The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อิทธิพลพระพุทธศาสนาที่มีต่อภูมิสถาปัตย์ไทย ๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุพจน์ ชอบเรียนรู้, 2023-10-21 23:29:49

อิทธิพลพระพุทธศาสนาที่มีต่อภูมิสถาปัตย์ไทย ๑

อิทธิพลพระพุทธศาสนาที่มีต่อภูมิสถาปัตย์ไทย ๑

๑ ค ำน ำ


๒ ค ำน ำ เอกสารฉบับนี้ เกิดขึ้นด้วยการที่ผู้เขียนได้เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยที่มีความเกี่ยวข้องกับศิลปะ ท้องถิ่นที่ศิลปินผู้วาดส่วนใหญ่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระพุทธศาสนา เมื่อมีโอกาสสร้างสรรค์ผลงานในพื้นที่ สาธารณะ และศาสนสถาน ท าให้ผู้เขียนเห็นความส าคัญ ในอีกด้านหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย ที่น ามาเสนอในครั้งนี้เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น และข้อมูลที่น ามาร้อยเรียงก็เป็นส่วนหนึ่งของนักวิจัยหลาย ท่านที่ได้ร่วมกันท างานจนเสร็จสิ้นไปหลายปี เพียงผู้เขียนคิดว่ายังพอจะมีประโยชน์จึงมาขัดเกลา เพิ่มเติมขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจ ขอขอบคุณนักวิจัย สถาบันที่ให้การสนับสนุนโครงการ (วช. งบประมาณ ๒๕๖๑) มา ณ โอกาส นี้ พระใบฎีกาสุพจน์ ตปสีโล,ผศ.ดร.


๓ สำรบัญ เรื่อง หน้ำ ค ำน ำ ๒ ภำคที่ ๑ พุทธจักรวำลวิทยำในไตรภูมิพระร่วง ๕ บทน ำ ๕ แนวคิดและควำมหมำยพุทธจักรวำลวิทยำในไตรภูมิพระร่วง ๖ หลักกำรส ำคัญของพุทธจักรวำลวิทยำ ๑๐ ขอบเขตจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนา ๑๐ ประเภทจักรวาลวิทยา ๑๑ แนวคิดจักรวำลวิทยำทำงวิทยำศำสตร์ ๑๘ หลักการส าคัญ ๑๙ ประเภท/องค์ประกอบ ๑๙ การประยุกต์ใช้กับแนวคิดจักรวาลวิทยา ๒๐ กำรถ่ำยทอดคติพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนงำนศิลปกรรมในภูมิสถำปัตย์วัด ๒๑ พุทธจักรวาลวิทยาผ่านสถาปัตยกรรม ๒๑ การถ่ายทอดพุทธจักรวาลวิทยาผ่านการจัดวางผังวัด ๒๔ การถ่ายทอดพุทธจักรวาลวิทยาผ่านงานจิตรกรรม ๒๖ การถ่ายทอดพุทธจักรวาลวิทยาผ่านงานการประดับตกแต่ง ๒๗ คติพุทธจักรวาลวิทยาผ่านงานศิลปกรรมของมหายาน ๒๙ ภำคที่ ๒ พุทธจักรวำลวิทยำในภูมิสถำปัตย์วัดในประเทศไทย ๓๕ บทน ำ ๓๕ องค์ประกอบของพุทธจักรวำลวิทยำ ๓๘ โครงสร้างสิ่งต่างๆ รอบเขาสิเนรุ ๓๙ โครงสร้างจักรวาลเบื้องบนเขาสิเนรุ ๔๐ โครงสร้างจักรวาลเบื้องล่างเขาสิเนรุ ๔๐ พุทธจักรวำลวิทยำในพระสูตร ๔๒ อัคคัญญสูตร ๔๓ จักกวัตติสูตร ๔๓ สุริยสูตร ๔๔ ภูมิสถำปัตยกรรมวัด ๔๕ ความหมายภูมิสถาปัตย์ ๔๖ หลักการส าคัญ ๔๖ ประเภทภูมิสถาปัตยกรรม ๔๗ กระบวนการและวิธีการ ๔๙


๔ เรื่อง หน้ำ ทฤษฎีภูมิสถำปัตยกรรม ๕๔ สถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ภาคเหนือ ๕๕ สถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ภาคกลาง ๕๖ สถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ภาคใต้ ๕๗ สถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ภาคอีสาน ๕๘ สถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ในศาสนาสถาน ๕๙ กำรประยุกต์ใช้พุทธจักรวำลวิทยำโดยผ่ำนแนวคิดภูมิสถำปัตย์ ๖๑ ประเพณีการรดน้ าด าหัวเทศกาลสงกรานต์ ๖๒ การประยุกต์สถาปัตยกรรมกับการออกแบบ ๖๓ ภำคที่ ๓ แหล่งเรียนรู้ภูมิสถำปัตย์แนวพุทธจักรวำลวิทยำ ๖๕ บทน ำ ๖๕ ควำมหมำยของภูมิสถำปัตย์วัด ๖๖ หลักการส าคัญของภูมิสถาปัตย์ (สร้างวัด) ๖๙ องค์ประกอบของภูมิสถาปัตย์ (จริยธรรม) ๗๐ การประยุกต์ใช้ภูมิสถาปัตย์ ๗๒ แหล่งเรียนรู้พุทธจักรวำลคติในกำรวำงผังวัด ๗๕ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ๗๖ วัดอินทราวาส (วัดต้นเกว๋น) ๘๙ บทสรุป ๙๔ บรรณำนุกรม ๙๗


๕ ภำคที่ ๑ พุทธจักรวำลวิทยำในไตรภูมิพระร่วง ๑.๑ บทน ำ ไตรภูมิพระร่วงหรือ “เตภูมิกถา” เป็นวรรณกรรมชิ้นส าคัญที่มีอิทธิพลในการหล่อหลอมความคิด ความเชื่อของคนไทยเป็นเวลานาน แต่งขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัย โดยพระยาลิไทย(พระมหาธรรมราชาที่ ๑ )เป็น กษัตริย์องค์ที่ ๖ แห่งอาณาจักรสุโขทัย(ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๐–๑๙๒๗) โดยมากอ้างอิงคัมภีร์ชั้นรองจาก พระไตรปิฎกประมาณ ๓๐ คัมภีร์มีแก่นเนื้อหาส าคัญของไตรภูมิพระร่วง คือ การเสนอโครงสร้างของจักรวาล วิทยา (cosmology) ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง โดยแกนของภูเขาจะหยั่งลงไปในทะเลสีทันดร บริเวณ ล้อมรอบภูเขาจะประกอบด้วยภูมิใหญ่ ๓ ภูมิ คือ กามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปาวจรภูมิ ภูมิต่าง ๆ เหล่านี้มีต าแหน่งรายล้อมรอบเขาพระสุเมรุลดหลั่นกันไปตามล าดับ (hierarchy) โดยบนยอดภูเขาจะเป็น สวรรค์ของพระอินทร์ในฐานะผู้ปกครองจักรวาล แนวความที่ส าคัญและมีอิทธิพลต่อสังคมไทยของไตรภูมิพระร่วง คือ ความเชื่อเรื่องบุญ-บาป นรกสวรรค์ การเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ และความเชื่อว่าจะได้เกิดในโลกยุคพระศรีอาริย์เมื่อได้สดับเตภูมิ กถาหรือไตรภูมิ นอกจากนั้น ความในเรื่องไตรภูมิ ยังสามารถใช้อธิบายสถานะอันไม่เท่าเทียมกันของคนใน สังคมได้ด้วย นั่นคือ เมื่อเกิดค าถามว่าท าไมคนเกิดมาไม่เท่าเทียม ท าไมบางคนร่ ารวย ในขณะที่บางคนยากจน ปัญหานี้สามารถตอบได้โดยยกให้เป็นปัญหาของการสั่งสมบุญบารมีมาไม่เท่าเทียมกันของแต่ละบุคคล กษัตริย์ เป็นผู้ที่สั่งสมบารมีมามากที่สุด จึงเป็นผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงที่สุด กล่าวคือเมื่อสถานะทางสังคมถูกอธิบาย ด้วยเรื่องบุญบารมีส่วนบุคคล การที่จะตั้งค าถามต่อความอยุติธรรมของนักปกครองและระบบการปกครองจึงมี ขึ้นไม่ได้ เพราะมีเหตุและผลอธิบายไว้แล้วว่าเพราะเหตุใด ความเชื่อในไตรภูมิปรากฏเป็นรูปธรรมให้เห็นได้อย่างชัดเจนในงานศิลปกรรมเช่น ภาพวาด งาน พุทธศิลป์งานจิตรกรรม ประเพณีการสร้างพระเมรุมาศเพื่อพระราชทานเพลิง พระบรมศพและพระศพ เป็น ราชประเพณีที่แฝงคติความเชื่อที่ปรากฏใน ไตรภูมิเรื่องเทวดา และเขาพระสุเมรุอันล้อมรอบด้วยเขาสัตตบริ ภัณฑ์เป็นศิลปกรรมชิ้นเอกที่ได้รับการสืบทอด และสืบสร้าง มาสู่ปัจจุบัน กล่าวโดยสรุป ยุคเก่าของสังคมไทย ก าหนดเอาตั้งแต่สมัยสุโขทัยลงมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเป็นยุคสมัยที่สังคมไทยยึดจักรวาลวิทยา แบบไตรภูมิเป็นกระบวนการทัศน์กระแสหลักในการอธิบายโลกและชีวิต นอกจากนั้น เมื่อมองในแง่ของการ แต่งวรรณกรรม สังคมไทยยึดจารีตแบบลังกาเป็นแม่แบบในการแต่งวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา นอกจากนั้นคติไตรภูมิในพระพุทธศาสนามีอิทธิพลอย่างยิ่ง ต่อความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติคุณธรรมจริยธรรม และศิลปวัฒนธรรม ในสังคมไทย สร้างความศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนอย่างแน่นแฟ้นตลอดมา มีที่มาจาก พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสส รวมทั้งหมดประมาณ ๓๐ พระคัมภีร์ เป็นแก่นธรรม ของพระพุทธศาสนา คือความเชื่อเรื่องบาปบุญการเวียนว่าย ตายเกิดใน ๓ ภพ โลก สวรรค์และอบายภูมิการ หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ด้วยการเข้าถึงพระนิพพาน


๖ ๑.๒ แนวคิดและควำมหมำยพุทธจักรวำลวิทยำในไตรภูมิพระร่วง ไตรภูมิจักรวาลในพระพุทธศาสนา จะมีทั้งโลกของเทวดาและพรหม ซึ่งเทวดาและพรหมนี้เป็น นามขันธ์ไม่มีรูปขันธ์ เป็นสภาวะจิตที่เป็นกุศล เพราะเทวดาด ารงด้วยธรรม พรหมด ารงอยู่ฌานสมาบัติ ส่วน มนุษย์และสัตว์นั้นมีขันธ์ ๕ ครบโดยเฉพาะรูปขันธ์ มนุษย์และสัตว์จัดอยู่ในชั้นกามภูมิ ซึ่งมนุษย์เป็นกามภูมิ ชนิดสุคติ แต่สัตว์อยู่ในชั้นกามภูมิเช่นกันแต่เป็นทุคติ การที่เป็นเช่นนี้จะสัมพันธ์อยู่กับโลกนี้และโลกหน้า ที่ ขึ้นอยู่กับการกระท าของมนุษย์ที่ตัดสินด้วยจริยธรรมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “บุคคลใดอบรมอินทรีย์ ทั้งหลายได้แล้วในโลกทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก รู้ชัดทั้งโลกนี้และโลกหน้า รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น บุคคลนั้นผู้อบรมตนแล้วเช่นนี้ เรียกว่า “บัณฑิต หรือ ผู้ฝึกตนแล้ว” (ขุ. สุ. (ไทย) ๒๕/๕๒๒/๖๒๑) อีกค า หนึ่งโลกในเชิงจริยธรรม คือ “(บุคคล) พึงประพฤติสุจริตธรรม ไม่พึงประพฤติทุจริตธรรม ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” (ขุ. ธ. (ไทย) ๒๕/๑๖๙/๘๕) สรุปคือ โลกนี้หรือโลกหน้าจะมีสภาพ อย่างไร เป็นสุขหรือทุกข์ ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของมนุษย์ แต่ที่ส าคัญคือ ความมีอยู่ของโลกหน้า ค าบาลีว่า “อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ กตปุ ฺโ อุภยตฺถ นนฺทติ ปุ ฺ เม กตนฺติ นนฺทติ ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโต” (ขุ.ข. (บาลี) ๒๕/๑๑/๑๗) นอกจากนั้นยังมี มหาปทานสูตร ที่กล่าวถึงเรื่องกฎธรรมดาของพระโพธิสัตว์ ว่า “เวลาที่พระ โพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จลงสู่พระครรภ์ของพระมารดาแสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและ มนุษย์ ด้วยเทวานุภาพของเหล่าเทพ แม้ในช่องว่างระหว่างโลกซึ่งไม่มีอะไรคั่น มีสภาพมืดมิดหรือที่ที่ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ส่องแสงไปไม่ถึง ก็มีแสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ปรากฏขึ้น ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพ เพราะแสงสว่างนั้น เหล่าสัตว์ที่เกิดในที่นั้น ๆ จึงรู้จักกันและกันว่า “ยังมีสัตว์ อื่นเกิดในที่นี้เหมือนกัน” และ สหัสสีโลกธาตุนี้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ทั้งแสงสว่างเจิดจ้าหาประมาณมิได้ก็ ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทพข้อนี้เป็นกฎธรรมดาในเรื่องนี้”(ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๘/๑๑) ควำมหมำยจักรวำลวิทยำ จักรวาลวิทยา (อังกฤษ: cosmology) เป็นการศึกษาเอกภพโดยรวม ซึ่งนับว่าเป็นการศึกษาถึงสิ่ง ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและเป็นพื้นฐานที่สุดในเวลาเดียวกัน จักรวาลวิทยามุ่งเน้นที่จะศึกษาถึงองค์ประกอบและ ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายในเอกภพ พร้อมกับพยายามที่จะอธิบายความเป็นมาของเอกภพในอดีต และท านายความเป็นไปของเอกภพในอนาคต เอกภพเป็นอย่างไร เอกภพมีขอบเขตจ ากัดหรือไม่ เอกภพ เกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะเหตุใดเอกภพจึงมีรูปร่างลักษณะอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอนาคตข้างหน้าเอกภพ จะเป็นอย่างไร ปัญหาเหล่านี้คือสิ่งที่นักจักรวาลวิทยาทั้งหลายสนใจ มีนักวิชาการอธิบายให้ความหมายไว้ดังนี้ พจนานุกรม ฉบับราชบัญฑิตยสถาน นิยามค าว่า จักรวาล (Universe) ว่า “ปริมณฑล ประชุม หมู่ เทือกเขาในนิยาย เป็นก าแพงล้อมรอบโลกและเป็นเขตกั้นแสงสว่างกับความมืด บริเวณโดยรอบของโลก ทั่ว โลก บริเวณโดยรอบของโลก” (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๒: ๒๙๗) ค าว่า “จักรวาล” มาจากค าสองค า จักกะ + วาฬ แปลว่าการหมุนไปเหมือนวงล้อ หรือวงกลมดังล้อรถ ค าว่าหมุนไป เคลื่อนไป เป็นการท างานของล้อที่ มีลักษณะกลม ๆ ค าว่า โลก ความหมายทางภูมิศาสตร์ คือ แผ่นดินอันกว้างใหญ่ซึ่งเป็นที่อยู่ของหมู่สัตว์ พื้นดิน ฟ้า และอากาศทั้งหมดซึ่งสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์ทั่วไป มนุษยชาติคน เมื่อมีค าต่อท้ายว่าวิทยา คือ การศึกษาเกี่ยวกับโลกและบริเวณโดยรอบหรือความรู้เกี่ยวกับโลกและสรรพสิ่ง พระพุทธศาสนา พระไตรปิฎก จูฬนิกาสูตร กล่าวว่า ค าว่า “โลก ก็ดี โลกธาตุ ก็ดี ในที่นี้ ท่านหมายความเป็นอันเดียวกันกับค าว่า จักรวาล” (องฺ.ติก. (มมร.) ๓๔/๕๒๐/๔๓๒) คือเป็นค าเดียวกันหรือ


๗ เป็นไวพจน์ของค าว่าจักรวาล จะใช้ค าว่า โลก หรือจักรวาล เอกภพ ก็มีเป็นค าเดียวกัน กล่าวคือ แผ่นดินเป็น ที่อยู่อาศัย หมู่สัตว์ผู้อาศัย มีทั้งลักษณะที่เป็นที่อยู่ ภูมิประเทศ หมู่สัตว์ ค าว่า โลกแยกย่อยออกไปมี ๓ โลก คือ “สังขารโลก สัตว์โลก โอกาสโลก”(ส .ม. (ไทย) ๑๙/๔๗๙/๒๘๘) สังขารโลก โลกคือสังขาร อันได้แก่สิ่งผสม ปรุงแต่งทั้งหลาย ก็ได้แก่ทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่าง ตลอดจนถึงหมู่สัตว์ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งหลาย จากพื้นพิภพ นี้ มาเป็นสิ่งนั้นมาเป็นสิ่งนี้ เช่นมาเป็นต้นไม้เป็นภูเขา เป็นแม่น้ าล าคลอง มาเป็นหมู่สัตว์ทั้งมนุษย์และ เดรัจฉาน ซึ่งต่างด ารงอยู่ได้ด้วยอาหาร พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้สังขารโลก โลกคือสังขารคือสิ่งผสมปรุงแต่งทั้ง ปวง พร้อมทั้งเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้บังเกิดเป็นสังขารต่างๆ ขึ้น สัตว์โลก โลกคือหมู่สัตว์หรือสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย บรรดามี และโอกาสโลก คือ แผ่นดิน หรือพื้นพิภพหรือภูมิประเทศทั้งมวล อีกนัยหนึ่ง โลก ๓ คือ มนุษย์โลก โลกของมนุษย์ เทวโลก โลกของเทวดา และพรหมโลก โลกของพรหม อีกค าที่นิยมใช้ คือ โลกธาตุ คือแผ่นดิน จักรวาลหนึ่งในพระพุทธศาสนาเรียกว่า โลกธาตุ คือ จักรวาลทั้งหมด สรรพสิ่งต่างๆ ล้วนเป็นธาตุ จึงเรียกว่า โลกธาตุ อีกนัยหนึ่ง ค าว่า โลก แยกตามประเภทมี ๓ คือ สวรรค์ แผ่นดิน และที่ซึ่งอยู่ระหว่างกลาง บ้างก็ถือ ว่ามี ๗ ชั้น มีพรหมโลกเป็นชั้นสูงสุด โดยสรุปตรงค าว่า โลก ๓ มีทั้งโลกที่เป็นวัตถุธาตุสามารถมองเห็นได้ และโลกเหนือประสาทสัมผัส เช่น เทวโลก ,พรหมโลก หรือโลกหน้า จักรวาลทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง “หมู่ดาว หรือกาแลกซี่ ต าแหน่งจักรวาลมีดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลาง ถือก าเนิดมาจากกลุ่มแก๊สร้อนกลุ่มหนึ่ง ของทางช้างเผือก เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านปีมาแล้ว จักรวาลนี้เป็นจักรวาลที่มีความไม่ธรรมดาอยู่หลายประการ เช่น มีสิ่งมีชีวิต มีวงโคจรของดาวเคราะห์บริวาร ของจักรวาลนี้ ที่แทบจะอยู่ในระนาบเดียวกันหมด นอกจากนี้ดาวเคราะห์ส่วนมาก จะหมุนรอบตัวเองใน ทิศทางเดียวกัน ยกเว้นดาวศุกร์และพลูโต ซึ่งหมุนสวนทิศกับดาวดวงอื่นๆ ที่แปลกสุดแปลกคือดาวมฤตยูนั้น จะตะแคงตัวหมุน ครั้นเมื่อนักดาราศาสตร์ เปรียบเทียบความเร็วในการโคจร ของดาวเคราะห์และดวงอาทิตย์ แล้ว เขาก็พบว่าดวงอาทิตย์ของเรา หมุนช้าอย่างแทบไม่น่าเชื่อ แค่นี้ยังไม่พอ นักวิทยาศาสตร์ก็ยังรู้แปลก ที่ยัง ตอบไม่ได้ว่าเหตุใดดวงจันทร์ ของโลกและดวงจันทร์ของดาวพลูโตจึงมีขนาดใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับดาวแม่ ในขณะที่ดวงจันทร์ของดาวเคราะห์อื่นๆ นั้นเล็กนิดเดียว และดวงจันทร์เหล่านั้นมาจากไหน เหตุใดดาว เคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์จึงประกอบด้วยธาตุหนัก แต่เหล่าดาวที่อยู่ไกลจึงมีองค์ประกอบที่เป็นธาตุเบา เหตุ ใด เหตุใด และเหตุใดทฤษฎีใดๆ ของสุริยจักรวาลที่ถูกต้อง และสมบูรณ์จะต้องอธิบายและตอบค าถามต่างๆ ที่ กล่าวมาข้างต้นนี้ได้หมด”(https://th.wikipedia.org/wiki/จักรวาล (๑๖ พ.ย.๖๑) นักปรัชญา พีทาโกรัส ให้ค าว่า จักรวาล (cosmos) คือ เอกภพซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ซับซ้อนและเป็น ระบบระเบียบ การศึกษาเกี่ยวกับจักรวาลในความหมายต่าง ๆ ตามบริบท จักรวาลวิทยาทั้งหมดมีเป้าหมาย เดียวกัน คือการพยายามท าความเข้าใจ ระเบียบอันเป็นนัยในการเป็นอยู่ทั้งหมด ศาสนาและระบบปรัชญา ส่วนใหญ่มีจักรวาลวิทยา จักรวาลวิทยา จะตรงกับค าว่า โลกศาสตร์ ว่าด้วยของโลกและจักรวาล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ ธรรมชาติรอบตัวรวมถึงเห็นความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง โลกทีปกสารและจักรวาลวิทยา สองเล่มนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับโลกตามคติพระพุทธศาสนาโดยแท้ จักรวาลวิทยา ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์ “โดยภาพถ่ายจากดาวเทียม WMAP , กล้องโทรทัศน์ อวกาศฮุบเบิล และดาวเทียมพลังค์ (Planck Satellite) ที่ท าให้เห็นภาพของเอกภพ (หรือจักรวาลตาม ความหมายในคัมภีร์) และกระจุกกาแลกซี่ต่างๆ เมื่อภาพชัดขึ้นก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกงจักร หรือก้นหอย ใน การนี้นักดาราศาสตร์ เอ็ดวิน ฮุบเบิล (Edwin Hubble) ที่ได้ใช้กล้องโทรทัศน์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐๐ นิ้ว บนเขาเมาท์วิวสัน แสดงให้เห็นว่า กาแลกซี่ เคลื่อนที่หนีออกจากโลกด้วยความเร็วมหาศาล นั่นคือจักรวาล ก าลังขยายตัว จักรวาลนั้นมิได้สถิตย์และสถาวรชั่วนิรันดร์ ผลงานของฮุบเบิล ช่วยยืนยันผลของทฤษฎี


๘ สัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์(ขยายตัวและเคลื่อนที่ไป) โครงสร้างของกาลอวกาศ (space-time) มีพลวัต (dynamic) และโค้ง (curved)” ( https://apinyatabkim.wordpress.com (๒๕ พ.ย.๖๑) จักรวาลว่าตามสุริยะจักรวาลแล้ว หมายถึง สรรพสิ่งบรรดามีที่มีการเคลื่อนไปตามธรรมชาติ หรือวัฏจักร มีค าไวพจน์คือ เอกภพ หรือโลก ในเชิงภูมิศาสตร์ หมายถึงแผ่นดิน ป่า ภูเขา น้ า ล าธาร ในเชิงเป็น ที่อยู่อาศัย คือ เป็นพื้นที่มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ นอกจากนี้ในทางพระพุทธศาสนายังหมายถึงไปโลกของ เทวดาและพรหมโลกด้วย สอดคล้องค านิยามว่า โลก ๓ โลก ได้แก่ สัตว์โลก คือหมู่สัตว์ สังขารโลก คือสรรพสิ่ง ที่ปรุงแต่งและเคลื่อนย้ายสลายไป และโอกาสโลก คือ ภูมิประเทศไทย ธรรมชาติ นี่เอง ซึ่งโอกาสโลกนี้ตรงกับ ส่วนทฤษฎีเกี่ยวกับดาราศาสตร์ รวมถึงบิ๊กแบงที่หมายถึงการขยายตัวของเอกภพ และภาวะร้อนยิ่งยวดของ ดวงอาทิตย์ การก่อตัวของฮีเลียม ดังนั้น คัมภีร์ที่กล่าวถึงโลกมีทั้งพระไตรปิฎกโดยตรง และยังมีคัมภีร์ จักรวาลทีปนีกับโลกปสารทีปนี มีค าที่ใช้ตรงกับค าว่าจักรวาลวิทยา คือ โลกศาสตร์ สรุปว่า จักรวาลเชิงวิทยาศาสตร์คือระบบสุริยะจักรวาลประกอบด้วยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว รวมถึงระบบภูมิศาสตร์ ประกอบด้วยดิน น้ า อากาศ ป่า ภูเขา ฤดูกาลต่าง ๆ ภาพที่ ๑ แนวคิดจักรวาลวิทยาในไตรภูมิพระร่วง ที่มา:ผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร.


