pg. 5 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ข้อสังเกต การบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าอาจตั้งตัวแทนบอกกล่าวก็ได้ ซึ่งเมื่อการบอกกล่าวเลิกสัญญา เช่าไม่ต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ฉะนั้นการตั้งตัวแทนบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าจึงไม่ต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน ตามมาตรา 798 ข้อพิจารณา 1. การบอกเลิกการเช่าที่ไม่ชอบด้วยมาตรา 566 มีผลทำให้สัญญาเช่ายังไม่ระงับ ผู้ให้เช่าจะฟ้องขับ ไล่ผู้เช่าไม่ได้ ศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่สามารถบอกกล่าวใหม่และฟ้องคดีใหม่ได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ 2. ในระยะเวลาหนึ่งเดือนก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าภายหลังจากมีการบอกกล่าวแล้ว ระยะเวลา ดังกล่าวถ้าจะมีการฟ้องเรียกเงินจะต้องเป็นการฟ้องเรียกค่าเช่า เพราะช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่ผู้ให้เช่า บอกกล่าวให้ผู้เช่าอยู่โดยถูกต้อง จึงต้องเรียกเป็นค่าเช่าที่ค้าง แต่ถ้ามีการฟ้องคดีไปแล้วเรียกผิดไปเรียกร้อง ค่าเสียหายแทน ศาลก็สามารถกำหนดให้เป็นการชำระค่าเช่าได้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น เพราะ ถือว่าเป็นการเรียกเงินค่าตอบแทนการเช่านั่นเองเพียงแต่โจทก์เรียกผิด หรือกรณีที่สัญญาเช่าครบกำหนดแล้ว ผู้ให้เช่ายังคงอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อมา หากโจทก์ฟ้องขับไล่โดย เรียกค่าเช่าภายหลังจากครบกำหนดสัญญาเช่ามาด้วย ศาลก็จะถือว่าเป็นการเรียกค่าเสียหายและกำหนด ค่าเสียหายให้ได้โดยไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นเช่นกัน 3. กรณีตามมาตรา 570 ที่สัญญาเช่าครบกำหนดแล้วแต่ผู้เช่ายังคงอยู่ในทรัพย์สินที่เช่าต่อไปโดยที่ ผู้ให้เช่าไม่ทักท้วงซึ่งถือว่าเกิดเป็นสัญญาเช่าไม่มีกำหนดเวลานั้น หากมีการค้างค่าเช่าในระยะเวลาดังกล่าว กรณีเช่นนี้ผู้ให้เช่าจะบอกเลิกสัญญาเช่าอย่างสัญญาเช่าไม่มีกำหนดเวลาตามมาตรา 566 ก็ได้ หรือจะบอกเลิก เพราะผู้เช่าผิดนัดค้างชำระค่าเช่าก็ได้ตามมาตรา 560 ถ้ามีการบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่าตามมาตรา 560 ก็จะต้องมีการปฏิบัติตามมาตรา 560 วรรคสอง ด้วยคือ จะต้องมีการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เขาชำระค่าเช่าโดยไม่น้อยกว่า 15 วัน ซึ่งถ้าผู้เช่านำเอาค่าเช่ามา ชำระก็จะทำให้สิทธิในการเลิกสัญญาเช่าหมดไป แต่ถ้าบอกเลิกสัญญาเช่าตามมาตรา 566 ที่จะต้องมีการบอก กล่าวล่วงหน้าไม่น้อยกว่าชั่วกำหนดเวลาชำระค่าเช่าระยะหนึ่ง แม้จะมีระยะเวลาในการบอกกล่าวที่มากกว่า แต่ก็สามารถเป็นการบอกเลิกได้เลย 3. สัญญาเช่าระงับเมื่อทรัพย์สินที่ให้เช่าสูญหายไปหมด มาตรา 567 บัญญัติว่า “ถ้าทรัพย์สินซึ่งให้เช่าสูญหายไปทั้งหมดไซร้ ท่านว่าสัญญาเช่าก็ย่อมระงับ ไปด้วย” หากทรัพย์สินที่ให้เช่าไม่ว่าเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ หากสูญหายไปทั้งหมดสัญญาเช่า ย่อมระงับ เป็นการระงับโดยผลแห่งกฎหมาย จึงไม่ต้องมีการบอกเลิกสัญญาเช่ากันอีก การสูญหายดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดของผู้ให้เช่าหรือผู้เช่าหรือเป็นเพราะการกระทำของ คนภายนอกหรือเป็นเพราะเหตุสุดวิสัย ก็มีผลทำให้สัญญาเช่าระงับไปทั้งสิ้น เนื่องจากไม่มีทรัพย์สินที่ให้เช่าซึ่ง เป็นวัตถุแห่งหนี้ ฎีกาที่ 1057/2520 ห้องแถวไม้ถูกไฟไหม้เหลือแต่พื้นซีเมนต์ชั้นล่างกับเสาซึ่งไหม้เกรียมผู้เช่าซ่อม เพิ่มเติมชั้นล่างแล้วอยู่ทำการค้า ถือว่าห้องแถวหมดสภาพระงับไปตาม มาตรา 567 แล้ว ข้อสังเกต ถ้าทรัพย์สินที่สูญหายไม่ใช่ทรัพย์ที่ให้เช่า สัญญาเช่าไม่ระงับ ฎีกาที่ 281-286/2502 จำเลยเช่าที่ดิน ปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ก่อนเพลิงไหม้ การที่จำเลยเข้าไป ปลูกบ้านเรือนในตอนหลังย่อมไม่เป็นการละเมิด
pg. 6 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ฎีกาที่ 1366/2505 ทำสัญญาเช่าที่ดินปลูกเรือนอยู่อาศัย แม้ผู้เช่าจะรื้อเรือนเดิมแล้วปลูกขึ้นใหม่ ก็ตาม สัญญาเช่าก็ไม่ระงับ เพราะที่ดินอันเป็นวัตถุแห่งการเช่ายังคงมีอยู่ 4. สัญญาเช่าระงับเมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย สัญญาเช่าทรัพย์เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เพราะฉะนั้น เมื่อผู้เช่าถึงแก่ความตาย จะมีผลให้สัญญา เช่าระงับไม่ตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่า กรณีผู้เช่าเป็นนิติบุคคล นิติบุคคลที่เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด กรณีนี้หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิดตายไป และคดีไม่มีประเด็นในเรื่องของการชำระบัญชี ก็มีผลทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้นสิ้นสภาพไปด้วย ซึ่งกรณีนี้ถ้า ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นผู้เช่า เมื่อฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดสิ้นสภาพนิติบุคคลแล้วสัญญาเช่าก็ระงับไปด้วย กรณีนิติบุคคลเป็นบริษัท หากบริษัทถูกนายทะเบียนขีดชื่อจากทะเบียน บริษัทก็จะสิ้นสภาพความเป็น นิติบุคคลไป ย่อมทำให้สัญญาเช่าระงับเช่นกัน ฎีกาที่ 901/2508 ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยเช่าตึกแถวพิพาทจากโจทก์เพื่อทำการค้า ต่อมา ผู้จัดการห้างจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดถึงแก่กรรม เมื่อคดีไม่มีประเด็นเรื่องการเลิกห้างโดยมี การชำระบัญชีจึงย่อยจะถือว่าห้างจำเลยยังคงตั้งอยู่เท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชีไม่ได้ และเมื่อห้าง จำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตึงรายนี้สิ้นสภาพบุคคลแล้วสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับห้างจำเลยก็ย่อยเป็นอันระงับไป บริวารของห้างจำเลยจึงย่อมไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในตึกแถวของโจทก์ได้โดยชอบต่อไป ฎีกาที่ 3323/2561 ที่ดินพิพาทเดิมเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ให้บริษัท อ. เช่า ปลูกสร้างอาคาร ห้างสรรพสินค้าเป็นเวลา 25 ปี โดยทำเป็นสัญญาต่างตอบแทนพิเศษยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดา ระบุให้อาคาร ดังกล่าว ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยทันทีเมื่อพ้นกำหนดสัญญา ต่อมาจำเลยได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็น ประกันเงินกู้ไว้กับธนาคาร ก. แต่ยังประสบภาระหนี้สิน จึงมีการโอนสิทธิจำนองดังกล่าวให้แก่โจทก์ และโจทก์ ได้โอนต่อไปยังบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยซึ่งได้โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของตนในภายหลัง แล้วได้โอนกรรมสิทธิ์ ดังกล่าวกลับคืนมาให้แก่โจทก์ แม้ที่ดินพิพาทมีสัญญาเช่าต่างตอบแทนพิเศษผูกพันอยู่กับบริษัท อ. ซึ่งมีจำเลย เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่มีอำนาจกระทำการแทน แต่ปรากฏต่อมาว่าบริษัทดังกล่าวได้ถูกนายทะเบียนขีดชื่อออก จากทะเบียน อันมีผลทำให้บริษัทสิ้นสภาพความเป็นนิติบุคคลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1273/3 สัญญาเช่า ทรัพย์สินซึ่งผูกพันตัวบุคคลคือผู้เช่าเป็นสำคัญย่อมระงับ ไม่ตกติดไปเป็นภาระแก่โจทก์ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ จบเรื่องสัญญาเช่าทรัพย์ เช่าซื้อ โดยปกติแล้วอาจารย์จะไม่มีเวลาสอนเรื่องการเช่าซื้อแต่ในเทอมนี้โชคดีมากที่อาจารย์มีเวลาสอนครบ ทั้งหมดแปดครั้ง จึงมีเวลาที่สามารถนำมาพูดถึงการเช่าซื้อได้ ซึ่งคงจะพูดกันแต่ในโครงสร้างเท่านั้นไม่ได้พูดถึง รายละเอียด โดยเรื่องการเช่าซื้อนั้นบัญญัติอยู่ในมาตรา 572 ถึงมาตรา 574 นอกจากนี้ก็มีพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคพ.ศ. 2552 ได้มีการนำเอาเรื่องการเช่าซื้อมากำหนดใน พระราชบัญญัติดังกล่าวด้วย โดยคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคได้กำหนด ว่า สัญญาเช่าซื้อเกี่ยวกับรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภคในการทำ สัญญาเช่าซื้อประเภทนี้จะต้องมีแบบตามมาตรฐาน และมีการเพิ่มเติมข้อห้ามไว้โดยเฉพาะ เช่น สัญญาเช่าซื้อ
pg. 7 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์จะต้องมีการผิดนัดติดต่อกันสามงวดจึงจะบอกเลิกสัญญาได้ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ ต่างไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่สำหรับการบรรยายนั้นอาจารย์จะไม่นำบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภคมาอธิบาย แต่จะอธิบายเฉพาะบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น มาตรา 572 บัญญัติว่า “อันว่าเช่าซื้อนั้น คือสัญญาซึ่งเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำมั่น ว่าจะขายทรัพย์สินนั้นหรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงินเป็นจำนวน เท่านั้นเท่านี้คราว สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ” จากมาตรานี้เป็นบทนิยามของสัญญาเช่าซื้อซึ่งมีนิยามว่า สัญญาเช่าซื้อนั้นคือสัญญาเช่าทรัพย์ กับ คำมั่นจะขาย คือเป็นสัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินเอาทรัพย์สินให้ผู้อื่นเช่า โดยมีข้อตกลงว่า ค่าชำระค่าเช่า ครบถ้วนตามกำหนดแล้วให้สิทธิในทรัพย์สินนั้นตกเป็นของผู้เช่า เช่น นาย ก. ให้นาย ข. เช่ารถยนต์ของตนเป็น รายเดือน เดือนละ 10,000 บาทเป็นจำนวน 50 งวด เมื่อครบกำหนดแล้วให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตกเป็นของ นาย ข. เมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาเช่าประกอบกับคำมั่นว่าจะขาย ค่าเช่าในแต่ละงวดจึงมีอัตราสูงกว่าค่าเช่า ทั่วไป นอกจากนี้ก็อาจจะมีเงินก้อนที่วางไว้แก่ผู้ให้เช่าอีกด้วย เช่น เงินดาวน์ หลักเกณฑ์ของสัญญาเช่าซื้อ 1. สัญญาเช่าซื้อมีได้ทั้งในสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นทรัพย์สินที่ไม่อาจโอนกันได้ เช่น ทรัพย์สาธารณะประโยชน์หรือทรัพย์นอกพาณิชย์ 2. การชำระค่าเช่าซื้อจะต้องมีการชำระเป็นคราว ๆ ตั้งแต่สองงวดขึ้นไป (แต่งวดเดียวไม่ได้ จะถือเป็น สัญญาซื้อขายทั่วไป) 3. ค่าเช่าซื้อต้องชำระเป็นเงิน แต่อาจชำระเป็นเช็คหรือตั๋วแลกเงินก็ได้ เพราะทั้งสองสิ่งสามารถนำไป ขึ้นเป็นเงินสดได้ และถ้าเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้ออกเช็คก็จะต้องรับผิดด้วย ฎีกาที่ 2303/2534 หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่จำต้องระบุบุคคลที่ต้องถูกฟ้องโดย เฉพาะเจาะจงว่าเป็นจำเลยหรือผู้ใด แม้หนังสือมอบอำนาจเกี่ยวกับคดีไม่ได้ระบุว่ามอบอำนาจให้ฟ้องจำเลยทั้ง สอง แต่ก็มีข้อความไว้แล้วว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องคดีแพ่งแทนและในนามของโจทก์ได้ ส. จึงมีอำนาจ ฟ้องคดีแทนโจทก์ จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทสิบเอ็ด ฉบับลงวันที่ล่วงหน้ามอบให้โจทก์เพื่อชำระราคาค่ารถ ขุดดินที่จำเลยที่ 1 เช่าซื้อจากโจทก์สำหรับงวดที่ถึงกำหนดชำระราคาและธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินก่อน โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ เช็คดังกล่าวถือว่าเป็นเช็คที่จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเงินเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์สำหรับเงิน ค่าเช่าซื้อที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระโจทก์เมื่อก่อนมีการเลิกสัญญาเช่าซื้อต่อกันและตามหนังสือสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ กับจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันไว้ว่าเมื่อสัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกันแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ อยู่ก่อนสัญญาเลิกกันให้โจทก์ จำเลยที่ 1ผู้เช่าซื้อในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทและจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วน ผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระเงินตามเช็คพิพาทซึ่งมีมูลหนี้มาจากค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชำระให้โจทก์ตามข้อสัญญา
