ๕) บทสรุปและ ข้อเสนอแนะ และภาคผนวกประวัติผู้รู้ คณะผูจ้ดัทา หวงัว่าคู่มือเล่มน้ีน่าจะช่วยกระตุน้จิตส านึกและสร้างความตระหนักให้เกิด กระบวนการการฟ้ืนฟูวฒันธรรมและการสืบทอดภูมิปัญญาดา้นการรักษาสุขภาพแบบพ้ืนบา้นได้ เป็นอยา่งดีโดยการผลิตเล่มน้ีได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภูมิปัญญาชนเผ่าพ้ืนเมืองบนพ้ืนที่ สูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(IKAP Network) เป็นอย่างดียิ่ง ตอ้งขอขอบพระคุณไว้ณ โอกาสดว้ยน้ีหากท่านที่ได้ศึกษาหรือน าไปใช้ประโยชน์ มีข้อคิดเห็นหรือมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ทางคณะผจู้ดัทา ยนิดีนอ้มรับคา ติชม เพื่อปรับปรุงคู่มือเล่มน้ีใหม้ีความสมบูรณ์มากยงิ่ข้ึน ต่อไป คณะผู้จัดท า ตุลาคม ๒๕๕๑


สารบัญ ค ำน ำ ก สำรบัญ ค บทที่ 1: บทน ำ 1 บทที่ 2: องค์ควำมรู้ด้ำนกำรรักษำสุขภำพด้วยสมุนไพรและพิธีกรรม 9 บทที่ 3: กำรถ่ำยทอดองค์ควำมรู้ 25 บทที่ 4: กำรจัดกำรสมุนไพร 41 บทที่ 5: บทสรุปและข้อเสนอแนะ 53 ภำคผนวก ประวัติผู้รู้ 57


บทที่ ๑ บทน ำ


บทที่ 1 : บทน ำ 2 บทที่ 1 บทน ำ 1. ค ำแนะน ำเกี่ยวกับเครือข่ำยไอแคปและชุดคู่มือองค์ควำมรู้ เครือข่ายภูมิปัญญาชนเผ่าพ้ืนเมืองบนที่สูงในภูมิภาคเอเชียตะวนัออกเฉียงใต้หรือ IKAP(Indigenous Knowledge and Peoples Network in Mainland Montane South East Asia) ได้ ก่อเกิดข้ึนในปี2545 ซ่ึงเป็นองคก์รเครือข่ายชนเผ่าพ้ืนเมืองในระดบัภาคซ่ึงประกอบดว้ยกมัพูชา พม่า ไทย ลาว เวียตนาม และ ตะวัตกเฉียงใต้ของจีน โดยมาจากการมารวมกันขององค์กรต่างๆ เช่น องค์กรของชุมชนท้องถิ่นของชนเผ่าพ้ืนเมือง องค์กรพัฒนาเอกชนที่ท างานด้านชนเผ่า พ้ืนเมืองและองค์กรรัฐบางองค์กรที่ด าเนินการโดยชนเผ่าพ้ืนเมืองเอง ท้ังน้ีองค์กรเหล่าน้ีให้ ความสา คญัพิเศษในการดา เนินการโดยใชภู้มิปัญญาทอ้งถิ่นหรือแนววฒันธรรมชุมชนของชนเผ่า พ้ืนเมือง เครือข่ายภูมิปัญญาชนเผ่าพ้ืนเมืองบนที่สูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มี เป้าหมายหลกัเพื่อสร้างพ้ืนที่ใหช้นเผา่พ้ืนเมืองในภูมิภาคใหเ้ป็นพ้ืนที่ที่จะมารวมกนัเป็นเครือข่าย ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกันและกันและถอดประสบการณ์ร่วมกันในการพัฒนาชนเผ่า พ้ืนเมืองจากมุมองและความตอ้งการจากฐานภูมิปัญญาของตนเองการนิยามความหมายในอัต ลักษณ์ตัวตน การให้ความหมายให้กับภูมิปัญญาที่เป็ นพลวัตรที่สามารถเข้าใจและอธิบาย เหตุการณ์หรือสถานการณ์ปัจจุบนั ไดเ้ป็นอย่างดีท้งัน้ีเพื่อตอบโตก้บัการนิยามและตีความจาก วาทกรรมกระแสหลักซึ่งถูกนิยามและอธิบายโดยคนภายนอกที่ต้องการอธิบายและให้ความหมาย ตามที่พวกเขาต้องการ ซ่ึงเป็นการช่วงชิงการนา ในการนิยามความหมายให้กบัชนเผา่พ้ืนเมืองจาก กลุ่มนิยามที่มีอ านาจและมาจากภายนอกตลอดมา ตัวอย่างการน าเสนอองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ปรัชญาในวิถีชีวิต คุณค่า จิตวิญญาณและวิธีคิดในการมองโลกที่ปฏิบัติการในชีวิตประจ าวันของ ชนเผ่าพ้ืนเมือง ท้งัน้ีพ้ืนที่เหล่าน้ีเป็นพ้ืนที่เพื่อที่จะคน้หาทางออกทางเลือกต่อปัญหาที่ทา้ทายอยู่ ตรงหน้าพวกเขาและการได้เป็ นตัวแทนให้กับตนเองในระดับต่างๆและได้น าเสนอตัวตนบนฐาน มุมมองของตนเอง


บทที่ 1 : บทน ำ 3 จากการพูดคุยในการประชุมสมัชชาประจ าปีของ IKAPเมื่อปี 2549 และการประชุม ของคณะกรรมการภูมิภาคหลายคร้ังไดล้งความเห็นว่ามีความจา เป็นที่จะตอ้งมีคู่มือด้านการสืบ ทอดและปฏิบัติการภูมิปัญญาในการช่วยการท างานในระดับภูมิภาคและได้ตกลงกันว่าจะให้ ส านักงานภูมิภาคจัดให้เกิดการถอดประสบการณ์การสืบทอดและปฏิบัติการจริงของภูมิปัญญา ดา้นต่างๆของชนเผา่พ้ืนเมืองโดยเริ่มจากประเทศไทยก่อนและค่อยๆถอดบทเรียนเพื่อทา คู่มือการ สืบทอดจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคต่อๆไป ตามหัวข้อของคณะท างาน(Topic working group) ที่ ได้ก าหนดร่วมกันมาแล้ว ในปี 2550 เป็นตน้มาประเทศไทยไดเ้ริ่มจดัทา คู่มือการสืบทอดองคค์วามรู้ภูมิปัญญา ตามหัวข้อของคณะท างาน (Topic working group) ดังต่อไปน้ี1.การสืบทอดองค์ความรู้และ ปฏิบัติการด้านการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของชนเผ่าปกาเกอะญอ จากบ้านหินลาดใน 2.การ สืบทอดองค์ความรู้ด้านเมล็ดพันธุ์ของชนเผ่าลัวะ ณ บ้านลาอุบ 3. การสืบทอดองค์ความรู้ภูมิ ปัญญาของเยาวชนชนเผ่าพ้ืนเมืองปกาเกอะญอ จากลุ่มน้ าแม่วางตอนบน 4. การสืบทอดภูมิ ปัญญาทอ้งถิ่นของเยาวชนรุ่นเล็กที่เรียนอยู่ในโรงเรียน จากโรงเรียนบา้นมอวาคีของชนเผ่าปกา เกอะญอ 5. การสืบทอดภูมิปัญญาทอ้งถิ่นส าหรับเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจากบ้านอาแยของ ชนเผ่าอาข่า 6. การสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านดนตรีส าหรับคนรุ่นใหม่ของชนเผ่าลีซู บ้าน ไทรงามและ 7. การสืบทอดภูมิปัญญาด้านสมุนไพรชนเผ่าม้งในประเทศไทย ซ่ึงในเล่มน้ีจะมี การกล่าวถึงคู่มือการสืบทอดภูมิปัญญาด้านสมุนไพรชนเผ่าม้งในประเทศไทยเท่าน้นั 2. สมุนไพรกับชำวม้ง 2.1 ควำมส ำคัญของสมุนไพร ม้งเป็ นชนเผ่าหน่ึงที่ดา รงชีวิตอยู่บนพ้ืนฐานของวฒันธรรมอนัดีงามและภูมิปัญญาองค์ ความรู้ของตนเองมาช้านาน ไม่ว่าการปกครองการประกอบอาชีพ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บล้วน อาศยัภูมิปัญญาและองคค์วามรู้ความเชื่อของตนเองในการจดัการท้งัน้ัน สังคมที่เอ้ือเฟ้ือ มีเห็น ใจช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน จึงท าให้สังคมของชนเผ่าม้งในอดีตอยู่เย็นเป็ นสุขมาโดยตลอด กระบวนการรักษาโรคภัยไข้เจ็บในอดีตน้ันจะอาศัยการรักษาแบบพ้ืนบ้าน เช่น การใช้ยา สมุนไพร การนวดจบัเส้นแบบพ้ืนบา้น การประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเช่น การอวัเน้ง เป็น


บทที่ 1 : บทน ำ 4 ต้น ซึ่งองค์ความรู้เหล่าน้ีไดรับการถ่ายทอดที่ดีมาจากบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่นผ่านวิถีชีวิต ้ อาทิเช่น ค าสอน บอกเล่า บทเพลง บทล าน า นิทาน และพิธีกรรมต่างๆ ตลอดจนการเรี ยนรู้จาก ประสบการณ์จริงที่ได้ปฏิบัติร่วมกับผู้รู้ในชุมชน ซึ่งเราจะเห็นว่ากระบวนการถ่ายทอดสืบทอด เหล่าน้ีถูกฝังอยใู่นวิถีของการด ารงค์ชีวิตและถูกถ่ายทอดออกไปโดยปริยาย ความรู้ดา้นสมุนไพรและการรักษาสุขภาพน้นัจะถูกถ่ายทอดโดยธรรมชาติใหทุ้กคนอยู่ แล้ว เช่น เด็กบางคนรู้ว่าพืชชนิดไหนใช้ห้ามเลือด เนื่องจากว่าเด็กจะมีความซนและอาจมี บาดแผลบ่อย ดงัน้นัตนจึงไดเ้ห็นผใู้หญ่ใชพ้ ืชชนิดไหนในการห้ามเลือดและใช้อย่างไร เป็ นต้น จึงถือได้ว่าคนทุกคนย่อมมีความรู้ในการรักษาสุขภาพ แต่จะมากหรือนอ้ยเท่าน้นั เนื่องจากวิถีชีวิตที่อยกู่บัธรรมชาติชนเผา่มง้จะเชื่อวา่สิ่งเหนือธรรมชาติคือผเู้ป็น เจา้ของสิ่งที่เกิดข้ึนตามธรรมชาติท้งัหมด ไม่วา่จะเป็น ตน้ ไม้ดิน แม่น้า ลา ธาร ป่า สตัวป์่า ลม และก้อนหิน เป็ นต้น ท าให้ชนเผ่าม้งมีความเชื่อตามประเพณีในการใช้ประโยชน์จาก ธรรมชาติความเชื่อต่างๆ สอนให้มีความยา เกรง และเคารพต่อธรรมชาติดงัน้นักระบวนการ รักษาสุขภาพจะตอ้งข้ึนอยกู่บัธรรมชาติเหล่าน้ีดว้ย ซ่ึงการวิเคราะห์สาเหตุของการเจ็บป่วยน้นั หมอพิธีจะต้องดูว่าผู้ป่ วยอาจท าการที่ละเมิดธรรมชาติ และจะต้องท าพิธีเพื่อขอขมากับธรรมชาติ เพราะวา่ถา้ใชย้าสมุนไพรอยา่งเดียวก็อาจไม่หายขาดได้สิ่งเหล่าน้ีลว้นแลว้เป็นภูมิปัญญาของชน เผ่าม้งมายาวนาน 2.2 สถำนกำรณ์ด้ำนสมุนไพร ในอดีตชุมชนม้งเคยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านสมุนไพรมาก เพราะมีลักษณะทางภูมิ ประเทศที่ค่อนขา้งหลากหลาย แต่ในปัจจุบนัไดเ้กิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศต่างๆข้ึน เนื่องจากการพัฒนาของรัฐที่เข้าสู่ชุมชน เช่น สร้างถนน โรงเรียน อนามัย ส่งเสริมการเกษตร รูปแบบใหม่ รวมถึงจา นวนประชากรที่เพิ่มข้ึน จึงทา ใหป้ระชากรไดจ้บัจองพ้ืนที่เพื่อสร้างที่อยู่ อาศัยและท าการเกษตร มีการใช้เครื่องมือที่ทันสมัย และใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพสูง จึงท า ให้สมุนไพรได้ลดจ านวนลงจนเกือบสูญพันธุ์ และสมุนไพรบางชนิดก็ได้สูญพันธ์ไปแล้ว เมื่อสมุนไพรถูกท าลายจนลดจ านวนลงหรือสูญพันธุ์ไป จึงท าให้หมอยาหรือหมอ สมุนไพรตอ้งใชเ้วลาในการหาสมุนไพรมากข้ึน บางคร้ังตอ้งไปหาสมุนไพรในพ้ืนที่ของชุมชน อื่น จึงทา ให้การรักษากบัหมอยาในพ้ืนที่ลดลงและเป็นเหตุให้คนไขใ้นพ้ืนที่ตอ้งไปรักษาโรค