๙ ภาพที่ ๒ โลกธาตุ ที่มา :ผลงานนักศึกษาชั้นปีที่ ๓ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ ภาควิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กระแสสังคม ในยุคปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก วรรณกรรมจะมีเนื้อหาที่คล้อยตามไปกับ บริบทของสังคม ด้วยความคิดความเชื่อจากสังคมอยู่อย่างต่อเนื่องจากการค้นคว้าศึกษาเห็นได้ชัดเจนว่า วรรณกรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น ไตรภูมิกถา จักกวาฬทีปนีเป็นโลกทัศน์แบบเก่าที่ก าลังจะสูญสลายไป จากเดิมที่พระพุทธศาสนาได้มีบทบาทส าคัญในวิถีชีวิตของคนไทย จากการเป็นฐานความเชื่อ เป็นรากฐานที่ ส าคัญในสังคมในบทความนี้จะมุ่งอธิบายในประเด็นว่า ไตรภูมิมีท่าทีต่อหลักธรรมในพระพุทธศาสนาอย่างไร มี ความชัดเจนที่ตรงตามพระไตรปิฎกหรือไม่ แนวคิดเกี่ยวกับความเชื่อของคนในสังคมล้านนาเรื่องไตรภูมิเป็น อย่างไร ความเชื่อเรื่องไตรภูมิและนรก สวรรค์มีอิทธิพลต่อสังคมไทยอย่างไร ท่าทีและ แนวทางการปฏิบัติต่อ ความเชื่อในเรื่องไตรภูมิของคนในสังคมไทยเป็นอย่างไร ผู้เขียนต้องการน าเสนอรูปแบบใหม่ในด้านความรู้และ ความจริงแท้ในพระไตรปิฎกที่สามารถผสานเข้ากันได้อย่างลงตัวกับสังคมในยุคปัจจุบัน น ามาประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ที่เหมาะสม มีเป้าหมายเพื่อเป็นการพัฒนาปัจเจกบุคคลให้มั่นคง และลึกซึ้งในแก่นแท้ของ หลักธรรมค าสอนในพระพุทธศาสนาอันจะส่งผลถึงการอยู่ในสังคมด้วยความร่มเย็นเป็นสุข เป็นรูปแบบการ ควบคุมสังคมด้วยธรรมาภิบาล และที่ส าคัญยิ่งก็คือ รักษาคัมภีร์ทางศาสนาที่มีคุณค่าเป็นการรักษามรดกทาง ปัญญาอันจะเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืน


๑๐ ๑.๓ หลักกำรส ำคัญของพุทธจักรวำลวิทยำ จักรวาล ถ้าหากว่าตามหลักการตามหน้าที่ จะมีหน้าที่เป็นสถานที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ทั้งมวล ตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน มนุษย์ เทวดา และพระพรหม ความรู้เรื่องจักรวาลนี้อาจจะเกิน ความรู้ความสามารถของมนุษย์ทั่วไปสักหน่อย เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีตาเนื้อมองเห็นเฉพาะวัตถุหยาบ ๆ และ มองเห็นได้ไม่ไกลนัก จึงมองเห็นแค่คน สัตว์ สิ่งของ ดิน หิน ภูเขา ท้องฟ้า และต้นไม้ใบหญ้า ส่วนที่ละเอียด เป็นทิพย์ เช่น เทวดา หรือสวรรค์วิมานเบื้องบน มนุษย์ทั่วไปไม่อาจจะมองเห็นได้เลย ท าให้เกิดการถกเถียงกัน ระหว่างคนตาทิพย์กับคนตาถั่วอยู่บ่อย ๆ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าเรื่องของจักรวาลเป็นอจิณไตย ไม่ควรคิด เพราะจะท าให้เป็นบ้าไปเสียเปล่าๆ แต่แม้จะเป็นเรื่องอจิณไตยพระพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงเรื่องของจักรวาลไว้ มากพอสมควรทีเดียว การศึกษาจักรวาล ก็คือ ศึกษาโลก เอกภพ รวมแล้วก็เป็นเรื่องส าหรับรองรับสรรพสิ่ง ทั้งมีชีวิต ไม่มีชีวิต หรือสิ่งที่เกิดเองโดยธรรมชาติและการที่มนุษย์ด าเนินการที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เช่น องค์ประกอบ แห่งการเกิดในครรภ์ หรือก าเนิดชีวิตคน ซึ่งต้องอาศัยธรรมชาติที่ปกติโดย พ่อแม่อยู่ร่วมกัน (เสพสังวาสกัน) แม่มีฤดู (ไข่ตก) และมีวิญญาณมีปฏิสนธิ สี่เป็นกระบวนการธรรมชาติ และอีกอย่างค าว่า วิญญาณปฏิสนธิ แท้จริงแล้วคือ การเกาะเกี่ยวซึ่งกันและกันทั้งอุณหภูมิ อาหาร น้ า ระบบการหายใจที่มีความสมดุลนี่เอง ดังที่ พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “เมื่อใด มารดาบิดาอยู่ร่วมกัน มารดามีระดู และคันธัพพะก็ปรากฏ (ปฏิสนธิวิญญาณ) เมื่อนั้นเพราะปัจจัย ๓ ประการประชุมพร้อมกันอย่างนี้ การถือก าเนิดในครรภ์จึงมี ได้” (ม.มู. (ไทย) ๒๑/๔๐๘/๔๔๔) ขอบเขตจักรวำลวิทยำในพระพุทธศำสนำ จักรวาลมีมากมายนับไม่ถ้วน เรียกว่า อนันตจักรวาล แต่ละจักรวาลมีขอบเขตแน่นอนล้อมรอบ ด้วยภูเขาจักรวาล หลายๆ จักรวาลที่มาอยู่ประชิดติดกันเรียกว่าโลกธาตุ โลกธาตุขนาดเล็กคือกลุ่มจักรวาลพัน จักรวาล โลกธาตุขนาดกลางคือกลุ่มจักรวาลล้านจักรวาล และโลกธาตุขนาดใหญ่คือกลุ่มจักรวาลแสนโกฏิ จักรวาล ด้วยพระญาณของพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงแทงตลอดในแสนโกฏิจักรวาล แต่ส าหรับมนุษย์ทั่วไปแค่ เศษเสี้ยวของจักรวาลก็ยังเห็นไม่ชัด จักรวาลที่เป็นอนันต์นี้ กว้างใหญ่ หาที่สุดมิได้ แม้ทั้งชีวิตก็นับไม่ถ้วน ไร้ขอบเขตเพียงไร (อนนฺตา นิ จกฺกวาฬานิ) สอดคล้องตามที่ปรากฏในโรหิตัสสสูตรที่ ๑ ว่า “ฤๅษีชื่อโรหิตัสสะ นายขมังธนูผู้ยิงธนูแม่นย า ศึกษามาดีแล้ว ผู้เชี่ยวชาญ ฝึกซ้อมมาดี พึงยิงลูกศรเบาให้ผ่านเงาตาลด้านขวางไปได้โดยไม่ยาก ฉะนั้น การย่างเท้าแต่ละก้าวของข้าพระองค์เปรียบได้กับระยะทางจากทะเลด้านตะวันออกถึงทะเลด้านตะวันตก ฉะนั้น ความปรารถนาอย่างนี้ว่า “เราจักถึงที่สุดแห่งโลกด้วยการไป” เกิดแก่ข้าพระองค์นั้นผู้เพียบพร้อมด้วย ความเร็วและการย่างเท้าอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นั้นแลเว้นจากการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การหลับ และการบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย มีอายุ ๑๐๐ ปี ด ารงชีพอยู่ได้ ตั้ง ๑๐๐ ปี ด าเนินไปได้ตั้ง ๑๐๐ ปียังไม่ถึงที่สุดแห่งโลกก็ตายเสียก่อนในระหว่างทาง”(องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/ ๔๖/๗๕/๗๖) ความยาวไกลของจักรวาลนี้มากมายเพียงใด ทั้งพระพุทธศาสนาและนักดาราศาสตร์ก็กล่าว ตรงกันว่า จักรวาลนี้หาที่สุดมิได้ ไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นการวัดขนาดโดยรอบแนวดิ่งหรือแนวนอนเป็นปริมาณมิได้ แม้แต่ความที่ปรากฏในสัตตสุริยสูตรว่า “ภิกษุทั้งหลายขุนเขาสิเนรุ ยาว ๘๔,๐๐๐ โยชน์ กว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐ โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์มีสมัยที่เวลาผ่านไป ยาวนาน บางครั้งบางคราว ฝนไม่ตกหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปีหลายแสนปีเมื่อฝนไม่ตก พีชคาม ภูต


๑๑ คาม และติณชาติที่ใช้เข้ายาป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉาเหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็น สภาวะไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชมนี้เป็นข้อก าหนดควรเบื่อหน่ายควรคลายก าหนัด ควรหลุดพ้นในสังขารทั้ง ปวง” (องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๖๖/๑๓๒) ประเภทจักรวำลวิทยำ จักรวาลวิทยา เมื่อแบ่งศึกษาเป็นประเภทใหญ่ ๆ ตามหลักวิทยาศาสตร์กับศาสนศาสตร์ ก็รู้ จุดมุ่งหมายได้ สุริยจักรวาลนั้น ว่าตามดาราศาสตร์ ส่วนศาสนศาสตร์นั้นว่าตามไตรภูมิ ดังนี้ วรรณคดีพระพุทธศาสนาเถรวาทจะใช้ค าภาษาบาลีว่า จักรวาล (Cakkavãla) ซึ่งเป็นหนึ่งของค า พ้องกันกับระบบโลก (World System) ยิ่งไปกว่านั้น อีกความหมายหนึ่งใช้ค าว่า วงล้อ (wheel) เป็นข้อเสนอ ของค าว่า ขดเป็นวงของฮุบเบิ้ล (Hubble) อีกอย่างหนึ่ง มีอีกรูปร่างหนึ่งไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ การเปรียบเทียบ กับกาแลกซี่ที่ขดเป็นวงกับวงล้อเป็นค าที่เหมาะที่สุดตามที่เรารู้ปัจจุบันนี้ว่า แก่นแท้ทางจักรวาลมากมาย เหล่านี้ไม่มีเพียงรูปร่างลักษณะดังวงล้อเท่านั้น แต่ทว่ายังหมุนไปในลักษณะเหมือนวงล้ออีกด้วย ในเรื่องทาง ช้างเผือก ตัวอย่างการหมุนเช่นนั้นจะน าพาดวงอาทิตย์และระบบดวงอาทิตย์ของดาวนพเคราะห์รอบ ๆ กา แลกซี่ทั้งหมดทุก ๒๕๐ ล้านปี เป็นรอบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม วรรณคดีบาลีของพระพุทธศาสนาเถรวาท ไม่ใช่ เพียงเป็นแหล่งแนวความคิดทางจักรวาลของพระพุทธศาสนาและข้อมูลในเรื่องโครงสร้างเหมือนวงล้อเท่านั้น เรายังจะหันไปให้ความสนใจแก่คัมภีร์มหายานซึ่งแม้ว่าใช้ลักษณะนิยมทางบทกวี แต่ก็จะเผยแพร่ค าบรรยายที่ เป็นจริงมากมาย จักรวาลในพระพุทธศาสนา คือ ไตรภูมิเชิงจริยธรรม มีชื่อภาษาบาลีว่า “เตภูมิกถา” คือ เรื่องราวของ กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ พระราชนิพนธ์โดยพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก หรือพระมหาธรรมราชาลิ ไท ประมาณ พ.ศ. ๑๘๙๐–๑๙๒๗ การที่มีค าว่า พระร่วง เข้าก็เพื่อเป็นสะท้อนให้เห็นว่า วรรณกรรมนี้แต่ง ขึ้นในสมัยรัชกาลของพระองค์นั่นเอง ไตรภูมิกถาหรือไตรภูมิพระร่วงนี้ เป็นบทสะท้อนเข้าหาพระเจ้าศรีธรรม ไตรปิฎก โดยเหตุที่พระองค์ทรงรู้และแตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี นักปราชญ์บัณฑิตจึงได้รับการถวาย พระสมัญญานามว่า พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก โดยเหตุที่พระองค์มีความรู้ภาษาบาลี แตกฉานในพระไตรปิฎก ประกอบกับมีความรู้ธรรมะ โดยะเฉพาะเรื่องภพภูมิทั้ง ๓ เป็นอย่างดี นักปราชญ์บัณฑิตจึงได้รับการถวายพระ สมัญญานามว่า พระมหาธรรมราชาลิไท ไตรภูมิพระร่วง เป็นวรรณกรรมชิ้นส าคัญ ในด้านจริยศาสตร์ มีอิทธิพลในการหล่อหลอมความคิด ความเชื่อของคนไทยในเรื่อง นรก สวรรค์ มนุษย์ เป็นอย่างดี แก่นเนื้อหาส าคัญของไตรภูมิพระร่วง คือ การ เสนอโครงสร้างของจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลาง โดยแกนของภูเขาจะหยั่งลง ไปในทะเลสีทันดร บริเวณล้อมรอบภูเขาจะประกอบด้วยภูมิใหญ่ ๓ ภูมิ คือ กามาวจรภูมิรูปาวจรภูมิและอรู ปาวจรภูมิภูมิต่าง ๆ เหล่านี้มีต าแหน่งรายล้อมรอบเขาพระสุเมรุลดหลั่นกันไปตามล าดับ (hierarchy) โดยบน ยอดภูเขา จะเป็นสวรรค์ของพระอินทร์ในฐานะผู้ปกครองจักรวาล ดังภาพและแผนภูมิที่ ๓


๑๒ ภาพที่ ๓ : แสดงพุทธจักรวาลในไตรภูมิ ที่มา : https://www.google.com/ พุทธจักรวาลในไตรภูมิเมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖. แผนภาพดังกล่าวข้างต้นนี้ มีชื่อภพภูมิที่มนุษย์และสัตว์ก าลังเสวยหรือประสบอยู่ จึงได้กล่าวว่า จักรวาลในไตรภูมิที่มีเนื้อหาจริยธรรม วรรณกรรมที่บรรยายเกี่ยวกับภพภูมิ นรก สวรรค์และการเวียนว่ายตาย เกิด คนไทยส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงวรรณกรรมไทยที่ชื่อ “ไตรภูมิพระร่วง” หรือ “ไตรภูมิกถา” เพราะเป็นพระ ราชนิพนธ์ของพระมหาธรรมราชาลิไทพระมหากษัตริย์ของไทยในสมัยสุโขทัย (ครองราชย์ พ.ศ. ๑๘๙๗ - พ.ศ. ๑๙๑๙) ที่ประพันธ์ด้วยภาษาไทยและมีอิทธิพลปลูกฝังความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมให้กับคนไทยมาช้านาน ซึ่งในปัจจุบันก็เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายไม่เพียงเฉพาะในหมู่คนไทยแต่รวมไปถึงนักวิชาการชาวต่างชาติอีก ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันในบรรดาผู้ศึกษาว่า ไตรภูมิกถานั้นเป็นวรรณกรรมทางพระพุทธศาสนาที่ผู้รจนาได้ รวบรวมและเรียบเรียงวรรณกรรมฉบับนี้โดยอาศัยแหล่งข้อมูลอ้างอิงจากคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา อันได้แก่ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์วิเสสต่าง ๆ นั่นเอง อนึ่ง ไตรภูมิข้างต้นนี้ เมื่อถอดบทเรียนจากแผนภาพแล้ว จะทราบโดยระเอียดว่า แยกเป็นหมวด ๓ หมวด คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ โดยแยกย่อย กามภูมิ จ านวน ๑๑ ภูมิ รูปภูมิจ านวน ๑๖ ภูมิ อรูป ภูมิ ๔ ภูมิ รวมเป็น ๓๑ ภูมิ โดยมีรายละเอียด ดังนี้


๑๓ ๑. กามภูมิ เป็นที่ก าเนิดของชีวิตทั้งหลายที่ยังลุ่มหลงอยู่ในกามเป็นแดนสุขสบายและแดนที่เป็น ทุกข์ปะปนกัน ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ผู้ที่เกิดในภูมิต่าง ๆ ๑.๑ นรกภูมิ เป็นแดนของสัตว์นรก ๑.๒ ดิรัจฉานภูมิ เป็นแดนของสัตว์ที่เจริญตามขวาง ๑.๓ เปตภูมิ เป็นแดนของเปรตที่เคยเป็นมนุษย์และท าความชั่ว เกิดเป็นเปรต ๑.๔ อสุรกายภูมิ เป็นแดนของยักษ์มารหรือผีที่หลอกมนุษย์ให้ตกใจกลัว ๑.๕ มนุสสภูมิ เป็นแดนของมนุษย์ ๑.๖ ฉกามาพจร เป็นแดนของเทวดาที่ยังเกี่ยวข้องในกาม มี ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามะ ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวดี ๒. รูปภูมิหรือรูปาวจรภูมิ เป็นที่อยู่ของพรหมมีรูป เรียกว่า รูปพรหม ไม่มีเพศ มีรูปงามบริสุทธิ์ มีแสง สว่างรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทวดาทั้งปวง มีเสียงไพเราะ และมีอายุยืนหลายพันปีทิพย์ มีทั้งหมด ๑๖ ชั้น (โสฬสพรหม) จ าแนกออกตามชั้นของฌานที่บุคคลได้บรรลุ เรียงล าดับ ดังนี้ ปริสัชชา ปโรหิตตา มหาพรหมา ปริตตาภา อัปปมานาภา อาภัสสรา ปริตตาสุภา อัปปมาณาสุภา สุภกิณาหา เวหัปผลา อสัญญิสัตตาอเวหา ตัป ปา สุทัสสา สุทัสสี อกนิฏฐา รูปภูมิที่เรียกว่า มหาสุทธาวาส คือรูปภูมิ ๕ ชั้นสุดท้าย (ชั้นที่ ๑๑-๑๖) เป็นภูมิ ที่ไม่ถูกท าลายด้วยไฟบรรลัยกัลป์ ๓. อรูปภูมิ หรืออรูปาวจรภูมิ เป็นแดนของพรหมไม่มีรูป มีแต่จิตเท่านั้น แบ่งออกเป็น ๔ ชั้น ได้แก่ ๑) อากาสานัญจายตนภูมิ ๒) วิญญาณัญจายตนภูมิ ๓) อากิญจัญญายตนภูมิ ๔) เนวสัญญานาสัญญาย ตนภูมิ หนังสือเล่มนี้กล่าวเริ่มต้นตั้งแต่การก าเนิดของชีวิตต่าง ๆ ว่ามีที่เกิดอย่างไร แล้วพรรณนาถิ่นที่เกิด คือ ภูมิต่าง ๆ ทั้ง ๓๑ ภูมิ อย่างละเอียดตอนที่ว่าด้วยมนุสสภูมิและโลกสัณฐาน คือภูมิศาสตร์ของโลก ได้เล่าอย่าง ละเอียดว่า ลักษณะของโลกเป็นอย่างไร ทวีปต่าง ๆ ภูเขา แม่น้ าคน และสัตว์เป็นอย่างไร หนังสือเล่มนี้จบ ลงด้วยการเน้นทางไปถึงการดับทุกข์ คือ พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายอันสูงสุดของชีวิต ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทส แสดงภูมินานัตตญาณ กล่าวถึงภูมิทั้ง ๓ นี้ ว่า “กามาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในกาม รูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยวอยู่ในรูป อรูปาวจรภูมิ ชั้นที่ท่องเที่ยว อยู่ในอรูป ซึ่งกามาวจรภูมิ หมายถึง คือ ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่ท่องเที่ยว อยู่ในภูมินี้ นับเนื่องในภูมินี้ ในระหว่างนี้คือเบื้องล่างก าหนดเอาอเวจีนรกเป็นที่สุด ส่วนรูปาวจรภูมิ คือ ธรรม คือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ผู้เกิดในรูปภูมิ หรือพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบันที่ท่องเที่ยวอยู่ ในภูมินี้ นับเนื่องในภูมินี้ ในระหว่างนี้คือเบื้องล่างก าหนดเอาพรหมโลกเป็นที่สุด ชั้นพรหมปาริสัชชา เบื้อง บนก าหนดเอาพรหมชั้นอกนิฏฐภพเป็นที่สุด และอีกส่วน อรูปาวจรภูมิ คือ ธรรมคือจิตและเจตสิกของบุคคลผู้ เข้าสมาบัติ ผู้เกิดในอรูปภูมิ หรือพระอรหันต์ผู้อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ที่ท่องเที่ยวอยู่ในภูมินี้ นับเนื่องในภูมินี้ ในระหว่างนี้ คือเบื้องล่างก าหนดเอาพรหมผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนภพเป็นที่สุด เบื้องบนก าหนดเอาเหล่า พรหมผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นที่สุด” (ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๗๒/๑๒๑)เป็นที่สังเกตว่า ไตรภูมินี้ไม่ รวมถึงพระนิพพาน ถ้ารวมพระนิพพานด้วย จะชื่อ อปริยาปันนภูมิ คือ มรรค ผล ธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง (นิพพาน) เป็น อปริยาปันนะ ในสังคมไทย ถ้าขาดความเชื่อเรื่องบุญ-บาป นรก-สวรรค์เสียแล้ว จะควบคุมพฤติกรรมหรือ ปกครองยากแน่นอน เพราะไม่กลัวบาปในชาตินี้และการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็น ความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ความไม่แน่นอนทั้งมนุษย์และสัตว์รวมทั้งสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ภูเขา แม่น้ า แผ่นดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ที่ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของมนุษย์ ความเชื่อว่า จะได้เกิดในโลกยุคพระศรีอาริย์ หรือตก อยู่ในสภาพทุคติ เมื่อขาดปฏิบัติตามเตภูมิกถาหรือไตรภูมิเสียแล้ว ต้องบอกว่า ไร้ศีลธรรม ป่าเถื่อน เป็น


๑๔ มิจฉาทิฏฐิ ชนิดถือว่าทานไม่มีผล บุญคุณไม่มีจริง บิดา มารดาไม่มีคุณจริง ท าอนันตริยกรรมได้สะดวกทีเดียว แต่ด้วยอิทธิพลของความในเรื่องไตรภูมินี้ ท าให้คนเกรงกลัวต่อบาปไปได้ที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ อธิบายสถานะอันไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมได้ด้วย นั่นคือ เมื่อเกิดค าถามว่าท าไมคนเกิดมาไม่เท่าเทียม ท าไมบางคนร่ ารวย ในขณะที่บางคนยากจน ปัญหานี้สามารถตอบได้โดยยกให้เป็นปัญหาของการสั่งสมบุญ บารมีมาไม่เท่าเทียมกันของแต่ละบุคคล กษัตริย์เป็นผู้ที่สั่งสมบารมีมามากที่สุด จึงเป็นผู้ที่มีสถานะทางสังคม สูงที่สุด กล่าวคือเมื่อสถานะทางสังคมถูกอธิบายด้วยเรื่องบุญบารมีส่วนบุคคล การที่จะตั้งค าถามต่อความ อยุติธรรมของนักปกครองและระบบการปกครองจึงมีขึ้นไม่ได้ ภาพที่ ๔ : ต าแหน่งเขาพระสุเมรุเชิงภูมิศาสตร์ ที่มา : หนังสือไตรภูมิพระร่วง เขาพระสุเมรุที่กล่าวในต านาน เป็นชื่อยอดเขาที่สูงสุดและเป็นศูนย์กลางจักรวาล ในต านานที่ ศึกษาด้านจริยธรรมจากวรรณกรรม จินตภาพในกล่าวไว้ในพุทธชาดกหรือในพระไตรปิฎก อรรถกถา ต าราต่าง ๆ การที่เขาพระสุเมรุ เกี่ยวข้องกับจริยธรรม ก็เพราะเขาพระสุเมรุเป็นที่แสดงจริยธรรมของธิดาของกบิล พรหม ๗ คน (นางสงกรานต์) น าพระเศียรของบิดาบรรจุไว้ในถ้ านี้ ซึ่งพระเศียรของกบิลพรหมที่ตนยอมตัด จากการทายปัญหา ๓ ราศี กับธรรมบาลกุมาร ว่า เช้า บ่าย ค่ า ราศีของคนเราอยู่ที่ไหน ซึ่งปัญหานี้เดิมพันกัน ด้วยศีรษะ คือถ้าธรรมบาลตอบไม่ได้ต้องยอมตัดศีรษะ แต่ถ้าธรรมบาลตอบได้ กบิลพรหมต้องตัดศีรษะบูชา ความรู้กัน ผลปรากฏว่า ธรรมบาลตอบได้ว่า เช้า ราศีของคนเราอยู่ที่ใบหน้า หมายถึงล้างหน้ารวมถึงแต่งตัวให้ เรียบร้อยออกจากบ้านท าการ บ่าย ราศีของเราอยู่ที่หน้าอก หมายถึงให้ใช้น้ าเย็นลูบอก ไม่ให้อารมณ์เล่าร้อน


๑๕ ไปกับอากาศที่ร้อน และค่ า ราศีอยู่ที่เท้า หมายถึง ให้ล้างเท้าให้สะอาดก่อนเข้านอน เพราะสิ่งสกปรกติดเท้า ท าให้ที่นอนสกปรกและติดเชื้อโรคได้ง่าย ซึ่งถือว่า ปัญหา ๓ ราศีนี้ เป็นปัญหาจริยธรรม ๓ ราศีของเทวดา นี่เอง ปัญหาว่า ท าไมจึงต้องน าพระเศียรของกบิลพรหมไปบรรจุไว้ในถ้ าคันธุลีของภูเขาพระสุเมรุ เรื่องนี้ ก็มีคติธรรมจากเหตุการณ์ตัดศีรษะของกบิลพรหมตามที่กล่าวข้างต้นว่า เมื่อกบิลพรหมแพ้ปัญหา ๓ ราศีกับ ธรรมบาลกุมารแล้ว ต้องยอมตัดศีรษะของตนบูชาความรู้ เมื่อตัดแล้วก็มีปัญหาตามมาว่า ศีรษะของกบิล พรหมที่ตัดแล้วจะน าไปทิ้งที่ไหนไม่ได้เลย แล้วจะให้ท าอย่างไร ข้อนี้เป็นปริศนาธรรม ไม่ได้หมายความตามที่ นักวิชาการกล่าวว่า “ศีรษะของกบิลพรหมนี้เสนียดจัญไรอะไรหรอก หากแต่ว่า จะต้องไม่ตกอยู่ในลักษณะของ ค าว่าทิ้งไป แต่ต้องยกไว้ในที่สูง น าขึ้นไว้ในฐานะที่บูชาสักการะ เป็นสื่อสอนว่า ลูก ๆ ต้องเคารพพ่อแม่” ตามที่พระพุทธศาสนาถือว่า “พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร พ่อแม่เป็นพรหมของลูก”(องฺ.ติก. (ไทย) ๒๑/๖๓/๑๐๗) เมื่อกบิลพรหมท าการตัดศีรษะตนเองแล้วก็มอบให้ธิดาคนโตชื่อทุงษะเทวี น าไปบรรจุไว้ ณ มณฑปถ้ าคันธุลี ภูเขาพระสุเมรุ บางแห่งเรียกว่าเขาไกรลาส (ศูนย์กลางจักรวาล หรือสะดือจักรวาล) ที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูง และส าคัญที่เป็นศูนย์กลางจักรวาล หมายถึงความเคารพสูงสุดต่อบิดาร มารดา นั่นเอง เมื่อครบรอบปีที่ถือ กันว่าเป็นวันสงกรานต์ ธิดาทั้ง ๗ คนนี้จะผลัดวาระกันแต่ละปีน าศีรษะของกบิลพรหม ผู้เป็นบิดาลงมาสรงน้ า เวียนรอบเขาพระสุเมรุแล้วน าเข้าเก็บที่เดิม เมื่อครบ ๗ ปีแล้วจึงเริ่มต้นคนแรกอีกครั้ง การที่ธิดาปฏิบัติเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดา เป็นการปฏิบัติธรรมของเทพของพรหมนั่นเอง ในปี พ.ศ. ๒๕๖๖ นี้ วันสงกรานต์ตรงนามว่า “กิมิทาเทวี” เป็น ๑ ใน ๗ บรรดาบาทบาจาริกา หรือนางรับใช้ของพระอินทร์สลับ หน้าที่หมุนเวียนท าหน้าที่อัญเชิญพระเศียรของท้าวกบิลพรหมที่ถูกตัดออก แห่รอบเขาพระสุเมรุปีละ ๑ ครั้ง ในวันมหาสงกรานต์นี้ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ดังแผนภาพที่ ๕ แสดงไตรภูมิแสดงยอดเขาพระสุเมรุดังนี้ ภาพที่ ๕ : แสดงไตรภูมิแสดงยอดเขาพระสุเมรุ ที่มา : http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=๑๖๖๗๗ สืบค้นเมื่อ เมื่อ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๖.


