The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Anu Kimoji, 2023-02-19 00:37:48

วิจัยในชั้นเรียน อนุพงศ์

วิจัยในชั้นเรียน (1)

รางานผลการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง ฉันจะพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างไร โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน โดย นายอนุพงศ์ พิมแสน ชั้นปีที่ 4 รหัสนักศึกษา 62031050130 Section 13 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป โครงร่างงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของ รหัสวิชา 1004803 ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์


ก บทคัดย่อ การวิจัยในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิตของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วยให้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต กลุ่มที่ศึกษา เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จำนวน 35 คน เป็นนักเรียนชาย 23 คน และนักเรียนหญิง 12 คน ซึ่งเป็น กลุ่มศึกษาที่ผู้วิจัยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ บันทึกหลัง การสอน อนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต เป็นแบบวินิจฉัย มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผลประกอบ จำนวน 3 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยได้สร้างขึ้น และวิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดกลุ่มแนวคิดเป็น 4 กลุ่ม จากนัดคำนวณร้อยละของนักเรียนในแต่ละกลุ่มแนวคิด ผลการวิจัยพบว่าหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐาน นักเรียนส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ (SU) ร้อยละ 50.5 รองลงมา จัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน (PC) ร้อยละ 24.8 มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ไม่สมบูรณ์ (PU) ร้อยละ 13.3 และสุดท้ายจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีแนวคิด (NU) ร้อยละ 11.4 และแนวทางการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่สามารถ พัฒนาแนวคิดเรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิตอ ขั้นการสำรวจและค้นหาและขั้นการอภิปรายและลงข้อสรุป เนื่องจาก เป็นขั้นตอนที่ให้นักเรียนร่วมกันคิดและดึงภาพหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองออกมาแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม มีการ ลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างแบบจำลอง ด้วยตนเอง ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม โดยมี ลักษณะและขั้นตอนการทำกิจกรรม สื่อประกอบแตกต่างกันไปดังนั้นครูต้องให้ความใส่ใจและให้ความสำคัญ ค่อนข้างมาก ซึ่งกระบวนการขั้นสร้างแบบจำลองทางความคิด ควรมีลักษณะเป็นขั้นที่นักเรียนนำข้อมูลที่ได้ จากการคิดเป็นการทำงานของสมองมาแปลผล อภิปรายร่วมกัน เพื่อสรุป และสร้างแบบจำลองของกลุ่ม ออกมาโดยวิธีการสร้างแบบจำลองทางความคิดอาจทำได้หลายวิธี เช่นการสร้างแบบจำลองโดยการวาดภาพ การสร้างแบบจำลองโดยการปั้นดินน้ำมัน การสร้างแบบจำลองที่เป็นคำอธิบาย หรือแม้แต่การสร้าง แบบจำลองโดยการตัดสินใจเลือกภาพที่คิดว่าถูกต้องตามสถาณการณ์นั้น ๆ เป็นต้น และนักเรียนจะชอบและ ให้ความสนใจกับกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวต่าง ๆ มากกว่า เช่น การปั้นดินน้ำมัน เป็นต้น


ข กิตติกรรมประกาศ วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้สำเร็จได้โดยความอนุเคราะห์จาก อาจารย์ดร. เอมอร วันเอก อาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัย และนายจารึก ใบกุ ครูพี่เลี้ยง ที่ได้ให้ความรู้ คำปรึกษา และตรวจสอบแก้ไข จำทำให้งานวิจัยในชั้น เรียนนี้สำเร็จลุล่วงได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ ขอกราบขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่กรุณาสละเวลาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา คำแนะนำ และแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย จนทำให้การเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลผ่านไปได้ ด้วยดี ขอขอบคุณผู้อำนวยการและคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ให้ความช่วยเหลือในการทำ วิจัยในชั้นเรียน และขอขอบคุณนักเรียนกลุ่มที่ศึกษา ที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นอย่างดี คุณงามความดีอันพึงมีจากรายงานการวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่บิดา มารดา อันเป็นที่เคารพยิ่ง และคณาจารย์ผู้ประสาทวิชาความรู้ ตลอดจนทุก ๆ ท่านที่ให้กำลังใจช่วยเหลือ จนรายงานการวิจัยฉบับนี้ สำเร็จลงได้ด้วยดี นายอนุพงศ์ พิมแสน นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู


ก สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 ขอบเขตของการวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 7 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน 8 แนวคิดวิทยาศาสตร์ 9 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 15 บทที่ 3 วิธีการวิจัย การเลือกกลุ่มที่ศึกษาในงานวิจัย 21 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 21 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 24 การเก็บรวบรวมข้อมูลในงวิจัย 27 การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัย 28 จริยธรรมของการวิจัย 30 บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ ผลการวิจัย 31 ข้อวิจารณ์ 44 ข้อจำกัดในการวิจัยครั้งนี้ 46 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 48 ข้อเสนอแนะ 50 บรรณานุกรม 51 ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายนามผู้เชียวชาญ 54 ภาคผนวก ข ผลตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัย 59


ข สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ค ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ 62 ภาคผนวก ง ตัวอย่างผลงานนักเรียน 74 ประวัติผู้วิจัย 84



1 บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญของปัญหา การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งหวังให้นักเรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการเชื่อมโยง ความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการ ในการสืบเสาะหาความรู้ และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการ ทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้นและเป้าหมายในการเรียนการสอน วิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุดเพื่อให้ได้ทั้งกระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสำรวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนำผลที่ได้มาจัดระบบเป็นหลักการ แนวคิด และ องค์ความรู้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2560) การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นักเรียนจะต้องมีแนวคิดที่ถูกต้องก่อน ซึ่งแนวคิดวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ความเข้าใจโดยสรุปต่อเหตุการณ์หรือปรากฎการณ์ทางธรรมชาติรอบตัวที่ เกิดขึ้น แนวคิดวิทยาศาสตร์จะได้มาจาการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการจัดการแนวคิด ผ่านประสบการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ โดยนำประสบการณ์เดิมมาประมวลเข้ากับประสบการณ์ใหม่เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นคำอธิบาย นอกจากนี้ แนวคิดวทยาศาสตร์ คือ กฎ หลักการ ทฤษฎี หรือแนวความคิดที่นักเรียนแต่ละคนจะแสดงออกถึง ความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ตรง ซึ่งจะนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเป็นข้อสรุป เป็นแนวคิดวิทยาศาสตร์ของตนเอง ซึ่งอาจจะแตกต่างจากคน อื่น ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน โดย แนวคิดวิทยาศาสตร์มีความสำคัญในการช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในบทเรียน จึงเป็นจุดมุงหมายสำคัญของ กาจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เพราะในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น สิ่งที่ครูผู้สอนคาดหวังไว้สูงสุดคือ ให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และเกิดแนวคิดในสิ่งที่ได้เรียนไป สำหรับสิ่งที่จำเป็นในการทำให้เกิดแนวคิดคือ พื้น ความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิมของนักเรียน ถ้าความรู้ใดไม่แจ่มชัดหรือไม่ถูกต้องแนวคิดก็จะคลาดเคลื่อนไป จากแนวคิดวิทยาศาสตร์ (ฉันทนาพร แสงสุทธิเศรษฐ์. 2562) จากประสบการณ์ของผู้วิจัยจากการฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 4 ผู้วิจัยเองมีความพยายามใช้วิธี สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยการเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์โดยมีครูเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งกระบวนการนี้จะทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและรับรู้อย่างมีความหมาย แม้ว่าผู้วิจัยจะใช้วิธีการดังกล่าว แล้ว แต่ด้วยในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต เป็นเรื่องที่เข้าใจยากต้องใช้เวลา ผนวกกับกิจกรรมภายในโรงเรียน ที่ ทำให้นักเรียนขาดโอกาสในการเรียนรู้ เป็นเนื้อหาที่ซับซ้อน เป็นนามธรรม ยากต่อการเข้าใจของนักเรียน ซึ่ง การสอนของผู้วิจัยที่เน้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ให้ลงมือปฏิบัติเอง แต่สุดท้ายของการสอนผู้วิจัยก็ต้อง เป็นผู้สรุปหรือบอกองค์ความรู้ให้กับนักเรียนเอง จึงทำให้นักเรียนไม่ได้เกิดการเรียนรู้หรือสร้างองค์ความรู้ด้วย


2 ตนเอง ขาดความเข้าใจและไม่เห็นเป็นรูปธรรม ส่งผลให้นักเรียนมีแนวคิดที่เคลื่อนในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ผู้วิจัยจึงได้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดวิทยาศาสตร์และการจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ (Scientific concept) จัดเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประเภทหนึ่งซึ่งเป็นผล มาจาก ความคิดรวบยอดทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องราว เหตุการณ์ หรือปรากฎการณ์ต่าง ๆ หรือความเข้าใจของแต่ ละบุคคลที่มีต่อการสรุปลักษณะสำคัญของวัตถุหรือปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งความเข้าใจ ของแต่ละบุคคลย่อมมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์และวุฒิภาวะ หรือความคิด ความเข้าใจ โดย สรุปเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการสังเกตและการใช้ประสบการณ์ที่เคยได้รับเกี่ยวกับสิ่งนั้นมาประมวล เข้าด้วยกันจนเกิดเป็นคำจัดความของสิ่งนั้น ๆ โดยมีทั้งระดับที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม มีความเชื่อมโยง ต่อเนื่องกัน มีการนำแนวคิดหลายแนวคิดมาเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผล แนวคิดทางวิทยาศาสตร์จึงมีลักษณะ เป็นสากล และการเรียนรู้แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาบทเรียนที่ เรียนรู้มากยิ่งขึ้น (ภพ เลาหไพบูลย์, 2540) การสร้างแนวคิดเป็นการสร้างความคิด ความเข้าใจ ที่เกิดขึ้น ภายในตัวบุคคลแต่ละคน ซึ่งบุคคลจะสร้างแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้เมื่อบุคคลนั้นมีประสบการณ์ เกี่ยวกับสิ่งนั้นและนำประสบการณ์ที่มีอยู่มาเชื่อมโยงกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับจากการรับรู้ การสังเกต การมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้น ทำให้เกิดเป็นแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นโดยเฉพาะแยกออกจากสิ่งอื่น ๆ ทฤษฎีที่ สามารถนำมาอธิบายการสร้างแนวคิดได้ คือ ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) จีระวรรณ เกษสิงห์. (2562) กล่าว นักเรียนที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ จะแสดงความเข้าในแนวคิดออกมาได้หลายวิธี อาจจะเป็นการเขียนอธิบาย การใช้สัญลักษณ์ ภาพวาด สูตร กราฟ แบบจำลอง หรือการพูดสื่อสาร ดังนั้น วิธีการการตรวจสอบแนวคิวทยาศาสตร์ของนักเรียนว่ามีแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างไร จึงทำได้หลายวิธี ทั้งการ สัมภาษณ์ การสังเกตพฤติกรรมช การตรวจใบกิจกรรม และการสอบวัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบริบทในชั้นเรียน เช่น อายุ ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาพูดและภาษาเขียนของนักเรียน เป็นต้น โดยสามารถใช้เครื่องมือที่ หลากหลายแบะเหมาะสมกับนักเรียน เช่น แบบวัดแนวคิดชนิดคำถามปลาย,แบบวัดแนวคิดชนิดเลือกตอบ พร้อมอธิบายเหตุผล,แบบวัดชนิดเลือกตอบทั้งคำตอบและเหตุผล,แบบวัดแนวคิดชนิดถูก-ผิดพร้อมอธิบาย เหตุผล และแบบวัดแนวคิดชนิดใช้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวอย่าง เป็นต้น เมื่อสามารถวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ ออกมาได้แล้วนั้นก็จะต้องวิเคราะห์ข้อมูลหรือจัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียน หากนักเรียนมีแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ คลาดเคลื่อนไปจากแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ จะส่งผลต่อนักเรียนในการเรียนรู้ในเรื่องใหม่หรือ ประสบการณ์ใหม่ที่จะได้รับจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวในอนาคต ซึ่งนักเรียนที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องเป็นที่ ยอมรับ ก็จะสามารถสร้างแบบจำลองทางความคิดของตนเองแล้วสื่อสารให้ผู้เข้าใจได้ ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์ การที่จะให้นักเรียนสามารถเกิดแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องเป็นที่ยอมรับ ผู้วิจัยจะต้องจัดประสบการณ์ เรียนรู้ในห้องให้สัมพันธ์กับความรู้เดิมของนักเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐาน จะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจและอธิบายธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ จาก


3 ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่ โดยผ่านการสร้างและปรับปรุงแนวคิดนั้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ นักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ความรู้เดิมที่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากแนวคิดวิทยาศาสตร์ ให้เข้าใจแนวคิด วิทยาศาสตร์อย่าสมบูรณ์ ซึ่งครูจะต้องจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตนเองของ โดยครูจะมีหน้าที่ ส่งเสริมหรือช่วยเหลือและใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนได้คันพบวิธีแก้ปัญหานั้น ๆ ตามทฤษฎีการเรียนรู้ การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (constructivism) (ชาตรี ฝ่ายคำตา และคณะ 2557. อ้างใน สราวุธ แท่นจินดารัตน์2559) ซึ่งแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต เป็นแนวคิดที่สำคัญต่อการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ในระดับที่สูงขึ้นไป และเป็นพื้นฐานของความรู้วิทยาศาสตร์ในเรื่องต่าง ๆ ทางด้านชีววิทยา ผู้วิจัยจึงคิดว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของผู้วิจัยที่เป็นการบรรยายเนื้อหา และให้นักเรียนศึกษาความรู้ เพิ่มเติม ผลคือนักเรียนไม่ให้ความสนใจ แต่นักเรียนจะชอบดูภาพเคลื่อนไหว สื่อสารคดี หรือแบบจำลองใน เว็ปไซต์ต่าง ๆ มากกว่า นอกจากนี้อาจจะเป็นด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้วิจัยที่ไม่น่าสนใจ สอนในรูป แบบเดิมซ้ำ ๆ ไม่มีการใช้สื่ออื่นมาช่วยดึงความสนใจของนักเรียน จึงเกิดความเบื่อหน่าย ไม่สนใจในการเรียน ผู้วิจัยจึงอยากพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยพัฒนาแนวคิดของนักเรียนในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ที่มีการบูรณาการเนื้อหาบทเรียนเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต การหยิบแบบจำลองและให้นักเรียนได้ออกแบบและ สร้างแบบจำลองของตนเอง และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้สะท้อนการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อพัฒนาให้นักเรียนมี แนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้รู้ วิทยาศาสตร์เห็นความสำคัญของการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการดำรงชีวิตและ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมที่มีวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานได้อย่างมีความสุข คำถามการวิจัย 1. ฉันจะพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างไร โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วย ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต


