The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา มาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้าปลีกเบื้องต้น

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chonnipat Metha, 2022-11-13 11:12:28

วิชา มาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้าปลีกเบื้องต้น

วิชา มาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้าปลีกเบื้องต้น

มาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้า
ปลีกเบ้อื งต้น

(Standard of Introduction to
retailing)

รหสั วิชา 20211-2001

เรยี บเรียงโดย
อาจารยช์ นนิพัทธ์ เมธา



คำนำ

เอกสารประกอบการสอน/เอกสารคาสอนรายวิชามาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้าปลีกเบ้ืองต้น
(Standard of Introduction to retailing) ฉบบั นี้ไดจ้ ดั ทาขึ้นเพ่อื ใหเ้ หมาะสมและสอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย
รายวิชาและคาอธิบายรายวชิ า โดยได้แบง่ เน้ือหาออกเป็น 5 บท คือ

บทที่ 1 ความหมายและความสาคญั ของการค้าปลีก
บทที่ 2 การทางานภายใต้มาตรฐานขององค์กร
บทท่ี 3 การทางานเป็นทีม
บทที่ 4 ดแู ลและรักษาสภาพรา้ นค้าจดั ระเบยี บพื้นท่ีการทางาน
บทที่ 5 การป้องกันความสูญเสียในรา้ นขายปลีก

ในการจัดทาเอกสารประกอบการสอนรายวิชามาตรฐานการปฏิบัติงานธุรกิจค้าปลีกเบ้ืองต้น ฉบับนี้
ผู้จัดทาขอขอบคุณผู้เช่ียวชาญและนักวิชาการท่ีได้แบ่งปันความรู้ในเรื่องงานจัดการสินค้าและการให้บริการ
ในธรุ กจิ คา้ ปลีกสมยั ใหม่ ซ่งึ ผู้จัดทา หวงั เปน็ อยา่ งยงิ่ ว่าเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
การเรียนการสอนในรายวิชางานจดั การสนิ ค้าและการใหบ้ รกิ ารในธุรกิจคา้ ปลีกสมยั ใหม่

สำรบัญ ข

คานา หนา้
สารบัญ
นโยบายรายวิชา ก.
กาหนดการสอน ข.
ตารางวิเคราะห์จดุ ประสงค์การสอน ค.
ง.
บทที่ 1 ควำมหมำยและควำมสำคญั ของกำรค้ำปลกี จ.
1.1 ความหมายของธรุ กิจ
1.2 ความหมายของการค้าปลกี 2
1.3 รปู แบบของธรุ กิจค้าปลีก 3
1.4 บทบาทและหน้าทีข่ องผ้คู า้ ปลีก 4
1.5 หนา้ ท่ขี องธรุ กจิ คา้ ปลกี ท่ีสาคญั 8
แบบทดสอบหลังเรียน 9
ใบงำนบทท่ี 1 12
13
บทที่ 2 กำรทำงำนภำยใต้มำตรฐำนขององคก์ ร
2.1 ความหมายขององค์กร 16
2.2 ลกั ษณะขององคก์ ร 17
2.3 โครงสร้างขององค์กร 17
2.4 การพฒั นาองค์กร “(Organization Development : OD)” 21
2.5 เปา้ หมายขององค์กร 21
2.6 ระบบการประเมินผลการปฎบิ ตั งิ าน 22
แบบทดสอบหลังเรียน 24
ใบงำนบทที่ 2 25

บทที่ 3 กำรทำงำนเป็นทีม ข
3.1 ความหมายของทีมงาน
3.2 องคป์ ระกอบของทมี งาน 28
3.3 ลกั ษณะทดี่ ีของการทางานเป็นทีม 29
3.4 ประเภทของทีม 30
3.5 องคป์ ระกอบพ้ืนฐานของการทางานเป็นทมี 31
3.6 องคป์ ระกอบของทีมงานที่มปี ระสิทธภิ าพ 32
3.7 ขั้นตอนการทางานเป็นทีม 32
3.8 ประโยชน์ของการทางานเปน็ ทีม 33
3.9 อปุ สรรคของการทางานเป็นทีม 33
แบบทดสอบหลังเรียน 34
ใบงำนบทที่ 3 36
37
บทท่ี 4 ดูแลและรกั ษำสภำพรำ้ นค้ำจดั ระเบยี บพน้ื ที่กำรทำงำน
4.1 บทบาทของร้านคา้ 40
4.2 การตกแต่งร้านค้าและจัดเรียงสินค้า 41
4.3 ดแู ลและรกั ษาสภาพร้านค้า 49
4.4 จัดระเบยี บพน้ื ทีท่ างาน 49
แบบทดสอบหลังเรยี น 51
ใบงำนบทท่ี 4 52

บทที่ 5 กำรป้องกันควำมสูญเสยี ในรำ้ นขำยปลกี 55
5.1 การปอ้ งกันสินค้าสูญหาย 55
5.2 การป้องกนั การสูญหายของสินค้าในธรุ กิจค้าปลกี 61
5.3 สาเหตกุ ารสญู เสียสนิ ค้าคงคลงั และการป้องกันการสูญเสีย 65
แบทดสอบหลังเรียน 66
ใบงำนบทท่ี 5

บรรณำนกุ รม



นโยบำยรำยวชิ ำ (Class Policy)

วชิ ำ มาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานธุรกิจคา้ ปลกี เบ้ืองตน้ รหสั 20211-2001 จำนวน 3 หนว่ ยกติ

อำจำรยผ์ ู้สอน ชนนิพทั ธ์ เมธา จำนวนชว่ั โมงเรยี น/ภำคเรียน 72 ชัว่ โมง 3 คาบ/สัปดาห์

จุดประสงคร์ ำยวชิ ำ เพื่อให้
1. เขา้ ใจมาตรฐานการปฏิบตั งิ านธรุ กิจคา้ ปลีก
2. มีทกั ษะในการปฏิบตั ิงานเก่ียวกบมาตรฐานในธรุ กจิ ค้าปลีก
3. มเี จตคติและกิจนิสัยทด่ี ตี ่อการปฏบิ ิัตงิ านในธุรกิจค้าปลีก

สมรรถนะรำยวิชำ
1. แสดงความรเู้ ก่ียวกบมาตรฐานการปฏิบัตงิ านในธรุ กจิ ค้าปลีก
2. ปฏิบตั ิงานธรุ กจิ ค้าปลีกอย่างมปี ระสิทธผิ ล
3. จดระเบยี บเพ่ือรักษาความปลอดภัยของร้านคา้
4. ปอ้ งกนั และลดความสูญเสียของรา้ นค้า

คำอธิบำยรำยวชิ ำ
ศึกษาและปฏิบัติเก่ียวกับความหมายและความสาคัญของมาตรฐานในร้านค้าปลีก การทางาน

ภายใต้มาตรฐานขององค์กร สนับสนุนการทางานของทีม รักษาบุคลิกภาพให้เป็นที่น่าเชื่อถือ พัฒนานิสัย การ
ทางานที่มีประสิทธิภาพ ดูแลและรักษาสภาพร้านค้า จัดระเบียบพื้นท่ีการทางาน จัดการอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
การใช้ระบบรกั ษาความปลอดภัยในร้านคา้ และการป้องกันความสูญเสียในร้านขายปลกี

กำรวดั ผล ค

ลำดับ รำยละเอียด คะแนน

1 คะแนนเจตคติ (Moral Score) 25 คะแนน
1.1 คะแนนมาตรฐานการอยู่รว่ มกนั 5 คะแนน
1.2 คะแนนการสแกนบัตรนกั ศึกษา 5 คะแนน
1.3 คะแนนคุณลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ (Core Skill) 5 คะแนน
1.4 คะแนนการเขา้ เรยี นในรายวิชาของนักศึกษา 10 คะแนน
50 คะแนน
2 คะแนนด้ำนทกั ษะ (Working & Practical Skill) 25 คะแนน
2.1 งานท่ีมอบหมายในห้องเรยี น (Assigment) 5 คะแนน
2.2 การบ้าน (Homework) 20 คะแนน
2.3 สอบทกั ษะรายหน่วย (Practical test) 25 คะแนน
20 คะแนน
3 คะแนนดำ้ นสมรรถนะวิชำชีพ (Competency Test) 15 คะแนน
3.1 สอบปลายภาคเรียน 100 คะแนน
3.2 สอบสมรรถนะประจาวิชา (Occupational Test)
รวม

กำรประเมนิ ผล 80 – 100 เกรด 4
คะแนน 75 – 79 เกรด 3.5
คะแนน 70 – 74 เกรด 3
คะแนน 65 – 69 เกรด 2.5
คะแนน 60 – 64 เกรด 2
คะแนน 55 – 59 เกรด 1.5
คะแนน 50 – 54 เกรด 1
คะแนน 0 – 49 เกรด 0
คะแนน



เอกสำรประกอบกำรสอน :
1. เอกสารประกอบการสอนวิชามาตรฐานการปฏบิ ตั ิงานธรุ กิจคา้ ปลีกเบื้องต้น: อาจารย์ชนนพิ ัทธ์ เมธา

ชวั่ โมงท่ีเขำ้ พบอำจำรย์ได้ : เวลา 11.00 - 11.50
วนั จนั ทร์ เวลา 11.00 - 11.50
วนั อังคาร เวลา 11:00 - 11:50
วันพธุ เวลา 11.00 - 11.50
วนั ศกุ ร์

ข้อตกลงรว่ มกนั (Class Management), กำรสง่ กำรบำ้ น)
1. นักศึกษาต้องจัด Class Management ก่อนเรียนภายในเวลา 3-5 นาที ถ้าไม่เสร็จและไม่สะอาดเช็ค
ขาดทั้งห้อง และรักษาความสะอาดของห้องเรยี นตลอดทั้งคาบ
2. นกั ศึกษาตอ้ งมีอุปกรณ์การเรยี นการสอนบนโต๊ะครบทุกครั้ง ถา้ ไมค่ รบมกี ารเตือนแค่ 1 ครั้ง หลังจากน้ัน
เชค็ ขาดในคาบเรยี นน้ัน
3. ไม่อนุญาตให้เปิดโทรศัพท์มือถือหรือคุยโทรศัพท์มือถือในชั้นเรียน ถ้ามีเสียงดังเกิดข้ึนจะทาการยึด
โทรศัพท์พร้อมบตั รนักศึกษาทันที และให้ นศ.ทุกคนนาโทรศัพท์มาใส่กล่อง “ลดเวลาไลน์ เพม่ิ เวลารู้”
4. นักศึกษาเข้าห้องเรียนช้าเกิน 15 นาทีถือว่าสาย และจะเช็คขาดเรียนเม่ือเข้าห้องเรียนช้าเกิน 15 นาที
โดยเข้าหอ้ งเรยี นสาย 3 คร้งั นับเป็นขาดเรียน 1 ครั้ง
5. อนุญาตใหน้ กั ศกึ ษาเข้าหอ้ งนา้ ได้ทีละ 1 คน
6. การแตง่ กายต้องถูกระเบยี บวทิ ยาลยั เทา่ น้ัน ต้งั แตห่ ัวจรดเท้า ถ้าพบว่าไม่เรียบร้อยจะมีการเตือน 1 คร้ัง
หลงั จากน้นั ทาโทษโดยการใหย้ ืนเรียนหลังหอ้ งทง้ั คาบและเช็คขาดในคาบเรียนน้นั
7. การนงั่ เรยี นต้องนงั่ ในท่าสุภาพ ไม่ไขวห่ า้ ง ถา้ พบจะมีการเตือน 1 ครั้ง หลังจากนั้นทาโทษโดยการให้ยืน
เรยี นหลงั ห้องทงั้ คาบ
8. นกั ศึกษาไม่คุยกัน ไม่ก่อกวน ไม่รับประทานขนมในขณะท่ีมีการเรียนการสอน ถ้าพบจะทาการยึดขนม
พร้อมบตั รนกั ศึกษาทันที
9. การสง่ การบ้านต้องส่งตอนเชา้ กอ่ น 7 โมง 50 นาทีเทา่ นั้น หลังจากนัน้ ไม่รบั
10. ห้ามลอกการบ้านเด็ดขาด คนท่ีเป็นต้นฉบับและสาเนาจะถูกหักคะแนนการบ้านและต้องนาการบ้าน
กลบั ไปทาใหม่และคดั การบ้านน้ันซ้า 10 จบ
11. ห้ามหลับในห้องเรียนเด็ดขาดถ้าพบจะมีการเตือน 1 คร้ัง หลังจากนั้นทาการยึดบัตรนักศึกษา และเช็ค
ขาดในคาบเรยี นนนั้
12. นักศกึ ษาจะตอ้ งมาเรยี นไม่ตา่ กว่า 80% ของคาบเรียนทงั้ หมด มิเชน่ น้นั จะหมดสทิ ธิ์สอบ
ในรายวชิ านี้



