The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 - พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY - นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY

2563 - พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY - นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

Keywords: 2563,พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗,RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY,นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

พฤตกิ รรมการใชส้ ทิ ธเิ ลือกตั้งซ่อม สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗

RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF
REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY

นางภาสวรรณ สิทธกิ รณ์

วิทยานิพนธน์ เ้ี ป็นส่วนหนงึ่ ของการศึกษา
ตามหลกั สตู รปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑติ

บัณฑติ วิทยาลยั
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

พทุ ธศักราช ๒๕๖๔

พฤตกิ รรมการใชส้ ิทธิเลอื กตง้ั ซอ่ ม สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗

นางภาสวรรณ สทิ ธกิ รณ์

วิทยานิพนธน์ เี้ ป็นส่วนหนึ่งของการศกึ ษา
ตามหลักสูตรปริญญารัฐศาสตรมหาบัณฑิต

บัณฑิตวิทยาลยั
มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั

พุทธศักราช ๒๕๖๔
(ลขิ สิทธ์ิเปน็ ของมหาวทิ ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย)

Re-Election Right Exercise Behavior of Member of the House of
Representatives in 2019 in Khon Kaen Province, 7th Constituency

Mrs. Passwon Sitthikorn

A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of
the Requirements for the Degree of
Master of Political Science Program
Graduate School

Mahachulalongkornrajavidyalaya University
C.E. 2021

(Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)





ชือ่ วทิ ยานพิ นธ์ : พฤตกิ รรมการใชส้ ทิ ธเิ ลือกตัง้ ซอ่ ม สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร

พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกตงั้ ที่ ๗

ผวู้ ิจยั : นางภาสวรรณ สทิ ธิกรณ์

ปรญิ ญา : รฐั ศาสตรมหาบัณฑติ

คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์

: ผศ. ดร.สรุ พล พรมกลุ , ป.ธ. ๕, พธ.บ (การสอนสังคมศกึ ษา),

ศศ.ม. (สงั คมศาสตรเ์ พ่ือการพฒั นา), ศน.ม. (รัฐศาสตร์การปกครอง),

Ph.D. (Social Science)

: ดร.สมควร นามสฐี าน, ป.ธ. ๖, พธ.บ. (การสอนสังคมศึกษา),

ศศ.ม. (สังคมวทิ ยาการพัฒนา), ปร.ด. (พัฒนาสงั คม)

วนั สาํ เร็จการศึกษา : ๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑) เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ๒) เพ่ือศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้
สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ตามหลักเบญจศีล
๓) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลือกตั้งที่ ๗ จําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ๔) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้
สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ใน
การศึกษา มีจาํ นวน ๔๐๐ คน และผู้ให้ข้อมูลสาํ คัญ จํานวน ๘ คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม
และแบบสัมภาษณ์ แล้วจึงนํามาทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร์
และวิเคราะห์เน้ือหาเชิงพรรณนา

ผลการวิจยั พบวา่
๑. ระดับพฤติกรรมการเลือกต้งั สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรในจังหวดั ขอนแก่น โดยภาพรวม
อย่ใู นระดับปานกลาง
๒. ระดับพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในจังหวัดขอนแก่น ตามหลัก
เบญจศลี โดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มาก
๓. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการเลือกตั้งของประชาชน พบว่า ประชาชนท่ีมีเพศ
ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้และพฤติกรรมตามหลักเบญจศีลต่างกันมีพฤติกรรมการเลือกต้ัง
แตกต่างกัน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ี ๐.๐๕ ส่วนประชาชนท่ีมี อายุ ต่างกัน มีพฤติกรรมเลือกตง้ั ไม่
แตกต่างกนั
๔. แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พบว่าภาครัฐ
ควรนําหลักธรรมมาสร้างจิตสํานึกในหน้าที่ของตนเอง ส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักว่าการใช้สิทธิ
เลือกตั้งเป็นหน้าที่ทางกฎหมายแล้ว ยังเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่มีความสําคัญ ส่วนภาคประชาชน
ผู้นําชุมชนและผู้นําทางศาสนา ควรส่งเสริมการนําหลักเบญจศีลมาใช้พิจารณา ๑) ด้านห้าม



เบียดเบียนผู้อื่น ๒) ด้านห้ามลักทรัพย์ ๓) ด้านห้ามประพฤติล่วงเกินสามี – ภรรยาผู้อื่น ๔) ด้าน
ห้ามพูดเท็จ ๕) ด้านงดเว้นอบายมุข ใช้ในการเลือกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม ทําหน้าท่ีบริหาร
ประเทศเพ่ือประโยชน์สุขของคนในชาติ



Thesis Title : Re-Election Right Exercise Behavior of Member of the

House of Representatives in 2019 in Khon Kaen

Province, 7th Constituency

Researcher : Mrs. Passwon Sitthikorn

Degree : Master of Political Science Program

Thesis Supervisory Committee

: Assist. Prof. Dr. Suraphon Promgun, Pali V,

B.A. (Social Study Teaching),

M.A. (Social Sciences for Development),

M.A. (Political Science), Ph.D. (Social Science)

: Dr. Somkhuan Namseethan, Pali VI,

B.A. (Social Studied Teaching),

M.A. (Development Sociology),

Ph.D. (Social Development)

Date of Graduation : August 9, 2021

Abstract

The objectives of this research were as follows: 1) to study the level of
behavior in exercising rights of re-election of members of the House of Representatives;
in Khon Kaen 7th Constituency; 2) to study the level of behavior in the exercise of rights
of re-election of members of the House of Representatives; in Khon Kaen 7th
Constituency according to the Five Precepts; 3) to compare the behavior in the exercise
of rights of re-election of members of the House of Representatives; in Khon Kaen 7th
Constituency, classified by individual factors; 4) to study the guidelines for promoting the
behavior in the exercise of rights of re-election of members of the House of
Representatives; in Khon Kaen 7th Constituency. The sample group used in the study
consisted of 400 people and 8 key informants. The instruments used were
questionnaires and interview forms. The obtained data were analyzed using the social
science program package and the descriptive content analysis.

The research results were as follows:
1) The behavior in exercising rights of re-election of members of the House
of Representatives; in Khon Kaen 7th Constituency was at the moderate level.
2) The behavior in the exercise of rights of re-election of members of the
House of Representatives; in Khon Kaen 7th Constituency according to the Five Precepts
was at a high level.



3) The results of the comparison of the electoral behavior of the people
found that the people with differences in sex, education levels, occupations, incomes
and behaviors according to the Five Precepts had different electoral behaviors based
on the statistical significance level of 0.05; while those with different ages, there was
no difference in election behavior.

4) The guidelines for promoting the behavior in the exercise of rights of re-
election of members of the House of Representatives; in Khon Kaen 7th Constituency are
that the government should bring moral principles to create awareness of their duties,
encourage the public to realize that the exercise of voting rights is now a legal duty and
an important civic duty. For the public sector, community and religious leaders should
encourage the adoption of the Five Precepts for consideration: 1) refraining from
encroaching on others; 2) refraining from stealing; 3) refraining from offending other
people's husbands and wives; 4) refraining from telling lies; 8) refraining from vices. This
should be used to select qualified applicants to run the country for the benefit of the
people of the nation.



กติ ติกรรมประกาศ

วิทยานิพนธ์ฉบับน้ีสําเร็จลงได้ด้วยความช่วยเหลือจากบุคคลหลายฝ่าย ขอขอบคุณผู้มีส่วน
สําคัญยิ่งคือ ผศ.ดร.สุรพล พรมกุล ประธานกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ดร.สมควร นามสีฐาน
กรรมการที่ได้เสียสละเวลาเพื่อให้ความรู้คอยช้ีแนะนําแนวทางตลอดทั้งตรวจดูให้อย่างละเอียด
กระตนุ้ เตือนและเป็นกําลงั ใจแกศ่ ิษยด์ ้วยดีจนสําเรจ็ ลุลว่ ง

ขอขอบคุณ ผศ.ดร.ยุทธนา ปราณีต ประธานกรรมการสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ รศ.ดร.
ภาสกร ดอกจันทร์ กรรมการ/ผู้ทรงคุณวุฒิสอบป้องกันวิทยานิพนธ์ พระครูสุตธรรมภาณี,ผศ.
ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต ผศ.ดร.ชาญชัย ฮวดศรี ผู้อํานวยการหลักสูตรรัฐศาสตร
มหาบัณฑิต ผศ.ดร.วิทยา ทองดี อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต ดร.บุรินทร์ ภู่สกุล
อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยวิทยาเขต
ขอนแก่น ทกี่ รุณาเสียสละเป็นผเู้ ช่ยี วชาญในการตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือในการวจิ ัย

ขอขอบคุณ นายวิฑูรย์ กมลนฤเมธ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด
ขอนแก่น นายธนิก มาสีพิทักษ์ สังกัดสมาชิกพรรคเพ่ือไทย นายสมศักดิ์ คุณเงิน สังกัดสมาชิกพรรค
พลังประชารัฐ ว่าที่ร้อยตรีสุขุม ดลโสภณ ปลัดอําเภอ เจ้าพนักงานปกครองชํานาญการพิเศษ รักษา
ราชการแทนนายอําเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น นายจักรพันธ์ นาทันริ ตัวแทนสื่อมวลชนประจํา
จังหวัดขอนแก่น สํานักข่าวไอ.เอ็น.เอ็น นางสมจิตร สวัสดิวงศ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านใหม่หนองเรือ
อําเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น นางสาวจุฑารัตน์ สิงห์เสรีนาด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง
ตาํ บลสวนหมอ่ น อําเภอมญั จาคีรี จงั หวัดขอนแก่น

ขอบคุณเพื่อนร่วมรุ่นทุกท่าน นางกรวี อุดทามูล ที่ให้ความช่วยเหลือให้ความช่วยเหลือผลักดัน
เป็นกําลังใจช่วยให้ผ่านอุปสรรคและคอยชี้นําให้คําปรึกษาเป็นอย่างดี ขอขอบคุณ ว่าท่ี ร.ต.เสฎฐวุฒิ-
นางนภัสนันท์ วงศ์คําจันทร์ ขอบคุณบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขต
ขอนแก่น ทุกส่วนงาน ทุกท่านล้วนมีเมตตาให้ความกรุณาช่วยเหลือมาตลอด ขอบพระคุณนางพรศรี
อนิ ทวิรัตน์ มารดา และครอบครัวสทิ ธิกรณ์ สามีและลูกสาวท่ีได้สนับสนุนส่งเสริมและเป็นกาํ ลังใจด้วยดี
เสมอมา ผู้วจิ ยั ขอขอบคุณคณะอาจารยท์ กุ ทา่ นที่ไดใ้ หค้ วามร้แู ละกําลงั ใจมาโดยตลอด

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณเพ่ือนนิสิตทุกท่านที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกําลังใจ คุณค่าและ
ประโยชน์ใดๆอันพึงมีจากวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบบูชาเป็นกตเวทิตาคุณแต่คุณบิดามารดา
บูรพาจารย์และผู้มีพระคุณทุกท่านซึ่งถือได้ว่าทุกท่านได้ร่วมสรรค์สร้างวิจัยเล่มนี้ให้แก่ผู้วิจัยจนจบ
ประสบความสําเร็จเปน็ อย่างดียง่ิ

นางภาสวรรณ สทิ ธิกรณ์
๙ สงิ หาคม ๒๕๖๔

สารบัญ ฉ

เรอื่ ง หนา้

บทคดั ยอ่ ภาษาไทย ก

บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค

กติ ตกิ รรมประกาศ จ

สารบญั ฉ

สารบญั ตาราง ฌ

สารบญั แผนภาพ ฏ

บทท่ี ๑ บทนํา ๑
๑.๑ ความเป็นมาและความสาํ คญั ของปญั หา ๑
๑.๒ คาํ ถามวจิ ยั ๓
๑.๓ วตั ถุประสงคข์ องการวิจยั ๓
๑.๔ ขอบเขตของการวิจยั ๓
๑.๕ สมมตฐิ านการวิจยั ๔
๑.๖ นิยามศัพท์เฉพาะท่ใี ชใ้ นการวิจัย ๔
๑.๗ ประโยชนท์ ไี่ ดร้ ับจากการวิจัย ๕

บทที่ ๒ แนวคดิ ทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกย่ี วข้อง ๖
๒.๑ แนวคดิ เกย่ี วกบั การเลอื กตง้ั ๖
๒.๑.๑ ความหมายของการเลือกตัง้ ๖
๒.๑.๒ สทิ ธิเลอื กต้ัง ๘
๒.๑.๓ การออกเสยี งลงคะแนน ๑๑
๒.๑.๔ ระบบการเลือกต้งั ๑๕
๒.๒ แนวคิดเกยี่ วกบั พฤติกรรมการเลือกตัง้ ๑๙
๒.๒.๑ แนวคิดเกีย่ วกบั พฤติกรรม ๑๙
๒.๒.๒ แนวคดิ เกย่ี วกับพฤตกิ รรมการเลือกตงั้ ๑๙
๒.๒.๓ แนวความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมการไปใช้สิทธิเลือกต้ัง ๒๒
๒.๒.๔ แนวคิดทฤษฎเี ก่ยี วกับการจูงใจ Theories of motivation ๒๓
๒.๒.๕ แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวพฤตกิ รรมของมนุษย์ ๒๖
๒.๓ แนวคิดเกย่ี วกบั การตัดสินใจเลอื กตง้ั ๒๗
๒.๓.๑ ทฤษฎีเกย่ี วกับการเลอื กตัง้ ๒๘
๒.๓.๒ ความหมายของการตัดสินใจ ๒๙
๒.๓.๓ องคป์ ระกอบของการตดั สินใจ ๓๐



๒.๓.๔ แนวคดิ เกย่ี วกบั องค์ประกอบของการตดั สินใจเลือกตั้ง ๓๓
๒.๓.๕ ทฤษฎีการตดั สนิ ใจ (Decision Theory) ๓๗
๒.๓.๖ แนวคดิ เกี่ยวกับพรรคการเมอื ง ๔๑
๒.๔ แนวคิดหลักเบญจศลี ๔๔
๒.๔.๑ ความหมายของเบญจศลี ๔๕
๒.๔.๒ แนวคดิ เกี่ยวกับศีล ๕ ๔๕
๒.๕ ขอ้ มลู บรบิ ทเรื่องที่วจิ ยั ๔๙
๒.๕.๑ สภาพพ้นื ทอ่ี าํ เภอหนองเรือ ๔๙
๒.๕.๒ สภาพพ้นื ท่อี ําเภอมัญจาคีรี ๔๙
๒.๖ งานวจิ ัยทเี่ ก่ยี วขอ้ ง ๕๐
๒.๗ กรอบแนวคิดในการวิจยั ๕๗

บทท่ี ๓ วธิ ดี าํ เนนิ การวจิ ยั ๕๘
๓.๑ รูปแบบการวิจยั ๕๘
๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผใู้ หข้ ้อมูลสําคญั ๕๘
๓.๓ เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวิจยั ๖๑
๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ๖๓
๓.๕ การวเิ คราะหข์ อ้ มูล ๖๓

บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล ๖๕

๔.๑ ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ปจั จัยสว่ นบคุ คลของผู้ตอบแบบสอบถาม ๖๕

๔.๒ ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลอื กตง้ั ที่ ๗ ๖๘

๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลอื กตั้งที่ ๗ ตามหลกั ธรรม เบญจศลี ศลี ๕ ๗๓

๔.๔ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน

ราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกตง้ั ที่ ๗ ๗๗

๔.๕ ผลการวเิ คราะหแ์ บบสมั ภาษณ์แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการเลอื กต้งั ซ่อม

สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแกน่ เขตเลือกตง้ั ที่ ๗ ๙๔

๔.๖ ผลการวิเคราะห์แบบสัมภาษณ์แนวทางการส่งเสริมพฤติกรรการใช้สิทธิ

เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗

ตามหลกั เบญจศลี (ศีลหา้ ) ๑๐๒

๔.๗ สรปุ องคค์ วามรูท้ ไ่ี ด้รบั จากการวจิ ยั ๑๐๔

บทที่ ๕ สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๑๐๕
๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๑๐๕
๕.๒ อภปิ รายผลการวจิ ยั ๑๐๙
๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๑๑๕

ภาคผนวก ซ
ภาคผนวก ก หนังสอื เชญิ ผู้เช่ยี วชาญตรวจเคร่อื งมือในการวจิ ัย
ภาคผนวก ข แบบสอบถามและแบบสมั ภาษณ์เพอื่ การวิจัย ๑๒๓
ภาคผนวก ค หนังสอื ขออนญุ าตสมั ภาษณเ์ พือ่ การวิจยั ๑๒๔
ภาคผนวก ง ค่าดัชนีความสอดคลอ้ ง (IOC) เพ่อื การวจิ ยั ๑๓๐
ภาคผนวก จ ตารางสรุปคา่ ความเช่ือม่ัน (Reliability) ของแบบสอบถาม ๑๓๕
ภาคผนวก ฉ เอกสารประกอบการวจิ ยั ๑๔๔
ภาคผนวก ข ภาพประกอบการสัมภาษณ์เพ่ือการวจิ ัย ๑๕๐
๑๕๕
ประวัติผู้วิจยั ๑๕๙

๑๖๔



สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า
ตารางที่ ๒.๑ แสดงรูปแบบการจดั อนั ดบั ผสู้ มคั รตามความชอบของผู้มีสิทธอิ อกเสยี งเลือกตง้ั ๑๘
ตารางที่ ๒.๒ แสดงคะแนนของผู้สมัครแตล่ ะคนเมื่อคํานวณตามวธิ ี Borda Count ๑๘
ตารางที่ ๒.๓ สรปุ แนวคิดเก่ียวกบั พฤตกิ รรมการเลือกต้ัง ๔๘
ตารางที่ ๓.๑ แสดงจํานวนตําบล หมู่บ้าน และจํานวนผู้มีสิทธิเลือกต้ังซ่อม เขตเลือกต้ังท่ี ๗
๕๙
อาํ เภอหนองเรือและอําเภอมัญจาครี ี ๖๖
ตารางที่ ๔.๑ จาํ นวนความถแี่ ละร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามเพศ ๖๖
ตารางที่ ๔.๒ จาํ นวนความถี่และรอ้ ยละของผตู้ อบแบบสอบถาม จําแนกตามอายุ ๖๗
ตารางท่ี ๔.๓ จํานวนความถี่และร้อยละ ของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามการศกึ ษา ๖๗
ตารางที่ ๔.๔ จํานวนความถี่ของผ้ตู อบแบบสอบถาม จาํ แนกตามอาชีพ ๖๘
ตารางท่ี ๔.๕ จาํ นวนความถข่ี องผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามรายได้
ตารางท่ี ๔.๖ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐานและระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม ๖๘

สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตัง้ ที่ ๗ โดยภาพรวม ๖๙
ตารางที่ ๔.๗ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
๗๐
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในจงั หวัดขอนแกน่ เขตเลอื กตง้ั ที่ ๗ ด้านการสื่อสาร
ตารางที่ ๔.๘ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ๗๑

สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ดา้ นการตัดสินใจ ๗๑
ตารางท่ี ๔.๙ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
๗๓
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะ
ต่อคุณสมบัติของผูส้ มัคร ๗๓
ตารางที่ ๔.๑๐ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านทรรศนะ ๗๔
ต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค
ตารางท่ี ๔.๑๑ ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ัง
ซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ตามหลัก
เบญจศลี ศีล ๕ โดยภาพรวม
ตารางท่ี ๔.๑๒ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านปาณาตปิ า
ตาเวรมณี
ตารางที่ ๔.๑๓ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ัง
ซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านอทิน
นาทานาเวรมณี



ตารางที่ ๔.๑๔ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม ๗๕
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้าน ๗๕
กาเมสุมิจฉาจารเวรมณี ๗๖
๗๗
ตารางท่ี ๔.๑๕ ค่าเฉลี่ย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๗๘
ซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านมุสา ๗๙
วาทาเวรมณี ๘๐

ตารางที่ ๔.๑๖ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้ง ๘๑
ซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านสุรา ๘๒
เมรยะมัชชะปมาทัฎฐานาเวรมณี ๘๓
๘๔
ตารางที่ ๔.๑๗ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ๘๕
ของประชาชนในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลือกตัง้ ที่ ๗ จําแนกตาม เพศ ๘๖

ตารางที่ ๔.๑๘ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลอื กตง้ั ท่ี ๗ จาํ แนกตาม อายุ

ตารางที่ ๔.๑๙ ผลการแสดงค่าเฉล่ียรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรค
การเมืองและนโยบายของพรรค จาํ แนกตาม อายุ

ตารางที่ ๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลอื กตง้ั ท่ี ๗ จาํ แนบตาม การศึกษา

