The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by srisakul, 2023-04-24 18:52:14

วิจัย 2-65

วิจัย 2-65

ง ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) โดย นางศรีสกุล วิบูลย์วงศรี ครูช านาญการพิเศษโรงเรียนวัชรวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาก าแพงเพชร ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


ง ชื่อเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตาม บันได 5 ขั้น (5 steps) ผู้ศึกษา นางศรีสกุล วิบูลย์วงศรี โรงเรียน วัชรวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาก าแพงเพชร บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้า และสร้างองค์ความรู้รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวน การเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) 2)ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(IS1) รหัสวิชา I20201 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนโรงเรียนวัชรวิทยา ที่ ก าลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ,2/2,2/3,2/4,2/6,2/7และ2/8 ในภาคเรียนที่ 2 ประจ าปีการศึกษา 2565 จ านวน 291 คน เป็นการสุ่มแบบเจาะจง เนื่องจากเป็นห้องที่ผู้ศึกษาเป็น ผู้สอน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ที่ผู้ศึกษาพัฒนาสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้าง องค์ความรู้รหัสวิชา I20201ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ในปีการศึกษา 2565 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น(เกรดเฉลี่ย เท่ากับ 3.75)กว่าปีการศึกษา ที่ผ่านมา (เกรดเฉลี่ยของปีการศึกษา 2564 เท่ากับ 3.47) ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ด้วยการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้นอยู่ในระดับมาก ( X =4.23, S.D =.79) ซึ่งตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้


ง กิติกรรมประกาศ ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ส าเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ถูกต้อง โดยได้รับความอนุเคราะห์และช่วยเหลือจากบุคคลต่าง ๆ ดังนี้ กราบขอบพระคุณ นายสุรศักดิ์โพธิ์บัลลังค์รองผู้อ านวยการโรงเรียนวัชรวิทยา ที่กรุณาเป็นที่ ปรึกษาให้ค าแนะน าตลอดจนให้การสนับสนุนในการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้า และสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ได้อย่างดียิ่ง กราบขอบพระคุณ ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน ที่กรุณาให้ค าแนะน าวิธีด าเนินการพัฒนานวัตกรรม พร้อมทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจพิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ให้มี คุณภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ขอขอบพระคุณ ทุกคนในครอบครัว และเพื่อนครูผู้ร่วมงานทุกท่าน ที่ได้ให้การสนับสนุน และเป็นก าลังใจด้วยดีตลอดมา คุณค่าและประโยชน์แห่งการศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ในครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอมอบให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน วัชรวิทยา จังหวัดก าแพงเพชร ศรีสกุล วิบูลย์วงศรี


ง สารบัญ หน้า บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………….…... ก กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………….…… ข สารบัญ…………………………………………………………………..……………………………………………….…… ค สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………….….…… จ บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา................................................................. 1 วัตถุประสงค์ของการพัฒนา………………………………………………………………………….. 2 ขอบเขตของการพัฒนา.......................................................................................... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................... 3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ....................................................................................... 4 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 5 โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล…………………………………………………………………… 6 หลักสูตรสถานศึกษารายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ......................................................... 12 การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning)............................................................. 26 กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยบันได 5 ขั้น (5 steps Active learning activities).......... 28 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง................................................................................................. 32 3 วิธีด าเนินการศึกษา 37 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง....................................................................................... 37 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา....................................................................................... 37 การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................. 40 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................. 40 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 42 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 45 สรุปผลการศึกษา..................................................................................................... 47 สรุปและอภิปรายผล................................................................................................ 47 ข้อเสนอแนะ............................................................................................................ 48 บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………..…………… 49


ง หน้า ภาคผนวก 52 - แผนการจัดการเรียนรู้............................................................................................ 53 - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน................................................................. 69 - แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน........................................................................ 76 - แบบบันทึกผลการเรียนรายวิชา............................................................................. 78 - ผลงานนักเรียน 80 - ประมวลภาพกิจกรรมการเรียนการสอน ............................................................... 111 ประวัติผู้ศึกษา ........................................................................................................................... 115


ง สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................……………………………………….…... 42 ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงมาตรฐาน (S.D.) ของระดับความพึงพอใจ…………….... 43


บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ ปัจจุบันความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการพัฒนาและเติบโตอย่าง รวดเร็ว และมีความสัมพันธ์กับวิถีการด ารงชีวิตของมนุษย์ในหลายด้าน เช่น ด้านการด ารงชีวิตด้าน โทรคมนาคม ด้านการแพทย์ ด้านอุตสาหกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษา เป็นต้น ซึ่งมนุษย์ จ าเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ช่วยให้มนุษย์ด ารงชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และช่วยให้สังคมมีการพัฒนาเจริญเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีการศึกษาเป็น เครื่องมือส าคัญในการพัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพ สามารถด ารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมี ความสุข ทันต่อการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ประเทศไทยได้ก าหนดใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มีวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษา การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิตบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา ตนเองให้เต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) เพื่อไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษา (Desired Outcomes of Education) คือ คุณลักษณะคนไทย 4.0 ที่ตอบสนองวิสัยทัศน์การพัฒนา ประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ซึ่งต้องธ ารงความเป็นไทยและแข่งขันได้ในเวทีโลก ได้แก่ การ เป็นผู้เรียนรู้ ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม และพลเมืองที่เข้มแข็ง เป็นเป้าหมายของมาตรฐานการศึกษา ของชาติ (ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2561) โรงเรียนแต่ละแห่งจึงต้องเลือกใช้รูปแบบการ จัดการศึกษาที่หลากหลายและรูปแบบหนึ่งก็คือการจัดการเรียนรู้เชิงรุกซึ่งเป็นกระบวนการที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติร่วมกันและสร้างความหมายให้กับการเรียนรู้ในสิ่งนั้น ๆ และจากการศึกษาผลการวิจัยเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก พบว่ามีส่วนช่วยยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน (Christianson & Fisher, 1999; O’Sullivan & Cooper, 2003) ท าให้ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาทักษะการคิดและการเขียนของผู้เรียน (Bonwell & Eison,1991) เนื่องจากเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องจัดกระท าข้อมูล หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง มีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เรียนคนอื่น จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ท าให้เกิดความคงทนในการเก็บรักษาความรู้ โดยการจัดการเรียนรู้ เชิงรุกมีความสอดคล้องและสามารถน ามาบูรณาการได้กับหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานรวมถึงสาระการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) สาระการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) เป็นสาระการ เรียนรู้ที่มีการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล ที่มีกระบวนการส าคัญในการจัดการ เรียนรู้เรียกว่า บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโลก


2 กว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจ เริ่มตั้งแต่การก าหนด ประเด็นปัญหา ด าเนินการค้นคว้าความรู้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์การสังเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อน าไปสู่การสรุปองค์ความรู้ มีการหาวิธีการที่เหมาะสมใน การสื่อสารน าเสนอให้ผู้อื่นได้รับทราบ และสามารถน าองค์ความรู้ไปท าประโยชน์แก่สาธารณะ (ส านัก บริหารงานมัธยมศึกษาตอนปลาย, 2555) ซึ่งสอดคล้องกับการใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกมาส่งเสริม กระบวนการจัดการเรียนการสอนตามบันได 5 ขั้น (5 steps) จะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องมีส่วนร่วม ในกิจกรรม พัฒนากระบวนการคิด อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน จนเกิดเป็นองค์ความรู้ ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่ มาตรฐานสากลในสาระการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จากที่มาและความส าคัญดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(IS1) รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างปี การศึกษา 2563 - 2564 ที่พบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยังไม่น่าพอใจ นั่นคือ ปีการศึกษา 2563 ได้เกรดเฉลี่ย 3.70 และปีการศึกษา 2564 ได้เกรดเฉลี่ย 3.47 ซึ่งจะเห็นได้ว่าเกรดเฉลี่ยมีแนวโน้ม ลดลง ผู้ศึกษาในฐานะครูผู้สอนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัชรวิทยา จึงมีความสนใจที่ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(IS1) รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการ เรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps)ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ช่วยสนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นผู้ใฝ่รู้ตลอดชีวิตอันเป็นปัจจัยที่ส าคัญยิ่งในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลโลก (Global citizen) ตลอดจนเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้รหัสวิชา I20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้าง องค์ความรู้(IS1) รหัสวิชา I20201 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) สมมติฐำนกำรศึกษำ ในการศึกษาครั้งนี้มีสมมติฐาน ดังนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 ที่เรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้รหัส วิชา I20201 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาโดยมีเกรดเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 0.01 (เกรดเฉลี่ยของปีการศึกษา 2564 เท่ากับ 3.47)


3 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและ สร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของกำรศึกษำ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนวัชรวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาก าแพงเพชร จ านวน 362 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนโรงเรียนวัชรวิทยา ที่ก าลังศึกษาอยู่ใน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 ,2/2,2/3,2/4,2/6,2/7และ2/8 ในภาคเรียนที่ 2 ประจ าปีการศึกษา 2565 จ านวน 291 คน ซึ่งเป็นการสุ่มแบบเจาะจง เนื่องจากเป็นห้องที่ผู้ศึกษาเป็นผู้สอน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น (Independent variables) ได้แก่การจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวน การเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) มีขั้นตอน ดังนี้ ขั้น 1 การตั้งประเด็นค าถาม/สมมติฐาน (Learning to Question) ขั้น 2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to Search) ขั้น 3 การสรุปองค์ความรู้ (Learning to Construct) ขั้น 4 การสื่อสารและการน าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to Communicate) ขั้น 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to Serve) 2.2 ตัวแปรตาม (Dependent variables) ได้แก่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความ พึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201ที่จัดการเรียนรู้ เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) 3. สาระการเรียนรู้ เป็นเนื้อหาสาระในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัส วิชา I20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 4. ระยะเวลาในการศึกษาครั้งนี้ด าเนินการศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 โดยใช้ เวลาในการศึกษาเป็นเวลา 1 ภาคเรียน สัปดาห์ละ 2 คาบ รวมเวลาที่ใช้ในการศึกษา 36 คาบ นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. การจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียน จะต้องร่วมกันจัดกระท ากับข้อมูล หรือประสบการณ์ต่าง ๆ จากการปฏิบัติงานจริง และจะต้องสร้าง ความหมายให้กับสิ่งนั้น ๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายใน สมองและกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน จึงถือว่าเป็นกระบวนการทั้ง ทางด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กัน 2. กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) หมายถึง กระบวนการส าคัญในการ