กำหนดกำรสอน

ชือ่ หนว่ ยกำรเรยี นร้/ู จุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม สมรรถนะประจำหน่วย สปั ดำหท์ ี่ จำนวน
หน่วยกำรสอน ชว่ั โมง

1. ความหมายและความสาคญั ของการคา้ 1. อธบิ ายความหมายของธรุ กจิ - แสดงความรู้ทัว่ ไปเก่ียวกบั 1-2 10

ปลีก 2. อธิบายความหมายของการค้าปลีก การค้าปลีก

1.1 ความหมายของธรุ กิจ 3. บอกรูปแบบของธรุ กิจค้าปลกี

1.2 ความหมายของการค้าปลกี 4. บอกบทบาทและหน้าทข่ี องผู้ค้าปลีก

1.3 รูปแบบของธรุ กิจค้าปลีก 5. บอกหน้าที่ของธุรกจิ ค้าปลกี ที่สาคัญ

1.4 บทบาทและหน้าที่ของผคู้ ้าปลีก

1.5 หน้าที่ของธรุ กจิ คา้ ปลีกทีส่ าคัญ

2. การทางานภายใต้มาตรฐานขององค์กร 1. อธบิ ายความหมายขององคก์ ร - แสดงความรเู้ กยี่ วกับมาตรฐาน 3 4

2.1 ความหมายขององคก์ ร 2. บอกลักษณะขององค์กร องคก์ ร

2.2 ลกั ษณะขององคก์ ร 3. จาแนกโครงสร้างขององค์กร

2.3 โครงสรา้ งขององค์กร 4. อธิบายการพฒั นาองค์กร

2.4 การพฒั นาองคก์ ร “(Organization “(Organization Development : OD)”

Development : OD)” 5. บอกเปา้ หมายขององคก์ ร

2.5 เป้าหมายขององค์กร 6. อธิบายระบบการประเมินผลการ

2.6 ระบบการประเมนิ ผลการปฎบิ ัติงาน ปฎบิ ัติงาน

3. การทางานเปน็ ทมี 1. ความหมายของทมี งาน - แสดงความรเู้ ก่ยี วกบั การทางาน 4-5 4

3.1 ความหมายของทมี งาน 2. องค์ประกอบของทมี งาน เปน็ ทีม

3.2 องค์ประกอบของทมี งาน 3. ลกั ษณะที่ดขี องการทางานเปน็ ทมี

3.3 ลักษณะทดี่ ีของการทางานเปน็ ทีม 4. ประเภทของทีม

3.4 ประเภทของทีม 5. องค์ประกอบพื้นฐานของการทางานเป็นทีม

3.5 องคป์ ระกอบพื้นฐานของการทางาน 6. องค์ประกอบของทมี งานท่ีมี

เปน็ ทีม ประสทิ ธภิ าพ

3.6 องคป์ ระกอบของทีมงานทมี่ ี 7. ขั้นตอนการทางานเป็นทมี

ประสิทธภิ าพ 8. ประโยชนข์ องการทางานเปน็ ทีม

3.7 ขนั้ ตอนการทางานเปน็ ทมี 9. อปุ สรรคของการทางานเปน็ ทมี

3.8 ประโยชน์ของการทางานเปน็ ทมี

3.9 อปุ สรรคของการทางานเปน็ ทมี

4. ดแู ลและรักษาสภาพร้านค้าจดั ระเบียบ 1. บอกบทบาทของร้านค้า - แสดงความรเู้ กย่ี วกับการดแู ล 6 4

พน้ื ท่ีการทางาน 2. อธบิ ายการตกแต่งร้านค้าและจัดเรียงสินค้า และรกั ษาสภาพรา้ นค้าจดั

4.1 บทบาทของรา้ นค้า 3. อธบิ ายดูแลและรักษาสภาพรา้ นคา้ ระเบียบพน้ื ท่กี ารทางาน

4.2 การตกแตง่ รา้ นคา้ และจดั เรยี งสนิ คา้ 4. บอกจดั ระเบยี บพืน้ ท่ที างาน

4.3 ดแู ลและรกั ษาสภาพรา้ นคา้

4.4 จดั ระเบียบพน้ื ทีท่ างาน

ชอ่ื หน่วยกำรเรียนรู้/ จุดประสงค์เชงิ พฤติกรรม สมรรถนะประจำหนว่ ย สปั ดำหท์ ่ี จำนวน
หน่วยกำรสอน ช่วั โมง
- แสดงความรเู้ กี่ยวกบั การ
5. การป้องกนั ความสูญเสยี ในร้านขายปลีก 1. การป้องกันสนิ ค้าสญู หาย ปอ้ งกนั ความสูญเสยี ในรา้ นขาย 74
ปลีก
5.1 การป้องกันสินค้าสญู หาย 2. การปอ้ งกันการสูญหายของสนิ คา้ ใน

5.2 การป้องกนั การสญู หายของสนิ คา้ ธุรกิจคา้ ปลกี

ในธุรกจิ ค้าปลีก 3. สาเหตกุ ารสญู เสยี สินคา้ คงคลงั และการ

5.3 สาเหตุการสญู เสยี สินคา้ คงคลังและ ป้องกันการสญู เสยี

การปอ้ งกันการสญู เสยี

ตำรำงวิเครำะห์จ

ระดบั พฤติกรรมท่ีต้องกำร

หน่วย
ท่ี ชอ่ื หน่วย / หัวข้อกำรเรยี นรู้

1 ควำมหมำยและควำมสำคัญของกำรคำ้ ปลีก
1.1 ความหมายของธุรกิจ
1.2 ความหมายของการค้าปลีก
1.3 รูปแบบของธุรกจิ ค้าปลกี
1.4 บทบาทและหน้าที่ของผู้คา้ ปลกี
1.5 หนา้ ทขี่ องธุรกิจค้าปลีกที่สาคญั

2 กำรทำงำนภำยใต้มำตรฐำนขององค์กร
2.1 ความหมายขององค์กร
2.2 ลกั ษณะขององค์กร
2.3 โครงสรา้ งขององคก์ ร
2.4 การพฒั นาองคก์ ร “(Organization Development : OD
2.5 เป้าหมายขององคก์ ร
2.6 ระบบการประเมนิ ผลการปฎบิ ตั งิ าน



จุดประสงค์กำรสอน

ควำมรู้

ควำมจำ ทักษะ คณุ ลักษณะที่
ควำมเ ้ขำใจ พงึ ประสงค์
กำรนำไปใช้
กำร ิวเครำะ ์ห
กำรประมำณค่ำ
ควำมคิดส ้รำงสรรค์

✓✓

✓✓

✓✓

✓✓ ✓

✓ ✓✓✓

✓✓
✓✓
✓✓

D)” ✓




ตำรำงวเิ ครำะห์จ

ระดบั พฤตกิ รรมที่ต้องกำร

หนว่ ย
ที่ ชอื่ หน่วย / หัวข้อกำรเรยี นรู้

3 กำรทำงำนเปน็ ทีม
3.1 ความหมายของทีมงาน
3.2 องคป์ ระกอบของทีมงาน
3.3 ลักษณะที่ดขี องการทางานเปน็ ทมี
3.4 ประเภทของทมี
3.5 องคป์ ระกอบพน้ื ฐานของการทางานเปน็ ทมี
3.6 องคป์ ระกอบของทมี งานทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ
3.7 ข้นั ตอนการทางานเป็นทีม
3.8 ประโยชน์ของการทางานเป็นทีม
3.9 อุปสรรคของการทางานเปน็ ทมี

4 ดูแลและรกั ษำสภำพรำ้ นค้ำจัดระเบียบพน้ื ทก่ี ำรทำงำน
4.1 บทบาทของรา้ นคา้

4 4.2 การตกแต่งร้านค้าและจัดเรียงสินค้า
4.3 ดูแลและรักษาสภาพร้านคา้
4.4 จดั ระเบยี บพ้นื ทที่ างาน



จุดประสงคก์ ำรสอน

ควำมรู้

ควำมจำ ทกั ษะ คณุ ลักษณะที่
ควำมเ ้ขำใจ พึงประสงค์
กำรนำไปใช้
กำร ิวเครำะ ์ห
กำรประมำณค่ำ
ควำมคิดส ้รำงสรรค์

✓✓
✓✓
✓✓
✓✓
✓✓
✓✓
✓✓
✓ ✓✓✓
✓ ✓✓
✓ ✓✓

✓✓
✓ ✓✓
✓ ✓✓
✓ ✓✓

ตำรำงวเิ ครำะห์จ

ระดับพฤตกิ รรมที่ตอ้ งกำร

หนว่ ย
ที่ ชอ่ื หน่วย / หัวข้อกำรเรยี นรู้

5 กำรป้องกนั ควำมสูญเสียในรำ้ นขำยปลกี
5.1 การปอ้ งกันสนิ ค้าสูญหาย
5.2 การปอ้ งกนั การสูญหายของสนิ ค้าในธรุ กจิ ค้าปลีก
5.3 สาเหตุการสญู เสยี สินคา้ คงคลงั และการป้องกนั การสูญเสีย

✓✓ ควำมจำ จุดประสงคก์ ำรสอน
ควำมเขำ้ ใจ
✓✓ กำรนำไปใช้
กำรวเิ ครำะห์
ย ✓✓ กำรประมำณค่ำ
ควำมคิดสร้ำงสรรค์
ควำมรู้

ทกั ษะ

คุณลักษณะท่ี จ
พึงประสงค์

1

บทที่ 1
ควำมหมำยและควำมสำคัญ

ของกำรค้ำปลีก

2

ควำมหมำยของธรุ กิจ

ธุรกิจ (Business) หมายถึง กิจกรรมที่มนุษย์ทาขึ้นโดยหวังผลกาไร (Profit) ดังน้ัน กิจกรรมใดๆ
ที่ไม่หวงั ผลตอบแทนหรอื กาไร เชน่ กจิ กรรมของมลู นธิ หิ รอื สมาคมต่างๆ จะไม่นบั วา่ เป็นธุรกจิ

ผลตอบแทนของการประกอบธุรกิจ ไมใ่ ช่เพียงแต่ต้องเป็นเงินเท่านั้น แต่ผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะแปร
เปน็ เงนิ ได้ในอนาคต เช่น ชือ่ เสยี ง ความชน่ื ชม ความศรทั ธาจากประชาชนกถ็ ือเปน็ ผลตอบแทนทางธุรกิจ
เช่นกัน

ธุรกิจ หมายถึง องค์การ หรือกิจการที่ก่อให้เกิดสินค้า และบริการ ธุรกิจเป็นกระบวนการทั้งหมด
ของการนาเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเปล่ียนสภาพตาม กรรมวิธีการผลิตด้วยแรงคน และเคร่ืองจักรให้
เปน็ สินคา้ เพ่อื ประโยชนแ์ ก่ผู้ท่ตี ้องการ กิจกรรมของธรุ กจิ จึงรวมท้ังการผลิต การซ้ือ การขาย การจาแนก
แจกจา่ ยสินค้า การขนส่ง การธนาคาร การประกันภัย และอื่นๆ

ธรุ กิจ หมายถึง กิจกรรมต่างๆ ทที่ าใหม้ กี ารผลิตสินค้าและบริการ มีการซ้ือขายแลกเปลย่ี น จาหน่าย
และกระจายสินค้าและมีประโยชน์หรือกาไรจากกิจกรรมนั้น ธุรกิจมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของ
มนษุ ยใ์ นสังคมปัจจุบนั มาก เพราะนอกจากจะเปน็ องค์การท่ีผลิตสินค้าหรือบริการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของ
การดารงชีวิตหรือปัจจัย4 การประกอบธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก หรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม สิ่งที่
สาคัญ คือ กาไร เพราะเป็นแรงจูงใจของการดาเนินการทางธุรกิจ ก่อให้เกิดการแข่งขันและการขยายตัว
ทางธุรกิจใหเ้ จรญิ กา้ วหน้ามากยิ่งขึ้น