๑๖ ส่วนตามนัยพระพุทธศาสนา สอดคล้องกับค าว่าจักรวาลที่ท างานเป็นวงกลม (วงล้อ) คัมภีร์โลกที ปกสารหรือโลกกัปปสารทีปนี “เป็นคัมภีร์ที่พระสังฆราชเมธังกรของเมียนมาร์ผู้เป็นอาจารย์ของพระมหาธรรม ราชาลิไทได้รจนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยวัตถุประสงค์ในการรจนาคัมภีร์นี้ก็เพื่ออธิบายขยายความ เกี่ยวกับการท างานของโลก ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลก และโอกาสโลก (เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกธาตุหรือ จักรวาล, การก่อตัวและพินาศของจักรวาล) เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเลื่อมใสประกอบคุณงามความดีและเกิด ความสังเวชใจจนละเว้นจากความชั่วตามที่ได้บ่งชัดไว้ในตอนท้ายของทุกปริเฉท”(พระมหาชัฏพงศ์ กตปุญฺโญ ,๒๕๕๗:๒๖๘) คัมภีร์นี้กล่าวถึงลักษณะจักรวาลว่า เป็นที่อันภูเขา สิเนรุ ภูเขาสัตบริภัณฑ์ ทวีปใหญ่ สี่ทวีป ทวีป น้อย สองพันทวีป และมหาสมุทรทั้งหลาย ประดับประดาแล้วโดยมีภูเขาจักรวาลล้อมรอบไว้โดยรอบ สถานที่ ซึ่งเรียกกันว่า จักรวาล เพราะวิเคราะห์ตามศัพท์ว่า ย่อมผันไปราวกะจักร อธิบายว่า เคลื่อนไป คือ หมุนไป จึง สรุปว่า ค าว่าจักรวาล เป็นการเรียกตามลักษณะภูเขาวงกตที่วงล้อมอยู่โดยรอบและมีลักษณะเคลื่อนไป หมุน ไปตามลักษณะชื่อว่า จักร (ล้อที่หมุนไป) นั่นเอง เป็นลักษณะจักรวาลในไตรภูมิ คัมภีร์อังคุตตรนิกาย จูฬนิกาสูตร กล่าวว่า ค าว่า โลก / โลกธาตุ / จักรวาล ภาษาบาลี ตรงกับ ค าบาลีว่า สหสฺสีโลกธาตุ แปลว่าหมื่นโลกธาตุ กล่าวคือ เรียกจักรวาลว่า “หมื่นโลกธาตุ ซึ่งมี ดวงจันทร์ ๑,๐๐๐ ดวง มีดวงอาทิตย์ ๑,๐๐๐ ดวง มีขุนเขาสิเนรุ ๑,๐๐๐ ลูก มีชมพูทวีป ๑,๐๐๐ มีอปรโคยานทวีป ๑,๐๐๐ มีอุตตรกุรุทวีป ๑,๐๐๐ มีปุพพวิเทหทวีป ๑,๐๐๐ มีมหาสมุทร ๔,๐๐๐ มีท้าวมหาราช ๔,๐๐๐ มีเท วโลกชั้นจาตุมหาราช๑,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นดาวดึงส์๑,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นยามา ๑,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นดุสิต ๑,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นนิมมานรดี ๑,๐๐๐ มีเทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ๑,๐๐๐ มีพรหมโลก ๑,๐๐๐ นี้ เรียกว่า สหัสสีโลกธาตุขนาดเล็ก ในส่วนโลก๑,๐๐๐ คูณด้วยโลกธาตุขนาดเล็กนั้น นี้เรียกว่า สหัสสีโลกธาตุ ขนาดกลาง และอีกส่วนโลก๑,๐๐๐ คูณด้วยสหัสสีโลกธาตุขนาดกลางนั้น นี้เรียกว่า สหัสสีโลกธาตุขนาด ใหญ่” (องฺ. ทุก. (ไทย) ๒๐/๘๑/๓๐๖-๓๐๗) พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ว่า “จักรวาลหนึ่งมีก าหนด เท่ากับโอกาสที่พระจันทร์พระอาทิตย์โคจร ทั่วทิศสว่างไสวรุ่งโรจน์....ฯ"(องฺ.ทุก. (ไทย) ๒๐/๘๑/๓๐๗) ความหมายคือ หนึ่งจักรวาลในที่นี้ เท่ากับขอบเขตที่พระจันทร์และพระอาทิตย์โคจร นับเฉพาะส่วนนี้เป็นหนึ่ง จักรวาลตามนัยของประโยค หรือหนึ่งระบบสุริยะจักรวาล ตามนัยวิทยาศาสตร์ อนุมานว่าเหตุที่ตรัสเพียง พระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็เพื่อให้คนโบราณในยุคนั้นที่ยังไม่ทราบว่ามีดาวอื่น ๆ เช่น ดาวพุธ ดาวเสาร์ เป็น ต้น จักรวาล/โลก ตามความหมายทางปรัชญา คือ การแสดงหาความจริงเกี่ยวกับโลกหรือสรรพสิ่ง ซึ่งค าว่า สรรพสิ่ง คือทั้งหมดทั้งสิ้นในโลกจักรวาลนี้ คัมภีร์จักวาฬทีปนีหรือจักรวาลทีปนี รจนาเมื่อพุทธศักราช ๒๐๖๓ โดยพระสิริมังคลาจารย์ จุดมุ่งหมายที่รจนาคัมภีร์นี้ ก็เพื่ออธิบายเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับจักรวาลตามที่มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และปกรณ์วิเสสต่าง ๆ (พระมหาชัฏพงศ์ กตปุญฺโญ,๒๕๕๗:๒๗๐) ท่าน นิยามจักรวาล ว่า “โลกธาตุ” ในส่วนอรรถกถาทั้งหลายกล่าวว่า จักรวาลหนึ่ง แม้ทั้งหมดนั้น คือ โลกธาตุหนึ่ง ใสส่วนคัมภีร์ชั้นฎีกาของอรรถกถาทั้งหลายเหล่านั้น กล่าวว่า โลกธาตุ คือ จักรวาล เหตุที่โลกธาตุนั้นท่าน เรียกว่า จักรวาล เพราะถูกภูเขาจักรวาล ซึ่งคล้ายกับวงรอบของกงรถแวดล้อมไว้โดยรอบ มีลักษณะจักรวาล เชิงภูมิศาสตร์ จักรวาลทีปนี/ จักวาลทีปสาร ทั้งสองคัมภีร์แสดงเรื่องจักรวาลวิทยาไว้ชัดเจนทั้งแนวภูมิศาสตร์ทั้ง แนวไตรภูมิ ดังความว่า จักรวาลทีปนีมุ่งอธิบายภูมิศาสตร์ของจักรวาลและโลก โดยแสดงหาภาพของภูเขาของ จักรวาล เขาพระสุเมรุอันเป็นแกนของโลกและอธิบายป่าหิมพานต์ ต่อมาก็อธิบายแหล่งน้ าจากมหาสมุทรใหญ่ ที่สุดในจักรวาลแล้วอธิบายย่อยลงมาเป็นสระและแม่น้ า ต่อจากนั่นจึงอธิบายทวีปต่าง ๆ ที่มนุษย์อาศัย


๑๗ ตลอดจนนครและชนบทต่าง ๆ ในชมพูทวีปละเอียด เนื่องจากเป็นทวีปที่อาศัยในปัจจุบัน จากนั้นจึงอธิบายภูมิ ต่าง ๆ ตามคติโลกศาสตร์พระพุทธศาสนา อันได้แก่ อบายภูมิและเทวภูมิ แล้วจบลงด้วยการีอธิบายเรื่องเบ็ดเต ลบ๊อดต่าง ๆ จึงกล่าวได้ว่า จักรทีปนี ได้วิธีการล าดับเนื้อหาเพื่อมุ่งเน้นการอธิบายลักษณะภูมิศาสตร์ของโลก หรือจักรวาล ท าให้สันนิษฐานได้ว่า คัมภีร์เรื่องนี้ต้องการน าเสนอเนื้อหาที่อธิบายกายภาพของโลกหรือจักรวาล ตามคติพระพุทธศาสนา ส่วนเนื้อหาในคัมภีร์โลกปีสารนั้น จะล าดับเนื้อหาโดยแบ่งหมวดหมู่หรือตอนในลักษณะการอธิบาย ภูมิต่าง ๆ เป็นล าดับไปตามล าดับชั้นของภูมิจากภูมิต่ าไปสู่ภูมิสูงที่สุด ได้แก่ นรก เปรต ดิรัจฉาน มนุษย์ เทวดา ตลอดจนพรหมชั้นต่าง ๆ ตามล าดับคุณธรรมเป็นเกณฑ์ โดยมุ่งเน้นการอธิบายเกี่ยวกับภพภูมิของสัตว์โลก มากกว่าลักษณะภูมิศาสตร์ ท าให้สันนิษฐานได้ว่า คัมภีร์เรื่องนี้ต้องการน าเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับคุณธรรม ของสิ่งมีชีวิตในโลก สรุปจักรวาลในพระพุทธศาสนาเน้นไปที่ไตรภูมิซึ่งเป็นทั้งแนวจริยธรรมตามภูมิศาสตร์ที่ศูนย์ จักรวาลคือเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปในโลกปัจจุบันของเราเป็นต้น นอกนั้นเป็นภูมิที่ แสดงพฤติกรรมของสัตว์ที่มีจริยธรรมที่เป็นกุศลกับอกุศล ภูมิของสัตว์ที่มีจริยธรรมเป็นกุศลได้แก่มนุษย์ เทวดา พรหม ส่วนภูมิของสัตว์ที่มีจริยธรรมเป็นอกุศลได้แก่สัตว์ดิรัจฉาน นรก เปรต อสุรกาย วินิบาต ถ้าดูตามแผนผัง ภูมิแล้วจะเห็นชัด ตามภาพที่ ๖ ภาพที่ ๖ : แสดงแผนจักรวาลในไตรภูมิของพระพุทธศาสนา ที่มา: http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=๑๖๖๗๗สืบค้นเมื่อ เมื่อ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖.


๑๘ ๑.๔ แนวคิดจักรวำลวิทยำทำงวิทยำศำสตร์ จักรวาลทางวิทยาศาสตร์ เป็นจักรวาลวิทยาระบบสุริยะที่กล่าวถึงรูปทรง ลักษณะ ขนาด เรียกว่า ทฤษฎี “บิ๊กแบง (Big Bang Theory)”๑ หมายถึง การระเบิดครั้งใหญ่ ทฤษฎีนี้เชื่อว่า จักรวาลมีจุดก าเนิดมา จากสภาพที่มีความหนาแน่นสูงและร้อน และจักรวาลมีการขยายตัวอยู่ตลอดเวลา ใช้เป็นแบบจ าลองของการ ก าเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพในจักรวาลวิทยาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และ จากการสังเกตการณ์ที่แตกต่างกันจ านวนมาก นักวิทยาศาสตร์โดยทั่วไปใช้ค านี้กล่าวถึงแนวคิดการขยายตัว ของเอกภพหลังจากสภาวะแรกเริ่มที่ทั้งร้อนและหนาแน่นอย่างมากในช่วงเวลาจ ากัดระยะหนึ่งในอดีต และ ยังคงด าเนินการขยายตัวอยู่จนถึงในปัจจุบัน แนวคิดหลักของทฤษฎีบิ๊กแบง คือ การขยายตัวของเอกภพ ภาวะร้อนยิ่งยวดในช่วงต้น การก่อตัว ของฮีเลียม และการก่อตัวของดาราจักร แนวคิดเหล่านี้พัฒนาขึ้นมาจากผลสังเกตการณ์อิสระมากมาย รวมถึง การพบอนุภาคส่วนเกินของแสงจ านวนมาก การพบไมโครเวฟพื้นหลัง การพบโครงสร้างขนาดใหญ่ของเอกภพ และซูเปอร์โนวาประเภท Ia ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าทฤษฎีนี้มีความส าคัญอย่างยิ่งและเป็นองค์ประกอบอันแท้จริง ของเอกภพของเรา บิ๊กแบง เป็นทฤษฎีทางดาราศาสตร์ที่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของจักรวาล ปัจจุบันเป็น ทฤษฎีที่เป็นที่เชื่อถือและยอมรับมากที่สุด ทฤษฎีบิ๊กแบงเกิดขึ้นจากการสังเกตของนักดาราศาสตร์ที่ว่า ขณะนี้ จักรวาลก าลังขยายตัว ดวงดาวต่าง ๆ บนท้องฟ้าก าลังวิ่งห่างออกจากกันทุกที เมื่อย้อนกลับไปสู่อดีต ดวงดาว ต่างๆ จะอยู่ใกล้กันมากกว่านี้ และเมื่อนักดาราศาสตร์ค านวณอัตราความเร็วของการขยายตัวท าให้ทราบถึง อายุของจักรวาลและการคลี่คลายตัวของจักรวาล รวมทั้งสร้างทฤษฎีการก าเนิดจักรวาลขึ้นอีกด้วย นักดารา ศาสตร์ค านวณว่าจักรวาลว่าประกอบไปด้วยกาแลกซีประมาณ ๑ ล้านล้านกาแลกซี และแต่ละกาแลกซีมีดาว ฤกษ์อย่างเช่นดวงอาทิตย์อยู่ประมาณ ๑ ล้านล้านดวง และสุริยจักรวาลของเราอยู่ปลายขอบของกาแลกซีที่ เรียกว่า “ทางช้างเผือก” (Milky Galaxy) และกาแลกซีทางช้างเผือกก็อยู่ปลายขอบของจักรวาลใหญ่ทั้งหมด เราจึงมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลเลย ไม่ว่าจะในความหมายใด ทฤษฎีบิ๊กแบง น ามากล่าวในเรื่องพระพุทธศาสนากับจักรวาลวิทยา ว่า จักรวาลจะประสบผ่านช่วง แห่งความเปลี่ยนแปลงที่ส าคัญสองประการ คือ การแผ่กว้างและการหดตัว มุมมองนี้จะมีเสียงดังมากคล้าย ดังแบบสมัยใหม่ของจักรวาลออสซิลลาติง (Oscillating Universe) ทฤษฎีที่ยอมรับกันโดยนักดาราศาสตร์ ขณะที่คนอื่น ๆ คัดค้านแบบนี้เรียกหาการยอมรับทฤษฎีที่คุ้นเคยกันว่า บิ๊กแบง (Big Bang) ซึ่งได้รับการ พิจารณาในรายละเอียดที่ใดที่หนึ่ง อย่างไรก็ตาม จะเป็นการเพียงพอที่พูดว่า ในแบบดั้งเดิมของมัน จะมีเสียง ประกอบทางเทวนิยมที่แน่ชัด ทฤษฎีนี้จะยืนยันว่า บิ๊กแบง (Big Bang) ที่เกิดขึ้นแต่ก่อน ไม่เคยถูกกล่าวซ้ า อีกประการหนึ่ง ทฤษฎีที่แกว่งไปมา - เราจะไม่รู้ทฤษฎีความมั่นคงแห่งรัฐ (Steady State Theory) ตามที่ได้ พิสูจน์ว่า ป้องกันไว้ไม่ได้หรือต้านไม่อยู่ – ขณะยอมรับบิ๊กแบง (Big Bang) จะแนะน าซ้ า ๆ ซากปรักหักพัง ที่ก าลังปลิวว่อนออกจากการลุกไหม้ที่ระเบิดเพื่อที่จะประกอบกาแลกซี่ให้เป็นรูปร่าง กล่าวถึงทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) ดั้งเดิมจะบินล่องหนออกไปเรื่อยไป เมื่อการพิสูจน์เรื่องนี้ จึงกล่าวถึงผู้สนับสนุนของทฤษฎีเราต้องการเพียงจะเข้าใจเท่านั้นว่ากาแลกซี่ ก าลังเคลื่อนไปจากกันและกัน ใช่ (yes) จงกล่าวถึงผู้ป้องกันทฤษฎี oscillating กาแลกซี่ จริง ๆ แล้ว ก าลัง บินล่องหนออกไปจากกัน แต่กระบวนการนี้จะไม่ด าเนินต่อไปอย่างไม่มีก าหนด เพราะว่า ที่สุดแล้ว พลังงาน แห่งการระเบิดจะใช้ตนเอง แรงดึงดูดของโลกจะรับช่วงและจักรวาลก็จะปิดตนเองเพื่อที่จะท าให้รูปโลกแห่ง ๑ แหล่งที่มา https:// www.baanjomyut.com, สืบค้นเมื่อ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๖.


๑๙ สสารอื่น ๆ เป็นรูปร่าง ในเวลานั้น นี่จะระเบิดอีกครั้งที่ท าให้จักรวาลอื่นเป็นรูปร่าง และ ดังนั้น จะเป็น รูปร่างตลอดเวลา เป็นสิ่งที่เหมาะสมว่า มีจักรวาลที่นับไม่ถ้วนในอเนกสงไขยอดีต และจะมีจักรวาลอื่น ๆ ขึ้นมาในอนาคตและอนันต์ ทฤษฎีดังกล่าว มีเหตุผลเท่ากับทฤษฎี Oscillating Universe อาจจะมีเสียงดัง มีความยุ่งยากอยู่ ๒ ประการด้วยกันที่จะขัดขวางการยอมรับทางจักรวาลของตน อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ต้องการ ที่จะเป็นข่าวเพื่อจะบอกว่า ท าไมทฤษฎีไม่เป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง เป้าหมายของสสารในจักรวาล เป็นเรื่องเล็กน้อยที่จะชะงักการขยายภายนอก เพราะฉะนั้น จักรวาลจะขยายไปตลอดกาล จงกล่าวถึงการ คัดค้านในเรื่อง Oscillating Universe”(Buddhadasa P. Kirthisinghe (Editor), ๑๙๙๓), หน้า ๖๑-๖๒) หลักกำรส ำคัญ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันที่เชื่อว่า “จักรวาลมีความ กว้างใหญ่ไพศาล หาขอบเขตหรือที่สิ้นสุดมิได้” ๒ สอดคล้องกับ แนวคิดที่ว่า “นักดาราศาสตร์ที่ได้ศึกษา เกี่ยวกับดวงดาวและอวกาศ หลายคนเชื่อว่าจักรวาลนั้นไม่มีที่สุด เนื่องจากจ านวนดาวฤกษ์และดาวเคราะห์ มากมายมหาศาลแค่กาแลคซี่ทางช้างเผือกของเราก็มีหลายล้านดวงเข้าไปแล้ว นั่นเป็นเหตุผมให้วิทยาศาสตร์ เชื่อว่าในจักรวาลอันไพศาลนี้ อาจมีดาวเคราะห์หรือที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตคล้ายคลึงกับโลกของเราอยู่ ณ มุมใดสัก แห่งอันไกลแสนไกลในจักรวาลนี้ก็เป็นได้”(http://roostershours.com สืบค้นเมื่อ ๑๖ พ.ย.๖๑) จักรวาลไร้ขอบเขต นักวิชาการมีแนวคิดว่า ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้ แห่งนี้มีดวงดาวมากมายมหาศาลที่มนุษย์อาจไม่มีวันได้ค้นพบ พอ ๆ กับที่ไม่อาจค้นหาค าตอบว่าจักรวาลนั้น กว้างใหญ่แค่ไหนได้เลย แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น นักดาราศาสตร์ก็ไม่เคยหยุดการเรียนรู้พวกเขาคิดค้นพัฒนา เทคโนโลยีด้านดาราศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อศึกษาดวงดาวต่าง ๆ ให้มากที่สุด และยิ่งค้นพบมาก เท่าไหร่คนเราก็ยิ่งพบว่าโลกของเรานั้นเป็นเพียงฝุ่นละอองเล็ก ๆ ในห้วงอวกาศเท่านั้น แต่พอพูดอย่างนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนอาจจะมองไม่ออกว่า โลกของเรานั้นเปรียบเป็นฝุ่นละอองในห้วงจักรวาลอย่างไร วันนี้กระปุก ดอทคอมเลยขอน าเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาวที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบมาฝากกัน ไปดูกันเลย ดีกว่าว่าดาวดวงใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ค้นพบตอนนี้นั้น มีขนาดใหญ่กว่าโลกกว่าดวงอาทิตย์มากแค่ไหน ประเภท/องค์ประกอบ ประเภทสุริยะจักรวาลแบ่งตามระบบสุริยะแล้ว มี ๒ ประเภท คือ ดาวเคราะห์ชั้น กับดาวเคราะห์ ชั้นนอก แต่ละชั้นแยกย่อยเป็น ๔ คือ ดาวเคราะห์ชั้นใน คือดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้โลก มี ๔ ดวง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ส่วนมากจะเป็นหิน หนาแน่นสูง มีดวงจันทร์เป็นบริวาร ไม่มีวงแหวนรอบตัวเอง เป็นแร่ธาตุที่หลอมเหลวสูง ในส่วน ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร ที่มีชั้นบรรยากาศที่เห็นได้ชัด บริเวณพื้นผิว มีร่องรอยของหลุมบ่อที่เกิดจากการปะทะด้วยชิ้นส่วนจากอวกาศ รวมถึงยังมีความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่พื้นผิวด้วย อาทิ การแยกตัวของร่องหุบเขาและภูเขาไฟ ดาวเคราะห์ชั้นนอก เป็นประเภทระบบสุริยะดาวแก๊สยักษ์ มี ๔ ดาว ได้แก่ ดาวพฤหัสบดี ดาว เสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ดาวเหล่านี้มีมวลรวมมากถึง ๙๙% หมุนรอบดวงอาทิตย์ ส่วนดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ มีส่วนประกอบด้วยไฮโดรเจนและฮีเลียม ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ประกอบด้วยน้ าแข็ง เรียก ได้ว่า ดาวน้ าแข็งยักษ์และดาวแก๊สยักษ์ที่มีวงแหวนอยู่รอบตัว ๒ แหล่งที่มา https://philosophychicchic.com/ สืบค้นเมื่อ วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๖.


๒๐ เอ็ดวิน ฮุบเบิ้ล (Edwin Hubble) (๑๙๙๓:๕๕-๕๖)ได้แบ่งกาแลกซี่ตามรูปร่างจ านวนหกร้อย นัก ดาราศาสตร์ได้ศึกษา ซึ่งได้จัดกาแลกซี่เป็น ๔ ประเภท (categories) คือ ๑. รูปร่างเป็นรูปไข่ (elliptical) ๒. รูปร่างขดเป็นวง (spiral) ๓. รูปร่างขดเป็นวงในกรง (barred spiral) ๔. รูปร่างไม่แน่นอนหรือหรือประหลาด (irregular) ๕. วิธีการ/กระบวนการจักรวาล วิธีการ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process) เป็นหลักการพื้นฐานของการ ตรวจสอบและเสาะหาความรู้ใหม่แบบวิทยาศาสตร์ที่ใช้หลักฐานทางกายภาพ นักวิทยาศาสตร์เสนอความเชื่อ ใหม่เกี่ยวกับโลกในรูปของทฤษฎีที่ผ่านขั้นตอน ๕ ขั้นตอนที่ทดลองช้างต้น ทฤษฎีเหล่านี้จะถูกทดสอบด้วย การทดลอง ถ้าผลการท านายนั้นถูกต้องหรือสอดคล้องกับการทดลอง ทฤษฎีดังกล่าวจะถูกเก็บไว้ทฤษฎีที่ ความน่าเชื่อถือจะถูกน าไปทดลองซ้ าเพื่อยืนยันความถูกต้องเพิ่มเติม ระเบียบวิธีนี้ถูกจัดให้เป็นตรรกะส าคัญ ของธรรมเนียมปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์โดยสาระส าคัญนั้น ระเบียบวิธีแบบวิทยาศาสตร์คือวิธีการที่รอบคอบ มาก ส าหรับสร้างความเข้าใจ ที่มีหลักฐานและยืนยันได้เกี่ยวกับ จักรวาล/โลก คือ ดวงดาว จากแนวคิดที่ว่า “โลกอยู่รอบ และโลกอื่น ๆ เป็นสี่เหลี่ยม” บรรทัดที่เป็นปริศนา พูดไว้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม เหนือกว่าบรรทัดแปลกหน้านี้ เราจะอ่านสองบรรทัดซึ่ง ปรากฏว่าเป็นค าพูดซ้ าซาก เนื่องจากว่าเราได้อภิปรายกาแลกซี่และดวงดาวที่ระเบิดแล้ว บรรทัดที่ว่านั้น คือ ระบบโลกยังอยู่ เพียงหนึ่งกัลป์(kalpa)๓ ขณะที่โลกอื่น ๆ ยังอยู่ร้อยปีบ้าง พันปีบ้าง หรือ อเนกสงไขยนิรันต กาล” นอกจากหลายบรรทัด ที่เราอ่าน คือ “โลกหลายโลกเป็นโลกใหม่หรือก าลังสลายไป ขณะที่โลกอื่น ๆ มากมาย ไม่ช้าก็จะดับไป” (F. Mark Davis,๑๙๙๓ :๕๙-๖๐) นัยส าคัญ คือ ค าว่า “โลก” ในที่นี้ จะกล่าวถึงดวงดาวมากกว่ากาแลกซี่ เราจะรู้ว่า ดวงดาวเก่าแก่ จะมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกาแลกซี่รูปไข่ (elliptical) ถ้าดวงดาวส่วนใหญ่ในกาแลกซี่เช่นนั้นเก่าแก่ เวลา นั้น กาแลกซี่รูปไขในตัวเองต้องเก่าแก่ด้วย ตรงกันข้ามนั้น กาแลกซี่ที่ประหลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งดูคล้ายว่า จะบรรจุดวงดาวใหม่ ๆ ที่สว่างมาก นอกจากดวงดาวดวงเก่าสองสามดวง นี่ดูคล้ายจะชี้บอกว่า กาแลกซี่ เช่นนั้น ในตัวเองแล้วเป็นดวงดาวใหม่อย่างสัมพัทธ์ แต่นี่ไม่จริงโดยแน่แท้ ท าไมละ เพราะว่า ในอวกาศ ท่ามกลางดวงดาวของกาแลกซี่ทั้งหมด แก๊สและฝุ่นจะมีอยู่ที่มีความหนาแน่นน้อยมาก ๆ โดยความสนใจที่ เป็นแรงดึงดูดของโลกและโอกาสปะทะกัน สสารที่เบาบางบริสุทธิ์นี้จะเพิ่มพูนเหนืออสงไขยที่นับไม่ถ้วนเข้าสู่ เงามืดที่ใหญ่มาก เนื่องจากว่า เงามืดเติบโตขึ้น ร่างกายจะเชื่อมกันเข้าสู่ดวงดาวที่เริ่มก่อตัว ในทางช้างเผือก ตัวอย่าง กลุ่มแก๊สในอวกาศที่แน่นอน กลุ่มแก๊สที่ใหญ่มากในหมู่ดาวไถ กล่าวว่าเป็นหนึ่ง เป็นแม่ทาง จักรวาลจะปัดเป่า protestors เช่นนั้น ถ้าดังนั้น protester จะเป็นโฮโดรเจนที่สมบูรณ์หลอมเหลวอย่างไร กำรประยุกต์ใช้กับแนวคิดจักรวำลวิทยำ การประยุกต์ใช้จักรวาลวิทยานี้มี่หลายแนวมากมาย โดยพื้นฐานแล้วเราเข้าสัมพันธ์อยู่กับโลก ดวงดาวเคราะห์ต่าง ๆ ตามวัฏจักรตั้งแต่เกิดจนตายอยู่แล้ว หากถามว่า แดดออก ฝนตก ป่าถูกท าลาย น้ าท่วม แผ่นดินไหว เกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าตอบตามหลักศาสนาก็ตอบว่า “กรรม” ในแง่การให้ผลจากการกระท า ถ้า ๓ Kalpa (สันสกฤต: कल्प, lit. 'การก่อตัวหรือการสร้าง') บางครั้งสะกดคาลปาในภาษาอังกฤษแบบบริติชในบริบทนี้หมายถึง "ช่วงเวลาอันยาวนาน (aeon) ที่เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของจักรวาล (การสร้าง)" โดยที่ การสะกดแบบโบราณของมันคือ kalpโดยมีรูปแบบ อื่น ๆ ของ kalpam , kalpānāṃและ kalpeมาจาก klip (สันสกฤต : कॢ प् , romanized : kḷp , lit. 'เพื่อสร้าง, เตรียม, สร้าง, ผลิต, เขียน, ประดิษฐ์')