ตารางท่ี ๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗
ในภาพรวม ด้วยวิธีผลต่างนัยสําคัญน้อยท่ีสุด (LSD.) จําแนกตาม ระดับ
การศกึ ษา

ตารางที่ ๔.๒๒ ผลการแสดงค่าเฉลี่ยรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านการส่ือสาร จําแนก
ตาม ระดับการศกึ ษา

ตารางท่ี ๔.๒๓ ผลการแสดงค่าเฉลี่ยรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านการตัดสินใจ จําแนก
ตามระดบั การศกึ ษา

ตารางที่ ๔.๒๔ ผลการแสดงค่าเฉล่ียรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติ
ของผ้สู มัคร จาํ แนกตามระดบั การศึกษา

ตารางที่ ๔.๒๕ ผลการแสดงค่าเฉลี่ยรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา
ผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรค
การเมืองและนโยบายของพรรค จาํ แนกตามระดับการศกึ ษา

ตารางที่ ๔.๒๖ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกต้งั ท่ี ๗ จาํ แนกตาม อาชพี



ตารางท่ี ๔.๒๗ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ ๘๗
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ๘๘
ในภาพรวม ดว้ ยวิธีผลต่างนัยสาํ คัญน้อยทสี่ ดุ (LSD.) จําแนกตาม อาชีพ ๘๙
๙๑
ตารางที่ ๔.๒๘ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ ๙๒
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗
ดา้ นทรรศนะตอ่ คณุ สมบตั ขิ องผสู้ มคั ร จาํ แนกตาม อาชีพ ๙๓

ตารางท่ี ๔.๒๙ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗
ด้านทรรศนะตอ่ พรรคการเมืองและนโยบายของพรรค จาํ แนกตาม อาชีพ

ตารางที่ ๔.๓๐ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลือกตง้ั ที่ ๗ จําแนกตาม รายไดต้ ่อเดอื น

ตารางท่ี ๔.๓๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗
ด้านการตดั สินใจ จาํ แนกตาม รายได้ตอ่ เดอื น

ตารางท่ี ๔.๓๒ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗
ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค จําแนกตาม รายได้ต่อ
เดอื น

สารบัญแผนภาพ ฏ

แผนภาพท่ี หน้า
แผนภาพท่ี ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั ๕๗
แผนภาพที่ ๔.๑ องคค์ วามรูท้ ี่ได้จากการวจิ ยั ๑๐๔

บทที่ ๑

บทนาํ

๑.๑ ความเปน็ มาและความสาํ คัญของปัญหา

การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตย การเลือกต้ัง ถือว่าเป็นกระบวนการสําคัญอย่างย่ิง
ของการแสดงเจตจํานงของประชาชน ประชาชนทุกคนไม่สามารถทําหน้าท่ีปกครองประเทศได้พร้อม
กัน จึงมีความจําเป็นต้องเลือกผู้แทนของตนเข้าไปทําหน้าท่ีแทนตนเองและประชาชนสามารถเปล่ียน
ผู้แทนของตนเองได้โดยการเลือกต้ังเพ่ือหาผู้ทําหน้าท่ีแทนตน ผู้ที่ประชาชนไว้วางใจว่าจะทําหน้าท่ี
โดยเห็นแต่ผลประโยชน์ส่วนร่วม ตามแนวทางที่ตนต้องการโดยพิจารณาจากนโยบายของผู้สมัครหรือ
พรรคของผู้สมัคร การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นการเลือกต้ังโดยเสรีกล่าวคือต้องเปิด
กวา้ งให้อิสระในการตัดสินใจทั้งในแงข่ องผู้สมัครและผอู้ อกเสยี ง ทั้งนี้ต้องเป็นไปโดยความบริสุทธิ์และ
ยุติธรรม ไม่มีการช้ีนําหรือบังคับให้เลือก การเลือกต้ังคือการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ และ
ยงั แสดงถึงความเป็นสากลเพราะการมีสว่ นร่วมในการปกครองประเทศเปน็ หลักการหน่ึงของหลกั สิทธิ
มนุษยชน (Universal Declaration of Human Rightsหรือ UDHR) ตามปฏิญญาสากล๑ ข้อท่ี
๒๑ กล่าวถึงการมสี ่วนร่วมในการปกครองประเทศดังน้ี ๑) ทุกคนมีสิทธทิ ่ีจะมีสว่ นรว่ มในการปกครอง
ประเทศตนโดยตรงหรือผ่านทางผู้แทนซ่ึงได้เลือกตั้งโดยอิสระ ๒) ทุกคนมีสิทธิท่ีจะเข้าถึงบริการ
สาธารณะในประเทศตนโดยเสมอภาค ๓) เจตจํานงของประชาชนจะต้องเป็นพ้ืนฐานแห่งอํานาจการ
ปกครอง ทั้งน้ี เจตจํานงนี้จะต้องแสดงออกทางการเลือกต้ังตามกําหนดเวลาและอย่างแท้จริง ซึ่งต้อง
เป็นการออกเสียงอย่างท่ัวถึงและเสมอภาค และต้องเป็นการลงคะแนนลับ หรือวิธีการลงคะแนนโดย
อสิ ระในทํานองเดยี วกนั

การเลือกตง้ั ทวั่ ไปเมื่อวันอาทติ ย์ที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๒ ท่ีผ่านมา เป็นการเลือกตง้ั ครงั้ แรก
ภายหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐๒ ซ่ึงกระบวนการให้ได้มา
ซ่ึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในคร้ังน้ีแตกต่างจากการเลือกต้ังในอดีต นับตั้งแต่การแบ่งเขตเลือกตั้ง
ใหม่ การลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีหลักการสําคัญคือ “ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมี

๑ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนช่ันแนล, ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน, [ออนไลน์], แหล่งทีมา:
https://www.amnesty.or.th/our-work/hre/udhr/ [๒๒ สิงหาคม ๒๕๖๓].

๒ พระราชกฤษฎีกา ใหม้ กี ารเลอื กต้ังสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรเปน็ การทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒.



ค่า ไม่มีคะแนนใดตกนํ้าเลย”๓ วิธีการคํานวณจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมือง
พึงมี ท้ังหมดนี้ถือเป็นวิธีการใหม่ท่ีทุกภาคส่วนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นครั้งแรกและกลายเป็นประเด็น
ถกเถยี งในสงั คมอย่างกวา้ งขวาง

ในส่วนของจังหวัดขอนแก่นได้มีการเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๗ ในวันที่
๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ แทนตําแหน่งท่ีว่างลงสืบเนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เม่ือวันที่ ๑๓
พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ว่าสมาชิกภาพของนายนวัธ เตาะเจริญสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จังหวัด
ขอนแกน่ พรรคเพอื่ ไทย ส้นิ สดุ ลง เนือ่ งจากนายนวธั เตาะเจริญสุข มีคาํ สัง่ ศาลจงั หวดั ขอนแก่นพิพากษา
ประหารชีวิต ในคดีจ้างวานฆ่านายสุชาติ โคตรทุม ปลัดองค์การบริการส่วนจังหวัดขอนแก่น พื้นท่ี
เลือกต้ังซ่อมเขต ๗ ครอบคลุมพื้นที่ ๒ อําเภอในจังหวัดขอนแก่น คือ อําเภอหนองเรือ และ อําเภอ
มัญจาคีรี ผู้สมัครที่ขับเค่ียวกันในการเลือกต้ังสนามนี้ คือ นายสมศักด์ิ คุณเงิน จากพรรคพลังประชารัฐ
(พปชร.) และนายธนิก มาสีพิทักษ์ จากเพ่ือไทย (พท.) ทั้งคู่เป็นคนในพ้ืนที่ นายสมศักด์ิ คุณเงิน
เป็นชาวอําเภอหนองเรือ และเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ๖ สมัย ส่วนนายธนิก มาสีพิทักษ์
เป็นชาวอําเภอมัญจาคีรี ผลการเลือกตงั้ ปรากฏวา่ นายสมศกั ดิ์ คณุ เงนิ ชนะนายธนกิ มาสพี ทิ กั ษ์ ๒,๒๔๒
คะแนน๔ ทําให้พรรคพลังประชารัฐมีท่ีน่ัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เพ่ิมข้ึน ๑ ที่น่ัง ขณะท่ีพรรคเพื่อ
ไทย เสยี ทน่ี ่งั สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร์ไปจํานวน ๑ ท่ีนัง่ เชน่ เดยี วกัน แม้พรรคเพ่ือไทยจะยอมรบั ความ
พ่ายแพ้ แต่กย็ ังมปี ระเด็นวา่ มคี วามพ่ายแพแ้ บบ “สูส”ี

จากผลการเลือกตั้งซ่อมที่ปรากฏนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ใหม่ที่พรรคเพื่อไทยเสียที่นั่งใน
เขตเลือกตั้งที่เคยได้มาตลอด ปัจจัยหนึ่งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งที่มีพฤติกรรม
เปลี่ยนไปคือไม่ได้เลือกผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิม ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้มีการหยั่งเสียง
ล่วงหน้าว่าสมควรจะให้ใครเป็นตัวแทนพรรคลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ซึ่งประชาชนก็ได้เลือก
นายธนิก มาสพี ทิ กั ษ์ เป็นตวั แทนลงสมคั รรับเลอื กต้ังแต่เมอ่ื เลอื กตั้งจรงิ ผลปรากฏตามที่กลา่ วมาแล้ว

จากสถานการณ์ดังกล่าวทําให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาว่ามีปัจจัยอะไรท่ีส่งผลต่อพฤติกรรม
การใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมจนเป็นคําถามท่ีสังคมต้องการคําตอบว่าอะไรคือสาเหตุที่ทําให้พรรคเพ่ือไทย
เจ้าของพ้ืนท่ีเดิมเสียคะแนนจากการเลือกตั้งซ่อมครั้งท่ีผ่านมาเพ่ือนําไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมือง
ที่ทุกคนสามารถเขา้ ร่วมไดอ้ ย่างเท่าเทยี ม

๓ ไทรัฐออนไลน์, คะแนนไม่ตกน้ํา, [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://www.thairath.co.th/
newspaper/columns/๑๓๙๘๒๓๓ [๒๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].

๔ ข่าว สนง.กกต.จว.ขอนแก่น, สรุปผลการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไป
พ.ศ.๒๕๖๒ จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๑-๑๐ (อย่างไม่เป็นทางการ), [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา:
https://www.ect.go.th/khonkaen/ewt_dl_link.php?nid=259 [๒๒ สงิ หาคม ๒๕๖๓].



๑.๒ คําถามวจิ ยั

๑.๒.๑ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลอื กตัง้ ท่ี ๗ อาํ เภอหนองเรือและอําเภอมัญจาครี ี เป็นอยา่ งไร

๑.๒.๒ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลือกตง้ั ที่ ๗ อาํ เภอหนองเรอื และอาํ เภอมัญจาคีรี แตกตา่ งกันหรอื ไม่

๑.๒.๓ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลอื กต้ังที่ ๗ อาํ เภอหนองเรือและอาํ เภอมญั จาครี ี เป็นอย่างไร

๑.๓ วตั ถปุ ระสงค์ของการวิจยั

ในการศึกษาวิจัยเรื่อง พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ อําเภอหนองเรือและอําเภอมัญจาคีรี
ผวู้ จิ ยั จึงได้กําหนดวัตถุประสงคข์ องการวิจัยไว้ดงั นี้

๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลอื กต้งั ที่ ๗

๑.๓.๒ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการใชส้ ิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกตงั้ ท่ี ๗ จําแนกตามปจั จยั สว่ นบุคคล

๑.๓.๓ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัด
ขอนแกน่ เขตเลือกต้ังที่ ๗

๑.๓.๔ เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗

๑.๔ ขอบเขตของการวจิ ยั

๑.๔.๑ ขอบเขตดา้ นเน้อื หา

ทําการศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ อําเภอหนองเรือและอําเภอมัญจาคีรี ใน ๔ ด้าน คือ ๑) ด้านการ
สื่อสาร ๒) ด้านการตัดสินใจ ๓) ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติของผู้สมัคร ๔) ด้านทรรศนะต่อพรรค
การเมอื งและนโยบายของพรรค

๑.๔.๒ ขอบเขตด้านตัวแปร

ประกอบด้วย
๑) ตัวแปรตน้ ไดแ้ ก่ ๑) เพศ ๒) อายุ ๓) การศึกษา ๔) อาชพี ๕) รายได้
๒) ตัวแปรตาม ได้แก่ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกตงั้ ท่ี ๗ ใน ๔ ดา้ น คือ



(๑) ด้านการสอ่ื สาร
(๒) ดา้ นการตดั สินใจ
(๓) ด้านทรรศนะตอ่ คณุ สมบตั ิของผ้สู มัคร
(๔) ดา้ นทรรศนะตอ่ พรรคการเมืองและนโยบายของพรรค

๑.๔.๓ ขอบเขตดา้ นประชากร

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ ประชาชนในอําเภอหนองเรือและอําเภอมัญจาคีรี
เขตเลือกต้ังที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น ผู้มีสิทธิเลือกต้ังซ่อม จํานวน ๑๓๒,๔๒๗ คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง
จาํ นวน ๔๐๐ คน

๑.๔.๔ ขอบเขตด้านพน้ื ท่ี

พื้นท่ีท่ีศึกษาได้แก่ อําเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น มีประชากรจํานวน ๗๔,๗๗๙ คน
และอําเภอมญั จาครี ี มีประชากรจํานวน ๕๗,๖๔๘ คน รวม ๑๓๒,๔๒๗ คน

๑.๔.๕ ขอบเขตดา้ นระยะเวลา

ทําการศึกษาระหว่างเดอื น กันยายน ถงึ เดอื น ธันวาคม ๒๕๖๓

๑.๕ สมมตฐิ านการวิจัย

๑.๕.๑ ประชาชนท่ีมีเพศต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตง้ั ท่ี ๗ แตกตา่ งกัน

๑.๕.๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจงั หวัดขอนแก่น เขตเลอื กตั้งที่ ๗ แตกตา่ งกัน

๑.๕ .๓ ประชาชนที่มีการศึกษาต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร ในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตัง้ ที่ ๗ แตกตา่ งกนั

๑.๕.๔ ประชาชนท่ีมีอาชีพต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลอื กตงั้ ท่ี ๗ แตกต่างกัน

๑.๕.๕ ประชาชนที่มีรายได้ต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลอื กต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจงั หวัดขอนแก่น เขตเลอื กตง้ั ท่ี ๗ แตกต่างกนั

๑.๖ นิยามศพั ทเ์ ฉพาะทีใ่ ชใ้ นการวิจัย

๑.๖.๑ การเลอื กตงั้ หมายถงึ ประชาชนผ้ใู ชส้ ิทธโิ ดยการลงคะแนนให้ผู้รับเลือกตั้งในทาง
ลบั ปราศจากการช้ีนาํ และใช้อทิ ธิพล เพอ่ื ให้ไดผ้ ูแ้ ทนของตนเอง

๑.๖.๒ การเลือกตงั้ ซ่อม หมายถึง การใช้สิทธิเลือกตงั้ ตามหน้าท่ีพลเมือง ตามข้อกําหนด
กฎหมายการเลือกต้ังแทนตําแหน่งท่ีว่างลง ในวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ จังหวัดขอนแก่น เขต
เลอื กตง้ั ที่ ๗ พื้นทอี่ ําเภอหนองเรอื และอําเภอมัญจาครี ี



๑.๖.๓ พฤติกรรมการใช้สิทธิ หมายถึง การแสดงออกที่ปรากฏให้เห็นในทางกายภาพ
สะท้อนทัศนคติของผู้ใช้สิทธิ ตามระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ัง
ท่ี ๗ อําเภอหนองเรอื และอาํ เภอมญั จาคีรี

๑.๖.๔ คุณสมบัติของผู้สมัคร หมายถึง คุณลักษณะเฉพาะบุคคลท่ีสร้างการรับรู้จากการ
นาํ เสนอตนเอง ผ่านการประชาสัมพันธ์ การแสดงตนต่อสาธารณะในเวทีปราศรัยต่าง ๆ ผลงานท่ีผ่าน
มา หรอื ประสบการณ์ทีส่ งั่ สมมา มีฐานะทีม่ ั่นคงนา่ เช่ือถอื

๑.๖.๕ การตัดสินใจ หมายถึง การที่บุคคลได้พิจารณาใคร่ครวญในส่ิงใดสิ่งหน่ึง จากพื้น
ฐานความรู้ความเข้าใจ และจากข้อมูลที่ได้รับมากพอสมควร จึงแสดงออกโดยการเลือกส่ิงใดสิ่งหน่ึง
เปน็ คําตอบของการตัดสนิ ใจ

๑.๖.๖ พรรคการเมือง หมายถึง การรวมกลุ่มของผู้ท่ีมีแนวคิด อุดมการณ์ทางด้าน
การเมืองท่ีเหมือนหรือทัศนคตทิ ี่ตรงกัน และท่ีมีความน่าเช่ือถือ มีระบบการจัดการภายในพรรคที่เป็น
เอกภาพ เปน็ อนั หนึง่ อันเดียวกนั

๑.๖.๗ นโยบายของพรรค หมายถึง ข้อเสนอท่ีเหมือนส่ิงที่เป็นเงือ่ นไขสําคญั ในการท่ีผู้ใช้
สิทธิพิจารณาแลว้ เหน็ ความเปน็ ไปไดห้ ากเลือกพรรคดงั กลา่ ว

๑.๖.๘ อิทธิพล หมายถึง ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ท่ีมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้
สิทธิเลือกต้ัง ไม่ว่าจะเป็นด้านฐานะ ด้านความรู้ความสามารถ ประสบการณ์การทํางาน ตลอดจน
วสิ ัยทศั น์ ทศั นคตทิ แ่ี สดงออกให้เหน็ ประจักษ์

๑.๖.๙ สิ่งจูงใจ หมายถึง สิ่งที่เป็นทั้งรูปธรรมหรือนามธรรม ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือก
ผู้รับสมัครเลือกต้ัง สิ่งจูงใจไม่ได้เฉพาะแค่เพียงสิ่งของแต่รวมถึงส่ิงท่ีให้การรับปากว่าจะให้ในส่ิงน้ันสิ่ง
นี้ หรือมีขอ้ เสนอทสี่ ่งผลตอ่ การตดั สินใจของผ้ใู ช้สทิ ธิเลือกตัง้

๑.๖.๑๐ ประชาชน หมายถึง ประชาชนผูใ้ ช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ในวันที่ ๒๒ ธนั วาคม พ.ศ.
๒๕๖๒ จงั หวดั ขอนแกน่ ในเขตเลือกตั้งที่ ๗ อาํ เภอหนองเรอื และอําเภอมัญจาครี ี

๑.๖.๑๑ ศีล หมายถึง เครื่องกํากับความประพฤติและสติท่ีถูกที่ควรปฏิบัติให้เกิดความ
ปกติ เพ่ือให้เกดิ ความสขุ ทงั้ ต่อตนเองและสงั คม

๑.๗ ประโยชนท์ ไี่ ดร้ ับจากการวจิ ยั

๑.๗.๑ ทําให้ทราบระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตัง้ ที่ ๗

๑.๗.๒ ทําให้ทราบถึงการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจงั หวัดขอนแก่น เขตเลือกตงั้ ท่ี ๗ จําแนกตามปัจจยั สว่ นบคุ คล

๑.๗.๓ ทําให้ทราบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัด
ขอนแก่น เขตเลอื กตงั้ ที่ ๗

บทที่ ๒

แนวคดิ ทฤษฎีเอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวข้อง

ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานท่ีเกี่ยวข้องแล้วได้นําเสนอตามหัวข้อ
ตอ่ ไปน้ี

๒.๑ แนวคดิ เกยี่ วกบั การเลอื กตั้ง
๒.๒ แนวคดิ เกีย่ วกบั พฤตกิ รรมการเลือกต้งั
๒.๓ แนวคดิ เกยี่ วกับการตดั สนิ ใจเลอื กตง้ั
๒.๔ ทฤษฎเี ก่ยี วกบั การเลือกตั้ง
๒.๕ หลักธรรมที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ัง
๒.๖ ขอ้ มูลบรบิ ทเรื่องท่วี จิ ัย
๒.๗ งานวจิ ยั ท่เี ก่ียวขอ้ ง
๒.๘ กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

๒.๑ แนวคดิ เกย่ี วกับการเลอื กตงั้

๒.๑.๑ ความหมายของการเลอื กตั้ง
กระมล ทองธรรมชาติ ได้ให้ความหมายว่า การเลือกตั้งเป็นกระบวนการทางการเมืองที่
แสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ด้วยการออก
เสียงเลือกตั้งผู้แทนของตนเพ่ือทําหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล เป็นกลไกแสดงออกซ่ึงเจตจํานงของ
ประชาชน ที่เรียกร้องและสนับสนุนให้มีการปฏิบัติ จัดทําหรือละเว้นการกระทําอย่างหน่ึงอย่างใด
ในทางการเมือง และการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะท่ีมีผลกระทบต่อประชาชน ดังน้ันการเลือกตั้ง
เปน็ กจิ กรรมท่ปี ระชาชนแสวงหาทางเลือกในการปกครองและบําบัดความตอ้ งการของเอง๑
ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ กล่าวว่าการเลือกตั้ง คือการเลือกตั้งเป็นกิจกรรมที่ประชาชน
แสวงหาทางเลือกในการปกครองและบําบัดความต้องการของตนเองเป็นกิจกรรมทางการเมืองท่ี
ประชาชนผ้เู ป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยได้มีส่วนรว่ มทางการเมืองอันเปน็ กลไกทแ่ี สดงออกซ่ึงเจตจํานง
ของประชาชนท่ีเรยี กร้องหรือสนับสนุนให้มีการกระทําหรือละเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งในทาง
การเมืองหรือการตัดสินใจในนโยบายสาธารณะท่ีจะมีผลกระทบต่อประชาชนโดยประชาชนท่ัวไป

๑ กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ, การเลือกตั้ง พรรคการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล,
(กรงุ เทพมหานคร: มาสเตอรเ์ พรส, ๒๕๓๑), หน้า ๑.



