The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2563 - พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY - นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY

2563 - พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY - นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

Keywords: 2563,พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๖๒ ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗,RE-ELECTION RIGHT EXERCISE BEHAVIOR OF MEMBER OF THE HOUSE OF REPRESENTATIVES IN 2019 IN KHON KAEN PROVINCE, 7TH CONSTITUENCY,นางภาสวรรณ สิทธิกรณ์

๓๕

๓.๒ ปัจจัยภายใน เช่น วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ภาพพจน์ของหน่วยงาน
อํานาจหน้าท่ีโครงสร้างของงาน วิชาการที่ใช้ การยอมรับนโยบายปัจจัยทั้งสามนี้ได้ให้ความสําคัญกับ
ตวั ผแู้ กป้ ญั หา หรอื ผตู้ ัดสนิ ใจอย่ใู กล้ชิดกับตัวปัญหามากท่สี ุด

๓. ค่านยิ มกบั การตัดสนิ ใจ

ค่านิยมกับการตัดสินใจ ค่านิยมของผู้ตัดสินใจแต่ละคนจะมีบทบาทสําคัญต่อ
พฤติกรรมการตัดสินใจ ค่านิยมจะหมายถึงส่ิงท่ีคนแต่ละคนคิดว่าควรจะเป็น ไม่ว่าส่ิงน้ันจะดีหรือไม่ก็
ตาม และมักจะเป็นส่ิงที่บุคคลในกลุ่มมีความเห็นเหมือน ๆ กัน ค่านิยมเกิดจากกระบวนการเรียนรู้
ทางสงั คม ทําใหป้ ระสบการณ์ของแต่ละคนผิดแตกต่างกนั ไปค่านยิ มมีผลต่อการตัดสินใจ ดังนี้

๑) ค่านิยมมีคุณสมบัติในการช่วยเลือก และการจัดลําดับความสําคัญของทางเลือก
ต่าง ๆ โดยคา่ นยิ มจะเกิดข้นึ เพ่อื สนองความตอ้ งการของคนท่ีจะเลือกจากทางเลอื กต่าง ๆ

๒) ค่านิยมมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทําให้การตัดสินใจเลือก
ทางเลือกต่าง ๆ ของแต่ละคนแตกต่างออกไปด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่านิยมของแต่ละคนจะ
แตกต่างกนั ในสงั คมหนง่ึ ๆ มักมีค่านิยมทคี่ ลา้ ยคลงึ กัน

๓) ค่านิยมเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลานได้ โดยผ่านกระบวนการ
สะสมทางสังคม เปน็ จรยิ ธรรมทจ่ี ะมอี ิทธิพลในการตัดสนิ ใจ

๔) ค่านิยมเปลี่ยนแปลงได้ ถึงแม้ว่าบุคคลจะมีค่านิยมที่ม่ันคง ไม่เปลี่ยนแปลงง่าย ๆ
และสะท้อนว่าน้ีเป็นบุคลิกภาพของแต่ละคนก็ตาม แต่ค่านิยมก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตาม
ประสบการณ์

๕) ค่านิยมจะกําหนดเง่ือนไข บทบาท หน้าท่ีความคาดหวังต่อตําแหน่งสถานภาพ
ของแตล่ ะคน

๖) ค่านิยมจะกําหนดมาตรฐานตัวเอง บุคคลมักจะใช้ค่านิยมของคนน้ีเป็นมาตรฐาน
วดั สงิ่ ตา่ ง ๆ

ค่านิยมจึงมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจ ท้ังในการตระหนักถึงปัญหา การ
วิเคราะห์ปัญหา การแสวงหาทางเลือกและการตัดสินทางเลือก ซึ่งมักเป็นไปในแนวทางที่สอดคล้อง
กับค่านิยมของตน นอกจากนี้ ในการนําทางเลือกไปปฏิบัติก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของค่านิยมของ
ตน นอกจากนี้ในการนําทางเลอื กไปปฏิบัติก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานของค่านิยมทผ่ี ู้บริหารไดก้ ําหนด
ไว้แล้วด้วย

๔. บุคลกิ ภาพกบั การตัดสนิ ใจ

บุคลิกภาพ หมายถึง คุณลักษณะของรูปแบบ แต่ละคนที่เป็นการผสมผสานของ
ร่างกาย อารมณ์ สังคม ลักษณะนิสัย การจูงใจท่ีแสดงออก คือคนอ่ืนและสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว
บุคลิกภาพจะมีองค์ประกอบสําคัญ ๓ ประการคือแรงจูงใจซ่ึงเป็นส่วนชักจูงจิตใจให้อยากทําอย่างใด
อย่างหน่ึง การรู้ถึงส่ิงที่อยู่รอบตัว และแนวโน้มท่ีจะแสดงพฤติกรรมของแต่ละบุคคลบุคลิกภาพจะมี
ลักษณะคงทน การเปล่ียนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป โดยเป็นผลจากความรับรู้และสภาพแวดล้อม
บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ เช่น บางคนมีบุคลิกภาพกล้าได้กล้าเสียบางคนชอบรีรอในการ

๓๖

ตัดสินใจ บางคนชอบแก้ปัญหา บางคนรอให้ปัญหาเข้ามาเองบางคนอาจมีบุคลิกภาพท่ีชอบคิด
สร้างสรรค์ ชอบทดลอง เป็นต้น บุคลิกภาพเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจท้ังส้ิน เช่น ผู้มีบุคลิกภาพ
กลา้ เสย่ี งมกั ชอบการตัดสินใจในสถานการณไ์ ม่แนน่ อนและตัดสินใจได้เรว็ ขณะทผ่ี ูม้ บี คุ ลิกภาพไม่กล้า
เสี่ยงมักชอบการตัดสินใจในสถานการณ์ไม่แน่นอน มักชอบรีรอเพื่อให้ได้ข้อมูลทางเลือกมากท่ีสุดจึง
ตัดสนิ ใจ

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้กล่าวว่า ในบรรดาทฤษฎีท่ีสําคัญของการ
ตัดสนิ ใจ อาจจาํ แนกไดอ้ ย่างน้อย ๒ ประเภท ดังนี้๔๘

๑) ทฤษฎีบรรทัดฐาน (Normative Theory) เป็นทฤษฎีการตัดสินใจท่ีมีลักษณะ
สําคัญ คือจะคํานึงถึงว่า แนวทางการตัดสินใจน่าจะเป็นหรือควรจะเป็นเช่นใด จึงจะสามารถบรรลุถึง
เปา้ หมายทต่ี ้องการตดั สินใจได้ ซง่ึ การพิจารณาวา่ แนวทางใดเป็นแนวทางท่ีน่าจะเปน็ หรอื ควรจะเป็น
นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของบุคคลแต่ละคน ซึ่งอาจจะคล้ายคลึงหรือแตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น
การใช้ทฤษฎีน้ี ตัดสินใจในประเด็นปัญหาใด ๆ ก็ตาม จึงมีลักษณะที่ข้ึนอยู่กับมาตรฐาน หรือ
หลักเกณฑ์ดังกล่าว จะเป็นเครื่องกําหนดว่ามีปัญหาน้ัน ๆ น่าจะหรือควรจะตัดสินใจอย่างไรจึงจะดี
ท่ีสุด ถูกต้องเหมาะสมที่สุด ซึ่งในทรรศนะของบุคคลอ่ืน ท่ีมีมาตรฐานความพึงพอใจท่ีแตกต่างกัน
อาจจะเห็นว่าไม่เหมาะสมก็ได้ด้วยเหตุน้ี การตัดสินใจโดยใช้ทฤษฎีจึงมีลักษณะการพรรณนาแบบ
อดุ มทศั น์ (Idea Type) มากกวา่ จะเปน็ แบบวเิ คราะห์ถงึ สภาพท่แี ทจ้ รงิ

๒) ทฤษฎีพรรณนา (Descriptive Theory) คือเป็นทฤษฎีการตัดสินใจที่มีลักษณะ
แตกต่างกับทฤษฎีแรก กล่าวคือเป็นทฤษฎีที่มีสาระสําคัญท่ีว่า การตัดสินใจเพ่ือแก่ปัญหาหนึ่ง ๆ
จะต้องกระทําอย่างไร จึงจะสัมฤทธิ์ผลได้ไม่ว่าผลของการตัดสินใจนั้นจะเป็นที่ช่ืนชอบหรือพึงพอใจ
ของผู้ตดั สินใจหรอื ไม่กต็ ามหรือกล่าวอกี นัยหนึง่ ก็คือ การตัดสินใจโดยใช้ทฤษฎีน้ีจะพยายามหลีกเลีย่ ง
การใช้ความรู้สึกนึกคิดใดหรือค่านิยมส่วนตัวของผู้ตัดสินใจมาเป็นหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจ โดย
มุ่งเน้นให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างมีเหตุผล มคี วามถกู ต้องและเป็นที่ยอมรับของบุคคลทวั่ ไปดังน่ัน จึง
ได้มีการกําหนด ๘ หลักเกณฑ์และวิธีการที่แน่นอน ตลอดจนมีการนําเอาเทคนิคสมัยใหม่ต่าง ๆ เข้า
มาช่วยในการตดั สินใจดว้ ย เพอื่ ทจ่ี ะให้การตดั สินใจนัน้ มีความถูกตอ้ งเหมาะสมท่ีสุด

แนวคิดเก่ียวกับการตัดสินใจของ บุคคลแนวคิดเก่ียวกับการตัดสินใจของ บุคคล มี
ผู้ให้นิยามไว้หลากหลาย ดังน้ี๔๙ ระบุว่า พฤติกรรมทุกรูปแบบของมนุษย์ก่อนแสดงให้เป็นท่ีปรากฏ
จะตอ้ งผ่านขัน้ ตอนหน่ึงท่ีมคี วามสําคญั คอื การตัดสินใจ เป็นพฤตกิ รรมส่วนบุคคลท่ีกระทาํ เป็นประจํา

๔๘ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช อ้างใน ปิยะนุช เหลืองาม, “บรรทัดฐานในการตัดสินใจของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ในการเรียนวิทยาศาสตร์ เรื่อง ภาวะโลกร้อน ตามแนวทางการสอนวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยี และสังคม (STS)”, วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
๒๕๕๒).

๔๙ รศนา อัชชะกิจ, กระบวนการแก้ปัญ หาและตัดสินเชิงวิทยาศาสตร์, พิมพ์ครั้งท่ี ๓,
(กรุงเทพมหานคร: โรงพมิ พจ์ ฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๙)

๓๗

เมื่อบุคคลต้องเผชิญหน้ากับทางเลือกที่กําลังรอคอยการตัดสินใจ ตั้งแต่ ๒ ทางเลือกข้ึนไป๕๐ ขณะที่
Barnard กล่าวว่า บุคคลต้องเผชิญกับทางเลือกเสมอ การตัดสินใจจึงเป็นกระบวนการเพ่ือจัดการกับ
ทางเลือกต่าง ๆ หรือหมายถึงเทคนิควิธีที่จะลดจํานวนทางเลือกลงมาจากหลาย ๆ ทางเลือกเหลืออยู่
เพียงแค่ทางเลือกเดียวในท่ีสุด และ Simon (๑๙๖๐) อธิบายว่า การตัดสินใจทั้ง ๓ ด้านน้ีเป็นการ
สะท้อนให้เห็นถึงธรรมชาติของการตัดสินใจ เพ่ือให้ได้ทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวสําหรับนําออกมา
ปฏิบัติ นอกจากน้ี Shull Delbecq และ Cummings (๑๙๗๐) ยังกล่าวด้วยว่าการตัดสินใจในแต่ละ
คร้ังยังทําให้บุคคลเกิดความรู้สึกต่อปรากฏการณ์ ค่านิยมความเช่ือท่ีมีอยู่จึงเกิดเป็นพฤติกรรมการ
เลือก เพ่ือนําไปสู่ที่พึงปรารถนาหรือเป้าหมายในการตัดสินใจนั่นเองจึงสรุปได้ว่า การตัดสินใจของ
บุคคลเป็นพฤติกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการเลือกของทางเลือกท่ีปรากฏข้ึน โดยมีกระบวนในการจัดการ
ทางเลือกต่าง ๆ ซ่ึงสอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อของแต่ละบุคคล เกิดเป็นพฤติกรรมการเลือกหรือ
การตัดสินใจเพื่อนําไปสู่เป้าหมายในที่สุดทั้งนี้๕๑ ได้อธิบายถึงขั้นตอนการตัดสินใจของบุคคลมีอยู่
ด้วยกัน ๖ ประการประกอบด้วย๕๒

๑. การแยกแยะตวั ปญั หา (Problem identification)
๒. การค้นหาขา่ วสารทเ่ี กยี่ วข้องกับตัวปัญหาน้นั (Information search)
๓. การประเมนิ คา่ ขา่ วสาร (Evaluation of information)
๔. กาํ หนดทางเลือก (Listing of alternative)
๕. การเลือกทางเลอื ก (Selection of alternative)
๖. การปฏบิ ตั ิตามการตดั สินใจ (Implement of decision)

สรุปได้ว่า การตัดสินใจจึงเป็นกระบวนการของทางเลือก การตัดสินใจจํานวนไม่น้อยท่ีให้
โอกาสอย่างกว้างขวางในการเลือกแต่การตัดสินใจบางอย่างอาจมีข้อจํากัดมาจากหลายด้าน ดังนั้น
การตัดสินใจจึงมีหลายประการภายใตส้ ถานการณท์ ่ีแตกต่างกนั

๒.๓.๕ ทฤษฎกี ารตัดสนิ ใจ (Decision Theory)

ทฤษฎีการตัดสินใจในท่ีนี้เป็นแนวทางรายละเอียดในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีทางเลือกเชิง
เหตุผล ซึ่งมีประเด็นที่ต้องอภิปราย ๓ ประเด็นหลัก คือความคิดเก่ียวกับอรรถประโยชน์ (The
Notions of Utility) ความนา่ จะเป็น (Probability) และกฎเกณฑก์ ารตัดสนิ ใจ (Decision Rule)

๑. แนวคดิ อรรถประโยชน์ (Utility)

จากฐานคิดของทฤษฎีทางเลือกเชิงเหตุผลที่ว่า บุคคลปฏิบัติอย่างมีเหตุผลตราบ
เท่าที่เขาเลือกการกระทําจากทางเลือกท่ีมีให้ซ่ึงตอบสนองเป้าหมายของเขาได้ดีท่ีสุด โดยที่เขาเชื่อว่า

๕๐ Barnard (๑๙๓๘) อา้ งใน วฒุ ชิ ัย จํานงค,์ การพัฒนาการจัดการแนวการวิจยั กึง่ ทดลองในการ
ฝกึ อบรม, ((กรงุ เทพมหานคร: โอเดียนสโตร,์ ๒๕๒๓).

๕๑ อา้ งแล้ว.
๕๒ ศิริเพ็ญ เกษตรศิริกุล และพนม คลี่ฉายา, “สารเพ่ือการโน้มน้าวใจ และผลกระทบต่อการตัดสินใจ
เข้ารว่ มธุรกจิ ขายตรง”, วารสารการประชาสมั พันธ์และการโฆษณา, ปีที่ ๖ ฉบบั ที่ ๑ (๒๕๕๖): ๘๙.

๓๘

ทางเลือกเหล่าน้ันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามท่ีเขาต้องการฐานคติที่อยู่เบ้ืองหลังแนวคิดน้ีคือบุคคล
เป้าหมาย หรือเป้าประสงค์ที่คงเส้นคงวา ซึ่งถูกกระทําให้มีเหตุผลโดยแบบแผนของอรรถประโยชน์
หรือการจัดลําดับความชอบที่สมบูรณ์ บุคคลจะไตร่ตรองอย่างรอบคอบเกี่ยวกับแนวทางต่าง ๆ ของ
การกระทําท่ีเป็นไปได้ และผลลัพธ์ของการกระทําน้ัน และเขาจะเลือกการกระทําอย่างใดอย่างหนึ่ง
โดยอยู่บนพ้ืนฐานว่าการกระทําดังกล่าวจะก่อให้เกิดประสิทธิผลตามท่ีเขาต้องการการพรรณนา
ข้างต้นทําให้จะต้องพิจารณา “เป้าประสงค์ที่พึงปรารถนาของผู้กระทํา” “ความเช่ือ” และ“กฎของ
การเลือก”

ในโลกของความเป็นจริง บคุ คลมีเป้าประสงค์ที่พึงปรารถนาหลายประการท่ีต้องการ
บรรลุ เชน่ การศึกษารายได้ ตาํ แหน่งสถานภาพ ช่ือเสียง เป็นต้น การกระทําแต่ละอยา่ งเพื่อใหบ้ รรลุ
เป้าประสงค์เหล่าน้ีล้วนแล้วแต่มีต้นทุนทั้งส้ิน ต้องใช้กําลังแรงงาน เวลา สติปัญญา ค่าใช้จ่าย และ
ความเส่ียงเช่น หากบุคคลประสงค์จะได้รับปริญญาระดับดุษฎีบัณฑิต เขาก็จะต้องใช้เวลาในการ
ค้นหาหลักสูตรและสถาบันการศึกษาท่ีเขาเช่ือว่าเหมาะสมกับตนเอง ต้องใช้สติปัญญาในการสอบ
คัดเลือกเข้าไป หากเข้าไปเรียนได้แล้วก็จะต้องใช้สติปัญญาและความทุ่มเทในการเรียนและทํา
วิทยานิพนธ์ ต้องจ่ายเงินค่าลงทะเบียนเรียนอีกจํานวนมาก ในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลจากการ
กระทาํ ทเ่ี ปน็ ไปได้หลายประการจงึ มีความจําเปน็ ที่เขาจะต้องกาํ หนดนา้ํ หนักและจัดลาํ ดับความสาํ คัญ
และตัดทางเลือกบางประการออกไป โดยพิจารณาจุดแข็งและจุดอ่อนของทางเลือกเด็กแต่ละคนทาง
และตัดสินใจ

นักทฤษฎีทางเลือกเชิงเหตุผลใช้ แนวคิดอรรถประโยชน์ เป็น พื้นฐานของการ
เปรียบเทียบระหว่างผลประโยชน์และต้นทุน หรือระหวา่ งข้อดีและข้อเสียของทางเลือกเด็กแตล่ ะคนทาง
แนวคิดอรรถประโยชน์ถูกออกแบบเพ่ือให้มีมาตรวัดร่วมในการเลือก เช่น รายได้กับการมีเวลาวาง
คุณค่าทางโภชนาการและราคาอาหาร การเติบโตทางเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การ
ท่องเท่ียวและการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก เป็นต้น ตรรกะพื้นฐานของแนวคิดนี้คือ ๑) อรรถประโยชน์
เป็นบทบาทหน้าท่ีซ่ึงนําประโยชน์หรือข้อดีมาเป็นตัวแปรและระบุ “ค่า” สําหรับข้อดีน้ันที่ผู้กระทําจะ
ได้รับ ๒) บุคคลท่ีมีเหตุผลจะต้องเลือกผลลัพธ์ท่ีสร้างผลประโยชน์มากที่สุด และ ๓) ระดับการวัดของ
ผลประโยชนม์ ีลักษณะทีต่ ่อเนื่อง เพอื่ จะทาํ ให้เป็นไปได้ในการเพิม่ ผลประโยชนเ์ ข้าไป

แนวคิดน้ีจึงมีสมมติฐานว่า ผู้ตัดสินใจมีความสามารถในการกําหนดอรรถประโยชน์
ต่อทุกสรรพสิ่งที่เขากําลังพิจารณาเป็นทางเลือก และอรรถประโยชน์เหล่านั้นจะเป็นพ้ืนฐานว่าจะ
ตัดสินใจเลือกทางเลือกใด เช่นการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก การเรียนปริญญาเอก
พบว่าสถาบัน ก. มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคมมากกว่าสถาบัน ข. แต่ระยะทางไกลกว่า และ
คา่ ลงทะเบียนเรียนแพงกวา่ ผ้ตู ัดสินใจจะต้องให้นาํ้ หนัก และค่าคะแนนของตัวแปรท้ังสามคือช่ือเสยี ง
ระยะทาง และค่าลงทะเบียน ว่าให้ประโยชน์แก่เขามากน้อยเพียงใด และนํามาประเมินเพ่ือว่าเขา
สามารถเลอื กสถานการศึกษาทีด่ ีที่สดุ สําหรับตัวเขา

อย่างไรก็ตามปัญหาเก่ียวเนื่องกับแนวคิดอรรถประโยชน์มีหลายประการประแรก
คือ “กฎการลดลงของอรรถประโยชน์สว่ นเพิม่ ” (Law of Diminishing Marginal Utility) กฎนเ้ี สนอ
ว่า ผู้ตดั สินใจมีแนวโน้มจะมีความพึงพอใจต่อสูงท่ีได้รบั นอ้ ยลง จากการได้รับเพิ่มขึน้ ในแต่ละคร้งั เช่น

๓๙

ในคร้ังแรกเมื่อพรรคการเมืองหน่ึงเสนอนโยบายประชานิยมต่อกลุ่มผู้ชรา โดยเสนอเบี้ยยังชีพให้เดือน
ละ ๗๐๐ บาทต่อคน ปรากฏว่า ร้อยละ ๘๐ ของผู้ชราเลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองน้ี ในการ
เลือกต้ังคร้ังต่อมา พรรคการเมืองพรรคนี้เสนอเพ่ิมเบี้ยยังชีพเป็นเดือนละ ๘๐๐ บาทต่อคน แต่
ปรากฏว่ามีร้อยละ ๖๐ ของผู้ชราเลือกผู้สมัครพรรคนี้ และในการเลือกต้ังครั้งต่อ ๆ มาแม้ว่าพรรค
การเมืองพรรคน้ีจะเพิ่มเงินค่าเบี้ยประกันขึ้นทึกคร้ังที่มีการเลือกต้ัง แต่ปรากฏว่าสัดส่วนของผู้ชราท่ี
เลือกผู้สมัครของพรรคการเมืองนี้กลับน้อยลงเร่ือย ๆ การที่สัดส่วนของผู้ชราตัดสินใจเลือกผู้สมัคร
ของพรรคการเมอื งนี้น้อยลงเรอ่ื ย ๆ กเ็ ป็นผลมาจากกฎการลดลงของอรรถประโยชนส์ ่วนเพิ่มน้ันเอง