๒๑ ตอบหลักจักรวาลทางวิทยาศาสตร์ ก็คือ อิทธิพลความเปลี่ยนแปลงจากการท างานของดาวเคราะห์ต่าง ๆ เรา จึงจัดการประยุกต์ใช้หลัก ๆ อยู่ว่า ๑. การประยุกต์ใช้ความเข้าใจกฎไตรลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ๒. การประยุกต์ใช้ความเข้าใจการอยู่รอดจากความเปลี่ยนทางธรรมชาติ ประการแรก ค าสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทั้งศาสนาทั้งปรัชญาและกล่าวกันว่าเป็นวิถีแห่งชีวิต ชีววิทยาเป็นศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตทางกายภาพบนโลก เกี่ยวข้องอยู่กับรูปร่าง ลักษณะของสัตว์และต้นไม้ สรีรศาสตร์ก าเนิดและการแพร่พันธุ์ของสัตว์และพืช การศึกษาชีวิตที่อยู่นอกหรือในโลกอื่น ว่าตามอักษรแล้ว หมายถึงชีววิทยาภายนอก เป็นการศึกษารูปแบบของชีวิตภายนอกโลกของเรา นี่คือวิทยาศาสตร์เป็นการศึกษา กายภาพที่ประจักษ์ ต่างจากศาสนาที่ศึกษาสภาพการณ์ที่เป็นไปตามความเป็นจริง (as it really is) ประเด็นนี้ ประจักษ์ชัดว่า ไตรลักษณ์ เป็นสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และอนัตตา ประการที่สอง พี กีรติสิงเห (Buddhadãsa P. Kirthisinghe) กล่าวว่า ก่อนการวิวัฒนาการทาง วิทยาศาสตร์ซึ่งเริ่มในศตวรรษที่ ๑๗ ศาสนาแบบเอกเทวนิยมและพหุเทวนิยมเชื่อในการสร้างโลก สร้างมนุษย์ และปรากฏการณ์อื่น ๆ ที่เหนือมนุษย์พิเศษ การสันนิษฐานอันรหัสยะนี้ถูกแยกเป็นชิ้น ๆโดยความเจริญขึ้น ของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เหมือนดาราศาสตร์ มานุษยวิทยา เคมีกายภาพและโดยทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ล ดาร์วิน (Charls Darwin) ว่า “ชีวิตบนพื้นโลกนี้จะเกิดขึ้นหรือสูญไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม”( F. Mark Davis,๑๙๙๓:๖๕) พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) กล่าวว่า คนที่เก่งที่สุด ไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด หากแต่ว่า คือ คนที่ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้เก่งต่างหาก สอดคล้องกับทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินข้างต้น กล่าวคือ มนุษย์ไม่ใช่นายของธรรมชาติ หากแต่อยู่ภายใต้ธรรมชาติ จะเห็นว่า มนุษย์แต่ละซึกโลกนั้นมีผิวพรรณต่างกัน ไป ขาวบ้าง ด าบ้าง เหลืองบ้าง คนที่อยู่ซีกโลกเหนือ อากาศหนาวมาก ผิวพรรณจะขาว ถ้าผิวด าถึงด ามาก ก็ แสดงว่าอยู่ซีกโลกที่มีอากาศร้อนจัด มักเรียกว่า เผ่าพรรณนิโกรบ้าง คนที่อยู่ซีกโลกอากาศอุ่น เช่นประเทศ ไทย ผิวพรรณจะออกเหลืองแดง หรือผิวเนื้อด าแดง นั่นคือ มนุษย์เราจะมีสีผิวอะไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับอิทธิพบของ ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมธรรมชาติเสมอ ข้อสรุปเรื่องนี้ ความรู้ ความเข้าใจเรื่องอิทธิพลของธรรมชาติที่มีต่อสีผิว รูปร่าง หน้าตาของมนุษย์ แม้แต่สัตว์บางชนิด ถ้าอยู่ในสภาพอากาศหนาว จะมีขนยาว เป็นต้น ๑.๖ กำรถ่ำยทอดคติพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนงำนศิลปกรรมในภูมิสถำปัตย์วัด ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองในแผ่นดินไทยนั้นมีความเป็นมาควบคู่กับหลักธรรมใน พระพุทธศาสนาซึ่งก่อให้เกิดองค์ความรู้จากวรรณกรรมชั้นครูที่มีความไพเราะและชั้นเชิงในการแต่งที่ให้ อรรถรสและความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ซึ่งได้เป็นแบบอย่างของการรจนาวรรณกรรมหรือคัมภีร์ธรรมทาง พระพุทธศาสนาล้านนาในยุคต่อมา และแต่ละเรื่องล้วนมีความส าคัญทางด้านประวัติศาสตร์ศาสนา และ วัฒนธรรม ที่ท าให้ทราบถึงความเป็นมา และ บริบททางสังคมในล้านนาได้ว่า มีความเชื่อ มีความรู้ความเข้าใจ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี พุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนสถำปัตยกรรม อิทธิพลความเชื่อพุทธจักรวาลวิทยาเกี่ยวกับเรื่องไตรภูมิในงานภูมิสถาปัตยกรรม ทางด้าน สถาปัตยกรรม พบว่าส่วนใหญ่ในท้องถิ่นจะไม่นิยมสร้างให้ดูโดดเด่นเป็นศูนย์กลางจักรวาลแต่กลับนิยมสร้างให้ กลมกลืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติความเชื่อในไตรภูมินี้พบในการสร้างพระเมรุมาศ พระราชพิธีพระราชทานเพลิง


๒๒ พระบรมศพและพระศพ เมื่อมีเจ้านายชั้นสูงของราชอาณาจักรได้เสด็จสู่สวรรคาลัย เป็นศิลปกรรมชิ้นเอกที่ ได้รับการสืบทอดมาสู่ปัจจุบัน พระราชพิธีการส่งเสด็จ มีขั้นตอนและระเบียบวิธีการมากมาย ไม่ว่ากระแส สังคมจะเปลี่ยนไปอย่างไรพระราชพิธีนี้ยังคงธ ารงรักษารายละเอียดไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ประกอบด้วยความคิด ตามคตินิยม และศิลปกรรมแขนงต่างๆตลอดจนการรังสรรค์ออกแบบมาอย่างวิจิตรพิสดาร(พลาดิศัย สิทธธัญ กิจ, ๒๕๕๑) เหมาะสมกับฐานันดรแห่งพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายพระองค์นั้นๆ นั่นคือ พระเมรุมาศซึ่งมีการ ถ่ายทอดแนวคิดเรื่องไตร ภูมิไว้อย่างสมบูรณ์ ภาพที่ ๗ : แสดงพระเมรุมาศ (ภูเขาพระสุเมรุจ าลอง ท้องสนามหลวง) ที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/267394 สืบค้นเมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๖. จากภาพพระเมรุมาศ เป็นการสื่อธรรมให้เข้าใจได้ว่า เมรุเป็นชาดกชนิดทีฆนิกาย เป็นเรื่องราว เกี่ยวกับหลักธรรม อิงธรรม เป็นชาดกสัมปยุตด้วยธรรม กล่าวคือ เมรุหรือเมรุมาศนี้ เป็นต านานจาก เหตุการณ์ตัดศีรษะของกบิลพรหมตามที่กล่าวไว้ในวัตถุธรรมประเภทปริศนาธรรมเกี่ยวกับปัญหา ๓ ราศี คือ สืบเนื่องมาจากปัญหา ๓ ราศี ที่กบิลพรหมน าไปทายเป็นปัญหาจริยธรรมกับธรรมบาลกุมาร โดยเดิมพันด้วย ศีรษะคือถ้าธรรมบาลกุมารตอบไม่ได้ ต้องตัดศีรษะ ของตนบูชาความรู้เรา แต่ปรากฏว่าธรรมบาลกุมารตอบ ปัญหานั้นได้ ท าให้กบิลพรหมต้องยอมตัดศีรษะของตนบูชาความรู้ธรรมบาลกุมาร เมื่อตัดแล้วก็มีปัญหา ตามมาว่า ศีรษะของกบิลพรหมจะน าไปทิ้งที่ไหนไม่ได้เลย ถ้าทิ้งในน้ า จะท าให้น้ าแห้ง ถ้าทิ้งบนบก จะท าให้ ไฟไหม้ ถ้าทิ้งในอากาศ จะท าให้ฝนแห้ง แล้วจะให้ท าอย่างไร ข้อนี้เป็นปริศนาธรรม ไม่ได้หมายความว่า ศีรษะ ของกบิลพรหมนี้เสนียดจัญไรอะไรหรอก หากแต่ว่า หมายถึง จะต้องไม่ตกอยู่ในลักษณะของค าว่าทิ้งไป แต่ ต้องยกไว้ในที่สูง น าขึ้นไว้ในฐานะที่บูชาสักการะ เป็นสื่อสอนว่า ลูก ๆ ต้องเคารพพ่อแม่ในพระพุทธศาสนาถือ ว่า “พรัหมาติ มาตาปิตะโร มารดาบิดาท่านกล่าวว่าเป็นพรหม”(องฺ.ติก. (ไทย) ๒๑/๖๓/๑๐๗) เมื่อกบิล พรหมถูกตัดศีรษะแล้วก็มอบให้ธิดาคนโตชื่อทุงษะเทวี น าไปบรรจุไว้ ณ มณฑปหรือเรือนเมรุในถ้ าคันธุลี ภูเขา พระสุเมรุ บางคนเรียกว่าเขาไกรลาส (ศูนย์กลางจักรวาล หรือสะดือจักรวาล) อันแสดงถึงเคารพสูงสุด เมื่อ ครบรอบปีใหม่ที่ถือกันว่าเป็นวันสงกรานต์ ธิดาทั้ง ๗ คนนี้จะผลัดวาระกันแต่ละปีน าศีรษะของบิดาลงมาสรง


๒๓ น้ า เวียนรอบเขาพระสุเมรุแล้วน าเข้าเก็บที่เดิม ท าอยู่ในรอบ ๗ ปี เมื่อครบ ๗ ปีแล้วจึงเริ่มต้นคนแรกใหม่ การที่ธิดาปฏิบัติเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบิดา เป็นการปฏิบัติธรรมของเทพของพรหมนั่นเอง ในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ วันสงกรานต์ตรงกับวันอาทิตย์ ก็เป็นหน้าที่ของนางทุงษะเทวี รับหน้าที่เป็นนางสงกรานต์ น าศีรษะของบิดามาสรงน้ า ตามที่เคยกล่าวมาแล้วนั้น อีกประการหนึ่ง ท าให้ได้คติธรรมจากพระพรหม คือว่าโดยบุคลาธิษฐานจากกบิลพรหมกับธรรม บาลกุมาร ถือกันว่าทั้ง ๒ องค์นี้เป็นพรหมได้แก่พรหมวิหารธรรม ๔ ประการมีเมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขา นัยแห่งปรมัตถธรรมซึ่งเป็นการมองที่ลึกซึ้งว่ากบิลพรหมหมายถึง “อัตตา”ได้แก่ความรู้สึกว่ามีตัวตนจริงๆที่ได้ ถามปัญหากับธรรมบาลกุมารซึ่งธรรมบาลกุมารหมายถึง“สติปัญญา”ส่วนต้นตาลที่นกอินทรีย์สองผัวเมียไป หลบซ่อนนั้นได้แก่จิตที่เป็นสมาธิเป็นธรรมชาติของต้นตาล ที่มีล าต้นเดียวยอดเดียวไม่มีกิ่งก้านสาขาเป็น ลักษณะของสมาธิที่เป็นเอกัคคตาจิต (จิตที่ดิ่งเป็นอารมณ์เดียว) ซึ่งเป็นองค์สุดท้ายของฌานที่ ๔ แล้ว เมื่อจิต ตั้งตรงเป็นหนึ่ง เกิดความสว่างทางปัญญาเข้าใจปัญหาได้อย่างถูกต้อง นกอินทรีย์คู่ผัวเมียได้แก่อายตนะ๑๒ ที่ เป็นอายตนะภายใน ๖ และภายนอก ๖ หมายถึง บ่อเกิดการรับรู้ พระเมรุมาศ/พระสุเมรุ (ภูเขาพระสุเมรุ) เป็นอาคารทรงปราสาทจ าลองจากเขาพระสุเมรุในต านานที่ กล่าวมาข้างต้น ใช้ส าหรับถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าแผ่นดิน ณ ท้องพระเมรุหรือท้อง สนามหลวง ถือเป็นตันติประเพณีที่พระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมศานุวงศ์สวรรคตลงก็จะท าพิธีถวายพระเพลิง โดยสร้างพระเมรุมาศจ าลองขึ้นมา และใช้เฉพาะที่สนามหลวงนี้เท่านั้น พระเมรุมาศ ตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มียอดเป็นที่ตั้งเมืองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งพระอินทร์สถิตอยู่ เตาเผาศพนี้ เดิมผูกหุ่นท าเป็นภูเขาตั้งที่เผาขึ้นบนนั้น ถ้าเป็นพิธีหลวงท าเป็นเรือนโถง เครื่องยอดหรือมณฑป ครอบที่เผา เรียกว่า พระเมรุต่อมาเรียกที่เผาศพทั่วไปทั้งมียอดและไม่มียอดว่าเมรุ ค าว่า เมรุ เป็นชื่อภูเขาพระสุเมรุหรือภูเขาไกรลาส มีอีกชื่อว่า เมรุมาศ หมายถึงภูเขาพระสุเมรุ ตั้ง ตระหง่าน ณ ศูนย์กลางจักรวาลซึ่งเมรุนี้เป็นลักษณะหนึ่งในสี่ของปรางค์ ชื่อปรางค์ทรงศิขร แปลว่า ภูเขา กล่าวคือ ปรางค์ทรงศิขร มีลักษณะรูปทรง “จ าลองภูเขา” และ “สวรรค์ชั้นฟ้า” บนภาพความคิดของเขาพระ สุเมรุ มีรูปทรงที่เน้นมวลอาคารให้ดูหนักแน่นมั่นคงเสมือนขุนเขา และให้รายละเอียดในเรื่องของล าดับขั้นของ สวรรค์อันเป็นที่อยู่ของเหล่าเทวดาประจ าตามล าดับชั้นทิศ และฐานานุศักดิ์อย่างชัดเจนที่สุด เช่น ปรางค์ทรง ศิขรปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา ปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ค าว่า เมรุ ใช้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งเมรุนี้ตั้งอยู่ตามวัดต่าง ๆ อาจจะตั้งนอกวัดบ้าง แต่ก็เป็นของ วัดใดวัดหนึ่งเสมอ เป็นเตาส าหรับเผาศพที่มีลักษณะอาคารเปิดแบบเดี่ยวประกอบด้วยเตาไฟ ปล่องไฟ มีชาน ที่ตั้งศพรอเข้าเตาเผา ที่ส าคัญคือมีลวดลายเป็นอาคารหลังหนึ่งเอกเทศจากการอาคารอื่น ๆ อาคารนี้ ก่อน เผานั้นจะมีพิธีสงฆ์สวดมาติกาหน้าไฟ และมีพิธีทอดผ้าบังสุกุล จากนั้นพิธีสุดท้ายคือการวางดอกไฟจันทน์ของ ญาติพี่น้องร่วมกันเผาศพนั้น นอกจากได้คติธรรมค าว่า เมรุ ในฐานะที่ถือเป็นของสูง และค าว่าพระพรหมที่หมายถึงพรหม วิหาร ๔ แล้ว ยังได้คติธรรมจากการน าศพเวียนรอบเมรุอีกด้วย ข้อนี้จะตอบปัญหาที่หลายคนถามว่า ท าไม ก่อนจะน าศพขึ้นเชิงตะกอนที่เมรุเผาศพจึงต้องเวียนซ้ายก่อน ก็ตอบแบบสันนิษฐานว่า เพื่อให้ญาติพี่น้องที่ มาร่วมพิธีเผาศพนั้นได้เกิด “มรณัสสติ” ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายมรณัสสติที่บุคคลเจริญแล้ว ท าให้มากแล้วย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มากหยั่งลงสู่อมตะมีอมตะเป็นที่สุด”(องฺ.ปญฺจก. (ไทย) ๒๒/๑๙/๔๔๔) คือให้นึกเสียว่า ชีวิตนั้นสั้นนัก จะตายเมื่อไรไม่รู้ กระนั้นเลย ต้องรีบท าความดี เรื่องนี้หากว่ากันตามนัย กรรมฐานก็คือให้นึกถึงความตาย นึกถึงความไม่เที่ยง ดังนั้น เราต้องไม่ประมาทรีบเร่งปฏิบัติธรรม และศพที่ เวียนซ้ายรอบเมรุนั้น หมายถึงการจ าลองเวียนรอบเขาพระสุเมรุ คือจ าลองจากการที่ธิดาทั้ง ๗ คนของกบิล


๒๔ พรหมน าศีรษะของบิดาเวียนรอบเขาพระสุเมรุในวันสงกรานต์นั่นเอง ดังนั้น ค าว่า เมรุนั้น มาจากชื่อเขาพระ สุเมรุ และค าว่าเมรุ จึงเป็นการจ าลองเขาพระสุเมรุให้เราได้เห็นทุกวันนี้ และภาพนี้ เป็นเมรุที่ตั้งอยู่ตามวัด ทั่วไป ภาพที่ ๘ : แสดงเมรุเผาศพรูปทรงเขาพระสุเมรุวัดสังข์มงคล อ.เมือง จ.สุรินทร์ ที่มา : https://www.bing.com/images/search?view สืบค้นเมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๕๖๖. กำรถ่ำยทอดพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนกำรจัดวำงผังวัด อนุวิทย์ เจริญศุภกุล ได้ยกตัวอย่างผลงานชิ้นเยี่ยมในสกุลช่างล้านนา ๒ แห่ง คือ วัดพระธาตุ ล าปางหลวง สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ โดยการตีความโครงสร้างผังวัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของภูมิจักรวาล ตามคติจักรวาลวิทยาของพุทธศาสนาเถรวาท ซ้อนอยู่ในนั้นเป็นสัญลักษณ์ของเมืองพระอินทร์ปรากฏอยู่ด้วย วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๒๔ มีการออกแบบพระอุโบสถ พระวิหารอยู่ในหลังเดียว เป็นอุดมคติในการสร้างจักรวาลของพุทธศาสนาในภัทรกัปออกมาในรูปแบบของสถาปัตยกรรม โดยการจัดผัง อาคารและการก่อสร้างสถาปัตยกรรมจึงมาจากศูนย์กลางคือพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ ในอาคารทรงจัตุรมุข การศึกษาหลักการจัดวางผังวัดส าคัญโดยอิงคติไตรภูมิจักรวาลนั้น กรกนก รัตนวราภรณ์ กล่าวถึง การจัดวางผังวัดส าคัญในล้านนาตามผังจักรวาลว่าให้ความส าคัญของต าแหน่งที่ตั้งและทิศทางของ สถาปัตยกรรมภายในวัด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับความเป็นศูนย์กลางและพระราชอ านาจของพระมหากษัตริย์ โดยการสร้างวัดตามคติจักรวาลมีความชัดเจนขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๑ เป็นต้นมา เมื่อกษัตริย์ได้ ส่งเสริมความเจริญทางพระพุทธศาสนาจึงเกิดคติจักรวาลขึ้นในเมืองหลวง ซึ่งเมืองชายขอบจะมีความเคร่งครัด น้อยลง โดยจะค านึงถึงความเหมาะสมกับท้องถิ่นเป็นส าคัญ โดยผังวัดที่มีคติจักรวาลที่ชัดเจนได้แก่ วัดพระ ธาตุล าปางหลวง วัดพระสิงห์ วัดพระธาตุหริภุญไชย มีเจดีย์เป็นศูนย์กลางของวัดแทนสัญลักษณ์ของเขาพระ


๒๕ สุเมรุ มีก าแพงแก้วและซุ้มโขงเป็นที่ก าหนดดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ให้ความส าคัญกับทิศใต้ในฐานะเป็นที่ตั้งของ ชมพูทวีป ภาพที่ ๙ แผนผังเขตพุทธาวาส วัดพระธาตุล าปางหลวง ที่มา: ศิลปากร,กรม. (๒๕๒๕). การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ. หน้า ๑๘๒. สุวิภา จ าปาวัลย์ ได้แบ่งรูปแบบของการจัดวางผังวัดซึ่งแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ วัดหลวง และวัด ราษฎร์ โดยวัดหลวงมีศักดิ์และความส าคัญที่เกี่ยวข้องกับกษัตริย์หรือชนชั้นปกครอง มีการวางผังโดยแบ่งเขต พุทธาวาสและสังฆาวาสออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อก าหนดเขตพุทธาวาสให้เป็นไปตามคติจักรวาล มีวิหาร และเจดีย์เป็นแนวแกนหลักทิศตะวันออก ตะวันตกของวัด วางต าแหน่งเจดีย์เป็นศูนย์กลางของวัดโดยเปรียบ ดังเขาพระสุเมรุ โดยรอบตามทิศต่างๆ เป็นที่ตั้งของวิหาร ซึ่งประกอบด้วยด้านทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของวิหาร หลวง และทิศใต้ ซึ่งเป็นต าแหน่งของชมพูทวีปในคติจักรวาลได้ตั้งวิหารที่มีความส าคัญ เช่น วิหารลายค า วัด พระสิงห์ วิหารพระพุทธ ที่วัดพระธาตุหริภุญไชย และวัดพระธาตุล าปางหลวง เป็นต้น ส่วนทิศเหนือ ใต้เป็น ที่ตั้งของอาคารรองลงไป เปรียบเสมือนทวีปทั้งสี่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุอยู่ ในผังวัดราษฎร์มักมีการจัดผังใน แนวแกนตะวันออก ตะวันตกเท่านั้น โดยทางเข้าวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีวิหารและเจดีย์เป็น องค์ประกอบส าคัญในแนวแกน


๒๖ ภาพที่ ๑๐ ภาพกราฟฟิค วัดไชยวัฒนาราม ที่มา : https://go.ayutthaya.go.th สืบค้นเมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๖. จากภาพเห็นได้ว่าช่างไทยจะเลียนแบบจากการสร้างปราสาทของชาวขอม ตามคติในเรื่องการ จ าลองเขาพระสุเมรุตามระบบจักรวาลในการก่อสร้างศาสนสถาน แต่ก็เป็นการเลียนแบบอย่างคร่าวๆ เท่านั้น ที่ปราสาทหินบาแค็งของเขมรนั้นฐานปราสาทแต่ละชั้นประกอบด้วยภูเขาขนาดกลางอย่างมากมาย รวมทั้ง ทวีปภูเขาซึ่งตั้งอยู่ที่มุมทั้งสี่ ทวีปภูเขาขนาดกลางทั้งหมดนี้ ตั้งล้อมทวีปภูเขาตรงกลางที่ใหญ่ที่สุดคือเขาพระ สุเมรุ ซึ่งก็หมายถึงปราสาทองค์ประธานนั่นเอง ในสถาปัตยกรรมไทย รูปแบบที่ใกล้เคียงลักษณะดังกล่าวมาก ที่สุดเห็นจะได้แก่วัดไชยวัฒนาราม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๓ วัดนี้มีฐานยกพื้นเป็น รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดด้านละ ๓๓.๖ เมตร รองรับพระปรางค์องค์ใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งสูง ๓๕ เมตร และ ปรางค์ขนาดรองลงมาที่สี่มุม มีบันไดตามจตุรทิศลงมาสู่ระเบียงคดสี่เหลี่ยมซึ่งใช้เพื่อท าพิธีทักษิณา ที่ระเบียง คดมีเมรุทิศอยู่ ๘ องค์ประจ าทิศศักดิ์สิทธิ์ทั้งแปด กำรถ่ำยทอดพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนงำนจิตรกรรม อิทธิพลความเชื่อเรื่องไตรภูมิในงานจิตรกรรมไทยงานจิตรกรรมสะท้อนความศรัทธาใน พระพุทธศาสนาที่ปรากฏให้เห็นหลากหลายรูปแบบ ตามสภาวะของบุคคล งานศิลปกรรมที่สะท้อนเรื่องความ เชื่อที่มีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้ามักพบเป็นงานพุทธศิลป์ส่วนความเชื่อในไตรภูมิที่เกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์มักพบในงานศิลปะสถาปัตยกรรม ในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น ต ารับการวาดพุทธชาดกใน ผนังวัด โดยเฉพาะหลังพระประธาน จะเป็นเรื่องของคติภูมิจักรวาล หรือภูมิทั้งสามในไตรภูมิที่วาดเรื่องราว พวกนี้หลังพระประธานเพื่อที่จะเตือนใจผู้ที่มากราบไหว้ว่าโลกนี้สังขารนี้เป็นสิ่งไม่เที่ยง มนุษย์ก็ต้องตกอยู่ใน การเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ฉะนั้นเราจึงควรมุ่งหานิพพานความสุขที่แท้ซึ่งก็คือพระประธานที่เป็น ตัวแทนของพระพุทธศาสนาที่อยู่เบื้องหน้าเรานั่นเองคติไตรภูมิสวนเบื้องลางของเขาพระสุเมรุแสดงใหเห็นเป นมหาสมุทรทั้ง ๔ และทวีปทั้ง ๔ ด้วยสัญลักษณ์รูปทรง สีที่แตกตางกันประกอบดวย ทิศเหนือปตสาครมีอุดร