บทที่ 1 : บทน ำ 5 กบักบัหมอนอกพ้ืนที่ ท าให้ชาวบ้านตอ้งเสียเวลาและค่าใชจ้่ายในการรักษาโรคมากข้ึน การขาด สภาวะแวดล้อมและปัจจัยที่เหมาะสม ส่งผลให้จ านวนคนที่ต้องการเรียนรู้เรื่องสมุนไพรลด น้อยลง การสืบทอดก็ลดลง เนื่องจากไม่มีคนใช้บริการ และไม่มีตัวอย่างสมุนไพรให้คนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้ รวมถึงจา นวนผู้รู้ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆเช่นกัน อีกท้ังการแพทย์แผนใหม่เริ่มเข้ามามี บทบาทต่อชุมชนม้ง จึงท าให้ชุมชนม้งเองก็ไม่สามารถปฏิเสธแพทย์แผนใหม่ได้เนื่องจากความ สะดวกสบายและการรับรองผลอย่างเป็ นทางการและถูกต้องตามกฎหมาย อยา่งไรก็ตามในปัจจุบนัผคู้นทวั่โลกกา ลงัตื่นตวักบัการรักษาแบบธรรมชาติมากข้ึนและ หันมาใช้ประโยชน์จากสมุนไพรแทนสารสังเคราะห์ต่างๆ เช่น การน าสมุนไพรไปเป็ น ส่วนประกอบของเครื่องส าอางค์ หรือเป็ นอาหาร เป็ นต้น รวมถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจาก สมยัก่อนน้นัทา ใหผ้คู้นห่างไกลธรรมชาติมากข้ึน จึงทา ใหเ้กิดโรคใหม่ๆที่มีสาเหตุมาจากการอยู่ กินแบบสมัยใหม่ โดยมีบางโรคที่เป็ นโรคร้ายที่วิทยาการแพทย์แผนใหม่ก็ไม่อาจรักษาให้ หายขาดได้สังคมจึงเริ่มหันกลบั ไปพ่ึงพาความรู้ภูมิปัญญาด้งัเดิม เช่น การใช้ยาสมุนไพร การ รักษาบา บดัแบบด้งัเดิม ซ่ึงเป็นองคค์วามรู้ด้งัเดิมที่มีมาชา้นาน โดยโรงพยาบาลใหญ่ๆบางแห่ง ไดห้ ันมาใหค้วามส าคญั ในการบา บดัรักษาโรคดว้ยยาสมุนไพรพ้ืนบา้น รวมถึงสถาบนัการศึกษา ของรัฐบางแห่งก็หันมาเปิ ดสอนสาขาวิชาการแพทย์แผนโบราณ เป็ นต้น ซึ่งแท้จริงแล้วความรู้ เหล่าน้ีเป็นความรู้ที่มีอยู่ในสังคมและชุมชนม้งอยู่แล้ว เพียงแต่ยังขาดการจัดระบบความรู้และ กระบวนสืบทอดถ่ายทอด ดงัน้นัจึงยงัไม่มีการใชแ้ละปฏิบตัิจริงเกิดข้ึน 2.3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อกำรลดใช้สมุนไพร 1.) โครงสร้ำงกำรปกครองในปัจจุบันของชุมชนได้เปลี่ยนไปเป็ นระบบใหม่หรือระบบ ทางการ เป็ นการปกครองตามองค์กรของรัฐ โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็ นผู้น าชุมชน มีผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการ และสมาชิกองค์การบริหารส่วนต าบลช่วยกันดูแลและพัฒนาชุมชน ซึ่งต่างจาก โครงสร้างการปกครองในสมยัก่อนที่ผนู้า ดา้นพิธีกรรมและผูรู้้จะมีบทบาทมาก เช่น ในระดบั ครัวเรือนเองก็มีระบบการถ่ายทอดองค์ความรู้ เช่น ผู้เป็ นพ่อจะเป็ นหัวหน้าครอบครัว จะมี


บทที่ 1 : บทน ำ 6 บทบาทในการตดัสินใจในเรื่องต่างๆ เช่น การเลือกพ้ืนที่ทา กิน การถางไร่เผาไร่กา หนดวนั เวลาเพาะปลูก การสอนตักเตือนลูก เป็ นต้น ผู้เป็ นแม่จะท าหน้าที่คอยหนุนเสริมกิจกรรมการ เพาะปลูก การทา อาหาร การเล้ียงลูก เล้ียงสัตว์และจดัเก็บเมลด็พนัธุ์พืชต่างๆ ส่วนปู่และยา่จะ คอยสอนในเรื่องพิธีกรรม คาถา หรือยาสมุนไพรที่จ าเป็ นในชีวิตประจ าวันให้ แต่เมื่อ โครงสร้างการปกครองเปลี่ยนแปลงไป บทบาทของผู้รู้และผู้น าพิธีกรรมก็ลดลงไปด้วย ระบบ การเรียนรู้จากพ่อสู่ลูกจึงเริ่มหายไป เนื่องจากลูกตอ้งเขา้สู่ระบบโรงเรียน เป็นผลทา ให้ความ ใกล้ชิดระหว่างเครือญาติหายไป และขาดการถ่ายทอดสืบทอดในระบบครัวเรือนไป 2.) ศำสนำและควำมเชื่อในอดีตในอดีตเป็นแบบด้งัเดิมคือนบัถือบรรพบุรุษและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ซึ่งมีความเชื่อและกฎจารีตเป็นที่ยดึเหนี่ยวจิตใจและคอยควบคุมพฤติกรรม สิ่ง ศกัดิสิทธ์ิที่ชุมชนมง้นบัถือมีดบัน้ี1) ผีบ้าน (Dab khua hauv vaj tse) 2) ผีบรรพบุรุษ (Poj uawm txwv koob) 3) หมอทรงเน้ง (Txiv neeb) 4) เทพผู้มีอ านาจในการท าลาย (Yawm ntxwg nyoog) 5) เทพผู้มีอ านาจในการให้ก าเนิดหรือสร้าง (Yawm saub) ซ่ึงความเชื่อดงักล่าวน้ีนา มาสู่ พฤติกรรมที่เป็นวิถีการปฏิบตัิพิธีกรรมและความเป็นมง้ดงัน้นัเมื่อมีการเจ็บไขไ้ดป้่วยก็จะตอ้ง ทา พิธีกรรมเพื่อดูวา่ผปู้่วยน้นั ไปทา การละเมิดสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิหรือไม่และตอ้งทา การอยา่งไรเพื่อให้ หายป่วย หรือในบางรายที่ตอ้งพ่ึงยาสมุนไพร ก็จะตอ้งมีการทา พิธีหรือการนา ของไปใหแ้ก่หมอ ยาเพื่อใหห้มอยาจดัยาสมุนไพรให้เพราะเชื่อวา่หมอยาจะใหย้าสมุนไพรแก่คนอื่นไปเรื่อยไม่ได้ เพราะวา่ยาน้นัมีเจา้ของอยู่หมอยาเองจะตอ้งทา พิธีเพื่อขอนุญาต ดงัน้นัสมุนไพรและพิธีกรรม จึงเป็นสิ่งที่ควบคู่กนัเสมอ แต่ในปัจจุบนัที่มีศาสนาอื่นๆเขา้ไปในชุมชนมง้มากข้ึน เช่น ศาสนา พุทธ คริตส์เป็นตน้ก็ส่งผลต่อการปฏิบตัิเนื่องจากบางศาสนาสอนใหเ้ชื่อสิ่งอื่นๆที่ต่างไปจาก เดิม หรือบางศาสนาห้ามไม่ให้ท าพิธีกรรม จึงส่งผลให้พิธีกรรมต่างๆและบทบาทของผู้รู้ด้าน พิธีกรรมหายไป 3.) พืชสมุนไพรที่นบัวนัก็จะหายากข้ึน จากที่กล่าวมาแลว้ว่าเนื่องจากภูมิประเทศและ วิวฒันาการที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการยา้ยถิ่นฐานของชุมชนมง้ในอดีตทา ใหไ้ม่สามารถนา


บทที่ 1 : บทน ำ 7 เมล็ดพันธุ์บางอย่างติดตัวมาได้ ท าให้ความหลากหลายของพนัธุ์พืชลดลงไป ดงัน้นัการรักษา โรคบางชนิดที่ต้องมีส่วนประกอบของยาสมุนไพรหลายอย่างก็อาจขาดยาบางตัวไป ท าให้ สรรพคุณไม่ดีเท่าที่ควร อีกท้งัสรรพคุณของยาสมุนไพรน้นัจะทา ใหโ้รคค่อยๆหายไป ซึ่งไม่ เหมือนยาสมัยใหม่ที่ได้ผลเร็วกว่า รวมถึงรสชาดและรูปลักษณ์ของยาที่ท าใหร้ับประทานง่ายข้ึน อีกท้งัมีการรับรองจากหน่วยงานสาธารณสุข จึงทา ใหเ้กิดความเชื่อถือมากกวา่ ดงัน้นั ชุมชนมง้จึงหันไปนิยมยาจากภายนอกมากข้ึน 4.) นโยบำยรัฐก็มีเป็นปัจจยัสา คญัที่ทา ใหบ้ทบาทของการรักษาสุขภาพแบบพ้ืนบา้น และกรรใช้สมุนไพรลดลง โดยจะเห็นวา่นโยบายน้นั มุ่งพัฒนาประเทศในด้านเศรษฐกิจจนท าให้ ขาดสมดุลการพัฒนาด้านองค์ความรู้ และในปัจจุบนัรัฐไดอ้อกกฏหมายใหห้มอพ้ืนบา้นที่ สามารถทา การรักษาไดน้้นัตอ้งมีใบรับรอง ดงัน้นัการจะไดม้าซ่ึงรับรองน้นัผเู้ป็นหมอจะตอ้งไป อบรมและสอบ กระบวนการน้ีจึงมีจา นวนหมอพ้ืนบา้นของชนเผา่มง้จา นวนน้อยมากที่สามารถ ได้ใบรับรองได้ เนื่องจากอุปสรรคด้านภาษา การเดินทางและค่าใช้จ่าย จึงส่งผลให้หมอ พ้ืนบา้นไม่กลา้ทา การรักษาให้ผปู้่วย และผปู้่วยเองก็ไม่กลา้ที่จะไปรักษากบัหมอพ้ืนบา้น ดงัน้นั หมอพ้ืนบา้นที่ไม่มีใบรับรองจากรัฐจึงกลายเป็ นหมอเถื่อนไปโดยปริยาย การปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้าที่ส่งผลกระทบต่อ การลดความหลากหลายทางชีวภาพ


บทที่ 1 : บทน ำ 8 5.) กำรถ่ำยทอดสืบทอดในชุมชนใน ปัจจุบันน้นั ไดข้าดช่วงไปแลว้เนื่องจากคนรุ่น ใหม่ที่ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษาตามที่รัฐ ก าหนดและท าให้ต้องออกจากชุมชน จึงท าให้ กระบวนการถ่ายทอดสืบทอดแบบวิถีชีวิตหรือ ธรรมชาติน้นัหายไป อีกท้งัผเู้ป็นพ่อแม่ก็ไม่มี เวลาที่จะสนใจให้ลูกหลานกลับมาเรียนรู้ และคนรุ่นใหม่น้นัก็ไม่ได้ตระหนักเห็นความส าคัญ ขององคค์วามรู้เหล่าน้ี เนื่องจากบริบทสังคมปัจจุบันที่ต้องตามระบบเศรษฐกิจเพื่อความอยู่รอด ดงัน้นัจึงคิดวา่การมาเรียนรู้องคค์วามรู้ด้งัเดิมน้นัเป็นสิ่งที่ลา้สมยและั ไม่สร้างรายได้ 2.4 กำรปรับตัวของชุมชนม้ง เนื่องจากปัจจัยที่กล่าวมาข้ันต้นจึงท าให้ชุมชนม้งจะมีการปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ สมุนไพรไปมาก ถึงแมว้่าในสถานการณ์ปัจจุบนัน้ันชุมชนไม่อาจปฏิเสธแพทยแ์ผนใหม่แต่ก็ คงไม่ปฏิเสธการรักษาแบบด้งัเดิมโดยสิ้นเชิง ยังเห็นกันแพร่หลายว่าในชุมชนยังคงมีการรักษา โดยแพทยแ์ผนใหม่ควบคู่กบัด้งัเดิม เช่น ถึงแม้จะได้รับยาจากโรงพยาบาล แต่ยังต้องมีการท า พิธีกรรม หรือทานยาสมุนไพร เป็ นต้น ดงัน้นัผูจ้ดัทา จึงเล็งเห็นว่าเพื่อความอยู่รอดขององคค์วามรู้ดา้นสมุนไพรและพิธีกรรม ของชนเผ่าม้ง จึงได้จัดท าคู่มือฉบับน้ีข้ึนมาเพื่อเป็นแนวทางให้แก่หน่วยงานพัฒนาเอกชน หน่วยงานรัฐ สถานศึกษา และชุมชนเพื่อสามารถนา ไปใชไ้ดอ้ยา่งถูกวิธีและรู้สิ่งที่ควรตระหนกั ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสมุนไพรชนเผ่าม้ง


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 9 บทที่ 2 องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร และพ ิ ธ ี กรรมท ี่เก ี่ยวข ้ อง