ประการที่สอง ปัญหาเก่ียวกับการกําหนดอรรถประโยชน์ต่อผลลัพธ์ท่ีพึงประสงค์
ของ บุคคล เพราะอรรถประโยชน์จะถูกกําหนดในลักษณะที่เป็นการสร้างเชิงนามธรรม เพ่ือเป็น
ตัวแทนของคุณค่าที่บุคคลมอบให้ต่อผลลัพธ์มีความเป็นไปได้สูงว่าการกําหนดอรรถประโยชน์ของ
ผลลัพธ์ของ บุคคลเป็นกลไกทางจิตวิทยาของ บุคคลน้ันเอง กล่าวคือหากบุคคลชอบผลลัพธ์ใดก็จะ
กาํ หนดอรรถประโยชน์ตอ่ ผลลพั ธน์ ัน้ สูงกวา่ ผลลัพธ์ทต่ี นเองไมช่ อบ

ประการที่สาม เป็นปัญหาเกี่ยวกับ “การเปรียบเทียบระหว่าง บุคคล” ของ
อรรถประโยชน์ ในประเด็นนี้คําถามสําคัญ คือเราจะทําความเข้าใจอย่างไรกับประโยคที่มีลักษณะ
เช่นน้ี “นายสันติ รักเรียน กําหนดอรรถประโยชน์ต่อผลลัพธ์ใดผลลัพธ์หนึ่ง เหมือนกับนายปรัชญา
ศึกษาดี” สิ่งนี้เป็นปัญหาท่ียุ่งยาก หากเราทึกทักว่า อรรถประโยชน์คือขอบข่ายทางจิตวิทยา แต่
ปัญหาจะลดลงหากเราพิจารณาอรรถประโยชน์ในฐานะการสร้างเชิงทฤษฎีในแง่ท่ีว่าเราสามารถ
วิเคราะหท์ างเลือกของ บุคคลได้ ยิง่ กว่านนั้ ในการประยกุ ตใ์ ชท้ ฤษฎีทางเลือกเชงิ เหตผุ ลไม่มีเงื่อนไขว่า
จะต้องเปรียบเทียบอรรถประโยชน์ของปัจเจกบุคคล ทฤษฎีนี้พิจารณาเพียงแต่การเลือกของปัจเจก
บุคคลภายใต้ระดับอรรถประโยชน์ท่ีเขากําหนดข้ึนมา อย่างไรก็ตามปัญหาการเปรียบเทียบระหว่าง
บุคคลเกิดขึ้นและมีความรุนแรงในเร่ืองนโยบายเก่ียวกับสวัสดิการสังคม ซ่ึงสิ่งที่สําคัญคือการเลือก
นโยบายทีก่ ่อใหเ้ กิดอรรถประโยชน์มากทสี่ ดุ ในกลมุ่ เป้าหมายอันหลากหลายของนโยบาย

๒. แนวคดิ ความนา่ จะเป็น (Probability)

ทฤษฎีอรรถประโยชน์ช่วยให้พิจารณาถึงผลลัพธ์ของการกระทําอย่างไรก็ตามในการ
กระทํานั้นมีเร่ืองสําคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องสองประเด็นคือความเสี่ยง (Risk) กับ ความไม่แน่นอน
(Uncertainty) ไม่มีหลักประกันใดว่าการกระทําที่บุคคลได้กระทําลงไปน้ันจะทําให้เกิดผลลัพธ์ที่
แน่นอนได้ในความเป็นจริง คือมีความเป็นไปได้หลายประการท่ีอาจเกิดข้ึนจากการกระทํา แนวคิด
เก่ียวกับความเสี่ยง หมายถึงสถานการณ์ที่การกระทําอย่างใดอย่างหนึ่งอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์หลาย
ประการซึ่งเราร้คู วามน่าจะเป็น ผลลัพธบ์ างอยา่ งเป็นสง่ิ พึงปรารถนา แต่บางอย่างไมพ่ ึงปรารถนา เช่น
หากเราทราบว่าปลาดิบชิ้นหนึ่งในสิบชิ้นมีเชื้อโรคปนเป้ือน ทางเลือกในการรับประทานปลาดิบทําให้
เราตกอยูใ่ นความเสี่ยง เรามีโอกาสรบั ประทานอย่างเอร็ดอร่อย ๙๐ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๐ เปอรเ์ ซ็นต์
สําหรับการประสบกับภาวะอาหารเป็นพิษความไม่แน่นอน หมายถึงภาวะท่ีผู้ตัดสินใจไม่มีข้อมูล
ข่าวสารเพียงพอจนอาจเป็นไปไม่ได้ในการกําหนดความถี่ของผลลัพธ์ เช่น เรารู้ว่าปลาดิบมีเชื้อโรค
ปนเปื้อน แต่เราไม่รู้วา่ มีก่ชี นิ้ ทปี่ นเปือ้ น ดงั น้นั เราตกอย่ใู นภาวะท่ไี ม่แน่นอน

๔๐

แนวคิดที่ใช้ในการอธิบายความเส่ียงและความไม่แน่นอนคือความน่าจะเป็น
(Probability) ของเหตุการณ์หรือผลลัพธ์ โดยทั่วไปความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ คือการประมาณ
คา่ แนวโน้มของการเกิดเหตุการณ์น้นั ซึ่งมีช่วงระหว่าง ๐ ถึง ๑ ความน่าจะเป็นเท่ากับ ๐ หมายถึง ไม่
มีเหตุการณ์ท่ีกําลังสนใจเกิดขึ้น ส่วนความน่าจะเป็นเท่ากับ ๑ หมายถึง โอกาสที่เหตุการณ์น้ันเกิดข้ึน
อย่างแน่นอน แต่อะไรคือสดั สว่ นของค่าความนา่ จะเป็นในเหตุการณ์ทีศ่ ึกษาการตีความในเรื่องนีม้ ีสอง
ประการคือการตีความความถี่ หรือการตีความเชิงภววิสัย (Objective Interpretation) และการ
ตีความระดับของความเชื่อหรอื อตั วิสยั (Subjective Interpretation)

การตีความความน่าจะเป็นเชิงภววิสัยมีสองประการประการแรก คือการระบุ
จักรวาลหรือขอบเขตของจํานวนผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด (Universe of Outcomes) ความน่าจะ
เป็นของเหตุการณ์หนึ่ง คือความถ่ีของเหตุการณ์น้ันท่ีมีโอกาสเกิดข้ึนในขอบเขตของจํานวนผลลัพธ์
นั้น เช่น จํานวนผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมดของลูกเต๋าที่มีหมายเลข ๑ ถึง ๖ ก็คือ ๖ เม่ือโยนลูกเต๋า
ความน่าจะเป็นที่จะออกมาเป็นเลขใดเลขหน่ึง เท่ากับ .๑๖๗ หรือในมหาวิทยาลัยแห่งหน่ึงกําหนด
เกรดทั้งหมด ๘ เกรด คือ F, I, D, C, B, B+, A-, A ความน่าจะเป็นท่ีนักศึกษาจะได้ในแต่ละเกรดจะ
เท่ากบั .๑๒๕

ประการท่ีสอง ความน่าจะเป็นท่ีประเมินในฐานะท่ีเป็นสิ่งบ่งช้ีถึงความแข็งแกร่งของ
รากฐานของผู้กระทําสําหรับการคาดการการเกิดขึ้นของผลลัพธ์ เช่น นกั อุตุนยิ มพยากรณ์ว่าพรงุ่ นจ้ี ะ
มฝี นตกประมาณ ๓๐ เปอรเ์ ซ็นตข์ องกรุงเทพมหานคร การทํานายของเขาขนึ้ อยู่กบั ขอ้ มลู หลักฐานท่ีมี
อยู่ในปัจจุบัน เช่น ความกดอากาศตํ่ากําลังเคลื่อนตัวเข้ามา ร่วมกับทฤษฎีพ้ืนฐานเกี่ยวกับคุณสมบัติ
เชิงสาเหตุของปรากฏการณ์อากาศสําหรับความน่าจะเป็นเชิงอัตวิสัยมีประโยชน์ในการอภิปราย
เกี่ยวกับความไม่แน่นอน ในกรณีที่สถานการณ์ไม่แน่นอน ซ่ึงผู้ตัดสินใจไม่มีข้อมูลข่าวสารเพียงพอใน
การประมาณค่าความถ่ีของผลลัพธ์ ผู้ตัดสินใจจึงต้องกําหนดให้โอกาสของการเกิดของแต่ละผลลัพธ์มี
เท่ากัน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือผู้ตัดสินใจไม่เหตุผลใดที่คาดหวังว่าผลลัพธ์หนึ่งจะเกิดข้ึนมากกว่า
ผลลัพธ์อีกอย่างหนึ่ง เช่น รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่มีข้อมูลเพียงพอท่ีจะคาดการณ์ได้ว่าหากมีกฎหมาย
ควบคมุ อาวุธปืนแล้ว จะเกดิ กรณีบุคคลถอื ปนื เขา้ ไปยงิ นักเรยี นในโรงเรียนอีกหรอื ไม่

มีความพยายามในการผสมผสานความน่าจะเป็นท้ังสองแบบเข้าด้วยกัน โดย
พิจารณาความถ่ีของเหตุการณ์หนึ่งภายในจักรวาลของผลลัพธ์และระดับความมั่นใจของการตัดสิน
เก่ียวกับการเกิดเหตุการณ์น้ัน เรียกการผสมผสานนี้ว่า “การตีความความถ่ีท่ีถูกทํานายของความ
น่าจะเป็น” (The Predicted Frequency Interpretation of Probability) เช่น ในอดีตชาวญี่ปุ่น
ได้รับการประกันเชิงทฤษฎีจนทําให้เกิดความเชื่อม่ันสูงว่า ความล้มเหลวของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์
มีโอกาสเกิดขึ้นต่ํากรณีนี้หมายความว่า “ความเช่ือม่ันสูง” และ“ความน่าจะเป็นของความล้มเหลว
ต่ํา” หรือในทางกลับกันจากทฤษฎีการก่อเกิดดวงดาวในปัจจุบันระบุว่ามีความเป็นไปได้สูงท่ีดวง
อาทิตย์จะถึงจุดดับภายในหน่ึงล้านปี แต่ทว่าหลักฐานท่ีสนับสนุนทฤษฎีน้ีอ่อนแอมาก การตัดสิน
ความน่าจะเป็นท่ีมาจากทฤษฎีน้ี คือ “มีความน่าจะเป็นสูงที่ดวงอาทิตย์จะมอดดับในหนึ่งล้านปี” แต่
“หลกั ประกัน หรอื ความเชือ่ มนั่ ท่จี ะเกิดต่ํา”

๔๑

โดยท่ัวไปการตีความเชิงความถี่นิยมใช้กันมากในการอธิบายของสาขาวิทยาศาสตร์
เพราะนักวิชาการไม่ประสงค์อธิบายโลกทางวัตถุโดยใช้อัตวิสัยของมนุษย์ แต่ก็มีความยากลําบากใน
หลาย ๆ เหตกุ ารณ์เพราะปจั จบุ ันยงั ไมม่ ีวิธกี ารคํานวณการอุบัติสมบรู ณ์ (Absolute Incidence) ของ
เหตุการณ์ท่ีศึกษา ตัวอย่างเช่น สมมุติว่ามีความน่าจะเป็นเท่ากับ .๒๕ ของการเกิดสงครามโลกคร้ังที่
สาม ในช่วงที่มีวิกฤติการณ์เศรษฐกิจอย่างรุนแรงในทวีปยุโรปช่วง ค.ศ. ๒๐๑๐ – ๒๐๑๓ ลักษณะ
ของเหตุการณ์แบบนี้เป็นเหตุการณ์ท่ีไม่เกิดซํ้าดังนั้นจึงไม่มีจักรวาลของผลลัพธ์ (Universe of
Outcomes) ท่ีจะสามารถใช้เป็นฐานสําหรับการคํานวณความถ่ี การตีความเชิงความถ่ีจึงขึ้นกับการ
ตัดสินเชิงเง่ือนไขท่ีอาจเป็นไปได้ ถ้าหากโต้แย้งว่า มีความเป็นไปได้ที่จะหาความถ่ีโดยพิจารณา
ระยะเวลาที่ยาวนานในประวัติศาสตร์ ปัญหาก็คือเหตุการณ์ท่ีเราศึกษาไม่สามารถนําไปทดลองได้
ดังน้นั การตัดสินว่าความน่าจะเปน็ ในการเกิดสงครามโลกเทา่ .๒๕ จะต้องมพี ื้นฐานจากเรอ่ื งอน่ื ซึง่ ไม่
ใช้เร่อื งความถน่ี ่ันคอื “ทฤษฎีสาเหตขุ องสงครามโลก” ในกรณนี ีส้ ามารถนํา “ความถที่ ถ่ี กู ทํานาย” มา
ใช้งานได้ นั่นคือ “ความหมายของการอ้างเก่ียวกับอุบัติเชิงสมมติฐานของผลลัพธ์ระหว่างทางเลือกท่ี
เป็นไปได้ ขณะที่“หลักประกัน” สําหรับข้ออ้างขึ้นอยู่บนทฤษฎีท่ีอธิบายสาเหตุของสงครามโลกท่ี
ประยุกต์ใช้ในเงื่อนไขของการเกดิ วกิ ฤติเศรษฐกิจท่กี ําลงั ศกึ ษา

๓. กฎการตัดสินใจ (Decision Rules)

เมื่อผู้กระทําเผชิญหน้ากับทางเลือกและผลประโยชน์ที่ได้รับจากทางเลือกหลาย
ประการบุคคลจําเป็นต้องมีกฎในการตัดสินใจในที่นี้จะนําเสนอกฎในการตัดสินใจ ๑) กฎ
อรรถประโยชน์ท่ีคาดหวังหรือกฎของเบย์ (Bayes’ Rule) (Levi, ๑๙๖๗, pp. ๔๓ :๔๔) ๒) กฎการ
สูญเสียน้อยที่สุดของทางเลือก (Maximin Rule of Choice) (Raw, ๑๙๗๑) และ ๓) กฎความพึง
พอใจ (Satisficing Rule of Decision) (Simon, ๑๙๗๙)

กฎอรรถประโยชน์ท่ีคาดหวังหรือกฎของเบย์ (Bayes’ Rule) อธิบายว่า บุคคล
กําหนดค่าน้ําหนักให้แก่ทางเลือกเด็กแต่ละคนทางซ่ึงประกอบด้วยผลรวมอรรถประโยชน์ท่ีคาดหวังท่ี
ทําเลือกนั้นมีต่อผลลัพธ์ อรรถประโยชน์ท่ีคาดหวังของผลลัพธ์เกิดจากอรรถประโยชน์ที่ประเมินคูณ
กับความเป็นไปได้จากน้ันบุคคลก็จะตัดสินใจเลือกทางเลือกที่สร้างอรรถประโยชน์ท่ีคาดหวังสูงสุด
ข้อดีของกฎการตัดสินใจแบบน้ี คือการนําไปสู่อรรถประโยชน์สูงสุดเมื่อประยุกต์ใช้กับทางเลือกที่
หลากหลายในสถานการณ์ทต่ี ้องตัดสินใจ

๒.๓.๖ แนวคิดเกยี่ วกบั พรรคการเมอื ง

พรรคการเมือง (Political Party) มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินว่า Par ซ่ึงแปลว่า
“ส่วน” พรรคการเมืองจึงหมายถึงส่วนของประชากรภายในประเทศ หมายถึงการท่ีแยกประชากร
ออกเป็นส่วน ๆ ตามความคิดเห็นและประโยชน์ได้เสียทางการเมืองพรรคการเมืองถือว่าเป็นสถาบัน
ทางการเมืองท่ีมีบทบาทสําคัญในระบบการเมืองเพราะพรรคการเมืองเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่

๔๒

ประกอบดว้ ยบุคคลจํานวนมาก ท่ีมีภารกิจท่ีจะไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน พรรคการเมืองเป็นสื่อกลางท่ี
จะเชอื่ มโยงระหว่างประชาชนกบั รฐั บาล๕๓

พรรคการเมือง เป็นองค์กรทางการเมืองท่ีเป็นที่รวมของคนที่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกัน
มีแนวคิดอุดมการณ์ร่วมกัน พรรคการเมืองในประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่มีพันธกิจในการบรรลุ
เป้าหมายตามรัฐธรรมนูญ คือการชนะเลือกต้ังหรือเป็นผู้บริหาร หรือเป็นผู้แทนในสภา ดังน้ันพรรค
การเมืองจึงต้องพยายามสอื่ สารหรือโน้มนา้ วใจผู้เลอื กตั้ง ให้เห็นว่าพรรคมีศักยภาพมีจริยธรรม และมี
นโยบายที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน แนวทางการส่ือสารของพรรคการเมืองมีทั้งการ
โฆษณา การประชาสัมพันธ์ การปั่นข่าว (Spinning) ทั้งนี้เพ่ือให้สื่อมวลชนนําเสนอข่าวของพรรคใน
เชิงบวก โดยเฉพาะในช่วงเวลาของการรณรงค์หาเสียงเลือกต้ังซ่ึงกระบวนการน้ีจัดกระทําโดยที่
ปรึกษาดา้ นการสื่อสารทางการเมอื งมอื อาชีพ อนั มีอย่ใู นทกุ พรรคการเมอื งในปจั จบุ นั

บทบาทหน้าท่ีของพรรคการเมืองตามความเห็นของ Macridis (๑๙๖๗) น้ัน พรรค
การเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองท่ีเป็นศูนย์รวมความคิดเห็น อุดมการณ์ความต้องการของสมาชิก
พรรค และความต้องการของประชาชน ในประเทศที่พัฒนาแล้วผู้ทําหน้าที่แทนประชาชนอย่าง
แท้จริงก็คือพรรคการเมืองซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาลและประชาชนนอกจากจะทําหน้าที่
เสนอนโยบายและคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกต้ังแล้วยังทําหน้าที่รวบรวมและประสานมติมหาชน แล้ว
ถ่ายทอดมติมหาชนไปยังรัฐบาล เพ่ือการกําหนดนโยบายให้สนองความต้องการของประชาชน โดย
ระบบพรรคจะเป็นกลไกท่ีควบคุมให้นักการเมืองมีความรับผิดชอบในหน้าท่ีและต่อประชาชนมากข้ึน
เพราะพรรคการเมืองย่อมจะคดั เลือกผ้สู มคั รรบั เลอื กตงั้ ท่ีมีคุณสมบัตทิ เี่ หมาะสมเขา้ รบั การเลือกต้ัง๕๔

๑. กลมุ่ การเมอื งภายในพรรคการเมือง

กลุ่มการเมืองภายในพรรคการเมือง (Faction) เป็นการรวมตัวของกลุ่มต่าง ๆ ของ
สมาชิกภายในพรรคการเมืองอันเป็นลักษณะท่ีแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกภายในพรรคการเมืองดัง
ทัศนะของ เบลเลอร์ และเบลโลนี (Beller & Belloni) ให้ความเห็นว่า กลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มย่อยที่
ก่อตั้งขึ้นมาในลักษณะของการแข่งขันให้ได้มาซ่ึงผลประโยชน์เชิงอํานาจภายในกลุ่มใหญ่ที่กลุ่ม
เหล่าน้ันดํารงอยู่ ทั้งน้ีคําว่า Faction ในอดีตเคยถูกใช้ในความหมายของการเป็นพรรคการเมือง
ก่อนท่ีจะมีการพัฒนามาเปน็ คาํ วา่ Political Party ในเวลาต่อมา ซ่ึงในอดีตน้ันการรวมกนั น้เี ป็นกลุ่ม
ทางการเมืองเป็นส่ิงถูกให้ความหมายในแง่ลบ ดังท่ีจอร์จ วอชิงตัน (George Washington)

๕๓ อภิชาติ ศวพรพิทักษ์, “ความรุ่งเรื่องและความตกตํ่าของพรรคไทยรักไทย”, รายงานการวิจัย,
(มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่, ๒๕๕๑), หนา้ ๖.

๕๔ เดชณรงค์ ไพบูลย์นันทพงศ์, สุรพันธ์ ทับสุวรรณ์, ติน ปรัชญพฤทธ์ิ และ นิพนธ์ โซะเฮง,
“พัฒนาการการจัดต้ัง การดํารงอยู่และการปรับตัวของพรรคการเมืองท่ีก่อตั้งโดยกลุ่มนักการเมืองท้องถ่ิน”,
วารสาร มจร พทุ ธปัญญาปริทรรศน,์ ปที ่ี ๔ ฉบบั ที่ ๒ (พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๖๒): ๑๕๕-๑๖๘.

