pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ (ภาคปกติ) บรรยายโดย ศาสตราจารย์ (กิตติคุณ) ดร. วิษณุ เครืองาม บรรยายวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 (ครั้งที่ 1) (สัปดาห์ที่ 1) สวัสดีครับนักศึกษาทุกท่าน ครั้งนี้เป็นโอกาสที่เราได้มาเรียนแบบออนไซต์ หลังจากที่ในปีที่ผ่าน ๆ มาต้อง เรียนแบบออนไลน์ไปหลายปีเมื่อเป็นการมาเรียนแบบออนไซต์ จึงขอให้ท่านที่มานั่งเรียน ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ สิ่งที่จะกล่าวคือกฎหมาย 2 ลักษณะ (2 วิชา) นั่นคือ กฎหมายว่าด้วยซื้อขายและกฎหมายว่าด้วยเช่าทรัพย์ แต่ผู้บรรยายจะมี 2 คน คือซื้อขายเป็นส่วนของอาจารย์ประมาณ 8 ครั้ง หลังจากนั้นก็จะเป็นของท่านอาจารย์สุทัศน์ ประมาณ 8 ครั้ง ในเรื่องเช่าทรัพย์เราจึงได้ตกลงแบ่งกันแบบนี้แต่ในเวลาสอบนั้นเนื่องจากข้อสอบมี 10 ข้อ และต้องกระจายให้ครอบคลุมวิชาต่าง ๆ หลายวิชา เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่ได้ให้โควตาข้อสอบซื้อขาย 1 ข้อ เช่าทรัพย์ 1 ข้อ แต่ซื้อจ่ายและเช่าทรัพย์รวมอยู่ในวิชาเดียวกัน ในเวลาเรียนจึงเป็นข้อสอบเพียงข้อเดียว ในส่วนของอาจารย์การบรรยายจะเกี่ยวกับวิชาซื้อขาย การเรียนในมหาวิทยาลัยจะสอนวิชาซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้บางมหาวิทยาลัยเรียกว่า วิชากฎหมายว่าด้วยเอกเทศสัญญา 1 แต่บางมหาวิทยาลัย เรียกว่า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เหตุผลที่นำกฎหมาย 3 วิชามารวมเป็นวิชาเดียวกันเนื่องจากวิชาซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้ มีความคล้ายคลึงกัน และมีการหยิบยืมหลักกฎหมายบางอย่างไปใช้ในกฎหมายลักษณะอื่น ความคล้ายคลึงกัน ของซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้คือมีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินด้วยกันทั้ง 3 ประการ แต่รายละเอียดอย่างอื่น แตกต่างกัน เมื่อร้อยปีที่แล้วตอนที่ท่านกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์สอนอย่างง่าย สอนว่าซื้อขายคือการนำของ แลกกับของ ส่วนให้คือการนำของแลกกับน้ำใจ จึงเรียกให้ว่าให้โดยเสน่หา เพราะว่าแลกกับน้ำใจไม่มีค่าตอบแทน อย่างอื่น ซึ่งเป็นการอธิบายและแยกความแตกต่างอย่างง่ายในสมัยก่อน แต่เมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมาย แล้วความชัดเจนจึงมีมากขึ้น ในส่วนของอาจารย์จะกล่าวถึงเรื่องซื้อขาย 8 ครั้ง จึงขออธิบายเรื่องซื้อขายก่อน ด้วยเหตุที่ครั้งนี้เป็นการอธิบายครั้งแรกก่อนที่จะลงลึกไปในเนื้อหาต่างๆจึงจะอธิบายเนื้อหาโดยภาพรวม ของซื้อขายก่อน ซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญาประเภทหนึ่ง ที่บัญญัติไว้ในบรรพ 3 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเรียงลำดับของแต่ละบรรพเป็นการจัดเรียงลำดับตามชีวิตของคน เช่น มนุษย์คลอดมามีสภาพบุคคล มีความสามารถหรือไม่มีความสามารถ มีการแสดงเจตนาหรือไม่แสดงเจตนา เรื่องเหล่านี้เอาไว้ในบรรพ 1 ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งการเริ่มต้นชีวิตของคน เมื่อคนโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เริ่มที่จะก่อหนี้ยืมสิน ก็ไปบรรพ 2 ว่าด้วยเรื่องหนี้แต่ในบรรพ 2 ซึ่งว่าด้วยเรื่องหนี้นั้น แบ่งออกเป็นหนี้ทั่วไปและหนี้ที่เกิดเพราะกฎหมาย นั่นคือ จัดการงานนอกสั่ง ลาภมิควรได้และละเมิดส่วนหนี้มี 2 ประการคือ หนี้ที่เกิดขึ้นโดยนิติกรรมและหนี้ที่เกิดขึ้น โดยนิติเหตุหรือเหตุตามกฎหมาย ซึ่งเอาไว้ในบรรพ 2 หลังจากนั้นมนุษย์ก็จะเติบโตต่อไปจนกระทั่งทำงาน มีการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตประจำบางครั้งเราต้องซื้อของ ขายของ ต้องกู้ยืม ต้องค้ำประกัน ต้องเช่าบ้าน ต้องผ่อนรถ สิ่งเหล่านี้เป็นการทำสัญญาทั้งนั้น เขาจึงนำสัญญาเหล่านี้มาใส่ไว้ในบรรพ 3 ซึ่งว่าด้วยเอกเทศสัญญา ไล่ตั้งแต่ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์เช่าซื้อ จ้างแรงงาน จ้างทำของ รับขน เรื่อยไปจนกระทั่งถึงสัญญา สุดท้ายคือห้างหุ้นส่วนและบริษัท ซึ่งเป็นบรรพ 3 และเรื่องเอกเทศสัญญาอยู่ในบรรพ 3 นี้ ต่อจากนั้นมนุษย์ก็ จะใช้ชีวิตดำเนินต่อไปด้วยการแสวงหาทรัพย์สินมาบางอย่าง เป็นการแสวงหามาได้โดยนิติกรรมบางอย่าง เป็น
pg. 2 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง การแสวงหามาโดยเหตุทางกฎหมายที่เรียกว่าโดยนิติเหตุจึงนำไปถึงบรรพ 4 ที่ว่าด้วยทรัพย์สิน ในบรรพนี้ จึงกล่าวถึงบรรดาทรัพยสิทธิทั้งหลาย ทรัพยสิทธิที่สำคัญที่สุด เป็นใหญ่ในทรัพยสิทธิทุกอย่าง ชนะทุกสิ่งในโลก คือกรรมสิทธิ์กรรมสิทธิ์คืออะไร ได้มาโดยวิธีใด จึงอยู่ในบรรพ 4 ว่าด้วยทรัพย์สิน และในที่สุดมนุษย์ก็จะใช้ชีวิต ต่อไปจนกระทั่งมีครอบครัว เมื่อแต่งเสร็จแล้วก็มีลูก ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในบรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว เมื่อไปเทียบกับ ชีวิตของคน ต่อจากนั้นทุกสิ่งถึงจุดสูงสุดก็เสียชีวิตลง จึงนำไปสู่ปัญหาว่าทรัพย์สมบัติที่มีอยู่จะแบ่งปันให้ใคร อย่างไรบางครั้งอาจแบ่งตามพินัยกรรม หากสั่งเสียไว้ก่อนบางครั้งไม่มีพินัยกรรม ดังนั้นจึงต้องตกทอดไปยัง ทายาทโดยธรรม ซึ่งอยู่ในบรรพ 6 ว่าด้วยเรื่องมรดก และจบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นโครงร่างของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย ซึ่งร่างขึ้นโดยใช้ประมวล กฎหมายแพ่งของบางประเทศมาเป็นแบบอย่าง เช่น ประเทศเยอรมัน ประเทศฝรั่งเศส ประเทศญี่ปุ่น ด้วยเหตุนี้ หากอ่านตำราแล้วพบว่ามีการอ้างอิงความเห็นและกฎหมายต่างประเทศก็จะต้องอ้างเพราะว่าเราไปลอกกฎหมาย มาจากต่างประเทศ บางครั้งลอกหลัก แต่ไม่ลอกข้อยกเว้น จึงเป็นปัญหาในการตีความ และตอนยกร่างประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 บรรพ 2 บรรพ 3 เราได้ร่างเป็นภาษาอังกฤษก่อนเสร็จแล้วจึงแปลเป็น ภาษาไทยอีกครั้งหนึ่งเพราะฉะนั้นจึงมีเหตุผลอีกข้อหนึ่งเข้ามาว่าบางครั้งอ่านตัวบทภาษาไทยแล้วไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ถ้าจะให้รู้เรื่องเขาบอกว่าต้องย้อนกลับไปอ่านตัวบทฉบับภาษาอังกฤษ เพราะร่างขึ้นเป็นฉบับ ภาษาอังกฤษโดยคนไทยร่างแต่ร่างขึ้นเป็นฉบับภาษาอังกฤษและส่งไปให้ผู้ที่มีความรู้ช่วยแปลเป็นภาษาไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทั้ง 6 บรรพใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 บางบรรพใช้ในสมัยรัชกาลที่ 7 แต่ว่าได้มีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง บางครั้งแก้ไขบางมาตรา บางครั้งแก้ไขใหญ่ เช่น บรรพ 1 มีการแก้ไขใหญ่ เกือบเป็นการแก้ไขหมดทุกมาตราเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว ส่วนบรรพ 2 บรรพ 3 ก็มีการแก้ไขบ้าง บางมาตรา เช่นเดียวกับรรพ 4 บรรพ 5 บรรพ 6 และบางเรื่องจะแก้ไขก็ไม่พอจึงต้องไปออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก อยู่นอกประมวลกฎหมายเพราะว่ามีเนื้อความเยอะเกินกว่าจะมาใส่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงต้อง ไปออกเป็นพระราชบัญญัติต่างหาก ซึ่งเป็นเหตุให้เวลาใช้กฎหมายต้องนำมาใช้ควบคู่กัน เช่น เรื่องของบริษัท ซึ่งอยู่ในบรรพ 3 เมื่อถึงเวลาที่เราคิดว่าจะต้องมีบริษัทมหาชนเราก็ไม่สามารถจะนำเรื่องบริษัทมหาชนมาใส่ลงใน บรรพ 3 ได้จึงต้องไปออกพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนต่างหากเพราะฉะนั้นเราจึงต้องรู้ว่าบริษัทมี 2 ประเภท คือ บริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบริษัทตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชน บริษัทที่เห็น มากมายจึงต้องใช้กฎหมาย 2 ฉบับควบคู่กันไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เล่าให้ฟังเพื่อประโยชน์ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น ทนายความ เป็นผู้พิพากษาเป็นอัยการเป็นที่ปรึกษากฎหมาย นิติกร หรือจะทำอะไรก็ตามที่ไม่เกี่ยวกับการสอบเนติฯ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจกฎหมายแพ่งที่ไปกระจัดกระจายอยู่ในกฎหมายอื่นอีกมากด้วย เรื่องซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญาชนิดหนึ่งบัญญัติไว้ในบรรพ 3 และเป็นเอกเทศสัญญาหมายเลข 1 เหตุผลที่เขียนซื้อขายไว้เป็นเอกเทศสัญญาหมายเลข 1 เนื่องจากซื้อขายเป็นสัญญาที่สำคัญในชีวิตประจำวัน ที่เราทำกันมากที่สุดคนบางคนเกิดมาจนตายอาจไม่เคยทำสัญญาใดๆกับใครแต่เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ ทำสัญญาซื้อขาย บางคนอยู่จนตายไม่เคยทำสัญญายืมเพราะไม่เคยเป็นหนี้บางคนจนถึงแก่ความตายก็ไม่เคยไป จำนองจำนำค้ำประกันใคร ไม่เคยทำสัญญาหุ้นส่วนบริษัท ไม่เคยรับขน ไม่เคยประนีประนอมยอมความ ไม่เคย ทำบัญชีเดินสะพัด แต่บุคคลเหล่านี้ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้แต่จะอยู่โดยไม่เคยทำสัญญาซื้อขายเลยไม่ได้อย่างน้อย
pg. 3 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ถ้าไม่เคยซื้อก็ต้องเคยขาย เช้าจนค่ำบางครั้งทำสัญญาซื้อขายไปตั้งหลายครั้ง ดังนั้นซื้อขายจึงเป็นเอกเทศสัญญา หมายเลข 1 สิ่งที่เราควรจะทราบต่อไปคือเรื่องซื้อขายนั้นบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 453 เป็นต้นไป ซึ่งจะบอกถึง ลักษณะของสัญญาซื้อขาย และบอกถึงประเภทของสัญญาซื้อขาย บอกถึงข้อตกลงในเวลาที่ทำสัญญาซื้อขาย ว่าผู้ซื้อมีสิทธิอะไร มีหน้าที่อะไร ผู้ขายมีสิทธิหน้าที่อะไร มีหน้าที่หรือความรับผิดชอบอย่างไร และกล่าวถึงความ รับผิดพิเศษบางอย่างที่เราอาจจะตกลงผิดแปลกไปจากที่กฎหมายเขียน เช่น ซื้อขายเผื่อชอบ ซื้อขายตาม คำพรรณนาซื้อขายทอดตลาดและเรื่องที่สำคัญคือขายฝากซึ่งเป็นสัญญาที่ทำบ่อย แต่ก็จัดอยู่ในเอกเทศสัญญา เดียวกันหมดว่าซื้อขาย ในบรรดาซื้อขายทุกประเภทที่ได้กล่าวมานั้น ซื้อขายชนิดที่เรียกว่าขายฝากนั้นจะมีความ สลับซับซ้อนยุ่งยากมากที่สุดซึ่งจะกล่าวในโอกาสต่อไป เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งเวลาข้อสอบไม่ว่าจะเป็นข้อสอบ ในมหาวิทยาลัยหรือข้อสอบที่เนติฯ หรือข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาหรืออัยการหรืออะไรก็ตามที่สอบซื้อขาย มักจะออกข้อสอบเกี่ยวกับเรื่องขายฝาก เพราะว่าเท่ากับยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เรื่องซื้อขายก็ออกข้อสอบ เรื่องขายฝากเราก็ต้องประมวลความรู้เรื่องซื้อขายนำมาใช้ต่อ และต้องตอบในส่วนของซื้อขายที่เขาเขียนไว้เป็น พิเศษโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องนี้เช่น ซื้อขายจะต้องมีแบบ จะต้องมีหลักฐานเป็น หนังสือ ต้องมีความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง จะต้องมีความรับผิดเพื่อการรอนสิทธิ์สิ่งเหล่านี้เมื่อไปถึงเวลา ขายฝากเขาไม่ได้เขียน เขาไปเขียนอย่างอื่น แต่ถ้าออกข้อสอบเกี่ยวกับเรื่องขายฝากก็จะต้องนำเรื่องที่เขียนไว้ ในเรื่องซื้อขายมาปรับใช้กับเรื่องขายฝาก ดังนั้นจึงเท่ากับออกข้อสอบได้ทั้งซื้อขายและขายฝาก เรื่องซื้อขาย เขียนไว้ในมาตรา 453 โดยบัญญัติว่าอันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้น เมื่อฟังเช่นนี้แล้วจึงพอบอกได้ว่าซื้อขายเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง เมื่อกล่าวว่าซื้อขายเป็นสัญญาเราจึงต้องนึก ให้ได้ว่าสัญญาคืออะไรและสัญญาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หลักเหล่านี้เราเรียนมาแล้วในวิชานิติกรรมสัญญา จึงต้องนำมาใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาอธิบายในเรื่องซื้อขายกันอีก เพราะซื้อขายคือสัญญา สัญญานั้นคือนิติกรรม สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เสนอ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้สนอง สัญญาโดยทั่วไปทำด้วยวาจาได้ยกเว้นสัญญาบางอย่าง ที่ต้องทำตามแบบ ถ้าสัญญาใดต้องทำตามแบบกฎหมายก็จะเขียนบอกไว้เช่น ในกรณีที่เป็นสัญญาณซื้อขาย สัญญาซื้อขายบางอย่างทำด้วยวาจาได้พูดโทรศัพท์กันก็ได้แฟกซ์ไปสั่งซื้อก็ได้แต่สัญญาซื้อขายบางอย่าง ต้องทำตามแบบ กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่มิฉะนั้นเป็นโมฆะ โมฆะ แปลว่าตายถือเสมือนหนึ่งไม่เคยทำสัญญาเลย สัญญาซื้อขายที่ควรทราบ มีด้วยกัน 5 ลักษณะ ลักษณะที่ 1 ซื้อขายเป็นเอกประเทศสัญญาชนิดหนึ่ง คำว่าเอกเทศสัญญา หมายถึง สัญญาที่กฎหมายได้แยกมาบัญญัติสิทธิหน้าที่ไว้เป็นเอกเทศ ไม่ปล่อยให้ไป ตกลงกันเองภายนอก ในการทำสัญญานั้นคนเราสามารถจะตกลงกันเองภายนอกว่าจะทำอย่างไรได้ทั้งนั้น ทำให้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ข้อตกลงที่ตกลงกันเองใช้ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเป็น เอกเทศสัญญากฎหมายจะกำหนดสิทธิหน้าที่เอาไว้ให้แต่ถ้าไม่ตกลงกันไว้ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียหาย
pg. 4 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง เพราะกฎหมายเตรียมไว้ให้เสร็จ กฎหมายใดที่เตรียมไว้ให้เสร็จเช่นนี้เราเรียกกฎหมายนั้นว่า กฎหมายว่าด้วย เอกเทศสัญญา ฉะนั้นเวลาที่ไปซื้อของ เช่น สมมุติว่าซื้อที่ดิน 1 แปลง ตกลงกันว่าที่ดิน 100 ตารางวา ตารางวาละ 10,000 บาท ตกลงกันแค่นี้แต่มีปัญหาว่าถ้าเกิดซื้อแล้วรังวัดที่ดินได้เพียง 97 ตารางวา คนซื้อ บอกว่างั้นไม่เอาแล้ว จะเอา 100 ตารางวาสัญญาก็ทำไว้ 100 ตารางวา แต่รังวัดได้เพียง 97 ตารางวาจึงไม่ซื้อ ถามว่า ได้หรือไม่ เรื่องเช่นนี้กฎหมายซื้อขายเขียนเอาไว้แล้วว่า ได้หรือไม่ได้โดยไม่มีทางเลือก กรณีทำสัญญาซื้อแหวนเพชรวงหนึ่งต่อมาไปพบว่าแหวนเพชรนั้นเป็นเพชรปลอม ในสัญญาไม่ได้บอกไว้ ว่าถ้าเพ็ชรปลอมจะทำอย่างไร ถามว่าคนซื้อจะปฏิเสธไม่ซื้อหรือฟ้องร้องผู้ขายได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้เหตุผลที่ได้เนื่องจากเป็นไปตามกฎหมายเขียนไว้ให้เสร็จแล้ว เพราะเป็นเอกเทศสัญญา อาจารย์จึงได้บอกว่าเอกเทศสัญญานั้นคือสัญญาที่เราทำขึ้นและกฎหมายได้เขียนถึงสิทธิหน้าที่ความรับผิดชอบ ของคู่สัญญาเอาไว้ให้เสร็จแล้ว แต่แม้จะเขียนไว้แล้วเราก็อาจจะตกลงยกเว้นได้แต่ถ้าไม่ตกลงยกเว้นกัน ก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายเขียนไว้อะไรที่เข้าหลักเช่นนี้เราเรียกว่า “เอกเทศสัญญา” (Specific) เพราะฉะนั้น เอกเทศสัญญาคือสัญญาที่กฎหมายตั้งชื่อไว้โดยเฉพาะเจาะจง กำหนดสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายไว้แล้วโดย เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตามในเรื่องเอกเทศสัญญานี้เวลาที่คนเราทำความตกลงอะไรกันก็ตามอาจจะตกลงกันหลาย อย่าง จึงอาจมีข้อตกลงบางอย่างที่อยู่ในเอกเทศสัญญาตามกฎหมายและอาจจะมีข้อตกลงบางอย่างที่ตกลง นอกเหนือไปจากกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น นาย ก. ซื้อแหวนเพชรจากนาย ข.จำนวน 1 วง นาย ก. รอ แต่นาย ข. ไม่นำแหวนเพชรมาให้ ถามว่า นาย ก. ฟ้องนาย ข. ได้หรือไม่ นาย ข. บอกว่าไม่ได้ตกลงว่าจะส่งมอบเมื่อไหร่และตั้งใจว่าจะส่งมอบในอีก 5 ปีข้างหน้า นาย ก. บอกว่า 5 ปีได้อย่างไรในเมื่อเดือนหน้าจะใช้แหวนไปหมั้นหญิง นาย ข. บอกว่าไม่ได้ตกลงกันเอาไว้ ถามว่า เช่นนี้เถียงกันได้หรือไม่ เอกเทศสัญญานั้นกฎหมายก็เขียนไว้ว่าถ้าต้องมีการส่งมอบจะต้องส่งมอบเมื่อใด แต่ถ้าไม่ตกลงกัน ต่างหากเมื่อผู้ซื้อชำระราคาผู้ขายก็ต้องส่งมอบของประเภทที่ว่าผู้ซื้อชำระราคาแล้วผู้ขายจะไปส่งมอบอีก 10 ปี ข้างหน้าเช่นนี้จะต้องตกลงกันต่างหาก มิฉะนั้นต่างฝ่ายต่างต้องชำระหนี้แต่ในการทำสัญญานั้นแม้เป็นเอกเทศ สัญญาก็อาจจะมีการตกลงที่เพิ่มเติมนอกเหนือไปจากในเอกเทศสัญญาได้ซึ่งอย่างนั้นก็ต้องใช้หลักกฎหมายอื่น เข้ามาปรับ ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3235 - 3236/2565 คำอธิบายฎีกา อาจารย์กล่าวว่า กฎหมายซื้อขายในเวลาซื้อขายอะไรก็ตาม ถ้าหากว่าผู้ซื้อพบว่าทรัพย์สิน ที่ซื้อขายนั้นชำรุดบกพร่อง คำว่าชำรุดบกพร่อง แปลว่า เสื่อมสภาพ เช่น ซื้อแอร์ไม่เย็น ซื้อบ้านหลังคารั่ว หรือว่าซื้อตึกแต่ผนังร้าว ซื้อหนังสือปรากฏว่าขาดไม่มีตัวบทในเรื่องซื้อขายอยู่ ซื้อแหวนเพชรปรากฏว่า แหวนเพชรมีรอยอะไรก็ตาม สภาพอย่างนี้เรา เรียกว่า “ชำรุดบกพร่อง” ภาษาอังกฤษเรียกว่า defect กฎหมาย เรื่องซื้อขายเขียนไว้ให้เสร็จเลยไม่ต้องตกลงกันว่า ถ้าผู้ซื้อพบว่าสินค้าหรือทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นมีความชำรุด
pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง บกพร่องก็จะต้องฟ้องเสีย กล่าวคือ ฟ้องได้แต่ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายภายใน 1 ปีนับตั้งแต่เมื่อเสื่อมสภาพเรา ฟ้องผู้ขายไม่ได้เพราะว่าขาดอายุความ เนื่องจากต้องฟ้องภายใน 1 ปีเมื่อเกิน 1 ปี คนซื้ออาจจะแย่หน่อย ถ้าซื้อมาแล้วไม่รีบร้อนฟ้องเสียก่อน แต่ถ้าซื้อมาแล้วใส่กล่องแล้วไม่แกะกล่องจนกระทั่ง 2 ปีต่อมาไปแกะกล่อง เปิดดูพบว่าเสื่อม ชำรุดบกพร่องและพิสูจน์ได้ว่าเสื่อมมาก่อนที่เราจะซื้อ ไม่ใช่เสื่อมเพราะเก่าเก็บหรือนำไปเก็บ ไว้เองถ้าพิสูจน์ได้เช่นนั้นเราก็ยังสามารถฟ้องได้แต่ถ้าเสื่อมเพราะเก่าเก็บก็ฟ้องไม่ได้เพราะขาดอายุความ 1 ปี ตามฎีกาผู้ซื้อไปซื้อตึกจัดสรรนี้และผู้ขายก็ได้ทำสัญญาให้ไว้ฉบับหนึ่งการันตีคือประกันว่าถ้าหากว่า มีความชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นภายใน 1 ปีกล่าวคือ ถ้าผู้ซื้อไปซ่อมแซมหรือไปต่อเติมและพบว่าชำรุดบกพร่อง ผู้ขายยินดีจะรับผิดภายใน 1 ปีต่อมาผู้ซื้อก็ไปซ่อมแซมต่อเติมบ้านหลังจากซื้อมาแล้วซัก 2-3 ปีเพิ่งไปต่อเติม ภายหลัง พอต่อเติมเสร็จก็ร้าวก็ไปฟ้องผู้ขายให้รับผิด ผู้ขายก็เถียงบอกว่าให้ฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่วันที่พบเห็น ความชำรุดบกพร่อง แต่เรื่องนี้คงไปต่อเติมแล้วพบเห็นความชำรุดบกพร่องเพราะฉะนั้นยาวนานเกินเวลา 1 ปี ผู้ขายจึงไม่รับผิด ศาลฎีกาตัดสินในคดีนี้ว่าอายุความที่ให้ฟ้อง 1 ปีเป็นอายุความที่ไม่ต้องเขียนในกฎหมาย แต่เกิดขึ้น โดยอัตโนมัติเพราะเป็นเอกเทศสัญญา แต่เมื่อผู้ขายไปรับผิดเพิ่ม เหมือนกับไปยืดราคาว่าถ้ามีการต่อเติมอาคาร ต่อเติมเมื่อใดก็ตามทีแล้วเกิดชำรุดในส่วนที่ต้อเติม ผู้ขายยินดีจะรับผิดภายใน 1 ปีตรงนี้หมายถึงว่าเป็นการ พบเห็นภายใน 1 ปีผู้ขายจะต้องรับผิดภายในอายุความ 10 ปีตามหลักทั่วไป ไม่ได้ใช้อายุความกฎหมายเอกเทศ สัญญาในเรื่องชำรุดบกพร่อง แต่เป็นการใช้อายุความทั่วไป ตัวอย่างเรื่องนี้ยกขึ้นมาเพื่อต้องการให้เห็นว่าบางครั้ง ตกลงกันแล้วมีหลายเรื่องมาปนกันอยู่ในเรื่องเดียวกันอันหนึ่งเป็นไปตามกฎหมาย อีกอันหนึ่งเป็นไปตามหลัก ทั่วไป หลักทั่วไปอายุความ 10 ปีก็ฟ้องให้รับผิดภายใน 10 ปีได้ซึ่งเป็นตัวอย่างสำหรับการอธิบายข้อที่ 1 ที่ว่าซื้อขายเป็นเอกเทศสัญญา *ฎีกาที่ 3235-3236/2565 ความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สินที่ผู้ขายต้องรับผิด ตาม ป.พ.พ.มาตรา 472 ต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อน หรือมีอยู่ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือใน ระหว่างเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง ผู้ขายหาต้องรับผิดไม่ ใบรับประกันที่จำเลยออกให้โจทก์ทั้งสอง เป็นส่วนหนึ่งของสัญญาซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินระหว่างโจทก์ ทั้งสองกับจำเลย ซึ่งจำเลยรับประกันและจะแก้ไขความชำรุดบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นเป็นเวลา 1 ปี นับจาก วันโอนกรรมสิทธิ์สำหรับส่วนควบและอุปกรณ์อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาคาร ดังนี้ ใบรับประกันความชำรุดบกพร่อง เป็นข้อสัญญาตกลงยอมรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ตาม ป.พ.พ.มาตรา 472 เป็นกรณีพิเศษอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากความรับผิดในความชำรุดบกพร่องตาม มาตรา 472 ไม่อยู่ในบังคับอายุความ 1 ปีตามมาตรา 474 แต่ถือเป็นข้อตกลงตามสัญญาซื้อขายซึ่ง ไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 เมื่อความชำรุด บกพร่อง ของทรัพย์สินซึ่งขายของโจทก์ทั้งสอง เกิดขึ้นภายในระยะเวลารับประกัน โจทก์ทั้งสอง ย่อมนำ คดีมาฟ้องได้ภายในอายุความ 10 ปีฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ มิใช่จำเลยต้องรับผิดในความชำรุด บกพร่องเป็นเวลาถึง 10 ปีนับแต่วันที่ได้รับใบประกันหรือวันโอนกรรมสิทธิ์
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ลักษณะประการที่ 1 คำว่า เป็นเอกเทศสัญญา ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าแสดงให้เห็นว่าซื้อขายเป็นสัญญา เมื่อ ซื้อขายเป็นสัญญาเราจึงต้องคำนึงถึงความสามารถของบุคคลในการทำสัญญา เรื่องของผู้เยาว์เรื่องของคนไร้ ความสามารถ เรื่องของคนจะเสมือนไร้ความสามารถเราจึงต้องนำมาคิดด้วยในเวลาที่มีการทำสัญญาซื้อขายกัน เพราะเป็นเอกเทศสัญญา ซึ่งต้องใช้หลักของสัญญาและหลักเอกเทศด้วย ลักษณะประการที่ 2 ซื้อขายนั้นเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย มีสองฝ่ายเนื่องจากมาตรา 453 บอกว่า อันว่าซื้อขายนั้นคือสัญญาขซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ซื้อและผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น แสดงว่าซื้อขายนั้นเป็นสัญญาที่มีคู่สัญญาสองฝ่าย ข้อสังเกต กฎหมายใช้คำว่า สองฝ่าย ไม่ได้ใช้คำว่า สองคน เพราะฉะนั้นแต่ละฝ่ายอาจจะมีคนเดียวหรือ หลายๆคนก็ได้เช่น นาย ก. ไปขอซื้อที่ดินแปลงหนึ่งจากนาย ข. แต่ปรากฏว่าที่ดินของนาย ข. นั้นเป็นที่ดินซึ่งมี พี่น้อง 4 คนรับมรดกมาร่วมกัน คือ นาย ข. นาย ค. นาย ง. นาย จ. ดังนั้นเราจึงเรียกว่าสัญญาซื้อขายนี้ว่ามี คู่สัญญาสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือนาย ก. อีกฝ่ายหนึ่งคือนาย ข. จึงมี 2 ฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งมีหลายคน บางครั้งผู้ซื้อ อาจจะมีหลายคนก็ได้แต่ก็เป็นฝ่ายเดียวกัน เพราะฉะนั้นพอพูดเรื่องฝ่ายจึงต้องนึกถึงเรื่องหลักกรรมสิทธิ์รวม เราจะต้องนำความรู้เกี่ยวกับเรื่องกรรมสิทธิ์รวมมาประยุกต์ใช้ในเรื่องนี้ด้วย (เรื่องกรรมสิทธิ์รวมอยู่ในบรรพ 4) ลักษณะประการที่ 3 คือ สัญญาซื้อขายนั้นเป็นสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ขายมุ่งจะโอน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวบทมาตรา 453 เขียนเพียงแค่ว่า อันว่าซื้อขายคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ ให้กับบุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ซื้อ หลายคนอ่านตัวบทมาตรานี้แล้วเกิดความเข้าใจผิดว่าซื้อขายต้องเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเสมอ ซึ่งอย่านำไปตอบข้อสอบ เพราะสัญญาซื้อขายนั้นอาจจะไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์แต่สำคัญตรงที่มุ่งที่จะโอน เพราะฉะนั้นคนเรามุ่งได้แต่โอนเข้าจริงโอนไม่ได้ ยกตัวอย่าง นายดำซื้อรถยนต์จากนายขาว นายดำเป็นผู้ซื้อนายขาวเป็นผู้ขาย นายขาวจัดการโอน กรรมสิทธิ์รถยนต์ให้นายดำเรียบร้อยแล้ว อันนี้เป็นสัญญาซื้อขายเพราะโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว เพราะฉะนั้น หากโอนกันแล้วก็เป็นการคาบลูกคาบดอกได้ว่าตรงที่ยังไม่ได้โอน เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า สัญญาซื้อขายคือสัญญา ซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ แต่สัญญาซื้อขาย นั้นแล้วจริงอาจจะไม่มีการโอนเพราะว่าโอนไม่ได้หรืออาจจะยังไม่ได้โอนก็เป็นสัญญาซื้อขายได้เพราะรอโอน วันหน้า ไม่จำเป็นว่าต้องโอนกันแท้ๆชัดๆเด็ดขาดเสมอไป ยกตัวอย่างเช่น นายดำขโมยสร้อยคอมาจากเจ้าของและนำมาขายให้กับนายขาวในราคา 100,000 บาท ถามว่าสัญญาระหว่างนายดำกับนายขาวเป็นสัญญาซื้อขายหรือไม่ หากสร้อยไม่ได้ปริมาณตามที่ซื้อขาย กัน หรือเป็นทองปลอม นายขาวจะฟ้องนายดำตามสัญญาซื้อขายได้หรือไม่ ตอบ กรณีที่ฟ้องได้ต้องเป็นสัญญาซื้อขาย จึงต้องพิจารณาก่อนว่าเป็นสัญญาซื้อขายหรือไม่ ตัวบทบอกว่า สัญญาซื้อขายคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ผู้ซื้อ กล่าวคือต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์กันจึงจะเป็นซื้อขาย ดังนั้นหากไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่เป็นสัญญา