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 10 บทที่ 2 องค์ความรู้เกยี่วกบัสมุนไพรและพธิีกรรมที่เกี่ยวข้อง 1. องค์ความรู้ในการรักษาโรคโดยพิธีกรรม เนื่องจากวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับป่ าและพึ่งพาธรรมชาติ จึงท าให้ชนเผ่าม้งมีความเชื่อ เกี่ยวกบัสิ่งเหนือธรรมชาติและเทพเจา้ต่างๆ ซ่ึงเทพเหล่าน้ีก็มีท้งัดีและไม่ดีดงัน้นัเมื่อมนุษยจ์ะ ท าอะไรก็ต้องค านึงว่าจะไม่ไปท าให้เทพไม่พอใจหรือเป็ นการละเมิดเทพ และเพื่อป้องกันไม่ให้ เทพมารบกวนมนุษย์และเพื่อให้เทพที่ดีมาช่วยคุ้มครองมนุษย์แล้ว มนุษย์จึงต้องสร้างความเชื่อ ทา พิธีกรรม และสร้างกฎจารีตข้ึนมา แต่ถา้เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษยไ์ปทา การละเมิดเทพหรือสิ่ง ศกัด์ิสิทธ์ิก็จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆข้ึน เช่น ทา ใหเ้กิดโรคภยัใขเ้จ็บแก่ผทู้ี่ไปทา การละเมิดหรือ ญาติพี่นอ้งหรือชุมชน เป็นตน้ดงัน้นัจะสังเกตไดว้า่การรักษาสุขภาพของชนเผา่มง้น้นัจะควบคู่ กับพิธีกรรมเสมอ เพราะการรักษาโรคจะต้องดูท าพิธีว่ามีสาเหตุมาจากอะไร 1.1 สาเหตุของการเจ็บป่วย 1.) เกิดจากอากาศหรือธรรมชาติ การเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติน้นัเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ที่ท าให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ จึงท าให้ร่างกายไม่สบาย ซึ่ง สาเหตุน้ีสามารถใชย้าสมุนไพรที่เหมาะในการรักษาได้เช่น ไขห้วดัเป็นตน้ 2.) เกิดจากการกระท าของผู้อื่น การเจ็บป่วยที่เกิดจากการกระทา ของผอู้ื่นน้นัจะมีอาการที่ต่างไปจากโรคทวั่ ไป เนื่องจากอาการเจ็บป่ วยจะไม่ชัดเจน ไม่สามารถวิเคราะห์โรคได้หรือหาต้นเหตุได้ จึง ต้องใช้การเข้าทรงเพื่อหาสาเหตุ แต่ก็เป็ นที่ยากที่จะหาสาเหตุพบ ซึ่งต้องใช้คาถาอาคม ถอดถอนให้


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 11 3.) เกิดจากการกระท าของตัวเอง การเจ็บป่วยที่เกิดจาการกระทา ของตวัเองน้นัจะมีลกัษณะการเจ็บป่วยภายนอก มากกว่า เช่น การเกิดบาดแผล แขนหัก ท้องเสีย เส้นเอ็นเคล็ด เป็ นต้น ซึ่งอาการ เหล่าน้ีก็ตอ้งพ่ึงยาสมุนไพรและการจบัเส้นในการรักษา แต่ในบางโรคตอ้งใชค้วบคู่กบั การใช้คาถาอาคมด้วย เช่น การต่อกระดูก 4.) เกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ การเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติน้ันอาจเป็ นเพราะผู้ป่ วยมี ขวัญอ่อน ถูกผีป่ าผีเขา วิญญาณของบรรพชนต้องการความช่วยเหลือ หรือผู้ป่ วยอาจ ไปท าอะไรที่เป็นการละเมิดต่อบรรพชน ซ่ึงวิธีการรักษาน้ันก็จะต้องพ่ึงการทา พิธี เข้าทรงหรือการสู่ขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว 1.2 พธิีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาสุขภาพ 1.) การสู่ขวัญ สู่ขวัญ หรือฮูปลี่(ในภาษาม้ง) ตามความ เชื่อของมง้น้ันมนุษย์1คนจะมีขวัญ 12ขวัญอยู่กับ ตัว ดงัน้นัถา้ขวญั ใดขวญัหน่ึงหายไป หรือตกหล่น ขนาดที่เจ้าตวัตกใจกลวัสิ่งใดสิ่งหน่ึง หรืออาจหนี ไปเที่ยว จึงท าให้เจ้าตัวไม่สบาย ดังน้ันต้องท าพิธี เรียกขวัญเพื่อให้ขวัญกลับมาสู่ผีบ้านผีเรือนและเจ้า ตัว ส าหรับในงานปี ใหม่ม้งก็จะมีการท าพิธีสู่ขวัญให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวด้วย เพื่อให้ สมาชิกในครอบครัวทุกคนมีสุขภาพที่ดีในปี ต่อไป โดยมีความหมายบทสวดโดยสรุปดงัน้ี “วันนีเ้ป็นวันดีวันนีเ้ป็นวันบริสุทธิ์ วันนี้เป็ นวันสะอาด วันนี้เป็ นวันกลับมา วันนี้ เป็ นรับ ไม่ได้เรียกสัตว์ ไม่ได้เรียกโรคภัยใข้เจ็บ ไม่ได้เรียกอุบัติเหตุ แต่เรียกคนชื่อ (ชื่อคน)


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 12 ขอให้ 12 วิญญาณ และ 12ขวัญที่ได้ไปตกลงที่เหว ตกลงที่ท ามาหากิน ให้กลับมาอยู่กับพี่น้อง กลับมาอยู่กับพ่อแม่ กลับมาอยู่กับบ้านกับเรือน กลับมาอยู่กับไฟ การเรียกครั้งนี้ได้น าใข่ไก่ ธูป และไก่ไปช่วยเรียกให้ขวัญกลับมา” อุปกรณ์ที่ต้องใช้ - กระด้งส าหรับใส่อุปกรณ์ - ข้าวเปลือก 1ถ้วย - ใข่ไก่1 ฟอง - ธูป 3 ดอก - ไก่ 1 ตัว (ถ้าเป็ นผู้ชายให้ใชไ้ก่ตวัเมีย ผู้หญิงให้ใชไ้ก่ตวัผ)ู้ - กว ั่ (เขาวัว) 1 คู่ วิธีการท า น าอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ไปวางไว้ตรงหน้าประตู (ประตูพิธีกรรม) ตรงกับทิศตะวันออก หรือสถานที่ขวัญตกหายไป พิธีกรรมน้ีจะทา ในเวลา 6-7 โมงเชา้เท่าน้นัการสู่ขวญัแต่ละคร้ังตอ้ง ท า 3 คร้ังติดต่อกนั ในเวลา 2 เช้า กับ 1 เย็น หลังจากสู่ขวัญ 3 คร้ังเสร็จแลว้ก็เอาไก่มาตม้ (ต้ม เป็ นตัว) แลว้เอาไก่ที่ตม้ไดม้าดูวา่ขวญัมาหรือยังไม่มา โดยจะดูจากลิ้นของไก่ที่นา ไปตม้ ถา้ลิ้น งอกไปทางที่ปากไก่หมายถึง ขวญัมา แต่ถา้ลิ้นงอกตรงออกไปดา้นนอก หมายถึง ขวญั ไม่มา จึงต้องท าพิธีต่อแล้วแต่หมอผีหรือผู้หลักผู้ใหญ่แนะน า 2.) การอัวเน้ง การอัวเน้งหรือการทรงเจ้าเป็ นพิธีกรรมที่ผู้ที่ประกอบพิธีอังเน้งหรือซียีน้ันจะสามารถ สื่อสารกับนยู้วะสิกแต่ง หรือเทพเจา้แห่งความดีความชวั่ ซึ่งเป็ นผู้ตัดสินคดีกรรมดีกรรมชวั่ของผู้ ที่ตายไป โดยซิยีน้นัจะมีการไปสอบถามถึงตน้เหตุของการเจ็บป่วยและบางคร้ังอาจมีการเจรจา ต่อรองกบัเทพดว้ย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีองัเน้งก็จะทา พิธีตามที่ไดต้กลงกบัเทพไว ้ซ่ึงผูท้ี่เป็นซียีน้ัน


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 13 จะมีแท่นบูชาหรือ ท่าเน้ง ซึ่งการท าพิธีแต่ ละคร้ังน้ันจะมีคนช่วยทา ด้วย และผูช้ ่วย คนน้ีก็เป็นคนที่มีบทบาทส าคัญและจะต้อง เป็ นคนที่รู้เรื่องและเข้าใจภาษาที่ใช้ จะรู้ว่า จะ ท าอ ะ ไร ช่ วงไห น แ ล ะ ผู้ท รงร่ าง ต้องการสื่อสารอะไร ส่วนผูท้รงเน้งน้ัน ก่อนที่จะไปบ้านของคนที่มาขอให้ทรง จะตอ้งแจง้ใหผ้ีบา้นผีเรือนในบา้นของตน และเทพเนง้รู้ก่อน “ให้ผีบ้านผีเรือนมาดูแลคนในบ้าน ถ้าขวัญใครหายไปก็ให้กลับมาอยู่ในบ้านกันทุกคน ในวันนี้ได้มีคนมาขอให้ไปรักษาคนในบ้านอื่น ให้เทพเน้งอนุญาตให้ตนไปรักษาด้วย” พอไปถึงบ้านที่จะท าพิธี จะพูดว่า “ผีบ้านผีเรือน วันนี้เรามาดี เราไม่ใช่ขโมย เราไม่ได้มาท าให้ เจ็บป่ วย เราเป็ นคนดีมา จากโลกที่จะรักษาคน เราจะมารักษาคน อนุญาตให้เรารักษาด้วย ขอให้คนที่ขวัญตกหายไปจง กลับมาอยู่กับพี่น้อง อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับผีบ้านผีเรือน ในวันนี้ให้จงหายจากอาการป่ วย” หลงัจากพิธีเสร็จสิ้นไป เมื่อเดินทางไปถึงบ้านก็ต้องแจ้งให้ผีบ้านผีเรือนและเทพเน้งว่า “วันนี้ได้ไปรักษาคนมา เราจะกลับมากินมานอนที่นี่ ให้เทพเน้งมาอยู่มากินกับบ้านกับ เรือน ไม่ต้องให้สิ่งไม่ดีเข้ามาบ้าน” การอัวเน้งแบบยืน ผู้ที่คอยจับเป็ นผู้ช่วยทรงเน้ง ภาพถ่ายโดย สิรินยา ค าเมือง


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 14 อุปกรณ์ที่ต้องใช้ - จวั่เนง้ - จ้ือเน้ง - เจี๊ยเน้ง - กวั่ - ธูป - กระดาษเงิน - เกา้อ้ีเน้ง กวั่ จื๊อเน้ง เจี๊ยเน้ง จวั่เนง้ การอวัเนง้แบบนงั่


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 15 ผู้ที่สามารถจะประกอบพิธีองัเนง้น้นั จะมีการอยู่สองแบบคือ เน้งเรียนและเน้งผีบอก เน้งเรียนหรือเน้งตาขาว (Neeb muag dawb) ผทู้ี่เป็นซียนี้นัจะเรียนและฝึ กฝนจากผู้ที่ เป็ นอยู่แล้ว สามารถรักษาการเจ็บป่ วยได้ แต่ในบางคร้ังก็ไดผ้ลไม่ดีเท่าเนง้ผีบอก เน้งผีบอกหรือเน้งตาด า (Neeb muag dub, neeb rooj) เป็ นเน้งที่บรรพชนกลับมาหาโดย ก าหนดให้ลูกหลานคนๆน้นัเป็นซียีผถูู้กเลือกน้นัอาจไม่สบายหรือเจ็บป่วยและไม่สามารถรักษา ได้ และก็มีอาการเหมือนจะทรง ถ้าผู้ที่ใกล้ชิดหรือญาติพี่น้องรู้ก็จะเตรียมอุปกรณ์ให้ท าพิธี หลงัจากที่ทา พิธีแลว้ซิยผีนู้้นัก็จะมีอาการดีข้ึน 3.) การอัวเจ๊ง การอัวเจ๊ง หรือท าให้หายตกใจ เป็ นพิธีกรรมที่เชื่อกนัวา่เมื่อคนผูน้้นั ไปเจออะไรมาเป็น เหตุให้ตกใจ และขวัญได้หายไป จึงท าให้มีร่างกายที่ไม่ปกติ เช่น มีไข้ที่รักษาด้วยยาสมุนไพร ไม่หาย เป็ นต้น ก็จะต้องท าพิธีเพื่อเรียกขวัญกลับมา ซึ่งโดยปกติแล้วจะท ากัน 3คร้ัง เช่น ทุก เช้าติดต่อกัน หรือ 2 เช้า 1 เย็น เป็ นต้น แต่กรณีที่อาการหนักก็ให้ท า 7คร้ัง ผู้ท าพิธีจะสวดว่า “อะไรที่ท าให้คนนี้ตกใจ ฉันจะช่วยท าให้หายตกใจ หมูหมากัดท าให้ ตกใจ ฉันจะท า ให้ หายตกใจ รถเรื อท าให้ ตกใจ ฉันจะท าให้ หายตกใจ คนตายท าให้ ตกใจ ฉันจะท าให้ หาย ตกใจ ตกใจที่มือฉันท าให้หาย ตกใจที่เท้าฉันท าให้หาย ตกใจที่เลือดฉันท าให้ หาย ตกใจที่หัว กระดาษเงิน การเผากระดาษเงิน