4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้พัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2. ได้แนวทางสำหรับครูวิทยาศาสตร์ ในการใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วยพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ขอบเขตของการวิจัย ด้านกลุ่มที่ศึกษา กลุ่มที่ศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในโรงเรียน มัธยมศึกษาแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จำนวน 35 คน เป็นนักเรียนชาย 23 คน และนักเรียนหญิง 12 คน ซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาที่ผู้วิจัยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เหตุผลที่เลือกกลุ่มดังกล่าว 1) เป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยเคยจัดการเรียนการสอนเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ด้วยวิธีการสอนบรรยายมาก่อนแล้ว 2) โรงเรียนของกลุ่มที่ศึกษาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งสิ้น 211 คน 3) โรงเรียนของกลุ่มที่ศึกษาเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ด้านตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตัวแปรตาม คือ 1) แนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ที่ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย คือ เนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์ ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประกอบไปด้วย 3 แนวคิดย่อย ดังนี้1) เซลล์ของสิ่งมีชีวิต 2) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์3) โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ด้านสถานที่ สถานที่ดำเนินการวิจัย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาสุโขทัย ด้านระยะเวลา ระยะเวลาในการทำวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565


5 นิยามศัพท์เฉพาะ แนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต หมายถึง คำอธิบายที่นักเรียนสร้างขึ้นเพื่อใช้แสดงถึง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แนวคิดย่อย ได้แก่ 1) เซลล์ของสิ่งมีชีวิต คือ หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่สามารถแสดงคุณสมบัติ และความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ เซลล์แต่ละชนิดก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป 2) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและ สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์คือ สิ่งมีมีชีวิตที่มีเซลล์เพียงเซลล์เดียว โดยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การตำรงชีวิต เช่น กินอาหาร ขับถ่าย สืบพันพันธุ์ เป็นต้น จะเกิดขึ้นภายในเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ส่วนสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ คือ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยเซลล์มากกว่า 1 เซลล์รวมกันทำให้ สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ เป็นต้น 3) โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและ เซลล์สัตว์คือ โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื้อหุ้มเซลล์ ไซโทรพลาซึม และนิวเคลียส โครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ซึ่งโครงสร้างต่าง ๆ ของเซลล์มีมีหน้าแตกต่างกัน ซึ่งสามารถวัดแนวคิดหลักได้ จากแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต และอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน การจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์หมายถึง จัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม โดยปรับปรุง จากแนวคิดของ Haider. 1997 และ Brickhouse et al. 2000 ได้แก่ 1) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์SU (Scientific Understanding) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบาย เหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ทุกประการ 2) กลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน (Partial Scientific Conception: PC) หมายถึง คำตอบ และ คำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2 คำสำคัญ และไม่ มีส่วนผิด 3) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์PU (Partial Understanding) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 คำสำคัญ 4) กลุ่มที่ไม่มีแนวคิด NU (No Understanding) หมายถึง ไม่สามารถตอบคำถามได้ หรือ ตอบไม่ตรง ประเด็นคำถาม หรือไม่ตอบ


6 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน หมายถึง การจัดการ เรียนรู้ที่นำการเรียนรู้แบบสืบเสาะซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองมาใช้ ร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหา ค้นคว้า และสร้าง ความรู้ด้วยตนเอง และแสดงความเข้าใจหรือมโนทัศน์ในเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ผ่านการสร้างแบบจำลอง 2 มิติ หรือ 3 มิติ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นสร้างความสนใจ เป็นขั้นที่ครูนำเสนอคำถามเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน กระตุ้นความสงสัย และยังสามารถตรวจสอบ ความรู้เดิมของผู้เรียนได้อีกด้วย (2) ขั้นสำรวจและค้นหา เป็นขั้นที่ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เพื่อค้นคว้าข้อมูลระดมความคิด วิเคราะห์ และสรุปความรู้เกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ จากนั้น ร่วมกันสร้างแบบจำลอง 2 มิติ หรือ 3 มิติ เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น (3) ขั้นอธิบาย เป็นขั้นที่ผู้เรียนแสดงความเข้าใจหรือสร้างมโนทัศน์ด้วยการอธิบายปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ รับฟังข้อเสนอแนะและคำอภิปรายจากแบบจำลองกลุ่มอื่น เพื่อหา ข้อสรุปหรือสรุปความรู้ร่วมกัน (4) ขั้นขยายความรู้ เป็นขั้นที่ครูนำเสนอคำถามเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายและตอบคำถาม เพื่อให้ได้ความรู้และมโนทัศน์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ (5) ขั้นประเมินผล เป็นขั้นที่ผู้เรียนสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง โดยการสรุปความรู้วิเคราะห์ แบบจำลองที่กลุ่มตนเองและเพื่อนสร้างขึ้นมา เพื่อสามารถนำไปอธิบายหรือหาความสัมพันธ์ของปรากฎการณ์ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน


7 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร การตรวจสอบเอกสารในงานวิจัยในครังนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในกาวิจัย ดังนี้ 1. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน 3. แนวคิดวิทยาศาสตร์ ความหมายของแนวคิด แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ การวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ การจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในต่างประเทศ 1. ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivist Theory) นั้น Bell (1933 อ้างใน กฤษณา โภคพันธ์, 2554) เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงมโนทัศน์เกิดขึ้นกับตัวนักเรียนได้เอง ขึ้นอยู่กับตัวของนักเรียนและ บรรยากาศในการเรียนรู้รอบตัว โดยความรู้ที่เกิดขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับการกระทำและประสบการณ์ของ นักเรียนในแต่ละบริบท ซึ่งสอดคล้องกับ Cobern (1993 อ้างใน สราวุธ แท่นจินดารัตน์, 2559) ที่เช่อว่า นักเรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ โดยจะต้องมีประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิมมาก่อน และ นำความรู้หรือประสบการณนั้น มาสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ และนำความรู้นั้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น กฤษณา โภคพันธ์(2554). ยังเชื่ออีกว่า นักเรียนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่ง เหล่านั้นมาบ้างแล้ว ประสบการณ์เดิมของนักเรียนจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ แต่ สสวท. (2563). กลับให้ใจความสำคัญของทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง คือ ความรู้เป็นเรื่องของแต่ละ บุคคล โดยความรู้ไม่สามารถถ่ายถ่ายไปยังผู้อื่นได้ แต่ความรู้จะถูกสร้างขึ้นเองจากความรู้เดิมของแต่ละคนด้วย ตนเอง ผ่านการสร้างองค์ความรู้ด้วยคนเองในสมอง ไม่เกี่ยวกับวิธีการสอนของครู แต่กระบวนการสร้างองค์


8 ความรู้ด้วยตนเองจะเกิดขึ้นได้ตลอดไม่ว่าครูจะสอนในรูปแบบไหนก็ตาม แต่ครูต้องจัดประสบการณ์ในห้องให้ สอดคล้องกับประสบการณ์เดิมของนักเรียน จึงจะเกิดเป็นความความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (Constructivist Theory) หมายถึง แนวคิดที่เชื่อว่า นักเรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น โดยองค์ ความรู้ใหม่ที่จะสร้างขึ้นนั้น จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ ความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ โดยการจะเกิด องค์ความรู้ใหม่นั้น จะไม่เกี่ยววีการสอนของครู แต่ครูจะต้องมรหน้าที่จัดประสบการณ์เรียนรู้ภายในห้องเรียน ให้สอดคล้องกับความรู้หรือประสบการณ์เดิมที่นักเรียนมีอยู่แล้ว ให้กลายความรู้ใหม่ที่ได้รับการยอมรับ 2. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ในการสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ นักเรียนจะสร้างแบบจำลองทางความขิดขึ้นจากพื้นฐานความรู้เมที่ตนเอง มีอยู่จึงส่งผลให้แบบจำลองทางความคิดที่สร้างขึ้นมีความผิดเพี้ยนไปจากแบบจำลองทางวิทายาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ครูควรชี้ให้เห็นถูงข้อจัดกับของธรรมชาติวิทยาศาสตร์ และวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยให้ พัฒนาให้นักเรียนมีแบบจำลองทางความคิดที่ถูกต้องตามแนวคิดวิยาศาสตร์ คือ การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน (Norman, 1983 cited Stevens and Gentner,1983 Chittleborough, Mamiala, and Treagust, 2004 อ้างใน สราวุธ แท่นจินดารัตน์2559) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน หมายถึง กระบวนการในการทำความ เข้าใจและอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ โดยผ่านการสร้างและปรับปรุงแบบจำลองของปรากฏการณ์นั้นอย่าง ต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบความรู้เดิมของนักเรียนเพื่อสร้างแบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ที่จะศึกษา (produce mental model) จากนั้นจึงแสดงออกแบบจำลองที่สร้างขึ้น (express mode/) ในรูปแบบต่างๆ เช่น คำพูด สัญลักษณ์ รูปภาพเป็นต้น จากนั้นทำการทดสอบ (test) และประเมิน แบบจำลอง (evaluate) โดยนำไปทคลองใช้เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง (revision) และแก้ไขแบบจำลองเพื่อให้ สามารถอธิบายปรากฎการณ์ที่ศึกษาได้ดีขึ้น รวมทั้งขยายแบบจำลอง (elaboration) เพื่อขยายแนวคิดให้ กว้างขึ้น (Buckley et al, 2004 และGobert and Buckley, 2000 อ้างใน สราวุธ แท่นจินดารัตน์2559) โดยปกติแล้วการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้นั้น จะเป็นการสนับสนุนให้นักเรียนค้นคว้าหาคำตอบด้วย ตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็คือ การคิดแบบนักวิทยาศาสตร์แต่ทั้งนี้แนวคิดของการให้ เหตุผลด้วยแบบจำลองทางควาคิด จะแตกต่างจากการให้เหตุผลแบบทั่วไป ที่จะให้เหตุผลแบบอุปนัยหรือ นิรนัย หรือจะกล่าวได้ว่า การให้เหตุผลด้วยแบบจำลองทางความคิด จะขยายแนวคิดของการให้เหตุผล ดังกล่าวออกไปได้ชัดเจนกว่าด้วยตัวแทนที่น่าสนใจซึ่งอาจจะเป็นการอุปมาหรือการทดลองเป็นต้น (Khan, 2007 Nersessian, 2002 อ้างถึงใน โพธิศักดิ์ โพธิเสน, 2558) โพธิศักดิ์ โพธิเสน, 2558 กล่าวว่า “การจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็น ฐานนั้น หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้ขั้นตอนตามกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ นักเรียนจะต้องใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาหรือหาคำตอบด้วยตนเองของนักเรียนโดยที่ครูมี


9 หน้าที่ส่งเสริมหรือช่วยเหลือและใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้นักเรียนได้คันพบวิธีแก้ปัญหานั้นๆ ได้ทั้งนี้ในการหา คำตอบนั้นนักเรียนจะต้องสร้างแบบจำลองออกมาเพื่อใช้ในการอธิบายด้วย” สราวุธ แท่นจินดารัตน์. (2559) ยังกล่าวอีกว่า “การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้ แบบจำลองเป็นฐาน คือ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่เน้นให้นักเรียนสร้าง แบบจำลองทางความคิดด้วยตนเองโดยการกระตุ้นให้นักเรียนสร้างแบบจำลองมาอธิบายปรากฎการณ์หรือสิ่ง ต่าง ๆ จากนั้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมเพื่อนำแบบจำลองที่สร้างขึ้นไปใช้เพื่อทำการการปรับปรุง แบบจำลองให้สามารถอธิบายปรากฎการณ์ที่ศึกษาได้ดีขึ้น และการขยายแบบจำลองกับปรากฏการณ์อื่น ๆ ต่อไป” นอกจากนี้ ชาตรี ฝ่ายคำตา และคณะ (2557 อ้างใน สราวุธ แท่นจินดารัตน์2559) กล่าวถึง การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน เป็นวิธีที่ให้นักเรียนได้สร้างแบบจำลองทางความคิดขึ้น โดยผ่านกระบวนการ สร้าง ใช้ ปรับปรุง และขยายแบบจำลอง โดยเชื่อว่า ก่อนที่นักเรียนจะเรียนรู้เรื่องใด นักเรียนจะมีแบบจำลองทางความคิด หรือ ความรู้เดิมที่เกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้นักเรียนแต่ละคนจะมี แบบจำลองทางความคิดหรือความรู้ตามที่แตกต่างกัน ซึ่งแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนจะแตกต่างจาก แบบจำลองทางความคิดทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้นครูจะต้องพัฒนาหรือจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อให้นักเรียนได้ แลกเปลี่ยนแบบจำลองทางความคิดให้สอบคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์ ซึ่งการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวจะได้รับ อธิพลมาจากทฤษฎีการเรียนรู้การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (constructivism) ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน หมายถึง กระบวนการที่ช่วยให้ นักเรียนเข้าใจและอธิบายธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ จากความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่ โดยผ่านการสร้างและ ปรับปรุงแนวคิดนั้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ความรู้เดิมที่เข้าใจ คลาดเคลื่อนไปจากแนวคิดวิทยาศาสตร์ ให้เข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่าสมบูรณ์ ซึ่งครูจะต้องจัดการเรียนรู้ที่ ให้นักเรียนหาคำตอบด้วยตนเองของ โดยครูจะมีหน้าที่ส่งเสริมหรือช่วยเหลือและใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้ นักเรียนได้คันพบวิธีแก้ปัญหานั้น ๆ ตามทฤษฎีการเรียนรู้การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง (constructivism) 3. แนวคิดวิทยาศาสตร์ ความหมายของแนวคิด เป็นคำศัพท์ที่มาจากภาษาอังกฤษว่า “Concept” ในภาษาไทยมีผู้ใช้แทนคำหลายคำ เช่น ความคิด รวบยอก สังกัป มโนพภาพ มโนทัศน์ มโนมติ ความคิดหลัก แต่ในงานวิจัยนี้ จะใช้คำว่าแนวคิดแทน คำว่า Concept โดยมีการศึกษาพร้อมทั้งให้ความหมายไว้ดังนี้ แนวคิด หมายถึง ความเข้าใจที่เกี่ยวสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ โดยอาจได้ความเข้าใจนั้นมาจากการ การ จัดจำแนกประเภท หรือได้รับประสบการณ์ตรงจากสิ่งต่าง ๆ แต่ละคนอาจจะมีแนวคิดขอสิ่งต่าง ๆ นั้นตาก ต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และวุฒิภาวะ (กฤษณา โภคพันธ์. 2554) นอกจากนี้แนวคิดของแต่ละบุคคลจะ สร้างขึ้นจากประสบการณ์เดิม ร่วมกับประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับจากการเรียนรู้ (ขัวญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์.


