มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั
Professional Standards for The Art of Healing
in Occupational Therapy
คณะกรรมการวชิ าชีพสาขากิจกรรมบําบดั
อนมุ ตั ิ
ในการประชมุ ครังที 26-1/2554 วนั ที 14 มีนาคม 2554
คณะกรรมการวิชาชีพสาขากิจกรรมบําบดั
สาํ นกั สถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
กรมสนบั สนนุ บริการสขุ ภาพ
กระทรวงสาธารณสขุ
ชือหนงั สอื : มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบําบดั
Professional Standards for The Art of Healing in Occupational Therapy
จดั ทําโดย : สาํ นกั สถานพยาบาลและการประกอบโรคศลิ ปะ
กรมสนบั สนนุ บริการสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสขุ
พิมพ์ครังที 1 : พฤษภาคม 2554 จํานวน 200 เลม่
พมิ พ์ที : บริษัท อาร์ตควอลไิ ฟท์ จํากดั
67 ท๊อปส์ซเู ปอรืมาเก็ต ชนั 3 เขตจตจุ กั ร กรุงเทพฯ 10900
ก
คาํ นํา
ตามความในมาตรา 23(7) แหงพระราชบญั ญตั ิการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ให
อํานาจแกค ณะกรรมการวชิ าชพี สาขากจิ กรรมบาํ บัดในการสงเสริม การพัฒนา และกําหนด
มาตรฐานการประกอบโรคศิลปะในสาขากจิ กรรมบําบัด คณะกรรมการวิชาชพี สาขากจิ กรรมบาํ บดั
โดยคณะอนุกรรมการวิชาชพี สาขากิจกรรมบําบดั ดานพฒั นามาตรฐานวชิ าการจึงไดร า งมาตรฐาน
การประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด เพื่อใหการประกอบโรคศิลปะมีความเหมาะสมและมี
ประสิทธิภาพ มิใหเกิดการแสวงหาผลประโยชนหรือใชวิชาชีพโดยมิชอบ ทําใหเกิดความเสียหายแก
ประชาชน และไดดําเนินการสัมมนา วิพากษ มาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด
คร้ังที่ 1 ในวันท่ี 4 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2548 และคร้ังที่ 2 ในวันท่ี 5 – 6 มีนาคม 2552 ณ โรงแรม
มารวยการเดน กรุงเทพฯ ซึ่งไดรับขอเสนอแนะแนวทางปฏิบัติจากผูประกอบโรคศิลปะสาขา
กิจกรรมบําบัด คณะอนุกรรมการวิชาชีพฯ จึงเห็นสมควรนําขอเสนอแนะมาพิจารณาและปรับปรุง
เพ่ิมเติม รวมทั้งใหสอดคลองกับปญหาสุขภาพและสถานการณ ผูประกอบโรคศิลปะสาขา
กิจกรรมบําบัดจึงควรมีความรู ความสามารถ และเจตคติที่ดีในการใหบริการทางกิจกรรมบําบัด
อยางมีคุณภาพและไดมาตรฐานเปนไปในทางเดียวกันในระดับประเทศและสากล สงผลตอ
ความเขมแข็ง การยอมรบั ของวชิ าชีพกจิ กรรมบาํ บัด
สาระสําคัญของมาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด จําแนกเปน 3 ดาน
ไดแก มาตรฐานโครงสรางการใหบริการกิจกรรมบําบัด มาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบําบัด
และมาตรฐานผลลพั ธการใหบ ริการกจิ กรรมบําบดั
มาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัดน้ี เปนขอกําหนดสําหรับผูประกอบ
โรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัดในการใหก ารบรกิ ารทางกิจกรรมบําบัดท่ีมีคุณภาพและไดมาตรฐาน
และสถาบันผูผลิตบัณฑิตกิจกรรมบําบัดควรกําหนด ความรูความสามารถทางวิชาชีพในหลักสูตร
วิทยาศาสตรบณั ฑิต (กิจกรรมบาํ บดั ) ใหส อดคลอ งกับมาตรฐานน้ี
(รศ.สรอ ยสดุ า วิทยากร)
ประธานกรรมการวชิ าชีพสาขากจิ กรรมบําบดั
14 มีนาคม 2554
ข หนา
ก
สารบญั
1
คํานาํ 4
บทนาํ 4
ประวตั คิ วามเปน มาของกจิ กรรมบําบดั 7
ปรัชญา 11
ความหมายของคําท่ีเกย่ี วขอ ง 19
มาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบําบดั 22
มาตรฐานโครงสรางการใหบ ริการกิจกรรมบําบัด
มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านกิจกรรมบาํ บดั 26
มาตรฐานผลลัพธก ารใหบ รกิ ารกจิ กรรมบําบัด 34
บรรณานุกรม 35
ภาคผนวก 43
ภาคผนวกท่ี 1 ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวา ดว ยการรกั ษาจรรยาบรรณแหง
48
วิชาชพี ของผูประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั พ.ศ. 2548
และระเบยี บกระทรวงสาธารณสุขวา ดวยขอ จํากัดและเงอื่ นไขใน 49
การประกอบโรคศิลปะของผูประกอบโรคศิลปะสาขา 68
กจิ กรรมบาํ บดั พ.ศ. 2552
ภาคผนวกท่ี 2 ตัวอยางใบรับรองการใหบริการทางกจิ กรรมบาํ บดั
ภาคผนวกที่ 3 ทกั ษะทางคลินกิ และความรูความสามารถเฉพาะวิชาชพี
ภาคผนวกท่ี 4 แหลง การคนหาเครอื่ งมอื
ภาคผนวกท่ี 5 ความรใู นหลกั กฎหมายทั่วไปและกฎหมายท่เี กีย่ วขอ งกบั
การประกอบวชิ าชพี กิจกรรมบาํ บัด ตลอดจน กฎระเบียบ
ขอ บังคับตาง ๆ
ภาคผนวกที่ 6 แบบประเมินมาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขา
กจิ กรรมบําบัด
ภาคผนวกท่ี 7 คณะกรรมการวชิ าชีพ และคณะอนกุ รรมการวชิ าชพี
1
บทนาํ
ตามพระราชกฤษฎีกากําหนดใหสาขากิจกรรมบําบัดเปนสาขาการประกอบโรคศิลปะ ตาม
พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2545 ประกอบกับรัฐธรรมนูญแหง
ราชอาณาจักรไทย มาตรา 51 กําหนดไววา บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่
เหมาะสมและไดมาตรฐาน และตามความในมาตรา 23 (7) แหงพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ
พ.ศ. 2542 กําหนดใหคณะกรรมการวิชาชีพสาขากิจกรรมบําบัดมีหนาท่ีสงเสริม พัฒนา และกําหนด
มาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด เพื่อควบคุมใหการประกอบโรคศิลปะมีความ
เหมาะสม มีประสิทธิภาพ มิใหมีการแสวงหาผลประโยชนหรือใชวิชาชีพโดยมิชอบ ทําใหเกิดความ
เสยี หายแกป ระชาชน นอกจากน้ีตามระเบียบกระทรวงสาธารณสุขวาดวยจรรยาบรรณแหงวิชาชีพของผู
ประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด พ.ศ. 2548 หมวด 3 ขอ 10 ยังกําหนดใหผูประกอบโรคศิลปะ
สาขากิจกรรมบําบัดตองรักษามาตรฐานของการประกอบวิชาชีพกิจกรรมบําบัด คณะกรรมการวิชาชีพ
สาขากิจกรรมบําบัดจึงไดกําหนดมาตรฐานการประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด พ.ศ. 2554 ซ่ึง
เปน มาตรฐานของการใหบรกิ ารทางกิจกรรมบําบัด เพื่อใหห นว ยบรกิ ารทางกิจกรรมบําบัดไดมีแนวทางที่
จะนาํ ไปกาํ หนดมาตรฐานท่ีเฉพาะและเหมาะสมกับหนวยบริการแตละแหง ซึ่งจะนําไปสูการใหบริการที่
มคี ณุ ภาพตอ ไป
ประวตั คิ วามเปนมาของกจิ กรรมบาํ บดั
ในชวงของสงครามโลกครง้ั ท่ี 1 และ 2 มที หารบาดเจบ็ และพิการเปน จํานวนมาก สง ผลใหไม
สามารถทาํ กจิ วตั รประจาํ วนั ไดด วยตนเอง วชิ าชพี กจิ กรรมบาํ บัดจงึ เกดิ ข้ึน โดยมงุ ใหค วามสาํ คญั ตอ
การฝกความสามารถในการทาํ กจิ วตั รประจาํ วนั ดวยตนเอง กอใหเ กดิ สถาบนั ตา งๆ ทางกจิ กรรมบาํ บดั
ขน้ึ เชน เมือ่ ป พ.ศ. 2451 ทีป่ ระเทศสหรฐั อเมริกา ใน Chicago และ Marblehead ไดมีการอบรม
บุคลากรในโรงพยาบาลเกยี่ วกบั งานฝม ือในผปู ว ยโรคจติ ในป พ.ศ. 2458 มกี ารจดั ตง้ั โรงเรยี น
กจิ กรรมบําบดั แหงแรกท่ี Chicago ช่ือ " Henry P. Evill School of Occupation’’ และป พ.ศ. 2473
ในประเทศองั กฤษมกี ารจดั ตงั้ โรงเรยี นกิจกรรมบําบัดแหงแรก ทศ่ี นู ยบ าํ บดั ผูป ว ยโรคจติ ประสาท ใน
Briston จนขยายออกไปทวั่ ประเทศจาํ นวนมากกวา 14 แหง
งานกิจกรรมบําบัดไดแพรหลายไปเกือบท่ัวโลก มีการกอตั้งสมาพันธกิจกรรมบําบัดโลก
( World Federation of Occupational Therapists : WFOT) ข้ึน ในป พ.ศ. 2499 โดยการริเร่ิมของ
10 ประเทศ ไดแก ออสเตรเลีย, แคนาดา, เดนมารก, อินเดีย, อิสราเอล, นิวซีแลนด, อาฟริกาใต,
สวีเดน, องั กฤษและอเมริกา ปจจบุ ันมปี ระเทศตา ง ๆ เขา เปนสมาชิกของสมาพนั ธกวา 60 ประเทศ
2
ในประเทศไทย วิชาชีพกิจกรรมบําบัดเกิดข้ึนครั้งแรกที่โรงพยาบาลสมเด็จเจาพระยา โดย
ศาสตราจารยนายแพทย ฝน แสงสงิ แกว ไดน ําเอางานอาชีพตาง ๆ เชน งานทอ งานไม มาใหผูปวย
จิตเวชทํา เพ่ือสงเสริมการรักษา และเรียกการรักษาแบบน้ีวา “งานอาชีวบําบัด” โดยในระยะแรก
เจาหนาที่ที่ดูแลผูปวยท่ีมีทักษะงานฝมือมาทํางานดานน้ี และตอมาไดรับสมัครผูท่ีจบจากวิทยาลัย
อาชีวศึกษาเขาทํางานในแผนกอาชีวบําบัดใน ตําแหนง เจาหนาท่ีอาชีวบําบัด บุคลากรเหลานี้จะเปน
ผูที่มีความรูทางดานงานชาง งานฝมือ การเรือน การเกษตร พลศึกษา ในป พ.ศ. 2513
กองสุขภาพจิต ในขณะน้ัน (ปจจุบันคือ กรมสุขภาพจิต) ไดขอทุนรัฐบาลไทย เพ่ือไปศึกษาตอดาน
Occupational Therapy ในระดับปริญญาโท ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซ่ึง นางสาวสุชาดา อรุณศรี
เปนผูไดรับทุนไปศึกษาตอ จึงนับเปนนักกิจกรรมบําบัดคนแรกของประเทศไทย หลังจากสําเร็จ
การศึกษาไดกลับมาปฏิบัติงานท่ีกองสุขภาพจิต และไดจัดอบรมเจาหนาท่ีอาชีวบําบัดท่ีปฏิบัติงาน
ในกองสุขภาพจิตเปนรุนแรก โดยมีการนําหลักการทางกิจกรรมบําบัดมาใชปฏิบัติงานในแผนก
อาชีวบาํ บดั มากข้นึ
งานกจิ กรรมบาํ บดั หรอื อาชวี บําบดั ในผูทหี่ ยอ นสมรรถภาพทางดา นรา งกายเร่มิ ตนท่ี
โรงพยาบาลศริ ิราช โดยศาสตราจารย นายแพทย เฟอ ง สตั ยสงวน เปนผกู อ ต้งั หนว ยอาชีวบําบัดขึน้ ใน
ป พ.ศ. 2 4 9 9 เพอ่ื บาํ บดั ฟน ฟสู ภาพผปู วยในแผนกศลั ยกรรมกระดูก และมกี ารจัดอบรมทางดา น
อาชีวบาํ บัดแกเ จาหนา ทพ่ี ยาบาลท่ปี ฏบิ ตั งิ านในโรงพยาบาลประจาํ จงั หวัด สังกดั กระทรวงสาธารณสขุ
และมเี จา หนา ทอ่ี าชวี บําบัดปฏิบัตงิ านกระจายอยูทว่ั ประเทศ ถงึ แมง านดา นนี้จะมมี านาน แตก ย็ ังไมม ี
การผลติ นกั วิชาชีพท่ีมีความรูเฉพาะทางขนึ้ มเี พยี งผูผานการอบรมในหลกั สูตรประกาศนยี บัตรเจา หนาท่ี
อาชีวบาํ บัดเทา นนั้ และไดมีการจดั ตัง้ สมาคมอาชีวบาํ บดั แหง ประเทศไทย ซงึ่ ตอมาภายหลงั ไดร วมกับ
สมาคมนกั กจิ กรรมบําบดั แหง ประเทศไทยเปน สมาคมนกั กจิ กรรมบาํ บัด/อาชีวบําบัดแหง ประเทศไทย
ในป พ.ศ. 2517 คณะเทคนิคการแพทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม ไดริเริ่มโครงการจัดต้ัง
สาขาวิชาอาชีวบําบัดข้ึน มีผูรับผิดชอบโครงการคือ ศาสตราจารย นายแพทย ชัยโรจน แสงอุดม
คณบดีคณะเทคนิคการแพทย และรองศาสตราจารย นายแพทยเทอดชัย ชีวะเกตุ เปนหัวหนา
โครงการฯ โดยในระยะแรกการจดั หาอาจารยจ ะรับจากผสู ําเรจ็ การศกึ ษาระดับปริญญาตรีทาง
กายภาพบําบัดและทางการพยาบาล และมกี ารสง อาจารยที่มีรายช่ือตอไปน้ี คือ นายณรงค สุขาบูรณ
นางสาวอรพรรณ วญิ ูวรรธน นางสาวพมิ พอําไพ โภวาที นางสรอ ยสดุ า วทิ ยากร นางสาวพรทิพย
ธีรสวัสด์ิ และนางมยุรี เพชรอักษร ไปรับการศึกษาอบรมตอตางประเทศในหลักสูตร Occupational
Therapy เพ่ือที่จะไดสามารถจัดการเรียนการสอนแกนักศึกษา และใหบริการแกผูปวยได ในป พ.ศ.