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 16 ฉันท าให้หาย ตกใจที่เอ็นฉันท าให้หาย ตกใจที่หัวใจฉันท าให้หาย ตกใจที่ปอดฉันท าให้ หาย” เป็ นต้น อุปกรณ์ที่ใช้ คือ ขิงหรือขมิ้น หรือน้ าคา้ง หรือยาสมุนไพรชนิดหน่ึงชื่อ ป่าเด๋(ยา สมุนไพรมีกลิ่นคลา้ยยาหม่อง) 4.) การไซ้หย่าย การไซ้หย่ายหรือการท านาย เป็นพิธีการทา นายให้ทราบว่าคนที่ไม่สบายน้ันเกิดจาก สาเหตุอะไร โดยจะใช้กวั่ในการทาย ผูท้ ี่ทา พิธีจะโยนกวั่ลงที่พ้ืนและดูว่ากวั่ลงหงายหรือคว่า โดยก่อนจะโยนน้ันจะถามว่าผูท้ี่ไม่สบายน้ันเป็นเหตุจากสิ่งน้ีใช่หรือไม่ถา้ใช่ให้คว่า ท้งัคู่เป็น ตน้ถา้กวั่คว่า ท้งัคู่ก็จะตอ้งถามซ้ าว่าไม่ควรมาหลอกมาโกหก ให้บอกความจริง และโยนไป อีก ถา้ยงัเหมือนเดิมก็ให้โยนเป็นคร้ังที่สาม และถามเหมือนเดิมเพื่อความแน่ใจ ถา้ท้งั 3คร้ัง เหมือนเดิมก็แสดงว่าใช่ ถ้ารู้ว่าสาเหตุของการไม่สบายมาจากอะไรก็จะท าตามหรือรักษาตามวิธี น้นัๆ อุปกรณ์ที่ใช้คือ กวั่(เขาวัว) และธูป 2. องค์ความรู้ในการรักษาสุขภาพโดยสมุนไพร 2.1 การก าเนิดสมุนไพร ตามความเชื่อด้านสมุนไพรของชนเผ่าชนม้งเล่าไว้ว่า Poj kuab pog yawm kuab yawg (ป่ อ-ก้วั-ปอ กับ เย๋อ-กวั๊-เยอ) ไดห้วา่นพืชผล (ซ่ึงพืชผลที่หวา่นมาน้นัเป็นลูกของเทพท้งัสอง องค)์มายงัโลกน้ีหลงัจากที่ไดห้วา่นพืชลงมายงัโลกน้ีจึงทา ใหโ้ลกน้ีมีพืชพนัธุ์ต่างๆ เกิดข้ึน มากมาย ซ่ึงพืชที่หวา่นลงมายงัโลกน้ีมี2 ประเภท คือ พืชที่ใชร้ักษาโรค และใชฆ้ ่าสิ่งมีชีวิต หลังจากที่ได้หว่านเมล็ดพืชลงมายังโลกแล้ว จึงได้ส่งหลานสาวชื่อ Niam nkauj kab yeeb tshuaj (เนีย-ก้าว-ก๊ะ-แยง-ชวั่) มาเพื่อใหม้าเฝ้าและดูแลพืชผลที่หวา่นลงมายงัโลกน้ีโดยเฉพาะพืชที่ออก ฤทธิ์ และใช้เป็ นยาสมุนไพร จึงเป็นเหตุใหช้นเผา่มง้ตอ้งมีการต้งัหิ้งบูชาเพื่อใหค้วามเคารพนบั


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 17 ถือแก่เทพยาสมุนไพร หรือ เนีย-ก้าว-ก๊ะ-แยง-ชวั่นนั่เอง ตามความเชื่อน้นัเชื่อกนัวา่เทพยา สมุนไพรจะมาสถิตบนหิ้งบูชาตลอดท้งัปีและจะหยดุพกัในช่วงปีใหม่มง้เท่าน้นัที่เทพเองก็ จะต้องกลับไปท าพิธีกรรมบนช้นัสวรรคเ์หมือนกบัมนุษยท์วั่ ไป ดงัน้นัช่วงเทศกาลปีใหม่หมอยา สมุนไพรที่ต้งัหิ้งบูชาก็จะหยดุการใหย้าสมุนไพรกบัคนไขโ้ดยทวั่ ไปเหมือนกนั นางชี แซ่ลีได้กล่าวว่า “เมื่อฉันอายุได้ประมาณ 6-7 ขวบ ฉันติดตามย่าไปเก็บ สมุนไพรในป่ า อีกทั้งด้วยความเป็ นเด็กที่โตและมีชีวิตสัมพันธ์กับป่ า ท าให้ฉันได้เรียนรู้ ถึง ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับต้นไม้ใบหญ้า เรื่องเล่ามากมายที่ได้ฟังจากย่าเกี่ยวกับความ เชื่อที่ว่า “จะเก็บต้นสมุนไพรสักต้นต้องขออนุญาตจากเจ้าของก่อน ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยต้น สมุนไพรก็จะสิ้นคุณค่า” ฉันในตอนนั้นอดสงสัยไม่ได้ว่าใครเป็ นเจ้าของ วันหนึ่งย่าของฉันไม่สบายมาก ต้องพาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่แพทย์ก็ไม่ สามารถวิเคราะห์โรคได้ จึงต้องพากลับบ้านไปหาหมอผีประจ าหมู่บ้านให้ท าพิธี ไม่นานย่าก็ หายเป็ นปกติ หลังจากที่เจอเหตุการณ์นี้ท าให้ฉันค่อนข้างใกล้ชิดกับบางอย่างที่คนทั่วไปไม่ สามารถเข้าถึงได้ เพราะฉันเริ่มเชื่อและศรัทธาในสิ่งลึกลับนี้ ฉันเริ่มเรียนรู้ ในการท่องคาถาด้วย หัวใจและพัฒนาทักษะให้เข้าถึงพวกเขา ฉันค้นพบบางอย่างที่ไม่สามารถถ่ายทอดให้คนอื่นได้ ฉันได้เรียนรู้ ว่าต้องเคารพข้อห้ามและท าตามกฎจารีตของตระกูล ถ้าไม่ท าตามก็จะส่งผลร้ ายต่อ ตระกูล การเป็ นหมอยาจะต้องไม่ลบหลู่ถึงพลัง ของการรักษา ต้องรู้ ว่าความรู้ เหล่านั้นไม่ใช่ของ ตัวเองคนเดียว แต่เป็ นของเทพคู่หนึ่ง ( Pojkuabpog and Yangkuabyawg) ซึ่งหว่าน เมล็ดพันธุ์สมุนไพรในป่ า และหลานสาว(Niam Nkauij Kab YeebTshuaj) เป็ นคนดูแลสมุนไพร”


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 18 2.2 เรื่องเล่าเกี่ยวกับยา Kuab muaj tsuas (กั๊ว-มัว-จัว) ต านานเล่ามาว่านานมาแล้วมีชายตาบอดคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งไม่มีใคร ให้ความช่วยเหลือยากจนมาก จะไปไหนมาไหนก็คลานไป จนมาวันหนึ่งมีเทพองค์หนึ่งเข้ามาใน กระท่อม และบอกว่า “ให้ตาไปที่ผาหินแล้วไปเก็บยา สมุนไพรต้นหน่ึงที่ผาหินมาน้ันมาต้มล้างตา” ชายตา บอกก็ถามว่า “ฉันตาไม่ดีแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้นยา สมุนไพรน้ันเป็นอย่างไร?” เทพองค์น้ันตอบว่า “เป็ น ต้นที่ลักษณะใบอ่อนๆ บางๆ ใบลื่น ขนาดของใบเท่า นิ้วหวัแม่มือ” หลงัจากน้นัชายตาบอดก็ไดไ้ปที่ผาหิน และได้ ไปเจอต้นหญ้าต้นหนึ่งไม่ค่อยสูงเวลาจับใบลื่นๆ บางๆ อ่อนๆ ตามที่เทพมาบอกเขาจึงรีบเก็บมาและเมื่อมาถึงบา้นแลว้เขารีบนา ตน้ยาสมุนไพรน้ันไป ต้มตามค าบอกเล่าแล้วน ามาล้างตาที่บอดสนิทของตนเอง หลังจากล้างตาไปแล้วไม่นานเขาก็ สามารถมองเห็นได้เหมือนปกติ 2.3 กฏจารีตและข้อห้าม กฎที่เทพตั้งขึ้น คือ มียาร้อนยาเย็น (tshuaj kub tshuaj txias) ยาบางอย่างที่ไม่ให้ สอน เพราะเป็ นยาที่เทพ ก าหนดไว้ ถา้ไม่เกิดโรคน้นักบัตวั ห้ามเรียน ห้ามเอาเข้าบ้านจะมี เหตุร้ายเกิดข้ึนกบัตนเอง หรือคนใน ครอบครัว กฎที่มนุษย์ต้ังขึน้ และเป็ นเงื่อนไขจากเทพด้วย คือ ต้องให้ค่าครูนิดหน่อยถึงแม้ ไม่ได้ต้งัหิ้งบูชา (teev thaj tshuaj) ก็ตาม แต่ถา้หมอสมุนไพรคนไหนที่ไดต้้งัหิ้งบูชาแลว้ก็ ตอ้งทา ตามข้นัตอนเกี่ยวกบัการขอยาสมุนไพรท้งัหมด คนที่มาเอาสมุนไพรไปถึงจะหาย เพราะถือว่าได้ให้ความเคารพกับเทพสมุนไพร


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 19 2.3.1 ข้อห้ามส าหรับการเก็บยาสมุนไพรในป่า 1) ห้ามเก็บยาสมุนไพรตอนกลางคืนเนื่องจากมีความเชื่อว่ายาสมุนไพรน้ันไดน้อนหลบั หมดแล้วถ้าเก็บมารักษาก็จะไม่ได้ผลเพราะยาไม่ท างาน ดงัน้นัช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด คือ ตอนเช้า และตอนเย็น 2) ห้ามเก็บยาช่วงเทศกาลปี ใหม่เนื่องจากเทพยาสมุนไพรที่ดูแลได้ลาหยุดไปเที่ยวปี ใหม่ถ้า เก็บยาสมุนไพรช่วงน้ีจะรักษาไม่ไดผ้ล 3) การเก็บยาสมุนไพรในฤดูแล้งยาสมุนไพรจะมีสรรพคุณมากกว่าฤดูอื่นๆ 4) สรรพคุณของยาสมุนไพรในฤดูร้อนจะอยู่ที่รากส่วนในฤดูฝนจะอยู่ที่ใบ 5) คนที่จะเก็บยาสมุนไพรมารักษาแล้วจะน าไปรักษาโรคได้ดีต้องเป็ นหมอยาสมุนไพร เท่าน้นั ถึงแม้จะเป็ นยาสมุนไพรชนิดเดียวกันแต่ถา้ผูท้ี่เก็บยาน้นั ไม่ใช่หมอยาสมุนไพร ก็จะมีผลในการรักษาจะแตกต่างกัน เพราะเชื่อว่าสรรพคุณที่ไดน้ ้ัน นอกจากไดจ้ากตวั สมุนไพรยังได้จากตัวหมอสมุนไพรด้วย 6) ห้ามเก็บยาสมุนบางชนิดมาไว้ในบ้าน เพราะเชื่อว่าถ้าเก็บมาไว้ในบ้านก็จะท าเกิดโรค เหล่าน้นัๆแก่สมาชิกในบา้น ซ่ึงไดแ้ก่ยารักษากระดูกหัก ยาแกพ้ ิษงูเป็นตน้ซ่ึงยา จา พวกน้ีจดัเป็นยาร้อน นางชี เล่าว่า “เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1978 เนื่องจากฉันเกิดอาการป่ วย หนักจนตัวเกร็งหมด ไม่สามารถเดินได้ หมอพิธีกรรมดูมื้อแล้วเห็นว่าต้อง Teev thaj tshuaj (เตง-ท่า-ฉั้ว) และต้องมีการ ปลูกต้นสมุนไพรชดเชยให้กับยาที่เราเคย ไปเอามาจากป่ าก่อนหน้านั้น เพราะเทพ


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 20 สมุนไพรบอกว่าเราไม่ได้ Teev thaj tshuaj หรือตั้งหิ้งบูชาเทพยา ก็เหมือนเราไม่ได้ไปขออนุญาต ก่อนน ามาใช้ แต่เหมือนเราไปขโมยของเขามาใช้เรื่อยๆ ท าให้เทพสมุนไพรไม่พอใจถึงส่งข่าวมา บอกโดยท าให้เราป่ วยหนัก ถ้าเราไม่ป่ วยหนักเราคงไม่ส านึก และไม่รู้ สึกเคารพเทพ โดยการ ขโมยยาสมุนไพรมาใช้เรื่อยๆ” เธอยังได้กล่าวว่าจะต้องมีบทพูดแจ้งให้เทพยารู้ว่าเราขออนุญาตเก็บสมุนไพร โดยพูด ดงัน้ี “วันนี้มีญาติพี่น้องมาขอฉันให้เอายาให้ พวกเขาไม่ได้มาขอเปล่า แต่ได้น ากระดาษเงิน ธูป และเงินให้แก่เทพแห่งยา (ป่ อ-กั้ว-ปอ กับ เย๋อ-กั๊ว-เยอ และเนีย-ก้าว-ก๊ะ-แยง-ชั่ว) ให้ทุกท่าน มารับอาหารในวันนี้ มารับเงินรับทองไปแบ่งปันกันใช้ ยาที่จะขอนี้ให้รักษาให้หายจากอาการ ไม่สบาย รักษาตอนไหนก็หายตอนนั้น ไม่ต้องมีโรคภัยใดๆเข้ามาอีกเลย” (lawv txom nyeem es muab qaib muab xyab muab ntawv los muaj ntau los sib faib noj muaj tsawg sib faib siv tsis txhob luab mob luab ntsaj luab xaiv luab lus, tsis nros tsis chim, kwv tij/ niam txiv/ kwj tij neej tsa/ thov dag thov zog thov dawb thov huv thov muaj txiag muaj ntsig los ua tshuaj tshav ntuj rau nws.) 2.3.2 ข้อปฏิบัติส าหรับผู้ที่เป็นหมอยา 1) ไม่ปฏิเสธการรักษาไม่วา่คนน้นัจะยากจนหรือมงั่มี 2) ต้องไม่เรียกค่ารักษาจนแพงเกินไปถ้าแพงเกินไปเทพยาอาจจะไม่พอใจจะเกิด ผลร้ายกับหมอยาเอง 3) ต้องไม่ให้ยาโดยปราศจากค่าครู กระดาษเงิน กระดาษทอง ในกรณีที่ไม่มีค่าครู 4) ต้องปฏิบัติตามกฎพิธีกรรมที่จะให้ยาอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามก็อาจจะเกิด ผลร้ายกับตนเองและครอบครัว 5) ต้องดูแลตนเองไม่กินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น เน้ือสัตวบ์างอย่างที่ชนเผา่มง้ถือว่า เป็ นสัตว์ต ่า เป็ นต้น