pg. 8 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง 4. คำว่า “ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิ” มีความหมายกว้างซึ่งหมายความว่า ถ้าทรัพย์สินนั้นมี กรรมสิทธิ์ก็ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้เช่าซื้อได้ แต่ถ้าทรัพย์สินนั้นมีเพียงสิทธิครอบครอง ก็ให้สิทธิครอบครอง ตกเป็นของผู้เช่าซื้อได้ หากทรัพย์สินที่เช่าซื้อเป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีการชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ย่อมตกเป็นของผู้เช่าซื้อทันทีโดยผลของกฎหมาย แต่ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อนั้นเป็นประเภทที่จะต้องมีทะเบียน เมื่อชำระเงินครบแล้วกรรมสิทธิ์ย่อมโอนทันทีเพียงแต่รถยนต์นั้นเป็นทรัพย์สินที่ต้องมีทะเบียนควบคุม ผู้เช่าซื้อ จึงสามารถบังคับให้ผู้ให้เช่าซื้อทำการจดทะเบียนโอนให้แก่ตนได้ แต่ถือว่าเมื่อมีการชำระเงินครบกรรมสิทธิ์ก็ โอนมายังผู้เช่าซื้อแล้วแม้จะยังไม่มีการจดทะเบียน ฎีกาที่ 503/2529 แม้โจทก์จะได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถที่เช่าซื้อเพราะได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้ จำเลยครบถ้วนแล้วก็ตามแต่เมื่อสัญญาเช่าซื้อกำหนดให้จำเลยจัดการโอนทะเบียนรถให้แก่โจทก์ด้วยการที่ จำเลยไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่ถ้าทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินที่จะต้องจดทะเบียน เช่น สังหาริมทรัพย์พิเศษหรืออสังหาริมทรัพย์ เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบแล้วก็จะต้องมีการนำไปจดทะเบียนด้วยมิฉะนั้นสิทธิดังกล่าวจะไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 1299 ฎีกาที่ 2930/2530 แม้ผู้ร้องทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจาก ส. และชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนแล้ว ก่อนที่ ส. จะนำที่ดินดังกล่าวมาวางศาลเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยเพื่อขอทุเลาการบังคับคดี แต่สิทธิ ของผู้ร้องก็เป็นเพียงบุคคลสิทธิซึ่งหาก ส. ผิดสัญญาเช่าซื้อก็เป็นกรณีที่ผู้ร้องต้องว่ากล่าวบังคับเอากับ ส. เมื่อ ส. ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทจึงยังไม่ตกไปเป็นของผู้ร้องโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย ส. ยังคง เป็นเจ้าของที่ดินอยู่ โจทก์ชนะคดีแล้วยึดที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ได้ ผู้ร้องไม่มีสิทธิร้อง ขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด 5. การเช่าซื้อนั้นตามมาตรา 542 กำหนดว่าเป็นการที่เจ้าของเอาทรัพย์สินของตนออกให้เช่า คำว่า “เจ้าของนั้น” มีความหมายดังนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้มีอำนาจทำสัญญาเช่าซื้อจะต้องเป็นเจ้าของ แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคตหาได้โอนได้ทันทีที่ทำสัญญาเช่าซื้อกันไม่ คำว่าเจ้าของจึง หมายถึงผู้มีกรรมสิทธิ์ในขณะทำสัญญาเช่าซื้อและหมายความรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์ในอนาคตด้วย เช่น กรณีที่ทำสัญญาเช่าซื้อรถกับไฟแนนซ์ ในขณะที่ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อกับไฟแนนซ์นั้น บริษัท ไฟแนนซ์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถที่เช่าซื้อ เพราะจะต้องมีการทำเรื่องกู้กับธนาคารก่อน จากนั้น บริษัทไฟแนนซ์จึงจะนำเงินดังกล่าวมาซื้อรถคันนั้นเพื่อให้เป็นของบริษัทไฟแนนซ์แล้วให้ผู้เช่าซื้อผ่อนชำระกับ ไฟแนนซ์ ดังนั้นศาลฎีกาจึงตีความว่า ผู้ที่มีอำนาจในการทำสัญญาเช่าซื้อนั้นจึงหมายความรวมถึงผู้ที่จะมี กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าซื้อในอนาคตด้วย ฎีกาที่ 7404/2547 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 เช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่ง "เจ้าของ" เอาทรัพย์สินออกให้ เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นสิทธิผู้เช่า โดยเงื่อนไขที่ผู้เช่าได้ใช้เงิน เป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ผู้มีอำนาจทำสัญญาจึงต้องเป็น "เจ้าของ" แต่โดยสภาพของสัญญาเช่าซื้อ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินย่อมจะโอนไปยังผู้เช่าซื้อในอนาคตหาได้โอนกรรมสิทธิ์ในทันทีขณะทำสัญญาไม่ "เจ้าของ" จึงหมายถึง ผู้มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินขณะทำสัญญาเช่าซื้อ และหมายความรวมถึงผู้ที่จะมีกรรมสิทธิ์
pg. 9 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ในทรัพย์สินในอนาคตโดยชอบด้วย โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุกพิพาทจากบริษัท ต. แม้จะเป็นสัญญาซื้อขาย โดยมีเงื่อนไขที่จะได้กรรมสิทธิ์ต่อเมื่อได้ชำระราคาเป็นเงินสดครบถ้วนแล้ว แต่โจทก์เป็นผู้ซื้อรถยนต์บรรทุก พิพาทโดยเจตนาครอบครองใช้สอยอย่างเจ้าของ จะได้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์บรรทุกพิพาทเมื่อชำระราคาเป็นเงิน สดครบถ้วนตามสัญญา โดยมีเงื่อนไขนั้นแล้ว โจทก์จึงจะโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์บรรทุกให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อได้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์เป็น "เจ้าของ" ตาม ป.พ.พ. มาตรา 572 มีอำนาจทำสัญญา เช่าซื้อได้ สัญญาเช่าซื้อย่อมสมบูรณ์ ไม่เป็นโมฆะ ฎีกาที่ 615/2537 โจทก์เช่าซื้อรถยนต์พิพาททั้ง 8 คัน จากบริษัท ท. แล้วจำเลยเช่าซื้อรถยนต์ พิพาททั้ง 8 คัน จากโจทก์ แม้ในขณะโจทก์จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อ โจทก์ยังไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์พิพาททั้ง 8 คันที่ให้เช่าซื้อก็ตาม แต่บริษัท ท. ยินยอมให้โจทก์นำรถยนต์พิพาททั้ง 8 คันออกให้ผู้อื่นเช่าซื้อช่วงได้ และ โจทก์สามารถโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์พิพาททั้ง 8 คัน ให้แก่จำเลยได้ หากจำเลยชำระเงินค่าเช่าซื้อครบตาม สัญญา จำเลยสมัครใจเข้าทำสัญญาโดยมิได้โต้แย้งในเรื่องนี้แต่อย่างใด จำเลยจึงต้องผูกพันตามสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างว่าขณะทำสัญญาโจทก์ไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ที่ให้เช่าซื้อ จึงไม่มีอำนาจฟ้องหาได้ไม่ ฎีกาที่ 5688/2545 ทรัพย์สินที่ทำการเช่าซื้อกันนั้นผู้ให้เช่าซื้ออาจนำทรัพย์สินที่จะมีกรรมสิทธิ์ใน อนาคตออกให้เช่าซื้อล่วงหน้าได้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ประสงค์จะซื้อเครื่องจักรพิพาทโดยให้โจทก์ออกเงิน ลงทุนให้เพื่อชำระให้แก่เจ้าของทรัพย์ แล้วจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อเครื่องจักรดังกล่าวกับโจทก์ในวัน เดียวกับที่จำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนไปจากโจทก์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 