2523 จึงมีการเปลี่ยนช่ือจาก “ภาควิชาอาชีวบําบัด” เปน“ภาควิชากิจกรรมบําบัด” และเริ่มเปดรับ
นักศึกษารุนแรกจํานวน 10 คน นับเปนสถาบันการศึกษาแหงแรกและแหงเดียวในประเทศไทยใน
ขณะน้ันที่เปดสอนหลักสูตรสาขาวิชากิจกรรมบําบัด หลังจากน้ันเปดรับนักศึกษาจํานวนเพ่ิมข้ึน
3
ตามลําดับ ในป 2539 ภาควิชากิจกรรมบําบัดไดมีการขอตรวจรับรองมาตรฐานของหลักสูตรกับ
WFOT ซึ่งกรรมการดานวิชาการ ของ WFOT ไดรับรองหลักสูตรกิจกรรมบําบัดของภาควิชา
กิจกรรมบาํ บัด ในการประชมุ ที่ประเทศเคนยา ในปเ ดยี วกนั
ในป พ.ศ. 2530 ไดมีการจัดตั้งองคกรวิชาชีพเปน “ชมรมกิจกรรมบําบัด” ข้ึนที่กองเวชศาสตร
ฟนฟู โรงพยาบาลพระมงกุฎเกลา กรุงเทพฯ โดยมีนางสาววลัยพร สุดจินดา เปนประธานชมรม
คนแรก มีจุดประสงคเพื่อพัฒนาวิชาชีพกิจกรรมบําบัด ตอมาป พ.ศ. 2536 เปล่ียนช่ือเปน “ชมรม
นักกิจกรรมบําบัดแหงประเทศไทย” และยายท่ีทําการไปท่ีภาควิชากิจกรรมบําบัด คณะเทคนิค
การแพทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม มีการจัดทําวารสารกิจกรรมบําบัด และจัดงานวิชาการเผยแพร
ความรูทางกิจกรรมบาํ บัดแกช ุมชน
เมื่อวันท่ี 29 มิถุนายน พ.ศ. 2538 ทางชมรมฯ ไดจดทะเบียนจัดต้ังเปนสมาคมวิชาชีพชื่อ
“สมาคมนักกิจกรรมบําบัดแหงประเทศไทย” (The Occupational Therapists Association of
Thailand) ตอมาไดมีการรวมกับสมาคมอาชีวบําบัดแหงประเทศไทย และเปลี่ยนช่ือภาษาไทยเปน
“สมาคมนักกิจกรรมบําบัด/อาชีวบําบัดแหงประเทศไทย” เพ่ือเปดโอกาสใหบุคลากรทุกระดับในสาย
งานนี้สมัครเขาเปนสมาชิกของสมาคมฯ ได หลังจากนั้น ในป พ.ศ. 2545 สมาคมฯ ไดสมัครเขาเปน
สมาชิกและไดรับการรับรองจาก WFOT ในท่ีประชุม Council Meeting ที่กรุงสตอกโฮลม ประเทศ
สวเี ดน
ในป พ.ศ. 2545 ไดรับพระมหากรุณาธิคุณมีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหตราพระราช
กฤษฎีกากําหนดใหสาขากิจกรรมบําบัดเปนสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการ
ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ.2545 ณ วันท่ี 23 กรกฎาคม 2545 และมีการแตงตั้ง
คณะกรรมการวิชาชีพสาขากิจกรรมบําบัด เพ่ือทําหนาท่ีตามกฎหมายวาดวยการประกอบโรคศิลปะ
และในป พ.ศ. 2547 เริ่มมีการสอบขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาตเปนผูประกอบโรคศิลปะสาขา
กจิ กรรมบําบัดเปนครั้งแรก ในเวลาตอมาไดมกี ารจัดทําระเบียบกระทรวงสาธารณสขุ วา ดวยการรักษา
จรรยาบรรณแหงวิชาชีพของผูประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด พ.ศ. 2548 ซึ่งถือวาเปน
มาตรฐานทางวิชาชีพฉบับแรกท่ีมีการประกาศใช และในวันท่ี 20 มีนาคม พ.ศ. 2550 สํานักงาน
คณะกรรมการขาราชการพลเรือน ไดกําหนดใหมีสายงานนักกิจกรรมบําบัด และมีมติอนุมัติให
ปรับปรุงสายงานวิชาการอาชีวบําบัดเปนสายงานนักกิจกรรมบําบัดได โดยมีผลในวันท่ี 2 ธันวาคม
พ.ศ. 2547 และไดรับการประกาศจากสํานักงานคณะกรรมการขาราชการพลเรือนใหเปน
วิชาชพี เฉพาะโดยมผี ลบังคับใชต ้งั แตว นั ที่ 11 ธนั วาคม 2551
หลังจากที่ภาควิชากิจกรรมบําบัด คณะเทคนิคการแพทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม ไดเปด
หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขาวิชากิจกรรมบําบัด ซ่ึงรับนักศึกษารุนแรกในป 2523 ตอมาในป
4
พ.ศ. 2549 ไดมีการเปด สอนหลกั สูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิตสาขากจิ กรรมบําบัด นับถึงปการศึกษา
2552 ผลิตบัณฑิตไดจํานวน 770 คน และมหาบณั ฑติ จาํ นวน 5 คน
ในป พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยมหิดลไดเปดสอนหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิตสาขา
กิจกรรมบําบัด ท่ีคณะกายภาพบําบัดและวิทยาศาสตรการเคลื่อนไหวประยุกต ในป 2553 ไดเปล่ียน
ช่ือเปนคณะกายภาพบําบัด โดยมีการรับนักศึกษารุนแรกจํานวน 40 คน ซึ่งถือวาเปนการขยายการ
ผลติ บณั ฑติ อีกสถาบนั หนึ่ง
ปรัชญา
วิชาชพี กจิ กรรมบาํ บัดมุงพฒั นาการบรกิ ารทางกิจกรรมบาํ บัดทม่ี คี ณุ ภาพเปน เลศิ เพ่ือ
เสริมสรา งทกั ษะการดาํ เนนิ ชีวิตของบุคคล
Occupational therapy profession emphasizes to develop the best of occupational
therapy practice for enhancing life skills.
ความหมายของคําทีเ่ กีย่ วของ
มาตรฐาน (Standard) หมายความวา ส่ิงท่ีสรางขน้ึ ใชเปนเกณฑหรือพ้ืนฐานสาํ หรับเปรียบเทยี บ
เพือ่ การตดั สนิ ความสามารถ คุณภาพ ปริมาณ หรอื คณุ คาของสิง่ ใดสง่ิ หนงึ่
กจิ กรรมบาํ บดั (Occupational Therapy) หมายความวา การกระทําเกย่ี วกับความสามารถ
ของบคุ คลที่มคี วามบกพรอ งทางดา นรา งกาย จิตใจ การเรยี นรแู ละการพัฒนาเกยี่ วกบั เดก็ อารมณ
และสงั คม โดยกระบวนการตรวจ ประเมนิ สง เสริมปองกนั บาํ บัดและฟน ฟสู มรรถภาพ ใหส ามารถทาํ
กิจกรรมตา ง ๆ ได เพอื่ ใหบ คุ คลดาํ เนินชวี ติ ไดตามศกั ยภาพ โดยการนํากจิ กรรม วธิ กี าร และอุปกรณที่
เหมาะสมมาใชใ นการบาํ บดั
มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบาํ บดั (Professional Standards for
The Art of Healing in Occupational Therapy) หมายความวา ขอ กาํ หนดท่อี ธบิ ายถงึ การปฏบิ ตั ิงาน
วิชาชพี กจิ กรรมบาํ บดั ทมี่ คี ุณภาพในดานโครงสราง การปฏบิ ตั งิ าน และผลลัพธท ่ีสามารถวัดได
รวมทงั้ ใชป ระเมนิ ผลการใหบ ริการทีแ่ สดงคุณภาพของบคุ คลหรือกลุมบุคคล
การกําหนดมาตรฐานเพือ่ ใชเ ปน แนวทางในการประเมนิ และพฒั นาคุณภาพการบริการใน
หนว ยงานทีใ่ หบ รกิ ารทางกิจกรรมบาํ บดั มาตรฐานน้จี าํ แนกเปน 3 ดา น ไดแก มาตรฐานโครงสรางการ
ใหบรกิ ารกิจกรรมบาํ บดั มาตรฐานการปฏิบัติงานกจิ กรรมบาํ บดั และมาตรฐานผลลัพธการใหบ ริการ
กิจกรรมบาํ บดั
มาตรฐานโครงสรางการใหบริการกิจกรรมบําบัด (Standard of Structure) หมายความ
วา มาตรฐานบริการท่ีเก่ียวของกับอาคารสถานที่ บุคลากร การบริหารจัดการ เครื่องมือและอุปกรณ
5
โดยคํานึงถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริการทางกิจกรรมบําบัด โดยเฉพาะผูรับบริการ
ตอ งไดร บั บริการท่ีมีมาตรฐานและปลอดภัย
มาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบําบัด (Standard of Practice) หมายความวา
ขอ กําหนดการปฏบิ ตั งิ านของนักกิจกรรมบําบดั ทเ่ี ปนไปตามมาตรฐานและผา นการประเมนิ ดว ยวธิ กี าร
พิจารณาจากหลกั ฐานอยางใดอยา งหน่งึ ไดแก การบนั ทึกเปนลายลกั ษณอกั ษร การเก็บขอมูลภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหวดวยเทคโนโลยีตางๆ การสัมภาษณ การสังเกตการปฏิบัติงาน การรายงานผลการ
ปฏิบัติงาน การติดตามผล หรือการสอบถามความพึงพอใจของผูรับบริการ ญาติ ผูดูแลหรือผูท่ี
เก่ียวขอ ง
มาตรฐานผลลัพธการใหบริการกิจกรรมบําบัด (Standard of Outcomes in
Occupational Therapy Practice) หมายความวา ผลท่ีเกิดขึ้นกับผูรบั บริการจากการไดรับบริการทาง
กจิ กรรมบาํ บัด โดยวดั จากการเปล่ยี นแปลงในทางทด่ี ีขึ้นของ
1. ความสามารถในการทํางานของรา งกาย จิตใจ อารมณและสังคม
2. ความสามารถในการทํากจิ กรรมการดาํ เนินชวี ิต
3. ความพงึ พอใจของผูรบั บรกิ าร
ในการประเมนิ มาตรฐานผลลัพธ นักกจิ กรรมบําบดั ตองคํานงึ ถึงปจ จยั พืน้ ฐานของผรู ับบริการ
โดยสามารถเลือกใชก รอบแนวคดิ อยา งใดอยางหน่งึ ตามเหตผุ ลทางคลนิ กิ ดานกิจกรรมบําบัดที่เหมาะสม
กับบรบิ ทของหนว ยงาน เชน กรอบแนวคิด Person - Environment Occupation Performance
Model (PEOP) กรอบแนวคดิ Model of Human Occupation (MOHO) เปนตน
หนวยบริการทางกิจกรรมบําบัด หมายความวา รูปแบบการบริการสุขภาพในสาขา
กิจกรรมบําบัดโดยผูประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด ครอบคลุม การบริการที่จัดไวในอาคาร
สถานที่ที่มีโครงสรางและรูปแบบถาวร (Permanent Setting) เชน สถานพยาบาลของรัฐและเอกชน
ศูนยฟนฟูสมรรถภาพ สถานศึกษา เปนตน และการบริการท่ีไมไดจัดไวในอาคารสถานท่ีและมีรูปแบบ
การบริการท่ีชัดเจนแนนอน (Non-permanent Setting) เชน หนวยบริการชุมชนเคลื่อนที่ (Mobile
Community Setting)
องคกร หมายความวา สถานบริการทงั้ ภาครัฐและเอกชนท่จี ัดใหม บี รกิ ารทางกจิ กรรมบําบดั
เชน สถานบรกิ ารทางสาธารณสขุ โรงพยาบาล สถานพยาบาลตามกฎหมายวา ดว ยสถานพยาบาล
โรงเรยี น สถานศกึ ษาสาํ หรบั บคุ คลทีม่ คี วามตองการพเิ ศษ ศูนยก ารศกึ ษาพเิ ศษ ศนู ยสง เสรมิ สุขภาพ
ศนู ยฟน ฟูสมรรถภาพ ศนู ยบ าํ บัดยาเสพตดิ และองคก รสาธารณกุศล เปน ตน
หนว ยงาน หมายความวา หนวยบรกิ ารทมี่ ผี ูประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั ปฏบิ ตั ิงาน
6
การประเมนิ มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบําบดั หมายความวา การ
ตรวจสอบคุณภาพการบริการดานกิจกรรมบําบัด ซ่ึงประกอบไปดวย มาตรฐาน 3 ดาน ไดแก
มาตรฐานโครงสรางการใหบริการกิจกรรมบําบัด มาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบําบัด และ
มาตรฐานผลลัพธการใหบริการกิจกรรมบําบัด โดยหนวยท่ีมีการบริการที่จัดไวในอาคารสถานท่ีท่ีมี