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 21 6) ยาบางชนิดไม่สามารถสอนให้แก่คนในตระกูลได้ถ้าสอนก็จะทา ให้ผูน้ ้ันหรือ ตนเองเกิดโรคน้นัแก่ตวัเอง 2.3.3 การบริการแก่คนป่ วย 1) การบริการไม่มีการเลือกปฏิบัติ 2) ค่ารักษาข้ึนอยู่กบอาการ, ชนิดของโรค, ชนิดยาร้อนหรือยาเย็น โรคบางอย่างที่หา ั ยายาก และส่วนผสมเยอะ 3) ยาสมุนไพรที่เป็นอนัตรายต่อชีวิต เช่น การทา แทง้,ยาที่ใชฆ้ ่าสิ่งมีชีวิตจะตอ้งมีการ ปรึกษาหารือกนัอยา่งรอบคอบแลว้เท่าน้นัและตอ้งไดร้ับการยนิยอมจากท้งัสอง ฝ่าย ท้งัสองตระกูล ถา้ไม่จา เป็นถึงข้นัตอ้งช่วยเหลือชีวิตอีกชีวิตหน่ึงหมอ สมุนไพรจะไม่ท าเด็ดขาด 4) ยาทวั่ ไป คิดไก่1 ตวั,กระดาษเงินกระดาษทองอยา่งละ3 ชุด,ธูป 3-6 ดอก, เงิน ประมาณ 120 บาท 5) ยาร้อน คิดไก่1 ตัว, กระดาษเงินกระดาษทองอย่างละ 3 ชุด, ธูป 3-6 ดอก เงิน ข้ึนอยกู่บัโรคเช่น เกี่ยวกับกระดูกประมาณ 1,000-3,000 บาท ข้ึนไป แต่ตอ้งข้ึนอยู่ กับอาการว่าหนักหรือเบา 6) ยาประเภทให้กา เนิดชีวิตคน คิดไก่1 ตวั,กระดาษเงินกระดาษทองอย่างละ3 ชุด, ธูป 3-6 ดอก เงินประมาณชุดละ 100 บาท แต่ไม่ควรน้อยกว่า 3 ชุดข้ึนไป แต่ถ้า หากว่าเขาสามารถท้องหลังคลอดแล้วได้ก็ต้องพาเด็กมาท าพิธีให้กับเทพที่ท าให้ เขาสามารถต้งัทอ้งได้โดยใชเ้งินแถบ 1แถบ พร้อมท้งัเอาไก่/หมูมาทา พิธีมดัขวญั ให้เด็กดว้ย พร้อมท้งัเย็บชุดมง้มาให้หมอยาสมุนไพร และสามีหรือ ภรรยาของ หมอสมุนไพรคนละ 1 ชุด


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 22 3. องค์ความรู้อื่นๆ ส าหรับการรักษาโรค นอกเหนือจากการรักษาด้วยพิธีกรรมและยาสมุนไพรแล้ว ชนเผ่าม้งยังมีองค์ความรู้ใน การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น การนวด การอบ การขูด เป็ นต้น โดยจะกล่าวคร่าวๆดงัน้ี 3.1การขูด (Kav) เพื่อระบาย การไหลเวียนของเลือดลมในร่างกาย ใหด้ีข้ึน อุปกรณ์ที่ใชคือ เหรียญหรือ ้ กา ไล และน้า มนั 3.2การนวด (Npuaj Npaws) เพื่อช่วยให้คลายเส้นและระบายการ ไหลเวียนของเลือดลมให้ดี มีลักษณะ คล้ายๆการขูด แต่จะไม่มีอุปกรณ์ใดๆ โดยที่ผู้ป่ วยสามารถท าเองได้ ส าหรับจุดที่จะนวดคือ แขน 2จุด ไหล่ 2จุด หน้าอก 3จุด และ หลัง 3จุด 3.3การนวดเจาะ (Zaws Hno) เพื่อรักษาอาการปวดท้องเนื่องจากอาหารเป็ นพิษ วิธีการ ทา คือ ให้นา อาหารที่ทานไปน้ันไปเผาไฟให้เป็นเถา้ถ่านแลว้นา ไปแช่น้า สะอาด นา น้า ที่ไดม้า บีบนวดบริเวณหน้าทอ้งและรูดไปตามแขนท้งัสองขา้ง โดยทา ขา้งละ3คร้ัง จากน้นั ให้รูดไปยงั นิ้วกลาง และให้มดันิ้วกลางดวยเชือก ้หลงัจากน้ันให้เจาะดว้ยเข็มสะอาดให้เลือดออก โดยให้ ทา ท้งัสองขา้ง เราจะรู้สาเหตุไดโ้ดยการดูเลือดที่ออกมา ถา้เลือดจมน้นั แสดงว่าอาหารที่กินเป็ น ของแสลง ถา้เลือดลอยแสดงว่าน้ ามนัที่ใช้ทา อาหารแสลง ถา้ผูป้่วยกินน้า น้ันเขา้ก็จะทา ให้ไม่ แสลงอาหารชนิดน้นัอีกเลย ซ่ึงอาการน้ียงัสามารถรักษาโดยการใช้มีดขูดเล็บมือเล็บเทา้เพื่อให้ ระบายด้วย


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 23 3.4 การดูด (Txhuav) เพื่อให้อาการปวดหัวดีข้ึนและเลือดที่คงั่ระบายดีข้ึน โดยจะใช้ ขวดหรือเขาสัตว์ดูดเพื่อท าให้เกิดสูญญากาศในบริเวณหน้าผากหรือหลัง จะเกิดรอยสีแดงใน บริเวณดังกล่าวก็จะได้ผลดี 4. ประสบการณส าหรับการใช้องค์ความรู้ในการรักษาโรคของผู้รู้ นางชี แซ่ลี ผู้รู้จากบ้านพญาพิภักดิ์ ประสบการณ์ในกรณีที่ผู้หญิงคลอดลูกยาก มดลูกไม่มีการบีบตัว เราต้องสังเกตอาการบีบ ตวัของมดลูกอาการเบ่งของแม่วา่มีแรงพอหรือไม่จากน้นัตอ้งดูว่าปากมดลูกเปิ ดตัวเต็มที่หรือยัง ถ้าหากปากมดลูกเปิ ดตัวเต็มที่ แต่ว่ามดลูกไม่แรงบีบตัวพอ เราต้องหายาสมุนไพรมาต้มให้แม่ดื่ม ประมาณ 1 ถ้วย และเอาสมุนไพรมาพอกที่อุ้งเท้าของแม่ประมาณ 5-10 นาทีก็จะท าให้มดลูกบีบ ตวัแรงข้ึน แม่มีแรงเบ่งมากข้ึนตามมาดว้ยทา ใหค้ลอดลูกไดง้่าย ประสบการณ์ในกรณีคนไข้เป็ นโรคมาลาเรีย (ไม่มีโรงพยาบาล) มีคนไข้ตอนที่อยู่ในป่ า แลว้ไม่มีโรงพยาบาล มีคนไขเ้ป็นโรคมาลาเรีย มีอาการหนาวสั่นเป็นเวลาเราตอ้งเอายาสมุนไพร มาทุบให้ละเอียดแล้วน ามาพอกที่แขนขวา กับขาซ้าย หรือ ถ้าพอกที่แขนซ้ายแล้วก็ต้องพอกที่ขา ขวาก่อนเวลาที่ไขจ้ะข้ึนจนเกิดอาการหนาวสั่นประมาณคร่ึงชวั่โมง นอกจากน้นัตอ้งเอาสมุนไพร 2 ตน้คือ ตน้ โคโลควีน และตน้ควีนนีน (เลือกตน้ ใดตน้หน่ึง) มาตม้ใหด้ื่มก่อนที่จะถึงเวลาจบัไข ประมาณคร่ึงชวั่โมงเหมือนกัน สามารถหายจากไข้มาลาเรียได้ นางเจี๊ย ลีลาศีลธรรม ผู้รู้จากหมูบ้านแม่ยะน้อย ประสบการณ์ในกรณี มีผู้ชายเผ่ากะเหรี่ยงมีอาการหนาวเย็น บวม นานมาแล้วมีคนไข้เป็ น ชาย 1คนเผ่ากะเหรี่ยงไม่สบายมากไปหาหมอหลายคร้ังแล้วแต่หมอก็วินิจฉัยโรคไม่ไดว้่าเป็น โรคอะไรและเกิดข้ึนกบัชายคนน้นัทางครอบครัวจึงให้ไปนบัถือศาสนาคริสตเ์พื่อเพื่อให้ศาสนา ช่วยรักษาแต่นานวันอาการก็ไม่ทุเลาลง ไม่รู้จะท าอย่างไร จึงลองเปลี่ยนมาเป็ นศาสนาพุทธและ เข้าบวชแต่อาการดังกล่าวก็ไม่หายดีข้ึน เน้ือตัวตามร่างกายบวม และมือ เท้าเย็นหนาวสั่น


บทที่ 2 : องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและ พิธีกรรม 24 ตลอดเวลา จะออกไปบิณฑบาตก็ไปไม่ไดจ้นพ่อแม่ชายคนน้ันเริ่มทอ้มีอยู่วนัหน่ึงพ่อแม่ชายผู้ น้นั ไดข้ ่าวว่าดิฉันเป็นหมอสมุนไพรที่มีความเชี่ยวชาญจึงไดมาขอให้ฉันไปรักษา ฉันจึงบอกให้ พาลูกชายมาที่บา้นเพื่อมาวินิจฉัยโรคก่อนจึงไดพ้ามาที่บา้นและดิฉันจึงไดต้รวจดูก็รู้ว่าชายผูน้้ัน เป็ นโรคอะไร ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนัก และดิฉันได้ถามว่าชายคนน้นั ไดป้ระสบพบ เจอกบัเหตุการณ์ที่ทา ให้ตกใจสุดขีดหรือเปล่า ชายผูน้้ันก็ไม่ตอบแต่ดิฉันรู้ว่าเป็นโรค (เจ้ง) คือ ลกัษณะของคนที่เจอเหตุการณ์เลวร้ายแลว้ตกใจต้งัสติไม่ไดจ้ะมีอาการแบบประสาทหลอน หู แว่ว อยากอยู่เงียบ ๆ ไม่อยากเจอผู้คน เป็ นต้น จึงได้ให้มาพักรักษาตัวที่บ้านโดยได้ใช้ยาสมุนไพร ป่าทุกชนิดมาตม้แลว้นา น้า มนัมาเคี่ยวให้ร้อนนา มาผสมกบัยาสมุนไพรแลว้เริ่มถูที่หน้าอกก่อน แลว้ค่อย ๆ ขยบัไปสู่จุดอื่น ๆ ทา แบบน้ี1วนั2 รอบ เชา้ – เย็นเป็ นระยะเวลา 1 อาทิตย์(การรักษา แบบน้ีเรียกว่า “ฉั่วเจ้ง)และช่วงที่ทา การรักษาน้ันต้องดูแลร่างกายให้อบอุ่นตลอดเวลาอย่าให้ โดนฝน /ลม เพื่อให้ร่างกายกลบัมามีเลือดลมเหมือนเดิม หลังจากน้ันไม่นานก็หายเป็นปกติ หลงัจากหายดีแล้วชายผูน้้ันได้เล่าให้ฟังว่าเคยเจองูตวัใหญ่มากทา ให้ตกใจแทบเดินไม่ได้หลงั จากน้นั1อาทิตยผ์า่นไป ไดข้บัรถจกัรยานยนตพ์ร้อมกบัเพื่อน 2 คน ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุรถ ชนทา ให้เพื่อน 1คนเสียชีวิตทนัทีจึงตกใจมากหลงัจากน้นัอาการดงักล่าวจึงค่อย ๆ เริ่มเกิดข้ึนแต่ ไม่คิดว่าจะใช่ตอนแรกเลยไม่กลา้เล่าให้ฟังถา้รู้วา่เป็นโรคแบบน้ีคงรีบมารักษาต้งันานแลว้คงไม่ ปล่อยใหอ้าการยดืเย้อืนานขนาดน้ีชายผนู้้นักล่าว ประสบการณ์กรณีผู้หญิงมีปัญหาเรื่องมดลูก (ภรรยาน้องสามี) เนื่องจากตอนคลอดลูกใหม่ ๆ ช่วงอยู่เดือนไม่ได้รับการดูแลท างานหนักส่งผลให้มีปัญหาเรื่องมดลูก ท าให้ไม่มีแรงและปวด ทอ้งตลอดเวลา จึงไดม้าขอให้ไปรักษาจึงได้นา ยาสมุนไพรมาตม้และพอกร่างกายให้อุ่นท้งตัว ั นวดคลายเส้น และนา สมุนไพรมาตม้ใหด้ื่ม 1ถว้ยทา ไดบ้ ่อยคร้ังจนกวา่จะหายดี