ธุรกิจ หมายถึง การดาเนินกิจกรรมทางด้านการผลิต การจาหน่าย และการบริการ ธุรกิจ SMEs
หรือ ธุรกิจขนาดย่อม หมายถึง ธุรกิจท่ีเป็นอิสระมีเอกชนเป็นเจ้าของ ดาเนินการโดยเจ้าของเอง ไม่เป็น
เคร่ืองมือของธุรกิจใดไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของบุคคลหรือธุรกิจอ่ืน มีต้นทุนในการดาเนินงานต่าและมี
พนักงานจานวนไม่มาก

ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิต และขายสินค้า หรือบริการ
เพอ่ื สนองความตอ้ งการของสงั คมโดยมงุ่ หวังกาไร

ธรุ กิจ (Business) หมายถึง กระบวนการของกิจการทางเศรษฐกิจท่ีสัมพันธ์เป็นระบบ และอย่าง
ต่อเนื่องในด้านการผลิตการซ้ือขาย แลกเปล่ียนเก่ียวกับสินค้าและบริการ โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีจะได้กาไร
หรอื ผลตอบแทนจากกิจกรรมนนั้

สรุปได้ว่ำ ธุรกิจ (Business) หมายถึง การนาวัตถุดิบมาผ่านกระบวนการผลิตให้เป็นสินค้าและ
บริการเพื่อมงุ่ หวังผลกาไร โดยยอมเสย่ี งต่อการขาดทนุ

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมใดที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้กาไร (Profit) ถือว่าเป็นธุรกิจ
เช่น บริษัท ห้างร้าน ตลอดจน รัฐวิสาหกิจ ต่างๆ การดาเนินของรัฐ เช่น การป้องกันประเทศ
การสร้างถนนหนทาง โรงเรียน โรงพยาบาล และอื่น ๆ ไม่ถือว่าเป็นธุรกิจเพราะมิได้
มีจุดมุ่งหมายด้านกาไร แต่เป็นการให้บริการแก่ประชาชน โดยมีจุดมุ่งหมายให้ประชาชนมีความเป็นอยู่
ทด่ี ขี ้ึน

3

ควำมหมำยของกำรคำ้ ปลกี

ค้ำปลีก หมายถึง การขายโดยไม่มีการเปลี่ยนรูปสินค้าทั้งสินค้าใหม่และสินค้าใช้แล้ว ให้กับ
ประชาชนทว่ั ไปเพื่อการบริโภคหรอื การใช้ประโยชน์เฉพาะส่วนบุคคลในครัวเรือน

กำรคำ้ ปลกี (Retailing) หมายถึง การขายสินค้าให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย โดยการซื้อสินค้าของ
ผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์เพื่อบริโภคหรือเพื่อสมาชิกในครอบครัว ผู้ค้าปลีกจะซื้อสินค้าจากใครก็ได้ แต่ต้อง
ขายสินค้าใหก้ บั ผบู้ ริโภคคนสุดทา้ ยเทา่ นนั้

ร้ำนค้ำปลีก (Retailing Store) หมายถึง หน่วยงานทางธุรกิจที่ทาหน้าท่ีจาหน่ายสินค้าและ
บริการให้กับผู้บริโภคคนสุดท้าย โดยเป็นผู้อานวยความสะดวกในการจัดสถานท่ีที่เหมาะสมเพ่ืออานวย
ความสะดวกให้กบั ผูบ้ รโิ ภคในการเลือกซ้อื สินคา้ และบรกิ าร

พ่อค้ำปลีก (Retailer) หมายถึง ผู้ท่ีทาหน้าท่ีจาหน่ายสินค้าและบริการให้กับลูกค้าหรือ ผู้บริโภค
คนสดุ ท้าย

ธุรกิจค้ำปลีก (Retailing Sector) หมายถึง กิจกรรมท่ีเกิดขึ้นระหว่างพ่อค้าปลีก (Retailing)
กบั ผ้บู รโิ ภคคนสดุ ทา้ ย (Ultimate Consumer) จุดประสงค์ของการประกอบธุรกิจ ก็คือการซ้ือขายสินค้า
เพ่ือตอบสนองความต้องการของตนเอง โดยไม่มีจุดประสงค์เพื่อการขายต่อ หรือซ้ือไปเพื่อเป็นวัตถุดิบใน
การผลติ ต่อ ปกตปิ รมิ าณการซอ้ื จะไมม่ ากนกั

สรุปได้ว่ำ กำรค้ำปลีก หมายถึง การขายสนิ ค้าให้กบั ผู้บริโภคคนสดุ ท้าย โดยการซื้อสินค้านั้นไปเพื่อ
การบริโภคของตนเอง และครอบครวั หรอื หมายถงึ กิจกรรมต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับ การขายสินค้าหรือบริการ
ให้กับ ผู้บริโภคคนสุดท้ายเพื่อการ ใช้ส่วนตัว หรือหมายถึง กิจกรรมต่างๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการขายสินค้า
หรอื บริการโดยตรงแกผ่ ู้บรโิ ภคคนสดุ ทา้ ย เพื่อการใชส้ ว่ นตวั และไม่ใช่เป็นการใชเ้ พอ่ื ธุรกิจ

ควำมสำคญั ของกำรค้ำปลกี
ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกมีความเจริญก้าวหน้าเพราะมีผู้ประกอบกิจการค้าปลีกมากขึ้นท้ังกิจการ

ขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ ในประเทศไทยมีร้านค้าปลีกท่ีขายสินค้าทั่วไป ร้านขายสินค้า
เฉพาะอย่าง รา้ นสรรพาหาร (Supermarket) ร้ายขายของชา (Grocery) ฯลฯ กิจการค้าปลีกจึงเป็น
ส่วนสาคัญในลักษณะธุรกิจการซื้อการขาย การแลกเปล่ียนสินค้าและบริการ กระบวนการน้ีก่อให้เกิด
การผ่านมือจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ความสาคัญของธุรกิจค้าปลีกมีต่อผู้บริโภคคน
สุดทา้ ย ชุมชน และสังคมโดยรวม ดงั น้ี

1. ควำมสำคัญของธุรกิจคำ้ ปลีกมีต่อผบู้ ริโภคคนสุดท้ำย
1.1 ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซ้ือสินค้าได้ตามความต้องการของตนเอง สะดวกสบายและ
ประหยดั เวลาในการเดนิ ทาง
1.2 ไดร้ บั ขอ้ มลู ท่ีถกู ตอ้ งเกี่ยวกับสนิ คา้ วธิ ีการใช้ การบารุงรกั ษา
1.3 ผ้บู ริโภคสามารถซ้ือสนิ ค้าได้ ในราคาประหยดั จากกลยุทธด์ า้ นราคาของธุรกิจค้าปลีก

4

1. ควำมสำคัญของธรุ กิจค้ำปลกี มตี อ่ ชุมชน
2.1 สร้างความเจรญิ ให้กบั ชุมชน
2.2 สร้างความสมั พนั ธด์ นั ดีต่อชุมชน
2.3 ประชากรในชุมชนมีรายได้ มาตรฐานการครองชพี ดขี ้ึน

2. ควำมสำคัญของธรุ กจิ ต่อสงั คม
3.1 เกิดการจ้างงาน
3.2 รฐั สามารถจดั เก็บภาษีได้มากขน้ึ

รูปแบบของธุรกจิ คำ้ ปลีก

รูปแบบการค้าปลีกของไทย ( Retail Model of Thailand ) ในปัจจุบันมี 2 แบบ คือ
ธรุ กจิ คา้ ปลกี แบบ ด้ังเดิมและธรุ กจิ ค้าปลีกแบบสมัยใหม่

1. ธุรกิจค้ำปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม คือ ร้านค้าขาย
สินค้าเข้าถงึ ผู้บริโภคโดยผา่ นบุคคลท่เี ป็นเจ้าของธรุ กิจ ซ่งึ ระบบการบรหิ ารงาน มีรูปแบบที่ยังไม่เป็นสากล
ขายสินค้า พ้ืนฐานท่ีมีความจาเป็นต่อการดารงชีวิต ได้แก่ ร้ำนโชว์ห่วย คือร้านค้าท่ีขายเคร่ืองอุปโภค
บรโิ ภค โดยมีหลักแหลง่ ท่ีแน่นอน อยู่ในพนื้ ที่ชุมชน จาหน่ายสินคา้ ท่ัวไปท่ีมีความจาเป็น ต้องใช้ประจาวัน
โดยมีการขายสินค้าทั่วไปเปน็ หลัก และอาจมสี นิ คา้ จาพวกอาหารสด ร้ำนชำ เป็นร้านท่ีขายเคร่ืองอุปโภค
บรโิ ภค ส่วนใหญ่มีที่ตั้งในตลาดสด เน้นการขายสินค้า ประเภทอาหารสด และสินค้าอ่ืนๆ ที่จาเป็นต้องใช้
ในชีวิตประจาวัน ตลาดนัด เป็นท่ีท่ีมีการนัดรวมตัวกันขายสินค้าของ ผู้ค้าปลีกแบบด้ังเดิมส่วนใหญ่อยู่ใน
ท่ีโล่ง มีกาหนดเวลาแน่นอน ผู้ค้ำเร่ เป็นการนาสินค้าเร่ขายไปในชุมชน หมู่บ้าน ส่งสินค้าถึงผู้บริโภค
ท่บี ้าน แตไ่ มม่ คี วามแนน่ อนในเชิงพนื้ ทขี่ าย

ธุรกิจค้ำปลีกแบบดั้งเดิม คือ ร้านค้าขายสินค้าเข้าถึงผู้บริโภคโดยผ่านบุคคลที่เป็นเจ้าของธุรกิจ
ไมม่ ีระบบการจัดการบริหารงาน มรี ูปแบบท่ีหลากหลาย ขายสนิ คา้ ในพ้ืนฐานความจาเป็นในการดารงชีวิต
ลักษณะการดาเนินงาน แสดงลักษณะวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของประชาชนในถิ่นน้ัน และในการเจรจา
ต่อรอง ความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจกัน และความเป็นกันเอง ลักษณะการดาเนินงาน สามารถ
สังเกตเห็นวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นความเป็นพ้ืนเมือง ความสามารถในการเจรจาต่อรอง
ความเป็นมิตร ความเห็นอกเห็นใจกันและความเป็นกันเองในการสนทนาซกั ถามสารทกุ ข์สุขดิบ เช่น คนใน
สังคมเดียวกัน ด้วยความสนิทสนมและการที่ตลาดหรือร้านค้าเหล่าน้ีเป็นส่วนหน่ึงของสังคมและมี
ความคุ้นเคยกันระหว่างผู้ค้ากับลูกค้า การดาเนินธุรกิจจึงมีทั้งขายเงินสดและเงินเช่ือ มีความยืดหยุ่นเรื่อง
สินค้าราคา และสถานท่ี ซ่ึงเป็นลักษณะการดารงชีวิตของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทย ธุรกิจค้าปลีกแบบ
ด้ังเดมิ จึงมีการดาเนนิ ธุรกจิ แบบพอเพียงโดยมลี ักษณะการดาเนินงานดังนี้