โครงสรางและรูปแบบถาวร (Permanent Setting) ตองประเมินทั้ง 3 ดาน และหนวยท่ีมีการบริการที่
ไมไ ดจ ัดไวใ นอาคารสถานที่และมีรูปแบบการบริการที่ชัดเจน (Non-permanent Setting) ตองประเมิน
มาตรฐาน 2 ดาน คือ มาตรฐานดานมาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบําบัด และมาตรฐานผลลัพธ
การใหบริการกิจกรรมบําบดั
7
มาตรฐานการประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั
(Professional Standards for the Art of Healing in Occupational Therapy)
มาตรฐานโครงสรา งการใหบ ริการกจิ กรรมบาํ บดั
(Standard of Structure)
มาตรฐานโครงสรางการใหบริการกิจกรรมบําบัด หมายความวา มาตรฐานบริการที่
เกี่ยวของกับอาคารสถานที่ บุคลากร การบริหารจัดการ เครื่องมือและอุปกรณ โดยคํานึงถึง
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการบริการทางกิจกรรมบําบัด โดยเฉพาะผูรับบริการตองไดรับ
บริการท่ีมีมาตรฐานและปลอดภยั
การกําหนดมาตรฐานนี้ คณะกรรมการวิชาชีพสาขากิจกรรมบําบัด ไดทําการสํารวจรวบรวม
ขอมูลโครงสราง การบริการ และการปฏิบัติงานจากหนวยงานสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
กระทรวงศึกษาธิการ และองคกรตางๆทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งแนวคิดที่เอื้อตอการพัฒนาการ
บริการกิจกรรมบําบัดใหมีคุณภาพมากท่ีสุด ซ่ึงมาตรฐานและเกณฑตางๆ ที่กําหนดไวจะชวยให
การบริหารงาน การบริการ การพัฒนางาน และการปฏิบัติงานทางกิจกรรมบําบัดเกิดผลลัพธ
ตามเปา หมาย
วตั ถุประสงค
1. เพื่อใชเปนแนวทางในการจดั ระบบบรกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บดั ใหเปน ไปตามมาตรฐานการ
ประกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั และสอดคลองกับนโยบายขององคกร
2. เปนเครือ่ งมอื ในการประเมนิ ผลการดาํ เนินงาน และเปน แนวทางในการพัฒนาคณุ ภาพ
บริการทางกิจกรรมบาํ บดั ในหนว ยงานได
คําจาํ กดั ความท่ีใชในมาตรฐาน
การบรกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บัด หมายความวา การปฏบิ ัติงานตอผูร ับบรกิ ารตามประเภท
ของปญหา ปจ จยั เสย่ี ง ความบกพรองทางดา นรางกาย จิตใจ การเรยี นรแู ละพัฒนาเกี่ยวกบั เดก็
อารมณและสังคม ท่ีครอบคลุมท้งั ทางดานการตรวจประเมิน สงเสริม ปองกนั บาํ บดั และฟน ฟู
สมรรถภาพทางกจิ กรรมบาํ บดั
การปฏบิ ตั ิงานทางกจิ กรรมบาํ บดั หมายความวา การตรวจประเมนิ สง เสรมิ ปองกนั
บาํ บดั และฟน ฟูสมรรถภาพโดยการใชก ิจกรรมทม่ี ีจดุ มงุ หมาย วธิ กี าร และอปุ กรณทเ่ี หมาะสม
8
มาตรฐานโครงสรา งการใหบ รกิ ารกิจกรรมบําบัด จาํ แนกออกเปน 7 มาตรฐานยอ ย ดงั ตอ ไปน้ี
มาตรฐานโครงสรา งที่ 1 กําหนดเจตจาํ นง เปา หมาย และวัตถุประสงค
1.1 กาํ หนดเจตจํานง เปาหมาย และวตั ถปุ ระสงคของงานกจิ กรรมบําบัดใหส อดคลอ งกบั ความ
ตอ งการของผรู บั บริการ
1.2 มแี ผนการปฏิบตั ิงานเปน ลายลักษณอักษร ทส่ี อดคลองกบั นโยบายและแผนกลยทุ ธข อง
องคกร
มาตรฐานโครงสรา งท่ี 2 การบรหิ ารจัดการองคก ร
2.1 หวั หนา หนวยงานกิจกรรมบําบัดเปนผูประกอบโรคศิลปะสาขากิจกรรมบําบัด มีคุณสมบัติ
และความสามารถในการบรหิ ารหนว ยงานใหบ รรลเุ ปา หมายที่กาํ หนดไว
2.2 มีแผนภูมิโครงสรางของหนวยงานกิจกรรมบําบัดประกอบดวย สายงานการบังคับบัญชา
จาํ นวนบุคลากร และงานในความรบั ผดิ ชอบแสดงไวอ ยา งชดั เจน
2.3 มีการกําหนดคุณลักษณะเฉพาะตําแหนงเปนลายลักษณอักษร และคุณลักษณะเฉพาะ
ตําแหนง ท่กี าํ หนดนนั้ ตองมีความสอดคลองกับขอกําหนดตามประกาศทเ่ี กีย่ วของ
2.4 มกี ารจัดสรรความรับผิดชอบงานแกบคุ ลากรในหนว ยงานอยางชดั เจน เหมาะสมและท่วั ถงึ
2.5 มกี ลไกการสอ่ื สาร และการประสานงานท้ังภายในหนวยงาน ระหวา งหนว ยงาน และ
ระหวา งผใู หก บั ผูรับบรกิ ารทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
2.6 มกี ารกํากบั ติดตาม และประเมินผลการดาํ เนนิ งานตามแผนการปฏิบตั งิ านของหนว ยงาน
อยา งตอ เนอื่ ง และปรับปรงุ ใหส อดคลองกบั นโยบายและแผนกลยทุ ธข ององคกร
2.7 มรี ายงานผลการปฏิบัตงิ านและการประเมนิ ผลหนว ยงานเปนลายลกั ษณอกั ษร
มาตรฐานโครงสรา งท่ี 3 การบรหิ าร พัฒนาบคุ ลากร และงบประมาณ
3.1 มีระบบการคัดเลอื กบคุ ลากรเขา ปฏบิ ัตงิ านตามคุณสมบตั แิ ละเกณฑท ่กี าํ หนดให
เหมาะสมกบั พันธกจิ และเปา หมายของการใหบรกิ าร
3.2 มแี ผนพัฒนาทรพั ยากรบุคคลเปนลายลักษณอกั ษร
3.3 มแี ผนและจดั การนเิ ทศการปฏบิ ัติงานแกบ ุคลากรใหม
3.4 มกี ารประเมนิ ผลการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากรอยางสม่าํ เสมอ
3.5 มีแผนการจดั อตั รากําลงั บุคลากร โดยกาํ หนดอัตราสวนนักกจิ กรรมบาํ บดั ตอจํานวน
ผูร ับบรกิ ารตอ วนั เทา กบั 1 คน ตอ 8 ราย ท้งั นพ้ี ิจารณาจากประเภท ปญ หาและความรุนแรงของ
อาการผรู ับบรกิ าร และภาระหนา ทท่ี ่ีไดร ับมอบหมาย
9
3.6 บคุ ลากรในหนว ยงานมสี ว นรว มในการกาํ หนดหวั ขอ การอบรม/การศกึ ษาตามความ
ตองการพฒั นาตนเอง และสอดคลอ งกับสมรรถนะของการปฏิบตั งิ าน
3.7 มีการประเมินความพงึ พอใจในการปฏบิ ตั ิงานของบุคลากรอยางสม่าํ เสมอและไดน ําผลการ
ประเมินนน้ั พจิ ารณาเพือ่ การปรับปรงุ
3.8 มีแผนงบประมาณของหนว ยงานและมกี ารปฏบิ ตั ิตามแผน
มาตรฐานโครงสรา งท่ี 4 อาคาร สถานท่ี สงิ่ แวดลอ มและความปลอดภยั
4.1 มพี น้ื ทกี่ ารใหบ ริการท่เี หมาะสมกบั จาํ นวนผูรับบรกิ ารและบคุ ลากร
4.2 มีพน้ื ทก่ี ารใหบริการท่ีเหมาะสมกบั ประเภทของผูรบั บริการ
4.3 มีพนื้ ท่สี าํ หรับบคุ ลากรปฏิบัติงานอยา งเหมาะสม
4.4 มีโครงสรา งทางกายภาพและสง่ิ แวดลอ มทเี่ หมาะสม สะดวกและปลอดภัยตอการเขา ถึง
การบริการ และการใชง านของผูรับบริการประเภทตา งๆ
4.5 มสี ิง่ อาํ นวยความสะดวกและอปุ กรณเพ่ือความปลอดภยั ของผูรบั บรกิ าร ตามท่ีประกาศ
กําหนดในพระราชบญั ญัติ และกฎกระทรวง ท่ีเก่ยี วของ
4.6 มีระบบการส่อื สารท่สี ามารถใชการไดตลอดเวลา เชน ระบบเตือนภยั เกยี่ วกับอคั คีภัย
ระบบส่อื สารภายในกรณีฉกุ เฉิน เปน ตน
4.7 มรี ะบบการรบั สง ท่ีมีประสทิ ธิภาพ เชน ระบบการรับและสงผรู บั บริการ เปน ตน
4.8 มีแผนและระบบปองกนั อคั คภี ยั และเครื่องมอื ทมี่ ปี ระสิทธภิ าพ
4.9 มีระบบการคนหา การเฝาระวงั การจัดการและรายงานอุบตั ิการณความเส่ยี ง ที่สอดคลอง
กับนโยบายของหนว ยงานหรือองคกร
4.10 มกี ารประเมนิ ผล โดยการติดตามตัวชี้วดั ความเสย่ี งของหนว ยงาน และทบทวนอุบตั กิ ารณ
ความเสยี่ งประจําป
4.11 มรี ะบบการชว ยฟน คนื ชพี เบือ้ งตน
4.12 มีระบบและวิธีการคัดแยกขยะและของเสียที่ถูกสุขลักษณะและสอดคลองตามแนวทาง
ปฏิบัตขิ ององคก ร
มาตรฐานโครงสรา งที่ 5 การควบคุม กาํ กับ และประเมินผลการบรหิ ารงานและการใหบ รกิ าร
5.1 มีระบบการประเมนิ ประสทิ ธิภาพของการบรหิ ารงานและการใหบ ริการ
5.2 มีการติดตามผลการดาํ เนินงานตามตัวช้วี ดั ทกี่ ําหนดไว
5.3 มีการทบทวน และปรบั ตวั ชวี้ ดั ใหสอดคลอ งกบั แผนปฏบิ ัติงานขององคก ร
10
มาตรฐานโครงสรา งที่ 6 เคร่ืองมือ และอปุ กรณ ทางกจิ กรรมบําบดั
6.1 มีหลักเกณฑก ารคัดเลือกและการประเมินเครอ่ื งมอื และอุปกรณในการใหบ รกิ าร
6.2 นักกิจกรรมบาํ บดั มีสว นรวมในระบบการคดั เลอื กเครอ่ื งมอื และอปุ กรณการใหบรกิ ารทาง
กจิ กรรมบาํ บดั
6.3 มรี ะบบบริหารจัดการเครอื่ งมอื และวสั ดอุ ปุ กรณอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ
มาตรฐานโครงสรา งท่ี 7 ระบบขอ มูลและสารสนเทศทางกจิ กรรมบาํ บดั
มีระบบการจดั เก็บขอ มลู บันทึกขอ มลู รายงานผล และเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีสอดคลองกบั
มาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านกิจกรรมบาํ บดั และนโยบายขององคก ร
11
มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมบาํ บดั
(Standard of Practice)
มาตรฐานการปฏิบัติงานกิจกรรมบําบัด (Standard of Practice) หมายความวา
ขอ กําหนดการปฏิบัตงิ านของนักกิจกรรมบาํ บดั ท่ีเปนไปตามมาตรฐานและผา นการประเมนิ ดว ยวธิ กี าร
พิจารณาจากหลักฐานอยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้ ไดแก การบันทึกเปนลายลักษณอักษร การเก็บ
ขอมูลภาพน่ิงภาพเคลื่อนไหวดวยเทคโนโลยีตางๆ การสัมภาษณ การสังเกตการปฏิบัติงาน การ
รายงานผลการปฏิบตั งิ าน การติดตามผล หรอื การสอบถามความพงึ พอใจของผูรับบรกิ าร ญาติ ผดู ูแล
หรอื ผทู ีเ่ กีย่ วของ
วตั ถุประสงค
1. เพื่อกาํ หนดใหผ ปู ระกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบาํ บดั มีคณุ สมบตั ิ คุณลกั ษณะที่
พึงประสงค และมคี วามรูค วามสามารถในการปฏิบตั งิ านตามมาตรฐาน
2. เพอื่ ใชเปนเครือ่ งมือในการประเมินผลการดาํ เนนิ งานและพฒั นาทักษะที่จาํ เปนตอ
การปฏิบัตงิ าน
3. เพ่อื ใชเปนแนวทางในการเทยี บระดบั สมรรถนะของผปู ระกอบโรคศิลปะสาขา
กจิ กรรมบาํ บดั
มาตรฐานการปฏิบตั ิงานกิจกรรมบําบัด จาํ แนกออกเปน 9 มาตรฐานยอย ดงั ตอ ไปน้ี