10 2553) หรืออาจจะได้จากการใช้คุณลักษณะร่วมของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นมาประมวลเข้าด้วยกันแล้วนำไปเชื่อม กับความรู้เดิมแล้วนำมาสรุป (นรา เขียวละลิ้ม. 2556) ซึ่งแนวคิดก็อาจจะเกินขึ้นได้จากการสังเกตเกี่ยวกับ ประสบการณ์ของสิ่งเหล่านั้น แล้วนำมาประเป็นข้อสรุปซึ่งอาจจะถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ก็ได้ (ศรวณีย์ ลาเต. 2553) การรับรู้ ความเข้าใจต่อวัตถุใด ๆ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จำจำด้วยภาพ สัญลักษณ์ และสร้างมารถสร้างความสัมพันธ์ต่อกันจนมาเป็นข้อสรุป เป็นความเข้าใจ จนกลายเป็นแนวคิดของตนเอง (ปพิชญา พิบูลวิทิตธำรง. 2559) จากความหมายของแนวคิดที่กล่าวมา อาจสรุปได้ว่า แนวคิดหมายถึง มวลประสบการณ์ของแต่ละ บุคคลที่ได้รับจากประสบการณ์ตรง หรือจากการสังเกต การจัดจำแนกประเภท โดยความรู้ความเข้าใจในมวล ประสบการณ์นั้น ในแต่ละคนจะมีข้อสรุปที่แตกต่างกัน ที่ได้จากการนำประสบการณ์เดิมเข้ามาสร้าง ความสัมพันธ์กับประสบการณ์ใหม่จนกลายเป็นข้อสรุปแนวคิดของตนเอง ซึ่งข้อสรุปนั้นอาจจะคลาดเคลื่อนไป จากเดิมก็ได้ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง ความคิด ความเข้าใจโดยสรุปต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว และ ปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ แนวคิดวิทยาศาสตร์ได้มาจากการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสังเกต จัดหมวดหมู่ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ผ่านประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ (กฤษณา โภคพันธ์ 2554.) การได้รับประสบการณ์ใหม่และมีการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับสิ่ง ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว (ขัวญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์. 2553) แล้วนำคำอธิบายเหตุการณ์เหล่านั้นมาลงข้อสรุป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์และมีความเป็นสากล หรืออาจจะกล่าวได้ว่า (ณิชกมล โพธิรังสิยากร. 2562) แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คือ กฎ หลักการ ทฤษฎี หรือแนวความคิดที่แต่ละบุคคลแสดงออกถึงความรู้ ความเข้าใจโดยสรุปต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเกิดจากการสังเกตหรือรับประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ เหตุการณ์นั้น แล้วนำองค์ความรู้ต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน (ฉันทนาพร แสงสุทธิเศรษฐ์. 2562) จนได้ ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นแนวคิดของตนเอง ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างกันไปของแต่ละบุคคล (พิชญา สิทธิชัย 2558) จากความหมายของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อาจสรุปได้ว่า ความรู้ความเข้าใจโดยสรุปต่อเหตุการณ์ หรือปรากฎการณ์ทางธรรมชาติรอบตัวที่เกิดขึ้น แนวคิดวิทยาศาสตร์จะได้มาจาการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ใน การจัดการแนวคิด ผ่านประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ โดยนำประสบการณ์เดิมมาประมวลเข้ากับ ประสบการณ์ใหม่เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นคำอธิบาย นอกจากนี้ แนวคิดวทยาศาสตร์ คือ กฎ หลักการ ทฤษฎี หรือแนวความคิดที่นักเรียนแต่ละคนจะแสดงออกถึงความรู้ที่ได้มาจากประสบการณ์ตรง ซึ่งจะนำองค์ความรู้ ต่าง ๆ มาประมวลเข้าด้วยกัน แล้วนำมาเป็นข้อสรุป เป็นแนวคิดวิทยาศาสตร์ของตนเอง ซึ่งอาจจะแตกต่าง จากคน อื่น ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน


11 การวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ จะแสดงความเข้าในแนวคิดออกมาได้หลายวิธี อาจจะเป็น การ เขียนอธิบาย การใช้สัญลักษณ์ ภาพวาด สูตร กราฟ แบบจำลอง หรือการพูดสื่อสาร ดังนั้นวิธีการการ ตรวจสอบแนวคิวทยาศาสตร์ของนักเรียนว่ามีแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างไร จึงทำได้หลายวิธีทั้งการสัมภาษณ์ การสังเกตพฤติกรรมช การตรวจใบกิจกรรม และการสอบวัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบริบทในชั้นเรียน เช่น อายุ ความสามารถในการสื่อสารด้วยภาษาพูดและภาษาเขียนของนักเรียน เป็นต้น (จีระวรรณ เกษสิงห์, 2562) ตัวอย่างแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน ตามแนวคิดของ จีระวรรณ เกษสิงห์(2562). 1) แบบวัดแนวคิดชนิดคำถามปลาย แบบวัดชนิดคำถามปลายเปิดมีข้อดีที่สามารถวัดความรู้ความเข้าใจของนักเรียนได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้า นักเรียนไม่มีความรู้เรื่องนั้นจะไม่สามารถเดาคำตอบได้ แต่มีข้อจำกัดที่ครูสร้างข้อคำถามในการวัดได้น้อย เนื่องจากแต่ละข้อต้องใช้เวลานานในการตอบ หากต้องการวัดให้ครอบคลุมแนวคิดสำคัญทั้งหมดมักมีข้อ คำถามหลายข้อ ซึ่งจะใช้เวลานานเกินไปในการทำข้อสอบ ดังนั้นอาจต้องแบ่งสอบหลายครั้ง อีกทั้งการตรวจ ให้คะแนนหรือวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ยาก ใช้เวลามาก และมีโอกาสเกิดความลำเอียงเนื่องจากอารมณ์ของ ผู้ตรวจ จึงต้องมีเทคนิคในการตรวจสอบผลการวิเคราะห์กับเพื่อนผู้วิพากษ์ ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป นอกจากนี้ ลายมือของผู้ตอบและประสิทธิภาพในการเขียนบรรยายความอาจมีผลต่อผลการวิเคราะห์ 2) แบบวัดแนวคิดชนิดเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผล ข้อคำถามถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นคำถามเพื่อบ่งชี้แนวคิดสำคัญที่ต้องการวัด จากนั้นจะมี ตัวเลือกให้ผู้เรียนเลือก ซึ่งจำนวนตัวเลือกอาจมีได้ตั้งแต่ 2 – 5 ตัวเลือก และตัวเลือกที่ถูกต้องอาจมีได้ มากกว่าหนึ่งตัวเลือก ขึ้นกับผู้ออกข้อสอบ โดยมากตัวเลือกมักได้มาจากประสบการณ์การสอนและงานวิจัยที่ พบว่าผู้เรียนมีแนวคิดคลาดเคลื่อนในเรื่องดังกล่าว จากนั้นส่วนที่สองจะเป็นพื้นที่ว่างเพื่อให้นักเรียนเขียนแสดง เหตุผลประกอบการเลือกตัวเลือกในส่วนที่หนึ่ง แบบวัดประเภทนี้มีข้อดีตรงที่สามารถตรวจสอบข้อมูลความ เข้าใจคลาดเคลื่อนของผู้เรียนได้ง่าย เพราะตัวเลือกมักถูกสร้างมาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่พบในผู้เรียน สามารถแยกคนที่รู้และไม่รู้ออกจากกันได้ดี อีกทั้งมีพื้นที่ให้ผู้เรียนเขียนอธิบายความเข้าใจเพิ่มเติม แต่มี ข้อจำกัดตรงที่สร้างได้ยาก โดยเฉพาะส่วนที่ 1 เพราะทุกตัวเลือกต้องมีโอกาสถูกเลือกเท่าเทียมกันและแยกคน รู้ออกจากคนไม่รู้ได้ ขณะที่ส่วนที่ 2 จะมีความยากในกวรตรวจ ดังนั้นต้องมีเกณฑ์การให้คะแนนหรือรูบริคเพื่อ จัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนที่ชัดเจน และโดยทั่วไปผู้เรียนที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์จะต้องตอบถูกทั้งส่วนที่ 1 และ 2 หากตอบผิดส่วนใดส่วนหนึ่ง ควรให้น้ำหนักกับสิ่งที่นักเรียนเขียนบรรยายความในส่วนที่ 2 มากกว่า แต่หากไม่แน่ใจว่านักเรียนคิดอย่างไรให้ทำการสัมภาษณ์นักเรียนเพิ่มเติม


12 3) แบบวัดชนิดเลือกตอบทั้งคำตอบและเหตุผล ข้อคำถามประกอบด้วยสองส่วนเช่นเดียวกับแบบวัดแนวคิดชนิดเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผล โดย ส่วนที่ 2 จะเป็นตัวเลือกเช่นเดียวกับส่วนที่ 1 แต่ต่างกันตรงที่ส่วนที่ 2 จะเป็นเหตุผลในการเลือกตัวเลือกจาก ส่วนที่ 1 ซึ่งแบบวัดชนิดนี้ถูกพัฒนามาจากแบบวัดชนิดเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผล ที่ในงานวิจัยหลายชิ้น คันพบแล้วว่ากลุ่มเหตุผลที่ผู้เรียนมักใช้ในการอธิบายแนวคิดเรื่องนั้น ๆ อาจเป็นอะไรได้บ้าง ครูจึงไม่ จำเป็นต้องให้ผู้เรียนเขียนบรรยายความอีก เพื่อประหยัดเวลาในการทดสอบ ดังนั้นข้อดีของแบบวัดชนิดนี้คือ ตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ชัดเจน ประหยัดเวลาในการสอบและวิเคราะห์ข้อมูล แต่มีข้อจำกัดตรงที่ สร้างได้ยาก ต้องทำการตรวจเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่สนใจศึกษามาพอสมควร หรือมี ประสบการณ์ในการสอนมากจนสามารถจับประเด็นที่นักเรียนมักเข้าใจคลาดเคลื่อนและเขียนไล่เรียงออกมา เป็นข้อ ๆ ได้ นอกจากนี้ในส่วนที่ 2 ตัวเลือกข้อสุดท้ายเป็น “อื่นๆ” และเว้นพื้นที่ให้นักเรียนเขียนอธิบายความ ซึ่งตัวเลือกข้อนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแบบวัดในกรณีที่นักเรียนมีเหตุผลของการเลือกที่แตกต่างไป จากตัวเลือกที่ครูกำหนดให้ 4) แบบวัดแนวคิดชนิดถูก-ผิดพร้อมอธิบายเหตุผล ข้อคำถามมีหลายข้อ แต่ทุกข้อมุ่งเป้าไปที่การวัดแนวคิดเรื่องเดียวกัน ซึ่งเหมือนกับแบบวัดแนวคิดที่ กล่าวมาก่อนหน้า แบบวัดแนวคิดประเภทนี้ประกอบด้วยสองส่วน คือ ส่วนที่ 1 เป็นตัวเลือก กรณีนี้ตัวเลือกคือ ถูกหรือผิด ส่วนที่ 2 เป็นเหตุผลในการเลือกตอบ โดยข้อดีของแบบวัดประเภทนี้คือสามารถวัดแนวคิดที่มี รายละเอียดสำคัญย่อย ๆ จำนวนมากได้ครอบคลุม อาทิ แนวคิดที่เป็นคุณสมบัติของสาร ลักษณะเฉพาะของ สิ่งมีชีวิตในแต่ละคลาส เป็นต้น และอาจใช้เวลาในสร้างน้อยสร้างได้ง่าย แต่เนื่องจากนักเรียนต้องเขียนอธิบาย เหตุผลทุกข้อ ทำให้ต้องใช้เวลาในการสอบมากและข้อความที่นักเรียนเขียนอธิบายเหตุผลอาจซ้ำช้อนกับข้ออื่น เนื่องจากทุกข้อมุ่งวัดแนวคิดเรื่องเดียวกัน นอกจากนี้แบบวัดแนวคิดชนิดนี้อาจไม่เหมาะที่จะวัดแนวคิดที่เป็น กระบวนการ อาทิกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง กระบวนการเกิดสุริยุปราคา จันทรุปราคา เป็นต้น 5) แบบวัดแนวคิดชนิดใช้การสัมภาษณ์เกี่ยวกับตัวอย่าง จะแสดงภาพเนื้อหาที่ต้องการสอบถาม หรืออาจเป็นวัตถุสิ่งของก็ได้ เช่นการถามเรื่องการเกิด จันทรุปราคาสุริยุปราคา ฤดูกาล อาจใช้วัตถุทรงกลม 3 ลูกประกอบ จากนั้นครูจะใช้คำถามกระตุ้นให้นักเรียน อธิบายความเข้าใจแนวคิดในเรื่องที่ต้องการตรวจสอบ โดยนักเรียนสามารถใช้ภาพหรือสื่อที่ครูเตรียมมา ประกอบการอธิบายได้ แบบวัดแนวคิดชนิดนี้มีข้อดีคือทำให้ทราบความเข้าใจของผู้ตอบได้อย่างลึกขึ้ง เหมาะ กับเนื้อหาที่เขียนอธิบายได้ยาก การพูดเล่าเรื่องและแสดงท่าทางประกอบจะทำให้เข้าใจได้มากกว่า หรือ เหมาะกับนักเรียนระดับประถมศึกษาที่ยังไม่สามารถสื่อสารด้วยการใช้ภาษาเขียนได้ดี อย่างไรก็ดีแบบวัดชนิด นี้มีข้อจำกัดที่ใช้เวลานานในการเก็บข้อมูล รวมทั้งการถอดเทป และวิเคราะห์ข้อมูล เพราะต้องทำกับผู้เรียน


13 รายบุคคลหรือกลุ่มย่อยและการสัมภาษณ์ไม่สามารถทำได้ครอบคลุมทุกแนวคิดย่อย เนื่องจากต้องใช้เวลามาก จึงมักวัดได้ไม่ครอบคลุมนักเรียนทุกคนในทุกแนวคิดย่อย การจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้กำหนดแนวทางการจัดกลุ่มแนวคิดหรือกำหนด ลักษณะของกลุ่มแนวคิดของผู้เรียนไว้หลายรูปแบบ ซึ่งอาจจะมีและแตกต่าง สามารถสรุปได้ 3 รูปแบบ ดังนี้ 1. จัดกลุ่มแนวคิดเป็น 4 กลุ่ม Brickhouse et al. (2000 อ้างใน ขวัญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์, 2556) มีลักษณะการจัดกลุ่มแนวคิดดังนี้ 1) แนวคิดทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Conception: SC) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผล ประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทั้งหมด 2) แนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน (Partial Scientific Conception: PC) หมายถึง คำตอบ และ คำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ใน ปัจจุบัน แต่ไม่ครบทั้งหมด 3) แนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วนและแนวคิดคลาดเคลื่อนบางส่วน (Partial Scientific Conception with Misconceptions: PC/MC) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันบางส่วนและไม่สอดคลองกับแนวคิดซึ่ง เป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันบางส่วน 4) แนวคิดคลาดเคลื่อน (Misconceptions: MC) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผลประกอบ คำตอบของนักเรียน ไม่สอดคล้องกับแนวคิดซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันทั้งหมด 2. จัดกลุ่มแนวเป็น 5 กลุ่ม Haider. (1997 อ้างใน กฤษณา โภคพันธ์, 2554) มีลักษณะการจัดกลุ่ม แนวคิดดังนี้ 1) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Understanding, SU) หมายถึง นักเรียนตอบได้ สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันครบทุกแนวคิด 2) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์(Partial Understanding, PU) หมายถึง นักเรียนตอบได้สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 แนวคิดแต่ไม่มีส่วนผิด 3) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์บางส่วนและแนวคิดคลาดเคลื่อน (Partial Understanding with Misunderstanding, PU&MU) หมายถึง นักเรียนตอบได้สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน บางส่วนและมีบางส่วนที่ไม่สอดคล้อง 4) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์คลาดเคลื่อน (Mis Understanding, MU) หมายถึง คำตอบของ นักเรียนไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน


14 5) กลุ่มที่ไม่มีแนวคิด (No Understanding, NU) หมายถึง นักเรียนไม่ได้ตอบคำถามหรือตอบว่าไม่ เข้าใจหรือจำไม่ได้ 3. การจัดกลุ่มแนวคิด 6 กลุ่ม Noh&Scharman. (1997 อ้างใน ประภาศรี เอี่ยมสม, 2558) มีลักษณะ การจัดกลุ่มแนวคิดดังนี้ 1) แนวคิดถูกต้อง (Sound understanding: SU) หมายถึง คำตอบของนักเรียนมีองค์ประกอบที่ สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่มีองค์ประกอบที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ 2) แนวคิดถูกต้องบางส่วนและไม่มีแนวคิดคลาดเคลื่อน (Partial understanding with no misconception: PU) หมายถึง คำตอบของนักเรียนมีองค์ประกอบที่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีสัดส่วนน้อยกว่าแนวคิดที่ถูกต้อง โดยไม่มีองค์ประกอบที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ 3) แนวคิดถูกต้องเป็นส่วนใหญ่แต่มีแนวคิดคลาดเคลื่อนหนึ่งแนวคิด (Good understanding containing one misconception: GM) หมายถึง คำตอบของนักเรียนมีองค์ประกอบที่สอดคล้องกับแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์ แต่มีบางองค์ประกอบที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ 4) แนวคิดถูกต้องเป็นส่วนน้อยแต่ไม่มีแนวคิดคลาดเคลื่อน (Minimum understanding with no misconception: MU) หมายถึง คำตอบของนักเรียนมีองค์ประกอบที่สอดคล้องกับแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ในสัดส่วนที่น้อย แต่ไม่มีองค์ประกอบที่คลาดเคลื่อนจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ 5) แนวคิดถูกต้องเพียงบางส่วนและแนวคิดคลาดเคลื่อนบางส่วน (Partial understanding containing misconception: PM) หมายถึง คำตอบของนักเรียนมีทั้งองค์ประกอบที่สอดคล้องกับแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์ และองค์ประกอบที่คลาดเคลื่อนจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ 6) ไม่มีแนวคิด (No scientific understanding: NU) หมายถึง ลักษณะที่นักเรียนไม่ตอบคำถาม ตอบทวนคำถามหรือตอบว่าไม่ทราบ ในงานวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยจำแนกแนวคิดของนักเรียนเป็น 4 กลุ่มแนวคิด ซึ่งปรับปรุงจากกลุ่มแนวคิด ของ Haider. (1997 อ้างใน กฤษณา โภคพันธ์, 2554) และ Brickhouse et al. (2000 อ้างใน ขวัญฤทัย เที่ยง จันทราทิพย์, 2556) เหตุผลที่ผู้วิจัยวัดแนวคิดของผู้เรียนออกเป็น 4 กลุ่มแนวคิด เนื่องจากแบบวัดที่ผู้วิจัย นำมาใช้วัดแนวคิดเป็นแบบวัดชนิดแบบเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผลประกอบ ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่สามารถ เลือกตอบและอธิบายเหตุผลลงไปในแบบวัดได้ ดังนั้นในทุกข้อคำถามนักเรียนต้องอธิบายเหตุผลประกอบ คำตอบ จึงไม่มีนักเรียนในกลุ่มที่ไม่มีแนวคิด


15 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ สราวุธ แท่นจินดารัตน์. (2559) ได้พัฒนาแบบจำลองทางความคิดเรื่องพันธะ โคเวเลนต์และความเข้าใจ เกี่ยวกับธรรมชาติของแบบจำลองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน การวิจัยนี้มีรูปแบบเป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาการพัฒนาแบบจำลองทางความคิดเรื่องพันธะโคเวเลนต์และความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของ แบบจำลองของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เมื่อเรียนรู้ผ่านกิจกรรมแบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลอง เป็นฐาน และเพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐานในเนื้อหา เรื่องพันธะ โควเลนต์ กลุ่มที่ศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบวัดแบบจำลองทางความคิดเรื่องพันธะโคเวเลนต์ 2) แบบวัดความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของ แบบจำลอง 3) ชิ้นงานของนักเรียน 4) อนุทินของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับความเข้าใจ ธรรมชาติของแบบจำลอง และ 6) บันทึกผลหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กระบวนการ ตีความและลงข้อสรุปข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ที่ใช้แบบจำลอง เป็นฐานช่วยพัฒนาแบบจำลองทางความคิดเรื่องพันธะโคเวเลนด์ของนักเรียนให้สอดคล้องกับแบบจำลองทาง วิทยาศาสตร์มากขึ้นโดยนักเรียนส่วนใหญ่มีแบบจำลองทางความคิดที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวพันธะกับพลังงานพันธะ สารโคเวเลนต์โครงผลึกร่างตาข่าย รูปร่างของโมเลกุล โคเวเลนต์ และเรโซแนนซ์ตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าในประเด็นเรื่องความยาวพันธะ โคเวเลนต์นักเรียนมี แบบจำลองทางความคิดที่สมบูรณ์แต่ไม่ถูกต้อง และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้ แบบจำลองเป็นฐานช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของแบบจำลองเพิ่มมากขึ้น โดยนักเรียน ส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของแบบจำลองสอดคล้องกับธรรมชาติของแบบจำลองที่ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับ โดยประเด็นที่นักเรียนมีความเข้าใจสอดคล้องมากที่สุด คือ ประเด็นเรื่องการสร้าง แบบจำลอง จุดประสงค์ในการใช้แบบจำลอง ลักษณะทั่วไปของแบบจำลอง และการเปลี่ยนแปลงและข้อจำกัด ของแบบจำลอง ตามลำดับ โดยมีแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลอง เป็นฐานคือ ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรใช้คำถามปลายเปิดเพื่อตรวจสอบความรู้เดิมที่นำไปสู่การสร้าง แบบจำลองทางความคิด การจัดกิจกรรมควรเน้นการสร้งแบบจำลองที่หลากหลาย และเปิดโอกาสให้นักเรียน นำเสนอแบบจำลองทางความคิดออกมาในลักษณะรูปวาด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องที่เป็นนามธรรม ควรใช้กิจกรรมอุปมาอุปมัยเพื่อใช้สิ่งที่นักเรียนรู้จักแทนสิ่งที่เป็นนามธรรม และการใช้แบบจำลองที่ หลากหลายเพื่อให้นักเรียนเข้าในเรื่องนั้น ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และหลังทำกิจกรรมครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นถึงประเด็น ธรรมชาติของแบบจำลองนั้น ๆ ทันที โดยเชื่อมโยงจากกิจกรรมที่นักเรียนได้ปฏิบัติ


16 ประภาศรี เอี่ยมสม (2558). ได้ทำการพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องระบบต่อมไรท่อ โดยวิธีการสอนแบบกรณีศึกษาร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังแนวคิด โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาและหาแนวทางปฏิบัติที่ดีในการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบกรณีศึกษาร่วมกับกิจกรรมการ สร้างแผนผังแนวคิดเพื่อพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง ระบบต่อมไร้ท่อ 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนแบบกรณีศึกษาร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผังแนวคิดต่อการพัฒนา แนวคิดวิทยาศาสตร์ กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบกรณีศึกษา ร่วมกับกิจกรรมการสร้างแผนผังแนวคิด เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูลเพื่อตอบคำถามการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี ได้แก่ แบบบันทึกหลังสอน อนุทินของนักเรียนและวิเคราะห์ร่วมกับวีดิโอบันทึกการสอน ซึ่งแนวทางการสอน และแนวปฏิบัติที่ดีจะวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและอุปนัย สำหรับเครื่องมือที่ใช้ ศึกษาแนวคิดของนักเรียน คือ แบบวัดแนวคิดปลายเปิด วิเคราะห์แนวคิดโดยการจัดกลุ่มคำตอบตามระดับ ความสอดคล้องกับแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์และใช้สถิติบรรยายเปรียบเทียบค่าร้อยละ ก่อนและหลังการจัดการ เรียนรู้ในแต่ละกลุ่มแนวคิด และเปรียบเทียบรูปแบบการพัฒนาแนวคิดระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1 แนวปฏิบัติที่ดีสำหรับการจัดการเรียนรู้แบบกรณีศึกษาร่วมกับเทคนิคการใช้แผนผัง แนวคิด คือ ครูผู้สอนควรนำเสนอกรณีศึกษาที่กระตุ้นความสนใจของนักเรียน ในระหว่างการสอนควรตั้ง คำถามและชี้ประเด็นที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน อีกทั้งควรฝึกให้นักเรียนเขียนแผนผังแนวคิดก่อนการเรียนเพื่อให้ นักเรียนสามารถสร้างและใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้บทเรียน 2 ในภาพรวมนักเรียนส่วนใหญ่หลังเรียนมี การพัฒนาแนวคิดทุกแนวคิด ให้มีความสมบูรณ์สอดคล้องกับแนวคิดเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม พบว่าหลังการจัดการเรียนรู้มีบางแนวคิดที่นักเรียนมีรูปแบบพัฒนาแนวคิดในรูปแบบพัฒนาแบบคงที่หรือ รูปแบบพัฒนาได้น้อย คือแนวคิดเรื่อง หน้าที่และความผิดปกติของฮอร์โมน ซึ่งหลังเรียนนักเรียนส่วนใหญ่มี แนวคิดที่คลาดเคลื่อนใกล้เคียงกับช่วงก่อนการจัดการเรียนรู้ โพธิศักดิ์ โพธิเสน. (2558) ได้พัฒนาแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในเรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเดมี โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐาน จึงมี วัตถุประสงค์ที่จะศึกษาแบบจำลองทางความคิดของนักเรียนในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมีเมื่อได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน และหาแนวทางการสอนเพื่อพัฒนา แบบจำลองทางความคิดเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้วิธีการวิจัยแบบ วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ได้ข้อมูลงานวิจัยจากบันทึกหลังการสอน และแบบวัดแบบจำลองทางความคิด ร่วมกับใบงานและอนุทินรายสัปดาห์ของนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจัดกลุ่ม เปรียบเทียบและ ลงข้อสรุปผลการวิจัยพบว่า 1) แบบจำลองทางความคิดของนักเรียนในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีส่วน ใหญ่อยู่ในกลุ่มแบบจำลองความคิดที่ถูกต้องสมบูรณ์ (ร้อยละ 45) และกลุ่มแบบจำลองความคิดที่สมบูรณ์แต่ ถูกต้องบางส่วน (ร้อยละ 25) 2) แนวทางการสอนเพื่อพัฒนาแบบจำลองทางความเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยา


17 เคมีได้แก่ การใช้วีดีทัศน์ที่แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมหาภาคและจุลภาคผ่านการอุปมา ทำให้ นักเรียนมีแบบจำลองทางความคิดที่เป็นแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น การให้เวลาในการวางแผ่นการ ทดลองในเรื่องการหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาดูด-คายความร้อน และปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี พร้อมทั้งนำเสนอร่วมกันในห้องจะทำให้นักเรียนทำการทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพและ รวดเร็ว การจัดการเรียนรู้โดยลำดับจากนำเข้าสู่บทเรียนด้วยคำถามนักเรียนค้นหาคำตอบนักเรียนสร้าง แบบจำลองนักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับแบบจำลองและนักเรียนปรับปรุงแบบจำลองสามารถพัฒนาแบบจำลอง ทางความคิดของนักเรียนในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ ครูผู้สอนควรใช้คำถามที่ท้าทายการตอบคำถาม ด้วยคำถาม และการถามซักไซไล่เรียงและการจัดการเรียนรู้ควรให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสร้างหรือปฏิบัติ ด้วยตนเองเพื่อให้เกิดประสบการณ์ด้วยตนเอง นรา เขียวละลิ้ม. (2556) ได้พัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแผนผังแนวคิด เป็น การวิจัยเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับแผนผังแนวคิดและศึกษาการพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เรื่องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ของ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกหลังสอนของครู แบบ บันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนแบบวัดแนวคิด และใบกิจกรรม วิเคราะห์ ข้อมูลจากแบบวัดแนวคิด โดยจัดกลุ่ม แนวคิดของนักเรียนออกเปีน 5 กลุ่ม จากนั้นคำนวณค่าร้อยละของนักเรียนในแต่ละกลุ่มแนวคิด และวิเคราะห์ บันทึกหลังสอนของครู บันทึกการจัดการเรีขนรู้ของนักเรียน และ ใบกิจกรรม โดยวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแผนผังแนวคิดเรื่องสารประกอบไฮโครคาร์บอน ประกอบด้วยลักษณะสำคัญของการสืบเสาะ 5 ประการ มีแนวทางดังนี้ 1) ครูควรใช้สื่อร่วมกับคำถามที่กระตุ้น ความสนใจของนักเรียน 2) ครูควรมีกิจกรรมให้นักเรียนได้กันหาข้อมูลหลักฐาน 3) ครูควรใช้คำถามเพื่อให้ นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและอธิบายเหตุผล 4) ครูควรให้นักเรียนนำเสนอและอภิปรายร่วมกันเพื่อให้ได้ ข้อสรุปที่ถูกต้อง 5) ให้นักเรียนได้มีการสื่อสารและ ให้เหตุผลของคำอธิบาย โดยการเขียนแผนผังแนวคิด นอกจากนี้ยังพบว่าหลังจากการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับแผนผังแนวคิด นักเรียนร้อยละ 49.18 มีแนวคิดถูกต้อง (SU) รองลงมาร้อยละ 21.92 มีแนวคิดถูกต้องบางส่วน (PU) ร้อยละ 17.87 มีแนวคิด คลาดเคลื่อน (SM) ร้อยละ 9.38 มีแนวคิดถูกต้องบางส่วนและคลาดเคลื่อนบางส่วน (PU/SM ) และร้อยละ 1.65 ไม่มีแนวคิด (NU โดยนักเรียนมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ถูกต้องมากที่สุด คือ ลักษณะของสารประกอบ ไฮโครคาร์บอนและมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ถูกต้องน้อยที่สุด คือ สารประกอบแอลเคน ขวัญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์. (2553). การพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อและ ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษาการพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อและ