บทที่ ๓ กระบวนการถ ่ ายทอด และสืบทอดองค์ความรู้


26 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ บทที่ 3 กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ความรู้ 1. การสืบทอดองค์ความรู้ “ผู้หญิงม้งทุกคนจะมีความรู้ พื้นฐานด้านพืชสมุนไพรและวิธีใช้ เนื่องจากแม่บ้านมี หน้าที่ที่ต้องดูแลความเป็ นอยู่และสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว ผู้หญิงจึงได้รับการถ่ายทอด จากย่า แม่ หรือแม่สามี แต่จะรู้ มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความสนใจและความจ าเป็ น หรือบาง ทีอาจขึน้อย่กูับการกา หนดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์” กล่าวโดยนางชี แซ่ลี จะเห็นว่าการจะเป็ น ผเู้ชี่ยวชาญดา้นสมุนไพรน้นัจะมีอยหู่ลายวิธี แล้วแต่ความถนัดหรือบริบทของผู้สืบทอด แต่ โดยทวั่ ไปแลว้ผเู้ชี่ยวชาญหรือผรูู้้ก็จะเรียนรู้โดยผา่ยหลายๆ วธิีซ่ึงสามารถจา แนกไดด้งัน้ี 1.1 เรียนรู้และสืบทอดในวิถีชีวิตประจ าวัน โดยพ้ืนฐานแลว้ในแต่ละครอบครัวผเู้ป็นบิดามารดา ปู่ ย่า หรือลุงป้าน้าอาก็จะมีความรู้ ดา้นสมุนไพรอยแู่ลว้ดงัน้นัเด็กที่ติดสอยหอ้ยตามผใหญ่ ู้ ไปไร่ไปสวนก็จะได้รับการถ่ายทอด เรียนรู้โดยวิถีแบบธรรมชาติเด็กๆ ยอ่มคุน้เคยกบัตน้ยาสมุนไพรอยบู่า้ง พอเริ่มโตข้ึนก็จะได้ เรียนรู้จากผปู้กครอง และบางคร้ังก็จะช่วยผปู้กครองเก็บยาสมุนไพรบา้งตามที่ผูใ้หญ่สั่ง จึงเกิด การเรียนรู้สะสมเพิ่มข้ึนทีละน้อย ส าหรับเด็กบางคนที่ผู้ปกครองเป็ นผู้เชี่ยวชาญ ก็จะรับการ ถ่ายทอดโดยตรง เนื่องจากว่าความรู้บางอยา่งน้นัผรูู้้ผเเชี่ยวชาญจะไม่ถ่ายทอดให้คนอื่นที่ไม่ใช่ ู้ ลูกหลาน ดงัน้นัถา้เด็กคนน้นัสนใจที่จะเรียนรู้ก็จะทา ใหกลาย้เป็ นผู้เชี่ยวชาญต่อไป แต่ท้งัน้ีก็ ตอ้งอยทู่ ี่การฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมดว้ย มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือ หมอสมุนไพรส่วนมากจะเป็ นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจาก เด็กผู้หญิงจะถูกปลูกฝังในการท างานเล็กๆน้อยๆ ในครอบครัวมากกว่าเด็กชาย เช่น เมื่อลูกๆ ต้องติดตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายไปไร่ไปสวน เด็กผู้ชายมักจะชอบไปยิงนกตกปลา ส่วน เด็กผู้หญิงก็จะคอยช่วยเหลือผู้ใหญ่ท างานตามที่ผู้ใหญ่ใช้ และบางคร้ังก็ติดตามผใู้หญ่ไปเก็บ


27 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ สมุนไพรหรือหดัหยบิจบัสิ่งของเลก็ๆ นอ้ยๆ มาใหผ้เู้ป็นแม่หรือ ยา่จึงทา ใหเ้ริ่มเรียนรู้เรื่อง สมุนไพรต้งัแต่เลก็ๆ เป็นตน้มาเช่นกนั นางเลาเจี๊ยะ ลีลาศีลธรรม ได้เล่าว่า “ย่าของฉันเป็ นหมอพื้นเมือง ชาวบ้านมาหาย่าเพื่อ ขอให้รักษา และฉันตามย่าไปเก็บยาสมุนไพรในป่ าอย่างบ่อยๆ ฉันเห็นย่ารักษาคนหายหลายคน และย่าก็ท าคลอดได้ด้วย ตอนที่ฉันโตขึ้นหน่อยฉันก็ได้ช่วยย่า ย่าจะมีหิ้งบูชาเจ้าแห่งยา (คู่เจ้า ชื่อ พจซูฟควบ และยวมซูฟควบ ในภาษาม้ง) ฉันเห็นย่าท าพิธีด้วย บางครั้งฉันไม่สบายย่าก็จะ ใช้หายาสมุนไพรมารักษา และบางครั้งฉันก็ไปหาเอง ท าให้ฉันเริ่มรู้ จักสมุนไพรมากขึ้น ต่อมา เมื่อฉันแต่งงานและคลอดลูก ฉันเจ็บมากและน ้าหนักลดลงไปเหลือแค่ 29กิโลกรัม ฉันจึงไปหา ยามารักษาเอง และก็ท าให้ฉันหาย น ้าหนักฉันขึ้นเป็ น 52 กิโลกรัม ฉันจึงศึกษายาสมุนไพร เพิ่มขึ้น” นางชี แซ่ลี ได้เล่าว่า “ในครอบครัวฉันนั้นทั้งพ่อแม่และย่าเป็ นผู้รู้ เรื่องยาสมุนไพร ฉัน จึงได้เรียนรู้และซึมซับจากครอบครัว ตอนฉันอายุได้ 7 ขวบ ฉันมักติดตามพ่อกับป้าไปหายาใน ป่ า บางครั้งได้ช่วยขุด และเด็ดใบ ท าให้ฉันรู้ ว่ายาตัวไหนรักษาโรคอะไรบ้าง และไปเก็บได้ จากที่ไหน แต่ก็ยังไม่รู้ ลึกและไม่รู้วิธีการผสมยาเพื่อรักษาโรคหนักๆ จะรู้ บ้าง เช่น ยาห้ามเลือด เวลาเกิดอุบัติเหตุมีดบาดมือ ยาแก้ปวดท้อง ยาถอนพิษจากแมลงกัดต่อย เป็ นต้น” 1.2 เรียนรู้จากหมอยาสมุนไพร หมอสมุนไพรที่เกิดจาการสนใจเรียนรู้จากผู้รู้(mus kawm kom muaj kws ces lawv faib dej faib dab tshuaj rau yus) ก็ต้องเรียนรู้จากหมอสมุนไพรจนเกิดความเชี่ยวชาญสามารถน าไป รักษาคนอื่นไดแ้ลว้แลว้จึงทา พิธีขอใหห้มอยาสมุนไพรทา พิธีต้งัหิ้งบูชาเทพยาสมุนไพรใหโ้ดย การประกอบพิธีแยกเทพยาสมุนไพรใหแ้ก่ผมู้าเรียน นางเจี๊ยะ เล่าว่า “แม่ค้าต่างถิ่นได้มาขายยาสมุนไพรพื้นบ้าน ฉันได้ลองซื้อมา 1 ชุดต้ม กินและเข้ากับร่ างกายและอาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ จึงอยากศึกษาเพิ่มเติม และได้ขอเรียนจาก แม่ค้าคนนั้นซึ่งเป็ นญาติพี่น้องกัน ชื่อ นางชง แซ่ย่าง เป็ นคน จ.เพชรบูรณ์ ดิฉันจึงตั้งใจเรียน 2-3


28 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ วัน เข้าไปเรียนยาสมุนไพรในป่ ากับผู้รู้ โดยได้ให้ค่าตอบแทนเป็ นสินน ้าใจ 2,000 บาท ซึ่งเป็ นค่า เล่าเรียนที่ค่อนข้างถูก เพราะว่าพวกเราเป็ นญาติกันจึงขอให้ช่วยสอนแล้วจ่ายเป็ นค่าสินน ้าใจให้ เท่านั้น หลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้ กับหมอสมุนไพรอีกหลาย ๆ คนและได้ศึกษาฝึ กฝนด้วยตนเอง ด้วย” “มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันไปรักษาตัวกับหมอสมุนไพรพื้นบ้านชาวอีสาน ก็ได้เรียนรู้ ถึงการ วินิจฉัยโรคให้ ถูก การนวดจับ ละเรียนรู้ พืชสมุนไพร สรรพคุณของยา และพิษของยาสมุนไพร ขนาดและปริมาณของยา ส่วนผสมที่จะน าไปใช้ผสมในการรักษา ขั้นตอนในการรักษารวมถึงข้อ ห้ามต่าง ๆ ในช่วงที่ท าการรักษา เช่น รักษาร่ างกายอย่าให้โดนลม / ฝน เป็ นต้น และเรียนรู่ ชนิด ของยาสมุนไพร ประเภทยาสมุนไพร รสชาติ กลิ่น สี ลักษณะล าต้น ราก ใบ ทั้งตอนที่ยังสด และ แห้ ง ต้องแยกให้ ออก อีกวิธีหนึ่งที่ใช้สังเกต คือ การใช้ลิ้นสัมผัส จ ากลิ่นให้ ได้ และก่อนที่จะ น าไปรักษาผู้ป่ วยนั้นต้องเจอผู้ป่ วยก่อนเพราะต้องท าการวินิจฉัยโรคให้ ละเอียดก่อนที่จะให้ ยา สมุนไพรไปรักษาเพื่อให้ ตรงกับต าแหน่งที่เป็ นโรค ระยะเวลาการให้ ยา การดูแลรักษาร่ างกาย ช่วงที่ท าการดูแลรักษาเพื่อให้เกิดผลดีและเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด” นางชีได้เล่าว่า “ตอนที่ฉันอายุ 17 ปี ค.ศ. 1970-1972 ขณะนั้นฉันอยู่ร่ วมพรรค คอมพิวนิสต์แห่งประเทศไทย และถูกคัดเลือกให้ไปเรียนเรื่องสมุนไพรที่ประเทศจีน ขั้นตอน การคัดเลือกจะเลือกจากคนที่มีความสนใจ และมีพื้นฐานด้านสมุนไพรเป็ นหลัก การได้ไปเรียนที่ ประเทศจีนเหตุผลคือต้องกลับมารักษาคนป่ วยในยามท าศึกสงคราม เริ่มจากส่วนประกอบของ ร่ างกาย การวินิจฉัยโรคให้ถูก ถึงจะเรียนรู้ จักต้นสมุนไพร สรรพคุณที่เป็ นทั้งตัวยา และขนาดพิษ ยาของต้นสมุนไพร การน าสมุนไพรไปใช้รักษาโรค ขนาด/ปริมาณยาที่เราต้องน าไปรักษาในแต่ ละโรคต้องผ่านการชั่งตวงทั้งหมด เนื่องจากตอนนั้นไปเรียนในโรงพยาบาลของจีน จึงมีอุปกรณ์ ครบครัน การใช้ยาแต่ละอย่างต้องชั่งตวงเป็ นต าลึงตลอด ท าให้เราสามารถเรียนรู้ ชนิดยาสมุน, ประเภทยาสมุนไพร, รสชาติยาสมุนไพร, เนื้อไม้ เปลือกไม้ แกนไม้ กลิ่น สี ลักษณะล าต้น ราก ใบ ขนาดล าต้น เราต้องจ าให้ได้ว่ายาสมุนไพรแต่ละต้นมีลักษณะล าต้น กลิ่น สี รสชาติ เป็ น อย่างไรการน าไปใช้รักษาโรคต้องผสมกับต้นไหน กี่อย่าง ขนาดเท่าไหร่ ท าให้เรามีความมั่นใจ


29 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ในการรักษาโรค และมีความแม่นย าในการรักษาโรค เพราะเราสามารถรู้ จักชนิดของโรค ต าแหน่งที่เกิดโรค และโรคนั้นเกิดกับอัวยวะส่วนใดของผู้ป่ วย เราจะต้องใช้ยาชนิดใดรักษา และ ใช้ขนาด มากน้อยเพียงใด ระยะเวลาในการให้ยาควรนานกี่วัน เป็ นต้น” ขั้นตอนการเรียน การเรียนรู้องค์ความรู้เรื่องสมุนไพรโดยตรงต้องไปสอบถามว่าผู้รู้สมุนไพร สามารถที่จะสอนไดห้รือไม่ถา้ไดก้็ตอ้งทา พิธีดงัน้ี • ไก่1 ตวั • ธูป 3 คู่ • กระดาษเงินกระดาษทอง • ค่าครู (ตามยาสมุนไพรแต่ละชนิด) หลังจากเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เพื่อเป็ นการขออนุญาตให้ผู้รู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้เรา พร้อมแลว้ก็นา ไปมอบใหก้บัหมอสมุนไพร จากน้นัหมอสมุนไพรจะนา ไก่ไปเซ่นไหวเ้พื่อขอ อนุญาตที่จะสอนยาสมุนไพรให้กับผู้เรียน และเผากระดาษเงินกระดาษทองให้กับเทพ หลังจาก น้นัหมอสมุนไพรจะนา ไก่ไปฆ่าแลว้นา มาตม้ใหสุ้ก แลว้นา ไก่ที่ตม้จนสุกแลว้มาประกอบ พิธีกรรมอีกรอบหลงัจากน้นัถึงจะสามารถเรียนได้ ข้อจ ากัดในการเรียนกับผู้รู้โดยตรง การเรียนรู้องคค์วามรู้เรื่องยาสมุนไพรจากหมอยาสมุนไพรโดยตรงจะเกิดข้ึนเมื่อบุคคล สนใจที่จะเรียนรู้สมุนไพรเพื่อมารักษาโรคที่ตนเอง หรือบุคคลในครอบครัวเป็ นโรคบางชนิดที่ ต้องพึ่งพายาสมุนไพรชนิดน้นัจากหมอยาสมุนไพรอยบู่ ่อยๆ จนจา เป็นตอ้งเรียนรู้ เกิดข้ึนจากบุคคลสนใจเรียนรู้เอง แต่ถา้เป็นกรณีน้ีก็ไม่สามารถเรียนรู้ยาสมุนไพรจน ครบได้ตามความเชื่อของชนเผา่มง้น้นัยาสมุนไพรที่เป็นยาร้อนบางชนิดก็ไม่สามารถเรียนรู้ได้ เพราะเชื่อว่าถ้าเราเรียนรู้ยาประเภทสมานกระดูกโดยที่ยังไม่ได้น าไปใช้กับคนป่ วยในครอบครัว โดยตรง จะทา ใหผ้เู้รียนหรือคนในครอบครัวเกิดอุบตัิเหตุจนตอ้งไดใ้ชย้าชนิดน้นัๆ หรือบางคร้ัง อาจจะทา ใหห้มอสมุนไพรที่สนผเู้รียนน้นั ไม่สบายไปดว้ย เพราะฉะน้นัชนเผา่มง้เชื่อวา่ถา้สนใจ


