๕๑ ภาพที่ ๑๙ แสดงแผนภูมิพุทธจักรวาลวิทยา ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/% สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ จักรวาลวิทยาตามนัยพระพุทธศาสนาจะมีความสอดคล้องกับลักษณะของจักรวาลที่ท างานเป็นวงกลม (ล้อ)เนื่องมาจากค าว่า “จกฺกวาฬ” มาจากรูปวิเคราะห์ว่า “จักรวาฬ”โดยอรรถวิเคราะห์ว่า “ไป” คือ เป็นไป หรือเคลื่อนไปราวกับล้อของรถ ซึ่งหมายความว่าเป็นวงกลมราวกับล้อของรถ(พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ,๒๕๕๐,น.๑๖) นอกจากนั้นยังพบว่าคัมภีร์โลกทีปกสารหรือโลกกัปปสารทีปนีซึ่งเป็นคัมภีร์ที่พระสังฆราชเม ธังกรของพม่าผู้เป็นอาจารย์ของพระมหาธรรมราชาลิไทได้รจนาขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ โดยวัตถุประสงค์ ในการรจนาคัมภีร์นี้ก็เพื่ออธิบายขยายความเกี่ยวกับการท างานของโลก ๓ คือสังขารโลกสัตวโลกและโอกาส โลก (เกี่ยวกับโครงสร้างของโลกธาตุหรือจักรวาล, การก่อตัวและพินาศของจักรวาล) เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความ เลื่อมใสประกอบคุณงามความดีและเกิดความสังเวชใจจนละเว้นจากความชั่วตามที่ได้บ่งชัดไว้ในตอนท้ายของ ทุกปริเฉท (พระมหาชัฏพงศ์ กตปุญฺโญ,๒๕๕๔:๒๖๘)
๕๒ ภาพที่ ๒๐ แสดงสถาปัตย์จักรวาล (สัตตบริภัณฑ์) วัดวิชุนราช๔ หลวงพระบาง สปป.ลาว ที่มา : https://www.tourismluangprabang.org/th สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ ชวาพร ศักดิ์ศรี(๒๐๑๒:๔๕) ให้ความเห็นว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนเกิดขึ้นจากการ ผสมผสานกันระหว่างวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมของชุมชน การปรับตัวในบริบทใหม่ดังกล่าว จึงส่งผลต่อเนื่องสู่การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ชุมชนด้วยเช่นกัน ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการเปลี่ยนแปลง ลักษณะทางกายภาพ รูปแบบและบทบาทการใช้งานของป่าแฮ่วหรือพื้นที่ประกอบพิธีศพ เนื่องจากมีพิธีศพ เป็นพิธีกรรมส าคัญของชาวลาวโซ่งที่จัดขึ้นเพื่อส่งวิญญาณผู้ตายกลับไปสู่เมืองแถนหรือดินแดนของบรรพบุรุษ ในสิบสองจุไท ป่าแฮ่วจึงเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องผีอัน เป็นรากฐานของวัฒนธรรมลาวโซ่งทั้งหมด บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของป่าแฮ่ว และปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังกล่าว การเกิดวัดในฐานะภูมิทัศน์ อภินันท์ กันทะเตียน(๒๕๖๐:๙๙)กล่าวว่า “เป็นธรรมชาติของการมี วัดขึ้นในชุมชน จึงกลายเป็นอิทธิพลการสร้างวัดหลายคติเรียกว่าอิทธิพลตามลักษณะการเกิดวัด เช่น วัดแบบ พุทธเจดีย์ วัดแบบอนุสาวรีย์ ต่อมามีการรับอิทธิพลจากคติจักรวาลวิทยาและไตรภูมิ การสร้างวัดจึงวางแผนผัง วัดยึดเจดีย์ พระอุโบสถเป็นแนวแกนกลางหรือแกนกลางเหมือนเป็นการจ าลองจักรวาลไว้ในโลกมนุษย์ให้เจดีย์ หรืออุโบสถสัญลักษณ์แทนเขาพระสุเมรุ ซึ่งมีการถือคติเป็นสองอย่างผสมกัน ได้แก่ คติจักรวาลพราหมณ์-ฮินดู และพระพุทธศาสนา ตัวแบ่งความต่าง คือ การก าหนดความหมายเลยยอดเขาพระสุเมรุ หากถือว่าส่วนสุดของ ๔ วัดวิชุลราช (หรือวัดวิชุน) เป็นวัดเก่าแก่ที่สุดของเมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๐๔๖ ในรัชสมัย พระเจ้าวิชุนราช (เจ้าชีวิตวิชุนราช) แห่งอาณาจักรล้านช้าง โดยตั้งชื่อวัดตามพระนามของพระองค์ เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้อัญเชิญ “พระบาง” จากวัดมโนรมย์ มาประดิษฐานที่วัดนี้ ก่อนจะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ หอพระบาง ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหลวงพระบาง ถือเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง
๕๓ เขาสุเมรุเป็นที่สถิตของกบิลพรหม จัดเข้าในคติพราหมณ์ แต่หากถือว่าส่วนสุขเขาสุเมรุเป็นวิมาน เป็นชั้นสถิต ของเหล่าเทวดา จัดเข้าตามคติแบบพระพุทธศาสนา ดังนั้น หากถือคติแบบพระพุทธศาสนาจึงมีเรื่อง “ไตร ภูมิ” เข้ามาเกี่ยวข้องกับความรู้เรื่องจักรวาลวิทยาด้วย ในขณะที่จักรวาลวิทยากล่าวถึงโครงสร้างที่อยู่ ไตรภูมิ จะเติมเต็มว่าภพภูมิที่อยู่ของสัตว์นั้นจัดได้เป็นชั้น ๆ ไป โดยมีอยู่ ๓ ภูมิ คือสามภพ ได้แก่ (๑) กามภูมิ (๒) รูป ภูมิ (๓) อรูปภูมิ การสร้างวัดไทยจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับคติดังกล่าว” การสร้างวัดค านึงถึงคุณสมบัติของภูมิทัศน์ที่จะเป็นรมณีย์มี ๔ อย่าง คือ ๑. ฉายูทกสมบัติ พรอ้มด้วยร่มไม้ และสายน้ า ร่มไม้ก็คือต้นไม้ หมู่ไม้ ไพรสณฑ์ สายน าก็คือ แม่น้ า คลอง สระ บึง ทะเลสาบ ๒. ภูมิภาคสมบัติ คือพื้นดิน พื้นถนน บริเวณเรียบร้อย สะอาด อย่างที่พระมีประเพณีกวาดลานวัด เป็นพื้นถิ่นที่น่าชื่นชม ชวนเดิน ชวนดู น่าทัศนา ๓. คมนาคมนสมบัติ เหมาะแก่การไปมา การคมนาคมไปใกล้ไปไกลเกินไป เดินทางสะดวก ปลอดภัย ๔. บุคคลสมบัติ มีความพร้อมด้านบุคคลอย่างน้อยไม่มีที่เป็นภัยเป็นอันตราย แต่มีบุคคลที่สบายใจ ที่ เกื้อกูลหนุนกัน พร้อมที่จะช่วยเหลือ ชื่นชูจิตใจ เอื้อธรรมเอื้อปัญญา สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) (๒๕๖๑:๓๑)กล่าวว่า “ในตัวพระไตรปิฎกแท้ ๆ พระพุทธเจ้า เมื่อยังเป็นพระโพธิสัตว์ ออกจากส านักของอุททกดาบสแล้ว เสด็จด าเนินไปหาถิ่นสถานอันเหมาะ ที่จะทรงบ าเพ็ญเพียรในวิถีทางของพระองค์เอง จนไปถึงอุรุเวลาเสนานิคมจึงทรงพบที่เหมาะ ที่ตรงนี้พระองค์ ตรัสเองว่า “รมณีโย วต ภูมิภาโค” ภูมิภาคพื้นถิ่นนี้ เป็นที่รมณีย์หนอ แล้วพระองค์ก็ทรงบรรยายว่า ที่นั่นมี ไพรสณฑ์ที่ชื่อบานใจ มีแม่น้ าไหลใสเย็นมีพื้นถิ่นท่าน้ าราบเรียบสะอาด มีโคจรคามอยู่รอบ ๆ ที่แหละเป็นที่ เหมาะแก่การบ าเพ็ญเพียร แล้วพระองค์ก็ตรัสว่า เราลงนั่งที่นั่น ตกลงว่าเอาละ ที่นี่เหมาะที่จะบ าเพ็ญเพียร แล้วก็ประทับบ าเพ็ญเพียรที่นั่น ๖ ปี จนได้ตรัสรู้ที่ร่มต้นมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ าเนรัญชรา ในถิ่นรมณีย์แห่งอุรุ เวลานั้น ต้นแบบของวัดในสมัยพุทธกาล คือ รมณียสถานแห่งต้นศรีมหาโพธิ์ ท่านกล่าวว่า ถิ่นรมณีย์แห่ง อุรุเวลาที่ตั้งของต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ ท่านชี้ไว้ให้แล้ว ควรเป็นรมณีย์ต้นแบบของวัดทั้งหลาย ซึ่งเป็นที่บ าเพ็ญ เพียรของพระทั้งหลาย ต่อมา จะเห็นว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปและพระสงฆ์จาริกไปตามถิ่นที่ต่าง ๆ ก็จะพูด ถึงสภาพรมณีย์ พระพุทธเจ้าแม้เมื่อจะเสด็จดับขันธปรินิพพานก่อนทรงปลงพระชนมายุสังขาร ก็ตรัสกับพระ อานนท์โดยทรงเอ่ยถึงแต่ถิ่นที่รมณีย์ทั้งนั้นว่า อานนท์ ที่นั่นเป็นรมณีย์ที่นี่เป็นรมณีย์ ส่วนประวัติศาสตร์ไทย จะมีภูมิทัศน์ที่ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมถือเอาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร เรียกตามภาษาชาวเมืองพิษณุโลกว่า วัดใหญ่ มีภูมิทัศน์ที่เต็มไปด้วยสถาปัตย์ที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ตั้งแต่ยุคสุโขทัยตลอดมาถึงปัจจุบัน วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ าน่านฝั่ง ทางทิศตะวันออก ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ทรงกล่าวถึงว่า เป็นวัดใหญ่ และส าคัญกว่าวัดอื่น ๆ ในเมืองพิษณุโลก มีพระมหาธาตุ (พระปรางค์) อยู่กลาง เห็นจะสร้างตั้งแต่กรุงสุโขทัย เป็นราชธานี หากแต่ซ่อมแซมมาหลายครั้งหลายสมัย สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนต้น แต่ใน พงศาวดารเหนือกล่าวไว้ว่า ในราวพุทธศักราช ๑๙๐๐ พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก หรือสมเด็จพระมหาธรรม ราชาลิไท ได้สร้างวัดพระศรีฯ ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ าน่าน มีพระปรางค์อยู่กลาง มีวิหาร ๔ ทิศ มีระเบียง ๒ ชั้น ทรงรับสั่งให้ปั้นหุ่นหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์เพื่อประดิษฐานเป็นพระประธานในวิหาร นอกจากนี้ วัด พระศรี ฯ ยังมีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ าค่าอีกมากมาย อาทิ ธรรมมาสน์ ธรรมมาสน์สวด เรือนแก้ว หรือสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ล้วนเป็นของดีอย่างเอก ไม่เคยพบไม่เคยเห็น อาณาบริเวณของวัดมีพระปรางค์เป็นองค์
๕๔ ประธานของวัด รอบองค์พระปรางค์มีระเบียงคตและวิหารทิศ ตะวันออก เป็นที่ประดิษฐานพระอัฏฐารสเรียก กันว่าวิหารเก้าห้อง มณฑป หอกลองอินทรเภรี หอระฆัง เป็นต้น ๒.๕ ทฤษฎีภูมิสถำปัตยกรรม ประเทศไทย ในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน โดยปริมาณแล้วประชากรไทยจ านวน ๙๕% เป็นชาวพุทธ(ศูนย์อาเซียนศึกษา มจร ,๒๕๖๑:๘๒)มีพระสงฆ์โดยประมาณสามแสนรูป มีวัดวาอาราม โดยประมาณสามหมื่นแห่ง พระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อสังคมไทยในเชิงปริมาณ ว่าโดยคุณภาพแล้ว สังคมไทยหรือชาวไทยเคารพนับถือพระพุทธศาสนา โดยซึมซับในพระธรรมค าสอนของพระพุทธเจ้าจาก พระสงฆ์ที่น ามาเผยแผ่ จากการศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษา จากการศึกษาปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณี ที่มากับพระพุทธศาสนา สุชาติ เถาทอง(๒๕๓๒:๖๑) กล่าวว่า “การท าความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิสถาปัตย์ต้องเริ่มต้นจาก ความหมายของค าส าคัญก่อนคือ สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมเป็นศิลปะ แขนงวิจิตรศิลป์(Fine Arts) ซึ่ง เป็นที่เพื่อการชื่นชมหรือความงาม และเป็นศิลปะที่มีวัตถุประสงค์ให้เกิดความงามด้วยการเห็นหรือทัศนศิลป์” ในเรื่องนี้โมเดลสถาปัตยกรรมประเภทพระปรางค์ (Prang Stupa) ถือว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมชั้นเลิศ มี เครื่องหมายที่แสดงถึงภูมิปัญญาของมนุษย์ บ่งชี้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางสติปัญญา ความคิดของบรรพ บุรุษ ส่วนคุณลักษณะศิลปะจะเป็นอย่างไรนั้นจะบอกถึงอุปนิสัยหรือจริตของคนแห่งนั้นได้เป็นอย่างดี แม้จะ เป็นวัฒนธรรมรับช่วงก็ดี เมื่อรับเข้ามาแล้วเห็นว่าดี มีคุณค่าก็ใช้สติภูมิปัญญาเลือกเฟ้นเป็นวิถีชีวิตต่อคนรุ่น ต่อมาก็ตาม แต่ก็เป็นศิลปวัฒนธรรมที่จะมุ่งเน้นศึกษาศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม เจดีย์ ประปรางค์ วิหาร หอไตร มณฑป ที่เป็นนามธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง และเทศน์มหาชาติ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ ของไทยโดยแท้โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ อ.เมือง จ.พิษณุโลก เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช เป็น วัดที่มีพระพระปรางค์ที่สวยงาม ท าการบูรณะสม่ าเสมอ โดยทุกวันจะมีชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าสักการะ และเข้าชมจ านวนมาก ประเทศไทยมีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ โดยอาศัยแนวคิดจาก พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องที่มาคู่กัน ตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน พระองค์ก็อยู่ในฐานะองค์เอกอัคร ศาสนูปถัมภก ในด้านการปกครอง การเมือง การศึกษานั้น ถ้าพระมหากษัตริย์มีพระราโชบายอย่างไร ประชาชนก็อนุวัติตาม ดังความว่า “สมัยนั้นพระเจ้าพิมพิสารจอมทัพมคธรัฐ มีพระราชประสงค์จะทรงเลื่อน วันเข้าพรรษาออกไปจึงทรงส่งทูตไปในส านักภิกษุทั้งหลายว่า“ถ้ากระไรขอพระคุณเจ้าทั้งหลายพึงเข้าจ า พรรษาในชุณหปักษ์ที่จะมาถึง” ภิกษุทั้งหลายจึงน าเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบพระผู้มีพระ ภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้คล้อยตามพระราชา” (วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๘๖/๒๙๕) พุทธพจน์ข้างต้นนี้ อรรถกถาวินัยอธิบายว่า “ให้คล้อยตามบ้านเมืองแม้ในเรื่องอื่นที่ชอบธรรมก็ พึงคล้อยตามแต่ไม่พึงคล้อยตามใครๆในเรื่องที่ไม่ชอบธรรม”(วิ.อ. (บาลี) ๓/๑๘๕-๖/๑๔๖) ที่มาสถาปัตยกรรมทั่วไปหรือที่ไม่ใช่ศาสนา นี่คืออาคาร บ้านเรือนของชาวบ้าน โดยธรรมดาการ สร้างที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะวัดหรือส านักสงฆ์หรือส านักปฏิบัติธรรมนั้น เชื่อแน่ว่า ประการแรกจะมองในมุม กว้าง ๆ คือ จะตั้งอยู่ใกล้ภูมิทัศน์ประเทศที่มีแหล่งน้ า ใกล้ท่าน้ า ล าคลอง อ่าวและทะเล เพื่อสะดวกในการ สัญจรและการท ามาหากิน มีภูมิทัศน์สะดวกแก่การใช้สอย ได้แก่ปฏิรูปเทศที่ใกล้ตลาดร้านค้า การคมนาคม มี ความสงบ สงัด ห่างไกลจากหมู่บ้านบ้างเพื่อให้เกิดวิเวกในการปฏิบัติธรรม สอดคล้องกับค าว่า บุคคลผู้จะเป็น สมณะ ต้องสงบ สยบ ระงับความไม่ดีต่าง ๆ แตกต่างจากคนที่หว้าวุ่น มีความหวาดระแวงต่อการทุจรติของ ตนเอง สื่อธรรมอย่างนี้ จะเห็นได้จากการที่เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งประพาสอุทยานแล้วเห็นนิมิต ๔ โดย
๕๕ นิมิตแรกคือ คนแก่ เมื่อเห็นคนแก่แล้วน่าสลดใจ มีสภาพอมทุกข์ นิมิตที่ ๒ คนเจ็บ เมื่อเห็นแล้วน่าสงสาร เกิด ความทุกข์ทรมาน นิมิตที่ ๓ คนตาย น่าสลดใจว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ และน้อยนักที่จะทันท าความดี ซึ่งสามนิมิตนี้ เจ้าชายเห็นแล้วน่าสังเวชใจ ไม่น่าสบายพระทัยเลย คล้ายดังว่า โลกนี้มีแต่เรื่องทุกข์ ความเศร้าสลดใจ ท าไง เราจะพ้นจากทุกข์เหล่านี้ไปได้ จากนั้นเจ้าชายเห็นนิมิตที่ ๔ คือสมณะ ซึ่งอาการสงบ น่าศรัทธา เลื่อมใสยิ่งนัก มีความรู้สึกว่า คล้ายแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ท าให้มองเห็นทางที่จะพ้นจากทุกข์ แก่ เจ็บ ตายเหล่านี้ นี่คือ แนวคิดการสร้างวัดหรือส านักสงฆ์นั้น จะค านึงถึงสัปปายะ รวมถึงที่สงบ สงัด ดังที่ วุฒินันท์ กันทะเตียน (๒๕๖๐:๑๑) ว่า “แนวคิดสัปปายะในพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับการพัฒนาจิตวิญญาณหรือปัญญา โดยเฉพาะ กล่าวคือเพื่อประโยชน์ใช้สอยในอันที่จะเกื้อกูล สนับสนุน ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติธรรมส าหรับหลีกเร้น และหาความสงบสงัดหรือเพื่อปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นส าคัญ ส่วนประโยชน์ใช้สอยในด้านอื่น เป็นแนวคิดที่ เพิ่มเติมในภายหลัง คือเพื่อประโยชน์ในทางสังคมหรืออื่น ๆ ที่ส่งเสริมสุขภาวะทางกาย จิต และสังคม ซึ่ง น าไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” ชวาพร ศักดิ์ศรี(๒๕๕๗:๔๕) ได้ศึกษาวิจัย พบว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมของชุมชนเกิดขึ้นจากการ ผสมผสานกันระหว่างวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมของชุมชน ดังนั้น การปรับตัวในบริบทใหม่ ดังกล่าว จึงส่งผลต่อเนื่องสู่การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ชุมชนด้วยเช่นกัน ดังตัวอย่าง รูปแบบและบทบาท การใช้งานของป่าแฮ่วหรือพื้นที่ประกอบพิธีศพ พิธีกรรมส าคัญของชาวลาวโซ่งที่จัดขึ้นเพื่อส่งวิญญาณผู้ตาย กลับไปสู่เมืองแถงหรือดินแดนของบรรพบุรุษในสิบสองจุไท ป่าแฮ่วจึงเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ชุมชนที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องผีอันเป็นรากฐานของวัฒนธรรมลาวโซ่งทั้งหมด บทความนี้จึงมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของป่าแฮ่วและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ดังกล่าว ภูมิทัศน์กับสถาปัตยกรรม ต้องมีความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ภูมิทัศน์บางอย่างเป็นลักษณะ ธรรมชาติที่เป็นภูมิประเทศเป็นป่า เขา หิน ดิน ผา ถ้ าต่าง ๆ ยิ่งไปกว่านั้น สถาปัตยกรรมที่สอดคล้องกับ ท้องถิ่นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางของไทย นั่นคือ หากจะมีสถาปัตยกรรมใด ๆ เกิดขึ้นในภูมิทัศน์แห่งนี้หรือ วัดนั้น ๆ ดังกล่าวนี้ ต้องก าหนดสถาปัตยกรรมให้กลมกลืนกับภูมิภาคภูมิประเทศด้วย ดังสถาปัตยกรรมในภูมิ ทัศน์ของภาคต่าง ๆ ของไทย ดังนี้ สถำปัตยกรรมตำมภูมิทัศน์ภำคเหนือ เอกลักษณะสถาปัตยกรรมภาคเหนือ คือ “กาแล” เป็นรูปทรงที่มีความโดดเด่น เป็นแบบศิลปะ ล้านนาจะเห็นได้ชัดจากอาคารบ้านเรือนไม้ของคหบดีผู้มีอันจะกินทางภาคเหนือ นิยมใช้สัญลักษณ์“กาแล” ซึ่งเป็นไม้ป้านลมสลักลายอย่างงดงามไขว้กันติดที่ปลายยอดหลังคาใต้ถุนของตัวเรือนค่อนข้างต่ า เพราะอยู่บน ดอยหรือทิวเขา น้ าท่วมไม่ถึงหลังคาส่วนใหญ่จะเป็นทรงหน้าจั่วคล้ายเรือนไทยภาคกลางแต่จะถ่างมากกว่าที่ ยอดของปั้นลมมักติดกาแล และด้วยสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นกว่าเรือนภาคเหนือจึงมีหน้าต่างบานเล็กและ แคบ มักจะวางโอ่งน้ าพร้อมกระบวย หรือมีเรือนน้ าให้ผู้สัญจรไปมาได้ดื่มกินถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อย่างหนึ่งของเรือนล้านนาครัวมักสร้างแยกจากเรือนนอน มีระเบียงหลังบ้านติดกับเรือนครัวการแบ่งอาณาเขต ของบ้านจะใช้วิธีล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่ขัดกันเป็นตาโปร่ง ภาคเหนือของประเทศไทย มีสถาปัตยกรรมพื้นเมืองที่เด่น ๆ หลายอย่าง แต่มักจะมีชื่อเรียกอยู่ว่า ศิลปกรรมแบบล้านนา หรือ แบบทรงกาแล สองค านี้ ถ้าเราบอกว่า ศิลปกรรมแบบล้านนา อาจจะเหมาไปว่า ศิลปกรรมใด ๆ เกิดขึ้นในพื้นเมืองภาคเหนือทั้งหมดก็ได้ ซึ่งก็ไม่ถูกต้องนัก แต่ถ้าใช้ค าว่า ทรงกาแล ก็เป็นที่รู้ กันว่า ศิลปกรรมแบบล้านนา ที่บอกชี้ลักษณะว่า กาสองตัวนั่งหันหลังมองกัน ดังภาพนี้