จึงได้ชำระเงินค่าเครื่องจักรให้แก่ผู้ขาย ซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์ อันเป็นผลให้โจทก์ได้กรรมสิทธิ์ในเครื่องจักรที่ให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อไปก่อนหน้า นั้นแล้ว สัญญาเช่าซื้อจึงมีผลใช้บังคับได้ หาได้ตกเป็นโมฆะไม่ ตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 118 บัญญัติเพียงว่าตราสารใดที่ไม่ปิดแสตมป์ครบจำนวนและได้ขีด ฆ่าแล้ว จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้เท่านั้นไม่ได้บังคับถึงเวลาที่ปิดและขีดฆ่า เมื่อต้นฉบับสัญญา เช่าซื้อที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาได้ปิดอากรแสตมป์ครบจำนวนและขีดฆ่าแล้ว และทั้งเมื่อโจทก์อ้างส่ง ต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวต่อศาลก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้โต้แย้งถึงความถูกต้องของต้นฉบับสัญญา เช่าซื้อนั้น จึงรับฟังต้นฉบับสัญญาเช่าซื้อเป็นพยานหลักฐานได้ 6. เมื่อสัญญาเช่าซื้อประกอบไปด้วยสัญญาเช่าทรัพย์และคำมั่นว่าจะขาย จึงต้องนำบทบัญญัติในเรื่อง ของการเช่าทรัพย์มาใช้บังคับด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหน้าที่ของผู้เช่าหรือหน้าที่ของผู้ให้เช่า เป็นต้น อาทิ ผู้ให้เช่า ซื้อก็คือผู้เช่าจึงต้องรับผิดในเรื่องของการส่งมอบ ความชำรุดบกพร่อง และการรอนสิทธิ ฎีกาที่ 635/2536 โจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อรถคันพิพาทหลายงวด และได้ทำบันทึกข้อตกลงกับ จำเลยว่าโจทก์จะชำระค่าเช่าซื้อที่ค้าง 50,000 บาทให้จำเลย และฝ่ายจำเลยจะไปต่อทะเบียนเสียภาษีรถให้ โจทก์โดยนัดกันวันที่ 15 มีนาคม 2530 ข้อตกลงดังกล่าวแสดงว่า จำเลยมิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่า ซื้อตามสัญญาเป็นข้อสาระสำคัญ จำเลยจะบอกเลิกสัญญาเพราะเหตุโจทก์ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อไม่ได้แต่ทั้ง สองฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำขึ้นกันใหม่ดังกล่าวเมื่อจำเลยผิดข้อตกลง โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และผลแห่งการบอกเลิกสัญญาย่อมทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนจำเลยต้องคืนค่าเช่าซื้อแก่โจทก์ เมื่อโจทก์เช่าซื้อรถคันพิพาทจากจำเลยแล้วได้ทำการซ่อมแซมรถหลาย รายการ เช่น เปลี่ยนเฟืองท้ายโช้คอัพ เพลากลาง การซ่อมแซมดังกล่าวมิใช่ค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาตามปกติ
pg. 10 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง และเพื่อซ่อมแซมเล็กน้อย แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรเพื่อรักษารถคันพิพาทให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 547 ฎีกาที่ 951/2544 โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อต้องส่งมอบทรัพย์สินซึ่งให้เช่าซื้อ โดยมีสภาพที่เหมาะสมแก่การ ใช้ประโยชน์ เมื่อรถพิพาทยังมิได้ทำทะเบียนและแผ่นป้ายวงกลม โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องจัดหาให้แก่จำเลย เพราะเอกสารดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในการใช้รถโดยจะต้องเป็นผู้จัดอำนวยความสะดวกในการ จดทะเบียนเพื่อใช้รถที่เช่าซื้อตามที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ การที่โจทก์ส่งมอบรถพิพาทให้แก่จำเลยมีสภาพ ไม่เหมาะสมที่จะใช้ โดยไม่จัดหาป้ายทะเบียนและป้ายวงกลมให้แก่จำเลย โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 ประกอบมาตรา 549 เนื่องจากสัญญาเช่าซื้อเป็นสัญญาต่าง ตอบแทน เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะไม่ชำระค่าเช่าซื้อได้ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 369 การที่จำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์จึงไม่ถือว่าจำเลยผิดนัด ฎีกาที่ 2767/2560 เช่าซื้อรถจากไฟแนนซ์ รถชำรุดบกพร่อง ไฟแนนซ์ต้องรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อ จะอ้างให้ไปเรียกจากบริษัทผู้ผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายไม่ได้ โจทก์ยอมรับว่ารถยนต์ที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องเกี่ยวกับระบบวิทยุและการปรับเบาะนั่ง ซึ่งเป็นข้อชำรุดบกพร่องที่เกิดขึ้นภายหลังการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อและเป็นข้อชำรุดบกพร่องที่ไม่อาจเห็น เป็นประจักษ์ในเวลาส่งมอบ สอดคล้องกับบันทึกรายการตรวจซ่อมบำรุง โดยการแจ้งซ่อมทั้งสี่ครั้งเป็นเวลา หลังจากที่จำเลยที่ 1 รับรถยนต์เช่าซื้อไปไม่ถึงสามเดือน เมื่อระบบไฟเตือนที่ขึ้นที่หน้าปัดเวลาสตาร์ทเครื่อง และระบบเซ็นเซอร์ของเบาะเป็นอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่เกี่ยวโยงถึงระบบเครื่องยนต์และไฟฟ้าซึ่งเป็นส่วนประกอบ อันเป็นสาระสำคัญของรถยนต์ หากเกิดปัญหาขึ้นย่อมมีผลโดยตรงให้ระบบเครื่องยนต์หรือไฟฟ้ามีปัญหาใช้ การไม่ได้อย่างสมบูรณ์และส่งผลให้เครื่องยนต์และระบบอื่น ๆ ของรถยนต์ใช้การไม่ได้ไปด้วย ถือได้ว่าความ ชำรุดบกพร่องนั้นถึงขนาดเป็นเหตุให้เสื่อมราคาหรือเสื่อมความเหมาะสมแก่ประโยชน์อันมุ่งหมายจะใช้เป็น ปกติ ซึ่งถือเป็นข้อสาระสำคัญและเมื่อพิจารณาถึงรถยนต์ที่เช่าซื้อซึ่งเป็นรถใหม่ กำหนดราคาค่าเช่าซื้อรวม ผลประโยชน์และภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเงินสูงถึง 3,678,960 บาท ย่อมเป็นความคาดหวังของผู้ซื้อหรือผู้เช่า ซื้อในฐานะผู้บริโภคที่จะต้องได้รับสินค้าที่ดีและมีคุณภาพที่สมบูรณ์สามารถนำไปใช้งานได้โดยไม่เกิดปัญหา เมื่อโจทก์ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อให้แก่จำเลยที่ 1 โดยรถยนต์มีความชำรุดบกพร่องไม่มีความเหมาะสมแก่ ประโยชน์อันมุ่งหมายจะใช้เป็นปกติ โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาเช่าซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 472 และมาตรา 549 ดังนั้น จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อซึ่งมิได้เป็นฝ่ายผิดนัดหรือผิดสัญญาย่อมมีสิทธิที่ จะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าโจทก์จะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 โดยการจัดการแก้ไขรถยนต์ที่เช่าซื้อให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ตามประโยชน์ที่มุ่งหมายโดย สัญญาหรือเปลี่ยนรถคันใหม่ให้แก่ผู้เช่าซื้อ และเมื่อจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อส่งมอบกลับคืนแก่โจทก์จึง เป็นการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 สัญญาเช่าซื้อเป็นอันเลิกกัน โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้ ฎีกาที่ 1814/2545 จำเลยนำวิทยุ เครื่องเล่นเทป เครื่องเล่นซีดี ลำโพงและอุปกรณ์เครื่องเสียงมาสู่ รถที่เช่าซื้อก็เพื่อประโยชน์ ของจำเลย หาใช่เพื่อประโยชน์แก่การจัดดูแล ใช้สอย หรือรักษาทรัพย์สินที่เป็น ประธานคือรถที่เช่าซื้อไม่ ทรัพย์ดังกล่าวจึงมิใช่อุปกรณ์อันจะตกติดไปกับทรัพย์ประธานตามนัย ป.พ.พ. มาตรา 147 วรรคท้าย