มาตรฐานการปฏิบตั งิ านท่ี 1 พฤตนิ ิสยั เจตคติ คณุ ธรรม และจริยธรรมแหง วชิ าชีพ (Professional
Habits, Attitudes, Morals and Ethics)
ผูประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบําบดั พึงตระหนกั และปฏบิ ตั ติ นใหส อดคลอ งกบั จรรยาบรรณ
แหงวชิ าชพี ของผูประกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบําบดั และขอ จาํ กัดและเงื่อนไขในการประกอบ
โรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบาํ บดั (ภาคผนวกท่ี 1)
มาตรฐานการปฏบิ ัติงานที่ 2 ทกั ษะการสอ่ื สารและสรา งสมั พันธภาพ (Communication and
interpersonal skills)
ผปู ระกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบําบัดพงึ ตระหนกั ถึงความสาํ คัญและมที กั ษะการส่อื สาร
และสรางสัมพนั ธภาพทด่ี ีกบั ผรู บั บรกิ าร ผรู ว มงาน และบคุ ลากรท่ีเกย่ี วของ ดังตอไปน้ี
2.1 ทกั ษะการสอื่ สารและสรางสมั พันธภาพกบั ผูร ับบรกิ าร ไดแก
2.1.1 มีการสรางสัมพนั ธภาพใหผ รู ับบรกิ ารไววางใจ และตระหนักถึงความ
สาํ คัญของการรับบรกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บดั
12
2.1.2 มกี ารฟง อยางตง้ั ใจ เพอื่ คน หาปญ หา และความตอ งการของผูรบั บรกิ าร
2.1.3 มีการสอ่ื สารใหผ รู ับบรกิ ารเกิดความรคู วามเขา ใจและความมั่นใจในการปฏบิ ตั ิงาน
ของนักกจิ กรรมบําบดั
2.1.4 มีการสัมภาษณป ระวตั แิ ละขอมลู ทางการแพทยของผรู บั บรกิ าร ท่ีมีความจําเปน
ตอการปฏบิ ัติงานกิจกรรมบาํ บดั
2.1.5 มีการใหความรู คําปรกึ ษา และคําแนะนําแกผ รู บั บริการและผูที่ใหก ารดแู ล
ชว ยเหลือผูรับบรกิ าร
2.2 ทกั ษะการส่อื สารและสรางสมั พนั ธภาพกับผรู ว มงาน และบุคลากรทีเ่ กี่ยวขอ ง ไดแ ก
2.2.1 มีการสรา งสมั พันธภาพกับผูร วมงานและบคุ ลากรท่ีเก่ียวขอ งใหเกิดความเขา ใจ
ปฏบิ ตั งิ านรว มกบั นกั กิจกรรมบาํ บดั อยา งมปี ระสทิ ธิภาพ
2.2.2 มีการบนั ทกึ ขอมูลทางกจิ กรรมบาํ บดั เวชระเบยี น ใบสง ตอ แบบประเมิน
แผนการใหบ รกิ ารทางกิจกรรมบําบัด บนั ทึกผลความกา วหนา ของผรู บั บริการ และใบรบั รอง
การใหบ รกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บดั (ภาคผนวกที่ 2)
2.2.3 มีแผนการบรกิ ารทางกิจกรรมบําบดั
2.2.4 มกี ารนาํ เสนอรายงานการใหบรกิ ารทางกิจกรรมบําบัด หรอื มหี ลักฐานการรวม
อภปิ รายในการประชุม
2.2.5 มีการอภปิ รายรว มกบั ผูร วมงานและผูที่เกีย่ วของถึงขอ มูลเฉพาะเร่อื งของผรู ับบริการ
ไดแก พน้ื ฐานการศกึ ษา ภาษา วฒั นธรรม ทศั นคติตอ สขุ ภาพ พฤตนิ ิสยั แรงจงู ใจ ความสนใจ
ความสามารถ ความเชอื่ เศรษฐานะ สภาพครอบครวั บาน และส่งิ แวดลอ ม เพือ่ รว มแกไขปญหา
อปุ สรรคใหผรู ับบริการมกี ารเปลี่ยนแปลงการทาํ กิจกรรมการดําเนินชวี ติ ที่ดีข้ึน
มาตรฐานการปฏิบัตงิ านท่ี 3 ความรพู นื้ ฐาน
ผูป ระกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบําบัด มีความรูและคณุ สมบตั ิ ดงั ตอ ไปน้ี
3.1 มีความรพู ้นื ฐานตามหลักสตู รที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขากจิ กรรมบําบดั รับรอง
3.2 มีใบอนญุ าตใหป ระกอบโรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบาํ บัด
มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านที่ 4 กระบวนการใหบ ริการตอผูรบั บริการทางกจิ กรรมบาํ บัด
4.1 มกี ระบวนการใหบ ริการบาํ บดั แกผรู ับบรกิ ารอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพตามมาตรฐานวชิ าชีพ
และตอบสนองความตอ งการของผูร ับบริการ
4.2 มีคูมอื /แนวทางการปฏบิ ตั ิงานทางกจิ กรรมบําบัดเปน ลายลกั ษณอ กั ษร
4.3 มีการทาํ งานรว มกนั เปน ทีมระหวา งสหสาขาวชิ าชพี โดยมรี ะบบการปรกึ ษาและสง ตอ กับ
13
บคุ ลากรอื่นๆทเ่ี กย่ี วขอ ง
4.4 มีการประเมนิ การวนิ จิ ฉยั ทางกิจกรรมบําบดั และการวางแผนการใหบ รกิ ารเปน ระยะ
4.5 มีการนาํ เสนอขอ มลู ทจี่ ําเปนเก่ยี วกับการตรวจประเมนิ และการใหบรกิ ารแกผ รู บั บรกิ าร
และ/หรือ ครอบครัวและชุมชน
4.6 มกี ารแลกเปล่ยี นขอ มูลเกย่ี วกบั อาการของโรค ตลอดจนขอ ควรปฏิบัติในการใหบรกิ าร
ระหวา งนักกิจกรรมบาํ บดั กบั ผูรบั บรกิ ารและ/หรือครอบครวั และ/หรือทมี ผใู หบรกิ าร
4.7 มกี ระบวนใหบรกิ ารทางกิจกรรมบาํ บดั ตามมาตรฐานของวิชาชพี ท่สี อดคลอ งกับนโยบาย
ของโรงพยาบาลหรอื หนวยงานทีป่ ฏิบตั ิงาน
4.8 มีการบนั ทึกขอมูล ปญ หา แผนการใหบรกิ าร การปฏบิ ัติตามแผน และผลลพั ธท ี่เกิดขน้ึ
ของผูร ับบริการ
มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานที่ 5 ทักษะการปฏบิ ัติงานทางคลินกิ (Clinical Practice Skills)
ผูประกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบาํ บัดมีทักษะการปฏิบัติงานทางคลินิก ดงั ตอไปนี้
5.1 มที ักษะตามกระบวนการทางกิจกรรมบําบดั โดย
5.1.1 รวบรวมขอ มลู จากการสงั เกต การสมั ภาษณ และการสบื คน ประวตั ิ บนั ทกึ เวชระเบยี น
เพอ่ื นาํ มาวิเคราะหปญหาและระดับความสามารถในการทาํ กจิ กรรมการดําเนนิ ชวี ิต
5.1.2 เลือกวิธกี ารหรือเครือ่ งมอื ตรวจประเมนิ สามารถสังเกตและวดั ผลไดอ ยา ง
นาเชอื่ ถือและพสิ จู นไ ดท างวทิ ยาศาสตร
5.1.3 วางแผนการบําบัดโดยบูรณาการความรูพ นื้ ฐานและหลกั ฐานขอ มลู ตา งๆ
5.1.4 ใหการบาํ บัดทีเ่ หมาะสมกับปญหาความตองการและระดับความสามารถของ
ผรู บั บรกิ าร โดยคํานงึ ถงึ วธิ กี ารแบบองครวม (Holistic Approach)
5.1.5 ประเมนิ ประสทิ ธภิ าพการบาํ บัดและตดิ ตามผลความกา วหนา ของผรู ับบริการ
5.1.6 วางแผนการจาํ หนาย หรอื สงตอ หรอื เปลยี่ นแปลงวธิ กี ารบาํ บัดใหเ หมาะสมกบั
สภาพปญหา ความตองการและระดับความสามารถในการทํากจิ กรรมการดาํ เนนิ ชวี ติ ของผูรับบรกิ าร
5.1.7 ประเมนิ และดูแลจัดการเรอ่ื งความปลอดภยั เก่ียวกบั วธิ กี ารบาํ บัด รวมทง้ั วสั ดุ
อปุ กรณ เครือ่ งมอื ท่ใี ชก ับผูรับบรกิ าร และสถานทใี่ หบ รกิ าร
5.1.8 บนั ทกึ ขอ มูลของผูร บั บรกิ าร ในกระบวนการทางกจิ กรรมบําบดั ขา งตน อยา งเปน
ระบบ
5.2. ทกั ษะการใหเ หตผุ ลทางคลนิ ิกและความรคู วามสามารถเฉพาะวชิ าชพี
(ทักษะการปฏบิ ตั งิ านทางคลนิ ิกสามารถดูรายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ จากภาคผนวกที่ 3)
14
มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ 6 เครือ่ งมอื อุปกรณ ส่ือ ทีจ่ าํ เปน ตอ การปฏิบตั งิ านทางกิจกรรมบาํ บัด
มดี งั ตอ ไปนี้
6.1 แบบทดสอบ และ/หรอื แบบประเมินทางกจิ กรรมบาํ บัด
6.1.1 แบบบนั ทกึ ประวตั กิ ารทํากจิ กรรมการดําเนินชวี ิต (Occupational History)
6.1.2 แบบประเมนิ รปู แบบการดําเนนิ ชวี ิต (Assessment of Life-Style Performance Profile)
6.1.3 แบบประเมินกจิ กรรมทท่ี าํ เปนประจาํ (Routine Task Inventory)
6.1.4 แบบประเมนิ ทกั ษะการทาํ กจิ กรรมการดําเนินชวี ติ (Assessment of Skills in
Occupational Performance)
6.1.5 แบบประเมนิ ความตอ งการในการพัฒนาความสามารถในการทาํ กจิ กรรม
(Functional needs Assessment)
6.1.6 แบบประเมินการวิเคราะหแ ละสงั เคราะหกจิ กรรม (Activity Analysis
and Synthesis Assessment)
6.1.7 แบบประเมินความรูความเขาใจ (Cognitive Assessment)
6.1.8 แบบประเมินทกั ษะการเขียน (Hand Writing Skill Test)
6.1.9 แบบประเมนิ การรับประทานอาหารและการกลนื (Feeding and Swallowing
Evaluation)
6.1.10 แบบประเมินดา นพัฒนาการและการเรียนรูใ นเดก็ (Child Developmental and
Learning Assessment)
6.1.11 แบบประเมนิ ความสามารถกอ นกลับไปประกอบอาชพี (Prevocational
Assessment)
6.1.12 แบบทดสอบการทํางานและความคลองแคลว ของมอื (Hand Function and
Dexterity Test)
6.1.13 แบบทดสอบกระบวนการประมวลผลการรบั ความรูสกึ และการรบั รู (Sensory
Processing and Perceptual Processing Test)
6.1.14 แบบวัดความสามารถในการทาํ กจิ กรรม (Occupational Performance Measure)
6.1.15 แบบสาํ รวจบทบาทของบคุ คล (Role Checklist)
6.1.16 แบบสาํ รวจความสนใจในการทาํ กจิ กรรมของบุคคล (Interest Checklist)
6.1.17 ชุดกิจกรรมการประเมินการรับรูตนเอง (Diagnostic Battery) ดานภาพพจน
อารมณ สงั คม และ บคุ ลิกภาพ เชน การวาดรูปอิสระ การระบายสดี ว ยนิว้ เปนตน
6.1.18 ชุดประเมนิ พฤตกิ รรมกลมุ (Group Behavior Assessement)
6.1.19 แบบประเมนิ สภาพแวดลอมในการดาํ เนนิ ชวี ิต (Environmental Evaluation)
6.1.20 แบบทดสอบและแบบประเมนิ อื่นๆ ทีเ่ ก่ยี วของ
15
6.2 เครอ่ื งมอื และชุดอปุ กรณใ นการสง เสรมิ ปอ งกนั บาํ บดั และฟนฟูสมรรถภาพทาง
กิจกรรมบําบดั
6.2.1 ชดุ อุปกรณชวยในการทาํ กจิ วตั รประจําวนั (Assistive Devices) เชน
ทคี่ าดมืออเนกประสงค (Universal Cuff), อปุ กรณชว ยในการเขียนหนงั สอื เปนตน
6.2.2 ชุดอุปกรณก ระตุนพฒั นาการเดก็
6.2.3 ชดุ อุปกรณฝก กจิ วตั รประจาํ วนั และทกั ษะการดาํ เนนิ ชวี ติ
6.2.4 ชุดอุปกรณฝ ก การรับรู ความคิด ความเขา ใจ