18 ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของนักเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบกรณีศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ แบบวัดแนวคิดเกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ แบบสำรวจความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ แบบบันทึก การจัดการเรียนรู้ และอนุทินสะท้อนการเรียนรู้ของนักเรียน ข้อมูลด้านการพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อจากแบบวัดแนวคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยจัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม แนวคิด จากนั้นคำนวณค่าร้อยละของนักเรียนในแต่ละกลุ่มแนวคิดข้อมูลด้านการพัฒนาความเข้าใจธรรมชาติ ของวิทยาศาสตร์จากแบบสำรวจความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์วิเคราะห์เนื้อหาคำตอบ โดยจัดกลุ่ม ความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของนักเรียนตามกลุ่มคำตอบ จากนั้น คำนวณค่าร้อยละของนักเรียนใน แต่ละกลุ่มความเข้าใจ สำหรับข้อมูลจากแบบบันทึกการจัดการเรียนรู้และอนุทินสะท้อนการเรียนรู้ของ นักเรียนใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทำให้ นักเรียน เกิดการพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อมากขึ้น โดยจำนวนนักเรียนที่มีแนวคิดทาง วิทยาศาสตร์และแนวคิดทางวิทยาศาสตร์บางส่วนเพิ่มขึ้น จำนวนนักเรียนที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์บางส่วน และแนวคิดคลาดเคลื่อนบางส่วน และแนวคิดคลาดเคลื่อนลดลง ยกเว้นแนวคิดเกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพ ของร่างกายด้วยฮอร์ โมนจากระบบต่อมไร้ท่อ จำนวนนักเรียนที่มีแนวคิดคลาดเคลื่อนเพิ่มขึ้น 2) การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทำให้นักเรียนมีความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นในทุกประเด็น และ สามารถอธิบายเหตุผลที่สนับสนุนความเข้าใจของตนเองได้มากขึ้น ซึ่งนักเรียนมีความเข้าใจธรรมชาติของ วิทยาศาสตร์ประเด็นต่าง ๆ เรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ นักวิทยาศาสตร์เข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญหรือพลเมืองของสังคมการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์มีความสัมพันธ์กับสังคม เทคโนโลยี วัฒนธรรม บรรทัดฐาน และการเมืองวิทยาศาสตร์ต้องการหลักฐาน ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ และวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมทางสังคมที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม สรุปผลจากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในประเทศที่สามารถนำมาปรับใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ คือ แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ที่ใช้แบบจำลองเป็นฐานคือ ก่อนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ควรใช้คำถามปลายเปิดเพื่อตรวจสอบความรู้เดิมที่นำไปสู่การสร้างแบบจำลองทางความคิด การ จัดการเรียนรู้โดยลำดับจากนำเข้าสู่บทเรียนด้วยคำถามนักเรียนค้นหาคำตอบนักเรียนสร้างแบบจำลอง นักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับแบบจำลองและนักเรียนปรับปรุงแบบจำลองสามารถพัฒนาแบบจำลองทางความคิด ของนักเรียนในเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ ครูผู้สอนควรใช้คำถามที่ท้าทายการตอบคำถามด้วยคำถาม และการถามซักไซไล่เรียงและการจัดการเรียนรู้ควรให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมในการสร้างหรือปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดประสบการณ์ด้วยตนเอง


19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในต่างประเทศ Abdi, A. (2014). ได้ศึกษา ผลของการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (IBL) กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนระดับประถมศึกษาในเมืองเคอร์มันชาห์ ประเทศอิหร่าน โดยใช้เครื่องคือ แบบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของกลุ่มทดลองหลังเรียนด้วยการเรียนรู้แบบสืบเสาะสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงว่าการเรียนรู้แบบสืบเสาะทำให้นักเรียนได้รับความรู้และมีความเข้าใจใน เนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์มากกว่าการสอนแบบปกตอการใช้วงจร 5E ในการสอนวิทยาศาสตร์มีความเหมาะสม และครูควรนำวงจร 5E ไปประยุกต์ใช้กับการสอน เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน Pinar, Simsek, & Filiz, Kabapinar (2010) ได้ศึกษาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ที่มีต่อการสร้างแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนระดับประถมศึกษา งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์จากการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (IBL) ที่มีผลต่อการสร้างแนวคิด ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ โดยได้มีการออกแบบกระบวนการสอนที่เน้นรูปแบบการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นหลัก โดยศึกษาจากชั้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 20 คน กระบวนการสอนที่ได้ พัฒนาขึ้นนี้ใช้เวลาทั้งหมด 8 สัปดาห์ซึ่งเป็นไปตามหลักสูตรของวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป การวัดสัมฤทธิ์ผลของ กระบวนการสอนนี้ ใช้เครื่องมือในการวัดคือ แบบทดสอบแนวความคิด แบบทดสอบทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ และแบบการวัดระดับเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้มีผลสัมฤทธิ์ด้านดีต่อการสร้างแนวคิด และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ไม่มี นัยสำคัญต่อเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียน Cepni, Sahin, & Ipek (2010). ได้ทำการศึกษาผลของแนวคิด เรื่อง การจมการลอยที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้แบบ 5E ร่วมกับเทคนิคทำนายสังเกตอธิบาย (POE) การเปลี่ยนกรอบแนวคิด(CCT) และการใช้เนื้อหา สั้น ๆ ในรูปแบบการ์ตูนเพื่อสอนเกี่ยวกับแนวคิด (CC) โดยมีเป้าหมายเพื่อศึกษาผลการสอนหลังจากใช้วิธีการ ดังกล่าวแล้ว ที่มีต่อการเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการจมการลอยโดยกลุ่มทดลองได้รับการเรียนรู้แบบ 5E ร่วมกับ หลายเทคนิค และกลุ่มทดลองใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ 5E ของกระทรวงศึกษาธิการ พบว่ากลุ่มทดลองมีการ เปลี่ยนแปลงแนวคิดที่ถูกต้อง หลังได้รับการสอนด้วยรูปแบบดังกล่าวสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญที่ .05 จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน สามารถพัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้และ พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่ใช้รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็น ฐาน โดยส่วนมากจะมุงพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน (สราวุธ แท่นจินดารัตน์. 2559; ประภาศรี เอี่ยมสม. 2558 ;โพธิศักดิ์ โพธิเสน. 2558; นรา เขียวละลิ้ม. 2556; ขวัญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์. 2553) ผู้วิจัย


20 จึงเลือกใช้รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน เพราะ ต้องการทราบว่าเมื่อใช้รูปแบบดังกล่าวข้างต้นในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แล้วจะส่งผลอย่างไรบ้างต่อการ พัฒนาแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต และควรมีบริบทการจัดการเรียนรู้อย่างไร โดยหัวข้อ ในการวิจัยครั้งนี้คือ ผู้วิจัยจะพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 ได้อย่างไร โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน


21 บทที่ 3 วิธีการวิจัย การเลือกกลุ่มที่ศึกษาในงานวิจัย กลุ่มที่ศึกษา เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ในโรงเรียน มัธยมศึกษาแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย จำนวน 35 คน เป็นนักเรียนชาย 23 คน และนักเรียนหญิง 12 คน ซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาที่ผู้วิจัยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เหตุผลที่เลือกกลุ่มดังกล่าว 1) เป็นกลุ่มที่ผู้วิจัยเคยจัดการเรียนการสอนเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ด้วยวิธีการสอนบรรยายมาก่อนแล้ว 2) โรงเรียนของกลุ่มที่ศึกษาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2565 จำนวนทั้งสิ้น 211 คน 3) โรงเรียนของกลุ่มที่ศึกษาเป็นโรงเรียนที่สนับสนุนและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Classroom Action Research) เพื่อพัฒนา แนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน โดยผู้วิจัยได้นำหลักการและขั้นตอนของการวิจัย เชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนตามแนวคิดของ Carr&Kemmis (1998 อ้างใน จีระวรรณ เกษสิงห์, 2562) มาเป็น แนวทางในการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนประกอบด้วย 4 ขั้นตอนที่เป็นวงจรต่อเนื่องกัน ดังต่อไปนี้ 1. ขั้นวางแผนปฏิบัติ(Plan) ผู้วิจัยได้วิเคราะห์สภาพปัญหาในการจัดการเรียนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ ของผู้วิจัยในเนื้อเรื่องหน่วย ของสิ่งมีชีวิต และสะท้อนปัญหาจาการสอนของผู้วิจัยที่ผ่านมา จากนั้นผู้วิจัยศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของกับ แบบจำลองทางความคิดและแนวคิดที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต แบบวัดแนวคิดที่จำเป็นต่อการ เรียนรู้ในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐาน เพื่อหาแนวทางการออกแบบแผนการจัดการเรียน ที่จะสามารถพัฒนาแนวคิดของ นักเรียนเกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต โดยออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ 1 แผน ใช้เวลา 3 คาบต่อสัปดาห์ โดยเมื่อนำไปใช้จะมีการสะท้อนผลจากบันทึกหลังการสอนของผู้วิจัย และอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาการสอนในแผนถัดไป และผู้วิจัยยังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบและ สร้างเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน


22 2. ขั้นปฏิบัติการ (Act) ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่สร้างขึ้นไปใช้ ในการจัดการเรียนรู้ในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ใช้เวลาการสอนทั้งหมด 9 คาบ 3. ขั้นสังเกตผลการปฏิบัติ(Observe) ในขณะที่ผู้วิจัยดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ จะสังเกตและบันทึกข้อมูล จากการสังเกตผลของการจัดการ เรียนรู้ที่เกิดขึ้น ในขั้นนี้จะเกิดขึ้นพร้อมกับขั้นปฏิบัติการ (Act) กล่าวคือ ในขณะที่ผู้วิจัยสอนนักเรียน ผู้วิจัย ก็จะสังเกตผลการปฏิบัติไปด้วยพร้อม ๆ กัน ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้วิจัยก็ จะสังเกตบรรยากาศภายในห้องเรียนและข้อจำกัดของกาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อนำข้อมูลในขั้นนี้ไป วิเคราะห์หาคำตอบในขั้นถัดไป ในขั้นนี้เพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยขอที่ 1 (เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของ สิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐาน) เครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในขั้นนี้ได้แก่ แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ และเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยของที่ 2 (เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ หาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต) เครื่องมือที่ผู้วิจัยใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในขั้นนี้ ได้แก่ บันทึกหลังการสอนของผู้วิจัย และอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน 4. ขั้นสะท้อนการปฏิบัติ (Reflect) ผู้วิจัยจะนำข้อมูลที่ได้จากขั้นสังเกตผลการปฏิบัติ(Observe) มาทำการวิเคราะห์เพื่อใช้หาแนวทางใน การปรับปรุงพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัยในครั้งถัดไป นำมาหาแนวปฏิบัติที่ดีของผู้วิจัยต่อการสอน เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในขั้นนี้ก็จะตอบคำถามการวิจัยของผู้วิจัยทั้งสองข้อ แต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ทำวงจรของขั้นตอนการวิจัยได้ 3 วงจรตามแผนการ สอนของผู้วิจัยทั้ง 3 แผน (1 แผน คือ 1 วงจร) โดยแต่ละวงจรจะให้ข้อมูลที่เป็นแนวคิดของนักเรียนและ แนวปฏิบัติที่ดีของผู้วิจัย เมื่อผู้วิจัยได้ผลวิเคราะห์จากแต่ละวงจรแล้ว ผู้วิจัยจะนำผลที่ได้มาปรับปรุงในวงจร ถัดไปทันที เพื่อให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในก่อนหน้าไม่เกิดขึ้นอีกในวงจรถัดไป โดยผู้วิจัยสรุปขั้นตอนการ ดำเนินการวิจัยได้ดังแผนภาพ


23 วัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ จำเป็นต่อการเรียนรู้ เกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต แนวคิดวิทยาศาสตร์ที่ จำเป็นต่อการเรียนรู้ เกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต ศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิเคราะห์/ จัดกลุ่ม P R A O P R A O P R A O เครื่องมือที่ใช้ -บันทึกหลังการสอน -อนุทินบันทึกการเรียนรู้ ของนักเรียน แนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และแนวปฏิบัติที่ดีของฉัน แนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และแนวปฏิบัติที่ดีของฉัน แนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และแนวปฏิบัติที่ดีของฉัน วิเคราะห์เชิงเนื้อหาและ จัดกลุ่มข้อมูลที่ได้ แผนภาพ ขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย ตามแนวคิดของ : Carr&Kemmis (1998 อ้างใน จีระวรรณ เกษสิงห์, 2562)


24 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เครื่องมือที่หลากหลายเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน แนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่อหน่วยของ สิ่งมีชีวิต ของนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ บันทึกหลังการสอน อนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง หน่วยของ สิ่งมีชีวิต 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ทั้งหมด 3 แผน โดยมี ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งหมด 9 คาบ ซึ่งแต่ละแผนจะประกอบไปด้วยขั้นตอนการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลอง โดยมีวิธีการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มาตรฐานการเรียนรู้สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของสำนักพิมพ์ต่าง ๆ เอกสารและงานวิจันต่าง ๆ เพื่อทำกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต 1.2 นำกรอบแนวคิดที่มีมาสร้างแบบสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต และนำแบบสำรวจ แนวคิดเกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต ไปทำการสำรวจแนวคิดเกี่ยวกับหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 นำแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้จากการสำรวจมาใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้มีกิจกรรมที่ออกแบบสามารถพัฒนาแนวคิดของนักเรียนได้ 1.3 ออกแบบและสร้างกิจกรรมการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐาน เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิตในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 3 แผน 1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 3 แผน ให้อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ครูพี่เลี้ยงและผู้เชี่ยวชาญด้าน การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบเนื้อหาและด้านกิจกรรมการเรียนรู้ จากการ ตรวจสอบของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ครูพี่เลี้ยงและผู้เชียวชาญทั้ง 3 ท่าน ผู้วิจัยจะได้รับข้อเสนอแนะเพื่อ นำมาปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัย 1.5 นำข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยครูพี่เลี้ยงและผู้เชียวชาญทั้ง 3 ท่าน มาปรับปรุง แผนการจัดการเรียนรู้ แล้วนำแผนที่ปรับปรุงแล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยครูพี่เลี้ยงและผู้เชียวชาญ ทั้ง 3 ท่าน ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มที่ศึกษา