เลือกผู้แทน หรือพรรคการเมืองท่ีมีอุดมการณ์นโยบายและวิสัยทัศน์ท่ีสอดคล้องกับตนด้วยความ
คาดหวังว่าผู้แทน หรือพรรคการเมืองท่ีตนเลือกให้ไปใช้อํานาจอธิปไตยแทนตนนั้นจะนําอุดมการณ์
และนโยบายไปเป็นแนวนโยบายในการบริหารประเทศ และทําหน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง
การเลอื กตง้ั จงึ เปน็ กระบวนการแสวงหาทางเลือกในการเมอื งการปกครองของประชาชนนัน่ เอง๒

การเลือกต้ัง เป็นกระบวนการสรรหาผู้ปกครองหรือรัฐบาลโดยสันตวิ ิธีและมีคุณประโยชน์
๒ ประการคือประการแรก สร้างความชอบธรรมให้กับอํานาจรัฐบาลหรือผู้ปกครองท่ีมาจากการ
เลือกตั้ง สามารถกระทําการต่าง ๆ ในนามประชาชนได้อย่างเต็มท่ีและมีสิทธิ์เพราะได้รับความนิยม
ของประชาชน ประการตอ่ มาเป็นกลไกแห่งการสบื ทอดอํานาจโดยสันตวิ ธิ ี๓

ตําราทางรัฐศาสตร์ Political Science ของ G.A. Jacob Sen และ M.H. Lipman
ให้คําจํากัดความว่า “An Election is a choice by persons qualified to vote among
candidate for public office” อธิบายได้ว่า การเลือกต้ัง คือ การใช้สิทธิของบุคคลผู้มีสิทธิ
เลือกตั้งทําการเลือกตัง้ ผสู้ มัครรบั เลือกตั้งคนใดคนหน่ึงให้เขา้ รับตาํ แหน่งใด ๆ ของรัฐ๔

การเลือกตั้ง คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการประชาธิปไตยซึ่งจะนําไปสู่กระบวนการ
ประชาธปิ ไตยอื่น ๆ ไมว่ า่ การเลือกรัฐบาลหรอื ฝ่ายบริหาร การออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบญั ญตั ิเพ่ือให้
เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ฯลฯ การเลอื กตั้งเป็นวิธีการหนึ่งที่ทําให้คนส่วนใหญ่ของประเทศได้มีส่วนร่วม
ในการปกครองประเทศเป็นการมอบอํานาจอธิปไตยของราษฎร แต่ละคนให้ให้ผู้แทนของตนนําไปใช้
ในการปกครองประเทศเน่ืองจากเราไม่สามารถให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ
ได้จึงคดิ ค้นวิธกี ารข้นึ มาเรียกวา่ การเลอื กตั้ง๕

เป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยได้มีส่วนร่วมทางการ
เมือง (Participation) อันน้ีเป็นกลไกที่แสดงออกซึ่งเจตจํานงของประชาชนท่ีเรียกร้องหรือสนับสนุน
ให้มีการกระทําหรือการละเว้นการกระทําอย่างใดอย่างหน่ึงในทางการเมืองหรือตัดสินใจในนโยบาย
สาธารณะท่ีจะมีผลกระทบต่อประชาชน โดยประชาชนทั่วไปเลือกผู้แทน หรือพรรคการเมืองท่ีมี
อุดมการณ์นโยบายและวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับตนด้วยความคาดหวังว่าผู้แทน หรือพรรคการเมืองที่
ตนเลอื กให้ไปใชอ้ ํานาจอธิปไตยแทนตนน้นั จะนาํ อุดมการณแ์ ละนโยบายในการบริหารประเทศและทํา

๒ ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์, โครงการวิจัยเรื่อง การประเมินผลการทํางานขององค์กรอิสระตาม
รฐั ธรรมนญู : คณะกรรมการการเลือกตงั้ , (กรุงเทพมหานคร: สถาบันพระปกเกลา้ , ๒๕๔๘), หน้า ๗.

๓ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร, การเลือกต้ัง: การเมืองการปกครองไทย ตามรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน,
(กรงุ เทพมหานคร: วี.เจ.พรน้ิ ติง้ , ๒๕๔๔), หน้า ๓๙๙.

๔ G.A Jacob Sen and M.H. Lipman, Political Science, (New York: Barnes & Noble Inc,
1969), p. 83.

๕ อัษฎางค์ ปาณิกบุตร, แนวคิดเก่ียวกับการปฏิรูปการเมือง, (กรุงเทพมหานคร: สถาบันนโยบาย
การศกึ ษา, ๒๕๔๔), หนา้ ๓๑.



หน้าที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของตนเอง การเลือกต้ังจึงเป็นกระบวนการแสวงหาทางเลือกในการเมือง
ปกครองของประชาชน นน่ั เอง๖

สรุป การเลือกตั้ง หมายถึง กระบวนการทางการเมืองท่ีแสดงออกถึงการมีส่วนร่วม
ทางการเมืองของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย ด้วยการออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนของตนไป
ทําหน้าที่ในรัฐสภาและในรัฐบาล เป็นกลไกแสดงออกซ่ึงเจตจํานงของประชาชนในการปกครอง และ
เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการประชาธิปไตยนําไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล กระบวนการออกกฎหมายโดย
ฝา่ ยนติ ิบัญญัติตามรฐั ธรรมนญู

๒.๑.๒ สทิ ธิเลือกตง้ั
สิทธิเลือกต้ัง แบ่งออกเป็น ๒ ประการ คือ สิทธิลงคะแนนเสียง และสิทธิในการรับสมัคร
รับเลือกตัง้ รัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกต้ังจะกาํ หนดคุณสมบตั ขิ องผู้มสี ทิ ธิดังกล่าวไว้โดยละเอียด๗

๑. สิทธิในการลงคะแนนเสยี งเลอื กตงั้
โดยปกติสิทธิในการลงคะแนนเสียงถือเป็นสิทธิข้ันพ้ืนฐานในระบอบประชาธิปไตยท่ี
พลเมืองทุกคนต้องมี จะไร้การศึกษา พิกลพิการก็จะได้รับสิทธินี้ จะเห็นได้ว่าในบัตรเลือกตั้งนอกจาก
ตัวเลขยังมีเครื่องหมายจุดเผ่ือสําหรับผู้ท่ีไม่รู้จักตัวเลขได้นับเคร่ืองหมายแทนและมีเคร่ืองมือสําหรับคน
ตาบอดลงคะแนน เพราะในหลักการประชาธิปไตยถือว่า “คนแต่ละคนอย่างน้อยต้องมีความสามารถใน
การปกครองตน”
สาํ หรับรฐั ธรรมนูญของไทย กาํ หนดคุณสมบัตผิ ทู้ ่ีมสี ิทธเิ ลอื กตัง้ ไวด้ ังน้ี
มาตรา ๓๑ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีหน้าท่ีไปใช้สิทธิ
เลอื กตง้ั อย่างอิสระโดยคาํ นึงถึงประโยชน์สว่ นรวมของประเทศเปน็ สาํ คญั
(๑) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตอ้ งไดส้ ัญชาติไทย
มาแล้วไมน่ ้อยกว่าห้าปี
(๒) มอี ายุไม่ตํา่ กว่าสิบแปดปใี นวันเลอื กตงั้
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับ
ถึงวนั เลือกตงั้ ๘

๖ วัชรา ไชยสาร, ระบบการเลือกต้ังกับการเมืองไทยยุคใหม่, พิมพ์คร้ังท่ี ๒, (กรุงเทพมหานคร: นิติ
ธรรม, ๒๕๔๔), หนา้ ๘ - ๙.

๗ กระมล ทองธรรมชาติ และคณะ, การเลือกต้ัง พรรคการเมือง และเสถียรภาพของรัฐบาล,
(กรงุ เทพมหานคร: มาสเตอร์เพรส, ๒๕๓๑), หนา้ ๑.

๘ มาตรา ๓๑, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๑, เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๖๘ ก.



เลอื กตั้ง มาตรา ๓๒ บุคคลผมู้ ีลักษณะดังตอ่ ไปนใี้ นวนั เลือกต้ัง เปน็ บุคคลตอ้ งห้ามมใิ หใ้ ชส้ ิทธิ

(๑) เปน็ ภิกษุ สามเณร นกั พรต หรือนักบวช
(๒) อยใู่ นระหว่างถูกเพกิ ถอนสทิ ธเิ ลือกตง้ั ไมว่ ่าคดีนั้นจะถงึ ที่สดุ แลว้ หรอื ไม่
(๓) ตอ้ งคมุ ขงั อย่โู ดยหมายของศาลหรือโดยคาํ ส่ังที่ชอบดว้ ยกฎหมาย
(๔) วกิ ลจรติ หรือจิตฟ่ันเฟือนไม่สมประกอบ

๒. สิทธิในการสมัครรับเลือกตงั้

หมวด ๔ ผ้สู มคั รและการสมัครรบั เลอื กตง้ั ส่วนที่ ๑ ผสู้ มัครรับเลือกตงั้

มาตรา ๔๑ บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร๙

(๑) มสี ญั ชาติไทยโดยการเกดิ
(๒) มอี ายไุ มต่ ่ํากวา่ ยี่สบิ หา้ ปีนับถึงวนั เลอื กตัง้
(๓) เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแต่เพียงพรรคการเมืองเดียว
เป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในกรณีท่ีมีการเลือกตั้งท่ัวไปเพราะ
เหตยุ ุบสภา ระยะเวลาเก้าสบิ วนั ดังกล่าวใหล้ ดลงเหลอื สามสิบวัน
(๔) ผ้สู มัครแบบแบ่งเขตเลือกตง้ั ตอ้ งมีลกั ษณะอยา่ งใดอย่างหนึง่ ดงั ต่อไปนด้ี ้วย
(ก) มีช่ืออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกต้ังมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่
น้อยกว่าห้าปนี บั ถงึ วนั สมคั รรบั เลือกตง้ั
(ข) เป็นบุคคลซง่ึ เกิดในจังหวัดท่สี มัครรับเลอื กตง้ั
(ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาท่ีต้ังอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกต้ังเป็นเวลาติดต่อกัน
ไมน่ ้อยกวา่ หา้ ปีการศึกษา
(ง) เคยรับราชการหรือปฏิบัติหน้าท่ีในหน่วยงานของรัฐ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียน
บ้านในจงั หวดั ท่ีสมัครรับเลอื กต้ัง แลว้ แตก่ รณี เปน็ เวลาตดิ ต่อกันไมน่ ้อยกว่าห้าปี

มาตรา ๔๒ บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับ
เลอื กตง้ั เป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร

(๑) ติดยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ
(๒) เปน็ บคุ คลล้มละลาย หรอื เคยเปน็ บคุ คลลม้ ละลายทจุ ริต
(๓) เป็นเจา้ ของหรอื ผถู้ ือหนุ้ ในกิจการหนงั สอื พิมพห์ รือสือ่ มวลชนใด ๆ
(๔) เป็นภิกษุ สามเณร นกั พรต หรอื นักบวช
(๕) อยู่ในระหวา่ งถูกเพกิ ถอนสิทธเิ ลือกต้งั ไม่วา่ คดนี ้ันจะถึงทสี่ ุดแลว้ หรือไม่
(๖) วิกลจริต หรือจติ ฟัน่ เฟือนไมส่ มประกอบ

๙ มาตรา ๔๑, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๑, เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๐

(๗) อยู่ระหวา่ งถูกระงับการใช้สทิ ธิสมัครรบั เลือกต้ังเป็นการชวั่ คราวหรือถกู เพกิ ถอน
สทิ ธสิ มัครรับเลอื กตัง้

(๘) ต้องคาํ พพิ ากษาให้จําคุกและถูกคมุ ขงั อยู่โดยหมายของศาล
(๙) เคยได้รับโทษจําคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงสิบปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่ใน
ความผดิ อนั ได้กระทําโดยประมาทหรือความผดิ ลหโุ ทษ
(๑๐) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อ
หน้าทห่ี รอื ถอื วา่ กระทําการทจุ รติ หรอื ประพฤตมิ ชิ อบในวงราชการ
(๑๑) เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของ
แผ่นดินเพราะรํ่ารวยผิดปกติ หรือเคยต้องคําพิพากษาอันถึงท่ีสุดให้ลงโทษจําคุกเพราะกระทํา
ความผิดตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต
(๑๒) เคยต้องคําพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ
หรือต่อตําแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรมหรือกระทําความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงาน
ในองคก์ ารหรือหน่วยงานของรฐั หรือความผดิ เกย่ี วกบั ทรพั ยท์ ี่กระทําโดยทุจริตตามประมวลกฎหมาย
อาญาความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินท่ีเป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติด
ในความผิดฐานน้ีเป็นผู้ผลิต นําเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานนี้เป็น
เจ้ามือหรือเจ้าสํานัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วย
การปอ้ งกนั และปราบปรามการฟอกเงนิ ในความผดิ ฐานฟอกเงนิ
(๑๓) เคยตอ้ งคําพิพากษาอนั ถงึ ทีส่ ุดว่ากระทําการอนั เป็นการทจุ ริตในการเลอื กตัง้
(๑๔) เปน็ ข้าราชการซง่ึ มีตาํ แหนง่ หรอื เงินเดอื นประจานอกจากข้าราชการการเมือง
(๑๕) เป็นสมาชิกสภาทอ้ งถิน่ หรือผูบ้ ริหารท้องถนิ่
(๑๖) เป็นสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเป็นสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพส้ินสุดลงยังไม่
เกนิ สองปี
(๑๗) เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ
หรือเป็นเจ้าหน้าทีอ่ ืน่ ของรัฐ
(๑๘) เปน็ ตุลาการศาลรัฐธรรมนญู หรือผูด้ าํ รงตาํ แหนง่ ในองคก์ รอิสระ
(๑๙) อยใู่ นระหว่างต้องห้ามมิใหด้ ํารงตําแหนง่ ทางการเมือง
(๒๐) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีการเสนอการแปรญัตติ
หรือการกระทาํ ด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร สมาชิกวฒุ ิสภา หรือกรรมาธิการ
มีสว่ นไมว่ า่ โดยทางตรงหรอื ทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย
(๒๑) เคยพ้นจากตําแหน่งเพราะศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารง
ตําแหน่งทางการเมืองมีคําพิพากษาว่าเป็นผ้มู ีพฤตกิ ารณร์ า่ํ รวยผดิ ปกติ หรอื กระทําความผิดฐานทจุ ริต

๑๑

ต่อหน้าท่ีหรือจงใจปฏิบัติหน้าท่ีหรือใช้อํานาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่า
ฝนื หรอื ไม่ปฏิบตั ิตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยา่ งรา้ ยแรง๑๐

สรปุ ได้ว่า สทิ ธิเลือกตั้ง แบ่งออกเป็น ๒ ประการ คอื สิทธิลงคะแนนเสียง และสิทธใิ นการ
รับสมัครรับเลือกต้ัง ถือเป็นสิทธิขั้นพ้ืนฐานในระบอบประชาธิปไตยท่ีพลเมืองทุกคนต้องมี ท้ังนี้ ใน
รัฐธรรมนูญของไทย พลเมืองทุกคนต้องมี จะไร้การศึกษา พิกลพิการก็จะได้รับสิทธิน้ี เพราะใน
หลักการประชาธิปไตยถอื ว่า “คนแตล่ ะคนอย่างนอ้ ยต้องมคี วามสามารถในการปกครองตน”

๒.๑.๓ การออกเสยี งลงคะแนน

หมวด ๕ การออกเสียงลงคะแนนและการนับคะแนน สว่ นท่ี ๑ การออกเสยี งลงคะแนน๑๑

มาตรา ๘๔ การออกเสียงลงคะแนนให้กระทําได้โดยวิธีการลงคะแนนด้วยบัตรเลือกต้ัง
คณะกรรมการอาจกาํ หนดใหม้ ีการออกเสียงลงคะแนนโดยวิธีอ่ืนก็ได้ หากการออกเสียงลงคะแนนโดย
วิธีนั้นสามารถป้องกันการทุจริตในการเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกกว่าการออกเสียง
ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งและมีค่าใช้จ่ายท่ีคุ้มค่า และวิธีการน้ีเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยตรง
และลับการออกเสียงลงคะแนนตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และวิธีการท่ี
คณะกรรมการกําหนดในกรณีที่คณะกรรมการกําหนดให้มีการออกเสียงลงคะนน โดยวิธีอื่นท่ีมิใช่การ
ลงคะแนนด้วยบัตรเลือกต้ัง มิให้นําความในมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๕ มาตรา ๙๖ มาตรา
๙๘ และมาตรา ๙๙ มาใชบ้ ังคับ

มาตรา ๘๕ หีบบัตรเลือกต้ังและบัตรเลือกต้ังให้มีลักษณะตามท่ีคณะกรรมการกําหนดใน
การกาํ หนดเกย่ี วกบั หบี บัตรเลือกต้งั ตอ้ งกําหนดใหส้ ามารถใชห้ บี บัตรเลือกตง้ั เดมิ ไดด้ ้วย

มาตรา ๘๖ ในวันเลือกต้ังให้เปิดการออกเสียงลงคะแนน ต้ังแต่เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา ถึง
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬกิ า

มาตรา ๘๗ ก่อนเร่ิมเปิดให้มีการออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจําหน่วย
เลือกต้ังนับจํานวนบัตรเลือกต้ังทั้งหมดของหน่วยเลือกต้ังนั้น และปิดประกาศจํานวนบัตรเลือกตั้งไว้
ในที่เปิดเผยและเมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนน ให้คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกต้ังเปิดหีบบัตร
เลือกตั้งในทเี่ ปดิ เผยแสดงให้ผู้มีสทิ ธเิ ลือกตั้งซ่งึ อยู่ ณ ทเี่ ลือกต้งั น้นั เห็นวา่ หบี บัตรเลือกต้ังเปน็ หีบเปล่า
และให้ปิดหีบบัตรเลือกตั้งตามวิธีการที่คณะกรรมการกําหนด แล้วให้ทําการบันทึกการดําเนินการ
ดังกล่าว โดยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในท่ีเลือกตั้งในขณะน้ันลงลายมือชื่อในบันทึก
นนั้ ดว้ ย เวน้ แตไ่ ม่มีผ้มู สี ิทธเิ ลือกตง้ั ณ ที่เลือกตัง้

๑๐ มาตรา ๔๑, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๑, เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๑ มาตรา ๘๔ – ๘๗, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑, เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๒

มาตรา ๘๘ ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนน ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งประสงค์จะ
ออกเสียงลงคะแนนนําบัตรประจําตัวประชาชน หรือบัตรหรือหลักฐานอ่ืนใดของทางราชการหรือ
หน่วยงานของรัฐทีม่ ีรูปถ่ายและมเี ลขประจาํ ตัวประชาชนของผ้ถู ือบัตรไปแสดงตนตอ่ กรรมการประจํา
หน่วยเลือกต้ัง แล้วให้กรรมการประจําหน่วยเลือกต้ังมอบบัตรเลือกต้ังให้แก่ผู้นั้นเพ่ือไปออกเสียง
ลงคะแนนบัตรประจาํ ตัวประชาชนแม้จะหมดอายุแล้วก็ให้สามารถใช้ในการแสดงตนตามวรรคหน่ึงได้
ข้นั ตอนและวธิ ีการตรวจสอบการแสดงตนให้เปน็ ไปตามทคี่ ณะกรรมการกําหนด๑๒