๕๖ ภาพที่ ๒๑ สถาปัตยกรรมเรือนไทยภาคเหนือ “ทรงกาแล” ที่มา : https://accl.cmu.ac.th/Knowledge/details/๒๑๘๘ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ สถำปัตยกรรมตำมภูมิทัศน์ภำคกลำง สถาปัตยกรรม “ทรงจอมแห” เรื่องนี้จากการศึกษาวิจัยของคุณจักรพร สุวรรณนคร ว่า “เรือน ไทยเครื่องสับเป็นที่อยู่อาศัยของคนในแถบที่ราบลุ่ม ภาคกลางของประเทศ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ าท่วมถึงมีฝน ตกชุก ในฤดูฝนมีน้ าหลาก มีแม่น้ าล าคลองอยู่เป็นจ านวนมาก ผู้คนจึงมักตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้แหล่งน้ าเพื่อ สะดวกในการใช้อุปโภคบริโภค และใช้เป็นทางสัญจรจากสภาพที่ตั้ง และสภาพภูมิอากาศจึงท าให้เกิดรูปแบบ ของเรือนไทยซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวเรือนเป็นเครื่องไม้ยกพื้นใต้ถุนสูง พื้นและผนังท าด้วยไม้ หลังคาทรงสูงยอด แหลมเส้นหลังคาทอดอ่อนเหมือนทรงจอมแหมีการทิ้งชายคากันสาดยาวโดยรอบ นอกจากนี้ ยังทิ้งหลังคาด้าน ยาวของตัวเรือนด้านหนึ่งคลุมระเบียงไว้เรียกส่วนนี้ว่า “พาไล” เพื่อการกันแดดกันฝน และประโยชน์ในการ ระบายน้ าฝน” (จักรพร สุวรรณนคร,๒๕๕๗:๓)
๕๗ ภาพที่ ๒๒ สถาปัตยกรรมเรือนไทยภาคกลาง “ทรงจอมแห” ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ สถำปัตยกรรมตำมภูมิทัศน์ภำคใต้ สถาปัตยกรรม “เรือนทรงแฝด” โดยที่ภูมิประเทศภาคใต้ของไทย มีลักษณะเป็นแหลมหรือ คาบสมุทรยื่นออกไปจนจรดประเทศมาเลเซีย ล้อมรอบด้วยฝั่งทะเล โดยมีอ่าวไทยอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันออก และทะเลอันดามันอยู่ทางฝั่งทะเลตะวันตก ด้านสภาพภูมิอากาศของภาคใต้เป็นอาณาบริเวณที่มีอากาศร้อน ฝนตกชุก ความชื้นสูงมี ๒ ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อนและฤดูฝนดังนั้น การสร้างบ้านต้องมีสถาปัตยกรรมที่เหมาะสมกับ ลักษณะภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ ตลอดจนจารีตประเพณีทางสังคม และรูปแบบการด าเนินชีวิต ส าหรับเรือน ไทยมุสลิม นอกจากจะสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ดังกล่าวแล้ว ยังสะท้อนให้เห็น อิทธิพลของศาสนาอิสลามที่มีต่อการสร้างบ้านเรือนอย่างแท้จริง ทั้งในรูปแบบการใช้พื้นที่ การอยู่อาศัย การ ประกอบกิจกรรมในการด ารงชีวิต และการประดับตกแต่งตัวเรือนให้งดงาม โดยทั่วไปเรือนมุสลิมมักเป็นเรือน แฝด และสามารถต่อขยายไปได้ตามลักษณะของครอบครัวขยาย โดยมีชานเชื่อมต่อกันนิยมต่อเสาเป็นตอม่อ เพื่อย้ายได้ดังภาพนี้
๕๘ ภาพที่ ๒๓ บ้านทรงไทยในสถาปัตยกรรมตามภูมิทัศน์ภาคใต้ “ทรงแฝด” ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ สถำปัตยกรรมตำมภูมิทัศน์ภำคอีสำน ภาพของบ้านเรือนมีลักษณะเป็นไปตามผลผลักดันทางด้านภูมิศาสตร์ และเศรษฐกิจโดยตรง รวมทั้งคติความเชื่อต่างๆ ที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ภาคอีสานมีเอกลักษณ์เกี่ยวกับเรือนไทยเด่น ๆ อยู่ ๓ ลักษณะ คือ ๑.ไม่นิยมท าหน้าต่างทางด้านหลังตัวเรือน ถ้าจะท าจะเจาะเป็นช่องเล็กๆ พอให้ยื่นศีรษะออกไปได้ เท่า นั้น ๒. ไม่นิยมต่อยอดป้านลมให้สูงขึ้นไป เหมือนเรือนของชาวไทยล้านนาที่เรียกว่า 'กาแล' ๓. ไม่นิยมตั้งเสาเรือนบนตอม่อ เหมือนเรือนของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ ด้วยเหตุที่ชาวไทยภาค อีสานปลูกเรือนด้วยการฝังเสา จึงไม่มีการตั้งบนตอม่อดังภาพนี้
๕๙ ภาพที่ ๒๔ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนภาคอีสาน “เรือนชาน” ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ สถำปัตยกรรมตำมภูมิทัศน์ในศำสนำสถำน สถาปัตยกรรมไทยในถิ่นไทยเหนือจะสอดคล้องกับภูมิทัศน์ ภาคเหนือมีภูมิประเทศเป็นป่า เขา มี อากาศหนาวเย็น ดังนั้น อาคารจะทรงต่ า ไม่นิยมสร้างสูงหนีน้ าดังภาคกลาง ตัวอย่างพระอุโบสถหลังนี้ ซึ่งเป็น อุโบสถหลังเก่า รูปแบบอุโบสถจะคล้ายๆ กับวัดเก่า วัดอื่น ๆ ในภาคเหนือ
๖๐ ภาพที่ ๒๕ พระอุโบสถหลังเก่าวัดศรีสุพรรณ อ.เมือง จ.เชียงใหม่(หลังคา ๔ ชั้น) ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖
๖๑ ภาพที่ ๒๖ : พระอุโบสถวัดพระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ สรุปว่า ภูมิสถาปัตย์นั้นมีที่มาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยวัฒนธรรมแบบศาสนาก็มีพื้นฐานมาจาก แนวคิดภูมิสถาปัตย์ท้องถิ่น จะเห็นได้ชัดจากพระอุโบสถ พระวิหาร หอไตร หอกลองต่าง ๆ จะเป็นทรงแบบ นั้นแบบนี้ เช่น แบบล้านนา ล้านช้าง เป็นต้น ขณะเดียวกันสิ่งปลูกสร้าง อาคาร บ้านเรือนของชาวก็ เช่นเดียวกันก็อยู่ใต้อิทธิพลของแนวคิดภูมิสถาปัตย์ท้องถิ่น เช่น บ้านทางภาคเหนือ เป็นทรงกาแล ภาคใต้เป็น ทรงอาคารชุด ภาคอีสานเป็นแบบขั้นเดียว เสาฝังดิน ไม่นิยมมีตอม่อ ๒.๘ กำรประยุกต์ใช้พุทธจักรวำลวิทยำโดยผ่ำนแนวคิดภูมิสถำปัตย์ การประยุกต์ใช้พุทธจักรวาลวิทยาโดยผ่านแนวคิดภูมิสถาปัตย์นี้ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับงานทุก สาขาอาชีพ แม้แต่อาชีพท าสวน ท านา จะเห็นได้จากการสร้างเถียงนา ในประเทศไทยจะสร้างเถียงนาคล้ายกัน ทุกภาค คือเป็นอาคารแบบโล่ง ๆ เปิดฝา ๔ ด้าน เพื่อให้เห็นพืชไร่ นารอบด้าน อาชีพเย็บปักถักร้อย ก็ต้อง อาศัยด้วยเช่นกัน ที่ส าคัญ การประยุกต์ใช้ภูมิสถาปัตย์แบบผิดคือ กับวัฒนธรรม ที่เป็นแนวคิด ความเชื่อ การ ท าต้นดอกผึ้งแห่ในเทศกาลสงกรานต์ งานประจ าปีของวัดต่าง ๆ การประยุกต์ใช้กับประเพณีผีตาโขน ประเพณีในฐานะนามธรรม ถูกแสดงออกทางเป็นรูปธรรมในรูปแบบการละเล่น การแสดงแบบต่าง ๆ ที่มี
๖๒ นัยส าคัญทางพระพุทธศาสนา สามารถตีความเข้าในธรรมได้หลายนัย แม้ไม่สามารถตีความเข้ากับหัวข้อธรรม ได้โดยตรง แต่ก็เป็นข้ออุปมาอุปไมและเป็นสื่อถึงพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าได้จากผีตาโขน ดังนี้ ค าว่า ผีตาโขน นี้น่าจะเพี้ยนมาจากค าว่าผีตาคน คือคนที่แต่งตัวน่ากลัวเพื่อให้มองว่าเหมือนผีมาก ที่สุด เรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ชาวบ้านทางภาคอีสานหรือจังหวัดพิษณุโลกบางพื้นที่จะมี การละเล่น โดยตอนกลางวัน หนุ่มสาวจะน าน้ าอบน้ าหอมมาสรงพระพุทธรูปในวัดและสรงน้ าพระสงฆ์ เมื่อ ถึงเวลากลางคืนหนุ่มสาวก็ประดิษฐ์ประสาทดอกไม้ขนาดใหญ่ หามแห่ไปรอบ ๆ วิหารในวัด ผู้คนทั้งหลายก็ แห่แหนกันด้วยความสนุกสนาน มีเต้น ฟ้อน ร า พร าเพลงกันยกใหญ่ ว่าแล้วก็ธรรมดาที่มีความสุข ความทุกข์ ก็มาคู่กัน ขณะที่คนก าลังสนุกอยู่นั้น จะมีคนแต่งกายให้เหมือนผีในจินตนาการของตน แต่นิยมท าหน้ากาก แต่งตัวให้น่าเกลียดน่ากลัวชนิดที่ว่าใคร ๆ เห็น แล้วตกใจกลัว วิ่งหนีไป ผีตาโขนนี้ก็จะปรากฏตัว ท าเอาคนที่ ก าลังสนุกสนานนั้นตกใจกลัววิ่งหนีโดยสัญชาตญาณ ดังนั้น คนโบราณจึงต้องเตือนลูกหลานเสมอว่า อย่า สนุกจนลืมตัว ต้องผีตาโขนจะมาหรอกคนที่สนุกจนลืมตัวด้วยความประมาท ต้องมีสติหาทางหนีทีไล่ไว้ด้วย การตีความพุทธธรรมในเรื่องนี้ เป็นสื่อธรรมให้เข้าใจได้ว่า การที่ผีตาโขนปรากฏตัวหลอกคนใน ยามเล่นสนุกสนานเช่นนี้ หมายถึงตัว “สติ” เพราสติจะคอยเตือนไม่ให้คนเล่นสนุกสนานจนจนลืมอันตราย ต้องระวัง ระไวหาทางหนีทางไล่ เช่นเดียวกับที่ให้มีสติก่อนสตาร์ทนั่นเอง ด้วยการที่ต้องระวังระไวนี้เอง ก็เป็น การตั้งอยู่ในธรรมคือความไม่ประมาท เรื่องสตินี้พระพุทธเจ้าตรัสเป็นปัจฉิมโอวาทสั่งลาก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ ปรินิพพานกะภิกษุทั้งหลาย ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีอันเสื่อมไป ธรรมดา เธอทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” (ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๒/๑๕) ประเพณีกำรรดน้ ำด ำหัวเทศกำลสงกรำนต์ วัฒนธรรมการรดน้ าด าหัวนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่เป็นผลิตผลจากเทศกาลสงกรานต์ เป็นกิจกรรม ที่แสดงออกของผู้น้อยที่มีต่อผู้ใหญ่ คือเมื่อถึงเทศกาลนี้ ผู้น้อยมีลูก หลาน เหลน เป็นต้น จะเข้าหาปู่ย่าตาทวด หรือผู้ใหญ่เพื่อรดน้ าด าหัว ขอพรจากท่าน นอกจากนี้ยังมีไปถึงการรดน้ าศพ ซึ่งเป็นพิธีท าขึ้นก่อนบรรจุศพลง โลง เพื่ออาบน้ าศพให้สะอาดทั้งกายใจ มีกายใจที่บริสุทธิ์อันเป็นคุณสมบัติของชีวิตบนสวรรค์ ก็ถือว่าเป็นการ รดน้ าเช่นเดียวกัน แต่ใช้อารมณ์ต่างกัน คือการรดน้ าด าหัว ใช้คนที่ยังมีชีวิตและเป็นผู้ใหญ่ในบ้าน ส่วนรดน้ า เฉย ๆ จะใช้กับคนที่ตายแล้ว โดยจะรดที่มือ ถ้าเป็นชนบทก็จะรดน้ าศพด้วยน้ ามะพร้าวก่อนเผาที่เชิงตะกอน นั้น การรดน้ าด าหัวนี้จะเกี่ยวโยงถึงจริยธรรมทางศาสนา จนน าไปสู่สันติสุขได้อย่างไร กรณีนี้ถ้าถาม ถึงที่มาแล้ว ก็บอกได้ว่า มาจากเทศกาลสงกรานต์นี้เองในคติที่ว่า ท้าวกบิลพรหม (บ้างก็ว่าท้าวมหาพรหม) กับธรรมบาลกุมาร ทายปัญหา ๓ ราศีกัน โดยใช้ศีรษะเป็นเดิมพันว่า ใครตอบไม่ได้ ผู้นั้นต้องตัดเศียรบูชา ความรู้กัน ผลปรากฏว่า ธรรมบาลกุมารตอบได้ ท าให้ท้าวกบิลพรหมต้องยอมตัดเศียรของตนบูชาความรู้ ของธรรมบาลกุมารตามสัญญา ปัญหาว่าพระเศียรนั้นเมื่อถูกตัดแล้วจะน าไปทิ้งที่ไหนไม่ได้ คือถ้าทิ้งในน้ า จะ ท าให้น้ าแห้ง ทิ้งไปในอากาศ ฝนจะแล้ง ทิ้งบนดิน ไฟจะไหม้ จึงต้องน าไปบรรจุไว้ ณ ที่สูง คือที่ถ้ าคันธุลีใน ภูเขาไกรลาส เมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์ ก็เป็นหน้าที่ของธิดาของท้าวกบิลพรหม ซึ่งมีธิดา ๗ คนด้วยกัน ซึ่ง ธิดาทั้ง ๗ คนนี้ก็จะผลัดกันน าพระเศียรของผู้เป็นบิดาที่บรรจุอยู่ในถ้ าคันธุลีที่เขาไกรลาสออกมาสรงน้ า เมื่อ เสร็จแล้วก็ท าพิธีเวียนรอบเขาพระสุเมรุแล้วเก็บรักษาไว้ในถ้ านั้นตามเดิม และธิดาทั้ง ๗ นี้เรียกว่านาง สงกรานต์ประจ าปีตามวันทั้ง ๗ วันเป็นที่มาของนางสงกรานต์ประจ าปี
๖๓ กำรประยุกต์สถำปัตยกรรมกับกำรออกแบบ การประยุกต์สถาปัตยกรรมนี้ สามารถน าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้มาใช้กับงานสถาปัตยกรรม คือ ๑.การค านึงถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นว่ามีความสมดุลหรือไม่ ๒. จัดพื้นที่ก่อสร้างที่เหมาะสมกับงบประมาณ รวมไปถึงการก าหนดกรอบประโยชน์ใช้สอยที่อาจ เกิดขึ้นในโครงการ ๓. ออกแบบให้สถาปัตยกรรมนั้นๆ เข้ากับบริบท แนวทางที่จะท าให้อาคารนั้น ๆ เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม ๔. ออกแบบงานโครงสร้าง งานระบบสนับสนุนอาคาร ควรมีการพิจารณาเลือกใช้อย่าง สมเหตุสมผลและเหมาะกับการใช้งานงบประมาณที่มี อิทธิพลพุทธจักรวาลวิทยาที่มีต่อภูมิสถาปัตย์วัดในประเทศไทย เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงภูมิ ปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งเป็นบ่งชี้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางสติปัญญา ความคิดของบรรพบุรุษ ส่วน คุณลักษณะศิลปะจะเป็นอย่างไรนั้นจะบอกถึงอุปนิสัยหรือจริตของคนแห่งนั้นได้เป็นอย่างดีแม้จะเป็น วัฒนธรรมรับช่วงก็ดี เมื่อรับเข้ามาแล้วเห็นว่าดี มีคุณค่าก็ใช้สติภูมิปัญญาเลือกเฟ้นเป็นวิถีชีวิตต่อคนรุ่นต่อมาก็ ตาม แต่ก็เป็นศิลปวัฒนธรรมที่จะมุ่งเน้นศึกษาศิลปวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมประเภทสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และที่เป็นนามธรรม เช่น ประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง และเทศน์มหาชาติ ที่ถือ เป็นเอกลักษณ์ของไทยโดยแท้ ภูมิสถาปัตย์วัดก็ลักษณะเดียวกัน เป็นผลผลิตจากชีวิตที่ดี มีคุณภาพ ถือว่า เป็นอารยธรรมของ ชีวิต อารยธรรมที่เป็นธรรมค าสอนก็ดี เป็นวัฒนธรรมทางวัตถุก็ดี ที่เป็นเทศกาลประเพณีก็ดีนี้ มีขึ้นเพื่อให้ พลเมืองปฏิบัติตาม เช่น ความสามัคคีปองดองของคนในชาติ ซึ่งรัฐบาลสมัยของคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ (คสช.)โดย ฯพณฯ พลเอกประยุทธ จันโอชา เป็นนายกรัฐมนตรีก าหนดขึ้น นอกจากนี้ยังมีค่า มาตรการสร้างจิตส านึกและค่านิยม ๑๒ ประการดังกล่าวแล้ว ซึ่งเน้นลงไปยังเยาวชน ทั้งหลายทั้งปวงนี้ถือว่า เป็นกระบวนการสร้างคุณภาพชีวิตของคนในชาติได้อย่างดี ท าให้เกิดสันติภาพตามนัยพระพุทธศาสนาที่เน้น สันติภาพทางใจและสันติภาพทางกาย และยังรวมถึงความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาต่าง ๆ ด้วย เพราะค าว่า สันติภาพ เป็นชื่อของความสุข ตามพุทธพจน์ที่ว่า“นตฺถิสนฺติ ปร สุข แปลว่า สุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี” (ขุ.ธ. (ไทย) ๒๕/๒๐๒/๙๕) คุณภาพชีวิต คือชีวิตที่ดีมีสุข การมีชีวิตที่ดีมีสุข มุ่งเน้นการมีกินมีใช้ หรือความอิ่มปากอิ่มท้องเป็น ความสุขในชีวิตของแต่ละคน และจะมีผลไปถึงทุกชีวิตในสังคมด้วย และแหล่งความสุขอีกอย่างหนึ่งคือสันติสุข เป็นความสุขที่เกิดจากความสงบเรียบร้อยในถิ่นฐานบ้านเกิดของตน ปัจจุบันประเทศไทยเรา ไม่มีความสันติ ในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ท าให้ผู้คนในสามจังหวัดนี้อยู่ได้อย่างไม่เป็นสุข กิน ไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะต้องคอยหลบหลีกอันตรายทุกเวลา หลายคนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานบ้านเกิดไปอยู่ที่ สงบ เหตุการณ์นี้ อย่าถามว่าคุณมีความสุขดีไหม ค าตอบที่ต้องได้คือ ไม่มี เมื่อถิ่นฐานบ้านเกิดไม่มีความสงบ สุขแล้ว จะมีผลต่อการผลิตความคิด เกิดสติปัญญาที่ละเอียดอ่อน เพราะนักคิดนักปรัชญาจะเลือกเกิดสงบเย็น มีภูมิประเทศหรือภูมิอากาศที่เหมาะสมและที่ท าหากินเป็นปฏิรูปเทส ที่ท าเกษตรกรรมก็ต้องสัปปายะด้วย ตัวอย่างพระพุทธเจ้าเลือกเกิดในกาลทวีป ประเทศ ตระกูล และพุทธมารดาที่เหมาะสม ภูมิปัญญาของนัก
๖๔ ปรัชญาชาวกรีก เช่น โสคราตีส เพลโตอริสโตเติล ก็ถือก าเนิดลุ่มน้ าไนล์ จนเรียกขานกันว่า อารยธรรมลุ่มน้ า ไนล์คุณค่าของชีวิต แท้จริงมีหลายด้าน แต่ด้านที่คิดว่าส าคัญที่สุด คือ ด้านความรู้ เพราะคนนั้นเป็นกุญแจ เบื้องต้นเข้าสู่การพัฒนาระดับประเทศได้ จากค ากล่าวที่ว่า “จะพัฒนาประเทศให้พัฒนาที่คน จะพัฒนาคน ให้พัฒนาที่การศึกษา จะพัฒนาอะไรให้พัฒนาที่ตนก่อน” นั่นคือว่า การศึกษาคือกระบวนการให้ความรู้แก่ประชากรตามระบบที่สุดสอดคล้องกับอายุ สถานที่ ภูมิประเทศ ศิลปวัฒนธรรม ถามว่า การศึกษาเรื่องนี้จะมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ในด้านใด ต้องบอกว่า ความรู้ด้านจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรม เพราะจักรวาลหรือโลกศาสตร์ เป็นมาตรวัด คุณค่าของชีวิตได้อย่างดี ซึ่งเป็นทั้งแนวจริยธรรมที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ดีที่สุดโดยเฉพาะเรื่อง สวรรค์ นรก สรุปค าว่า จักกรวาล คือ สรรพสิ่งบรรดามีที่มีการเคลื่อนไปตามธรรมชาติหรือวัฏจักร มีค าไวพจน์ คือ เอกภพ หรือโลกในเชิงภูมิศาสตร์ หมายถึงแผ่นดิน ป่า ภูเขา น้ า ล าธาร ในเชิงเป็นที่อยู่อาศัย คือ เป็นพื้นที่ มนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ นอกจากนี้ในทางพระพุทธศาสนายังหมายถึงไปโลกของเทวดาและพรหมโลกด้วย สอดคล้องค านิยามว่า โลก ๓ โลก ได้แก่ สัตว์โลก คือหมู่สัตว์ สังขารโลก คือสรรพสิ่งที่ปรุงแต่งและเคลื่อนย้าย สลายไป และโอกาสโลก คือ ภูมิประเทศไทย ธรรมชาติ นี่เอง ซึ่งโอกาสโลกนี้ตรงกับส่วนทฤษฎีเกี่ยวกับดารา ศาสตร์ รวมถึงบิกแบงที่หมายถึงการขยายตัวของเอกภพ และภาวะร้อนยิ่งยวดของดวงอาทิตย์การก่อตัวของ ฮีเลียม ดังนั้น คัมภีร์ที่กล่าวถึงโลกมีทั้งพระไตรปิฎกโดยตรง และยังมีคัมภีร์จักรวาลทีปนีกับโลกปสารทีปนี มี ค าที่ใช้ตรงกับค าว่าจักรวาลวิทยา คือ โลกศาสตร์ ความส าคัญและปัญหาของเรื่องนี้ ขึ้นชื่อว่า ศิลปวัฒนธรรมทั้งในด้านภูมิสถาปัตย์วัด ปฏิมากรรม จิตกรรม เทศกาล ประเพณี แสดงถึงภูมิปัญญาที่มีความเป็นอยู่ มีชีวิตที่สงบสุขจากเหตุเภทภัย หรือสงคราม ต่าง ๆ มีกินมีใช้ที่ปกตก จึงท าให้คนมีความคิดสร้างสรรค์ มีจินตนาการถึงตามจริต โดยภาพรวมที่ออกในแนว ข าขัน (comedy) และแนวคิดเศร้าใจ (tragedy) ถ้ามนุษย์มีความว้าวุ่นจากการด ารงชีวิต มีภัยคุกคาม มี สงครามไม่สงบสุข จะท าให้มนุษย์ไม่มีโอกาสเรื่องสุนทรีภาพแบบนี้ เป็นเหตุให้วัฒนธรรมที่สื่อออกให้เป็น รูปธรรมก็ไม่เกิดหรือเกิดแต่ก็ไม่แพร่หลาย แต่จะมีจิตกรรมการสู้รบ หรืออนุสาวรีย์ผู้ต่อสู้ พรรณนาถึงความ โหดร้ายแทนที่ ด้วยเหตุผลดังกล่าวมา จะก่อให้เกิดการศึกษา สร้างองค์ความรู้ เห็นคุณค่า ได้ประโยชน์ น าสู่การ สังเคราะห์เป็นต้นแบบพัฒนาภูมิทัศน์ตามหลักพุทธจักรวาลวิทยา ซึ่งประกอบด้วย หลักห้า ร. มาจากค าว่า “ร่มเย็น ร่มรื่น ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมสามัคคี” และมีองค์ความรู้สถาปัตยกรรมทั้งในด้านจักรวาลวิทยาศาสตร์ และพุทธจักรวาลวิทยา ต่อไป