pg. 7 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ซื้อขาย จากลักษณะประการที่ 3 คือ ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ เพราะฉะนั้นถ้านายดำมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ นายขาวก็เป็นสัญญาซื้อขายแล้ว มุ่งนี้ไม่ได้แปลว่าโอน แต่แปลว่าตั้งใจจะโอน ฎีกาที่ 872/2525 ผู้ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ในขณะทำสัญญาก็ได้ เพราะสารสำคัญที่เป็นวัตถุประสงค์ของการซื้อขายก็คือให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์ไปโดยชำระราคาตามที่ตกลง หาก ผู้ขายสามารถจัดการให้ผู้ซื้อได้กรรมสิทธิ์โดยชำระราคาตามที่ตกลงไว้สัญญาจะซื้อขายนั้นก็ใช้ได้แล้ว ตัวอย่าง นาย ก. ไปทำสัญญาจะซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ทำสัญญาจะซื้อที่ดินแต่เงินยังไม่จ่าย ในระหว่างนี้ นาย ก. นำที่ดินแปลงนั้นไปทำสัญญาจะขายให้นายดำ กะว่าเมื่อได้เงินจากนายดำก็จะนำไปจ่ายให้เจ้าของที่ ถามว่า สัญญาที่นาย ก. ฉบับหลังนี้เป็นสัญญาซื้อขายหรือไม่ คำตอบ ตามฎีกาฉบับนี้สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขาย ที่จริงคือสัญญาจะซื้อขายนั่นเอง แต่สัญญาจะซื้อขาย ก็คือสัญญาซื้อขายชนิดหนึ่งซึ่งอาจารย์ได้กล่าวแล้วว้าแม้ไม่มีกรรมสิทธิ์ก็ซื้อขายได้ เน้นคำว่า มุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ ก็เป็นสัญญาซื้อขาย ฎีกาที่ 4729/2543 (เคยออกข้อสอบเนติฯ มาแล้ว และต่อมามีการนำไปออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ด้วย ฎีกาเดียวกันนี้) ฎีกานี้ได้ความว่านายดำเอาที่ดินแปลงหนึ่งไปขายฝากไว้และกำหนดว่าจะขายภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ปี ระหว่างที่ยังไม่ไถ่นายดำก็เอาที่แปลงเดียวกันนี้ไปทำสัญญาขายให้กับนายขาว ต่อมาเกิดปัญหาพิพาทกันระหว่าง นายดำกับนายขาว ปัญหามีว่าสัญญานั้นเป็นสัญญาอะไรเพราะถ้าเป็นสัญญาชื่ออื่นก็ต้องเปิดกฎหมายอื่น ถ้าเป็นสัญญาซื้อขาย ก็เปิดสัญญาซื้อขาย ให้พิจารณาว่าเป็นสัญญาอะไร สมมติว่า นายดำเอาที่ดินไปขายฝากเอาไว้กับนาย ก. มีกำหนดไถ่ 5 ปี ระหว่าง 5 ปีนั้น นายดำก็นำที่ แปลงนี้ไปขายให้กับนายขาว ต่อมามีปัญหาโต้เถียงกันเพราะไปโอนที่ไม่ได้เช่นนี้ต้องเริ่มต้นพิจารณาก่อน ว่าสัญญาที่นายดำไปทำกับนายขาวเป็นสัญญาอะไรกล่าวคือสัญญาที่นายดำไปทำกับนายขาวเป็นสัญญาซื้อขายแน่ ชื่อว่าขายฝาก แต่สัญญาที่นายดำไปทำกับนายขาวนั้นเป็นสัญญาอะไร เพราะเมื่อนายดำนำที่ไปขายฝากให้กับ นายก. แล้วกรรมสิทธิ์ก็โอนไปที่นาย ก. ถามว่า มีสิทธิอะไรที่จะเอาไปขายให้กับคนอื่น มีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์ไม่สำคัญ แต่ขายแล้วและนายขาวก็ซื้อ แล้ว จ่ายเงินแล้ว ถามว่าแล้วโอนกรรมสิทธิ์กันได้อย่างไร ข้อพิจารณา ปัญหาแรกที่ต้องตีให้แตกคือสัญญานี้เป็นสัญญาอะไร คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาซื้อขาย เป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์แม้อาจจะโอน กรรมสิทธิ์กันไม่ได้ก็ตาม สมมุติอาจารย์บอกว่าอาจารย์เป็นเจ้าของสนามหลวง ใครสนใจอยากซื้อสนามหลวงจะขายให้ ตารางวาละ 10,000 บาท ใครจะเอากี่ตารางวา ปรากฏคนแห่กันมาซื้อ ถามว่า สัญญาระหว่างอาจารย์กับคุณเป็นสัญญาอะไร คำตอบคือ เป็นสัญญาซื้อขาย เพราะเมื่อมุ่งแล้วจึงเป็นสัญญาซื้อขาย เพียงแต่ว่าอาจเป็นสัญญา จะซื้อขาย หรืออาจจะเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรืออาจเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา อาจจะเป็นสัญญา
pg. 8 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอาจเป็นสัญญาซื้อขายที่เป็นโมฆะ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่มีชื่อว่าเป็นสัญญาซื้อขายส่วนที่จะ เปิดกฎหมายซื้อขายใช้ได้หรือไม่ก็ต้องมาดูว่าเข้าหลักอื่นหรือไม่ เป็นทรัพย์นอกพาณิชย์วัตถุประสงค์ต้องห้าม ชัดแจ้งโดยกฎหมาย สัญญานี้จึงเป็นโมฆะ การใดมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายก็ดีพ้นวิสัยก็ดี ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนก็ดีนิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะ เมื่อโมฆะเสร็จจึงจบ แต่ต้องพิจารณาประการแรกก่อนว่าเป็นสัญญาซื้อขาย แต่เป็นซื้อขายที่เป็นโมฆะ เมื่อโมฆะแล้วเงินที่มาจ่าย ค่าที่ดินไปฟ้องเอาคืนได้หรือไม่ตามหลักแล้วควรจะต้องเอาคืนได้เพราะโมฆะก็ต้องคืนกันตามหลักลาภมิควรได้ แต่เรื่องนี้อาจเอาคืนยาก เพราะว่าต่างคนต่างรู้กันอยู่แล้ว มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และมีปัญหาเรื่องลาภมิควรได้จึงต้องนำหลักกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้เข้ามาพิจารณา ซึ่งเป็นวิธีวิเคราะห์ปัญหา กฎหมาย ลักษณะประการที่ 4 คู่กันกับลักษณะประการที่ 3 ประการที่ 3 เมื่อสักครู่สัญญาซื้อขายคือสัญญา ที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์เป็นสัญญาที่ผู้ซื้อมุ่งจะชำระราคา ความจริงตัวบทไม่ได้บอกว่ามุ่งจะชำระราคา ตัวบทใช้คำว่า อันว่าซื้อขายคือสัญญาซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคล อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อ และผู้ซื้อตกลงว่าจะใช้ราคาทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้น แต่เวลามาอธิบายต้องอธิบายว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์อีกฝ่ายหนึ่งก็มุ่งจะชำระราคา เมื่อเป็นเช่นนี้เพราะเหตุว่าเอาเข้าจริงอาจจะไม่มี การชำระราคาอาจจะยังไม่ชำระราคา แต่ขอให้มีการมุ่ง ถามว่า จะรู้ได้อย่างไรว่ามุ่งที่จะชำระ คำตอบคือ ต้องประมาณการเอาว่าการที่คุณมาเจรจาขอซื้อ คงจะต้องการซื้อ เมื่อต้องการจะซื้อก็รู้อยู่ แล้วว่าไม่ได้ให้เปล่า ซื้อขายต่างจากให้ตรงนี้ดังนั้นแสดงว่ามุ่งที่จะชำระ แต่ส่วนจะชำระไม่ได้เพราะไม่มีเงิน หรือว่าเช็คเด้ง หรือว่าจะขอผ่อนส่ง หรือจะขอติดค้างไว้ก่อนก็อีกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่มุ่งที่จะชำระราคา ย้ำอีกครั้งว่าถ้าผู้ซื้อแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าไม่ต้องการจะชำระราคา แม้ผู้เขียนแสดงเจตนาชัดแจ้งว่ามุ่งที่จะโอน กรรมสิทธิ์แต่ผู้ซื้อไม่เล่นด้วย กลับแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่ได้มีเจตนาจะชำระราคา เช่นนี้ก็ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย เช่น นาย ก. ถามนาย ข. ว่าแหวนเพชรวงนี้ขายกัน 100,000 บาท นาย ข. บอกว่าไม่มีเงิน นาย ก. บอกว่าให้เอาไปก่อน ยัดเยียดให้ไป เช่นนี้แปลว่านาย ก. มุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์แต่นาย ข. ไม่ได้มุ่งจะชำระราคา ด้วยสัญญานี้จึงไม่ใช่สัญญาซื้อขาย มีกรณีที่ไม่ใช่สัญญาซื้อขายแต่เกือบเป็นสัญญาซื้อขายอยู่มากมายหลายเรื่อง ฎีกาที่ 5465/2560 ทำสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างกันแต่ลูกหนี้มิได้มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์แห่ง ทรัพย์สินโดยมุ่งหวังที่จะได้รับชำระราคาเป็นการตอบแทนและเจ้าหนี้มิได้มีเจตนาที่จะชำระราคาทรัพย์สินให้แก่ ลูกหนี้ กรณีจึงมิได้มีวัตถุประสงค์แห่งสัญญาเป็นการโอนกรรมสิทธิ์และชำระราคา จึงมิใช่สัญญาจะซื้อจะขาย แต่เป็นการที่ลูกหนี้ได้แสดงเจตนาออกโฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัลแก่เจ้าหกนี้ผู้ได้รางวัลที่ 1 จากการจับคูปอง เข้าร่วมชิงโชค ลูกหนี้จึงต้องผูกพันตามคำมั่นของตนตาม ป.พ.พ. มาตรา 362 เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับรางวัล คือ คอนโดมิเนียม โครงการก่อสร้างห้องชุดจากลูกหนี้ตามคำมั่นของลูกหนี้ ลูกหนี้จึงมีหน้าที่ที่จะต้องโอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดดังกล่าวให้แก่เจ้าหนี้
pg. 9 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง หนี้ที่เจ้าหนี้นำมายื่นคำขอรับชำระหนี้ มิใช่หนี้เงิน หากแต่เป็นหนี้ที่เกี่ยวด้วยการกระทำ คือ การโอน กรรมสิทธิ์ในห้องชุดให้แก่เจ้าหนี้ ทั้งการใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบุคคลผู้ออกโฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้รางวัลตาม มาตรา 362 กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามมาตรา 193/30 เมื่อปรากฏว่าในวันที่ 30 มีนาคม 2536 เจ้าหนี้ได้ชำระเงินจำนวน 120,000 บาท เป็นต่าหักภาษี ณ ที่จ่าน ในอัตราร้อยละ 5 ของรางวัลมูลค่า 2,400,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ สิทธิเรียกร้องจึงอาจบังคับได้นับแต่วัน ดังกล่าว ครบกำหนดอายุความ 10 ปี ในวันที่ 30 มีนาคม 2546 การที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ใน วันที่ 24 สิงหาคม 2549 สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงขาดอายุความ ลูกหนี้มิได้โอนกรรมสิทธิ์ในห้องชุดอันเป็นรางวัลที่ตนออกโฆษณาให้คำมั่นว่าจะให้แก่เจ้าหนี้ ความรับผิด ในค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตราร้อยละ 5 ของรางวัลมูลค่า 2,400,000 บาท คิดเป็นเงิน 120,000 บาท จึงไม่ เกิดขึ้น การที่เจ้าหนี้ชำระหนี้ค่าภาษีดังกล่าวจำนวน 120,000 บาท ให้แก่ลูกหนี้ไปในวันที่ 30 มีนาคม 2536 นั้น ลูกหนี้จึงต้องคืนเงินให้แก่เจ้าหนี้ฐานลาภมิควรได้ตามมาตรา 412 ซึ่งต้องคืนเต็มจำนวน เจ้าหนี้จึงมีสิทธิ เรียกให้ลูกหนี้คืนเงินภาษีเต็มจำนวน และเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาเงินคืนตามมาตรา 1336 ไม่มีอายุความ เมื่อหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้เงิน ลูกหนี้จึงต้องรับผิดชำระหนี้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของจำนวนเงิน ดังกล่าว ทั้งเจ้าหนี้มิได้ให้การต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่ามีการทวงถามลูกหนี้ให้ชำระเงินค่าภาษีคืนเมื่อใด ลูกหนี้จึงต้องคืนเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ คือ วันที่ 24 สิงหาคม 2549 แต่เนื่องจากดอกเบี้ยภายหลังวันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นั้น ไม่ให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอรับชำระได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 100 เมื่อลูกหนี้ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในวันที่ 22 ธันวาคม 2548 เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิได้รับชำระในส่วนดอกเบี้ย สรุป สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่เป็นเอกเทศสัญญา เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย เป็นสัญญาที่ฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ว่าตนจะมีกรรมสิทธิ์หรือไม่ และเป็นสัญญาที่ฝ่ายผู้ซื้อมุ่งที่จะชำระราคา กล่าวคือตอบแทน การมุ่งที่จะชำระราคาจึงทำให้สัญญาซื้อขายมีชื่อ หรือจัดอยู่ในประเภทที่เรียกว่าสัญญาต่าง ตอบแทน สัญญาต่างตอบแทนคือสัญญาที่คู่กรณีแต่ละฝ่ายต่างมีหนี้ที่จะปฏิบัติต่อกัน นาย ก. มีหนี้ที่จะต้อง ปฏิบัติต่อนาย ข. นาย ข. ก็มีหนี้ที่จะต้องปฏิบัติต่อนาย ก. เช่นนี้เรียกว่าสัญญาต่างตอบแทน ถ้านาย ก. มีหนี้ที่ จะต้องปฏิบัติต่อนาย ข. แต่นาย ข. ไม่มีหนี้อะไรที่จะตอบแทนเลย สัญญานั้นไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน เช่น สัญญาให้ สัญญายืมที่ไม่มีดอกเบี้ย สัญญาฝากทรัพย์ที่ไม่มีบำเหน็จกล่าวคือไม่มีค่ารับฝากเช่น ฝากรถไว้ให้ช่วยดู เช่นนี้เป็นสัญญาแล้ว เรียกว่าสัญญาฝากทรัพย์โดยไม่มีบำเหน็จ สัญญาเช่นนี้ไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทนเพราะ ไม่มีหนี้อะไรที่จะต้องมาตอบแทนกัน แต่เมื่อซื้อขายเป็นสัญญาที่ฝ่ายหนึ่งต้องโอนกรรมสิทธิ์แปลว่าต้องทำอะไร อีกฝ่ายหนึ่งต้องชำระราคา แสดงว่ามีอะไรต้องทำเหมือนกัน สัญญาณนี้จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน ตอบแทนด้วย การจัดการโอนกรรมสิทธิ์และตอบแทนด้วยการจัดการชำระราคา ส่วนกรรมสิทธิ์นั้นโอนได้หรือไม่ โอนอย่างไร โอนเมื่อใดจึงค่อยว่ากัน เช่นเดียวกับราคาก็ตกลงกันว่าให้มีการชำระราคา แต่ไม่ได้ตกลงว่ากี่บาท เช่น ตกลงว่ามี
pg. 10 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ราคาแต่ไม่ได้กำหนดราคา หรือไม่ได้กำหนดเวลาที่จะชำระราคาว่าเมื่อไหร่ และจะเป็นเมื่อไหร่เช่นนี้จึงต้องเอาไว้ ว่ากันและกฎหมายเขียนไว้ทั้งหมดอยู่แล้ว จึงเรียกว่าเอกเทศสัญญา ลักษณะประการที่ 5 ข้อสุดท้ายที่จะเป็นลักษณะของซื้อขาย คือ สัญญาซื้อขายนั้นเป็นสัญญาที่มีความ ใกล้เคียงกับสัญญาอื่นจนบางครั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด แยกไม่ออก อาจารย์กำลังอธิบายว่าแม้เราจะรู้ว่า ซื้อขายอีกฝ่ายหนึ่งมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งจะชำระ แต่บางครั้งสัญญาซื้อขายอาจจะไปใกล้เคียงกันกับ สัญญาอื่น จนกระทั่งแยกไม่ออก และอาจจะใช้กฎหมายผิด ยกตัวอย่าง ในชีวิตประจำวันเราขับรถมาเรียนเนติฯ หากเราเติมน้ำมันแล้วเป็นน้ำมันปลอม หรือเราให้ เติม 10 ลิตร แต่เติมให้แค่ 8 ลิตร เช่นนี้ต้องเปิดสัญญาซื้อขาย หากไปซื้อแกงในถาด เช่น มีผัดพะแนงผัดกระเพราแกงไก่ พอเราสั่งตักมานั่งกำลังจะทาน หากเจอแมลงสาปใน ข้าวจึงถือจานข้าวไปขอคืน เช่นนี้ทำได้ โดยใช้กฎหมายซื้อขาย แต่จะมีปัญหาถ้าเราบอกว่าสั่งผัดกระเพรา 1 จาน และแม่ค้าก็เพิ่งทำให้พอแม่ค้าปรุงเสร็จ เราจ่ายเงิน ระหว่างนั้นเห็นว่ามีแมลงสาปบินลงมา เราจึงหัน กลับไปแล้วบอกแม่ค้าว่ามีแมลงสาปไม่เอาขอคืน แม่ค้าไม่ยอม เช่นนี้ต้องพิจารณาว่าเป็นซื้อขาย หรือจ้างทำของ ตัวอย่าง กรณีไปตัดสูท ร้านบอกว่าค่าผ้า 10,000 บาท ค่าตัด 3,000 บาท แต่ถ้าเอาผ้าอีกผืน 7,000 บาท ค่าตัด 3,000 บาท ส่วนอีกชิ้นค่าผ้า 15,000 บาท ค่าตัด 3,000 บาท พอสั่งตัดเสร็จนัดให้มาเอาสูท ปรากฏว่าสูท คับหรือหลวมไปบ้าง ถามว่า เราซื้อหรือจ้างเค้าตัดสูท หากเรานำผ้าไปเองปัญหาเช่นนี้เป็นการจ้างเพราะให้ตัดผ้า ซึ่งปัญหาจะ ซับซ้อนหากเราซื้อผ้าที่ร้านแล้วให้ร้านตัดให้ ตัวอย่าง ที่ท่าพระจันทร์ มีแผงพระเครื่อง หากเราไปเจอพระถามว่าเท่าไหร่ ร้านบอกว่า 30,000 บาท เราเช่ามา พอกลับมาเป็นพระปลอม เช่นนี้การจะฟ้องต้องพิจารณาว่าจะฟ้องอะไร หรือกรณีต่างจังหวัดที่ชาวบ้านบอกว่ากำนันฉันเอาที่มาจำนำ ซึ่งความจริงคือจำนอง เพราะที่ดินจำนำไม่ได้ ตัวอย่าง นาย ก. ไปซื้อดูหนัง ซื้อตั๋วแถวเลขที่ 25 และไปเดินซื้อข้าวโพดอยู่ ปรากฏว่าคนขายขายตั๋วเลข เดียวกันให้อีกคน พอนาย ก. ไปนั่งไม่มีที่นั่ง นาย ก. จึงฟ้องเจ้าของโรงหนัง ศาลถามว่าฟ้องเรื่องอะไร นาย ก. บอกว่าฟ้องเรื่องผิดสัญญาเรื่องซื้อตั๋วหนัง กรณีนี้แม้เป็นการซื้อตั๋วแต่ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย แต่เป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีชื่อ เป็นนิติกรรมที่ถูกกฎหมาย เมื่อขายตั๋วจึงเท่ากับรับรองว่า นาย ก.จะเข้าไปใช้บริการได้ ศาลตัดสินให้ เจ้าของโรงหนังชดใช้ค่าเสียหายตามสมควร เมื่อกลับมาบ้านแล้วเป็นพระเก๊จะใช้กฎหมายอะไรฟ้องเพราะถ้าบอก ว่าเช่าฝากบอกว่าเช่าเขาก็บอกว่าให้เช่าที่แผลเขียนว่าให้เช่าพระไม่มีใครพูดว่าซื้อขายพระเมื่อเช่าและจะเปิด กฎหมายเช่าได้หรือไม่คำตอบคือไม่ได้ต้องเปิดกฎหมายเช็คขายเหตุผลที่ต้องเปิดกฎหมายซื้อขาย ฝากบอกว่าเช่า แล้วใครบอกว่าเป็นซื้อขายอีกฝ่ายหนึ่งมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งจะชำระราคาถ้าเช่าฝ่ายหนึ่งต้องมุ่งจะ ชำระราคาโดยอีกฝ่ายไม่ได้มุ่งที่จะโอนกรรมสิทธิ์แต่มุ่งที่จะโอนสิทธิครอบครองเมื่อกอมุ่งจะโอนสิทธิครอบครอง ของมุ่งจะชำระราคาค่าครอบครองเช่นนี้เรียกว่าเช่าเด็กคนหนึ่งมุ่งจะชำระราคาก็จบเป็นซื้อขายเหมือนกับขายฝาก กับจำนองหรือจำนองกับจำนำตามบ้านนอกเวลาคนบ้านนอกยากจนจำนำฉันขอเอาที่มาจำนำแต่เราก็รู้ว่าเป็น จำนองเพราะที่ดินจำนำไม่ได้เพราะฉะนั้นอย่าไปเอาเรื่องนิยายกับภาษาที่ใช้พูดแต่แม้จะไปเอาเรื่องนิยายก็พูดกัน ผิดๆและเป็นฟ้องคดีกันมาเยอะแล้ว
pg. 11 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ฎีกาที่ 435/2519 เรื่องนี้เคยเป็นข้อสอบเนติมาแล้วและต่อมาเป็นข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทรวมทั้งสิทธิการเช่าที่ดินที่ตึกพิพาทตั้งอยู่ตีใช้หนี้โจทก์ โดยยอมให้โจทก์ เข้าทำสัญญาเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน และจำเลยขออยู่ในตึกพิพาทต่อไปอีกสองเดือน แม้การโอนกรรมสิทธิ์ตึก พิพาทจะไม่บริบูรณ์เพราะมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แต่ก็มิได้เป็นโมฆะ การที่จำเลยโอนสิทธิ การเช่าที่ดินให้โจทก์เป็นการแสดงเจตนาโอนการครอบครองตึกพิพาทให้โจทก์แล้ว ที่จำเลยอยู่ในตึกพิพาท ต่อมาก็โดยอาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์มีบุคคลสิทธิที่จะบังคับจำเลยให้ออกไปจากตึกพิพาทซึ่งโจทก์มีสิทธิ ครอบครองได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหาย (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4/2519) ฎีกาที่ 203/2539 แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อเวลาออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียง และจำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยจำเลยตกลงซื้อเวลาออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงดังกล่าวก็ตาม แต่การ ตกลงเช่นนั้นไม่ใช่สัญญาซื้อขายทรัพย์เพราะไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน คงเป็นเพียงสัญญาที่ตกลง ให้บริการการออกอากาศกระจายเสียงในสถานีวิทยุกระจายเสียงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันเท่านั้น กรณีจึงไม่อยู่ ในบังคับของมาตรา 456 วรรคสอง และวรรคสาม แห่ง ป.พ.พ. การที่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ฝ่ายผู้ต้องรับผิดมาแสดง ไม่มีการวางประจำ หรือไม่ได้ชำระหนี้บางส่วนไม่เป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาที่ 3053/2559 จำเลยแจ้งย้ายออกจากบ้านเดิม ที่จังหวัดบุรีรัมย์แล้วไม่แจ้งย้ายเข้าบ้านที่แจ้งไว้ ในกรุงเทพมหานครจึงไม่อาจทราบได้ว่าจำเลยไปอยู่ที่ใด ทั้งยังได้ความว่าจำเลยแจ้งย้ายออกเฉพาะตัวจำเลยคน เดียว มิได้แจ้งย้ายครอบครัวไปด้วย แสดงว่าไม่มีเจตนาย้ายถิ่นที่อยู่และจงใจจะเปลี่ยนภูมิลำเนา ต้องถือว่าจำเลย มีภูมิลำเนาครั้งสุดท้ายอยู่ที่บ้านเดิม ที่จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งอยู่ในเขตศาลจังหวัดบุรีรัมย์ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยต่อ ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้กล่าวว่าอาจเป็นซื้อขายหรือไม่เป็นซื้อขาย ถ้าเป็นซื้อขายก็ใช้กฎหมายซื้อขาย แต่ถึงแม้เป็นซื้อขายก็ ไม่ได้ใช้แต่เฉพาะเอกเทศสัญญา บรรพ 3 เรื่องซื้อขายเท่านั้น เพราะซื้อขายอาจจะมีเขียนไว้ในกฎหมายอื่นอีกด้วย และเป็นสัญญาซื้อขายที่อยู่นอกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขาย ซึ่งเวลาทำงานต้องนำมาใช้ด้วย บางครั้งอาจจะเป็นซื้อขายหรือไม่เป็นซื้อขาย ถ้าไม่เป็นซื้อขายก็ต้องไปใช้กหมายอื่น เช่น ซื้อหุ้น ก็ต้องไปเปิด กฎหมายหลักทรัพย์ หรือแม้แต่อย่างอื่น เช่น ถ้าบางกรณีอาจต้องเปิดพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ได้นิยามคำว่า ผู้ซื้อ ให้หมายความรวมถึง ผู้เช่าด้วย แต่หากนำมาตอบข้อสอบ เนติฯ ก็จะผิด ส่วนเวลาไปทำงานต้องพิจารณาพรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 เพราะนิยามผู้ซื้อรวมไปถึง ผู้เช่า เราจะได้เปรียบ หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2550 ปกติคนทำสัญญา ถ้าผิด สัญญาซื้อขาย เปิดประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยซื้อขายก็จบแล้ว แต่ไม่จบเพราะว่าถ้าจบก็เสียเปรียบ ถ้าหากไปเปิดกฎหมายอีกฉบับ คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2550 อาจจะกลับชนะ คดีก็ได้โดยองตีความให้ศาลเห็นให้ได้ว่าสัญญาซื้อขายฉบับนี้เป็นสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เมื่อไม่เป็นธรรมก็ชนะ และได้เปรียบ หากศาลเห็นด้วยเพราะว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเป็นข้อยกเว้นของสัญญา ทั้งหลายทั้งหมด ตั้งแต่ประมวลกฎหมายอื่น หรือเราเรียนขายฝาก ก็บอกว่าขายฝากจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วสัญญาขายฝากจะกำหนดเวลาไถ่ภายในเวลาเท่าไหร่ก็ได้เช่น สมมุติว่าขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ ภายใน 6 เดือน ครบ 6 เดือนไม่มาไถ่ตกเป็นสิทธิเด็ดขาด ไถ่อีกไม่ได้แล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายขายฝาก แต่บัดนี้มี
pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ (ภาคปกติ) บรรยายโดย อ.วิษณุ เครืองาม บรรยายวันที่ 1 มิถุนายน 2566 (ครั้งที่ 2 )(สัปดาห์ที่ 2 ) สวัสดีครับ ครั้งที่แล้วได้พูดบทนำเรื่องซื้อขายซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ 1.ซื้อขายเป็นสัญญาชนิดหนึ่งและเป็นเอกเทศสัญญา คือสัญญาที่กฎหมายแยกรายละเอียดไว้ ต่างหาก 2.มีคู่สัญญาสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเรียกผู้ขาย อีกฝ่ายเรียกผู้ซื้อ แต่ละฝ่ายมีกี่คนก็ได้ 3.เป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าไม่มุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ก็ไม่ใช่ สัญญาซื้อขาย แต่อาจจะเป็นสัญญาประเภทอื่น 4.เมื่อฝ่ายหนึ่งมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องมุ่งจะชำระราคา ราคาต้องเป็นเงินเสมอ เว้นแต่ไม่มีเงิน ก็สามารถชำระเป็นอย่างอื่นแทนได้ เช่น ข้าวสาร แต่ต้องเริ่มต้นด้วยการมุ่งชำระราคา 5.มีลักษณะใกล้เคียงกับสัญญาอื่นๆอีกหลายสัญญา ประเภทของสัญญาซื้อขาย 1.สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 2.สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข 3.สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา 4.สัญญาจะซื้อจะขาย จะต้องทำความเข้าใจแต่ละประเภทให้ดีเพราะแต่ละประเภทมีแบบหรือหลักฐานต่างกัน และมี สิทธิหน้าที่ของผู้ขายต่างกันด้วย ที่สำคัญคือมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือไม่ อย่างไร แตกต่างกันไปด้วย ตามประเภทของสัญญา ในเวลาตอบข้อสอบที่ผิดกันส่วนใหญ่ จะวินิจฉัยประเภทของสัญญาผิด เช่น ควรจะเป็นสัญญา จะซื้อจะขาย แต่ไปวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาซื้อขายที่คู่กรณีได้ตกลงกันเสร็จเด็ดขาดเรียบร้อยแล้ว โดยคู่กรณีไม่มีอะไรต้องไปทำอีกในอนาคตนอกจากการชำระหนี้แสดงว่าสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด อาจจะเกิดขึ้นได้โดยที่ยังไม่ชำระหนี้และจะไปชำระหนี้ในวันข้างหน้าก็ได้ เช่น ก. ซื้อข้าวสารหนึ่งกระสอบ จาก ข. หนี้ของ ข. คือส่งมอบข้าวสารและโอนกรรมสิทธิ์ในข้าวสารให้กับ ก. หนี้ของ ก. คือรับมอบข้าวสาร และชำระราคา และสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดนั้น อาจจะโอนกรรมสิทธิ์กันแล้วหรือไม่ก็ได้ ตัวอย่าง 1. ก. ซื้อที่ดินจาก ข. และชวนกันไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเรียบร้อย ก. ได้จ่ายเงินแล้ว ข. ต้องส่งมอบที่ดินและส่งมอบโฉนดให้ ก. เช่นนี้ ถือเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะไม่ต้องทำอะไร ต่ออีก เนื่องจากเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว
pg. 2 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง 2. ก. ซื้อที่ดินจาก ข. ตกลงกันว่าวันที่ 10 เดือนหน้าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน วันนี้ ก. ชำระค่าที่ดิน 1 แสนบาทแล้ว แต่ ข. ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้ ก. ได้ กรณีเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่คู่กรณีได้ตกลงกันเสร็จแล้ว แต่ยังต้องไปโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหน้า นอกเหนือจากการชำระหนี้ดังนั้น จึงไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะต้องรอการจดทะเบียน แต่เป็น สัญญาจะซื้อจะขาย 3. ก. ซื้อที่ดินจาก ข. ในราคา 1 แสนบาท โดย ก. และ ข. ตกลงกันว่าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องไปเสียค่าฤชาธรรมเนียมการโอนที่ดิน ก. จึงชำระราคาทั้งหมดและ ข. ส่งมอบที่ดินให้ ก. โดยไม่มีการ จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ กรณีนี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะแม้ยังไม่จดทะเบียนการโอน กรรมสิทธิ์แต่คู่กรณีไม่ได้ตกลงว่าจะไปจดทะเบียนกันภายหน้า จึงเป็นสัญญาที่คู่กรณีได้ตกลงกัน เสร็จเด็ดขาดเรียบร้อยแล้ว โดยคู่กรณีไม่มีอะไรต้องไปทำอีกในอนาคตนอกจากการชำระหนี้แต่เป็นสัญญา ซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่ตกเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ 4. ก. ทำสัญญาซื้อที่ดินจาก ข. ราคา 1 แสนบาท แต่ ก. ชำระราคาไปก่อนเพียง 1 หมื่นบาท อีก 9 หมื่นจะชำระในวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์คือวันที่ 10 เดือนหน้า ระหว่างที่ยังไม่ถึงวันที่ 10 เดือนหน้า สัญญานี้เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะตกลงจะไปจดทะเบียนกันภายหน้า 5. ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ในราคา 2 แสนบาท โดยจ่ายเงินครบแล้ว ข. ตกลงว่าจะไปเปลี่ยนชื่อทาง ทะเบียนในวันที่ 10 เดือนหน้า สัญญานี้เป็นสัญญาที่คู่กรณีตกลงกันเสร็จสิ้นและไม่มีอะไรต้องไปทำกันอีก จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด แม้ยังไม่จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อก็ตาม เพราะการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ เจ้าของรถยนต์เป็นไปตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ ไม่ใช่การจดทะเบียนตาม ป.พ.พ.บรรพ 3 ว่าด้วยซื้อขาย คำว่า “ มีอะไรต้องไปทำอีก “ หมายถึง การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ แต่บางครั้ง การทำสัญญา ซื้อขาย บางสัญญามีการจดทะเบียน แต่ไม่ใช่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ เช่น การซื้อขายรถ อาวุธปืน หุ้น ซึ่งมีการจดทะเบียน แต่เป็นการจดทะเบียนตามกฎหมายอื่น ไม่ใช่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ.บรรพ 3 ว่าด้วย ซื้อขาย ข้อสังเกต กรณีจะไม่ใช่สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ก็ต่อเมื่อยังต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ.ซึ่งใช้กับการซื้อขายทรัพย์สินบางชนิดเท่านั้น ได้แก่ เรือยนต์ เรือกลไฟ เรือกำปั่น เรือที่มีระวางตามที่ กฎหมายกำหนด แพ สัตว์พาหนะ ย้ำอีกครั้ง สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาซื้อขายที่คู่กรณีได้ตกลงกันเสร็จเด็ดขาดเรียบร้อย แล้วโดยคู่กรณีไม่มีอะไรต้องไปทำอีกในอนาคตนอกจากการชำระหนี้เรื่องที่ไม่ต้องไปทำ คือไม่ต้องไป จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันอีก อาจเป็นกรณีต่อไปนี้ 1.อาจจะได้จดทะเบียนกันเสร็จสิ้นแล้ว หรือ 2.คู่กรณีตกลงกันว่ายังไม่จดทะเบียนและจะไม่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หรือ 3.เป็นการซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่ต้องมีการจดทะเบียน
pg. 3 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข คำว่า “ เงื่อนไข ” คือ เหตุการณ์อันใดอันหนึ่งในอนาคตที่ไม่แน่นอนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างไร เป็นการคาดการณ์ เช่น จะ.... ต่อเมื่อฝนตก จะ....ต่อเมื่อฝนหยุด จะ....ต่อเมื่อชำระราคาเสร็จสิ้นแล้ว สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข คือ สัญญาซื้อขายที่ผูกโยงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้กับเงื่อนไข พูดง่ายๆ คือ เป็นสัญญาซื้อขายที่เอาเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์โยงไว้กับเหตุการณ์อันใดอันหนึ่งในอนาคตที่ไม่แน่นอน ถ้าเป็นการผูกโยงอย่างอื่นที่ไม่ใช่เรื่องโอนกรรมสิทธิ์เอาไว้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอน สัญญานั้น ไม่ใช่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ตัวอย่าง 1. ก. ตกลงกับ ข. ว่าจะซื้อรถของ ข. ต่อเมื่อ ก. ย้ายไปรับราชการที่จังหวัดเชียงใหม่ สัญญานี้ไม่ใช่ สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เพราะเป็นการผูกโยงว่าจะทำนิติกรรมซื้อขายรถกันเมื่อย้ายไปเชียงใหม่ซึ่งเป็น เงื่อนไข ไม่ใช่การผูกโยงว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ไว้กับเงื่อนไข 2. ก. ตกลงกับ ข. ว่ายินดีจะซื้อรถยนต์คันนี้จาก ข. แต่ตกลงจะโอนกรรมสิทธิ์กันต่อเมื่อ ก. ย้ายไป อยู่เชียงใหม่ สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เพราะเป็นการผูกโยงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้กับเงื่อนไข 3. ก. ทำสัญญาซื้อรถยนต์คันหนึ่งจาก ข. โดยตกลงว่าจะชำระราคารถยนต์ต่อเมื่อย้ายไปอยู่ เชียงใหม่ ถ้าไม่ย้ายไปเชียงใหม่ ก็จะไม่ชำระราคาค่ารถยนต์ สัญญานี้ไม่เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เพราะเป็นการผูกโยงหนี้ไว้กับเงื่อนไข ไม่ใช่ผูกโยงการโอนกรรมสิทธิ์เว้นแต่ พิเคราะห์จากเจตนาแล้ว เห็นว่าการที่จะชำระราคานั้น เป็นการผูกโยงกับการโอนกรรมสิทธิ์ก็จะเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ฎีกาที่ 9603/2553 (ประชุมใหญ่) โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วม ตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉย ไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่ง เพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดย พลการได้ไม่ 4. ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ราคา 3 แสนบาท จ่ายไปแล้ว 1 แสน อีก 2 แสนจะชำระวันที่ 10 เดือน หน้า ข. จึงบอกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ให้ในวันที่ 10 เดือนหน้าเช่นกัน สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขาย มีเงื่อนไขว่ากรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อชำระราคาและเป็นเงื่อนเวลาด้วย เพราะฉะนั้น สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ว่ากันแล้วก็คือสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดนั่นเองเพียงแต่มีเงื่อน สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา คำว่า “ เงื่อนเวลา ” คือ กำหนดเวลาอันใดอันหนึ่งในอนาคตซึ่งยังมา ไม่ถึง เช่น จนกว่าจะถึงกำหนดวันที่ 7 มิถุนายน หรือ อีก 10 วันข้างหน้า โดยจะคล้ายกับสัญญาซื้อขาย มีเงื่อนไข คือ ผูกโยงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้กับเวลาในอนาคต
pg. 4 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ตัวอย่าง ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน ซึ่งจะชำระราคากันวันที่ 10 เดือนหน้า เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและมีเงื่อนเวลา เพราะฉะนั้น สัญญาซื้อขายสามประเภทที่พูดไปข้างต้น คือ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญา ซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ล้วนแต่เป็นสัญญาที่คู่กรณีได้ตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว ปัญหามีอยู่ แต่เพียงว่าจะประวิงการโอนกรรมสิทธิ์กันหรือไม่ ถ้าไม่ประวิงเวลาการโอนกรรมสิทธิ์ก็เป็นสัญญาซื้อขาย เสร็จเด็ดขาด ถ้าเป็นเรื่องผูกโยงกับเหตุการณ์ในอนาคต ก็เป็นเงื่อนไข ถ้าผูกโยงกับเวลาในอนาคต ก็เป็น เงื่อนเวลา สัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาซื้อขายที่คู่กรณีได้ตกลงกันไว้แล้ว แต่ยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนความ ยังมีเรื่องที่ต้องไปทำอีกและเรื่องที่ต้องไปทำอีกนั้น ไม่ใช่เรื่องชำระหนี้แต่เป็นเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งได้ ผูกโยงไว้กับแบบ ตัวอย่าง 1. ก. ตกลงซื้อที่ดินจาก ข. โดยตกลงกันว่าจะไม่โอนกรรมสิทธิ์จนกว่าถึงวันที่ 10 เดือนหน้า พอถึงวันที่ 10 เดือนหน้า ข. บอกว่าได้โอนให้แล้วแต่ ข. ยังไม่ได้จดทะเบียนนะ สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขาย มีเงื่อนเวลาที่เป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ 2. แต่ถ้า ก. ทำสัญญาซื้อที่ดินจาก ข. ในราคา 3 แสนบาท จ่ายไปแล้ว 1 แสนบาท อีก 2 แสน จ่ายวันที่ 10 เดือนหน้า และวันที่ 10 เดือนหน้าเป็นวันที่นัดโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกันด้วย ก่อนถึงวันที่ 10 เดือนหน้าเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย เพราะตกลงกันว่าจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในวันหน้า 3. ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ตกลงกันว่าจะชำระค่ารถยนต์ในวันจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในทะเบียนรถ กรณีนี้ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะคู่กรณีได้ตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว 4. ก. ซื้อสร้อยคอจาก ข. ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนมาเป็นของ ก. จนกว่า ก. จะชำระราคา ค่าสร้อยเสร็จสิ้น ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ต่อไปมาดูเรื่องแบบ คือ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม ป.พ.พ. 5. ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ตกลงกันว่า ข. จะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้ ก. เมื่อมีการจดทะเบียนเปลี่ยน ชื่อเจ้าของรถ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เพราะผูกการโอนกรรมสิทธิ์ไว้กับการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ สรุป สัญญาจะซื้อจะขาย คือ สัญญาซื้อขาย เพียงแต่คู่กรณีตกลงกันว่าในวันนี้ไม่สามรถจดทะเบียน โอนกรรมสิทธิ์กันได้และจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันในวันหน้า โดยคู่กรณีตั้งใจที่จะจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ เป็นสัญญาซื้อขายที่ยังไม่มีการโอนกรรมสิทธิ์ 6. ก. ทำสัญญากับ ข. เพื่อซื้อสร้อยคอจาก ข. โดยทำเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย ตกลงกันว่า กรรมสิทธิ์ในสร้อยคอจะยังไม่โอนจนกว่า ก. จะชำระราคาครบถ้วน กรณีนี้ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข มีข้อสังเกตนะครับว่า สัญญาจะซื้อจะขายนั้น ไม่สามรถมีในสังหาริมทรัพย์ได้ เพราะการซื้อขาย สังหาริมทรัพย์ไม่มีเรื่องที่ต้องไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ไม่มีแบบ ยกเว้นเป็นสังหาริมทรัพย์พิเศษ สัญญาจะซื้อจะขายมีได้เฉพาะการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น
pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ปัญหาที่เกิดบ่อยจะเกิดในการซื้อขายรถยนต์ เพราะรถยนต์ต้องมีการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อตาม พ.ร.บ.รถยนต์ฯ เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นเจ้าของรถ แต่ไม่ใช่การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ.มาตรา 456 ตัวอย่างเช่น นายดำซื้อรถยนต์จากนายขาวและตกลงกันว่าจะไม่จดทะเบียน โดยนายดำจ่ายเงิน ครบถ้วนแล้วและนายขาวมอบสมุดทะเบียนรถให้นายดำ เช่นนี้ถือว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดสมบูรณ์ เพราะรถยนต์ไม่ต้องมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ต่อไปมาดูเรื่องคำมั่นในการซื้อขาย คำมั่นในการซื้อขายนั้น เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ผูกมัด ชัดเจนแน่นอน มีการระบุวัน เวลา สถานที่ชัดเจน จะเป็นคำมั่นจะซื้อหรือคำมั่นจะขายก็ได้ คำมั่นจะมีความ ใกล้เคียงกับคำเสนอ การที่เราต้องทราบว่าเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใดนั้นนั้น ก็เพราะจะนำไปสู่เรื่องแบบรวมถึง หลักฐานการโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งจะมีความแตกต่างกัน นิติกรรมทั้งหลายโดยหลักไม่มีแบบ แบบคือฟอร์มหรือกรอบที่กำหนดให้คู่กรณีทำตาม ถ้าเมื่อใด กฎหมายต้องการให้นิติกรรมใดมีแบบ กฎหมายจะกำหนดไว้ชัดเจน เช่น ซื้อขายรถยนต์เป็นสัญญาซื้อขายที่ ไม่มีแบบ เมื่อไม่มีแบบ คู่กรณีจึงตกลงกันด้วยวาจาได้ ทรัพย์ชนิดที่ต้องทำตามแบบ ถ้าไม่ทำตามแบบการซื้อขายตกเป็นโมฆะ ได้แก่ 1.อสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย อสังหาแปลว่าเคลื่อนที่ไม่ได้เวลาทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำตามแบบ เช่น บ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม 2.สังหาริมทรัพย์พิเศษ ได้แก่ เรือยนต์ เรือกลไฟ เรือกำปั่น เรือมีระวางตามที่กฎหมายกำหนด แพ สัตว์พาหนะ ข้อสังเกต 1.การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบรื้อถอนไป เช่น ซื้อเรือนไทยเพื่อจะรื้อเอาไป เช่นนี้เรียกว่าการ ซื้อสังหาริมทรัพย์ไม่ต้องทำตามแบบ 2.การซื้อขายแพที่ต้องจดทะเบียน เพราะเป็นสังหาริมทรัพย์พิเศษนั้น หมายถึง การซื้อเรือนแพ เท่านั้น คือเรือนแพที่คนอยู่อาศัย ส่วนแพขนานยนต์ แพข้ามฟาก แพบรรทุกรถยนต์นั้น ไม่ใช่แพที่เป็น สังหาริมทรัพย์พิเศษ การซื้อขายจึงไม่ต้องจดทะเบียน 3.สัตว์พาหนะ ตาม พ.ร.บ.สัตว์พาหนะ ฯ คือสัตว์ที่ใช้ขี่ได้เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ล่อ ลา การซื้อ ขายต้องมีการจดทะเบียน มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ 4.ซื้อรถยนต์ เครื่องบิน ไม่ต้องทำตามแบบตาม ป.พ.พ. เพราะไม่ใช่สังหาริมทรัพย์พิเศษ แบบของสัญญาซื้อขายแต่ละประเภท 1.สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษ ต้องจดทะเบียนโอน กรรมสิทธิ์ ถ้าไม่จดทะเบียน กรรมสิทธิ์ไม่โอนและนิติกรรมการซื้อขายตกเป็นโมฆะ 2.สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขในทรัพย์สินทั่วไป เช่น รถยนต์ ปืน สุนัข ไม่ต้องจดทะเบียน จึงไม่ต้องทำ ตามแบบ แต่ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษบางชนิด ต้องทำตาม
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง แบบ ถ้าไม่ทำตามแบบนิติกรรมซื้อขายตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ไม่โอน การคืนทรัพย์ต้องคืนตามหลัก ลาภมิควรได้ 3.สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลาในทรัพย์สินทั่วไป ไม่ต้องจดทะเบียน จึงไม่ต้องทำตามแบบ แต่ถ้าเป็น สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลาในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษบางชนิด ก็ต้องทำตามแบบ ถ้าไม่ทำ ตามแบบ นิติกรรมซื้อขายตกเป็นโมฆะ กรรมสิทธิ์ไม่โอน การคืนทรัพย์ต้องคืนตามหลักลาภมิควรได้ เพราะฉะนั้น ประเภทของสัญญาจึงผูกกับแบบ แบบผูกกับการโอนกรรมสิทธิ์และผูกกับหนี้สิน เช่น การคืนเงิน การชำระราคา เคยมีคนถามว่าการซื้ออูฐต้องจดทะเบียนหรือไม่ เพราะใช้ขับขี่ได้ที่อียิปต์แต่อูฐไม่ได้เป็น สัตว์พาหนะตามกฎหมายไทย ดังนั้น จึงไม่ใช่สังหาริมทรัพย์พิเศษที่ต้องจดทะเบียน 4.สัญญาจะซื้อขายไม่มีแบบ แต่ต้องมีหลักฐานในการฟ้องร้องคดี แบบ คือ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่ทำตกเป็นโมฆะ หลักฐาน คือ หลักฐานว่าได้มีการทำสัญญากันขึ้นเพื่อประโยชน์ในการฟ้องร้องคดี ตามสัญญา ซื้อขาย ซึ่งมี 3 ชนิด มีอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็เป็นหลักฐานฟ้องร้องคดีได้คือ 1.หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด คือ ใครลงลายมือชื่อ ผู้นั้นต้องรับผิด เช่น ก. ทำสัญญา ซื้อรถยนต์จาก ข. มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ก. เช่นนี้ ข. ฟ้อง ก. ได้ แต่ ก. จะฟ้อง ข. ไม่ได้ เพราะ ข. ไม่ได้ลงลายมือชื่อ 2.วางมัดจำ คือ การวางเงินหรือทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันว่ามีการทำสัญญากันจริง ฝ่ายใด เป็นฝ่ายวางมัดจำก็สามารถผลัดกันฟ้องได้เสมอ 3.การชำระหนี้บางส่วน คือ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งต่างฝ่ายต้องมีหนี้ที่ต้องชำระ ต่อกัน ฝ่ายใดได้ชำระหนี้ในส่วนของตนแล้ว ก็เป็นหลักฐานให้ผลัดกันฟ้องได้เสมอ เช่น ก. ซื้อตู้เย็นจาก ข. โดยชำระค่าตู้เย็นแล้ว แต่ ข. ยังไม่ส่งมอบตู้เย็น ก. ฟ้อง ข. ให้ส่งมอบตู้เย็นได้ ข้อสังเกต หลักฐานจะมีได้ในสัญญาบางชนิดเท่านั้น เช่น สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญา ซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินชนิดใดก็ตาม หากมีราคาเกินตามที่ กฎหมายกำหนด ต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ แต่ถ้าเป็นสัญญาจะซื้อ จะขาย ซึ่งมีได้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษเท่านั้น จะต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 ข้อข้างต้น จึงจะฟ้องร้องกันได้ คราวหน้ามาต่อกันเรื่องหลักฐานของสัญญาซื้อขาย สวัสดีครับ ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย a08 ตรวจทานความถูกต้องโดยแอดมิน
pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา กฎหมายซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ (ภาคปกติ) บรรยายโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม บรรยายวันที่ 8 มิถุนายน 2566 (ครั้งที่ 3) (สัปดาห์ที่ 3) สวัสดีครับนักศึกษา ครั้งสุดท้ายเราได้พูดกันถึงเรื่องประเภทของสัญญาซื้อขาย และอาจารย์ย้ำว่า นักศึกษาจะต้องแม่นในประเภทของสัญญาซื้อขายแต่ละประเภท คือ เห็นโจทย์ เห็นคำถามเขาจะถามอะไรก็ ตาม ถ้าเป็นเรื่องซื้อขายให้นึกในใจเอาไว้ก่อนว่าขณะนี้เรากำลังดูสัญญาซื้อขายประเภทอะไร บางทีคิดเอาไว้ใน ใจก็พอ แต่บางทีก็อาจจะต้องเขียนลงไปในสมุดคำตอบหากเขาถามหรือถ้าประเด็นมันพาดพิงไปถึง แต่ในใจ จะต้องคิดเอาไว้ให้ได้ก่อนว่า โจทย์หรือข้อสอบหรือว่าข้อเท็จจริงที่คู่ความมาปรึกษาเรามันเป็นสัญญาซื้อขาย ประเภทอะไร ระหว่างสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา หรือว่า สัญญาจะซื้อขาย หรือในที่สุดมันไม่เป็นประเภทใดเลย แต่มันอยู่ในลักษณะคำมั่น นี่คือสิ่งที่เราต้องตอบในใจ ให้ได้ เพราะว่ามันเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกเพื่อที่จะนำไปสู่การวินิจฉัยเรื่องที่ 2 คือ เรื่องของแบบ และ นำไปสู่ประเด็นที่ 3 ก็คือ เรื่องของหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี และนำไปสู่ประเด็นต่อไป คือ เรื่องการโอน กรรมสิทธิ์ว่าโอนแล้วหรือไม่ โอนเมื่อไหร่ ทุกอย่างมันเริ่มต้นจากประเภทของสัญญาซื้อขายทั้งนั้น และคราวนี้ จะต้องมารับผิดกันต่อไปในเรื่องสิทธิหน้าที่ เรื่องรอนสิทธิ์ เรื่องชำรุดบกพร่อง เรื่องการส่งมอบ เรื่องการชำระ ราคา มันจะไหลมาเป็นลำดับ แต่ถ้าเราไปตั้งต้นผิดตั้งแต่แรก เช่น สมมุติว่าเรื่องนี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาด แต่เราไปตอบว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรือไปตอบว่าเป็นสัญญาจะซื้อขาย เราก็จะตอบผิดไป ตลอดจนกระทั่งจบข้อนั้น จบคำถามนั้น มันจะไม่มีอะไรถูกอีกแล้ว ฉะนั้น เริ่มต้นเสียให้ถูก สัญญาซื้อขายมี 4 ประเภท 1. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 2. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข 3. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา 4. สัญญาจะซื้อขาย สัญญาทั้ง 4 ประเภทนี้จะไปโยงในเรื่องแบบดังต่อไปนี้ คำว่า “แบบ” ก็หมายความถึงแบบฟอร์ม หรือว่ารูปแบบที่จะทำให้สัญญานั้นสมบูรณ์ แบบที่จะเอามาพูดกันในที่นี้มีอยู่แบบเดียว คือ การทำเป็นหนังสือ และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ความจริงในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์สัญญาต่างๆ มันมีแบบ อยู่หลายอย่าง สัญญาบางอย่างการส่งมอบก็เป็นแบบชนิดหนึ่ง สัญญาบางอย่างการทำเป็นหนังสือโดยไม่ต้อง จดทะเบียนก็เป็นแบบอีกชนิดหนึ่ง สัญญาบางอย่างการทำเป็นหนังสือและเอาหนังสือนั้นไปจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ถึงจะกลายเป็นแบบ นั่นก็เป็นอีกชนิดหนึ่ง ในกรณีของสัญญาซื้อขายเมื่อเราพูดถึงเรื่องแบบ ไม่ต้องไปคิดถึงแบบชนิดอื่นมันมีแบบอยู่อย่างเดียว ถ้าหากต้องทำตามแบบ คือ ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน
pg. 2 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำเป็นหนังสือ คือ เขียนขึ้น หรือพิมพ์ขึ้นมาเป็นแบบฟอร์มและต้องเซ็นชื่อทั้งสองฝ่าย จะไปซื้อแบบฟอร์มสำเร็จรูปที่ขายตามตลาดมาเขียนก็ได้ หรือจะประหยัดเงินเขียนเองก็ได้ ในบางกรณีแบบ อาจจะต้องติดอากรแสตมป์ก็ติดกันเสียให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ติดก็ไปติดทีหลังตอนจะฟ้องคดีก็ได้ และก็ต้อง เอาหนังสือนั้นไปจดทะเบียนกับพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ในที่นี้คือใครตอบว่าไม่ทราบ แล้วแต่ว่า จะจดทะเบียนอะไรกัน บางครั้งก็จดทะเบียนกับสำนักงานที่ดิน บางทีก็จดกับสำนักงานเขต บางทีก็จดกับ เจ้าหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง คราวนี้มาดูว่าสัญญาซื้อขายประเภทใดที่ต้องทำตามแบบ โดยทั่วไปแล้วสัญญาซื้อขายไม่ต้องทำตาม แบบ พูดด้วยวาจาก็ได้ เพราะการมีแบบเป็นข้อยกเว้น สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดทั่วไปไม่ต้องทำตามแบบ เพราะว่าพูดด้วย วาจาก็ใช้ได้ โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในทรัพย์สิน 2 ชนิด ต่อไปนี้ที่ต้องทำตามแบบ ชนิดแรก ก็คือ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์คืออะไรนักศึกษาคงจะทราบแล้ว เช่น ที่ดิน เรือกสวน ไร่นา คอนโดมิเนียม อาคารชุด รวมทั้งทรัพย์ที่ติดอยู่กับที่ดินนั้น ซึ่งเป็นการซื้อรวมไปโดยไม่ได้รื้อ หรือแยกออกไปต่างหาก อย่างนี้เราเรียกว่าอสังหาริมทรัพย์ต้องทำตามแบบ ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด อสังหาริมทรัพย์ต้องไปจดทะเบียน มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ โมฆะนั้นแปลว่าเสียเปล่า แล้วก็ไม่อาจจะกลับฟื้นคืนดี ขึ้นได้อีก เว้นแต่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันใหม่ ชนิดที่สอง สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ สังหาริมทรัพย์มีมากมายทั่วจักรวาล แต่สังหาริมทรัพย์ชนิด พิเศษที่ต้องจดทะเบียนซื้อขายเสด็จเด็ดขาดกันนั้น มีเฉพาะเรือที่มีระหว่างตั้งแต่ 5 ตัน ขึ้นไป และแพ และอีก ชนิดหนึ่งก็คือสัตว์พาหนะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราซื้อเรือแจว เรือพายลำเล็กๆ ก็ไม่ต้องไปจดทะเบียน คือ ไม่ต้อง ทำตามแบบ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษอีกชนิดหนึ่งที่ต้องทำตามแบบ ก็คือ แพ ซึ่งแพในที่นี้หมายถึงเฉพาะเรือน แพเท่านั้น ไม่ได้หมายความรวมไปถึงแพขนานยนต์ แพข้ามฟาก สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษชนิดสุดท้ายที่หาก ทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดจะต้องไปจดทะเบียนตามแบบมิฉะนั้นเป็นโมฆะ ก็คือ สัตว์พาหนะ สัตว์พาหนะ นั้นมีนิยามอยู่ในพระราชบัญญัติสัตว์พาหนะ ได้แก่ ช้าง ม้า วัว ควาย ล่อ ลา รวม 6 ชนิดด้วยกัน แต่ก็ต้อง เข้าใจว่าการซื้อสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษที่ต้องจดทะเบียนจะต้องเป็นการซื้อเพื่อนำไปใช้อย่างสัตว์พาหนะ คือ ซื้อช้าง ม้า วัว ควาย เพื่อที่จะเอาไปเป็นสัตว์พาหนะบรรทุกของ บรรทุกคน ถ้าซื้อโดยไม่ได้เจตนาจะนำไปใช้ เป็นสัตว์พาหนะแล้วก็ไม่ถือว่าเป็นการซื้อสัตว์พาหนะ ตัวอย่างเช่น ซื้อวัวและให้คนขายฆ่าวัวและชำแหละเนื้อ เพื่อจะเอาไปทำเป็นแกงใช้เลี้ยงคน อย่างนี้ถือว่าเป็นการซื้อสังหาริมทรัพย์ธรรมดาไม่ใช่สังหาริมทรัพย์พิเศษ เพราะว่าไม่ได้ซื้ออย่างสัตว์พาหนะ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ต้องทำตามแบบยกเว้นสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดทรัพย์สิน 2 ชนิด อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขมันก็คือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะฉะนั้น หลักก็คือไม่ต้องทำตามแบบ ยกเว้นเป็นการทำสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขทรัพย์สิน 2 ชนิด คือ อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ พวกนี้ก็ต้องทำตามแบบ คือ ต้องจดทะเบียน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