๔๓

ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ได้เตือนให้หลีกเลี่ยงการจัดต้ังพรรคการเมืองเพราะจะ
ก่อให้เกิดความแตกแยก เป็นพรรคเป็นพวก๕๕

Richard L. Kolbe ได้ให้นิยามของพรรคการเมืองว่า พรรคการเมืองเป็นการ
รวมตัวทางสังคมที่มีความต่อเน่ืองพอสมควรที่แสวงหาตําแหน่งและอํานาจในรัฐบาล โดยมีโครงสร้าง
หรือการจัดองค์การท่ีเช่ือมผู้นําในศูนย์กลางของรัฐบาลกับกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนทางการเมืองให้
ทอ้ งถิ่น และภายในพรรคเองมกี ารสร้างเอกลักษณ์และความจงรักภกั ดีร่วมกนั ๕๖

Herman Finer กล่าวว่า พรรคการเมือง คือ คณะ หรือ สมาคมของบุคคล ซ่ึงตก
ลงกันถึงหลักการแห่งการปกครอง (Principles of Government) เอาไว้อย่างกว้าง ๆ และตกลงกัน
นําหลกั การนน้ั มาใช้ปฏบิ ตั ิ๕๗

ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (๒๕๔๕ : ๑๑๘) กล่าวว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันทาง
การเมืองที่มีบทบาทสําคัญในระบบการเมืองเพราะเปน็ องค์กรขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยบุคคลจํานวน
มาก มีภารกิจท่ีจะไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกัน เป็นส่ือกลางที่จะเชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับรัฐบาล
เปน็ เคร่อื งมอื สาํ คัญทจ่ี ะชักนําให้ประชาชนเข้ามามสี ่วนร่วมทางการเมอื ง๕๘

๒. ระบบของพรรคการเมือง

ลขิ ติ ธรี เวคิน (๒๕๕๓, หน้า ๓๑๖-๓๑๗) ได้สรุป การแบง่ ระบบพรรคการเมอื งออก
ไดเ้ ปน็ ๔ ระบบ คือ๕๙

๑) ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว (Single-party System) ระบบพรรคการเมือง
พรรคเดียวนี้ส่วนใหญ่มักจะพบในประเทศที่ปกครองแบบเผด็จการหรือประเทศสังคมนิยมเช่น
ประเทศสาธารรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม ประเทศพวกน้ีจะมีพรรค
คอมมิวนิสต์ เพียงพรรคเดียว เป็นการผูกขาดอํานาจทางการเมืองและพรรคมีอํานาจเหนือกว่า
รฐั บาลในแง่การควบคุมและเร่อื งนโยบาย

๒) ระบบพรรคเด่นพรรคเดียว (one-party dominance) คือระบบที่มีหลายพรรค
แตม่ ีพรรคท่ีไดเ้ สียงข้างมากและผูกขาดการเป็นรัฐบาลตลอด พรรคอ่นื ๆ มีเสยี งในสภาบ้าง แต่ไมเ่ คย
มมี ากจนสามารถจะท้าทายการผูกขาดอํานาจทางการเมืองและการเป็นรฐั บาลได้ และอย่างมากกเ็ ป็น
เพยี งพรรคฝา่ ยคา้ น ท่ไี ม่สามารถทาํ อะไรไดม้ ากนักเช่น พรรค People Action Party ของสงิ คโปร์

๕๕ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, กลุ่มการเมืองภายในพรรคการเมือง, [ออนไลน์], แหล่งท่ีมา:
http://wiki.kpi.ac.th/index.php [๑๐ กนั ยายน ๒๕๖๓].

๕๖ Richard L. Kolbe อ้างใน จิรศักดิ์ ขําหรุน่ , พัฒนาการพรรคการเมอื งไทยภายใตพ้ ระราชบัญญัติ
พรรคการเมือง ๒๔๙๘-๒๕๕๐, (กรงุ เทพมหานคร: จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย, ๒๕๕๙), หนา้ ๒๗.

๕๗ Herman Finer อ้างใน อภิชาติ ศวพรพิทักษ์, “ความรุ่งเรื่องและความตกตํ่าของพรรคไทยรัก
ไทย”, รายงานการวจิ ยั , หน้า ๗.

๕๘ ณัชชาภทั ร อุ่นตรงจิตร, รัฐศาสตรเ์ บ้อื งตน้ , (เชียงใหม่: คะนงึ นจิ การพมิ พ์, ๒๕๔๕), หนา้ ๑๑๘.
๕๙ ลิ ขิ ต ธีรเวคิ น , ก ารเมื อ งก ารป ก ค รอ งข อ งไท ย , (ก รุงเท พ ม ห าน ค ร: สํ านั ก พิ ม พ์
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร,์ ๒๕๕๓), หน้า ๓๑๖-๓๑๗.

๔๔

๓) ระบบสองพรรค (Two-party System) ระบบพรรคการเมืองแบบสองพรรคนี้
มักจะพบในประเทศที่ใช้ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เช่น ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา
เป็นต้น ซึ่งในประเทศนั้นจะมีพรรคการเมืองเพียงสองพรรคใหญ่เท่านั้นท่ีหมุนเวียนสับเปลี่ยนกัน
จัดต้ังรัฐบาลจากการเลือกต้ังของประชาชนคือ ในสองพรรคนั้นถ้าพรรคใดได้เสียงข้างมากในสภา
พรรคนั้นก็มีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลจะเห็นได้ว่าจะให้พรรคใดจัดตั้งรัฐบาลข้ึนอยู่กับความต้องการของ
ประชาชนในประเทศ จากลักษณะของการมีพรรคการเมืองสองพรรคสับเปล่ียนหมุนเวียนกันเป็น
รัฐบาลนี้ก็มิใช้ว่าประเทศน้ัน ๆ จะมีพรรคการเมืองเพียงสองพรรคเท่านั้น ความจริงแล้วในประเทศ
น้ัน ๆ มีพรรคการเมืองหลายพรรคแต่ไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนในประเทศ เช่น ในประเทศ
องั กฤษ

๔) ระบบพรรคการเมืองหลายพรรค (Multi-party System) ระบบพรรคการเมือง
หลายพรรคเกิดข้ึนเพราะไม่มีพรรคใดพรรคหน่ึง มีเสียงเด็ดขาด ท่ีจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จึง
จาํ เป็นต้องรวบรวมจากพรรคเล็กพรรคน้อยหลาย ๆ พรรครวมกันน้ีเป็นพันธมิตร ในการจัดตั้งรัฐบาล
จึงออกมาในลกั ษณะรัฐบาลผสม ในลกั ษณะเชน่ นจี้ ะมีปญั หาเรอื่ งเสถียรภาพของรฐั บาล๖๐

สรุปได้วา่ พรรคการเมืองเป็นสถาบนั ทางการเมืองที่เป็นศูนย์รวมความคิดเห็น อุดมการณ์
ความต้องการของสมาชิกพรรค และความต้องการของประชาชน ในประเทศที่พัฒนาแล้วผู้ทําหน้าที่
แทนประชาชนอย่างแท้จริงก็คือพรรคการเมืองซึ่งถือว่าเป็นตัวกลางระหว่างรัฐบาลและประชาชน
นอกจากจะทําหน้าท่ีเสนอนโยบายและคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแล้วยังทําหน้าท่ีรวบรวมและ
ประสานมตมิ หาชน

๒.๔ แนวคดิ หลกั เบญจศลี

หลักเบญจศีล มีความสําคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา
หมายถึง การเป็นผู้ฝึกตนตามหลักศีลธรรม พระพุทธเจ้าทรงฝึกพระองค์เองได้อย่างประเสริฐแล้วทรง
ฝึกผู้อ่ืน ผู้ฝึกตนจะสามารถพัฒนาตนให้เป็นผู้มีคุณธรรมและศีลธรรมในการดําเนินชีวิต โดยนํา
หลักธรรมมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม ทําให้เกิดประสิทธิภาพ หลักธรรมดังกล่าวได้แก่ เบญจศีล
คือศีล ๕ เมอ่ื ปฏบิ ัติตามศีล ๕ ถือว่าเป็นผู้มศี ีล เบญจศีลเป็นข้อทค่ี วรงดเวน้ ๖๑

ศีล สําหรบั คฤหัสถ์ คือข้อกําหนดอย่างตํ่าของมนุษย์ เพื่อเสริมสร้างคุณค่าของชีวิตทั้งต่อ
ตนเองและสังคมให้อยู่อย่างสงบสุข ดําเนินชีวิตอย่างไม่มีโทษ โดยถือความถูกต้องเป็นหลักผู้ใด
ประพฤติปฏิบัติย่อมได้รับความดีงามเป็นผล ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามย่อมได้รับความชั่วเป็นผล และมี

๖๐ ยุพา ปราชญากูล, “การปฏิรูปพรรคการเมืองไทย”, วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์,
มหาวิทยาลยั รามคาํ แหง, ปที ี่ ๑ ฉบบั ที่ ๒ (พฤษภาคม - สิงหาคม ๒๕๖๑): ๙๙-๑๒๔.

๖๑ พระครูปลัดสุรศักด์ิ วิริยธโร (คงรักษา), “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ตามหลักเบญจศีลและเบญจ
ธรรม”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการคณะสงฆ์, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๕๖), บทคัดย่อ.

๔๕

ความสัมพันธ์กับเร่อื งของกรรมโดยตรง ซ่ึงผู้ปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตาม ย่อมจะต้องได้รบั ผดิ ชอบต่อ
กฎธรรมดาตามธรรมชาติ๖๒

๒.๔.๑ ความหมายของเบญจศลี

เบญจศีล หมายถึง ศีลสําหรับคฤหัสถ์ผู้ครองเรือนทั่วไป สาระสําคัญของศีลสําหรับ
ประชาชนโดยท่ัวไปกําหนดเอาขอปฏิบัติอย่างต่ํามาเป็นพื้นฐานช่วยให้สังคมสงบสุข โดยปกติถือว่า
ศีล ๕ เป็นหลักความประพฤตขิ ้ันพื้นฐานสําหรับมนุษย์ไมว่ ่าจะครองชีวิตอยู่ในระดับใด ๆ คอื เป็นหลัก
ความประพฤติข้ันพ้ืนฐานของแต่ละบุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหน่ึงจึงเรียกว่ามนุษยธรรม ดังนั้น
การใช้ชีวิตและการดําเนินชีวิตของแต่ละบุคคลจึงมีวินัยสําหรับฝึกตนเองท้ังเรียกว่า สิกขาบท คือขอ
ฝึกหัดสําหรับความประพฤติเพ่ือเป็นเครื่องในการควบคุมทางกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ มีความ
เรียบรอ้ ยและใช้ชวี ิตอยู่อย่างปกตสิ ขุ

๒.๔.๒ แนวคิดเกยี่ วกับศลี ๕

บรรทัดฐานน้ีวัดคุณธรรมในสังคมไทยมีที่มาจากหลักคําสอนในพุทธศาสนา ซ่ึงเป็น
คุณธรรมพื้นฐานในวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งอนุมานได้จากการดําเนินชีวิตตามปกติของชาวไทยพุทธ
แนวคุณธรรมพื้นฐานดงั กล่าว ไดแ้ ก่ ศลี ๕ คือไม่มุ่งทาํ ร้ายผอู้ ่ืน ไม่ทุจริตฉ้อโกง ไม่ประพฤติผดิ ในกาม
ไมห่ ลอกลวงกลา่ วเท็จ และไม่เกย่ี วข้อง สิง่ เสพตดิ ให้โทษ๖๓

หากพิจารณาในรายละเอียดของคุณธรรมพ้ืนฐาน ๕ ประการขั้นต้นแล้วจะพบว่า
คุณธรรมดังกล่าว มีแต่จะเสริมสร้างให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข และยังเป็นการพัฒนามนุษย์ให้มี
ความสมบูรณ์พร้อมท้ังด้านร่างกาย สติปัญญา ชุมชนและสังคม ถ้ามนุษย์ในโลกน้ีต่างคนต่างไม่มีศีล
กันแล้วจะเห็นได้ทันทีว่า เป็นภาวะท่ีทนไม่ได้ ตัวเองก็ทนตัวเองไม่ได้ เมื่อตัวเองไม่มีศีล ตัวเองจะทน
(พฤตกิ รรม) ของตัวเองไมไ่ ด้ ถ้าคนไม่มศี ลี กันแลว้ จะเกดิ เสนยี ดจัญไรของสังคมมากขน้ึ ๖๔

ศลี ในทางพระพุทธศาสนา หมายถงึ ความประพฤติชอบทางกายและวาจา การรักษา กาย
วาจาให้เรยี บรอ้ ยการรกั ษาความปกตติ ามระเบยี บวนิ ยั ข้อปฏิบัติในการเว้นจากการทาํ ความชั่ว

ศีลโดยท่ัวไปสําหรับคฤหัสถ์ ประชาชนทั่วไปหรือผู้ครองเรือน ผู้เป็นอุบาสก อุบาสิกา
เรียกว่า เบญจศีล หรอื ศีล ๕ สําหรบั เปน็ ขอปฏบิ ัตไิ ด้แก่

๑) ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
๒) อทนิ นาทานา เวรมณี เจตนางดเวน้ จากการถอื เอาสงิ ของทเี่ จา้ ของเขามิไดใ้ ห้
๓) กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการประพฤตผิ ิดในกาม

๖๒ พระชินาธิ ชินวโร (เพชรพิทักษ์), “การบําเพ็ญศีลบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท: กรณีศึกษาพระ
ภูริทัตตชาดก”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารจัดการคณะสงฆ์, (บัณฑิตวิทยาลัย:
มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๕), บทคัดย่อ.

๖๓ พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต), พระพุทธศาสนาพัฒนาคนและสังคม, (กรุงเทพมหานคร:
สว่ นท้องถ่ิน กรมการปกครอง, ๒๕๔๐), หนา้ ๒๒-๘๔

๖๔ พุทธทาสภิกข,ุ ทาน ศีล ภาวนา, (กรงุ เทพมหานคร: สขุ ภาพใจ, ๒๕๔๐), หนา้ ๗๗.

๔๖

๔) มุสาวาทา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพดู เท็จ
๕) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการเสพของมึนเมา คือสุราและ
เมรยั อันเปน็ เหตแุ หง่ ความประมาท

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ไดใ้ ห้ความหมายว่า ศีลพื้นฐาน หรือขั้นต้นท่ีสุด คือ
การไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่วา่ จะดว้ ยทางกาย หรอื วาจา และการไม่ทําลายสตสิ ัมปชัญญะทีเ่ ป็นตวั คุ้มศีล
ของตน ศีลข้ันต้นที่สุดนี้นิยมเรียกกันว่า ศีล ๕ ศีลนั้นมี ๒ ระดับ หน่ึงระดับท่ัวไป ได้แก่ระดับธรรม
เป็นข้อแนะนําส่ังสอนหรือหลักความประพฤติที่แสดง เป็นไปตามกฎธรรมดาแห่งความดี ความชั่วที่
เรียกว่า กฎแห่งกรรม ผู้ที่ทําดีทําช่ัวหรือรักษาละเมิดศีลย่อมได้รับผลดีผลช่ัวเองตามธรรมดาของเหตุ
ปัจจัย หรือตามกฎแห่งกรรมน้ัน สองระดับเฉพาะ หรือระดับท่ีเป็นวินัย คือเป็นแบบแผน ข้อบังคับที่
บญั ญัติคอื วางหรือกําหนดข้ึนไวเ้ ป็นเสมือนนักกฎหมาย สาํ หรับกาํ กับความประพฤติของสมาชิกในหมู่
ชน หรือชุมชนหน่ึง โดยสอดคล้องกับความมุ่งหมายของหมู่คณะหรือชุมชนน้ันโดยเฉพาะ ผู้ท่ีละเมิด
บทบัญญัติน้ีมีความผิดตามกฎของหมู่ ซ้อนเข้ามาอีกช้ันหน่ึง เพ่ิมจากอกุศลเจตนาท่ีจะได้รับผลตาม
กฎแห่งกรรมของธรรมชาติเมื่อพิจารณาตามหลักนี้หมู่มนุษย์ทั้งหมดมีสภาพต่างหันตามกาลเทศะ ตก
อยู่ภายใต้อิทธิพลของภาวะความเปล่ียนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง เป็นต้น ดังนั้น
สําหรับสังคมมนุษย์ท่ัวไปพระพุทธศาสนาจึงแนะนําสั่งสอนหรือเสนอหลักธรรมที่นิยมกันเรียกว่า ศีล
๕ ไวเ้ ปน็ ขอ้ กาํ หนดอยา่ งต่ําหรอื หลักความประพฤตทิ ่นี ้อยทส่ี ดุ ในระดบั ศลี ๖๕

ศีลในทางพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ ความประพฤติชอบทางกายและวาจา การรักษา กาย
วาจาให้เรียบรอ้ ย การรักษาความปกตติ ามระเบียบวนิ ยั ข้อปฏิบตั ิในการเว้นจากการทาํ ความช่วั

ศีลโดยทั่วไปสําหรับคฤหัสถ์ ประชาชนท่ัวไปหรือผู้ครองเรือน ผู้เป็นอุบาสก อุบาสิกา
เรยี กวา่ เบญจศีล หรือ ศีล ๕ สําหรับเป็นขอปฏิบตั ิได้แก่

๑) ปาณาติปาตา เวรมณี เจตนางดเวน้ จากการฆา่ สตั ว์
๒) อทนิ นาทานา เวรมณี เจตนางดเวน้ จากการถอื เอาสงิ ของที่เจา้ ของเขามไิ ดใ้ ห้
๓) กาเมสุมจิ ฉาจารา เวรมณี เจตนางดเวน้ จากการประพฤติผิดในกาม
๔) มุสาวาทา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการพูดเทจ็
๕) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เจตนางดเว้นจากการเสพของมึนเมา คือสุราและ
เมรยั อนั เป็นเหตแุ ห่งความประมาท

พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้จําแนกพฤติกรรมออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑)
พฤติกรรมของมนษุ ย์ในทางดี และ (๒) พฤติกรรมของมนษุ ยใ์ นทางไม่ดี ดังนี้

(๑) พฤติกรรมของมนุษยใ์ นทางดี

๖๕ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยตุ ฺโต), สยามสามไตร, (กรุงเทพมหานคร: พมิ พส์ วย, ๒๕๕๒), หน้า
๙๖.

๔๗

พฤติกรรมของมนุษย์ในทางดี คือผู้มีความเมตตา หมายถึง ความรัก หรือการแผ่ ความ
ปรารถนาดี หรือการบําเพ็ญคุณประโยชน์ซ่ึงตรงกันข้ามกับความพยาบาทหรือปองร้าย พระพุทธเจ้า
ทรงสอนให้แผ่เมตตาไปยังสรรพชีวิต ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉานก็ตาม ถ้าปัจเจกบุคคล
สามารถปฏิบัติตามคําสอนของพระพุทธศาสนาเก่ียวกับการแผ่เมตตาได้ ความขัดแย้งทั้งหลาย ก็ไม่
ตอ้ งแก้ไขด้วยวธิ ีเผชญิ หนา้ กนั แต่สามารถแก้ได้ดว้ ยสนั ติวิธี เพราะคนที่มเี มตตาน้นั จะเอือ้ อาทรต่อคน
ที่ประสบความเดือดร้อน ศีลในพระพุทธศาสนาจึงเป็นหลักของการประพฤติปฏิบัติเพื่อทํากายและ
วาจาให้เรียบร้อย ทําให้จิตใจสงบเยือกเย็น เป็นหลักท่ีอํานวยแก่หน้าที่และการงานทั้งหลาย ศีลจึง
เป็นค่านิยมข้ันพื้นฐานทางสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องป้องกันทุจริตทั้งหลายได้ด้วยข้อกําหนดดีหรือข้อ
ปฏิบัติเบ้ืองต้นในการเว้นจากทําชั่ว โดยการรักษากายและวาจาให้เป็นปกติ เพ่ือช่วยให้กิจกรรมของ
สังคมดําเนินไปได้อย่างปกติสุข ศีลน้ันถ้าใครรักษาย่อมนําความสงบสุขมาให้แก่ผู้นั้นอย่างแน่นอน
(ผู้ประพฤติธรรมย่อมนําความสุขมาให้) ศีลเป็นเครื่องวัดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ทําให้มนุษย์ต่าง
ไปจากสัตว์เดรัจฉานในด้านคุณธรรมทาํ ให้อย่รู ว่ มกนั ในสงั คมไดอ้ ยา่ งสงบสขุ ๖๖

(๒) พฤติกรรมของมนษุ ย์ในทางไมด่ ี คือการกระทําความชั่วทางกาย ทางวาจา และทางใจ
และขาดการรักษาศีล

การขาดศีล ๕ นั้นมีโทษมาก เพราะทําความเดือดร้อนให้ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งใน
ปัจจุบันและอนาคต ในปัจจุบันนั้นทั้งตนและสังคมให้เดือดร้อนวุ่นวาย อีกท้ังยังก่อให้เกิดความ
เดือดร้อนในชาติหน้าด้วย คือเมื่อตายไปแล้วก็ไปเกิดในท่ีลําบากคือตกอบายมีนรก เป็นต้น อย่างไรก็
ตามในทางพระพุทธศาสนาได้เปรียบเทียบพฤติกรรมของมนุษย์ในเร่ืองของ บุญ คือพฤติกรรมในทาง
ทด่ี ี และ บาป คือพฤตกิ รรมในทางไม่ดี

สรุปได้ว่า เบญจศีล เป็นหลักธรรมที่รักษาความเป็นปกติสุขในตนและยังสร้างภูมิคุ้มกัน
ให้กับสังคม ศีลเป็นข้อควรประพฤติท่ีช่วยให้พ้นจากทุกข์ และธรรม เป็นเคร่ืองคุ้มครองกายให้พึงละ
เว้นการประพฤติชั่วท่ีจะทําให้ตกต่ํา การละเว้นการประพฤติผิดทั้งกาย วาจา และใจ ย่อมสร้างความ
ปกติสุขใหก้ บั ตนเองและคนรอบขา้ ง สงั คมจงึ จะปกติสุข

๖๖ พระราชวรมุนี (ประยทุ ธ์ ปยตุ ฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, (กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพอ์ มรนิ ทรก์ ารพิมพ,์ ๒๕๒๗), หนา้ ๒๓๗.