pg. 11 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง สัญญาเช่าซื้อระบุว่า "หากผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือตั้งอยู่ในตัวทรัพย์สินที่เช่า ซื้อ สิ่งนั้นจะตกเป็นส่วนหนึ่งของตัวทรัพย์สินที่เช่าซื้อและเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทันที" เห็นได้ว่า สัญญาเช่า ซื้อ เป็นแบบฟอร์มที่โจทก์จัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งมาจากปัญหาที่ผู้เช่าซื้อนำสิ่งของเข้ามาดัดแปลง ต่อเติม ติดหรือ ตั้งกับทรัพย์ที่เช่าซื้อและจะเอาสิ่งของดังกล่าวคืนเมื่อต้องคืนทรัพย์ที่เช่าซื้อแก่โจทก์ แต่การรื้อสิ่งของ ที่ว่านั้นออกไปจะทำให้ทรัพย์ที่เช่าซื้อเสียหายได้ ในคดีนี้ลำพังการที่จำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวมาสู่ตัวรถที่เช่าซื้อ ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย หากจะต้องรื้อออกไปจากตัวรถที่เช่าซื้อ จึงไม่อยู่ในขอบแห่งข้อ สัญญาดังกล่าว โจทก์จะยก ข้อสัญญาที่ปรากฏมาเป็นเหตุไม่คืนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่จำเลยหาได้ไม่ 7. ค่าเช่าซื้อที่กำหนดเป็นงวดนั้นปกติแล้วจะมีการคิดดอกเบี้ยด้วย ซึ่งดอกเบี้ยนั้นกฎหมายไม่ได้ห้าม ว่าต้องไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี การที่มีการกำหนดราคาเช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ยแล้วมีการนำมาหารเป็นค่างวด รายเดือนแม้จะได้รับดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปีก็ไม่ถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกิน อัตรา สัญญาเช่าซื้อนั้นใช้บังคับได้เพราะการเช่าซื้อไม่ใช่เรื่องของการกู้ยืมเงิน ฎีกาที่ 1698/2544 การกำหนดราคาค่าเช่าซื้อรถโดยรวมค่าเช่ากับราคารถที่เช่าซื้อเข้าไว้ด้วยกัน ไม่มีกฎหมายห้ามทำและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั้งการกำหนด ราคาค่าเช่าซื้อโดยวิธีหักเงินชำระล่วงหน้าออกไปก่อนแล้วนำส่วนที่เหลือไปคิดดอกเบี้ย คำนวณเป็นดอกเบี้ยได้ เท่าใดบวกเข้ากับเงินที่ค้างชำระ จึงกำหนดเป็นค่างวด ซึ่งดอกเบี้ยดังกล่าวมากกว่าอัตราร้อยละ 24 ต่อปี ก็ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียก ดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475สัญญาเช่าซื้อจึงใช้บังคับได้ 8. สัญญาเช่าซื้อประกอบด้วยสัญญาเช่าทรัพย์ส่วนหนึ่ง และมีคำมั่นว่าจะขายซึ่งสามารถตกทอดไปยัง ทายาทได้ ดังนั้นแม้ผู้เช่าซื้อตายสัญญาเช่าซื้อก็ไม่ระงับ สัญญาเช่าซื้อตกทอดไปยังทายาทได้ ฎีกาที่ 2578-2579/2545 สัญญาเช่าซื้อมิใช่เป็นสัญญาเช่าธรรมดา แต่มีคำมั่นว่าจะขายทรัพย์โดย มีเงื่อนไขการชำระเงินกันเป็นครั้งคราวรวมอยู่ด้วย ถ้าผู้เช่าซื้อชำระเงินแก่ผู้ให้เช่าซื้อครบถ้วนตามเงื่อนไข ก็ได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้น ซึ่งสิทธิที่จะได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนี้ มิใช่สิทธิเฉพาะตัว สัญญาเช่าซื้อจึงมีผลที่ อาจสืบสิทธิกันได้ เมื่อผู้เช่าซื้อตาย ทายาทจึงสืบสิทธิของผู้เช่าซื้อได้ 9. หากสัญญาเช่าซื้อมีผู้ค้ำประกัน บทบัญญัติเรื่องผู้ค้ำประกันที่มีการแก้ไขใหม่จะต้องนำมาใช้บังคับด้วย บทบัญญัติเรื่องสัญญาค้ำประกันนั้นกฎหมายได้มีการแก้ไขใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งมี หลักเกณฑ์ว่าถ้ามีข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาต้องรับผิดกับลูกหนี้ชั้นต้นอย่างลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 681/1 และตามมาตรา 686 เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จะต้องมี หนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่ลูกหนี้ผิดนัด และจะฟ้องผู้ค้ำประกันก่อนหนังสือบอก กล่าวไปถึงไม่ได้ กรณีที่เจ้าหนี้ไม่ได้มีหนังสือบอกกล่าวภายใน 60 วันให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดใน ดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นที่เกิดขึ้นภายหลังครบ กำหนดเวลาแล้ว แต่บางเรื่องผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดอยู่เช่น การส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืน หรือการใช้ราคาแทน รถยนต์ กรณีดังกล่าวไม่ใช่อุปกรณ์แห่งหนี้ของสัญญาเช่าซื้อ ดังนั้นแม้ผู้ให้เช่าซื้อจะไม่มีหนังสือบอกกล่าวแก่ผู้ ค้ำประกันภายใน 60 วันก็ไม่มีผลให้ผู้ค้ำประกันต้องหลุดพ้นจากหนี้ที่จะต้องส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา แทน แต่ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากค่าขาดราคา
pg. 12 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง มาตรา 572 วรรคท้าย บัญญัติว่า “สัญญาเช่าซื้อนั้นถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ” สัญญาเช่าซื้อนั้นไม่ว่าจะเป็นการเช่าซื้อสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็จะต้องมีการทำเป็น หนังสือเสมอ กล่าวคือ ต้องทำเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย จะลงลายมือชื่อฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ซึ่งการทำเป็นหนังสือนั้นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายอาจมีการลงลายมือชื่อคนละวันกันก็ได้ สัญญาไม่ตกเป็นโมฆะ สัญญาเช่าซื้อนั้นอาจทำโดยตัวแทนได้ แต่เมื่อมาตรา 572 วรรคท้ายกำหนดว่า สัญญาเช่าซื้อต้องทำ เป็นหนังสือ ดังนั้นสัญญาแต่งตั้งตัวแทนในการทำสัญญาเช่าซื้อจึงต้องทำเป็นหนังสือด้วยตามมาตรา 798 หาก การตั้งตัวแทนนั้นไม่มีการตั้งตัวแทนเป็นหนังสือ สัญญาเช่าซื้อที่ทำโดยตัวแทนดังกล่าวย่อมตกเป็นโมฆะ หรือกรณีที่คู่สัญญาเป็นนิติบุคคล