25 2. แบบบันทึกหลังการสอน เป็นแบบการบันทึกที่ครูเขียนสะท้อนเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละ คาบเรียนและมีการสะท้อนเรื่องราวด้วยตัวผู้วิจัยเอง โดยประเด็นหลักที่ผู้วิจัยบันทึกจะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 ประเด็นคือ 1) ผลของการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างไร 2) สภาพทั่วไปของการจัดการเรียนรู้3) ปัญหาหาและ อุปสรรคที่เกิดขึ้น 4) แนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหา โดยมีวิธีการสร้างและหาคุณภาพตามแนวคิดของ จีระวรรณ เกษสิงห์, (2562) ดังนี้ 2.1 ศึกษารูปแบบของแบบบันทึกหลังการสอนจากเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อกำหนดกรอบการ บันทึก ระหว่างและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ให้กับนักเรียน 2.2 สร้างแบบบันทึกหลังการสอนและนำแบบบันทึกหลังการสอนไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความครอบคลุมของประเด็นในการ เขียนบันทึกหลังการสอนกับวัตถุประสงค์วิจัยว่าสอดคล้องหรือไม่ นำข้อเสนอแนะของผู้เชียวชาญทั้ง 3 ท่าน มาปรับปรุงกรอบการบันทึกที่ต้องการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3 ได้แบบบันทึกหลังการสอนได้แก่ 1) ผลของการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างไร 2) สภาพทั่วไปของ การจัดการเรียนรู้ 3) ปัญหาหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น 4) แนวทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหา นำแบบบันทึกหลัง การสอนไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูล 3. อนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นแบบบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นรูปแบบตั๋วออก ซึ่งมีการกำหนดหัวข้อในการบันทึก 3 ข้อ ได้แก่ 1) สิ่งที่ได้เรียนรู้จากกิจกรรมในครั้งนี้2) ข้อสงสัยหรือประเด็นที่นักเรียนยังไม่เข้าใจ 3) ความรู้สึกของ นักเรียนที่มีต่อการเรียนในชั่วโมง โดยมีวิธีการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษารูปแบบของอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน จากเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ จากนั้น สร้างหัวข้อ เพื่อให้นักเรียนบันทึกการเรียนรู้ของตนเอง 3.2 สร้างอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน ตามหัวข้อที่กำหนดไว้ แล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัยและครูพี่เลี้ยง ตรวจสอบความเหมาะสมของหัวข้อที่กำหนดให้นักเรียนบันทึก 3.3 ปรับปรุงแก้ไขอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษา งานวิจัยและครูพี่เลี้ยง เพื่อให้มีความเหมาะที่จะนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล


26 4. แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เป็นแบบวินิจฉัย มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบพร้อมอธิบายเหตุผล ประกอบ จำนวน 3 ข้อ เพื่อวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต โดยครอบคลุมแนวคิดหลัก ทั้งหมดของเนื้อหา โดยมีวิธีการสร้างและหาคุณภาพ ตามแนวคิดของ จีระวรรณ เกษสิงห์, (2562) ดังนี้ 4.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มาตรฐานการเรียนรู้สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของสำนักพิมพ์ เอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ถึงแนวคิดที่สำคัญในเรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต และการสร้างเครื่องมือวัดแนวคิดของกลุ่มที่ศึกษา 4.2 สร้างโครงสร้าง วิเคราะห์และรายการแนวคิดที่ต้องการวัดประเมินข้อคำถาม และกรอบของ คำตอบ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยและครูพี่เลี้ยง เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง ความตรงเชิง เนื้อหาและความถูกต้องเหมาะสมของภาษา 4.3 นำโครงสร้างที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว จัดทำแบบวัดแนวคิด จำนวน 3 ข้อ โดยแบบวัดแนวคิด เป็นแบบวินิจฉัย มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบพร้อมอธิบายผลประกอบ ให้มีความครอบคลุมทุกแนวคิดที่ เกี่ยวข้องกับเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต 4.4 นำแบบวัดแนวคิดที่สร้างขึ้นเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัย ครูพี่เลี้ยง และผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง ความตรงเชิงเนื้อหา ความถูกต้องของภาษา และความ สอดคล้องของคำถามและคำตอบ 4.5 นำแบบวัดแนวคิดที่ปรับรุงแก้ไขแล้วเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยและครูพี่เลี้ยงอีกครั้ง เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ และนำมาปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอให้เรียบร้อย 4.6 นำแบบวัดที่ได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยและครูพี่เลี้ยงไปดำเนินการ ทดสอบเครื่องมือ โดยดำเนินการทดสอบกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ไม่ใช่กลุ่มที่ศึกษา ที่เคยศึกษาใน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษาที่ผ่าน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของภาษาที่ใช้และเวลาในการทำแบบวัด แนวคิด รวมทั้งนำคำตอบของนักเรียนมาทดลองวิเคราะห์จัดกลุ่มแนวคิด ตามเกณฑ์ที่กำหนด 4.7 นำแบบวัดที่ผ่านการทดลองใช้นำมาปรับปรุงที่ผ่านการทดลองใช้มาปรับปรุงแก้ไข ให้มีความ ครอบคลุม และตรวจสอบความชัดเจนของแบบวัดแนวคิด แล้วนำแบบวัดที่ผ่านการแก้ไขเสนอให้อาจารย์ที่ ปรึกษางานวิจัยและครูพี่เลี้ยง ตรวจสอบความเหมาะสมอีกครั้ง แล้วนำแบบวัดแนวคิดไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูล กับกลุ่มที่ศึกษา


27 การเก็บรวบรวมข้อมูลในงวิจัย ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยทั้ง 2 ข้อ ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน ผู้วิจัยเก็บและรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือและดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ผู้วิจัยทำการวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ก่อนทำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน 1.2 ผู้วิจัยดำเนินจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่องหน่วยของ สิ่งมีชีวิต ให้กับกลุ่มที่ศึกษา ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 3 แผน โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการเรียนรู้ ทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 50 นาที และผู้วิจัยจะบันทึกหลังการสอนด้วยตนเองหลังจากสอนเสร็จในทุกแผน 2.3 ผู้วิจัยทำการวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนกลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต หลังทำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน 2.4 นำผลจากแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต มาวิเคราะห์ข้อมูลแบบนิรนัย และตรวจสอบกับการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) 2. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วย ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ผู้วิจัยเก็บและรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมือและดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 2.1 ผู้วิจัยดำเนินจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน เรื่องหน่วยของ สิ่งมีชีวิต ให้กับกลุ่มที่ศึกษา ตามแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด 3 แผน โดยใช้ระยะเวลาในการจัดการเรียนรู้ ทั้งหมด 9 คาบ คาบละ 50 นาที และผู้วิจัยจะบันทึกหลังการสอนด้วยตนเองหลังจากสอนเสร็จในทุกแผน 2.2 ผู้วิจัยให้นักเรียนเขียนอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน หลังจากเสร็จสิ้นการจัดการเรียนรู้ใน แต่ละคาบเรียน โดยเป็นรูปแบบตั๋วออก ซึ่งตลอดระยะเวลาการจัดการเรียนรู้เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต นักเรียน จะต้องส่งอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งหมด 9 ครั้ง 2.3 นำบันทึกหลังการสอนของตนเอง และอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน มาวิเคราะห์ข้อมูล แบบอุปนัยและตรวจสอบกับการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation)


28 การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัย จากวัตถุประสงค์ของการวิจัยทั้ง 2 ข้อผู้วิจัยได้มีวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน เมื่อดำเนินการวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียน จากแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของ สิ่งมีชีวิต จะได้ข้อมูลแนวคิดของนักเรียนเป็นรายบุคคลทั้งก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน ผู้วิจัยจะตรวจสอบคำตอบและคำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบที่ นักเรียนตอบ กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน และจัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงแนวคิดของ Haider. (1997 อ้างใน กฤษณา โภคพันธ์, 2554) และ Brickhouse et al. (2000 อ้างใน ขวัญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์, 2556) มาใช้จัดกลุ่ม เพื่อให้ได้กลุ่มแนวคิดของนักเรียน โดยจะ นำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์แบบนิรนัย และตรวจสอบกับการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) ตาม ขั้นตอนต่อไปนี้ 1.1. นำแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ที่นักเรียนตอบมาแล้วแบ่งกลุ่มตามหัวข้อจะแบ่งได้ทั้งหมด 3 ข้อ คือ 1) เซลล์ของสิ่งมีชีวิต 2) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์3) โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและ เซลล์สัตว์ 1.2 อ่านคำตอบถามนักเรียนในแต่ละข้อแบบคร่าว ๆ เป็นรายบุคคล อย่างน้อย 3 รอบ จนครบทุก จำนวนของนักเรียนทุกคน 1.3 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบนิรนัย โดยการตรวจสอบคำตอบและเหตุผลประกอบคำตอบ ที่นักเรียนตอบ กับแนวคิดวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน และจัดกลุ่มแนวคิดของนักเรียนออกเป็น 4 กุล่ม ซึ่งปรับปรุงจากแนวคิดของ Haider. (1997 อ้างใน กฤษณา โภคพันธ์, 2554) และ Brickhouse et al. (2000 อ้างใน ขวัญฤทัย เที่ยงจันทราทิพย์, 2556) ดังนี้ 1) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ SU (Scientific Understanding) หมายถึง คำตอบ และ คำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ทุกประการ 2) กลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน (Partial Scientific Conception: PC) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 2 คำสำคัญ และไม่มีส่วนผิด 3) กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์ PU (Partial Understanding) หมายถึง คำตอบ และคำอธิบายเหตุผลประกอบคำตอบของนักเรียน สอดคล้องกับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างน้อย 1 คำ สำคัญ


29 4) กลุ่มที่ไม่มีแนวคิด NU (No Understanding) หมายถึง ไม่สามารถตอบคำถามได้ หรือ ตอบไม่ ตรงประเด็นคำถาม หรือไม่ตอบ 1.4 นำข้อมูลที่ได้จากการวัดแนวคิดมาตรวจสอบกับการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) ร่วมกับครูพี่เลี้ยงและเพื่อนที่สอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ 1.5 จัดกลุ่มตามเกณฑ์การจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์ จะได้คำตอบของนักเรียนออกมา 4 กลุ่ม ตามที่แบ่งไว้ในข้อที่ 2.3 1.6 หาความถี่และคำนวณค่าร้อยละของนักเรียนที่อยู่ในแต่ละกลุ่มแนวคิด ทั้งก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน 1.7 ทำการเปรียบเทียบค่าร้อยละของนักเรียนที่อยู่ในแต่ละกลุ่มแนวคิด ก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐาน 1.8 เมื่อจัดกลุ่มแนวคิดวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเสร็จทั้งหมดแล้วนำผลการจัดกลุ่มไปปรึกษากับ อาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยเพื่อหาคุณภาพการจัดกลุ่มให้มีความเที่ยงมากขึ้น 2. เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วย ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต เมื่อดำเนินการตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระหว่างนั้น ผู้วิจัยจะเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ด้วย แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแบบอุปนัยโดยการจัดกลุ่มข้อมูลที่ได้แล้วพิจารณาแนวทางคำตอบของ นักเรียนว่าส่วนใหญ่มีการสะท้อนไปในแนวทางใดบ้าง แล้วจัดกลุ่มตามที่นักเรียนได้เขียนมาโดยรวมประเด็น ย่อย ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกันให้เป็นประเด็นใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งลักษณะการสอนที่นักเรียน เรียนแล้วได้ความรู้ และมีความสุขสนุกกับการเรียน แต่ทั้งนี้ข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะนำไปรวมกับผลที่ได้จากแบบวัด แนวคิดวิทยาศาสตร์ซึ่งมีขั้นตอนการวิเคราะห์แนวทางการทางการจัดการเรียนรู้ ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 2.1 นำข้อมูลจากบันทึกหลังการสอน และอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน มาแยกเป็นประเด็น ย่อย ๆ 2.2 นำประเด็นย่อย ๆ มีพิจารณารวมเป็นกลุ่มใหญ่ 2.3 พิจารณาร่วมกับอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียนและแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนว่ามีความเข้าใจเนื้อหานั้น ๆ โดยรวมเป็นอย่างไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับผลที่ผู้วิจัยจัดกลุ่มไว้แล้ว สอดคล้องกันหรือไม่


30 จริยธรรมของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยยึดถือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับจรรยาบรรณนักวิจัยที่กำหนดโดยสำนักงาน คณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ(ม.ป.ป. อ้างใน จีระวรรณ เกษสิงห์, 2562) เช่น การอ้างอิงแหล่งที่มาของ ข้อมูล โดยไม่แอบอ้างผลงานผู้อื่นมาเป็นของตน ความเคารพในสิทธิของมนุษย์โดยต้องได้รับความยินยอมก่อน ทำการวิจัย การเสนอผลงานวิจัยตามความเป็นจริง ไม่จงใจเบี่ยงเบนผลการวิจัยโดยหวังประโยชน์ส่วนตนหรือ ต้องการสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น การรักษาความลับของแหล่งข้อมูล ในการขอความร่วมมือปราศจากการ บังคับ การจูงใจ การให้ความร่วมมือวิจัยเกิดจากความสมัครใจของแหล่งข้อมูล และไม่ระบุชื่อบุคคลหรือ สถานที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อรักษาความลับของแหล่งข้อมูลเพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ แหล่งข้อมูลอันเนื่องมาจากการ ให้ความร่วมมือในการวิจัย


31 บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาแนวคิดวิทยาศาสตร์และศึกษาแนวทางในการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน กลุ่มที่ศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งเป็นนักเรียนกลุ่มที่ผู้วิจัยทำการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 มีนักเรียน ทั้งหมด 35 คน ซึ่งเป็นนักเรียนชาย 23 คน นักเรียนหญิง 12 คน ห้องเรียนที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เป็นห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ภายในห้องเป็นโต๊ะเรียน 2 ฝั่ง เพื่อให้นักเรียนนั่งเป็นกลุ่ม จำนวน 5 กลุ่ม กลุ่มละ 6 คน ภายในห้องมีอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ผลการวิจัย การวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาแนวคิดเรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรีกเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ผู้วิจัยเสนอผลการวิจัยเป็น 2 ข้อ ดังต่อไปนี้ 1. ผลการพัฒนาแนวคิดเรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ตารางที่ 1 แสดงความถี่และร้อยละโดยเฉลี่ยของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต อยู่ในกลุ่มแนวคิดต่าง ๆ (จำนวนนักเรียน 35 คน) รายการแนวคิด กลุ่มแนวคิด SU PC PU NU f % f % f % f % เซลล์ 22 62.9 6 17.1 4 11.4 3 8.6 สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ 15 42.9 12 34.3 5 14.3 3 8.6 โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ 16 45.7 8 22.9 5 14.3 6 17.1 รวม 53 50.5 26 24.8 14 13.3 12 11.4 หมายเหตุ : SU (Scientific Understanding) หมายถึง กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ PC (Partial Scientific Conception) หมายถึง กลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน PU (Partial Understanding) หมาย กลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์ NU (No Understanding) หมายถึง กลุ่มที่ไม่มีแนวคิด