5

1. ต้นทุน คา้ ปลีกดงั้ เดิมมตี น้ ทุนในการประกอบการต่า
2. สถานท่ีประกอบการส่วนใหญ่ใช้ท่ีอยู่อาศัยเป็นร้านค้าปลีก ซึ่งเดิมทีเป็นการซื้อเพ่ือเป็นที่อยู่
อาศยั ตอ่ มาเห็นว่าสามารถทาการค้าขายได้ จึงจัดหาสินคา้ มาขาย การตกแตง่ รา้ นก็ทาเทา่ ที่จาเปน็
3. ไมม่ ีค่าใชจ้ ่ายเก่ยี วกบั บุคลากรไม่ตอ้ งจา่ ยเงินเดือนเพราะไม่มีพนักงานขายแต่ผู้ขายคือบุคคลท่ี
อาศัยอย่ใู นบา้ น
4. ไม่มีต้นทุนการบริหารจัดการเพราะไม่ต้องซื้อเคร่ืองมืออุปกรณ์ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์
ไมต่ อ้ งลงทนุ เรอื่ งอนามัยของสินค้ามาก
5. ทาเลท่ีตั้ง ร้านค้าปลีกด้ังเดิมส่วนใหญ่จะตั้งในย่านชุมชนหรือแหล่งที่อยู่อาศัยใกล้ชิดกับ
ผ้บู รโิ ภค อนั ถือว่ามกี าลังซ้ือพอเหมาะกับขนาดการลงทนุ อยู่แลว้ ฉะนน้ั รา้ นค้าจึงตัง้ อยู่ในทาเลเหมาะสม
6. การบรหิ าร มีการบริหารไมย่ ่งุ ยากหรอื ซบั ซ้อน มีคนขายเพยี งคนเดียว ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นเจ้าของ
กิจการเองดว้ ย ทาให้การตัดสินใจทาได้รวดเร็ว สามารถปรับเปลย่ี นสนิ ค้าตามความตอ้ งการของลกู คา้
7. ความเป็นกันเอง จากการที่เจ้าของธุรกิจเป็นผู้ขายเอง และเป็นคนในพ้ืนท่ีหรือในชุมชนน้ันๆ
ทาให้ผูข้ ายส่วนใหญจ่ ะมีความเป็นกันเอง กับผู้ซอ้ื โดยธรรมชาตอิ ย่แู ล้ว

กำรดำเนินธุรกิจแบบพอเพยี งรูปแบบธรุ กิจดั้งเดมิ ในปจั จุบนั แบง่ ได้ 6 ประเภท ดงั นี้

ย่ีป๊ัว เป็นตัวแทนของสินค้ารับสินค้ามาจากบริษัทโดยตรงแล้วค่อยกระจายสินค้าออกไป ส่วนมาก
ทาหน้าท่ีค้าส่ง พร้อมการกระจายสินค้าให้กับผู้ผลิต มีร้านค้าส่วนมากอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่มีการค้าขายดี
สินค้าท่นี ามาขายเป็นสินค้าทข่ี ายดี หากมองในแง่ความหลากหลายสนิ คา้ จึงมไี ม่มากนกั

ซำป๊ัว มีการดาเนินธุรกิจ แบบค้าส่ง เพื่อนาไปขายให้กับลูกค้ารายย่อย มีอยู่ในพื้นท่ีนอกเมือง
ผู้ค้าขายที่ซ้ือสินค้า จากผู้ค้าส่งหลักไปขายต่อให้ร้านค้าโชวห่วยอีกทอดหน่ึง โดยปกติลูกค้าจะเข้ามาซ้ือ
สินคา้ เอง

โชวห่วย เป็นร้านที่ขายเคร่ืองอุปโภคบริโภค โดยมีหลักแหล่งท่ีแน่นอน อยู่ในพื้นท่ีชุมชน จาหน่าย
สินค้าท่ัวไปที่มีความจาเป็นต้องใช้ในชีวิติประจาวัน โดย มีการขายสินค้าท่ัวไปเป็นหลักและ และมีสินค้า
จาพวก อาหารสด

ร้ำนชำ เป็นร้านท่ีขายเคร่ืองอุปโภคบริโภค โดยมีหลักแหล่งท่ีแน่นอน ส่วนมากอยู่ในตลาดสด
เน้นการขายสนิ คา้ มีจาหน่ายอาหารสด และ มีขายสนิ คา้ ท่ัวไปทจี่ าเป็นต้องใช้ในชวี ติ ประจาวนั ไม่มาก

กองคำรำวำนสนิ ค้ำ (ตลำดนดั ) เป็นสถานทีร่ วมของผคู้ า้ ปลกี ดั้งเดิมทุกประเภท อาจจะจัดได้ท้ังใน
อาคารและทโ่ี ลง่ ซง่ึ มีกาหนดเวลาแน่นอน

ร้ำนค้ำเร่ มีลักษณะการนาสินค้าไปขาย ในที่ชุมชน หมู่บ้าน โดยมีลักษณะการนาส่งสินค้า
ถงึ ผบู้ ริโภค ทีบ่ า้ น และไมม่ ีความแนน่ อนในการนาไปขายในแตล่ ะท่ี

6

2. ธุรกิจค้ำปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ปัจจุบันร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่เกิดข้ึนในประเทศ
ไทยแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและผลการ
ดาเนินการเป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันจานวนร้านค้าเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็วมากและสามารถแบ่งประเภทของ
ร้านค้าปลกี สมยั ใหม่ไดเ้ ป็น 7 ประเภท คือ

1.) ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (Super Center, Hyper Mart, Discount Store) เป็นร้านค้า
ปลีกขนาดใหญ่ มุ่งกลุ่มลูกค้ารายได้ต่าถึงปานกลาง มีขนาดพื้นที่ต้ังแต่ 10,000-15,000 ตาราง
เมตร สินค้าท่ีจาหน่ายเป็นกลุ่มสินค้า ซี และดี เน้นราคาถูก มีระบบศูนย์กระจายสินค้า
(Distribution Center) ผู้ผลิต หรือ Suppliers ที่ประสงค์จะวางสินค้าจาหน่ายในร้านค้า
ประเภทน้ีจะต้องไปติดต่อที่ศูนย์จัดซื้อและแจกจ่ายท่ีกรุงเทพฯ ต้องผ่านกระบวนการบริหาร
จดั ซื้อและเสยี ค่าใชจ้ า่ ยตา่ ง ๆ ตลอดจนเง่อื นไขท่ีรา้ นค้าประเภทน้ีวางเอาไว้

ลักษณะพเิ ศษของ Discount Store หรือ ซปุ เปอรเ์ ซ็นเตอรน์ ี้ คอื พ้นื ที่วางสนิ ค้า
กวา้ งขวาง เรียงสินคา้ ได้มากรายการ ประการสาคญั มีจุดบรกิ ารชาระเงินจุดเดยี ว (หลายชอ่ ง)
สร้างความสะดวกใหก้ ับลกู ค้ามาก เพราะสามารถเลอื กซ้ือสนิ คา้ ได้ทั่วรา้ น แลว้ คอ่ ยชาระเงิน
ทเี ดียว มีรถเข็นสินคา้ บริการ รา้ นค้าประเภทน้ีมกั ต้ังอยู่กลางเมืองหรือชานเมืองมีท่ีจอดรถบรกิ าร
ปจั จบุ ันจะมโี รงภาพยนต์อย่ใู นห้างด้วย เช่น บ๊กิ ซี โลตสั คาร์ฟรู ์ ปัจจุบนั Discount Store ใน
ประเทศไทยมีนักลงทนุ ตา่ งชาตถิ ือหนุ้ ใหญ่ท้ังหมด เชน่ กลมุ่ กาสิโน (Big C) กลุม่ เทสโก้ (Lotus)
และกลุม่ คาร์ฟูร์ (Carrefour)

2.) ห้ำงสรรพสินค้ำ (Department Store) ขายสินค้าหลากหลาย มักตั้งอยู่กลางใจ
เมือง เน้นสินค้ากลุ่ม เอ และ บี มีทั้งแบรนด์เนมนาเข้าจากต่างประเทศและที่ผลิตในประเทศ
สินค้าจะมีราคาค่อนข้างสูงกว่า Discount Store การตกแต่งร้านเน้นความสวยงามและดึงดูด
ความสนใจของลูกค้ามีพนักงาน คอยบริการให้คาแนะนาใกล้ชิด เช่น ห้างเซ็นทรัล โรบินสัน
เดอะมอลล์ เป็นต้น ในอดีตห้างสรรพสินค้าตั้งอยู่ย่านใจกลางชุมชนในกรุงเทพฯ ปัจจุบันขยาย
สาขาไปยังจงั หวัดใหญ่ ๆ มากข้ึน เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ นครราชสีมา ขอนแก่น เป็นต้น
หา้ งสรรพสนิ ค้าจดั ได้ว่าผ้ถู อื หนุ้ หรอื เจ้าของยังเปน็ ของคนไทย

3.) ซูเปอร์มำร์เก็ต (Supermarket) จาหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารและของใช้ประจาวัน
เปน็ หลัก เช่น เนื้อสตั ว์ ผกั สด ผลไม้สด อาหารสาเร็จรูป ของแห้ง ของใช้ส่วนตัว เช่น ผงซักฟอก
สบู่ ยาสีฟัน กระดาษชาระ เป็นต้น ร้านค้าปลีกประเภทน้ีมีทั้งท่ีต้ังอยู่ริมถนนเป็นอิสระ
(Stand Alone) เช่น ฟู้ดแลนด์ เป็นต้น และร้านประเภทท่ีต้ังอยู่ในห้างสรรพสินค้า เช่น
ท๊อปซุปเปอร์มาร์เก็ต โฮมเฟรชมาร์ท ของเดอะมอลล์ เป็นต้น สาหรับท๊อปเดิมทีเป็นของ
เซ็นทรัล ต่อมาแยกบริหารอสิ ระทาให้ปจั จุบันมีท้งั ที่ต้ังอิสระและอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดพื้นที่
ของร้านค้าปลีกประเภทนี้ประมาณ 2,000-5,000 ตารางเมตร ลูกค้าต้องบริการตนเองไม่มี
พนกั งานคอยแนะนา ทาเลที่ต้ังมักยึดแหลง่ ชุมชนเปน็ หลัก

7

4.) ร้ำนสะดวกซื้อ (Convenience Store หรือ Gas Store) เป็นร้านค้าปลีก
ประเภทบุคคลทว่ั ไป พน้ื ทขี่ นาดเล็กทส่ี ุดแค่ 15 ตารางเมตรใหญ่สุดไม่เกิน 500 ตารางเมตร เน้น
การจัดร้านการบริหารจัดการท่ีทันสมัย สินค้าที่วางจาหน่ายมักจะเป็นสินค้ากลุ่มอาหารและของ
ใช้จุกจิกประจาวัน จานวนสินค้าน้อยกว่า 5 พันรายการ ส่วนใหญ่ร้านสะดวกซ้ือจะกระจายไป
ตามชุมชนหรือแหล่งชุมนุมของคนท่ัวไป เช่น ป้ายรถเมล์ เน้นการเปิดบริการ 24 ชั่วโมง ราคา
สินคา้ ค่อนข้างสูง เชน่ รา้ นเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นต้น ปัจจบุ ันได้ขยายธุรกิจลงสู่ปั๊มน้ามันในรูปแบบ
ของ Gas Store เช่น ร้าน จ๊ิฟฟ่ี ของป๊ัมน้ามันเจ็ท หรือ ไทเกอร์มาร์ทของเอสโซ่ เป็นต้น
เนอ่ื งจากต้นทุนในการประกอบธุรกิจสูง ทาให้สินค้าในร้านสะดวกซื้อค่อนข้างแพงและจะเน้นไป
ที่สินค้าประเภทอาหารการกิน เช่น ไส้กรอก ซาลาเปา สเลอป้ี (น้าแข็งป่ัน) ลูกช้ินเสียบไม้ ฯลฯ
นอกจากนี้ในปัจจุบันยังทาธุรกิจบริการรับชาระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์
ฯลฯ ซงึ่ สร้างกาไรมหาศาลใหก้ บั ธรุ กิจนี้

5.) ร้ำนค้ำปลีกในรูปกำรขำยส่ง (Cash and Carry) รูปแบบการขายปลีกแบบต้อง
เป็นสมาชกิ ในประเทศไทยประเภทน้ีมีเพียงแห่งเดียว คือ แม็คโคร ผู้ซ้ือจะต้องมีบัตรสมาชิกหรือ
หากไม่มีก็ทาบัตรสมาชิกช่ัวคราวเพื่อเข้าไปซ้ือสินค้าได้ วัตถุประสงค์เดิมสมาชิกเป็นร้านค้า
ปลีกย่อยแต่ต่อมาการแข่งขันมากข้ึนจึงเปิดให้ประชาชนท่ัวไปเป็นสมาชิกได้ จึงกลายมาเป็น
การค้าปลีกในรูปแบบพิเศษ เน้นขายสินค้าราคาถูกเป็นล๊อตใหญ่ ๆ เช่น ครึ่งโหล ทั้งโหล
กระสอบใหญ่ เป็นต้น ลูกค้าต้องบริการด้วยตนเอง รับเงินสดมีจุดรับชาระเงินจุดเดียวเหมือนกับ
Discount Store เน้นราคาถูก พ้ืนที่ขาย 10,000-15,000 ตารางเมตร สินค้า 60,000-70,000
เอสเคยู (Stock Keeping Unit) เนน้ สนิ ค้าอปุ โภคบริโภคประจาวัน