๔๘

ตารางท่ี ๒.๓ สรปุ แนวคดิ เก่ียวกับพฤติกรรมการเลือกตง้ั

นกั วิชาการหรอื แหลง่ ข้อมูล แนวคดิ หลัก
ณัชชาภัทร อุ่นตรงจิตร (๒๕๔๕ : ๑๑๘)
พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีบทบาท
ลขิ ติ ธรี เวคนิ (๒๕๕๓, หน้า ๓๑๖-๓๑๗) สําคัญในระบบการเมืองเพราะเป็นองค์กรขนาดใหญ่
ที่ประกอบด้วยบุคคลจํานวนมาก มีภารกิจที่จะไปสู่
ปารชิ าต สถาปติ านนท์ (๒๕๔๘) จุดมุ่งหมายเดียวกัน เป็นสื่อกลางท่ีจะเชื่อมโยง
ระหว่างประชาชนกับรัฐบาลเป็นเคร่ืองมือสําคัญท่ีจะ
นภาภรณ์ อัจฉรยิ ะกลุ ชักนําให้ประชาชนเขา้ มามสี ว่ นร่วมทางการเมอื ง
และ รุ่งนภา พติ รปรชี า (๒๕๔๔)
พรศักด์ิ ผอ่ งแผ้ว (๒๕๒๒, หนา้ ๑-๑๑) การแบ่งระบบพรรคการเมืองออกได้เป็น ๔ ระบบ
พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป.อ. ปยุตโฺ ต) คือ ระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว ระบบพรรคเด่น
(๒๕๕๒, หนา้ ๙๖) พรรคเดียว ระบบสองพรรค ระบบพรรคการเมือง
หลายพรรค

การกระตุ้นการมีส่วนร่วมของสาธารณชน เป็นกล
ยุทธ์ที่สําคัญในการกําหนดรูปแบบการสื่อสารไปใน
ด้านการโน้มน้าวใจ ซึ่งเน้นหนักเกี่ยวกับการให้ข้อมูล
ข่าวสารและการชี้แนะความคิดเห็นหรือพฤติกรรม
ต่างๆ หรือการให้ความสําคัญกับการสื่อสารใน
รูปแบบของการสร้างความเข้าใจร่วมกัน เน้นการ
แลกเปลย่ี นข้อมลู ขา่ วสารกัน

ความถ่ีในการส่งสารมีผลต่อพฤติกรรมการยอมรับ
ของผู้รับสารที่เป็นกลุ่มมีเป้าหมาย และจะก่อให้เกิด
การเปลย่ี นแปลงทางพฤติกรรมของผรู้ บั สาร

อํานาจอธิปไตย ไม่จําเป็นต้องมาจากประชาชนทุก
คน แต่เป็นเพียงประชาชนบางคนที่มีคุณสมบัติ
เหมาะสมไปทาํ หน้าทเ่ี ป็นตวั แทนของชาติ

ศลี พน้ื ฐาน คือการไมเ่ บียดเบียนผู้อื่นไมว่ ่าจะด้วยทาง
กาย หรือวาจา และการไม่ทําลายสติสัมปชัญญะที่
เป็นตัวคมุ ศลี ของตน

๔๙

๒.๕ ข้อมูลบรบิ ทเร่ืองท่ีวจิ ัย

เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ประกอบด้วย ๒ อําเภอ คืออําเภอหนองเรือและอําเภอมัญจาคีรี มี
รายละเอียดดังนี้ อําเภอหนองเรือ มี ๑๐ ตําบล ๑๔๙ หมูบ่ ้าน และอําเภอมัญจาคีรี มี ๘ ตําบล ๑๑๘
หมู่บา้ น

๒.๕.๑ สภาพพ้นื ทอี่ ําเภอหนองเรือ

อําเภอหนองเรือ แบ่งพ้ืนที่การปกครองออกเป็น ๑๐ ตําบล ๑๔๙ หมู่บ้าน ได้แก่ หนอง
เรือ ๑๓ หมู่บ้าน โนนทอง ๒๑ หมู่บ้าน บ้านเม็ง ๑๘ หมู่บ้าน กุดกว้าง ๒๑ หมู่บ้าน บ้านกง ๑๐
หมู่บ้าน โนนทัน ๑๔ หมู่บ้าน ยางคํา ๑๔ หมู่บ้าน ยางคํา ๑๔ หมู่บ้าน โนนสะอาด ๑๕ หมู่บ้าน
จระเข้ ๑๓ หมู่บา้ น บา้ นผอื ๑๐ หมบู่ า้ น อําเภอหนองเรอื

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อําเภอภูเวียงและอาํ เภออุบลรตั น์
ทศิ ตะวันออก ติดตอ่ กับ อําเภอบ้านฝาง
ทศิ ใต้ ติดต่อกับ อาํ เภอมญั จาคีรีและอําเภอบา้ นแท่น (จังหวดั ชัยภมู )ิ
ทิศตะวันตก ติดตอ่ กบั อําเภอชุมแพ

อาชีพหลักของประชาชนในพื้นท่ีคือ เกษตรกรรม อาชีพรองคือ รับจ้าง ผลผลิตทาง
การเกษตรทส่ี าํ คัญได้แก่ ขา้ วเจา้ อ้อย

ผมู้ ีสิทธเิ ลอื กตงั้ ๗๔,๗๗๙ คน

๒.๕.๒ สภาพพืน้ ที่อําเภอมัญจาครี ี

อําเภอมัญจาคีรี แบ่งพ้ืนท่ีการปกครองออกเป็น ๘ ตําบล ๑๑๘ หมู่บ้าน ได้แก่ กุดเค้า
๑๗ หมู่บ้าน สวนหม่อน ๑๔ หมู่บ้าน หนองแปน ๑๖ หมู่บ้าน โพนเพ็ก ๑๕ หมู่บ้าน คําแคน ๑๔
หมบู่ ้าน นาขา่ ๑๗ หมู่บา้ น นางาม ๑๔ หมบู่ า้ น ทา่ ศาลา ๑๑ หมู่บ้าน

ทิศเหนือ ติดต่อกับ อําเภอบ้านแท่น (จังหวัดชัยภูมิ) อําเภอหนองเรือ อําเภอบ้าน
ฝาง และอําเภอพระยืน

ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ต่อกับ อาํ เภอพระยนื อําเภอบ้านแฮด และอําเภอบ้านไผ่

ทิศใต้ ติดตอ่ กบั อําเภอชนบทและอําเภอโคกโพธิไ์ ชย

ทิศตะวนั ตก ตดิ ต่อกับ อําเภอแกง้ คร้อ และอาํ เภอบ้านแท่น (จงั หวดั ชยั ภมู )ิ

อาชีพหลักของประชาชนในพื้นท่ีคือ ด้านเกษตรกรรม อาชีพเสริม ได้แก่ ด้านหัตถกรรม
ได้แก่ ทําเส้นไหม การทอผ้าไหม หมอนขิต และเครื่องจักสาน รวมถึงการแปรรูปผลิตผลทาง
การเกษตร ซ่งึ จะทาํ หลังฤดูการเก็บเกย่ี ว

ผ้มู สี ิทธเิ ลอื กตง้ั ๕๗,๓๙๐ คน

๕๐

๒.๖ งานวจิ ัยที่เกย่ี วขอ้ ง

๒.๖.๑ งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั พฤติกรรมการเลือกตง้ั

กาญจนา พันธุ์เอี่ยม และคณะ ศึกษาเร่ือง “ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สิทธิการ
เลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้นําชุมชน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”
ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติและพฤติกรรมการใช้สิทธิการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของผู้นํา
ชุมชน เทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือพิจารณาเป็นราย
ด้านพบว่า ด้านการรับรู้ข่าวสารผู้นําชุมชนติดตามข่าวสารทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ทางด้าน
ทัศนคติในการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนให้ความสําคัญกับการไม่ซ้ือเสียงเป็นส่วน
ใหญ่ และด้านความรู้ความเข้าใจในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนส่วนใหญ่มีความ
เข้าใจว่าผู้มีสิทธิเลือกต้ังต้องมีอายุไม่ตํ่ากว่า ๑๘ ปี บริบูรณ์ และด้านพฤติกรรมในการเลือกต้ัง
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ผู้นํามบี ทบาทในการประชาสัมพันธ์ใหค้ นในชมุ ชนไปเลือกตั้งทุกคร้ัง

กิง่ กาญจน์ เอ่ียมลออ ได้ศึกษาวิจัยเร่ือง “การแข่งขันในการครองอํานาจนําทางความคิด
ระหว่างพรรคเพ่ือ ไทยและพรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงเลือกตัง้ วันท่ี ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔”
ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ทําการแข่งขันในการหาเสียง
เลือกตั้งผ่านกลไกนโยบายและกลไกการจัดการภาพลักษณ์ของผู้สมัครรับเลือกตั่งเป็นนายกรัฐมนตรี
โดยกลไกนโยบายได้เน้น ๒ ด้านหลักเหมือนกัน คือนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายด้านสังคม
ส่วนกลไกการจัดการภาพลักษณ์ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือความจริงใจในการเสนอตัวมา
ทํางานเพื่อประชาชน โดยไม่ได้เป็นตัวแทนของใครและไม่ได้แก่แค้นให้กับใคร ส่วนกลไกการจัดการ
ภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธ์ิ เวชชาชีวะ คือทํางานเพื่อประชาชนทุกคน ไม่ได้ทําเพ่ือคนใดคนหนึ่ง
ประการที่สอง การแข่งขันการครองอํานาจนําทางความคิดของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์
ในช่วงหาเสียงเลือกต้ังเป็นการแข่งขันทางความคิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนกล่าวคือ พรรคเพื่อไทย
ยึดหลักแนวคิดประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนและต่อต้านรัฐประหาร ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ยึด
หลักแนวคิดประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งต่อตา้ นอดีตนายกรัฐมนตรี คือ
พ.ต.ท.ทกั ษณิ ชนิ วัตร๖๗

เฉลิมพล นุชอุดม และ รศ.ดร.กานดา ผรณเกียรต์ิ ศึกษาวิจัยเร่ือง “เกณฑ์ในการ
ตัดสินใจเลือกผู้แทนระดับท้องถิ่น ในเขตกรุงเทพมหานคร” ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ ๑) ความคิดเห็น
ของกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อเกณฑ์ ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนระดับท้องถ่ินของ
ประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดย
เรียงลําดับค่าเฉลี่ยมากไปน้อย คือปัจจัยด้านสิ่งเร้าทางการเมือง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทางการเมือง
ปัจจัยส่วนบุคคล ๒) ความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างท่ีเก่ียวกับเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนระดับ

๖๗ ก่ิงกาญจน์ เอี่ยมลออ, “การแข่งขันในการครองอํานาจนําทางความคิดระหว่างพรรคเพื่อไทยและ
พรรคประชาธิปัตย์ในการหาเสียงเลือกต้ัง ๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔”, วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต,(บัณฑิต
วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั เชียงใหม,่ ๒๕๕๔).

๕๑

ท้องถิ่น ในเขตกรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลําดับ
ค่าเฉล่ียมากไปน้อย คือภาพลักษณ์ส่วนตัวของผู้สมัคร ตระกูล/เครือญาติ/เครือข่าย ปฏิบัติการทาง
การเมืองของผู้สมัคร และปัจจัยแวดล้อมผลการทดสอบสมมติฐาน ปรากฏว่า ปัจจัยท่ีมีผลต่อเกณฑ์
ในการตัดสินใจเลือกผู้แทนระดับท้องถ่ินของประชาชน ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ปัจจัยด้าน
เศรษฐกจิ และสังคม ปัจจยั ส่วนบุคคล ปัจจัยด้านสิ่งเร้า ปัจจัยด้านสง่ิ แวดล้อมทางการเมืองนอกจากนี้
ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ ยังสอดคล้องกับการวิจัยเชิงปริมาณ ในเร่ืองปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและ
สังคม รายได้อาชีพ การศึกษาภาพลักษณ์ การเข้าถึงชุมชน ประสิทธิภาพการทํางานและเครือญาติ /
เครอื ข่าย๖๘

ณิชาภา เหมะธุลิน (๒๕๕๖) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศึกษากรณี : ผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตเลือกต้ังท่ี ๑ จังหวัดบึงกาฬ” ผล
การศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหวา่ ง ๔๖ – ๕๕ ปีการศึกษาระดับ
มัธยมศึกษา ประกอบอาชีพเกษตรกร รายได้ต่อเดือนต่ํากว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัย
ที่ผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดบึง
กาฬ โดยรวม อยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อยได้ดังน้ี ด้านนโยบายรองลงมาคือ ด้าน
คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ด้านสื่อในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง และด้านสื่อบุคคล ตามลําดับ
การทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตเลือกต้ังที่ ๑ จังหวัดบึงกาฬ ส่วนอาชีพ และรายได้ มีความสัมพันธ์
ต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในเขตเลือกต้ังท่ี ๑ จังหวัดบึงกาฬอย่างมีนัยสําคัญ
ทางสถิติทรี่ ะดบั ๐.๐๕๖๙

ดวงเนตร วงศ์จักร ได้ศึกษาเร่ือง “การแข่งขันทางการเมืองในการเลือกต้ังผู้บริหาร
เทศบาลตําบลแม่ป๋ัง อําเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ วันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔” ผลการวิจัยพบว่า
๑. การรณรงคห์ าเสียงเลอื กต้งั จากการศกึ ษาพบว่า ผสู้ มัครรบั เลอื กตั้ง ตา่ งมวี ิธใี นการรณรงค์หาเสยี ง
เลือกตั้งที่คล้าย ๆ กัน และมีวิธีการหาเสียง ๒ วิธีใหญ่ ๆ วิธีแรกคือการหาเสียงด้วยวิธีการเปิดเผย
เป็นการหาเสียงท่ีถูกกฎหมายและผู้สมัครใช้รูปแบบการหาเสียงแบบเปิดเผยในเชิงการนําเสนอ
นโยบายต่อประชาชน ซ่ึงได้แก่การใช้รถแห่ประชาสัมพันธ์การใช้ส่ือสิ่งพิมพ์ได้แก่ใบปลิว แผนพับ
บัตรพก ป้ายโฆษณา ปา้ ยผ้า แผ่นคัตเอาท์ การเดนิ พบปะประชาชนโดยวธิ ที เี่ รียกว่า “การเคาะประตู
บา้ น” และการปราศรยั หาเสียง วธิ ีท่ีสองคือการหาเสียงด้วยวธิ ีการที่ไมเ่ ปดิ เผย เป็นการหาเสยี งท่ีเน้น
ไปในทางการใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ เพ่ือให้ได้มาซ่ึงความได้เปรียบในการเลือกตั้งและส่งผลการเลือกตั้ง ซ่ึง

๖๘ เฉลิมพล นุชอดุ ม และ รศ.ดร.กานดา ผรณเกียรต์ิ, “เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผูแ้ ทนระดับทอ้ งถ่ิน
ในเขตกรุงเทพมหานคร”, วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยปทุมธานี, ปีท่ี ๑๑ ฉบับท่ี ๒ (กรกฎาคม-ธันวาคม
๒๕๖๒): ๓๒-๔๔.

๖๙ ณิชาภา เหมะธุลิน, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศึกษากรณี : ผู้มี
สิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกต้ังท่ี ๑ จังหวัดบึงกาฬ”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการส่ือสารการเมือง,
(วิทยาลยั สื่อสารการเมือง: มหาวทิ ยาลัยเกริก, ๒๕๕๖), บทคดั ย่อ.

๕๒

วิธีการต่าง ๆ ท่ีนํามาใชไ้ ด้แก่การใชห้ วั คะแนน การโจมตหี รือใสร่ ้าย การขม่ ขู่ผสู้ มคั รฝ่ายตรงข้าม การ
กักตัวหัวคะแนน หรือการใช้ฐานคะแนนเสียงด้วยการให้ความช่วยเหลือหรือการสร้างความสัมพันธ์
แบบอุปถัมภ์ ๒. ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์เข้ามาเก่ียวข้องในการเลือกต้ัง ซึ่งเกิดจากกลุ่มคนผู้มี
อาํ นาจบารมหี รือเปน็ คนมชี ื่อเสยี งเปน็ ท่นี ับถือของคนในสงั คม ผู้นํานกั ธุรกจิ พ่อค้า นักการเมืองระดับ
ท้องถิ่น นกั การเมอื งระดับจังหวดั และระดบั ชาติโดยบุคคลกลุ่มดังกล่าวจะชกั จูงหรือโน้มน้าวให้ผู้ท่ีตน
รู้จักตลอดท้ังประชาชนท่ัวไปให้มาสนับสนุนผู้สมัครในกลุ่มที่ตนให้การสนับสนุนจนเป็นเหตุให้การ
ลงคะแนนเสียงของประชาชนทําไปเพื่อตอบแทนบุญคุณผู้อุปถัมภ์หรือการแลกเปล่ียนซ่ึงกันและกัน
ท้ัง ๆ ที่คุณสมบัติหรือนโยบายของผู้สมัครอาจไม่ตรงกับอุดมคติของผู้ลงคะแนนเสียงแต่ที่ทําไปเพ่ือ
แสดงให้ผู้ให้การอุปถัมภ์หรือผู้มีพระคุณได้เห็นความจงรักภักดีของตน เพ่ือที่ตนจะได้รับผลตอบแทน
ในอนาคตข้างหน้า ซ่ึงผู้สมัครคนใดมีเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่กว้างขวางม่ันคง ผู้สมัครคน
นั้นจะมีความได้เปรียบและส่งผลต่อการชนะการเลือกตั้งในที่สุด รวมถึงเงินก็เป็นปัจจัยหลักที่ใช้ใน
การซื้อสิทธิขายเสียง เพื่อให้ชนะการเลือกต้ัง ๓. ระบบความสัมพันธ์แบบเครือญาติยังคงเป็นปัจจัยที่
ส่งผลต่อการเลือกต้ัง ถ้าผู้สมัครคนใดท่ีมีกลุ่มเครือญาติมากจะมีความได้เปรียบในการเลือกตั้งการหา
เสยี งจะทําไดง้ ่ายขึ้น๗๐

นชุ ปภาดา ธนวโรดม ศึกษาวจิ ัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกต้งั ของผมู้ ีสทิ ธิเลอื กตั้ง ในเขต
เทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์” ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของประชาชนท่ีมีต่อ
พฤติกรรมการเลือกต้ังของผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย ๓.๗๘ เม่ือพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ ดังน้ี ๑) ด้านการใช้สิทธิ
เลือกตั้ง อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉล่ีย ๓.๗๗ ๒) ด้านการลงคะแนนเลือกตั้ง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉล่ีย
๔.๐๙ และ๓) ด้านระยะเวลาการตัดสินใจเลือกตั้งอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉล่ีย ๓.๔๖ ผลการ
ทดสอบสมมติฐานการวิจัย เพศและรายได้ ไม่พบความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นการปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้ง
ไว้ ส่วนอายุ สถานภาพ การศึกษา และอาชีพ พบความแตกต่างกันเป็นการยอมรับสมมติฐานท่ีต้ัง
ไว๗้ ๑

ปิยะรัตน์ สนแจ้ง ศึกษาเร่ือง “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร : ศึกษากรณีประชาชนกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบ
แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ๒๖ – ๓๕ ปีการศึกษาระดับปริญญาตรีประกอบอาชีพ
พนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้ต่อเดือน ๑๐,๐๐๑ – ๒๐,๐๐๐ บาท มีความคิดเห็นเก่ียวกับ
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนชาวกรุงเทพมหานครโดย

๗๐ ดวงเนตร วงศ์จักร, “การแข่งขันทางการเมืองในการเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลตําบลแม่ป๋ัง อําเภอ
พร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔”, การค้นคว้าแบบอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา
การเมอื งและการปกครอง, (บณั ฑิตวทิ ยาลยั : มหาวทิ ยาลัยเชียงใหม,่ ๒๕๕๔), บทคดั ย่อ.

๗๑ นุชปภาดา ธนวโรดม, “พฤติกรรมการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกต้ัง ในเขตเทศบาลนครนครสวรรค์
จังหวัดนครสวรรค์”, วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิต
วทิ ยาลัย: มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๗), บทคัดยอ่ .

๕๓

รวมอยู่ในระดับมาก เรียงลําดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังน้ี ด้านนโยบาย ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร
ดา้ นพรรคการเมอื งและด้านวิธีการหาเสยี งเลอื กตั้ง

มงคล รัตนพันธ์ ศึกษาเร่ือง “ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร :
กรณีศึกษา ผู้มีสทิ ธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งท่ี ๓ จงั หวัดประจวบคีรีขนั ธ์” ศึกษาโดยใช้แบบสอบถามจาก
กลุ่มตัวอย่างจํานวน ๔๐๐ ตัวอย่างพบว่าในการรณรงค์หาเสียงสื่อบุคคลเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ
ตดั สินใจมากทีส่ ดุ รองลงมาคือ ด้านพรรคการเมอื งและคุณสมบตั ิของผู้สมัคร ปัจจัยด้านพรรคการเมือง
ที่มีผู้สมัครสังกัดอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือตัวบุคคลที่พรรคจะเลือกเป็นผู้สมัคร อยู่ในระดับมาก
สามารถเรียงลําดับได้คือความชื่อสัตย์สุจรติ รองลงมาคอื นําความเจริญสู่ท้องถิ่น มนุษยสัมพันธ์ท่ีดี ออก
พบปะประชาชนอย่างสม่ําเสมอความรู้ ความสามารถ ผลงานในอดีตมีช่ือเสียงเป็นที่รู้จัก การศึกษาสูง
กว่าผู้อื่น รู้จักเป็นการส่วนตัว เคยพึ่งพาอาศัยกัน ความคิดเห็นด้านสื่อในการรณรงค์หาเสียง สื่อบุคคล
อยู่ในระดับมากสามารถเรียงลําดับได้คือมีมนุษย์สมั พันธ์ดี รองลงมาคือมีความนา่ เช่ือถือ นําความเจริญ
มาสู่ท้องถ่ิน เป็นผู้นําท้องถ่ิน เคยพึ่งพาอาศัยกัน รู้จักเป็นการส่วนตัว และให้ส่ิงตอบแทน ความคิดเห็น
ด้านส่ือในการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร อยู่ในระดับมาก สามารถเรียงลําดับได้คือรถแห่หาเสียงของ
ผู้สมัคร รองลงมาคือข่าวสารทางวิทยุชุมชน ข่าวสารจากป้ายคัทเอาท์/ป้ายโปสเตอร์ ข่าวสาร ทาง
หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ข่าวสารจากประชาสัมพันธ์การเลือกต้ังของ กกต. และข่าวสาร จากแผ่น พับ
ใบปลิว ความคิดเห็นด้านความสําคัญของปัจจัยต่าง ๆ อยู่ในระดับมาก สามารถเรียงลําดับได้ คือ
คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกต้ัง รองลงมาคือพรรคการเมืองท่ีผู้สมัครสังกัดสื่อบุคคลของ ผู้สมัครรับ
เลือกต้ัง และส่ือในการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกต้ัง การพิสูจน์ สมมติฐาน พบว่า ข้อมูลด้าน
เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน และการไปใช้สิทธิเลือกต้ังมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ
เลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระตับ ๐.๐๕
ยกเว้นข้อมูลส่วนบุคคล ด้านอาชีพไม่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จังหวัดประจวบครี ีขันธ์ อย่างมีนัยสาํ คญั ทางสถิตริ ะดับ ๐.๐๕๗๒

ยงยุทธ พงษ์ศรี ศึกษาเร่ือง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร จังหวัดปทุมธานี : ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่
เป็นเพศหญิง อายุ ๓๑ – ๔๐ ปีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน
และมีรายได้ต่อเดือน ๒๐,๐๐๑ -๓๐,๐๐๐ บาท พฤติกรรมการเปิดรับสื่อของประชาชนชาวจังหวัด
ปทมุ ธานี ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางเมือ่ พจิ ารณาในแต่ละสอื่ แล้ว เรยี งลําดับจากมากไปหานอ้ ยได้
ดังนี้ สื่ออินเตอร์เน็ต รองลงมาคือสื่อโทรทัศน์ ส่ือวิทยุ และสื่อหนังสือพิมพ์ตามลําดับ ความคิดเห็น
เกี่ยวกับปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปทุมธานี โดยรวมอยู่ใน

๗๒ มงคล รัตนพันธ์, “ปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร: ศึกษา กรณีผู้มีสิทธิ
ออกเสียงเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งท่ี ๓ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต, (วิทยาลัยสื่อสาร
การเมือง: มหาวิทยาลัยเกรกิ , ๒๕๕๔), บทคดั ยอ่ .