6.2.5 ชดุ อปุ กรณช วยฝกดา นการรับประทานอาหารและการกลืน
6.2.6 ชดุ อุปกรณต รวจสอบการตอบสนองของรางกายตอการทาํ กจิ กรรม
6.2.7 ชุดอุปกรณฝก ทักษะการทํางานและความคลองแคลว ของมอื
6.2.8 ชุดอุปกรณฝกความสมดุลของรางกายตอการทาํ กิจกรรม
6.2.9 ชดุ อปุ กรณเ พื่อฝกการทรงทา และการจัดทาทาง ในการทาํ กิจกรรม
6.2.10 ชดุ อปุ กรณกระตุนระบบประสาทความรูสกึ ดวยแสงสี เสยี ง สมั ผสั รบั รส
ดมกลิน่ การทรงตวั และการเคลอื่ นไหว (Multi-sensory Tools)
6.2.11 ชดุ อปุ กรณฝก การบรู ณาการประสาทความรูส ึก
6.2.12 ชดุ อปุ กรณฝก ความแขง็ แรงและความทนทานของกลา มเนอ้ื
6.2.13 ชดุ อุปกรณป ระคองและอปุ กรณด ามเพ่อื ปอ งกนั และแกไขการผดิ รูปของขอ
6.2.14 ชุดอุปกรณป ระคองและอุปกรณด ามเพอ่ื ชว ยการเคลอ่ื นไหวของขอ
6.2.15 ชุดเคร่ืองมือและอุปกรณเ พิม่ ระยะการเคลอ่ื นไหวของขอ
6.2.16 ชดุ อปุ กรณฝ ก เตรยี มความพรอ มการทํางานของแขนและมือ
6.2.17 ชดุ อปุ กรณฝก เตรียมความพรอมกอนใชแ ขนเทยี ม (Pre-prosthetic Training Set)
6.2.18 ชดุ เครอื่ งมอื และอุปกรณเพ่ือบาํ บัดแผลเปนนนู และการบวม
6.2.19 ชุดเครอ่ื งมือและอุปกรณเพอ่ื การผอนคลาย
* สามารถดูแหลง การคน หาเคร่ืองมือในมาตรฐานที่ 6 ไดในภาคผนวกท่ี 4
มาตรฐานการปฏิบตั งิ านท่ี 7 ทักษะการใชเ ครอ่ื งมือพื้นฐานและการทําหัตถการที่จําเปน ทาง
กิจกรรมบําบดั
ผปู ระกอบโรคศลิ ปะสาขากจิ กรรมบําบดั มคี วามรู มที ักษะในการเลอื ก และใชเคร่ืองมอื ใน
การตรวจประเมนิ ทเ่ี ปน ระบบ โดยสามารถประเมนิ แปลผลไดอยา งถกู ตอง และรขู อจํากัดของ
เคร่ืองมอื ทีใ่ ชใ นการประเมนิ รวมทงั้ มีทกั ษะในการทําหตั ถการทจี่ าํ เปน ทางกิจกรรมบาํ บัด ดังตอไปนี้
16
7.1 มที กั ษะการใชเ ครอ่ื งมือพืน้ ฐานและแบบทดสอบพน้ื ฐานทวั่ ไป ดังตอ ไปน้ี
7.1.1 เครอ่ื งวดั ความดนั โลหติ (Sphygmomanometer)
7.1.2 เคร่ืองวดั ระยะการเคลอื่ นไหวของขอ (Goniometer)
7.1.3 เคร่ืองวดั กําลงั มอื (Dynamometer)
7.1.4 เครอื่ งวัดกาํ ลงั ของนว้ิ มือ (Pinch Gauge)
7.1.5 อุปกรณทดสอบการรับความรสู ึก (Sensation Tests )
7.1.6 อุปกรณท ดสอบการรบั รูชนดิ ของวัตถุโดยการคลาํ (Stereognosis Tests)
7.2 มที กั ษะการใชเคร่ืองมือแบบทดสอบ และหัตถการทจ่ี ําเปน ทางกจิ กรรมบําบัด ดงั ตอ ไปน้ี
7.2.1 อุปกรณทดสอบความคลองแคลวการทาํ งานของมอื (Dexterity Tests)
7.2.2 อุปกรณทดสอบหนาทก่ี ารทาํ งานของมือ (Hand Function Tests)
7.2.3 แบบทดสอบการรับรู (Perception Tests)
7.2.4 แบบทดสอบความคดิ ความเขา ใจ (Cognitive Function Tests)
7.2.5 แบบทดสอบพฒั นาการ (Developmental Tests)
7.2.6 แบบทดสอบสภาวะจิตใจ อารมณ และสังคม (Psychological and Psychosocial
Tests)
7.2.7 แบบทดสอบการดแู ลตนเองและกจิ วตั รประจาํ วนั (ADL Tests)
7.3. มีการทาํ หัตถการทีจ่ าํ เปนทางกิจกรรมบาํ บัด โดยใชเทคนคิ และวธิ ีการดังตอ ไปน้ี
7.3.1 เทคนคิ ดานชวี กลศาสตร (Biomechanical Techniques)
7.3.2 เทคนคิ ดานประสาทพัฒนาการ (Neurodevelopmental Techniques)
7.3.3 เทคนิคดานการฟนฟสู มรรถภาพ (Rehabilitation Techniques)
7.3.4 เทคนคิ ดา นพัฒนาการ (Developmental Techniques)
7.3.5 เทคนิคการบูรณาการประสาทความรสู กึ (Sensory Integration Techniques)
7.3.6 เทคนิคการรบั รคู วามรสู ึกและการเคลอื่ นไหว (Sensory-motor
Techniques)
7.3.7 เทคนิคการกระตนุ การดูด การเคย้ี วและการกลนื (Feeding and Swallowing
Techniques)
7.3.8 เทคนคิ การปรบั พฤติกรรมในการทํางานและการทาํ กิจกรรมการดาํ เนนิ ชวี ติ
(Behavioral Modification Techniques for Occupation)
7.3.9 เทคนิคการเรยี นการสอน (Teaching and Learning Techniques)
7.3.10 เทคนิคการวเิ คราะหแ ละสงั เคราะหกจิ กรรม (Activity Analysis and Synthesis
Techniques)
17
7.3.11 เทคนิคการจัดกจิ กรรมกลมุ (Group Activity Techniques)
7.3.12 เทคนคิ การพนั ผา ยดื (Bandaging Techniques)
7.3.13 เทคนคิ การจดั การกบั แผลเปน นนู (Scar Management)
7.3.14 เทคนิคการผอนคลาย (Relaxation Techniques)
7.3.15 การออกแบบ ดัดแปลงและจดั ทําอุปกรณป ระคองและอุปกรณดาม (Splint
Design and / or Fabrication)
7.3.16 การออกแบบดัดแปลงและจัดทําอุปกรณเ ครือ่ งชวยในการทาํ กจิ กรรมการดาํ เนนิ
ชีวติ (Assistive and Adaptive Device Design and/or Fabrication)
7.3.17 การฝก การใชแขนและมือเทยี ม (Prosthetic upper extremeties training)
7.3.18 การฝก การใชเ ครอ่ื งดามแขนและมอื (Orthotic upper extremeties training)
7.3.19 การฝก ทักษะการทาํ งานของมอื (Hand Function Training)
7.3.20 การฝก ทกั ษะการดูแลตนเองและกจิ วัตรประจําวัน (ADL Training)
7.3.21 การฝก ความสามารถดานการรับรูและการเรยี นรู (Perception and Learning
Training)
7.3.22 การเตรียมความพรอมกอนการฝก พูด (Prespeech Training)
7.3.23 การฝก ความสามารถดา นความคดิ ความเขา ใจ (Cognitive Function Training)
7.3.24 การวดั สัญญาณชพี (Measurement of Vital Signs)
7.3.25 การฝกทกั ษะกลามเน้อื ใบหนา และชอ งปาก (Oro-facial motor skill function)
7.3.26 การฝก การกระตนุ การดดู การเค้ยี วและการกลนื (Feeding and Swallowing
Techniques Training)
7.3.27 เทคนคิ การจัดการเวลาในการทํากิจกรรมการดาํ เนนิ ชวี ติ (Time Management
Techniques for Occupation)
7.3.28 เทคนคิ การสงวนพลงั งานในการทาํ กจิ กรรมการดําเนินชวี ติ (Energy Conservation
Techniques for Occupation)
7.3.29 เทคนคิ การใหค ําปรึกษาทางกิจกรรมบําบดั (Occupational Therapy Counseling
Techniques)
7.3.30 เทคนคิ การออกแบบ ดดั แปลงและปรับปรุงสภาพบา น โรงเรยี น ทที่ าํ งาน
(Home – School- Workplace Modification - Adaptation Techniques)
18
มาตรฐานการปฏิบัตงิ านท่ี 8 การพฒั นาความรู ความสามารถทางวิชาชพี อยา งตอเนอื่ ง
8.1 มีความใฝร แู ละสามารถเรยี นรไู ดดวยตนเอง
8.2 มกี ารแสวงหาความรูและทักษะทางวชิ าชพี เพ่มิ เตมิ อยา งสมํา่ เสมอเพอ่ื ใหท นั ความ
กา วหนา ทางวชิ าการ
8.3 มคี วามสามารถในการคน ควา หาขอ มูลจากแหลง ขอ มลู ตาง ๆ โดยสามารถใช
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information technology) ในการหาขอมูลใหม ๆ
8.4 มกี ารติดตามและเรียนรูเ ทคโนโลยีใหมๆ ที่ทาํ ใหสามารถกา วทันการเปล่ียนแปลงทาง
วิทยาการของโลก
8.5 มกี ารแสดงออกหรือตระหนกั ถึงความสําคญั ของการวจิ ัยเกยี่ วกบั สุขภาพที่จะนาํ มา
ประยุกตใ ชใ นการปฏิบัติงาน และมกี ารแลกเปล่ียนความรูแ ละประสบการณในวชิ าชพี กจิ กรรมบาํ บัด
ท้ังในและ/หรอื ตา งประเทศ
8.6 มีการแสดงเจตคตทิ ด่ี ใี นการพัฒนาคณุ ภาพงานอยา งมีประสทิ ธภิ าพและตอ เนื่อง
8.7 มกี ารตดิ ตามและเรยี นรหู ลกั กฎหมายทั่วไป กฎหมายทเี่ ก่ียวขอ งกบั การประกอบโรค
ศิลปะสาขากจิ กรรมบําบดั ตลอดจน กฎ ระเบยี บ และขอ บังคบั ตางๆ (ภาคผนวกท่ี 5)
มาตรฐานการปฏิบัติงานที่ 9 กระบวนการคุณภาพดา นการปฏิบัติงานทางกิจกรรมบาํ บดั
9.1 มีการนาํ มาตรฐานวิชาชพี กิจกรรมบาํ บัดและความรทู ีม่ หี ลกั ฐานทางการปฏิบตั กิ าร
(Evidence based practice) มาพฒั นาคณุ ภาพการบรกิ ารทางกิจกรรมบําบดั
9.2 มกี ระบวนการทจี่ ะนาํ ความรทู มี่ ีหลักฐานทางวทิ ยาศาสตร (Scientific evidence ) มา
เปนพนื้ ฐานในการกําหนดแนวทางปฏบิ ัตกิ ารทางคลนิ กิ (Clinical practice guideline)
9.3 มีวธิ กี ารทบทวนและปรับปรุงกระบวนการทางกิจกรรมบาํ บดั ในหนว ยงานใหทนั สมัย
อยเู สมอ
9.4 มกี จิ กรรมการพฒั นางานประจําสูงานวจิ ัยเพ่อื นาํ ผลงานการวิจยั มาพฒั นางาน
กจิ กรรมบาํ บดั อยา งตอ เนือ่ ง
19
มาตรฐานผลลพั ธก ารใหบ รกิ ารกิจกรรมบาํ บัด
(Standard of Outcomes in Occupational Therapy Practice)
มาตรฐานผลลัพธการใหบริการกิจกรรมบําบัด (Standard of Outcomes in
Occupational Therapy Practice) หมายความวา ผลที่เกดิ ขนึ้ กับผูร บั บริการจากการไดรับบริการทาง
กิจกรรมบําบดั โดยวัดจากการเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ขี นึ้ ของ
1. ความสามารถในการทํางานของรา งกาย จิตใจ อารมณแ ละสังคม
2. ความสามารถในการทาํ กจิ กรรมการดาํ เนินชวี ิต
3. ความพงึ พอใจของผรู ับบริการ
ในการประเมนิ มาตรฐานผลลัพธ นกั กิจกรรมบําบดั ตอ งคาํ นึงถงึ ปจ จยั พืน้ ฐานของผรู บั บรกิ าร
โดยสามารถเลอื กใชก รอบแนวคิดอยา งใดอยา งหน่งึ ตามเหตุผลทางคลนิ ิกดา นกจิ กรรมบําบัดทีเ่ หมาะสม
กบั บริบทของหนว ยงาน เชน กรอบแนวคิด Person - Environment Occupation Performance
Model (PEOP) กรอบแนวคดิ Model of Human Occupation (MOHO) เปน ตน
วตั ถปุ ระสงค
1. เพือ่ เปนแนวทางในการประเมนิ ผลลพั ธข องการใหบ รกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บัด
2. เพือ่ ใชเ ปนมาตรฐานในการประเมนิ ประสทิ ธภิ าพของการใหบ รกิ ารทางกิจกรรมบาํ บดั