๒๗ กาโรทวีป สัญลักษณ์เป็นรูปสี่เหลี่ยมในพื้นที่สีเหลืองดั่งทอง ทิศตะวันออกขีรสาครมีบุพพวิเทหทวีป สัญลักษณ์ เปนรูปวงกลมในพื้นที่สีขาวดั่งเงินยวง ทิศตะวันตกมีอมรโคยานทวีป สัญลักษณ์รูปพระจันทร์ครึ่งซีกในพื้นที่สี แดงเรื่อ ๆ ดั่งแกวผลึก และทิศใตนิลสาครมีชมพูทวีปสัญลักษณ์ เปนรูปไขหรือดุมเกวียนในพื้นที่สีเขียวคราม ใต้มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นพิภพแหงนาค และอสูร จุดเดนส าคัญของพื้นที่ส่วนนี้ เนนที่ภาพปลาอานนท ซึ่งคนไทย ทั่วไปเชื่อกันว่าเป็นปลาที่หนุนจักรวาล ภาพที่ ๑๑ พระสุเมรุรายล้อมด้วยมหาสมุทรทั้งสี่ทิศ ที่มา : https://th-th.facebook.com/prfinearts/posts.สืบค้นเมื่อ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๖ กำรถ่ำยทอดพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนงำนกำรประดับตกแต่ง การถ่ายทอดพุทธจักรวาลวิทยาผ่านสถาปัตยกรรม งานจิตรกรรม ประติมากรรม หัตถกรรมต่างๆ เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว สามารถเสริมกันเพื่อสื่อความหมายเกี่ยวกับจักรวาลและความเชื่อได้อย่างชัดเจน เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นในวิหารแสดงถึงเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ทั้งพุทธประวัติ ทศชาติ ชาดก เวสสันดรชาดก ประกอบการฟังเทศน์หรือฟังเรื่องราวทางศาสนาท าให้เกิดภาพที่มาจากจินตนาการ สอดคล้องกับความคิดเมื่อได้ฟังจากงานวรรณกรรม โดยส่วนใหญ่ภาพส าคัญเช่นภาพมารผจญ ต้นศรีมหาโพธิ์ ด้านหลังพระประธาน ท าให้พระพุทธปฏิมาสื่อความหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ภาพต้นศรีมหาโพธิ์ลงรักปิด ทองด้านหลังพระประธานวิหารน้ าแต้ม วัดพระธาตุล าปางหลวง วิหารวัดไหล่หินหลวง วิหารวัดปงยางคก ที่มี


๒๘ สัตตภัณฑ์ตั้งอยู่ด้านหน้าแท่นแก้ว เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของพระพุทธเจ้าตอนตรัสรู้ กับการเป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริง เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุศูนย์กลางของจักรวาลที่มีภูเขาสัตตบริภัณฑ์รายล้อมเขาพระสุเมรุนั้น ดังภาพที่ ๑๒ ภาพที่ ๑๒ สัตตภัณฑ์แบบวงโค้ง ที่มา : พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญไชย อ าเภอเมือง จังหวัดล าพูน อิทธิพลทางด้านคติความเชื่อที่เกี่ยวกับจักรวาลวิทยามีผลต่อศิลปกรรมไทยและวรรณคดีไทย สามารถพบเห็นได้ทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย ทุกยุคทุกสมัยนับตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ซึ่งนับว่ามี บทบาทและส าคัญอย่างยิ่ง โดยมักปรากฏออกมาทั้งในงานวรรณกรรม เช่น ไตรภูมิพระร่วง ของพระยาลิไทย จักรวาลทีปนี ของพระสิริมังคลาจารย์เป็นต้น การใช้ภาพหรือสัญลักษณ์เป็นตัวแทนของปรัชญาทางศาสนา เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่เข้าใจและเข้าถึงได้มากกว่าการเรียนรู้ศาสนาผ่านตัวอักษร ดังนั้น เขาสัตตบริภัณฑ์ ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งในจักรวาล จึงมักถูกแทนสัญลักษณ์อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยกรรม ประติมากรร ม จิตรกรรม เป็นคติที่ปรากฏในงานช่างหลวงและช่างพื้นบ้านทั่วไปถึงแม้ว่าคติพุทธจักรวาลวิทยามักจะพบการ จ าลองจักรวาลในงานศิลปกรรมอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพจิตรกรรม สมุดภาพไตรภูมิฉบับล้านนา ยอด ประดับสันหลังคา พระบฏรวมไปถึงสัตตภัณฑ์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมที่ได้รับอิทธิพลด้านคติความเชื่อ เรื่องจักรวาลวิทยา แสดงออกอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับชื่อของภูเขาทั้งเจ็ดทิวที่เรียกว่าสัตตภัณฑ์หรือ สัตบริภัณฑ์ แนวคิดเรื่องไตรภูมิในล้านนามีลักษณะเฉพาะเนื้อหาสาระบางส่วนมีความแตกต่างจากแนวคิด ที่ ปรากฏในไตรภูมิพระร่วงของพระยาลิไท โดยเฉพาะแนวคิดเกี่ยวกับสัณฐานจักรวาลที่สัมพันธ์กับแนวคิดของ สัตตภัณฑ์ ในคัมภีร์ไตรภูมิฉบับล้านนานั้น แสดงให้เห็นว่าเขาสัตตภัณฑ์เป็นแนวภูเขาที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (สิเนรุ) ซึ่งเป็นเขาแกนกลางของจักรวาล ซึ่งมีความสูงยื่นขึ้นในอากาศ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ และจมลงในน้ า ๘๔,๐๐๐ โยชน์ บนยอดเขาพระสุเมรุจะมีสวรรค์หลายชั้น มีภูเขาสัตตบริภัณฑ์ล้อมรอบลักษณะเป็นเขาทรง กลมวงแหวน มีความสูงลดหลั่นลงครึ่งหนึ่งจากความสูงของภูเขาพระสุเมรุ แล้วลดความสูงลงครึ่งหนึ่งต่อๆ กัน จนครบ ๗ ลูกโดยระหว่างเขาแต่ละลูกนั้นมีทะเลสีทันดรเชื่อมอยู่จ านวนเท่ากัน ความสูงของภูเขาแต่ละลูกนั้น


๒๙ ได้แก่ ๑) เขายุคันธร สูง ๔๒,๐๐๐ โยชน์ ๒) เขาอิสินธร สูง ๒๑,๐๐๐ โยชน์ ๓) เขากรวิก สูง ๑๐,๕๐๐ โยชน์ ๔) เขาสุทัสนะ สูง ๕,๒๕๐ โยชน์ ๕) เขาเนมินธร สูง๒,๖๒๕ โยชน์ ๖) เขาวินันตกะ สูง ๑,๓๑๒ โยชน์ ๗) เขาอัสกัณณะ สูง ๖๕๖ โยชน์ พ้นจากทิวเขาและมหาสมุทรทั้งเจ็ด เป็นมหาสมุทรขนาดใหญ่มีทวีปใหญ่เป็น เกาะอยู่ ๔ เกาะ ประจ าอยู่ ๔ ทิศประกอบด้วย ทิศตะวันออกเป็นปุพพวิเทหทวีป ทิศตะวันตกเป็นอปรโคยาน ทวีป ทิศเหนือเป็นอุตตรกุรุทวีป และทิศใต้เป็นชุมพุทวีปซึ่งเป็นดินแดนของมนุษย์นั่นเอง จะเห็นได้ว่าการถ่ายทอดพุทธจักรวาลวิทยาผ่านงานจิตรกรรมรูปแบบอันวิจิตรงดงามเปี่ยมไปด้วย คุณค่าในรายละเอียดของภาพเขียน และสามารถสะท้อนวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนในอดีต สภาพสังคม วัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นลักษณะพิเศษของท้องถิ่นและเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความมีอยู่ ตลอดจนการสืบเนื่องของสังคมวัฒนธรรมล้านนาได้เป็นอย่างดีอีกทั้งไตรภูมิยังมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อ ของคนไทยจนถึงทุกวันนี้เช่นการที่ต้องจัดท่าศพให้พนมมือและใส่ธูป และดอกบัวนั้น ก็เชื่อกันว่าเมื่อตายไป แล้วจะได้ไปไหว้พระจุฬามณีที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์การสื่อคติ ไตรภูมิด้วยศิลปะสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพสูงในการสื่อสารกับคนทุก ระดับโดยเฉพาะการปลูกฝังความคิดความเชื่อทางศีลธรรม ชี้ให้เห็นโทษของการท าชั่ว และผลของการท าดี ให้แก่ชาวพุทธในดินแดนไทยตลอดมา คติพุทธจักรวำลวิทยำผ่ำนงำนศิลปกรรมของมหำยำน ชาวพุทธสมัยโบราณมีวิธีการน าเสนอโลกแห่ง "ไตรภูมิ" ในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลายตามวิถี แห่งวัฒนธรรมของตนๆ ซึ่งโลกแห่งไตรภูมินี้บางครั้งก็เรียกว่า โลกแห่ง "สังสารวัฏ", โลกแห่ง "การเวียนว่าย ตายเกิด", หรือโลกแห่ง "ภวจักร" (กงล้อแห่งชีวิต, วังวนแห่งภพภูมิ/the wheel of life) แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่า จะน าเสนอในรูปแบบใดก็ตาม ล้วนมีเป้าหมายร่วมกันคือ ต้องการชี้ให้มนุษย์เห็นว่า ชีวิตของสัตว์ในไตรภูมิ ไม่ ว่าจะสูงหรือต่ าก็ตาม หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ สรุปง่ายๆ ก็คือเป็นชีวิตแห่งความทุกข์นั่นเอง จากนั้น จึง ชี้ชวนหรือกระตุ้นเร้าให้มนุษย์ขวนขวายออกจากไตรภูมิไปสู่ความหลุดพ้นหรือนิพพาน (ออกจากไตรภูมิ ไปสู่โลกุตรภูมิ) ขอยกตัวอย่างวิธีการน าเสนอโลกแห่งไตรภูมิผ่านงานศิลปะภาพวาดของชาวพุทธวัชรยานทิเบต ภาพวาดนี้เรียกว่า "ทังกา" (Thangka) เป็นวิธีการที่หลอมรวมเอาโลกแห่งไตรภูมิหรือโลกแห่งสังสารวัฏทั้งหมด (รวมทั้งโลกุตรภูมิ) ให้อยู่ในภาพผืนเดียว ขณะเดียวกันก็แฝงหลักค าสอนส าคัญ เช่น อริยสัจ ๔, ปฏิจจสมุป บาท, ไตรลักษณ์, ไตรวัฏฏ์ (กิเลส, กรรม, วิบาก) อยู่ในนั้นด้วย เราสามารถศึกษาวิธีคิดหรือระบบค าสอน ทั้งหมดของพระพุทธศาสนาได้จากภาพที่ ๑๓


๓๐ ภาพที่ ๑๓ กงล้อแห่งภพภูมิ (the wheel of life) ที่มา : The myth of freedom and the way of meditation” ของท่านเชอเกียม ตรุงปะ ริน โปเช แปลโดย อนุสรณ์ ติปยานนท์ โครงสร้างของภาพทังกาใช้วงกลมหรือกงล้อซ้อนกัน ๔ วงกลม วงกลมคือตัวแทนของวังวนแห่ง ชีวิตในไตรภูมิหรือในสังสารวัฏ ตามความหมายของค าบาลีสันสกฤตว่า "ภวจักร" แปลว่า กงล้อแห่งชีวิต หรือ กงล้อแห่งภพภูมิ (the wheel of life) ขออธิบายองค์ประกอบในภาพดังนี้ ๑. วงกลมแห่งกิเลส/วงกลมในสุด: มีสัตว์ ๓ ชนิดที่ก าลังใช้ปากกัดหางกัน คือ ไก่กัดหางงู งูกัดหาง หมู และหมูกัดหางไก่ โดยที่สัตว์ ๓ ชนิดนี้เป็นสัญลักษณ์แทนกิเลสมูลฐาน (อกุศลมูล) ๓ อย่าง คือ ความโลภ (ไก่ = โลภะ) ความโกรธ (งู = โทสะ) และความหลง (หมู = โมหะ) การที่วงกลมของกิเลสมูลฐาน ๓ ชนิดถูกจัด อยู่วงในสุด หมายความว่า กิเลสเหล่านี้เป็นแรงจูงใจระดับลึกสุดที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังการท ากรรมต่างๆ ของ สัตว์ในไตรภูมิทั้งหมด และการที่สัตว์ทั้งสามเอาปากกัดหางกัน หมายถึงการที่กิเลสทั้งสามท างานประสาน สัมพันธ์กันหรือเป็นปัจจัยแก่กันและกัน ๒.วงกลมแห่งกรรม: เป็นวงกลมที่ครอบวงกลมแห่งกิเลสไว้แบ่งเป็น ๒ ซีก คือ ซีกขาว กับ ซีกด า เป็นสัญลักษณ์แทนการท ากรรมของสัตว์ในไตรภูมิจากการผลักดันของกิเลส ซีกด้านขาวเป็นสัญลักษณ์แทน


๓๑ กุศลกรรมหรือกรรมขาว ส่วนซีกด้านด าเป็นสัญลักษณ์แทนอกุศลกรรมหรือกรรมด า สรุปคือ กิเลสมูลฐาน ๓ อย่าง สามารถผลักดันให้สัตว์ในไตรภูมิท ากรรมขาวก็ได้ ท ากรรมด าก็ได้ ๓.วงกลมแห่งวิบาก: เป็นวงกลมที่ครอบวงกลมแห่งกรรมไว้ วงกลมถูกแบ่งออกเป็น ๖ ซีก แต่ละ ซีกแสดงสภาพชีวิตที่แตกต่างกันของสัตว์ในไตรภูมิ ตั้งแต่ภูมิชั้นต่ าจนถึงภูมิชั้นสูง วงกลมนี้เป็นสัญลักษณ์แห่ง วิบากหรือการได้รับผลแห่งการท ากรรม กล่าวคือ กรรมขาวส่งผลให้ได้วิบากเป็นสุคติภูมิ ส่วนกรรมด าส่งผลให้ ได้รับทุคติภูมิ ๔.วงกลมนอกสุด/กงล้อแห่งเหตุปัจจัย: เป็นวงกลมที่ครอบวงกลมอื่นๆ ทั้งหมดไว้ วงกลมถูกแบ่ง ออกเป็น ๑๒ ส่วน เป็นสัญลักษณ์แทนกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยตามหลักปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อย่าง มีอวิชชา สังขาร วิญญาณ เป็นต้น หมายความว่า วงกลมเล็ก ๓ อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นวงกลมแห่งกิเลส วงกลมแห่งกรรม และวงกลมแห่งวิบาก หากพูดโดยสรุปภาพรวมก็คือ กระบวนการแห่งเหตุปัจจัยตาม หลักปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง หรือพูดอีกอย่างก็ได้ว่า วัฏฏะ ๓ (ไตรวัฏฏ์) คือ กิเลส กรรม วิบาก เกิดขึ้นภายใต้ กงล้อแห่งปฏิจจสมุปบาท ๕.พญามัจจุราช: จะเห็นว่า วงกลมทั้งหมดถูกวาดให้อยู่ในอุ้งมืออุ้งเท้าและกงเขี้ยวเล็บของพญา มัจจุราช (เจ้าแห่งความตาย/lord of death) บนศีรษะของพญามัจจุราชมีกะโหลกศีรษะ ๕ กะโหลก เป็น สัญลักษณ์ว่า ชีวิตของสัตว์ในไตรภูมิทั้งหมดเป็นชีวิตแห่งความทุกข์ กล่าวคือ เป็นชีวิตที่ตกอยู่ในหลักไตร ลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา โดยที่กะโหลกศีรษะ ๕ กะโหลก เป็นสัญลักษณ์ความทุกข์ตาม หลักปฏิจจสมุปบาท ๕ อย่าง คือ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ๖.นอกวงกลม/เหนือวงกลม: เหนือวงกลมขึ้นไปด้านซ้ายของภาพ เป็นรูปพระพุทธเจ้าก าลังชี้นิ้วไป ยังพระจันทร์บนก้อนเมฆที่อยู่อีกมุมหนึ่ง เป็นสัญลักษณ์ว่า พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้หลุดพ้น ออกจากไตรภูมิแล้วหรือเข้าถึงภูมิที่อยู่เหนือไตรภูมิแล้ว (โลกุตรภูมิ) การชี้นิ้วไปยังดวงจันทร์ของพระพุทธเจ้า เป็นสัญลักษณ์แห่งการกระตุ้นเร้าหรือการชี้ชวนให้สัตว์ในไตรภูมิมองเห็นทุกข์แล้วรีบเร่งขวนขวายออกจากไตร ภูมิไปสู่ความหลุดพ้นหรือนิพพาน นิ้วที่ชี้ไปเป็นสัญลักษณ์แห่งการชี้ทางหลุดพ้น คือ หลักอริยมรรค พระจันทร์ อันสุกใสบนก้อนเมฆ เป็นสัญลักษณ์แห่งความหลุดพ้นหรือนิพพาน ผังภูมิพุทธมณฑลหรือ มันดา มีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมขนาดกว้างยาวราวหนึ่งเมตรทรงใช้ ทรายสีต่างๆโรยเป็นรูปเรขาประกอบด้วยเส้นสายและสัญลักษณ์หลายรูปแบบเป็นแนวคิดศูนย์กลางแห่งพุทธ มหายานที่สะท้อนความเชื่อพุทธจักรวาลวิทยาที่ชัดเจนและสิ่งนี้เปรียบประดุจลายแทงแผนที่เข้าสู่ดินแดน แชงกรีลา ดังภาพที่ ๑๔


๓๒ ภาพที่ ๑๔ มันดาลา ที่มา: https://pixabay.com/th/photos/ทิเบต สืบค้นเมื่อ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๖ ค าว่า“มันดาลา”มาจากภาษาสันสกฤต “มันดา (manda)” แปลเป็นภาษาทิเบต ตรงกับค าว่า “dkyil” ซึ่งหมายถึง “แก่นศูนย์กลางหรือที่นั่ง” โดยใช้ในความหมายควบคู่ไปกับค าว่า “โพธิ” หรือการตื่น การบรรลุธรรม ซึ่งชี้ถึงสถานที่นั่งภายใต้ต้นโพธิ์ ที่ซึ่งการตรัสรู้อย่างสมบูรณ์ได้เกิดขึ้น ส่วนค าว่า“ลา (la)”หมายถึง “วงล้อที่หลอมรวมแก่น” ดังนั้น “มันดาลา” จึงแปลว่า “ที่ประทับของพระพุทธเจ้าและพระ โพธิสัตว์ต่างๆในขณะที่รู้แจ้ง” และภาพเหล่านี้จะปรากฏในมโนทัศน์ของวัชราจารย์ ส าหรับคนไทยเราเรียกค า ว่ามันดาลาเป็นส าเนียงไทยว่า“มณฑล”นั่นเอง ซึ่งก็มีความหมายสอดคล้องกัน ในทางคัมภีร์แล้ว ทิเบตถือว่าทุกชีวิตก็คือมันดาลา มากกว่าจะเป็นเพียงแค่จุดของการตระหนักรู้ เพราะเราก็คือสิ่งแวดล้อมของเราเอง อาจกล่าวได้ว่า มันดาลาก็เปรียบเหมือนกับพิมพ์เขียวส าหรับการบรรลุ ธรรม ที่ไม่ใช่เพียงแต่เป็นการปลดปล่อยตนเองสู่อิสรภาพที่แท้จริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการหลอมรวมเป็นหนึ่ง เดียวกับสภาวะแวดล้อมโดยทั่วไปมันดาลามักจะสร้างเป็นวิหารที่มีประตู ๔ ทิศ ซึ่งแต่ละทิศจะแสดงถึงพรหม วิหารทั้ง ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา และก่อนที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะเดินเข้าประตูได้นั้นจะต้องผ่าน ด่านทดสอบคือก าแพง ๔ ชั้น ซึ่งประกอบไปดัวย ๑.ก าแพงไฟแห่งความรู้อันบริสุทธิ์ ๒.ก าแพงเพชรแสดงความแข็งแกร่งและกล้าหาญ ๓.ก าแพงหลุมศพแห่งการมีสติรู้


๓๓ ๔.ก าแพงดอกบัวแสดงถึงการยอมอุทิศตนต่อพุทธะ มันดาลาสามารถสร้างได้จากกระดาษ ผ้า หรือทรายก็ได้ โดยมักเริ่มจากโครงประกอบด้วยรูปทรง เรขาคณิตแบบง่ายๆ แล้วจึงค่อยเพิ่มรายละเอียดภายในตามแต่จินตนาการหรือภาพนิมิตที่เห็น ดังนั้นการสร้าง แต่ละครั้งสิ่งที่ส าคัญคือ จิตใจที่มีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่ก าลังสร้าง พระลามะส่วนใหญ่รู้วิธีการสร้างมันดาลา เพื่อใช้ในการประกอบพีธีต่างๆ ซึ่งมักสร้างโดยการโรย ทรายผสมสี มันดาลาบางรูปใช้เวลาสร้างเป็นเดือน ดังนั้น โดยพื้นฐานแล้วการสร้างมันดาลาเป็นการฝึกฝนจิต อย่างหนึ่ง มโนจิตและสมาธิต้องด าเนินไปด้วยกัน การสร้างมันดาลาไม่มีการร่างโครงร่างก่อน ไม่ว่ารูปมันดาลา นั้นจะใหญ่หรือเล็กขนาดไหน ดังนั้นมโนจิตในมันดาลานั้นต้องเที่ยงตรง สมาธิต้องมั่นคง บางครั้งพระบางรูป จะท่องมนตราและแผ่เมตตาในขณะที่สร้างด้วย ส่วนปริศนาธรรมที่แฝงมาในมันดาลานั้นก็คือ ไม่ว่าจะสมบูรณ์สวยงามหรือมั่นคงเพียงใด สุดท้ายก็ ต้องสูญสลายไปตามธรรมชาติ และก็เช่นกันเมื่อสูญสลายไปแล้ว ก็จะต้องถูกสร้างขึ้นมาอีก เพราะความมีอยู่ ท าให้เกิดความว่าง และความว่างก็เป็นบ่อเกิดของความมีอยู่ ฉันลองกลับไปคิดถึงฉากในหนังที่กล่าวข้างต้น แล้ว ก็เริ่มที่จะเข้าใจถึงปรัชญาลึกซึ้งที่แฝงอยู่ นอกจากนี้ ชาวธิเบตเองยังมีความเชื่อว่ามันดาลาสร้างโดยพระผู้มีปัญญาอันบริสุทธิ์ เนื่องจาก ในขณะที่สร้างพระสงฆ์ได้อัญเชิญพลังศักดิ์สิทธิ์มาสถิตในมันดาลาซึ่งจะเป็นสิริมงคลให้กับผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมมัน ดาลา อีกทั้งยังช่วยคุ้มครองปกป้องสถานที่ซึ่งมันดาลานั้นตั้งอยู่อีกด้วย ยังมีมันดาลาอีกประเภทหนึ่งซึ่งมี ลักษณะเหมือนวงแหวนวางซ้อนกัน ซึ่งมันดาลาประเภทนี้ต้องมีวิธีปฏิบัติและขั้นตอนต่างๆ รวมทั้งคาถาก ากับ ประกอบตามขั้นตอน เมื่อประกอบส าเร็จจะมีลักษณะเรียงซ้อนกันเป็นชั้นเหมือนเจดีย์ ซึ่งนับว่าเป็นกุศลโล บายอย่างหนึ่งในการเจริญสมาธิภาวนาของพระทิเบต ปัจจุบันได้มีการประยุกต์เรื่องมันดาลามาใช้ในการบ าบัดรักษาโรคทางจิต โดยให้ผู้รับการบ าบัด วาดภาพมันดาลา ซึ่งเป็นการแสดงออกทางอารมณ์และจิตใต้ส านึกของตัวตนภายใน ท าให้นักจิตแพทย์ สามารถเข้าใจถึงปมปัญหาของคนไข้ได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังใช้ในการเสริมสร้างสมาธิและจินตนาการให้กับ เด็ก ประกอบกับมีการน าเพลงมาเปิดประกอบในการพิจารณามันดาลาอีกด้วย จะเห็นได้ว่ามันดาลาในยุค ปัจจุบันจึงมีรูปร่างและสีสันที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละบุคคลจะสร้างออกมา อย่างไรก็ดี ภาพมันดาลาเป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง บางท่านอาจสนใจเพียงความสวยงามและความสงบสุข เมื่อได้พบเห็น แต่แท้จริงแล้วมันดาลาเป็นสัญลักษณ์ที่ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นนามธรรมของพระพุทธศาสนาออกมา เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ ความหมายที่แท้จริงซึ่งแฝงค าสอนในมันดาลาไม่ควรจะถูกมองข้ามไป และผู้ที่จะน า มันดาลาไปประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ ควรมีความเข้าใจในหลักการพื้นฐานทางพุทธศาสตร์โดยเฉพาะในเรื่อง สุญญตา และหลักธรรมต่างๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน และควรตระหนักอยู่เสมอถึงสาระของมันดาลา และ ประโยชน์ที่ได้รับต่อการปฏิบัติและการฝึกจิตในการพิจารณา ความเชื่อเรื่องไตรภูมิของคนในพระพุทธศาสนา ไม่มีเพียงพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาทเท่านั้น ใน ส่วนของมหายาน ยังมีแนวคิดการเชื่อมโยงหลักธรรมเพื่อถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อท าให้ผู้คนประพฤติ ปฏิบัติดีท าให้เห็นวิธีคิดของชาวพุทธมหายาน ซึ่งผลงานทางพุทธศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนา และยังเป็นรากฐานส าคัญของภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในสังคมและวัฒนธรรม ที่ ถ่ายทอดมาหลายร้อยปีตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมในดินแดนแถบนี้ ที่มี ลักษณะเด่นด้วยการสื่อความหมายจากหลักธรรม ในพระพุทธศาสนา โดยสัมพันธ์เชื่อมโยง กับงานศิลปกรรม แขนงต่างๆ เช่น สถาปัตยกรรม และ จิตรกรรม