หากนิติบุคคลมีข้อบังคับว่าในการทำนิติกรรมใดจะต้องมีกรรมการลง ลายมือชื่อสองคนและประทับตราสำคัญของบริษัท หากมีกรรมการลงลายมือชื่อเพียงผู้เดียวสัญญาเช่าซื้อนั้น ย่อมไม่ถูกต้อง ตกเป็นโมฆะ ฎีกาที่ 953/2520 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 572 วรรค 2 บัญญัติว่าสัญญาเช่า ซื้อนั้น ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ท่านว่าเป็นโมฆะ ซึ่งหมายความถึงว่า เจ้าของทรัพย์สินและผู้เช่าซื้อจะต้องลงชื่อใน สัญญาเช่าซื้อด้วยกันทั้งสองฝ่าย โจทก์เป็นบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคลและจดทะเบียนข้อบังคับไว้ว่าลายมือชื่อกรรมการใดๆ สองนาย ร่วมกันพร้อมด้วยตราบริษัทพึงมีผลผูกพันบริษัทแต่ตามสัญญาเช่าซื้อกรรมการบริษัทโจทก์ลงชื่อเพียงคนเดียว และไม่ได้ประทับตราบริษัท ไม่ถูกต้องตามข้อบังคับของบริษัทซึ่งได้จดทะเบียนไว้ เท่ากับว่าโจทก์ผู้เป็นเจ้าของ ทรัพย์หรือผู้ให้เช่าซื้อไม่ได้ลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ หากสัญญาเช่าซื้อตกเป็นโมฆะ ย่อมมีผลทำให้สัญญานั้นเสียเปล่าไม่เกิดผลในทางกฎหมายเสมือนมิได้ มีการทำสัญญากันเลย ฝ่ายหนึ่งจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาไม่ได้และจะให้สัตยาบันภายหลังก็ไม่ได้ เช่นกัน ถ้ายังไม่ได้ส่งมอบทรัพย์สินให้แก่กัน ผู้เช่าซื้อจะเรียกร้องให้ผู้ให้เช่าซื้อส่งมอบทรัพย์สินไม่ได้ และผู้ให้ เช่าซื้อก็จะเรียกร้องค่าเช่าซื้อที่ยังไม่ชำระก็ไม่ได้เช่นกัน ถ้ามีการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปแล้วก็จะต้องเรียก คืนในฐานลาภมิควรได้ มาตรา 573 และมาตรา 574 นั้นเป็นเรื่องของความระงับแห่งสัญญาเช่าซื้อ มาตรา 573 บัญญัติว่า “ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืน ให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง” มาตรานี้เป็นมาตราที่ให้สิทธิและอำนาจแก่ผู้เช่าซื้อ ในการที่จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ โดยไม่ต้องมี เหตุผลใดประกอบ แต่การเลิกสัญญานั้น ผู้เช่าซื้อจะต้องส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของโดยค่าใช้จ่ายของผู้เช่า ซื้อเองด้วย ถ้าเพียงแต่เป็นการแสดงเจตนาต้องการเลิกเช่าซื้อ โดยไม่มีการส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืนด้วย ไม่ ถือว่าเป็นการเลิกสัญญาโดยชอบ ฎีกาที่ 3149/2530 โจทก์เป็นผู้เช่าซื้อรถยนต์จากจำเลย หากโจทก์จะบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อก็อาจ ทำได้ด้วยการส่งมอบรถยนต์คืนแก่จำเลย ดังนั้นเมื่อโจทก์บอกกล่าวเลิกสัญญาโดยยังครอบครองรถยนต์คันที่ เช่าซื้ออยู่ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น เช่น รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกตำรวจยึดไปอันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อ ผู้ เช่าซื้อย่อมสามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องคืนรถแก่ผู้ให้เช่าซื้อ
pg. 13 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ฎีกาที่ 73/2522 โจทก์ไม่ได้ใช้รถยนต์ตามสัญญาเช่าซื้อ เพราะตำรวจยึดไปสอบสวนกรณีรถนั้นถูก ลักมา เป็นการผิดวัตถุประสงค์ของการเช่าซื้อ โจทก์บอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องคืนรถแก่จำเลยผู้ให้เช่าซื้อ แม้ จำเลยมิได้ประมาทเลินเล่อในการที่ถูกตำรวจยึดรถไป แต่ผู้ให้เช่าซื้อจะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาตามมาตรานี้ไม่ได้ เช่น ผู้ให้เช่าซื้อให้ผู้เช่าซื้อเช่าซื้อรถยนต์ไป หนึ่งคัน ต่อมามีผู้อื่นมาขอเช่าซื้อรถคันนี้ด้วยราคาที่สูงกว่า หากผู้เช่าซื้อยังคงชำระค่าเช่าซื้อด้วยดีมาตลอด ผู้ให้เช่าซื้อย่อมไม่อาจเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่างวด ผู้เช่าซื้อจะใช้สิทธิบอกเลิกตามมาตรานี้ไม่ได้ ฎีกาที่ 975/2564 จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกัน แต่ไม่ปรากฎว่าโจทก์มี หนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยที่ 1 ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่เลิกกันตามข้อสัญญา พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปส่งมอบคืนโจทก์ และ โจทก์ได้นำรถยนต์ออกประมูลขาย ถือได้ว่าคู่สัญญาสมัครใจเลิกสัญญาต่อกันโดยปริยาย แม้จำเลยที่ 1 จะ เขียนข้อความไว้ในสำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนของจำเลยที่ 1 ว่า “ขอรับผิดชอบในส่วนต่างที่ เกิดขึ้น” ซึ่งส่วนต่างน่าจะหมายถึงส่วนที่ขาด หรือค่าขาดราคาในกรณีที่โจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกประมูล ขายได้ราคาน้อยกว่าจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญาเช่าซื้ออันเป็นค่าเสียหายโดยอาศัยข้อตกลงในสัญญาเช่า ซื้อทรัพย์สิน แต่โจทก์ไม่อาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ได้เนื่องจากสิทธิเรียกร้องค่าขาดราคาเป็น ค่าเสียหายที่โจทก์อาจเรียกร้องให้รับผิดได้ เฉพาะในกรณีที่โจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อตามข้อสัญญาโดยชอบ เท่านั้น เมื่อมีการเลิกสัญญาตามมาตรา 573 เงินที่ผู้เช่าซื้อได้ชำระไปแล้วนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีหน้าที่ต้องคืนให้แก่ ผู้เช่าซื้อ แต่ไม่ได้คืนทั้งหมด ต้องหักค่าใช้จ่ายภายในระยะเวลาที่ผู้เช่าซื้อได้ใช้ทรัพย์สินที่เช่าซื้อ เป็นค่าใช้ ทรัพย์ด้วย แต่ถ้าทรัพย์สินที่เช่าซื้อมีความชำรุดบกพร่องเมื่อนำไปคืน หากความชำรุดบกพร่องนั้นเกิดจาก ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ มาตรา 574 บัญญัติว่า “ในกรณีผิดนัดไม่ใช้เงินสองคราวติด ๆ กัน หรือกระทำผิดสัญญาในข้อที่เป็น ส่วนสำคัญ เจ้าของทรัพย์สินจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้ ถ้าเช่นนั้นบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้ริบเป็น ของเจ้าของทรัพย์สินและเจ้าของทรัพย์สินชอบที่จะกลับเข้าครองทรัพย์สินนั้นได้ด้วย อนึ่ง ในกรณีกระทำผิดสัญญาเพราะผิดนัดไม่ใช้เงินซึ่งเป็นคราวที่สุดนั้น ท่านว่าเจ้าของทรัพย์สินชอบที่ จะริบบรรดาเงินที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อนและกลับเข้าครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อระยะเวลาใช้เงินได้พ้นกำหนดไปอีก งวดหนึ่ง” มาตรา 574 เป็นอีกมาตราหนึ่งที่ให้สิทธิในการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ในกรณีที่ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ใช้เงิน สองคราวติดกัน (แต่ถ้าเป็นทรัพย์สินที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ก็จะมีระยะเวลาไม่ เหมือนกัน) การผิดนัดนั้น ต้องเป็นการผิดนัดสองงวดติดกัน หากเป็นการผิดนัดงวดที่สามแล้วไปผิดนัดงวดที่ แปดก็จะไม่ถือว่าเป็นสองคราวติดกัน ยังไม่อาจเลิกสัญญาได้ แต่ถ้าเป็นการผิดนัดงวดสุดท้าย ผู้ให้เช่าซื้อจะไม่ สามารถบอกเลิกทันทีได้ ต้องสมมุติว่ายังต้องมีการชำระค่าเช่าซื้ออีกงวดหนึ่งเหลืออยู่ หากยังคงผิดนัดจึงจะ สามารถยึดทรัพย์สินคืนได้