pg. 3 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา อันนี้ก็เหมือนกัน เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้น หลักคือไม่ต้องทำตามแบบ ยกเว้นเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลาในทรัพย์สิน 2 ชนิด คือ อสังหาริมทรัพย์หรือ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษจึงต้องทำตามแบบ มิฉะนั้นตกเป็นโมฆะ สัญญาจะซื้อขาย สัญญาจะซื้อขายนั้น เราได้พูดกันมาแล้วว่าสัญญาจะซื้อขายจะมีขึ้นได้ คือ จะทำ กันได้ก็เฉพาะเป็นการทำสัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์พิเศษเท่านั้น ถ้าเป็นสัญญาที่ซื้อ ขายสังหาริมทรัพย์ชนิดทั่วไป เช่น รถยนต์ เครื่องบิน แหวนเพชร สร้อยคอ หรือซื้อบ้านเพื่อที่จะรื้อเอาไป เหล่านี้ถือว่าเป็นการทำสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ธรรมดาไม่สามารถที่จะทำสัญญาจะซื้อขายได้ ทีนี้ถามว่าต้องทำตามแบบหรือไม่ สัญญาจะซื้อขายคือสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ในวันนี้แล้วจะไป ดำเนินการจดทะเบียนในวันหน้า อันนี้คือนิยามของมัน เพราะฉะนั้น ที่ทำกันในวันนี้เรียกว่าสัญญาจะซื้อขาย มันจึงไม่ต้องทำตามแบบ ถ้ามีการไปทำตามแบบมันก็เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด ทำสัญญากันในวันนี้ซื้อ ที่ดินในวันนี้ แล้วเดือนหน้าถึงจะไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ อันที่ทำในวันนี้เราเรียกว่าสัญญาจะซื้อขาย ซึ่งไม่ ต้องทำตามแบบ แต่กฎหมายต้องการให้มีหลักฐาน เราจะได้พูดกันเรื่องหลักฐาน แต่ไม่ต้องทำตามแบบ แล้ว เมื่อไหร่ที่จะต้องทำตามแบบ ในเมื่อมันเป็นการทำสัญญาจะซื้อขายที่ดิน ก็เมื่อถึงกำหนดเดือนหน้าก็ไปจด ทะเบียนกัน เมื่อจดทะเบียนตอนนั้นมันก็ไม่ใช่สัญญาจะซื้อขายแล้ว แต่เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่จด ทะเบียนสมบูรณ์ แยกให้ออกนะครับแบ่งเป็น 2 ตอน ด้วยกัน คล้ายๆ กับการหมั้นเพื่อที่จะไปแต่ง ตอนหมั้น นั่นแหละเรียกว่าจะซื้อขาย ตอนแต่งเรียกว่าเสร็จเด็ดขาด ตอนหมั้นไม่มีแบบแต่ว่าเขาต้องการหลักฐาน ต่อไปก็มาพูดถึงเรื่องหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดีซึ่งเป็นคนละเรื่องกับแบบ หลักฐานการฟ้องร้อง บังคับคดี ก็คือ หลักฐานที่แสดงว่าคู่กรณีได้ตกลงกันทำสัญญากันแล้ว เผื่อมีอะไรก็จะได้ใช้เป็นหลักฐาน ฟ้องร้องกันได้ กฎหมายกำหนดให้การทำสัญญาบางชนิดต้องมีหลักฐานมิฉะนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ถ้าไม่มี หลักฐานก็ไม่โมฆะ เหตุใดจึงไม่โมฆะ ก็เพราะว่ามันไม่ใช่แบบ เมื่อมันไม่โมฆะแต่เวลาที่เราจะฟ้องกันเมื่อไหร่ ขอให้มีหลักฐานอยู่ในมือก็แล้วกัน เพราะถ้าไม่มีหลักฐานก็ฟ้องไม่ได้ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่จะต้องมี หลักฐาน ก็คือ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดสังหาริมทรัพย์ทั่วไปที่มีราคาตั้งแต่ 20,000 บาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นไป ต้องมีหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดีมิฉะนั้นฟ้องไม่ได้ หลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดีมีให้เลือก 3 อย่าง เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งก็พอ หลักฐานชนิดที่ 1 ก็คือ หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด ใครเป็นคนลงลายมือชื่อไว้คน นั้นรับผิดชอบ คือถูกฟ้องได้ แต่จะไปฟ้องอีกคนหนึ่งไม่ได้เพราะอีกคนเขาไม่ได้ลงลายมือชื่อไว้ เช่น นาย ก. ทำ สัญญาซื้อรถยนต์จากนาย ข. ราคา 200,000 บาท นาย ก. เป็นผู้ซื้อ นาย ข. เป็นผู้ขาย หลักฐานที่เขา ต้องการก็คือชนิดที่ 1 คือ หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด สมมุติว่านาย ก. ไปซื้อรถยนต์จากนาย ข. 1 คัน ในราคา 200,000 บาท และก็มีหลักฐาน คือ นาย ก. เซ็นชื่อในกระดาษเอาไว้ให้ว่าข้าพเจ้าได้ทำ สัญญาซื้อรถ 1 คัน ราคา 200,000 บาท และเซ็นชื่อนาย ก. นาย ข. นั่งรออยู่หลายวันแล้วนาย ก. ไม่เอา เงินมาชำระสักที นาย ข. ก็อยากจะรีบให้เอาเงินมาชำระแล้วจะเอารถส่งมอบให้ไป นาย ข. ก็ไปทวงถาม นาย
pg. 4 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ก. ก็ปฏิเสธไม่รับรู้ ถามว่านาย ข. จะฟ้องให้นาย ก. รับผิดชอบชำระราคารถและรับมอบรถนั้นไปได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือได้ นาย ข. ฟ้องนาย ก. ได้ เพราะมีหลักฐานลงลายมือชื่อนาย ก. แต่กลับกันถ้านาย ก. ไปซื้อรถและเซ็นชื่อไว้ให้นาย ข. พอถึงเวลานาย ก. ก็เอาเงินมาเพื่อที่จะชำระ ค่ารถ 200,000 บาท แต่นาย ข. ได้ขายรถคันนั้นให้กับคนอื่นไปก่อนแล้วในราคา 250,000 บาท ก็เลยไม่มี รถคันนั้นจะมาส่งมอบให้นาย ก. ถามว่านาย ก. ฟ้องนาย ข. ให้รับผิดได้หรือไม่ คำตอบ ก็คือ ฟ้องไม่ได้ วิธี วินิจฉัย 1. สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 2. สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายสังหาริมทรัพย์ชนิดทั่วไปไม่ ต้องทำตามแบบแต่ต้องมีหลักฐาน หลักฐานนั้นก็คือหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด เรื่องนี้นาย ก. เป็นผู้ลงลายมือชื่อไว้ แต่นาย ก. กำลังจะฟ้องนาย ข. ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนาย ข. เพราะฉะนั้น นาย ก. ฟ้องนาย ข. ให้รับผิดไม่ได้ หลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีอาจารย์ได้บอกแล้วว่ามีทั้งหมด 3 อย่าง หลักฐานชนิดที่ 1. คือ หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด หลักฐานชนิดที่ 2 คือ การวางมัดจำ การวางมัดจำนั้นปกติเป็นสิ่งที่ลูกหนี้วางให้แก่เจ้าหนี้ และ คล้ายๆ กับการชำระหนี้บางส่วนนั่นแหละ มัดจำเป็นเงินที่ฝ่ายหนึ่งได้วางไว้เป็นหลักฐานเพื่อแสดงว่ามีการทำ สัญญากันจริง การวางมัดจำนั้นใครจะเป็นคนวางมัดจำก็สามารถผลัดกันฟ้องซึ่งกันและกันได้เสมอ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติอย่างที่ผ่านมา นาย ก. ไปซื้อรถยนต์จากนาย ข. คันหนึ่งในราคา 200,000 บาท นาย ก. วางมัดจำไว้ 10,000 บาท เมื่อถึงเวลานาย ก. ก็มารับมอบจะเอารถและเอาเงินที่เหลือมาเพื่อชำระ แต่ นาย ข. ขายรถคันนี้ให้คนอื่นไปแล้วจึงไม่มีรถที่จะส่งมอบให้นาย ก. ถามว่านาย ก. ฟ้องนาย ข. ได้หรือไม่ เรื่อง นี้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อใครทั้งนั้น คำตอบ ก็คือนาย ก. ฟ้องนาย ข.ได้ เพราะมีการวางมัดจำ ส่วนใครเป็นคนวางนั้นไม่สำคัญ หลักฐานชนิดที่ 3 ก็คือ การชำระหนี้บางส่วน การชำระหนี้บางส่วนมันเกินเลยไปยิ่งกว่าวางมัดจำ เพราะเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างสามารถทำได้ มันอยู่ที่ว่าหนี้นั้นมันคืออะไร เช่น นาย ก. ซื้อรถ นาย ก. ก็เป็นผู้ซื้อ นาย ข. เป็นผู้ขาย ถ้านาย ก. ชำระหนี้ก็คือ นาย ก. จ่ายเงินค่ารถ ซึ่งอาจจะจ่ายเพียงไม่กี่บาทก็ได้ หรือนาย ข. ซึ่งเป็นผู้ขายอาจจะเป็นฝ่ายชำระหนี้ก็ได้คือ ส่งมอบรถให้ไป เพราะฉะนั้น สมมุติว่านาย ก. ไปซื้อรถคันหนึ่ง ราคา 200,000 บาท ตกลงกันว่าจะจ่ายเงินเดือนหน้า แต่นาย ข. ไว้ใจนาย ก. นาย ข. ก็ให้รถนาย ก. เอาไป ใช้เลยตั้งแต่วันนี้โดยที่นาย ก. ยังไม่ได้จ่ายเงินเลยสักบาทจะชำระเงินในวันหน้า พอถึงวันหน้านาย ข. ก็มาทวง ว่าเอารถไปแล้ว แล้วจะให้ค่ารถเมื่อไหร่ นาย ก. ปฏิเสธ ถามว่านาย ข. ฟ้องนาย ก. ได้หรือไม่ คำตอบ 1. สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 2. สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งเป็นสังหาริมทรัพย์ทั่วไป 3. สัญญานี้ไม่ต้องทำตามแบบ แต่ถ้าหากจะฟ้องกันต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง หลักฐานชนิดที่ 1 คือหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด ไม่มีใครทำก็ไม่เป็นไร ข้ามไป หลักฐานชนิดที่ 2 อาจจะวางมัด จำก็ได้ เรื่องนี้ไม่มีการวางมัดจำ นาย ก. ไม่ได้วางมัดจำเลยสักบาท ข้ามไป หลักฐานชนิดที่ 3 ชำระหนี้ บางส่วน เรื่องนี้เป็นสัญญาซื้อขายซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทนต่างฝ่ายต่างมีหนี้ต้องชำระแก่กัน นาย ข. ซึ่งเป็น
pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ผู้ขายมีหนี้ต้องชำระคือส่งมอบรถและได้ส่งมอบรถให้ไปแล้ว เพราะฉะนั้น เท่ากับว่านาย ข. ได้ชำระหนี้ บางส่วนแล้ว ดังนั้น นาย ข. จึงมีหลักฐานสามารถฟ้องให้นาย ก. รับผิดชำระเงินค่ารถ 200,000 บาท ได้ เรากำลังพูดว่ากฎหมายเขาบอกว่า สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่จะต้องมีหลักฐานการฟ้องร้องบังคับ คดีอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง ใช้เฉพาะสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดสังหาริมทรัพย์ทั่วไปซึ่งมีราคา 20,000 บาท หรือมากกว่านั้นขึ้นไป เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติว่านาย ก. ซื้อนาฬิกาจากนาย ข. เรือนหนึ่งราคา 15,000 บาท เป็นการพูดกันด้วยวาจาปากเปล่า และบอกว่าเดี๋ยววันที่ 1 เดือนหน้าจะนำเงินมาจ่ายค่านาฬิกาและรับ เอานาฬิกาไป ถ้าหากว่าเมื่อถึงวันที่ 1 นาย ก. ไม่มาชำระเงินและไม่มารับมอบนาฬิกา นาย ข. ฟ้องนาย ก. ให้ รับผิดได้หรือไม่ อันดับแรกสัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายชนิดใดตอบว่า เสร็จเด็ดขาด อันดับที่ 2 เมื่อเป็นสัญญา ซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในทรัพย์สินชนิดใด ตอบว่า สังหาริมทรัพย์ทั่วไปซึ่งมีราคา ไม่ถึง 20,000 บาท คำตอบต่อไปที่ต้องวินิจฉัย ดังนั้น สัญญานี้จึงเป็นสัญญาที่ไม่ต้องทำตามแบบและไม่ต้อง มีหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี พูดกันด้วยวาจาก็ได้ เพราะว่ามันไม่ถึง 20,000 บาท ดังนั้น เมื่อนาย ก. ไม่ ชำระราคาค่านาฬิกานาย ข. ก็ฟ้องให้นาย ก. รับผิดได้ แม้จะตกลงกันด้วยวาจาก็ตาม เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้มันก็ไม่ยากสำหรับที่จะพูดถึงเรื่องสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขกับสัญญาซื้อขายมี เงื่อนเวลา สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและสัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเงื่อนไขก็ดี เงื่อนเวลาก็ดีมัน เป็นเงื่อนที่เอาไว้ผูกกับประเด็นเดียว ก็คือ การโอนกรรมสิทธิ์ ไม่ได้ไปผูกกับการชำระราคา หรือไม่ได้ผูกกับการ ชำระหนี้ หรือการส่งมอบอะไรทั้งนั้น สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและสัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลามันก็จะตกอยู่ใน หลักเดียวกับสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ ต้องเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้นที่ ต้องจดทะเบียนตามแบบ และถ้าเป็นการซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาในสังหาริมทรัพย์ทั่วไปก็ต้องมีหลักฐาน อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาในสังหาริมทรัพย์ธรรมดาทั่วไปไม่ ต้องมีหลักฐานพูดกันด้วยวาจาปากเปล่าใช้ได้ คราวนี้ก็มาถึงสัญญาจะซื้อขาย สัญญาจะซื้อขาย ก็คือ สัญญาที่คู่กรณีตกลงทำสัญญาผูกพันกันใน วันนี้แล้วก็จะไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนให้ถูกต้องตามแบบอีกครั้งหนึ่งในวันหน้า อันนี้คือนิยามนะครับ ดังนั้น สัญญาจะซื้อขายจึงมีได้เฉพาะในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้น สังหาริมทรัพย์ ธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทำสัญญาจะซื้อขายกันได้ เมื่อเป็นเช่นนี้พอเจอคำว่าอสังหาริมทรัพย์กับสังหาริมทรัพย์ พิเศษ เราก็ต้องตอบได้แล้วว่าสัญญาจะซื้อขายนั้นถึงแม้จะไม่ต้องทำตามแบบ เพราะหากว่าทำตามแบบมันก็ ไม่ใช่ “จะ” แล้วล่ะ มันเป็นเสร็จเด็ดขาด ถึงแม้จะไม่ต้องทำตามแบบแต่สัญญาจะซื้อขายจะต้องมีหลักฐาน อย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่าง หลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งใน 3 อย่างที่ว่า ก็คือ 1. หลักฐานเป็นหนังสือลง ลายมือชื่อผู้รับผิด พูดภาษาชาวบ้านเล่นๆ ใครเซ็นชื่อคนนั้นซวย ถ้าอีกคนหนึ่งไม่ได้เซ็นไม่ซวย คนไม่เซ็นนั้น ฟ้องคนเซ็นได้ แต่คนเซ็นไปฟ้องคนที่ไม่ได้เซ็นนั้นไม่ได้ หรือ 2.อาจจะมีการวางมัดจำหากมีการวางมัดจำต่าง คนต่างฟ้องกันได้ หรือ 3. ชำระหนี้บางส่วน ต่างฝ่ายฟ้องร้องกันได้ทั้งนั้นไม่ว่าฝ่ายไหนชำระหนี้ก็ตาม
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง คำมั่น คือ นิติกรรมฝ่ายเดียวที่แสดงอาการผูกมัดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ให้คำมั่น คำมั่นนั้นอาจจะเป็น คำมั่นว่าจะซื้อหรืออาจจะเป็นคำมั่นว่าจะขาย เช่น อาจารย์มีนาฬิกาเรือนหนึ่งใครจะเอาบ้างราคา 20,000 บาท ปกติเขาขายกัน 25,000 บาท ถ้าจะเอาบอกมาเดี๋ยวนี้อาจารย์ยินดีขาย อันนี้เรียกว่าคำมั่นว่าจะขาย ขณะเดียวกันคุณก็อาจจะเป็นคนให้คำมั่นว่าจะซื้อก็ได้ อาจารย์ครับนาฬิกาสวยเหลือเกินอาจารย์ซื้อมาเท่าไหร่ 20,000 บาท ถ้าอาจารย์ขายผมผมเอา 25,000 บาท อย่างนี้เรียกว่าคำมั่นว่าจะซื้อ คำมั่นว่าจะซื้อหรือว่า คำมั่นว่าจะขายไม่ต้องทำตามแบบ เพราะว่ามันยังไม่ได้เป็นสัญญา เมื่อใดมีการตอบสนองคำมั่นเมื่อนั้นเกิดเป็น สัญญา เมื่อเป็นสัญญาก็ต้องไปทำตามแบบ ถ้าหากว่าต้องทำตามแบบ ถ้าเป็นการทำสัญญาซื้อขายเสร็จ เด็ดขาดอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ การทำสัญญาซื้อขายใดก็ตามที่ต้องไปจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่จะมีค่าฤชาธรรมเนียมเข้ามาเกี่ยวข้อง ค่าฤชาธรรมเนียมคือเงินที่เสียค่าจดทะเบียน ซึ่ง แล้วแต่คู่กรณีตกลงว่าใครจะเป็นคนออกค่าธรรมเนียม เช่น ซื้อขายที่ดินจะต้องเสียค่าธรรมเนียม ใครจะเป็น คนออกก็แล้วแต่จะตกลง ถ้าไม่ตกลงกันก็ออกกันคนละครึ่ง ต่อไปเราจะมาพูดถึงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์ คือ สิทธิซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน กรรมสิทธิ์นั้นถือว่าเป็นทรัพยสิทธิ ชนิดหนึ่ง ทรัพยสิทธิ แปลว่า สิทธิเหนือทรัพย์ ในทางแพ่งมีอยู่ 2 ชนิด คือ บุคคลสิทธิกับทรัพยสิทธิ“บุคคลสิทธิ” คือ สิทธิที่มีอยู่เหนือบุคคลเอาไว้บังคับแก่บุคคลคู่กรณีไปบังคับคนอื่นไม่ได้ สิทธิอีกชนิดหนึ่งเขาเรียกว่า “ทรัพยสิทธิ” แปลว่า สิทธิเหนือทรัพย์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบุคคลเป็นสิทธิที่มีอยู่เหนือทรัพย์ที่จะบังคับเอาแก่ตัว ทรัพย์ ไม่ว่าทรัพย์จะตกอยู่ในความครอบครองของใคร เราก็บังคับได้ทั้งนั้น ทรัพยสิทธิมีหลายชนิด กรรมสิทธิ์ ก็ใช่ สิทธิครอบครองก็ใช่ สิทธิเก็บกินก็ใช่ สิทธิเหนือพื้นดินก็ใช่ แต่ในบรรดาสิทธิทั้งหลายทรัพยสิทธิที่ใหญ่ ที่สุดคือกรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องใหญ่ในสัญญาซื้อขาย เพราะเราได้พูดกันมาแล้วว่าสัญญาซื้อขายคือ สัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าผู้ซื้อและผู้ซื้อใช้ ราคาเพื่อการนั้น เพราะฉะนั้น กรรมสิทธิ์เป็นหัวใจของสัญญาซื้อขาย สัญญาอื่นกรรมสิทธิ์อาจจะไม่ใช่เรื่อง สำคัญ เช่น สัญญาเช่าตรงนี้เป็นเรื่องสิทธิครอบครอง เมื่อกรรมสิทธิ์เป็นสาระสำคัญของสัญญาซื้อขาย เพราะว่าผู้ขายจะต้องเป็นผู้มุ่งที่จะโอนกรรมสิทธิ์จึงจะเป็นสัญญาซื้อขายได้ แม้ทางปฏิบัติจะโอนกันไม่ได้หรือ คิดจะโอนแต่โอนกันไม่ได้เพราะไม่สามารถโอนกันได้ ในเรื่องกรรมสิทธิ์นั้นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องรู้ก็คือว่า กรรมสิทธิ์โอนกันแล้วหรือไม่ หรือกรรมสิทธิ์โอนเมื่อไหร่ ที่ผ่านมาบอกแล้วว่ากรรมสิทธิ์นั้นคือสิทธิที่แสดง ความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ใครที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะมีสิทธิ 5 ประการดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1336 ซึ่งนักศึกษาคงเรียนกันมาแล้วในวิชาทรัพย์ ที่ดิน กรรมสิทธิ์นั้นถ้าใครมีคนนั้นจะมีสิทธิย่อยๆ ตามมา 5 ประการ 1. สิทธิในการใช้สอย 2. สิทธิในการจำหน่ายจ่ายโอน 3. สิทธิในการได้ดอกผล
pg. 7 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง 4. สิทธิในการขัดขวางไม่ให้ผู้อื่นสอดเข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้น และ 5. สิทธิในการติดตามเอาทรัพย์นั้นคืนจากผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดทรัพย์นั้นไว้ สิทธิ 5 ประการนี้ เป็นผลของการมีกรรมสิทธิ์ และกรรมสิทธิ์ก็เป็นหัวใจของการทำสัญญาซื้อขาย คือ จะต้องมุ่งที่จะโอนกรรมสิทธิ์แม้โอนกันไม่ได้ก็เป็นสัญญาซื้อขายอยู่ดี แต่ถ้าหากว่าโอนได้ก็ยิ่งดีใหญ่เพราะ สมประโยชน์ของการทำสัญญา ปัญหาก็คือแล้วกรรมสิทธิ์จะโอนกันเมื่อไหร่ ถ้าหากเราดูในมาตรา 458 มาตรา 458 บัญญัติว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายนั้นย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขาย กัน อันนี้คือคำตอบว่ากรรมสิทธิ์โอนเมื่อไหร่ กรรมสิทธิ์โอนเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกัน และเมื่อไหร่ที่เรียกว่าได้ ทำสัญญาซื้อขายกัน คำตอบ ก็คือ เมื่อคำเสนอมาพบกับคำสนองและเป็นการตกลงในเรื่องเดียวกัน มิใช่ฝ่าย หนึ่งตกลงซื้อในราคา 200,000 บาท อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าไม่ได้ต้อง 300,000 บาท อย่างนี้ถือว่ายังไม่ได้ สนอง เมื่อยังไม่ได้สนองก็ถือว่าสัญญาซื้อขายยังไม่ได้เกิด เมื่อสัญญาซื้อขายยังไม่เกิดกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอน กรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อใด ข้อที่ 1. กรรมสิทธิ์โอนเมื่อมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน เมื่อตกลงทำ สัญญาซื้อขายกันกรรมสิทธิ์โอนทันที แต่มีข้อยกเว้น ข้อยกเว้นประการที่หนึ่ง ก็คือ ถ้าเป็นสัญญาที่ต้องทำตามแบบ สัญญาชนิดไหนที่ต้องทำตามแบบ คำตอบ ก็คือ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ถ้าเป็นสัญญาที่ต้อง ทำตามแบบแม้ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน คือ เสนอสนองตรงกันกรรมสิทธิ์ก็ยังจะไม่โอนจนกว่าจะไปทำตาม แบบให้ครบถ้วนเสียก่อน ข้อยกเว้นประการที่ 2 แม้จะได้มีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว กรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอนถ้าได้มีการ ทำเงื่อนไขกันไว้ เพราะว่าเงื่อนไขจะผูกกับการโอนกรรมสิทธิ์ ข้อยกเว้นประการที่ 3 แม้จะมีการตกลงทำสัญญาซื้อขายกันกรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอนถ้าเป็นการทำ สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา เช่น ก. ซื้อวัวจาก ข. ตัวหนึ่ง ราคา 10,000 บาท ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะโอน ต่อเมื่อชำระราคาครบถ้วนแล้ว คำถามมีว่า ก. ซื้อวัวมาจาก ข. ตัวหนึ่ง ราคา 10,000 บาท ข. ตกลงขาย แต่ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์ จะโอนต่อเมื่อชำระราคาครบถ้วนแล้ว ถามว่าสัญญานี้กรรมสิทธิ์โอนเมื่อใด โอนทันทีที่ตกลงซื้อขายกันตาม มาตรา 458 หรือไม่ คำตอบ คือ ไม่ใช่ สัญญานี้ไม่สามารถจะโอนกันได้ทันทีเพราะว่าเป็นสัญญาที่เข้า ข้อยกเว้นข้อที่ 1 คือ ต้องทำตามแบบ เหตุใดจึงต้องทำตามแบบเพราะเป็นสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ คือ เป็น สัตว์พาหนะคือต้องไปจดทะเบียน แต่คู่กรณีไม่ได้พูดถึงเรื่องจดทะเบียน คู่กรณีพูดว่ากรรมสิทธิ์จะโอนต่อเมื่อ ชำระราคาเสร็จ สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขถูกต้องหรือไม่ครับ เพราะมันผูกเรื่องโอนกรรมสิทธิ์กับการ ชำระราคา การชำระราคาเป็นเงื่อนไขผูกกับการโอนกรรมสิทธิ์ สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขแต่เป็น สัญญาซื้อขายที่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการจดทะเบียนเอาไว้เลย จึงเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขที่เป็นโมฆะ ทำไมจึง เป็นโมฆะก็เพราะมันไม่ได้จดทะเบียน