๓๔ บริบททางสังคมในไทย มีพระพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งและเป็นหลักในการพัฒนาสังคมทุกด้าน การ นิพนธ์วรรณกรรมที่ให้ความรู้ในหลักธรรมต่างๆ เช่นไตรภูมิกถา มีอิทธิพลในด้านการสร้างค่านิยมทางสังคม ความศรัทธา ความเชื่อในวิถีพุทธ นอกจากนั้นยังเป็นการถ่ายทอดแนวคิดความเชื่อเรื่องไตรภูมินรก สวรรค์ใน สัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ในงานวรรณกรรม งานจิตรกรรม สถาปัตยกรรม จ าลองแบบแผนในการด าเนินชีวิตของ มนุษย์ ด้วยการละเว้นจากความชั่วน าเสนอผ่านความน่ากลัวของอบายภูมิการกระท าความดีน าเสนอผ่านความ สวยงามของสวรรค์ และละเอียดประณีตยิ่งขึ้นในรูปพรหมและอรูปพรหม ตลอดจนการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร ด้วยการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงพระนิพพานจึงส่งผลให้สังคมมีความร่มเย็นเป็นสุข ซึ่งพอสรุปความส าคัญของไตร ภูมิพระร่วงที่มีต่อสังคมไทย ดังนี้ ๑. คุณค่าด้านวรรณคดี เป็นความเรียงที่มีสัมผัสคล้องจอง มีความเปรียบเทียบที่ให้อารมณ์และเกิด จินตภาพชัดเจน เป็นภาพพจน์เชิงอุปมาและภาษาจินภาพ เห็นความงดงามของภาษา ๒. คุณค่าด้านศาสนา เป็นปรัชญาทางพระพุทธศาสนา ชี้ให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตอาจน ามนุษยชาติ ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร ๓. คุณค่าด้านจริยธรรม ไตรภูมิพระร่วงก าหนดกรอบแห่งความประพฤติเพื่อให้สังคมมีความสงบ สุขผู้ปกครองแผ่นดินต้องมีคุณธรรม ๔. คุณค่าด้านประเพณีและวัฒนธรรม ความเชื่อที่ปรากฏในเรื่องไตรภูมิพระร่วงยังสืบทอดมา จนถึงปัจจุบัน เช่น ประเพณีงานศพ ภาพนรกและสวรรค์ก่อให้เกิดผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปัตยกรรมจนถึงปัจจุบัน ๕. ไตรภูมิพระร่วง ตอน มนุสสภูมิ ท าให้เห็นได้ว่าแนวคิดของวรรณกรรมเล่มนี้เป็นไปตามหลัก ทางด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการเกิดเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นการศึกษาไตรภูมิพระร่วงท าให้ได้มุมมองว่า ในอดีต บรรพบุรุษของไทยได้ยอมรับ พระพุทธศาสนามาปฏิบัติตั้งแต่สมัยสุโขทัยและสืบทอดมาจน กรุงศรีอยุธยา รัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบัน ท าให้ พระพุทธศาสนามีความเกี่ยวข้องกับสังคมไทยอย่างใกล้ชิด คนไทยรับเอาหลักธรรมมาเป็นหลักชัยในการ ด ารงชีวิตจนกระทั่งกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีซึ่งไม่สามารถจะแยกออกจากกันได้หากน า พระพุทธศาสนาออกจากคนไทยแล้ว คนไทยเกือบจะไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย จะเห็นได้ว่า แนวคิดจากไตรภูมิได้ ปลูกเพาะพืชพันธุ์แห่งความดีงามให้กับปัจเจกชน และสังคม ท าให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักของกรรม ที่ถูกต้อง ไม่กล้าประพฤติผิด ท าในสิ่งที่ถูกต้อง ด้วยใจตนเอง ความเชื่อและความไม่เชื่อตามเรื่องใดๆ ย่อมขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาบริบททางสังคม และวัฒนธรรมของแต่ละสถานที่ที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่ด้วย แต่สัจธรรม ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์สูงสุด ทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่าต่อมวลชนมาตั้งแต่ครั้งอดีต นับว่าเป็นเรื่องที่ควร ศึกษา ในเชิงวิชาการควบคู่กับการปฏิบัติมีข้อคิดว่าในกาลปัจจุบันเราควรจะมีบทบาทในการปลูกฝังปณิธาน ทางพระพุทธศาสนา เสริมสร้างคุณความดีทางจิตในปัจเจกชน ผสมผสานกับวิทยาการสมัยใหม่ในสังคม ปัจจุบัน จนกระทั่งกลมกลืนเป็นวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่มีความทันสมัย แต่มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย สืบสานวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาให้ปรากฏชัดเจนและมั่นคงสืบต่อไป


๓๕ ภำคที่ ๒ พุทธจักรวำลวิทยำในภูมิสถำปัตย์วัดในประเทศไทย ๒.๑ บทน ำ ในสมัยโบราณวัดเป็นสถานที่รวมจิตใจของคนไทยและนอกจากนั้นวัดยังเป็นสถานที่ให้ความรู้แก่คน ในสมัยก่อนเพราะเเต่ก่อนยังไม่มีโรงเรียนก็เลยใช้วัดเป็นที่ให้ความรู้เเก่เด็กโดยมีพระเป็นผู้อบรมสั่งสอนและวัด ยังเป็นที่ชุมนุมของคนเพื่อเป็นที่ประชุมหรือเพื่อเป็นที่ช าระจิตใจของผู้คน นับได้ว่าในสมัยก่อนวัดมีอิทธิพล มากต่อคนไทยจนมาถึงในยุคสมัยปัจจุปันวัดก็ยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยมาช้านาน ซึ่งวัดจะเป็นที่ รวบรวมค าสั่งสอนของพระพุทธเจ้าต่างๆไว้มากมายนอกจากนี้วัดก็ยังเป็นศูนย์รวมความเชื่อต่างๆทางไสย ศาสตร์ของชาวพุทธซึ่งเป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล ในปัจจุบันนี้ในประเทศไทยจะมีวัดต่างๆมากมายที่เกิด จากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาอาศัยในประเทศไทยเช่น วัดจีน ทั้งนี้ก็จะเกิดทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดีก็คือมีความ หลากหลายทางวัฒนธรรมได้ แต่ข้อเสียคือ ความขัดแย้งของความคิดและวัฒนธรรมได้ ในฐานะที่เราเป็น พุทธศาสนิกชน ควรช่วยกันทะนุบ ารุงรักษาวัดให้มั่นคงอยู่คู่กับคนไทยเพื่อให้คนไทยได้มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งใน ยามทุกข์และยามสุข ดังนั้นวัดจึงเปรียบเสมือนแหล่งรวบรวมและสร้างวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมเป็นค่านิยมและความเชื่อที่ มีร่วมกันมาอย่าช้านานซึ่งเป็นระบบที่เกิดขึ้นในสังคมแทบทุกสังคมของคนไทยและกลายเป็นแนวทางในการ ก าหนดแบบแผนพฤติกรรม บรรทัดฐานของคนไทย วัฒนธรรมจึงเป็นเสมือนบุคลิกภาพ และจิตวิญญาณของ คนในสังคม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ชนชั้นปกครองไม่ว่าจะเป็น พระราชา ขุนนาง พ่อค้ารวมทั้งไพร่ ฟ้าประชาชนจึงเป็นก าลังส าคัญในการรักษาวัดซึ่งเป็นสมบัติของคนไทยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ชื่นชมในความงดงาม ของวัฒนธรรมของคนไทยนับตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน พุทธจักรวาลวิทยามีอิทธิพลกับแนวคิด ความเชื่อวิถีชีวิตของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณท าให้การ สร้างวัดในพระพุทธศาสนาเป็นต้นแบบแห่งสถาปัตยกรรมในฐานะสถาปัตยกรรมเชิงพุทธตามหลักไตรภูมิที่มี เขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง มีภูมิทัศน์รองรับสถาปัตยกรรมเหล่านั้น พระวิหารหรือพระอุโบสถ ที่สอดคล้องกับ การวางรูปแบบอาคารต่างๆ ของวัด แต่ในบางส่วนไม่ได้ถูกจัดวางต าแหน่งทิศทางให้สอดคล้องกับรูปแบบพุทธ จักรวาลวิทยา ถ้าสังเกตให้ดีการสร้างวัดในประเทศไทยโดยทั่วไปจะเป็นลักษณะแบบนี้นั่นคือ การวางแผนผัง วัดจะไม่ครอบคลุมความหมาย ลักษณะ องค์ประกอบ โครงสร้างของพุทธจักรวาลทั้งหมดในมิติที่ว่าด้วยเรื่อง การอธิบายโลกสัณฐานแบบไตรภูมิ ส่วนใหญ่พบว่าจะมีเพียงสถาปัตยกรรมที่เป็นหลักศูนย์ภายในวัดเท่านั้นที่มี การสร้างตามแนวพุทธจักรวาลวิทยา ในบทนี้จึงได้ศึกษาแนวคิด ทบทวนเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พุทธจักรวาลวิทยา แนวคิดการตีความสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา ยกตัวอย่าง เช่น เจดีย์ปรางค์ที่มีการ สร้างตามหลักไตรภูมิที่เกี่ยวกับทิศทั้ง ๔ ซึ่งทิศทั้ง ๔ นี้จะเกี่ยวข้องกับสวรรค์ทั้ง ๖ ชั้น นั่นคือชั้นจาตุมหาราช ที่มีท้าวมหาราชทั้ง ๔ คุ้มครองทิศทั้ง ๔ ทิศหนึ่งที่เป็นรูปธรรม คือทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ มีท้าววิรูปักข์ เป็นหัวหน้าท าหน้าที่ปกครองนาคเทวดาทั้งหลาย จึงเป็นที่มาของบันไดนาคสถิตทางเข้าพระอุโบสถทิศตะวันตก จะเห็นว่าทางขึ้นเจดีย์ปรางค์สูง ข้าง เข้าพระวิหารหรือสถานศักดิ์ต่าง ๆ ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตย์ในจักรวาลไตรภูมิ คือ องค์ของบันไดนาค คือ สถาปัตยกรรม “นาค” ภูมิทัศน์ คือทิศตะวันตก จักรวาลไตรภูมิ คือ กามภูมิ (หนึ่งในไตรภูมิ) ประกอบด้วย


๓๖ สวรรค์ ๖ ชั้นและทุคติ ๕ ชนิด ในสวรรค์ชั้นแรก คือ จาตุมหาราช โดยท้าวมหาราชทั้ง ๔ คุ้มครองทิศทั้ง ๔ ดังนั้น ภูมิทัศน์ในฐานะทิศทั้ง ๔ โดยเฉพาะทิศตะวันตก เป็นทิศที่สถิตของพญานาคท าหน้าที่ดูแลในทิศทั้ง ๔ ดังภาพที่ ๑๕ ภาพที่ ๑๕ แสดงภาพจ าลองของพุทธจักรวาลวิทยาจากไตรภูมิพระร่วง ที่มา : http://www.dmc.tv/forum/index.php?showtopic=๑๖๖๗๗ สืบค้นเมื่อ ๒ เมษายน ๒๕๖๖ นอกจากการสร้าง วิหารหรือปรางค์เป็นเขาพระสุเมรุ แล้วในขณะเดียวกัน ระเบียงคดที่รายรอบ วิหารยังให้ความหมายแทนทวีปทั้ง ๔ ได้แก่ ชมพูทวีปตั้งอยู่ทางทิศใต้ อมรโคยานทวีปตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก อุตตรกุรุทวีปตั้งอยู่ทางทิศเหนือ และปุพพวิเทหทวีปตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งทวีปทั้ง ๔ ดังกล่าวจะอยู่ ล้อมรอบเขาเขาพระสุเมรุเป็นแกนกลาง ซึ่งมี เขาสัตตบริภัณฑ์ คือ เขาล้อมรอบ ๗ ชั้น ซึ่งมี สีทันดรมหาสมุทร คั่นอยู่ในระหว่าง ตั้งเป็นรูปร่างขึ้นไว้ก่อน ภูมิสวรรค์อยู่พ้นทวีปทั้งหลายซึ่งเป็นที่อยู่ของมนุษย์ เช่น ชมพูทวีป ซึ่งมีอินเดียเป็นศูนย์กลาง จึงอยู่พ้นป่าหิมพานต์พ้นภูเขาหิมวันตะหรือ หิมาลัย พ้นมหาสมุทรแห่งทวีปทั้งปวง แล้วถึงภูเขาสัตตบริภัณฑ์ ตั้งต้นแต่ภูเขาสุทัสสนะ จนถึงภูเขาอัสสกัณณะ จึงเป็นอันถึงสวรรค์ชั้นที่ ๑ เพราะ


๓๗ ยอดเขาสัตตบริภัณฑ์เหล่านี้เองเป็นที่อยู่ของท้าวมหาราช ๔ องค์กับบริวาร นับเป็นสวรรค์ชั้นที่ ๑ เรียกว่า จา ตุมหาราชิกา ท้าวมหาราช ๔ องค์นี้ แบ่งกันครอบครอง ดังนี้ ภาพที่ ๑๖ ท้าวจตุโลกบาล ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/% สืบค้นเมื่อ ๒ เมษายน ๒๕๖๖ จากภาพ(จากภาพ เรียงจากซ้ายมาขวา) ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่ ประกอบด้วย ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ และท้าววิรุฬหก สูง ๒ เมตร ประทับอยู่ชั้นชาลาที่ ๑ ประจ าทั้งสี่ทิศ หันหน้าเข้าหาพระเมรุมาศ โดยสื่อความหมายถึงเทวดาที่ดูแลทุกข์สุขทั้ง ๔ ทิศ และท าหน้าที่ป้องกันอันตราย ท าให้งานพระราชพิธีราบรื่น การปั้นประติมากรรมท้าวจตุโลกบาลในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกซึ่งไม่เคยปรากฏในงานพระเมรุมาศมาก่อน ๑.ท้าวธตรฐ- ผู้ปกครองประจ าทิศตะวันออก ปกครอง เหล่าคนธรรพ์ วิทยาธร และนางไม้ นางอัปสร มือซ้ายทรงพิณ (ถัดออกไปเป็นปุพพวิเทหทวีป) ๒.ท้าววิรุฬหก- ผู้ปกครองประจ าทิศใต้ มีอสูรเป็นบริวาร รูปร่างสูงสง่า น่าเกรงขาม มือขวาทรงทวน ด้านทิศใต้ มีพวกกุมภัณฑ์หรือรากษสเป็นบริวาร (ถัดออกไปเป็นชมพูทวีป) ๓.ท้าววิรูปักษ์- ผู้ปกครองประจ าทิศตะวันตกของเขาสิเนรุเป็นเจ้าแห่งพญานาค สวมมงกุฎที่มียอด นาค ๓ เศียร มีหนวด ประทับยืนบนแท่นฐานประดับลายพญานาค มีพวกนาคเป็นบริวาร (ออกไปเป็น อมรโค ยานทวีป) ๔.ท้าวเวสสุวรรณ- เจ้าแห่งยักษ์ประจ าทิศเหนือของเขาสิเนรุปกปักดูแลทรัพย์ของโลกมนุษย์ แววตา ดุดัน มีพวกยักษ์เป็นบริวาร (ถัดออกไปเป็นอุตตรกุรุทวีป) จักรวาลวิทยา ตรงกับค าในภาษาอังกฤษว่า Cosmology ประกอบด้วยศัพท์ ๒ ค า คือ ค าว่า จักรวาล ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ค าแปลไว้ว่า ปริมณฑล ประชุม หมู่ บริเวณโดย รอบของโลก๑) และ ค าว่า วิทยา แปลว่า ความรู้ ดังนั้น ค าว่า จักรวาลวิทยา เมื่อรวมความแล้วหมายความว่า ความรู้ที่ว่าด้วยเรื่อง


๓๘ โลกและบริเวณโดยรอบของโลก รายการที่เรียงล าดับแล้วรายการที่ยังไม่ได้เรียงล าดับเมื่อเราทราบความหมาย จากค าในภาษาไทยแล้ว ยังมีค าจ ากัดความในภาษาอังกฤษของค าว่า Cosmology แปลว่า the science of the origin and structure of the universe, especially as studied in ASTRONOMY) แปลเป็นภาษาไทย ว่า วิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการก าเนิดและโครงสร้างจักรวาล จากการศึกษาทางดาราศาสตร์จากความหมายของ จักรวาลวิทยา ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ท าให้เราทราบความหมายของวิชา จักรวาลวิทยาในเชิงวิทยาศาสตร์ที่ มีการศึกษากันทั่วไปในมหาวิทยาลัยต่างๆ แต่ความหมายของ วิชาจักรวาลวิทยาในเชิงพุทธศาสตร์ ยังไม่เคยมี ใครให้ความหมายที่ชัดเจนไว้รายการที่ยังไม่ได้เรียงล าดับดังนั้น คณะผู้เขียนคู่มือการศึกษาวิชาจักรวาลวิทยา ของมหาวิทยาลัยเปิดธรรมกายแคลิฟอร์เนีย จึงขอน าเสนอความหมายของวิชาจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ ซึ่งตรงกับค าในภาษาอังกฤษว่า Buddhist Cosmology มีความหมายว่า การศึกษาเรื่องความเป็นไปของโลก จักรวาล และสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่การ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และการเสื่อมสลายไป โดยการศึกษาจากค าสอนของพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าในคัมภีร์ส าคัญ ทางพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท จากความหมายของค าว่า จักรวาลวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์ และจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ ท าให้เรา เห็นภาพรวมของค าศัพท์นี้ว่าเป็นการศึกษาเรื่องโลกและจักรวาลอันเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ แต่มี วัตถุประสงค์ในการศึกษาแตกต่างกัน คือ การศึกษาจักรวาลเชิงวิทยาศาสตร์มุ่งแสวงหาความรู้ใหม่ๆ โดย อาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ส่วนการศึกษาจักรวาลวิทยาเชิงพุทธศาสตร์ เป็นการศึกษาสภาพความ เป็น จริงของจักรวาล จากค าสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเตือนสติเช่น การสร้างพระพุทธรูปเป็นรูปสมมติ แทนองค์พระสัมมามัมพุทธเจ้าเพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในโบสถ์ วิหาร มีการสร้างสถูปเพื่อบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า และต่อมาบรรจุอัฐิธาตุของพระสงฆ์ในวัด สถูปที่บรรจุอัฐิของบุคคลส าคัญ เรามักเรียกว่า พระธาตุบ้าง พระมหาธาตุบ้าง พระศรีรัตนมหาธาตุบ้าง วัดในประเทศไทย ส่วนใหญ่แบ่งพื้นที่ ภายในวัดออกเป็น ๒ หรือ ๓ ส่วน คือส่วนที่เป็นเขตประดิษฐานปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุเกี่ยวเนื่องด้วย พระ ศาสนา เรียกว่า เขตพุทธาวาส ส่วนที่เป็นเขตที่พักอาศัยของพระสงฆ์เรียกว่า เขตสังฆาวาส ส าหรับกิจวิเวก ของสงฆ์ เรียกว่า เขตปรก แต่ภายหลังเขตปรกค่อยๆ หายไป กลับมีเขตฌาปนกิจขึ้นมาแทนที่ในปัจจุบัน ๒.๒ องค์ประกอบของพุทธจักรวำลวิทยำ พุทธจักรวาลวิทยาได้กล่าวถึงจ านวนของจักรวาลมีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อนี้ไปจะน าเสนอรายละเอียด โครงสร้างของจักรวาล ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโครงสร้างของจักรวาลหลายๆ จักรวาลไว้ว่า มี ส่วนประกอบอย่างเดียวกันและเหมือนกันทุกประการ เรื่องนี้มีกล่าวไว้ใน จูฬนีสูตร เช่นกันว่า“ อานนท์ ดวง จันทร์และดวงอาทิตย์แผ่รัศมี ส่องแสงท าให้สว่างไปทั่วทิศ ตลอดที่มีประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้น จ านวน ๑,๐๐๐ ใน ๑,๐๐๐ โลกนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาสิเนรุ อย่างละ ๑,๐๐๐ มีชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อย่างละ ๑,๐๐๐ มีมหาสมุทรมหาราช อย่างละ ๔,๐๐๐ มีสวรรค์ ๖ ชั้น และ พรหมโลก ชั้นละ ๑,๐๐๐ ”จากข้อความในพระสูตรนี้ ท าให้ทราบว่า ขอบเขตของจักรวาลมีขนาดกว้างใหญ่ เท่าไร แม้จะไม่ได้ ระบุเป็นตัวเลข แต่ก็ท าให้เราเห็นภาพรวมว่า จักรวาลนั้นมีขอบเขตที่กว้างขวางมากเท่ากับ รัศมีของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์แผ่ออกไปถึง ถ้าเราสามารถวัดระยะทางของเส้นผ่าศูนย์กลางหรือรัศมีของ พระจันทร์และพระอาทิตย์ได้ เราก็สามารถทราบจ านวนความกว้างของจักรวาลได้เช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะ พิสูจน์และในจักรวาลที่มีจ านวนมากมหาศาลนั้น องค์ประกอบของจักรวาลมีเหมือนกันหมดทุกประการ ประกอบด้วย ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เขาสิเนรุ ทวีปทั้ง ๔ คือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป ปุพพวิเทหทวีป และ อุตตรกุรุทวีป มหาสมุทรทั้ง ๔ สวรรค์ ๖ ชั้น และพรหมโลก ถึงแม้ว่าในพระสูตรนี้มิได้กล่าวถึงอรูปพรหม และ อบายภูมิก็ตาม แต่ในที่นี้หมายรวมถึงอรูปพรหมและอบายภูมิด้วย ดังที่มีปรากฏอยู่ทั่วไปในพระไตรปิฎกว่า


๓๙ อรูปพรหมและอบายภูมิเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นองค์ประกอบของพุทธจักรวาล โดยภาพรวม ดังภาพที่ ๑๗ ภาพที่ ๑๗ องค์ประกอบของพุทธจักรวาล ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/% สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ การวางต าแหน่งที่ตั้งองค์ประกอบจักรวาลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ละจักรวาลจะมีการวางต าแหน่ง โครงสร้างของจักรวาลเหมือนกันทุกประการ ซึ่งจะท าให้ผู้อ่านเห็นภาพ ขอบเขตของจักรวาล และต าแหน่ง ของแต่ละองค์ประกอบชัดเจนยิ่งขึ้น จะขอกล่าวถึงรายละเอียดใน เรื่องนี้เพียงคร่าวๆ พอให้เห็นเป็นแนวทาง ในการศึกษาเท่านั้น โครงสร้ำงสิ่งต่ำงๆ รอบเขำสิเนรุ โครงสร้างจักรวาล จะขอเริ่มอธิบายจากศูนย์กลางของจักรวาลขยายออกไปในแนวข้างโดย รอบเขา สิเนรุ มีภูเขาสิเนรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถัดจากเขาสิเนรุออกมา จะมีภูเขา ๗ ชั้นรายล้อมเขาสิเนรุ ภูเขา


๔๐ รอบนอกสุดจะต่ าสุด และไล่ระดับความสูงมาจนกระทั่งถึงรอบที่ ๗ ติดกับเขาสิเนรุซึ่ง มีระดับความสูงที่สุด ใน ระหว่างเขาแต่ละชั้นจะมีน้ าคั่นกลาง ถัดจากภูเขาทั้ง ๗ ชั้นออกไป จะเป็นทะเลใหญ่ เป็นที่ตั้งของโลกมนุษย์ ทั้ง ๔ ทวีป ซึ่งอยู่ประจ า ๔ ทิศ รอบเขาสิเนรุ มีดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ลอยอยู่ ระดับกึ่งกลางระหว่างระดับ พื้นทะเลกับยอดเขาสิเนรุ โคจรรอบเขาสิเนรุ ๑. ทวีปทั้ง ๔ จะขอขยายความเพิ่มเติมในส่วนของต าแหน่งที่ตั้งของโลกมนุษย์ทั้ง ๔ ทวีป ซึ่งมีดังนี้ ๑.๑ ปุพพวิเทหทวีป อยู่ตรงกับไหล่เขาด้านทิศตะวันออก มีพื้นเป็นเงิน แสงสีเงินสะท้อนไป ยังทวีป ซีกนั้น ๑.๒ อมรโคยานทวีป อยู่ตรงกับไหล่เขาด้านทิศตะวันตก มีพื้นเป็นแก้วผลึก แสงใสๆ สะท้อน ไปยัง ทวีปซีกนั้น ๑.๓ อุตตรกุรุทวีป อยู่ตรงกับไหล่เขาด้านทิศเหนือ มีพื้นเป็นทองค า แสงสีทองสะท้อนไปยัง ทวีปซีก นั้น ๑.๔ ชมพูทวีป อยู่ตรงกับไหล่เขาด้านทิศใต้ มีพื้นเป็นมรกต แสงสีเขียว สะท้อนไปยังทวีปซีกนั้น โครงสร้ำงจักรวำลเบื้องบนเขำสิเนรุ เราได้ศึกษาโครงสร้างจักรวาลโดยรอบเขาสิเนรุแล้ว ล าดับต่อไปจะน าเสนอโครงสร้างจักรวาล ทางด้านแนวตั้งส่วนบนของเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ภายในสุคติภูมิ จะเริ่มจากตัวเขาสิเนรุซึ่งเป็น แกนกลางของจักรวาล ๑. สวรรค์ชั้นที่ ๑ ชื่อ จาตุมหาราชิกา มีที่อยู่รายรอบเขาสิเนรุ เทวดาชั้นนี้มีหลายประเภท ทั้งที่ อยู่ บนพื้นดิน บนต้นไม้ และอยู่ในอากาศ บางพวกอยู่ปะปนกับที่อยู่ของมนุษย์ในชมพูทวีป พวกที่อยู่ตาม ดวงดาว ทั้งหลายเป็นอากาสเทวา ๒. สวรรค์ชั้นที่ ๒ ชื่อ ดาวดึงส์ อยู่บนหน้าตัดของเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นกึ่งกลางของกามภพ ๓. สวรรค์ชั้นที่ ๓ ชื่อ ยามา อยู่ถัดจากชั้นดาวดึงส์ สูงขึ้นไปในอากาศ ๔. สวรรค์ชั้นที่ ๔ ชื่อ ดุสิต อยู่ถัดจากสวรรค์ชั้นยามา สูงขึ้นไปในอากาศ มีขนาดใหญ่กว่าสวรรค์ ชั้น ยามา ๕. สวรรค์ชั้นที่ ๕ ชื่อ นิมมานรดี อยู่ถัดจากสวรรค์ชั้นดุสิต สูงขึ้นไปในอากาศ มีขนาดใหญ่่ กว่าสวรรค์ ชั้นดุสิต ๖. สวรรค์ชั้นที่ ๖ ชื่อ ปรนิมมิตวสวัตดี อยู่ถัดจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดี สูงขึ้นไปในอากาศ มีขนาด ใหญ่กว่าสวรรค์ชั้นนิมมานรดีพรหมและอรูปพรหมถัดจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี สูงขึ้นไปอีก มีขนาดใหญ่ ขึ้นไปตามล าดับ โครงสร้ำงจักรวำลเบื้องล่ำงเขำสิเนรุ ถ้าหากเราได้ดูโครงสร้างทางแนวนอนโดยรอบเขาสิเนรุ และโครงสร้างทางแนวตั้งด้านบนเขาสิเนรุ แล้ว ในล าดับต่อจากนี้ไป จะน าเสนอโครงสร้างเบื้องล่างของเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์ฝ่ายทุคติภูมิโดยส่วน ใหญ่ใต้ภูเขาสิเนรุจะมีภูเขา ๓ ลูก วางแบบ ๓ เส้า เรียกว่าเขาตรีกูฏ รองรับเขาสิเนรุอยู่ ตรงกลาง ภูเขาเป็น อุโมงค์ใหญ่ เป็นที่อยู่ของอสูร (เทวดาพวกหนึ่งที่ดื่มน้ าจัณฑ์จนเมา แล้วถูกขับไล่ลงมาอยู่ตรงนี้) ซอกเขาแต่ละ ลูกซึ่งมีระดับต่ ากว่าที่อยู่ของอสูร จะเป็นที่อยู่ของเปรต อสุรกาย ใต้อสูรภพลงไป จะเป็นที่อยู่ของนรกขุมใหญ่ ตั้งแต่ขุมที่ ๑ ไล่ระดับต่ าลงไปจนถึงขุมที่ ๘ ซึ่งมี ขนาดใหญ่ไปตามล าดับ ขุมที่ ๘ จะมีขนาดใหญ่ที่สุด รอบๆ