๖๕ ภำคที่ ๓ แหล่งเรียนรู้ภูมิสถำปัตย์แนวพุทธจักรวำลวิทยำ ๓.๑ บทน ำ ภูมิสถาปัตย์ ถือว่าเป็นศิลปะอย่างอย่างหนึ่ง เป็นศิลปะประเภทวัตถุ แสดงถึงหัตถกรรม เป็นฝีมือ ที่ผลิตจากความคิดอ่านหรือภูมิปัญญาที่มีอยู่เดิม เป็นความจ าเป็นต่อวิถีชีวิต นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตก็ว่า ได้เมื่อเป็นดังนี้ ชีวิตมนุษย์จะขาดศิลปะไม่ได้ ต้องสัมพันธ์กับศิลปะเสมอเพื่อการพัฒนาชีวิตในทุกด้าน ดังพระ ราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๖ ที่ว่า “...เมืองใดไร้ศิลป์โสภณ เมืองนั้นไม่พ้นเสื่อมทราม เมืองใดไม่มีกวีแก้ว เมือง นั้นไม่แคล้วคนหยาม...” (พระราชวรมุนี,๒๕๓๗: ๑๒๒) แสดงให้เห็นว่า ศิลปะนี้ เป็นเครื่องตัดสินความงดงาม ของเมืองได้ ศิลปะ เป็นเครื่องตัดสินความเสื่อมความเจริญของเมืองได้ และแน่นอน เมื่อมีศิลปะ ก็ต้องมีนัก กวี มีศิลปิน ผู้คิดรังสรรค์งานศิลป์ทั้งทางสถาปัตยกรรมประติมากรรม วรรณกรรม วิจิตรศิลป์ออกมา และผู้ คิดรังสรรค์ศิลปะนี้ออกมา ก็จะเป็นมนุษย์เท่านั้น เพราะสัตว์ดิรัจฉานคิดศิลปะและวรรณกรรมไม่ได้ สถาปัตยกรรมปิดของวัดหรือทางศาสนา คือ สิ่งก่อสร้างที่อยู่ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ซึ่งแสดงรูปทรง เช่น สถูป เจดีย์หรือปิรามิด (สถาปัตยกรรมประเภทแหล่งท่องเที่ยวหาความรู้เชิงประวัติศาสตร์ เชิงศาสนา) สถาปัตยกรรมเปิด เป็นสถาปัตยกรรมที่เน้นรูปทรงที่สวยงามและมีประโยชน์ใช้สอยประจ าวัน สถาปัตยกรรม ประเภทที่จะสร้างความงาม และสามารถไปใช้ประโยชน์ได้มากต่อเนื่อง อันได้แก่ อาคาร สิ่งก่อสร้าง มีโบสถ์ วิหารต่าง ๆ สถาปัตยกรรมที่จะกล่าวถึงในบทความนี้จึงหมายถึง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นเพื่อ ความงามและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่าง”(สุชาติ เถาทอง,๒๕๓๒ :๕๐) วัดวาอาราม พระราชวัง แหล่งสถานศึกษา ย่อมมีส่วนที่จะส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน เกิดการ ประเทืองปัญญา เป็นปัจจัยสร้างศรัทธาความเชื่อให้เข้าหาธรรมได้อย่างหนึ่ง เป็นข้อมูลในเชิงประจักษ์ที่แสดง ให้เห็นถึงสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ ดังนั้น ถ้ามีการบริหารจัดการสิ่งปลูกสร้าง อาคารสถาปัตยกรรมในพื้นที่นั้น ๆ ให้ เป็นระบบระเบียบได้ ก็จะเพิ่มศรัทธาได้มากขึ้น เป็นการส่งเสริมและการเรียนรู้ด้วยการจัดสิ่งแวดล้อม ภูมิ ทัศน์ สถาปัตยกรรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาประกอบกับธรรมได้ดี เพื่อให้แนวทางและสร้างลักษณะนิสัยในการ ด ารงชีวิตจนเกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามวัฒนธรรมในระดับสากล ส่วนประเทศไทย มีพุทธศิลปกรรมที่อุดมสมบูรณ์เรียกว่า องค์ประกอบของค าว่าพระพุทธศาสนา มาครบถ้วนและสมบูรณ์ดี ต่างกับประเทศอื่น ๆ ที่มีครบ แต่อาจจะไม่สมบูรณ์ เพราะช ารุดเสียหายไม่มีการ บูรณปฏิสังขรณ์กลายเป็นซากไป ดังนั้น องค์ประกอบของพระพุทธศาสนาที่ประกอบด้วย ศาสนสถาน ศาสน บุคคล ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม ศาสนพิธีในประเทศไทยกลายเป็นแหล่งศึกษาศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของ ชาวโลกไปเลย ตามที่ผู้วิจัยเคยกล่าวว่า ถ้าชาวต่างประเทศมาท่องเที่ยวประเทศไทยโดยหลัก ๆ คือมาเที่ยวชม วัดวาอาราม และวัง นั่นเอง ดังนั้น จึงเรียกว่า พุทธศิลปกรรม เป็นแหล่งเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของประเทศ ไทย พุทธศิลปกรรมที่เป็นสภาพแวดล้อมทางสังคมจะสร้างคุณค่าทางธรรมให้แก่ชีวิตและจิตใจ มี อิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาอย่างมาก เพราะ ในแต่ละวันนั้น ชีวิตเราจะเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับพระสงฆ์สามเณร แม่ชี ซึ่งจะขับเคลื่อนบทบาทในกิจกรรมทางศาสนา ประกอบด้วย การศึกษา นวัตกรรมพระวิหาร เจดีย์ พุทธประติมากรรมต่าง ๆ โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้น าด าเนินการ ทั้งนี้มีข้อจ ากัดทางจิต วิญญาณอยู่ว่า ถ้าเป็นกิจกรรมทางวัตถุธรรม หรือวัตถุมงคล เช่น บาตร สมณศักดิ์ ใบเสมา ช่อฟ้า ใบระกา
๖๖ หางหงส์ โดยพระพระพุทธรูปด้วยแล้วจะอิงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งเป็นแกนน า เพราะสามัญส านึกบวกกับ ความเชื่อในศีล สมาธิ ปัญญาในพระสงฆ์รูปนั้น ๆ ที่ส าคัญประการหนึ่งคือ พระสงฆ์จะสื่อเรียกศรัทธา บริจาคสร้างวัตถุธรรมรวมถึงวัตถุมงคลชนิดต่าง ๆ แม้แต่เป็นประเพณี ก็ถือว่าเป็นสภาพแวดล้อมที่แสดงออก ทางกายภาพแต่มีผลต่อสังคมร่วมกันเพราะเทศกาลหรือประเพณีนั้น มีผลเป็นคุณประโยชน์ที่มีการปฏิบัติของ ตนหรือของสังคม เช่น การปฏิบัติตามประเพณีสงกรานต์ที่จะแสดงความมีระเบียบวินัย มีความเข้าใจและรัก การเอื้ออ านวยต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติ เห็นคุณค่าของจริยธรรมว่ามีบทบาทหรือมีอิทธิพล สูงในการสะท้อนสังคม หรือส่วนบุคคล มีความสงบสุขในชีวิต มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต มีอะไรที่ดีขึ้น ท า ให้มีชื่อเสียง อันเกิดจากการเสียสละ มีโอกาสท าสังคมสงเคราะห์ มีโอกาสได้พบหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ ร่วมแรง ร่วมใจกันบ าเพ็ญสาธารณประโยชน์ ๓.๒ ควำมหมำยของภูมิสถำปัตย์วัด ภูมิสถาปัตยกรรม ค าว่า "ภูมิ" นิยามความหมายแรกว่า แผ่นดิน ที่ดิน ความหมายที่สอง คือ พื้น ชั้น พื้นเพ (ภาษาอังกฤษ ใช้ค าว่า Land) ส่วน "ภูมิสถาปัตยกรรม" อ่านออกเสียงว่า พู-มิ-สะ-ถา-ปัด-ตะ-ยะกัม มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า "Landscape architecture" คือศาสตร์และศิลป์ในการวางแผน และจัดการที่ อยู่อาศัยที่ดินส าหรับมนุษย์อยู่อาศัยกัน การย้อนดูนิยามของสถาปัตยกรรมนั้น เพื่อเป็นการศึกษาสถาปัตยกรรมในเชิงระบบการก่อสร้าง การจัดแบ่งพื้นที่ที่สนองความจ าเป็นขั้นพื้นฐาน ในการด ารงชีวิตทางกายภาพอันเป็นเนื้อแท้โดยตรงทาง "สฺ ถาปัตฺย กรฺมนฺ" หรือสถาปัตยกรรมเพียงด้านเดียวย่อมไม่ครอบคลุมความหมายได้ทั้งหมด เพราะสถาปัตยกรรม คือวิชาการก่อสร้าง ซึ่งสมัยโบราณเรียกว่า "นวกรรม" แต่นวกรรมนั้นรวมเอาวิชาช่างแขนงอื่นๆเข้าไปด้วย เช่น ช่างเขียน ช่างปั้น งานสถาปัตยกรรมเป็นศัพท์บัญญัติขึ้นการสืบสาวที่มาของค าว่า สถาปัตยกรรม หรือ "สฺ ถาปัตฺย" ( น่าจะมาจาก "สฺถาปตฺย" การวาง,การก าหนดหรือที่อาศัย) กับ "กรฺมนฺ" (การกระท า) สถาปัตยกรรม มิใช่เป็นผลผลิตทางการแก้ปัญหาทางด้านเทคนิควิทยาการก่อสร้างเท่านั้น แต่สถาปัตยกรรมยังเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์และความต้องการที่อยู่เหนือสภาวะทาง กายภาพอันลี้ลับ เพื่อขจัดความกลัว และสร้างความหวังที่เป็นอุดมคติให้แก่ชีวิตอันเป็นระบบความเชื่อต่อ อ านาจเหนือธรรมชาติ ที่อยู่นอกเหนือความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ประเพณีคติความเชื่ออันยังผลให้ เกิดโลกทัศน์นั้น ถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ที่ส าคัญของท้องถิ่นที่คนยุคปัจจุบันไม่ควรละเลย (วิวัฒน์ เตมียพันธ์. ๒๕๓๔ : ๒๐๑-๒๐๒) ดังนั้นการกล่าวถึงแนวคิดปรัชญา หรือโลกทัศน์มีความสลับซับซ้อนมาก ถ้าอธิบายอย่าง สื่อเข้าใจง่ายแล้ว จึงต้องนิยาม หรือยกตัวอย่างเชิงอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบสถาปัตยกรรมกับความหมายตาม ภาษาเมื่อผนวกตามความหมายที่กล่าวอ้างไว้แต่ต้น คือ การปรับแต่งพื้นที่ภายในวัดหรือรอบ ๆ วัดด้วย สถาปัตยกรรมที่มีศิลปะ หัวข้อนี้ มี ๓ ค าหลัก ๆ คือ ภูมิทัศน์ สถาปัตย์ และวัด ดังนั้น "ความเป็นวัด" กับคติจักรวาลจะเกี่ยวข้องสัญลักษณ์ของระบบจักรวาลอันประกอบด้วยเขา พระสุเมรุ ทวีป ภูเขา และมหาสมุทร ก็ถูกแปรความหมายจากโดยคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ที่มีภูมิทั้งสาม แต่ละ ภูมิยังประกอบไปด้วยภูมิย่อยๆ ในที่สุดความหมายได้คลุมไปถึงสวรรค์ชั้นต่างๆ อีกมากมาย จนเกิดเป็น สัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ซึ่งคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงเกี่ยวกับคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาต่างๆ โดยมีหลักฐาน สมัยพระเจ้าลิไทแห่งกรุงสุโขทัย เน้นหลักการข้อที่เกี่ยวกับบารมีสูงสุดที่กษัตริย์พึงมี ไตรภูมิกถาฉบับนั้น ก็ได้ แก้ไขให้พระมหาสมมติราชเป็นพระโพธิสัตว์นั้นด ารงอยู่สืบมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ คือ ไตรภูมิโลกวินิจฉัย ซึ่งมีเรื่องการปกครองอันเป็นเครื่องมือส าคัญส าหรับ ในตอนต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งแตกต่างจากยุคสุโขทัย ที่ เนื้อความส่วนนี้ไตรภูมิพระร่วงเอาไปไว้หลังสุด
๖๗ แต่ไตรภูมิโลกวินิจฉัยเอาไว้เบื้องแรกทีเดียว นอกจากนี้ยังน่าเป็นไปได้อย่างมากกว่าไตรภูมิโลก วินิจฉัย อาศัยข้อความจากอัคคัญญสูตร ในขณะที่ไตรภูมิพระร่วงไม่ได้ใช้อัคคัญญสูตรเลย เพราะมีถ้อยค าบาง ตอนที่มีอยู่แต่ในอัคคัญญสูตร และไม่ปรากฏในอรรถกาฎีกาอื่นๆ เช่น เป็นต้นว่ามนุษย์คนแรกที่คิดสะสม อาหารนั้นทั้งอัคคัญญสูตรและไตรโลกวินิจฉัย วิเคราะห์สาเหตุว่ามาจากความเกียจคร้าน ในขณะที่ไตรภูมิพระ ร่วง กล่าวว่าเป็นความโลภเพราะเกิดตั้งครอบครัวขึ้น แม้จะได้ใช้อัคคัญญสูตรในการเขียนแต่ก็หาได้ช าระให้ยุติ ตามพระบาลีไม่ เพราะปรากฏว่าไตรโลกวินิจฉัยก็ยังยืนยันที่จะให้พระมหาสมมติราชเป็นโพธิสัตว์อยู่นั่นเอง แม้ว่าทั้งในอัคคัญญสูตร และอรรถกถาฎีกาทั้งหมดไม่ได้กล่าวเช่นนั้นความนอกบาลีที่ส าคัญที่สุดในไตรภูมิโลก วินิจฉัยเห็นจะได้แก่ เนื้อความที่เล่าถึง เมื่อน้ าเริ่มลดก่อนที่จะเกิดโลกขึ้นนั้น แผ่นดินแรกที่โผล่พ้นน้ า เมื่อ ค านึงด้วยเหตุผลตามหลักโลกภูมิของพุทธศาสนาก็น่าจะเป็นเขาพระสุเมรุ แต่ไตรโลกวินิจฉัยกลับให้ โพธิบัลลังก์ ซึ่งพระพุทธเจ้าจะประทับตรัสรู้เป็นส่วนแรกที่โผล่ขึ้นพ้นน้ าก่อน ทั้งมีอธิบายว่า อันหนึ่ง อันว่า ศรีษะแผ่นดิน อันเป็นที่ตั้งบัลลังก์พระมหาโพธิเป็นที่ถวายพุทธาภิเษก ทรงพระวิมุตติเศวตรฉัตรนั้น เมื่อโลกจะ ฉิบหาย ที่อันนั้นก็ฉิบหายต่อภายหลัง เมื่อโลกตั้งขึ้นที่นั้นก็ตั้งขึ้นก่อนที่นั้นจึงชื่อว่าศีรษะแผ่นดินด้วยอรรถว่า เป็นประธานแก่พื้นชมพูทวีปการเปลี่ยนหลักของโลกจากเขาพระสุเมรุมาเป็นโพธิบัลลังก์นั้นมีความหมายอย่าง ลึกซึ้งต่อแนวคิดที่เกี่ยวกับกษัตริย์และรัฐ เพราะเท่ากับเป็นการเปลี่ยนศูนย์กลางของโลกหรือจักรวาล กษัตริย์ มิได้เป็น เทวะของโลกที่สถิตอยู่เหนือเขาพระสุมรุ แต่กษัตริย์เป็นพุทธะของโลก ซึ่งจะยังความหลุดพ้นแก่สรรพ สัตว์ทั้งทางร่างกายและทางวิญญาณ การที่กษัตริย์ทรงเบ็ด จึงเป็นความผิดมหันต์ เพราะเท่ากับทรยศต่อหน้าที่ ของตนเองในการน าประชาชนไปสู่ความหลุดพ้นตามวาสนาบารมีของแต่ละคน นิธิ เอียวศรีวงศ์.( ๒๕๕๓:๕๓- ๕๗) อนึ่ง ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ในการอธิบายวงจรของจักรวาล การก าเนิดโลกและมนุษย์ มีการ วิเคราะห์เนื้อความด้านการปกครองโดยเกี่ยวข้องพระมหากษัตริย์นี้ ถูกเน้นขึ้นใช้ในไตรภูมิเพื่อเฉพาะยุคสมัย ต้นรัตนโกสินทร์ การปรับแนวคิดนี้เพื่อเหตุผลทางการเมืองในการสร้างความชอบธรรมทางการปกครอง และ ความคิดทางพระพุทธศาสนา ก็สะท้อนแง่คิดทางการเมือง ในช่วงเวลาที่ส าคัญ และมีการสืบทอดแนวคิดมาถึง ในช่วงรัชกาลที่ ๔-๕ ที่ก าลังจะเกิดความเป็นรัฐชาติ ฉะนั้นอิทธิพลของพระพุทธศาสนาถูกปรับใช้และนิยาม ใหม่ เช่น การปรับตัวทางความรู้พระพุทธศาสนาในรากฐานความรู้ ความจริงเชิงประจักษ์ทางกายภาพ และ การรับรู้ธรรมชาติแบบใหม่ในแผนที่สมัยใหม่ อันเกี่ยวข้องบนพื้นฐานความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทาง ภูมิศาสตร์ เป็นต้น ภูมิทัศน์ คือการตกแต่งพื้นที่ด้วยสวนหย่อม สวนดอกไม้ ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น น้ าตก น้ าพุ สามารถ ท าได้ภายในอาคาร นอกอาคาร กลางสนาม สถาปัตย์ คือการงานฝีมือที่ก่อสร้าง แกะสลัก ฉลุไม้ให้เป็น ลวดลายแบบมีศิลปะ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ การสื่อสถาปัตย์นั้นถึงธรรมด้วย เช่น เจดีย์องค์หนึ่ง รูปทรงกรวยตั้ง มี ๔ เหลี่ยม ซึ่งแต่ละเหลี่ยมนั้นจะย่อมุมไม้สิบสอง และเจดีย์จะนิยมสร้างไว้ในวัดเท่านั้น นอกจากศาสนสถาน เป้าหมายของการสร้างเจดีย์คือ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุของพระอรหันต์ต่าง ๆ เจดีย์ย่อมุม ไม้สิบสองที่สื่อถึงธรรม มีดังนี้ เจดีย์ย่อมุม เป็นศิลปะลวดลายของรูปทรงองค์เจดีย์อีกแบบหนึ่ง ที่นิยมสร้างกันสมัยโบราณ ปรากฏอยู่เกือบทุกวัด เป็นลักษณะเรียวยอดแหลม มีเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนสูงขึ้นจะมีกลีบซ้อนกันเป็น ชั้น ๆ นับได้ ๙ ชั้น ซึ่งจ านวน ๙ ชั้น การตีความในพุทธธรรมในเรื่องนี้ เป็นสื่อธรรมให้เข้าใจได้ว่า ประการที่ ถือว่า องค์เจดีย์ที่มีส่วนสูงโดยซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จ านวน ๙ ชั้น มีความหมายว่า โลกุตตรธรรม ๙ ประการ คือ มรรค ๔ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิกมรรค อนาคามิกมรร อรหันตมรรค ส่วนผล ๔ ได้แก่ โสดาปัตติผล
๖๘ สกิทาคามิผล อนาคามิกผล อรหันตผล ส่วนนิพพาน ๑ ได้แก่ ความหมดกิเลสทั้งปวง การที่แทนสัญลักษณ์ ด้วยดอกบัว ก็หมายถึงความบริสุทธิ์ของพระสัทธรรมทั้ง ๙ จึงแสดงนัยแห่งเจดีย์รายที่ซ้อนกันของดอกบัวนี้ เจดีย์ที่สร้างตามตามแบบสถาปัตยกรรมไทย เพื่อสื่อถึงธรรมนั้น การย่อมุมของเจดีย์ไม้สิบสองก็ เป็นทรงเจดีย์ที่ส าคัญทางพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง กล่าวคือว่า เจดีย์ไม้สิบสองนี้มีปรากฏในเขตพุทธาวาส วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลกมีลักษณะเจดีย์เป็นฐาน ๔ เหลี่ยมจัตุรัส ตรงมุมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ออกไปอีก ๓ มุม (หยัก) การแยกมุมใหม่ให้เป็นมุมย่อย ๓ มุมของ ๔ จัตุรัส รวมทั้งด้านของเจดีย์นั้นแล้ว เป็น ๑๒ มุมเจดีย์ไม้สิบสอบดังกล่าวนี้ หมายถึงอริยสัจ ที่เป็นกระบวนการพิจารณาธรรมของพระพุทธเจ้า คือ ทุกข์ ความเป็นทุกข์ สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ การดับทุกข์ และมรรค คือทางปฏิบัติให้ถึงการดับทุกข์ อริยสัจทั้ง ๔ นี้ คือเมื่อครั้งพระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น พระองค์ได้ไตร่ตรองข้อที่ ๑ คือ ทุกข์จนครบ ๓ รอบ ด้วยการพิจารณา คือ รอบที่ ๑ พิจารณาสัจจญาณ คือหยั่งรู้อริยสัจ ๔ ว่าเป็นจริงอย่างไร รอบที่ ๒ พิจารณากิจจญาณ คือรู้กิจที่จะต้องท า เช่น ทุกข์ควรก าหนดรู้ รอบที่ ๓ พิจารณากตญาณ คือรู้ว่ากิจนั้นได้กระท าแล้วเช่นรู้ทุกข์นั้น ได้ท าแล้ว ส่วนอีก ๓ ข้อที่เหลือก็พิจารณาด้วยญาณทั้ง ๓ นี้ ข้อละ ๓ รอบ เป็นการพิจารณา ๑๒ อาการ หรือพิจารณา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อย่างละ ๓ ครั้ง ซึ่งพระพุทธเจ้ามี “ญาณทัศนะ ตามเห็นอริยสัจที่เป็น จริงครบวนรอบ ๓ มีอาการ ๑๒ ประการ” (วิ.ม. (ไทย) ๔/๑๖/๒๓) ดังบาลีที่ปรากฏในบทสวดธัมมจักกัปปวัต ตนสูตรว่า ติปะริวัฏฏัง ทะวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง อะโหสิ ด้วยเหตุนี้ จึงแทนค าสอนเรื่อง ญาณ ๓ ในอริยสัจ ๔ ด้วยศิลปกรรมเจดีย์ว่า ย่อมุมไม้สิบสอง ดังภาพที่ ๒๗ ภาพที่ ๒๗ เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖
๖๙ หลักกำรส ำคัญของภูมิสถำปัตย์ (สร้ำงวัด) ปรัชญาในการสร้างวัด การดูแลรักษาวัดทั้งในอดีตและปัจจุบันจะค านึงอยู่อย่างหนึ่งคือ ร่มรื่น เพื่อ ตอบสนองความต้องการของชาวบ้านที่เข้ามาจะได้สงบใจ จากการหว้าวุ่นในสังคมชาวบ้าน เป็นการหนีร้อนมา พึ่งเย็น ตามหลักการที่ว่า ๕ ร. คือร่มรื่น ร่มเย็น ร่วมสร้าง ร่วมจิตวิญญาณ และร่วมพัฒนา มีค าอธิบาย ดังนี้ ร. ๑ หมายถึงร่มรื่นอาคารสถานที่บริเวณลานวัดลานใจและสภาพแวดล้อมในวัดที่ถูกหลักสุขภาพ อนามัย ร. ๒ หมายถึงร่มเย็นวัดจัดให้มีสวนดอกไม้ ปลูกต้นไม้ชนิดต่าง ๆให้ร่มเงา มีม้านั่งที่เพียงพอ มีที่นั่ง ที่ยืนสะอาด ร. ๓ หมายถึงร่วมสร้าง วัดสร้างสุขภาพดูแลสุขภาพของพระสงฆ์สามเณรบุคลากรในวัดและ ประชาชนด้วยกิจกรรมที่เอื้อต่อการดูแลส่งเสริมรักษาสุขภาพชุมชน ร. ๔ หมายถึงร่วมจิตวิญญาณวัดช่วยด ารงรักษาสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมทั้ง การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร. ๕ หมายถึงร่วมพัฒนาวัดบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมร่วมคิดร่วมท าร่วมรับผิดชอบทั้งฝ่าย บรรพชิตและฝ่ายฆราวาสส่งเสริมความเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน(พระครูสิริรัตนานุวัตร,๒๕๕๙: ๕๘) ดังนั้น รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพมี ๒ ประเภท คือ ประเภทส่งเสริมสุขภาวะทางกาย ทางจิต ทาง ปัญญา สังคม และการส่งเสริมสุขภาพประการอื่น ๆ อีก ๒ ด้านคือ ด้านการบริการยาอบสมุนไพรและด้านท า ให้เป็นวัด ๕ ร. ดังกล่าว ณ ปัจจุบันนี้ ทุกคนก็ถามหาความร่มรื่นของวัด หรือคิดแต่ว่าท าไมวัดจึงไม่เหมือนสมัยก่อนที่ร่มรื่น ว่างจากไร่จากนา ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวก็ไปวัด แล้วก็ได้ความสบายใจกลับมา แต่ปัจจุบันนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น แต่ก็มี เพียงบางวัดเท่านั้น แม้จะน้อยแต่ก็มี ผู้วิจัยจึงก าหนดวัดที่ร่มรื่นไว้ว่า ต้องมีคุณสมบัติ ๕ ร. ความร่มรื่นของวัดแห่งนี้ โดยจัดให้มีสวนหย่อมกลางสนาม ปลูกป่าสักมากกว่า ๑๐๐ ต้น และเป็น สถานที่ปฏิบัติธรรม เรียกว่า สถานปฏิบัติธรรมป่าสัก นอกจากนี้รอบ ๆ วัดยังสวนป่าติดกับแม่น้ าน่าน ในเขต สังฆาวาสได้จัดการปลูกสร้างเสนาสนะเป็นระบบ โดยมีสระน้ าตรงกลาง และมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๒ ชั้น ๑ หลังบรรจุตรากาญจนาภิเษกไว้หน้าบรรณ สัปปายะ เป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในการสร้างวัด การดูแลวัด ดังนั้น ค าว่าสัปปายะ ไม่ใช่สิ่งอ านวยความ สะดวกจากน้ าใช้ ไฟฟ้า การคมนาคมเท่านั้น ยังรวมถึง ความสุขสบายจากสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ภูมิทัศน์ที่ สดชื่อ มีองค์รวมคือจักรวาล ที่เจริญตาเจริญใจด้วย ตามที่อภินันท์ กันทะเตียน กล่าวว่า “โดยพุทธประสงค์ เสนาสนะเป็นเพียงสถานที่หรือสภาพแวดล้อมที่อ านวยประโยชน์การปฏิบัติธรรม อีกทั้งตรัสส าทับอีกว่า การ ได้อยู่ได้อาศัยได้บริโภคแล้วก็ไม่ควรติดในความพอใจ ความปรารถนาจากสิ่งเหล่านั้น ปรากฏในคัมภีร์ พระพุทธศาสนาหลายแหล่ง อาทิ คัมภีร์วิสุทธิมรรค เล่ม ๑ สัปปายะ หรือสิ่งที่เหมาะสมกัน เกื้อกูลกัน ช่วย สนับสนุนให้มี ๗ อย่าง ได้แก่ (๑) อาวาสสัปปายะ ที่อยู่สบาย (๒) โคจรสัปปายะ บิณฑบาตแหล่งอาหารสบาย (๓) ภัสสะสัปปายะ การพูดคุยที่เสริมการปฏิบัติธรรม (๔) บุคคลสัปปายะ ผู้เกี่ยวข้องด้วยช่วยให้จิตใจผ่องใส สงบ มั่นคง (๕) โภชนะสัปปายะ อาหารสบาย (๖) อุตุสัปปายะ ดิน ฟ้า อากาศ ธรรมชาติแวดล้อมและอุณหภูมิ สบาย (๗) อิริยาบถสัปปายะ ยืน เดิน นั่ง นอน สบาย”(วุฒินันท์ กันทะเตียน,๒๕๖๐:๑๐)
๗๐ องค์ประกอบของภูมิสถำปัตย์(จริยธรรม) องค์ประกอบการสร้างภูมิสถาปัตย์ นั่นคือ องค์ประกอบเชิงจริยธรรม กล่าวคืออาคารต่าง ๆ ของ วัดเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมเชิงพุทธอยู่ในภูมิทัศน์ความเชื่อ เช่น พระอุโบสถต้องหันหน้าไปทิศตะวันออก ถ้าอยู่ติดกับแม่น้ าหันหน้าไปหาแม่น้ า สถาปัตยกรรมนั้นต้องสื่อถึงธรรมและแสดงเอกลักษณ์ของไทย ๆ ใน ฐานะเมืองพระพุทธศาสนา มีพระอุโบสถ วิหาร เจดีย์ และสถูป เมรุแม้แต่สัตว์ต่าง ๆ ที่ประกอบกับอาคาร เช่นสิงโตที่อยู่ด้านหน้าพระวิหาร ก็สื่อถึงธรรม มีคุณค่า ๓ ด้าน คือ พุทธิศึกษา จริยธรรม และคุณค่าทาง หัตถกรรม ดังนี้ พระวิหาร ว่าโดยคุณค่าทางพุทธิศึกษาแล้ว ท าให้ทราบว่า เป็นอาคารที่ประดิษฐานองค์พระ ประธานส าคัญในอารามนั้น เช่น พระวิหารพระพุทธชินราช ภายนอกและภายในนั้นจารึกพุทธประวัติ ชาดก ต านานเทพ พรหม ยมยักษ์ทั้งหลาย ตรงประตูปานใหญ่นั้น กระดุมประตูมีเอกเลา ภายอกเลานั้นมีเวชยันตป ราสาท ที่สถิตของพระอินทร์ ท าหน้าที่หล่อพระพุทธชินราชแต่ต้นและอารักขาตลอดเวลา ข้างซ้ายและขวา องค์พระพุทธชินราชมีเทพกับมาร เทพชื่อท้าวสุวรรณ มารคืออาฬวกยักษ์ ท าหน้าที่อารักขา ว่าโดยคุณค่า ทางจริยศึกษา คือการแสดงความเคารพต่อสถานที่ส าคัญ มีการไม่สวมรองเท้าเข้าไป ไม่กั้นร่ม ไม่ใส่เสื้อผ้าสั้น หรือไม่นั่งเสมอองค์เคารพในพระวิหารนั้น ว่าโดยคุณค่าทางหัตถศึกษา คือการสร้างอาคารที่อิงธรรมโดย วิหารคดที่ล้อมรอบหมายถึงสาวกบริวาร ๕๐๐ รูปนั่นเอง วิหารคด เป็นส่วนประกอบส าคัญของวิหารหลัก คือพระวิหารพระพุทธชินราช มีพระวิหารที่ ล้อมรอบเป็นข้อศอก ตรงมุมเป็นรูปทรงภาษาอังกฤษอักษรตัวยู (U) โดยพระวิหารพระพุทธชินราชที่หันพระ พักตร์ไปทางทิศตะวันตกซึ่งมีแม่น้ าน่านไหลผ่านเมืองพิษณุโลกไปรวมกับแม่น้ าอีก ๓ สาย คือ แม่น้ าปิง แม่น้ า ยม และแม่น้ าวัง นัยส าคัญค าว่า วิหารคดนี้จะตีความในรูปทรงของอาคารที่ล้อมรอบพระวิหารหลัก รวมถึง พระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ภายในวิหารนี้จ านวน ๓๒๖ องค์ ซึ่งพระพุทธรูปที่บรรจุภายในวิหารคดนี้ เป็น พุทธรูปปูนปั้นองค์ขนาดเกือบเท่า ๆ กัน ส่วนใหญ่เป็นปางสมาธิหรือปางมารวิชัย ดังนั้น นัยส าคัญ ๒ ประการ หลัก คือ รูปทรงของวิหารคด และพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายใน พระวิหารคด มีนัยที่สื่อถึงธรรม คือ พระวิหารคดรูปทรงภาษาอังกฤษอักษรยู (U) พระวิหาร บริวาร ถ้าว่าตามพระปรางค์จะมีเจดีย์บริวาร ๔ องค์บ้างตั้งอยู่ล้อมรอบส่วนกลางขององค์พระเจดีย์นั้น หมายถึงอนุทวีปรายล้อมทวีปใหญ่คือองค์ปรางค์ในฐานะถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ได้แก่เขาพระสุเมรุ นั่นเอง ในส่วนที่พระวิหารคดที่ล้อมรอบองค์พระปรางค์ หมายถึงก าแพงแก้ว ปราการคุ้มครององค์พระปรางค์นั่นเอง วิหารคด ว่าโดยคุณค่าทางพุทธิศึกษา ท าให้ทราบว่า เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจ าลอง ราย ล้อมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ หมายถึงพระพุทธเจ้าที่ถูกแวดล้อมด้วยสาวกบริวาร จ านวน ๕๐๐ รูป (สห ปญฺจสเต หิ ภิกฺขูหิ) ประเด็นนี้ มีผลทางจิตวิทยาต่อนักบวชนอกศาสนาหรืออลัชชีที่มักเหยียดหยาม ข่มเหง ยกลัทธิของ ตนว่าเด่นกว่า เลิศกว่า ดังนั้น สาวกบริวารจ านวนมากนี้ หมายถึงบริวาร เปรียบดังแม่ทัพนายกองที่มีกองก าลัง สู้รบก าจัดอริราชศัตรูไปเร็วพลัน นั่นเอง ว่าโดยคุณค่าทางจริยศึกษา คือวิหารคดนี้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน พุทธสาวกบริวาร ๕๐๐ ว่าโดยคุณค่าทางหัตถศึกษา คือ ศิลปะการสร้างอาคาร แสดงที่ตั้งอันเหมาะสม โดย พระสงฆ์สาวกจะนั่งล้อมข้าง ๆ และข้างหลัง ดังรูปแบบแสดงโอวาทปาติโมกข์ หรือรูปแบบสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง ก าหนดกระบวนการหรือวิธีการสร้างภูมิสถาปัตย์ได้โดยสะดวก เมื่อได้ศึกษาข้อมูลมาแต่ต้น ประเด็นข้อนี้คือ กระบวนการสร้างภูมิสถาปัตย์ของวัดโดยทั่วไป คือ
๗๑ ศึกษำภูมิปัญญำท้องถิ่น–ท้องถิ่นมีอิทธิพลต่อความศิลปกรรม ถ้าท้องถิ่นนั้นมีการด ารงชีพอย่างไร ก็นิยมมีศิลปกรรมแบบนั้นถ้าท้องถิ่นนั้นด ารงชีพด้วยการล่าสัตว์ป่า สิ่งที่เป็นฉากประกอบภาพ ลายมือภาพวาด ก็มักเป็นป่าไม้ ป่า ภูเขา ล าธาร เช่น พระพุทธรูปปางเลไลยก์ จะมีลิงถือรวงผึ้งมีช้างถือกระบอกน้ านั่งข้างหน้า พระพุทธรูปนั้น ท านองประสงค์จะถวายรวงผึ้ง พระพุทธรูปางปฐมเทศนา จะมีกวางหมอบอยู่หน้า พระพุทธรูปนั้น ที่เป็นกวางนั้น เพราะสถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนานั้นเป็นป่าสารนาถ (ที่พึ่งของหมู่ กวาง) เป็นสวนกลาง ศึกษำหลักควำมเชื่อของทิ้งถิ่นแต่ละภำค –สิ่งที่แน่นอนคือ ชุมชนในทิ้งถิ่นหนึ่งจะมีความเชื่อ ประจ าถิ่นเสมอ ด้วยอิทธิพลของศาสนาย่อมต านานทางศาสนา เช่น ผีตาโขน ในพระเวสสันดรชาดกตอนที่ พระเวสสันดรพร้อมด้วยกษัตริย ๖ พระองค์ (ฉกษัตริย์) เสด็จกลับพระนคร (กัณฑ์นครกัณฑ์) จากความเชื่อว่า มีเทพยดา เจ้าป่าเจ้าของปลอมตัวเรื่องผีตาโขนตามส่งเสด็จด้วย มีเอกลักษณะเป็นประเพณีเด่น ๆ ที่อ าเภอ เชียงคาน จังหวัดเลย จะมีงานประจ าปีกิจกรรมหลัก ๆ คือแห่ผีตาโขน ปัจจุบันผีตาโขนกลายเป็นจุดส าคัญที่ ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศจึงนิยมวาดภาพ จิตรกรรมฝาผนัง ท าปฎิมากรรมประดับ ตกแต่งภูมิทัศน์ที่ศาลาอย่างสวยงาม ศึกษำภูมิประเทศ อำกำศ –การศึกษาภูมิประเทศหมายถึงภูมิอากาศว่าร้อน เย็น ชื้นเพียงไร เพราะศิลปกรรมที่คงทนถาวรนั้นเกิดจากการเอื้ออ านวยของอากาศ ถ้าอากาศร้อนชื้น ควรวัสดุสร้างภูมิทัศน์ และสถาปัตยกรรมอย่างไร ภูมิทัศน์ประเภทสวนสาธารณะ สวนหย่อม น้ าพุ น้ าตกนั้นมุ่งจะสื่อถึงเอกลักษณ์ ของภูมิประเทศนั้นอย่างไร เช่นภาคใต้ของไทยมีศิลปะยุคสมัยใด ภาคเหนือนิยมศิลปะแบบใด สมัยใด (เมือง หลวงพระบางนิยมศิลปะแบบล้านช้าง เช่นพระราชวังสว่างวงศ์วัฒนา) ศึกษำเอกลักษณ์ทำงวัฒนธรรม –ประเทศไทยมี ๔ ภาค ทุกภาคมีศิลปะโดดเด่นต่างกันไป มาคู่ กับวัฒนธรรมประจ าภาคนั้น ตัวอย่างภาคเหนือติดชายขอบประเทศเมียนม่าร์ มีพระพุทธรูปเอกลักษณ์ของ เมียนมาร์ นั่นคือจะมีวงกลมติดแสงไฟกระพริบ ๖ สี หมายถึงฉัพพรรณรังสีของพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ใช้แสง นี้ในวันเทโวโรหนะ ในคราวเสด็จลงจากเทวโลกในวันที่เปิดโลกทั้ง ๓ คือ โลกมนุษย์ โลกเทวดา โลกของนรก ให้คนใน ๓ โลกนี้มองเห็นกันด้วยแสงฉัพพรรณรังสี ภาพที่ ๒๘ พระพุทธรูปเมียนม่าร์ เวียดนาม กมพูชา นิยมติดตั้ง แผงหลอดไฟลักษณะ ฉัพพรรณรังสี ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖
๗๒ โดยสรุปคุณค่าของภูมิสถาปัตย์ทางพระพุทธศาสนานี้ จะสื่อถึงธรรม จึงถือว่า ศิลปกรรมทุก ประเภทจะมีนยทางธรรมเสมอ จะไม่เน้นแต่ศิลปะเท่านั้น แต่ต้องมีศาสตร์ด้วย เช่น เปลวเพลิงบนพระเศียร หมายถึงปัญญา หนึ่งไตรสิกขาเป็นลักษณะแสงสว่างที่ก าจัดความมืดคืออวิชชาให้หมดไป ตามพุทธพจน์ที่ว่า “ปัญญา เป็นแสงสว่างในโลก” กำรประยุกต์ใช้ภูมิสถำปัตย์ การประยุกต์ใช้เรื่องนี้ ประการส าคัญคือ การสื่อถึงธรรม ดังนั้น การที่ใคร ๆ จะท าภูมิทัศน์ หรือ สถาปัตยกรรมของวัดออกมานั้น ต้องค านึงถึงการสื่อธรรมของพระพุทธเจ้าด้วย และภูมิทัศน์และ สถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนานี้จะหมายถึงศิลปกรรมไทยด้วย เช่นเดียวกันยาแผนโบราณ ก็คือยาแผน ไทย ยากแผนไทมาจากต ารายาของหมอชีวกโกมารภัจ ประเทศอินเดีย มีเสาอโศกหัวสิงห์ มีตราธรรมจักร มี สัตว์ที่สื่อค าสอนของพระพุทธศาสนาอันเกิดจากการประยุกต์ใช้ ดังนี้ ภาพที่ ๒๙ เสาอโศกหัวสิงห์ พระเจ้าอโศกมหาราช ที่มา : https://www.nanitalk.com/interesting-story/๒๐๔๓๙ สืบค้นเมื่อ ๔ มกราคม ๒๕๖๖ หัวเสาอโศก เป็นหัวสิงห์แกะสลัก ๔ หัว หันหลังชนกันและหันหน้าไปทาง ๔ ทิศ ที่ฐานรององค์ สิงห์นั้นเป็นฐานดอกบัว รอบ ๆ มีสัตว์มงคล ๔ ชนิด คือ ช้าง ม้า สิงห์ หงส์ และวงล้อ ๓๒ ซี่ ซึ่งแต่ละประการ บนยอดเสาอโศกนี้มีนัยทางธรรมะ วัดต่าง ๆ ในประเทศไทยนิยมสร้างประดับหน้าพระพุทธรูป หน้าอาคาร หน้าพระวิหารหรือพระอุโบสถ รูปสัตว์มงคลแกะสลัก ๔ ชนิดอยู่รอบ ๆ ฐานหัวสิงห์ ๔ หัวนั้น ได้แก่ ช้ำง หมายถึง การประสูติ ของพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่พระพุทธมารดาทรงสุบินว่า มีช้างถือดอกบัวมาเข้าเฝ้าในคืนวันที่พระนางทรง
๗๓ พระครรภ์ เจ้าชายสิทธัตถะ ม้ำ หมายถึง การบรรพชา เพราะพระองค์ได้เสด็จทรงม้ากัณฐกะออกจาก พระราชวัง เพื่อการบรรพชา สิงห์ หมายถึง การประกาศธรรม ที่เปล่งสีหนาท เต็มไปด้วยอ านาจ ดังก้องไปทั่ว ทุกทิศทุกทาง หงส์หมายถึง การแยกชั่วดี เหมือนหงส์ ที่สามารถแยกน้ าและนมออกจากกันได้ ส่วนฐำน ดอกบัว หมายถึง ศาสนา ความบริสุทธิ์ ซึ่งดอกบัวนั้น ไม่ว่าจะเกิดมาจากโคลนตม เมื่อออกดอก ก็จะบริสุทธิ์ สวยงาม ไม่เปรอะเปื้อน ด้วยโคลนตมเรื่องหัวสิงห์มีปรากฎในภูมิทัศน์ของวัดต่าง ๆ มากมายในปัจจุบันนี้ วงล้อธรรมจักร ขนาดใหญ่ จ านวน ๒๔ ซี่ ตั้งอยู่บนฐานสิงห์นั้น มีความหมายว่า การเผยแพร่ พระพุทธศาสนา ก าลังหมุนวงล้อแห่งพระธรรมไปทั่วทั้ง ๔ทิศแห่งชมพูทวีปรูปพระธรรมจักร ๒๔ ซี่ได้น าไป ประดิษฐานในธงชาติอินเดีย และข้อความที่จารึกไว้โดยพระเจ้าอโศกมหาราช ว่า "สัตยะเมวะ ชะยะเต" แปลว่า ความจริงชนะทุกสิ่ง ได้กลายมาเป็นค าขวัญประจ าชาติอินเดียในปัจจุบันส่วนในประเทศไทยใช้วงล้อ ธรรมจักรนี้เป็นสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนาแต่มี ๘ ซี่บ้าง หมายถึงมรรคมีองค์แปด มี ๑๒ ซี่ หมายถึงอาการ ๑๒ ในรอบ ๓ ของญาณ ๓ ที่พิจารณาอริยสัจ ๔ หรือหมายถึงปฏิจจสมุปบาท ๑๒ องค์ประกอบ เสาอโศก (Pillars of Ashoka) เป็นเสาหินที่สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช (ครองราชย์พ.ศ. ๒๗๐ - พ.ศ. ๓๑๑) พระองค์เป็นพระมหาจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมารยะ ที่ปกครองอนุทวีปอินเดียในช่วงยุคพุทธ ศตวรรษที่ ๔ พระองค์สร้างเสาหัวสิงห์ขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเพื่อระบุสถาน ที่ตั้งของสถานที่ส าคัญต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาในอินเดียมีเมืองสารนารถ เมืองไพสาลี เป็นต้นซึ่งเสาหิน เหล่านี้สร้างด้วยหินทรายจากเมืองจุณนา เมืองทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งถือได้ว่ามีคุณภาพดีที่สุดในสมัยนั้น ส่วนหัวเสา ท าด้วยหินทรายขัดมัน มีสีเทาอ่อน เป็นหัวเสาที่มีลักษณะสวยงามที่สุด และสมบูรณ์มากที่สุด ที่ เหลืออยู่ในปัจจุบัน ได้เก็บรักษา และตั้งแสดงให้ดู ในพิพิธภัณฑ์ แห่งพาราณสีประการส าคัญของเสาหัวสิงห์ อโศกนี้ คือเป็นโบราณวัตถุที่ส าคัญที่สุดของอินเดียและหัวสิงห์นี้ถูกใช้เป็นตราสัญลักษณ์ประจ าชาติอินเดียมี ปรากฏในธนบัตรและในธงชาติของอินเดีย ในด้านวรรณกรรมของอินเดียโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าอโศกเป็นที่กล่าว ขานถึงสรรพคุณของพระองค์ โดยต าราต่างๆพูดถึงเสาหินของพระเจ้าอโศก ในราชการแผ่นดินของพระองค์ เรียกเสาหินนี้ว่า "เสาหินแห่งธรรม" (Dharma-Stambhas) ซึ่งพระองค์จะสร้างขึ้นแล้วประดิษฐานไว้ในพุทธ สถานที่ส าคัญ กล่าวคือ เมืองสารนาถที่แสดงปฐมเทศนา เมืองไพศาลีที่ท าสังคายนาครั้งที่ ๒ ที่อื่น ๆ เป็นเสา อโศกแม้ไม่มีหัวสิงห์ ก็มีอุทยานลุมพินี ที่ประสูติ แม้เมืองเดลีก็มีในสมัยหลัง ข้อมูลที่ได้มาจากพระสงฆ์จีนก็ คือเสาหินมีลักษณะเป็นแท่งเดียว Monolith (Single Stone) เรียวสูงขึ้น ไม่มีฐาน แต่ละเสาจะมีรูปสัตว์มงคล ด้วยคนทั่วไปคงเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งที่แสดงออกทางศิลปวัฒนธรรมเช่นนี้ยาก ดูจากเสาหินที่สารนาถเป็น ตัวอย่างก็ได้ ตั้งตระหง่านสะดุดตา บอกความหมายที่ลึกซึ้งของการพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดของงานศิลปะยุคทอง ของพระเจ้าอโศกมหาราชและแสดงถึงความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพระเจ้าอโศกมหาราช พระเจ้าอโศกมหาราชทรงศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเพราะทอดพระเนตรเห็นสามเณรนาม ว่านิโครธผู้มีอากัปกิริยางดงาม ทรงเปลี่ยนพระนามจากจัณฑาโศกเป็นธรรมาโศกพระองค์ทรงสร้างศาสนวัตถุ ถวายไว้ทั่วอินเดียนอกจากสร้างเสาอโศกหัวสิงห์นี้แล้ว ตามประวัติศาสตร์พระองค์ยังสร้างเจดีย์เพื่อบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุมากมายถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ ซึ่งรวมถึงพระเจดีย์พุทธคยาด้วย ซึ่งเจดีย์เหล่านี้ประดิษฐานทั่ว ประเทศอินเดียอีกด้วย ดังนั้น เสาหัวสิงห์ที่ได้ถวายนามว่า เสาอโศก เรียกอีกนามหนึ่งว่า เสาหินแห่งธรรม ซึ่ง ส่วนต่าง ๆ ของเสานั้นสื่อถึงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระองค์ และแต่ละส่วนของเสาหัวสิงห์นั้นมี ความหมายทางพุทธธรรม