มาตรา ๘๙ ผู้มีสิทธิเลือกต้งั ซึ่งมีชื่ออยู่ในบัญชีรายชอื่ ผู้มีสิทธิเลอื กตั้งของหน่วยเลือกตัง้ ใด
ให้ออกเสยี งลงคะแนนได้ ณ ทเ่ี ลอื กต้งั ของหน่วยเลอื กต้ังน้ัน และใหม้ สี ทิ ธิลงคะแนนได้เพยี งแห่งเดยี ว

มาตรา ๙๐ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งได้รับการแต่งต้ังให้ปฏิบัติหน้าท่ีในหน่วยเลือกต้ังอ่ืนท่ีอยู่
นอกหน่วยเลือกต้ังท่ีตนมีสิทธิเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งเดียวกัน สามารถออกเสียงลงคะแนนในหน่วย
เลือกต้ังท่ีตนต้องปฏิบัติหน้าที่โดยให้ประธานกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งบันทึกการลงคะแนนของ
ผู้นั้นไว้ และแจ้งให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจําเขตเลือกต้ังทราบ ทั้งน้ี ตามวิธีการที่
คณะกรรมการกําหนด

มาตรา ๙๑ การออกเสียงลงคะแนน ให้ทําเคร่ืองหมายกากบาทลงในช่องทําเคร่ืองหมาย
ของหมายเลขผู้สมัครในบัตรเลือกต้ัง และในกรณีท่ีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประสงค์จะลงคะแนนไม่เลือก
ผ้สู มคั รผูใ้ ดใหท้ ําเคร่อื งหมายกากบาทลงในชอ่ งทําเครอื่ งหมาย “ไม่เลอื กผสู้ มคั รผใู้ ด”

มาตรา ๙๒ เพื่ออํานวยความสะดวกให้แก่คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ ในการ
ออกเสียงลงคะแนน ให้คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีการอํานวยความ
สะดวกสําหรับการออกเสียงลงคะแนนของ บุคคลดังกล่าวไว้เป็นพิเศษ หรือจัดให้มีการช่วยเหลือใน
การออกเสียงลงคะแนนภายใต้การกํากับดูแลของคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกต้ัง ในการให้ความ
ช่วยเหลือดังกล่าวต้องให้บุคคลน้ันได้ออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเองตามเจตนาของ บุคคลนั้น เว้นแต่
ลักษณะทางกายภาพทําให้คนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุไม่สามารถทําเครื่องหมายลงในบัตร
เลือกตั้งได้ ให้บุคคลอ่ืน หรือกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งเป็นผู้กระทําการแทน โดยความยินย่อม
และเป็นไปตามเจตนาของคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุนั้น ทั้งน้ี ให้ถือเป็นการออกเสียง
ลงคะแนนโดยตรงและลับในกรณีท่ีคณะกรรมการเห็นสมควร อาจกําหนดให้มีการจัดท่ีเลือกตั้ง
สําหรับคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุ เป็นกรณีพิเศษ โดยจัดให้บุคคลน้ันได้ลงทะเบียนเพ่ือ
ขอใช้สิทธิเลือกต้ัง ณ สถานท่ีดังกล่าว และเมื่อได้ลงทะเบียนแล้ว ให้หมดสิทธิเลือกต้ังในหน่วย
เลอื กตง้ั ที่ตนมีช่อื อยูใ่ นทะเบยี นบ้าน

๑๒ มาตรา ๘๘ – ๙๒, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑, เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๖๘ ก.

๑๓

การอํานวยความสะดวกตามวรรคหนงึ่ การจัดท่ีเลอื กตงั้ และการลงทะเบยี นเพอ่ื ขอใช้สทิ ธิ
ตามวรรคสอง ใหเ้ ป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการทคี่ ณะกรรมการกําหนด การลงทะเบียนดังกล่าวให้
เปน็ ไปตามวธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการกาํ หนด ซ่งึ ต้องคํานึงถึงความสะดวกของผ้ขู อลงทะเบียนด้วย๑๓

มาตรา ๙๓ เมื่อผู้มีสิทธิเลือกต้ังทําเครื่องหมายกากบาทลงในบัตรเลือกตั้งแลว้ ให้พับบัตร
เลือกต้ังเพื่อมิให้ผู้อ่ืนทราบว่าลงคะแนนเลอื กผู้สมัครผู้ใดหรอื ลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด แล้วให้นํา
บตั รเลือกตงั้ น้นั ใสล่ งในหบี บัตรเลอื กตง้ั ด้วยตนเองตอ่ หน้ากรรมการประจาํ หน่วยเลือกตัง้

มาตรา ๙๔ ห้ามมิให้ผู้ใดซ่ึงรู้อยู่แล้วว่านี้เป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่มีสิทธิออกเสียง
ลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้น พยายามออกเสียงลงคะแนน หรือออกเสียงลงคะแนน โดยแสดงบัตร
ประจําตัวประชาชนหรือหลักฐานอ่ืนท่ีมิได้มีไว้สําหรับต้น หรือที่ปลอมแปลงข้ึนต่อกรรมการประจํา
หน่วยเลอื กต้งั เพอื่ ออกเสยี งลงคะแนน

มาตรา ๙๕ ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดใช้บัตรอ่ืนท่ีมิใช่บัตรเลือกตั้งท่ีได้รับจากเจ้า
พนักงานผู้ดําเนินการเลือกต้ังซ่ึงมีอํานาจเพื่อออกเสียงลงคะแนนห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดนําบัตร
เลือกต้งั ออกไปจากท่เี ลือกตง้ั

มาตรา ๙๖ ห้ามมใิ หผ้ ใู้ ดจงใจทาํ เคร่ืองหมายเพื่อเป็นท่ีสังเกตโดยวธิ ีใดไว้ทบ่ี ตั รเลอื กตัง้

มาตรา ๙๗ ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกต้งั ใช้เคร่ืองมือหรืออุปกรณ์ใดถ่ายภาพบตั รเลือกต้ังทีต่ น
ได้ลงคะแนนเลือกตง้ั แลว้

มาตรา ๙๘ ห้ามมิให้ผใู้ ดนาํ บัตรเลือกต้ังใส่ในหีบบัตรเลือกตั้งโดยไม่มีอํานาจโดยชอบด้วย
กฎหมาย หรือกระทําการใดในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพ่ือแสดงว่ามีผู้มาแสดงตนเพื่อออกเสียง
ลงคะแนนโดยผิดไปจากความจรงิ หรอื กระทาํ การใดอันเป็นเหตใุ หม้ ีบตั รเลือกตงั้ เพมิ่ ข้ึนจากความจรงิ

มาตรา ๙๙ ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งนําบัตรเลือกต้ังที่ออกเสียงลงคะแนนแล้วแสดงต่อ
ผู้อ่ืนเพื่อให้ผู้อื่นทราบว่าตนได้ลงคะแนนเลือก หรือลงคะแนนไม่เลือกผู้สมัครผู้ใดมาตรา ๑๐๐ ห้ามมิ
ให้ผู้ใดกระทําการใดโดยไม่มีอํานาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกต้ังสามารถใช้สิทธิได้
หรือขัดขวางหรือหน่วงเหน่ียวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกต้ังไป ณ ที่เลือกตั้งหรือมิให้ไปถึง ณ ท่ีดังกล่าวภายใน
กําหนดเวลาท่จี ะออกเสยี งลงคะแนนใด๑๔

มาตรา ๑๐๐ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทําการใดโดยไม่มีอํานาจโดยชอบดว้ ยกฎหมาย เพ่ือมิให้ผู้มี
สิทธเิ ลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้ หรอื ขดั ขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผมู้ ีสทิ ธิเลอื กต้ังไป ณ ที่เลอื กต้ังหรือ
มิให้ไปถึง ณ ทีด่ ังกลา่ วภายในกาํ หนดเวลาทจ่ี ะออกเสียงลงคะแนนได้

๑๓ มาตรา ๙๒–๙๘, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑, เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๔ มาตรา ๙๙–๑๐๒, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑, เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๔

มาตรา ๑๐๑ ห้ามมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือ
ประโยชน์อื่นใดสาํ หรบั ตน้ เองหรอื ผอู้ ่ืน เพือ่ ลงคะแนน หรอื งดเวน้ ไม่ลงคะแนน

มาตรา ๑๐๒ ในกรณีที่การออกเสียงลงคะแนนในหน่วยเลือกต้งั แห่งใด ไม่สามารถกระทํา
ได้เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย เหตุสุดวิสัย หรือเหตุจําเป็นอย่างอ่ืน ถ้าเหตุดังกล่าวเกิดข้ึน
ก่อนวันเลือกต้ัง ให้คณะกรรมการการเลือกต้ังประจําเขตเลือกต้ังกําหนดท่ีเลือกต้ังใหม่ท่ีผู้มีสิทธิ
เลือกตั้งสามารถไปลงคะแนนเลือกต้ังได้โดยสะดวก แต่ถ้าไม่อาจกําหนดท่ีเลือกต้ังใหม่ได้ ให้ประกาศ
งดลงคะแนนเลอื กตัง้ ในหน่วยเลอื กตัง้ นน้ั แลว้ รายงานตอ่ คณะกรรมการโดยเร็ว

ในกรณีท่ีเหตตุ ามวรรคหน่ึงเกิดขึ้นในวันเลือกต้ัง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจําเขต
เลือกตั้งหรือคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกต้ังประกาศงดลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งน้ัน แล้ว
รายงานต่อคณะกรรมการโดยเร็วการดําเนินการตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
และวธิ กี ารท่ีคณะกรรมการ

กาํ หนดเมื่อได้รับรายงานตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาและ
กําหนดวันลงคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งน้ัน หรือมีคําสั่งเป็นอย่างอ่ืนเพ่ือประโยชน์แห่งความสุจริต
และเท่ียงธรรมในการเลอื กตั้งโดยเรว็

มาตรา ๑๐๓ เมอ่ื ถึงกําหนดเวลาปิดการออกเสยี งลงคะแนนแล้ว ให้คณะกรรมการประจํา
หน่วยเลือกต้ังประกาศปิดการออกเสียงลงคะแนน และงดจ่ายบัตรเลือกต้ัง แล้วให้ทําเครื่องหมายใน
บัตรเลือกต้ังท่ีเหลืออยู่ให้เป็นบัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนไม่ได้ แต่ในกรณีท่ียังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่ง
ประสงค์จะออกเสียงลงคะแนนได้มาปรากฏตัวอยู่ในท่ีเลือกตั้งเพ่ือใช้สิทธิเลือกต้ังแล้วก่อนเวลาปิด
การออกเสียงลงคะแนนแต่ยังไม่ได้แสดงตน หรือรับบัตรเลือกต้ัง ให้คณะกรรมการประจําหน่วย
เลือกตั้งอนุญาตให้บุคคลเหล่าน้ัน แสดงตนและมอบบัตรเลือกตั้งเพ่ือใช้สิทธิเลือกต้ังได้ และเมื่อผู้มี
สิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเสร็จส้ินแล้ว ให้คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งปิดช่องใส่บัตร
เลือกตั้งของหีบบัตรเลือกต้ัง และจัดทํารายการเก่ียวกับจํานวนบัตรเลือกต้ังทั้งหมด จํานวนผู้มาแสดง
ตนและรับบัตรเลือกตั้ง และจํานวนบัตรเลือกต้ังท่ีเหลือแล้วประกาศให้ประชาชนที่อยู่ ณ ที่เลือกต้ัง
ไดท้ ราบ ทัง้ นี้ ตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธีการทคี่ ณะกรรมการกาํ หนด

มาตรา ๑๐๔ ตั้งแต่เวลาที่ได้เปิดและปิดหีบบัตรเลือกต้ังที่ต้ังไว้เพื่อการออกเสียง
ลงคะแนนหรือภายหลังที่ได้ปิดหบี บัตรเลือกตง้ั น้ันเพื่อรักษาไว้เม่ือการเลือกต้งั ไดเ้ สรจ็ ส้ินแล้วหา้ มมใิ ห้
ผู้ใดเปิดทําลาย ทําให้เสียหาย ทําให้เปล่ียนสภาพ หรือทําให้ไร้ประโยชน์ หรือนําไปซ่ึงหีบบัตร
เลือกตั้งหรือบัตรเลือกตั้งหรือเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกต้ังที่คณะกรรมการประจํา
หนว่ ยเลอื กตงั้ ได้จดั ทาํ โดยไมม่ ีอํานาจโดยชอบด้วยกฎหมาย๑๕

๑๕ มาตรา ๑๐๓–๑๐๔, พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๑, เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๖๘ ก.

๑๕

สรุปได้ว่า การออกเสียงลงคะแนนให้กระทําได้โดยวิธีการตามท่ีคณะกรรมการการ
เลอื กต้ังกาํ หนด ได้แก่ การลงคะแนนด้วยบตั รเลือกต้ัง หีบบัตรเลอื กต้งั กําหนดเวลาของการออกเสยี ง
ลงคะแนน การกําหนดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หลักฐานในการแสดงตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกต้ัง
การทําเครื่องหมายลงคะแนน การกําหนดสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ตลอดจนการแต่งตง้ั บุคคลมาทําหน้าที่
เป็นกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงการอํานวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกต้ัง การบังคับใช้
กฎหมายต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วข้อง

๒.๑.๔ ระบบการเลอื กตัง้

ระบบการเลือกต้ังหลักที่ใช้กันท่ัวไปมี ๓ ระบบ ได้แก่ ระบบเสียงส่วนใหญ่
(Plurality/Majority System) ระบบสัดส่วน (Proportional Representation System) และระบบ
ผสม (Mixed System) จาก ๓ ระบบดงั กลา่ วยงั แยกออกเปน็ ระบบยอ่ ยอีก ดังน้ี๑๖

๑. ระบบเสยี งสว่ นใหญ่ (Plurality/Majority System)

๑.๑ First Past the Post : FPTP ๒ หรือ Plurality single-member District
System (ระบบเสียงข้างมากแบบเขตเลือกต้ังที่มีตัวแทนน่ึงคน) ระบบนี้ผู้ชนะคือผู้สมัครรับเลือกตั้งท่ี
ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุด โดยไม่จําเป็นต้องเป็นคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด (Absolute Majority)
ของเขตนัน้

๑.๒ Two-Round System : TRS ระบบการเลือกตั้งทม่ี ี ๒ รอบ โดยการเลือกตั้ง
คร้ังแรกใช้ระบบเสียงส่วนมากเหมือนการเลือกตั้งรอบเดียวทั่วไปซ่ึงมักเป็นระบบ FPTP ส่วนการ
เลือกตั้งรอบสองนั้น ระบบท่ีนิยมใช้มีสองระบบ ระบบแรกหากเป็นการเลือกระหว่างผู้สมัครท่ีได้รับ
คะแนนเสียงส่วนมาก ๒ อันดับ เรียกว่า majority run-off TRS ซ่ึงผลการเลือกตั้งท่ีได้จะเป็น
คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด อีกแบบคือผู้สมัครที่ผ่านเข้าสู่การเลือกต้ังรอบที่ ๒ จะเป็นผู้สมัครท่ี
ได้รับคะแนนเสียงมากกว่าร้อยละ ๑๒.๕ ของคะแนนทั้งหมดจากผู้ใช้สิทธิออกเสียงเลือกต้ังในรอบ
แรก ผู้สมัครที่ได้รับชัยชนะรอบสองไม่จําเป็นต้องได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด วิธีน้ีเรียกว่า
majority-plurality TRS

๑.๓ Alternative Vote : AV หรือ Preferential Voting เป็นการเลือกตาม
ความชอบ ระบบน้ีมักใช้ในการเลือกต้ังแบบเขตเลือกต้ังที่มีตัวแทนหนึ่งคน (single-member
districts) โดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตงั้ จัดอันดับผูส้ มัครทั้งหมดในเขตเลือกตัง้ ตามความชอบ ผู้สมัคร
ที่ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นผู้ชนะ โดยการนับคะแนนจะนับเฉพาะผู้สมัครท่ีถูกเลือกใน
อันดับท่ี ๑ แต่หากไม่มีผู้สมัครคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด จะพิจารณาดังน้ี ๑) ผู้สมัครท่ีได้
คะแนนเสียงน้อยที่สุดจะถูกตัดออกจากรายชื่อผู้ได้รบั เลือกต้ัง ๒) พิจารณาผู้สมัครอันดับท่ี ๒ ในบัตร
เลือกตั้งของผู้ท่ีถูกตัดออกตามข้อ ๑) โดยเอาคะแนนของผู้สมัครอันดับท่ี ๒ ไปรวมกับการนับคะแนน

๑๖ รัฐสภา, ระบ บ การเลือกตั้ง, [ออน ไลน์], แห ล่งท่ีมา: https://www.parliament.go.th/
ewtadmin/ewt/parliament_(The ACE Electoral Knowledge Network, ๒๐๐๕) [๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๓].

๑๖

ด้วย เพื่อหาผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด หากยังไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครคนใดได้คะแนน
เสียงขา้ งมากเด็ดขาดจงึ ทาํ วิธกี ารนี้ซ้าํ ไปจนกว่าจะไดผูส้ มคั รทไ่ี ด้รบั คะแนนเสยี งขา้ งมากเด็ดขาด

๑.๔ Block Vote : BV คือระบบ FPTP ที่นํามาใช้ในเขตเลือกต้ังท่ีมีตัวแทน
หลายคน ผู้มสี ทิ ธิออกเสียงเลอื กตั้งเลือกได้หลายเสียงตามจํานวนตัวแทนที่มใี นเขตเลอื กตั้งนน้ั โดยผู้มี
สทิ ธิออกเสียงเลือกต้ังสามารถเลอื กผูส้ มคั รจากต่างพรรคการเมืองหรือผู้สมคั รอิสระก็ได้ ระบบนี้มกั ใช้
ในประเทศท่ีพรรคการเมืองอ่อนแอหรือไม่มีพรรคการเมืองเป็นระบบท่ีประเทศไทยใช้ในการเลือกตั้ง
ช่วงก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๐

๑.๕ Party Block Vote : PBV คอื ระบบ FPTP ที่นํามาใชใ้ นการลงคะแนนเสยี ง
ผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกต้ังจะได้ที่นั่งท้ังหมดในเขตเลือกตั้งน้ัน โดยไม่
จาํ เปน็ ตอ้ งได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด

๒. ระบบสัดส่วน (Proportional Representation System) วิธีน้ีต้องการลด
ความแตกต่างระหวา่ งคะแนนเสียงท่ีพรรคการเมืองได้รับจากคะแนนเสียงทั่วประเทศกับการจัดสรรท่ี
นั่งในสภาผู้แทนราษฎร เช่นหากพรรคการเมืองท่ีได้รับชัยชนะได้รับคะแนนเสียงท่ัวประเทศร้อยละ
๔๐ พรรคการเมืองนั้นควรได้ที่น่ังราวร้อยละ ๔๐ ของที่น่ังในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนพรรคการเมืองที่
ได้รับคะแนนเสียงทั่วประเทศอยู่ท่ีร้อยละ ๑๐ ควรได้ท่ีน่ังร้อยละ ๑๐ ของท่ีนั่งในสภาผู้แทนราษฎร
เชน่ กัน ระบบสดั สว่ นมักนํามาใช้ใน ๒ รปู แบบ ไดแ้ ก่

๒.๑ List Proportional Representation System ระบบสดั ส่วนแบบบัญชรี ายช่อื
๒.๒ Single Transferable Vote : STV ใช้ในเขตเลือกต้ังที่มีตัวแทนลายคน
(multi-member districts) ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังเลือกโดยการจัดอันดับผู้สมัครท่ีชอบ คล้ายกับ
ระบบเสยี งสว่ นมากแบบ AV แตผ่ ้มู ีสทิ ธิออกเสยี งเลือกตั้งไม่จาํ เป็นต้องใส่อันดับใหแ้ กผ่ ู้สมัครทุกคนใน
เขตน้ัน หากต้องการเลือกเพียงคนเดียวสามารถใส่เพียง ๑ ก็ได้ การหาผู้ชนะการเลือกตั้งเร่ิมจากการ
นับคะแนนผสู้ มัครท่ีไดร้ ับเลือกในอันดับท่ี ๑ จากนั้นจะคาํ นวณคะแนนโควตาสําหรับผู้ชนะในอันดบั ท่ี
หน่ึง

สูตรคํานวณคะแนนโควตา

หากผู้สมัครคนใดได้คะแนนมากกว่าหรือเท่ากับคะแนนโควตา ผู้สมัครคนน้ันชนะ
การเลือกตั้ง หากจํานวนผู้ชนะการเลือกต้ังในรอบแรกยังไม่ครบตามจํานวนผู้แทนที่มีของเขตนั้น จึง
เริ่มกระบวนการเดิมสําหรับผู้สมัครในอันดับท่ี ๒ ในรอบที่ ๒ คะแนนส่วนท่ีมากกว่าโควตา (เรียกว่า
Surplus Votes) ของผู้ที่ชนะการเลือกต้ังในการคํานวณคร้ังแรกจะถูกกระจายให้แก่ผู้สมัครในอันดับ
ที่ ๒ (จึงเป็นการโอนคะแนนเสียงที่ได้รับ-Transferable Vote) โดยผู้สมัครในอันดับท่ี ๒ ท่ีมีคะแนน
มากกว่าหรือเท่ากับคะแนนโควตาเป็นผู้ได้รับเลือกตั้งหากการหาผู้ชนะในรอบ ๒ ปรากฏว่ายังไม่มี
ผู้สมคั รคนใดที่มีคะแนนมากกว่าหรือเทา่ กับคะแนนโควตาขนั้ ตอนต่อไปให้ตัดผสู้ มัครที่ได้คะแนนน้อย