4 จัดการเรียนรู้ เรียกว่า บันได 5 ขั้นของการพัฒนาผู้เรียนสู่มาตรฐานสากล ได้แก่ 1) การตั้งค าถาม/ สมมติฐาน เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งค าถามอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งเสริมให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในการตั้งค าถาม 2) การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ เป็นการแสวงหา ความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจากการฝึก ปฏิบัติ ทดลอง เป็นต้น 3) การสร้างองค์ความรู้ เป็นการฝึกให้ผู้เรียนน าความรู้และสารสนเทศที่ได้จาก การแสวงหาความรู้ มาอภิปราย เพื่อน าไปสู่การสรุปและสร้างองค์ความรู้ 4) การสื่อสารและน าเสนอ อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการฝึกให้ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้มาสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 5) การบริการ สังคมและจิตสาธารณะ เป็นการน าความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงความรู้ไปสู่การท า ประโยชน์ให้กับสังคม 3. การจัดการเรียนรูเชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) หมายถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่น ามาใช้จัดการเรียนรู้ในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยถ่ายทอด ความรู้ ความเข้าใจและเพิ่มพูนทักษะ ประสบการณ์ให้นักเรียน ช่วยให้นักเรียนรู้จักแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง ช่วยลดช่องว่างความแตกต่างระหว่างบุคคลและส่งเสริมความสามารถในการคิดให้กับ นักเรียน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เป็นการเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระ ในเรื่องหรือประเด็นที่ตนเองสนใจ เริ่มตั้งแต่การก าหนดประเด็นปัญหา ด าเนินการค้นคว้าความรู้จาก แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อ น าไปสู่การสรุปองค์ความรู้ มีการหาวิธีการที่เหมาะสมในการสื่อสารน าเสนอให้ผู้อื่นได้รับทราบ และ สามารถน าองค์ความรู้ไปท าประโยชน์แก่สาธารณะ ซึ่งทั้งหมดเป็นกระบวนการที่มีความเชื่อมโยงกัน 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ระดับผลการเรียนในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและ การสร้างองค์ความรู้รหัสวิชาI20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรูเชิงรุกโดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ภาคเรียน 2 ปีการศึกษา 2565 ซึ่งผู้ศึกษาเป็นผู้สอน 5. ความพึงพอใจต่อการเรียนรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 หมายถึง ความรู้สึกต่อการเรียนการสอนวิชาการศึกษาค้นคว้าและการสร้างองค์ความรู้ รหัส วิชา I20201 ที่จัดการเรียนรูเชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) อาจเป็น ทางบวกหรือทางลบซึ่งวัดด้วยข้อค าถามที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 6. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง การออกแบบ และการปรับปรุงรายละเอียด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่จัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps)ในรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพโดยผ่านการพิจารณาตรวจสอบคุณภาพของ ผู้เชี่ยวชาญ และการน าไปทดลองใช้ตามขั้นตอน ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. ได้วิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) ที่มีคุณภาพ 2. ผลงานการศึกษาค้นคว้าของกลุ่มนักเรียน มีผลงานอยู่ในระดับคุณภาพดีขึ้นไป


5 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้รายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล 2. หลักสูตรสถานศึกษารายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3. การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 3.1 ค าจ ากัดความของการเรียนรู้เชิงรุก 3.2 แนวคิดของการเรียนรู้เชิงรุก 3.3 ลักษณะของการเรียนรู้เชิงรุก 3.4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้การศึกษาด้วยตนเองด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก 3.5 บทบาทของผู้สอนในการจัดการเรียนรู้และศึกษาด้วยตนเองด้วยการเรียนรู้เชิงรุก 4. กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps Active learning activities) 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


6 1. โครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล 1.1 หลักการเหตุผลของการจัดโรงเรียนมาตรฐานสากล กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านวิทยาการ สังคม เศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ท าให้แต่ละประเทศไม่สามารถปิดตัวอยู่โดยล าพัง จะต้องร่วมมือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกัน และกัน การด ารงชีวิตของคนในแต่ละประเทศมีการติดต่อสื่อสารซึ่งกันและกันมากขึ้น มีความร่วมมือ ในการปฏิบัติภารกิจและแก้ปัญหาต่าง ๆ ร่วมกันมากขึ้น ในขณะเดียวกัน สังคมโลกในยุคปัจจุบันก็ เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ท าให้คนต้องคิด วิเคราะห์ แยกแยะ และมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อให้ทัน กับเหตุการณ์ในสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น สิ่งเหล่านี้น าไปสู่สภาวการณ์ของการแข่งขันทาง เศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นแรงผลักดันส าคัญที่ ท าให้หลายประเทศต้องปฏิรูปการศึกษา คุณภาพของการจัดการศึกษาจึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ส าคัญประการ หนึ่งส าหรับความพร้อมในการเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกของแต่ละ ประเทศ ดังนั้น ประเทศที่จะอยู่รอดได้หรือคงความได้เปรียบก็คือประเทศที่มีอ านาจทางความรู้ และ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning Society) นอกจากนั้น ในปัจจุบันยังปรากฏสภาพปัญหาที่คนทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ร่วมกัน ในเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ มวลมนุษย์โดยทั่วไป สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มว่าคนยุคใหม่จะต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอัน หลากหลาย เป็นสัญญาณเตือนว่าโลกในยุคหน้าจะมีปรากฏการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นเกินกว่าจะคาดคิดถึง ด้วยเหตุนี้จ าเป็นอย่างยิ่งที่แต่ละประเทศต้องเตรียมคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะและความสามารถในการ ปรับตัวให้มีคุณลักษณะส าคัญในการด ารงชีวิตในโลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทัน สงบ สันติ มีความสุข มี คุณภาพชีวิตที่ดีเหมาะสมเพียงพอ การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนต้องมีความเป็นพลวัตน์ ก้าวทัน กับสิ่งต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งส านักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้ผลักดันให้มีการ ปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มศักยภาพการจัดการศึกษาไทยให้พร้อมส าหรับการแข่งขันในเวทีโลกในยุค ศตวรรษที่ 21 ดังนี้ 1. โรงเรียนเป็นหน่วยบริการทางการศึกษาในมิติที่กว้างขึ้น เพราะในปัจจุบันสังคมโลกเป็น สังคมที่ไร้พรมแดนที่มีการติดต่อประสานสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ มากขึ้น อีกทั้งการก้าวไปสู่ ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558 จะมีผลต่อการเปิดเสรีทางการศึกษา ซึ่งจะท าให้เกิดการแข่งขันใน การจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น ในอนาคตโรงเรียนแต่ละแห่ง จะต้องมีการแข่งขันด้านคุณภาพมากขึ้น โรงเรียนในประเทศไทยเองจ าเป็นต้องพัฒนาให้เป็นหน่วย บริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีทางการศึกษา 2. หลักสูตรการเรียนการสอนมีความเป็นสากล เนื่องจากยุคโลกาภิวัตน์มีการเชื่อมโยงด้าน การค้าและการลงทุน ท าให้ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการคนที่มีศักยภาพในหลายด้าน รวมทั้ง ความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ การคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร คุณลักษณะในการเป็นพลโลก การ จัดหลักสูตรและการเรียนการสอนจึงต้องปรับให้มีความเป็นสากลมากขึ้น นอกจากนี้การเปิดเสรี ทางการศึกษา ท าให้สถาบันการศึกษาจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนด้านจัดการศึกษาในประเทศไทย


7 โรงเรียนควรหาภาคีเครือข่ายในการจัดหลักสูตรนานาชาติ หลักสูตรสมทบ หรือหลักสูตรร่วมกับ สถาบันต่างประเทศ เพื่อความเป็นสากลของการศึกษา 3. การพัฒนาทักษะการคิด สภาพสังคมโลกที่มีการแข่งขันสูง ท าให้การจัดการศึกษา จ าเป็นต้องเน้นการพัฒนาทักษะเป็นส าคัญ ในปัจจุบันโรงเรียนยังไม่สามารถพัฒนาทักษะการคิดของ ผู้เรียนได้เท่าที่ควร เนื่องจากการเรียนการสอนยังเน้นให้ผู้เรียนคิดตามสิ่งที่ผู้สอนป้อนความรู้มากกว่า การคิดสิ่งใหม่ ๆ จึงควรมีการปรับรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด ให้มากยิ่งขึ้น 4. การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม แนวคิดของทุนนิยมที่มุ่งการแข่งขันนั้น มีอิทธิพลท าให้การ จัดการศึกษาของโรงเรียนส่วนใหญ่เน้นและให้ความส าคัญการพัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนอาจละเลยการพัฒนาส่งเสริม ด้านคุณธรรมจริยธรรมซึ่งจะส่งผลต่อปัญหาทางสังคมตามมา ดังนั้นปรัชญาการจัดการศึกษาจึงต้องให้ ความส าคัญกับการพัฒนาบุคคลในองค์รวมทั้งมิติของความรู้และคุณธรรมคู่กัน เพื่อให้เกิดการพัฒนา อย่างยั่งยืนและประชาคมโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 5. การสอนภาษาต่างประเทศ ในยุคโลกไร้พรมแดนนั้น ผู้มีความรู้ด้านภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาที่ใช้สื่อสารกันอย่างกว้างขวาง เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาจีน ย่อมมีความ ได้เปรียบในการติดต่อสื่อสาร การเจรจาต่อรองในเรื่องต่างๆ ตลอดจนการประกอบอาชีพ การจัดการ เรียนการสอนจึงควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศด้วย จากแนวคิดดังกล่าวข้างต้น กระทรวงศึกษาธิการจึงมีการทบทวนและปรับปรุงหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อเป็นกรอบทิศทางในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้ มีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถ ท างานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติอันจะส่งผลต่อการพัฒนา ประเทศแบบยั่งยืน โดยมีจุดหมาย คุณลักษณะอันพึงประสงค์ สมรรถนะส าคัญ และมาตรฐานการ เรียนรู้เป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และมีคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทย ควบคู่กับความเป็นสากล โดยหลักสูตรได้มุ่งเน้นความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต เพื่อให้ผู้เรียนมีศักยภาพเทียบเคียงกับนานาอารยประเทศ เป็นการ เพิ่มขีดความสามารถให้คนไทยก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของโลก มีศักยภาพใน การแข่งขันในเวทีโลก อย่างไรก็ตามผลจากการติดตามการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พบว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนให้ เกิดคุณภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางฯได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของทักษะการคิด วิเคราะห์ การฝึกใช้ความคิดและแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพทั้งทางร่างกาย จิตใจและ สติปัญญาที่จะส่งผลให้ผู้เรียนเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และน าไปพัฒนาประยุกต์ใช้ได้กับการอยู่ ร่วมในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนยังขาดโอกาสในการลงมือปฏิบัติจริง การทดลอง และการ คิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูต้องมีความรู้ความเข้าใจในเป้าหมาย ของหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างถ่องแท้ สามารถน าไปถ่ายทอดแก่ผู้เรียน และ