pg. 14 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง การบอกเลิกตามมาตรานี้สามารถบอกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวให้ผู้เช่าซื้อแก้ไขชำระเงินให้ ถูกต้องก่อน หรือถ้ามีการรับเอาทรัพย์สินที่เช่าซื้อไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ เช่นเช่าซื้อ รถยนต์ไปเพื่อรับส่งคนร้าย หรือเช่าซื้อบ้านไปเพื่อทำเป็นบ่อนการพนัน ถือว่าเป็นการผิดสัญญาในข้อที่เป็น สาระสำคัญสามารถบอกเลิกสัญญาได้ เมื่อมีการบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะมีสิทธิสองประการ 1. มีสิทธิริบบรรดาเงินที่ผู้เช่าซื้อชำระมาแล้วทั้งหมด (ทั้งเงินดาวน์และค่างวดที่ได้ชำระมาแล้ว) 2. ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิกลับเข้าครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าซื้อได้ด้วยฃ เมื่อมีการผิดสัญญาเช่าซื้อ ผู้ให้เช่าซื้อย่อมมีสิทธิตามมาตรา 574 ในการกลับเข้าครอบครอง ทรัพย์สินที่เช่าซื้อและริบเงินที่ส่งแล้วเท่านั้น ไม่มีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระอีก แต่ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิ เรียกค่าสินไหมทดแทนเพราะการไม่ชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อจนเป็นเหตุมีการให้เลิกสัญญาอันได้แก่ ค่าใช้ ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อนั้นครองทรัพย์สินอยู่ตามมาตรา 391 วรรคสามเท่านั้น และถ้าทรัพย์สินที่คืน มาเสียหาย ผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือความเสียหายจากการใช้ทรัพย์โดยไม่ชอบอีกด้วย ฎีกาที่ 1195/2511 สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 กำหนดไว้ว่า ถ้าจำเลยผู้เช่าซื้อผิดนัด โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อเข้า ครอบครองรถและเลิกสัญญาได้ เงินที่ส่งชำระมาแล้วยอมให้โจทก์ริบ ค่าเช่าที่ยังค้างอยู่จะชำระให้จนครบ ส่วน ค่าเสียหายจำเลยยอมรับผิดชอบ รถที่คืนจำเลยยินยอมให้โจทก์จำหน่าย หากได้ราคาไม่ครบถ้วน จำเลยต้อง ชดใช้เงินที่ขาด ความตอนท้ายที่เกี่ยวกับการให้จำหน่ายรถนั้น เป็นวิธีการกำหนดและชดใช้ค่าเสียหายอย่าง หนึ่ง ซึ่งเมื่อจำหน่ายรถ จะทราบจำนวนค่าเสียหายที่แน่นอน แม้ยังไม่จำหน่ายรถ โจทก์ก็มีสิทธิเรียก ค่าเสียหายซึ่งจำเลยต้องรับผิดอยู่แล้ว โดยพิสูจน์ได้จากพยานหลักฐาน กรณีจำเลยผู้เช่าซื้อผิดนัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 มิได้บัญญัติให้สิทธิโจทก์ โดยแจ้งชัดนอกเหนือไปจากการกลับเข้าครองทรัพย์สินและริบเงินที่จำเลยส่งแล้ว ถ้าโจทก์ยังมีสิทธิเรียกเงินค่า เช่าซื้อที่ค้างชำระจนเต็มจำนวนด้วย ก็ไม่มีเหตุที่กฎหมายจะบัญญัติไว้เพียงให้ริบเงินที่ส่งใช้แล้วก่อนเลิกสัญญา แม้จำเลยจะผิดนัด หากโจทก์เรียกร้องเงินค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับเพียงค่าเสียหาย ซึ่งตามปกติคือดอกเบี้ย เว้นแต่จะพิสูจน์ความเสียหายอย่างอื่นได้อีกด้วย ไม่ใช่โจทก์เรียกร้องได้ทั้งเงินค่าเช่าซื้อ เต็มจำนวน แล้วยังเอารถกลับคืนทั้งคันเป็นสองต่อ เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 574 มิได้บัญญัติไว้ ย่อมแสดงว่ากฎหมายประสงค์ ปล่อยให้ความรับผิดของจำเลยอยู่ภายใต้บทบัญญัติในเรื่องหนี้โดยทั่วไป กล่าวคือ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าสินไหม ทดแทน เพราะจำเลยไม่ชำระหนี้ จนเป็นเหตุให้โจทก์บอกเลิกสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแล้ว คำมั่นจะขายที่โจทก์ให้ไว้ย่อมสิ้นไปโจทก์จะเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้าง ชำระเต็มจำนวนดุจเป็นค่าตอบแทนการโอนกรรมสิทธิ์ในรถเสมือนราคาไม่ได้ คงมีสิทธิเรียกได้เพียงค่าที่จำเลย ที่จำเลยได้ใช้รถของโจทก์มาตลอดระยะเวลาที่จำเลยยังครอบครองรถของโจทก์อยู่เท่านั้น หากรณีที่คืนมาเสียหาย ซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดนอกเหนือจาการใช้รถโดยชอบ โจทก์ก็มีสิทธิเรียกค่า สินไหมทดแทนเพื่อเหตุนั้นได้ สัญญาเช่าซื้อข้อ 6 ที่ว่า ให้โจทก์มีสิทธิได้รับเงินที่ยังค้างส่งเต็มจำนวนทั้งให้จำเลยรับผิดในความ เสียหายเนื่องจากเลิกสัญญาด้วยนั้น เป็นขอสัญญาที่ระบุความรับผิดในการที่จำเลยไม่ชำระหนี้ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่
pg. 15 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง ข้อสัญญาที่กำหนดค่าเช่าตามปกติ หรือค่าใช้ทรัพย์โดยแท้ แต่รวมราคาขายรถไว้ส่วนหนึ่งด้วย แต่มีลักษณะ เป็นการกำหนดเบี้ยปรับถ้าหากกำหนดไว้สูงเกินส่วน ศาลอาจลดลงเป็นจำนวนที่พอสมควรได้ แม้สำเนาสัญญาค้ำประกันท้ายฟ้องขาดข้อความที่ว่า ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในการที่เจ้าหนี้ยอมให้ ลูกหนี้ผัดผ่อนเวลาชำระหนี้ ไม่ตรงกันกับต้นฉบับซึ่งมีข้อความดังกล่าว เมื่อโจทก์อ้างส่งต้นฉบับเป็นพยาน จำเลยมิได้โต้แย้งคัดค้านความถูกต้องแท้จริง ศาลย่อมรับฟังต้นฉบับสัญญาค้ำประกันได้ ไม่เป็นการนอก ประเด็นในคำฟ้อง เพราะคำฟ้องก็มีข้ออ้างให้จำเลยต้องรับผิดในฐานผู้ค้ำประกันอยู่แล้ว (ปัญหาตามวรรคสองถึงวรรคหก วินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 20/2511 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2511) กรณีที่สัญญาเช่าซื้อมีการกำหนดวันที่ในการชำระค่างวดไว้แน่นอน แต่เมื่อผู้เช่าซื้อชำระค่าเช่าซื้อ ไม่ตรงเวลาแต่ผู้ให้เช่าซื้อก็ยังคงรับค่าเช่าซื้อไว้ เช่นนี้ถือว่าผู้ให้เช่าซื้อไม่ถือเอากำหนดเวลาที่แน่นอนเป็น สาระสำคัญอีกต่อไป ดังนั้นผู้ให้เช่าซื้อจะบอกเลิกสัญญาเนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่างวดในทันทีไม่ได้ แต่จะต้องมีการบอกกล่าวให้เวลาแก่ผู้เช่าซื้อก่อนตามมาตรา 387 