๕๔

ระดับปานกลางเรียงลําดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังน้ี ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร ด้านนโยบาย ด้าน
พรรคการเมอื งและดา้ นการรณรงค์หาเสยี งและดา้ นสือ่ บุคคล๗๓

ลัคนา ถูระบุตร และ บัญชา วิทยอนันต์ ศึกษาเรื่อง “ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งสภา
ผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา” ผลการศึกษาพบว่า ๑.
ประชาชนมีความคิดเห็นต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเลือกต้ังสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษา อําเภอ
โนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x= ๓.๒๔) เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน
พบว่า ด้านคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้สมัคร ด้านนโยบายพรรค และภาพลักษณ์ของพรรคที่สังกัดอยู่
ในระดับมาก แต่ด้านผลประโยชน์หรือผู้ให้ผลตอบแทน ด้านความสัมพันธ์กับผู้สมัครอยู่ในระดับน้อย
๒. ประชาชนที่มีเพศ ต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยท่ีส่งผลต่อการเลือกตั้งสภาแทนราษฎร (ส.ส)
กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมและรายด้านแตกต่างกันและประชาชนที่มี
อายุต่างกันมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กรณีศึกษาอําเภอ
โนนไทย จังหวัดนครราชสีมา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน ๓. ผลการวิจัยนําไปสู่แนวทางการ
พัฒนาการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งของประชาชน ทางด้านคุณสมบัติส่วนบุคคลของผู้สมัครในการ
เลือกผู้สมัครที่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่โกงกินเข้าถึงได้ง่ายชอบช่วยเหลือและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของ
ชุมชน ทางด้านนโยบายพรรคและภาพลักษณ์ของพรรคที่สังกัด เป็นพรรคมีผลงานเป็นที่ยอมรับของ
ประชาชนโดยทว่ั ไป มีชอ่ื เสียงหรอื ภาพลกั ษณ์ ในทางทด่ี ี๗๔

พันธ์ทิพา อัครธีรนัย ศึกษาเร่ือง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกตั้ง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก : ศึกษาในช่วงเวลา พ.ศ. ๒๕๕๙” พบว่า ผลการศึกษา
พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง ๓๖ - ๕๐ ปี จบการศึกษาระดับ
ประถมศึกษา มีรายได้ต่อเดือนระหว่าง ๑๐,๐๐๑ – ๑๕,๐๐๐ บาท และประกอบ อาชีพเกษตรกร
พฤติกรรมการเปิดรับส่ือของประชาชนชาวจังหวัดนครนายก พบว่า ภาพรวมอยู่ ในระดับมาก ในสื่อ
โทรทัศน์ ลําดับถัดมาสื่อวิทยุ ส่ือสอ่ื หนังสอื พิมพ์ และอินเตอรเ์ น็ต ปัจจัยทีม่ ีผลต่อการตัดสินใจในการ
เลอื กต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ในภาพรวมอยู่ใน ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นราย
ดา้ น พบวา่ อยู่ในระดับมากในดา้ นคณุ ลกั ษณะของผู้สมัคร รองลงมาด้านสือ่ บุคคล ดา้ นพรรคการเมือง
ด้านนโยบาย และดา้ นการรณรงคห์ าเสยี งเลอื กตงั้ ๗๕

๗๓ ยงยุทธ พงษ์ศรี, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี :
ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒”, งานค้นคว้าอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่ือสารการเมือง, (วิทยาลัย
สื่อสารการเมอื ง: มหาวทิ ยาลยั เกริก, ๒๕๖๑), บทคดั ย่อ.

๗๔ ลัคนา ถูระบุตร และ บัญชา วิทยอนันต์, “ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
กรณีศึกษา อําเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา”, วารสารนครราชสีมาวิทยาลัย, ปีท่ี ๑๒ ฉบับท่ี ๓ (กันยายน-
ธันวาคม ๒๕๖๑): ๑๔๐-๑๔๙.

๗๕ พันธ์ทิพา อัครธีรนัย, “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
นครนายก:ศึกษาในช่วงเวลาปี พ.ศ. ๒๕๕๙”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่ือสารการเมือง,
(วิทยาลัยสือ่ สารการเมือง: มหาวทิ ยาลยั เกรกิ , ๒๕๕๙), บทคัดยอ่ .

๕๕

พระนิทศั น์ วงศ์วังเพม่ิ , พทิ ยา สาคร และจันทร์เพ็ญ เจริญทรัพย์ ศึกษาเรอ่ื ง “ปจั จัยท่ี
มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรีของประชาชน ในเขตเทศบาลตําบลเขาแก้ว อําเภอเชียง
คาน จังหวัดเลย” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกตั้งนายกเทศมนตรีของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตําบลเขาแก้ว อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยรวมอยู่ในระดับมาก มี
ค่าเฉลี่ยอยู่ท่ี ๓.๗๖ ๒. ปัจจัยทั้ง ๔ พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกกันตํ่ากับการตัดสินใจเลือกต้ัง
นายกเทศมนตรีของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลเขาแก้ว อําเภอเชียงคาน จังหวัดเลย อย่างมี
นัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ .๐๑ (r = .๒๐๖, ๒๐๗, ๒๘๒ และ.๒๓๗) ๓. มีตัวแปรพยากรณ์ ๓ ตัว
ได้แก่ ปัจจัยด้านภาวะผู้นําสามารถพยากรณ์ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรีของ
ประชาชนในเขตเทศบาลตาํ บลเขาแกว้ อาํ เภอเชียงคาน จังหวัดเลย ไดอ้ ย่างมีนัยสําคัญทีร่ ะดับ ๐.๐๕
ส่วน ปัจจัยด้านพรรคการเมืองหรือกี่ลุ่มการเมืองสังกัด และปัจจัยด้านรูปแบบการหาเสียง สามารถ
พยากรณ์ ได้อย่างมีนยั สําคัญทร่ี ะดับ .๐๑ โดยมีค่าประสทิ ธิภาพในการทํานายร้อยละ ๑๒.๙๐ (R๒ =
.๑๒๙) จากผลการวเิ คราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังนายกเทศมนตรีตําบลเขาแกว้ อําเภอ
เชียงคาน จังหวัดเลย สามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังน้ี สมการในรูปคะแนนดิบ SUMEEFF (การ
ตัดสินใจ) = ๓.๓๑๒ + .๑๐๗ + .๐๔๖ + .๐๖๕ สมการในรูปคะแนนมาตรฐาน SUMEEFF(การ
ตดั สินใจ) = .๒๐๔ + .๒๐๒ + ๑๑๖๗๖

สุรพล พรมกุล ได้วิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.
๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่น” ผลการวิจัยพบว่า ๑. ปัจจัยทางสังคม พบว่า บุคคลท่ีมีส่วนสําคัญท่ีสุดท่ี
ทําให้ไปใช้สิทธิเลือกต้ังคือสามี/ภรรยา สื่อประชาสัมพันธ์ที่มีส่วนสําคัญท่ีสุดที่ทําให้ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง
คือโทรทัศน์ /เคเบ้ิลทีวีท้องถ่ิน ๒. ปัจจัยทางการเมืองพบว่า โดยภาพรวม มีค่าเฉล่ียอยู่ในระดับมาก
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉล่ียสูงสุดคือ ด้านคุณสมบัติพรรคการเมืองรองลงมาคือ
ด้านคุณลักษณะของหัวคะแนน และด้านคุณสมบัติผู้สมัคร ตามลําดับ ๓. พฤติกรรมการเลือกตั้ง
สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎร พบวา่ แบบแผนการตดั สินใจนัน้ ประชาชนเลือกพรรคและบคุ คลเป็นจาํ นวน
มากที่สุด ในขณะที่เหตุผลในการเลอื กตวั บุคคล ประชาชนเลือกผสู้ มคั รที่เข้าใจในปัญหาหาคนในพ้ืนที่
เปน็ จํานวนมากที่สุด และเหตุผลในการเลือกพรรค ประชาชนเลือกพรรคเพราะชอบหัวหน้าพรรคเป็น
จํานวนมากที่สุด ๔. ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยทางสังคม และปัจจัยทางการเมือง
กับพฤติกรรมการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า ปัจจัยส่วน
บุคคล คือเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ปัจจัยทางสังคม คือบุคคลที่มีส่วนสําคัญท่ีสุดที่ทํา
ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส่ือประชาสัมพันธท์ ่ีสําคัญที่สุดที่ทําให้ไปใช้สิทธิเลือกต้ัง และปัจจัยทางการเมือง
คือคุณสมบัติผู้สมัคร คุณสมบัติพรรคการเมืองคุณลักษณะของหัวคะแนน มีความสัมพันธ์กับ

๗๖ พระนิทัศน์ วงศ์วังเพ่ิม, พิทยา สาคร และจันทร์เพ็ญ เจริญทรัพย์, “ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ
เลือกต้ังนายกเทศมนตรีของประชาชนในเขตเทศบาลตําบลเขาแก้ว อาํ เภอเชียงคาน จังหวัดเลย”, วารสารวิชาการ
ธรรมทรรศน์, ปที ี่ ๑๘ ฉบับที่ ๓ (กันยายน-ธันวาคม ๒๕๖๑): ๒๓๓-๒๔๔.

๕๖

พฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๕๕๗ ในจังหวัดขอนแก่นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
ที่ระดบั .๐๕ ซ่งึ เปน็ ไปตามสมมติฐานท่ตี ั้งไว้๗๗

สุภาพร วัชรคปต์ุ ได้วิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการรักษาศีล ๕ ของประชาชนในหมู่บ้าน
รักษาศีล ๕ นําร่อง อําเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว” พบว่า พฤติกรรมการรักษาศีล ๕ ของ
ประชาชนในหมู่บ้านรักษาศีล ๕ นํารอง อําเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว ในภาพรวมอยู่ในระดับ
มากโดยประชาชนในหมู่บ้านรักษาศีลข้อที่ ๓ เว้นจากการประพฤติผิดในกามมากที่สุด รองลงมาคือ
การรักษาศีลข้อ ๒ เว้นจากการลักทรัพย์การรักษาศีลข้อ ๕ เว้นจากการด่ืมสุราเมรัยการรักษาศีลข้อ
๑ เวน้ จากการฆ่าสตั ว์ และการรักษาศลี ข้อที่ ๔ เว้นจากการพดู ปด๗๘

อุบล ตินะโส, ดร.กตัญญู แก้วหานาม และดร.ประสิทธ์ิ คชโคตร ศึกษาเร่ือง
“พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ัง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัด
กาฬสินธุ์” ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน
อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ุ โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณารายประเด็น พบว่า
พฤติกรรมการลงคะแนนเลือกต้ังนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือการให้ความสําคัญต่อตัวผู้สมัครอยู่ในระดับ
มากที่สุด รองลงมาคือ ประเด็นมีการติดตามข่าวสารการเลือกต้ัง ประเด็นการไปตรวจสอบบัญชี
รายชื่อผู้มีสิทธิเลือกต้ัง การเข้าร่วมสังเกตการณ์นับคะแนนเลือกตั้ง ประเด็นการไปฟังการปราศรยั หา
เสียงของผ้สู มคั รรบั เลือกต้งั และการเข้าร่วมสังเกตการณ์การใช้สทิ ธเิ ลือกตัง้ ๗๙

อภิญญา ฉัตรช่อฟ้า ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ัง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง : ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๕๙” ผลการศึกษาพบว่า
ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง ๔๖-๕๕ ปีการศึกษาระดับประถมศึกษา
อาชีพเกษตรกร และมีรายได้ต่อเดือนตํ่ากว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ระดับการเปิดรับสื่อของผู้ตอบ
แบบสอบถามอยู่ในระดับน้อย และเมื่อพิจารณาในแต่ละสื่อพบว่าส่ือที่มีการเปิดรับมากที่สุด คือสื่อ
อินเตอร์เน็ต รองลงมา คือสื่อหนังสือพิมพ์ ส่ือวิทยุ และส่ือโทรทัศน์ ตามลําดับ ความคิดเห็นของ
ประชาชนเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองมาก
ท่ีสุด คือปัจจัยด้านส่ือบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาคือปัจจัยด้าน

๗๗ สุรพล พรมกุล, “พฤติกรรมการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๗ ในจังหวัด
ขอนแกน่ ”, วาสารธรรมทรรศน,์ ปีที่ ๑๕ ฉบบั ท่ี ๓, (พฤศจิกายน ๒๕๕๘–กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙): ๑๐๓–๑๑๘.

๗๘ สุภาพร วัชรคปตุ์, “พฤติกรรมการรักษาศีล ๕ ของประชาชนในหมู่บ้านรักษาศีล ๕ นําร่อง อําเภอ
เมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว”, วิทยานิพนธ์รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต, (วิทยาลัยการบริหารรัฐกิจ:
มหาวิทยาลยั บูรพา, ๒๕๕๘), บทคัดยอ่ .

๗๙ อุบล ตินะโส, ดร.กตัญญู แก้วหานาม และดร.ประสิทธ์ิ คชโคตร, “พฤติกรรมการลงคะแนน
เลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโพน อําเภอคําม่วง จังหวัดกาฬสินธ์ุ”, วารสารการบริหารปกครอง, ปีที่ ๒
ฉบับท่ี ๒ (กรกฎาคม-ธนั วาคม ๒๕๕๖): ๙๗-๑๑๓.

๕๗

การรณรงค์หาเสียงเลือกต้ัง ปัจจัยด้านพรรคการเมืองปัจจัยด้านนโยบายของผู้สมัครปัจจัยท่ีมีผลต่อ
การตดั สินใจนอ้ ยทสี่ ุด คอื ปจั จัยดา้ นคณุ ลักษณะของผสู้ มัครอยู่ในระดบั น้อยทส่ี ดุ ๘๐

๒.๗ กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

ในการวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ศึกษา พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ อําเภอหนองเรือและอําเภอ
มญั จาคีรี จากการทบทวนแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจยั นําแนวคิดของยงยุทธ พงษ์ศรี
ได้วิจัยเกี่ยวกับ“ปัจจัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปทุมธานี :
ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๖๒” ประกอบด้วย ๑) ด้านคุณสมบัติของผู้สมัคร ๒) ด้านนโยบาย ๓)
ด้านพรรคการเมือง ๔) ด้านการรณรงค์หาเสียง ๕) ด้านสื่อบุคคล มากําหนดเป็นกรอบแนวคิดการ
วิจยั ในคร้ังน้ี ดงั นี้

ตวั แปรตน้ ตวั แปรตาม

- เพศ - ดา้ นการสื่อสาร
- อายุ - ดา้ นการตดั สนิ ใจ
- การศกึ ษา - ดา้ นทรรศนะตอ่ คณุ สมบตั ขิ อง
- อาชีพ
- รายได้ ผ้สู มคั ร
- ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมอื งและ
หลักเบญจศลี ศีลห้า
นโยบายของพรรค

ศีล ข้อหน่งึ การเว้น ศีล ขอ้ สอง การเวน้ จากการ ศลี ข้อสาม การละเวน้ จาก
จากการฆา่ ชีวิตสตั ว์ ลักทรพั ย์ หรอื ทรพั ย์ที่ การประพฤตผิ ิดในกาม
เจา้ ของเขาไม่ไดใ้ ห้ การประพฤติผิดลูกผิดเมีย
ทุกชนดิ

ศีล ข้อส่ี การละเว้นจากการพดู ปด ศลี ขอ้ ห้า การละเว้นจากการดม่ื สรุ าเมรยั
งดเท็จ พูดจาโกหก เครอ่ื งดองของมนึ เมาและสง่ิ เสพติด
ทกุ ชนิด
พดู ไมอ่ ยกู่ ับรอ่ งกับรอย

แผนภาพที่ ๒.๑ กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย

๘๐ อภญิ ญา ฉตั รชอ่ ฟ้า, “ปจั จัยท่ีมีผลต่อการตัดสินใจเลอื กตั้งสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรจังหวดั อ่างทอง
: ศึกษาในห้วงเวลา ปี พ.ศ. ๒๕๕๙”, สารนิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสื่อสารการเมือง, (วิทยาลัย
ส่อื สารการเมือง: มหาวทิ ยาลัยเกรกิ , ๒๕๕๘), บทคัดยอ่ .

บทที่ ๓

วธิ ดี ําเนินการวิจยั

การศึกษาวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒ อําเภอหนองเรือและอําเภอมัญจาคีรี”
คร้ังนี้ เป็นการศึกษาโดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเป็นรูปแบบ ผสานวิธี ผู้วิจัยได้กลา่ วถึงรายละเอียดของ
วธิ ีการวิจยั ตามลาํ ดบั ดงั น้ี

๓.๑ รูปแบบการวิจยั
๓.๒ ประชาชนและกลุ่มตวั อยา่ ง
๓.๓ เคร่ืองมอื ทีใ่ ช้ในการวจิ ยั
๓.๔ การเก็บรวบรวมข้อมูล
๓.๕ การวิเคราะหข์ ้อมูล
๓.๖ สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะห์

๓.๑ รปู แบบการวิจยั

การศึกษาวจิ ัยครัง้ น้ี ผู้ศกึ ษาใช้รูปแบบเปน็ การวิจัยเชิง ผสานวิธี (Mixed Method) โดยการ
รวบรวมข้อมูลเชิงเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) โดยใช้การสมั ภาษณ์เชงิ ลกึ (In-Depth Interview) กบั ผ้ใู หข้ อ้ มูลสาํ คญั (Key Informants)

๓.๒ ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และผใู้ หข้ อ้ มลู สาํ คัญ

๓.๒.๑ ประชากร (Population) ประชากรในการวิจัยคร้ังนี้ ใช้หน่วยวิเคราะห์ข้อมูล
(Unit OF Analysis) เป็นระดับปัจเจกบุคคล ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอําเภอหนองเรือและ
อําเภอมัญจาคีรี การเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ( แทน
ตาํ แหน่งทว่ี ่าง) ในวันอาทติ ย์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๒

อาํ เภอหนองเรือ ประกอบด้วย ๑๐ ตําบล ๑๔๙ หมู่บ้าน ๑๓ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เทศบาลตําบล ๘ แหง่ องคก์ ารบรหิ ารส่วนตําบล ๕ แห่ง ดงั นี้ เทศบาลตาํ บลหนองเรือ เทศบาลตาํ บล
ดอนโมง เทศบาลตําบลหนองแก เทศบาลตาํ บลโนนทอง เทศบาลตําบลกดุ กวา้ ง เทศบาลตําบลยางคํา
เทศบาลตําบลโนนสะอาด และเทศบาลตําบลบ้านผือ อบต.หนองเรืออบต.บ้านเม็ง อบต.บ้านกง
อบต.จระเข้ และอบต.โนนทัน

๕๙

อําเภอมัญจาคีรี ประกอบด้วย ๘ ตําบล ๑๑๘ หมู่บ้าน ๙ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
เทศบาลตําบล ๒ แห่ง องค์การบริหารส่วนตําบล ๗ แห่ง ดังน้ี เทศบาลตําบลมัญจาคีรี และเทศบาล
ตําบลนาข่า อบต.กุดเค้า อบต.สวนหม่อน อบต.หนองแปน อบต.โพนเพ็ก อบต.คําแคน อบต.นางาม
และอบต.ท่าศาลา

ประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง อําเภอหนองเรือ ชาย ๓๖,๓๔๒ คน หญิง ๓๘,๔๓๗ คน รวม
๗๔,๗๗๙ คน อาํ เภอมัญจาครี ี ชาย ๒๘,๐๗๒ คน หญิง ๒๙,๗๑๘ คน รวม ๕๗,๗๙๐ คน รวมผ้มู ีสทิ ธิ
เลอื กต้ัง ๑๓๒,๕๖๙ คน จํานวนหนว่ ยเลอื กตั้ง อําเภอหนองเรือ ๑๕๓ หน่วยเลือกต้ัง อําเภอมัญจาคีรี
๑๑๘ หน่วยเลือกตัง้ รวม ๒๗๑ หน่วยเลือกต้งั (ตามตารางที่ ๓.๑ และ ๓.๒)

ตารางท่ี ๓.๑ แสดงจาํ นวนตาํ บล หมู่บ้าน และจาํ นวนผู้มีสิทธิเลือกตง้ั ซ่อม เขตเลือกตั้งที่ ๗ อําเภอ
หนองเรือและอําเภอมัญจาครี ี

๒) กลุ่มตัวอย่าง (Samples) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ กําหนดมาจาก
ประชากรผู้มีสิทธิเลือกต้ังสมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ พื้นท่ี อําเภอ
หนองเรอื และอาํ เภอมญั จาคีรี ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ไดข้ นาดกลุม่ ตวั อย่าง จํานวน ๔๐๐ คน โดยคาํ นวณหา
ขนาดตวั อยา่ งจากสตู รทาโรยามาเน่ ๑

ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง (Sample Size) กลุ่มตัวอย่างได้มาจากผู้มีสิทธิเลือกต้ังจํานวน
๑๖๓,๘๗๘ คน ท่ไี ดจ้ ากสูตรของทาโรยามาเน่ ซึง่ ใช้ระดบั ความคลาดเคล่อื นที่ ๐.๐๕ ดงั นี้

= ๒



๑ สุรินทร์ นิยมางกูร, ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์, (กรุงเทพมหานคร โรงพิมพ์มหาจุฬา
ลงกรณราชวิทยาลยั , ๒๕๕๖), หนา้ ๑๘๑.