มาตรฐานผลลพั ธท ่ี 1 นกั กจิ กรรมบําบดั ควรคํานงึ ถึงปจจัยทสี่ ง ผลตอ การเปล่ยี นแปลงระดับ
ความสามารถในการทํากจิ กรรมของผูร ับบรกิ าร และมกี ารบนั ทึกไวในแผนการใหบ รกิ ารทสี่ อดคลอ งกับ
กรอบแนวคิดท่เี ลอื กใช โดยคํานึงถงึ ปจ จยั ดงั ตอ ไปนี้
1.1 ปจจัยสวนบุคคล (Personal Factor)
1.2 ปจ จยั ดานสิ่งแวดลอม (Environmental Factor)
1.3 ปจ จัยดานกิจกรรมการดาํ เนินชีวิต (Occupational Factor)
1.4 ปจ จัยดา นศกั ยภาพในการทํางาน (Performance Factor)
1.1 ปจจัยสวนบุคคล (Personal Factor) หมายถึง องคประกอบภายในบุคคลซ่ึงมี
การเปลี่ยนแปลงศักยภาพหรือความสามารถในการทํากิจกรรมการดําเนินชีวิตตามบทบาทหนาท่ีที่
สัมพันธกบั เพศ วัย เวลา และสิ่งแวดลอม และการใหความหมายในการทํากิจกรรมนั้นๆ ประกอบดวย
1.1.1 ดานการทํางานของรางกาย (Physiological) หมายถึง ความสามารถทางดาน
รางกายของบุคคลที่จําเปนตอการทํากิจกรรมการดําเนินชีวิตและการมีคุณภาพชีวิตท่ีดี ไดแก ความ
20
ทนทานในการทํางาน ทักษะการทํางานของกลามเนื้อมัดใหญ/กลามเนื้อมัดเล็ก ความแข็งแรงของ
กลามเนื้อ ทักษะการทาํ หนาทีข่ องแขนและมอื เปนตน
1.1.2 ดานความคิด/ ความเขาใจ (Cognitive) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการ
รับ จัดการและบูรณาการขอมูลใหมและความรูเกา ซึ่งแสดงออกมาในรูปแบบของความรู ความ
เขา ใจ การแสดงออกทางภาษา การเคลื่อนไหวอยางมีเปาหมาย การแกปญหา ความจํา คิดอยางมี
เหตุผล และการจัดลําดับข้ันตอนในการทํากิจกรรม ทําใหบุคคลนั้นเกิดการเรียนรู สามารถ
ตดิ ตอ ส่อื สาร และแกไ ขปญหาตา งๆ ในการทํากจิ กรรมการดาํ เนนิ ชวี ติ
1.1.3 ดานความชอบและความเช่ือสว นบุคคล (Spiritual) หมายถงึ แนวคดิ ความชอบ
ความเช่อื ของแตล ะบคุ คลที่เกีย่ วของกบั ประสบการณเดมิ การใหค วามหมาย คุณคาในการทํา
กิจกรรมการดาํ เนนิ ชีวิตตา งๆ ตามเปา ประสงคทแ่ี ตกตา งกนั โดยไดร บั อิทธิพลจากสิ่งแวดลอม
ทางดา นสงั คมและวัฒนธรรม
1.1.4 ดานพฤติกรรมการตอบสนองการทํางานของระบบประสาท (Neurobehavioral)
หมายถงึ การทาํ งานของระบบประสาทดา นการรบั ความรสู กึ การรบั รู การบรู ณาการการรับความรสู กึ
และการเคลอ่ื นไหว ซงึ่ แสดงออกในรูปของพฤตกิ รรม
1.1.5 ดานจิตใจ (Psychological) หมายถงึ ลกั ษณะเฉพาะของบคุ ลกิ ภาพ แรงจูงใจ
และแรงขบั ภายในจติ ใจทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอบุคคลดานการแสดงออกซึ่งอารมณ ความรสู กึ การกระทาํ ตา งๆ
ซึ่งแสดงถงึ ประสทิ ธิภาพในการทาํ กจิ กรรมการดาํ เนนิ ชวี ติ และคณุ ภาพชวี ิตของบคุ คลนนั้ ๆ
2. ปจ จัยดา นส่ิงแวดลอม (Environmental Factor) หมายถงึ องคประกอบภายนอกทม่ี ี
อิทธิพลหรือสัมพันธเกี่ยวของกับบุคคลในการทํากิจกรรม หรือคาดการณท่ีจะทํากิจกรรมการดําเนิน
ชีวิตตางๆ ประกอบดวยการสนับสนุนทางสังคม เศรษฐานะทางสังคม การใหคุณคาและวัฒนธรรม
สงิ่ แวดลอ มท่ีสรา งข้ึนเพอ่ื อาํ นวยความสะดวก และสง่ิ แวดลอ มทางธรรมชาติ
3. ปจจัยดานกิจกรรมการดําเนินชีวิต (Occupation Factor) หมายถึง กิจกรรมการดําเนิน
ชีวิตดานตางๆ ซึ่งประกอบดวย การทํากิจวัตรประจําวัน การทํางาน การเรียนรู การเลน การทํางาน
อดเิ รก และการพักผอ น ซ่งึ ความคิดที่เกยี่ วกับกิจกรรมตางๆวา ควรเปนกิจกรรมดานใดในแตละบุคคล
จะมีความแตกตางกัน ข้ึนอยูกับอิทธิพลของสิ่งแวดลอม ประสบการณ และการใหคุณคาหรือ
ความหมายตอกจิ กรรมนั้นๆ
4. ปจ จยั ดา นศักยภาพในการทาํ งาน (Performance Factor) หมายถงึ ศกั ยภาพของบุคคลใน
การทํางาน ซ่ึงเปนผลจากความสัมพันธที่ซับซอนของการทํางานของรางกาย จิตใจ และสังคม ท่ีเกิด
จากความพึงพอใจของบุคคล ท่ีมตี อ งานและสถานการณ
ผลลัพธจ ากปฏสิ มั พันธข องปจจัยทง้ั 4 ดา น คอื ศักยภาพในการทาํ กิจกรรมและการมี
สวนรว มในกจิ กรรม (Occupational Performance and Participation)
21
ศักยภาพในการทํากิจกรรมและการมีสวนรวมในกิจกรรม (Occupational Performance and
Participation) หมายถึง ความสามารถในการทํากิจกรรมของบุคคลซ่ึงเปนผลลัพธของความสัมพันธท่ี
เชอ่ื มโยงกันระหวางบุคคล ส่ิงแวดลอม และกิจกรรม ความสามารถในการทํางานน้ันเปนกลไกท่ีมีการ
เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขนึ้ อยกู ับเพศ วัย ประสบการณ ความสามารถสวนบุคคล ความสนใจ หรือให
ความหมายในการทํากิจกรรมอยางมีเปา หมาย
มาตรฐานผลลัพธท ่ี 2 ความพงึ พอใจของผรู ับบริการ
2.1 มกี ารบันทกึ / สาํ รวจขอ มูลความพงึ พอใจของผูรับบริการตอ การปฏบิ ตั งิ านของ
นกั กิจกรรมบาํ บดั
2.2 มกี ารบันทึก / สาํ รวจขอ มลู ความพงึ พอใจของผูรบั บรกิ ารตอ สภาพแวดลอ มของหนว ย
กจิ กรรมบาํ บดั
2.3 มีการบนั ทกึ / สาํ รวจขอ มลู ความพึงพอใจของผรู ับบรกิ ารตอการพฒั นาความสามารถใน
การทาํ กิจกรรมการดําเนนิ ชวี ติ
2.4 มีการบนั ทึก / สาํ รวจขอ มูลความพงึ พอใจของผูรบั บริการตอการพฒั นาคุณภาพชวี ิตทาง
สุขภาพ (รางกาย จิตใจ อารมณแ ละสงั คม)
22
บรรณานุกรม
กระทรวงพฒั นาสงั คมและความมน่ั คงของมนษุ ย. (2551). ขอปฏบิ ัติการพจิ ารณาสภาพความ
พิการทม่ี องเห็นไดโดยประจักษ ตามระเบยี บคณะกรรมการฟน ฟสู มรรถภาพคนพกิ าร
วาดว ยการจดทะเบียนคนพกิ าร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2548. [ออนไลน] . เขา ถึงไดจ าก :
http://www.nep.go.th/Pwd/downloads/php.
กระทรวงสาธารณสุข. (2550). พระราชบญั ญัตกิ ารประกอบโรคศลิ ปะ พ.ศ. 2542
พระราชบัญญัตกิ ารประกอบโรคศลิ ปะ (ฉบบั ที่ 2). กรงุ เทพฯ : สํานกั เลขาธกิ าร
คณะรฐั มนตร.ี
คณะอนุกรรมการฝายมาตรฐานวชิ าชพี คณะกรรมการสภากายภาพบําบดั . (2549). รางมาตรฐาน
กายภาพบาํ บดั . [ออนไลน] . เขา ถงึ ไดจาก : http://www.pt.or.th/download/
ptstandard49.pdf.
ราชบัณฑติ ยสถาน. (2542). พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน. กรงุ เทพฯ : นานมีบุคส
พับลเิ คช่นั ส.
ศูนยสิรินธรเพอื่ การฟน ฟูสมรรถภาพทางการแพทยแ หงชาติ กรมการแพทย. (มปป.). เอกสาร
รบั รองความพกิ าร ตามแบบแนบทายกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2537) ออกตาม
ความในพระราชบญั ญัติการฟนฟสู มรรถภาพคนพิการ พ.ศ. 2534. มปท : กรมการ
แพทย.
ศนู ยส ริ ินธรเพอ่ื การฟน ฟูสมรรถภาพทางการแพทยแหงชาติ กรมการแพทย. (2549). คูมือแบบ
ประเมนิ ความสามารถในการทํากจิ กรรมของผปู ว ยผพู กิ ารทศ่ี ูนยส ริ นิ ธรเพื่อการ
ฟน ฟสู มรรถภาพทางการแพทยแ หง ชาต.ิ กรงุ เทพฯ : เอ็น. เอ. รัตนะเทรดดงิ้ .
สาํ นักพฒั นาระบบบรกิ ารสขุ ภาพ กรมสนบั สนุนบรกิ ารสขุ ภาพ. (2550). แนวทางพฒั นาระบบ
บรกิ ารทตุ ยิ ภูมิและตติยภูมิ (ฉบบั ปรบั ปรงุ ). กรงุ เทพฯ : ชุมนมุ สหกรณการเกษตร
แหง ประเทศไทย.
สภุ าพร ชนิ ชยั , วรรณนภิ า บุญระยอง และจนัญญา ปญ ญามี. (2543). หลักเบอื้ งตน ทาง
กิจกรรมบาํ บดั (Principle of Occupational Therapy). เชยี งใหม : คณะเทคนคิ
การแพทย มหาวิทยาลยั เชยี งใหม.
American Occupational Therapy Association. (2006). ACOTE Accreditation
Standards. [online]. Available : http://www.aota.org/Educate/Accredit/
StandardsReview.aspx. (Access date : December 21, 2009)
23
Brown, T.G., Rodger, S., Davis, A. (2003). Motor-Free Visual Perception Test-Revised:
An overview and critique. British Journal of Occupational Therapy, 66(4),
159-167.
Baum, C.M. & Christiansen, C. H. (2005). Person-envirionment-occupation-performance:
An occupational-based framework for practice. In C. H. Christiansen & J. B.
Haugen (Eds.), Occupational therapy: Performance, participation, and well-being.
(3rd ed). New York : SLACK Incorporated.
Canadian Association of Occupational Therapist. (2002). Profile of Occupational Therapy
Practice in Canada. [online]. Available : http://www.caot.ca/index. Cfm?ChangeID
=269&pageID=274. (Access date : Sep 10, 2002)
Canadian Association of Occupational Therapists. (2005). CAOT's 2005 Academic
Accreditation Standards and Self-Study Guide. [online]. Available :
http://www.caot.ca/pdfs/GuideComplete.pdf. (Access date : December 21, 2009)
Canadian Association of Occupational Therapists. (2004). CAOT Position Statement
Quality occupational therapy services. [online]. Available : http://www.caot.ca/ 4
default. asp?pageid=1115.
Colarusso, R.P., Hammill, D.D. (1996) Motor-Free Visual Perception Test--Revised. Novato
CA: Academic Therapy Publications.
Colarusso, R.P.& Hammill, D.D. (2003). The Motor Free Visual Perception Test (MVPT-3).
Novato, CA : Academic Therapy Publications.
Crepeau, E.B., Cohn, E.S. and Schell, B.A. (2003). Willard and Spackman’s Occupational
Theory. Baltimore : Lippincott Williams and Wilkins.