ถ้ายังไม่มีการบอกกล่าวก็จะถือว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ได้ ผู้ให้เช่าซื้อจึงยังไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินที่เช่าซื้อคืน แต่ถ้าผู้ให้เช่าซื้อไปยึดรถคืนแล้วผู้เช่าซื้อไม่ขัดข้อง ก็จะถือเป็นการตกลงเลิกสัญญาโดยปริยาย ซึ่งถือว่าสัญญา เลิกกันโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อ ผู้เช่าซื้อจึงไม่ต้องชำระค่าเสียหายให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ คงรับผิดเฉพาะค่าขาด ประโยชน์จากที่ผู้เช่าซื้อยังคงปกครองทรัพย์สินนั้นอยู่ตลอดเวลาตามสัญญานั้นเท่านั้น นี่ก็เป็นรายละเอียดของมาตรา 574 โดยคร่าว ๆ แต่อาจารย์จะขออนุญาตข้ามมาตรานี้ไปก่อน กรณีที่ทรัพย์สินที่เช่าซื้อนั้นสูญหายไปหรือถูกทำลาย เช่นถูกไฟไหม้ สัญญาเช่าซื้อย่อมระงับไปดังเช่น สัญญาเช่า ทำให้ผู้เช่าซื้อไม่ต้องชำระค่างวดที่เหลืออีกต่อไป ถ้ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อรับผิดตามสัญญา ผู้เช่าซื้อ ก็จะต้องรับผิด ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นการกำหนดเบี้ยปรับไว้ล่วงหน้าที่ศาลมีอำนาจในการปรับลดได้ สำหรับเนื้อหาในเรื่องของการเช่าซื้ออาจารย์ขอจบเพียงเท่านี้ อาจารย์ก็ได้บรรยายเนื้อหาจบทั้งในเรื่องเช่าทรัพย์และเช่าซื้อแล้ว ในการออกข้อสอบบางทีคำถามมีหลายประเด็นนักศึกษาก็ต้องตอบให้ครบ เพราะในแต่ละประเด็นนั้น ก็จะมีคะแนนกำกับอยู่ทุกประเด็น ซึ่งบางครั้งนักศึกษาก็ตอบให้เหตุผลโดยคลุมทุกประเด็นไปไม่ได้แยกชัดเจน จึงทำให้คะแนนเสียไปโดยที่ไม่สมควร ดังนั้นจึงต้องตอบและให้เหตุผลในทุกประเด็นอย่างชัดเจน โดยคำถามที่ น่าระวังที่สุดก็คือคำถามต่อเนื่อง เช่น เรื่องมรดกที่คำถามมักจะถามก่อนว่าใครบ้างเป็นทายาท และมีสิทธิใน การรับมรดกหรือไม่ ซึ่งถ้าเราตอบความเป็นทายาทผิดก็จะทำให้เราแบ่งมรดกผิดและตอบผิดทั้งข้อทันที ข้อสำคัญก็คือในการตอบข้อสอบนั้นจะต้องมีถ้อยคำกฎหมายตามตัวบท ซึ่งตัวบทนั้นสำคัญที่สุด หาก ในเรื่องใดมีคำทางกฎหมายโดยเฉพาะก็จะต้องนำเอาคำดังกล่าวไปตอบ เพื่อเป็น keyword ให้อาจารย์ทราบ ว่านักศึกษารู้เรื่องนั้นจริง ในการตอบนั้นไม่จำเป็นต้องมีการวางหลักกฎหมายก่อน สามารถตอบหลักกฎหมายและวินิจฉัยไปได้ เลย เพราะการวางหลักกฎหมายแต่ละข้อนั้นจะทำให้ทำข้อสอบช้าและทำข้อสอบไม่ทัน สำหรับวิชาเช่าทรัพย์และเช่าซื้อมีอาจารย์ที่ออกข้อสอบหลายคน ซึ่งในการออกข้อสอบนั้นอาจารย์ ก็ไม่ได้มีการปรึกษากันเลย ต่างคนต่างออกข้อสอบ ดังนั้นนักศึกษาก็ต้องรู้ใจอาจารย์แต่ละคนว่าแต่ละท่านชอบ เรื่องใด สำหรับตัวอาจารย์เองนั้นยังไม่ได้คิดข้อสอบเป็นเรื่องเป็นราวที่แน่นอน แต่ถ้าดูความสำคัญในเรื่องที่
pg. 16 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง บรรยายก็คงจะเป็นเรื่องของการโอนทรัพย์สินที่ให้เช่าและเรื่องของการเช่าช่วงและการโอนสิทธิการเช่า คำมั่น ซึ่งอาจารย์จะนำเรื่องไหนมาออกสอบนั้นก็ขึ้นอยู่กับการผูกเรื่อง แต่ในการตั้งคำถามนั้นอย่างน้อยคำถามก็จะมี ประเด็นอยู่สองถึงสามประเด็น การสอบกฎหมายนั้นต้องใช้เวลา มีบางคนสอบครั้งเดียวผ่านแต่ก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่ก็จะสอบสองถึง สามครั้งถึงจะผ่าน ซึ่งในระดับชั้นผู้ช่วยหรืออัยการนั้นก็อาจจะต้องมีจำนวนครั้งที่สอบมากขึ้น เพราะข้อสอบ ซับซ้อนกว่าระดับเนติบัณฑิตมาก ขอให้กำลังใจนักศึกษาว่าอย่าท้อในการเดินหน้าไปสู่การเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา หรืออัยการผู้ช่วย ขอให้ตั้งใจ มุ่งมั่น ดูข้อสอบเก่าและดูตัวบท และขอให้สอบเนติบัณฑิตให้ได้ก่อนเพื่อเป็น พื้นฐาน จากนั้นก็ขอให้รีบประกอบอาชีพที่จะสามารถนำไปเป็นวุฒิในการสอบ ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณนักศึกษา ที่ให้ความสนใจกันพอสมควรและขอให้ทุกคนโชคดีในการสอบ ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย A03/ตรวจทานC2
pg. 17 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง เกี่ยวกับที่ดินที่เช่าและไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จำเลยที่ 1 ย่อมพิจารณาให้ จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลงต่อไปได้ เหลือลักษณะพิเศษประการที่ 4 ที่การเช่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวจะมาต่อกันครั้งหน้านะครับ และ จะพูดถึงหลักเกณฑ์การทำสัญญาเช่าตามมาตรา 538 ต่อไปนะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ ***จบการบรรยาย*** ตรวจทานC4
pg. 12 “ผ ่ าคา บรรยายกร ๊ ุ ป” ห ้ ามนา ไฟล ์ สร ุ ปของทางเพจไปเผยแพร ่ ท ุ กช ่ องทาง พระราชบัญญัติพิสดารเกิดขึ้นฉบับหนึ่งอยู่นอกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีชื่อว่าพระราชบัญญัติ คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ 2562 กฎหมายฉบับนี้อาจารย์เป็นคน เสนอสภาเอง พระราชบัญญัติฉบับนี้บอกว่าแม้ขายฝากจะต้องว่ากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่ถ้า ขายฝากที่นา ที่สวนที่ทำเกษตรต้องใช้กฎหมายพิเศษฉบับนี้เพราะฉะนั้นที่บอกว่าขายฝากที่ดินกำหนดไถ่ภายใน 6 เดือน ถ้าครบ 6 เดือนไม่มาไถ่ตกเป็นสิทธิเด็ดขาด พระราชบัญญัติคุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝาก ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ 2562 บอกว่าหากเป็นการขายฝากเพื่อเกษตรกรรมจะต้องทำสัญญาต่ำกว่า 1 ปี กำหนดไถ่ต่ำกว่า 1 ปีไม่ได้เพราะฉะนั้นที่เขียนว่าต้องไถ่ภายใน 6 เดือน ครบ 6 เดือนไม่มาไถ่แล้วก็ไถ่อีกไม่ได้ ไม่จริง ยังไถ่ได้เพราะว่าต้องต่ำสุด 1 ปีซึ่งเป็นการยกเว้น ป.พ.พ. จึงเป็นพระราชบัญญัติพิเศษอีกฉบับหนึ่ง ทั้งหมดที่กล่าวมาในวันนี้เป็นการกล่าวเบื้องต้นให้ทราบเรื่องของสัญญาซื้อขายทั่วไปเท่านั้น ครั้งหน้า จะกล่าวถึงเรื่องประเภทของสัญญาซื้อขาย ซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะสัญญาซื้อขายแต่ละประเภทจะมีแบบ มีหลักฐาน มีวิธีทำ มีหนี้ มีเงื่อนเวลาเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์แตกต่างกัน ถ้าไม่รู้ว่าสัญญาซื้อขายนี้เป็นสัญญา ประเภทใดย่อมไม่มีทางตอบข้อสอบได้หรือหากวินิจฉัยผิดว่าเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแต่ความจริง ธงคำตอบเป็นสัญญาจะซื้อขายก็เท่ากับวินิจฉัยผิด ฉะนั้นจึงต้องรู้จักประเภทของสัญญา และจะกล่าวกันใน วันพฤหัสบดีหน้าต่อไป วันนี้ไว้แค่นี้ก่อนครับ ***จบการบรรยาย*** สรุปโดย a07