๑๗

ที่สุดออก และเอาคะแนนน้ันมาเฉล่ียให้แก่ผู้สมัครคนอ่ืน ๆ เพื่อให้ได้ผู้สมัครที่มีคะแนนมากกว่าหรือ
เทา่ กบั คะแนนโควตา ทําเช่นนีจ้ นกว่าจะไดผ้ ชู้ นะครบตามจาํ นวนผู้แทนท่พี งึ มใี นเขตนนั้ ๑๗

๓. ระบบผสม (Mixed System) เป็นระบบที่มักนํามาใช้ในประเทศประชาธิปไตย
ใหม่ เช่น ประเทศในทวปี แอฟริกา และประเทศท่แี ยกตัวจากสหภาพโซเวยี ต

๓.๑ Parallel ระบบคู่ขนานเป็นระบบท่ีใช้ท้ังระบบสัดส่วนแบบบัญชีรายช่ือและ
ระบบเสยี งส่วนมากโดยการเลือกต้ังทั้งสองระบบเปน็ อิสระตอ่ กนั

๓.๒ Mixed Member Proportional : MMP ระบบสัดส่วนผสม คือระบบท่ีใช้
ท้ังระบบสัดส่วนร่วมกับระบบอ่ืน โดยระบบสัดส่วนนํามาใช้เพ่ือชดเชยกับจํานวนผู้สมัครรับเลือกต้ังท่ี
ได้รับคะแนนเสียงมากจากระบบเสียงส่วนมากหรือระบบอื่น ซ่ึงระบบสัดส่วนผสมจะทําให้ได้
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎรจากพรรคการเมืองท่ีเปน็ สัดส่วนมากกว่าระบบคู่ขนาน

๔. ระบบอื่น ๆ เป็นระบบท่ไี ม่สามารถจัดกล่มุ รวมกับระบบท่ีกล่าวมาขา้ งตน้ ได้แก่
๔.๑ Single Non-Transferable Vote : SNTV เป็นระบบที่ผู้มีสิทธิออกเสียง
เลือกต้ังใช้สิทธิได้เพียง ๑ เสียงในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกต้ังท่ีมีตัวแทนหลายคน
ผ้สู มัครที่ไดร้ ับคะแนนเสยี งมากที่สุดเปน็ ผู้ชนะ
๔.๒ Limited Vote : LV เป็นระบบท่ีคล้ายคลึงกับ SNTV ใช้ในเขตเลือกตั้งที่มี
ตัวแทนหลายคนโดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีสิทธิเลือกได้มากกว่า ๑ เสียง แต่ไม่เกินจํานวนตัว
แทนทีเ่ ขตน้ันมี
๔.๓ Borda Count : BC เป็นการเลือกตามความชอบเช่นกัน โดยใช้ได้ท้ังในการ
เลือกตั้งแบบเขตเลือกต้ังท่ีมีตัวแทนหน่ึงคนหรือหลายคน ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกต้ังจัดอันดับผู้สมัคร
ตามความชอบเช่นเดียวกับระบบเสียงส่วนมาก AV วิธีการของ BC คือการให้คะแนนแก่อันดับที่ได้รับ
เลือกต้ัง เช่น ในเขตหน่ึงมีผู้สมัครทั้งหมด ๕ คน ผู้สมัครที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในอันดับ ๑ จะได้ ๕
คะแนน ผู้สมัครได้รับการจัดอันดับ ๒ จะได้ ๔ คะแนน จนถึงผู้สมัครท่ีได้รับการจัดอันดับที่ ๕ จะได้
๑ คะแนน จากน้ันเอาคะแนนท่ีนับได้คูณด้วยคะแนนท่ีให้แก่แต่ละอันดับ จะได้คะแนนของผู้สมัคร
เมอ่ื รวมคะแนนแล้วผสู้ มคั รทไี่ ด้คะแนนมากที่สดุ เปน็ ผู้ชนะ
ตวั อยา่ ง เขตเลือกตั้งหน่งึ มีผู้สมัคร ๕ คน ไดแ้ ก่ นาย ก, ข, ค,ง และจะมผี ูม้ ีสทิ ธิออก
เสียงเลือกตั้ง ๕๐ คน เม่ือนับคะแนนบัตรเลือกตั้งปรากฏว่า มีรูปแบบการจัดอันดับผู้สมัครตาม
ความชอบของผู้มสี ิทธอิ อกเสยี งเลอื กตง้ั เป็นดงั ตาราง

๑๗ อ้างแลว้ .

๑๘

ตารางที่ ๒.๑ แสดงรูปแบบการจดั อันดับผ้สู มคั รตามความชอบของผู้มสี ทิ ธิออกเสยี งเลือกตงั้

จากตาราง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจัดอันดับผู้สมัครแบบท่ี ๑ มี ๙ คน แบบท่ี ๒ มี ๑๕
คน แบบที่ ๓ มี ๑๒ คน แบบที่ ๔ มี ๘ คน และแบบที่ ๕ มี ๖ คน การคิดคะแนนของผู้สมัครแต่ละ
คน คอื นาํ คะแนนของแต่ละอนั ดบั X จํานวนผมู้ ีสิทธอิ อกเสยี งเลือกต้งั ที่เลอื ก ดังนี้

ตารางท่ี ๒.๒ แสดงคะแนนของผู้สมคั รแต่ละคนเมอ่ื คาํ นวณตามวธิ ี Borda Count

จากนั้น รวมคะแนนของผู้สมัครแต่ละคน เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดแล้วผู้สมัครคนใดได้
คะแนนมากท่สี ุดคนนั้นได้รับเลอื กต้งั ดังน้ี

จากตัวอยา่ ง ผู้สมคั รทไ่ี ด้ชนะการเลือกตง้ั ของเขตนคี้ ือนาย ก ด้วยคะแนน ๒๑๐ คะแนน
สรุปได้ว่า การเลือกตั้ง คือการใช้สิทธิของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตย โดยการใช้
อํานาจในการลงคะแนนเสียงเพ่ือให้ได้ตัวแทนมาทําหน้าท่ีบริหารประเทศแทนตนเอง รักษา
ผลประโยชน์ของส่วนรวม และเป็นตวั แทนในการตรวจสอบการทาํ งานของรัฐบาลใหม้ ีธรรมาภบิ าล

๑๙

๒.๒ แนวคิดเกีย่ วกับพฤติกรรมการเลอื กตั้ง

๒.๒.๑ แนวคดิ เกี่ยวกับพฤตกิ รรม

ปรีชา วิหคโต กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทําทุกอย่างของมนุษย์ กระทําโดย
รู้ตัวหรือไม่รู้ก็ตามไม่ว่า คนอื่นจะสังเกตการณ์กระทํานั้นได้หรือไม่ก็ตาม และไม่ว่าการกระทําน้ันจะ
พึงประสงคห์ รือไม่พึงประสงค์ก็ตาม ดังน้ัน การเดิน การคิด การตัดสินใจ การปฏิบัติหน้าที่ การละทิ้ง
หน้าทเี่ ป็นพฤตกิ รรมทัง้ สิน้ ๑๘

ประสิทธิ์ ทองอุ่น กล่าวว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทํา การแสดงอาการหรือ
อากัปกิริยาของอินทรีย์ (Organism) ทั้งในส่วนที่เจ้าของพฤติกรรมเอง เท่าน้ันที่รู้ได้ และในส่วนท่ี
บคุ คลอ่นื อย่ใู นวิสยั ทจ่ี ะรู้ได้๑๙

สร้อยตระกูล (ติวยานนท์) อรรถมานะ ได้อธิบายความหมายของพฤติกรรมไว้ว่า
พฤติกรรม (behavior) นั้นอาจกล่าวได้ว่า คือการกระทําหรืออาการที่แสดงออกของ บุคคล
(Action)ท้ังน้ีรวมถึงการงดเว้นการกระทําด้วย (Inaction) นอกจากนั้นการตัดสินใจท่ีรู้สึกได้ของ
บุคคล กลมุ่ หรือองค์กร หรือการกระทําท่ซี ่อนเร้นแต่พร้อมท่ีจะแสดงออก อาทิ การมีความคิดริเริ่ม ก็
นับเป็นการกระทําเช่นกัน ดังน้ัน คําว่า “พฤติกรรม” จึงรวมถึงส่ิงที่บุคคล กลุ่มหรือองค์กร ประพฤติ
ปฏิบัติซึ่งเป็นพฤติกรรมท่ีเปิดเผย (Overt behavior) และยังร่วมถึงพฤติกรรมที่ยังไม่แสดงออก หรือ
พฤติกรรมซ่อนเร้น (Covert behavior) ท้ังน้ีรวมถึงกระบวนการภายในอ่ืน ๆ ได้แก่ ความคิด
ความรู้สึก ทัศนคติ เป็นต้น นอกจากน้ัน ยังร่วมถึงการงดเว้นการกระทําหรือการไม่แสดงออกทั้งที่
ต้งั ใจและไม่ตง้ั ใจอกี ดว้ ย๒๐

จากที่กล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระทําของมนุษย์ทแ่ี สดงออกไม่ว่า
ทางใดทางหนึ่ง การกระทําท่ีตั้งใจหรือไม่ต้ังใจก็ตาม รวมถึงกระบวนการภายในอ่ืน ๆ ได้แก่ ความคิด
ความร้สู กึ ทัศนคติ เปน็ ตน้

๒.๒.๒ แนวคดิ เกี่ยวกบั พฤติกรรมการเลือกต้งั

การศึกษาถึง พฤติกรรมการเลือกตั้ง (Electoral behavior) เป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์ใน
ประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยให้ความสนใจอย่างมาก ท้ังน้ีเน่ืองจากในระบอบ
ประชาธิปไตย การเลือกตั้งเป็นกติกาสูงสุดที่ทุกคนยอมรับในสังคมประชาธิปไตย (The only game
in town) เป็นที่มาของรัฐบาลท่ีมีความชอบธรรม (Legitimate government) เป็นกลไกยืนยันถึง

๑๘ ปรีชา วิหคโต, แนวการศึกษาบุคลิกภาพ, (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๒),
หน้า ๖.

๑๙ ประสิทธ์ิ ทองอุ่นและคณะ, พฤติกรรมมนุษย์กับการพัฒนาคน “โครงการพัฒนาส่ือการศึกษา
เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์เธิร์ดเวฟ เอ็นดูเคช่ัน จํากัด, ๒๕๔๒,
หนา้ ๔.

๒๐ สร้อยตระกูล (ติวยานนท์) อรรถมานะ, พฤติกรรมองค์การทฤษฎีและการประยุกต์,
(กรุงเทพมหานคร: สํานกั พิมพ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๔๑), หน้า ๑๓-๑๔.

๒๐

ความรับผิดชอบท่ีรัฐบาลต้องมีต่อประชาชน (To ensure that the government remains
accountable to the people) ส่ิงเหล่านี้ปรากฏในสหรัฐอเมริกาและยุโรปตะวันตก ซ่ึงมีการ
เลอื กตั้งทั่วไปในระดับประเทศตามกรอบระยะเวลาอย่างต่อเนอ่ื งตามท่ีมกี ารระบุไว้ในรัฐธรรมนูญของ
ประเทศเหล่านี้๒๑

จิติล คุ้มครอง กล่าวว่า ทฤษฎีเก่ียวกับพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง มองว่า
พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเป็นปรากฏการณ์ของการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่าง
หน่ึง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่มีปัจจัยเก่ียวข้องกับผู้คนจํานวนมากเพราะพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งในด้าน
การเมืองเศรษฐกิจและสังคม เป็นผลมาจากการตัดสินใจ (Decision Making) ภายใต้สภาวะแวดล้อม
บุคลิกภาพและความสนใจของแต่ละคน แนวความคิดกลุ่มนี้เป็นท่ีสนใจในหมู่นักวิชาการด้านสังคม
วิทยา รัฐศาสตร์ และพฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งให้ความสนใจอิทธิพลของสถานภาพ ด้านเศรษฐกิจและ
สังคม เพราะเห็นว่าเป็นปัจจัยท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชน
นอกจากน้ียังให้ความสนใจตอ่ กจิ กรรมของพรรคการเมอื งเพราะเป็นตัวกระตุ้นสําคัญทส่ี ่งผลตอ่ การใช้
สิทธิออกเสียงเลือกตง้ั แนวความคิดของทฤษฎีกลมุ่ นี้ ได้แก่๒๒

๑. ทฤษฎปี จั จยั กําหนด (Deterministic Theories) มีแนวความคดิ พื้นฐานท่ีว่าปจั จยั ทาง
สังคมเป็นตัวกําหนดท่ีสําคัญของพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ท้ังนี้ปัจจัยทางสังคมท่ีเป็นภูมิ
หลังของ บุคคลมีอิทธิพลอย่างสําคัญต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง จะเห็นได้ว่าทฤษฎี
ปัจจัยกําหนด เน้นว่าพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงการเลือกต้ังของแต่ละบุคคลเกิดจากปัจจัยด้านภูมิ
หลัง ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของบุคคลมากกว่าปัจจัยภายนอก หรือสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น อิทธิพลการ
พึ่งพาทางด้านเศรษฐกิจหรือสังคม ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าประชาชนหรือคนท่ีไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะ
ตดั สนิ ใจเลือกผู้สมคั รจากเหตุผลของแตล่ ะบุคคลมากกวา่ เกดิ จากการโน้มนา้ วหรือชกั จูงจากคนอน่ื ซึ่ง
ความสํานึกเชิงเหตุผลน้ีจะมีลักษณะของเหตุผลท่ีเกิดจากปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องต้องกัน
ระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งกับกลุ่มของประชาชนที่ใช้สิทธิเลือกต้ัง ได้แก่ การเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน
เช่น จงั หวัดเดยี วกัน ภาคเดยี วกัน เปน็ ชาวนาหรอื กรรมกรเหมอื นกันเป็นตน้

๒. ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผล (Consciously Rational Theories) ทฤษฎีน้ีมี
แนวความคิดท่ีเน้นปฏิกิริยาของการสํานึกตรึกตรองของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งท่ีมีต่อนโยบาย
ของพรรคการเมืองสภาพของผู้สมัครรับเลือกต้ังและค่าบริหารเลือกตั้ง ซึ่งลักษณะดังกล่าวน้ีเป็น
เหมือนกรอบความคิดเชิงเหตุผล (Rational Framework) ของผู้ไปลงเลือกต้ังในลักษณะเด่ียวกัน
ลักษณะการตัดสินใจของผู้บริโภคทางด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งมองว่าประชาชนจะตัดสินใจเลือกต้ังโดย
อาศัยหลักเหตุผลของตนกับกิจกรรมการดําเนินนโยบายของพรรคการเมืองกล่าวคือ พฤติกรรมการ

๒๑ วิเชียร ตันศิริคงคล, การศึกษาความเคลื่อนไหวทางการเมืองในการออกเสียงประชามติและ
พฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๐: จังหวัดมหาสารคาม, (กรุงเทพมหานคร: สํานักวิจัยและ
พัฒนา สถาบันพระปกเกล้า, ๒๕๕๘), หนา้ ๑๐.

๒๒ จิติล คุ้มครอง, “พฤติกรรมการเลือกต้ังของประชาชนในกรอบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ :
ศึกษากรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต, (บัณฑติ วทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยบูรพา, ๒๕๔๐), หนา้ ๓๐-๓๒.

๒๑

ลงคะแนนเสียงของประชาชนจะได้รับอิทธิพลจากนโยบายของพรรค การจัดกิจกรรมของพรรค ซ่ึง
ประชาชนจะถูกจูงใจให้เกิดความนิยมศรัทธาจึงให้การสนับสนุนทฤษฎีน้ีจะมองกิจกรรมของ พรรค
การเมืองเป็นตัวกระตุ้นที่สําคัญของการไปใช้สิทธิเลือกต้ังโดยเฉพาะในเขตเลือกต้ังท่ีมีการแข่งขันสูง
โดยจะกระตุ้นให้ผู้ไปใช้สิทธิมีความกระตือรือร้นมากข้ึนกล่าวคือ ประชาชนจะออกไปใช้สิทธิเลือกต้ัง
เพ่ือสนบั สนนุ ท่คี นสังกัดหรือศรัทธา

๓. ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) แนวความคิดของทฤษฎีระบบเช่ือว่าความสมดุล
(Homeostatic) ของระบบจะมีเสถียรภาพของความมั่นคงในระดับต่าง ๆ กัน การข้ึนลงของอัตรา
การลงคะแนนเสียงและการเลือกตั้งพรรคใดพรรคหน่ึงจะข้ึนอยู่กับส่วนผสมของพลังที่เกิดขึ้นเฉพาะ
ช่วงสมัยบวกกับปัจจัยพื้นฐานของประชาชนในขณะนั้น เช่น ความสนใจตัวผู้สมัครความเห็นต่อ
นโยบายและปัญหาทางการเมืองภาพพจน์ที่มีต่อการปฏิบัติงานของพรรค ฯลฯ เป็นต้น จะเห็นได้ว่า
ทฤษฎีระบบมีความสัมพันธ์กับสองทฤษฎีข้างต้นมากพอสมควรโดยเฉพาะทฤษฎีความสํานึกเชิง
เหตุผลเพราะความสํานึกเชิงเหตุผลจะทําให้ประชาชนมีพฤติกรรมการเลือกต้ังแปรเปลี่ยนไปตาม
สถานการณ์ทางการเมือง๒๓

กล่าวได้วา่ เป็นการมองวา่ พฤตกิ รรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังเป็นปรากฏการณ์ของการ
เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างหนึ่งท่ีมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับผู้คนจํานวนมากซึ่งเป็นผลมาจากการ
ตัดสินใจภายใต้สภาวะแวดล้อม บุคลิกภาพและความสนใจของแต่ละคน ได้แก่ ทฤษฎีปัจจัยกําหนด
ท่ีมองว่าปัจจัยทางสังคมเป็นตัวกําหนดท่ีสําคัญของพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทฤษฎีความ
สํานึกเชิงเหตุผลเป็นทฤษฎีที่เน้นปฏิกิริยาของการสํานึกตรึกตรองของผู้ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มี
ต่อนโยบายสภาพ และค่าบริหารของพรรคการเมอื งและทฤษฎรี ะบบที่เช่อื ว่าความสมดลุ ของระบบจะ
มีเสถียรภาพของความมั่นคงในระดับต่าง ๆ กันซ่ึงทฤษฎีระบบจะมีความสัมพันธ์กับทฤษฎีปัจจัย
กําหนดและทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผลเพราะมีส่วนทําให้ประชาชนมีพฤติกรรมการเลือกตั้ง
เปลีย่ นไปตามสถานการณท์ างการเมอื ง

ทัศนคติทางการเมืองของกราเบรียล อัลมอนด์ และซิดนีย์ เวอร์บา (Grabrial Almond
and Sidny Verba)๒๔ สามารถแบ่งความโนม้ เอียงทางการเมอื งได้ ๓ องคป์ ระกอบ คือ

๑. ความโน้มเอียงด้านความรคู้ วามเข้าใจ (cognitive orientation) หมายถึง ความรู้และ
ความเชื่อเกี่ยวกับระบบทางการเมืองบทบาททางการเมืองของสถาบันต่าง ๆ บุคคลที่มีบทบาททาง
การเมืองปัจจัยนําเข้าและผลวิจยั ของระบบทางการเมือง

๒๓ จิติล คุ้มครอง, “พฤติกรรมการเลือกต้ังของประชาชนในกรอบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ :
ศึกษากรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑิต, (บณั ฑิตวทิ ยาลัย: มหาวิทยาลยั บรู พา, ๒๕๔๐), หนา้ ๓๐-๓๒.

๒๔ กราเบรียล อัลมอนด์ และซิดนีย์ เวอร์บา, วัฒนธรรมพลเมือง: ทัศนคติทางการเมืองและ
ประชาธิปไตยในห้าประเทศ สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยพร้ินซ์ตัน, ๒๕๐๖). อ้างใน จรุญ หยูทอง-แสงอุทัย, วัฒนธรรม
ทางการเมือง (๒), [ออนไลน์], แหล่งที่มา: https://mgronline.com/south/detail/9570000141615 [๑๕ สิงหาคม
๒๕๖๓].