Hammill, D.D., Pearson, N.A. and Voress, J.K. (1993). Developmental Test of Visual
Perception. 2nd ed. Austin, TX : Pro Ed.
Long, P.J., Emery, L.J.. (2002). Continuing Education : A Clinician’s Guide to Monitoring
and Promoting Competence. Occupational Therapy in Health Care. 2000; 12(4) :
1-15.
Louise, C., Fawcett, L., Randy Strickland. (1998). Accountability and Competence:
Occupational Therapy Practioner Perceptious. The American Journal of
Occupational Therapy 1998; 52(9) : 737-743.
24
Frostig, M., Lefever, W. and Whittlesey, J.S.R. (1966). Administration and scoring manual
for the Marianne Frosting Developmental Test of Visual Perception. Palo. Alto, CA :
Consulting Psychologists Press.
SAOT. (2003). Standards of Practice. Singapore Association of Occupational Therapists.
[online]. Available : http://www.saot.org/SAOT/About/Standards.htm.
5H
United Nations, UN. (2009). World Population Prospects : The 2008 Revision Highlights.
New York : Population Division of the Department of Economic and Social Affairs
of the United Nations.
World Health Organization. (2001). International Classification of Functioning, Disability
and Health (ICF) . Geneva : World Health Organization.
………………………
ภาคผนวก
34
ภาคผนวกท่ี 2
(ตวั อยาง) ใบรับรองการใหบ รกิ ารทางกจิ กรรมบาํ บดั
วันที่ ......... เดือน .............................. พ.ศ. .......
ขาพเจา ............................................................................................ นกั กจิ กรรมบาํ บดั
ประจาํ ...............(ช่อื สถานพยาบาล)................ ใบอนญุ าตประกอบโรคศลิ ปะเลขที่ ..................
ไดทาํ การประเมนิ ความสามารถในการทาํ กิจกรรมการดาํ เนนิ ชีวิต (Occupational Performance areas)
และ องคประกอบในการทาํ กจิ กรรมการดาํ เนนิ ชีวิต (Occupational Performance components)
ของ ......................................................................... เมอ่ื วนั ท่ี ..... เดือน ..................... พ.ศ. .....
พบวา .......................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
มคี วามเหน็ วา
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
.................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
ลงชื่อ .............................................. นกั กจิ กรรมบาํ บัด
(..............................................)
35
ภาคผนวกท่ี 3
ทกั ษะทางคลินกิ และความรคู วามสามารถเฉพาะวชิ าชีพ
ผปู ระกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบําบดั ตองมคี วามรูความสามารถในการสง เสริม ปอ งกัน
บาํ บดั และฟน ฟสู มรรถภาพที่จาํ เพาะเจาะจงของวชิ าชีพ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการทํากิจกรรมที่
ตรงกบั บทบาท หนา ท่ี และสอดคลองกับความตองการของผรู บั บรกิ าร ครอบครวั และชุมชน โดย
ตระหนกั ถงึ บรบิ ทสวนบคุ คลและสิง่ แวดลอ ม เชน พนื้ ฐานการศกึ ษา ภาษา วัฒนธรรม ทัศนคตติ อ
สุขภาพ พฤตนิ ิสยั แรงจงู ใจ ความสนใจ ความสามารถ ความเชอื่ เศรษฐานะ สภาพครอบครัว
บาน และสิ่งแวดลอ ม
แนวทางในการใหบรกิ ารทางกิจกรรมบาํ บดั ประกอบดว ย
1. การสง เสริมสขุ ภาพ เพอื่ ใหก ลุม เปา หมายไดม ีความรใู นการดูแลสุขภาพทวั่ ไป และ
การมสี ว นรว มในกจิ กรรมทางสงั คมในขอบเขตของวชิ าชพี กจิ กรรมบาํ บดั
2. การปอ งกนั เพือ่ มใิ หเกดิ ความเส่ียงทจ่ี ะนาํ ไปสูก ารสญู เสียความสามารถในการทาํ
หนา ทท่ี างดานรา งกาย ความคดิ ความเขา ใจ จิตใจในการดาํ เนนิ ชวี ติ และการมีสว น
รวมในกิจกรรมทางสังคม
3. การบาํ บัดและการฟน ฟสู มรรถภาพ เพือ่ เพ่ิมทักษะความสามารถในการทาํ กิจกรรม
การดําเนนิ ชีวิตทบ่ี กพรอง หรอื การคงไวซึง่ ระดบั ความสามารถทม่ี ีอยู ในการทาํ
กิจกรรมการดาํ เนนิ ชีวิตและการมีสว นรว มในกิจกรรมทางสงั คม
4. การดดั แปลงอปุ กรณ การปรบั สภาพแวดลอ ม และการปรบั เปลี่ยนลักษณะการทํา
กจิ กรรมการดาํ เนนิ ชีวิต
ทักษะทางคลนิ ิกและความรคู วามสามารถในการประกอบโรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบําบดั
แบงออกเปน 2 หมวด ดังน้ี
หมวดที่ 1 การดูแลในภาวะปกติ (Normal Conditions and General Principles of Care)
ผปู ระกอบโรคศิลปะสาขากจิ กรรมบาํ บัดตองมคี วามรูค วามสามารถในการ
สงเสริมสุขภาพ และปอ งกนั ปญ หาดา นสุขภาพของประชาชนไดอ ยางเหมาะสม
1.1 สามารถรวบรวมขอมูล และประเมินปญหาทางสุขภาพของบคุ คล
ครอบครวั และชมุ ชนตามกระบวนการทางกจิ กรรมบาํ บดั
1.2 สามารถสง เสรมิ สุขภาพสวนบคุ คล และชมุ ชน ตามกระบวนการทาง
กิจกรรมบาํ บดั เชน การสง เสรมิ พัฒนาการในเดก็ (Developmental Programs) การสงเสริม
สขุ ภาพจิต (Mental Health Programs) เปน ตน
1.3 สามารถปอ งกนั ปญ หาสุขภาพอนั เนือ่ งมาจากพฤตกิ รรม สภาพแวดลอม
36
ท่ไี มเ หมาะสม เชน การใหความรูเ กยี่ วกับ สุขนิสัยและความปลอดภยั ในการทํางาน (Occupational
Health and Safety) การปรบั วิธกี ารทาํ กจิ กรรมใหงา ยขน้ึ (Activity Simplification Methods)
หลกั การทางการยศาสตร (Ergonomic Principles) และเทคนคิ การปอ งกนั การบาดเจบ็ ของขอ
(Joints Protection Technique) เปน ตน
หมวดที่ 2 การดูแลในภาวะบกพรอง จําแนกการวนิ จิ ฉยั ตามกลมุ ชว งวัย/ กลุม โรค/
อาการ/ ชนิดของความผดิ ปกติและประเภทของความพกิ าร
ผปู ระกอบโรคศลิ ปะสาขากิจกรรมบําบดั ตอ งสามารถนาํ ความรูทางวทิ ยาศาสตร
การแพทยพน้ื ฐาน เทคนคิ เฉพาะทางดานกิจกรรมบาํ บัดมาใชใ นการตรวจประเมนิ วเิ คราะห
วางแผนการบาํ บดั ใหการบําบดั และฟน ฟใู หเ หมาะสมในระดับบุคคล ครอบครัวและชุมชน โดย
ตระหนกั ถงึ บรบิ ทสว นบุคคลและสิ่งแวดลอม เชน พื้นฐานการศกึ ษา ภาษา วฒั นธรรม ทศั นคตติ อ
สขุ ภาพ พฤตนิ ิสยั แรงจงู ใจ ความสนใจ ความสามารถ ความเชื่อ เศรษฐานะ สภาพครอบครัว
บาน และสง่ิ แวดลอม จาํ แนกไดด ังตอ ไปนี้
กลมุ ที่ 1 การวินิจฉยั พจิ ารณาสาํ หรบั กลมุ ชว งวัยทารก วยั เดก็ และวัยรนุ
(Diagnostic Consideration For infants, child, teenage and young adult) ไดแ ก ผปู ว ยเดก็
ทารก เดก็ วยั รุน และผใู หญต อนตน ชว งอายุตั้งแต 0 - 25 ป ( UN, 2009 )ที่มีปญ หาการลา ชา ของ
พัฒนาการ และ/หรอื มกี ารสญู เสยี ความสามารถทางดา นรางกาย จติ ใจ สังคม อารมณ และการ
เรียนรู ซง่ึ สง ผลใหใ หเกดิ ความบกพรองในการทาํ กิจวัตรประจาํ วนั การศกึ ษา การเลน กจิ กรรม-
ยามวาง การทํางานและการมสี วนรวมในสังคม จากปญ หาขางตน สามารถจาํ แนกการวนิ ิจฉยั ตาม
กลุม โรค/อาการ/ชนิดของความผิดปกติและประเภทของความพกิ าร (ICD-10 code) ดังตอ ไปน้ี
1.1 Certain conditions originating in Perinatal Period (ICD10, P00-P95)
เชน Birth asphyxia (P21) Feeding problem of newborn (P92) Birth trauma (P10-P15)
Infection specifics to the perinatal period (P35-P39) เปน ตน
1.2 Congenital malformation, Deformations and Chromosomal Abnormalities
(ICD10, Q00-Q99) เชน Encephalocele (Q01) Congenital Hydrocephalus (Q03)
Congenital malformation of circulartory system (Q20-Q28) Congenital malformations and
deformation of the musculoskeletal system (Q65-Q79) Cleft lip, Cleft palate (Q35-Q37)
Chromosomal abnormalities (Down, s syndrome)(Q90-Q99) เปน ตน
1.3 Disease of musculoskeletal system and connective tissue (M00-M99)
เชน Juvenile Rheumatoid Arthritis (M08-M09) Synovitis and tenosynovitis (M65) เปนตน
1.4 Injury , poisoning and certain and certain other consequences of
external Causes (S02-S09 , S40-S99 , T00-T07) Fracture of shoulder and upper arm (S42)
37
Fracture of forearm (S52) Injury of nerves at forearm level (S54) Fracture of wrist and hand
level (S62) เปน ตน
1.5 Mental and behavioral disorders (F70-F98) ( ICF: Functions related to
the digestive system b510-b539, Functions of the joints and bones b710-b729, Muscle
functions b730-b749, Movement functions b750-b789, Global mental functions b110-b139,
Specific mental functions b140-b189, Seeing and related functions b210-b229, Hearing and
vestibular functions b230-b249, Additional sensory functions b250-b279, Pain b280-b289,
Voice and speech functions:Articulation functions b320) ยกตวั อยา ง เชน
- Mental retardation (F70-79)
- Pervasive developmental disorders (F84)
- Specific developmental disorder of speech and
language (F80)
- Hyperkinetic disorder (F90)
- Emotional disorders with onset specific to
childhood(F93)
etc.
1.6 Disorders of the nervous system (ICD10, G00-G99) ( ICF: Functions
related to the digestive system b510-b539, Functions of the joints and bones b710-b729,
Muscle functions b730-b749, Movement functions b750-b789, Global mental functions
b110-b139, Specific mental functions b140-b189, Seeing and related functions b210-b229,
Hearing and vestibular functions b230-b249, Additional sensory functions b250-b279,
Pain b280-b289,Voice and speech functions:Articulation functions b320) ยกตัวอยาง เชน
- Meningitis and Encephalitis (G01-G05)
- Epilepsy(G40)
- Myasthenia gravis(G70)
- Mononeuropathies (G56-G59)
- Polyneuropathies (G60-G64)
- Cerebral palsy and other paralytic syndromes(G80-G83)
etc.
38
1.7 Neoplasm(C00-D48) ) ( ICF: Functions related to the digestive system
b510-b539, Functions of the joints and bones b710-b729, Muscle functions b730-b749,
Movement functions b750-b789, Global mental functions b110-b139, Specific mental functions
b140-b189, Seeing and related functions b210-b229, Hearing and vestibular functions b230-b249,
Additional sensory functions b250-b279, Pain b280-b289,Voice and speech functions:Articulation
functions b320) ยกตวั อยา ง เชน
- Malignant neoplasma of brain (C71)
- Malignant neoplasma of Spinal cord (C72)
etc.
1.8 Other เชน
- Burns (T20-32) ( ICF: Functions related to the digestive system b510-
b539, Functions of the joints and bones b710-b729, Muscle functions b730-b749, Movement
functions b750-b789, Global mental functions b110-b139, Specific mental functions b140-b189,
Seeing and related functions b210-b229, Hearing and vestibular functions b230-b249,
Additional sensory functions b250-b279, Pain b280-b289,Voice and speech
functions:Articulation functions b320)
- Disease of circulatory system (I00-I99) ( ICF: Functions related to the
digestive system b510-b539, Functions of the joints and bones b710-b729, Muscle functions
b730-b749, Movement functions b750-b789, Global mental functions b110-b139, Specific
mental functions b140-b189, Seeing and related functions b210-b229, Hearing and vestibular
functions b230-b249, Additional sensory functions b250-b279, Pain b280-b289,Voice and
speech functions:Articulation functions b320, Additional functions and sensations of the
cardiovascular and respiratory systems b450-b469) etc.