8 สามารถประยุกต์ใช้สื่ออุปกรณ์ต่าง ๆ ตลอดจนนวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพ โรงเรียนมาตรฐานสากล (World – class standard school) จึงเป็นนวัตกรรมการจัด การศึกษาที่ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน น ามาใช้เป็นมาตรการเร่งด่วนในการ ยกระดับการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมาตรฐานเทียบเท่าสากล ซึ่งเริ่มด าเนินการกับโรงเรียนน าร่อง จ านวน 500 โรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในปีการศึกษา 2553 ด้วยการให้โรงเรียน ในโครงการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาและจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนบรรลุคุณภาพตาม มาตรฐานที่ก าหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และเพิ่มเติมสาระ การเรียนรู้ความเป็นสากล ได้แก่ ทฤษฎีความรู้ ความเรียงขั้นสูง โลกศึกษา และจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนในการพัฒนาทักษะให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยได้มีการก ากับติดตาม การด าเนินงานของโรงเรียนในโครงการในปีการศึกษา 2553-2554 จากผลการติดตามได้พบปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติบางประการ ได้แก่ ความซ้ าซ้อนของสาระเพิ่มเติมกับหลักสูตรนานาชาติของ บางประเทศ และการจัดหลักสูตรของสถานศึกษาหลายแห่งในส่วนของสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมขาด ความสอดคล้องกับโครงสร้างเวลาเรียนที่ก าหนดในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 และจากเสียงสะท้อนของสังคมทั่วไป บ่งชี้ให้เห็นว่าทักษะและความสามารถที่จ าเป็นที่จะช่วย ท าให้เด็กและเยาวชนไทยสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นสากล ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ การแสวงหาความรู้ ทักษะด้านเทคโนโลยี และความสามารถในการท างานร่วมกับผู้อื่นยัง ไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงได้พิจารณาทบทวนจุดที่เป็นปัญหาในการ ด าเนินงานของโรงเรียนมาตรฐานสากล และพัฒนาปรับปรุงแนวปฏิบัติส าหรับให้สถานศึกษาใช้ในการ จัดหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเริ่มต้นใช้ในปีการศึกษา 2555 ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนในโรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1.2 ลักษณะของโรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนมาตรฐานสากล ( World - class standard school) หมายถึง โรงเรียนที่พัฒนา หลักสูตรและจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพเทียบเคียงมาตรฐานสากล รวมทั้งมีการบริหาร จัดการด้วยระบบคุณภาพ เพื่อให้ได้ ผู้เรียนที่มีคุณภาพ คือเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและ คุณลักษณะ (Learner Profile) เทียบเคียงมาตรฐานสากล (World class standard) และมีศักยภาพ เป็นพลโลก (World citizen) สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพเยาวชนส าหรับยุคศตวรรษที่ 21 อีกทั้งเป็นไปตาม ปฏิญ ญ าว่าด้ วยก ารจัดก ารศึกษ าของ UNESCO คือ Learning to know, Learning to do, Learning to live with the others, Learning to be 1.3 จุดมุ่งหมายและทิศทางในการดาเนินการของโรงเรียนมาตรฐานสากล การด าเนินการของโรงเรียนมาตรฐานสากลนั้น จะประสบความส าเร็จได้จะต้องมีการพัฒนา หลายมิติไปพร้อม ๆ กัน และต้องด าเนินการทั้งระบบ คือด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การ บริหารจัดการ มิใช่เป็นการจัดการศึกษาเพียงบางส่วนของโรงเรียน หรือจัดเป็นแผนการเรียน มาตรฐานสากล การจัดการศึกษาในโรงเรียนมาตรฐานสากลจะต้องมีจุดมุ่งหมายและทิศทางที่ชัดเจน


9 คือ 1) พัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพเป็นพลโลก (World Citizen) สร้างวิถีแห่งการรู้แจ้ง สร้างแรง กระตุ้นใหม่ ๆ ให้ผู้เรียนเกิดความมุ่งมั่น รักและเพลิดเพลินในการแสวงหาความรู้ สามารถวิเคราะห์ และสรุปองค์ความรู้ มีความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และมีจิตสาธารณะและส านึก ในการบริการสังคม 2) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล (World-Class Standard) โดยค านึงถึงความหลากหลายของผู้เรียนซึ่งมีภูมิปัญญา ความสามารถ และความถนัด แตกต่างกัน มีการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมในการเพิ่มพูนศักยภาพของผู้เรียน ส่งเสริมพหุปัญญาของ เด็ก บนพื้นฐานของความเข้าใจ รู้ใจ และมีการใช้กระบวนการคัดกรองในระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียน เป็นรายบุคคล เพื่อให้สามารถพัฒนาไปสู่จุดสูงสุดแห่งศักยภาพ 3) ยกระดับการบริหารจัดการด้วย คุณภาพ (Quality System Management) พัฒนาศักยภาพขององค์กรให้ได้มาตรฐานสากล สอดคล้องเหมาะสมกับบริบทของตัวเอง สามารถระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ และศึกษาแนวทาง จากแบบอย่างความส าเร็จที่หลากหลายเพื่อปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการสร้างเครือข่ายใน การจัดการศึกษาในทุกระดับ ซึ่งอาจเริ่มต้นจากการประสานความร่วมมือในชุมชน ท้องถิ่น ไปสู่ ภูมิภาค จนกระทั่งถึงเครือข่ายระดับชาติและนาชาติในที่สุด ทั้งนี้เพราะคุณภาพของเยาวชน คือ อนาคตของชุมชน ความหวังของชาติ และของมวลมนุษยชาติ 1.4 ตัวชี้วัดความส าเร็จโรงเรียนมาตรฐานสากลด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน เป้าหมาย 1. โรงเรียนจัดหลักสูตรสถานศึกษาที่เทียบเคียงกับหลักสูตรมาตรฐานสากล 2. โรงเรียนจัดหลักสูตรที่ส่งเสริมความเป็นเลิศตอบสนองต่อความถนัดและศักยภาพตาม ความต้องการของผู้เรียน 3. โรงเรียนจัดการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ด้วย ภาษาอังกฤษ 4. โรงเรียนจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้(Research and Knowledge Formation) การสื่อสารและการน าเสนอ(Communication and Presentation) และกิจกรรมสร้างสรรค์และบริการสังคม (Global Education and Social Service Activity) 5. โรงเรียนใช้หนังสือ ต าราเรียน และสื่อที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล 6. โรงเรียนใช้ระบบการวัดและประเมินผลแบบมาตรฐานสากล โดยประเมินจากการสอบ ข้อเขียน สอบปากเปล่า สอบสัมภาษณ์ การลงมือปฏิบัติ และสามารถเทียบโอนผลการเรียนกับ สถานศึกษาระดับต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ตัวชี้วัด 1. ร้อยละของโรงเรียนที่จัดหลักสูตรสถานศึกษาเทียบเคียงกับหลักสูตรมาตรฐานสากล 2. ร้อยละของโรงเรียนจัดหลักสูตรที่ส่งเสริมความเป็นเลิศตอบสนองต่อความถนัดและ ศักยภาพตามความต้องการของผู้เรียน 3. ร้อยละของโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ ความรู้(Research and Knowledge Formation) การสื่อสารและการน าเสนอ(Communication and Presentation) และกิจกรรมสร้างสรรค์และบริการสังคม (Global Education and Social Service Activity)