6.) ร้ำนค้ำปลีกขำยสินค้ำเฉพำะอย่ำงหรือสินค้ำพิเศษ (Specialty Store หรือ
Brand Specialty) เน้นขายสินค้าเฉพาะด้านท่ีมีคุณภาพ ราคาสูง มีพนักงานคอยให้คาแนะนา
พื้นท่ีขายประมาณ 200-1,000 ตารางเมตร มักต้ังร้านอยู่ในแหล่งชุมชนใหญ่ บางร้านขายสินค้า
เฉพาะ Brand ของตนเอง เช่น มาร์กแอนด์สเปนเซอร์ บู้ท วัตสัน พีเพิลเฮลธ์แคร์ ซุปเปอร์
สปอร์ต เป็นต้น ร้านค้าประเภทนี้มีสินค้าประมาณ 1,000-2,000 รายการ ท่ีตั้งใจกลางเมืองหรือ
ย่านชุมชนธุรกิจ อาจจะอยู่ในอาคารเดียวกับห้างสรรพสินค้าหรือชั้นล่างของอาคารพาณิชย์
2-3 คูหา ก็มี

7.) ร้ำนคำ้ ปลกี เฉพำะอย่ำงเน้นรำคำถูก (Category Killer) ร้านค้าประเภทนคี้ ล้าย ๆ
กับประเภทที่ 6 แต่เน้นราคาถูก สินค้าจะหลากหลายในประเภทของสินค้าหมวดหมู่เดียวกัน
พื้นท่ีขายต้ังแต่ 2,000-10,000 ตารางเมตร ทาเลที่ตั้งใจกลางเมืองหรือย่านธุรกิจ อาจจะอยู่ใน
อาคารเดียวกับห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าหรือช้ันล่างของอาคารพาณิชย์ 2-3 คูหาก็มี มี
พนักงานคอยให้บริการ จานวนสินค้า 1,000-6,000 รายการ เรียกอีกอย่างได้ว่า Low price
Specialty Store เช่น แม็คโครออฟฟศิ เพาเวอร์บาย ออฟฟศิ ดีโป เป็นต้น

8

กำรบรหิ ำรกำรค้ำปลีกยุคใหม่
การค้าปลีกของคนไทยเรามีมาต้ังแต่อดีต ดังศิลาจารึกของพ่อขุนรามคาแหง ท่ีได้กล่าวไว้ว่า

“ใครใครค่ ้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า” แสดงให้เห็นว่าการค้าปลีกมีมานานแล้ว การค้าปลีก (Retail) ในที่นี้
จะหมายถงึ “กจิ กรรมที่เกยี่ วขอ้ งกบั การขายสินค้าและบริการให้ผู้บริโภคคนสุดท้าย (End user) ซึ่งจะซ้ือ
ไปเพ่ือบริโภคเองและไม่ได้ซ้ือไปเพ่ือการจาหน่ายต่อ” รูปแบบการค้าปลีกได้มีการพัฒนาเปล่ียนแปลงมา
อย่างต่อเน่ือง จากระบบการค้าที่ใช้ส่ิงของแลกเปลี่ยนกัน (Barter system) มาเป็นการใช้ระบบเงินตรา
(Monetary system) แลกเปล่ียนแทน และลักษณะร้านค้าปลีกก็มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก จาก
ร้านหาบเร่หรือแผงลอยก็เปล่ียนมาเป็นตึกอาคารพาณิชย์ที่เรียกว่า ร้านโชวห่วย และได้พัฒนาขึ้นมาเป็น
ห้างสรรพสินค้า ร้านซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านดิสเคาน์สโตร์ ร้านสะดวกซื้อและร้านอ่ืนๆ ท่ีเราเห็นอยู่ทั่วไป
ทงั้ ในกรุงเทพ ฯ และตา่ งจงั หวัด

บทบำทและหนำ้ ท่ขี องผคู้ ำ้ ปลีก

1. ช่วยอำนวยควำมสะดวกให้กับลูกค้ำ ท้ังทางด้านสถานท่ีและเวลาในการเลือกซื้อสินค้า
โดยเลือกทาเลท่ีตง้ั ทีส่ ะดวกตอ่ การสญั จรไปมา รวมทั้งสรา้ งความเพลิดเพลินในขณะท่ีเลือกซ้อื สนิ คา้

2. ช่วยลูกค้ำให้เลือกซื้อสินค้ำได้ง่ำย โดยการจัดแสดงสินค้า จัดการส่งเสริมการขายหรือ
การโฆษณา

3. เป็นตัวแทนซ้ือสำหรับประชำชน หมายความว่าผู้ค้าปลีกจะเป็นผู้ทาหน้าที่เป็นตัวแทนลูกค้า
ในการจัดหาสินค้าทดี่ มี คี ณุ ภาพมาให้ลูกค้าซื้อได้ตามความต้องการของลูกค้า

4. ทำหนำ้ ทเ่ี ป็นคลังสนิ คำ้ ประเภทตำ่ งๆ
5. ช่วยยกมำตรฐำนกำรครองชีพ หมายถึง การจัดการสินค้าที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยทาให้
ผู้บริโภคสามารถซื้อหาสินค้าเกินความจาเป็นมาเพื่อความสุขภายในครอบครัวได้ ซึ่งถ้าไม่มีการจัดการ
สินค้าทดี่ ี กอ็ าจจะไมม่ ีการบรโิ ภคเกิดข้ึน
6. หน้ำท่ีในกำรแกะหีบห่อและติดรำคำขำย ซ่ึงเป็นหน้าท่ีแตกต่างจาก การค้าส่ง เพราะ
ผู้ค้าปลีกจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานเพื่อแกะหีบห่อและติดราคา เพื่อให้ผู้บริโภค ได้มีโอกาส
เลอื กซ้อื สินคา้ ได้งา่ ย

9

ลักษณะของกำรค้ำปลีก
1. เป็นกจิ กรรมท้งั หมดที่เกย่ี วข้องกับการขายสนิ ค้าและบริการ
2. ลกู ค้าทีซ่ ื้อสนิ ค้าหรือบรกิ ารเพือ่ ใช้สว่ นตวั ไม่ใชเ่ พื่อธุรกิจ
3. เปน็ การทาธรุ กิจในข้นั สดุ ท้ายของชอ่ งทางการจัดจาหนา่ ย
4. ผูค้ า้ ปลีกจะซ้ือสนิ คา้ ในปริมาณมากและทยอยขาย
5. ผู้ค้าปลีกจาเป็นต้องซื้อผลติ ภัณฑ์ทีห่ ลากหลาย
6. ผคู้ ้าปลกี อาจจะขายบริการ
7. ผู้ค้าปลกี จะขายสินค้าให้กับผู้บริโภคท่แี ตกต่างกนั

หน้ำทขี่ องธุรกจิ คำ้ ปลกี ทีส่ ำคัญ

หน้ำท่ขี องธุรกจิ กำรค้ำปลีกท่ีสำคญั (Importance retailing functions) มี 12 ประกำร
1. กำรจดั หำผลิตภัณฑ์และบริกำรทห่ี ลำกหลำย (Providing product and service
assortments) ผคู้ ้าปลีกจะทาหนา้ ทเี่ ป็นคนกลางในการซ้ือสินคา้ จากผผู้ ลติ สนิ คา้ แหลง่ ตา่ งๆ มาเพื่อขาย
ต่อให้กับผู้บริโภค การจัดหาสินค้าทตี่ รงกับความต้องการของผูบ้ รโิ ภคถอื เปน็ ส่งิ สาคญั มาก
2. กำรตัดสินใจในส่วนประสมของสินค้ำบริกำร (Deciding on an appropriate mix of
products and services)
2.1 ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ (Product mix) เป็นกลุ่มของผลิตภัณฑ์ท้ังหมดท่ีธุรกิจ ทาการเสนอ
ขายประกอบด้วย

2.1.1 จานวนสายผลติ ภณั ฑ์ (Product line)
2.1.2 จานวนรายการผลติ ภณั ฑใ์ นแต่ละสายผลิตภณั ฑ์
2.2 ความหลากหลายของสินค้า (Merchandise assortment) เป็นการจัดหาสินค้า ประเภท
ตา่ งๆ และตราสินคา้ ตา่ งๆ ในสายผลติ ภัณฑ์ท่ตี รงกับความตอ้ งการของลูกค้าแต่ละ กลุม่ เป้าหมาย
2.3 ความกว้างของสินค้า (Breadth of merchandise) เป็นการพิจารณาถึงจานานสาย
ผลิตภณั ฑ์ทธ่ี รุ กจิ ปลกี ควรมีไวข้ าย
2.4 ความลึกของสินค้า (Depth of merchandise) เป็นจานวนรายการผลิตภัณฑ์เสนอขาย
ภายในแต่ละสายผลิตภัณฑ์ เช่น สี ขนาด รูปแบบ และคุณสมบัติอ่ืนๆ ตัวอย่าง เสื้อผ้าจะมีขนาดให้เลือก
S M L XL XXL
3. กำรทยอยขำย (Breaking bulk) ผู้ค้าปลีกจะซื้อสินค้าจากผู้ผลิตหรือผู้ค้าส่งมาในจานวนมาก
แล้วทยอยขายใหก้ ับผูบ้ รโิ ภคท่ีมาซือ้ ตามลกั ษณะความตอ้ งการ
4. กำรเก็บรักษำสินค้ำ (Holding inventory) ผู้ค้าปลีกจะต้องเก็บรักษาสินค้าคงเหลือจานวน
หนึง่ ใหเ้ พยี งพอต่อความต้องการของลูกคา้

10

5. กำรจัดหำบริกำร (Providing services) ผู้ค้าปลีกไม่ได้มุ่งเฉพาะการขายสินค้าเพียง
อย่างเดียว เนื่องจากสินคา้ บางอยา่ งจาเป็นต้องมกี ารให้บริการควบคู่ไปด้วย

6. กำรจดั แสดงสินค้ำและกำรให้บรกิ ำรเพิ่มเตมิ (Providing display and additional
services) รา้ นคา้ ปลีกจาเป็นตอ้ งจดั แสดงสนิ คา้ ให้โดดเด่น โดยการจดั วางสินคา้ แยกออกเป็นหมวดหมู่ให้
ชดั เจน เพือ่ ดงึ ดดู ใจผูบ้ ริโภคหรือผู้ที่ผา่ นไปมาใหเ้ ข้ามาซ้ือสินคา้ ภายในร้าน

7. กำรเพิ่มคุณค่ำให้กบั สนิ คำ้ และบรกิ ำร (Increasing the value of products and
services) ผคู้ ้าปลีกสามารถเพิม่ คุณค่าใหก้ ับสนิ ค้าและบริการได้

8. กำรใหค้ วำมสะดวกด้ำนเวลำ (Convenience of timing) ผู้คา้ ปลกี ที่ประสบความสาเร็จ
จะต้องทาใหผ้ ้บู ริโภคเกดิ ความเชอ่ื มน่ั วา่ มสี นิ ค้าและบริการไวพ้ รอ้ มขายและใหบ้ ริการในเวลาที่ผู้บรโิ ภค
ต้องการ ให้ความสะดวกในการขายสินคา้ ตลอด 24 ชั่วโมง ในทุกวัน

9. กำรจัดหำทำเลท่ีต้งั (Accessibility of location) ทาเลที่ตัง้ เปน็ ปัจจยั ท่ีสาคัญมากสาหรับ
ผ้คู ้าปลกี โดยจะต้องคานึงถึงความสะดวกของผูบ้ ริโภคเป็นหลัก ซ่งึ ทาเลทต่ี ้งั ทีด่ ีจะชว่ ยสร้างภาพลักษณ์
(Image) และช่วยในการส่งเสรมิ ร้านคา้ ปลกี ได้

10. กำรใหค้ วำมสะดวกด้ำนขนำด (Convenience of size) ผูค้ า้ ปลีกทจ่ี ะประสบความสาเรจ็ ได้
นั้นจะต้องปรับปรมิ าณหรือขนาดของสนิ คา้ ใหเ้ หมาะสมกบั ความตอ้ งการของลูกคา้

11. ข้อมลู ข่ำวสำรทำงกำรตลำด (Marketing information) เน่อื งจากผู้ค้าปลีกอยู่ ใกล้ชิดลกู คา้
จึงทาให้ผู้คา้ ปลีกทราบคาติชมหรอื ข้อเสนอแนะลกู ค้าเก่ียวกับผลติ ภัณฑ์หรอื รา้ นคา้