32 : ในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีการประเมินพัฒนาการแนวคิดของผู้เรียนร่วมด้วยโดย การอ่านบันทึกหลังการสอนของครู อนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน และดูจากใบกิจกรรม จากการวิเคราะห์ผลข้อมูลที่ได้จากการวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต ของนักเรีย นชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 35 คน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ (SU) ร้อยละ 50.5 รองลงมา จัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดวิทยาศาสตร์บางส่วน (PC) ร้อยละ 24.8 จัดอยู่ในกลุ่มกลุ่มที่มีแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์(PU) ร้อยละ 13.3 และจัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีแนวคิด NU ร้อยละ 11.4 จากผลการวิจัยข้างต้น ผู้วิจัยขอนำเสนอผลการวิจัยซึ่งมีรายละเอียดแต่ละแนวคิดดังต่อไปนี้ 1.1 แนวคิดเรื่อง เซลล์ ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้คำถามกระตุ้นความความสนในของนักเรียนเกี่ยวกับเซลล์ของ สิ่งมีชีวิต แล้วแจกภาพและใบกิจกรรมให้นักเรียนและให้แต่ละกลุ่มร่วมกันวาดภาพสิ่งที่นักเรียนเห็นหากมอง ลึกลงไปถึงระดับที่เล็กที่สุด จากนั้นให้นักเรียนวาดภาพแบบจำลองทางความคิดของกลุ่มตนเอง และนำเสนอ พร้อมร่วมกันวิจารณ์และอภิปรายแบบจำลองของกลุ่มอื่น จากนั้นส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจสอบภาพที่ นักเรียนวาดว่าถูกต้องหรือไม่ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร จากนั้นนักเรียนร่วมกันปรับปรุงภาพนั้นอีกครั้งเพื่อให้ ถูกต้องมากยิ่งขึ้น แล้วครูนำ VDO เรื่องเซลล์มาเปิดให้นักเรียนดู และครูยกตัวอย่างสิ่งมีชีวิตที่นักเรียนรู้จักถาม นักเรียนว่าคิดว่าจะมีเซลล์เหมือนภาพที่นักเรียนวาดหรือไม่เพราะอะไร ซึ่งเป็นการขยายความรู้ของผู้เรียนให้ กว้างขึ้น จากการทำแบบทดวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 62.9 จัดอยู่ในกลุ่มที่ มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ (SU) โดยนักเรียนสามารถอธิบายได้ว่า “เซลล์ คือ หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็น หน่วยที่เล็กที่สุดที่สามารถแสดงคุณสมบัติและ ความเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ เซลล์แต่ละชนิดก็จะมีหน้าที่ที่ แตกต่างกันไป” นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนร้อยละ 8.6 จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีมีแนวคิด (NU) โดยนักเรียนไม่ สามารถตอบได้ว่า เซลล์ของสิ่งมีชีวิต คืออะไร ตอบได้เพียง “เคยเห็นจากหนังสือเรียน” ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากใบกิจกรรม ที่พบว่านักเรียนสามารถสร้างแบบจำลอง ทางความคิด คือ การวาดภาพเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่นักเรียนได้รับ เช่น วาดภาพเซลล์ของมะม่วง ที่ประกอบไป ด้วยเซลล์ที่มีลักษณะเป็นรูปเหลี่ยม วาดภาพเซลล์สุนัข ที่ประกอบด้วยเซลล์รูปวงกลม แต่ยังไม่มารถบอก รายละเอียดได้ และเมื่อมีการตรวจสอบแบบจำลองแล้วก็สามารถเข้าใจได้ว่า เซลล์ของสิ่งมีชีวิตสามารถพบได้ ทุกส่วนของร่างกาย และเป็นหน่วยพื้นฐานที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด เป็นต้น และสอดคล้องกับอนุทิน บันทึกการเรียรู้ของนักเรียน (จำนวน 22 คน) ที่นักเรียนส่วนใหญ่กล่าวว่า “ได้รู้ว่าเซลล์มีขนาดเล็กที่สุดใน สิ่งมีชีวิตและสามารถพบได้ทุกส่วนของร่างกาย”


33 ภาพที่ 1 ตัวอย่างภาพที่ใช้ในใบกิจกรรมที่ 1 ภาพที่ 2 ภาพที่นักเรียนวาดในใบกิจกรรมที่ 1 1.2 แนวคิดเรื่อง สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยแจกใบกิจกรรมให้นักเรียนและจำแนกภาพว่า 1) ภาพใดเป็นสิ่งมีชีวิต 2) ภาพใดคือภาพเซลล์ แล้วให้นักเรียนปั้นดินน้ำมันหรือวาดภาพแบบจำลองสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิต หลายเซลล์ที่นักเรียนคิด แล้วนำเสนอแบบจำลองหน้าชั้นเรียนและร่วมวิจารณ์แบบจำลองของเพื่อนแต่ละกลุ่ม จากนั้นให้นักเรียนส่องกล้องจุลทรรศน์ดูสไลด์ถาวร ของพารามิเซียม อมีบา แล้วเซลล์เม็ดเลือดคน แล้ปรับปรุง แก้ไขแบบจำลองตรวจสอบว่าแบบจำลองของนักเรียนถูกต้องหรือไม่ นักเรียนร่วมกัน ปรับปรุงแบบจำลองให้ ถูกต้อง แล้วดูVDO เรื่องสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์เพื่อให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น


34 จากการทำแบบทดวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ผู้วิจัยพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 42.9 มีจัดอยู่ในกลุ่มที่มี แนวคิดวิทยาศาสตร์ (SU) โดยนักเรียนสามารถอธิบายได้ว่า “สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว คือ สิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เพียง เซลล์เดียว โดยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างอิสระเพียงเซลล์เดียวและสามารถการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการตำรงชีวิตจะเกิดขึ้นได้เพียงเซลล์เดียว เช่น กินอาหาร ขับถ่าย สืบพันพันธุ์ เช่น พารามีเซียม อะมีบา เป็นต้น สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ คือ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยเซลล์มากกว่า 1 เซลล์เซลล์จะรวมกันทำให้สิ่งมีชีวิต นั้น ๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ และมีการจัดระบบร่างกาย เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ เป็นต้น” ส่วนนักเรียนร้อยละ 34.3 จัดอยู่ในกลุ่มมีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์บางส่วน (PC) คือ นักเรียนสามารถตอบได้ถูกต้องตามแนวคิดแต่ ตอบไม่ครบ เช่น ตอบว่า “สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสารถดำรงชีวิตได้เพียงเซลล์เดียว สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ดำรงชีวิต ด้วยเซลล์หลายเซลล์มาจัดระบบร่างกาย” และยังพบว่า นักเรียนร้อยละ 14.3 จัดอยู่ในกลุ่มมีแนวคิดทาง วิทยาศาสตร์ไม่สมบูรณ์ (PU) โดยนักเรียนตอบว่า “สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมี 1 เซลล์ และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์มี มากกว่า 1 เซลล์” และยังพบอีกว่า นักเรียนร้อยละ 8.6 จัดอยู่ในกลุ่มที่ไม่มีแนวคิด โดยนักเรียนตอบว่า “ไม่ รู้จักพารามิเซียม อะมีบา และยูกลีนา และ ไม่ได้ตอบคำถาม” ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากใบงาน ที่พบว่านักเรียนสามารถจำแนกสิ่งมีชีวิตและ เซลล์ได้แต่ไม่ถูกต้องทุกข้อแต่หลังจากมีการวาดภาพหรือปั้นดินน้ำมันสร้างแบบจำลองสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว มีการส่องกล้องจุลทรรศน์แล้วนักเรียนก็สามารถจำแนกได้ โดยจำแนกได้ว่าภาพที่ 1,3,4 และ6 เป็นสิ่งมีชีวิต ส่วนภาพที่ 2 และ 5 เป็นภาพเซลล์ และจากอนุทินการเรียนรู้ของนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ (จำนวน 15 คน) “ไม่เคยรู้จักกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวมาก่อน หลังจากได้ส่องกล้องจุลทรรศน์และดู VDO ที่ครู ให้ชม แล้วจึงเข้าใจ และเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์” ภาพที่ 2 ภาพตัวอย่างที่นักเรียนจำแนกในใบกิจกรรมที่ 2


35 1.3 แนวคิดเรื่อง โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยนำภาพตัวอย่างของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์กระตุ้นความสนใจด้วย การตั้งคำถาม “ภาพที่นักเรียนเห็นมีลักษณะเป็นอย่างไร และหากมองลึกลงไปลงไปถึงระดับเซลล์ คิดว่าเซลล์ พืชและสัตว์จะเป็นอย่างไร” ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มสร้างแบบจำลองเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ที่นักเรียนคิดจาก การปั้นดินน้ำมัน นักเรียนศึกษาเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ จากกล้องจุลทรรศน์โดยให้นักเรียนเตรียมสไลด์สดซึ่ง เป็นการทดสอบแบบทักษะการใช้กล้องจุลทรรศน์นักเรียน และร่วมกันปรับปรุงแบบจำลองอีกครั้งเพื่อให้ ถูกต้องมากขึ้น แล้วครูนำ VDO เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ มาให้นักเรียนดูเพื่อเป็นการ ขยายความรู้มากขึ้น จากการทำแบบทดสอบแบบวัดแนวคิดวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.7 จัดอยู่ในกลุ่มมีแนวคิดวิทยาศาสตร์ (SU) โดยนักเรียนสามารถอธิบายได้ถูกต้องว่า “1) เซลล์พืชมีรูปร่างเป็น เหลี่ยม มีผนังเซลล์อยู่ด้านนอก มีคลอโรพลาสต์ภายในเซลล์ ไม่มีเซนทริโอลแวคคิวโอ มีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ ชัดเจน ส่วน 2) เซลล์สัตว์มีรูปร่างกลม หรือไม่มีผนังเซลล์ แต่มีสารเคลือบเซลล์อยู่ด้านนอกไม่มีคลอโรพลาสต์ มีเซนทริโอลใช้ในการแบ่งเซลล์ แวคคิวโอลมีขนาดเล็ก มองเห็นได้ไม่ชัดเจน 3) โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งใน เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื้อหุ้มเซลล์ ไซโทรพลาซึม และ นิวเคลียส โครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ ได้แก่ ผนังเซลล์และคลอโรพลาสต์ ซึ่งโครงสร้าง ต่าง ๆ ของเซลล์มีหน้าแตกต่างกัน” นอกจากนี้ยังพบว่านักเรียนร้อยละ 22.9 จัดอยู่ในมีแนวคิดวิทยาศาสตร์ บางส่วน (PC) คือ นักเรียนสามารถตอบได้ถูกต้องตามแนวคิดแต่ตอบไม่ครบ เช่น นักเรียนตอบบางข้อย่อยและ คำตอบนั้นถูกต้องแต่ในบางข้อย่อยนักเรียนไม่ตอบ เช่น “เซลล์พืชมีลักษณะเหลี่ยม มีผนังเซลล์และ คลอโรพลาสต์เซลล์สัตว์มีลักษณะกลม ๆ ไม่มีรูปร่าง” ส่วนนักเรียนร้อยละ 17.1 จัดอยู่ในกลุ่มไม่มีแนวคิด คือ นักเรียนไม่สามารถตอบได้ ส่งกระดาษเปล่า และยังตอบว่า “เคยพบในหนังสือเรียน เพราะมันไม่เหมือนกัน” และยังพบอกว่านักเรียนร้อยละ 14.3 จัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบไม่สมบูรณ์ (PU) โดย นักเรียนที่มีแนวคิดไม่สมบูรณ์ตอบเพียงแค่ “เซลล์พืชมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ส่วนเซลล์สัตว์มีลักษณะกลม” ผลการวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลที่ได้จากใบงาน ที่พบว่านักเรียนสามารถสร้างแบบจำลองเซลล์ พืชจากดินน้ำมันได้แต่ไม่ละเอียดมากนัก นักเรียนเตรียมสไลด์สดและส่องกล้องจุลทรรศน์ได้ และนักเรียน สามารถเปรียบเทียบเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์ได้ โดยนักเรียนบอกได้ว่าเซลล์พืชกับเซลล์สัตว์แตกต่างกันคือเซลล์ พืชมีรูปร่างเป็นเหลี่ยม ส่วนรูปร่างของเซลล์สัตว์ไม่มีเหลี่ยม เซลล์พืชมีผนังเซลล์อยู่ด้านนอก ส่วนเซลล์สัตว์มี เยื่อหุ้มเซลล์แต่ไม่มีผนังเซลล์จึงทำให้เซลล์พืชมีความแข็งแรงมากกว่าเซลล์สัตว์ เซลล์พืชมีคลอโรพลาสต์ช่วย ในการสังเคราะห์ด้วยแสงส่วนเซลล์สัตว์ไม่มีจึงทำให้สัตว์สังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้ และจากอนุทินบันทึกการ


36 เรียนรู้ของนักเรียน ที่พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ (จำนวน 14 คน) “มีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของเซลล์พืชและ เซลล์สัตว์การการปั่นดินน้ำมัน” ภาพที่ 3 ภาพตัวแบบจำลองเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ของนักเรียนจากใบกิจกรรมที่ 3


37 2. แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานที่ช่วยให้นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 มีแนวคิดวิทยาศาสตร์ เรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต 2.1 การออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน แผนกาจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบขึ้นที่ใช้สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ประกอบไปด้วยขั้นตอนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ดั้งนี้ (1) ขั้นสร้างความสนใจ เป็นขั้นที่ครูนำเสนอคำถามเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียน กระตุ้นความสงสัย และยังสามารถ ตรวจสอบความรู้เดิมของผู้เรียนได้อีกด้วย (2) ขั้นสำรวจและค้นหา เป็นขั้นที่ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม เพื่อค้นคว้าข้อมูลระดม ความคิด วิเคราะห์ และสรุปความรู้เกี่ยวกับการเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ จากนั้นร่วมกันสร้างแบบจำลอง 2 มิติ หรือ 3 มิติ เพื่ออธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น (3) ขั้นอธิบาย เป็นขั้นที่ผู้เรียนแสดงความเข้าใจหรือสร้างมโนทัศน์ด้วยการอธิบาย ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือประเด็นทางวิทยาศาสตร์ รับฟังข้อเสนอแนะและคำอภิปรายจากแบบจำลอง กลุ่มอื่น เพื่อหาข้อสรุปหรือสรุปความรู้ร่วมกัน (4) ขั้นขยายความรู้ เป็นขั้นที่ครูนำเสนอคำถามเพิ่มเติม เพื่อให้ผู้เรียนร่วมกันอภิปรายและ ตอบคำถามเพื่อให้ได้ความรู้และมโนทัศน์ที่ถูกต้องสมบูรณ์ (5) ขั้นประเมินผล เป็นขั้นที่ผู้เรียนสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง โดยการสรุปความรู้ วิเคราะห์แบบจำลองที่กลุ่มตนเองและเพื่อนสร้างขึ้นมา เพื่อสามารถนำไปอธิบายหรือหาความสัมพันธ์ของ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน 2.2 เนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 3 แนวคิดย่อย โดยเริ่มจากเรืองที่ 1 เซลล์ของ สิ่งมีชีวิต คือ หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดที่สามารถแสดงคุณสมบัติและความเป็น สิ่งมีชีวิตอย่างสมบูรณ์ เซลล์แต่ละชนิดก็จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป เรื่องที่ 2 สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและสิ่งมีชีวิต หลายเซลล์ คือ สิ่งมีมีชีวิตที่มีเซลล์เพียงเซลล์เดียว โดยสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต เช่น กินอาหาร ขับถ่าย สืบพันพันธุ์ เป็นต้น จะเกิดขึ้นภายในเซลล์เดียว เช่น อะมีบา พารามีเซียม ส่วน สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ คือ สิ่งมีชีวิตที่ประกอบไปด้วยเซลล์มากกว่า 1 เซลล์รวมกันทำให้สิ่งมีชีวิตนั้น ๆ สามารถ ดำรงชีวิตอยู่ได้ เช่น พืช สัตว์ มนุษย์ เป็นต้น เรื่องที่ 3 โครงสร้างพื้นฐานของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ คือ