๗๔ สังคมไทย ส่วนใหญ่เป็นสังคมชาวพุทธ วัฒนธรรมประเพณีจึงมีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนา เมื่อน าพระพุทธศาสนาในฐานะค าสอนทางคุณธรรมจริยธรรมน ามาสร้างเป็นรูปธรรมในฐานะประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรมประเพณี เทศกาลต่าง ๆ แล้ว ก็เป็นสิ่งจ าเป็นที่ต้องเรียนรู้ความหมายและเข้าใจ เจตนารมณ์ของผู้ผลิตคิดค้น เช่นพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ๆ ที่สร้างขึ้นด้วยศิลปะตามความเชื่อที่จะสื่อถึงธรรมะ จึงเป็นที่มาของค าถามว่า ท าไมพระพุทธรูปจึงมีเศียรเป็นเปลวเพลิง เพราะคนธรรมดาแล้ว จะไม่มีใครน า เปลวเพลิงไว้บนศีรษะแน่ แต่ก็ด้วยศิลปะผสมผสานกับ คติธรรมที่จะสื่อถึงค าสอนของพระพุทธเจ้า ในค าว่า ปัญญา เป็นแสงสว่างในโลก (ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต) นั่นเอง สถาปัตยกรรมในฐานะศิลปวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มาคู่กับมนุษย์ เพราะมนุษย์จะพัฒนาตนเองถึงเจริญ สูงสุดจนมีอารยธรรมทางวัตถุ ประเภทประติมากรรม สถาปัตยกรรม จิตกรรม แม้อารยธรรมทางวรรณกรรม ท าให้อ่านออกเขียนได้ มีภาษาอักษรใช้ ดังที่พ่อขุนรามค าแหง มหาราช ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้แทน ตัวอักษรขอมที่เคยใช้กันมาแต่เดิม เมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๖เรียกว่า “ลายสือไทย” และได้มีการพัฒนาการมาเป็น ล าดับจนถึงอักษรไทยในยุคปัจจุบัน รวมถึงอารยธรรมนามธรรมที่เป็นคติชนวิทยา ความเชื่อต่อบุญ-บาป นรก-สวรรค์ ดังที่ปรากฏในวรรณกรรมไตรภูมิพระร่วง ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์สามารถพัฒนาตนไปสู่อริยบุคคล ตามหลักพระพุทธศาสนาด้วย ดังนั้น ผู้วิจัยเชื่อว่า การที่เรารู้คุณค่า ให้ความส าคัญต่อภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ที่คิดค้นสร้างไว้แล้ว จะท าให้เรารู้สึกมีจิตส านึกหวงแหนและรักษาแล้วด าเนินชีวิตตาม นอกจากนี้ยังต้อง ศึกษาเรียนรู้ความเสื่อมความเจริญที่เกิดจากตนเองและคนอื่นเรียกว่า รู้ว่าอะไรจะดี อะไรจะชั่ว อะไรจะเจริญ อะไรจะเสื่อม ศิลปวัฒนธรรมประเภทสถาปัตยกรรม ในฐานะเป็นเอกลักษณ์ของประเทศนั้น ๆ มีทั้งในรูปแบบ อาคารทั้งวัตถุสิ่งของ รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกของอาคารนั้น การมีฝีมือทาง ศิลปะที่สวยงามจัดที่วางสิ่งต่าง ๆ ได้สัดส่วน ใช้เจตสิกอันวิจิตรที่สุนทรียภาพ เป็นผลผลิตทางสติปัญญาของ มนุษย์ ศิลปะ เป็นเรื่องความคิดที่ถ่ายทอดออกมาเป็นฝีมือ แสดงให้เห็นความฉลาดในฝีมือ มีทักษะการใช้ ฝีมือ ปรากฏออกมาอย่างงดงามอันน่าชื่นชม เมื่อเป็นดังนั้น พุทธศิลปกรรมก็เป็นเครื่องแสดงฝีมือ ส าแดง ความฉลาดในฝีมือ ส าแดงทักษะฝีมือในศิลปกรรมทางพระพุทธศาสนา เรื่องศิลปะนี้ พระพุทธองค์ให้ ความส าคัญต่อวิถีชีวิตมากทีเดียว ที่ว่ามากนั้น ก็เพราะจัดว่า ศิลปะเป็นมงคลอันดับสูงสุด (เอตัมมังคะละ มุตตะมัง) ดังที่ทรงแสดงไว้ในมงคลสูตร ข้อที่ ๙ ว่า “การมีศิลปะเป็นอุดมมงคล (สิปปัญจะ ...เอตัมมังคะละ มุตตะมัง) เมื่อเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายท ามงคลนี้แล้ว เป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกหมู่เหล่า ย่อมถึงความ สวัสดี (ความปลอดภัย) ในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ”(ขุ.ขุ. (ไทย) ๒๕/๕/๖) ๓.๓ แหล่งเรียนรู้พุทธจักรวำลคติในกำรวำงผังวัด พุทธจักรวาลคติ คือ ความคิดในลักษณะนามธรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับความ เป็นมาของจักรวาล โลก รวมถึงสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล โดยสัญลักษณ์ของระบบจักรวาลทาง พระพุทธศาสนา ไดแกแผ่นดิน น้ า ลม เขาสิเนรุ ( เขาพระสุเมรุ ) ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ภูเขาหิมวันต์(ภูเขาหิม พานต์) ภูเขาจักรวาล (ภูเขาจักรวาฬ) ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ภพดาวดึงส์ภพอสูร อเวจีมหานรก ทวีปใหญ่๔ ทวีป ทวีปเล็ก โลกันตนรก(โลกันตริกนรก) มหาสมุทร ๔ นอกจากนี้ยังรวมถึงสวรรค์อีก ๕ ชั้น นอกจาก ดาวดึงส์ที่กล่าวแลว นรกภูมินอกเหนือจากที่กล่าวแลวพรหมโลก ๒๐ ชั้นเปรตภูมิอสุรกายภูมิ ดิรัจฉานภูมิ มนุษยโลก ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล ในพระพุทธศาสนาด้วย สวนการวางผังพุทธจักรวาลคติ คือ การวางรูปแบบอาคารสถานที่ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ วัดเป็นหนึ่งในสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรม ที่คอยจัดระบบระเบียบความเชื่อเปนเสมือนศูนยรวมจิตใจของ
๗๕ ผู้คนนั้นมักจะมีการจัดวางต าแหน่งทิศทางให้สอดคลองกับคติความเชื่อเรื่องจักรวาล ในพระพุทธศาสนา โดย มีการสร้างแบบจ าลองของพุทธจักรวาลขึ้นมา เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นสถานที่พิเศษและเพิ่มความศักดิ สิทธิ ์ต่อการประกอบ พิธีกรรมเมื่อกล่าวถึงพื้นที่ของวัดโดยทั่วไป แบ่งเป็น๓ เขต ไดแก เขตพุทธาวาส เขต สังฆาวาส และเขตธรณีสงฆ์ประการแรก เขตพุทธาวาส เป็นขอบเขตบริเวณวัดที่ส าคัญที่สุดเป็นพื้นที่ ประกอบศาสนพิธี มีอาคารส าคัญ ดังนี้ ๑. พระเจดีย์พระมณฑป พระปรางค์คือ อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศูนย์กลางของวัด ๒. พระอุโบสถ คือ อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในการท าสังฆกรรม ของพระภิกษุสงฆ์ ๓. พระวิหาร คือ อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาระหว่างพระสงฆ์และฆราวาส ๔. เจดีย์ (มณฑป ปรางค์) ราย เจดีย์(มณฑป ปรางค์) ทิศ คืออาคารที่ใช้บรรจุอัฐิหรือ เป็นอาคาร ที่ประกอบขึ้นเพื่อให้ผังมีความสมบูรณ ๕. หอระฆัง คือ อาคารที่ใช้ท าการบอกเวลาส าหรับพระภิกษุสงฆ์ ๖. ศาลาต่างๆ เช่น ศาลาราย ที่นั่งพักของผู้มาวัด ศาลาทิศล้อมอาคารส าคัญ ใช้เป็นที่นั่งพัก และ ประกอบผังให้สมบูรณ ๗. พระระเบียง คือ อาคารที่ล้อมอาคารส าคัญ หรือล้อมแสดงเป็นเขตพุทธาวาส ๘. พลับพลาเปลื้องเครื่อง คือ อาคารที่ใช้ส าหรับเป็นที่พระมหากษัตริย์เปลี่ยนชุดฉลองพระองค์ใน ครั้งเสด็จพระราชด าเนินเพื่อบ าเพ็ญพระราชกุศล ๙. ซุ้มประตูวัด ๑๐. ศาลาท่าน้ า องค์ประกอบที่เป็นอาคารต่างๆ ในเขตพุทธาวาสตามสถาปัตยกรรมไทย พระเจดีย์พระมณฑป พระปรางค์เป็นอาคารที่ส าคัญที่สุดในฐานะประธานหลักของวัด เห็นไดจากการวางต าแหน่งลงในผังจะอยู่ตรง ศูนย์กลางของผังวัดในขณะที่อาคารส าคัญรองลงมาในกลุ่มแรก คือ พระอุโบสถ พระวิหาร ซึ่งอาคารทั้ง ๒ ประเภทนี้มักใช้คูกับพระเจดีย์พระมณฑป หรือพระปรางค์ประธานอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ทั้งนี้ ไมว่าวัดใดก็ ตามมักเห็นอุโบสถ หรือการวางต าแหนง อยู่ด้านหนาของพระเจดีย (พระปรางค์พระมณฑป)ในลักษณะแกน แนวดิ่ง เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมไดหันหนาไปยังพระพุทธองค (สมคิด จิระทัศนกุล, ๒๕๔๓, น.๒๘) ประการที่สอง เขตสังฆาวาส หมายถึงขอบเขตบริเวณพื้นที่สวนหนึ่งของวัดที่เป็นที่อยู่อาศัยของ พระภิกษุสงฆ์มีองค์ประกอบดังนี้ ๑. กุฏิ คือ อาคารที่พระภิกษุสงฆ์ใชเปนที่อยูอาศัย ๒. หอฉัน คือ อาคารที่ใช้ส าหรับฉันภัตตาหาร ๓. กัปิยกุฎี คือ โรงเก็บอาหาร ๔. วัจจกุฎี (เว็จกุฎี) คือ อาคารส าหรับใชขับถ่าย ๕. หองสรงน้ า คือ หองช าระล้างร่างกาย ๖. ชันตาฆร คือ โรงรักษาไฟและต้มน้ า ๗. หอไตร คือ อาคารที่ใช้เก็บรักษาคัมภีร์ต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา ๘. ศาลาการเปรียญ คือ อาคารที่ใช้เป็นที่เรียนหนังสือของพระภิกษุสามเณร ๙. ศาลาบาตร คือ อาคารที่ใช้ส าหรับตักบาตรพระเพื่อให้ประชาชนน าอาหารมาใสไวก่อนน าไป ถวายพระภิกษุ ๑๐. ศาลาโรงธรรม (ธรรมศาลา) คือ โรงเทศนาธรรมเขตสังฆาวาส กุฏิเป็นอาคารหลักส าคัญที่ ก าหนดโครงสร้างแผนผังของเขตสังฆาวาส ในเขตสังฆาวาสจะไมมีการก าหนดที่ตั้งของแต่ละอาคารให้สัมพันธ์
๗๖ กับเรื่องของทิศโดยตรงแต่จะขึ้นอยู่กับทิศทางเข้าหลักในเขตเป็นเกณฑ์ หากเป็นวัดราษฎรไมมีกฎเกณฑ์ตายตัว ในการวางผัง สวนวัดในเขตเมืองจะมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจนกว่าวัดราษฎรในชนบท โดยเฉพาะวัดหลวง ขนาดใหญ่จะก าหนดที่ตั้งและระบบของโครงสร้างผังเขตสังฆาวาสอย่างชัดเจนประการที่สาม เขตธรณีสงฆ์ หมายถึง เขตบริเวณพื้นที่เหลือจากการเป็นเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส ซึ่งก าหนดให้เป็นพื้นที่ใช้สอยเพื่อ สาธารณะประโยชน เช่น เมรุโรงเรียน ตลาด เป็นต้น (เรื่องเดียวกัน, ๒๕๔๓,น.๓๒-๓๓)จะเห็นไดว่าทั้ง ๓ เขต นี้ เขตพุทธาวาส ถูกใช้เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะเขตสังฆาวาสเป็นพื้นที่ ส่วนตัวส าหรับพระภิกษุสงฆ์เขตธรณีสงฆ์ ใช้เป็นพื้นที่สาธารณะส าหรับคนทั่วไป โดยเขตพุทธาวาสจะอยู่ทางด้านหน้าเสมอ โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายทั่วถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ไร้อาณาเขตขวางกั้น สภาพดังกล่าวมีส่วนกระทบถึงวิถีชีวิตของผู้คนพลเมืองโดยทั่วไป เพราะเป็นสภาพที่เอื้ออ านวยในการรับและ ถ่ายโยงเอาศาสตร์หรือภูมิปัญญาตะวันตกเข้ามาในการพัฒนาประเทศและพัฒนาผลผลิต ตลอดจนการด าเนิน ชีวิต อย่างมิได้มีการปรับปนกับภูมิปัญญาไทยที่มีความเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่นที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท าให้ ชุมชนชนบทประสบปัญหาดังที่กล่าวว่าชุมชนล่มสลาย อันมีผลรวมไปถึงความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่าง กว้างขวาง การพยายามใช้กลไกลทางการศึกษาจากเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาหลักสูตร ตามความ ต้องการ ของท้องถิ่น เป็นช่องทางในการประยุกต์เอาภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีจุดเด่น ที่สามารถพิสูจน์ตัวเองใน การยืนหยัดอยู่รอดได้ ท่ามกลางกระแส การล่มสลายของชุมชนและการทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อม ดังกล่าว มา สู่หลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ในแนวทางของการคิดปฏิบัติจริง จากการประยุกต์ปรับปน ภูมิปัญญา ชาวบ้านหรือภูมิปัญญาไทยกับปัญญาสากล เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบคุณค่าภูมิปัญญาที่มีในท้องถิ่นที่เหมาะสมกับ วิถีชีวิตของชุมชน และสามารถประยุกต์ใช้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด น ามาซึ่งดุลยภาพที่สงบสันติสุขของบุคคล ชุมชนและชาติแหล่งเรียนรู้พุทธจักรวาลคติในการวางผังวัดจึงเป็นสถานที่ส าคัญที่บ่งบอกถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ผสมผสานกับความเชื่อพุทธจักรวดังต่อไปนี้าลวิทยาอย่างเป็นรูปธรรม นับตั้งแต่โบราณ หนังสือเล่มนี้จึงขอ น าเสนอแหล่งเรียนรู้ในการจัดวางผังวัดตามแนวพุทธจักวาลที่เป็นพระอารามหลวง และวัดราษฎร์ วัดพระศรีรัตนมหำธำตุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เรียกตามภาษาชาวเมืองพิษณุโลกว่า วัดใหญ่ ซึ่งหมายถึงวัดที่ ประดิษฐานหลวงพ่อพระพุทธชินราชที่ชาวเมืองพิษณุโลกเรียกว่า หลวงพ่อใหญ่ เป็นเรียกชื่อวัดตามพระพุทธ ชินราช วัดแห่งนี้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ยกขึ้น เป็นพระอารมหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ เป็นวัดเก่าแก่ที่ส าคัญยิ่งทั้งทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี ตั้งแต่ยุคสุโขทัยตลอดมาถึงปัจจุบัน ภูมิทัศน์ วัดนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ที่สวยงาม โดยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ าน่านฝั่งทางทิศตะวันออกซึ่ง เป็นที่จ่าการบุญได้สร้าง ส่วนตรงข้ามเป็นฝั่งตะวัน ซึ่งเป็นฝั่งที่จ่านกร้องได้สร้าง นอกจากนี้ฝั่งนี้เป็นที่ตั้ง พระราชวังจันทน์ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรื่องนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาด ารงราชานุ ภาพ ได้ทรงกล่าวถึงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารว่า เป็นวัดใหญ่และส าคัญกว่าวัดอื่น ๆ โดยมีพระ มหาธาตุ (พระปรางค์) อยู่กลางวัด เห็นจะสร้างตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานี หากแต่ซ่อมแซมมาหลายครั้ง หลายสมัย ต านานการสร้างวัดนี้ ตามที่กล่าวในพงศาวดารเหนือสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนต้น ในราวพุทธศักราช ๑๙๐๐ ซึ่งเป็นเดียวกับที่สร้างองค์พระพุทธชินราช สมัยรัชกาลของพระเจ้าศรีธรรมไตร ปิฎกหรือสมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไท ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ครองกรุงสุโขทัย พระองค์ได้สร้างวัดนี้ ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ าน่าน มีสถาปัตยกรรมส าคัญ คือ พระปรางค์อยู่กลางมีวิหาร ๔ ทิศ มีระเบียง ๒ ชั้น ทรง รับสั่งให้ปั้นหุ่นหล่อพระพุทธรูปขึ้น ๓ องค์ คือพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา
๗๗ สถาปัตยกรรมที่ส าคัญของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก พบว่า มีสถาปัตยกรรม ประเภทอาคารที่ส าคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ดังนี้ ตารางที่ ๑ สถาปัตยกรรมที่ส าคัญภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก สถำปัตยกรรม ควำมส ำคัญทำงศำสนำ สัมพันธ์กับจักรวำลในไตรภูมิ พระปรางค์ ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วน พระอุระที่แสดงความเคารพและ พุทธานุสสติของศาสนิก แสดงสถานะเป็นพระอารมหลวง -ศูนย์รวมไตรภูมิ -พระสุเมรุจ าลอง เหนือฐานล่างย่อมมุม ๓ ชั้นคือฐานสิงห์ ๓ ชั้น สื่อถึงอกุศล ๓ คือโลภะ โทสะโมหะ ส่วนกลาง คือคัพภธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ส่วนนี้รอบนอกมีประตูจตุโลกบาลทวีป ๔ ทิศ เหนือขึ้นมาเป็นป่าหิมพานและสัตวป่าหิมพานต์ สูงขึ้นไป -กามภูมิ มี ๒ ชั้นคือเหฏฐิมสังสาร กับ มัชฌิม สังสารเหฏฐิมสังสารจะรวมอบายภูมิ ๕ มนุส ภูมิ ๑ และเทวภูมิ ๖ ส่วนมัชฌมสังสารจะรวม มนุสภูมิกับเทวภูมิ -รูปภูมิ ภูมิของผู้ทรงฌาน ๑๖ -อรูปภูมิ ภูมิของผู้ทรงฌาน ๔ รูปภูมิกับอรูป เป็นอุปริมภูมิ -ชั้นกลีบขนุนมี ๖ ชั้นคือสวรรค์ ๖ และยอดสุดหมายถึงพระนิพพาน พระวิหาร พระพุทธชิน ราช -หันหน้าไปหาแม่น้ าตามความเชื่อ ว่ามีภูมิทัศน์ติดแม่น้ า -หน้าบันทรงจั่วภควัม มุขโถงเป็น แบบรูปฟักหน้าพรหม ชั้นล่างสุด จ าหลักไม้เป็นรูปเทพพนมช่วงละ องค์ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ชั้น สองสลักรูปพระนา รายณ์ทรง สุบรรณมีลวดลายดอกไม้ประดับ และชั้นบนสุดตรงหน้าพรหมและ สลักเป็นรูปแจกัดอกไม้ มีเทพยดา ยืนประนมมืออยู่สองข้าง หน้าบน และลวดลายลงรักปิดทองทั้งหมด ด้านหน้าทางเข้าพระ
๗๘ สถำปัตยกรรม ควำมส ำคัญทำงศำสนำ สัมพันธ์กับจักรวำลในไตรภูมิ วิหารมีสิงห์ศิลาคู่ เสาดอกบัวคู่ กระถางบัวคู่ และโอ่งน้ ามนต์คู่ -ประตูไม้แผน ๒ แผน บานนอก สลักมุกเวชยันต์ประสาทของ พระอินทร์ ถือเป็นองค์ศักดิ์สิทธิ์ ในผ้ายันต์พิษณุโลก พระอุโบสถ -ชื่อพระอุโบสถหลวงต่อโต ภาพ จิตกรรมประวัติศาสตร์การสู้รบ ของสมเด็จนเรศวรมหาราช - มี ภู มิ ทั ศ น์ หั น ห น้ า ไ ป ทิ ศ ตะวันออกตามคติความเชื่อ โบราณ พระมณฑป -มณฑปทรงกรวยเหลี่ยมเป็น รูปแบบหลังคาที่มีการลาดชั้น อย่างปิรามิด มีตับหลังคาซ้อน กัน ๓-๔ ชั้น มีการประดับปลาย ยอดด้วยปูนปั้นรูปดอกบัวตูม -ที่บรรลุพระพุทธบาทจ าลอง พระวิหาร อัฏฐารส -สถาปัตย์ประเภทวิหาร ๙ ห้อง ประดิษฐานพระอฏฐารสประทับ ยืนสูง ๑๘ ศอก หันพระพักตร์ ไปทางทิศตะวันออก ปางสร้าง ตามคติความเชื่อแบบลังกา สถาปัตยกรรม วัดแห่งนี้ยังมีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ าค่าอีกมากมาย ดังที่สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยานริสรานุวัติวงษ์ได้ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “นมัสการพระพุทธชินราชแล้ว ธรรมมาสน์ ธรรม มาสน์สวด เรือนแก้วหรือสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ล้วนเป็นของดีอย่างเอก ไม่เคยพบไม่เคยเห็น อาณาบริเวณของวัดมี พระปรางค์เป็นองค์ประธานของวัด รอบองค์พระปรางค์มีระเบียงคตและวิหารทิศ ตะวันออก เป็นที่ ประดิษฐานพระอัฏฐารสเรียกกันว่าวิหารเก้าห้อง” ปัจจุบันคงเหลือพระอัฏฐารสยืนบางประทานพรเสาและ เนินวิหาร พระวิหารทางด้านทิศตะวันตกเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช พระวิหารทางด้านทิศเหนือ ประดิษฐานพระพุทธชินสีห์ พระวิหารทางด้านทิศใต้เป็นที่ประดิษฐานพระศรีศาสดา ซึ่งปัจจุบันพระพุทธชิน สีห์และพระศรีศาสดาได้ถูกอัญเชิญไปประดิษฐาน กรุงเทพมหานคร ทางวัดพระศรี ฯ จึงได้สร้างองค์จ าลองขึ้น แทน มีชนิดสถาปัตยกรรมที่ส าคัญ ดังนี้
๗๙ พระวิหำรพระพุทธชินรำช พระวิหารนี้ หันหน้าไปทางแม่น้ าน่านทิศตะวันตก ตามความเชื่อของคนโบราณ ถ้าพระวิหารอยู่ติด กับแม่น้ าต้องหันหน้าไปทางแม่น้ า ถ้าอยู่ไกลต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีหลังคาและส่วนประกอบอื่น เป็นศิลปะสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ มีขนาดกว้าเก้าห้อง หน้าบันของมุขโถงเป็นแบบรูปฟักหน้าพรหมหรือ “จั่วภควัม” ชั้นล่างสุดจ าหลักไม้เป็นรูปเทพพนมช่วงละองค์ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ชั้นสองสลักรูปพระ นารายณ์ทรงสุบรรณมีลวดลายดอกไม้ประดับ และชั้นบนสุดตรงหน้าพรหมและสลักเป็นรูปแจกัดอกไม้ มี เทพยดายืนประนมมืออยู่สองข้าง หน้าบนและลวดลายลงรักปิดทองทั้งหมด ด้านหน้าทางเข้าพระวิหารมีสิงห์ ศิลาคู่ เสาดอกบัวคู่ กระถางบัวคู่ และโอ่งน้ ามนต์คู่ พระวิหาร เป็นศิลปะทรงโถง ประดิษฐานองค์พระประธานได้แก่องค์พระพุทธชินราช ซึ่งเป็น พระพุทธรูปองค์ส าคัญสร้างคู่กับพระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา ก าหนดให้พระวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานองค์ พระประธานในวัดนี้ ตั้งเป็นเอกเทศจากพระอุโบสถ ค าว่า วิหาร แต่เดิมใช้ในความหมายว่า วัด เช่นเดียวกับ ค าว่า อาราม อาวาส เช่น เวฬุวันวิหาร เชตวันมหาวิหาร ค าว่า วิหาร ยังก าหนดใช้เป็นค าลงท้ายสร้อยนาม พระอารามหลวงต่างๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าวัดที่มีสร้อยนามอย่างนี้เป็นพระอารามหลวงส าคัญ พระวิหาร เป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานที่ส าคัญของวัด กล่าวคือเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ ชินราชในฐานะเป็นองค์หลักของวัด เป็นจุดเริ่มต้นของวัด ซึ่งกรณีนี้ หมายถึง “โอวาทปาติโมกข์” (ที.ม. (ไทย) ๑๐/๙๐/๕๐) แปลว่าหลักค าสอนส าคัญของพระพุทธศาสนา เป็นโอวาทที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พระสาวก ตลอดพระชนมายุพุทธกาล โอวาทปาติโมกข์นี้พระองค์แสดงในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน ๓) หลังจากตรัสรู้ แล้ว ๙ เดือน มีเนื้อหา ๓ ตอน ซึ่งครอบคลุมหลักศีล สมาธิ ปัญญา ภาพที่ ๓๐ พระวิหาร พระพุทธชินราช ที่มา https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖.