๒๒

๒. ความโน้มเอียงทางด้านความรู้สึก (affective orientation) หมายถึง ความพอใจ
หรือไม่พอใจท่ีมีต่อระบบการเมืองบทบาททางการเมืองของสถาบันต่าง ๆ บุคคลท่ีมีบทบาททาง
การเมอื งและการดําเนินงานทางการเมอื ง

๓. ความโน้มเอียงทางด้านการประเมินค่า (evaluation orientation) หมายถึง การ
ตัดสินใจเลือกและแสดงความคิดเห็นต่อวัตถุทางการเมืองซ่ึงโดยท่ัวไปจะเกี่ยวข้องกับมาตรฐานของ
ค่านิยม (value) เช่น การตดั สินว่าดีหรือไม่ดี เป็นประโยชน์หรือไมเ่ ปน็ ประโยชน์เป็นต้น ดังน้ัน ความ
โน้มอียงทางดา้ นการประเมินคา่ ซึ่งอาจเปรยี บเทียบได้กับองค์ประกอบทางดา้ นพฤติกรรมของทัศนคติ
เนื่องจากเป็นส่ิงที่เกิดจากการตัดสินใจโดยอาศัยมาตรฐานทางค่านิยม อันจะมีผลต่อพฤติกรรมที่จะ
แสดงออกต่อไปในอนาคต๒๕

สรุปได้ว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง คือการแสดงออกของการตัดสินใจด้วย
พ้ืนฐานทางความรู้ความเข้าใจท่ีเกิดจากพ้ืนฐานทางสังคม และสภาวะแวดล้อมท่ีแตกต่างกัน ค่านิยม
ทัศนคติส่วนตัว จากการรับรู้ท่ีแตกต่างกันจึงแสดงพฤติกรรมในการใช้สิทธิทางการเมือง การมี
สว่ นรวมทางการเมืองตามแนวทางของตน

๒.๒.๓ แนวความคิดเก่ียวกบั พฤตกิ รรมการไปใช้สิทธเิ ลือกตงั้

แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ในทางรัฐศาสตร์นั้น
พัฒนาข้ึนมาจากความสนใจของนักวิชาการ ๒ สาขาคือนักสังคมวิทยาและนักรัฐศาสตร์กลุ่ม
พฤติกรรมนิยม นักวิชาการเหล่าน้ีได้ให้ความสนใจอิทธิพลของสถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม ท่ีมีต่อ
พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของ บุคคลเป็นเรื่องแรก สถานภาพทางเศรษฐกิจ สังคม
ดังกล่าว บง่ ชีจ้ ากการศึกษาอาชีพ กลมุ่ ชาติพันธ์วุ ฒั นธรรมและชนกลุ่มต่าง ๆ รวมท้งั แบบแผนการเข้า
มามีส่วนรวมทางการเมืองด้วย ต่อมาได้ให้ความสนใจอิทธิพลของปัจจัยด้านจิตวิทยาหรือความรู้สึก
ทางการเมืองเช่น ความสนใจที่มีต่อการเมืองการสังกัดกลุ่มหรือการสังกัดพรรคการเมืองบางพรรค
เป็นต้น การศึกษาดังกล่าวน่านํามาพิจารณาเพื่อกําหนดเป้าหมายแนวทางในการศึกษาพฤตกิ รรมการ
ลงคะแนนเสียงเลือกตง้ั ของไทยทีเ่ ป็นระบบตอ่ ไป๒๖

๑. ทฤษฎีปัจจัยตัวกําหนดระบุว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังกําหนดโดย
ปัจจัยทางสังคม ทฤษฎีดังกล่าวเสนอว่า ปัจจัยทางสังคมอันเป็นภูมิหลังของ บุคคลท้ังในระดับกว้าง
ทั่วไป และแคบลงมาจนถึงช่วงท่ีจะมีการตัดสินใจที่มีอิทธิพลอย่างสําคัญต่อพฤติกรรมการลงคะแนน
เสียงเลือกตั้งแนวความคิดที่เป็นพื้นฐานทางทฤษฎีได้แก่ตัวแบบพลังทางสังคมของพอลลา ซาเฟลต์
“ทฤษฎสี นาม” ของนักจิตวิทยา เครต์ เลวิน กลา่ วอีกนัยหนึ่ง ทฤษฎีประเภทนี้เป็นการเสนอเงอื่ นไขที่

๒๕ จิติล คุ้มครอง, “พฤติกรรมการเลือกต้ังของประชาชนในกรอบรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ :
ศึกษากรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๒ จังหวัดชลบุรี”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตร
มหาบัณฑติ , (บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลยั บูรพา, ๒๕๔๐), หน้า ๓๐-๓๒.

๒๖ สุจิต บุญบงการ และพรศักดิ์ ผ่องแผ้ว, “พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของคนไทย”,
รายงานการวิจัย, (โครงการเผยแพรผ่ ลงานวิจยั ฝ่ายวิจัย: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๒๗), หน้า ๑๙๖-๑๙๗.

๒๓

กํ าห น ด รูป แ บ บ (Pattern) ข อ งพ ฤ ติ ก รรม ซ่ึ งไม่ ได้ มุ่ งท่ี จ ะ ส รุป เชิ งนิ รนั ย (Deductive
Generalization) หรอื ทํานายพฤติกรรมในอนาคตที่เกยี่ วข้องกนั ใหเ้ ปน็ ระเบยี บ

๒. ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผล ทฤษฎีความสํานึกเชิงเหตุผลเน้นที่ปฏิกิริยาความ
สํานึกตรึกตรองของผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงที่มีต่อการบริหารการเลือกต้ัง นโยบายของพรรคและสภาพ
ของผู้สมัครรับเลือกตั้งลักษณะดังกล่าวคล้ายกับความคิดเชิงเหตุผล (Rational Framework) ของผู้
ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเสมือนการตัดสินใจของผู้บริโภคทางเศรษฐศาสตร์งานท่ีสําคัญได้แก่
Economic Theory of Democracy ของดาวน์ (Downs) และของ เคย์ (Key) ในเร่ือง The
Responsibility Electorate

๓. ทฤษฎีระบบ ทฤษฎีระบบน้ีมุ่งศึกษาปัจจัยท่ีทําให้เกิดดุลภาวะข้ึนในการเลือกต้ัง
น้ันคือผู้พิจารณาถึงปัจจัยที่เป็นตัวกําหนดและความสํานึกเชิงเหตุผลท่ีเกิดข้ึนจากปัจจัยระยะสั้น
เฉพาะชว่ งสมัยการใช้ทฤษฎีดงั กล่าวจงึ ลกั ษณะเป็นตวั แทนเชิงการทาํ นาย (Predictive Model)

๔. ทฤษฎีเก่ียวกับผู้อุปถัมภ์และผู้รับอุปถัมภ์ (Patron-Client) ทฤษฎีนี้ได้อธิบายถึง
ความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลสองฝ่ายซึง่ ต่างช่วยเหลอื ซึ่งกันและกนั ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ท่ีได้เท่าเทียม
กันกล่าวคือผู้อุปถัมภ์จะอยู่ในฐานะท่ีสูงกว่าในเชิงสัมพันธ์และผู้รับอุปถัมภ์จะอยู่ในฐานะต่ํากว่า
ความสัมพันธ์ทั้งสองฝ่ายอาจจะเป็นไปได้ตั้งแต่เชิงเศรษฐกิจการช่วยเหลือต่าง ๆ ตลอดจนให้ถึงความ
ค้มุ ครองและที่สําคัญคือความสัมพันธ์แบบน้ีจะอยู่บนพ้ืนฐานของความสัมพันธ์ส่วนตัวเป็นหลัก ซึ่งแต่
ละฝ่ายในสังคมจะมีอิสระที่จะเลือกผู้อุปถัมภ์และยังมีอิสระในการกําหนดบุคคลที่เขามีความสัมพันธ์
ด้วยและความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้อาจสิ้นสุดลงเม่ือใดก็ได้หากมีการตอบแทนท่ีแต่ละฝ่ายได้รับไม่
คมุ้ ค่าเขาจะเป็นผู้อุปถัมภห์ รอื ผู้รบั อุปถัมภ์ ผู้ได้อุปถัมภอ์ าจจะไปหาผู้อุปถัมภ์คนใหม่และผู้รับอุปถมั ภ์
กเ็ ลือกให้ผลประโยชน์แก่ผูอ้ ุปถัมภ์๒๗

การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิน่ มักจะเชื่อมโยงกับผ้มู ีหนา้ ท่ีทางการเมืองจะ
ให้ความช่วยเหลือประชาชน หัวคะแนน เพื่อหวังผลทางการเมืองในอนาคต ท้ังในระดับท้องถิ่นถึง
ระดบั ประเทศ

๒.๒.๔ แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกับการจงู ใจ Theories of motivation

ทฤษฎีการจูงใจของแม็คเคลแลนด์ (McClelland) ตามทฤษฎีเช่ือว่าความต้องการของ
คนที่จะเป็นแรงจูงใจท่สี าํ คญั มี ๓ ประการ คือ

๑. ความตอ้ งการประสบความสําเร็จ (Need for achievement หรือ nach)
๒. ความตอ้ งการความรกั ความผูกพนั (Need for affiliation หรือ naff)
๓. ความตอ้ งการอํานาจบารมี (Need for power หรอื npow)

แม็คเคลแลนด์ ได้ทาํ การวิจยั ตามแนวความคิดท้งั ๓ ประการ ดังกล่าวและสรุปผลได้ดงั น้ี
(๑) บุคคลทีต่ ้องการประสบผลสาํ เร็จสูง (nach) จะแสวงหาทางเพ่อื กา้ วไปข้างหน้า จะใช้
ความพยายามเพื่อมุ่งไปสู่ความสําเร็จ และจะมีความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาต่าง ๆ จากการศึกษา

๒๗ อา้ งแล้ว.

๒๔

ของแม็คเคลแลนด์ พบว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของนักศึกษาท่ีมีความต้องการประสบผลสําเร็จ จะเข้าสู่
อาชีพท่ีต้องการผู้มีความสามารถที่จะเผชิญกับความเสี่ยงและการตัดสินใจ และมีโอกาสที่ประสบ
ผลสําเร็จที่ยิ่งใหญ่ เช่น งานการจดั การธุรกิจ เปน็ ตน้

(๒) บุคคลที่ตอ้ งการความรักความผูกผนั (naff) แม็คเคลแลนด์ มองความตอ้ งการนี้คลา้ ย
กับความต้องการระดับท่ี ๓ ของมาสโลว์ ได้สรุปผู้มีความต้องการด้านนี้สูงไว้ว่า พวกน้ีได้จัดลําดับ
ความสําคัญ ความต้องการท่ีอยากจะอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน มากกว่าความต้องการเพื่อความสําเร็จ ตัวอย่าง
การศึกษาโดยการทดลองการให้มีโอกาสเลือกผู้ช่วยในการทํางานอย่างหนึ่งพบว่าบุคคลท่ีต้องการ
ประสบความสําเร็จสูง (mach) จะเลือกผู้ช่วยท่ีมีคุณสมบัติแสดงถึงความสามารถเป็นสําคัญ ส่วน
บุคคลท่ีต้องการความรักความผูกพันสูง (naff) จะเลือกเพ่ือนของเขาเองมาเป็นผู้ช่วยร่วมงาน จะเห็น
ได้ชัดว่าบุคคลท่ีมีความต้องการความรัก ความผูกพันสูง จะตัดสินใจโดยถือความสบายใจในการ
ทํางานมากกวา่ ทจี่ ะยดึ ถือความสําเร็จของงาน

(๓) บุคคลที่มีความต้องการอํานาจบารมีสูง (npow) หมายถึง ความปรารถนาอยากได้มี
อํานาจบารมี เพื่อนําไปใช้ควบคุมกํากับผู้อื่น บุคคลผู้ต้องการมีอํานาจบารมีสูงตามแนวความคิดของ
แม็คเคลแลนด์ มีความต้องการอํานาจแยกเป็น ๒ แนวทาง คือ ในทางบวก มีความปรารถนาอยากมี
อํานาจ บารมี สามารถเชิญชวนและดลใจให้คล้อยตามยอมรับได้ หรือในทางลบเป็นความปรารถนา
ตอ้ งการ๒๘

ธงชัย สันติวงษ์ กล่าวถึงความสําคัญของแรงจูงใจว่า พฤติกรรมหรือการแสดงออกใด ๆ
ของมนุษย์นั้นจะมีสาเหตุเสมอสิ่งท่ีเป็นสาเหตุก็คือแรงจูงใจหรือความอยากเป็นตัวช้ีนํา (Guide)
พฤติกรรมของคนตลอดเวลาดังนน้ั การสามารถทราบกลไกการเกดิ พฤตกิ รรมและวธิ กี ารจูงใจยอ่ ม ให้
บริหารสามารถกระทําการส่ังการได้เหมาะสมซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้คนทุ่มเทความสามารถของตนให้
เปน็ ประโยชน์ต่อองค์การจนกระท่งั องค์การบรรลุผลสําเร็จตามวัตถุประสงค์ได๒้ ๙

ทฤษฎีการจูงใจของแม็คไกร์ แรงจูงใจทางจิตวิทยาของแม็คไกร์ที่นํามาใช้ในการตลาด
เป็นอยา่ งมาก ไดก้ ลา่ วถงึ แรงจูงใจท่ีมีผลต่อการตดั สนิ ใจของมนุษย์ อธิบายไว้ดงั นี้

๑. ความต้องการความสอดคล้องกัน (Need for consistency) เป็นความต้องการของ
ผู้บริโภคท่ีต้องการในทุกส่วนทุกด้านของตนเอง สอดคล้องกลมกลืนซึ่งกันและกัน ได้แก่ทัศนคติ
พฤติกรรมที่แสดงออกต่าง ๆ ความคิดเห็น ภาพลักษณ์เก่ียวกับตนเอง (Self - images) และความ
คิดเหน็ ของคนอ่นื เป็นต้น

๒. ความต้องการทราบเห็นผลท่ีเป็นท่ีมาของสิ่งต่าง ๆ (Need to attribute causation)
เป็นความต้องการเพื่อที่จะทราบว่าใคร หรืออะไรเป็นสาเหตุท่ีทําให้ส่ิงต่าง ๆ เกิดขึ้น และส่ิงท่ีเกิดน้ัน
จะเกิดผลในทางท่ีดีหรือไม่ดีกับตัวเองหรือสิ่งอ่ืน ๆ อย่างไร ความต้องการทราบสาเหตุเพ่ือนําไป
วินิจฉัยในส่ิงต่าง ๆ ทําให้เกิดทฤษฎีขึ้นมาทฤษฎีหนึ่ง เรียกว่า “ทฤษฎีการอ้างเหตุผล” (Attribution

๒๘ ธงชัย สันติวงษ์, ทฤษฎีองค์การและการออกแบบ, (กรุงเทพมหานคร: ไทยวัฒนาพานิช, ๒๕๔๑),
หนา้ ๓๗๘-๓๗๙.

๒๙ อ้างแล้ว.

๒๕

theory) แนวคิดนี้ทําให้เราเข้าใจว่า ทําไมการจัดทําข่าวสารโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่พอ จําเป็นต้อง
ใหม้ ีบุคคลทน่ี ่าเชื่อถือมาอา้ งองิ

๓. ความต้องการท่ีจะสามารถจําแนกสิ่งต่าง ๆ ได้ (Need to categorize) เป็นความ
ต้องการของทุกคน เพ่ือที่จะจําแนกจัดองค์ประกอบข้อมูล และประสบการณ์ให้มีความหมายท่ีเข้าใจ
ได้และสามารถนํามาใช้ประโยชน์อย่างใดอย่างหน่ึงได้ ความสามารถเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นและเก็บไว้ใน
สมอง ซ่ึงสามารถเรียกนํามาใชโ้ ดยผา่ นกระบวนการขอ้ มูลดงั กลา่ วมาแล้ว

๔. ความต้องการที่จะสามารถบอกความหมายโดยนัยได้ (Need for cues) แรงจูงใจนี้จะ
สะท้อนออกในรปู ของความตอ้ งการที่จะสามารถสังเกตเห็น สิ่งบอกเหตหุ รือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในอันที่
จะทําให้บอกความหมายโดยนัยว่าเรามีความคิดหรือความรู้สึกอย่างไร ความประทับใจ
(Impressions) ความรู้สึกต่าง ๆ (Feelinges) และทัศนคติ (Attitudes) ส่ิงเหล่าน้ีถูกสร้างข้ึนภายใน
จิตใจ โดยการมองพฤติกรรมของเราเอง และมองพฤติกรรมของผู้อ่ืน และสรุปเป็นความหมายโดยนัย
(Drawing inferences) เพือ่ แสดงความคิดเห็นออกมาว่า เรารู้สึกและความคิดอยา่ งไร

๕. ความต้องการมีอิสรภาพ (Need for independence) ความต้องการมีอิสรภาพหรือ
การปกครองตนเอง (Self-government) เป็นคุณลักษณะของวัฒนธรรมของชาวอเมริกา แต่ดู
เหมือนว่าเป็นลักษณะส่วนบุคคลที่ทุกชาติทุกภาษา และทุกวัฒนธรรมต้องการนี้ เพียงแต่ว่าจะ
แตกต่างกันเฉพาะระดับของความมีอิสรภาพเท่าน้ัน สําหรับคนไทยแม้ว่ามีความต้องการอิสรภาพ แต่
วัฒนธรรมไทยและความเช่ือบางอย่างที่ได้รับการถ่ายทอดส่ังสอนกันมา เช่น สอนให้เชื่อถือผู้ใหญ่
ผู้สูงอายุ “ตามหลงั ผู้ใหญห่ มาไม่กดั ” เป็นตน้ จึงทําให้ระดับความต้องการในข้อน้ีลดลง

๖. ความต้องการส่ิงแปลกใหม่ (Need for novelty) เป็นความต้องการของทุกคนท่ีจะ
แสวงหาความแปลกใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงความจําเจและซ้ําซาก ความต้องการในส่ิงใหม่จะเปลี่ยนแปลง
ไปตามกาลเวลา นั่นคือ เมื่อไร่ก็ตามท่ีบุคคลอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมนาน ๆ ก็เกิดความเบื่อหน่าย
และอยากเปลย่ี นแปลงบรรยากาศบ้าง

๗. ความต้องการแสดงตนเองให้ประจักษ์ (Need for self-expression) แรงจูงใจนี้จะ
เกี่ยวข้องกับความต้องการเพ่ือแสดงความเป็นตนเอง ให้ผู้อื่นรับรู้ได้จะออกมาในรูปของการกระทํา
บางอย่างท่ีจะสะท้อนให้เห็นความต้องการนี้ เพ่ือแสดงให้เห็นว่าตนเองเป็นใครและต้องการจะให้เป็น
อะไร

๘. ความต้องการเพ่ือป้องกันตนเอง (Need for ego-defense) ความต้องการเพื่อป้อง
ปกคุ้มครองตนเอง เป็นแรงจูงใจท่ีสําคัญอย่างหนึ่ง เม่ือไรก็ตามที่บุคคลถูกคุกคามภาพลักษณ์ของ
ตนเองก็จะเปน็ แรงจูงใจใหบ้ ุคคลนนั้ ปอ้ งกันภาพลกั ษณ์ของตนเอง (Self-image หรือ Self-concept)
ด้วยการแสดงพฤติกรรมและทศั นคตบิ างอยา่ งเพอ่ื ปอ้ งกนั

๙. ความต้องการได้รับการเสริมแรง (Need for reinforcement) เรามักจะได้รับแรง
กระตุ้นให้กระทําบางอย่างบ่อย ๆ ด้วยเหตุผล เพราะว่าเราได้รับความพึงพอใจอันเป็นรางวัล
(Reward) ในการกระทําเช่นนัน้

๑๐. ความต้องการความรักความผูกพัน (Need for affiliation) เป็นความต้องการของ
บุคคลที่ปรารถนาอยากช่วยเหลือกันและกัน เพ่ือสร้างความรักความผูกพันให้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่เป็น
สมาชิกกล่มุ

๒๖

๑๑. ความต้องการยึดถือบุคคลอื่นที่ช่ืนชอบเป็นตัวแบบ (Need for modeling) ความ
ต้องการลักษณะน้ีจะสะท้อนให้บุคคลมีแนวโน้มท่ีจะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ไปตามรูปแบบของบุคคล
อื่นท่ีตนเองชื่นชอบ จึงเป็นแรงจูงใจให้ตนเองประพฤติปฏิบัติตาม การยึดถือผู้อื่นเป็นตนแบบเป็น
วิธีการปรบั ตัว เพื่อให้สามารถเขา้ กบั ผูอ้ ่นื