pg. 8 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ต่อไปเป็นมาตรา 460 มาตรา 460 มีด้วยกัน 2 วรรค ความจริงแล้วไม่ควรจะเขียน 2 วรรคนี้ไว้ใน มาตราเดียวกันเลย ควรจะเป็นมาตรา 460 มาตราหนึ่ง และมาตรา 461 อีกมาตราหนึ่ง เพราะว่า 2 วรรคนี้ พูดกันคนละเรื่อง เมื่อมาใส่ไว้ในมาตราเดียวก็อาจจะทำให้เราเข้าใจคลาดเคลื่อน มาตรา 460 ในการซื้อขายทรัพย์สินซึ่งมิได้กำหนดลงไว้แน่นอนนั้น ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไป จนกว่าจะได้หมาย หรือนับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก หรือทำโดยวิธีอื่นเพื่อให้บ่งตัวทรัพย์สินนั้นออกเป็น แน่นอนแล้ว ในการซื้อขายทรัพย์สินเฉพาะสิ่ง ถ้าผู้ขายยังจะต้องนับ ชั่ง ตวง วัด หรือทำการอย่างอื่น หรือทำสิ่ง หนึ่งสิ่งใดอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินเพื่อให้รู้กำหนดราคาทรัพย์สินนั้นแน่นอน ท่านว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ จนกว่าการ หรือสิ่งนั้นได้ทำแล้ว มาตรา 460 มี 2 วรรค พูดถึงเรื่องเดียวกันวรรคหนึ่งพูดถึงเรื่องนับ ช่าง ตวง วัด คัดเลือก วรรคสอง ก็พูดนับ ชั่ง ตวง วัด คัดเลือก แต่มันเป็นการนับ ชั่ง ตวง วัด คัดเลือก เพื่อคนละอย่างกันมันจึงไม่ควรนำมาใส่ ไว้ในมาตราเดียวกัน มาตรา 460 วรรคหนึ่ง นั้น เป็นเรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์ในกรณีที่ไปซื้อทรัพย์โดยที่ไม่รู้ว่าเป็น ทรัพย์อันไหน ชิ้นไหน ภาษากฎหมายเขาเรียกว่ายังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง เมื่อไม่รู้ว่าเป็นอันไหน ชิ้นไหน กระบอกไหน เล่มไหน ต้นไหน ตัวไหน อันไหน ไม่ทราบจนกว่าจะมีการหมาย นับ ชั่ง ตวงวัด คัดเลือก หรือทำ อย่างใดอย่างหนึ่งจนรู้ว่าอันไหน กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนรู้ว่าเป็นอันไหน เช่น แม่ค้าวางขายทุเรียนกองใหญ่ เราบอกว่าขอซื้อทุเรียนลูกหนึ่ง แม่ค้าบอกว่าตกลงยินดีขาย ถามว่ากรรมสิทธิ์โอนหรือยัง ตามหลักแล้วถ้าใช้ มาตรา 458 กรรมสิทธิ์โอนทันทีที่ได้ซื้อขายกัน แต่มันไม่ใช่ เพราะว่าทุเรียนในกองใหญ่ จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น ทุเรียนลูกไหน เพราะฉะนั้น กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าจะมีการรู้ว่าเป็นทุเรียนผลไหน ลูกไหน เช่น เราชี้ว่า ทุเรียนลูกนี้อย่างนี้รู้แล้ว หรือว่าแม่ค้าหยิบทุเรียนออกมา 1 ลูก บอกว่าลูกนี้ราคา 280 บาท คนซื้อก็บอกว่า ตกลงลูกนี้ เพราะฉะนั้น การซื้อทรัพย์ใดที่ยังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง การที่มีทุเรียนกองใหญ่ไม่รู้ว่าซื้อทุเรียนลูก ไหนนั้น ถือว่ายังไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าจะทำให้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเสียก่อน หรือ แม่ค้านั่งขายสับปะรดอยู่กองหนึ่ง เราถามว่าสับปะรดลูกเท่าไหร่ แม่ค้าบอกว่าลูกไหนก็ได้เลือกเอาลูกละ 100 บาท เราก็บอกว่าตกลงเอา 1 ลูก ถามว่ากรรมสิทธิ์โอนหรือไม่ กรณีที่จะมีปัญหาคือ ถ้าเราบอกว่าเอาสับปะรด ลูกหนึ่ง เมื่อสิ้นเสียงคำสั่งเราปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เทศกิจมาไล่จับแม่ค้าที่วางของขายบนทางเท้า แม่ค้าตกใจวิ่ง หนี เมื่อเจ้าหน้าที่เทศกิจพ้นไปทุกคนกลับมาที่เดิม ปรากฏว่าสับปะรดหายไปประมาณ 10 ลูก แม่ค้าก็บอกว่า สับปะรดลูกที่หายไปเป็นของคุณพร้อมกับเรียกร้องให้ชำระค่าสินค้า ปัญหากรรมสิทธิ์โอนหรือไม่ มันเป็น ปัญหาแบบนี้ คนซื้อก็บอกว่ายังไม่ทราบเลยว่าลูกไหน แม่ค้าก็บอกว่าลูกไหนก็ราคา 100 บาท เคยนำมาออก สอบเนติบัณฑิตแล้วนะครับ ก็มีปัญหาว่ากรรมสิทธิ์โอนหรือไม่ เวลาถามเขาไม่ถามว่ากรรมสิทธิ์โอนหรือไม่ เขา จะถามว่าแม่ค้าจะเรียกให้ชำระราคาได้หรือไม่
pg. 9 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง คำตอบ ก็คือว่าการซื้อสับปะรดลูกหนึ่งจากกองสับปะรดหลายลูก แม้จะรู้ราคาแล้วเพราะลูกไหนก็ 100 บาท แต่ย่อมไม่มีทางรู้ว่าเป็นการซื้อสับปะรดลูกไหน จึงต้องนับ ชั่ง ตวง วัด คัดเลือก หมาย นับ เสียก่อน กรรมสิทธิ์จะโอนต่อเมื่อได้มีการบ่งระบุตัวทรัพย์ ถือว่ากรรมสิทธิ์ยังไม่โอน เมื่อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอน ตามมาตรา 460 วรรคหนึ่ง กรรมสิทธิ์ก็ยังเป็นของแม่ค้าอยู่ หลักในวิชานิติกรรมและหนี้ที่เรียนมาแล้วก็มีว่า ผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ผู้นั้นย่อมรับผิดในภัยพิบัติบาปเคราะห์ ฉะนั้น แม่ค้าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แม่ค้าก็ ต้องรับผิดในภัยพิบัตินั้น คือไปเรียกราคาสับปะรดจากลูกค้าไม่ได้ ส่วนมาตรา 460 วรรคสอง นั้น เป็นเรื่องนับ ชั่ง ตวง วัด เหมือนกัน แต่ว่ากรรมสิทธิ์จะยังไม่โอน จนกว่าจะชั่ง ตวง วัด คัดเลือก หมาย นับ เพื่อรู้ราคา ในวรรคหนึ่งไม่ใช่เพื่อรู้ราคา แต่วรรคหนึ่ง ราคารู้แล้วแต่ ยังไม่รู้ว่าอันไหน วรรคสอง นั้น ชั่ง ตวง วัด หรือบ่งระบุเพื่อรู้ราคา ถ้ายังไม่รู้ราคาตราบใดที่ยังไม่รู้ราคา เพราะยังไม่รู้ว่าจะนับราคาอย่างไร คิดราคาอย่างไร กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอน เช่น แม่ค้าขายสับปะรดกองใหญ่ ผู้ซื้อเดินผ่านไปถามว่าสับปะรดลูกละเท่าไหร่ แม่ค้าบอกว่าลูกละ 100 บาท คนซื้อก็บอกว่าเอาหมดทั้งกอง พอพูดจบยังไม่ทันจะขาดคำเจ้าหน้าที่เทศกิจมาไล่จับแม่ค้า แม่ค้าตกใจวิ่งหนีพอตำรวจเทศกิจพ้นไปทุกคนก็ กลับมา แม่ค้ากลับมาที่เดิมปรากฏว่าสับปะรดหายไป 10 ลูก แม่ค้าบอกว่าสับปะรดที่หายไปเป็นของลูกค้า แม่ค้าจะฟ้องเรียกให้ผู้ซื้อรับผิดได้หรือไม่ จะเรียกให้รับผิดได้ก็ต่อเมื่อกรรมสิทธิ์โอนแล้ว แล้ว ถามว่ากรรมสิทธิ์ โอนแล้วหรือยัง คำตอบ ก็คือเรื่องนี้เป็นมาตรา 460 วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ไม่ใช่วรรคหนึ่ง เพราะรู้แล้วว่า สับปะรดทั้งกองแสดงว่าเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว แต่สิ่งที่ไม่รู้คือราคา เพราะว่า 1 กองนั้นยังไม่ทราบว่ามี จำนวนเท่าไหร่ เมื่อยังไม่มีการนับก็ยังไม่รู้ราคาจนกว่าจะได้นับ ชั่ง ตวง วัด เมื่อยังไม่ได้นับก็เลยไม่รู้ราคา เมื่อ ไม่รู้ราคาก็เป็นวรรคสอง กรรมสิทธิ์ก็ยังไม่โอน เมื่อกรรมสิทธิ์ยังไม่โอนกรรมสิทธิ์ก็เป็นของแม่ค้า เมื่อกรรมสิทธิ์ เป็นของแม่ค้าผู้ใดเป็นเจ้าของทรัพย์ผู้นั้นย่อมรับผิดในภัยพิบัติบาปเคราะห์ แม่ค้ารับผิดชอบไปคนซื้อไม่ต้องจ่าย เพราะฉะนั้น มาตรา 460 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จึงต่างกันตรงนี้ วรรคหนึ่งเป็นการนับให้รู้ว่าอัน ไหน ชิ้นไหน ตัวไหน วรรคสองเป็นการนับเพื่อให้รู้ว่าเท่าไหร่ แต่อย่าลืมมีฎีกาว่า ถ้าถามว่าสับปะรดลูกละ เท่าไหร่ แม่ค้าบอกว่าลูกละ 100 บาท แต่คนซื้อบอกว่าเอาหมดทั้งกอง แม่ค้าบอกว่าหากเอาหมดทั้งกองคิด 1,500 บาท ศาลฎีกาตัดสินว่ากรณีนี้เป็นการซื้อขายเหมา ถ้าซื้อลูกเดียว 100 บาท ถ้าซื้อหมดทั้งกองเอาไป เลย 1,500 บาท วัดดวงเอาว่ามีกี่ลูก การซื้อขายเหมาเป็นการบ่งระบุตัวทรัพย์และรู้ราคาชัดเจนโดยไม่ต้อง นับอีก กรรมสิทธิ์จึงโอนทันทีที่ซื้อขายตามมาตรา 458 ฎีกาที่ 5649/2557 (น่าสนใจ) ข้อความแห่งสัญญาซื้อขายเป็นข้อตกลงกำหนดล่วงหน้าว่า โจทก์ และจำเลยตกลงซื้อขายยางธรรมชาติ จำนวนโดยประมาณ มิใช่เป็นการตกลงซื้อขายยางโดยมีจำนวนและราคา ที่แน่นอนแล้ว และจำเลยต้องส่งมอบยางให้แก่โจทก์เมื่อใด อันจะก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ที่ทั้งสองฝ่ายพึงต้อง ปฏิบัติต่างตอบแทนกัน จำเลยยังจะต้องรอให้โจทก์มีคำสั่งซื้อและโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยเสียก่อน จำเลยจึง จะส่งยางให้แก่โจทก์ แสดงว่าข้อตกลงจะมีผลเป็นสัญญาซื้อขายก็ต่อเมื่อโจทก์บอกกล่าวความจำนงว่าจะทำ การซื้อขายให้สำเร็จไปยังจำเลยแล้ว จึงมีลักษณะเป็นเพียงคำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์ก่อนที่จะมีการซื้อหรือ
pg. 10 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ขายว่า จำเลยจะขายยางให้แก่โจทก์ ซึ่งมีผลผูกพันจำเลยฝ่ายเดียวตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคหนึ่ง มิใช่ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดหรือสัญญาจะขายหรือจะซื้อ คำมั่นที่จำเลยให้ไว้แก่โจทก์มิได้มีกำหนดเวลา เมื่อจำเลยมิได้บอกกล่าวไปยังโจทก์ให้ตอบมาเป็นที่ แน่นอนภายในกำหนดเวลาพอสมควรว่าจะทำการซื้อขายให้สำเร็จตลอดไปหรือไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 454 วรรคสองเสียก่อน จึงเป็นการบอกเลิกคำมั่นโดยมิชอบ ฎีกาที่ 404/2504 การซื้อขายที่ดินมีโฉนดแม้ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ซื้อจะชำระราคาเรียบร้อยแล้วและได้ ยึดถือโฉนดครอบครองถือเอาประโยชน์จากที่ดินนั้นตลอดมาก็ตาม ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ การ ซื้อขายย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ฉะนั้น โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยซึ่งเป็นผู้ขาย ย่อมมีสิทธิยึดที่ดินนั้นชำระหนี้ได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่12/2504) ฎีกาที่ 5927/2552 โจทก์ทั้งสี่ใช้ลำรางพิพาทในการชักน้ำเข้านาที่ดินโฉนดเลขที่ 3191 แล้วขุด เป็นบ่ออยู่ในที่ดินแปลงดังกล่าว จากนั้นโจทก์ทั้งสี่ใช้ระหัดวิดน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำชักน้ำเข้าไปยังที่ดินแปลง อื่นของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ด้วยความสงบ และเปิดเผย ด้วยเจตนาให้ได้มาซึ่งภาระจำยอมเกินกว่า 10 ปี แล้ว แม้จะได้ความว่ามีลำรางพิพาทถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 3191 ของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เท่านั้น ส่วนที่ดินแปลง อื่น ๆ ดังกล่าวของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีการชักน้ำเข้าไปโดยการใช้ระหัดวิดน้ำหรือเครื่องสูบน้ำจากที่ดิน โฉนดเลขที่ 3191 แต่ก็อยู่ในลักษณะที่ลำรางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสามต้องรับกรรม หรือรับภาระเพื่อ ประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 และที่ดินของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่อยู่ถัดไปด้วยเช่นกัน เพราะ สามยทรัพย์และภารยทรัพย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกัน ถ้าการที่ต้องภาระจำยอมนั้นมีลักษณะเป็นภาระแก่ อสังหาริมทรัพย์อื่น จะเป็นแปลงหนึ่งหรือหลายแปลงก็ดี จะมีอสังหาริมทรัพย์อื่นคั่นอยู่ก็ดี ก็ตกเป็นภาระจำ ยอมได้ ที่ดินของจำเลยทั้งสามจึงตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งสี่ทั้งหกแปลงในการใช้ลำรางพิพาท โดยอายุความ ฎีกาที่ 755/2527 (น่าสนใจ) จำเลยเช่าที่ดินของโจทก์ทำไร่ แล้วจำเลยขุดเอาดินจากที่ดินนั้นไป ขายโดยทุจริต จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ผิดฐานยักยอก เพราะการเช่าที่ดินนั้น ผู้ให้เช่าให้เช่าทรัพย์สิน ในสภาพที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อที่ดินถูกขุดขึ้นมาแล้วย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นสังหาริมทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่า เป็นทรัพย์สินที่เช่า ดินที่ถูกขุดขึ้นมาจึงคงอยู่ในความครอบครองของผู้ให้เช่า (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 3/2527) ขอย้ำอีกครั้งนะครับว่า เรื่องการโอนกรรมสิทธิ์นั้น ความสำคัญมันอยู่ตรงว่า มีความมุ่งหมายที่จะให้ ความเป็นเจ้าของเปลี่ยนมือ อย่าเอาเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ไปปนกับเรื่องการส่งมอบ การส่งมอบเป็นเรื่องการ ชำระหนี้เพราะฉะนั้น เวลาเจอข้อสอบก็นึกให้ดีว่าเขากำลังถามเรื่องการส่งมอบหรือกำลังถามเรื่องการโอน กรรมสิทธิ์ โอนกรรมสิทธิ์เมื่อไหร่อีกเรื่องหนึ่ง ส่งมอบเมื่อไหร่อีกเรื่องหนึ่ง เช่น ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. 1 คัน ราคา 200,000 บาท ตกลงว่าจะไปโอนชื่อในป้ายวงกลมในสมุดทะเบียนในวันที่ 10 เดือนหน้า และจะเอา เงินไปชำระในวันนั้นด้วย ถามว่ากรรมสิทธิ์โอนเมื่อไหร่ ใครเห็นว่าเป็นสัญญาซื้อขายที่กรรมสิทธิ์โอนกันทันทีที่ ตกลงซื้อขายกัน ตอบ ถูกต้องครับ สัญญาโอนกันทันทีไม่ต้องรอวันที่ 10 เดือนหน้า เพราะไม่มีประโยชน์ใดที่
pg. 11 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง แสดงถึงเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อไหร่ ก็แสดงว่าโอนตามมาตรา 458 แต่เงินยังไม่จ่าย นั่นเป็นเรื่องการชำระ หนี้ ยังไม่ได้ส่งมอบรถ นั่นเป็นเรื่องการชำระหนี้ ยังไม่ได้แก้ทะเบียนเปลี่ยนป้ายวงกลม อันนั้นเป็นเรื่องการโอน ตามกฎหมายรถยนต์ไม่ใช่โอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มีเฉพาะอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้น รถยนต์ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ กรรมสิทธิ์จึงโอนทันทีไม่เข้าข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น ตัวอย่างที่เคยออกข้อสอบ คำถาม ก. ไปที่เต็นท์รถยนต์เจอรถยนต์ Benz สีขาวชอบใจ ถามว่าราคาเท่าไร คนขายบอกว่า 3 ล้านบาท ก. ตกลง โดยจะนำเงินมาชำระในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับรับมอบรถ เย็นวันนั้นไฟไหม้จากที่อื่นมาและไหม้ ไปถึงรถยนต์ Benz สีขาว รุ่งขึ้น ก. ก็เอาเงินมาชำระและจะมารับมอบรถ ผู้ขายบอกว่าไม่มีรถจะส่งมอบให้ เนื่องจากไฟไหม้หมดแล้ว แต่ ก. ต้องส่งต้องชำระราคารถคันดังกล่าว ถามว่าผู้ขายจะเรียกให้ ก. ชำระราคาได้ หรือไม่ วิธีวินิจฉัย ก็คือ 1. สัญญานี้เป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด เสร็จเด็ดขาดหรือมีเงื่อนไขหรือไม่ คำตอบ คือไม่มี เมื่อไม่มีเงื่อนไขจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด 2. เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จขาดที่ต้องทำตามแบบ หรือไม่ คำตอบคือไม่ต้อง 3. เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่กรรมสิทธิ์โอนแล้วหรือไม่ โอนแล้ว แล้วโอน เมื่อไหร่ โอนเมื่อตกลงซื้อขายกันเสร็จ ตามมาตรา 458 เมื่อกรรมสิทธิ์โอนแล้วรถจึงเป็นของ ก. ผู้ขายเจ้าของ เต็นท์ก็ควรจะมีสิทธิฟ้อง ก. ได้ แต่ปัญหาว่าผู้ขายฟ้องได้หรือไม่ เรื่องนี้เป็นการซื้อสังหาริมทรัพย์ทั่วไปที่ราคา เกิน 20,000 บาท มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อ ก. หรือไม่ คำตอบคือไม่มี มีการวางมัดจำหรือไม่ ก็ไม่มี มีการชำระหนี้บางส่วนแล้วหรือไม่ ก็ไม่มี คำตอบ คือ แม้กรรมสิทธิ์จะเป็นของ ก. แล้วแต่ก็ไม่มีหลักฐานใดๆ ผู้ขายจึงฟ้อง ก. ให้รับผิดไม่ได้ ฎีกาที่ 1748/2522 ผู้ขายนำสินค้าไปส่งมอบแก่จำเลยผู้รับขนเพื่อส่งให้โจทก์ผู้ซื้อ โจทก์เป็นผู้รับ ตราส่งสินค้ารายพิพาท ไม่ใช่ผู้ส่งหรือผู้ตราส่ง จึงมิใช่คู่สัญญารับขน สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกร้องเอาค่าเสียหาย อันเกิดแต่สัญญารับขนจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 คือเมื่อของถึงตำบล ที่กำหนดให้ส่ง และโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตราส่งได้เรียกให้ส่งมอบแล้ว แต่สินค้ารายพิพาทนี้มิได้ไปถึงตำบลที่ กำหนดให้ส่ง โดยได้สูญหายไปเสียก่อนในระหว่างการขนส่ง โจทก์จึงไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งให้ ส่งมอบสินค้าได้ สิทธิทั้งหลายของผู้ส่งอันเกิดแต่สัญญารับขนนั้น จึงไม่อาจจะตกไปได้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับตรา ส่งตามมาตรา 627 โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดตามสัญญารับขนพิพาทได้ การส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 463 นั้น มิใช่เป็นข้อ วินิจฉัยว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายโอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ เพราะการส่งมอบเป็นเพียงหน้าที่ประการหนึ่ง ของผู้ขายเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ขายย่อมโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม มาตรา 458 และจะยกเอาบทบัญญัติเรื่องกรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อแล้วหรือไม่ในลักษณะซื้อขายมาเป็นข้อ
pg. 12 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง วินิจฉัยสิทธิของผู้ซื้ออันเกิดแต่สัญญารับขนไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิตามสัญญาซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ต่างลักษณะ กัน เมื่อเข้าลักษณะใดก็ต้องใช้กฎหมายลักษณะนั้นบังคับ เราขึ้นหัวข้อไว้สักนิดนึงไว้ว่ากันต่อในคราวหน้า ก็คือ หนี้ สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทนมีหนี้ ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผู้ซื้อมีหนี้ คือ ต้องชำระราคา ผู้ขายมีหนี้ คือ ต้องส่งมอบ และอาจจะต้องไปทำอะไรต่อ นอกเหนือจากการส่งมอบก็แล้วแต่จะตกลงกัน เช่น อาจารย์ไปซื้อบ้านหลังหนึ่งแต่อาจารย์บอกว่าคุณต้องทาสี ให้ใหม่จากสีเขียวเป็นสีขาว อันนี้ก็ถือว่าเป็นหนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น หนี้คือส่งมอบ แต่อาจจะมีอย่างอื่น ประกอบเข้าไปแล้วแต่จะตกลงกัน ส่วนผู้ซื้อมีหนี้อยู่ 2 อย่าง คือ 1. มีหน้าที่ต้องชำระราคากับ 2. มีหน้าที่ ต้องรับมอบ เรามาพูดเรื่องหนี้ของผู้ขายเสียเลย ผู้ขายนั้นมีหนี้ประการที่ 1 คือ ส่งมอบ ประการที่ 2 คือกระทำ การอย่างอื่นตามที่สัญญากำหนดให้ต้องทำ เช่น ตกลงว่าไปจดทะเบียน ก็ต้องไปจดทะเบียนให้ อาจารย์ขอพูด เรื่องการส่งมอบก่อนนะครับ การส่งมอบ ก็คือ การกระทำให้ทรัพย์นั้นตกไปอยู่ในความครอบครองของผู้ซื้อ การกระทำประการ ใดประการหนึ่งให้ทรัพย์ไปอยู่ในความครอบครองของผู้ซื้อ แต่บางกรณีอาจจะไม่ต้องตกไปอยู่ในความ ครอบครองของผู้ซื้อก็ได้ เช่น ตกไปอยู่ในความครอบครองของผู้ขนส่ง ก็ถือว่าเป็นการส่งมอบแล้ว เช่น คนขาย ลำไยอยู่เชียงใหม่ คนซื้ออยู่กรุงเทพฯ สั่งซื้อลำไย ก็ต้องเอาลำไยนั้นใส่เข่งขึ้นรถขนส่งส่งไปกรุงเทพฯ ก็ถือว่าส่ง มอบแล้ว การส่งมอบทำได้ด้วยประการใดก็ได้ให้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อหรือผู้แทนของผู้ซื้อ การส่งมอบ นั้นต้องส่งมอบให้ถูกเวลา ให้ถูกสถานที่ ให้ถูกปริมาณและให้ถูกคุณภาพ เช่น ซื้อทุเรียน 100 ลูก ก็ให้ถูก ปริมาณ 100 ลูก หรือให้ถูกคุณภาพ คำว่าให้ถูกคุณภาพในที่นี้หมายความว่าทรัพย์นั้นจะต้องไม่ชำรุดบกพร่อง ถ้าชำรุดบกพร่องหรือด้อยคุณภาพจะเป็นเหตุให้มีการฟ้องร้องกันได้ ซึ่งก็จะได้ว่ากันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก สำหรับวันนี้ขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้ สวัสดีครับ ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย a04 ตรวจทาน a08
pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา ซื้อขาย เช่าซื้อ เช่าทรัพย์ (ภาคปกติ) บรรยายโดย อ.ฉันทวัธน์ วรทัต (แทน) บรรยายวันที่ 16 มิถุนายน 2566 (ครั้งที่ 4 )(สัปดาห์ที่ 4 ) สวัสดีครับนักศึกษา อาจารย์มาบรรยายแทนอาจารย์วิษณุนะครับ ซึ่งโดยปกติผมจะเป็นคนถอดเทป จากการบรรยายของอาจารย์วิษณุ และในคำบรรยายจะรวบรวมคำพิพากษาฎีกาที่อาจารย์วิษณุเคยบรรยายมา ทั้งหมดลองไปอ่านดูนะครับ ตอนนี้เนติบัณฑิตค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องคำบรรยายเพราะขาดทุนมาหลายปีแล้ว เนื่องจากค่าเล่าเรียนก็ไม่แพงทำให้มีปัญหาเรื่องข้อจำกัดในคำบรรยายอาจจะลงได้ไม่ครบอาจจะสั้นลงกว่าปี ก่อนๆ แต่จะรวบรวมสิ่งที่เป็นสาระใส่ลงไปให้เป็นที่รับทราบทั่วกันนะครับ ข้อสอบโดยปกติผมกับอาจารย์สุทัศน์จะออกคำพิพากษาฎีกาที่ลงอยู่ในคำบรรยายเท่านั้น หรือบางที จะออกหลักซึ่งก็จะมีคำพิพากษาฎีกาบางเรื่องวางหลักเอาไว้ซึ่งอาจเป็นคำพิพากษาฎีกาที่ไม่ได้ลงพิมพ์ใน คำบรรยาย แต่ก็เป็นการออกตามหลักกฎหมาย ตามตัวบท อย่างสองปีก่อนหน้านี้ออกเรื่องเอารถไปเปลี่ยนล้อ 4 ล้อ กรณีที่ตกลงซื้อขายกันแล้วมาตรา 460 วรรคหนึ่งกำหนดวางหลักไว้ว่าถ้ารู้ราคาแต่ยังไม่รู้ตัวทรัพย์ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าจะชั่ง ตวง วัด คัดเลือก หมาย นับ หรือทำโดยวิธีอื่นใดเพื่อบ่งตัว ทรัพย์ เรื่องนี้เมื่อออกข้อสอบไปแม้ไม่เคยรู้ฎีกาก็สามารถตอบได้เพราะเป็นหลักเกณฑ์ของตัวบท มาตรา 458 มาตรา 460 วรรคหนึ่ง มาตรา 460 วรรคสอง มีความแตกต่างกันคือ มาตรา 458 เป็นกรณีที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายกันแล้ว และในขณะที่ตกลงทำสัญญาซื้อขายรู้ทั้งตัวทรัพย์และรู้ทั้งราคา ทรัพย์แน่นอน เช่น ก. ซื้อไก่ในแผงตลาดของ ข. เห็น ข. กำลังอุ้มไก่อยู่ ก. จึงถามว่าไก่ตัวนั้นราคาเท่าไหร่ ข. บอกว่า 100 บาท ก. ตอบตกลงซื้อ เมื่อตกลงซื้อจึงเกิดสัญญาซื้อขาย ในขณะที่เกิดสัญญาซื้อขายรู้แล้วว่าเป็น ทรัพย์เฉพาะสิ่งคือไก่ที่แม่ค้าอุ้มอยู่และรู้ราคาคือ 100 บาท กรณีนี้กรรมสิทธิ์จึงโอนไปยัง ก. ตามมาตรา 458 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ ก. จะไปซื้อไก่ในตลาดถามแม่ค้าซึ่งขายไก่ที่มีไก่อยู่เต็มแผงว่าขายเท่าไหร่ แม่ค้าตอบ ว่าทุกตัวราคา 100 บาท ก. ตอบว่าซื้อ 1 ตัว เกิดสัญญาซื้อขายไก่ 1 ตัว แต่กรณีนี้รู้ราคาของไก่แต่ไม่รู้ว่าซื้อ ไก่ตัวไหน กรณีนี้เข้าตามมาตรา 460 วรรคหนึ่ง คือ รู้ราคาแต่ไม่รู้ตัวทรัพย์กรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอนจนกว่าจะได้ ชั่ง ตวง วัด คัดเลือก หมาย นับเพื่อบ่งตัวทรัพย์ เพราะฉะนั้นในขณะที่ ก. ตกลงซื้อกรรมสิทธิ์ในไก่ยังไม่โอน มายัง ก. หากปรากฏว่ามีสุนัขมาคาบไก่ไปหนึ่งตัว แม่ค้าบอกว่าไก่ที่สุนัขคาบไปเป็นของ ก. ให้รีบวิ่งตามไป เช่นนี้ไม่ได้เพราะ ก. ยังไม่ได้บ่งตัวทรัพย์ว่าเป็นไก่ตัวไหนกรรมสิทธิ์จึงยังไม่โอนมายัง ก. กรรมสิทธิ์ในไก่จึงยัง อยู่ที่แม่ค้า ฉะนั้น ก. ก็ไม่ต้องชำระราคา อีกกรณีตามมาตรา 460 วรรคสอง เช่น ก. ไปซื้อไก่ในตลาด ถามแม่ค้าว่าไก่ขายยังไง แม่ค้าตอบกิโล ละ 60 บาท ก. จึงบอกว่าเอาไก่ตัวที่อ้วนที่สุดและได้ชี้ไปที่ไก่ตัวที่ต้องการจะซื้อ เช่นนี้เกิดสัญญาซื้อขายไก่แต่ ขณะเกิดสัญญาซื้อขายไก่รู้ว่าเป็นไก่ตัวไหนได้บ่งตัวทรัพย์แต่ยังไม่รู้ราคาเพราะต้องชั่งไก่ก่อน ดังนั้นกรรมสิทธิ์ ในไก่จึงยังเป็นของแม่ค้าอยู่ยังไม่โอนมายัง ก. หากมีสุนัขคาบไก่ตัวนั้นไปแม่ค้าเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็รับภัยนั้นไป แต่หากแม่ค้านำไก่ชั่งกิโลจึงรู้ราคาว่าเท่าไหร่ ณ วินาทีนั้นกรรมสิทธิ์ในไก่ได้โอนมายัง ก. ทันที หากมีสุนัขมา
pg. 2 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง คาบไก่เจ้าของกรรมสิทธิ์คือ ก. ต้องรับภัย ซึ่งการตอบข้อสอบต้องอ้างมาตรา 370 มาตรา 372 ด้วยจึงจะได้ คะแนนดี เพราะฉะนั้น สรุปได้ดังนี้คือ มาตรา 458 ใช้ต่อเมื่อเกิดสัญญาซื้อขายที่รู้ทั้งตัวทรัพย์และรู้ราคาทรัพย์ มาตรา 460 วรรคหนึ่ง ใช้ในกรณีที่ในขณะเกิดสัญญาซื้อขายรู้แต่ราคาทรัพย์แต่ยังไม่รู้ตัวทรัพย์ที่แน่นอน ส่วนมาตรา 460 วรรคสอง ใช้ในกรณีที่ขณะเกิดสัญญาซื้อขายรู้ตัวทรัพย์แน่นอนแต่ยังไม่รู้ราคาทรัพย์ มีเรื่องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่เป็นปัญหาอยู่มากคือ เรื่องซื้อขายรถยนต์โดยมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขาย รถยนต์โดยมีเงื่อนไขเข้ามาตรา 459 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขมีเงื่อนเวลา มาตรา 459 บัญญัติว่า “ถ้าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข หรือเงื่อนเวลาบังคับไว้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังไม่โอนไปจนกว่า การจะได้เป็นไปตามเงื่อนไขหรือถึงกำหนดเงื่อนเวลานั้น” คือ ถ้าไม่อยากให้การซื้อขายนั้นกรรมสิทธิ์โอนไปเร็ว ก็กำหนดเงื่อนไขประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้หรือกำหนดเงื่อนเวลาประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ เช่น ซื้อขาย รถยนต์กัน ถ้าไม่มีเงื่อนไขมาประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ กรรมสิทธิ์ก็จะโอนไปยังผู้ซื้อทันที การกำหนดเงื่อนไข เพื่อประวิงการโอนกรรมสิทธิ์เช่น กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วน หรือกำหนดเงื่อนเวลาเพื่อประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ เช่น กรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าจะถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2566 ซึ่งการปรับใช้มาตรา 459 ศาลฎีกาส่วนใหญ่ 99 % จะใช้กับสังหาริมทรัพย์ธรรมดาเท่านั้น ถ้าเป็น อสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษวิธีการประวิงการโอนกรรมสิทธิ์จะทำในรูปของสัญญาจะซื้อจะ ขาย ฉะนั้นจะไม่มีสัญญาจะซื้อจะขายในสังหาริมทรัพย์ธรรมดา และในขณะเดียวจะไม่มีสัญญาซื้อขายมี เงื่อนไขมีเงื่อนเวลาในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ แต่ก็มีบางเรื่องที่ศาลฎีกาบางคณะใช้ สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขกับอสังหาริมทรัพย์ แต่มีน้อยมากซึ่งในทางวิชาการก็มีได้แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างที กล่าวไปข้างต้น เรื่องซื้อขายรถยนต์จะออกข้อสอบบ่อย และเมื่อออกมาจะผิดกันเยอะเกินครึ่งทุกปี เรื่องซื้อขาย รถยนต์มีหลักดังนี้ 1.การซื้อขายรถยนต์กรรมสิทธิ์โอนทันทีเมื่อตกลงทำสัญญาซื้อขายกัน แม้รถยนต์มีทะเบียนแต่ ทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่แบบในการโอนกรรมสิทธิ์ แบบในการโอนกรรมสิทธิ์ของสัญญาซื้อขายมีแบบเดียวคือทำ เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่งซึ่งใช้กับการซื้อขาย อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษเท่านั้น คำพิพากษาที่วางหลักไว้คือ ฎีกาที่ 9603/2553 (ประชุมใหญ่) โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้จากจำเลยในราคา 310,000 บาท จำเลยรับชำระราคาแล้ว 200,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระให้ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขาย ดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ใน รถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 453 และ 458 แม้จะได้ความว่าโจทก์ร่วมยังค้างชำระค่ารถยนต์ตู้อยู่ก็ตาม หากโจทก์ร่วมเพิกเฉยไม่ยอมชำระหนี้ดังกล่าว ถือ ว่าโจทก์ร่วมผิดสัญญา จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิเรียกร้องฟ้องคดีทางแพ่งเพื่อขอให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ให้ครบถ้วน