๔๑ นรกแต่ละขุมจะมีนรกขุมบริวาร (อุสสทนรก) อยู่รอบนรกขุมใหญ่ และที่อยู่ถัดจากขุมบริวารออกไปอีก จะเป็น นรกขุมย่อย (ยมโลก)ดังภาพที่ ๑๘ ภาพที่ ๑๘ สรุปโครงสร้างจักรวาลเบื้องบน – ล่าง เขาสุเมรุ ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/% สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ จากเนื้อหาดังกล่าวจะพิสูจน์พุทธวาจาที่ตรัสไว้เมื่อสองพันหกร้อยกว่าเกี่ยวกับ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ เสื่อมสลายไปของจักรวาล และอนันตจักรวาลอันไม่มีประมาณนั้น เราเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่ง ในจักรวาล แสนโกฏิ จักรวาล อนันตจักรวาล ดังนั้นย่อมต้องเสื่อมสลายไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์เช่นเดียวกันเนื่องจาก วงจรการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปของจักรวาลนั้น แต่ละช่วงใช้ระยะเวลาที่ ยาวนานมาก มนุษย์มีเวลา อยู่ในโลกนี้อย่างจ ากัด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้มีอายุกัปเฉลี่ยเพียง ๗๕ ปี ถ้า เทียบระยะเวลาระหว่างการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายของจักรวาลกับระยะเวลาที่มีมนุษย์มีชีวิตอยู่แล้ว เป็นสัดส่วนที่เทียบกันไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อมนุษย์ตายไปแล้วไม่ได้สูญไปไหน แต่ยังคงวนเวียนอยู่ในภพ ๓ ภูมิ ๓๑ ในจักรวาลนี้ และอีกอนันต จักรวาล เป็นจ านวนครั้งมากมายนับไม่ถ้วน นอกจากนี้ ยังท าให้เราทราบถึงความเป็นจริงของจักรวาล โลก และชีวิตว่า มนุษย์เป็นภูมิที่ เป็น ศูนย์กลางของการสร้างบุญและบาป มนุษย์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของจักรวาล โลก และสรรพสิ่ง ทั้งหลาย หากมนุษย์กระท าแต่กุศลกรรมด้วยกาย วาจา ใจ จักรวาลและโลกจะเจริญขึ้น และถ้าท าดี จนถึง


๔๒ ที่สุด ก็จะมีโอกาสหลุดพ้นจากกิเลสอาสวะ ไปสู่ฝั่งแห่งนิพพานได้ แต่หากกระท าอกุศลกรรมด้วยกาย วาจา ใจ จักรวาลและโลกก็จะเสื่อมสลายไป ดังนั้นเมื่อเราทราบความจริงเช่นนี้แล้ว ควรที่จะเบื่อหน่าย ในการเวียนเกิด เวียนตายในภพสาม ควรแล้วที่จะเลิกท่องเที่ยวอยู่ในคุกแห่งนี้ แล้วแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ โดยการสั่งสมบุญ สร้างความดี บ าเพ็ญบารมีให้มากที่สุด เมื่อบารมีเต็มเปี่ยมย่อมสามารถน าพาตนเอง เข้าสู่บรมสุขที่แท้จริง และ ท าหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรน าพาชาวโลกไปสู่สันติสุขอันไพบูลย์ได้อย่างแน่นอน และจากการศึกษาเรื่องจักรวาล วิทยา ถ้าเรามองอีกแง่มุมหนึ่ง จะท าให้เราซาบซึ้งถึงพระ-มหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ จักรวาล ที่เราอาศัยอยู่นี้ เป็นคุกที่คุมขังสัตวโลกทั้งหลาย ให้เวียน ว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักรซ้ าแล้วซ้ าเล่าไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อละจากมนุษย์ก็เปลี่ยนภพภูมิไปตามอ านาจแห่งบุญและ บาปที่ตนกระท าไว้ หากท าความดีไว้มากก็ไป สุคติภูมิ มีสวรรค์ชั้นต่างๆ เป็นต้น ได้เสวยสุขจากผลแห่งความดี นั้น หากท าความชั่วไว้มากก็มีทุคติภูมิ เป็นที่รองรับ ต้องเสวยทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส เป็นอยู่อย่างนี้ ยาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน การที่พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็นอย่างนี้ได้ เพราะพระองค์ทรงเวียนว่ายตายเกิดอย่างนี้มานับภพนับ ชาติไม่ถ้วน เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า โลกนี้คือคุก พระองค์ก็ทรงฝึกฝนตนเอง สั่งสมความดีงาม อย่างยิ่งยวด และตั้งความปรารถนาว่า ถ้าพ้นจากคุกนี้ไปได้ พระองค์จะทรงน าสรรพสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจาก คุกนี้ไปด้วย ใน ที่สุดพระองค์ก็ทรงแหกคุก หลุดพ้นจากที่คุมขังเครื่องพันธนาการ คือ กิเลสที่ร้อยรัด อยู่ในจิตใจของพระองค์ จนสามารถปราบกิเลสให้หมดสิ้นได้เป็นผลส าเร็จ จากนั้นพระองค์ทรงท าหน้าที่ กัลยาณมิตร แนะน าสั่งสอน สัตวโลก ให้หลุดพ้นจากคุกอันเป็นที่คุมขังนี้ ตลอดระยะเวลาตราบที่พระองค์ทรงมีพระชนมชีพอยู่ แม้พระองค์ จะดับขันธปรินิพพานนานกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว แต่ค าสอนของ พระองค์อันเป็นมรดกธรรมอันล้ าค่า ยังคงถูก จารึกบันทึกไว้ให้ชาวโลกทั้งหลายได้ศึกษาปฏิบัติตาม ตราบกระทั่งทุกวันนี้ ๒.๓ พุทธจักรวำลวิทยำในพระสูตร พุทธจักรวาลวิทยาที่น ามาเสนอส่วนใหญ่ น ามาจากพระสูตรที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก บางพระสูตรตรัสเรื่องจักรวาลโดยตรง บางพระสูตรให้นัยแฝงไว้ ต้องอาศัยการตีความบ้าง ใน ส่วนที่คณะผู้จัดท าได้น าเสนอเนื้อหาไปนั้น ส่วนใหญ่จะใช้นัยแฝงที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ในพระสูตร แล้วน ามา เรียบเรียงประกอบเป็นเนื้อหา ร่วมกับ เนื้อหาบางส่วนจากต าราที่พระอรรถกถาจารย์บันทึกไว้ เพื่อให้ เนื้อหาวิชาจักรวาลวิทยาครบถ้วน สมบูรณ์มากขึ้น พระสูตรที่ใช้ประกอบเนื้อหาวิชาจักรวาลนี้มีอยู่หลายพระสูตร แม้นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องพุทธ จักรวาลวิทยาก็มักจะอ้างถึงพระสูตรเหล่านี้ ในที่นี้จะขอกล่าวเฉพาะพระสูตรส าคัญที่ ท าให้เข้าใจเรื่องของการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปของโลกและจักรวาลได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีอยู่ ๓ พระสูตร คือ อัคคัญญสูตร จักกวัตติสูตร และสุริยสูตร ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้ อัคคัญญสูตร พระสูตรนี้ที่ว่าด้วยเรื่องการก าเนิดมนุษย์ สรรพสิ่ง ทั้งหลายในจักรวาล และโลก ซึ่งเป็นประเด็นรอง ของพระสูตรนี้ แต่สามารถน ามาใช้ประกอบเนื้อหาได้ อย่างสมบูรณ์ ผู้อ่านควรจะทราบเนื้อความในพระสูตร ทั้งหมด ซึ่งจะสรุปย่อเฉพาะใจความส าคัญ ดังนี้ พระสูตรนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแก่สามเณรวาเสฏฐะ และสามเณรภารทวาชะ ณ บุพพา ราม ปราสาทของนางวิสาขา กรุงสาวัตถีทรงปรารภเหตุที่สามเณรทั้งสองออกบวชจากตระกูล พราหมณ์ถูก พวกพราหมณ์ดุด่า ที่สามเณรบวชในส านักพระศาสดา และยกวาทะขึ้นแสดงข่มว่า พวก พราหมณ์เป็นวรรณะ


๔๓ ประเสริฐที่สุด เกิดจากปากพระพรหม วรรณะอื่นต่ าทรามกว่า และถือว่าชาติก าเนิด เป็นเครื่องตัดสินความ ประเสริฐของมนุษย์พระพุทธองค์ทรงคัดค้านวาทะของพวกพราหมณ์ ทรงแสดง ให้เห็นว่า ความประเสริฐและ ความต่ าทรามนั้นอยู่ที่ความประพฤติของมนุษย์ โดยมีธรรมเป็นเครื่องตัดสิน คนในวรรณะต่างๆ เมื่อออกบวช ในพระพุทธศาสนาแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เกิดจากธรรมเสมอกันหมด นี้เป็น ประเด็นส าคัญที่พระองค์ทรง ชี้ให้เห็นในพระสูตรนี้ คนเรานั้นจะประเสริฐได้ด้วยธรรม คือความประพฤติอันดีงาม ส่วนข้อความในพระสูตรที่จะกล่าวโดยสรุปต่อไปนี้ พระองค์ทรงขยายความเพื่อให้เห็นภาพการเกิดขึ้น ของพวกพราหมณ์ที่ไม่รู้ชาติก าเนิดที่แท้จริงของตน ซึ่งจะมีส่วนอย่างส าคัญท าให้เราเห็นวิวัฒนาการการเกิดขึ้น ของโลกและมนุษย์ พระองค์จึงทรงแสดงเรื่องการก าเนิดมนุษย์ในยุคแรก ซึ่งเกิดจากพวกพรหมที่หมดบุญลงมากิน ง้วน ดิน กินมากเข้ากายก็หยาบ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการในด้านต่างๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหารการพัฒนาด้าน ร่างกาย การสร้างบ้านเรือน การประกอบอาชีพ เป็นต้น จากมนุษย์ยุคแรกที่มีไม่มากนัก ยังแยกกันอยู่ เวลา ผ่านไปมนุษย์มีมากขึ้นและอยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นสังคม เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานเข้า ความต้องการปัจจัยด้าน ต่างๆ มากขึ้น อกุศลธรรมเกิด มีการ แก่งแย่งปัจจัย ๔ เกิดข้อพิพาทขึ้น มีความจ าเป็นต้องหาผู้ที่มี ความสามารถที่จะปกครองหมู่คณะได้ วรรณะกษัตริย์คือผู้ที่เป็นใหญ่ในเขตแดนจึงเกิดขึ้น คนบางเหล่าออก บวชมุ่งปฏิบัติธรรมล้างบาป วรรณะพราหมณ์จึงเกิดขึ้น บางพวกมีครอบครัวประกอบการงาน คนพวกนี้จัดอยู่ ในวรรณะแพศย์ ส่วนพวกที่ ท าการล่าสัตว์ ท าไร่ไถนา คนเหล่านี้จัดอยู่ในพวกศูทร ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าแม้ ในหมู่ที่เป็นมนุษย์ด้วยกัน พวกพราหมณ์ก็ไม่ใช่วรรณะที่ประเสริฐสุด ก่อนจบพระธรรมเทศนาพระพุทธองค์ทรงสรุป ทรงสรรเสริญธรรมว่าประเสริฐที่สุดในชาตินี้ และชาติ หน้า ทุกวรรณะหากประพฤติชั่วก็ไปอบาย ปฏิบัติธรรมก็บรรลุนิพพานได้ ธรรมเป็นเครื่องตัดสิน และธรรมเป็น ของประเสริฐสุด ผู้สิ้นอาสวกิเลสแล้ว เป็นผู้ประเสริฐสุดในวรรณะทั้งสี่ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ เป็นผู้ ประเสริฐสุดในหมู่เทวดา และมนุษย์ทั้งปวง ที่น ามาแสดงนี้เป็นบทสรุปภาพรวมของเนื้อหาจากอัคคัญญสูตร เพื่อให้สามารถศึกษาเนื้อหาทั้งหมด ของพระสูตร จะได้เข้าใจประเด็นส าคัญของพระสูตรที่พระองค์ทรงอยากจะให้ผู้ฟังได้รับรู้ และน าไปเป็น ข้อคิดในการฝึกฝนตนเองต่อไป หากสนใจสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ จากพระสูตรและอรรถกถาแปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๑๕ หน้า ๑๔๕ จักกวัตติสูตร พระสูตรแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมถอยของ อายุมนุษย์อันเนื่องมาจากศีลธรรม ซึ่งเป็นประเด็นรองใน พระสูตรนี้ แต่พระสูตรนี้มีสาระส าคัญที่พระพุทธองค์ตรัสไว้นอกจากนี้ดังนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงพระสูตรนี้แก่พระภิกษุทั้งหลาย ณ เมืองมาตุลาในแคว้นมคธ ทรงปรารภ เหตุ แห่งการแสดงธรรมตามโอกาส เมื่อตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ทรงแสดงธรรมมีใจความว่า ภิกษุ ทั้งหลายให้มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่าพึ่งสิ่งอื่น แล้วทรงแสดงวิธีที่จะพึ่งตนเอง พึ่งธรรม โดยให้ พิจารณาสติปัฏฐาน ๔ และแนะน าให้ไปยังที่โคจรเพื่อปฏิบัติตามที่พระองค์แนะน า มารก็จะไม่ได้ช่องทาง ใน การขัดขวาง บุญก็เจริญขึ้น เพราะเหตุที่ยึดมั่นในธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศล จากนั้นพระองค์ทรงยกตัวอย่างขึ้นแสดง มีใจความสรุปว่า มีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า ทัฬหเนมิ เป็นราชาผู้ปกครองโดยธรรม ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีอาณาจักรกว้างใหญ่ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ กาลเวลาผ่านไปหลายพันปี พระองค์ทรงเรียกนายทหารมา สั่งให้เฝ้าดูจักรแก้วของพระองค์ ถ้ามี การถอย


๔๔ เคลื่อนให้แจ้งความนั้นแก่พระองค์ เวลาผ่านไปอีกหลายพันปี จักรแก้วเคลื่อน ทหารนั้นจึงไปแจ้ง ความที่จักร แก้วเคลื่อนนั้นแก่พระเจ้าจักรพรรดิทัฬหเนมิ พระเจ้าจักรพรรดิตรัสเรียกราชโอรสองค์โตมา ทรงมอบราชสมบัติ แล้วออกผนวชเป็นฤาษี เมื่อผนวช ได้ ๗ วัน จักรแก้วก็อันตรธานไป พระราชาผู้เพิ่งครองราชย์เสียพระทัย จึงเข้าไปกราบทูล พระราชฤาษี ทรง แนะน าให้ประพฤติจักกวิตติวัตร คือ ข้อปฏิบัติส าหรับพระเจ้าจักพรรดิ เมื่อพระราชาปฏิบัติตามจักกวัตติวัตร แล้ว ในวันขึ้น ๑๕ ค่ า จักรแก้วก็บังเกิดขึ้น จากนั้นพระราชาทรงปกครองทวีปทั้ง ๔ โดยธรรม กาลเวลาผ่านไปยาวนานหลายพันปี พระราชาแต่ละพระองค์ทรงทอดจักกวัตติวัตรเรื่อยมา จนกระทั่ง ถึงยุคพระราชาพระองค์หนึ่ง เมื่อจักรแก้วจะเคลื่อน จึงเรียกพระราชโอรสองค์โตมาแล้ว ราชาภิเษกให้เป็น พระราชา พระองค์ทรงผนวชเป็นพระราชฤาษีตามราชประเพณีที่ท าสืบต่อกันมา เมื่อ ผนวชแล้วไม่นานจักร แก้วก็อันตรธาน พระราชาผู้เพิ่งทรงราชาภิเษกเสียพระทัย แต่มิได้ไปพบพระราชฤาษี ดังพระราชาพระองค์ ก่อนๆ ทรงปกครองบ้านเมืองตามความเห็นของตน ไม่ได้ประพฤติตามจักกวัตติวัตร ความเจริญของบ้านเมือง จึงเสื่อมถอยลง อกุศลกรรมก็มากขึ้น เมื่อพระราชาไม่พระราชทานทรัพย์ ความขัดสนก็แพร่หลายไปทั่วเมือง เมื่อความขัดสนแพร่หลาย ก็ เกิดการลักขโมย เมื่อขโมยเกิดขึ้นก็มีการปาณาติบาต ฆ่าคนท าผิด เมื่อการฆ่าเกิดขึ้น อายุคนก็เริ่มเสื่อม ถอย ลงเรื่อยๆ จาก ๘๐,๐๐๐ ปี จนกระทั่งเหลือ ๑๐ ปี ด้วยอ านาจแห่งอกุศลกรรม เมื่ออายุ ๑๐ ปี หลังจาก มีการ ฆ่าฟันท าลายล้างครั้งใหญ่ บางพวกหนีเข้าป่าสมาทานกุศลธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อายุขัยของมนุษย์ ก็เพิ่มขึ้น ตามล าดับจาก ๑๐ ปี จนถึง ๘๐,๐๐๐ ปี ในยุคที่มนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี จะมีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่า สังขะ บังเกิดขึ้นปกครองทวีปทั้ง ๔ และในสมัยเดียวกันนั้นพระพุทธเจ้าพระนามว่า พระศรีอาริยเมตไตรยจะมาบังเกิดขึ้น ยังโลกนี้ให้สว่างไสว ด้วยแสงแห่งธรรมอีกครั้งหนึ่ง พระเจ้าสังขะจักทรงบวชในส านักของพระศาสดาพระองค์นั้น เมื่อบวชแล้วก็ทรง ประพฤติธรรม ได้บรรลุธรรมนั้น เมื่อทรงแสดงตัวอย่างจบลง พระพุทธองค์ตรัสสรุปให้พระภิกษุ มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มีธรรม เป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ให้เจริญสติปัฏฐาน ประพฤติธรรมในที่โคจรตามประเพณีสืบ ปฏิบัติมาจะท าให้เจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ และทรงแสดงวิธีปฏิบัติเพื่อความมีอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ สุดท้ายพระองค์ทรงแสดงถึงก าลังของมารที่ข่มได้ยาก และตรัสว่า การที่จะท าให้บุญเจริญขึ้นได้ ต้อง ยึดมั่นในกุศลธรรมทั้งหลาย ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นเนื้อหาโดยสรุปของจักกวัตติสูตร ที่พระองค์ทรงให้ ความส าคัญกับการประพฤติกุศลกรรมที่ต้องท าสืบเนื่องกันต่อไป เพราะการยึดมั่นในกุศลธรรมย่อมยังบุญให้ เจริญขึ้น ส่วนเนื้อหา ที่พระองค์ทรงยกตัวอย่างของพระเจ้าจักรพรรดิ ที่กล่าวถึงความเสื่อมถอยของอายุมนุษย์ ในส่วนนั้นเองที่ น ามาประกอบเนื้อหาในบทนี้โดยสังเขป ซึ่งผู้อ่านสามารถหาอ่านเพิ่มเติมได้ในพระสูตรและ อรรถกถาแปล ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๑๕ หน้า ๙๙ สุริยสูตร พระสูตรนี้แสดงให้เห็นถึงการแตกท าลายของโลกและจักรวาล ซึ่งค่อนข้างตรงประเด็นในการน าเสนอ เนื้อหาพุทธจักรวาลวิทยา โดยประเด็นหลักในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงความไม่เที่ยงของสังขาร ความเสื่อมสลายของตัวเรา โลกและจักรวาล เราควรเบื่อหน่าย คลายก าหนัด ซึ่งขอน าเสนอรายละเอียดของ เนื้อหาในพระสูตรนี้ โดยสรุปดังต่อไปนี้


๔๕ พระองค์ทรงแสดงพระสูตรนี้แก่พระภิกษุทั้งหลาย ณ อัมพปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี ทรง ปรารภ เหตุแห่งการแสดงธรรมตามโอกาส แล้วตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายมา ทรงแสดงธรรมให้พระภิกษุ ทั้งหลาย เบื่อหน่ายในสังขารที่ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรเบื่อหน่ายคลายก าหนัด ควรหลุดพ้นแล้วพระองค์ทรงแสดงให้ เห็นการแตกท าลายของจักรวาล ตั้งแต่เกิดพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ กระทั่งพระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏขึ้น กาลเวลาผ่านไปอีกยาวนาน แม่น้ าเล็กจนถึงมหาสมุทรใหญ่ย่อมแห้งลง แผ่นดินใหญ่และเขาสิเนรุลุกเป็นไฟ ถูกเผาไหม้จนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้าหรือเขม่าตามล าดับ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า แม้แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่าง แผ่นดินและเขาสิเนรุยังถูกเผาไหม้ท าลาย แม้สังขารร่างกายของเราก็ไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมสลายไปเช่นกัน ควร เบื่อหน่ายคลายก าหนัด สิ่งเหล่านี้แม้บอกไปก็ไม่มีใครเชื่อ นอกจากอริยสาวก ผู้รู้เห็นด้วยญาณทัสสนะ เมื่อตรัสเรื่องการท าลายของโลกและจักรวาลจบลง ทรงยกเรื่องสุเนตตศาสดาผู้ปราศจากกาม มีสาวก หลายร้อยคน แสดงธรรมแก่สาวกเพื่อไปพรหมโลก เมื่อสาวกละโลกแล้ว สาวกใดที่รู้ทั่วถึงธรรม บางพวกไป บังเกิดในพรหมโลก บางพวกเกิดในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นิมมานรดี ดุสิต ยามา ดาวดึงส์ จาตุมหาราชิกา บางพวกเป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดีมหาศาล ตามก าลังแห่งการศึกษาธรรม แม้สุเนตตศาสดาเอง เมื่อละโลกแล้วก็บังเกิดในพรหมโลก กาลเวลาผ่านไปยืดยาวนาน โลกก็เจริญ เสื่อมอยู่ อย่างนั้น สุเนตตศาสดา บางครั้งมาเกิดในชั้นมหาพรหม บางครั้งก็เกิดเป็นท้าวสักกะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระพุทธองค์ทรงชี้ให้เห็น ว่า แม้สุเนตตศาสดาจะมีอายุยืนนานด ารงอยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่พ้นจากความเกิด ความแก่ ความมีโรค ความตาย ความเศร้าโศกเสียใจ ตราบใดที่ยังไม่ตรัสรู้ ไม่แทงตลอดในธรรมก็ต้องเป็นอยู่อย่างนั้น จากพระสูตร ท าให้เราได้ข้อคิดมากมายหลายประการ ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชา จักรวาลวิทยา โดยเฉพาะประเด็นส าคัญเรื่องของความไม่เที่ยงของสังขาร ของสรรพสัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย แม้ จะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องแตกท าลายหมด เราควรจะเบื่อหน่าย คลายจากความยึดมั่นถือมั่น หมั่น ฝึกฝนอบรม ตนให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไป หากนักศึกษาสนใจจะศึกษา เพิ่มเติมจากพระ สูตรจริง สามารถหาอ่านได้จาก พระสูตรและอรรถกถาแปล อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต เล่ม ๒๔ หน้า ๓๔๒ จากพระสูตรทั้ง ๓ ที่กล่าวถึง ท าให้เราได้ข้อคิดจากเนื้อหาในพระสูตรทั้งหมดมากขึ้น แม้โดยตัวเนื้อ พระสูตรจะไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวกับพุทธจักรวาลวิทยาโดยตรง แต่สามารถสรุปให้เห็นภาพของการเกิดขึ้นตั้งอยู่ และเสื่อมสลายไปของโลกและจักรวาลได้ ๒.๔ ภูมิสถำปัตยกรรมวัด สถาปัตยกรรมที่ส าคัญในวัด คือ สิ่งก่อสร้างภายในเขตพุทธวาส เช่น สถูปที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ของพระพุทธเจ้า พระธาตุของพระอรหันต์ โรงอุโบสถเป็นที่ประชุมพระสงฆ์ วิหารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ ส าคัญให้ชาวบ้านนมัสการ สถาปัตยกรรมจึงเป็นการถ่ายทอดเชื่อมโยงระหว่างคนและพุทธจักรวาลวิทยาเพื่อ แสดงโลกทัศน์และภูมิปัญญาของคนในอดีต การถ่ายทอดคติจักรวาลผ่านงานพุทธศิลป์ในฐานะภูมิปัญญาและ องค์ความรู้ที่มีผลต่อจิตใจและการควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาสังคม ตามวิถีพุทธได้อย่างมั่นคงเป็นสิ่งที่เลือนหายไปจากการรับรู้ของคนในสังคมปัจจุบัน ด้วยการแทนที่จากความรู้ ที่เป็นสากลเพื่อให้มีความเข้าใจเกี่ยวความส าคัญของ สถาปัตยกรรม ซึ่งมีนักวิชาการให้ความหมายไว้ดังนี้