38 โครงสร้างพื้นฐานที่พบทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ สามารถสังเกตได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ใช้แสง ได้แก่ เยื้อหุ้มเซลล์ ไซโทรพลาซึม และนิวเคลียส โครงสร้างที่พบในเซลล์พืชแต่ไม่พบในเซลล์สัตว์ได้แก่ ผนังเซลล์และ คลอโรพลาสต์ ซึ่งโครงสร้างต่าง ๆ ของเซลล์มีมีหน้าแตกต่างกัน 2.3 กระบวนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน เน้นให้ นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ที่หลากหลายเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ ถูกต้องในเรื่องหน่วยของสิ่งมีชีวิต โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแสดงออก แบบจำลองทางความคิด สร้างแบบจำลอง นำเสนอแบบจำลอง ประเมินแบบจำลอง และยังมีการอภิปราย ร่วมกันภายในกลุ่มและนำเสนอผลต่อเพื่อนในห้องและได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเพื่อนและครู และ ลงข้อสรุปเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ โดยในแต่ละเนื้อหานักเรียนจะได้สรุปความรู้ความเข้าใจของตนเอง เพื่อทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย มีความเข้าใจที่ยาวนานมากขึ้น 2.4 สื่อและแหล่งการการเรียนรู้ สื่อที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ มีหลายชนิด เช่น ภาพสิ่งมีชีวิตหลายชนิด กล้องจุลทรรศน์ ใบกิจกรรม สไลด์ถาวรเซลล์และสิ่งมีชีวิต และวัสดุอุปกรณ์ให้ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ 2.5 การวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การตรวจใบกิจกรรมการสร้าง นำเสนอ และปรับปรุงแบบจำลอง การวัดและประเมินผลเมื่อนักเรียนเรียนจบครบทุกแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการทำแบบวัดแนวคิด การเขียนอนุทินบันทึกการเรียนรู้ของนักเรียน เกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับ ข้อประเด็นที่ สงสัยและความรู้สึกต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และการเขียนบันทึกหลังการสอนของครูเกี่ยวกับผลการ จัดการเรียนรู้และพฤติกรรมของนักเรียน แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาหาความรู้ร่วมกับการใช้ แบบจำลองเป็นฐานมีรายละเอียดเกี่ยวกับ ผลการจัดกิจกรรม สภาพทั่วไปของการจัดกิจกรรม ปัญหาหรือ อุปสรรคที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไข ที่ได้จากจัดกิจกรรมการเรียนรู้แสดงดังตารางที่.......


39 ตารางที่ 2 สรุปกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาหาความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานจาก บันทึกหลังการสอน ขั้นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผลการจัดกิจกรรมและสภาพ ทั่วไปของการจัดกิจกรรม ปัญหาหรืออุปสรรคที่ เกิดขึ้น แนวทางแก้ไข ขั้นที่ 1 การสร้างความ สนใจ 1) การตั้งคำถามของครูไม่ ชัดเจน จะทำให้นักเรียนสับสน ต้องใช้คำที่กระชับเข้าใจได้ง่าย คำถามต้องเหมาะสมกับความรู้ ตามวัยของนักเรียน 2) การนำสื่อภ า พ มาใช้ ประกอบกับการตั้งคำถามจะ ช่วยให้นักเรียนสนใจเรื่องที่จะ เรียนมากขึ้น 3) ต้องใช้สื่อที่หลากหลายใน การสร้างความสนใจนอกจาก คำถาม 4) นักเรียนชอบดูภาพและ VDO พร้อมกับการที่ครูตั้ง คำถาม นักเรียนสนใจที่จะตอบ มากกว่าการที่ตั้งคำถามแบบ เฉย ๆ 5) นักเรียนชอบการตอบคำถาม พร้อมกันมากกว่าตอบเป็น รายบุคคล 1) นักเรียนไม่เข้าใจใน คำถาม 2) นักเรียนบางคนไม่ สนใจการทำกิจกรรม เพราะนักเรียนไม่ชอบ การตอบคำถามและ การเขียนบรรยาย ขอบ การดูภาพหรือ VDO มากกว่า 3) ภาพที่นำมาใช้ไม่ ชัดเจน หรือเป็นภาพที่ นักเรียนไม่มีความรู้เดิม มาก่อน จึงยากต่อการ ตอบคำถาม 1) ใช้คำถามที่อยู่ ใกล้ตัวนักเรียน คำ ไม่ซับซ้อน 2) หาภ าพ ห รื อ VDO ให้นักเรียน ดูก่อนจะตั้งคำถาม 3) ภาพที่ใช้ควร เป็นภาพที่นักเรียน เคยเห็นมาก่อน และเป็นภ าพที่ ชัดเจน


40 ตารางที่ 2 (ต่อ) ขั้นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผลการจัดกิจกรรมและสภาพ ทั่วไปของการจัดกิจกรรม ปัญหาหรืออุปสรรค ที่เกิดขึ้น แนวทางแก้ไข ขั้นที่ 2 สำรวจและค้นหา 1) นักเรียนชอบการทำกิจกรรม กลุ่ม ช่วยกันคิดและตอบคำถาม ครู 2) นักเรียนชื่นชอบการปั่นดิน น้ำมากกว่าการวาดภาพ และไม่ ชอบตอบคำถามเป็นรายบุคคล 3) นักเรียนแบ่งหน้าที่กันในการ ทำกิจกรรม จึงช่วยให้งานที่ มอบหมายสำเร็จลุล่วง 1) นักเรียนจะเดิน ไปดูเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ ว่ากลุ่มตนเอง สร้างแบบจำลอง คล้ายเพื่อนหรือไม่ 2) เวลาที่ใช้ในการ ทำกิจกรรมนาน จน ทำให้นักเรียนไม่ สนใจทำกิจกรรมให้ ความสนใจกับการ เ ล ่ น ด ิ น น ้ ำ มั น มากกว่า การนำมา สร้างแบบจำลอง 3) กลุ่มที่นักเรียน ไม่มีการแบ่งหน้าที่ กัน สมาชิกภายใน กลุ่มจะไปแกล้ง เพื่อนกลุ่มอื่น จน ทำให้ห้องเกิดความ วุ่นวาย 1) ครูต้องสร้างและ แจ้งกติกาให้ชัดเจน ก่อนการจัดกิจกรรม ก ล ุ ่ ม แ ล ะ ท บ ท ว น ค ว า ม ร ู ้ เ ด ิ ม ข อ ง นักเรียนก่อน 2) กระชับเวลาให้สั้น ลงและฝึกให้นักเรียน ตรงต่อเวลากำหนด กรอบเวลาให้ชัดเจน ในการทำกิจกรรมแต่ ละครั้ง 3) ก่อนเริ่มกิจกรรมครู ควรให้นักเรียนแบ่ง ห น ้ า ท ี ่ ก ั น ใ น ก ลุ่ ม เพื่อให้ทุกคนปฏิบัติ หน้าที่ของตนเองให้ สำเร็จลุล่วง


41 ตารางที่ 2 (ต่อ) ขั้นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผลการจัดกิจกรรมและสภาพ ทั่วไปของการจัดกิจกรรม ปัญหาหรืออุปสรรค ที่เกิดขึ้น แนวทางแก้ไข ขั้นที่ 3 การอธิบายและ ลงข้อสรุป 1) นักเรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ กันระหว่างกลุ่ม จึงช่วยให้ นักเรียนเข้าใจมากขึ้น 2) นักเรียนมีการแบ่งหน้าที่กัน ภายในกลุ่มเมื่อถึงเวลานำเสนอ นักเรียนจะไม่เกิดความวุ่นวาย เกียงกันออกมานำเสนอ 3) ครูต้องค่อยกระตุ้นนักเรียน ร่วมกันอภิปรายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนเกิดการพัฒนา แบบจำลองของกลุ่มตนเอง 4) การส่องกล้องจุลทรรศน์ช่วย ให้นักเรียนเข้าใจและแก้ไข แบบจำลองได้ถูกต้อง 1) นักเรียนสนใจ ในการส่องกล้อง จุลทรรศน์มากกว่า ช่วยเพื่อนในกลุ่ม สร้างแบบจำลอง 2) เมื่อใกล้ถึงคิว ของกลุ่มตนเองจะ นำเสนอ นักเรียน จะสนใจวุ่นวาย เตรียมการนำเสนอ ของตนเอง จนะไม่ สนใจเพื่อนกลุ่มอื่น 3) นักเรียนไม่กล้า นำเสนอคนเดียว ตื่นเต้น พูดเร็ว พูด เบา จนทำให้ฟังไม่ ชัดเจน 1) กำหนดกติและเวลา ในการใช้กล้อง ให้ นักเรียนถ่ายภาพจาก กล้องจุลทรรศน์แล้ว แบ่งกันดูภายในกลุ่ม 2) กำหนดให้ทุกกลุ่ม ส่งงานพร้อมกันแล้ว สุ่มการนำเสนอ และ ให้แต่ละกลุ่มมีการ ถามตอบเมื่อนำเสนอ เสร็จ 3) ครูแนะนำหรื อ กำหนดหัวข้อในการ นำเสนอก่อน เพื่อให้ นักเรียนได้เตรียมตัว และฝึกให้นักเรียน ออกมานำเสนอหน้า ชั้นบ่อย ๆ


42 ตารางที่ 2 (ต่อ) ขั้นการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ผลการจัดกิจกรรมและสภาพ ทั่วไปของการจัดกิจกรรม ปัญหาหรืออุปสรรค ที่เกิดขึ้น แนวทางแก้ไข ขั้นที่ 4 การขยายความรู้ 1) นักเรียนสามารถนำสิ่งที่ใกล้ ตัวมายกตัวอย่างเพื่อตอบ คำถาม และอธิบายให้เพื่อนได้ 2) การที่ให้นักเรียนได้ดูภาพ และ VDO พร้อมกับครูบรรยาย เนื้อหาประกอบ ช่วยให้นักเรียน เข้าใจมากขึ้น 3) บางเนื้อหาเป็นเรื่องที่เข้าใจ ยากทำให้นักเรียนใช้เวลาในการ ทำความเข้าใจนาน หรือต้อง บรรยายอธิบายซ้ำหลายรอบ 1 ) ใ ช ้ ส ื ่ อ แ ล ะ รูปแบบ เดิม ๆ ทำ ให้นักเรียนเบื่อกับ การทำกิจกรรม 1) ควรจัดหากิจกรรม ที่ให้นักเรียนนำความรู้ ออกมาใช้ เช่น สร้าง สถานการณ์จำลอง ให้กับนักเรียน และให้ นักเรียนเป็นเซลล์ต่าง พร้อม เพื่อตอบถามที่ ครูตั้งไว้ ขั้นที่ 5 การประเมินผล - - - แนวทางการจัดการเรียนรู้มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ขั้นการสร้างความสนใจ ผลของการจัดกิจกรรม คือพบว่า การตั้งคำถามของครูไม่ชัดเจน จะทำให้นักเรียนสับสน ต้อง ใช้คำที่กระชับเข้าใจได้ง่าย คำถามต้องเหมาะสมกับความรู้ตามวัยของนักเรียน การนำสื่อภาพ มาใช้ ประกอบกับการตั้งคำถามจะช่วยให้นักเรียนสนใจเรื่องที่จะเรียนมากขึ้น ต้องใช้สื่อที่หลากหลายในการ สร้างความสนใจนอกจากคำถาม นักเรียนชอบดูภาพและ VDO พร้อมกับการที่ครูตั้งคำถาม จะช่วยให้ นักเรียนสนใจมากกว่า และในการถาม - ตอบ นักเรียนชอบการตอบคำถามพร้อมกันมากกว่าตอบเป็น รายบุคคล


43 2. ขั้นการสำรวจและค้น ผลการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนชอบการทำกิจกรรมกลุ่ม ช่วยกันคิดและตอบคำถามครู นักเรียนชื่นชอบการปั่นดินน้ำมากกว่าการวาดภาพ และไม่ชอบตอบคำถามเป็นรายบุคคล นักเรียนแบ่ง หน้าที่กันในการทำกิจกรรม จึงช่วยให้งานที่มอบหมายสำเร็จลุล่วง 3. ขั้นการอธิบายและลงข้อสรุป ผลของการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนมีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างกลุ่ม จึงช่วยให้นักเรียน เข้าใจมากขึ้น นักเรียนมีการแบ่งหน้าที่กันภายในกลุ่มเมื่อถึงเวลานำเสนอนักเรียนจะไม่เกิดความวุ่นวาย เกียงกันออกมานำเสนอ ครูต้องค่อยกระตุ้นนักเรียนร่วมกันอภิปรายอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนเกิด การพัฒนาแบบจำลองของกลุ่มตนเอง และการส่องกล้องจุลทรรศน์ช่วยให้นักเรียนเข้าใจและแก้ไข แบบจำลองได้ถูกต้อง 4. ขั้นการขยายความรู้ ผลของการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนสามารถนำสิ่งที่ใกล้ตัวมายกตัวอย่างเพื่อตอบคำถาม และอธิบายให้เพื่อนได้การที่ให้นักเรียนได้ดูภาพ และ VDO พร้อมกับครูบรรยายเนื้อหาประกอบ ช่วย ให้นักเรียนเข้าใจมากขึ้น บางเนื้อหาเป็นเรื่องที่เข้าใจยากทำให้นักเรียนใช้เวลาในการทำความเข้าใจ นาน หรือต้องบรรยายอธิบายซ้ำหลายรอบจึงจะเข้าใจ 5. ขั้นการประเมินผล ผลของการจัดกิจกรรมพบว่า นักเรียนสามารถประเมินความรู้ของตนได้ผ่านการเขียนอนุทิน แต่สำหรับครูไม่พบแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ดังนั้น แนวทางในการจัดการเรียนรู้เรื่อง หน่วยของสิ่งมีชีวิต โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐาน ควรมีลักษณะดังนี้ 1) ขั้นการสร้างความสนใจ ควรเป็นกิจกรรมที่สามารถให้นักเรียนได้ใช้ความรู้เดิมของตนเอง โดยผ่าน การ ถาม - ตอบ กับครูหรือเพื่อนในห้อง คำถามที่ใช้ครูควรตั้งประเด็นคำถามให้ใกล้ตัวนักเรียน เข้าใจง่ายไม่ ซับซ้อน หากคำถามนั้นต้องการเปรียบเทียบหรือจำแนกสิ่งต่าง ควรมีภาพหรือ VDO ที่นักเรียนเคยพบเจอมา ให้กับนักเรียนได้ดูพร้อมกับการตั้งคำถาม และให้การตอบคำถามควรให้นักเรียนได้ร่วมกันปรึกษากันภายใน กลุ่มและช่วยกันตอบคำถาม จะทำให้นักเรียนสนใจมากกว่าที่ครูตั้งคำถาม แล้วให้นักเรียนตอบเป็นรายบุคคล 2) ขั้นการสำรวจและค้นหา ควรเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง แบ่งหน้าที่กัน ภายในกลุ่มให้ชัดเจน ครูต้องสร้างกติกาในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง และกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน สำหรับ


Click to View FlipBook Version