pg. 3 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง จำเลยหามีสิทธิที่จะติดตามเอารถยนต์ตู้คันที่ขายไปนั้นคืนมาโดยพลการได้ไม่ การที่จำเลยบอกกับ ท. ซึ่งเป็น เพียงคนขับรถยนต์ตู้ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์ร่วมว่าจะมาเอารถยนต์ตู้ไป ท. มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้และ มิใช่ผู้ที่มีอำนาจให้ความยินยอมให้จำเลยกระทำการเช่นนั้น จึงเป็นการบอกกล่าวให้รับทราบเท่านั้น และ ท. มิได้มอบกุญแจรถยนต์ตู้เพื่อให้จำเลยนำรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถแต่ประการใด ดังนั้น การที่จำเลยขับรถยนต์ตู้ ไปจากที่จอดรถ จึงเป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่า สืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้างก็ตาม แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับชำระหนี้โดยมิชอบด้วย กฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์เพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงิน แก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระ หนี้นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า เป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับ ตนเอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ 2.หากไม่ต้องการให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์โอนทันที ต้องกำหนดเงื่อนไขเพื่อประวิงการโอนกรรมสิทธิ์ไว้ เช่น ตกลงซื้อรถยนต์ 200,000 บาท โดยกรรมสิทธิ์จะยังไม่โอนจนกว่าคนซื้อจะชำระราคาครบถ้วน ฎีกาที่ 3728/2535 (ออกเนติรุ่น 72) สัญญาซื้อขายรถยนต์ซึ่งระบุว่า กรรมสิทธิ์ของยานยนต์ที่ ซื้อขายจะยังไม่โอนเป็นของผู้ซื้อจนกว่าผู้ซื้อจะได้ชำระราคาซื้อขายด้วยเงินสดครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ใน สัญญาเสียก่อนนั้น เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขบังคับกันได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 459 เมื่อคู่สัญญาตกลงซื้อขายกำหนดราคากันไว้เป็นจำนวนแน่นอนและโจทก์ผู้ขายให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อชำระราคาใน วันทำสัญญาจำนวนหนึ่งแล้วให้ผ่อนชำระราคาส่วนที่เหลือเป็นงวด และมีข้อตกลงว่าหากผู้ซื้อผิดนัดชำระราคา งวดใด ยอมให้ผู้ขายเรียกให้ผู้ซื้อชำระราคาที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ทั้งหมดได้ทันทีดังนี้ จำเลยที่ 1 ต้องผูกพันตามสัญญาซื้อขาย เมื่อจำเลยที่ 1มิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดชำระราคาตามงวดที่ ได้ตกลงไว้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยตามข้อตกลง และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำ ประกันก็ต้องร่วมรับผิดด้วย แม้จะปรากฏต่อมาว่าก่อนถึงกำหนดชำระราคางวดที่ 14 รถยนต์ที่ซื้อขายถูก คนร้ายลักไปโดยไม่ปรากฏว่าเป็นความผิดของโจทก์หรือจำเลยที่ 1 ก็ตามแต่ตามสัญญาซื้อขายระบุไว้ชัดว่า หน้าที่ความรับผิดของผู้ซื้อย่อมไม่หมดสิ้นไปเนื่องจากการสูญหายของยานยนต์ จำเลยที่ 1 จึงยังคงต้องรับผิด ชำระราคารถยนต์แก่โจทก์จนครบถ้วน เพราะข้อสัญญาดังกล่าวเป็นการยกเว้นบทบัญญัติมาตรา 372 วรรค แรก แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่สัญญาย่อมตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ ไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 114 (เดิม) 3.การตกลงกันว่าทะเบียนรถยนต์จะยังไม่โอนจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วน ศาลฎีกาบอกว่าเป็น สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งจะต่างจากหลักที่บอกว่าทะเบียนรถยนต์ไม่ใช่แบบการโอน กรรมสิทธิ์ แต่ที่ศาลฎีกาตัดสินแบบนี้เป็นการตัดสินตามความนึกคิดของคนธรรมดาที่ซื้อขายรถยนต์กันซึ่งคนที่ ซื้อขายรถยนต์กันไม่ใช่นักกฎหมาย ฉะนั้นที่พูดกันว่าทะเบียนรถยนต์จะยังไม่โอนจนกว่าจะชำระราคาครบถ้วน คนธรรมดาหมายความว่ากรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะยังไม่โอน ระวังให้ดีนะครับออกข้อสอบมาผิดกันเยอะมากคำ พิพากษาฎีกาที่ 716-717/2493
pg. 4 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ฎีกาที่ 716-717/2493 (ออกข้อสอบเนติตอนปีพ.ศ. 2542) ทะเบียนรถยนต์ไม่เหมือนโฉนด ที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารอันเป็นที่ตั้งแห่งกรรมสิทธิ์ทะเบียนรถยนต์เป็นแต่พยานหลักฐานอย่างหนึ่ง ที่แสดงว่าผู้มี ชื่อเป็นเจ้าของรถ การซื้อขายรถยนต์ โดยฝ่ายผู้ซื้อรับมอบรถไปและต่างตกลงกันว่าฝ่ายผู้ซื้อจะต้องชำระราคา ให้หมดเสียก่อนผู้ขายจึงจะโอนทะเบียนให้นั้นเป็นเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ซึ่งกรรมสิทธิ์ในรถยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ ฎีกาที่ 5309/2551 โจทก์ซื้อรถพิพาทไปจากจำเลย ชำระราคาบางส่วนและรับมอบรถพิพาทไป ครอบครองใช้ประโยชน์แล้ว มีข้อตกลงให้โจทก์ต้องชำระราคาบางส่วนที่เหลือให้หมดภายในกำหนด 2 ปี จำเลยจึงจะโอนทะเบียนรถพิพาทให้เป็นชื่อโจทก์ ตราบใดที่โจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือให้จำเลยไม่ครบ ภายในกำหนด 2 ปี จำเลยก็จะไม่โอนทะเบียนรถให้เป็นชื่อโจทก์ เป็นการเอาเงื่อนไขการชำระหนี้เป็นการ หน่วงนิติกรรมการซื้อขายไว้มิให้เป็นผล จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้ส่วนที่เหลือให้จำเลยครบถ้วนแล้วกรรมสิทธิ์ ในรถพิพาท จึงยังไม่โอนไปยังโจทก์ทันทีที่ตกลงซื้อขายรถพิพาทกัน ข้อตกลงซื้อขายรถพิพาทไม่ใช่เป็นการซื้อ ขายเสร็จเด็ดขาด 4.มีการตกลงกันว่าทะเบียนรถยนต์จะยังไม่โอนจนกว่าผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วน และมีข้อตกลงเพิ่ม ว่าราคาที่เหลือผู้ซื้อจะชำระเมื่อไหร่ก็ได้ศาลฎีกาวินิจฉัยเท่ากับไม่มีเงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์อีกต่อไป กรรมสิทธิ์จึงโอนทันที ฎีกาที่ 884/2515 (ออกข้อสอบเนติและข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) ผู้ซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ขาย โดยชำระราคาเพียงครึ่งหนึ่งที่เหลือจะชำระเมื่อไรก็ได้ และผู้ขายจะโอนทะเบียนเป็นชื่อผู้ซื้อเมื่อชำระราคาให้ ครบแล้ว ดังนี้ กรรมสิทธิ์ในรถได้โอนเป็นของผู้ซื้อแล้ว เมื่อมีผู้ทำละเมิดให้รถจักรยานยนต์เสียหาย ผู้ซื้อมี อำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 5.ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาปีพ.ศ. 2502 ออกว่ามีการตกลงซื้อขายรถยนต์กันโดยผู้ซื้อตกลงว่าจะ ชำระราคาเมื่อผู้ขายโอนทะเบียนรถยนต์ให้ แต่มีการส่งมอบรถยนต์กันแล้ว ข้อสอบเฉลยว่าไม่ใช่สัญญาซื้อขาย มีเงื่อนไข กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ตกลงซื้อขายกัน ฎีกาที่ 1283/2513 การซื้อขายตามเอกสารหมาย ล.1 เป็นการซื้อเหมาจำนวนทรัพย์ที่จะซื้อขายมี จำนวนแน่นอน ไม่จำเป็นต้องมีการตรวจนับอย่างใดอีก ฉะนั้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันย่อมโอนไปยังผู้ ซื้อตั้งแต่ขณะทำสัญญาซื้อขายกัน ส่วนเรื่องการส่งมอบทรัพย์ที่ซื้อขายกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการโอน กรรมสิทธิ์การที่รถยนต์ที่ซื้อขายถูกยึดและเกิดความเสียหายขึ้นในระหว่างการยึด โดยผู้รับรักษาปล่อยให้ตาก แดดฝนและไม่ดูแลรักษาให้ดี และรถกลายสภาพเป็นเศษเหล็กไปนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของผู้รับรักษาทรัพย์ จะปรับว่าเป็นความผิดของผู้ขายไม่ได้ ตามสัญญาซื้อขาย ผู้ขายจะต้องจัดการโอนทะเบียนรถยนต์ให้จำเลยเสร็จสิ้นก่อน จึงจะมีสิทธิรับ เงินงวดที่ 2 แต่ปรากฏว่าเมื่อผู้ซื้อทราบว่าผู้ขายเป็นหนี้ ก. กลัว ก. จะยึดเอารถไป ผู้ซื้อจึงได้จัดการขายไป อย่างรถไม่มีทะเบียน ส่วนรถที่เหลือก็มีสภาพเป็นเศษเหล็ก ไม่สามารถทำการโอนทะเบียนกันอย่างรถยนต์ ธรรมดาได้ จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำการโอนทะเบียนต่อไป และไม่ใช่ความผิดของผู้ขาย ผู้ซื้อมีหน้าที่ต้อง
pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ชำระราคาที่ยังค้างอยู่ให้แก่ผู้ขายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 165 วรรค 2 ประกอบด้วย อนุมาตรา (1) เป็นเรื่องของอายุความที่จะใช้บังคับแก่บุคคลที่เป็นพ่อค้าเรียกเอาค่าขายสินค้าพ่อค้าตาม ความหมายของมาตรา 165 หมายถึง บุคคลที่ประกอบกิจการค้าโดยซื้อสินค้ามาและขายไปเป็นปกติธุระ โจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าโดยค้าไม่แปรรูปและน้ำตาล ทรัพย์ที่ทำการซื้อขายกันในคดีนี้ไม่ได้เป็นสินค้าที่โจทก์ ทำการค้าและไม่ใช่วัตถุประสงค์ในกิจการค้าของโจทก์ด้วย จะถือว่าโจทก์เป็นพ่อค้ารถยนต์และอุปกรณ์ไม่ได้ การที่โจทก์ขายรถยนต์ให้แก่จำเลย ต้องถือว่าโจทก์ได้ขายไปในฐานะอย่างเจ้าของทรัพย์ธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะ เป็นพ่อค้าขายสินค้านั้น ๆ จะนำเอาอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 165 วรรค 2 มาใช้บังคับไม่ได้ ต้องนำเอา อายุความทั่วไปตามมาตรา 164 ซึ่งมีกำหนด 10 ปีมาใช้บังคับ 6. ตกลงซื้อขายรถยนต์กันโดยมีเงื่อนไขว่าผู้ขายจะส่งมอบรถให้ผู้ซื้อในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่ เหลือครบ เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ฎีกาที่ 2496/2551 ขณะที่ผู้ร้องและจำเลยทำสัญญาซื้อขายรถยนต์ของกลางกันจำเลยยังไม่ได้ส่ง มอบรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้อง และผู้ร้องยังค้างชำระราคาเป็นเงิน 50,000 บาท โดยจำเลยจะส่งมอบ รถยนต์ของกลางให้แก่ผู้ร้องในวันที่ได้รับชำระราคาส่วนที่เหลือ จึงเป็นสัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ของกลางยังไม่โอนไป จนกว่าผู้ร้องจะได้ชำระราคาและโอนทะเบียนกัน ผู้ร้องจึงไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ของกลางที่แท้จริง ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถยนต์ของกลางตาม ป.อ. มาตรา 36 ข้อสังเกต จากการบรรยายของอาจารย์วิษณุที่บอกว่า สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามมาตรา 459 ต้อง เป็นเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น ไม่ใช่เงื่อนไขเกี่ยวกับการชำระราคา ไม่ใช่เงื่อนไขเกี่ยวกับการส่ง มอบ แต่ฎีกานี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ซึ่งผิดหลักที่ท่านอาจารย์วิษณุบรรยายไว้ อาจารย์บอกว่าเคยนำฎีกานี้เสนออกข้อสอบแต่โดนค้านเพราะฎีกาไม่ตรงตามหลัก แต่ฎีกาที่ 2496/2551 ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับเต็มบอกว่า ข้อตกลงที่ผู้ขายจะส่งมอบรถให้แก่ผู้ ซื้อในวันที่ชำระราคาครบเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขตามมาตรา 459 กรรมสิทธิ์ในรถยนต์จะไม่โอนไปจนกว่า ผู้ซื้อจะชำระราคาครบถ้วนและโอนทะเบียนกัน มีคำว่าโอนทะเบียนต่อท้ายด้วย ดังนั้นฎีกานี้จึงไม่ขัดกับหลัก นะครับ สรุป การซื้อขายรถยนต์ถ้าไม่มีเงื่อนไขเรื่องกรรมสิทธิ์ เรื่องทะเบียนรถ กรรมสิทธิ์ก็จะโอนทันทีที่ทำ สัญญาซื้อขายกันตามหลักข้อ 1 ดูฎีกาต่อไปนี้ ฎีกาที่ 1780/2543 (ข้อสอบเนติปีพ.ศ.2544) สัญญาซื้อขายรถยนต์มีข้อความว่า" ... หากผู้ซื้อ ไม่นำเงินมาชำระตามกำหนด ผู้ซื้อยินยอมให้ผู้ขายริบเงินมัดจำและคืนรถทันทีในสภาพเรียบร้อยทุกประการ..." เป็นเพียงการกำหนดวิธีการบังคับเมื่อเกิดกรณีผิดสัญญาขึ้นเท่านั้นหาใช่เงื่อนไขการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ ถือว่า สัญญาซื้อขายระหว่าง พ.กับ ป.เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาทย่อมตกเป็นของ ป. ตั้งแต่ขณะที่การซื้อขายสำเร็จแล้ว
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาท จำเลยซึ่งไม่ใช่เจ้าของไม่มีสิทธิที่จะยึดถือใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ พิพาทไว้ ต้องโอนทะเบียนและมอบใบคู่มือจดทะเบียนรถให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบใบ คู่มือจดทะเบียนรถพร้อมเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนแก่โจทก์ หรือขอให้จำเลยออกเอกสารเกี่ยวกับการขอ จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการชื่อจำเลยเป็นชื่อโจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าโจทก์จำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ไม่จำต้องคืนเอกสารแก่โจทก์ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ฎีกาที่ 802/2546 (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) ตกลงซื้อขายรถยนต์กัน ผู้ซื้อชำระราคาด้วยเช็ค หลังจากนั้นคนซื้อขายรถต่อไป ต่อมาเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ขายจึงมาขอรถคืนเพราะเช็คถูกปฏิเสธการ จ่ายเงิน กรณีนี้การซื้อขายรถกรรมสิทธิ์โอนแล้ว เพราะการจ่ายเช็คไม่ได้กำหนดเงื่อนไขที่ประวิงการโอน กรรมสิทธิ์ไว้ ฎีกาที่ 2733/2546 (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) ตามสัญญาซื้อขายที่ทำขึ้นระหว่างผู้คัดค้านกับ จำเลยที่ 2 มีข้อความระบุแต่เพียงว่า ผู้คัดค้านได้ขายรถยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 320,000 บาทได้รับเงินมัดจำไว้ 170,000 บาท ส่วนที่เหลือ 150,000 บาท จะชำระในวันที่ 29 มกราคม 2541 สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีการแบ่งชำระราคาซื้อขายเป็น 2 งวดเท่านั้น ดังนั้น เมื่อทำสัญญาเสร็จแล้ว กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ย่อมโอนไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ซื้อทันทีตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 458 มิใช่สัญญาซื้อขายที่มีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 ผู้คัดค้านจึงมิใช่เจ้าของรถยนต์ของกลาง จึงไม่มีสิทธิยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งคืนรถยนต์ของกลางให้แก่ผู้คัดค้านได้ จบเรื่องซื้อขายรถยนต์ ต่อไปมาดูเรื่อง หน้าที่และความรับผิดของผู้ขาย มาตรา 467 ถึงมาตรา 471 สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ หน้าที่ของผู้ขายมีดังนี้ 1.หน้าที่กระทำการให้มีผลเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าเป็นซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 458 เมื่อตกลงซื้อขายสังหาริมทรัพย์ธรรมดากรรมสิทธิ์โอนทันทีโดยผลของกฎหมายโดยที่ผู้ขาย ไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าเป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษผู้ขายมีหน้าที่ต้องทำเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.ส่งมอบทรัพย์สิน มาตรา 461 บัญญัติว่า “ ผู้ขายจำต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งขายนั้นให้แก่ผู้ซื้อ ” และต้องใช้หลักในเรื่องหนี้ด้วย เช่น ต้องส่งมอบให้ถูกตัวบุคคลตามมาตรา 318 ต้องส่งมอบให้ถูกเวลามาตรา 203 วรรคหนึ่ง มาตรา 206 มาตรา 388 ส่งมอบให้ถูกต้องตามสัญญามาตรา 208 วรรคหนึ่ง ส่งมอบให้ ถูกสถานที่มาตรา 324 มีคำพิพากษาดังนี้ การซื้อขายที่ดินต้องจดทะเบียนโอนและผู้ขายต้องส่งมอบทรัพย์สินด้วยและต้องส่งมอบโดยไม่มี การรอนสิทธิ
pg. 7 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ฎีกาที่ 2331/2516 หน้าที่ของจำเลยผู้ขายที่ดินและห้องแถว นอกจากจะต้องจดทะเบียนเพื่อให้ การซื้อขายสมบูรณ์ มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์โอนไปยังโจทก์ผู้ซื้อแล้ว จำเลยยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบทรัพย์นั้น แก่โจทก์ โดยกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะเป็นผลให้ทรัพย์นั้นไปอยู่ในเงื้อมมือของโจทก์ตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 และ 462 อีกด้วย หาใช่เพียงแต่จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แล้วก็ ถือว่าผู้รับโอนได้เข้าครอบครองทรัพย์ทีเดียวโดยไม่ต้องมีการส่งมอบกันอีกไม่ เมื่อมีการรบกวนขัดสิทธิปรากฏขึ้น ก่อนที่จะมีการโอนต่อกันก็ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยผู้ขายจะต้อง ขจัดเหตุนั้นให้หมดไปเสียก่อน จะบังคับให้โจทก์รับโอนไปทั้ง ๆ ที่การรบกวนขัดสิทธิดังกล่าวยังมีอยู่ไม่ได้ แม้ จำเลยจะยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่ซื้อขายกันให้แก่โจทก์ แต่เมื่อจำเลยปฏิเสธหน้าที่ในการส่ง มอบทรัพย์นั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะยังไม่ยอมรับโอนได้ และถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาการที่จำเลยได้ตกลง ไว้ล่วงหน้าในสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเสียหายในกรณีที่ตนผิดสัญญา ย่อมถือว่าเงินค่าเสียหาย จำนวนที่กำหนดไว้นั้นเป็นเบี้ยปรับ เมื่อจำเลยผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด โจทก์ย่อมมี สิทธิเรียกเอาจากจำเลยได้ตามข้อตกลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 379 และ 381 โดย โจทก์ไม่จำต้องนำสืบในเรื่องค่าเสียหาย ฎีกาที่ 1054/2520 แม้โจทก์จะได้โอนขายกรรมสิทธิ์อาคารห้องพิพาทให้แก่ผู้อื่นไปแล้ว แต่โจทก์ ยังมีหน้าที่ต้องส่งมอบอาคารหลังพิพาทให้แก่ผู้ชื้อ เพื่อการรื้อถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 เมื่อจำเลยไม่ยอมออกจากอาคารที่เช่า โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยได้ ฎีกาที่ 491/2539 (ข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา) น. ซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างจากโจทก์ ได้ชำระราคา แล้วและตกลงให้โจทก์จัดส่งสินค้าที่ซื้อไปยังภูมิลำเนาของ น.โจทก์จึงให้ลูกจ้างของตนขับรถยนต์บรรทุกสินค้า ไปส่งระหว่างทางถูกรถยนต์ซึ่งจำเลยขับมาด้วยความประมาทเลินเล่อชนทำให้สินค้าเสียหายทั้งหมด ดังนั้น แม้ กรรมสิทธิ์ในสินค้าที่โจทก์ขายให้ได้ตกเป็นของ น. ในขณะทำสัญญาซื้อขายกันแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็ยังมีหน้าที่ ที่จะต้องส่งมอบสินค้าให้ น. เมื่อสินค้าเกิดความเสียหายขึ้นเสียก่อน จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ผู้ขายที่จะต้อง รับผิดชอบต่อ น. เมื่อโจทก์ชำระราคาสินค้านั้นให้แก่ทายาทของ น. ไป โจทก์จึงเข้าสู่ฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิ ของ น. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 227 มาฟ้องจำเลยได้ ฎีกาที่ 393/2521 ขายเรือนในลักษณะให้รื้อไป อันเป็นขายสังหาริมทรัพย์ยังไม่ทันรื้อเจ้าหนี้ของ ผู้ขายบังคับคดียึดเรือนขายทอดตลาด และรื้อเอาไปแล้วถือว่าเป็นความผิดของผู้ขายซึ่งไม่สามารถส่งมอบได้ ผู้ขายต้องคืนราคาที่ได้รับไว้ การส่งมอบต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ไม่ชำรุดบกพร่อง ฎีกาที่ 1548/2529 ตามสัญญาซื้อขายโจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องสูบน้ำให้จำเลยภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์2521โจทก์ส่งเครื่องสูบน้ำให้จำเลยตอนแรกในเดือนกุมภาพันธ์2521 แต่เครื่องสูบน้ำใช้การ ไม่ได้โจทก์ต้องรับคืนไปแก้ไข และมาส่งให้จำเลยในวันที่ 16 ตุลาคม 2521 ดังนี้การส่งมอบเครื่องสูบน้ำ ของโจทก์คือการชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายตามสัญญานั้น โจทก์จะต้องส่งมอบเครื่องสูบน้ำที่มีอุปกรณ์ ครบถ้วน และต้องเป็นเครื่องสูบน้ำที่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้เมื่อเครื่องสูบน้ำใช้งานไม่ได้โจทก์จะบังคับให้
pg. 8 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง จำเลยรับไว้ไม่ได้การที่โจทก์ส่งเครื่องสูบน้ำมาให้จำเลยในตอนแรก ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการส่งมอบอันเป็นการ ชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ต้องถือว่าโจทก์ส่งมอบเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2522 เป็นการส่งมอบล่าช้าจำเลย เรียกเบี้ยปรับได้ เบี้ยปรับนั้นศาลมีอำนาจลดได้เองตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้ชำระ ดอกเบี้ยตั้งแต่วันใด แล้วจำเลยมิได้โต้แย้งศาลฎีกาก็ให้ดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว การแจ้งขอหักกลบลบหนี้นั้น ไม่มีบทกฎหมายสนับสนุน ว่าจะไม่ต้องชำระดอกเบี้ย ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 69 นั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้จ่ายเงินมีอำนาจดำเนินการได้เองอยู่แล้ว ศาลไม่จำต้องพิพากษาให้ การส่งมอบตามมาตรา 462 มีหลักว่าจะทำอย่างไรก็ได้ให้อยู่ในเงื้อมมือของผู้ซื้อ และตามมาตรา 463 บัญญัติว่า “ ถ้าในสัญญากำหนดว่าให้ส่งทรัพย์สินซึ่งขายนั้นจากที่แห่งหนึ่งไปถึงอีกแห่งหนึ่งไซร้ ท่านว่า การส่งมอบย่อมสำเร็จเมื่อได้ส่งมอบทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ขนส่ง ” คือ ถ้าคนขายได้ส่งมอบให้กับผู้ขนส่งแล้วถือ ว่าได้ส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ตัวอย่างข้อสอบเนติฯ คือ ก. ขายข้าวสารให้ ข. ที่อยู่เชียงใหม่ 20 กระสอบ และตกลงกันว่าให้ ก. ส่ง ข้าวให้ ข. ที่เชียงใหม่ ก.จึงส่งข้าวสารไปกับบริษัทขนส่ง ระหว่างขนส่งปรากฏว่าฟ้าผ่ารถทำให้ไฟไหม้ข้าวสาร ทั้งหมด ข. จึงบอกว่าตนไม่ต้องชำระราคาเพราะข้าวสารถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว ซึ่งในข้อสอบกำหนดประเด็นไว้ เลยว่า ข. ไม่ชำระราคาโดยอ้างว่าไม่มีหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี ธงคำตอบ คือ กรณีนี้มีการส่งมอบให้แก่ผู้ทำการขนส่งแล้ว ถือว่ามีการชำระหนี้แล้วตามมาตรา 463 เมื่อมีการส่งมอบสำเร็จแล้วตามมาตรา 456 การซื้อขายสังหาริมทรัพย์ต้องมีหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งคือทำ เป็นหนังสือมีลายมือชื่อฝ่ายต้องรับผิด วางประจำ ชำระหนี้บางส่วน ซึ่งการส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อก็เป็น การชำระหนี้บางส่วน เรื่องนี้เมื่อมีการส่งมอบให้แก่ผู้ขนส่งแล้ว ถือว่าส่งมอบสำเร็จแล้วถือว่าผู้ขายชำระหนี้ บางส่วนให้แก่ผู้ซื้อแล้วจึงมีหลักฐานการฟ้องร้องบังคับคดี ข้ออ้างของ ข. จึงฟังไม่ขึ้น ผู้ขนส่งตามมาตรา 463 ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักว่าต้องเป็นผู้ขนส่งตามมาตรา 608 เท่านั้นคือ บุคคลผู้รับขนส่งของ หรือคนโดยสารเพื่อบำเหน็จเป็นทางค้าปกติของตน คือการขนส่งเป็นอาชีพ ฎีกาที่ 118/2523 จำเลยสั่งซื้อเหล็กจากโจทก์โดยมีข้อตกลงว่า ถ้าจำเลยไม่มารับของก็ให้โจทก์ส่ง เหล็กไปให้จำเลยที่ร้านของจำเลยซึ่งอยู่ต่างจังหวัด จำเลยไม่มารับของโจทก์จึงให้ผู้ขนส่งบรรทุกของไปให้ จำเลย แต่จำเลยไม่ได้รับเพราะของสูญหายไประหว่างขนส่ง ดังนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดชำระราคาต่อโจทก์ ข้อสังเกต เมื่อผู้ขายได้ส่งมอบของให้ผู้ขนส่งแล้วแต่ผู้ซื้อไม่ได้รับของ ผู้ซื้อต้องชำระราคาหรือไม่ซึ่งตาม มาตรา 463 เมื่อผู้ซื้อมอบของแก่ผู้ขนส่งแล้วถือว่าเป็นการส่งมอบของให้ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อจึงต้องชำระราคา แต่ ฎีกานี้โจทก์ผู้ขายตั้งประเด็นว่าผู้ซื้อต้องชำระราคาเพราะผู้ซื้อได้รับแล้ว เมื่อสืบพยานข้อเท็จจริงยุติว่าผู้ซื้อยัง ไม่ได้รับเหล็กตามประเด็นข้อพิพาทโจทก์ผู้ขายจึงแพ้คดีแต่ถ้าโจทก์อ้างว่าได้ส่งมอบของให้แก่ผู้ซื้อแล้วและผู้ ซื้อได้รับมอบแล้วผลของคดีจะเปลี่ยนไปเลย