๔๖ ควำมหมำยภูมิสถำปัตย์ สุชาติ เถาทอง (๒๕๓๒ :๕๐)กล่าวว่า สถาปัตยกรรมที่จะกล่าวถึงหมายถึง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นเพื่อความงามและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่าง” และกล่าวอีกว่า “การท าความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิส ถาปัตย์ต้องเริ่มต้นจากความหมายของค าส าคัญก่อนคือ สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเป็นศิลปะ แขนงวิจิตร ศิลป์(Fine Arts) ซึ่งเป็นที่เพื่อการชื่นชมหรือความงาม และเป็นศิลปะที่มีวัตถุประสงค์ให้เกิดความงามด้วย การเห็นหรือทัศนศิลป์” เจดีย์ปรางค์ถือเป็นแหล่งรวมศิลปกรรมทางศาสนาเกือบทุกชนิด ในด้านศิลป์ประเภท สถาปัตยกรรมที่สื่อธรรมตั้งแต่ฐานรากสุดถึงพระนิพพาน และเกี่ยวข้องกับจักรวาลในไตรภูมิ ภูมิสถาปัตย์ ความหมายตามภาษา คือ การตกแต่งพื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมให้ดูดี มีระเบียบ สวยงาม ครอบคลุมระบบการให้แสงสว่าง ระบบให้น้ าต้นไม้ ระบบระบายน้ าและระบบป้องกันน้ าท่วมระบบ อ านวยความสะดวก เช่น ม้านั่ง ถังขยะ ป้าย ตลอดจนสิ่งประเทืองใจ เช่นน้ าพุ น้ าตก หรือประติมากรรม สวนหย่อม สวนสาธารณะ การสร้างศิลปวัตถุที่สอดคล้องกับภูมิทัศน์นั้น ซึ่งค าสองค ามารวมกัน แต่ให้มี ความหมายเข้ากันได้ ค าว่า ภูมิทัศน์ ตรงกับค าภาษาอังกฤษว่า Landscape ตรงกับค าว่า "ทิวทัศน์" (View) ค าว่าสถาปัตยกรรม (อังกฤษ: architecture) หมายถึง “ผลงานศิลปะที่แสดงออกสิ่งก่อสร้าง รวมถึง สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกสิ่งปลูกสร้างนั้น ที่มาจากการออกแบบของมนุษย์ ด้วยศาสตร์ ทางด้านศิลปะ การจัดวางที่ว่าง ทัศนศิลป์ และวิศวกรรมการก่อสร้าง เพื่อประโยชน์ใช้สอย สถาปัตยกรรมยัง เป็นสื่อความคิด และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมในยุคนั้นๆด้วย” (https://th.wikipedia.org/wiki/% (๔ ม.ค.๖๒) โดยภาพรวมแล้ว ภูมิทัศน์ว่าด้วยการออกแบบวางแผน การอนุรักษ์และจัดการพื้นที่ใช้สอย ภายนอกอาคารรวมทั้งพื้นที่บางส่วนภายในหรือบนดาดฟ้าอาคารภายนอกอาคารที่มีการปรับแต่งพื้นที่ให้มี ประโยชน์ใช้สอยมีความร่มรื่นสวยงามและมีเอกลักษณ์ เพื่อสวัสดิภาพและความผาสุกของชีวิตสอดคล้องกับที่ สมจิตโยธะคง นิยามว่า การจัดภูมิทัศน์ หมายถึง การจัดสวนที่เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ในการน าพันธุ์ไม้และ วัสดุต่าง ๆมาจัดตกแต่งบริเวณสถานที่ต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัยให้เกิดความร่มรื่นและสวยงาม และมีรูปแบบ ในการจัด ของพื้นที่ สภาพแวดล้อม เพื่อการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้อย่างทั่วถึงการออกแบบและการจัดภูมิ ทัศน์ หมายถึง การวางผังบริเวณพื้นที่ทั้งหมดมหาวิทยาลัยโดยก าหนดบริเวณต่าง ๆ ที่จ าเป็นตามความ ต้องการในการใช้ประโยชน์ และการวางผังก าหนดพืชพรรณทั้งหมดของแต่ละส่วนให้เกิดความเหมาะสมในแต่ ละพื้นที่ หลักกำรส ำคัญ หลักการส าคัญของภูมิทัศน์และสถาปัตยกรรม คือ ความสวยงาม ความกลมกลืน ร่มรื่น เกิดจาการ จัดการเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกอาคารและภายในอาคารในโครงการเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่ดิน สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีความส าคัญในการช่วยปรุงแต่งภูมิทัศน์ชนิดต่าง ๆ ให้ดูมีคุณค่าต่ออารมณ์และจิตใจ การจัดการงานภูมิทัศน์ต้องเป็นไปตามแบบที่มีคุณภาพมีความคงทนถาวรตามแนวทางคิดรอง ศาสตราจารย์ สมจิตโยธะคง ๓ แนวทาง คือ ๑. ในการออกแบบภูมิทัศน์ที่ดีจะต้องให้เกิดความสวยงามประทับใจ (attractive) ทั้ง ผู้ออกแบบ ผู้อยู่อาศัย ผู้พบเห็นและมีความคงทนอยู่ไว้นาน (livable) ๒. การจัดสร้างงานภูมิทัศน์ที่ดีต้องค านึงถึงคุณภาพของวัสดุที่ใช้เป็นองค์ประกอบวิธีการ จัดสร้าง ความแข็งแรง คงทน ประณีต (มหาวิทยาลัยแม่โจ้, ๒๕๔๐:๕๑-๕๒) ด้านสถาปัตยกรรมทั้งรูปทรง รูปแบบของอาคาร สถานที่ต้องให้สอดคล้องกลมกลืนกับภูมิทัศน์ ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ภูมิประเทศ วัสดุก่อสร้างต่าง ๆ รวมถึงความคงทน ถาวรด้วย ในส่วนสถาปัตยกรรมของ


๔๗ พระพุทธศาสนาด้วยแล้วการก่อสร้างระวังยิ่งนัก หลักการส าคัญคือ การสื่อความหมายถึงธรรมในลักษณะต่าง ๆ ดังสถาปัตยกรรมพระวิหารนี้ ศิลปกรรมทรงล้านช้าง วัดในพระหลวงพระบาง บนยอดหลังคานั้น เป็นรูปปั้นจ าลองเขาพระสุเมรุ ประกอบด้วยทวีปทั้ง ๔ ภูเขา ๗ ลูก แม่น้ านทีสี่พันดอนล้อมรอบภูเขานั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์อยู่ ๒ ข้าง หมุนไปโดยปลาอานนท์พร้อมด้วยปลาใหญ่ ๖ ตัว ส่วนหงส์ ๕ ตัวชี้ไปในทิศทางนั้นหมายถึง ศีล ๕ ประเภทภูมิสถำปัตยกรรม ๑. ประเภทภูมิทัศน์ ประเทศภูมิทัศน์ตามที่กล่าวข้างต้น มีความหลากหลายในรูปแบบของสถานที่ คือการตกแต่ง สถานที่อย่างมีมัณฑนศิลป์ สามารถตกแต่งได้โดยวัตถุหลายอย่าง กล่าวคือ ประเภทรุกขกรรมว่าด้วยการปลูกและจัดการเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ (trees) ในงานภูมิทัศน์ซึ่งรวมถึง การศึกษาการเจริญเติบโตและการตอบสนองต่อการปฏิบัติเชิงวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมและการประยุกต์ เทคนิคเชิงวัฒนธรรมอันได้แก่การคัดเลือก การปลูก การดูแล การท าศัลยกรรมและการตัดโค่นจุดเน้นของงาน รุกขกรรมได้แก่ ต้นไม้ ที่ให้ความประเทืองใจ (amenity trees) ซึ่งต้นไม้เหล่านี้จะได้รับการดูแลเพื่องานภูมิ ทัศน์ส าหรับมนุษย์เป็นหลักปกติต้นไม้ประเทืองใจต่างๆ ดังกล่าวจะอยู่ตามอุทยาน สวนสวนสาธารณะหรือใน บริเวณชุมชน งานรุกขกรรมเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพของต้นไม้ การควบคุมโรคและแมลงการจัดการ เกี่ยวกับอันตรายและการพิจารณาในด้านสุนทรียภาพต้นไม้เอื้อประโยชน์ให้มนุษย์ทั้งทางด้านมรดกทาง วัฒนธรรมและมรดกทางธรรมชาติ ประเภททรัพยำกรธรรมชำติ เป็นการปรับหรือวางแผนภูมิทัศน์หรือการวางแผนเชิงพื้นที่โดยใช้ ธรรมชาติหรือนิเวศวิทยาเป็นตัวน าเช่น ปรับพื้นที่ริมแม่น้ า ล าคลอง ล าเขื่อน พื้นที่อาคารโรงเรียน วัด ศาสน สถานต่าง ๆ แม้ป่าช้าก็สามารถจัดแต่งพื้นที่ให้ดูดีได้ ประเภทผังเมือง ผังชุมชน และเคหกำร แหล่งโบรำณคดี เป็นการปรับแต่งสิ่งปลูกสร้างเก่าแก่ หรือแม้แต่บ้านเรือนชุมชนต่าง ๆ ให้สวยงาม ต้อนรับแขกระดับประเทศได้ เรื่องนี้ ภูมิสถาปนิกได้ท างาน ร่วมกับนักวางแผนภาคหรือนักผังเมือง ก าหนดพื้นที่ เพื่อขยายเมือง ในพื้นที่ดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ แต่ปลอดจาก ภัยธรรมชาติ และก าหนดพื้นที่สีเขียว เป็นระบบตามลักษณะธรรมชาติของพื้นที่ รวมทั้ง ออกแบบปลูกต้นไม้ ริมถนนในเมืองให้ร่มรื่นน่าอยู่ ประเภทถนน หนทำง สะพำน เป็นการจัดการปรับภูมิทัศน์รอบ ๆ ถนน หนทาง รวมถึงสะพาน ให้เรามองเห็นภูมิประเทศได้หลากหลายที่สุดจากการเคลื่อนที่ไปตามเส้นทาง ได้เห็นกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ในถิ่นนั้น ๆ เช่น การท านาเกลือ การท านา การท าสวนยางพารา โดยเห็นธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม การ วางแผนภูมิทัศน์ทางหลวง และถนนในเมืองจึงมีความส าคัญ หลายๆ ประเทศมีการควบคุมการพัฒนาตามแนว เส้นทางหลวงไม่ให้สร้างสิ่งอุจาดสายตา เช่น ป้ายโฆษณา สายไฟฟ้า สิ่งปลูกสร้างที่ไม่น่ามองและบังทิวทัศน์ที่ ส าคัญ ประเภทสถำปัตยกรรม สถาปัตยกรรม (Architecture) การออกแบบก่อสร้างสิ่งต่างๆ ทั้งสิ่งก่อสร้างที่คนทั่วไปอยู่อาศัยได้ เช่น ตึก อาคาร บ้าน เป็นต้น และสิ่งก่อสร้างที่คนเข้าไปอยู่อาศัยไม่ได้ เช่น สถูป เจดีย์ อนุสาวรีย์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการก าหนดผังบริเวณต่างๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามและเป็นประโยชน์แก่การใช้สอยตาม


๔๘ ต้องการ งานสถาปัตยกรรมเป็นแหล่งรวมของงานศิลปะทางกายภาพเกือบทุกชนิด และมักมีรูปแบบแสดง เอกลักษณ์ของสังคมนั้นๆในช่วงเวลานั้นๆ เราแบ่งลักษณะงานของสถาปัตยกรรมออกได้เป็น ๓ แขนง คือ ๑. สถาปัตยกรรมออกแบบสิ่งก่อสร้าง เช่น การออกแบบสร้างตึก อาคาร บ้านเรือน เป็นต้น ๒. ภูมิสถาปัตย์ เช่น การออกแบบวางผังจัดบริเวณวางผังปลูกต้นไม้ จัดสวน เป็นต้น ๓. สถาปัตยกรรมผังเมือง ได้แก่ การออกแบบบริเวณเมืองให้เป็นระเบียบ มีความสะอาด มีความ รวดเร็ว ในการติดต่อ และถูกหลักสุขาภิบาล เราเรียกผู้สร้างงานสถาปัตยกรรมว่า สถาปนิก อนึ่ง สถาปัตยกรรม แยกเป็นสถาปัตยกรรมประเภทอาคาร เช่น พระวิหาร พระอุโบสถ หอระฆัง ที่มีการแกะสลักย่อมุมไม้สิบสองบ้าง บนปูนปั้น การถักทอ วาดภาพ การตกแต่ง ประเพณีที่แสดงผ่านออก ทางกายภาพและอีกแบบคือ ศิลปกรรมแบบสถานที่ ซึ่งได้แก่สถาปัตยกรรมในภูมิทัศน์ที่มีการออกแบบภูมิ ทัศน์ในลักษณะต่าง ๆ ประเภทศิลปกรรม แยกเป็นศิลปกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและมิใช่ศาสนา ที่เกี่ยวกับศาสนา เห็นได้ชัด คือ พระอุโบสถที่มีศิลปกรรมช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ นาค ยักษ์ มีในลักษณะดังกล่าวในรูปแบบ งานแกะสลักปูนปั้น งานถักทอ งานจิตรกรรม รวมถึงงานศิลปะที่เป็นวัฒนธรรมประเพณีที่แสดงออกผ่าน กายภาพมีจุดประสงค์เพื่อการสืบค้นและการตีความพฤติกรรมของมนุษย์และสถาบันต่างๆว่าเป็นไปโดยมี เจตนาซึ่งเป็นการตีความเชิงอุปมา (Analogous meaning) ที่เป็นบุคลาธิษฐานและธรรมาธิษฐาน ประเภทสถาปัตยกรรม มีสถาปัตยกรรมเปิด (Open Architecture) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ประชาชน สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น อาคารบ้านเรือน โรงแรม โบสถ์ ฯลฯ จึงต้องจัดสภาพต่าง ๆ ให้เอื้ออ านวย ต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์ เช่น แสงสว่าง และการระบายอากาศ สถาปัตยกรรมปิด (Closing Architecture) เป็นสิ่งก่อสร้างอันเนื่องมาจากความเชื่อถือต่าง ๆ จึงไม่ต้องการให้คนเข้าไปอาศัยอยู่ เช่น สุสาน อนุสาวรีย์ เจดีย์ต่าง ๆ สิ่งก่อสร้างแบบนี้จะประดับประดาให้มีความงามมากน้อยตามความศรัทธาเชื่อถือ สถาปัตยกรรม เป็นงานทัศนศิลป์ที่คงสภาพอยู่ได้นานที่สุด คัมภีร์ทางพระพุทธชั้นอรรถกถาชื่ออรรถกถามังคลัตถทีปนีได้แบ่งศิลปะออกเป็น๒ประเภทคือ ๑. ประเภท อนาคาริยศิลปะ ได้แก่ ศิลปะของบรรพชิต ๒.ประเภท อาคาริยศิลปะ ได้แก่ ศิลปะของคฤหัสถ์ (มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ,๒๕๓๕:หน้า ๒๒) ศิลปะประเภทที่ ๑ เรียกว่า อนาคาริยศิลป์ได้แก่ศิลปะของบรรพชิต เกี่ยวกับการตกแต่งสมณะ บริขาร การสร้างกุฎี วิหาร เป็นต้น และยังครอบคลุมถึงการงานที่จะพึงช่วยกันท าในการสร้างหรือ บูรณปฏิสังขรณ์ศาสนวัตถุหรือศาสนสถานอันแสดงถึงความสามัคคีธรรมน าสุขมาให้มีค าสมัยใหม่เรียกว่า นวัตกรรม (innovation) คือการก่อสร้าง เรื่องนี้ตามนัยทางพระพุทธศาสนา มุ่งเน้นถึงงานจัดการ สาธารณูปการ มีงานไฟฟ้า น้ าประปา งานจัดการเรื่องเสนาสนะ งานก่อสร้างถาวรวัตถุ งานบูรณปฏิสังขรณ์ ดังตัวอย่างที่พระพุทธองค์ตั้งพระโมคคัลลานเถระได้รับต าแหน่งวิศวกรก่อสร้างว่า “นวกัมมัฏฐายี” (innovator) ) ท่านเป็นผู้อ านวยการสร้างวัดบุพพารามที่นางวิสาขาบริจาคเครื่องประดับของตนสร้างถวาย ในพระพุทธศาสนา ณ เมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย ยังมีอีกค าหนึ่ง คือค าว่า นวกัมมิกะ หรือ นวกรรม (พระ ธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต),๒๕๔๖:๑๑๖)หมายถึงผู้ดูแลการก่อสร้างนอกจากภิกษุผู้ได้รับสมมติแต่งตั้งจากสงฆ์ให้ ท าหน้าที่ดูแลการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์ในอารามแล้วยังมีหน้าที่บ ารุงสวนดอกไม้ท าให้อารามร่มรื่นอีกด้วยข้อ ส าคัญในการสร้างดังกล่าวนี้ ต้องมีศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องให้สวยงาม และความสวยงามนี้ต้องเป็นศิลปะที่แสดง ถึงพุทธธรรมด้วย ซึ่งศิลปะที่แสดงถึงพุทธธรรมนี้เป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมทางสังคมไทย


๔๙ ศิลปะประเภทที่ ๒ เรียกว่า อาคาริยศิลปะได้แก่ ศิลปะส าหรับผู้อยู่ครองเรือนหรือคฤหัสถ์ได้แก่ ศิลปกรรมของใช้สอยส าหรับคฤหัสถ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนา ทั้งที่เป็นบุคคล สถานที่ วัตถุ สิ่งของทั่วไป เช่น รูปปั้น รูปหล่อคฤหัสถ์ การประดิษฐ์กรรมมีเครื่องทีวี วิทยุ เครื่องมือ รถยนต์ เป็นต้น ศิลปกรรมเป็นการสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาด้วยฝีมือของมนุษย์ ศิลปกรรมเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาทั้งสถาปัตยกรรม ประติมากรรมทั้งในลักษณะที่เป็นวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ก็ล้วนเป็น ศิลปะที่แสดงออกทางวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ทางศาสนาด้วยเพราะสังคมไทยเป็นสังคมพุทธ เพราะค าว่า ชาวไทยหมายถึงผู้นับถือพระพุทธศาสนาแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ตามและค าว่าคนไทยค านี้ ในความรู้สึกแล้วก็ คือผู้รู้และเข้าใจในพุทธศิลปะด้วย ดังนั้น ในบริบทค าว่าชาวพุทธหรือคนไทยนี้จะเป็นชาวพุทธหรือคนไทย โดยไม่มีพุทธศิลปะไม่ได้ เพราะศิลปะทางพระพุทธศาสนาจะมีอิทธิพลและซึมซับเข้าในจิตใต้ส านึกของตน จึงไม่แปลกอะไรที่ประเทศไทยสมบูรณ์ไปด้วยวัดวาอาราม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยศิลปกรรมที่แสดงความเป็น เอกลักษณ์ของชาติคือพระพุทธศาสนา มีชาวต่างชาติเล่าสู่ผู้วิจัยฟังว่า พื้นที่ของวัดก็ดีเอกลักษณ์ของวัดก็ดี เด่นชัดมาก เมื่อเราอยู่บนเครื่องบินมองลงมารู้ทันทีว่าเป็นวัดหรือวัง หลังจากลงเครื่องบินแล้วเข้าไปศึกษา ตามวัดและวังต่าง ๆ ท าให้รู้รายละเอียด เห็นศิลปกรรมประเภทต่าง ๆ มองเห็นลวดลายศิลปกรรมที่เกี่ยวกับ เทพ พรหม ชาดกอันอ่อนช้อย สดสวยงดงาม ประดับประดาด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์บนหลังคาพระอุโบสถ์ หลังคาศาลาการเปรียญที่บอกถึงความอ่อนช้อยของคนไทยด้วย คัมภีร์มหาวิภังค์ ภาค ๒ ได้ระบุศิลปวิทยาไว้ ๒ กลุ่ม ได้แก่ “กลุ่มที่ ๑ ประเภทวิชาช่างจักสาน วิชาช่างหม้อวิชาช่างหูกวิชาช่างหนังวิชาช่างกัลบกกลุ่มที่ ๒ ประเภทวิชานับวิชาค านวณวิชาเขียน”(วิ.มหา. (ไทย) ๒/๑๕/๒๐๓) พระพุทธองค์กล่าวว่ากลุ่มช่างต่าง ๆ นี้ว่าเป็นผู้มีศิลปะทั้งนั้น ในสาลิตตกชาดกว่าด้วย ศิลปะในการดีดก้อนกรวด เป็นการกล่าวชื่นชมบุคคลผู้มีศิลปะว่า “ขึ้นชื่อว่าศิลปะแม้อย่างใดอย่างหนึ่งย่อม ยังประโยชน์ให้ส าเร็จโดยแท้ ขอเชิญพระองค์ทรงทอดพระเนตรบุรุษเปลี้ยได้บ้านส่วยทั้ง ๔ ทิศก็เพราะศิลปะ ในการดีดมูลแพะ”(ขุ.ชา. (ไทย) ๒๗/๑๐๗/๔๔) กระบวนกำรและวิธีกำร กระบวนการหรือวิธีการต่อศิลปะนี้ เน้นไปที่กระบวนการเลือกวิธีการศึกษาเพื่อให้ทราบทราบแน่ ชัดว่า เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากความคิด การปฏิบัติหรือเป็นการพัฒนา หรือดัดแปลงมาจากของที่มีอยู่แล้วให้ ทันสมัยและใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น สถาปัตยกรรมนี้เป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการคิด การทดลองและได้รับการพัฒนามา เป็นขั้นๆ แยกเป็น ๒ วิธีการ คือ ๑) การออกแบบ ๒) การศึกษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม การออกแบบ เป็นการกระท าเพื่อสรุปความคิด ข้อแนะน า และข้อเสนอแนะ ในรูปแบบแปลนและ รายละเอียด หรือแบบจ าลองเป็นการล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการด าเนินการต่อไปให้ปรากฏเป็นผลงานที่แล้วเสร็จ คือ อาคารทางสถาปัตยกรรมหรืองานศิลปะอื่นๆ กระบวนการออกแบบเริ่มต้นโดยการเสนอข้อก าหนด ที่ แสดงความต้องการต่างๆ และผลที่จะตอบสนองความต้องการเหล่านั้นในรูปผลิตผลที่ปรากฏเป็นรูปธรรม ชัดเจน ในอดีตความต้องการ หรือปัญหาการออกแบบ ง่ายไม่ยุ่งยากและซับซ้อนมากนัก การน ารูปแบบเดิมที่ เคยแก้ปัญหา หรือตอบสนองความต้องการที่คล้ายคลึงกัน ก็สามารถกระท าโดยการลอกเลียน หรือดัดแปลง เล็กน้อยได้ กระบวนการออกแบบนี้เรียกว่า “unself-conscious” หรือ การออกแบบไร้ส านึก แต่สถานการณ์ ในปัจจุบันเปลี่ยนไป ปัญหามีความยุ่งยากมากขึ้น และมีระยะเวลาของการแก้ปัญหาจ ากัดมากกว่าเดิม การ


๕๐ ออกแบบปัจจุบัน จึงจ าเป็นต้องเป็นกระบวนการที่เรียกว่า “self-conscious” หรือการออกแบบมีส านึก ซึ่ง สถาปนิกมีบทบาทส าคัญในกระบวนการออกแบบลักษณะนี้ การศึกษาสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ตามที่เคยกล่าวว่า สถาปัตยกรรมนั้น ออกแบบตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและวัฒนธรรม เช่น ภาคเหนือจะมีศิลปกรรมสร้างพระอุโบสถ พระ วิหารทรงล้านนา ล้านช้าง ภาคใต้ก็จะประยุกต์ไปตามสภาพแวดล้อม เพราะบางอย่างให้ทนต่อดินฟ้า อากาศ ด้วย ภาคใช้อากาศชื้น วัสดุและศิลปะนั้นที่ใช้ต้องทนต่อความชื้นได้ ดังนั้นสถาปัตยกรรม ถือว่าเป็นมรดกทางปัญญาของบรรพบุรุษที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตและความ เป็นอยู่ของคนในสมัยโบราณบนพื้นฐานความเชื่อในคติต่าง ๆ ภูมิทัศน์พื้นฐานการตั้งเมืองของบรรพบุรุษมา จากหลายปัจจัย โดยปัจจัยร่วมพื้นฐาน ปัจจัยทางเกษตรกรรม ปัจจัยทางที่อยู่อาศัย ปัจจัยทางคมนาคม ปัจจัยทางการป้องกันการคุมคาม เป็นต้น ส่วนปัจจัยเฉพาะอย่างนั้น คือคติความเชื่อต่อเทพเจ้า ต่อจักรวาล ต่อภพภูมิต่าง ๆ ที่ส าคัญยิ่งกว่านั้น คือ อ านาจเหนือธรรมชาติอันศักดิ์สิทธิ์ที่จะยึดถือเป็นที่พึ่งสรณะ ยิ่งเป็น ชนเผ่าด้วยแล้วยิ่งถือมาก เช่นคนจีนจะมุ่งเน้นกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ มักถือผีเป็นจริยธรรมที่ ต้องไหว้ดีพลีถูก แม้คนไทยดั้งเดิมสมัยนั้นก็ตาม ก็ย่อมถือเช่นนี้ จะเห็นได้ สมัยกรุงสุโขทัยจากหลักศิลาจารึก พ่อขุนรามค าแหงด้วยอิทธิพลทางความเชื่อต่อภูตผี ต่อภพภูมินี้ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่งในการสร้าง สถาปัตยกรรมขึ้น ณ ภูมิทัศน์ใด ๆ นั้น ต้องให้ถูกต้องตามจักรวาลวิทยาหรือภพภูมิต่าง ๆ ด้วย จะเห็นว่า การสร้างพระวิหารนั้น ถ้ามีแม่น้ าไหลผ่านจะก็หันหน้าไปทางแม่น้ า เช่น พระวิหารพระพุทธชินราชหันหน้าไป ทางแม่น้ าน่าน พระอุโบสถหลวงพ่อโต หันหน้าไปทางทิศตะวันออก อันนี้เป็นคติความเชื่อเช่นเดียวกันทั่วไปที่ พระอุโบสถนั้นจะหันห้าไปทางทิศตะวันออก แล้วก็จะมีท้าวจตุโลกบาลคุ้มครองรักษาประจ าทิศ ดังปรากฏใน คัมภีร์ทีฆนิกาย(ที.ม. (ไทย) ๑๐/๒๘๒/๒๑๒) พระไตรปิฎกว่า ๑. ท้าวธตรัฏฐ์สถิตทิศตะวันออก ของภูเขาสิเนรุ เป็นหัวหน้าปกครองเหล่าคันธรรพเทวดา ๒. ท้าววิรุฬหก สถิตทิศใต้ของภูเขาสิเนรุ เป็นหัวหน้าปกครองเหล่ากุมภัณฑ์เทวดา ๓. ท้าววิรูปักข์ สถิตทิศตะวันตกของภูเขาสิเนรุ เป็นหัวหน้าปกครองนาคเทวดา ๔. ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณสถิตทิศเหนือของภูเขาสิเนรุ เป็นหัวหน้าปกครองยักข์เทวดา สถาปัตยกรรมจักรวาลในพระพุทธศาสนา ถือเอาเขาพระสุเมรุว่าเป็นแกนกลางของจักรวาล เมื่อพูด ถึงพุทธจักรวาลวิทยา ก็คือจักรวาลในไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ส่วนสุคติได้แก่กลุ่ม มนุษย์ เทวดา ทุคติ ได้แก่กลุ่ม สัตว์ดิรัจฉาน ก็อยู่ในขอบข่ายของกามภูมินี้ ส่วนรูปภูมิและอรูปพรหมนั้น อยู่ในระดับ พรหมที่ด ารงอยู่ด้วยฌาน ๘ ประการ สถาปัตยกรรมที่อิงแนวคิดที่มีจักรวาลเขาพระสุเมรุเป็นหลักนั้น ประกอบด้วยทวีปทั้ง ๔ เขาสัตตบริภัณฑ์ทั้ง ๗ ลูก มหานทีสีทันดร ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ สวรรค์ ๖ ชั้น ยอด สูงสุดคือ เขาพระสุเมรุ กลายเป็นศิลปกรรมล้านช้างทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในหลังคาพระวิหาร ดังภาพ ที่ ๑๙


Click to View FlipBook Version