จากทฤษฎีข้างต้น สรุปได้ว่า การจูงใจ หมายถึง การนําเอาปัจจัยต่าง ๆ มาเป็น
แรงผลักดัน ให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาอย่างมีทิศทาง เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมาย หรือเป้าหมายท่ี
ตอ้ งการ ดังน้ันผู้ทีท่ ําหน้าทจ่ี ูงใจ จะต้องค้นหาว่า บุคคลเปา้ หมายที่ต้องการจงู ใจ มีความตอ้ งการหรือ
มีความคาดหวังอย่างไร มีประสบการณ์ ความรู้ และทัศนคติในเร่ืองนั้น ๆ อย่างไร แล้วพยายามดึง
เอาส่ิงเหลา่ นั้นมาเป็น แรงจงู ใจ (Motive) ในการแสดงพฤตกิ รรม หรอื เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ

๒.๒.๕ แนวคิดและทฤษฎีเก่ยี วพฤติกรรมของมนษุ ย์

วูม ( Vroom ๑๙๖๔ : ๑๐๓) ได้มีคติฐานความเช่ือว่าพฤติกรรมของบุคคลเป็นผลมาจาก
การตัดสินใจเลือกระหว่างทางเลือกต่าง ๆ โดยพฤติกรรมเหล่าน้ันมีระบบ มีความสัมพันธ์กับ
กระบวนการ ทางจติ ใจได้แก่ การรับรู้ ความเชื่อ เจคติ โดยเกิดจากแรงจงู ใจ

ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แบ่ง “Structure” ของจิตใจอันเป็นบ่อเกิดแห่งพฤติกรรม
ประเภทต่าง ๆ ๓ ประเภท ดังนี้

๑. Id หมายถึง แรงผลักดันของจิตใจ คือ Drive หรือ Instinctual Drive คือ โครงสร้าง
ของจิตส่วนด้ังเดิมท่ีปราศจากการขัดเกลาใด ๆ ท้ังสิ้น เม่ือมีผล ก็จะแสดงออกมาอย่างหยาบ ๆ ซ่ึง
ประกอบด้วยสัญชาตญาณ หรือแรงขับโดยกําเนิด ในช่วงที่เป็นทารกแรงขับเหล่านี้ยังกระจัดกระจาย
และปราศจากจุดหมายปลายทาง บทบาทของโครงสร้างส่วนนี้ต่อบุคลิกภาพในช่วงวัยทารกจึงมีน้อย
มาก ต่อเมื่อทารกเติบโตขึ้น พลังที่กระจัดกระจายอยู่ก็เร่ิมปรากฏออกมา ซ่ึงเป็นการเร่ิมตัวของ
โครงสร้างของบคุ ลกิ ภาพ

๒. Ego หมายถึง ส่วนที่ทําหน้าท่ีปรับตัวหรือผู้ผสมผสานความต้องการของ Id กับ
สิ่งแวดล้อมภายนอก (Environment) เม่ือส่งผลต่อพฤติกรรมก็จะแสดงออกมาในรูปที่เหมาะสมตาม
สถานการณม์ ากขึ้น เพราะโครงสร้างประเภทนี้ ได้ถูกกลัน่ กรองแล้ว

๓. Superego หมายถึง ส่วนที่เป็นศีลธรรม มโนธรรม คําสั่งสอน และกฎเกณฑ์ หรือ
กฎหมายต่าง ๆ เมื่อส่งผลต่อพฤติกรรมจะแสดงออกมาในรูปของพฤติกรรมของปัญญาชนทั้งหลาย
เปน็ ไปโดยรอบคอบ

ฟรอยด์ (Freud. ๑๙๔๔ : ๓๕๘) ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory)
ซิกมันด์ฟรอยด์ (Sigmund Froid) เชื่อว่า จริยธรรมเป็นส่วนเดียวกับมโนธรรม (Superego or
conscience) จริยธรรมเป็นคุณลักษณะเบื้องต้นของการรักษาศีลของ บุคคล โดยจริยธรรมเกิดจาก
กระบวนการภายในของวัฒนธรรมหรือบรรทัดฐานของพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูได้แก่ การถือตนตามอย่าง
(Identification) ทําให้เด็กรับเอาบุคลิกภาพค่านิยม มาตรฐานจริยธรรมในสังคม เม่ือบุคคลได้รับการ
ปลูกฝังจริยธรรมแล้วจะเกิดความขัดแย้งข้ึนเม่ือความต้องการส่วนตัวไม่สอดคล้องกับส่ิงที่สังคม
ต้องการถ้าบุคคลนั้นทําชั่วเขาจะเกิดความละอายใจตนเอง มีความไม่สบายใจ ซึ่งเป็นการลงโทษ

๒๗

ตนเอง โอกาสต่อไปเขาจะไม่ทําช่ัวโดยไม่ต้องมีการควบคุมจากบุคคลอ่ืนภายนอก น่ันคือเขามี
ความรู้สกึ ผดิ ชอบชัว่ ดหี รอื มีมโนธรรมน่นั เอง

ลักษณะการอธิบายพฤติกรรมของ ฟรอยด์ เป็นการอธิบายปัญหาเก่ียวกับความต้องการ
ในที่น้ีเราจะเน้นที่การต้องการของวยั รุ่น โดยเป็นการตอบสนองต่อความต้องการในช่วงวัยเด็ก เม่ือสิ่ง
ที่ต้องการไม่ได้รับการตอบสนองก็จะแสดงออกมาในรูปแบบท่ีแตกต่างกัน ซ่ึงเกิดจากสัญชาติญาณ
ของแต่ละบุคคล บางคร้ังก็อาจจะเกิดความวิตกกังวลในการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ นั้น เมื่อวยั รนุ่ ไม่มี
ความศรัทธาในศีล ย่อมจะไม่มีหลักในการปฏิบัติตน ย่อมจะต้องสร้างพฤติกรรมเพื่อปกป้องตนเอง
จากความกังวลดังกล่าวนี้เพ่ือตอบสนองต่อสัญชาตญาณแห่งชีวิต (Sexual Driver) แต่เมื่อใดที่บุคคล
มีความศรัทธาในศีลจะทําให้การปฏิบัติตนไม่ต้องเกิดความเดือดร้อนจากสัญชาติญาณแห่งชีวิต และ
พร้อมท่จี ะดําเนินชวี ติ อยู่ไดโ้ ดยมคี วามสขุ เสมอ

ตามแนวคิดของ ฟรอยด์ Ego มีหน้าท่ีหลัก หรือหน้าที่สําคัญคือให้บุคคลนั้นปรับตัวให้
เข้ากับสิ่งแวดล้อมในผู้ใหญ่ หน้าท่ีดังกล่าวน้ีประกอบด้วยปรากฏการณ์และพฤติกรรมหลายอย่างเช่น
การตอบสนองต่อความต้องการต่าง ๆ ของรา่ งกายและจิตใจ ตลอดจนถึงนิสัยใจคอ ระเบียบข้อบังคับ
ของสังคม ความอยากรู้อยากเห็น ความรักสวยรักงาม ความสนใจในศิลปะต่าง ๆ และอ่ืน ๆ อีกมาก
ส่วนในเด็กเล็ก ๆ น้ัน ในตอนแรกเด็กจะไม่สนใจสิ่งแวดล้อมเลย เด็กจะเรียกร้องเอาแต่ส่ิงท่ีต้องการ
เพียงอยา่ งเดยี ว๓๐

สรุปได้ว่า จากแนวคิดของ วูม และ ฟรอยด์ เชื่อว่าจริยธรรมเป็นคุณลักษณะเบ้ืองต้นของ
การรักษาศีล หรือเป็นมาตรฐานจริยธรรมในสังคม เมื่อบุคคลได้รับการปลูกฝังจริยธรรมแล้วจะเกิด
ความขัดแย้งข้ึน เมื่อความต้องการส่วนตัวไม่สอดคล้องกับส่ิงที่สังคม โอกาสต่อไปเขาจะมีความรู้สึก
ผดิ ชอบช่ัวดหี รือมีมโนธรรมนนั่ เอง แนวคดิ ของฟรอยด์ Ego มหี นา้ ท่ีสาํ คัญคือใหบ้ ุคคลน้นั ปรบั ตวั ให้
เข้ากับส่งิ แวดลอ้ มในผูใ้ หญ่

๒.๓ แนวคดิ เกย่ี วกับการตัดสินใจเลอื กตง้ั

โดยหลักทั่วไปการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นการปกครองท่ียอมให้ประชาชนมี
อํานาจเท่าเทียมกันในการปกครองประเทศ โดยประชาชนเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทําหน้าท่ีต่าง ๆ
ตามที่รัฐธรรมนูญซ่ึงเป็นกฎหมายสูงสุดกําหนดไว้ จึงจําเป็นจะต้องเลือกต้ังเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการ
เลือกตั้งโดยตรง (direct democracy) หรือการเลือกตั้งโดยอ้อม (representative democracy)
เพ่ือให้ประชาชนได้เข้ามามีปากมีเสียงในการกําหนดทิศทางการปกครองประเทศการเลือกต้ังจึงเป็น
วิธีการที่ดีท่ีสุดในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งน้ันเป็นกิจกรรมที่แสดงออกถึงเจตนาของการเข้า
ไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในการเลือกตั้งผู้แทนที่มีความคิดความเห็น นโยบาย และ
อดุ มการณค์ ล้ายคลงึ กบั ตนมากที่สุด เพือ่ เข้าไปทําหนา้ ทีแ่ ทนตนเพื่อประโยชน์แก่ตนให้เกิดความกินดี

๓๐ Sigmund Freud, The History of the Psychoanalytic, Authorized English
Translation by A.A.Brill, (New York: The Macmillan Company, 1910), pp. 110-112.

๒๘

อยูด่ ีในฐานะที่เปน็ เจ้าของประเทศ การเลือกตัง้ จึงเปน็ เครอ่ื งมือสาํ คัญในการเป็นชอ่ งทางให้ประชาชน
ผู้เป็นเจ้าของประเทศสามารถเลือกตัดสินใจเพ่ือตอบสนองความต้องการของตนเอง การเลือกตั้งจึง
เป็นพ้ืนฐานในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในการให้ความเห็นชอบหรอื ฉันทานุมัติให้บุคคลหรือ
คณะบคุ คลเข้าไปทาํ หน้าทีใ่ นการบริหารประเทศตามเจตนารมณ์๓๑

๒.๓.๑ ทฤษฎเี กี่ยวกบั การเลือกต้ัง

การเลือกต้ังนอกจากจะเป็นกิจกรรมทางการเมืองแล้ว แนวความคิดเกี่ยวกับปัจจัยการ
ออกเสียงเลือกต้ังยังถือว่าการเลือกต้ังเป็นเร่ืองของสิทธิและหน้าที่ของประชาชนทุกคนกล่าวคือที่ว่า
การเลือกต้ังเป็นเรื่องของสิทธิหมายความว่า ทุกคนมีสิทธิในการเลือกต้ังอย่างถ้วนหน้า สิทธิดังกล่าว
เป็นสิทธิในตัวเองมิต้องให้ผู้ใดมามอบหมายและไม่มีผู้ใดจะมาเพิกถอนได้ ในเม่ือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ไปด้วย กล่าวคือไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสามารถไปบีบบังคับให้ประชาชนคนหน่ึงคนใดไปลงคะแนนเสียง
เลือกต้ังได้ หากว่าประชาชนผู้น้ันไม่ต้องการและที่ว่าการเลือกต้ังเป็นเรื่องของหน้าที่มีพ้ืนฐานอยู่บน
หลักการที่ว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของชาติ เพราะฉะนั้นผู้ท่ีจะมามีส่วนใช้อํานาจอธิปไตยจึงไม่
จาํ เป็นต้องเป็นประชาชนทุกคน แต่เป็นเพยี งประชาชนบางคนทีม่ ีคุณสมบัติเหมาะสมไปทําหนา้ ทเี่ ป็น
ตัวแทนของชาติ ผู้ท่ีได้รับหน้าที่ดังกล่าวจึงอาจถูกบังคับให้ไปลงคะแนนเสียงได้๓๒ ได้ชี้ให้เห็นถึง
หลักการกําหนดทพ่ี ิจารณาลงคะแนนเสยี งเลือกตั้งของประชาชนดังน้ี๓๓

๑. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกับปัจจัยการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง พบว่าผู้
ลงคะแนนเสียงท่ีมีความรู้ความสนใจทางการเมืองน้อย จะตัดสินใจลงคะแนนเสียงโดยไม่อิงกับ
ทัศนคติท่ีมีต่อประเด็นโดยนโยบายทางการเมืองปัจจัยด้านชักจูงการระดมและอามิสสินจ้างจะมี
อิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกลงคะแนนเสียงของกลุ่มน้ีโดยธรรมชาติความต้องการพ้ืนฐานท่ีจําเป็น
ของประชาชนทว่ั ๆ ไปมี ๒ ประการใหญ่ ๆ

๑.๑ ความต้องการพื้นฐานที่จําเป็นที่ตอบสนองทางด้านกายภาพ เป็นความจําเป็นท่ี
ขาดมิได้ ท่ีตอบสนองทางร่างกาย ในทางพทุ ธศาสนาเรียกว่า “ปัจจัยส่ี” คืออาหาร เครื่องนุ่งห่มที่ อยู่
อาศัย ยารกั ษาโรค ซึง่ พอเพียงต่อการยังชีพตามอตั ภาพ

๑.๒ ความต้องการพื้นฐานที่จําเป็นทางด้านจิตภาพ เป็นความจําเป็นท่ีสนองตอบ
ทางด้านจติ ใจ อารมณ์และความรู้สึก เชน่ ความรกั ความผูกพัน ความเชือ่ ถือ ความมน่ั คงปลอดภยั ใน
ชีวิตและทรัพย์สินการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ การมีเพ่ือนฝูง การยอมรับซ่ึงกันและกันเกียรติยศ
ชอ่ื เสยี ง และคณุ ภาพชวี ิตทีด่ ี เป็นต้น

๒. ความรู้สึกทางการเมืองกับปัจจัยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง พบว่า ผู้ลงคะแนน
เสียง เลือกตั้งเกือบคร่ึงหน่ึงใช้เกณฑ์ในการเลือกโดยคํานึงถึงตัวผู้สมัคร ส่วนท่ีเหลืออย่างละคร่ึงคละ

๓๑ วิสุทธิ โพธิแท่น, แนวความคิดและตัวแบบประเทศประชาธิปไตยในอุดมคติ, (กรุงเทพมหานคร:
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, ๒๕๒๔).

๓๒ พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว, หลักการกําหนดท่ีพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของประชาชน,
(กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๒๒), หนา้ ๑-๑๑

๓๓ อา้ งแล้ว.

๒๙

กันไประหว่างผู้สมัครกับพรรคการเมืองปัจจัยที่มีผลต่อแบบแผนปัจจัยการลงคะแนนเสียงที่เห็นได้
ชัดเจนได้แก่อาชีพ การศึกษา และรายได้ ส่วนที่อยู่อาศัย และเพศนั้นมีอิทธิพลท่ีชัดแจ้งในบางกรณีผู้
ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมตํ่ามักจะตัดสินใจเลือกในวันเลือกต้ัง ผู้ท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจและ
สงั คมสูงมกั จะตดั สนิ ใจไว้ก่อนวันเลือกตงั้ และไม่เปล่ยี นแปลงการตัดสินใจนน้ั โดยง่าย

๓. สภาพแวดล้อมของช่วงเวลากับปัจจัยการลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง พบว่า ผู้
ลงคะแนนเสียงประมาณหนึ่งในส่ีเลือกผู้สมัคร โดยคํานึงถึงความนิยมพรรคการเมืองเป็นเกณฑ์สําคัญ
ส่วนอีกสามในส่ีนี้เป็นอิทธิพลร่วมของคุณสมบัติเฉพาะตัวในด้านต่าง ๆ ของผู้สมัคร เช่น การเป็นคน
ทอ้ งถ่ินท่ีมีศักยภาพท่ีจะช่วยเหลือท้องถ่นิ ได้ มคี วามรู้ความสามารถแจกข้าวของเงินทอง และหาเสียง
ท่ีประทับใจ เป็นต้น ผู้นําท้องถ่ินมีอิทธิพลต่อการช้ีนําผู้ลงคะแนนเสียงที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและ
สังคมตํ่าจากมากไปน้อย ไดแ้ ก่ ผใู้ หญบ่ า้ น เพอื่ นฝงู ญาตพิ ่ีน้อง และครูตามลาํ ดับ๓๔

๒.๓.๒ ความหมายของการตดั สินใจ

มัวเฮดและกริฟฟิน (Moorhead and Griffin) เสนอนิยาม การตัดสินใจว่า เป็น
กระบวนการเลอื กทางเลือกใดทางเลือกหน่งึ จากทางเลือกหลาย ๆ ทาง๓๕

เบอร์ตันและธาเกอร์ (Burton and Thakur) กล่าวว่า การตัดสินใจ หมายถึง
กระบวนการที่รวบรวมเอาการวิเคราะห์ และการนิยามสถานการณ์ของปัญหา การวิเคราะห์เพ่ือการ
กําหนดทางเลือก การเลือกทางเลือกท่ีดีที่สุดหน่ึงทางเลือก แล้วจึงกําหนดเป็นแนวทางในการปฏิบัติ
ตอ่ ไป๓๖

รอ็ บบินส์ (Robbins) ได้ให้ความหมายการตดั สนิ ใจ คือการเลือกทาํ การอย่างใดอย่างหน่ึง
ในทางเลือกทม่ี ีตง้ั แต่สองทางขนึ้ ไป๓๗

โรเบร์ิตและแฮนไลน์ (Robert and Hanline) มีความเช่ือในเร่ืองประสบการณ์ของ
มนุษย์ ให้ความเห็นว่า มนุษย์มักทําการตัดสินใจเลือก หรือเลือกสรร ทางเลือกตามความเคยชินที่
ปฏิบัติมา จึงอาจกล่าวได้ว่าโดยธรรมชาติแล้วหากผู้นําท่ีมีพฤติกรรมแบบอัตตาธิปไตย การตัดสินใจ
เลอื กมกั จะเป็นการรวบอาํ นาจเผด็จการไปดว้ ย๓๘

๓๔ อา้ งแล้ว.
๓๕ Grego Moorhead and Ricky Griffin, Decision Making and Creativity, (London:
Houston Mifflin Co., 1992), p. 481.
๓๖ Gene Burton and Manab Thakur, Management Today: Principles and Practice
ninth reprint, (New Delhi: Tata McGraw Hill, 2006), p. 93.
๓๗ Robbins อ้างถึงใน วิรัช สงวนวงศ์วาน, การจัดการและพฤติกรรมองค์กร, พิมพ์คร้ังท่ี ๔,
(กรุงเทพมหานคร: เพียรส์ ัน เอด็ ดเู คชัน อนิ โดไชน่า จํากดั , ๒๕๔๗), หน้า ๔๙.
๓๘ Ralpin M. Robert and Manning H. Hanline, “Maximizing Executive Effectiveness:
Deciding About What to Decide”, Management Review, Vol. 6 No. 3 (June 1975): 25-32.