๘๐ ด้านหน้าพระวิหารมีวัตถุธรรมโบราณสถิตอยู่ นั่นคือ สิงห์ศิลาคู่ ยืนอยู่ด้านซ้าย-ขวาของพระวิหาร ซึ่งสิงห์ที่ว่านี้มีต านานมาว่า ทหารไทยโบราณน ามาจากประเทศเพื่อนบ้านในคราวออกรบได้ชัยชนะ สิงห์ศิลาคู่ และเสายอดดอกบัว หน้าพระวิหารพระพุทธชินราช สิงห์นี้เป็นสัตว์ชนิดใน ๔ (ช้าง ม้า โค สิงโต) สัตว์จ าพวก ที่ปรากฏบนหัวเสาอโศก กล่าวกันว่าเป็นสื่อแห่งการประกาศศาสนาด้วยเสียงสุรเสียงที่ดังฟังชัด และเป็นที่มา ของสูตรหนึ่งในพระไตรปิฎก ชื่อสีหนาทสูตร ส่วนยอดดอกบัว เป็นดอกไม้ในพระพุทธศาสนาเครื่อง สักการะบูชา มีนัยส าคัญทางพระพุทธศาสนา สัมพันธ์กับพะพุทธเจ้าเมื่อครั้งประสูติก็เดินได้ ๗ ก้าว แต่ละก้าว ก็มีดอกบัวนี้ผุดขึ้นมารองรับพระบาท แม้ตลอดพระชนมายุกาลถึงปัจจุบันนี้ ชาวพุทธก็ยังถือเป็นดอกไม้ ส าหรับสักการบูชา และเป็นบุคลาธิษฐานสอนธรรมแก่พุทธบริษัทคือดอกบัว ๔ เหล่าหรือบัวในน้ า ๔ ระดับ หมายถึงระดับสติปัญญาของมนุษย์คือ ๑. อุคฆฏิตัญญู ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน ๒. วิปจิตัญญู ผู้เข้าใจต่อเมื่อขยาย ความ๓. เนยยะ ผู้ที่พอจะแนะน าได้ ๔. ปทปรมะ ผู้ที่สอนให้รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ (องฺ.จตุกฺก. (ไทย) ๒๑/๑๓๓/๒๐๒) นอกจากนี้ยังมีโอ่งน้ ามนต์ ๒ ลูกตั้งอยู่หน้าพระวิหารด้านซ้าย-ขวาของพระวิหาร ซึ่งโอ่งน้ ามนต์ นี้ใช้ส าหรับพรมให้แก่ทหารก่อนออกศึกสงครามในสนามรบ คือเมื่อทหารจะออกสู่สนามรบจะเข้ากราบ นมัสการขอพรพระพุทธชินราชก่อนเพื่อให้รอดปลอดภัยได้ชัยชนะกลับมา แม้แต่กลับจากสนามรบแล้วก็มา กราบนมัสการพระพุทธชินราชอีกครั้ง แต่เห็นว่า โอ่งลูกขนาดใหญ่ เพราะทหารออกศึกสงครามแต่ละครั้งนั้น ภาพที่ ๓๑ โอ่งน้ ามนต์ หน้าพระวิหารพระพุทธชินราช ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖. พื้นฝาผนังภายในพระวิหาร ระหว่างช่วงหน้าต่างมีงานจิตรกรรมเทพชุมนุมทุกช่องซึ่งนั่งพับเพียบ ประนมกร หันหน้าสู่พระพุทธชินราช สีกายและเครื่องทรงของทวยเทพแต่ละองค์เหมือนกัน พื้นหลังเทพยดา เป็นลายดอกไม้ที่โปรยลงมา
๘๑ ภาพที่ ๓๒ จิตรกรรมฝาหนังภายในพระวิหารพุทธชินราชแสดงเทพชุมนุม ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖. ฝาผนังทางเข้าพระวิหารด้านซ้าย-ขวา มีจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งด้านซ้ายเป็นจิตรกรรมเรื่องพุทธ ประวัติ ส่วนด้านขวา เป็นจิตรกรรมพระเวสสันดร ส่วนฝาผนังด้านองค์พระพุทธชินราชนั้นเป็นสีทาพื้น มีรูป เทพยดาประนมกรและดอกไม้ร่วงสีทองที่ก าลังโปรยลงมา ภาพที่ ๓๓ จิตรกรรมฝาหนังภายในพระวิหารพระพุทธชินราช เรื่อง พระเวสสันดร ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖.
๘๒ ภาพที่ ๓๔ จิตรกรรมฝาหนังภายในพระวิหารพระพุทธชินราช ตอนทรงม้ากัณฑกะออกบวช ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖. พระวิหำรคด วิหารคด คือพระวิหารที่ล้อมรอบองค์ประธานที่ส าคัญ อาจเป็นทรงสี่เหลี่ยมหรือรูปตัวยู(U) ภายในพระวิหารคดจะพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ล้อมจ านวนมาก อย่างพระวิหารพุทธชินราช จะมีจ านวน ๓๒๖ องค์ ซึ่งพระพุทธรูปที่บรรจุภายในวิหารคดนี้ เป็นองค์ขนาดเกือบเท่า ๆ กัน ส่วนใหญ่เป็นปางสมาธิหรือปาง มารวิชัย นัยส าคัญ ๒ ประการ หลัก คือ รูปทรงของวิหารคด และพระพุทธรูปที่ประดิษฐานภายใน การตีความพุทธธรรมในเรื่องนี้ เป็นสื่อธรรมให้เข้าใจได้ว่า นัยอันส าคัญ คือพระวิหาร คตรูปทรงอักษรยู (U) ถ้าว่าตามพระปรางค์จะมีเจดีย์บริวาร ๔ องค์บ้างตั้งอยู่ล้อมรอบส่วนกลางขององค์พระ เจดีย์นั้น หมายถึงอนุทวีปรายล้อมทวีปใหญ่คือองค์ปรางค์ในฐานะถือเป็นศูนย์กลางจักรวาล ได้แก่เขาพระ สุเมรุ นั่นเอง ในส่วนที่พระวิหารคตที่ล้อมรอบองค์พระปรางค์ หมายถึงก าแพงแก้ว ปราการคุ้มครององค์พระ ปรางค์นั่นเอง ส่วนพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในวิหารคดนี้จ านวนมาก ๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงสาวกบริวารของ พระพุทธเจ้า เพราะในการประกาศธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ท าให้มองถึงบริวารสมบัติ เป็นสาวกที่ติดตามฟัง ธรรมของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ไม่ว่าพระพุทธเจ้าเสด็จไปที่ใด พระองค์จะเสด็จไปพร้อมกับพระภิกษุสงฆ์หมู่ ใหญ่ ๕๐๐ รูป (สะหะ ปัญจะสะเตหิ ภิกขูหิ ) ซึ่งพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้นอกจากเป็นสาวกบริวารแล้วยังเป็น พยานบุคคลได้เป็นอย่างดี
๘๓ ภาพที่ ๓๕ พระพุทธรูปภายในพระวิหารคดในฐานะบริวารตามเสด็จพระพุทธเจ้า ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖. พระวิหำรอัฏฐำรส(วิหำร ๙ ห้อง) พระวิหารนี้ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณสมัยสุโขทัย ตามภาพและประวัติกล่าวว่า “ตั้งอยู่ด้านหลัง ของพระปรางค์ ลักษณะเป็นฐานอิฐตั้งบนเนินดินและหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีเสาศิลาแลงขนาด เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เมตร เหลืออยู่ ๘-๙ ต้น มีเสาร่วมในประธาน ๒ แถว ตรงบริเวณฐาชุกชีมีองค์ พระอฏฐารสสูง ๑๘ ศอก ปางประทานพร ประทับยืนหัสพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก พระหัสถ์ขวายกขึ้น เสมอพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายห้องลงมาข้างพระกาย เบื้องพระปฤษฎางค์ก่อผนังปูนหนา ของเดิมท าเป็นบันได ส าหรับขั้นไปสูงจนถึงพระศอ สร้างตามคติความเชื่อแบบลังกา” (พระมหาปกรณ์ กิตฺติธโร,๒๕๖๐:๑๕๖) ภาพ ๓๖ ปรางค์ประธานในวัดพระพุทธชินราชพระวิหารอัฏฐารส ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖.
๘๔ พระปรำงค์/พระเจดีย์ทรงปรำงค์ องค์พระปรางค์ตั้งอยู่ภายในพระวิหารคด และตั้งอยู่ ณ ศูนย์กลางของวัด เป็นพระปรางค์ประธาน ตามคติการสร้างวัดสมัยกรุงสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา โดยคติทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่ามีเขาพระสุเมรุ (ไกรลาส) เป็นศูนย์กลางจักรวาล ส่วน รูปแบบลักษณะและแผนผังของปรางค์ปราสาทซึ่งประดิษฐาน เทวรูปหรือศิวลึงค์ตามคติของศาสนาพราหมณ์พระมหากษัตริย์ในยุคต่อมาจึงถูกดัดแปลงน ามาใช้ได้กับ แนวความคิดในเรื่องของศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา ในฐานะหลักประธานของวัดในวัฒนธรรมของไทยได้ อย่างกลมกลืน จัดเป็นพระเจดีย์รูปแบบหนึ่งเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุหรือพระพุทธรูปภายใน ทั้ง เรียกกันทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า “พระพุทธปรางค์” พระปรางค์ จัดเป็นเจดีย์อย่างหนึ่ง เป็นหนึ่งในเจดีย์ ๔ ชนิด ได้แก่ “ธาตุเจดีย์ ส าหรับบรรจุพระ บรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บริโภคเจดีย์ คือสิ่งหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้สอย ธรรมเจดีย์ ส าหรับ บรรจุพระธรรม และพุทธประติมากรรม คือพระพุทธรูป” (พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต),๒๕๔๖:๔๘)องค์พระ ปรางค์ มีรูปลักษณ์ทรงปราสาทที่มียอดสูงขึ้นไป มีฝักเพกาแยกเป็นกิ่งๆ อยู่ข้างบนส่วนส าคัญของพระปรางค์ คืออาคารที่สูง สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุหรือพระธาตุไว้ภายใน เรียกว่าครรภธาตุ หรือ เรือนธาตุ นิยมเรียกวัดที่มีพระปรางค์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนี้ว่า วัดมหาธาตุ วัดศรีมหาธาตุ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ซึ่งค านี้ก็หมายถึงวัดที่มีฐานะเป็นวัดหลวงสมัยเก่าจะลงท้ายด้วยค าว่ามหาธาตุ และจะมีพระปรางค์ส าหรับ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จะเห็นได้ว่า เกือบทุกจังหวัดในประเทศไทยจะมีวัดหลวงประจ าจังหวัด ซึ่งมีชื่อ เหมือนกัน คือวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย จังหวัดลพบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัด สุพรรณบุรี เป็นต้น ว่าตามคติการสร้างพระปรางค์ของไทยนั้นนิยมถือกันว่า พระปรางค์คือสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ อันเป็นแกนของจักรวาล อีกนัยหนึ่งคือ การที่พระปรางค์มีลักษณะเป็นยอดแหลมนั้น ต้องการที่จะสื่อถึงธรรม อันเป็นยอดสุด คือนิพพานโดยเฉพาะองค์พระปรางค์ในภาพข้างต้นนั้น ก่อนที่เป็นจุดสูงสุดจะมีรูปรัศมีเรียกว่า นพศูลมีแกนเป็นรูปดาบตั้งตรง พระพุทธศาสนาหมายถึงนิพพาน (ขุ.วิ. (ไทย) ๒๖/๙๔/๓๓๗) หรือโลกุตตร ธรรม โดยมีกิ่งบริวาร ๓ ชั้นชี้ไปตามทวีปทั้ง ๔ ดังภาพที่ ๓๗ ภาพที่ ๓๗ : พระปรางค์ที่สื่อถึงตามแนวพุทธจักรวาลวิทยา ที่มา : https://roijang.com/phitsanulok สืบค้นเมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๖.