๖๐

เม่ือ N คือ ขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ ง

N คอื ขนาดประชากร

e คอื คลาดคลาดเคลอื่ นของกลุม่ ตวั อย่าง

โดยใหค้ วามเชือ่ มน่ั ๙๕ % และมีความคลาดเคล่ือน ๕ % ( e = .๐๕)

วิธีทาํ

= ๑ + ๑๓๒,๕๖๙
(๑๓๒,๕๖๙)(๐.๐๕๒)

= ๔๐๐ คน

จากประชาชนทีม่ ีสิทธิเลอื กตงั้ เขตท่ี ๗ ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ เทา่ กับ ๑๖๓,๘๗๘ คน โดยใชส้ ูตร
ของทาโร่ ยามาเน่ (Taro Yamane) ไดก้ ล่มุ ตวั อยา่ งจาํ นวนทั้งสนิ้ ๔๐๐ คน

๓) วธิ กี ารสุ่มตวั อยา่ ง (Sampling Random)

การสุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยใช้วิธีการสุ่มประชากรแบบสัดส่วน (Proportional Sampling) กับ
ประชากรที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ อําเภอหนองเรือและอําเภอ
มัญจาคีรี ให้กระจายไปตามจํานวนประชากรท่ีเป็นพื้นท่ีเฉพาะในระดับตําบลในเขตเลือกตั้ง เขต
เลอื กต้ังที่ ๗ ของแตล่ ะอําเภอ

๓.๒.๒ ผ้ใู หข้ ้อมลู สาํ คญั

ผู้วิจัยทําการสัมภาษณ์เชิงลึก (In–depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน ๘ คน
ได้แก่ ผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้องกับการเลือกต้ังในเขตเลือกตั้งที่ ๗ จังหวัดขอนแก่น อําเภอหนองเรือและ
อําเภอมัญจาคีรี ดงั น้ี

๑. พระครูสุตธรรมภาณี, ผศ. ประธานกรรมการหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มหาจุฬาลง
กรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๒. นายธนิก มาสพี ิทกั ษ์ สงั กัด พรรคเพ่อื ไทย
๓. นายสมศักด์ิ คณุ เงนิ สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร สังกดั พรรคพลังประชารัฐ
๔. ว่าท่ีร้อยตรีสุขุม ดลโสภณ, ปลัดอําเภอเจ้าพนักงานปกครองชํานาญการพิเศษ รักษา
ราชการแทนนายอําเภอหนองเรอื จังหวัดขอนแก่น
๕. นายจักรพันธ์ นาทันริ ตวั แทนสอ่ื มวลชนประจาํ จงั หวดั ขอนแกน่ สาํ นักขา่ วไอเอ็นเอ็น
๖. นางสมจิตร สวัสดิวงษ์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ้านใหม่หนองเรือ อําเภอหนองเรือ จังหวัด
ขอนแก่น
๗. นางสาวจุฑารัตน์ สิงห์เสรีนาด ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง ตําบลสวนหม่อน
อาํ เภอมญั จาครี ี จังหวดั ขอนแกน่
๘. นายวฑิ ูรย์ กมลนฤเมธ ประธานกติ ตมิ ศักด์ิสภาอุตสาหกรรมจังหวดั ขอนแก่น

๖๑

๓.๓ เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย

เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการวจิ ัย ประกอบดว้ ย

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้เคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม
(Questionnaire) โดยแบ่งแบบสอบถามออกเปน็ ๓ ตอน

ตอนที่ ๑ สอบถามข้อมูลเก่ียวกับปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ซ่ึงถาม
เก่ียวกบั เพศ อายุ การศกึ ษา อาชพี และรายได้

ตอนท่ี ๒ สอบถามที่ถามเก่ียวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแกน่ เขตเลอื กตั้งที่ ๗ อาํ เภอหนองเรอื และอําเภอมญั จาคีรี โดย

กําหนดให้ผู้ที่ตอบแบบสอบถาม ทําเครื่องหมาย ( √ ) ลงในช่องปริมาณความคิดเห็นที่ผู้ตอบเห็นว่า

ตรงกบั ตนเองเพยี งระดับเดยี วจาก ๕ ระดับ (Rating Scale) ท้ัง ๔ ด้าน จํานวน ๖๐ ข้อ คือ

ด้านการสือ่ สาร จาํ นวน ๙ ขอ้

ด้านการตัดสนิ ใจ จาํ นวน ๘ ขอ้

ดา้ นทรรศนะต่อคุณสมบตั ิของผสู้ มคั ร จํานวน ๘ ขอ้

ด้านทรรศนะตอ่ พรรคการเมืองและนโยบายของพรรค จํานวน ๒๐ ขอ้

ด้านหลกั ธรรม เบญจศีล จาํ นวน ๑๕ ขอ้

โดยคําถามในตอนท่ี ๒ มีลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Liket

Scale) ระดบั ดังน้ี

๕ ระดบั การตดั สินใจเลอื กตัง้ ซ่อม มากท่ีสดุ

๔ ระดบั การตดั สนิ ใจเลอื กตัง้ ซ่อม มาก

๓ ระดบั การตดั สินใจเลอื กตงั้ ซอ่ ม ปานกลาง

๒ ระดบั การตัดสินใจเลอื กต้ังซ่อม น้อย

๑ ระดบั การตัดสินใจเลือกตั้งซอ่ ม น้อยทสี่ ุด

การแปลผล
คา่ เฉลี่ย ๑.๐๐ – ๑.๕๐ = มคี วามเหมาะสมในระดับน้อยทสี่ ุด
คา่ เฉล่ีย ๑.๕๑ – ๒.๕๐ = มคี วามเหมาะสมในระดบั น้อย
คา่ เฉลีย่ ๒.๕๑ – ๓.๕๐ = มคี วามเหมาะสมในระดับปานกลาง
ค่าเฉล่ีย ๓.๕๑ – ๔.๕๐ = มคี วามเหมาะสมในระดับมาก
คา่ เฉลี่ย ๔.๕๑ – ๕.๐๐ = มคี วามเหมาะสมในระดบั มากที่สดุ

ตอนท่ี ๓ สอบถามเก่ียวกับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัจจัยท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ อําเภอหนองเรือและอําเภอ
มัญจาคีรี เป็นคาํ ถามปลายเปิดที่เปิดโอกาสใหผ้ ้ตู อบแบบสอบถามแสดงความคิดเหน็ ได้อสิ ระ

๖๒

๓.๓.๓ การตรวจสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื

ในการหาคณุ ภาพของเครือ่ งมอื ผู้วจิ ยั ไดด้ ําเนินการตามขั้นตอน ดงั นี้

๑. ขอคําแนะนําจากอาจารย์ท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์และผู้เช่ียวชาญ ตรวจสอบเครื่องมือที่
สรา้ งไว้

๒. หาความเท่ียงตรง (Validity) โดยการนําแบบสอบถามที่สร้างเสร็จ เสนอประธานและ
กรรมการท่ีปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพ่ือขอความเห็นชอบและนําเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญท้ัง ๕ ท่าน
ประกอบด้วย

๑) พระครูสุตธรรมภาณี, ประธานหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต มจร.ขอนแก่น วิทยา
เขตขอนแก่น

๒) ผศ.ดร.วิทยา ทองดี อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

๓) ผศ.ดร.ชาญชัย ฮวดศรี ผู้อํานวยการหลักสูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

๔) ผศ.ดร.บุรนิ ทร์ ภูส่ กลุ อาจารย์ประจําหลกั สูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลัย วิทยาเขตขอนแกน่

๕) ดร.สมควร นามสีฐาน อาจารย์ประจําหลักสูตรรัฐศาตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย
มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั วทิ ยาเขตขอนแก่น

เพ่ือพิจารณาท้ังในด้านเนื้อหาสาระและโครงสร้างของคําถาม รูปแบบของแบบสอบถาม
ตลอดจนภาษาท่ีใช้และตรวจสอบคุณภาพของเคร่ืองมือ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)๒ ได้ค่า
ดัชนีความสอดคล้อง ตั้งแต่ ๐.๖๐-๑.๐๐ และมีการใช้ภาษาไม่เหมาะสมในบางข้อ จึงต้องปรับปรุง
แก้ไขตามคาํ แนะนําของผเู้ ช่ียวชาญ

๓. หาความเช่ือมั่นของเครือ่ งมอื (Reliability)
นําแบบสอบถามท่ีปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้ (Try-out) กับผู้มีสิทธิเลือกต้ัง ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จํานวน ๓๐ คน เพ่ือหาค่าความเช่ือม่ันด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธ์ิแอลฟ่า
(Alpa Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach)๓ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากบั .................
๔. นําแบบสอบถามท่ีได้รับการปรับปรุงแก้ไขเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อ
ขอความเห็นชอบ และจัดพมิ พ์แบบสอบถามเป็นฉบบั สมบูรณ์ เพอ่ื ใชใ้ นการวจิ ัย

๓.๓.๔ แบบสัมภาษณ์

๑) ศึกษาวิธีการสรา้ งแบบสัมภาษณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลจากเอกสาร ตําราและงานวจิ ัยท่ี
เกี่ยวขอ้ ง เพือ่ เปน็ แนวทางในการกาํ หนดกรอบความคิดในการสรา้ งแบบสมั ภาษณ์

๒ เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า ๒๔๓-๒๔๔.
๓ Lee J. Cronbach, Essentials of Psychological Testing, 4th ed., (New York: Harper &
Row, 1971), p. 67.

๖๓

๒) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและเอกสารการวิจัยต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้อง โดยพิจารณาถึง
รายละเอยี ดตา่ ง ๆ เพอื่ ให้ครอบคลุมวัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั ทกี่ ําหนดไว้

๓) ขอคาํ แนะนาํ จากอาจารย์ทีป่ รึกษาเพอื่ ใชเ้ ปน็ แนวทางในการสร้างแบบสมั ภาษณ์
๔) สร้างแบบสัมภาษณ์ให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อใช้เป็นเคร่ืองมือในการ
เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมลู สาํ คญั (Key Informant) เพ่ือนํามาวิเคราะห์

๓.๔ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู

๓.๔.๑ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู จากแบบสอบถาม

ในการวิจัยครั้งน้ี ผวู้ จิ ัยได้ดําเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมูลมีข้นั ตอน ดงั น้ี
๑. ขอหนังสอื จากผูอ้ าํ นวยการหลกั สตู รบณั ฑิตศึกษา
๒. นําแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ไปเก็บข้อมูลกับประชาชนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจํานวน
๔๐๐ ชุด และเก็บแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง แล้วนํามาตรวจสอบความถูกต้อง ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์
ทงั้ หมด ๔๐๐ ชุด คิดเปน็ ร้อยละ ๑๐๐ ของจํานวนแบบสอบถามทัง้ หมด
๓. นําข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์และประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปเพ่ือการวิจัยทาง
สังคมศาสตรต์ อ่ ไป

๓.๕ การวิเคราะห์ข้อมลู

๓.๕.๑ การวเิ คราะห์ขอ้ มูลจากแบบสอบถาม

ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปเพื่อการวิจัยทาง
สงั คมศาสตร์ โดยใชส้ ถติ ิดังนี้

สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) สําหรับอธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างผู้
มี สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ สถิติท่ีใช้ คือ
ค่าความถ่ี (Frequency), ค่าร้อยละ (Percentage), ค่าเฉล่ีย (Mean) และค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation)

สถิติอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้สําหรับทดสอบสมมติฐาน เพ่ือศึกษา
ความสัมพันธ์ของพฤติกรรมผู้มีสิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขต
เลือกต้ังท่ี ๗ โดยจําแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล สถิติท่ีใช้คือการทดสอบค่าท่ี (t-test) ในกรณีตัวแปร
ต้นสองกลุ่ม และการทดสอบค่าเอฟ (F-test) ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One
Way ANOVA) ในกรณีตัวแปรต้นตั้งแต่สามกลุ่มขึ้นไป เม่ือพบว่ามีความแตกต่างจะทําการ
เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีผลต่างเป็นสําคัญน้อยท่ีสุด (Least Significant
Difference : LSD.) การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด (Open ended Question)
วิเคราะห์โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis Technique) ประกอบการนําเสนอ
เป็นความเรียงประกอบตาราง โดยการแจกแจงความถี่ของผู้ตอบคําถามปลายเปิด ตามลําดับ
ความสําคัญ

๖๔

๓.๕.๒ การวเิ คราะห์ข้อมลู จากแบบสัมภาษณ์

ผู้วจิ ัยวิเคราะหข์ ้อมูลจากแบบสมั ภาษณโ์ ดยวธิ กี ารดงั น้ี
๑) นาํ ข้อมูลท่ไี ด้จากการสมั ภาษณ์มาถอดเสียงและบันทกึ เป็นข้อความ
๒) นําข้อความจากการสัมภาษณ์และการจดบันทึกมาจําแนกเป็นประเด็นและเรียบเรียง
เฉพาะประเด็นทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับวัตถุประสงคก์ ารวิจัย
๓) วิเคราะห์คําให้สัมภาษณ์ของผู้ให้ข้อมูลสําคัญตามวัตถุประสงค์การวิจัย โดยใช้เทคนิค
การวิเคราะห์เนอ้ื หา (Content Analysis Technique) ประกอบบริบท (Context)
๔) สงั เคราะหข์ อ้ มลู ตามวัตถปุ ระสงค์การวิจัยและนาํ เสนอตอ่ ไป

บทที่ ๔

ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู

การศึกษาวิจัยเร่ือง “พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗” ผู้วิจัยนําแบบสอบถามท่ีรวบรวมได้ จากกลุ่มตัวอย่างจํานวน
๔๐๐ คน มาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสาํ เร็จรูปการวิเคราะห์ข้อมลู ทางสังคมศาสตร์ ผลการวิเคราะห์
ขอ้ มลู นาํ เสนอดงั ตอ่ ไปน้ี

๔.๑ ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลปจั จัยสว่ นบคุ คลของผตู้ อบแบบสอบถาม
๔.๒ ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภา ผูแ้ ทนราษฎร ในจงั หวัดขอนแกน่ เขตเลือกต้ังที่ ๗
๔.๓ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตงั้ ท่ี ๗
๔.๔ ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นเก่ียวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของ
ประชาชนต่อ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขต
เลือกต้งั ท่ี ๗
๔.๕ ผลจากการสมั ภาษณ์พฤติกรรมการใชส้ ิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกตง้ั ท่ี ๗
๔.๖ สรุปองค์ความรทู้ ีไ่ ด้รบั จากการวิจัย

๔.๑ ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ปจั จัยส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม

การศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ จําแนกตาม เพศ อายุ
การศกึ ษา อาชพี และรายได้ ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีรายละเอียดดังใน
ตารางท่ี ๔.๑

๖๖

๔.๑.๑ ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลพ้นื ฐาน

ตารางที่ ๔.๑ จาํ นวนความถ่ีและรอ้ ยละของผ้ตู อบแบบสอบถาม จาํ แนกตามเพศ

(n=๔๐๐)
เพศ จํานวน ร้อยละ
ชาย ๒๓๒ ๕๘.๐
หญงิ ๑๖๘ ๔๒.๐
รวม ๔๐๐ ๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๑ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีจํานวน ๒๓๒
คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๕๘ และเป็นเพศหญงิ มจี าํ นวน ๑๖๘ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๔๒

ตารางท่ี ๔.๒ จํานวนความถ่ีและรอ้ ยละของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามอายุ

อายุ จํานวน (n=๔๐๐)
๑๘ - ๒๕ ปี ๑๒๓ ร้อยละ
๒๖ - ๓๕ ปี ๙๐ ๓๐.๗
๓๖ - ๔๕ ปี ๗๑ ๒๒.๕
๔๖ - ๕๕ ปี ๕๘ ๑๗.๘
๕๖ ปีขึ้นไป ๕๘ ๑๔.๕
ภาพรวม ๔๐๐ ๑๔.๕
๑๐๐.๐

จากตารางท่ี ๔.๒ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง ๑๘ - ๒๕ มี
จํานวน ๑๒๓ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๐.๘ มีอายุระหว่าง ๒๖ - ๓๕ มีจํานวน ๙๐ คน คิดเป็นร้อยละ
๒๒.๕ มีอายุระหว่าง ๓๖ - ๔๕ มีจํานวน ๗๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๗.๘ รองลงมา คือ มีอายุระหว่าง
๔๖ - ๕๕ มีจํานวน ๕๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๔.๕ มีอายุระหว่าง ๕๖ ขึ้นไป จํานวน ๕๘ คน คิดเป็น
ร้อยละ ๑๔.๕ คน

๖๗

ตารางท่ี ๔.๓ จาํ นวนความถ่แี ละรอ้ ยละ ของผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามการศกึ ษา

ระดบั การศกึ ษา จํานวน (n=๔๐๐)
ระดบั ประถมศึกษา ๑๑๘ รอ้ ยละ
ระดับมัธยมศกึ ษา ๑๖๘ ๒๙.๕
ระดับอนปุ ริญญา/ปวส. ๖๐ ๔๒.๐
ระดับปริญญาตรี ๔๙ ๑๕.๐
ระดบั ปริญญาโท ๓ ๑๒.๒
ระดับปริญญาเอก ๒ ๐.๘
๔๐๐ ๐.๕
ภาพรวม ๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๓ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีการศึกษาอยู่ในระดับ
มธั ยมศึกษา มีจํานวน ๑๖๘ คน คดิ เปน็ ร้อยละ ๔๒ การศึกษาระดบั ประถมศกึ ษา มีจาํ นวน ๑๑๘ คน
คิดเป็นร้อยละ ๒๙.๕ การศึกษาระดับอนปุ ริญญา/ปวส. มจี าํ วน ๖๐ คน คิดเป็นรอ้ ยละ ๑๕ รองลงมา
มกี ารศกึ ษาอยูใ่ นระดับปริญญาตรี ๔๙ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๑๒.๒

ตารางที่ ๔.๔ จํานวนความถ่ขี องผู้ตอบแบบสอบถาม จําแนกตามอาชพี

อาชีพ จํานวน (n = ๔๐๐)
ค้าขาย/ธรุ กจิ ส่วนตวั ๘๔ ร้อยละ
ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ๖ ๒๑.๐
ลกู จ้างของรฐั ๑๗ ๑.๕
ลกู จ้างบรษิ ัท ๑๖ ๔.๓
กาํ ลังศึกษา ๗๕ ๔.๐
เกษตรกร ๙๑ ๑๘.๗
รบั จา้ งทัว่ ไป ๖๗ ๒๒.๗
ว่างงาน ๔๔ ๑๖.๘
๔๐๐ ๑๑.๐
ภาพรวม ๑๐๐.๐

จากตารางท่ี ๔.๔ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตร คือ อาชีพ
เกษตรกร มีจํานวน ๙๑ คน คิดเป็นร้อยละ ๒๒.๘ คา้ ขาย/ธุรกิจสว่ นตวั มจี าํ นวน ๘๔ คน คิดเป็นร้อย
ละ ๒๑.๐ กําลังศึกษา จํานวน ๗๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๑๘.๗ รองลงมา คือ รับจ้างทั่วไป มีจํานวน
๖๗ คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๑๖.๘

๖๘

ตารางท่ี ๔.๕ จํานวนความถข่ี องผ้ตู อบแบบสอบถาม จาํ แนกตามรายได้

รายไดต้ อ่ เดอื น จาํ นวน (n = ๔๐๐)
ตํ่ากว่า ๕,๐๐๐ บาท ๑๕๐ ร้อยละ
๕,๐๐๑ - ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๔๕ ๓๗.๕
๑๐,๐๐๑ - ๑๕,๐๐๐ บาท ๖๗ ๓๖.๓
๑๕,๐๐๑ - ๒๐,๐๐๐ บาท ๒๔ ๑๖.๘
๒๐,๐๐๑ – ๒๕,๐๐๐ บาท ๑๒ ๖.๐
๒๕,๐๐๑ บาท ขึน้ ไป ๒ ๓.๐
๔๐๐ ๐.๕
ภาพรวม ๑๐๐.๐

จากตารางที่ ๔.๕ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเดือน คือ รายได้ต่ํา
กวา่ ๕,๐๐๐ บาท มีจาํ นวน ๑๕๐ คน คดิ เป็นรอ้ ยละ ๓๗.๕ มีรายได้ ๕,๐๐๑ – ๑๐,๐๐๐ บาท มีจํานวน
๑๔๕ คน คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๓ มีรายได้ ๑๐,๐๐๑ – ๑๕,๐๐๐ บาท มีจํานวน ๖๗ คน คิดเป็นร้อยละ
๑๖.๘ รองลงมา คอื มีรายได้ ๑๕,๐๐๑ – ๒๐,๐๐๐ บาท มจี ํานวน ๒๔ คน คิดเปน็ ร้อยละ ๖.๐

๔.๒ ผลการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแกน่ เขตเลอื กต้ังที่ ๗

ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลอื กตง้ั ท่ี ๗ ทั้ง ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านการสือ่ สาร ด้าน
การตัดสินใจ ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติของผู้สมัคร และด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบาย
ของพรรค แสดงดว้ ยค่าเฉลยี่ และค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ตารางท่ี ๔.๖ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกตง้ั ท่ี ๗ โดยภาพรวม

พฤติกรรมการใช้สิทธเิ ลอื กตง้ั ซ่อมสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร (n=๔๐๐)
ในจังหวดั ขอนแกน่ เขตเลอื กตงั้ ท่ี ๗ ระดับพฤตกิ รรม
X S.D. ระดับ
๑. ดา้ นการสื่อสาร ๓.๔๕ ๐.๗๘ ปานกลาง
๒. ด้านการตัดสินใจ ๓.๔๘ ๐.๘๓ ปานกลาง

๓. ดา้ นทรรศนะต่อคณุ สมบัตขิ องผู้สมัคร ๓.๔๖ ๐.๘๘ ปานกลาง
๔. ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค ๓.๓๙ ๐.๗๙ ปานกลาง

ภาพรวม ๓.๔๔ ๐ .๗๔ ปานกลาง

๖๙

จากตารางที่ ๔.๖ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = ๓.๔๔) เม่ือพิจารณาเป็น
รายด้าน พบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ เรียงลําดับจากมากไปหาน้อย พบวา่ ด้านการตัดสินใจ มี
ค่าเฉลย่ี สงู สุด (X = ๓.๔๘) รองลงมาคือ ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัตขิ องผูส้ มคั ร (X = ๓.๔๖) ดา้ นการ
สอื่ สาร (X = ๓.๔๕)