10 1.5 คุณลักษณะและศักยภาพผู้เรียนที่เป็นสากล การจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ความสามารถและ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และเป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ได้แก่ Learning to know : หมายถึง การเรียนเพื่อให้มีความรู้ในสิ่งต่างๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่ การรู้จักการแสวงหาความรู้การต่อยอดความรู้ที่มีอยู่ และรวมทั้งการสร้างความรู้ขึ้นใหม่ Learning to do : หมายถึงการเรียนเพื่อการปฏิบัติหรือลงมือท า ซึ่งอาจน าไปสู่การประกอบอาชีพจากความรู้ที่ ได้ศึกษา มารวมทั้งการปฏิบัติเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคม Learning to with the others : หมายถึง การเรียนรู้เพื่อการด าเนินชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างมีความสุขทั้งการด าเนินชีวิตในการเรียน ครอบครัว สังคม และการทางาน Learning to be: หมายถึงการเรียนรู้เพื่อให้รู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ รู้ถึงศักยภาพ ความถนัด ความสนใจ ของตนเอง สามารถใช้ความรู้ความสามารถของตนเองให้เกิด ประโยชน์ต่อสังคม เลือกแนวทางการพัฒนาตนเองตามศักยภาพ วางแผนการเรียนต่อการประกอบ อาชีพที่สอดคล้องกับศักยภาพตนเองได้ทั้งนี้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ทั้งในฐานะพลเมืองไทย และพลโลกเทียบเคียงได้กับนานาอารยประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีศักยภาพที่ส าคัญ ดังนี้ 1) ความรู้พื้นฐานในยุคดิจิทัล (Digital-Age Literacy) มีความรู้พื้นฐานที่จ าเป็นทาง วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีรู้ภาษา ข้อมูล และทัศนภาพ (Visual & Information Literacy) รู้พหุวัฒนธรรมและมีความตระหนักส านึกระดับโลก (Multicultural Literacy & Global Awareness) 2) ความสามารถคิดประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์(Inventive Thinking) มีความสามารถใน การปรับตัว สามารถจัดการกับสภาวการณ์ที่มีความซับซ้อน เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้สามารถก าหนด ตั้ง ประเด็นค าถาม (Hypothesis Formulation) เพื่อน าไปสู่การศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้มี ความสามารถในการคิดวิเคราะห์คิดสังเคราะห์ข้อมูล สารสนเทศ และสรุปองค์ความรู้(Knowledge Formation) ใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3) ทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล (Effective Communication) ความสามารถใน การรับและ ส่งสาร การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง มีวัฒนธรรม ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งมีทักษะ ในการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆตลอดจนสามารถเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่ มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในการนากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน การดาเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เข้าใจความสัมพันธ์และการ เปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆในสังคม สามารถจัดการปัญหาและความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม และน าไปสู่การปฏิบัติน าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม บริการสาธารณะ (Public service) ซึ่ง หมายถึงการเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก (Global Citizen) 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการสืบค้นหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้และวิธีการที่ หลากหลาย (Searching for Information) เลือกและใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะ


11 กระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสม และมีคุณธรรม 1.6 การจัดท าหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนสู่สากล การที่ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพดังกล่าวข้างต้น ย่อมต้องอาศัยหลักสูตร สถานศึกษาที่เหมาะสม คือจะต้องได้รับการออกแบบอย่างดี มีเป้าหมายและกระบวนการด าเนินงานที่ เป็นระบบ ด้วยความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียน มาตรฐานสากลเป็นหลักสูตรที่ใช้เป็นเป้าหมายและทิศทางในการยกระดับการจัดการศึกษาของทั้ง โรงเรียน มิใช่การจัดในลักษณะของแผนการเรียนสาหรับผู้เรียนเพียงบางส่วน โดยการออกแบบ หลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักการและแนวคิดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 25551 ซึ่งผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาคุณภาพบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระ การเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่ก าหนด มีการพัฒนาต่อยอดคุณลักษณะที่ เทียบเคียงกับสากล ทั้งในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดย โรงเรียนพิจารณาให้สอดคล้อง เหมาะสม กับสภาพความพร้อม และจุดเน้นของโรงเรียนซึ่งมีความ แตกต่างกัน ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพความเป็นสากลดังที่ระบุ ไว้ข้างต้น คือ เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้และมีความรู้พื้นฐานที่ จ าเป็น สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล ตลอดจนมี ทักษะชีวิต ร่วมมือในการทางานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดีนั้น จะต้องมีกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่อง มีล าดับขั้นตอนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น โดยมี กระบวนการส าคัญในการจัดการเรียนรู้ ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น “บันได 5 ขั้น ของการจัดการเรียนการ สอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล” ได้แก่ 1. การตั้งประเด็นค าถาม/สมมุติฐาน (Hypothesis Formulation) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนรู้จัก คิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย ตั้งค าถามอย่างมีเหตุผล 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นการ ฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลายเช่น ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต หรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น 3. การสรุปองค์ความรู้ (Knowledge Formation) เป็นการฝึกให้น าความรู้และสารสนเทศ หรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ความรู้ 4. การสื่อสารและการน าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็นการ ฝึกให้ความรู้ที่ได้มาน าเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการนาความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่ง ผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะน าองค์ความรู้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์


12 1.7 การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS ) เครื่องมือส าคัญในการ พัฒนา การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น ดังกล่าว สามารถด าเนินการได้หลากหลายวิธี และการให้ผู้เรียนได้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง “Independent Study : IS” นับเป็นวิธีการที่มี ประสิทธิภาพวิธีหนึ่งที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการพัฒนาผู้เรียน เพราะเป็นการเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียน ได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระในเรื่องหรือประเด็นที่ตนสนใจ เริ่มตั้งแต่การก าหนดประเด็นปัญหา ซึ่งอาจ เป็น Public Issue และGlobal Issue และด าเนินการค้นคว้าแสวงหาความรู้จากแหล่งข้อมูลที่ หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ การอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อน าไปสู่การสรุปองค์ ความรู้ จากนั้นก็หาวิธีการที่เหมาะสมในการสื่อสารน าเสนอให้ผู้อื่นได้รับทราบ และสามารถน าความรู้ ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าไปท าประโยชน์แก่สาธารณะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยง ต่อเนื่องกันตลอดแนว ภายใต้ “การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS)” 2. หลักสูตรสถานศึกษารายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I20201 ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 วิสัยทัศน์ของโรงเรียน ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพและความ ร่วมมือของภาคีเครือข่าย พันธกิจ 1. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสพฐ.และเกณฑ์โรงเรียน มาตรฐานสากล 2. ส่งเสริมและพัฒนาครูให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูสู่มาตรฐานสากล 3. พัฒนาการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพเพื่อความเป็นเลิศโดยเน้นหลักการกระจาย อ านาจสู่การเป็นโรงเรียนมาตรฐานสากล 4. ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา กลยุทธ์ 1. ผู้เรียนมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาของสพฐ.และเกณฑ์โรงเรียนมาตรฐานสากล 2. ครูและบุคลากรมีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพสู่มาตรฐานสากล 3. การบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพสู่มาตรฐานสากล 4. ชุมชนเข้มแข็งโรงเรียนก้าวไกล คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้


13 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ เป้าประสงค์ของโรงเรียน 1. นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสพฐ.และเกณฑ์โรงเรียน มาตรฐานสากล 2. ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิชาชีพครูสู่มาตรฐานสากล 3. โรงเรียนมีการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ 4. สถานศึกษาเป็นที่ยอมรับของชุมชน สมรรถนะของผู้เรียน 1. ความสามารถในการสื่อสาร 2. ความสามารถในการคิด 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การจัดหลักสูตรของโรงเรียนวัชรวิทยาตามโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากล ได้น าสาระการ เรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS ) ไปสู่การเรียนการสอน ในรายวิชา เพิ่มเติมตามแนวทางที่ก าหนด โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับบริบทและพัฒนาการ วัยของผู้เรียน ดังนี้ IS 1- การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียนก าหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้รหัสวิชา I20201 ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 IS 2- การสื่อสารและการน าเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งให้ ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้รับ มาพัฒนาวิธีการการถ่ายทอด/สื่อสารความหมาย/แนวคิด ข้อมูลและองค์ ความรู้ด้วยวิธีการน าเสนอที่เหมาะสม หลากหลายรูปแบบ และมีประสิทธิภาพ รหัสวิชา I20202 ใน ภาคเรียนที่ 1ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 IS 3- การน าองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียน น า/ประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ หรือนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม เกิดบริการสาธารณะ (Public Service) รหัสวิชา I20203 ในภาคเรียนที่ 2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส าหรับหลักสูตรรายวิชาการศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (IS 1) รหัสวิชา I20201 ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีรายละเอียด ดังนี้


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้K ทักษะกระบวนกา 1. ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือก ประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ เข้าใจและสามารถอธิบาย การตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ สามารถตั้งประเด็นปัญ โดยเลือกประเด็นที่สน เริ่มจากตนเอง ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศ


14 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น ร P คุณลักษณะ A สาระส าคัญ (Concept) ความคิดรวบยอด ญหา นใจ ตระหนักถึงคุณค่าของ การเลือกประเด็นที่ ตนเองสนใจ ตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ส ความรู้ ทักษะกระบวนกา 2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหา ที่ตนเองสนใจ มีความรู้และเข้าใจ ในการตั้งสมมติฐาน ประเด็นปัญหา ที่ตนเองสนใจ ทักษะการคิด ทักษะการแก้ปัญหา


15 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ มุ่งมั่นในการท างาน ใฝ่เรียนรู้ การตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ โดยใช้ความรู้ จากสาขาวิชาต่าง ๆ


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 3. ออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ อธิบายการออกแบบ และวางแผนได้ ใช้กระบวนการรวบรวม ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถออกแบบ และวางแผนได้ ใช้กระบวนการรวบรว ข้อมูลอย่างมีประสิทธิ


16 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ วม ธภาพ เห็นความส าคัญ ของการแสวงหาความรู้ ของการออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการ รวบรวมข้อมูล การออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวม ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้การแสวงหา ค าตอบประสบความส าเร็จ


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 4. ศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย มีความรู้และเข้าใจ ในการศึกษาค้นคว้า แสวงหาความรู้ เกี่ยวกับประเด็นที่เลือก จากแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย ค้นคว้าข้อมูล จากแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย


17 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ มุ่งมั่นในการแสวงหา ความรู้เกี่ยวกับ ประเด็นที่ศึกษา การศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับ ประเด็นที่เลือกจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ของแหล่งที่มาของข้อมูลได้ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ของแหล่งที่มาของข้อมูล ใช้วิธีการในการวิเครา ข้อมูลได้ตามกระบวน