12. กำรใชก้ ลยทุ ธท์ ี่สอดคล้องกับรูปแบบกำรดำรงชีวิตของผู้บรโิ ภค (Lifestyle support)
ในปัจจบุ นั รปู แบบการดารงชวี ิตของผู้บรโิ ภคมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่าง

แนวคดิ กำรเปน็ ผู้ประกอบกำรทีด่ ี
1. ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ
2. ขยนั หม่นั เพยี ร
3. ความรอบรู้
4. ความเชือ่ มน่ั
5. ความสามารถในการบรหิ าร
6. ประกอบธุรกจิ ถูกกฎหมาย และไม่ขัดต่อศีลธรรม

ข้อมลู เพมิ่ เติม

11

คำศัพท์ ความหมาย

Business ธรุ กจิ
Retailing กำรคำ้ ปลีก
Grocery รำ้ นขำยของชำ
รปู แบบกำรค้ำปลกี ของไทย
Retail Model of Thailand
ธุรกจิ ค้ำปลีกแบบด้งั เดมิ
Traditional Trade ธรุ กิจค้ำปลีกสมัยใหม่
Modern Trade ซเู ปอรเ์ ซ็นเตอร์
Super Center ห้ำงสรรพสนิ คำ้
ซเู ปอร์มำร์เกต็
Department Store ร้ำนสะดวกซื้อ
Supermarket
ร้ำนคำ้ ปลีกในรูปกำรขำยสง่
Convenience Store รำ้ นค้ำปลกี ขำยสินค้ำเฉพำะอย่ำงหรือสนิ ค้ำพเิ ศษ
Cash and Carry รำ้ นค้ำปลกี เฉพำะอย่ำงเน้นรำคำถูก
Specialty Store หรอื Brand Specialty
Category Killer

12

1. Retailing ตรงกับข้อใด 6. นายรักดี เจ้าของร้านอาหารแห่งหน่ึงได้ทาการซ้ือ
ก. การขายตรง น้ามันพืช 1 โหล เพ่ือนามาใช้ในร้านอาหาร ข้อความ
ข. การคา้ ปลีก ดังกลา่ วตรงกับขอ้ ใด
ค. การบริการ
ง. การค้าส่ง ก. การคา้ ปลีก
ข. การค้าส่ง
2. กิจกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับการขายสินค้าหรือบริการ ค. การค้าเสรี
โดยตรงไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย เพื่อนาไปใช้ ส่วนตัว ง. การค้าไทย
หรอื ในครัวเรอื น หมายถึงขอ้ ใด 7. ปัจจยั ในการพจิ ารณากอ่ นดาเนนิ ธรุ กจิ ค้าปลีกคอื ข้อใด
ก. ความมัน่ คงของกจิ การ
ก. การค้าปลีก ข. สินค้า/บรกิ ารของกิจการ
ข. การคา้ ส่ง ค. แผนการตลาด
ค. การขาย ง. ถูกทกุ ขอ้
ง. การตลาด 8. การให้ความสาคัญและการสร้างความประทับใจ
3. การจัดวางสินค้าไม่เป็นระบบระเบียบ ไม่มีป้ายราคา ให้กับลูกค้า มคี วามซ่อื สัตย์ตอ่ ลูกค้า คือขอ้ ใด
บ่งชี้ ร้านค้าเป็นห้องแถว หมายถงึ ข้อใด ก. การวางแผน
ก. หา้ งสรรพสนิ คา้ ข. การเงนิ
ข. ซุปเปอร์มาร์เกต็ ค. การบัญชี
ค. รา้ นโชวหว่ ย ง. การบรกิ าร
ง. ร้านสรรพาหาร 9. ข้อใดคือรา้ นคา้ ปลีกขนาดใหญ่
4. นายสมศักด์ิรับซ้ืออ้อยจากชาวสวนแล้วนาไปขายต่อ ก. ตลาดไท
ใหก้ บั โรงงานผลติ นา้ ตาล หมายถงึ ข้อใด ข. ตลาดสมี่ ุมเมือง
ก. การซอ้ื ค้า ค. เซเว่นอเี ลฟเว่น
ข. การค้าปลีก ง. ตลาดวโรรส (กาดหลวง)
ค. การส่งเสริมการขาย 10. การสร้างมาตรฐานของสินคา้ และบริการเปน็ แนว
ง. การค้าสง่ ทางการแกไ้ ขปัญหาใด
5. ธรุ กิจที่ใช้พนักงานบริการตอบสนองความต้องการของ ก. ตัวสนิ คา้
ลกู คา้ หมายถงึ ธุรกจิ ประเภทใด ข. ราคาสนิ คา้
ก. ธุรกจิ ขนสง่ ค. การบริการ
ข. ธรุ กจิ ค้าปลกี ง. การกระจายสนิ คา้
ค. ธรุ กจิ การผลติ
ง. ธุรกจิ บรกิ าร

13

คำช้ีแจง
คาส่ัง ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน และให้ทุกกลุ่มจัดทาสมุดเล่มเล็ก (กระดาษ 100

ปอนด)์ โดยอธิบายและยกตวั อยา่ งพรอ้ มภาพประกอบ จะใช้สนี า้ หรือสไี มก้ ็ได้
1. ธรุ กจิ บริการ ( Service )
2. ธุรกิจการค้าปลีก ( Retailing ) : ธุรกิจคา้ ปลกี แบบด้งั เดิมและธรุ กิจค้าปลีกแบบสมัยใหม่

14

คำชี้แจง
1. จงบอกธรุ กจิ ค้าปลกี แบบดัง้ เดมิ มีอะไรบ้าง พร้อมยกตวั อยา่ งมาอย่างนอ้ ย 3 ขอ้ พร้อมวาดภาพ
ระบายสีประกอบ
2. จงบอกธรุ กจิ ค้าปลกี สมัยใหม่ท้งั 7 ประเภท พร้อมยกตัวอยา่ งแต่ละประเภท มาอยา่ งน้อย 3 ข้อ
พรอ้ มวาดภาพระบายสปี ระกอบ

15

บทที่ 2
กำรทำงำนภำยใต้มำตรฐำน

ขององคก์ ร

16

ควำมหมำยขององค์กร

องค์กร Organ คอื ส่วนประกอบย่อยของหนว่ ยใหญ่ ทาหน้าท่ี สมั พนั ธ์กันหรอื ขนึ้ ตอ่ กันและกนั
องค์กร หมำยถึง บุคคล หรือหน่วยงานซ่ึงเป็นส่วนประกอบย่อยของหน่วยใหญ่ ทาหน้าท่ี
สมั พนั ธก์ ันหรอื ขน้ึ ตอ่ กันและกัน

องค์กำร Organization คือ ศูนย์กลางของกิจการท่ีรวมประกอบกันข้ึนเป็นหน่วยเพราะฉะนั้น
พดู ง่าย ๆ กค็ อื หลาย ๆ “องคก์ ร” รวมกนั เข้ากลายเปน็ “องคก์ าร”

องค์กำร organization หมำยถึง การนาเอาส่วนต่างๆ ท่ีมีความเกี่ยวข้องกันมารวมกันอย่างมี
ระเบียบ หรือเป็นการรวมกลุ่มกันอย่างมีเหตุผลของบุคคลกลุ่มหน่ึง เพ่ือเป็นศูนย์อานวยการให้การ
ดาเนินงานลุล่วงไปตามป้าหมายที่กาหนดไว้ โดยมีการใช้อานาจการบริหารที่ชัดเจนมีการแบ่งงานและ
หนา้ ที่ลาดบั ข้ันตอนของการบงั คับบญั ชา และความรับผดิ ชอบ

พจนำนกุ รม ฉบับรำชบณั ฑิตยสถำน พ.ศ. ๒๕๒๕
องค์การ คือ การรวมตัวของบุคคลที่มาทางาน ร่วมกัน โดยมีการแบ่งหน้าที่แบ่งงานกันทาเพ่ือบรรลุ
เป้าหมายรว่ มกัน

17

ลกั ษณะขององค์กร

องค์กรแบง่ ออกเป็น 3 ลักษณะใหญๆ่ ได้แก่

1. องค์กรทำงสังคม เปน็ องค์กรทมี่ วี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการทางานเกีย่ วกบั ความสัมพันธก์ บั สมาชกิ
ในสงั คม เช่น ครอบครวั มหาวิทยาลัย โรงเรียน และกลมุ่ กิจกรรมสาธารณะต่างๆ

2. องค์ส่วนรำชกำร เป็นหน่วยงานของราชการ ทาให้เกิดนโยบายสาธารณะและงานบริการแก่
ประชาชน และเป็นองค์กรที่มีระบบซับซ้อน ได้แก่ กระทรวง เทศบาล สุขาภิบาล
และองค์กรต่าง ๆ ท่ีอยู่ในระบบราชการ

3. องค์กรเอกชน เป็นองค์กรทดี่ าเนินการเพื่อผลประโยชน์ทางการคา้ ได้รับผลตอบแทนจาก
ผลประโยชนห์ รอื กาไรจะตกแกบ่ ุคคล หรือกลมุ่ บุคคลทเ่ี ปน็ เจา้ ของ ได้แก่ สถาบันการเงนิ
โรงงานอตุ สาหกรรม บริษทั หา้ งหุ้นสว่ น เปน็ ตน้

โครงสร้ำงขององคก์ ร

กำรจดั โครงสร้ำงขององค์กำร (Organization Structure)

การจัดโครงสร้างขององค์การมีหลายแบบ ซ่ึงแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ฉะนั้นการท่ี
ผู้บริหารจะวางแนวทางในการจัดโครงสร้างน้ัน อาจจะต้องพิจารณาจากหลายๆ ปัจจัยด้วยกัน อย่างไรก็
ตามการจดั โครงสรา้ งขององคก์ ารสามารถแบ่งแยกออกเป็นประเภทใหญๆ่ ได้ 5 ประเภท ดงั นี้

1. โครงสรำ้ งองคก์ ำรตำมหน้ำท่ีกำรทำงำน (Functional Organization Structure)
โครงสร้างองค์การตามหน้าท่ีการงาน หมายถึง โครงสร้างที่จัดตั้งข้ึนโดยแบ่งไปตามประเภท

หรือหน้าท่ีการทางาน เพื่อแสดงให้เห็นว่าในแต่ละแผนกนั้นมีหน้าที่ต้องกระทาอะไรบ้างซึ่งผลดีก่อให้เกิด
การได้คนมีความสามารถทางานในแผนกน้ันๆท้ังยังฝึกบุคคลในแผนกน้ันๆให้มีความเชี่ยวชาญกับหน้าที่
ของงานนั้นอย่างลึกซ้ึง สาหรับฝ่ายบริหารระดับสูงนั้นก็เป็นเพียงแต่กาหนดนโยบายไว้กว้างๆ เพราะมี
ผ้เู ชีย่ วชาญเฉพาะด้านคอยป้อนข้อมูลที่ถูกต้องให้พิจารณาตัดสินใจและให้มีความผิดพลาดได้น้อยมากอีก
ประการหนึ่งในแต่ละแผนกน้ันเมื่อทุกคนมีความเชี่ยวชาญงานในหน้าที่ชนิดเดียวกันย่อมก่อให้เกิดการ
ประสานงานได้ง่ายเน่ืองจากแต่ละคนมีความสนใจในงานและใช้ภาษาเดียวกันทาให้สามารถสร้าง
บรรยากาศการทางานที่ดีได้ง่ายและการบรหิ ารงานก่อเกิดความประหยัดด้วยอย่างไรก็ตามการจัดรูปแบบ
องคก์ ารแบบนีม้ ีผลเสยี ในทางการบริหารหลายประการ อาทิเช่น การแบ่งงานออกเป็นหลายแผนกและมี

18

ผู้เชี่ยวชาญหลายคน ทาให้การวางแผนยุ้งยากขึ้น อาจมีการปัดความรับผิดชอบได้ นอกจากนั้นการจัด
องค์การรูปแบบน้ีมักเน้นท่ีการรวมอานาจไว้ ณ จุดท่ีสูงที่สุด ไม่มีการกระจายอานาจในการบริหารให้
ลดหลัน่ ลงไป