ตารางที่ ๔.๗ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตงั้ ที่ ๗ ดา้ นการสอื่ สาร

ด้านการสื่อสาร (n=๔๐๐)
ระดบั พฤติกรรม
๑ ได้รับข่าวสารการเลือกตั้งจากสื่อส่ิงพิมพ์ต่างๆ เช่น ใบปลิว แผ่น S.D. ระดับ
พบั เป็นตน้ ๓.๗๐ ๑.๑๕ มาก
๒ ได้รับข่าวสารการเลือกตั้งจากส่ือ สื่อออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ก ไลน์
เปน็ ต้น ๓.๖๐ ๑.๑๒ มาก
๓ ไดร้ ับขา่ วสารการเลือกตงั้ จากส่ือ วิทยุ และโทรทศั น์
๔ เจ้าหน้าที่ของรัฐประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงข้อมูลการใช้สิทธิ ๓.๔๖ ๑.๑๗ ปานกลาง
เลอื กตงั้ ๓.๔๖ ๑.๐๘ ปานกลาง
๕ รับทราบข้อมูลการเลือกตั้งจากป้ายคัทเอาท์ ประชาสัมพันธ์
ข้อมูลข่าวสาร ๓.๓๙ ๑.๑๙ ปานกลาง
๖ จากการบอกต่อของผูใ้ หก้ ารสนบั สนุน ผ้สู มัครรับเลอื กตัง้
๗ จากการเชญิ ชวนของคนในครอบครัว ๓.๕๑ ๑.๑๖ มาก
๘ จากเวทปี ราศรยั ท่ี กกต. เปน็ ผจู้ ดั ๓.๓๓ ๑.๒๗ ปานกลาง
๙ การลงพ้ืนที่หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เช่น การเคาะประตู ๓.๒๘ ๑.๒๑ ปานกลาง
บ้าน ๓.๓๑ ๑.๒๐ ปานกลาง

รวม ๓.๔๕ ๐.๗๘ ปานกลาง

จากตารางท่ี ๔.๗ พบว่าพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านการสื่อสาร ในภาพรวมอย่ใู นระดบั ปานกลาง (X = ๓.๔๕) เมื่อ
พิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ ข้อ ๑
ได้รับข่าวสารการเลือกตั้งจากส่ือส่ิงพิมพ์ต่าง ๆ เช่น ใบปลิว แผ่นพับ เป็นต้น (X = ๓.๗๐) รองลงมา
คือ ข้อ ๒ ได้รับข่าวสารการเลือกต้ังจากสื่อ สื่อออนไลน์ เช่น เฟสบุ๊ก ไลน์ เป็นต้น (X = ๓.๖๐) และ
ข้อ ๖ จากการบอกตอ่ ของผใู้ หก้ ารสนับสนนุ ผู้สมัครรบั เลอื กตั้ง (X = ๓.๕๐) ตามลาํ ดบั

๗๐

ตารางท่ี ๔.๘ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร ในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกต้งั ที่ ๗ ด้านการตัดสินใจ

ด้านการตดั สนิ ใจ (n=๔๐๐)
ระดับพฤตกิ รรม
๑. เชือ่ มนั่ ในตัวผลู้ งสมคั รรบั เลอื กต้งั ว่าเปน็ คนซ่อื สัตย์ S.D. แปลผล
๒. มีช่องทางใหส้ ืบคน้ ข้อมลู ผู้สมัครรับเลือกต้งั ๓.๖๖ ๑.๑๘ มาก
๓.๕๓ ๑.๑๐ มาก

๓. เช่อื ม่ันในผูน้ าํ ของพรรค ๓.๔๑ ๑.๑๓ ปานกลาง

๔. พิจารณาประสบการณ์ทํางานทางการเมืองของผู้สมัครรับ ๓.๕๐ ๑.๑๖ ปานกลาง

เลอื กต้ัง

๕. บุคคลภายในครอบครัวมีส่วนช่วยให้ตัดสินใจลงคะแนนเสยี ง ๓.๔๐ ๑.๑๗ ปานกลาง

๖. อุดมการณ์ทางการเมืองของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง มีผลต่อการ ๓.๔๒ ๑.๒๕ ปานกลาง

ตดั สินใจเลอื กต้งั

๗. นโยบายพรรคมีผลต่อการตัดสนิ ใจเลือกตั้ง ๓.๓๘ ๑.๒๑ ปานกลาง

๘. การใช้สิทธิเลือกต้ัง เป็นการแสดงออกถึงพลังอํานาจในการ ๓.๕๑ ๑.๒๓ มาก

ปกครองประเทศของประชาชน

รวม ๓.๔๘ ๐.๘๓ ปานกลาง

จากตารางที่ ๔.๘ พบว่าพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านการตัดสินใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (X = ๓.๔๘)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด คือข้อ ๑ เช่ือม่ัน
ในตัวผู้ลงสมัครรับเลือกต้ังว่าเป็นคนซื่อสัตย์ (X = ๓.๖๖) รองลงมา คือข้อ ๒ มีช่องทางให้สืบค้น
ขอ้ มูลผูส้ มคั รรับเลือกตง้ั (X = ๓.๕๓) และข้อ ๘ การใช้สิทธเิ ลือกตัง้ เป็นการแสดงออกถึงพลงั อาํ นาจ
ในการปกครองประเทศของประชาชน (X = ๓.๕๑) ตามลาํ ดับ

๗๑

ตารางที่ ๔.๙ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อ
คณุ สมบตั ิของผูส้ มัคร

ดา้ นทรรศนะต่อคณุ สมบตั ขิ องผสู้ มัคร (n=๔๐๐)
ระดบั พฤติกรรม
๑. ซอ่ื สตั ย์ สุจรติ X S.D. แปลผล
๒. มีกระแสความนยิ มในพน้ื ที่ ๓.๖๕ ๑.๒๒ มาก
๓.๕๒ ๑.๑๑ มาก
๓. มีบทบาททางการเมืองภายในพรรค
๔. ในอดีตเคยเปน็ สมาชิกสภา ผแู้ ทนราษฎร ๓.๔๒ ๑.๑๕ ปานกลาง
๕. มีการสร้างความสัมพนั ธ์ภายในพื้นท่ี ๓.๓๙ ๑.๒๒ ปานกลาง
๖. เป็นผมู้ วี าทศิลปใ์ นการพดู ๓.๔๔ ๑.๑๒ ปานกลาง
๗. เปน็ ผมู้ ีความรู้ความสามารถ ๓.๔๓ ๑.๒๐ ปานกลาง
๘. เป็นผู้มีการศึกษา,ประวัติการทํางาน,ประวัติทางการเมืองและ ๓.๔๗ ๑.๒๑ ปานกลาง
สังคม ๓.๓๖ ๑.๒๒ ปานกลาง

รวม ๓.๔๖ ๐.๘๘ ปานกลาง

จากตารางท่ี ๔.๙ พบว่าพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติของผ้สู มัคร ในภาพรวม อยู่ในระดับปาน
กลาง (X = ๓.๔๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ ข้อทม่ี ีค่าเฉลีย่ มากท่สี ดุ โดยเรียงลําดบั จากมากไปหาน้อย
คือ ข้อ ๑ ซื่อสัตย์ สุจริต (X = ๓.๖๕) รองลงมา คือข้อ ๒ มีกระแสความนิยมในพื้นที่ (X = ๓.๕๒)
และ คือ ขอ้ ๗ เปน็ ผูม้ คี วามร้คู วามสามารถ (X = ๓.๔๗) ตามลําดบั

ตารางท่ี ๔.๑๐ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อ
พรรคการเมอื งและนโยบายของพรรค

ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค (n=๔๐๐)

๑. เช่ือมั่นในหวั หน้าพรรคการเมอื ง ระดับพฤติกรรม
๒. อุดมการณ์ของพรรคการเมือง S.D. แปลผล
๓. เปน็ พรรคฝ่ายรฐั บาล ๓.๗๓ ๑.๒๔ มาก
๔. เป็นพรรคฝา่ ยค้าน ๓.๔๒ ๑.๑๖ ปานกลาง
๕. เป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสนําเสนอปัญหาของพ้ืนที่เพ่ือนําไปสู่การ ๓.๒๖ ๑.๒๒ ปานกลาง
แกไ้ ขได้ ๓.๒๕ ๑.๒๐ ปานกลาง
๖. แกนนาํ พรรคเปน็ บคุ คลทีม่ ีช่อื เสียง เป็นทีน่ ยิ ม ๓.๔๓ ๑.๑๙ ปานกลาง

๓.๓๒ ๑.๑๖ ปานกลาง

๗๒

ดา้ นทรรศนะต่อพรรคการเมอื งและนโยบายของพรรค ระดบั พฤตกิ รรม
S.D. แปลผล
๗. แกนนําพรรคเป็นบุคคลที่ให้ความสําคัญกับการพัฒนาพื้นที่ของ ๓.๔๘ ๑.๑๔ ปานกลาง
สมาชกิ สภาผูแ้ ทนราษฎรในสงั กัด
๘. ผูใ้ ชส้ ิทธิเลือกต้ัง ใหค้ วามสาํ คญั ต่อภาพลักษณท์ ด่ี ีของพรรคการเมือง ๓.๓๗ ๑.๑๔ ปานกลาง
๓.๓๖ ๑.๑๓ ปานกลาง
๙. ผู้ใชส้ ิทธเิ ลอื กตง้ั มีความเชอื่ มนั่ ในพรรคการเมือง ๓.๔๖ ๑.๑๘ ปานกลาง

๑๐. เป็นพรรคร่วมรัฐบาลท่ีดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรชี ่วยว่า ๓.๓๒ ๑.๑๔ ปานกลาง
การหรอื กรรมการบรหิ ารพรรคทมี่ ีบทบาทสําคญั ในการบรหิ ารประเทศ ๓.๓๘ ๑.๑๗ ปานกลาง
๑๑. เปน็ พรรครว่ มรฐั บาลมโี อกาสแปรนโยบายสู่การปฏบิ ัติ ๓.๓๑ ๑.๒๔ ปานกลาง
๓.๓๗ ๑.๒๑ ปานกลาง
๑๒. พรรคมสี มาชกิ พรรคเป็นคนรนุ่ ใหม่ ๓.๒๘ ๑.๒๐ ปานกลาง
๓.๓๔ ๑.๒๑ ปานกลาง
๑๓. นโยบายของพรรคสอดคล้องกบั สภาพปัญหาของพน้ื ท่ี ๓.๔๖ ๑.๑๓ ปานกลาง

๑๔. มีนโยบายทยี่ กระดบั คณุ ภาพชีวติ ของประชาชนได้ ๓.๔๐ ๑.๑๖ ปานกลาง
๓.๓๖ ๑.๑๗ ปานกลาง
๑๕. มนี โยบายท่ีส่งผลต่อการกระจายรายได้อยา่ งทั่วถึง
๓.๔๕ ๑.๒๗ ปานกลาง
๑๖. นโยบายพรรค สนองตอบความต้องการของประชาชนได้
๓.๓๙ ๐.๗๙ ปานกลาง
๑๗. ผ้ใู ช้สิทธเิ ลือกต้ังใหค้ วามสนใจนโยบายของพรรคมากกวา่ ตัวผลู้ งสมคั ร
รบั เลอื กต้งั
๑๘. ผู้ใช้สิทธเิ ลือกต้งั ให้ความสนใจนโยบายทีม่ ีแนวทางประชานิยม

๑๙. ผู้ใช้สิทธิเลือกต้ัง พิจารณาจากนโยบายท่ีเน้นการกระจายอํานาจ
บริหารส่วนทอ้ งถน่ิ
๒๐ ผู้ใช้สิทธิเลือกต้ัง พิจารณาจาก นโยบายจํานําข้าว ประกันราคาพืชผล
เชน่ อ้อย มันสัมปะหลงั ประกันสขุ ภาพ,กองทุนหมูบ่ ้านและสวสั ดกิ ารแห่งรฐั

รวม

จากตารางที่ ๔.๑๐ พบวา่ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลอื กตั้งซ่อมสมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายพรรค ในภาพรวมอยู่
ในระดับปานกลาง เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ ได้แก่ ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากที่สุด โดยเรียงลําดับจากมากไป
หาน้อย คือ ข้อ ๑ เช่ือมั่นในหัวหน้าพรรคการเมือง (X = ๓.๗๓) รองลงมา คือ ข้อ ๗ แกนนําพรรค
เปน็ บคุ คลทใ่ี ห้ความสําคัญกับการพัฒนาพนื้ ทข่ี องสมาชกิ สภาผู้แทนราษฎรในสงั กดั (X = ๓.๔๘) และ
ข้อ ๑๗ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งให้ความสนใจนโยบายของพรรคมากกว่าตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง (X =
๓.๔๖) ตามลําดบั

๗๓

๔.๓ ผลการวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมการเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จงั หวัดขอนแกน่ เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ตามหลักธรรม เบญจศีล ศีล ๕

ระดับพฤติกรรมเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลอื กตงั้ ท่ี ๗ ตามหลักเบญจศลี ศลี ๕ โดยพิจารณาเป็นดา้ นตามตารางต่อไปน้ี

ตารางที่ ๔.๑๑ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ตามหลักเบญจศีล
ศลี ๕ โดยภาพรวม

ระดบั พฤตกิ รรมการเลอื กตงั้ ซอ่ ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน ระดบั พฤติกรรม
จังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตง้ั ท่ี ๗ ตามหลกั ธรรม เบญจศีล ศีล ๕ S.D. ระดบั
๓.๖๔ ๑.๐๒ มาก
๑. ปาณาติปาตาเวรมณี ๓.๖๖ ๐.๙๕ มาก
๒. อทินนาทานาเวรมณี ๓.๖๙ ๐.๙๗ มาก
๓. กาเมสมุ จิ ฉาจาราเวรมณี ๓.๖๑ ๑.๐๕ มาก
๔. มสุ าวาทาเวรมณี ๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก
๕. สรุ าเมรยะมัชชะปมาทฎั ฐานาเวรมณี ๓.๗๑ .๗๙ มาก

ภาพรวม

จากตารางท่ี ๔.๑๑ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ตามหลักเบญจศีล ศีล ๕ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เม่ือ
พิจารณาเป็นรายข้อ ได้แก่ ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากที่สุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ ข้อ ๕ สุรา
เมรยะมัชชะปมาทัฎฐานาเวรมณี (X = ๓.๙๔) รองลงมา คือ ข้อ ๓ กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี (X =
๓.๖๙) รองลงมา คือ ข้อ ๒ อทนิ นาทานาเวรมณี (X = ๓.๖๖) ตามลาํ ดับ

ตารางท่ี ๔.๑๒ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านปาณาติปาตา
เวรมณี

ด้านปาณาตปิ าตาเวรมณี ระดับพฤตกิ รรม
X S.D. ระดบั
๑. ใหก้ ารสนับสนุนผ้ลู งสมัครรับเลือกต้ังที่มาหาเสยี งโดยไม่ขัดขวาง ๓.๘๐ ๑.๓๐ มาก
การหาเสียง
๒. ให้การชว่ ยเหลือผ้ลู งสมคั รรับเลือกต้ังในการลงพืน้ ทห่ี าเสียง ๓.๔๔ ๑.๑๙ ปานกลาง
๓. ไมส่ นบั สนนุ การกระทําความรนุ แรงตอ่ ชีวิตและทรพั ยส์ ินของผู้ลง ๓.๖๙ ๑.๒๔ มาก
สมคั รรับเลือกตั้ง
๓.๖๔ ๑.๐๒ มาก
ภาพรวม

๗๔

จากตารางท่ี ๔.๑๒ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านปาณาติปาตาเวรมณี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X =
๓.๖๔) เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ
ข้อ ๑ ท่านให้การสนับสนุนผู้ลงสมัครรับเลือกต้ังท่ีมาหาเสียงโดยไม่ขัดขวางการหาเสียง (X = ๓.๘๐)
รองลงมา คือ ข้อ ๓ ท่านไม่สนับสนุนการกระทําความรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้ลงสมัครรับ
เลือกต้ัง (X = ๓.๖๙) และ ข้อ ๒ ท่านให้การช่วยเหลือผู้ลงสมัครรับเลือกต้ังในการลงพื้นที่หาเสียง
ตามลําดับ

ตารางท่ี ๔.๑๓ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านอทินนาทานา
เวรมณี

ด้านอทนิ นาทานาเวรมณี ระดับพฤติกรรม
S.D. ระดับ
๑. ไม่สนับสนุนการซือ้ สิทธ์ิขายเสยี งทุกรปู แบบ ๓.๗๐ ๑.๐๙ มาก
๒. ให้ความเคารพต่อกตกิ าขอ้ กําหนดของกฎหมายการเลอื กต้งั ๓.๖๘ ๑.๒๐ มาก
๓. ท่านมีความมุ่งม่ันท่ีจะรักษาสัจจะ แนวทาง อุดมการณ์ทาง ๓.๕๙ ๑.๑๔ มาก
การเมอื ง
๓.๖๖ ๐.๙๕ มาก
ภาพรวม

จากตารางที่ ๔.๑๓ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านอทินนาทานาเวรมณี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X =
๓.๖๖) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ
ข้อ ๑ ไม่สนับสนุนการซ้ือสิทธิ์ขายเสียงทุกรูปแบบ (X = ๓.๗๐) รองลงมา คือ ข้อ ๒ ให้ความเคารพ
ตอ่ กตกิ าข้อกาํ หนดของกฎหมายการเลือกตงั้ (X = ๓.๖๘) และคอื ขอ้ ๓ ท่านมีความมุง่ มนั ที่จะรักษา
สจั จะ แนวทาง อุดมการณท์ างการเมอื ง (X = ๓.๕๙) ตามลาํ ดบั

๗๕

ตารางที่ ๔.๑๔ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านกาเมสุมิจฉาจาร
เวรมณี

ด้านกาเมสุมจิ ฉาจารเวรมณี ระดับพฤติกรรม
X S.D. ระดบั
๑. สนับสนุนให้สมาชิกภายในครอบครัว ใช้สิทธิเลือกผู้ลงสมัครรับ ๓.๗๒ ๑.๑๗ มาก
เลือกต้ัง โดยมไิ ด้เลอื กจากรปู ลักษณ์ นํ้าเสียงหรอื หนา้ ตา แตพ่ ิจารณา
จากคณุ สมบัติตามขอ้ กําหนดคณุ สมบัตขิ องผู้ลงสมัครรับเลอื กตง้ั ๓.๖๙ ๑.๑๗ มาก
๒. สนับสนุนให้สมาชิกภายในครอบครัวได้รับทราบข้อมูลผู้ลงสมัคร
รับเลือกต้ังอย่างอิสระ ไม่กดดันในการตัดสินใจหรือโน้มน้าวตาม ๓.๖๕ ๑.๒๔ มาก
แนวความคดิ ของตนฝา่ ยเดยี ว ๓.๖๙ ๐.๙๗ มาก
๓. พิจารณาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นผู้ท่ีมีความซ่ือสัตย์ ไม่
ประพฤตผิ ิดในเชิงชสู้ าว

ภาพรวม

จากตารางที่ ๔.๑๔ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านกาเมสุมิจฉาจารเวรมณี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X =
๓.๖๙) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ
ข้อ ๑ สนับสนุนให้สมาชิกภายในครอบครัว ใช้สิทธิเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยมิได้เลือกจาก
รูปลักษณ์ น้ําเสียงหรือหน้าตา แต่พิจารณาจากคุณสมบัติตามข้อกําหนดคุณสมบัติของผู้ลงสมัครรับ
เลือกต้ัง (X = ๓.๗๒) รองลงมา คือ ๒ สนับสนุนให้สมาชิกภายในครอบครัวได้รับทราบข้อมูลผู้ลง
สมัครรับเลือกตั้งอย่างอิสระ ไม่กดดันในการตัดสินใจหรือโน้มน้าวตามแนวความคิดของตนฝ่ายเดียว
(X = ๓.๖๙) และคือ ๓ พิจารณาผู้ลงสมัครรับเลือกต้ังต้องเป็นผู้ท่ีมีความซ่ือสัตย์ ไม่ประพฤติผิดใน
เชงิ ช้สู าว (X = ๓.๖๕) ตามลําดบั

ตารางที่ ๔.๑๕ ค่าเฉล่ีย ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตัง้ ท่ี ๗ ด้านมุสาวาทาเวรมณี

ดา้ นมุสาวาทาเวรมณี ระดบั พฤตกิ รรม
X S.D. ระดบั
๑. รบั ฟังปญั หาของพน่ี อ้ งประชาชน และนํามาพจิ ารณาเพอื่ เสนอ
แนวทางแกไ้ ขปญั หา โดยไมม่ อี คติ ๓.๗๑ ๑.๒๑ มาก
๒ ระมัดระวังคําพูด และกล่าวถ้อยคําโดยใช้ความรู้ความเข้าใจ
พิจารณาก่อนจะกล่าวสงิ่ ใดมงุ่ หวงั ใหผ้ ฟู้ งั มีความสบายใจ ๓.๖๓ ๑.๑๗ มาก
๓. ใหค้ วามสาํ คญั กับผสู้ มัครรบั เลือกต้งั ทร่ี กั ษาคําพดู ๓.๔๙ ๑.๓๐ ปานกลาง
๓.๖๑ ๑.๐๕ มาก
ภาพรวม

๗๖

จากตารางที่ ๔.๑๕ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านมุสาวาทาเวรมณี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (X = ๓.๖๑)
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉล่ียมากท่ีสุด โดยเรียงลําดับจากมากไปหาน้อย คือ ข้อ ๑
รับฟังปัญหาของพ่ีน้องประชาชน และนํามาพิจารณาเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา โดยไม่มีอคติ (X
= ๓.๗๑) รองลงมา คือ ข้อ ๒ ระมัดระวังคําพูด และกล่าวถ้อยคําโดยใช้ความรู้ความเข้าใจ พิจารณา
ก่อนจะกล่าวสิ่งใดมุ่งหวังให้ผู้ฟังมีความสบายใจ (X = ๓.๖๓) และข้อ ๓ ให้ความสําคัญกับผู้สมัครรับ
เลือกตัง้ ที่รกั ษาคาํ พูด (X = ๓.๔๙) ตามลําดบั