กลุม ท่ี 2 การวนิ จิ ฉัยพิจารณาสาํ หรบั กลมุ ชวงวยั ผใู หญ และวยั สงู อายุ
(Diagnostic Consideration For Adult and Elder) แบงออกเปน
2.1 ภาวะบกพรองทางดา นรา งกาย (Physical Dysfunction) หมายถึง ผูป วย
ในชวงวยั ผใู หญท ีม่ ีอายุมากกวา 25 ปข น้ึ ไป และวยั สงู อายุ (UN, 2009) ซ่ึงมคี วามบกพรองและ/หรือ
สูญเสียความสามารถทางดา นรา งกาย ทาํ ใหม ปี ญหาทางดา นการรับความรสู ึก การเคลอื่ นไหว การรบั รู
และการเรยี นรใู นการใชส ว นตางๆของรา งกายในการทาํ กจิ กรรมตางๆ ไดแก การทาํ กจิ วัตรประจําวัน
การศึกษา การทาํ งาน กิจกรรมยามวาง และการมีสว นรว มในสงั คม
39
จากปญ หาขางตน สามารถจาํ แนกการวนิ จิ ฉัยตามกลมุ โรค/อาการ/ชนิดของ
ความผิดปกตแิ ละประเภทของความพิการ (ICD-10 code) ดงั ตอไปนี้
2.1.1 Neurological conditions เชน
Nc1 Injuries to the head (SO0-S09) เชน
Cerebral concussion (S06.0), Cerebral laceration/contusion (S06.1)
Cerebral edema (S06.1), Intracranial injuries (S06.7,06.8,06.9)
etc.
Nc2 Injury of nerves and spinal cord (S14, S24,S34) เชน
Cervical cord injury/Quadriplegia (complete or incomplete) (S14.0- 14.2)
Thoracolumbar cord injury/Paraplegia (complete or incomplete) (S24.0.24.1,24.2
S34.0-34.6; G82.1-82.2)
etc.
Nc3 Cerebrovascular diseases (I60-I69) เชน
Subarachnoid intracranial hemorrhage (I60), Intracerebral hemorrhage (I61)
Cerebral infraction (I63), Cerebral aneurysm (I167.1), Cerebral atherosclerosis (I167.2)
etc.
Nc4 Infectious and Inflammatory disease of CNS (A80-89:G00-09) เชน
Meningitis (A87,G00-G02), Encephalitis (A83-86)
Brain (Intracranial) abcess (G06-G07)
Poliomyelitis (A80; B91) , Multiple sclerosis (G35)
etc.
Nc5 Nerve, nerve root, and plexus disorder and injuries (G50-G73, S44,S54,S64) เชน
Cranial nerve disorder (G50-53) and injuries (S04)
Nerve root and plexus disorders (G54-G55)
Neuritis/Causalgia (G56-57)
Polyneuritis/Polyneuropathies (G60-64):- Guilain Barre syndrome (G61.0)
etc.
Nc6 Neoplasms (C00-D48) เชน
Brain tumor (C70-71:D32-33)
Spinal cord tumor (C72; D33.4)
Malignant neoplasm of breast (C50)
etc.
Nc7 Other เชน
Parkinsonism (G20-22), Brain atrophy (G10-13), Hydrocephalus (G91)
Dementia (F00-003)
40
Toxic effects of various substance of the CNS (T50-65):- pesticides (T60), venom, tetanus
Toxoid, Metal, etc.
Disease of myoneural junction and muscles (G70-73) :- Myasthenia gravis (G70),
Myopathies (G73), Hemiplegia (G81) , Paraplegia and Tetraplegia (G82) etc.
Motor neuron diseases (G12.2)
etc.
2.1.2 Musculoskeletal condition เชน
Mc1 Fracture of spine without neurological deficit (S12, 22, 32; T08)
Mc2 Fractures of upper extremity and dislocation (S42, 52, 62; T10) เชน
- Fracture of shoulder and upper arm (S42)
- Fracture of forearm (S52)
- Dislocation sprain and strain of joints and ligaments of elbow (S53)
etc.
Mc3 Injuries to the wrist and hand (S60-S63,S66,S67-S69) เชน
- Multiple open wound of wrist and hand (S60)
- Fracture at wrist and hand level (S62)
- Traumatic amputation of wrist and hand (S68)
etc.
Mc4 Amputations (S38, 48, 58,78, 88,98) เชน
- Traumatic amputation of shoulder and upper arm (S48)
-Traumatic amputation of hip and thigh (S78)
- Traumatic amputation of lower leg (S88)
etc.
Mc5 Disease of the musculoskeletal system and connective tissue (M00-M99,S46,56,76,86) เชน
- Osteoporosis (M82)
- Rheumatoid arthritis (M05-M06)
- Gout (M10)
- Disorder of synovium and tendon (M65-M68)
- Other soft tissue disorders (M70-M79, S46, 56, 76, 86) ไดแก
Strain, Sprain, Concussion, Fibrositis, Tendinitis, Fascilitis, Menicus injury,
Ligamentous Injury (tear, avulsion), Carpal tunnel syndrome, Dupuytren’s contracture,
De Quervain’s Contracture, Trigger finger, Tenosynovitis
etc.
41
Mc7 Deformities (Q65-79) เชน
Other congenital abnormalities
etc.
Mc8 Neoplasma เชน
- Benign neoplasm of bone and articular cartilage (D16)
- Benign neoplasm of connective and other soft tissue (D21)
- Malignant neoplasm of bone and articular cartilage (C40-41)
- Malignant neoplasm of connective and other soft tissue (C49)
etc.
Mc9 Others เชน
- Volkman’s ischemic contracture (I73)
- Myositis (M60)
- Systemic Lupus erythromatosus (S32)
etc.
2.1.3 Cardiopulmonary conditions เชน
C1 Pneumonia (J14)
C2 Asthma (J45)
C4 Heart and Coronary Disease (I00-09, I20-25, I30-52) เชน
Myocarditis, Rheumatic heart disease, Myocardial infarction, Heart Failure,
Cardiomyopathy, Ischemic Heart disease (I20-I25), Congenital heart disease (Q20-26)
etc.
C5 Vascular disease (I70-79,80-89 , 95-99) เชน
Atherosclerosis (I70), Aortic aneurysm (I71), Embolism and thrombosis (I74) ,
Hypotension (I95)
etc.
C6 Neoplasma (C32-34; D4.1-4.4) เชน
Tumor in larynx, Trachea, Bronchus, Lung and pleura
etc.
C7 Others (I26-28 ; J 96 ) เชน
Pulmonary embolism (I26), Aneurysm of pulmonary artery (I28)
etc.
42
2.1.4 Miscellaneous system
Xc1 Burns (T20-32)
Xc2 Diabetes mellitus (E10-14)
2.2 ภาวะบกพรอ งทางดา นจิตใจ (Mental Disorder) หมายถงึ ผปู ว ยในชวงวยั
ผใู หญทมี่ อี ายมุ ากกวา 25 ปข นึ้ ไป และวัยสูงอายุ (UN, 2009) ซ่งึ มกี ลมุ อาการ และ/หรือความ
บกพรอ งทางดา นจติ ใจ อารมณ พฤติกรรมและจิตสงั คม ทาํ ใหบกพรอ งหรอื สูญเสยี ความสามารถ
ในการทํากจิ วตั รประจาํ วนั การศึกษา การทํางาน กิจกรรมยามวา ง และการมสี ว นรว มในสงั คม
จากปญหาขา งตนสามารถจาํ แนกการวนิ จิ ฉัยตามกลมุ โรค/อาการ/ชนิดของความผดิ ปกติและ
ประเภทของความพิการ (ICD-10 code) ดังตอ ไปนี้
Mental & Behavioral disorder (F00- F99) เชน Mental & behavior disorder
due to alcohol, Drug and Substance (F10-F19) Panic, Anxiety disorder (F40-F48)
Organic mental disorders (F00-F09) Disorders of adult personality and behavior (F60-
F69) Disorders of psychological development (F80-F89) (Autism, speech And language
disorder, motor function disorder) Behavioral and emotional disorders with onset usually
occurring in childhood and adolescence (F90-F99) Mood disorders (F30-F39): manic
episode, bipolar disorder, depressive episode Schizophrenia (F20-F29) Mental
Retardation (F70-F79)
43
Evaluation Tools ภาคผนวกที่ 4
แหลง การคน หาเคร่อื งมือ
คนเพ่ิมเติมไดท ่ี
1. Goniometry 1.1 Norkin,C.C.,White,D.J. (1985). Measurement of
joint motion : A Guide to Goniometry.Philadelphia
2. Manual Muscle : FA Davis Company.
Testing(MMT)
1.2 Pedretti LW. (1996). Occupational Therapy
3. Reflex Testing evaluation and assessment of physical
dysfunction.In Pedretti LW (Eds.),
4.Denver Developmental Occupational Therapy: Practice skills for Physical
screening Test (DDST) Dysfunction. St. Louis : CV Mosby.
5.Bruiniuks-Oseretsky 2.1 Kendall,F.P., McCreary,E.K., Provance,P,G. (1993).
Test of motor Muscle Testing and Function. Baltimore :
Proficiency William&Wilkins.
6. Miller Assessment For 3.1 Fiorentio MR. (1976). Reflex Testing Methods For
Preschoolers (MAP) Evaluation C.N.S Development. 2 nd ed. Spingfield:
Charcles Thomus.
4.1 สภุ าพร ชนิ ชัย. (2540). แบบคัดกรองพฒั นาการ
DenverDevelopmental Screening Test (DDST).
เชียงใหม : ภาควิชากิจกรรมบําบดั คณะเทคนิค
การแพทย มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม, (อัดสาํ เนา).
5.1 Bruiniuks, R.H. (1978). Bruiniuks-Oseretsky Test of
Motor Proficiency : Examinor’s Manual. Circle
Pines, MN: Amerian Guidance Service.
6.1 Miller, L.J.. (1988). Miller Assessment For
Preschoolers : Manual 1988 Revision. New York :
The Psychological Corporation.
44
Evaluation Tools คนเพ่มิ เติมไดท่ี
7. VineLand Adaptive
7.1 Brails,N. (2003). Utility of the Vineland Adaptive
Behavior scales Behavior scales. In,diagnosis and research with
adult who have mental retardation, 41(4),286-289.
8. Allen Cognitive
7.2 Fenton,G.D.,Ardiac,ValenteD.,Del chio,I.,Fabrizi,A.,
9.Loewenstein Bernabei,P. (2003). Vineland adaptive behavior
Occupational Therapy Profile in children with autism and modurate to
Cognitive Assessment Developmental Delay.Autism,7(3), 239-287.
10. Sensory Profile 8.1 AllenC.A. (1990). Allens Cognitive levels(ACL)Test.
Colchester, CT: Manual & World wild.
11. Sensory integration
and Praxis Test 9.1 Malka Ltzkovich, Averbuch. and KatZ. (1993).
Loewenstein Occupational Therapy Cognitive
12. Motor Free Visual Assessment (LOTCA) Manual. Occupational
Perception Test - Therapy Department,Loewenste.in Rehabilitation
Revised ( MVPT-R) Hospital Israel. (Copyright).
13. Frostig visual 10.1 Dunn,W.,&Westman,K.(1997). The sensory Profile:
Perception Test The performance of a national sample of children
Without Disabilities. AJOT,51(7),490-495.
11.1 Ayres AJ.(1989). Sensory Integration and Praxis
test-SIPT manual Los Angeles. Los Angeles, CA :
Western Neurological Services.
12.1 Colarusso, R.P. & Hammill, D.D. (1996).
Motor Free Visual Perception Test – Revised.
Nava to, CA : Academic Therapy Press.
13.1 Frostig, M. Lefever, W., Whittlesey, J.S.R. (1966).
Administration and Scoring manual for the
Marianne Frostig Developmental Test of Visual
Perception. Palo. Alto, CA : Consulting
Psychologist Press.
45
Evaluation Tools คนเพิ่มเติมไดท่ี
14. VMI Test 14.1 Beery,K.E. (1997). The Beery – Buktenica
Developmental Test of Visual – Motor Integration
15. Interest checklist (VMI) : Administration, Scoring and Teaching
And Activity checklist Manual. 4 th ed, Revised Parsippany,
NJ : Moderm Curriculum Press.
16. Environmental
checklist 15.1 Kartz, N. (1988). Interest checklist. A factor
analysis Study. Occupational Therapy in Mental
17. Role checklist Health,8 (1),45-55.
18. SNMCR score 15.2 Klyczek,J.P., Bauer-Yox,N.and Fiedler,R.C.(1997).
The Interest Checklist : A Factor analysis.
AJOT,51(10), 815-823.
16.1 Bronson,M.& Bundy,A.C. (2001). A correlational
study of the Test of Playfulness and the test of
Environmental Supportiveness. Occupational
Therapy Journal of Research,21,223-240.
16.2 Bradley,R.H.,& Caldwell,B.M. (1979).
Home observation For Measurement of the
Environmental : A revision of the preschool scale.
American Journal of mental Defiency,84,235-244.
17.1 Forsyth,K.,& Keilhofner,G.(2003). Model of
human Occupation. In Kramer,J.Hinojosa,&
C.B. Royeen (Eds), Perspective in human
Occupation : Participation in life . (pp.45-86).
Philadelphia,PA : Lippincott, Williams&Wilkins.
18.1 ศูนยส ิรนิ ธรเพ่อื การฟน ฟูสมรรถภาพทางการแพทย
แหง ชาต.ิ (2549) คูม อื แบบประเมนิ ความสามารถ
ในการทาํ กจิ กรรมของผูปวย/ผพู กิ ารทศ่ี นู ยส ริ นิ ธร
เพือ่ การฟน ฟสู มรรถภาพทางการแพทยแ หงชาต.ิ
กรุงเทพฯ : เอ็น.เอ. รัตนะ เทรดดิง้ .