18 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ร่วมกับนานาชาติ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ ะห์ การ ตรวจสอบข้อมูล และแหล่งที่มาของข้อมูล อย่างซื่อสัตย์ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล และการเลือกใช้วิธีการที่เหมาะสม ในการวิเคราะห์จะช่วยให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชาการศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบ ด้วยสถิติที่เหมาะสม วิเคราะห์ข้อค้นพบ ด้วยสถิติที่เหมาะสม ใช้เทคนิคในการวิเครา ข้อค้นพบด้วยสถิติ ที่เหมาะสม


19 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ าะห์ วิเคราะห์ข้อค้นพบ อย่างซื่อสัตย์ วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชา การศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 7. สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม การสังเคราะห์สรุป องค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม แสดงความคิดเห็น อภิ ภายในกลุ่มเกี่ยวกับ การวิเคราะห์และสังเค องค์ความรู้


20 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ ภิปราย คราะห์ มีความรับผิดชอบ ในการท างานกลุ่ม และมุ่งมั่นในการท างาน มีจิตสาธารณะ การสังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชา การศึกษ มาตรฐานที่ 3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ส ความรู้ ทักษะกระบวนกา 8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้ จากการค้นพบ เลือกแนวทาง/วิธีการ ในการเสนอแนวคิด การแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบ ด้วยองค์ความรู้ จากการค้นพบ แสดงความคิดเห็น ในการวิเคราะห์และ สังเคราะห์องค์ความรู้


21 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ ้ มีความมุ่งมั่น ในการท างานใฝ่เรียนรู้ การเสนอแนวคิด การแก้ปัญหา อย่างเป็นระบบด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ


แบบบั แบบบันทึกการวิเคราะห์มาตรฐานและตัวชี้วัด เพื่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ รายวิชา การศึกษ มาตรฐานที่3.1 นักเรียนสร้างสรรค์กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และจัดท าโครงงาน ตัวชี้วัดชั้นปี/ผลการเรียนรู้ ความรู้ ทักษะกระบวนกา 9. เห็นประโยชน์และคุณค่า ของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง บอกประโยชน์และ รู้คุณค่าของการศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเ


22 บันทึก อจัดท าค าอธิบายรายวิชา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 นที่เสนอแนวคิดเพื่อสาธารณะประโยชน์ สาระการเรียนรู้แกนกลาง/ท้องถิ่น าร คุณลักษณะ สาระส าคัญ อง มุ่งมั่นในการท างาน มีวินัยใฝ่เรียนรู้ ประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง


23 ค าอธิบายรายวิชา (สาระเพิ่มเติม) รายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) รหัสวิชา I 20201 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 เวลา 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ 40 ชั่วโมง/ภาคเรียน จ านวน 1 หน่วยกิต ภาคเรียนที่ 2 ................................................................................................................................................................ ศึกษา วิเคราะห์ ฝึกทักษะ ตั้งประเด็นปัญหา /ตั้งค าถาม ในเรื่องที่สนใจโดยเริ่มจากตนเอง เชื่อมโยงกับชุมชน ท้องถิ่นและประเทศ ตั้งสมมติฐานและให้เหตุผลโดยใช้ความรู้จากการศึกษา เช่น เศรษฐกิจพอเพียง พระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่10 ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาเซียน ทักษะชีวิต โรงเรียนสุจริตโดยบูรณาการกับเนื้อหา 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ค้นคว้า แสวงหา ความรู้เกี่ยวกับสมมติฐานที่ตั้งไว้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ออกแบบวางแผนรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม ท างานบรรลุผลตามเป้าหมายภายในกรอบการด าเนินงานที่ ก าหนด โดยการปฏิบัติงานจากการศึกษาค้นคว้าข้อมูล สังเคราะห์สรุปองค์ความรู้ และร่วมกันเสนอ แนวคิดวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการคิด กระบวนการสืบค้นข้อมูล กระบวนการ แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยวิธีด าเนินการศึกษาเชิงรุก (Active learning) โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps) เพื่อให้เกิดทักษะในการค้นคว้าแสวงหาความรู้ เปรียบเทียบเชื่อมโยงองค์ความรู้ สังเคราะห์ สรุป อภิปราย เพื่อให้เกิดคุณลักษณะใฝ่รู้ใฝ่เรียน รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองและเห็นคุณค่าของ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงและน าไปใช้ประโยชน์ ผลการเรียนรู้ 1. ตั้งประเด็นปัญหาโดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น และประเทศ 2. ตั้งสมมติฐานประเด็นปัญหาที่ตนเองสนใจ 3. ออกแบบ วางแผน ก าหนดขอบเขต ล าดับขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างมี ประสิทธิภาพ 4. ศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่เลือกจากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย 5. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มาของข้อมูลได้ 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบด้วยสถิติที่เหมาะสม 7. สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม 8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ 9. เห็นประโยชน์และคุณค่าของการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง รวมทั้งหมด 9 ผลการเรียนรู้


24 โครงสร้างรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I 20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง จ านวน 1 หน่วยกิต หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระส าคัญ ชั่วโมง น้ าหนัก คะแนน 1 ประเด็น ที่ฉันสนใจ 1. ตั้งค าถามจาก สถานการณ์ที่ก าหนดให้ และระบุประเด็นปัญหา ที่สนใจได้ 2. ตั้งสมมติฐานและ ให้เหตุผลที่สนับสนุน หรือโต้แย้งประเด็น ความรู้โดยใช้ความรู้ จากสาขาวิชาต่าง ๆ และมีทฤษฎีรองรับ 3. ออกแบบ วางแผน ก าหนดขอบเขต ล าดับขั้นตอนในการเก็บ รวบรวมข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ 1. การตั้งประเด็นปัญหา โดยเลือกประเด็นที่สนใจ เริ่มจากตนเอง ชุมชนท้องถิ่น ประเทศ 2. การตั้งสมมติฐาน จากประเด็นปัญหา ที่ตนเองสนใจ 3. การออกแบบ วางแผน ใช้กระบวนการรวบรวมข้อมูล อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้การแสวงหาค าตอบ ประสบความส าเร็จ 12 30 2 มุ่งมั่น แสวงหา ค าตอบ 4. ศึกษาค้นคว้าแสวงหา ความรู้เกี่ยวกับประเด็น ที่เลือกจากแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย 5. ตรวจสอบความ น่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ของข้อมูลได้ 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบ ด้วยสถิติที่เหมาะสม 4. การศึกษา ค้นคว้า แสวงหา ความรู้เกี่ยวกับประเด็น ที่เลือกจากแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย 5. การตรวจสอบ ความน่าเชื่อถือของแหล่งที่มา ของข้อมูลและการเลือกใช้ วิธีการที่เหมาะสม 6. วิเคราะห์ข้อค้นพบ ด้วยวิธีการที่เหมาะสม 16 40


25 โครงสร้างรายวิชา การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ รหัสวิชา I 20201 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 เวลา 40 ชั่วโมง จ านวน 1 หน่วยกิต หน่วย ที่ ชื่อหน่วย การเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ สาระส าคัญ ชั่วโมง น้ าหนัก คะแนน 3 รอบรู้และ เห็นคุณค่า 7. สังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม 8. เสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็น ระบบด้วยองค์ความรู้ จากการค้นพบ 9. เห็นประโยชน์และ คุณค่าของการศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง 7. การสังเคราะห์ สรุปองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม 8. การเสนอแนวคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ด้วยองค์ความรู้จากการค้นพบ 9. ประโยชน์และคุณค่า ของการศึกษาค้นคว้า ด้วยตนเอง 12 30 ก่อน/หลังการสอบกลางภาค 60 สอบกลางภาค 20 รวมระหว่างภาค 80 ปลายภาค 20 รวมทั้งสิ้น 100


26 3. การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) 3.1 ค ำจ ำกัดควำมของกำรเรียนรู้เชิงรุก จากการศึกษาความหมายรวมถึงแนวคิดของการจัดการเรียนรู้เชิงรุกจากนักวิชาการหลาย ท่าน ผู้เขียนสามารถสังเคราะห์ค าจ ากัดความของการเรียนรู้เชิงรุกได้ดังนี้ การเรียนรู้เชิงรุกเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะต้องร่วมกันจัดกระท ากับข้อมูล หรือประสบการณ์ต่าง ๆ จากการปฏิบัติงานจริง และจะต้องสร้างความหมายให้กับสิ่งนั้น ๆ จนเกิด เป็นองค์ความรู้ของตนเอง ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในสมองและกระบวนการปฏิสัมพันธ์ ทางสังคมระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน จึงถือว่าเป็นกระบวนการทั้งทางด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กัน 3.2 แนวคิดของการเรียนรู้เชิงรุก กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุกมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) (Lee, Linh & Thatong, 2017) ที่มีทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา(Intellectual Development Theory) ของเพียเจต์ (Piaget) และของวีก็อทสกี้ (Vygotsky) เป็นรากฐานที่ส าคัญ (ทิศนา แขมมณี, 2553) ซึ่งมีแนวคิดว่าการเรียนรู้ของผู้เรียนจะเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา โดยจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ อย่างเป็นล าดับขั้นตามธรรมชาติ จึงไม่ควรเร่งผู้เรียนให้ข้าม พัฒนาการขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง แต่ควรจัดประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของผู้เรียนในช่วงที่ผู้เรียน ก าลังจะพัฒนาไปสู่อีกขั้นที่สูงกว่า ซึ่งพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนจะมีการปรับตัวเมื่อผู้เรียน รับและซึมซับข้อมูลหรือประสบการณ์ใหม่เข้าไปสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม สอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองที่ให้ความส าคัญกับกระบวนการและวิธีการของผู้เรียน ในการสร้างองค์ความรู้จากประสบการณ์ รวมทั้งโครงสร้างทางปัญญาและความเชื่อที่ใช้ในการแปล ความหมายของเหตุการณ์และสิ่งต่าง ๆ (Jonassen, 1992) การสร้างองค์ความรู้ของแต่ละบุคคล จึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวเพราะการแปลความหมายขึ้นอยู่กับการรับรู้ ประสบการณ์ ความเชื่อ ความต้องการ ความสนใจ และภูมิหลังของแต่ละบุคคลซึ่งแตกต่างกัน ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเองนี้เป็น กระบวนการที่ผู้เรียนจะต้องมีการจัดกระท ากับข้อมูล ไม่เพียงแต่รับข้อมูลเข้ามาเท่านั้น (Fosnot, 1992) ท าให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเรียนรู้ ขณะที่ผู้สอนช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ กับเนื้อหาและสร้างองค์ความรู้ของตนเอง (Bachman& Bachman, 2011) 3.3 ลักษณะของการเรียนรู้เชิงรุก กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก ผู้เรียนจะถูกเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับความรู้ ไปสู่การมีส่วนร่วม ในการสร้างองค์ความรู้ (Fedler & Brent, 1996) โดยผู้เรียนต้องมีการปฏิบัติมากกว่าการฟัง พวกเขา ต้องมีการอ่าน เขียน อภิปราย หรือร่วมกันแก้ไขปัญหา สิ่งส าคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วมของผู้เรียนต้องมี ส่วนร่วมในกระบวนการคิดขั้นสูง เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินผล (Chickering & Gamson, 1987 cited in Bonwell & Eison, 1991) จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ซึ่งจะมี ส่วนส าคัญที่ส่งผลต่อความคงทนในการเก็บรักษาความรู้เมื่อเวลาผ่านไป (Berry, 2008) ผู้สอนจึงมี ส่วนส าคัญต่อการก าหนดทิศทางอย่างมีนัย รวมถึงโครงสร้างของการจัดกระบวนการเรียนรู้ (Mayer, 2004; Kirschner & Clark, 2006) อีกทั้งการจัดกิจกรรมและสภาพแวดล้อมที่จะช่วยกระตุ้น ให้ ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกระท ากับข้อมูล เนื้อหา หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านการลงมือปฏิบัติ ร่วมกับผู้เรียนคนอื่น และจะต้องสร้างความหมายให้กับสิ่งนั้น ๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเอง


27 ซึ่งเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธ์ภายในสมอง และกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้เรียนกับ ผู้เรียน จึงถือว่าเป็นกระบวนการทั้งทางด้านสติปัญญาและสังคมควบคู่กันไป 3.4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยการเรียนรู้เชิงรุก ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีเป้าหมายคุณภาพตามบันได 5ขั้น ภายใต้สาระการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ผู้สอนสามารถจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เป็นศูนย์กลาง ของกระบวนการเรียนรู้ มีการจัดกระท ากับข้อมูล ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง มีการร่วมมือในการท างาน กับผู้เรียนคนอื่น จนเกิดการสร้างองค์ความรู้ของตนเอง จากรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวน การคิดและการลงมือปฏิบัติ เช่น 1) การจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ (Experiential Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่จ าเป็นต่อการเรียนรู้ในเรื่องที่ต้องเรียนรู้ก่อน จากนั้นจึงให้ผู้เรียนสังเกต ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น และน าข้อมูลมาพิจารณาอภิปรายร่วมกัน เพื่อสร้าง ความคิดรวบยอดในเรื่องนั้น ๆ แล้วจึงน าความคิดที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตต่อไป 2) การจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Learning) เป็นการ จัดการเรียนรู้โดยผู้สอนอาจน าผู้เรียนไปพบกับสถานการณ์ปัญหาจริงหรืออาจจัดสถานการณ์ให้ผู้เรียน เผชิญกับปัญหา เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม ซึ่งจะ ท าให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจถึงสาเหตุและผลของปัญหานั้น ๆ อย่างชัดเจน ได้วิธีการในการแก้ไข ปัญหาอย่างหลากหลาย อีกทั้งช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิด และกระบวนการแก้ปัญหาต่าง ๆ 3) การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นหลัก (Project-Based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้โดย ให้ผู้เรียนได้เลือกท าโครงงานที่ตนเองสนใจ โดยมีการส ารวจ สังเกต ก าหนดหัวข้อ ร่วมกันวางแผน การท างาน ศึกษาข้อมูลความรู้ และลงมือปฏิบัติงานตามแผนการท างานที่ก าหนดไว้จนเกิดข้อค้นพบ หรือผลงาน แล้วเขียนรายงานผลและเผยแพร่แก่สาธารณะ จากนั้นจึงน าผลงานรวมถึงประสบการณ์ที่ ได้ทั้งหมดมาอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกัน และสรุปองค์ความรู้ที่ได้รับจากประสบการณ์การท า โครงงานนั้น ๆ 4) การจัดการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการคิดเป็นหลัก (Thinking-Based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้โดยผู้สอนจะต้องใช้รูปแบบ วิธีการ และเทคนิคการสอน ที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิด ความคิดต่อยอดจากความคิดที่มีอยู่เดิม เช่น มีการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดใคร่ครวญ จนเกิด ความคิดที่มีความละเอียดรอบคอบ มีเหตุมีผล มีวิจารณญาณยิ่งขึ้น เป็นต้น 5) การจัดการเรียนรู้ แบบเน้นกระบวนการกลุ่มเป็นหลัก (Group Process-Based Learning) เป็นการจัดการเรียนรู้โดยให้ ผู้เรียนได้ท างานหรือกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่ม รวมถึงแนะน าวิธีการ กระบวนการ และประโยชน์ของ การท างานกลุ่มควบคู่ไปกับการช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้เนื้อหาสาระตามวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ 6) การจัดการเรียนรู้แบบเน้นกระบวนการวิจัยเป็นหลัก (Research-Based Learning) เป็น การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการวิจัยเป็นพื้นฐาน โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือท างานวิจัยในเรื่องที่ ตนเองสนใจและเกี่ยวข้องกับหัวข้อการเรียนรู้ที่ก าหนดไว้ เพื่อฝึกฝนทักษะการวิจัย รวมถึงการคิด วิเคราะห์ และสังเคราะห์ รูปแบบการจัดการเรียนรู้ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างของกระบวนการจัดการ เรียนรู้ที่กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดกระท ากับข้อมูล เนื้อหา หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่าน การลงมือปฏิบัติ ร่วมกับผู้เรียนคนอื่น จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเองโดยเป็นไปตามกระบวนการ เรียนรู้เชิงรุก ท าให้ผู้เรียนสามารถเก็บรักษาความรู้ได้คงทนยิ่งขึ้น


28 3.5 บทบาทของผู้สอนในการจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยการเรียนรู้เชิงรุก ในการจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองด้วยการเรียนรู้เชิงรุกผู้สอนจะมีบทบาทส าคัญ ในการก าหนดทิศทาง และโครงสร้างของการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน เช่น 1) เป็นผู้ก าหนด ทิศทางอย่างมีนัย รวมถึงโครงสร้างของการจัดกระบวนการเรียนรู้ (Mayer, 2004; Kirschner & Clark, 2006) 2) เป็นผู้ช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา และสร้างความรู้ของตนเอง (Bachman & Bachman, 2011) 3) เป็นผู้สร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีปฏิสัมพันธ์ทาง สังคม การร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด และประสบการณ์ ระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน 4) เป็นผู้กระตุ้นความคิด และสร้างแรงจูงใจใฝ่เรียนรู้ของผู้เรียน 5) เป็นผู้อ านวยความสะดวก และ ช่วยเหลือผู้เรียน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก ผู้สอนจะต้องมีความสามารถทั้งในศาสตร์และศิลป์ใน การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน คือมีความรู้ในสาระการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ผู้เรียนสนใจ และ ความสามารถในการเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เหมาะสมกับหัวข้อและวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ในหน่วยการเรียนรู้นั้น ๆ จึงจะท าให้กระบวนการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การจัดการเรียนรู้เชิงรุกเป็นการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมกันลงมือปฏิบัติ พัฒนา กระบวนการคิดขั้นสูง จนเกิดเป็นองค์ความรู้ของตนเอง ซึ่งการใช้การเรียนรู้เชิงรุกในสาระการเรียนรู้ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จะมีส่วนช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้ และ มีความรู้พื้นฐานที่จ าเป็น สามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ สามารถสื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิผล มีทักษะชีวิต ร่วมมือในการท างานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จะต้องมีกระบวนการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง มีล าดับขั้นตอนที่เหมาะสม และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น ตามจุดมุ่งหมายของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล โดยเริ่มจากการให้ผู้เรียน ร่วมกันก าหนดประเด็นปัญหา ด าเนินการค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งความรู้ที่หลากหลาย มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน เพื่อน าไปสู่การเชื่อมโยงความรู้จนเกิดเป็นองค์ ความรู้ของตนเอง ซึ่งครูผู้สอนจะมีบทบาทส าคัญยิ่งในการก าหนดทิศทาง และโครงสร้างของการจัด กระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน รวมถึงการเลือกใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละหน่วยการ เรียนรู้ เพื่อการพัฒนาให้ผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ 4. กระบวนการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้น (5 steps Active learning activities) รูปแบบการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น (5 STEPs) เป็นบันไดให้นักเรียนพัฒนาไปสู่คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ โดยครูจะต้องมีความเข้าใจและมีความสามารถในการพัฒนาผู้เรียนการเรียน 5 ขั้น ประกอบด้วย 1. การตั้งประเด็นค าถาม/สมมติฐาน (Learning to question) 2. การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Learning to search) 3. การสร้าง/สรุปองค์ความรู้ (Learning to construct) 4. การสื่อสารและการน าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Learning to communication) 5. การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Learning to service) รูปแบบการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น (5 STEPs) การเรียนรู้การตั้งค าถาม เป็นจุดเริ่มต้นของ การพัฒนาการคิด การที่เราจะส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การที่จะส่งเสริมนักเรียนคิดวิเคราะห์