ตารางที่ ๔.๑๖ ค่าเฉล่ีย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านสุราเมรยะ
มัชชะปมาทฎั ฐานาเวรมณี

ดา้ นสุราเมรยะมัชชะปมาทฎั ฐานาเวรมณี ระดับพฤตกิ รรม
S.D. ระดับ
๑. ไมส่ นับสนนุ ให้มีการใช้เครือ่ งด่ืมแอลกอฮอล์ ๔.๐๕ ๑.๒๓ มาก
๒. ท่านเช่ือว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือกิจกรรมของชุมชน
ทอ้ งถิน่ ไมค่ วรมีเครื่องดม่ื มึนเมาเพราะอาจกอ่ ให้เกดิ การขาดสติ ๓.๙๒ ๑.๑๔ มาก
๓. ท่านงดเว้นเครื่องดื่มมึนเมา เพราะอาจทําให้ขาดสติสัมปชัญญะในใช้
สิทธิการเลอื กตงั้ ๓.๘๕ ๑.๒๘ มาก
๓.๙๔ ๑.๐๓ มาก
ภาพรวม

จากตารางที่ ๔.๑๖ พบว่า พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านสุราเมรยะมัชชะปมาทัฎฐานาเวรมณี โดยภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก (X = ๓.๙๔) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อท่ีมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด โดยเรียงลําดับจาก
มากไปหาน้อย คือ ข้อ ๑ ท่านไม่สนับสนุนให้มีการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (X = ๔.๐๕) รองลงมา
คือ ข้อ ๒ ท่านเชื่อว่าการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง หรือกิจกรรมของชุมชนท้องถ่ิน ไม่ควรมี
เครื่องดื่มมึนเมาเพราะอาจก่อให้เกิดการขาดสติ (X = ๓.๙๒) และ ข้อ ๓ ท่านงดเว้นเคร่ืองด่ืมมึนเมา
เพราะอาจทําใหข้ าดสตสิ ัมปชญั ญะในใชส้ ิทธกิ ารเลอื กตั้ง (X = ๓.๘๕)

๗๗

๔.๔ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจงั หวัดขอนแก่น เขตเลือกตงั้ ท่ี ๗

สมมติฐานที่ ๑ ประชาชนที่มีเพศต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชกิ สภาผแู้ ทนราษฎร ในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตัง้ ที่ ๗ แตกต่างกนั

การวิเคราะห์ ใช้สถิติ t-test คือ กลุ่มตัวอย่าง ๒ กลุ่ม มีความเป็นอิสระต่อกัน ใช้ระดับ
ความเช่ือม่ัน ๙๕% ดงั นั้น จะเปน็ ไปตามสมมติฐานต่อเมื่อค่า Sig. น้อยกว่า ๐.๐๕ และนําเสนอในรูป
ตารางประกอบการบรรยาย

ตารางที่ ๔.๑๗ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของ
ประชาชนในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตงั้ ท่ี ๗ จาํ แนกตาม เพศ

พฤติกรรมการใช้สิทธเิ ลอื กตง้ั สมาชกิ เพศ (n=๔๐๐)
สภาผู้แทนราษฎรของประชาชนใน ชาย หญงิ
จงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตัง้ ที่ ๗ (๒๓๒ คน) (๑๖๘ คน) t Sig.
X S.D. X S.D.
๑. ด้านการสื่อสาร ๓.๕๖ ๐.๖๘ ๓.๓๐ ๐.๘๙ ๓.๒๙ ๐.๐๐*
๒. ด้านการตดั สินใจ ๓.๕๓ ๐.๗๖ ๓.๔๐ ๐.๙๑ ๑.๕๖ ๐.๑๒
๓. ดา้ นทรรศนะต่อคณุ สมบตั ขิ องผสู้ มคั ร ๓.๕๓ ๐.๗๔ ๓.๓๖ ๑.๐๓ ๑.๙๑ ๐.๐๖
๔. ดา้ นทรรศนะต่อพรรคการเมอื งและ ๓.๔๗ ๐.๖๕ ๓.๒๘ ๐.๙๔ ๒.๓๕ ๐.๐๒*
นโยบายของพรรค
๓.๕๒ ๐.๗๐ ๓.๓๓ ๐.๙๔ ๒.๕๒ ๐.๐๑*
รวม

*มีนัยสาํ คญั ทางสถติ ิที่ระดับ ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๑๗ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผ้แู ทนราษฎร ในจังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกต้งั ที่ ๗ จาํ แนกตาม เพศ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีเพศ ต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ
๐.๐๕ ซึง่ เปน็ ไปตามสมมตฐิ านทีต่ ง้ั ไว้

เม่ือพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ประชาชนท่ีมีเพศต่างกันมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ัง
ซ่อม สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎร ในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ดา้ นการสอ่ื สารและด้านทรรศนะ
ต่อพรรคการเมอื งและนโยบายของพรรคการเมืองแตกตา่ งกนั อยา่ งมีนยั สําคญั ทางสถิติท่รี ะดบั ๐.๐๕

นอกนน้ั ไมพ่ บความแตกตา่ งกนั

๗๘

สมมติฐานท่ี ๒ ประชาชนที่มีอายุต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตง้ั ที่ ๗ แตกต่างกนั

การเปรียบเทียบ ใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความแปรปรวน
แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเช่ือม่ัน
๙๕% จะยอมรบั ตามสมมตฐิ านทต่ี ง้ั ไวต้ อ่ เมือ่ คา่ Sig. นอ้ ยกว่า ๐.๐๕

ตารางท่ี ๔.๑๘ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้งั ที่ ๗ จําแนกตาม อายุ

พฤตกิ รรมการเลือกต้งั แหล่งข้อมูล SS df MS F Sig.
ด้านการสื่อสาร ระหวา่ งกลุม่ ๕.๔๓ ๔ ๑.๓๖ ๒.๒๔ ๐.๐๖
ภายในกลมุ่ ๒๓๙.๙๖ ๓๙๕ ๐.๖๑
ด้านการตดั สนิ ใจ รวม ๒๔๕.๓๙ ๓๙๙
ระหวา่ งกลุม่ ๓.๒๐ ๔ ๐.๘๐ ๑.๑๗ ๐.๓๒
ด้านทรรศนะต่อ ภายในกลมุ่ ๒๗๐.๕๙ ๓๙๕ ๐.๖๙
คุณสมบตั ขิ องผ้สู มคั ร รวม ๒๗๓.๗๙ ๓๙๙
ระหว่างกลมุ่ ๖.๒๐ ๔ ๑.๕๕ ๒.๐๔ ๐.๐๙
ด้านทรรศนะตอ่ พรรค ภายในกลุ่ม ๒๙๙.๙๖ ๓๙๕ ๐.๗๖
การเมืองและนโยบาย รวม ๓๐๖.๑๕ ๓๙๙
ระหวา่ งกลุ่ม ๖.๘๖ ๔ ๑.๗๒ ๒.๗๙ ๐.๐๓*
ของพรรค ภายในกลุ่ม ๒๔๒.๘๑ ๓๙๕ ๐.๖๑
รวม ๒๔๙.๖๗ ๓๙๙
รวม ระหว่างกลุ่ม ๔.๔๓ ๔ ๑.๑๑ ๒.๐๗ ๐.๐๘
ภายในกลุ่ม ๒๑๑.๓๘. ๓๙๕ ๐.๕๔
รวม ๒๑๕.๘๑ ๓๙๙

*มนี ัยสาํ คญั ทางสถิติทร่ี ะดับ ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๑๘ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวดั ขอนแก่น เขตเลอื กตั้งที่ ๗ จาํ แนกตาม อายุ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีอายุแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม ในจังหวัดขอนแก่น
เขตเลอื กตง้ั ที่ ๗ โดยภาพรวม ไมแ่ ตกตา่ งกนั ไม่เปน็ ตามสมมตฐิ านทตี่ งั้ ไว้

เม่ือพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีอายุแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะพรรค
การเมืองและนโยบายของพรรค แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ ซึ่งเป็นไปตาม
สมมติฐานทต่ี ้งั ไว้

๗๙

ดังน้ัน จึงทําการเปรียบเทียบเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้วยวิธีการของ LSD. (Least
Significant Difference) และนําเสนอในรูปตารางประกอบการบรรยาย ซึง่ ปรากฏดังตารางท่ี ๔.๑๙

ตารางท่ี ๔.๑๙ ผลการแสดงค่าเฉลี่ยรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและ
นโยบายของพรรค จาํ แนกตาม อายุ

(n=๔๐๐)

ระดบั อายุ ๑๘-๒๕ ปี ๒๖-๓๕ ปี ๓๖-๔๕ ปี ๔๖-๕๕ ปี ๕๖ ปีขึน้ ไป

๑๘-๒๕ ปี X ๓.๕๐ ๓.๕๗ ๓.๓๓ ๓.๕๑ ๓.๒๔
๒๖-๓๕ ปี ๓.๕๐ - -๐.๑๕ ๐.๑๔ ๐.๐๔ ๐.๒๖*
๓๖-๔๕ ปี ๓.๕๗ - ๐.๒๙* ๐.๑๙ ๐.๔๑*
๔๖-๕๕ ปี ๓.๓๓ - -๐.๑๐ ๐.๑๒
๕๖ ปขี ึน้ ไป ๓.๕๑ - ๐.๒๒
๓.๒๔ -

*มนี ยั สําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๑๙ พบว่า ประชาชนที่มีอายุแตกตา่ งกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธเิ ลือกตั้ง
ซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมือง
และนโยบายของพรรค จําแนกตาม อายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕ มี
จํานวน ๓ คู่ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีอายุ ๑๘-๒๕ ปี มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค
แตกต่างจากประชาชนทีม่ อี ายุ ๕๖ ปี

ประชาชนที่มีอายุ ๒๖-๓๕ ปี มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและนโยบายของพรรค
แตกต่างจากประชาชนทม่ี ีอายุ ๓๖-๔๕ ปี และ ๕๖ ปี

นอกน้ันประชาชนมีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแก่น เขตเลอื กตงั้ ท่ี ๗ ไมแ่ ตกต่างกนั

๘๐

สมมติฐานที่ ๓ ประชาชนมีการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชกิ สภาผ้แู ทนราษฎร ในจงั หวดั ขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ แตกต่างกนั

การเปรียบเทียบ ใช้สถิติ F-test (One-way ANOWA) ในการทดสอบความ แปรปรวน
แบบทางเดียวเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยที่มากกว่าสองกลุ่ม ใช้ระดับความเชื่อมั่น
๙๕% จะยอมรับตามสมมติฐานท่ตี ้งั ไวต้ ่อเมอ่ื ค่า Sig น้อยกวา่ ๐.๐๕

ตารางที่ ๔.๒๐ ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ใน
จังหวัดขอนแกน่ เขตเลือกตัง้ ที่ ๗ จําแนบตาม การศึกษา

พฤติกรรมการเลอื กตั้ง แหลง่ ขอ้ มูล SS df MS F Sig.

ดา้ นการส่อื สาร ระหว่างกล่มุ ๙.๓๙ ๕ ๑.๘๘ ๓.๑๓ ๐.๐๑*
ภายในกลุม่ ๒๓๖.๐๐ ๓๙๔ ๐.๖๐
ด้านการตัดสนิ ใจ รวม ๒๔๕.๓๙ ๓๙๙
ระหวา่ งกลุ่ม ๕.๗๖ ๕ ๑.๑๕ ๑.๖๙ ๐.๑๓
ดา้ นทรรศนะตอ่ ภายในกลมุ่ ๒๖๘.๐๒ ๓๙๔ ๐.๖๘
คณุ สมบัติของผู้สมคั ร รวม ๒๗๓.๗๙ ๓๙๙
ระหว่างกลุ่ม ๙.๘๐ ๕ ๑.๙๖ ๒.๖๑ ๐.๐๒*
ด้านทรรศนะต่อพรรค ภายในกลมุ่ ๒๙๖.๓๕ ๓๙๔ ๐.๗๕
การเมืองและนโยบาย รวม ๓๐๖.๑๕ ๓๙๙
ของพรรค ระหว่างกลมุ่ ๘.๐๘ ๕ ๑.๖๒ ๒.๖๓ ๐.๐๒*
ภายในกลุ่ม ๒๔๑.๕๙ ๓๙๔ ๐.๖๑
ภาพรวม รวม ๒๔๙.๖๗ ๓๙๙
ระหว่างกลมุ่ ๗.๖๓ ๕ ๑.๕๓ ๒.๘๙ ๐.๐๑*
ภายในกลุ่ม ๒๐๘.๑๗ ๓๙๔ ๐.๕๓
รวม ๒๑๕.๘๑ ๓๙๙

*มีนยั สาํ คญั ทางสถิติที่ระดบั ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๒๐ พบว่า ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชกิ สภาผู้แทนราษฎร ในจงั หวัดขอนแกน่ เขตเลือกต้ังที่ ๗ จาํ แนกตาม การศึกษา ได้แก่

ประชาชนท่ีมีสถานภาพการศึกษาแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมี
นยั สําคญั ทางสถิติที่ระดบั ๐.๐๕ ซึ่งเปน็ ตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้

เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ประชาชนที่มีสถานภาพการศึกษาแตกต่างกัน มี
พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗
ด้านการสื่อสาร ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติของผู้สมัคร และด้านทรรศนะต่อพรรคการเมืองและ
นโยบายของพรรค แตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาํ คญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดบั ๐.๐๕ ซ่งึ เปน็ ตามสมมตฐิ านทท่ี ั้งไว้

๘๑

ดังน้ัน จึงทําการทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้วยวิธีการของ LSD. (Least
Significant Difference) และนําเสนอในรูปตารางประกอบการบรรยาย ซ่ึงปรากฏดังตารางท่ี ๔.๒๑
- ๔.๒๕

ตารางที่ ๔.๒๑ แสดงผลการเปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉล่ียรายคู่ พฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ัง
ซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ในภาพรวม
ดว้ ยวธิ ีผลตา่ งนัยสําคญั นอ้ ยทส่ี ดุ (LSD.) จําแนกตาม ระดบั การศึกษา

ระดับการศึกษา (n=๔๐๐)
ระดับการศกึ ษา
ประถมศกึ ษา X ประถม มัธยม อนปุ รญิ ญา/ ปริญญา ปริญญา ปริญญา
มธั ยมศึกษา ศกึ ษา ศึกษา ปวส. ตรี โท เอก
อนุปรญิ ญา/ปวส. ๓.๓๕ ๓.๔๐ ๓.๔๖ ๓.๗๙ ๓.๕๖ ๒.๙๙
ปริญญาตรี ๓.๓๕ - -๐.๐๕ -๐.๑๑ -๐.๔๔* -๐.๒๑ ๐.๓๖
ปริญญาโท ๓.๔๐ - -๐.๐๖ -๐.๓๙* -๐.๑๖ ๐.๔๑
ปรญิ ญาเอก ๓.๔๖ - -๐.๓๓* -๐.๑๐ ๐.๔๗
๓.๗๙ - ๐.๒๓ ๐.๘๐
๓.๕๖ - ๐.๕๗
๒.๙๙ -

*มนี ยั สําคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๑ พบว่า ประชาชนท่ีมีการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ในภาพรวม จําแนกตาม
การศกึ ษา แตกตา่ งกัน อยา่ งมนี ยั สําคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ ๐.๐๕ มีจาํ นวน ๓ คู่ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ในภาพรวมแตกต่างกันจากประชาชน
ทมี่ รี ะดับการศกึ ษา ปรญิ ญาตรี

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ แตกต่างจากประชาชนที่มีระดับ
การศึกษาระดับปรญิ ญาตรี

ประชาชนที่มีระดับการศึกษาระดับอนุปริญญาตรี/ปวส. มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ แตกแต่งจากประชาชนท่ี
มปี ระชาชนที่มีระดบั การศกึ ษาปรญิ ญาตรี

๘๒

ตารางที่ ๔.๒๒ ผลการแสดงค่าเฉล่ียรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านการสื่อสาร จําแนกตาม ระดับ
การศกึ ษา

(n=๔๐๐)

ระดบั การศกึ ษา

ระดบั การศึกษา X ประถม มธั ยม อนปุ ริญญา/ ปริญญา ปริญญา ปริญญา
ศึกษา ศึกษา ปวส. ตรี โท เอก

๓.๔๔ ๓.๔๔ ๓.๔๑ ๓.๗๘ ๓.๕๘ ๒.๙๔

ประถมศึกษา ๓.๔๔ - -๐.๐๘ -๐.๒๔ -๐.๔๗* -๐.๕๗ -๐.๐๒

มธั ยมศกึ ษา ๓.๔๔ - -๐.๑๗ -๐.๓๙* -๐.๕๐ -๐.๐๖

อนปุ ริญญา/ปวส. ๓.๔๑ - -๐.๒๓ -๐.๓๓ ๐.๒๓

ปรญิ ญาตรี ๓.๗๘ - -๐.๑๐ ๐.๔๕

ปรญิ ญาโท ๓.๕๘ - ๐.๕๖

ปริญญาเอก ๒.๙๔ -

*มนี ยั สาํ คัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๒ พบว่า ประชาชนที่มีการศึกษาต่างกัน มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ ด้านการส่ือสาร จําแนก
ตาม ระดบั การศกึ ษา แตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สาํ คัญทางสถติ ทิ ี่ระดับ ๐.๐๕ มีจํานวน ๒ คู่ ได้แก่

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ ในภาพรวมแตกต่างกันจากประชาชน
ท่ีมีระดบั การศกึ ษา ปริญญาตรี

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ แตกต่างจากประชาชนที่มีระดับ
การศึกษาระดับปรญิ ญาตรี

๘๓

ตารางท่ี ๔.๒๓ ผลการแสดงค่าเฉล่ียรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกต้ังที่ ๗ ด้านการตัดสินใจ จําแนกตามระดับ
การศกึ ษา

(n=๔๐๐)

ระดับการศกึ ษา

ระดบั การศึกษา X ประถม มธั ยม อนุปรญิ ญา/ ปริญญา ปรญิ ญา ปรญิ ญา
ศึกษา ศกึ ษา ปวส. ตรี โท เอก

๓.๔๔ ๓.๔๔ ๓.๔๑ ๓.๗๘ ๓.๕๘ ๒.๙๔

ประถมศกึ ษา ๓.๔๔ - ๐.๐๐ ๐.๐๓ -๐.๓๔* -๐.๑๔ ๐.๕๐

มัธยมศึกษา ๓.๔๔ - ๐.๐๓ -๐.๓๔* -๐.๑๔ ๐.๕๑

อนุปรญิ ญา/ปวส. ๓.๔๑ - -๐.๓๗* -๐.๑๗ ๐.๔๗

ปริญญาตรี ๓.๗๘ - ๐.๒๐ ๐.๘๔

ปรญิ ญาโท ๓.๕๘ - ๐.๖๕

ปรญิ ญาเอก ๒.๙๔ -

*มีนัยสาํ คัญทางสถิติทรี่ ะดบั ๐.๐๕

จากตารางที่ ๔.๒๓ พบว่า ประชาชนที่มีการศึกษาแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกตั้งซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านการตัดสินใจ
จาํ แนกตาม การศึกษา แตกต่างกนั อย่างมีนัยสําคญั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั ๐.๐๕ มีจํานวน ๓ คู่ ได้แก่

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ในภาพรวมแตกต่างกันจากประชาชน
ที่มรี ะดบั การศึกษา ปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังที่ ๗ แตกต่างจากประชาชนที่มีระดับ
การศึกษาระดบั ปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาระดับอนุปริญญาตรี/ปวส. มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แตกแต่งจากประชาชนที่
มีประชาชนทมี่ ีระดบั การศึกษาปริญญาตรี

๘๔

ตารางที่ ๔.๒๔ ผลการแสดงค่าเฉล่ียรายคู่ของพฤติกรรมการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎร ในจังหวัดขอนแกน เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อคุณสมบัติของผู้สมัคร
จาํ แนกตามระดับ การศึกษา

ระดบั การศึกษา (n=๔๐๐)
ระดับการศึกษา
ประถมศกึ ษา ประถม มธั ยม อนุปริญญา/ ปริญญา ปรญิ ญา ปรญิ ญา
มัธยมศกึ ษา ศกึ ษา ศึกษา ปวส. ตรี โท เอก
อนปุ ริญญา/ปวส. ๓.๔๔ ๓.๔๔ ๓.๔๑ ๓.๗๘ ๓.๕๘ ๒.๙๔
ปรญิ ญาตรี ๓.๔๔ - -๐.๐๗ -๐.๑๒ -๐.๕๐* -๐.๐๖ ๐.๔๘
ปริญญาโท ๓.๔๔ - -๐.๐๔ -๐.๔๓* ๐.๐๑ ๐.๕๕
ปริญญาเอก ๓.๔๑ - -๐.๓๘* ๐.๐๕ ๐.๕๙
๓.๗๘ - ๐.๔๔ ๐.๙๘
๓.๕๘ - ๐.๕๔
๒.๙๔ -

*มนี ยั สําคัญทางสถิติท่ีระดับ ๐.๐๕

จากตารางท่ี ๔.๒๔ พบว่า ประชาชนท่ีมีการศึกษาแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งท่ี ๗ ด้านทรรศนะต่อ
คุณสมบัติของผู้สมัคร จําแนกตาม การศึกษา แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ ๐.๐๕ มี
จาํ นวน ๓ คู่ ได้แก่

ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกตั้งซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ ในภาพรวมแตกต่างกันจากประชาชน
ท่ีมีระดับการศึกษา ปริญญาตรี

ประชาชนท่ีมีการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิเลือกต้ังซ่อม
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกต้ังท่ี ๗ แตกต่างจากประชาชนท่ีมีระดับ
การศกึ ษาระดบั ปรญิ ญาตรี

ประชาชนท่ีมีระดับการศึกษาระดับอนุปริญญาตรี/ปวส. มีพฤติกรรมในการใช้สิทธิ
เลือกต้ังซ่อม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งที่ ๗ แตกแต่งจากประชาชนที่
มปี ระชาชนที่มรี ะดบั การศึกษาปรญิ ญาตรี


Click to View FlipBook Version