pg. 9 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง มาตรา 464 บัญญัติว่า “ค่าขนส่งทรัพย์สินซึ่งได้ซื้อขายกันไปยังที่แห่งอื่นนอกจากสถานที่อันพึง ชำระหนี้นั้น ผู้ซื้อพึงออกใช้” แต่ถ้าได้ส่งมอบไปยังสถานที่อันพึงชำระหนี้ผู้ซื้อไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ สถานที่อันพึงชำระหนี้ ในบรรพ 3 ไม่ได้บัญญัติไว้ต้องไปดูมาตรา 324 เรื่องหนี้บัญญัติว่า “ เมื่อมิได้มี แสดงเจตนาไว้โดยเฉพาะเจาะจงว่าจะพึงชำระหนี้ ณ สถานที่ใดไซร้ หากจะต้องส่งมอบทรัพย์เฉพาะสิ่ง ท่านว่า ต้องส่งมอบกัน ณ สถานที่ซึ่งทรัพย์นั้นได้อยู่ในเวลาเมื่อก่อให้เกิดหนี้นั้น ส่วนการชำระหนี้โดยประการอื่น ท่าน ว่าต้องชำระ ณ สถานที่ซึ่งเป็นภูมิลำเนาปัจจุบันของเจ้าหนี้ ” การส่งมอบทรัพย์สินขาดตกบกพร่อง มาตรา 465 ใช้กับการซื้อขายสังหาริมทรัพย์และมีการส่งมอบ ขาดตกบกพร่อง มาตรา 466 ใช้กับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และมีการส่งมอบขาดตกบกพร่อง ที่ออก ข้อสอบบ่อยคือมาตรา 466 ส่วนมาตรา 465 ไม่ค่อยออก มาตรา 465 บัญญัติว่า “ ในการซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้น (1) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะปัดเสียไม่รับเอาเลยก็ได้ แต่ถ้าผู้ ซื้อรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้ ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน (2) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินมากกว่าที่ได้สัญญาไว้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินนั้นไว้แต่เพียง ตามสัญญาและนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดไม่รับเอาไว้เลยก็ได้ ถ้าผู้ซื้อรับเอาทรัพย์สินอันเขา ส่งมอบเช่นนั้นไว้ทั้งหมด ผู้ซื้อก็ต้องใช้ราคาตามส่วน (3) หากว่าผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินตามที่ได้สัญญาไว้ระคนกับทรัพย์สินอย่างอื่นอันมิได้รวมอยู่ในข้อ สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะรับเอาทรัพย์สินไว้แต่ตามสัญญา และนอกกว่านั้นปัดเสียก็ได้ หรือจะปัดเสียทั้งหมดก็ได้ ” มาตรา 466 ออกข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาบ่อย บัญญัติว่า “ ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้น หาก ว่าได้ระบุจำนวนเนื้อที่ทั้งหมดไว้ และผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยหรือมากไปกว่าที่ได้สัญญาไซร้ ท่านว่าผู้ซื้อจะ ปัดเสีย หรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ ตามแต่จะเลือก อนึ่ง ถ้าขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละห้าแห่งเนื้อที่ทั้งหมดอันได้ระบุไว้นั้นไซร้ ท่าน ว่าผู้ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน แต่ว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือล้ำ จำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญานั้น ” ในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แล้วคนขายส่งมอบที่ดินเกินหรือขาดจากที่ตกลงกันไว้ คำพิพากษาฎีกา ส่วนใหญ่จะวินิจฉัยว่ามาตรา 466 วรรคหนึ่งใช้กับส่งมอบทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์มากไปหรือน้อยไปเกินกว่า ร้อยละห้า ถ้าส่งมอบทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์มากไปหรือน้อยไปไม่เกินกว่าร้อยละห้าใช้วรรคสอง เช่น นักศึกษาตกลงซื้อที่ดิน 100 ตารางวาเมื่อไปรังวัดปรากฏว่าที่ดินแปลงนี้มีเนื้อที่ 110 ตารางวาหรือ 90 ตารางวาเป็นกรณีขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนเกินกว่าร้อยละ 5 เข้าตามมาตรา 466 วรรคหนึ่งผู้ซื้อจะปัด เสียหรือจะรับเอาไว้และใช้ราคาตามส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก อีกตัวอย่าง นักศึกษาตกลงซื้อที่ดิน 100 ตารางวา เมื่อรังวัดที่ดินมีเนื้อที่ 105 ตารางวาหรือ 95 ตารางวา เป็นกรณีขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนไม่เกินกว่าร้อยละ 5 เป็นกรณีตามมาตรา 466 วรรคสองผู้ ซื้อจำต้องรับเอาและใช้ราคาตามส่วน แต่มีข้อยกเว้นว่าผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้ในเมื่อขาดตกบกพร่องหรือ ล้ำจำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญา เช่น นักศึกษาต้องการตั้งมหาวิทยาลัย
pg. 10 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง เอกชนซึ่งกฎกระทรวงบัญญัติไว้ว่าใครจะตั้งมหาวิทยาลัยเอกชนต้องมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ จึงซื้อที่ดินที่ ระบุว่ามีเนื้อที่ 100 ไร่ และจ่ายเงินไปหนึ่งพันล้าน แต่พอไปรังวัดมีเนื้อที่เพียง 99ไร่ 300 ตารางวา จึงเป็น กรณีเข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 466 วรรคสอง ที่ผู้ซื้ออาจจะเลิกสัญญาเสียได้เมื่อขาดตกบกพร่อง หรือล้ำ จำนวนถึงขนาดซึ่งหากผู้ซื้อได้ทราบก่อนแล้วคงจะมิได้เข้าทำสัญญา ตัวอย่างข้อสอบเนติฯ ออกว่า ซื้อที่ดิน 3 ไร่ตารางวาละ 3,000 บาท แต่พอรังวัดแล้วเนื้อที่ขาดไป 2 งาน โดย 1 งานเท่ากับ 100 ตารางวา จึงเป็นกรณีขาดตกบกพร่องเกินกว่าร้อยละ 5 เข้าตามมาตรา 466 วรรคหนึ่ง ตัวอย่างข้อสอบผู้ช่วยผู้พิพากษา ซื้อที่ดิน 300 ตารางวา แต่รังวัดได้ 285 ตารางวา เป็นกรณีขาด ตกบกพร่องไม่เกินกว่าร้อยละ 5 เป็นมาตรา 466 วรรคสอง ข้อสังเกต มาตรา 466 มีข้อยกเว้นไม่ใช้กับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในกรณีต่อไปนี้ 1.สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่คู่สัญญามีเจตนาซื้อขายที่ดินกันทั้งแปลง คือ ซื้อที่ดินทั้งแปลงโดยไม่ คำนึงถึงเนื้อที่ว่ามีเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการตกลงซื้อขายตามเนื้อที่ในโฉนด การเจตนาซื้อขายกันทั้งแปลง อาจจะคิดเป็นตารางวาก็ได้เมื่อรังวัดมาจะมากหรือน้อยกว่าเนื้อที่ที่ประมาณเอาไว้แต่เมื่อมีเจตนาซื้อขายที่ดิน กันทั้งแปลงก็ต้องซื้อกันทั้งแปลงจะอ้างมาตรา 466 ไม่ได้ ฎีกาที่ 400/2501 สัญญาจะซื้อขายที่ดินแม้จะไม่ระบุว่าขายเหมา ถ้าข้อสัญญาแสดงว่าซื้อขายกัน ทั้งแปลงตามที่ระบุและทำแผนที่สังเขปไว้โดยตกลงราคาแน่นอนระบุเนื้อที่ดินแต่โดยประมาณไม่กำหนดว่า ตารางวาละเท่าใด ฯลฯ ถือเป็นการขายเหมาเนื้อที่เกินจากที่ประมาณไว้ผู้ขายจะเรียกราคาเพิ่มไม่ได้ ซื้อห้องชุดตามเนื้อที่ในแบบแปลนตามสัญญา เป็นเจตนาซื้อขายตามแบบแปลน ไม่นำมาตรา 466 มาใช้ ฎีกาที่ 5848/2545 ตารางราคาที่ตัวแทนของจำเลยนำออกเผยแพร่ในชั้นโฆษณาจำหน่ายห้องชุด คิดราคาห้องชุดในอัตราหนึ่ง แต่ตามสัญญาจะซื้อจะขายอาคารชุดมีข้อความระบุว่า "ข้อความในเอกสารหรือ คำโฆษณาอื่นใดที่มีมาก่อนการทำสัญญานี้ย่อมไม่ผูกพันผู้จะขายคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ยึดถือข้อความ และเอกสารตามสัญญานี้เป็นข้อปฏิบัติต่อกันทุกประการ" แสดงให้เห็นว่าคู่สัญญามีเจตนาจะซื้อจะขายกันตาม แบบแปลนเอกสารแนบท้ายสัญญาเป็นสำคัญ ดังนั้น หากจำเลยก่อสร้างห้องชุดมีลักษณะและขนาดกว้างยาว เท่ากับที่ระบุไว้ในแบบแปลนท้ายสัญญาแล้วจะถือว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้ แม้พื้นที่ของห้องชุดจะ มากกว่าหรือน้อยกว่าตามที่ระบุไว้ในสัญญา โจทก์หรือจำเลยก็ไม่มีสิทธิคิดเงินเพิ่มขึ้นหรือลดลง 2.ตกลงซื้อขายตามเนื้อที่ในโฉนดแต่ต้องไปรังวัด ถ้ารังวัดได้เนื้อที่เท่าไหร่ต้องชำระราคาตามเนื้อที่ที่ รังวัดได้จริง คือถือเนื้อที่ตามความเป็นจริงเป็นหลัก ฎีกาที่ 4390/2547 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยระบุจำนวนเนื้อ ที่ไว้หากผู้ขายส่งมอบทรัพย์สินน้อยกว่า หรือมากกว่าเกินร้อยละห้าของจำนวนเนื้อที่ที่ระบุไว้ในสัญญาซื้อขาย ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย หรือรับเอาไว้โดยชำระราคาตามส่วนก็ได้ เมื่อสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาท แม้ตอนแรกจะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันมีเนื้อที่แน่นอน แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะ
pg. 11 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือ น้อยกว่าในโฉนดที่คิดในราคาไร่ละ 350,000 บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดตามราคาเนื้อที่ที่รังวัดได้ จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 แม้รังวัดที่ดินพิพาทแล้วจะมี เนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินในโฉนด ก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตราดังกล่าวได้ อีกทั้งไม่ได้ ระบุไว้ในสัญญาให้สิทธิผู้จะซื้อที่จะบอกเลิกสัญญาในกรณีรังวัดที่ดินแล้วได้เนื้อที่น้อยกว่าเนื้อที่โฉนดมาก โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายในกรณีนี้ไม่ได้ สองเรื่องนี้ยังไม่เคยออกข้อสอบที่ไหนเลยและน่าออกข้อสอบมาก มาตรา 467 บัญญัติว่า “ในข้อรับผิดเพื่อการที่ทรัพย์ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวนนั้น ท่านห้ามมิให้ ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดปีหนึ่งนับแต่เวลาส่งมอบ” มาตรา 468 บัญญัติว่า “ถ้าในสัญญาไม่มีกำหนดเงื่อนเวลาให้ใช้ราคาไซร้ ผู้ขายชอบที่จะยึดหน่วง ทรัพย์สินที่ขายไว้ได้จนกว่าจะใช้ราคา” คือ ถ้าไม่มีกำหนดเงื่อนเวลาให้ใช้ราคาผู้ซื้อต้องชำระราคาก่อน ถ้าไม่ ชำระราคาผู้ขายยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้ได้จนกว่าจะชำระราคา แต่ถ้ามีกำหนดเงื่อนเวลาให้ใช้ราคาก็ชำระ ตามที่ตกลงกัน มาตรา 469 บัญญัติว่า “ถ้าผู้ซื้อล้มละลายก่อนส่งมอบทรัพย์สินก็ดี หรือผู้ซื้อเป็นคนล้มละลายแล้วใน เวลาซื้อขายโดยผู้ขายไม่รู้ก็ดี หรือผู้ซื้อกระทำให้หลักทรัพย์ที่ให้ไว้เพื่อประกันการใช้เงินนั้นเสื่อมเสียหรือลด น้อยลงก็ดี ถึงแม้ในสัญญาจะมีกำหนดเงื่อนเวลาให้ใช้ราคา ผู้ขายก็ชอบที่จะยึดหน่วงทรัพย์สินซึ่งขายไว้ได้ เว้น แต่ผู้ซื้อจะหาประกันที่สมควรให้ได้” มาตรา 469 เป็นข้อยกเว้น เช่น นักศึกษาตกลงซื้อรถยนต์วันที่ 10 กำหนดส่งมอบวันที่ 20 และมีเงื่อนเวลาเป็นคุณแก่นักศึกษาให้ชำระราคาได้ถึงวันที่ 30 ดังนี้เมื่อถึงวันที่ 20 ผู้ขายต้องส่งมอบรถเพราะมีเงื่อนเวลากำหนดชำระราคาอยู่ แต่มาตรา 469 บัญญัติว่าถ้าก่อนจะส่งมอบใน วันที่ 20 ปรากฏว่านักศึกษาล้มละลาย ผู้ซื้อมีสิทธิยึดหน่วงไม่ส่งมอบได้ ถ้ามีการยึดหน่วงทรัพย์สินไว้และการซื้อขายมีเงื่อนเวลาให้ชำระราคาแต่ผู้ซื้อไม่ชำระ มีทางแก้ ตามมาตรา 470 มาตรา 470 บัญญัติว่า “ถ้าผู้ซื้อผิดนัด ผู้ขายซึ่งได้ยึดหน่วงทรัพย์สินไว้ตามมาตราทั้งหลายที่กล่าวมา อาจจะใช้ทางแก้ต่อไปนี้ แทนทางแก้สามัญในการไม่ชำระหนี้ได้คือมีจดหมายบอกกล่าวไปยังผู้ซื้อให้ใช้ราคากับ ทั้งค่าจับจ่ายเกี่ยวกับการภายในเวลาอันควรซึ่งต้องกำหนดลงไว้ในคำบอกกล่าวนั้นด้วย ถ้าผู้ซื้อละเลยเสียไม่ทำตามคำบอกกล่าว ผู้ขายอาจนำทรัพย์สินนั้นออกขายทอดตลาดได้ ” ทางแก้ สามัญคือ การฟ้องคดีกรณีที่ต้องขายทอดตลาดถ้าขายแล้วได้เงินสุทธิเท่าไหร่เมื่อหักหนี้แล้วยังมีเงินเหลืออยู่ ต้องส่งมอบให้ผู้ซื้อเพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตกเป็นของผู้ซื้อนับแต่เวลาทำสัญญาซื้อขายแล้ว จบเรื่องส่งมอบ
pg. 12 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ต่อไป เรามาดูหน้าที่ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง มาตรา 472 ถึงมาตรา 474 กล่าวคือ ความชำรุดบกพร่องที่ผู้ขายต้องรับผิดต้องเกิดจากความเสื่อม 3 ประการตามมาตรา 472 เท่านั้น ถ้า ไม่ใช่สามเสื่อมนี้ไม่ใช่กรณีที่ผู้ขายต้องรับผิด 1.เสื่อมราคา 2.เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งจะใช้เป็นปกติ 3.เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา เมื่อเกิดสามเสื่อมนี้ผู้ขายต้องรับผิดเสมอตามวรรคสองทั้งผู้ขายรู้หรือไม่รู้อยู่แล้วว่าความชำรุด บกพร่องนั้นมีอยู่ก็ตาม เสื่อมราคา เช่นซื้อแหวนเพชร 5 กะรัต 10 ล้าน แต่มีฝ้าตรงมุมเล็กๆ เป็นตำหนิทำให้ราคาไม่น่าจะถึง 10 ล้าน แต่ไม่เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งจะใช้เป็นปกติเพราะยังใส่ได้ เสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา คือ ไม่ได้ซื้อมาเพื่อใช้งานตามปกติ แต่ซื้อมา โดยมีความมุ่งหมายในสัญญา เช่น ซื้อแจกันมาเพื่อไปประกวดในงานของเก่า ไม่ได้ซื้อมาเพื่อใส่ดอกไม้ ข้อยกเว้นที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดตามคำพิพากษาฎีกาดังนี้ 1.ถ้าเป็นการชำรุดเล็กน้อย ไม่เป็นการเสื่อมตามมาตรา 472 เช่น มะม่วงช้ำเล็กน้อย ผู้ขายไม่ต้องรับผิด 2.ความชำรุดบกพร่องต้องมีอยู่ก่อนหรือขณะทำสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่ผู้ซื้อซื้อมาแล้วทำให้ชำรุด บกพร่องเอง 3.การส่งมอบทรัพย์สินไม่ตรงตามชนิดที่ระบุไว้ในสัญญา ไม่ใช่การชำรุดบกพร่อง เช่น ตกลงซื้อ กระดาษ 80 แกรม แต่คนขายส่งมา 70 แกรม เช่นนี้ไม่ใช่การชำรุดบกพร่องเพราะกระดาษไม่ยับไม่เสียหาย แต่เป็นการส่งผิดชนิดไม่ตรงตามที่ระบุในสัญญา จะฟ้องให้คนขายรับผิดในความชำรุดบกพร่องไม่ได้ ต้องไป ฟ้องว่าคนขายส่งมอบทรัพย์สินไม่ตรงกับความประสงค์ในมูลหนี้ไปเรียกค่าสินไหมทดแทนกันตามมาตรา 215 ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย A08 ตรวจทาน C2
pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา ซื้อขาย เช่าทรัพย์เช่าซื้อ (ภาคปกติ) บรรยายโดย ศ.(กิตติคุณ) ดร. วิษณุ เครืองาม บรรยายวันที่ 22 มิถุนายน 2566 (ครั้งที่ 5 )(สัปดาห์ที่ 5 ) สวัสดีครับมาเรียนกันต่อจากครั้งที่แล้วนะครับ ซึ่งให้อาจารย์ท่านอื่นบรรยายแทน เราได้พูดกันตั้งแต่ ชั่วโมงแรกแล้วว่าสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน นั่นแปลว่าคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่างมีหน้าที่จะต้อง ปฏิบัติต่อกันและกัน ภาษากฎหมายเรียกว่า “การปฏิบัติการชำระหนี้” คือ ฝ่ายผู้ขายนั้นมีหนี้อยู่สองอย่าง คือ 1.การจัดการโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ ถ้าต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำ ตามแบบ หรือแม้แต่เป็นการซื้อขายทรัพย์บางอย่างที่ไม่ต้องจดทะเบียน แต่ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ควบคู่ไปด้วย เช่น การซื้อขายรถยนต์ซึ่งต้องไปจดทะเบียนในสมุดทะเบียนของกรม การขนส่งทางบก แม้ไม่ใช่แบบที่ต้องทำและหากไม่ทำก็ไม่เป็นโมฆะ แต่ผู้ขายก็มีหน้าที่ต้องไปจัดการให้ผู้ซื้อมิฉะนั้นก็โอนลอยให้ เขาไปจัดการกรอกข้อมูลในภายหลัง 2.การส่งมอบ หมายถึง การกระทำประการใดประการหนึ่งให้ทรัพย์สินที่ซื้อขายต้องไปอยู่ในเงื้อมมือ ของผู้ซื้อ เพื่อผู้ซื้อจะได้ครอบครองไว้ หลักคือ 2.1 ต้องส่งมอบให้ถูกบุคคล คือส่งมอบแก่ผู้ซื้อหรือตัวแทนของผู้ซื้อ 2.2 ส่งมอบให้ถูกเวลา ไม่ใช่ส่งมอบช้าไปจนเขาไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เช่น ซื้อชุดวิวาห์แต่ได้ส่ง มอบหลังจากที่เขาเข้าหอเสร็จแล้วก็เป็นการไม่สมประโยชน์ 2.3 ต้องส่งมอบให้ถูกสถานที่ ตามที่ได้นัดกัน อาจเป็นการส่งมอบกันต่อหน้าต่อตาในเวลาที่ทำการซื้อ ขาย หรือผู้ซื้อให้ไปส่งที่บ้านก็ต้องจัดส่งที่บ้าน หรือถ้าอยู่ห่างไกลโดยระยะทางกฎหมายบอกให้ส่งแก่ ผู้ขนส่งที่เป็นผู้ขนส่งโดยอาชีพ 2.4 ที่สำคัญการส่งมอบต้องส่งให้ถูกปริมาณตามที่ตกลงซื้อขายกัน หากส่งมอบน้อยกว่าปริมาณที่ตก ลงกัน เรียกว่าส่งมอบขาดตกบกพร่อง ถ้าส่งมอบเกินกว่าปริมาณที่ตกลงกันเรียกว่าส่งมอบล้ำจำนวน ถ้าส่งมอบแล้วมีทรัพย์สินปะปนกันไปหลายอย่าง เรียกว่าส่งมอบทรัพย์สินระคนปนกัน สิ่งที่จะพูดต่อไปในวันนี้คือ การส่งมอบนอกจากจะถูกปริมาณแล้ว ต้องส่งมอบให้ถูกสถานที่ด้วยและ ต้องให้ถูกคุณภาพด้วย “คุณภาพ” คือคุณลักษณะของทรัพย์สินที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ การส่งมอบ ทรัพย์สินที่ด้อยคุณภาพภาษากฎหมายเรียกว่า การส่งมอบทรัพย์สินชำรุดบกพร่อง คำว่า “ชำรุดบกพร่อง” ต่างจากคำว่า “ขาดตกบกพร่อง” ถ้าขึ้นต้นด้วยคำว่า “ขาดตกบกพร่อง” หมายความว่า ส่งมอบน้อยกว่าที่สั่งซื้อ แต่ถ้า “ชำรุด บกพร่อง” หมายถึง ส่งมอบทรัพย์สินที่ชำรุดเสียหาย กฎหมายบัญญัติไว้ในมาตรา 472 ว่า ถ้าการส่งมอบนั้นเป็นการส่งมอบที่เสื่อมราคา หรือเสื่อมความ เหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติหรือเสื่อมประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา หากมีการเสื่อมอย่างใด อย่างหนึ่ง ถือว่าเป็นการเสื่อมคุณภาพ เป็นการส่งมอบชำรุดบกพร่องทั้งสิ้น
pg. 2 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง 1. เสื่อมราคา หมายความว่า ถ้าเป็นของที่มีราคาแพง ก็ควรจะได้ของมีคุณภาพดี เช่น ซื้อแจกันแต่ แจกันมีรอยร้าว นำมาขายในราคาแพง 2. เสื่อมประโยชน์ที่จะพึงใช้ตามปกติส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องซื้อบ้านแล้วปรากฏว่าบ้านหลังคารั่ว ซื้อเครื่องปรับอากาศแต่ปรากฏว่าไม่เย็น ซื้อโทรทัศน์ปรากฏว่าภาพไม่คมชัด 3. เสื่อมประโยชน์ที่มุ่งหมายโดยสัญญา คือมีการตกลงกันไว้ว่าให้เอาทรัพย์นั้นไปทำอะไรซึ่งต่างจาก การใช้ทรัพย์นั้นตามปกติเช่น ซื้อแจกันลายครามราชวงศ์ถังที่เป็นวัตถุโบราณ เพื่อจะนำไปประกวด แต่มีรอยขีดข่วน มีรอยชำรุด เช่นนี้นำไปประกวดไม่ได้ หากมีอย่างหนึ่งอย่างใดใน 3 ข้อนี้เรียกว่า เป็นชำรุดบกพร่องทั้งหมด หากชำรุดบกพร่องเช่นนี้ผู้ขาย ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมีสุภาษิตของกฎหมายพูดไว้ว่า ผู้ขายต้องระวัง คือคนที่เอาทรัพย์ไปขายมีหน้าที่ต้องระวังให้ ทรัพย์นั้นปกติสมบูรณ์จะมาโทษผู้ซื้อไม่ได้ ดังนั้น กฎหมายจึงบัญญัติให้ผู้ขายต้องรับผิดชอบในความชำรุด บกพร่องแม้ผู้ขายจะรู้หรือไม่รู้ในความชำรุดบกพร่องนั้นก็ตาม เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ เรื่องความรับผิดในการชำรุดบกพร่อง โดยหลักถือ ว่าผู้ขายเมื่อเอาทรัพย์สินออกมาขายเท่ากับเป็นการ ให้คำรับรองหรือที่เรียกกันว่า “การันตี” คือรับรองว่าทรัพย์นั้นไปใช้ประโยชน์ได้ นำไปบริโภคได้ การรับรองมี 2 แบบ คือ 1. รับรองโดยปริยาย(implied warrantee) คือ การรับรองโดยกฎหมาย เป็นการรับรองโดยปริยาย ว่าทรัพย์นี้สมบูรณ์ใช้ได้ไม่เสื่อม แม้จะไม่ได้ตกลงกันว่าผู้ขายรับรอง ก็แสดงอยู่ในตัวว่ารับรองเพราะกฎหมาย บังคับให้รับรอง 2. รับรองโดยชัดแจ้ง (express warranty) หมายถึง มีใบรับรองที่ผู้ขายเซ็นรับรองให้ว่าทรัพย์สมบูรณ์ ใช้งานได้ เช่น ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะมีใบเล็กๆ ที่อยู่ในกล่องเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้กรอกชื่อที่อยู่นั่นคือ ใบรับรองโดยแจ้งชัดว่าผู้ขายจะรับผิด ซึ่งอาจเป็นการแสดงความรับผิดชอบมากหรือเกินไปกว่าการรับรองแบบ ปริยายก็ได้ เช่น รับรองว่าภายในหนึ่งปีถ้ามีปัญหาชำรุดนำมาซ่อมได้โดยไม่ต้องชำระเงิน ที่เราศึกษากันนี้เป็นกรณีการรับรองโดยปริยาย(implied warrantee) และความรับผิดที่ผู้ขายต้องรับ ผิดในความชำรุดบกพร่องนั้นต้องเป็นการชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนทำสัญญาซื้อขาย หรือมีในขณะทำสัญญาซื้อ ขาย แต่ถ้าเป็นการชำรุดบกพร่องภายหลังทำสัญญาซื้อขายกันแล้วเช่นนี้ผู้ขายไม่ต้องรับผิด เรื่องความชำรุด บกพร่องมีคำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจดังนี้ ฎีกาที่ 6976/2542 โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระราคาค่าปลาป่นที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ จำเลยให้การต่อสู้ว่าปลาป่นที่โจทก์ส่งมอบให้แก่จำเลยมีสิ่งอื่นเจือปน ทำให้จำเลยได้รับความเสียหายมากกว่า จำนวนที่โจทก์เรียกร้อง ขอให้ยกฟ้อง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าหลังจากจำเลยได้รับปลาป่นที่มีขนไก่ปลอมปน แล้วจำเลยยังสั่งซื้อปลาป่นจากโจทก์ต่อไปอีก 30 คันรถบรรทุก แสดงว่าแม้ปลาป่นของโจทก์จะมีขนไก่ ปลอมปนอยู่บ้างก็น่าจะเพียงเล็กน้อย ไม่ถึงกับทำให้ไก่ของจำเลยเจริญเติบโตช้ากว่าปกติการที่ปลาป่นมีขนไก่ ปลอมปนอยู่จึงไม่ถึงกับถือได้ว่าเป็นกรณีทรัพย์สินที่ขายชำรุดบกพร่อง อันเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อม ความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งจะใช้เป็นปกติในอันที่โจทก์ผู้ขายจะต้องรับผิดต่อจำเลยผู้ซื้อตามประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 จำเลยจึงไม่มีสิทธิจะยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระให้แก่โจทก์ได้ตาม