29 จะต้องเริ่มจากการฝึกให้ผู้เรียนมีความช่างสังเกต เกิดความสงสัย ที่จะอธิบาย ซึ่งครูจะมีบทบาทใน การให้นักเรียนฝึกตั้งค าถามให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ การเรียนรู้เพื่อแสวงหาสารสนเทศ เป็นการ สืบค้นสอบถาม สัมภาษณ์ หรือใช้วิธีทดลอง ทดสอบเพื่อรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากบุคคล จาก อินเตอร์เน็ต จากห้องสมุด เอกสารต ารา เพื่อน าข้อมูลและสารสนเทศมากลั่นกรอง และคัดสรรในส่วน ที่เป็นประโยชน์มาใช้ในชีวิตประจ าวันหรือภารกิจหน้าที่ที่รับผิดชอบ การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ เป็นขั้นตอนที่เป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ เพราะการเรียนรู้ที่ดีที่สุดของผู้เรียนต้องมีความเข้าใจใน การสรุปเหตุผล ซึ่งต้องผ่านกระบวนการที่หลากหลาย ทั้งวิธี Deductive และ Inductive มีการ อภิปราย ถกแถลงในชั้นเรียน ซึ่งครูจะท าหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator)โดยสามารถ พัฒนากระบวนการประชาธิปไตยที่ใช้เหตุผลให้ได้ข้อยุติและเกิดการยอมรับในการคิดที่แตกต่าง โดย ใช้ข้อมูลสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการตัดสิน การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร เป็นทักษะที่มีความจ าเป็นในเวทีนานาชาติ การสื่อสารทั้งเป็น ศาสตร์และศิลป์ซึ่งผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้มีทักษะด้านภาษา ตลอดจนพัฒนาเทคนิคและ ศิลปะวิธีการน าเสนอ ซึ่งครอบคลุมในมุมกว้างทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน การท า Presentation ที่ใช้ เทคโนโลยีและการใช้บุคลิก ท่าทาง ที่ท าให้เกิดความเชื่อถือและน่าฟัง การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดประการหนึ่งของการจัดการศึกษาเพราะนอกจากการศึกษาจะพัฒนาปัจเจก บุคคลแล้ว การศึกษายังจ าเป็นต้องสร้างจิตส านึกของความเป็นพลเมืองให้ผู้เรียน เรียนรู้ที่จะอยู่ ร่วมกัน ปฏิบัติหน้าที่ในทางสร้างสรรค์ เกื้อกูลซึ่งกันและกัน มีจิตสาธารณะ น าปัญหาสังคม มาขบคิด และหาทางในการพัฒนาสังคมให้ดีกว่าเดิม ซึ่งในที่สุดสังคมที่เรามุ่งหวังคือสังคมที่มีสันติสุขและยั่งยืน ขั้นตอนวิธีการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น (5 STEPs) ขั้นตอนที่1การเรียนรู้การตั้งค าถามหรือขั้นตั้งค าถาม เป็นขั้นที่นักเรียนฝึกสังเกตสถานการณ์ ปรากฎการณ์ต่างๆ จนเกิดความสงสัย จากนั้นนักเรียนฝึกตั้งค าถามส าคัญ รวมทั้งการคาดคะเนค าตอบ ด้วยการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ และสรุปเป็นค าตอบชั่วคราว ทักษะที่จ าเป็น 1. การสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด 2. การตั้งค าถาม เป็นขั้นฝึกให้เด็กสงสัย ให้ตั้งค าถามระดับต่ า และค าถามระดับสูง 3. การเข้าถึงข้อมูล โดยการอ่าน ฟัง ดู จดบันทึก (Literacy) เพื่อหาค าตอบที่ได้จาก การคาดคะเน ซึ่งต้องอาศัยการใช้เหตุผลแบบอุปนัย (Induction reasoning) เพื่อสรุปค าตอบของ ปัญหา ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ เป็นขั้นตอนการออกแบบ/วางแผนเพื่อรวบรวม ข้อมูล สารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้งการทดลอง เป็นขั้นที่นักเรียนใช้หลักการนิรนัย (Deduction reasoning) เพื่อการออกแบบเก็บข้อมูล ทักษะที่จ าเป็น 1. การสืบค้นข้อมูลรวมทั้งการกลั่นกรองข้อมูล 2. การสื่อสาร (Literacy) 3. การนิรนัย (reasoning) 4. การใช้ตัวเลข (numeracy) ในการวัด (measuring) การวิเคราะห์


30 ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้เป็นขั้นที่นักเรียนมีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณ และเชิง คุณภาพ การสื่อความหมายข้อมูล,ด้วยแบบต่าง ๆ หรือด้วยผังกราฟิก การแปลผล จนถึงการสรุปผล หรือการ สร้างค าอธิบาย เป็นการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเป็นแก่นของความรู้ประเภท 1) ข้อเท็จจริง 2) ค านิยาม 3) มโน ทัศน์ 4) หลักการ 5) กฎ 6) ทฤษฎี ได้ด้วยตนเอง ทักษะที่จ าเป็น 1. การวิเคราะห์ข้อมูล และการใช้ตัวเลข รวมทั้งค่าสถิติ (numeracy) 2. การสื่อความหมายข้อมูล (literacy) 3. การแปลผลข้อมูล การอ่านจากการวิเคราะห์ข้อมูล (literacy) 4. การให้เหตุผลอุปนัย (Induction reasoning) ในการสรุปผลหรือสร้างองค์ความรู้ ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร คือขั้นน าเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจ อาจเป็นการน าเสนอด้วยการเขียน และน าเสนอด้วยวาจา ทักษะที่จ าเป็น 1. การสื่อสาร (literacy) 2. การสรุปด้วยภาษาที่เป็นที่เข้าใจ 3. การน าเสนอข้อมูล 3.1 การเขียน เช่น ความเรียง เรียงความ เขียนรายงานวิชาการ เขียน รายงานการวิจัย เขียนบทความ เป็นต้น 3.2 การน าเสนอด้วยวาจา คือ การพูดน าเสนออย่างมีคุณภาพในห้องเรียน ในชุมชน ตลอดจนน าเสนอในระดับประเทศ และระดับนานาชาติ ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นขั้นตอนของการฝึกนักเรียนให้น าความรู้ที่ เข้าใจ น าการ เรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือเห็นประโยชน์ต่อส่วนรวมด้วยการท างานเป็น กลุ่ม ร่วมกันสร้างผลงงานที่ได้จากการแก้ปัญหาสังคมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นความรู้ แนวทาง สิ่งประดิษฐ์ ซึ่งอาจเป็นนวัตกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นการแสดงออกของความเกื้อกูล (caring) และแบ่งปัน (sharing) ให้สังคม มีสันติและยั่งยืน ทักษะที่จ าเป็น 1. การท างานกลุ่มอย่างต่อเนื่อง 2. การประยุกต์ความรู้และการเรียนรู้ 3. การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (creative problem solving) 4. ทักษะความรับผิดชอบ 5. ทักษะการแสดงความเกื้อกูล และแบ่งปัน ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ โดยส านักบริหารงานการมัธยมศึกษาตอนปลาย ส านักงานคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความมุ่งมั่นต่อการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การยกระดับโรงเรียนชั้นน าที่มีความพร้อมให้เป็นโรงเรียนดีมีมาตรฐานสากล หรือที่เรียกกันว่า World-Class Standard School เพื่อสร้างคนไทยรุ่นใหม่ให้เป็นคนดีของสังคมโลก โดยคาดหวัง ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเทียบเคียงมาตรฐานสากล ยกระดับการบริหารจัดการระบบคุณภาพ


31 พร้อมรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งนี้โรงเรียนมาตรฐานสากลมุ่งสร้างผู้เรียนให้มีศักยภาพด้วย การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนที่ใช้เป็นเป้าหมายในการยกระดับการจัดการศึกษา ของทั้งโรงเรียน การออกแบบหลักสูตรจะต้องสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งผู้เรียนจะเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามที่ก าหนด มีการพัฒนาต่อยอดคุณลักษณะที่เทียบเคียงกับสากล โดยโรงเรียนต้องพิจารณาให้ สอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความพร้อมและจุดเน้นที่แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละโรงเรียน ส่วน "บันได 5 ขั้น" ของการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากลเพื่อพัฒนาผู้เรียน สู่คุณภาพที่คาดหวังคือ ขั้นที่ 1 การตั้งประเด็นค าถามและสมมุติฐาน (Hypothesis Formulation) เป็นการฝึกให้ ผู้เรียนรู้จักคิด สังเกต ตั้งข้อสงสัย ตั้งค าถามอย่างมีเหตุผล ขั้นที่ 2 การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นการฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมูล และสารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย เช่น ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต หรือจากการปฏิบัติทดลอง เป็นต้น ขั้นที่ 3 การสรุปองค์ความรู้ (Knowledge Formation) เป็นการฝึกให้น าความรู้และ สารสนเทศ หรือข้อมูลที่ได้จากการอภิปราย การทดลอง มาคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ และสรุปเป็นองค์ ความรู้ ขั้นที่ 4 การสื่อสารและการน าเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็น การฝึกให้น า ความรู้ที่ได้มาน าเสนอและสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้เกิดความเข้าใจ ขั้นที่ 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการน าความรู้สู่การปฏิบัติ ซึ่งผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในบริบทรอบตัวและบริบทโลกตามวุฒิภาวะที่เหมาะสม โดยจะน าองค์ ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ และในการจัดการเรียนรู้ตามบันได 5 ขั้นนั้นมีหลายวิธี แต่วิธีการหนึ่งที่ยอมรับกันว่ามี ประสิทธิภาพและใช้กันอย่างกว้างขวางเป็นการเปิดโลกกว้างให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างอิสระใน เรื่องหรือประเด็นที่สนใจ คือ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study : IS) ดังนั้น ใน โรงเรียนมาตรฐานสากลจึงน าบันได 5 ขั้นสู่การจัดการเรียนการสอนโดยผ่านรายวิชา "การศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง" ซึ่งเป็นรายวิชาเพิ่มเติมประกอบด้วย 3 สาระ ดังนี้ IS 1 การศึกษาค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formation) เป็น สาระที่มุ่งให้ผู้เรียนก าหนดประเด็นปัญหา ตั้งสมมุติฐาน ค้นคว้า แสวงหาความรู้และฝึกทักษะการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ (บันไดขั้นที่ 1-3) IS 2 การสื่อสารและการน าเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระที่มุ่งให้ ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้รับ มาพัฒนาวิธีการถ่ายทอด สื่อสารความหมาย แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ ด้วยวิธีการน าเสนอที่เหมาะสม หลากหลายรูปแบบและมีประสิทธิภาพ (บันไดขั้นที่ 4) IS 3 การน าองค์ความรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เป็นสาระที่มุ่งให้ผู้เรียน น าและประยุกต์องค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ หรือน าไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดบริการสาธารณะ (Public Service) (บันไดขั้นที่ 5)