๘๕ ภาพที่ ๓๘ ภาพลายเส้นปรางค์ประธาน วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ที่มา:สูนฤต เงินส่งเสริม “การศึกษาสถาปัตยกรรมในวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก”น.๙๕ พระอุโบสถสมเด็จพระนเรศวรมหำรำช พระอุโบสถ์มีความส าคัญทางประวัติศาสตร์ โดยสมเด็จพระนเรศวรได้สร้างขึ้นหลังจากที่พระองค์ ได้ทรงรับชัยชนะสงครามยุทธหัตถีแล้วโดยได้จ าลองพระพักตร์หลวงพ่อโตให้มีลักษณะคล้ายกับพระกริ่งจีน ที่ พระองค์ทรงได้รับการถวายจากสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว ซึ่ง พระองค์ทรงเคารพเลื่อมใสในพระกริ่งองค์นี้ มาก ทรงได้น าติดพระองค์ไปด้วยทุกครั้งที่ออกศึกจึงทรงโปรดให้ช่างปั้น พระพักตร์หลวงพ่อโตให้อูมเอิบอิ่ม พระโขนงเชิดขึ้นบนเป็นต้น ผิดจากพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยและอยุธยาทรงสร้างขึ้นหลังจากสร้างพระ อุโบสถ เสร็จแล้วหรือพร้อมบูรณะพระอุโบสถยังไม่แน่ชัด เพราะเป็นพระพุทธรูปใหญ่กว่าประตูพระอุโบสถหลายเท่า ว่ากันว่าเป็นต้นแบบของพระกริ่งนเรศวร พระอุโบสถ นอกจากเป็นอาคารที่ท าสังฆกรรมของพระสงฆ์แล้วยังมีความหมายที่เกี่ยวเนื่องกับ การปฏิบัติธรรมใน ๒ ลักษณะ คือ ๑. หมายถึงวันพระ ซึ่งเป็นวันที่พระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาประชุมเพื่อปฏิบัติธรรม ๒. หมายถึงอาคารที่รักษาอุโบสถศีลหรือศีล ๘ ของอุบาสิกอุบาสิกาในทุกๆวันพระ จึงสรุปได้ว่า พระอุโบสถ์เป็นสื่อถึงพระวินัยสงฆ์ในฐานะอาคารที่ช าระศีลให้บริสุทธิ์ เป็นอาคารประดิษฐานองค์ประธานของ วัดที่เน้นปฏิบัติการ เพราะเหตุว่า ศีลนั้นส าคัญที่ต้องปฏิบัติไม่เว้นระยะ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ศีลเป็น เบื้องต้นเป็นที่ตั้งเป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลายเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวงเพราะฉะนั้นพึงช าระศีลให้
๘๖ บริสุทธิ์” (ขุ.วิ.(ไทย) ๒๖/๖๑๒/๔๔๕) อนึ่ง แม้จะปฏิบัติธรรม สมาธิกรรมฐานก็ยังต้องรับศีลเพื่อปฏิบัติก่อน เพราะสมาธิที่อบรมแล้วด้วยศีล จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปฏิมำกรรมวัดพระศรีรัตนมหำธำตุ พิษณุโลกที่ส ำคัญ ภาพที่ ๓๙ : พระอุโบสถหลวงพ่อโต วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก แหล่งที่มา : http://www.dhammathai.org/watthai/north/watphrasri-phitsanulok.php พระพุทธชินรำช โดยต านานกล่าวว่า การหล่อพระพุทธชินราชนั้นมีการหล่อหลายครั้งเพราะทองแล่นไม่เต็มองค์ ไม่ บริบูรณ์ มีต านานกล่าวว่า “พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกทรงรู้สึกประหลาดพระทัยยิ่งนัก พระองค์จึงทรงตั้ง สัตยาธิษฐานเสี่ยงเอาบุญบารมีของพระองค์เป็นที่ตั้ง อีกทั้งขอให้ทวยเทพยดาจงช่วยดลใจให้สร้างพระพุทธรูป ส าเร็จตามพระประสงค์เถิด แล้วให้ช่างปั้นหุ่นใหม่อีกครั้ง (ครั้งที่ ๔) ในครั้งนี้ปรากฏว่ามีตาประขาวคนหนึ่งไม่ มีผู้ใดทราบว่าชื่ออะไร มาจากไหน ได้เข้ามาช่วยปั้นหุ่นและช่วยเททองหล่อท าการงานอย่างแข็งแรงทั้งกลางวัน กลางคืนจนเสร็จโดยไม่พูดจากับใครในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ า เดือน ๖ ปีมะเส็ง นพศกจุลศักราช ๓๑๙ (๑๕๐๐)” (คณะกรรมการวัด,๒๕๖๐ :๓๕) เอกลักษณ์ พระพุทธชินราช มีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่พระพุทธปฏิมากรรมอื่น ๆ ไม่มี คือ ซุ้มเรือน แก้ว ซึ่งมีภาพลักษณ์มาจากรัตนฆรเจดีย์ สถานที่เสวยวิมุติสุขของพระพุทธเจ้า สัปดาหาที่ ๔ ทิศพายัพแห่งต้น ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสัปดาห์ภายหลังตรัสรู้ ณ ที่แห่งนี้พระพุทธองค์ประทับนั่งเสวยวิมุติสุขด้วยการ พิจารณาพระอภิธรรมปิฎก
๘๗ ภาพที่ ๔๐ พระพุทธชินราช ที่มา : http://www.dhammathai.org/watthai/north/watphrasri-phitsanulok.php สรุป วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก เป็นแหล่งเรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อเรื่อง ไตรภูมิยังเป็นรากฐานส าคัญของภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ อาจกล่าวได้ว่า คติความเชื่อเรื่องไตร ภูมิและจักรวาลวิทยาพระพุทธศาสนา คือ ภาพสะท้อนพลังความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความยิ่งใหญ่ ของพระมหากษัตริย์ในรูปของงานศิลปกรรม โดยปรากฏให้เห็นหลากหลายรูปแบบตามสภาวะของบุคคล กล่าวคือ งานศิลปกรรมที่สะท้อนเรื่องคติจักรวาลที่มีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้า มักพบเป็นงานพุทธศิลป์อยู่ ตามวัดวาอาราม ส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์มักพบในงานศิลปกรรมในพระบรมมหาราชวัง รวมทั้ง
๘๘ จารีตประเพณีการยกย่องบุคคลให้เปรียบเสมือนพระอินทร์หรือพระโพธิสัตว์ตามคติในพระพุทธศาสนา และ เป็นสมมุติเทพตามคติของพราหมณ์โดยเฉพาะคติไตรภูมิในงานสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีที่ปรากฏอยู่ทั่ว ทุกภูมิภาคของประเทศไทยที่เห็นได้ชัดจากแผนผังวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ที่มีปรางค์เป็น ประธานตามคติพุทธจักรวาลวิทยา ดังภาพที่ ๔๑ ภาพที่ ๔๑ แผนผัง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ที่มา:สูนฤต เงินส่งเสริม “การศึกษาสถาปัตยกรรมในวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก”น.๑๐๑ จากภาพน าเสนอการวางผังวัดคติจักรวาลวิทยาพระพุทธศาสนา คือ แนวคิดส าคัญที่ใช้อธิบาย โครงสร้างทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ด้วยการสร้างจินตภาพที่แสดงธรรมชาติฝ่ายนามธรรม โดยเทียบเคียงให้ สอดคล้องกับธรรมชาติทางรูปธรรมจากโลกทัศน์ของคนในสมัยโบราณ ทั้งนี้ จักรวาลในคติความเชื่อของชาว พุทธ หมายถึง ปริมณฑลแห่งภพภูมิทั้ง ๓ หรือไตรภูมิ ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ ซึ่งเป็นการแสดง สถานะชีวิตของสรรพสัตว์ รวมทั้งรูปพรรณสัณฐานและองค์ประกอบของโลกจักรวาลทางกายภาพในบริบท ของสังคมวัฒนธรรมไทย คติจักรวาลวิทยายังเป็นรากฐานส าคัญของภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพลัง ความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยการถ่ายทอดผ่านวรรณกรรมและศิลปกรรม จากการศึกษาแนวคิด สัญลักษณ์ และรูปแบบทางศิลปกรรมของงานจิตรกรรมไทย จะพบว่า เนื้อหาเรื่องคติ จักรวาลมีทั้งที่ปรากฏอยู่ในภาพเขียนเล่าเรื่องพุทธประวัติ ชาดก วรรณกรรมพื้นบ้าน และสื่อความหมายด้วย รูปทรงสัญลักษณ์ รูปแบบและกรรมวิธีในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมไทยมีลักษณะเด่นและสามารถสื่อ ความหมายเชิงสัญลักษณ์โดยสัมพันธ์เชื่อมโยงกับงานศิลปกรรมแขนงอื่น ๆ ภายในพุทธสถานของไทยแบบเป็น องค์รวม ทั้งนี้ สัมฤทธิผลของการสร้างสรรค์ ยังท าหน้าที่เป็นสื่อศิลปะที่สะท้อนความหมายอันลึกซึ้งของ หลักธรรมในพระพุทธศาสนา เพื่อได้น าความรู้ที่ได้รับจากการศึกษามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์
๘๙ วัดอินทรำวำส (วัดต้นเกว๋น) วัดอินทราวาส มีชื่อดั้งเดิมว่า วัดต้นเกว๋น ตั้งอยู่ที่หมู่ ๔ ต าบลหนองควาย อ าเภอหางดง จังหวัด เชียงใหม่ ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย วัดนี้สร้างสมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ ช่วงปี ๒๓๙๙- ๒๔๑๒ สิริรวม ๑๓ ปี แห่งการเป็นเจ้าหลวงปกครองนครเชียงใหม่ ค าว่า ต้นเกว๋น เป็นภาษาพื้นเมืองล้านนา คือชื่อ ของต้นตะขบป่า ซึ่งต้นตะขบป่านี้ มีผลลักษณะสีแดงเข้มถึงม่วงและกินได้ ภายในวัดมีต้นเกว๋นอยู่จึงเป็น มูลเหตุให้ชื่อวัดนี้ว่า วัดต้นเกว๋น ก่อนมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดอินทราวาส มาจากชื่อของเจ้าอาวาสที่สร้างวัดนี้ ชื่อ ว่า อินทร์ แต่คนเชียงใหม่ก็ยังนิยมเรียกวัดต้นเกว๋น การตั้งชื่อวัดแห่งนี้ มีแนวคิดการแสดงให้เห็นว่า คนสมัยโบราณตั้งชื่อวัดตามภูมิทัศน์ ซึ่งมีต้น เกว๋นหรือต้นตะขบอยู่ล้อมรอบวัดหรือวัดนี้มีต้นเกว๋นอยู่ภายใน เป็นไปได้ว่า ถ้าวัดนี้อยู่กลางทุ่งนา อาจตั้งชื่อ ว่า วัดทุ่งหนองควาย เพราะตั้งอยู่ต าบลหนองควาย ถ้าวัดนี้ตั้งอยู่กลางบึง อาจจะขึ้นต้นชื่อว่า วัดบึง.. ถ้าวัดนี้ ตั้งอยู่เชิงเขา อาจจะชื่อวัดว่า วัดเชิงคิรี.... ก็ได้ ซึ่งการที่ชื่ออ าเภอนี้ว่าหางดง เพราะมีภูมิทัศน์ตั้งที่ว่าการ อ าเภออยู่ท้ายดงนี่เอง ภาพที่ ๔๒ ลักษณะการวางผังวัดอินทราวาส (วัดต้นเกวน) อ าเภอหางดงจังหวัดเชียงใหม่ ที่มา;ชุติมา สุคัณธสิริกุลวารสารปณิธาน หน้า ๑๐๘. การวางผังวัดอินทราวาส มีลักษณะผังแบบแกนเดี่ยว กล่าวคือวัดอินทราวาสมีการออกแบบผัง พุทธาวาสที่มีเพียงศาลาจัตุรมุข (มณฑปจัตุรมุข) และพระวิหารทรงพื้นเมืองล้านนาวางเรียงอยูบนแนวแกน หลักประธานเพียงแนวเดียว สวนความสัมพันธระหวางเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสของวัดอินทราวาส มี ลักษณะแบบชิดข้าง โดยเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาสจะวางประกบชิดกันและต่างหันหน้าไปทางหนาวัด ซึ่งเขตสังฆาวาสของวัด อินทราวาสจะวางประกอบอยู่ทางด้านซ้ายของเขตพุทธาวาส เนื่องจากพุทธจักรวาลคติในการวางผังวัดล้านนา นั้นมีองค์ประกอบหลักที่ส าคัญ ๖ ประการ ไดแก เจดีย์วิหารหลวง วิหารทิศ อุโบสถ หอไตรและก าแพง
๙๐ พุทธาวาส ซึ่งมีนักวิชาการไดเปรียบเทียบองค์ประกอบของการวางผังจักรวาลคติในวัดทั่วไปกับวัดอินทราวาส เพื่อให้เห็นความเหมือนและความแตกต่าง ดังนี้ ๑. เจดีย์ใช้เป็นหลักประธานของวัดในเขตพุทธาวาส ในล้านนาให้ความส าคัญกับพระธาตุที่บรรจุ อยู่ภายในเจดีย์มากกว่ารูปแบบของเจดีย์โดยเจดีย์ถือเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจา แต่วัดอินทราวาสไม ปรากฏองค์เจดีย์ที่เป็นหลักประธานส าคัญของวัด ๒. วิหารหลวงชาวล้านนานิยมสร้างวิหารมากกว่าอุโบสถ วัดอินทราวาสมีพระวิหารทรงพื้นเมือง ล้านนาตั้งอยู่ในต าแหนงศูนย์กลางของเขตพุทธาวาสซึ่งการวางตัวของอาคารนั้น ไดหันหนาตามแนวแกน ตะวันออก-ตะวันตก ๓. วิหารทิศ หรือวิหารน้อย ที่สร้างออกมาทั้ง ๔ ด้าน ของพระสถูปหรือเจดีย์ทีเปรียบเหมือนทวีป ใหญ่ทั้ง ๔ ไมปรากฏในวัดอินทราวาสแต่อย่างใด ๔. อุโบสถ วัดอินทราวาสไมมีอุโบสถ เมื่อมีการท าสังฆกรรมพระภิกษุสงฆ์ของวัด จะไปร่วมกันท า สังฆกรรมที่ วัดบานฟ่อน ต าบลหนองควาย อ าเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ๕. หอไตร หรือหอธรรม ไม ปรากฏเช่นกัน พบเพียงตูเก็บพระไตรปิฎก และคัมภีร์ทาง พระพุทธศาสนาภายในพระวิหารทรงพื้นเมืองล้านนาเท่านั้นซึ่งสันนิษฐานว่า สาเหตุที่วัดไมมี หอไตร หรือหอ ธรรม อาจเนื่องมาจากพื้นที่อันจ ากัดของวัด ๖. ก าแพงพุทธาวาส วัดอินทราวาสมีก าแพงพุทธาวาสซึ่งท าหนาที่แบงเขตพุทธาวาส และเขต สังฆาวาสออกจากกัน โดยก าแพงกอดวยอิฐกอนใหญไมฉาบปนูขางบนมีปลองคลายก าแพงเมืองโบราณ แต่ ทางเขาประตูหลักในเขตพุทธาวาสจะไมมีซุ้มประตูโขง สวนเขตสังฆาวาสของวัดอินทราวาสตั้งอยูทางทิศใต้ของเขตพุทธาวาส โดยที่ตั้งของอาคารในเขต สังฆาวาสนี้จะไมถูกก าหนดไวตายตัวโดยเขตสังฆาวาสของวัดอินทราวาสจะมีพื้นที่ ติดก าแพงวัด ซึ่งมีการเว้น พื้นที่เปิดโล่ง และปลูกต้นไมบังเขตสังฆาวาสไว สวนประตูทางเขา เขตสังฆาวาสปรากฏรูปสิงห์จ านวน ๓ ตัว โดย ๒ ใน ๓ ตัว เป็นรูปสิงห์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ วัดอินทราวาส/วัดต้นเกว๋น เป็นวัดเก่าแก่ที่มีความส าคัญเชิงประวัติศาสตร์ สร้างเพื่อเป็น สถานที่แวะพักกระบวนแห่จากอ าเภอจอมทองไปนครพิงค์เชียงใหม่และให้ประชาชนในละแวกนี้ได้สรงน้ า สมโภชก่อนที่จะอัญเชิญเข้าเมืองเชียงใหม่เพื่อประดิษฐาน ณ พระธาตุดอยสุเทพกระบวนแห่ฯ ได้แวะพัก ประดิษฐาน ณศาลาจัตุรมุข ที่สร้างเป็นแบบสถาปัตยกรรมที่สวยงามต้นแบบของศิลปะแบบล้านนา กิจกรรม แห่พระบรมสารีริกธาตุนี้ถือว่าเป็นโชคและบุญกุศลของชาวบ้านละแวกนั้น ผู้ได้เข้าร่วมกระบวนการและแห่ง พระบรมสารีริกธาตุนับว่ามีบุญสูงยิ่ง เกิดพุทธานุสสติธัมมานุสสติ สังฆานุสสติด้วยพิธีแห่และสรงน้ าครั้ง ยิ่งใหญ่อย่างนี้ นับว่าเป็นตันติประเพณีสืบทอดมาจากประเทศศรีลังกา ซึ่งชาวศรีลังกาจะนิยมแห่พระบรม สารีริกธาตุด้วยขบวนช้างหลายเชือกซึ่งช้างมีการตกแต่งด้วยผ้าเนื้อดี มีคุณค่าทีเดียว และพระบรมสารีริกธาตุนี้ ยกขึ้นไว้ในอาคารที่สูงสุด ชนิดเจดีย์ทรงปรางค์ ซึ่งเจดีย์ทรงปรางค์นั้นส่วนกลางของเจดีย์จะมีถ้ าชื่อคัพภธาตุ คือที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รอบนอกจะเป็นประตู ๔ ทิศที่ด้าวจตุโลกบางรักษา เหนือขึ้นไปจากประตู ๔ ทิศนี้จะเป็นสัตว์ป่าหิมพาน เช่น ครุฑ กินนรี คนธรรพ์ นาค ยักษ์ รวมถึงพันธุ์ไม้นานาชนิด และวัดที่มีพระ ปรางค์ถือว่าเป็นวัดนั้นเป็นวัดหลวง นิมิตใหม่ โดยเกิดมีประเพณีแห่งพระบรมสารีริกธาตุ (พระธาตุศรีจอมทอง) ในเชียงใหม่ นับ เทศกาลเป็นจ าปี เฉกเช่นวัดต่าง ๆ ทั่วไปที่จัดงานสมโภช เช่น ประเพณีสมโภชพระพุทธชินราช พิธีเช่นนี้ จัด อย่างยิ่งใหญ่ในจิตใจและถือเป็นประเพณีประจ าปีที่เจ้าหลวงเมืองเชียงใหม่ได้ริเริ่มไว้ แล้วประชาชนก็ปฏิบัติ สืบมา นอกจากนี้มีการสรงน้ าพระบรมสารีริกธาตุแล้วยังมีการโปรยดอกไม้ตลอดแนวทางที่แห่งกระบวนมา
๙๑ ด้วยขบวนช้างขบวนม้าให้ประชาชนที่ได้สรงน้ าพระธาตุศรีจอมทองได้อิ่มบุญหลังจากนั้นก็อัญเชิญไปที่วัดสวน ดอก ๓ วัน ๗ วันแล้วก็ขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพเป็นประจ าทุกปีเป็นเรื่องของเจ้านายฝ่ายเหนือในอดีต ตารางที่ ๒ สถาปัตย์ ภายในวัดอินทราวาส สถำปัตยกรรม ควำมส ำคัญ ควำมหมำย ศาลาจตุรมุข -ที่พักพระบรมสารีริกธาตุของ กระบวนแห่จากพระธ าตุศรี จอมทองไปดอยสุเทพ -ต้ น แ บ บ ส ถ า ปั ต ย ก ร ร ม ที่ สวยงามต้นแบบของศิลปะแบบ ล้านนา จตุรมุขที่แสดงทวีป ๔ รอบเขาพระสุเมรุ คือ ๑. อุตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือ ๒. บูรพวิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออก ๓. อมรโคยานทวีป อยู่ทางทิศตะวันตก ๔. ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ ของภูเขาพระสุเมรุ คือ มนุษย์โลกนี้เอง อายุขัยไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับ การท าบุญหรือท ากรรม แต่ทวีปนี้ก็พิเศษกว่า ๓ ทวีปคือ เป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้ า พระ จักรพรรดิราช และพระอรหันต์ พระวิหาร -สถาปัตยกรรมวิหารหลังคาหน้า จั่ว ๓ ชั้น มีลวดลายดอก ลาย รูปสัตว์และช่อฟ้า ฐานชุกชีเป็น ล า ย รู ป ปั้ น ด อ ก กู ด ฝ า ห นัง ด้านหลังพระประธานเป็นซุ้ม และมีพระพิมพ์โลหะติดฝาผนัง หลังคา ๓ ชั้นเพื่อรับลมและแสงสว่างเข้าไป แสดงถึงส่วนโปร่งแสงเทียบได้กับภูมิ ๓ โดยกาม ภูมิจะหนาทึบ รูปภูมิชั้นของพระพรหมผู้ได้ฌาน จะบางหรือกิเลสบาง และอรูปพรหมจะไม่มีรูป มีความโปรงแสง แสดงถึงจิตที่โปร่งไสไร้กิเลส อาสน์ ส า ห รั บ ตั้ ง ผ อ บ พ ร ะ บ ร ม สารีริกธาตุ เพื่อให้ประชาชนสรง น้ า รางริน ส าหรับรองน้ าสุคนสินธุธารา คือ น้ าอบ น้ าหอมที่ประชาชนสรง น้ าพระบรมสารีริกธาตุ เสลี่ยง ส า ห รั บ ห า ม บั้ง ไ ฟ จุ ด บู ช า สมัยก่อนเรียกว่า “เขนีย” กลองโยน หรือ ก๋องปู่จา ใช้ส าหรับตีในวันพระซึ่งได้ยินทั่ว ต าบลหนองควาย ควำมส ำคัญของภูมิสถำปัตย์ วัดต้นเกว๋น วัดต้นแกว๋น มีความส าคัญคือ กล่าวคือเป็นสถานที่พักกระบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจากวัดพระ ธาตุจอมทองเข้ามายังเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของเจ้าหลวงเชียงใหม่วัดนี้ อยู่ใน เส้นทางสายเดิมที่ขบวนแห่จะต้องหยุดพักขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจะต้องหยุดพักประดิษฐานที่ศาลา จตุรมุขเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน เพื่อให้ศรัทธาประชาชนได้สักการะบูชา สรงน้ าสมโภชก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง
๙๒ เมืองเชียงใหม่แม้ว่าปัจจุบันขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุจะไม่ได้หยุดพักที่วัดนี้แล้วก็ตามแต่ภายในวัดยัง หลงเหลือสิ่งปลูกสร้างที่เคยใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ทั้งศาลาจตุรมุขรินรองน้ าสรงหรือ แม้แต่กลองปู่จ่า วัดต้นเกว๋น มีลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่แสดงออกถึงแบบแผนทางศิลปกรรมและ สถาปัตยกรรมล้านนาที่งดงามและทรงคุณค่ายิ่ง แม้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมแต่ยังคงไว้ซึ่งศิลปะแบบดั้งเดิม สถาปัตยกรรมที่ส าคัญของวัดนี้ คือ ศาลาจตุรมุข คือศาลาหลังคา ๔ มุข หันไปใน ๔ ทิศ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุศรีจอมทองที่ พักกระบวน เพื่อให้ประชาชนได้สรงน้ าสมโภช เป็นสถาปัตยกรรมซึ่งพบเพียงหลังเดียวในภาคเหนือ นอกจากนี้ ศิลปกรรมล้านนาดั้งเดิมภายในวัดนี้ ยังจัดว่าเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์และมีคุณค่ามาก สมาคม สถาปนิกสยามประกาศให้เป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ภาพ ๔๓ ศาลาจัตุรมุข ทรงมณฑปที่พักกระบวนแห่พระธาตุศรีจอมทอง ที่มา :https://travel.mthai.com/region/north/103176.html วิหารสร้างเมื่อ จ. ศ. ๑๒๒๐ (พ. ศ. ๒๔๐๑) ซึ่งได้บันทึกไว้ที่ใต้เพดานด้านเหนือด้วยอักษรไทย ยวน (ตั๋วเมือง)นายช่างผู้สร้างวิหารมีความสามารถและช านาญการแกะสลัก เช่น ลวดลายดอกลายรูปสัตว์ที่ หน้าจั่ว และช่อฟ้า ฐานชุกชีเป็นลายรูปปั้นดอกกูดฝาหนังด้านหลังพระประธานเป็นซุ้มและมีพระพิมพ์โลหะติด ฝาผนังพระพิมพ์แบ่งได้ ๒ แบบคือ ๑) แบบใบโพธิ์ปางมารวิชัยขนาด ๒×๔ ซม. ๒) แบบนาคปรกขนาด ๓×๕ ซม.วิหารวัดต้นเกว๋นต้นแบบหอค าหลวงที่งานพืชสวนโลกจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง
๙๓ ภาพ ๔๔ วิหารวัดอินทราวาส (ต้นเกว๋น) ที่มา : https://travel.mthai.com/region/north/103176.html วัดส่วนใหญ่จะมีการแบ่งพื้นที่คล้ายๆกัน คือ แบงพื้นที่เขตของวัดเป็น ๒ เขตหลัก ไดแก เขต พุทธาวาสเขตสังฆาวาส ลักษณะการวางผังวัด จะให้ความส าคัญกับเขตพุทธาวาส ประกอบด้วยประตูเข้าเป็น ประตูใหญ่ เรียกว่า ซุ้มประตูโขงพระเจดีย์เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจา วิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธี โบสถ์ใช้เป็นที่ท าสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์หอไตรเป็นที่เก็บคัมภีร์ต่างๆ สวน เขตสังฆาวาสไมเน้นความส าคัญมากนัก ส่วนแตกต่างประการส าคัญ คือวัดในภาคเหนือไมนิยม สร้างเมรุในเขต วัด แต่จะสร้างป่าช้านอกบริเวณเขตวัดการวางผังต าแหน่งอาคารต่างๆ ของวัดในภาคเหนือ เน้นความส าคัญ พระธาตุเจดีย์เป็นหลัก โดยจะวางในต าแหน่งกึ่งกลางหรือจุดศูนยกลางของวัด วิหารคือสวนส าคัญรองลงมา ซึ่งจะวางในต าแหนงที่สัมพันธ์กับพระเจดีย์กลาวคือ วิหารจะตั้งอยู่ด้านหน้าพระเจดีย์ในแกนเดียวกัน รวมทั้ง วิหารจะต้องตั้งอยู่ในแนวแกนตะวันออก-ตะวันตก ในระนาบเดียวกันจากซุ้มประตูโขงเข้ามายังวิหาร และ เจดีย์ตามล าดับต่อจากนั้นจึงจะให้ความส าคัญต่อโบสถ์และ หอไตร ซึ่งวรลัญจก บุณยสุรัตน์(๒๕๔๒:๒๓-๒๔) กลาวถึงพุทธจักรวาลคติในการวางผังวัดล้านนา มีองค์ประกอบหลักที่ส าคัญ ๖ ประการ ดังนี้ ๑. เจดีย์ตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาส วางอยูในแนวแกนศูนย์กลางในพระพุทธศาสนา เจดีย์เปรียบ เหมือนเขาพระสุเมรุที่เป็นแกนกลางของจักรวาล ดังนั้นเจดีย์จึงถูกวางอยูตรงกลางผังพุทธาวาส เหนือต าแหน่ง ที่ตั้งของเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลาง หรือองค์เจดีย์ประธานของผังก็คือ สวรรค์ส่วนต่างๆ ไดแก เทวภูมิ ๖ รูปพรหมภูมิ ๑๖ อรูปพรหมภูมิ ๔ และที่เหนือขึ้นไปจากสวรรค์ ก็คือนิพพาน ๒. วิหารหลวง คือ สถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นองค์ประกอบส าคัญรอง จากองค์เจดีย์วิหารเปรียบไดกับศาลาการเปรียญ ในภาคกลาง และหอแจกของ ในภาคอีสาน วิหารหลวงเป็น วิหารหลักที่ตัวอาคารจะวางตามแนวแกนตะวนออก –ตะวันตกเสมอเพื่อมีผลต่อแสงและเงา อย่างสมดุล โดย ในอดีตวัดในล้านนาจะใช้ลานทรายปูพื้นรอบเจดีย์และวิหารซึ่งลานทรายเป็นสัญลักษณ์แทนมหาสมุทรสีทันดร
๙๔ การวางต าแหนงเจดีย์ให้อยู่ตรงแนวแกนเดียวกับวิหารหลวง โดยให้วิหารหลวงหนหนาไปทางทิศตะวันออก และให้พระเจดีย์อยู่หลังวิหารหลวงนั้นมีข้อดีคือ ผู้คนที่เขาไปไหวพระพุทธรูปที่เป็นองค์ประธานในวิหารหลวง นั้นจะมีโอกาสสักการบูชาทั้งองค์พระประธานองค์พระเจดีย์และทิศที่พระพุทธเจา ประสูติ ตรัสรูปรินิพพาน ไปพรอมๆ กัน ๓. วิหารทิศ หรือวิหารน้อย คือ วิหารที่สร้างออกมาทั้ง ๔ ด้านของพระสถูปหรือเจดีย์วิหารทิศ เปรียบเสมือนเป็นทวีปทั้ง ๔ ที่รายลอมเขาพระสุเมรุ ไดแก อุตตรกุรุทวีปอยูทางทิศเหนือ ปุพพวิเทหทวีปอยู ทางทิศตะวันออก อปรโคยานทวีปอยูทางทิศตะวันตก ชมพูทวีปอยูทางทิศใต้เป็นดินแดนที่ อยู่อาศัยของ มนุษย์และเป็นทวีปเดียวที่ พระพุทธเจ้าจะเสด็จมา ประสูติ ตรัสรูและ สั่งสอนเวไนยสัตว์ดังนั้นวิหารด้านทิศ ใต้จึงเป็นวิหารที่มีความส าคัญ ซึ่งจะพบเห็นพระพุทธรูปองค์ส าคัญประดิษฐานไว ๔. อุโบสถ คือ อาคารที่พระภิกษุสงฆ์ใชท าสังฆกรรมร่วมกันเป็นอาคารขนาดเล็ก และต าแหนงที่ ตั้งของอุโบสถในผังวัดไมมีกฎเกณฑ์ที่แน่นอน สาเหตุที่วัดในภาคเหนือ ไมให้ความส าคัญกับการสร้างอุโบสถไว ทุก วัดเป็นเพราะชาวเหนือนิยมการบวชเณรจึงท าให้เกิดการสร้างวิหารขึ้นมากกว่าอุโบสถ ถึงแม้วาอุโบสถจะ เป็นสถานที่ใช้บวชตามพระวินัย แต่กลับกลายเป็นอาคารที่มีความส าคัญในล าดับรองลงไป ๕. หอไตร หรือหอธรรม เป็นอาคารที่ สร้างเพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎก หรือคัมภีร์ต่างๆทาง พระพุทธศาสนา หอไตรในภาคเหนือมักตั้งอยู่ในเขตพุทธาวาสต่างจากภาคกลางที่มักพบหอไตร ในเขต สังฆาวาส ๖. ก าแพงพุทธาวาส คือ ก าแพงที่กั้นรอบทั้งเขตพุทธาวาส มีประตูโขงเป็นทางส าหรับเข้าออก ก าแพงพุทธาวาสเปรียบเสมือนก าแพงจักรวาล สวนทางด้าน ทิศตะวันออกมีประตูที่ส าคัญเรียกว่า ซุ้มประตู โขง ที่เป็นเหมือนตัวเชื่อมต่อทางเดินขึ้นสู่สวรรค์โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมและลวดลายประดับของซุ้มโขงนี้ เปรียบเสมือนเป็นจักรวาลย่อยที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลใหญ่ นั่นเอง บทสรุป แนวคิดเรื่องพุทธจักรวาลวิทยาในพุทธปรัชญาเถรวาทจักรวาลวิทยาในแงวิทยาศาสตร์ณ ปัจจุบัน ได เข้ามามีบทบาทต่อมนุษย์เพราะองค์ความรูทางวิทยาศาสตร์มีความน่าเชื่อถือและมีเหตุผลจึงท าให้ความเชื่อ เรื่องจักรวาลในศาสนาต่างๆ ถูกลดความส าคัญลงและถูกมองเป็นเรื่องเพ้อฝัน ทั้งนี้เป็นเพราะความเจริญ ทาง วิทยาศาสตร์ในไมกี่ร้อยปีที่ผ่านมา สามารถตอบค าถามมนุษย์เกี่ยวกับจักรวาลและโลกไดในเชิงประจักษ์ ดังเช่นตัวอย่างในศตวรรษที่ ๑๗ เซอรไอแซก นิวตัน นักฟิสิกส์หรือนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบกฎแรง โน้มถ่วงจากการสังเกตและตั้งข้อสงสัยว่าท าไมลูกแอปเปิ้ลจึงตกลงสูพื้น โดยนิวตันพบว่า นั่นเป็นเพราะโลกมี แรงดึงดูด และเป็นแรงดึงดูดเช่นเดียวกันที่ท าให้ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์หรือแม้กระทั่งการส่งยาน อวกาศออกส ารวจโลก ดาวเคราะห์ดาวหาง เทหวัตถุบนท้องฟ้าต่างๆ ที่อยู่ในจักรวาล ซึ่งวิทยาการสมัยใหม่นี้ สามารถตอบค าถาม และอธิบายเรื่องราวต่างๆ ของจักรวาลที่ มนุษยชาติเคย สงสัยใครรู้มาเป็นเวลานาน และองค์ความรูใหม่นี้ไดเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของมนุษยชาติอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องจักรวาล วิทยาในพระพุทธศาสนา ยังคงไดรับความสนใจจากปราชญ์และผู้ที่ต้องการทราบความเป็นมาของพุทธ จักรวาลวิทยาอย่างต่อเนื่อง ๑.ความหมายของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท ในภาษาบาลีใช้ค าว่า “จกกฺวาฬ” มาจากรูป วิเคราะห์ว่า “จักรวาฬ” โดยอรรถวิเคราะห์ว่า“ไป” คือ เป็นไป หรือเคลื่อนหมุนไปราวกับล้อของรถ ซึ่ง หมายความว่าเป็นวงกลมราวกับล้อของรถ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (๒๕๕๐:๑๖)
๙๕ ๒. ลักษณะของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท มีลักษณะกลมเหมือนกับล้อของรถ และลุมลึกเหมือน แอง สวนลักษณะของจักรวาลในมุมมองของอรรถกถาจารย์มีลักษณะทรงกลมแบนราบซึ่งไดรับอิทธิพลโลก ทัศน์จากพราหมณ์-ฮินดูที่เชื่อว่าโลกแบน แตกต่างจากที่พระพุทธเจาตรัสไว้ในสังขารูปตติสูตร ที่อธิบายว่าทุก โลกธาตุในจักรวาลมีลักษณะเป็นทรงกลมเหมือนผลมะขามป้อม (ม.อุ. ๑๔/๑๖๕/๒๐๙-๒๑๐) ๓. องค์ประกอบของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท เกิดจากการรวมตัวของธาตุทั้ง ๔ ไดแก ดิน น้ า ลม ไฟ เรียกว่า มหาภูต ๔ โดยสารานุกรมพระพุทธศาสนา ประมวลจากพระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (๒๕๓๙:๒๑๖) ให้ความหมายของค าว่า “ธาตุ” วา หมายถึง“เอกเทศอันหนึ่งๆที่ คุมกันเป็นวัตถุอันหนึ่งๆ เช่น ดิน น้ า ลม ไฟ คุมกันเป็นร่างกาย ซึ่งธาตุทั้ง ๔ ไดแก ธาตุดิน เรียกว่า ปฐวีธาตุ มี ลักษณะแข้นแข็งธาตุน้ า เรียกว่า อาโปธาตุ มีลักษณะเอิบอาบ ธาตุไฟ เรียกว่า เตโชธาตุมีลักษณะร้อน ธาตุลม เรียกว่า วาโยธาตุ มีลักษณะ พัดไปมา” ธาตุทั้ง ๔เหล่านี้เป็นองค์ประกอบของสรรพสิ่งต่างๆ ในจักรวาลที่ เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เป็นวัตถุดั้งเดิมของสรรพสิ่งทั้งหลาย ๔. โครงสร้างของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท ประกอบด้วยแผ่นดิน น้ า ลม เขาสิเนรุ (เขาพระ สุเมรุ) ภูเขาสัตตบริภัณฑ์ ภูเขาหิมวันต์ (ภูเขาหิมพานต์) ภูเขาจักรวาล (ภูเขาจักรวาฬ) ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ภพดาวดึงส์ภพอสูร อเวจีมหานรก (อวีจิมหานรก) ทวีปใหญ่ ๔ ทวีป ทวีปเล็ก โลกนตนรก (โลกันตริกนรก) มหาสมุทร ๔ หากมองโดยภาพรวม โครงสร้าง ของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาทมีทั้งหมด ๓๑ ภูมิ ไดแก ทุคติ ประกอบด้วย นรกภูมิเปรตภูมิ อสุรกายภูมิ ดิรัจฉานภูมิ และสุคติ ประกอบด้วย มนุษยโลก เทวโลก(จา ตุมหาราช ดาวดึงส์ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี) พรหมโลก๒๐ ชั้น แบ่งเป็นรูปพรหม ๑๖ ชั้น และ อรูปพรหม ๔ ชั้น รวมทั้งหมดที่กล่าวจึงมี ๓๑ ภูมิโครงสร้างของจักรวาลทางพระพุทธศาสนาเกิดจากความว่าง เปลาหรือมีอากาศธาตุรองรับอยู่แล้วจึงเกิดสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นในจักรวาลภายใต้ที่ว่างดังกล่าว ซึ่งโครงสร้างทาง กายภาพของจักรวาล มีการวางต าแหน่งโดย เขาสิเนรุเป็นภูเขาที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ถัด จากเขาสิเนรุมีภูเขาสัตตบริภัณฑ์ล้อมรอบเขาสิเนรุ อยู่ ภูเขารอบนอกสุดจะมีลักษณะต่ าสุดซึ่งจะไล่ระดับความ สูงจนกระทั่งรอบที่ ๗ ติดกับเขาสิเนรุ ซึ่งจะมีระดับสูงที่สุดในระหว่างเขาแต่ละชั้นจะมีมหาสมุทรคั่นกลาง ถัด จากภูเขาทั้ง ๗ ออกไปเป็นทะเลใหญ่ เป็นที่ตั้งของโลกมนุษย์ทั้ง ๔ ทวีป ซึ่งอยู่ประจ า ๔ ทิศ รอบเขาสิเนรุมี ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ลอยอยู่ระดับกึ่งกลางระหว่างระดับพื้นทะเล กับยอดเขาสิเนรุโคจรรอบเขาสิเนรุ ๕. เรื่องวิวัฒนาการและการดับสลายของจักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท มีสาเหตุหลักจากการเผา ไหมของดวงอาทิตย์ทั้ง ๗ ดวงดังปรากฏในสัตตสุริยสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ แกพระภิกษุทั้งหลาย ณ อัมพปาลีวัน เขตกรุงเวสาลี พระสูตรนี้ไดกล่าวถึงสาเหตุที่จักรวาลและโลกถูกท าลาย มี ๓ ประการ ไดแก ไฟ น้ า ลม แต่เน้นพิเศษว่าจะถูกท าลายด้วยไฟเป็นส่วนใหญ่ โดยพระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องในอนาคต ดวงอาทิตย์จะ ขึ้นครบ ๗ ดวงและการพินาศของโลก ซึ่งสรุปความไดวา ระยะเวลาที่ผ่านไปเป็นเวลานาน จะเป็นสมัยที่ฝนไม ตก พืชพันธุต่างๆ จะเหี่ยวแห้งตาย อีกทั้งแม่น้ าและมหาสมุทรจะแห้งขอด โลกจะพินาศ โดยเริ่มตั้งแต่ดวง อาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏขึ้น ท าให้แม่น้ าแห้งขอด ดวงที่ ๓ และดวงที่ ๔ ท าให้แม่น้ าสายใหญ่เหือดแหง ดวงที่ ๕ ท าให้น้ าในมหาสมุทรเหือดแหง เมื่อดวงที่ ๖ปรากฏ แผ่นดินใหญ่และภูเขาสิเนรุก็ร้อนจนมีควันพวยพุ่งขึ้น จนกระทั่งดวงอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ แผ่นดินรวมทั้งภูเขาสิเนรุจะลุกไหม้และมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นไปจนถึง ชั้นพรหม (องฺ.สตฺตก. ๒๓/๖๖/๑๓๒-๑๓๓) ในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย ความรู้จากคติพุทธจักรวาลวิทยาและไตรภูมิมีความหมายอย่างยิ่ง ในด้านการสร้างค่านิยมทางสังคม ทัศนคติ และโลกทัศน์ของผู้คนชาวพุทธในสังคมไทยถ่ายทอดแนวคิดคติ จักรวาลและเนื้อหาเรื่องไตรภูมิ ด้วยวรรณกรรมที่เนื่องในพระพุทธศาสนา ซึ่งสอดคล้องกับ พระมหาเศรษฐา เสฏฺฐมโน (๒๕๕๒:๒๙) กล่าวว่า ไตรภูมิเป็นแบบแผนในการด าเนินชีวิตของมนุษย์ ด้วยการละเว้นจากความชั่ว
๙๖ ด้วยการเสนอผ่านความน่ากลัวของอบายภูมิ การกระท าความดีน าเสนอผ่านความสวยงามของสวรรค์ และ ละเอียดประณีตยิ่งขึ้นในรูปพรหม และอรูปพรหม ตลอดจนการเสนอการหลุดพ้นจากวัฏสงสารด้วยการปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงพระนิพพาน ก็ด้วยเหตุแห่งการประพฤติปฏิบัติตามหลักศีลธรรมอันดีงามดังกล่าว จึงส่งผลให้ สังคมไทยมีความร่มเย็นเป็นสุข คติจักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนายังเป็นรากฐานส าคัญของภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งาน ศิลปกรรมในดินแดนแถบนี้ด้วย อาจกล่าวได้ว่า คติจักรวาลคือภาพสะท้อนพลังความศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความยิ่งใหญ่ของพระมหากษัตริย์ในรูปของงานศิลปกรรมที่ปรากฏให้เห็นหลากหลายรูปแบบตามสภาวะ ของบุคคล เป็นไปตามที่ วิไลรัตน์ ยังรอด (๒๕๔๐:๕๕) กล่าวไว้ว่า งานศิลปกรรมที่สะท้อนเรื่องคติจักรวาลที่มี ความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้า มักพบเป็นงานพุทธศิลป์อยู่ตามวัดวาอาราม ส่วนคติจักรวาลที่เกี่ยวข้องกับ พระมหากษัตริย์ มักพบในงานศิลปะสถาปัตยกรรมในพระบรมมหาราชวังรวมทั้งกฎระเบียบในการปฏิบัติยก ย่องบุคคลให้เปรียบเสมือนพระอินทร์ หรือพระโพธิสัตว์ตามคติในพระพุทธศาสนานั่นเอง
๙๗ บรรณำนุกรม พระไตรปฎกภำษำไทย ฉบับมหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย. (๒๕๓๙).พิมพเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ าสิริกิติ์ฯ เนื่องในงานมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕.กรุงเทพฯ: โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรมศิลปากร. (๒๕๔๒).วัฒนธรรม พัฒนำกำรทำงประวัติศำสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญำ จังหวัด เชียงใหม่. คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอ านวยการจัดงาน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒. กระทรวงศึกษาธิการ. คณะกรรมการวัด, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร.(๒๕๖๐). ๖๖๐ ปี (๑๙๐๐-๒๕๖๐) พระพุทธชินรำช, พิษณุโลก: รตาวรรณปริ้น, หน้า ๓๕. ฉลองเดช คูภานุมาต.(๒๕๕๗).กำรศึกษำแนวคิดคติจักรวำลวิทยำในพระพุทธศำสนำจำกงำนจิตรกรรม ล้ำนนำเพื่อกำรสร้ำงสรรค์ศิลปะร่วมสมัย.วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาษาไทย ปีที่ ๓๔(๓) : ๑๗-๔๒, ๒๕๕๗. ชุติมา สุคัณธสิริกุล.(๒๕๕๘).แนวคิดพุทธจักรวำลวิทยำในกำรวำงผังวัดอินทรำวำส อ ำเภอหำงดง จังหวัด เชียงใหม่.วารสารปณิธาน ปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๑๗ กรกฎาคม -ธันวาคม ๒๕๕๘. นิยะดา เหล่าสุนทร. (๒๕๔๓). ไตรภูมิพระร่วงกำรศึกษำที่มำ. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์แม่ค าผาง ประทีป พืชทองหลาง.(๒๕๖๑).โครงกำรสืบค้นและจัดเก็บข้อมูลสัตตภัณฑ์ล้ำนนำ.มนุษยศาสตรปริทรรศน์. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา. ปรีชา บุตรรัตน.(๒๕๖๑).แนวคิดพุทธศำสนำมหำยำนที่ปรำกฏในสังคมไทย : กรณีศึกษำกำรสร้ำง พระพุทธรูป.วารสารบัณฑิตศึกษามหาจุฬาขอนแก่น.ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๑ ประจ าเดือนมกราคม – มิถุนายน ๒๕๖๑. พระราชวรมุนี (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) และคณะ.(๒๕๓๗).อนุทินธรรมะ: ธรรมะส ำหรับ ๓๖๕ วัน.กรุงเทพฯ: มูลนิธิพุทธธรรม. พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส (นิธิบุณยากร). (๒๕๕๐). พุทธจักรวำลวิทยำ.กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย. พระมหาปกรณ์ กิตฺติธโร (ค้นคว้าและเรียบเรียง).(๒๕๖๐).วัดพระศรีรัตนมหำธำตุวรมหำวิหำร.กรุงเทพฯ: สายธุรกิจโรงพิมพ์. พระมหาชัฏพงศ์ กตปุญฺโญ, อิทธิพลและควำมส ำคัญของคัมภีร์โลกัปปทีปกสำรที่มีต่อคัมภีร์โลกศำสตร์บำลี ในยุคหลัง: ศึกษำในกรณีของคัมภีร์จักกวำฬทีปนีและคัมภีร์โลกสัณฐำนโชตรตนคัณฐี, ธรรมธารา ; วารสารวิชาการทางพระพุทธศาสนา, ม.ป.ป. หน้า ๒๖๘. พระมหาเศรษฐา เสฐฏฺมโน. (๒๕๕๒). กำรศึกษำเชิงวิเครำะห์แนวคิดเรื่องจักรวำลวิทยำในไตรภูมิพระร่วง. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต).(๒๕๔๖).พจนำนุกรมพุทธศำสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ ๑๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระครูสิริรัตนานุวัตร และคณะ.(๒๕๕๙).ศึกษำแนวคิดและกระบวนกำรเสริมสร้ำงสุขภำวะองค์รวมตำม แนวพุทธจิตวิทยำ, รายงานวิจัย,สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. .................................., สงกรำนต์: ภูมิปัญญำตะวันออก, (พิษณุโลก: โฟกัสปรินต์, ๒๕๕๙), หน้า ๓๓.
๙๘ พระสิริมังคลาจารย์. (๒๕๔๘). จักกวำฬทีปนี. (พิมพ์ครั้งที่ ๒). กรุงเทพมหานคร: หอสมุดแห่งชาติ. พระวิจัย อิทธิโก (ชัยเจริญวรรณ).(๒๕๖๐).ควำมเชื่อเรื่องไตรภูมิของคนในสังคมล้ำนนำ.วารสาร มจร พุทธ ปัญญาปริทรรศน์ ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๓ (กันยายน – ธันวาคม ๒๕๖๐). พลาดิศัย สิทธธัญกิจ. (๒๕๕๑). สืบต ำนำนงำนพระเมรุ. กรุงเทพมหานคร : บันทึกสยาม. ราชบัณฑิตยสถาน, พจนำนุกรม ฉบับรำชบัณฑิตยสถำน, (กรุงเทพฯ : ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, ๒๕๔๒), หน้า ๒๙๗. วุฒินันท์ กันทะเตียน.(๒๕๖๐.ภูมิสถำปัตยกรรมของวัดไทยกับกำรเรียนรู้และกำรส่งเสริมสร้ำงสุขภำวะเชิง พุทธบูรณำกำร, รายงานวิจัย, โครงการเสริมสร้างสุขภาวะและการเรียนรู้ตามแนวพระพุทธศาสนา, สถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและส านักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส,). วิไลรัตน์ ยังรอด. (๒๕๔๐). กำรศึกษำภำพภูมิจักรวำลจำกภำพจิตรกรรมฝำผนังสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในเขตกรุงเทพมหำนคร. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. วรลัญจก บุณยสุรัตน ๒๕๔๔). วิหำรลำนนำ. กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ สุชาติ เถาทอง, ศิลปะกับมนุษย์, (๒๕๓๒). กรุงเทพฯ โรงพิมพ์โอเอส พริ้นติ้ง เฮ้าส์. เหตุหื้อเสียยส – แฮริส, ศาสนาจารย์ ดร. วิลเลียม.(๒๕๔๒).สำรำนุกรมวัฒนธรรมไทย ภำคเหนือ. จัดพิมพ์ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒. “แห่ตามรอย ‘กลิ่นกาละลอง’ ไหว้พระ ‘วัดต้นเกว๋น’ คึกคัก”. ใน มติชนรายวัน. ๑๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เสถียรโกเศศ. (๒๕๑๘). เล่ำเรื่องไตรภูมิ. กรุงเทพมหานคร: ส านักพิมพ์คลังวิทยา. สมภาร พรมทา. (๒๕๔๐). พุทธศำสนำมหำยำนนิกำยหลัก. กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภำษำอังกฤษ Buddhadasa P. Kirthisinghe (Editor), Buddhism and Science, the Article on Buddhism and Cosmology, Written by F. Mark Davis, Translated by Phrakru Sirirattananuwat, (Delhi : Motilal Banarsidass Publishers Private Limited, reprint ๑๙๙๓), หน้า ๖๑-๖๒. Op.Cit., Buddhism and Science, the Article on Buddhism and Cosmology, Written by F. Mark Davis, Translated by Phrakru Sirirattananuwat, หน้า ๕๕-๕๖ Buddhism and Science, Buddhadãsa P. Kirthisinghe, Editor, the Article on พ ร ะพุท ธ ศ า ส น า, ชีววิทยาและชีววิทยานอกโลก (Buddhism, Biology and Exobiology), Written by F. Mark Davis, แปลโดย พระครูสิริรัตนานุวัตร (Delhi : Motilal Banarsidass Publishers Private Limited, reprint ๑๙๙๓), หน้า ๖๕. Phramaha Somboon Vuddhikaro. (๒๐๐๕). The Literary Society Medieval Buddhism. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya. สื่อออนไลน์ ก าเนิดเอกภพ/ทฤษฎีบิกแบง (Big Bang Theory) แหล่งข้อมูล https:// https://www.baanjomyut.com, ก าเนิดสุริยจักรวาล, แหล่งข้อมูล https://th.wikipedia.org/wiki/จักรวาล NEW Sciences with Traditional Thai Medicine]แหล่งที่มา https://apinyatabkim.wordpress.com
๙๙ จักรวาลในพุทธปรัชญาเถรวาท . แหล่งข้อมูล https://philosophychicchic.com/ (๑๖ พ.ย.๖๑) สุดขอบจัก ร ว าล มีอะไ ร? ทฤษฎีที่น่ าจะเป็น ณ ดินแดนลึกลับมีจ ริงห รือไม่ ! . แหล่งข้อมูล http://roostershours.com