รปู โครงสรำ้ งองคก์ ำรตำมหนำ้ ท่ีกำรงำน

2. โครงสรำ้ งองคก์ ำรตำมสำยงำนหลกั (Line Organization Structure)
โครงสร้างองค์การตามสายงานหลัก หมายถึง การจัดรูปแบบโครงสร้างให้มีสายงานหลัก

และมีการบังคับบัญชาจากบนลงล่างลดหลั่นเป็นขั้นๆจะไม่มีการสั่งการแบบข้ามข้ันตอนในสายงานซ่ึง
โครงสร้างแบบน้ีเหมาะสมสาหรับองค์การต่างๆ ท่ีต้องการให้มีการขยายตัวในอนาคตได้เพราะเพียงแต่
เพิ่มเติมโครงสร้างในบางสายงานให้มีการควบคุมบังคับบัญชาลดหลั่นลงไปอีกได้การจัดองค์การแบบนี้
อาจจะคานึงถึงสภาพของงานทีเ่ ปน็ จรงิ เช่น แบ่งตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือแบ่งตามอาณาเขต หรือ
แบ่งตามประเภทลูกค้า หรือแบ่งตามกระบวนการ ผลดีของโครงสร้างแบบน้ี คือ การจัดโครงสร้างด้วย
รูปแบบท่ีเข้าใจง่าย การบังคับบัญชาตามสายงานเป็นข้ันตอน ฉะนั้นจุดใดที่มีการปฏิบัติงานล่าช้า ก็
สามารถตรวจสอบได้รวดเร็ว จากผู้บังคับบัญชาในระดับนั้นได้ง่าย ผู้ปฏิบัติงานได้คลุกคลีกับสภาพของ
ปัญหาที่เป็นจริงและเกิดข้ึนเสมอ ทาให้การตัดสินใจต่างๆ มีข้อมูลที่แน่นอนและสามารถตัดสินใจได้
ถูกต้องรวดเร็วซึ่งส่งผลสะท้อนให้มีการปกครองบังคับบัญชาท่ีอยู่ในระเบียบวินัยได้ดี การติดต่อสื่อสาร
และการควบคุมการทางานทาได้ง่าย ประการสุดท้าย องค์การนี้เหมาะสาหรับการจัดรูปแบบองค์การ
ขนาดเล็กแต่ไม่เหมาะที่จะจัดในลักษณะองค์การขนาดใหญ่ที่มีการปฏิบัติงานสลับซับซ้อน ส่วนข้อเสีย
ประการแรกไมไ่ ด้สนับสนุนให้ผู้ทางานมีความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน ปริมาณของงานมีมาก จนต้องใช้เวลา
ทางานประจาให้เสร็จ ไม่มีเวลาที่จะมาศึกษาถึงระบบการทางานที่ดีกว่า และอีกประการ คือ ผู้บริหาร
ระดับสูงอาจจะไม่ยอมมอบหมายงานให้ผู้บริหารระดับรองๆ ลงมา ทาให้ขวัญของผู้ปฏิบัติงานในระดับ
รองๆ ไม่ดี หมดกาลังใจในการปฏิบัติงาน เนื่องจากโครงสร้างแบบน้ีให้อานาจควบคุมโดยตรงต่อ
ผู้บงั คบั บัญชาระดับสงู เทา่ นัน้

รปู โครงสรำ้ งองค์กำรตำมสำยงำนหลัก

19

3. โครงสร้ำงองค์กำรแบบคณะท่ีปรกึ ษำ (Staff Organization Structure)
โครงสร้างองค์การคณะที่ปรึกษา หมายถึง การจัดโครงสร้างโดยการให้มีที่ปรึกษาเข้ามา

ช่วยการบริหารงาน เช่น ที่ปรึกษานายกฯ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. เป็นต้น เพราะว่าที่ปรึกษามีความรู้
ความชานาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญมาช่วยหรือคอย
แนะนาทาให้องคก์ ารมองเห็นความสาคญั ของการมที ่ีปรกึ ษาขึ้น อย่างไรก็ตาม พวกที่ปรึกษาไม่มีอานาจใน
การสั่งการใดๆ นอกจากคอยป้อนข้อมูลให้ผู้บริหารเป็นผู้ช้ีขาดอีกช้ันหน่ึง ซ่ึงการจัดองค์การรูปแบบนี้มี
ผลดี คือ ทาให้การดาเนินงานต่างๆ มีการวางแผนและประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้มีที่ปรึกษาคอยให้
ความกระจ่างและประสานงานกบั หน่วยงานอื่นๆ และทาให้การทางานใช้หลักเหตุและผลมากขึ้น มีการใช้
เครื่องมือที่ทันสมัย และคนมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน แต่ผลเสียของการใช้ท่ีปรึกษาอาจมีการปีนเกลียวกัน
เนื่องจากความเห็นไม่ลงรอยกัน และฝ่ายคณะท่ีปรึกษาอาจท้อถอยในการทางานได้ เพราะมีหน้าที่เพียง
เสนอแนะแต่ไมม่ ีอานาจสงั่ การ

รปู โครงสร้ำงองคก์ ำรแบบคณะทีป่ รึกษำ

4. โครงสรำ้ งองค์กำรแบบคณะกรรมกำรบริหำร (Committees Organization Structure)
โครงสร้างองค์การแบบคณะกรรมการบริหาร หมายถึง การจัดโครงสร้างองค์การโดยให้มีการ
บริหารงานในลกั ษณะคณะกรรมการ เชน่ คณะกรรมการบริหารงานรถไฟแห่งประเทศไทย คณะกรรมการ
อสมท. และคณะกรรมการบริหารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ เป็นต้น ผลดีจะช่วยขจัดปัญหา การบริหารงาน
แบบผูกขาดของคนคนเดียว หรือการใช้แบบเผด็จการเข้ามาบริหารงาน นอกจากนั้น การตั้ง
คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยบุคคลมาจากหลายๆฝ่ายจะทาให้ทุกคนเข้าใจปัญหาและก่อให้เกิดการ
ยอมรับในปัญหาท่ีฝ่ายอื่นเผชิญอยู่ทาให้การประสานงานเป็นไปได้ง่ายข้ึน ข้อเสีย คือ เกิดการสูญเสีย
ทรัพยากรโดยใช่เหตุเนื่องจากเวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการประชุมถกเถียงกัน หรืออาจเกิดการแลกเปล่ียน
ผลประโยชน์ในระดับคณะกรรมการหรือยอมประนีประนอมกันเพ่ือให้ได้ข้อยุติที่รวดเร็ว ทาให้การตั้ง
คณะกรรมการไร้ผล

20

รปู โครงสรำ้ งองคก์ ำรแบบคณะกรรมกำรบรหิ ำร

5. โครงสรำ้ งองค์กำรงำนอนกุ รม (Auxiliary)
โครงสรา้ งองค์การงานอนุกรม คือ หน่วยงานช่วย หรือเรียกว่า หน่วยงานแม่บ้าน (House

Keeping Agency)ซึ่งเป็นงานเก่ียวกับธุรกิจและอานวยความสะดวก เช่น งานเลขานุการ และงาน
ตรวจสอบภายในเป็นตน้

รปู โครงสร้ำงองคก์ ำรแบบอนกุ รม

21

กำรพฒั นำองคก์ ร “(Organization Development : OD)”

การพัฒนาองค์การ (Organization Development ) เข้ามามีบทบาทในการท่ีจะ สร้างสรรค์
และเพิ่มประสทิ ธภิ าพในการทางานทั้ง ของตนและเคร่ืองจักร เพ่ือให้องค์การบรรลุ วัตถุประสงค์ตามที่ได้
กาหนดไว้อย่างเป็นรปู ธรรม

การพัฒนาองค์การ (Organization Development) คือ การพัฒนา 3 ด้านหลักภายในองค์กร
เพ่ือให้สนองตอบต่อ วิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (Mission) ค่านิยมหลัก (Core Value) และเป้าหมาย
เชิงกลยุทธ์ (Strategic Goal) ท่ีองค์กรกาหนดข้ึนมาครับ การพัฒนาท้ัง 3 ด้านให้สอดคล้องกัน จะทาให้
องค์กรพัฒนาอย่างตอ่ เน่ืองและยั่งยนื ดงั นี้

1. กำรพัฒนำโครงสร้ำงพื้นฐำนขององค์กร (Infrastructure) เพ่ือให้ข้อมูลสารสนเทศได้ใช้
ประโยชน์ อย่างทว่ั ถงึ และรวดเร็วต่อการตัดสินใจของผ้บู ริหาร

2. กำรพัฒนำกระบวนกำรทำงำนอย่ำงเป็นระบบ (Process,Procedure&System) เพ่ือให้
การทางานร่วมกันอย่างมีมาตรฐาน สามารถวัดผลลัพธ์ได้ชัดเจน ทาให้การทางานของแต่หน่วยงานเกิด
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล

3. กำรพัฒนำทรัพยำกรมนุษย์ (Human Resource Development) เพ่ือให้บุคลากรได้ใช้
ศักยภาพของแต่ละบุคคลอย่างเต็มความสามารถ นามาซึ่งคุณภาพของงานและจิตใจ (Life and
Performance)

เป้ำหมำยขององคก์ ร

เป้าหมายขององค์กร เป็นการกาหนดทิศทางการดาเนินงานของงองค์กร โดยคอยกาหนดแนว
ทางการปฏิบัติ เม่ือองค์กรมีเป้าหมายท่ีชัดเจน จะทาให้มีความเข้าใจในการทางาน เป้าหมายหลักของ
องคก์ รโดยทว่ั ไปแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ใหญ่ ๆ คอื

- เปา้ หมายทางเศรฐกจิ หรอื กาไร
- เป้าหมายเกยี่ วกบั การให้บริการ
- เป้าหมายดา้ นสังคม

22

ระบบกำรประเมินผลกำรปฎบิ ัตงิ ำน

1. กำรประเมนิ ส่วนข้อมูลบุคคล (Personal Data)
การประเมินผลส่วนนี้เป็นส่วนข้อมูลปฎิบัติการส่วนบุคคล เช่น การขาด ลา มาสาย หรือแม้แต่

การลงโทษใดๆ ข้อมูลในส่วนน้ีอาจไม่เก่ียวกับเรื่องการทางาน หรือความสามารถ แต่เป็นส่วนสาคัญที่จะ
นามาประเมินผลองคร์ วม
2. กำรประเมนิ ผลกำรปฎิบตั งิ ำน (Performance Evaluation)

การประเมินผลส่วนน้ีจะเก่ียวข้องกับการทางานโดยตรง วัดจากผลงานเป็นหลัก ประเมิน
ความสามารถตามหน้าท่ีการทางานตามคาบรรยายงาน (Job Description) ท่ีกาหนดไว้ ประเมินตาม
ทกั ษะงานของแตล่ ะคน ส่วนใหญเ่ ป็นการประเมินด้านปริมาณมากกว่าคณุ ภาพ
3. กำรประเมนิ สมรรถนะ (Competency Evaluation)

การประเมนิ ผลสว่ นนจ้ี ะเป็นลักษณะการประเมนิ ศกั ยภาพของพนกั งาน ท่ีตรงตามความคาดหวัง
ตามตาแหน่งนั้นๆ หรอื บรษิ ัทน้ันๆ หรือไม่ บางคนอาจมีความสามารถดี แต่ไม่มีศักยภาพในการทางานใน
ระดบั ที่สงู ข้นึ ก็อาจสง่ ผลใหไ้ มไ่ ดร้ บั การประเมนิ เลือ่ นตาแหนง่ ได้ หรือบางคนแสดงศกั ยภาพในการทางาน
ไดโ้ ดดเด่น กอ็ าจจะส่งผลต่อการเลื่อนตาแหนง่ ไดเ้ ชน่ กนั
4. กำรประเมินผลทำงเจตคติ (Attitude Evaluation)

การประเมินผลส่วนน้ีจะอิงตามทรรศนะส่วนบุคคล เป็นการแสดงความคิดเห็น แสดงทัศนคติ
ประเมินตามหลกั จิตวิทยา ประเมนิ จากการปฎิบัติตน หรือประเมินตามความพึงพอใจ การประเมินแบบน้ี
จะเกิดจากความรู้สึกส่วนตัว ไม่มีการวัดค่าตัวเลขหรือผลลัพธ์ท่ีเห็นได้ชัดเจน มีความอ่อนไหวสูง แต่ก็มี
ความสาคญั ในการประเมนิ มากเชน่ กัน