32 การที่จะจัดการเรียนการสอนแก่ผู้เรียนเพื่อให้เกิดความรู้ที่แท้จริงต้องเข้าใจระบบการท างาน ของสมอง (Wolfe. 2001 : 103-108) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget) ที่เน้นกลไกการเรียนรู้ที่น าไปสู่การสร้างความรู้(Fosnot. 1996 : 11) คือ เมื่อบุคคลปะทะ สัมพันธ์กับประสบการณ์หนึ่ง ๆ ถ้าข้อมูลหรือประสบการณ์นั้นสัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทาง ปัญญาที่มีอยู่แล้วจะเกิดกระบวนการซึมเข้ากับโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม แต่ถ้าข้อมูล หรือ ประสบการณ์ไม่สัมพันธ์กับความรู้หรือโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่แล้วจะเกิดภาวะไม่สมดุลท าให้ บุคคลพยายามเรียนรู้เพื่อปรับสมดุลทางปัญญาโดยการสร้าง โครงสร้างทางปัญญาขึ้นใหม่ เกิดเป็น ความรู้ใหม่ของบุคคลนั้น รายวิชา บันได 5 ขั้น IS 3 5 การบริการสังคม และจิตสาธารณะ (Public Service) IS 2 4 การสื่อสาร และการน าเสนอ (Effective Communication) IS 1 3 การสร้างองค์ความรู้(Knowledge Formation) 2 การสืบค้นความรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) 1 การตั้งประเด็นปัญหา และสมมุติฐาน (Hypothesis Formulation) การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองกับบันได 5 ขั้น ที่มา : ฟาฎินา วงศ์เลขา. 2555 : 23. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นวิธีการที่ยอมรับกันว่ามีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียน ให้มีความพร้อมในการศึกษาต่อ และท างานในโลกกว้างด้วยการศึกษาค้นคว้าได้อย่างอิสระ จึงมีการ น าไปใช้อย่างแพร่หลาย และกว้างขวาง สิ่งส าคัญที่ควรค านึงถึง คือ กระบวนการน าไปใช้ต้อง พิจารณาความพร้อม วัย และพัฒนาการของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกัน ด้านความถนัด ความสนใจ และความพร้อมในการเรียนรู้ครูผู้จัดการเรียนรู้และผู้เรียน ตระหนักในความส าคัญของสภาพที่เป็นจริงดังกล่าวย่อมได้รับความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของการศึกษามากขึ้น 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นิยม ทองทับและณรงค์ฤทธิ์ อินทนาม.(บทคัดย่อ: 2559). ได้ท าการวิจัยปฏิบัติการพัฒนา ทักษะการจัดการในรายวิชาการงานอาชีพโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านกระบวนการสอน 5 STEPs ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแขมใต้ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการปฏิบัติการพัฒนาทักษะ การจัดการในรายวิชาการงานอาชีพ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านแขมใต้ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 และ เพื่อเปรียบเทียบระดับทักษะการจัดการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่5 โรงเรียนบ้านแขมใต้ ก่อน


33 และหลังการปฏิบัติการพัฒนาทักษะการจัดการ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 19 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้12 แผน 2) แบบทดสอบทักษะการจัดการ 3)แบบทดสอบทักษะการจัดการท้ายวงจร 4) แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน 5) แบบสัมภาษณ์นักเรียน 6) แบบสังเกตพฤติกรรม การสอนของครู สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ร้อยละของคะแนนพัฒนาการ ผลการวิจัยพบว่า 1.การปฏิบัติการพัฒนาทักษะการจัดการโดยกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ กระท าซ้ า 3 วงจรปฏิบัติการ ใช้เวลาสอน 12 ชั่วโมง แต่ละวงจรประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นวางแผน 2) ขั้น ปฏิบัติการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านกระบวนการสอน 5 STEPs 3) ขั้นสังเกต และ 4)ขั้น การสะท้อนผล น าข้อมูลด้านบวกมาพัฒนาและน าข้อมูลด้านลบมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นในวงจรต่อไป 2.ผลการเปรียบเทียบระดับทักษะการจัดการก่อน และหลังการปฏิบัติการโดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านกนะบวนการสอน 5 STEPs พบว่า นักเรียนมีทักษะการจัดการหลัง ปฏิบัติการ สูงว่าก่อนปฏิบัติการ โดยภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละของพัฒนาการเท่ากับ 65.14 อยู่ในระดับสูงมาก วยุรี วงค์สมศรี (บทคัดย่อ:2560). ได้ท าการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs). ขอนแก่น: โรงเรียนขามแก่นนคร การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) 2) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้ผู้เรียนอย่างน้อย ร้อยละ 70 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป และ 3) ศึกษาความ คิดเห็นของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ผลการวิจัย พบว่า กิจกรรมการเรียนรู้วิชาภาษาไทย สาระที่4 หลักการใช้ภาษาไทย ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ประกอบด้วยขั้นตอนที่ส าคัญ คือ 1) ขั้นการเรียนรู้ตั้งค าถาม (learning to Question) ครูจะน าเสนอปัญหา ภาพสถานการณ์คลิป วีดีโอกรณีตัวอย่างเพื่อให้นักเรียนได้รับรู้ถึงปัญหาหรือสถานการณ์ปัญหา เพื่อสร้างความรู้สึกอยากรู้ อยากเห็น ท าให้ผู้เรียนเห็นคุณค่า ความส าคัญ และประโยชน์ของสิ่งที่จะเรียน 2) ขั้นการเรียนรู้ แสวงหาสารสนเทศ (Learning to Search) ครูจัดหาสื่อ และแหล่งเรียนรู้ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนได้ แสวงหาความรู้หรือข้อมูลจากสื่อ และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายภายในโรงเรียน 3) ขั้นการเรียนรู้เพื่อ สร้างองค์ความรู้ (Learning to Construct) เน้นให้นักเรียนน าข้อมูลหรือค้นพบที่ได้จากการแสวงหา ความรู้ที่ได้มาสรุปความคิดรวบยอดเพื่อเป็นค าตอบของปัญหาที่ผู้เรียนได้รับองค์ความรู้อย่างเหมาะสม 4) ขั้นการเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร (Learning to Communicate) เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้ถ่ายทอดองค์ ความรู้ แนวคิดต่าง ๆ ที่เกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยผ่านตัวแทนกลุ่ม ออกมาน าเสนอค าตอบ ของปัญหาที่ได้รับ และอภิปรายร่วมกันระหว่างกลุ่ม ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละ บุคคล 5) ขั้นการเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม (Learning to Service) เน้นให้ผู้เรียนน าความรู้ที่ได้จาก


34 การเรียนรู้ มาจัดท าเป็นสื่อหรือชิ้นงานตามความถนัด และความสนใจของกลุ่ม เพื่อเผยแพร่แก่ผู้ที่ สนใจด้วยวิธีการที่หลากหลาย และครูจัดเตรียมโอกาสให้นักเรียนน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม และเกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจ าวัน การน ารูปแบบการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ เรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) มาใช้ในการสอน 3 วงจร ท าให้นักเรียนมีการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทยสูงขึ้น โดยวงจรที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 76.33 วงจรที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 79.33 และวงจรที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 83.33 นักเรียนร้อยละ 90.00 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตั้งแต่ร้อยละ 70 ขึ้นไป โดยนักเรียนทั้งชั้นมีคะแนน เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 77.78 คะแนนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่ก าหนดไว้คือร้อยละ 70 ของคะแนน เต็ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผ่านการเรียนวิชาภาษาไทย สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย โดย ใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) มีความคิดเห็นต่อตัวบ่งชี้บทบาทในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ทั้งด้านผู้เรียนและด้านผู้สอน อยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้ โดยในด้านผู้เรียน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออกมากที่สุด คือ นักเรียนได้น าเสนอแนวคิด อย่างอิสระ คิดเป็นร้อยละ 92.00 ส่วนด้านผู้สอน บทบาทและพฤติกรรมที่ผู้สอนแสดงออกมากที่สุด คือ ครูเตรียมสถานการณ์ที่นักเรียนได้ค้นคว้า สืบเสาะ รวบรวมข้อมูล คิดเป็นร้อยละ 90.00 นิตยา พรมพื้น (บทคัดย่อ:2562) ได้ท าการศึกษาผลการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์หน่วยการเรียนรู้เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจใระดับประเทศ สาระเศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. จัดท าแผน การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ส าหรับพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้แบบ มีการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ปัญหาเศรษฐกิจในระดับประเทศของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ภูกระดึงวิทยาคม อ าเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2. เพื่อ เปรียบเทียบและวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้แบบมีการคิดวิเคราะห์ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจในระดับ ประเทศ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อ าเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จากการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม อ าเภอภูกระดึง จังหวัดเลย จ านวน 28 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) 2) แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีค่าความยาก (p) อยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.57 ค่าอ านาจจ าแนกอยู่ ระหว่าง 0.47 ถึง 0.80 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิจัย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที่แบบไม่อิสระ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1. แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) มีประสิทธิภาพ 75.54/92.68 2.ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05


Click to View FlipBook Version