pg. 3 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง มาตรา 488 จำเลยฎีกาว่า สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทยได้ไกล่เกลี่ยให้จนโจทก์และจำเลยตกลงกันว่าจำเลยจะ ชำระเงินให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่ค้างชำระ แสดงว่าได้มีการตกลงระงับข้อพิพาทแล้ว อันทำให้ไม่มี สิทธิฟ้องเรียกเงินเต็มจำนวนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 นั้น เมื่อจำเลยมิได้ยกขึ้น ต่อสู้ไว้ในคำให้การ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองต้องห้ามฎีกาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาที่ 9659/2539 สั่งซื้อกระดาษชนิด 280 แกรม ผู้ขายส่งมอบกระดาษชนิด 250 แกรม ศาล ฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการส่งมอบทรัพย์สินผิดประเภทไม่ใช่เรื่องชำรุดบกพร่อง ข้อสังเกต การส่งมอบทรัพย์สินผิดประเภทฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือเลิกสัญญาได้ ฎีกาที่ 459/2514 ความชำรุดบกพร่องในทรัพย์สินซึ่งขาย อันผู้ขายจะต้องรับผิดต่อผู้ซื้อตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 นั้น จะต้องเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนแล้ว หรือมีอยู่ ในขณะทำสัญญาซื้อขายหรือในเวลาส่งมอบทรัพย์สินที่ขาย ส่วนความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลังผู้ขายหา ต้องรับผิดไม่ เครื่องปรับอากาศที่โจทก์ติดตั้งที่ภัตตาคารของจำเลยให้ความเย็นเรียบร้อยดีนับแต่เวลาติดตั้ง ตลอดมาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน แสดงให้เห็นว่าเครื่องปรับอากาศดังกล่าวมิได้มีความชำรุดบกพร่องอยู่ก่อน หรือในขณะทำสัญญาซื้อขาย หรือในเวลาส่งมอบเลย ฉะนั้นที่เครื่องปรับอากาศให้ความเย็นไม่พอในเวลาต่อมา จึงเป็นความชำรุดบกพร่องที่มีขึ้นภายหลัง จากที่จำเลยได้รับมอบและใช้ประโยชน์มาไม่น้อยกว่า 3-4 เดือน โจทก์หาต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องนี้ไม่ และด้วยเหตุนี้จำเลยจึงไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาที่ยังไม่ได้ชำระ ตามมาตรา 488 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุป ความชำรุดบกพร่องที่ผู้ขายต้องรับผิดชอบนั้น ต้องเป็นการชำรุดบกพร่องที่มีอยู่ก่อนทำสัญญาซื้อ ขายหรือมีในขณะทำสัญญาซื้อขาย ถ้าเป็นความชำรุดบกพร่องที่เกิดหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้วผู้ขายไม่ต้อง รับผิดชอบ ผลของความชำรุดบกพร่อง 1.หากผู้ซื้อยังไม่ชำระราคา ผู้ซื้อมีสิทธิยึดหน่วงไม่ชำระราคา 2.ผู้ซื้อมีสิทธิเลิกสัญญา และหากมีความเสียหายก็เรียกค่าเสียหายได้ ข้อยกเว้น กรณีที่ผู้ขายอาจจะไม่ต้องรับผิดชอบมีดังต่อไปนี้ 1. ถ้าผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขายว่าทรัพย์นั้นชำรุดบกพร่อง หรือควรจะรู้หากใช้ความระมัดระวังอัน พึงคาดหมายได้จากวิญญูชน เช่น ไปซื้อทุเรียน โดยผู้ซื้อได้รู้อยู่แล้วว่าทุเรียนมันเน่า ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องอยาก ได้ของถูก 2. ทรัพย์สินนั้นได้เห็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบว่ามีความชำรุดแล้วรับเอาไว้โดยไม่อิดเอื้อน เช่น ไปซื้อ ตู้เย็น ตอนซื้อไม่เห็นว่าตู้เย็นนั้นมีตำหนิ แต่มาเห็นตอนส่งมอบ แต่ก็รับไว้โดยไม่ได้ว่าอะไร แต่หากมีการบอก ปัดหรืออิดเอื้อน เช่นนี้ผู้ขายยังคงต้องรับผิดชอบอยู่ แต่ถ้าสั่งซื้อตู้เย็นสีขาวแต่ส่งมอบตู้เย็นสีเขียวมากรณีนี้ เป็นส่งมอบผิดประเภท 3. ถ้าทรัพย์สินนั้นได้มีการขายทอดตลาดกัน ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบ (เรื่องนี้เคยออกข้อสอบครับ) หมายความว่านิติสัมพันธ์ที่ผู้ซื้อ ผู้ขายได้ซื้อขายกันเป็นการซื้อขายจากการขายทอดตลาด แต่ถ้าทรัพย์นั้นเป็น
pg. 4 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง การขายทอดตลาดมาก่อนผ่านมาหลายมือเช่นนี้ผู้ขายต้องรับผิดชอบ เช่น ก. ขายทอดตลาดรถยนต์ให้ ข. ต่อมา ข. ขายรถยนต์ให้ ค. จะเห็นว่าการขายทอดตลาดเกิดในช่วงของ ก. กับ ข. ส่วนช่วงที่ ข. ขายให้กับ ค. เป็นการขายแบบธรรมดา ปรากฏว่า ค. เจอความชำรุดบกพร่อง เช่นนี้ค. ฟ้อง ข. ให้รับผิดในความชำรุด บกพร่องได้และ ข. จะยกข้อต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ที่มาจากการขายทอดตลาดเพื่อให้พ้นความรับผิดไม่ได้ เพราะ ระหว่าง ข. กับ ค. ไม่ใช่การขายทอดตลาด เมื่อ ข. รับผิดชอบต่อ ค. แล้ว ข. อาจไปฟ้อง ก. ภายหลังได้ และ ก. สามารถยกข้อต่อสู้ได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่ขาดทอดตลาด จึงไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่อง เหตุที่การขายทอดตลาดทำให้ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบนั้น เพราะ การขายทอดตลาดเป็นการนำ ทรัพย์สินออกขายแบบเปิดเผย หรือแสดงให้รู้โดยผู้ซื้อมีโอกาสตรวจดูทรัพย์สินนั้นเอง 4. กรณีมีข้อสัญญาว่าผู้ขายไม่ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่อง คือ มีสัญญาบอกเอาไว้ว่าผู้ขายจะไม่ รับผิดชอบ ไม่ว่าจะชำรุดบกพร่องหรือไม่อย่างไร เช่น ก. ขายพระเครื่องให้ ข. โดย ก. บอกว่าไม่รู้ว่าเป็นพระ จริงหรือพระปลอมจะไม่รับผิดชอบให้ผู้ซื้อรับความเสี่ยงเอง ข. ตกลงยอมรับความเสี่ยง เช่นนี้ผู้ขายไม่ต้อง รับผิดชอบ แต่ถ้าผู้ขายรู้ตั้งแต่แรกว่าเป็นพระปลอมแต่ยังนำออกขายเช่นนี้ผู้ขายต้องรับผิดชอบ ฎีกาที่ 3235-3236/2565 ซื้อขายบ้านโดยมีข้อตกลงว่าจะรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่อง อย่างไรเอาไว้ต่างหากคือมีใบรับรอง ปรากฏว่ามีความชำรุดบกพร่อง แม้ผู้ซื้อจะต้องฟ้องผู้ขายภายในอายุความ 1 ปี นับแต่พบความชำรุดบกพร่อง แต่เนื่องจากความชำรุดบกพร่องนั้นผู้ขายได้มีใบรับรองไว้ตั้งแต่แรก หากผู้ ซื้อฟ้องตามใบรับรองจะไม่ใช้อายุความ 1ปี แต่จะใช้อายุความ 10 ปีตามหลักทั่วไป ทั้งหมดนี้คือเรื่องความรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ความรับผิดของผู้ขายกรณีเกิดการรอนสิทธิ คำว่า “รอนสิทธิ” หมายความว่าการริดรอนสิทธิหรือทำให้ผู้ซื้อไม่สามารถเข้าครอบครองใช้สอย ทรัพย์สินนั้นได้ เป็นคนละเรื่องกับการชำรุดบกพร่องที่เป็นเรื่องเสื่อมราคา เสื่อมประโยชน์ เสื่อมความมุ่งหมาย แต่ยังสามารถใช้ทรัพย์สินนั้นได้ ส่วนเรื่องรอนสิทธินั้น คือได้มีการส่งมอบทรัพย์แล้วแต่ผู้ซื้อไม่สามารถเข้า ครอบครองทรัพย์นั้นได้เพราะมีบุคคลภายนอกหรือบุคคลที่ 3 เข้ามาก่อการรบกวนขัดสิทธิ ดังนั้น การรอนสิทธินั้นต้องเป็นกรณีมี3 ฝ่ายเสมอ คือ ผู้ซื้อ ผู้ขาย และบุคคลที่ 3 ที่มาก่อการ รบกวนขัดสิทธิของผู้ซื้อ ยกตัวอย่าง เช่น ดำซื้อรถยนต์จากขาว หลังจากส่งมอบรถยนต์แล้วมีบุคคลที่ 3 อ้างว่ารถยนต์คนนั้น เป็นของตน โดยขาวลักรถยนต์มาขายจึงขอรถยนต์คืน เช่นนี้คือการรอนสิทธิ เพราะฉะนั้นบุคคลที่รอนสิทธิคือ บุคคลที่ 3 แต่บุคคลที่ต้องรับผิดคือผู้ขาย การรอนสิทธิจึงเกิดจากบุคคลที่ 3 เสมอ และการรอนสิทธิจะเกิด จากความผิดหรือความบกพร่องของฝ่ายผู้ขาย แม้ผู้ขายจะสุจริตก็ตามแต่เมื่อเกิดการรอนสิทธิก็เป็นความผิด ของผู้ขาย เข้าหลักเดียวกับเรื่องการชำรุดบกพร่องที่ว่า ผู้ขายต้องระวัง คือต้องระวังไม่ให้เกิดการชำรุด บกพร่องระวังไม่ให้เกิดการรอนสิทธิ เพราะสัญญาซื้อขายผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ผู้ซื้อ ดังนั้น ไม่ว่าผู้ขายจะสุจริตหรือไม่ก็ตาม ถ้าหากมีการรอนสิทธิเกิดขึ้นผู้ซื้อสามารถฟ้องให้ผู้ขายรับผิด ได้เสมอ เว้นแต่เป็นกรณีพิพาทระหว่างผู้ซื้อกับบุคคลที่ 3 และทำให้บุคคลที่ 3ไม่สามารถเอาทรัพย์นั้นไปได้
pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง เช่น ก. ซื้อรถยนต์จาก ข. ต่อมา ค. มาทวงว่ารถยนต์เป็นของตน ศาลตัดสินว่า ข. ชนะคดีไม่ต้องคืนรถยนต์ เช่นนี้เกิดการรอนสิทธิแล้ว แต่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบเพราะผู้ซื้อไม่ได้รับความเสียหาย ฎีกาที่ 926/2530 ผู้รับมอบอำนาจตายก่อนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ หนังสือมอบอำนาจย่อม ระงับสิ้นไป หรือหมดสภาพไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 826 จำเลยร่วมซึ่งเป็นเจ้า พนักงานที่ดินทราบแล้วว่าผู้มอบอำนาจตาย แต่ยังดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินจนเสร็จสิ้น ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยร่วมเป็นการปฏิบัติราชการในหน้าที่ฝ่าฝืนกฎหมายเป็น การละเมิดต่อโจทก์ เมื่อจำเลยร่วมเป็นข้าราชการในสังกัดของกรมที่ดินจำเลยที่ 1 ทำละเมิดในการปฏิบัติ หน้าที่เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 ย่อมต้องร่วมรับผิดด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 กรมที่ดินย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอน และแก้ไขรายการจดทะเบียนที่ดินและโฉนดที่ดินซึ่งเจ้าพนักงาน ที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และแบ่งแยกโฉนดโดยมิชอบ โดยอาศัยหนังสือมอบอำนาจที่ระงับสิ้นไปแล้ว เพราะผู้มอบอำนาจตายได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 แม้จำเลยที่ 3 จะซื้อที่พิพาทมาโดย จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันทางทะเบียนและเสียค่าตอบแทนโดยสุจริตก็ตาม แต่โจทก์ก็รับซื้อทรัพย์สิน ดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 3 โดยสุจริตเช่นกัน เมื่อกรมที่ดินสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนที่พิพาทและโฉนดที่พิพาท เป็นเหตุให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นกลับคืนไปยังเจ้าของที่แท้จริงกรณีเช่นนี้ถือว่า โจทก์ถูกรอนสิทธิจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 479 ข้อสังเกต มีการรอนสิทธิคือกรมที่ดินเพิกถอนโฉนด เมื่อเกิดการรอนสิทธิไม่ว่าผู้ขายจะรู้หรือไม่รู้หรือ จะสุจริตหรือไม่ ผู้ขายก็ต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการรอนสิทธิแล้ว เรื่องการรอนสิทธิจะพัวพันกับบรรพ 4 คือมาตรา 1332 ในกฎหมายต่างประเทศจะบัญญัติเรื่องรอน สิทธิไว้ในเรื่องเดียวกับมาตรา 1332 แต่ของไทยได้บัญญัติแยกกันไว้ มาตรา 1332 บัญญัติว่า บุคคลผู้ซื้อทรัพย์สินมาโดยสุจริตในการขายทอดตลาด หรือในท้องตลาด หรือจากพ่อค้าซึ่งขายของชนิดนั้น ไม่จำต้องคืนให้แก่เจ้าของแท้จริง เว้นแต่เจ้าของจะชดใช้ราคาที่ซื้อมา หากผู้ ซื้อคืนทรัพย์นั้นให้แก่เจ้าของที่แท้จริงไปโดยไม่ได้เรียกราคาเช่นนี้ถือว่าผู้ซื้อปฏิเสธสิทธิที่จะเรียกราคาตั้งแต่ต้น ตามมาตรา 1332 ผู้ซื้อจึงจะมาฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ขายไม่ได้ เพราะผู้ซื้อต้องสุจริต ยกตัวอย่าง เช่น ก. ซื้อสร้อยคอทองคำจากร้านทอง ต่อมามีบุคคลที่ 3 มาทวงเป็นของตนโดยได้แจ้ง ตำรวจไว้แล้วว่าคนใช้ขโมยสร้อยเอาไปขาย ผู้ซื้อต้องพิสูจน์ว่าตนซื้อสร้อยคอมาจากร้านทองและตนสุจริต เพราะไม่รู้ว่าขโมยมาจึงไม่ต้องคืนให้แก่บุคคลที่ 3 ถ้ายอมคืนไปโดยไม่ได้เรียกราคาไว้จะมาฟ้องผู้ขายเพื่อให้ ชดใช้เงินไม่ได้ กรณีซื้อสร้อยคอจากการขายทอดตลาด เมื่อซื้อโดยสุจริตก็ไม่ต้องคืนทรัพย์นั้นแก่เจ้าของที่แท้จริง สามารถเรียกราคาทรัพย์นั้นเท่าราคาที่ซื้อมาได้แต่จะเรียกกำไรเพิ่มไม่ได้ กรณีซื้อลอตเตอร์รี่จากคนขาย ต่อมาเจ้าของมาตามคืนบอกว่ามีคนขโมยลอตเตอร์รี่ไปขายโดย ลอตเตอร์รี่นั้นถูกรางวัลที่ 1 แบบนี้เจ้าของที่แท้จริงใช้ค่าราคาลอตเตอร์รี่และนำไปขึ้นเงินเอง อีกกรณีตามมาตรา 1332 คือ ซื้อจากท้องตลาด คือ ตลาดที่ขายของเหล่านั้นเป็นปกติ กฎหมาย บัญญัติเรื่องนี้ไว้เพื่อคุ้มครองเศรษฐกิจของประเทศให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนมือกันได้
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ถ้าซื้อของจากท้องตลาด แม้พ่อค้าแม่ค้าไม่ได้ขายของชนิดนั้น ก็ถือว่าเป็นการซื้อขายของกันในตลาดแล้ว แต่ถ้ากำลังจะไปซื้อของในตลาดสด แต่เห็นคนอุ้มสุนัขมาด้วยจึงไปขอซื้อ เช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการซื้อ ขายในท้องตลาดและไม่ถือว่าเป็นการซื้อจากพ่อค้าที่ขายของชนิดนั้น และไม่เป็นการซื้อขายจากการขาย ทอดตลาด แม้จะซื้อโดยสุจริตหากมีบุคคลภายนอกมาทวงคืนต้องคืนให้โดยไม่สามารถเรียกค่าสุนัขจากเจ้าของ ได้แต่สามารถมาฟ้องผู้ขายได้ว่ามีการรอนสิทธิเกิดขึ้น ข้อยกเว้น กรณีผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีเกิดการรอนสิทธิ 1. ถ้าผู้ซื้อรู้อยู่แล้วในเวลาซื้อขายว่าอาจจะเกิดการรอนสิทธิขึ้น ศาลเคยตัดสินว่าแม้ไม่รู้โดยชัดแจ้งแต่ สามัญสำนึกควรจะรู้ได้ เช่น มีคนนำพระพุทธรูปเดินเร่ขายในหมู่บ้านจัดสรร ลักษณะแบบนี้ถือว่าผิดปกติแม้ เราไม่รู้ว่าขโมยมา แต่อาจรู้ได้ว่าต่อไปจะมีการทวงพระพุทธรูปคืนได้ 2. ถ้าทรัพย์นั้นมีคำสั่งศาลให้ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยกฎหมาย การตกอยู่ในภาระจำยอมตาม กฎหมาย แสดงว่าอาจจะมีการทวงเอาทรัพย์นั้นคืนหรือมีคนเข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกับเราได้ เช่น ซื้อที่ดินและ ศาลเคยมีคำสั่งว่าที่ดินแปลงนี้ตกอยู่ในภาระจำยอมโดยกฎหมาย เช่นมีชาวบ้านเดินผ่านไปผ่านมาจนกลายเป็น สิทธิสาธารณะ แต่ก็ยังซื้อที่ดินแปลงนั้น โดยไม่คำนึงว่าจะรู้หรือไม่ไม่สำคัญแต่เมื่อตกอยู่ในภาระจำยอมโดย กฎหมายทำให้เราปลูกบ้านบนที่ดินไม่ได้เพราะถูกรอนสิทธิ เช่นนี้ฟ้องผู้ขายไม่ได้ 3. กรณีที่ยอมตามคำเรียกร้องของบุคคลภายนอกอย่างง่ายดาย การรอนสิทธิต้องเกิดจากบุคคลที่สาม มารอนไม่ว่าผู้ขายจะเป็นผู้ผิดหรือไม่ไม่สำคัญ สุจริตหรือไม่ไม่สำคัญ เมื่อมีบุคคลภายนอกมาอ้างสิทธิก็เป็นการ รอนสิทธิทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ผู้ซื้อก็ควรปกป้องสิทธิของตน เมื่อผู้ซื้อยอมตามคำเรียกร้องของบุคคลภายนอกอย่าง ง่ายๆ จึงไม่อาจมาฟ้องผู้ขายฐานรอนสิทธิได้ 4.มีข้อสัญญายกเว้นความรับผิด ตามมาตรา 1332 คนซื้อซื้อแจกันมาราคา 10,000 บาทจากผู้ขาย ต่อมาบุคคลที่สามมาทวงคืน ถ้า ผู้ซื้อไม่สุจริตก็ต้องคืนแจกันไปโดยไม่มีสิทธิเรียกเงิน ถ้าผู้ซื้อซื้อโดยสุจริตและซื้อจากพ่อค้าขายแจกัน ผู้ซื้อเรียก เงิน 10,000 บาทจากบุคคลที่สามได้ ถามว่าเมื่อคนซื้อได้เงินไปแล้วจะไปฟ้องคนขายว่ารอนสิทธิได้อีกหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาเก่าบอกว่าไม่ได้เพราะไม่เกิดความเสียหายใดๆ แล้ว แต่ปัจจุบันมีคำพิพากษาศาลฎีกา หลายฉบับจนเป็นบรรทัดฐานแล้วว่าฟ้องได้ เพราะคนเราซื้อของมาไม่ได้มีเจตนาจะขายต่อเท่าทุนแต่บางทีซื้อ มาเพื่อใช้งานแต่ก็ไม่ได้ใช้เพราะโดนทวงคืน ฉะนั้นจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานรอนสิทธิจากผู้ขายได้ ส่วนจะได้ เท่าไหร่อยู่ที่การพิสูจน์ว่าเสียหายไปเท่าไหร่อย่างไร ทั้งหมดที่ว่ามานี้คือ หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ขาย สรุป ผู้ขายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบคือ 1. ต้องโอนกรรมสิทธิ์หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อที่จะให้การโอนกรรมสิทธิ์เป็นไปโดย ถูกต้อง เช่น ต้องทำตามแบบโดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 2. คือการส่งมอบต้องส่งมอบให้ถูกบุคคล คือส่งมอบแก่ผู้ซื้อหรือตัวแทนของผู้ซื้อ ต้องส่งมอบให้ถูก เวลา สถานที่ ให้ถูกประเภทของทรัพย์ที่ซื้อขายกัน ให้ถูกปริมาณไม่ขาดตกบกพร่องหรือล้ำจำนวน และจะต้อง ส่งมอบให้ถูกคุณภาพ คือต้องไม่มีการชำรุดบกพร่องเกิดขึ้นและต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ไม่มีการรอนสิทธิ
pg. 7 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง การรอนสิทธิคือ บุคคลที่สามเข้ามารบกวน เช่น ทวงเอาทรัพย์คืนหรือก่อเหตุให้ใช้สอยทรัพย์โดยปกติ สุขไม่ได้ ซึ่งจะต้องเกิดจากความผิดของผู้ขาย และแม้ผู้ขายจะสุจริตก็ต้องรับผิดในการรอนสิทธิ แต่บางครั้งการรอนสิทธิอาจจะเกิดจากความผิดของผู้ขาย ยกตัวอย่าง เช่น ผู้ขายไปขโมยมา เคยมีข้อสอบมหาวิทยาลัยออกว่า ซื้อบ้านที่อยู่สุดซอยเวลาจะกลับ บ้านจะเจอจิ๊กโก๋หน้าปากซอยก่อการรบกวนขัดสิทธิโดยการล้อมซอยบ้าง มีอาวุธน่ากลัวบ้าง และเป็นแบบนี้ ทุกวัน เช่นนี้ผู้ซื้อจะฟ้องผู้ขายบ้านให้รับผิดได้หรือไม่ เพราะเป็นการก่อการรบกวนขัดสิทธิไม่สามารถใช้ทรัพย์ นั้นได้ปกติสุข คำตอบ คือ ไม่สามารถฟ้องรอนสิทธิได้เพราะไม่ได้เกิดจากความผิดของผู้ขาย จบเรื่องหน้าที่ผู้ขาย ประเด็นต่อมา สิทธิหน้าที่ของผู้ซื้อ เนื่องจากสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน ผู้ซื้อจึงมีหน้าที่ต่อผู้ขายด้วยเช่นกัน และผู้ซื้อมีสิทธิคือ เรียกให้ส่งมอบทรัพย์ มีสิทธิเรียกให้ไปจัดการโอนกรรมสิทธิ์หรือทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งสิทธิของผู้ซื้อคือ หน้าที่ของผู้ขายนั่นเอง หน้าที่ของผู้ซื้อมี 2 อย่าง คือ 1. หน้าที่รับมอบทรัพย์สินที่ซื้อขาย หมายความว่า เมื่อผู้ขายส่งมอบทรัพย์ผู้ซื้อก็มีหน้าที่รับมอบทรัพย์ 2. หน้าที่ชำระราคา ราคานี้โดยปกติต้องเป็นเงินเสมอ แต่เมื่อไม่สามารถชำระด้วยเงินได้ก็อาจจะชำระ ด้วยของอย่างอื่นโดยเทียบกับราคา ถ้าตกลงกันแต่ต้นว่าไม่ต้องชำระราคาเป็นเงิน เช่น ต้องการซื้อรถยนต์แต่ ไม่มีเงินจึงมอบพระสมเด็จให้แทนการจ่ายเงิน เช่นนี้ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ถ้าตกลงซื้อรถยนต์ราคา 200,000 บาท และตีราคาพระสมเด็จ 200,000 บาท เช่นนี้ถือว่าเป็นการชำระราคาด้วยของอย่างอื่น คือ ต้องตีราคาของเป็นตัวเงินให้ได้เสียก่อน แต่ถ้าแลกของกันโดยไม่สนใจมูลค่าของที่แลกกันจะเป็นการ แลกเปลี่ยน การชำระราคา ถ้าชำระทันทีครบหมดเรียกว่าชำระเงินสด ถ้าชำระเป็นงวดๆ เรียกว่าเงินผ่อน ถ้าไม่ ชำระแต่จะชำระในวันข้างหน้าเรียกว่าเงินเชื่อ ซึ่งไม่ว่าจะชำระแบบไหน หลักคือกรรมสิทธิ์โอนทันที เว้นแต่จะ ตกลงกันว่ากรรมสิทธิ์จะโอนเมื่อชำระราคาครบถ้วน ก็จะเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขกรรมสิทธิ์จะยังไม่โอน จนกว่าจะเป็นไปตามเงื่อนไข แต่ถ้าไม่มีข้อตกลงเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ไว้ดังนั้นกรรมสิทธิ์ก็โอนทันทีในขณะที่ทำ สัญญาซื้อขายกัน คำว่า “จนกว่าจะชำระราคาครบ” เป็นเงื่อนไขของสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข ซึ่งการชำระราคา ปกติจะชำระกันตอนทำสัญญาซื้อขาย ราคานั้นเป็นไปตามที่ตกลงกัน ถ้าไม่ตกลงกันอาจใช้วิธีอื่น เช่น ให้ เป็นไปตามราคาท้องตลาด ถ้าไม่ได้กำหนดราคากันไว้และมีการฟ้องคดีให้ศาลกำหนดราคาตามสมควรซึ่งโดย หลักก็กำหนดตามราคาท้องตลาด สัญญาซื้อขายบางอย่าง มี 5 ชนิด 1.สัญญาซื้อขายตามตัวอย่าง 2.สัญญาซื้อขายตามคำพรรณนา 3.สัญญาซื้อขายเผื่อชอบ 4.สัญญาซื้อขายทอดตลาด
pg. 8 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง 5.สัญญาขายฝาก สัญญาทั้ง 5 ชนิดนี้คือสัญญาซื้อขายทั้งสิ้น แต่มีกิริยาอาการที่มีการตกลงกันเป็นพิเศษจึงต้องใช้ กฎหมายพิเศษสำหรับชนิดนั้นๆ ถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษก็กลับมาใช้หลักทั่วไปของสัญญาซื้อขายที่ เรียนกัน เช่น เรื่องแบบในเรื่องซื้อขายที่ดิน เรื่องชำรุดบกพร่อง เรื่องการรอนสิทธิ 1. สัญญาซื้อขายตามตัวอย่าง คือ สัญญาซื้อขายที่ผู้ขายนำตัวอย่างมาโชว์ให้ดู และต้องมีการส่งมอบ ให้ตรงตัวอย่างหากผิดไปจากตัวอย่างที่นำมาให้ดูถือว่าเป็นการผิดสัญญาเป็นเหตุให้ผู้ซื้อฟ้องได้ 2. สัญญาซื้อขายตามคำพรรณนา เช่น การขายตามรูปในแคตตาล็อคในหนังสือ หรือมีคนมาอธิบายให้ ฟังหรือในปัจจุบันคือการซื้อขายออนไลน์ ถ้ามีการส่งมอบมาไม่ตรงตามคำพรรณนาหรือที่ปัจจุบันเรียกว่าส่ง ของไม่ตรงปก ผู้ซื้อฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ 3. สัญญาซื้อขายเผื่อชอบ หมายความว่ามีการส่งสินค้ามาให้ทดลองใช้ ถ้าไม่ชอบก็คืนของ แต่ถ้าชอบก็ รับไว้เลย คือให้มีโอกาสทดลองใช้ การซื้อขายเผื่อชอบไม่ต้องมีการส่งมอบเพราะได้ส่งมอบให้กันแล้วเว้นแต่ผู้ ซื้อขอเปลี่ยนของเป็นชิ้นใหม่ 4. สัญญาซื้อขายทอดตลาด เป็นที่นิยมกันมากทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย คือ การนำ ทรัพย์สินออกขายโดยเปิดเผยและไม่เจาะจงตัวผู้ซื้อ ศาลฎีกาตัดสินว่าการเอาทรัพย์สินออกขายทอดตลาดไม่ ถือว่าเป็นการทำคำเสนอเป็นเพียงการเชิญชวนให้เสนอเท่านั้น ส่วนคนที่เข้ามาประมูลและบอกราคาว่าเท่าไหร่ คือการทำคำเสนอ เช่น นำพระพุทธออกวางและเชิญผู้คนมาโดยบอกว่าใครเสนอราคาสูงสุดได้พระพุทธรูปองค์ นี้ไป คำว่าใครเสนอราคาสูงสุดได้พระไป คือการเชิญชวนให้ทำคำเสนอ เมื่อมีคนเสนอราคาเท่ากับเป็นคำเสนอ และเมื่อคนนำพระพุทธรูปออกวางนั้นตอบตกลงถือเป็นคำสนอง สัญญาซื้อขายเกิดและกรรมสิทธิ์โอนทันที แต่ เนื่องจากเป็นการขายที่ไม่เจาะจงผู้ซื้อจึงอาจมีผู้มาเสนอหลายคนได้และหากมีการตกลงกันว่าจะมีการยืนยัน ราคาก็ให้เป็นไปตามนั้น เช่น เมื่อมีคนเสนอราคามา ผู้นำของมาประมูลจะเอ่ยราคา 3 ครั้ง ถ้าไม่มีคนเสนอ ราคาอื่นเพิ่มคนที่เสนอราคานี้ได้ทรัพย์ชิ้นนี้ไปสัญญาซื้อขายจึงเกิดขึ้น ดังนั้นการซื้อขายทอดตลาดจึงต้องมีการ เคาะราคา ซึ่งการเคาะราคา คือ การยืนยัน ฉะนั้น การขายทอดตลาด คือ การนำสินค้าออกขายโดยเปิดเผยเพื่อเปิดโอกาสให้คนต่างเข้าเสนอราคา ผู้เสนอราคาเป็นผู้เสนอ ผู้ขายทอดตลาดเป็นผู้เชิญชวน แต่เมื่อมีการเสนอราคาแล้วอาจมีการตอบรับโดยกิริยา อาการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ตกลงกันไว้ การขายทอดตลาดนำมาใช้ใน ป.พ.พ. เวลามีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม ในมรดกให้แก่ทายาท และการขายทอดตลาดคุ้มครองผู้ขายในหลายกรณีและคุ้มครองผู้ซื้อตามมาตรา 1332 ที่อธิบายไปข้างต้น ในการยึดทรัพย์บังคับคดีก็นำทรัพย์นั้นออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาใช้ให้แก่เจ้าหนี้ เช่นกัน 5. สัญญาขายฝาก เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องซื้อขายเฉพาะอย่างที่ทำกันบ่อยในปัจจุบันโดยใช้หลักเดียวกับ สัญญาซื้อขายทั่วไป แต่ต่างกันตรงที่ สัญญาขายฝากเมื่อขายไปแล้วกรรมสิทธิ์โอนแล้วภายหลังสามารถมาไถ่ทรัพย์คืน ได้จะว่ากันในครั้งต่อไปนะครับ ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย A08 ตรวจทาน c2
pg. 1 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/76 วิชา ซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ (ภาคปกติ) บรรยายโดย ศาสตราจารย์ (กิตติคุณ) ดร. วิษณุ เครืองาม บรรยายวันที่ 2๙ มิถุนายน 2566 (ครั้งที่ ๖) (สัปดาห์ที่ ๖) เมื่อครั้งที่แล้วอาจารย์ได้อธิบายเรื่องการซื้อขายเฉพาะอย่าง วันนี้มาทบทวนเรื่องการซื้อขาย เฉพาะอย่าง คำว่า “การซื้อขายเฉพาะอย่าง” เริ่มต้นต้องเข้าใจว่า ถึงอย่างไรก็คือการทำสัญญาซื้อขายอยู่ดีนั่นเอง เพราะฉะนั้นหลักต่าง ๆ โดยเฉพาะแบบ หลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้รับผิด หรือพยานหลักฐานว่ามีการ ทำสัญญาซื้อขาย ก็ยังคงต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปของซื้อขาย มีข้อแตกต่างออกไปบ้างเฉพาะเท่าที่กฎหมาย บัญญัติไว้ในเรื่องการซื้อขายเฉพาะอย่างนั้น ๆ คำว่า “การซื้อขายเฉพาะอย่าง” มี 5 ประเภท 1. การซื้อขายตามตัวอย่าง 2.การซื้อขายตามคำพรรณนา 3. การซื้อขายเผื่อชอบ 4.การซื้อขายทอดตลาด และ 5. การซื้อขายฝาก ข้อที่สำคัญที่สุด คือ การซื้อขายฝาก ซึ่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์แตกต่างไปจากการซื้อขายทั่ว ๆ ไป มากที่สุด และเป็นกฎหมายที่มีปัญหามากที่สุดในสังคมไทย จนมีการเดินขบวนเรียกร้องหลายครั้ง เพราะว่ามีการ ใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรมแก่ลูกหนี้หรือแก่ผู้ขายฝาก ซื้อขายเผื่อชอบ คือ การซื้อขายที่ผู้ขายได้ส่งมอบทรัพย์สินให้ผู้ซื้อไปทดลองใช้ ถ้าใช้แล้วไม่ชอบก็ส่งคืน ถ้าใช้แล้วชอบ ก็จะเป็นการทำซื้อขายที่สมบูรณ์นับแต่นั้นไป ตัวอย่างเช่น ฎีกาที่ 121/2543 โจทก์ร่วมและจำเลยต่างมีความประสงค์จะซื้อจะขายรถยนต์โดยมีการกำหนดราคา และเงื่อนไข จำเลยจะนำรถยนต์ของโจทก์ร่วมไปทดลองใช้ก่อน 7 วัน หากพอใจจำเลยจะนำเงินมาชำระให้โจทก์ ร่วม ข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยส่อแสดงเจตนาว่าทั้งสองฝ่ายจะซื้อจะขายรถยนต์กันตั้งแต่เริ่มแรก การที่ จำเลยได้รับมอบรถยนต์จากโจทก์ร่วมจึงเข้าลักษณะสัญญาซื้อขายเผื่อชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 505 หลังจากจำเลยรับมอบรถยนต์แล้วรถยนต์หายไปโดยไม่ปรากฏพฤติการณ์ส่อแสดงเจตนาทุจริตของ จำเลยว่ากุเรื่องรถยนต์หายเพื่อลวงโจทก์ร่วม เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นเรื่องการซื้อขาย เผื่อชอบและโจทก์ร่วมได้ส่งมอบรถยนต์ให้แก่จำเลยทดลองขับ ถือว่าเป็นการตรวจดูแล้ว การซื้อขายย่อมเป็นอัน บริบูรณ์กล่าวคือจำเลยมิได้บอกกล่าวว่าไม่ยอมรับซื้อและจำเลยมิได้ส่งมอบรถยนต์คืนภายในกำหนดเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 508 (1) (2) แม้ขณะที่รถยนต์ของโจทก์ร่วมหายไปจำเลยจะมิได้ชำระ ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วม ก็เป็นเรื่องจะต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งต่างหาก การกระทำไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 การซื้อขายตามคำพรรณนา (Sale By Description) สมัยก่อนการพรรณนาทำได้อย่างเดียว คือ การพูด อธิบายสรรพคุณจนคนซื้อฟังแล้วเคลิ้มตาม เช่นนี้เป็นการซื้อขายตามคำพรรณนา ต่อมาจึงพัฒนามาจนมีการทำ