๓๐

ฮอยและมิเกล (Hoy and Miskel) ให้ความหมายของการตัดสินใจว่า การตัดสินใจ คือ
การตกลงใจที่ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะกระทําหรือละเว้นกระทําการใด ๆ การตัดสินใจเป็นความ
รับผิดชอบของนักบริหารทุกคน และเป็นกระบวนการที่การตัดสินใจจะได้รับการปฏิบัติ กระบวนการ
ตัดสินใจจะไม่ส้ินสุดลง โดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หากยังมิได้มีการนําการตัดสินใจไปสู่การ
ปฏิบัติการตัดสินใจนั้นก็จะเป็นเพียงการตัดสินใจท่ีดี และหากมีการนําไปปฏิบัติแล้ว จึงจะถือว่าเป็น
การตัดสนิ ใจ๓๙

๒.๓.๓ องคป์ ระกอบของการตัดสินใจ

๑. ปัจจัยตัวผู้ตัดสินใจ โดยผู้ตัดสินใจมีความสามารถในการประเมินคุณค่า
ประโยชน์ หรือ ความสําคัญของทางเลอื กแต่ละคนอย่าง

๒. ปัจจัยทางเลือก โดยผู้ตัดสินใจต้องมีทางเลือกมากกว่า ๑ ทางเลือก ซ่ึงถ้ามี
ทางเลอื กเพยี งทางเดยี วไมจ่ ําเป็นตอ้ งตัดสินใจเลือก

๓. ผลของทางเลือกในอดีต จะข้ึนอยู่กับการเลือก ซึ่งผลการเลือกแต่ละคนอย่างจะ
แตกต่างกัน และจะไม่เท่ากันตามสถานการณท์ แ่ี ตกต่างกัน๔๐

การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกต้ังพัฒนาข้ึนจากความสนใจของนักวิชาการสอง
สาขา คือนักสงั คมวิทยาและนักรฐั ศาสตรก์ ลุม่ พฤตกิ รรมนิยม (behaviorism) นกั วิชาการเหลา่ น้ีไดใ้ ห้
ความสนใจ อทิ ธิพลของสถานภาพทางเศรษฐกิจ-สงั คม เชน่ เพศ อายุ การศึกษา อาชพี กลมุ่ ชาตพิ ันธุ์
หรือกลุ่มวัฒนธรรม ท่ีมีต่อพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของ บุคคลเป็นเบื้องแรก ก่อนท่ีจะมี
ความสนใจศึกษาเก่ียวกับอิทธิพลของปัจจัยด้านจิตวิทยาหรือความรู้สึกทางการเมืองการศึกษา
เกี่ยวกับความสนใจทางการเมืองความเช่ือม่ันทางการเมืองรวมท้ังการเป็นสมาชิกกลุ่มหรือพรรค
การเมืองจึงถูกนําเข้ามาพิจารณาเพ่ือทําความเข้าใจพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของ
ประชาชนชาวไทยด้วย๔๑ ต่อมา เร่ิมมีผู้มองเห็นว่าการเลือกตั้งนอกจากจะมีองค์ประกอบที่สําคัญใน
แง่อุดมการณ์ และกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยแล้ว ความเป็นสถาบันหรือกฎหมายซึ่งเป็น
ตวั กําหนดกรอบกตกิ าทางการเมืองและทางสังคมก็ถือว่ามคี วามสําคัญตอ่ การเลอื กต้ังเชน่ เดยี วกัน นัก
รัฐศาสตร์ในรุ่นหลังหันมาให้ความสนใจกับการศึกษาในเชิงสถาบัน (new institutionalism
approach) โดยมีสมมติฐานว่า คนเราแม้จะมีอิสระในการตัดสินใจทางการเมืองและในเรื่องอ่ืน ๆ ก็
ตาม แต่กฎเกณฑ์และกระบวนการท่ีสถาบันซ่ึงเราสังกัดอยู่ (ทั้งที่เป็นทางการเช่น กฎหมาย และที่ไม่
เป็นทางการเช่นกลุ่มทางสังคมและการเมือง) ได้วางกรอบกติกาไว้ก็น่าจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อการ

๓๙ Wayne K. Hoy and Cecil G. Miskel, Educational Administration, (Singapore:
McGraw Hill International Edition, 2008), p. 300.

๔๐ ยงยุทธ พงษ์ศรี, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี :
ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒”, งานค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสื่อสารการเมือง, (วิทยาลัย
สือ่ สารการเมอื ง: มหาวิทยาลัยเกรกิ , ๒๕๖๑), หนา้ ๑๒.

๔๑ สุจิต บุญบงการ และพรศักด์ิ ผ่องแผ้ว, “พฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังของคนไทย”,
รายงานการวจิ ยั , หน้า ๑๕ – ๑๖.

๓๑

ตัดสินใจและพฤติกรรมอื่น ๆ ของ บุคคลด้วย การศึกษาวิจัยเก่ียวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งท่ีมี
การศึกษากันในทางหน่ึงจึงเป็นการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ความคิดเห็น และการ
แสดงออกของปัจเจกบุคคล กับอีกทางหน่ึงคือการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสถาบัน เช่น ผลจากการ
เปล่ียนแปลงกฎเกณฑ์และหรือรูปแบบวิธีการเก่ียวกับการเลือกตั้งท่ีอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใน
เชิงพฤติกรรมของ บคุ คล

การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งในประเทศไทยที่ผ่านมากล่าวได้ว่าได้ดําเนิน
รอยตามแนวทางการศึกษาของนักรัฐศาสตร์ในสองกลุ่มน้ี โดยส่วนใหญ่มุ่งทําการศึกษาปัจจัยที่มี
อิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งซ่ึงอาจแบ่งกลุ่มปัจจัยที่มีการศึกษากันมากได้เป็น ๔ กลุ่มใหญ่ ๆ
ไดแ้ ก่

(๑) ปจั จัยด้านภูมิหลงั ทางเศรษฐกิจและสงั คม
(๒) ปัจจัยด้านการรบั ร้ขู ้อมูลข่าวสาร
(๓) ปจั จัยจากอิทธพิ ลและการโนม้ นา้ วชกั จูงด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ
(๔) ปจั จยั ในแงก่ ฎหมายและกรอบกตกิ าสถาบนั

การนําผลการศึกษาจากงานวิจัยท้ังสี่กลุ่มมาประมวลเรียบเรียงนอกจากจะทําให้เห็น
พัฒนาการและทิศทางของการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเลือกตั้งในประเทศไทยแล้วยังทําให้
เราสามารถมองเห็นภาพ “การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง” ของไทยได้อย่างแจ่มชัดขึ้นอีกด้วยการศึกษา
ปัจจัยภูมิหลังทางเศรษฐกิจ และสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมเลือกตั้ง การศึกษาวิจัยในต่างประเทศ
จํานวนมากพบว่าตัวแปรทางด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น เพศ เช้ือชาติ อายุ ระดับ
การศึกษา อาชีพ รายได้ การนับถือศาสนา และที่อยู่อาศัย เป็นต้น มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการ
เลือกตั้งของประชาชน เช่นงานของเวอร์บา นี และคิม (Verba Nie and Kim ๑๙๗๘) ลิบเซต
(Lipset ๑๙๙๗) และไดมอน (Diamond ๑๙๙๗) เป็นต้น ซึ่งผลการศึกษาในประเทศไทยที่ผ่านมาก็
พบเช่นเดียวกัน แต่ระดับความสัมพันธ์ของแต่ละตัวแปรจะมีความแตกต่างกันไปตามหน่วยในการ
วิเคราะหแ์ ละบรบิ ททางการเมืองและสงั คมที่แวดลอ้ มหน่วยวิเคราะหน์ ัน้

ผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.๒๕๒๒ ของสุจิต
บุญบงการและพรศักดิ์ ผ่องแผ้ว พบว่าผู้ท่ีอยู่ในสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ํา มีแนวโน้มท่ีจะไป
ลงคะแนนเสียงมากกว่าผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง ผู้ท่ีอยู่ในชนบทมีแนวโน้มไปลงคะแนน
สูงกวา่ ผูท้ ่อี ยู่ในเมืองใหญ่ (สจุ ติ บญุ บงการและพรศกั ด์ิ ผ่องแผ้ว ๒๕๒๒) ซ่ึงมีความสอดคล้องกบั ๔๒

ข้อค้นพบจากการศกึ ษาในปี พ.ศ.๒๕๒๖ และยงั พบเพ่มิ เติมในปัจจยั อน่ื ๆ อกี ว่า เพศชาย
ไปลงคะแนนเสียงโดยตัดสินใจได้เร็วกว่าเพศหญิง ขณะที่คนในวัยกลางคนและในวัยหนุ่มสาวมี
แนวโน้มท่ีจะเลือกพรรคมากกว่าตัวบุคคล รวมทั้งยังพบด้วยว่าผู้มีการศึกษาสูงจะไปลงคะแนนด้วย
จิตสํานึกความเป็นพลเมืองมากกว่าผู้มีการศึกษาตํ่า (สุจิต บุญบงการและพรศักดิ์ ผ่องแผ้ว ๒๕๒๖)

๔๒ สติธร ธนานิธิโชติ, “พฤติกรรมนิยม และสถาบันนิยมในการเมืองเร่ืองการเลือกตั้งของไทย”,
วารสารสถาบนั พระปกเกล้า, ปที ่ี ๕ ฉบับท่ี ๓ (กันยายน-ธันวาคม ๒๕๕๐): ๓๗-๕๖.

๓๒

และในปี พ.ศ.๒๕๒๙ ท้ังสองได้สรุปว่าโดยท่ัวไปมีแนวคิดที่ใช้อธิบายปัจจัยท่ีผลักดันให้เกิดพฤติกรรม
การลงคะแนนเสียงเลือกตง้ั แบง่ ออกไดเ้ ป็น ๓ แนวทาง ได้แก่

(๑) ปจั จัยส่วนบุคคล
(๒) อทิ ธพิ ลของสํานกึ เชิงเหตุผล
(๓) ปัจจัยเชิงสถานการณ์ของระบบ แต่ปัจจัยส่วนบุคคลโดยเฉพาะท่ีเกี่ยวกับฐานะทาง
เศรษฐกิจและสังคมของ บุคคล เช่น รายได้ การศึกษา อาชีพ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น จะเป็นตัวกําหนด
พฤตกิ รรมการไปลงคะแนนเสียงเลือกต้ัง

งานวิจัยของ สุจิต บุญบงการ และ พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว๔๓ นับว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อ
การศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกต้ังของประชาชนในช่วง
ตั้งแต่ทศวรรษ ๒๕๒๐ เป็นต้นมา ถึงแม้ในช่วงหลังการศึกษาวิจัยในวงวิชารัฐศาสตร์จะค่อนข้าง
หลากหลายแต่ยังปรากฏงานวิจัยในแนวนี้ท่ีน่าสนใจอยู่หลายช้ิน โดยมีการเลือกการศึกษาวิจัยใน
หลายพ้ืนท่ีและมีการเจาะลึกในหลายประเด็นแตกต่างกันไปตามความสนใจของผู้ทําการศึกษา เช่น
นัฐพงศ์ สุขวิสิฏฐ์๔๔ ทําการศึกษาวิจัยเร่ืองเหตุผลของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ศึกษาเฉพาะกรณี
เขต ๑ จังหวัดนครราชสีมา พบว่า บุคคลที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกันมีเหตุผลของ
การลงคะแนนเสียงเลือกต้ังแตกต่างกัน โดยที่บุคคลท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูงมีเหตุผลของ
การไปลงคะแนนในเชิงการมีสํานึกทางการเมืองและคํานึงถึงพรรคเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจ ในทาง
ตรงกันข้าม บุคคลท่ีมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมค่ามีเหตุผลของการลงคะแนนเสียงในเชิงประเพณี
และยึดตวั บคุ คลเป็นเกณฑก์ ารตัดสินใจ

เลสเตอร์ดับบลิว มิลแบรธ (Lester W. Milbrath) ได้จัดประเภทการมีส่วนร่วมทางการ
เมืองโดยกําหนดพฤติกรรมในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นส่วนหน่ึงที่สําคัญในการวัดระดับการมี
ส่วนร่วมทางการเมืองซ่ึงการศึกษาพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกต้ังในระบบการเมืองต่าง ๆ ไม่
ว่าจะเป็นระบบการเมืองประเภทใด ๆ ก็ตามถือเป็นส่วนหน่ึงของความพยายามที่จะทําความเข้าใจ
ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับการปกครอง ซ่ึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับกระบวนการ
ปกครอง นับไดว้ ่าเป็นหัวใจของกิจกรรมทางการเมืองทุกระบบ โดยเฉพาะอย่างย่งิ ในการปกครองตาม
ระบอบประชาธิปไตย มิลแบรธ ไดแ้ บง่ การมสี ว่ นรว่ มทางการเมืองออกเปน็ ๑๔ ระดบั ดังนี้

๑. รับฟังหรือรับทราบข่าวสารทางการเมือง (เป็นการเกี่ยวข้องกบั การเมืองในระดบั ต่ําสุด
หรอื น้อยท่ีสุดแต่มีคนเกี่ยวข้องด้วยมากท่ีสุด)

๒. ไปออกเสยี งลงคะแนน
๓. ชักชวนใหผ้ ้อู ืน่ สนทนาเร่ืองการบา้ นการเมือง
๔. ชักชวนให้ผู้อนื่ ใช้สิทธิออกเสยี งให้ผ้สู มัครรับเลอื กตงั้ คนใดคนหนงึ่

๔๓ สุจิต บุญบงการ และพรศกั ดิ์ ผ่องแผว้ , “พฤตกิ รรมการลงคะแนนเสยี งเลือกตั้งของคนไทย”,
รายงานการวิจยั , หนา้ ๑๕ – ๑๖.

๔๔ นัฐพงษ์ สุขวิสิฎฐ์, “เหตุผลของการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง: ศึกษาเฉพาะกรณีเขตจังหวัด
นครราชสมี า”, วทิ ยานพิ นธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , ๒๕๓๖).

๓๓

๕. ช่วยโฆษณาให้พรรคการเมอื งหรือผูส้ มคั รรับเลอื กต้ังด้วยวธิ กี ารต่าง ๆ กนั
๖. ติดตอ่ แสดงความคิดเห็น หรือขอ้ เรียกร้องต่อเจา้ หน้าท่ีบ้านเมอื งหรือนกั การเมือง
๗. สนบั สนุนดว้ ยการบรจิ าคเงนิ ใหพ้ รรคการเมอื งหรือผูส้ มัครรบั เลือกต้ัง
๘. ตดิ ตามการหาเสียงของนกั การเมืองบางคนหรอื หลายคน
๙. ช่วยผู้สมัครรบั เลอื กตง้ั รณรงคห์ าเสียง
๑๐. เปน็ สมาชิกพรรคโดยทาํ งานให้พรรคการเมืองเปน็ ประจําเสมอ
๑๑. เขา้ มามสี ว่ นรว่ มในการวางแผนของพรรค
๑๒. ชว่ ยหาเงนิ เขา้ เปน็ กองทนุ ของพรรค
๑๓. สมัครเขา้ แขง่ ขนั รบั เลอื กตั้งเพือ่ ตําแหนง่ ทางการเมือง
๑๔. เป็นเจ้าหน้าท่ีของพรรคหรือได้รับการเลือกต้ัง (เป็นการเกี่ยวข้องกับการเมืองใน
ระดบั ท่มี ากทส่ี ุด แต่มีผู้เกยี่ วข้องโดยตรงน้อยท่ีสดุ )๔๕

สรปุ ไดว้ า่ แนวคิดเกีย่ วกบั การตัดสินใจเลือกต้ัง เปน็ กิจกรรมทแ่ี สดงออกถงึ เจตนาของการ
เข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในการเลือกตั้งผู้แทนที่มีความคิดความเห็น นโยบาย
และอุดมการณ์คล้ายคลึงกับตนมากที่สุด เพ่ือเข้าไปทําหน้าท่ีแทนตนเองเพ่ือประโยชน์แก่ตนให้มี
ความกนิ ดอี ยูด่ ใี นฐานะทเี่ ปน็ ประชากรของประเทศ

๒.๓.๔ แนวคิดเก่ียวกับองค์ประกอบของการตัดสนิ ใจเลือกตั้ง

Huse (๑๙๘๕) อธิบายว่า การตัดสินใจก็คือการเลือกเอาทางเลือกของวิถีทางการกระทํา
ทางหนงึ่ จากหลาย ๆ ทางท่มี อี ยู่ ความมุ่งหมายของการตดั สินใจคือกําหนดวัตถปุ ระสงค์และการทําให้
วัตถุประสงค์บรรลุผลสําเร็จ ส่วนทางเลือกน้ัน หมายถึงโอกาสในการเลือกจากทางเลือกหลาย ๆ ทาง
ถ้าไม่มีทางเลือกการตัดสินใจก็เกิดขึ้นไม่ได้ ฉะนั้นการตัดสินใจจึงเป็นกระบวนการของทางเลือก การ
ตดั สนิ ใจจํานวนไม่นอ้ ยที่ให้โอกาสอยา่ งกว้างขวางในการเลือกแต่การตัดสินใจบางอยา่ งอาจมีข้อจํากัด
มาจากหลายดา้ น ดงั นั้น การตัดสนิ ใจจึงมีหลายประการภายใต้สถานการณท์ ่แี ตกตา่ งกัน๔๖

๑. องค์ประกอบการตัดสินใจ

Huse (๑๙๘๕)๔๗ กล่าวว่าในการตัดสินใจนัน้ จะมีองค์ประกอบสําคัญ ดงั นี้
๑. การเลือก หมายถึง โอกาสที่จะเลือกทางเลือกท้ังหลาย ถ้าไม่มีทางเลือกย่อมถือ
ว่าไม่มีการตัดสินใจ ในการเลือกน้ีผู้เลือกจะต้องคํานึงถึงวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลที่คาดว่าจะ
ไดร้ ับจากการตัดสนิ ใจน้ัน ทัง้ ยงั ตอ้ งคาํ นงึ ถงึ ปัจจัยอนื่ ๆ อีกเชน่ ระเบียบ ข้อบงั คบั กฎหมาย เปน็ ต้น

๔๕ นวลศรี ลิขิตอนุรักษ์, “ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมทางการเมืองกับพฤติกรรมการเลือกต้ังของ
นักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่”, การศึกษาค้นคว้าแบบอิสระศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม,่ ๒๕๕๔), หนา้ ๗-๘.

๔๖ Huse อ้างใน อ นั น ต์ เก ตุ วงศ์ , ห ลั ก แ ล ะเท ค นิ ค ก ารวางแ ผ น , (ก รุงเท พ ม ห าน ค ร:
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ ๒๕๓๔).

๔๗ อา้ งแลว้ .

๓๔

๒. ทางเลือก หมายถึง แนวทางหรือวิถีทางของการปฏิบัติ ถ้าไม่มีทางเลือกย่อมเป็น
ท่ีเข้าใจว่าไม่มีการเลือกและการตัดสินใจ ดังน้ัน จะมีการเลือก หรือมีการตัดสินใจได้ ควรจะต้องใช้
เปน็ เคร่อื งพิจารณาทางเลือก

๓. วัตถุประสงค์ หมายถึง จุดหมายสุดท้ายหรือภาวะท่ีต้องการให้เกิดขึ้น ซ่ึงผู้
ตดั สนิ ใจจะต้องใช้เปน็ เครือ่ งพจิ ารณาทางเลอื ก

๔. ผลท่ีตามมาของการตดั สินใจ อาจมีมากมายหลายอย่างทง้ั ทพ่ี ึงประสงคแ์ ละไม่พึง
ประสงค์ หรือทั้งท่ีต้ังใจและมิได้ตั้งใจ ซึ่งต้องอาศัยแนวความคิดอันเป็นองค์ประกอบอ่ืนนี้เป็นเคร่ือง
พิจารณา

๕. ผู้ทําหน้าที่ตัดสินใจ ซ่ึงหมายถึง คน แบ่งได้เป็น ๒ พวก คือพวกตัดสินใจด้วย
ตัวเองโดยถือว่าการตัดสินใจของตนถูกต้องและมีความเช่ือในตัวเองสูง อีกพวกหนึ่งคือการตัดสินใจ
เป็นกลมุ่ ซึง่ ฟังความคิดเห็นของสว่ นรวมก่อนตดั สินใจ

๖. สภาพแวดล้อม เป็นส่วนประกอบที่สําคัญอีกประการหนึ่งของการตัดสินใจ
นอกจากนี้ยังรวมถึงความคิด ความต้องการกฎหมาย ข้อบังคับ วัฒนธรรม ค่านิยม ตลอดจนลัทธิ
ความเชอ่ื ตา่ ง ๆ เปน็ ต้น

๒. ปจั จัยทีม่ ผี ลตอ่ การตัดสินใจ

ปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาและ
การตัดสินใจเป็นกลไกที่เคล่ือนท่ีอยู่ตลอดเวลาไม่หยุดนิ่งอยู่กับท่ีมีปัจจัยมากมายท่ีก่อตัวให้เกิดการ
ตัดสินใจ วิธีการตัดสินใจผลสุดท้าย หรือทางเลือกท่ีมีคุณภาพ สามารถจําแนกออกเป็นกลุ่มใหญ่ของ
ปจั จยั ได้ ดังนี้

๑) ตัวผูแ้ กป้ ญั หาหรอื ผ้ตู ัดสนิ ใจ ซึ่งประกอบดว้ ย
๑.๑ การรบั รทู้ ่ีเกิดจากประสบการณ์ วธิ ีการตัดสินใจ
๑.๒ การรับรู้อคติ คุณลักษณะส่วนบุคคล เช่น อารมณ์เปลี่ยนแปลง มีความ

ก้าวร้าว รุนแรง การใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง มีความมั่นใจในตนเองหรือมีความเชื่อมั่นในตนเอง เป็น
ตน้

๑.๓ ค่านิยม และปรชั ญา
๒) สถานการณใ์ นการตัดสินใจ ซ่ึงได้แก่

๒.๑ ความเร่งด่วนของผลลัพธ์การตัดสินใจ หรือแรงกดดันทางด้านเวลาในการ
ตัดสนิ ใจ

๒.๒ ขนาดความสาํ คัญของการตดั สินใจ
๒.๓ การตดั สินใจแบบมโี ครงสร้างแน่นอน ไม่แนน่ อน เส่ียง
๒.๔ ตน้ ทุนและผลประโยชนท์ ี่เกิดจากการตดั สินใจ
๓) ส่งิ แวดลอ้ ม พจิ ารณาจาก
๓.๑ ปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมาย ข้อบังคับ การเมืองเศรษฐกิจ วัฒนธรรม
การแขง่ ขนั


Click to View FlipBook Version