30 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ จะเรียนรู้สมุนไพรจริงๆ ต้องถือโอกาสเรียนรู้ขณะที่ผู้เรียน หรือคนในครอบครัวไม่สบาย จา เป็นตอ้งใชย้าชนิดน้นัอยจู่ะไดไ้ม่เป็นอนัตรายต่อผเู้รียนและผสู้อน จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นท าให้ยาสมุนไพรบางชนิดตายไปกับผู้รู้ โดยที่ไม่มีใครมี โอกาสได้เรียนรู้จากหมอยาสมุนไพรเลยก็มี ยกเว้นแต่มีลูกหลานของผู้รู้สมุนไพรที่สนใจเรียนรู้ ไว้เท่าน้นัเอง 1.3 การเรียนรู้จากชุมชน รวมกลุ่มกนัเกิดข้ึนเพื่อทา กิจกรรมร่วมกนัจึงเป็นโอกาสที่กลุ่มหมอสมุนไพรมารวมตวั กนัและเกิดการเรียนรู้แลกเปลี่ยนสรรพคุณของยาเพิ่มข้ึนมาบา้ง แต่ก็ไม่ไดเ้รียนรู้กนัอยา่งจริงจงั มากนัก เนื่องจากตามความเชื่อของชนเผา่มง้การเรียนรู้ยาพ้ืนฐาน และยาเยน็น้นัก็สามารถสอน กนัไดท้วั่ ไปในระยะหลงัๆน้ี แต่ว่ายาร้อนก็ยังเป็ นข้อห้ามที่ต้องมีการปฏิบัติตามความเชื่อด้งัเดิม เหมือนที่ผ่านมาเช่นเคย นางเลาเจี๊ย ได้เล่าว่า “ฉันร่ วมฝึ กอบรมเรื่ององค์ความรู้ และยาสมุนไพรกับกลุ่ม เครือข่ายสมุนไพรสตรีชนเผ่าม้ง ได้มีการพบปะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิธีการต่าง ๆ และรวมถึง ความร่ วมมือในการผลักดันการท างานในระดับเครือข่ายสตรี บางครั้งฉันได้ความรู้ ใหม่ๆจาก เพื่อน และคนอื่นก็ได้รู้ ความรู้ จากฉันด้วย” นางชี กล่าวว่า “ฉันเป็ นแกนน าของกลุ่ม สมุนไพรสตรีชนเผ่าม้ง เมื่อจัดกิจกรรมฉันก็จะมีการ แลกเปลี่ยนความรู้ กัน มีการลงพื้นที่เพื่อดูของจริง และสาธิตวิธีการใช้ ฉันได้ออกแบบว่าถ้าจะเรียนรู้ เรื่องสมุนไพรนั้นจะต้องรู้ อะไรก่อน บางครั้งมียาบาง ชนิดที่ฉันรู้ ว่าใช้รักษาโรคนี้ แต่เพื่อนๆบอกว่า นางชี แซ่ลี


31 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ สามารถใช้รักษาโรคอื่นๆได้ด้วย ฉันเองมีโอกาสได้ไปแลกเปลี่ยนความรู้ กับเพื่อนชนเผ่าที่ ต่างประเทศ ก็มีความรู้ ใหม่ๆที่ฉันได้เรียนรู้ จากเพื่อนๆ” 1.4 เรียนรู้จากธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าหมอสมุนไพรโดยส่วนใหญ่เป็ นหมอสมุนไพรที่เทพมาจุติ (Dab tshuaj los thawj) ดงัน้นัการเรียนรู้ในบางคร้ังจึงเกิดจากการเรียนรู้ที่เชื่อวา่เทพมาสอน เช่น สังเกตุจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่เห็นสัตว์ป่ าต่าง ๆ ที่เจ็บป่ วยมาแทะกินต้นไม้ต้นหญ้า เราก็น า ตน้ ไมต้น้หญา้เหล่าน้นัมาใชเ้ป็นสมุนไพรก่อใหเ้กิดการเรียนรู้บางคร้ังมีเทพมานิมิต มีเทพมา เขา้ฝันใหไ้ปเอาตน้ ไมต้น้หญา้ซ่ึงมีอยตู่รงน้นัตรงน้ีมารักษาคนป่วย พอไปดูตามฝันก็จะมีตน้ ไม้ ตน้หญา้เกิดข้ึนตามที่ฝันจริงและนา มารักษาก็หายจริง ซ่ึงก็ก่อใหเ้กิดการเรียนรู้เช่นกนั หมอสมุนไพรประเภทน้ีเชื่อกนักว่าเกิดจากการที่คนในตระกูลน้นัเคยมีเช้ือสายที่เคยต้งั หิ้งบูชาเทพสมุนไพรมาก่อนแลว้เทพยาสมุนไพรจึงมาจุติให้ลูกหลานของคนในครอบครัวน้ัน ไม่คนใดก็คนหน่ึงในตระกูลน้ันแน่นอนให้เป็นหมอสมุนไพร โดยจะทา ให้คนน้ันเกิดอาการ เจ็บป่ วย ไม่สบายโดยหาสาเหตุไม่ได้ และต้องให้หมอ อัวเน้งมาท านายดูให้ถ้าเป็ นเพราะเทพมา จุติจริงก็จะตอ้งไปต้งัหิ้งบูชาแลว้จะหายจากอาการน้นัซ่ึงหมอสมุนไพรของมง้ส่วนใหญ่จะอยใู่น ประเภทที่น้ีมากกวา่ 2. การถ่ายทอดองค์ความรู้ การถ่ายทอดองคค์วามรู้น้นั ในปัจจุบันค่อนข้างแตกต่างจากในอดีต เนื่องจากปัจจัย หลายๆอย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 1 จึงท าให้ผู้ที่เป็ นหมอยาสมุนไพรได้ปรับเปลี่ยนวิธีการ ถ่ายทอดให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งจะถอดประสบการณ์ของผู้รู้ในการถ่ายทอดองค์ ความรู้จากชุมชนและเครือข่ายต่างๆดงัน้ี 2.1 การถ่ายทอดตามวิถีชีวิต การถ่ายทอดตามวิถีชีวิตน้นัยงัเห็นกนั ไดใ้นปัจจุบนั ซึ่งเป็ นการถ่ายทอดที่ค่อยๆซึมซับ ไปทีละน้อยผ่านกิจกรรมในชีวิตประจา วนัเช่น จากแม่สู่ลูก ก่อนที่ลูกจะเขา้สู่วยัเรียน ลูกมกั ติดสอยห้อยตามผูเ้ป็นแม่ไปไร่ไปสวน บ่อยคร้ังที่ลูกก็ไดม้ีส่วนร่วมกิจกรรมดว้ย เช่น แม่ใชใ้ห้


32 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ช่วยหยิบจบัของให้เป็นตน้ถา้ในวยัโตข้ึนเด็กก็จะชอบถาม นี่อะไร นนั่อะไร ใชท้า อะไร ผู้ เป็นแม่ก็จะตอ้งคอยตอบคา ถาม สิ่งเหล่าน้ีก็เป็นกระบวนการถ่ายทอดไปโดยไม่รู้ตวั นางเลาเจี๊ย ลีลาศีลธรรม ได้เล่าว่า “ฉันได้ สอนความรู้ ให้ คนอื่น แต่ก็ต้องดูว่าผู้ที่จะมาเรียนเป็ น อย่างไร จ าเป็ นหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้สอนให้ กับ 2 กลุ่ม คือ ญาติพี่น้อง และคนในชุมชนที่สนใจ ฉันได้ สอนเรื่ องการดูแลสุขภาพตอนอยู่เดือนและปั ญหา มดลูก วิธีการนวดจับท้องน้อย การใช้ยาสมุนไพรใน การรักษามดลูก และในบางกรณีที่มีคนป่ วยมาหา ฉัน ก็จะพาไปเก็บยาสมุนไพรด้วย ขณะที่ไปเก็บยาฉันก็อธิบายชนิดของยา วิธีการใช้และสถานที่ เก็บ และยังฝึ กให้ เขาร่ วมวินิจฉัยโรคกับคนใข้คนอื่น หลังจากที่เขาหายแล้ว ถ้าเขาสนใจก็จะ กลับมาเรียนกับฉันอย่างจริงจัง” นางชี แซ่ลี เล่าว่า “ฉันได้สอนคนในครอบครัวฉันด้วย เช่น สามี น้องสาว ญาติ ลูก คนในชุมชน (เป็ นรายคน) ซึ่งเป็ นการถ่ายทอดตามวิถีชีวิตจริง บางครั้งก็ถ่ายทอดให้คนอื่น เช่น ข ณ ะที่ มี ค น ไข้ ก็ถื อ โอ ก าส วินิจฉัยโรคร่ วมกับคนป่ วยและ ญาติพี่น้ องของคนป่ วยให้ ไป หายาสมุนไพรด้วยกันแล้วเรา เป็ นคนสอนให้ หรื อบางครั้งก็ บ อกชนิ ด ยา ลักษ ณ ะต้ น ยา สมุนไพรให้แล้วให้คนไข้ หรือ ญาติคนไข้ไปเอาเอง”


33 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ 2.2 การถ่ายทอดในกลุ่มเครือข่ายสมุนไพรสตรีชนเผ่าม้ง จากสถานการณ์ที่กล่าวมา ทาง กลุ่มหมอสมุนไพรและชาวบ้านที่เห็น คุณค่าของสมุนไพรได้มีแนวคิดที่จะ อนุรักษ์และฟ้ืนฟูสมุนไพรให้กลบัคืนมา อีกคร้ัง อีกท้งัยงัคงมีชาวบา้นที่ตระหนัก ห ว ง แ ห น แ ล ะ เล็ ง เห็ น คุ ณ ค่ า แ ล ะ ความส าคัญของสมุนไพรและภูมิปัญญา พ้ืนบา้น โดยจะนา สมุนไพรมาปลูกไวร้อบบา้น และใชย้าสมุนไพรในการป้องกนัและรักษาโรค ซึ่งนับได้ว่าในแต่ละหลังคาเรือนจะมีการปลูกสมุนไพรบางชนิดไว้ในบริเวณบ้านเพื่อจะได้ใช้ได้ ง่าย และชุมชนเองได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มสตรีเพื่อจัดท าสวนสมุนไพรของชุมชนเพื่อจะได้ แบ่งปันกันใช้ และเกิดเครือข่ายระหว่างหมู่บา้นข้ึน ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มสตรีม้งจากชุมชนม้ง ใน 7 จังหวัดของประเทศไทย (เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ตาก และก าแพงเพชร) เพื่อ ร่วมกันฟ้ืนฟูองค์ความรู้ด้านการรักษาสุขภาพและสมุนไพรชนเผ่า รวมถึงสร้างพ้ืนที่เรียนรู้ เกี่ยวกบัสมุนไพร และภูมิปัญญาพ้ืนบ้านต่างๆให้กับผูท้ ี่สนใจท้งัคนในชุมชนและนอกชุมชน โดยมีกระบวนเติบโตผ่านกิจกรรมต่างๆดงัน้ี 1 ปี 2537 เริ่มท ากิจกรรมเป็ นกลุ่มภายในชุมชน ปี 2542-2543 ชุมชนที่มีกลุ่มสมุนไพรได้รวมตัวกันเป็ นกลุ่มระหว่างหมู่บ้าน โดยมี บ้านแม่ยะน้อย บ้านม่อนยะ บ้านแม่สาใหม่ บ้านพญาพิภักดิ์ ปี 2545 จดัการศึกษาดูงานระหว่างพ้ืนที่โดยการสนับสนุนจากสมาคมศูนย์ รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศ (IMPECT) 1 ผู้ให้ข้อมูล: นางชี แซลีและนางวชิราภรณ์ ภัทรเคหะ, 2551


34 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ปี 2547 จดัเวทีและเกิดการขยายเครือข่ายไปยงัพ้ืนที่ในจงัหวดัอื่นๆ โดยการ สนบัสนุนจากเครือข่ายภูมิปัญญาพ้ืนบา้นและกลุ่มชาติพนัธุ์บนพ้ืนที่ สูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (IKAP Network) ปี 2548 กลุ่มผู้หญิงได้มีพ้ืนที่แลกเปลี่ยนสมุนไพรและจัดระบบข้อมูล สมุนไพรโดยการถ่ายรูปภาพตัวอย่างยาไว้ การศึกษาดูงานระหว่างกลุ่มเครือข่ายจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัด น่านที่บ้านพญาพิภักดิ์ จ.เชียงราย 2549 การฝึ กอบรมเกี่ยวกับอวัยวะในร่างกายและวิเคราะห์โรค การศึกษาดูงานและฝึ กอบรมในการนวดและจัดเส้น สา หรับตวัอยา่งน้ีการถ่ายทอดที่ยกมาน้ีเป็นเพียงตวัอยา่งที่นางชีแซ่ลีเคยทา ในกลุ่ม สมุนไพรสตรีชนเผ่า และกลุ่มชาวบ้าน โดยได้จัดให้12 รุ่นแล้ว แต่ละรุ่นจดัคร้ังละ 1 สัปดาห์ ในแต่ละวนัจะจดัเน้ือหาที่แตกต่างกนัดงัน้ี สมาชิกบางส่วนของเครือข่ายสมุนไพรสตรีชนเผ่าม้ง


35 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ วันที่ 1-2 สอนเรื่องอัวยวะของร่างกาย วันที่ 3 สอนเรื่องการวินิจฉัยโรค วันที่ 4 สอนเรื่องการรักษา วันที่ 5 สอนเรื่องการจ าแนกยาสมุนไพรชนิดต่างๆ วันที่ 6 ทบทวนสิ่งที่ไดเ้รียนมาท้งัหมด วันที่ 7 สรุปท้งัหมดที่ไดเ้รียนมา/ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ภาพกิจกรรมการฝึ กอบรม


36 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ 2.3 การถ่ายทอดผ่านโรงเรียน เนื่องจากนโยบายการศึกษาที่เปิดใหม้ีการจดัหลกัสูตรทอ้งถิ่นในโรงเรียน 30% จึงเป็น ช่องทางหน่ึงที่ใชใ้นการถ่ายทอดภูมิปัญญาทอ้งถิ่นใหแ้ก่เยาวชน ซึ่งถือว่ามีความส าคัญต่อการ อยู่รอดขององค์ความรู้ชนเผ่า ซ่ึงก็มีหลายพ้ืนที่ไดน้า ร่องและค่อนขา้งประสบความสา เร็จ ท้งัน้ี ได้ยกกรณีตัวอย่างในบ้านแม่ยะน้อย ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และโรงเรียนเจ้าพ่อ หลวงอุปถัมถ์ 7 บ้านแม่สาใหม่ ต.โป่ งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ บ้านแม่ยะน้อย ภายใต้กิจกรรมของโครงการสร้างฐานเด็กเล็กก่อนวัยเรียนบนพื้นที่สูงซึ่ งมีเป้าหมายใน การจดัการเรียนการสอนให้แก่เด็กในชุมชนโดยอยบู่นพ้ืนฐานของมิติวฒันธรรม โดยครูเป็นคน ที่มาจากชุมชน ท้งัน้ีโครงการฯยงัไดส้ร้างความตระหนกัและร้ือฟ้ืนบทบาทของผูรู้้ในชุมชนให้ มาทา หน้าที่ในการอบรมสั่งสอนเด็กของตนเองในมิติทางวฒันธรรม เช่น การเล่านิทาน การ เล่นละเล่น การร้องเพลง สมุนไพร เป็ นต้น ในแต่ละองค์ความรู้ก็จะมีครูผู้รู้ที่มีความเชี่ยวชาญ เฉพาะด้านมาถ่ายทอด การให้ขอ้มูลแก่คณะศึกษาดูงานจากต่างประเทศ


37 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ซ่ึงหลกัสูตรที่จะยกตวัอยา่งเป็นการสอนองคค์วามรู้ดา้นสมุนไพรในศูนยเ์ด็กเล็กก่อนวยั เรียน บ้านแม่ยะน้อย 2 สถานที่เรียน ท้งัในหอ้งเรียนและสวนสมุนไพรของชุมชน ระยะเวลา สัปดาห์ละ 1คร้ัง คร้ังละ30-60 นาที (ทุกเช้าของวันพุธ) (ข้ึนอยกู่บัความสนใจและสมาธิของเด็ก) ผู้สอน ครูผู้รู้ จ านวนเด็ก ประมาณ 15 คน กลุ่มอายุประมาณ 3-6ขวบ อุปกรณ์ ตัวอย่างสมุนไพร สวนสมุนไพร กระดาษ ดินสอ เวลา สิ่งที่เรียน 10 นาที ครูผู้รู้น าตัวอย่างยาบางชนิดมาในห้องและถามเด็กว่ามีคนรู้จักยาชนิดไหน หรือไม่ ถ้ามีคนรู้ก็ให้บอกให้เพื่อนที่รู้ว่าเป็ นอะไร ใช้ท าอะไรบ้าง 15 นาที ครูผูรู้้พาเด็กๆไปยงัสวนสมุนไพร ครูสอนยาพ้ืนฐานแก่เด็ก โดยบอกชื่อ สรรพคุณ ส่วนที่ใช้ 10 นาที ครูผูรู้้ให้งานแก่เด็ก โดยให้เด็กเดินรอบๆสวนและเลือกต้นที่ตนเองชอบ หรือจ าได้คนละ 1อย่าง โดยให้เด็ดมาและจ าชื่อพร้อมสรรพคุณ 10 นาที เด็กแต่ละคนบอกแก่เพื่อนๆ วา่ตน้ที่ฉนัรู้จกัชื่อ............... ใชท้า ................. 10 นาที ครูผู้รู้และเด็กๆช่วยกันทบทวน โดยการสุ่มถาม-ตอบ 2 ผู้ให้ข้อมูล: นางสาวกัลยาแสนยาอรุณ , 2551


38 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ภาพกิจกรรมการเรียนด้านสมุนไพรของบ้านแม่ยะน้อย


39 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมถ์7 บ้านแม่สาใหม่ ด้วยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการช่วยท า หลกัสูตรร่วมกบักลุ่มผูรู้้ให้ใช้ในการจดัการเรียนการสอนแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียน และการ ตอบรับที่ดีจากทางโรงเรียน จึงท าให้โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมถ์ 7 บ้านแม่สาใหม่ เป็ นอีก โรงเรียนที่ค่อนข้างประสบผลส าเร็จในการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น จึงขอยก หลกัสูตรตวัอยา่งเกี่ยวกบัดา้นองคค์วามสมุนไพร ดงัน้ี สถานที่เรียน สวนสมุนไพรและในป่ า ระยะเวลา สัปดาห์ละ 1คร้ัง คร้ังละ2-3 ชวั่โมง (ทุกบ่ายวันศุกร์) ผู้สอน ครู ผู้รู้ที่เชี่ ยวชาญ ด้านต่างๆ เช่น เมล็ดพันธุ์ สัตว์ป่ า ต้นไม้ สมุนไพร เป็ นต้น จ านวนเด็ก ประมาณ 25คน กลุ่มอายุ 10-14 ปี อุปกรณ์ สวนสมุนไพร กระดาษ ดินสอ กระบวนการ เดินทางไปยังสวนหรือป่ า ครูผู้รู้คอยแนะน าพืชต่างๆ เช่น พืชสมุนไพรต้นไหนรักษา อะไร จะใช้ส่วนไหน วิธีการใช้ โดยเด็กๆจะต้องจดจ าพืชที่สอนไป และครูจะคอยเช็คว่ารู้จริง หรือไม่โดยการสุ่มถามทีละคน และในบางคร้ังก็ให้เด็กๆสาธิตวิธีการใช้ดว้ย หลงัจากที่เรียน เสร็จแล้วก็จะให้เด็กๆไปท ารายงานส่งโดยการวาดรูป เพื่อใหเ้ด็กสามารถจดจา ไดด้ีข้ึน 3 3 ผู้ให้ข้อมูล: นายหยวั่ถนอมรุ่งเรือง, 2551


40 บทที่ 3 : กระบวนการถ่ายทอดและสืบทอดองค์ค ความรู้ ภาพผลงานของเด็กๆ


บทที่ ๔ การจัดการสมุนไพร และใช้ประโยชน์


42 บทที่ 4 : การจัดการสมุนไพรและใช้ ประโยชน์ บทที่ 4 การจัดการสมุนไพรและใช้ประโยชน์ ในอดีตน้นั ป่ายังมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนตลาดใหแ้ก่มนุษยใ์นการเขา้ไป หา อาหาร ยารักษาโรค หรือไม้ส าหรับสร้างที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็ นการน าไปใช้ในครัวเรือน ซึ่งเคย มีชาวบ้านกล่าวไว้ว่า “ถ้าเราสามารถผลิตเกลือเองได้ก็ไม่จ าเป็ นต้องไปตลาด เพราะว่าเรา สามารถหาทุกอย่างได้จากป่ า” ในส่วนของพืชสมุนไพรก็เช่นกัน ในการไปเก็บพืชสมุนไพรแต่ ละคร้ังจะตอ้งรู้วา่ตอ้งการพืชชนิดไหนและปริมาณเท่าไหร ดงัน้นัเมื่อไปเก็บก็ตองเก็บเท่าที่ ้ จา เป็นเท่าน้นัแต่เมื่อมนุษยเ์ล็งเห็นผลประโยชน์ของตวัเองมากข้ึน จึงเปลี่ยนจากใชประโยชน์ ้ จากป่ าในครัวเรือนหรือในชุมชนไปเป็ นการค้า รวมถึงการเข้ามารุกรานทรัพยากรป่ าไม้จากคน ภายนอก จึงส่งผลให้สภาพป่ าลดความอุดมสมบูรณ์ลงไป และแน่นอนว่าพืชสมุนไพรก็ต้อง ลดลงด้วย ชาวบ้านจึงเกิดความคิดในการพยายามจัดการสมุนไพรโดยมีรูปแบบที่แตกต่างกันไป ดงัน้ี 1. การจัดการสมุนไพรแบบธรรมชาติ 1.1 รูปแบบการจัดการ ระบบนิเวศน์ที่มีความแตกต่าง ไปจากในอดีตมาก เนื่องจากถูกกระทบ จากการกระท าของมนุษย์ จึงท าให้พืช สมุนไพรบางอย่างไม่สามารถฟ้ืนตัวได้ และในที่สุดก็จะสูญหายไป อีกท้งัพืชบาง ชนิดก็มีสรรพคุณไม่ดีเท่าเดิม จึงท าให้ ชุมชนม้งบางชุมชนได้พยายามฟ้ืนฟู


43 บทที่ 4 : การจัดการสมุนไพรและใช้ ประโยชน์ ระบบนิเวศน์ให้เหมาะสมกบัสภาพที่พืชสมุนไพรจะข้ึนได้เนื่องจากยาสมุนไพรบางชนิดไม่ สามารถน ามาปลูกได้ในสวน ท้งัน้ีผเู้ก็บขอ้มูลไดย้กตวัอย่างการจัดการสองตัวอย่าง คือ หมู่บ้าน สองแคว ต.สะเนียน อ.เมือง จ.น่าน และบ้านแม่ยะน้อย ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านสองแคว เป็นชุมชนที่มีการทา การเกษตรเป็นหลกัและรูปแบบการเกษตรน้นัจะเป็นการปลูกพืช เชิงเดี่ยวและปลูกพืชยืนต้น จึงท าให้ป่าไม้ลดเหลือน้อยลงมาก ชาวบา้นจึงไดจ้ดัพ้ืนที่ตน้น้า ให้ เป็นพ้ืนที่อนุรักษเพื่อให้ลูกหลานได้มีโอกาสได้เห็น ์ และรู้จักป่ าไม้และเมื่อมีการอนุรักษ์พ้ืนที่ ดังกล่าวได้ไม่นาน เนื่องจากพ้ืนที่ต้นน้ ามีความช้ืน จึงทา ให้สภาพป่าฟ้ืนตัวได้ค่อนข้างเร็ว รวมถึงพืชสมุนไพรก็เป็ นผลพลอยได้ด้วย ท้งัน้ีชาวบา้นเองก็ไดพ้ยายามหาพืชสมุนไพรจากพ้ืนที่ อื่นมาปลูกด้วย และเนื่องจากพ้ืนที่ตน้น้า มีน้า ตกดว้ย ปัจจุบันจึงได้กลายเป็ นสถานที่ท่องเที่ยว และศึกษาธรรมชาติของโรงเรียน 1.2 การใช้ประโยชน์ เนื่องจากเป็นพ้ืนที่ป่าอนุรักษข์องชุมชน ดงัน้นั ทุกคนในชุมชนจึงสามารถเข้าไปใช้ ประโยชน์ได้ และเพื่อความยงั่ยนืของสภาพป่า ชาวบา้นจึงไดต้้งักฎข้ึนมาดงัน้ี 1.) ห้ามตัดไม้หรือกล้วย สามารถเก็บเศษไม้ที่ตายแล้วไปใช้ได้ 2.) ห้ามล่าสัตว์ใหญ่ ยกเว้นปลา และนก 3.) สามารถเก็บหน่อไม้ได้ แต่ไม่ให้ตัดต้นไผ่ 4.) สามารถเก็บยาสมุนไพรได้ แต่ไม่ให้ถอนรากหรือเก็บจ านวนเยอะเกินไป 5.) ห้ามเผาไฟ 6.) ห้ามทิ้งขยะ 7.) ห้ามส่งเสียงดัง


44 บทที่ 4 : การจัดการสมุนไพรและใช้ ประโยชน์ หม่บ้านแม่ยะน้อยู หมู่บา้นแม่ยะนอ้ยเป็นหมู่บา้นที่ต้งัอยบู่นไหล่เขา สภาพรอบๆหมู่บา้นเป็นป่าดิบเขาซ่ึง มีความเย็นตลอดท้งัปี ประชากรยงัมีความเชื่อแบบด้งัเดิมและถือว่าเป็ นหมู่บ้านหนึ่งที่ยังคงไว้ซึ่ง วฒันธรรมด้งัเดิมค่อนขา้งมาก และยังคงมีป่ าดงเซ้ง1 ในหมู่บ้าน ดงัน้นับริเวณใกลเ้คียงกบัพ้ืนที่ ดงเซ้งจึงกลายเป็ นป่ าอนุรักษ์ของชุมชนซึ่งนับได้ว่ามีอุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง หลังจากที่กลุ่ม สตรีไดร้วมตวักนัเพื่อฟ้ืนฟูสมุนไพรในชุมชน ชาวบ้านก็เกิดความคิดในการอนุรักษ์พืชสมุนไพร ในป่ าด้วย มีการน าพืชสมุนไพรบางชนิดไปปลูกเสริม และเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตของสมุนไพร จึงนบัไดว้า่พ้ืนที่น้ีมีสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหน่ึง และทางชุมชนเองก็ไดต้้งักฎข้ึนมาเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของสมุนไพร โดยห้ามไม่ให้คนใน ชุมชนเก็บไปขายเชิงธุรกิจและห้ามบุคคลภายนอกมาเก็บ ถ้าหากบุคคลภายนอกจ าเป็ นต้องใช้ใน การรักษาก็ตอ้งขออนุญาตจากชุมชนก่อน ดงัน้นัคนที่จะเก็บสมุนไพรไปใชน้ ้นัตอ้งเป็นคนใน ชุมชน สามารถเก็บไดจ้า นวนที่จะใชแ้ต่ละคร้ังเท่าน้นัการขดูควรหลีกเลี่ยงการทา ใหสู้ญพนัธุ์ และถ้ามีการท าผิดก็จะถูกปรับโดยคณะกรรมการหมู่บ้าน2 1 ดงเซ้ง หมายถึง ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณใกล้หมู่บ้านที่ทางชมุชนเลือกใหเ้ป็นตน้ ไมศ้กัดิ์สิทธิ์เพื่อใหด้แูลความ เป็นอยู่ของสมาชิกในหมู่บ้าน โดยบริเวณป่ ารอบๆดงเซ้งก็จะได้รับการอนุรักษ์ไม่ให้มีการบุกรุก แต่ละปีจะต้องมี การท าพิธีเซ่นเพื่อขอบคุณ 2 ผู้ให้ข้อมูล : นางวชิราภรณ์ ภัทรเคหะ, 2551


Click to View FlipBook Version