ขอ้ มูลเพมิ่ เติม

23

คำศัพท์ ความหมาย

Organization องคก์ ำร
Organization Development กำรพัฒนำองคก์ ร
Vision วิสยั ทศั น์

Mission พันธกิจ
ค่ำนยิ มหลกั
Core Value
Strategic Goal เป้ำหมำยเชิงกลยทุ ธ์
Infrastructure กำรพฒั นำโครงสร้ำงพ้นื ฐำนขององค์กร

Process,Procedure&System กำรพฒั นำกระบวนกำรทำงำนอย่ำงเปน็ ระบบ
Human Resource Development กำรพัฒนำทรัพยำกรมนษุ ย์

Personal Data กำรประเมนิ ส่วนข้อมูลบคุ คล
Performance Evaluation กำรประเมินผลกำรปฎบิ ัติงำน
Competency Evaluation กำรประเมินสมรรถนะ
Attitude Evaluation กำรประเมินผลทำงเจตคติ

24

1. ขอ้ ใดคือความหมายของคาวา่ องคก์ าร 6. การกาหนดกิจกรรมต่างๆที่จาเป็นสาหรับการบรรลุ

ก. กลุ่มของบุคคลรวมกันอย่างเป็นทางการ มีการ เป้าหมาย เพ่ือประกอบการจัดโครงสร้างบทบาทต่างๆ

ทางานรว่ มกันเปน็ การเฉพาะอย่างตอ่ เน่ือง เป็นหน้าทใ่ี นด้านใด

ข. กลุ่มของบุคคลรวมตัวกันขึ้นเพ่ือผลประโยชน์ ก. การควบคมุ

เฉพาะกลุ่มใหค้ วามช่วยเหลือซง่ึ กันและกนั ข. การวางแผน

ค. กลุ่มของบุคคลรวมตัวกันเพื่อก่อให้เกิดความ ค. การจดั องคก์ าร

วุ่นวายในองคก์ าร ง. การจัดเข้าโครงการ

ง. กลุ่มของบุคคลรวมตัวกันขึ้นเพ่ือป้องกันไม่ให้ 7. ใครเป็นผทู้ าหนา้ ทใี่ นการตรวจสอบการบรหิ ารงาน

บคุ คลหน่ึงมีอานาจมากเกนิ ไป ตามนโยบายขององคก์ าร

2. แผนภูมิองคก์ าร(Organization Chart) แสดงใหเ้ ห็นถึง ก. ประธานกรรมการผจู้ ดั การ

ก. สายการบังคับบัญชา ข. ผูอ้ านวยการฝ่ายตรวจสอบ

ข. ความสาคญั ขององค์การ ค. ผู้จดั การแผนกประชาสมั พันธ์

ค. การตดิ ต่อประสานงานภายใน ง. หัวหนา้ ฝา่ ยการผลติ

ง. อานาจการตัดสนิ ใจของแต่ละตาแหน่ง 8. ขอ้ ใดเปน็ ผลลัพธ์ทค่ี าดหวังหรือต้องการให้เกิดขน้ึ

3. เหตใุ ดจึงมกี ารแบง่ งานกันทาในองค์การ ก. ภารกจิ

ก. คนๆเดยี วไมส่ ามารถทางานทกุ อย่างไดพ้ ร้อมๆกัน ข. เป้าหมาย

ข. คนมคี วามถนัดในการทางานแต่ละอยา่ งไม่เหมอื นกนั ค. วิสัยทัศน์
ค. การแบ่งงานกันทาชว่ ยให้เกิดประสทิ ธิภาพคอื ประหยัด ง. วตั ถปุ ระสงค์
ง. ถูกทุกขอ้ 9.ส่ิงที่องค์กรคาดหวังหรือต้องการให้เกิดข้ึนในอนาคต
ขา้ งหนา้ คือข้อใด
4. ขอ้ ใดถือว่าเป็นโอกาส (Opportunities) ขององค์กร ก. ภารกจิ
ก. เปน็ โรงงานผลติ ทมี่ เี งนิ ทุนหมุนเวียนดี ข. เป้าหมาย
ข. รฐั บาลเปดิ ตลาดการคา้ เสรีในอาเซยี น ค. วสิ ยั ทศั น์
ค. ผลิตภัณฑด์ ี มคี ุณภาพ และราคาถูก ง. กลยุทธธ์ ุรกจิ
ง. ถูกทุกข้อ 10. ข้อใดเป็นโครงสร้างที่ทาให้รู้รายละเอียดของแต่ละ
คนวา่ มบี ทบาทหน้าทเี่ ปน็ อย่างไร
5. ข้อใดถอื วา่ เป็นจุดแข็ง (Strengths) ขององค์กร ก. ระบบสายงาน
ก. ชมุ ชนอยใู่ กล้กับโรงงาน ข. ความยืดหยุ่น
ข. องค์กรมฐี านะทางการเงินดี ค. การจดั แบ่งลักษณะพิเศษ
ค. ลูกค้ามีทัศนคติทด่ี ตี ่อโรงงาน
ง. รัฐบาลสนับสนุนการเงินให้แก่องค์กร

ง. การรวมศนู ยอ์ านาจ

25

คำช้ีแจง
ให้ผู้เรียนวาดภาพองค์กรในฝนั ของผ้เู รยี น มา 3 องคก์ ร พรอ้ มทงั้ อธิบาย

26

คำชแ้ี จง
ให้ผู้เรียนไปสมั ภาษณร์ ุ่นพีท่ ี่เคยไปฝกึ งาน ว่าไปได้อะไรติดตัวกลับมาบ้าง น่ีคือส่ิงที่ผู้เรียนต้องได้
ตดิ ตัวไปหลังฝกึ งาน พรอ้ มท้ังถา่ ยรูปกบั รุ่นพี่ทีผ่ เู้ รยี นไปสมั ภาษณ์

27

บทที่ 3
กำรทำงำนเป็นทีม

28

ควำมหมำยของทีมงำน

คาว่า ทีมงาน มีนักวิชาการได้ให้ความหมายหลายลักษณะ แต่ความหมายหลายๆความหมายจะ
เน้นความสาคญั อยูท่ ก่ี ลุ่มของบุคคลท่ีจะร่วมในกิจกรรมมีการเก่ียวข้องซ่ึงกันและกันมีการวางแผนร่วมกัน
เพอื่ ให้บรรลเุ ป้าหมายท่ีวางไว้ ตามพจนานกุ รมไทยไดใ้ หค้ วามหมายทมี งานไวด้ ังน้ี

ทีม (Teams) หมำยถึง การทางานของร่วมกันของสมาชิก ที่มากกว่าหน่ึงคน โดยที่สมาชิกทุก
คนนน้ั จะต้องมีเปา้ หมายในการทางานท่ีเป็นเป้าหมายเดียวกันว่าจะทาอะไรแล้วทุกคนต้องยอมรับร่วมกัน
รวมทงั้ ตอ้ งมีการวางแผนการทางานรว่ มกนั

ทีมงำน (Teamwork) หมำยถึง กระบวนการทางานของกลุ่มบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์กัน
มารวมตวั กนั เพือ่ ปฏิบัติงานให้บรรลเุ ป้าหมายทกี่ าหนดไวร้ ่วมกนั

ทีมงำน ( TEAM WORK ) หมายถึง การทางานของกลุ่มท่ีใช้ความสามารถแต่ละบุคคลให้
ทางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นที่กระบวนการการทางานเป็นกลุ่ม และผลงานของกลุ่ม
เพอื่ ผลประโยชน์ขององค์การหรอื หนว่ ยงาน

ทีมงำน ( TEAM WORK ) หมายถึง กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กันค่อนข้างใกล้ชิด และคง
ความสัมพันธ์อยู่ค่อนข้างจะถาวร ซึ่งประกอบด้วยหัวหน้างาน และเพ่ือนร่วมงาน โดยร่วมกันทางานให้
บรรลุวตั ถุประสงคแ์ ละ เป้าหมายของทมี งาน

" การทางานเป็นทีม " เป็นความร่วมมือ ร่วมใจ ของบุคคล เพ่ือที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
โดยมีองคป์ ระกอบ 3 ประการ ( 3P ) ไดแ้ ก่

1. มวี ัตถุประสงค์ ( Purpose ) ต้องชัดเจน
2. มกี ารจัดลาดับความสาคญั ( Priority ) ในการทางาน
3. มผี ลการทางาน ( Performance )

กลุ่ม (Groups) หมำยถึง บุคคลมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปที่มีความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กัน
เพอ่ื บรรลเุ ปา้ หมายร่วมกนั

กลุม่ งำน (Work Group) หมำยถึง กลุม่ ท่สี มาชิกมีการทางานรว่ มกนั แลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร
และช่วยใหส้ มาชกิ แตล่ ะคนปฏิบตั งิ านได้ภายใต้ความรับผดิ ชอบที่แตกต่างกัน

29

วู๊ดค็อก และฟรำนซิส (Wood cock and Francis) ให้ความหมายว่า ทีมงาน หมายถึง
กลุ่มคนที่ชว่ ยเหลอื ซ่ึงกนั และกันเพือ่ ใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์รว่ มกนั

Katzenbach & Smith Douglass K. ให้ความหมายของทีมงาน หมายถึง การรวมตัวของ
บุคคลกลุ่มที่มีทักษะต่างๆท่ีช่วยให้การทางานของทีมมีความสมบูรณ์ข้ึน โดยมีข้อตกลง มีวัตถุประสงค์
จุดมงุ่ หมายในการทางาน และมีแนวทางในการ ทางานท่ที ุกคนมสี ว่ นในการรับผดิ ชอบร่วมกนั

ระวัฒน์ พงษ์พยอม ได้ให้คานิยาม ทีมงาน คือ กลุ่มของบุคคลที่ทางานร่วมกันเพื่อบรรลุ
วัตถุประสงค์ร่วมกันโดยสมาชิกต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวเท่าท่ีจาเป็น เพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์นั้น
จากความหมายของทีมงานข้างตน้ พอสรปุ ส้ันๆ ได้ดังน้ี

ภำพกำรทำงำนเป็นทมี ภำพ ปัจจยั ท่สี ำคัญในกำรทำงำนในองค์กรหนึง่ ๆ คอื “ คน ”

องคป์ ระกอบของทมี งำน

องคป์ ระกอบพ้นื ฐาน 10 ประการ
1. ประกอบไปด้วยบุคคล 2 คนข้ึนไป
2. บคุ คลในกลุ่มตอ้ งมีปฏิสัมพันธ์ตอ่ กัน
3. บคุ คลในกลุ่มตอ้ งสัมพนั ธ์ต่อกันอยา่ งมีแบบแผน
4. บุคคลในกลุ่มตอ้ งพ่งึ พากนั ในการปฏิบัตงิ าน
5. บุคคลในกลุ่มถือว่าตนเปน็ สมาชกิ ของทีมงาน
6. บุคคลในกลุ่มมวี ตั ถปุ ระสงค์และเป้าหมายอย่างเดยี วกนั
7. บคุ คลในกลุ่มคิดงานการทางานร่วมกันช่วยให้งานสาเรจ็
8. บุคคลในกลุ่มมคี วามสมคั รใจท่ีจะทางานร่วมกัน
9. บุคคลในกลุ่มมีความเพลดิ เพลนิ ทจี่ ะทางานและผลิตผลงานคณุ ภาพสูง
10. บคุ คลในกลุ่มพร้อมท่จี ะเผชิญปัญหาร่วมกัน

30

ควำมสำคัญของกำรทำงำนเปน็ ทีม

1. งานบางอยา่ งไม่สามารถทาสาเร็จเพยี งคนเดยี ว
2. หน่วยงานมงี านเร่งด่วนท่ีต้องการระดมบคุ ลากร เพ่ือปฏิบตั งิ านใหเ้ สรจ็ ทันเวลาทก่ี าหนด
3. งานบางอยา่ งต้องอาศัยความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญจากหลายฝา่ ย
4. งานบางอยา่ งเป็นงานทีม่ หี ลายหน่วยงานรับผิดชอบ ต้องการความร่วมมืออย่างจริงจังจากทุก
ฝา่ ยทเี่ ก่ียวขอ้ ง
5. เป็นงานทตี่ ้องการความคดิ รเิ ร่ิมสร้างสรรค์ เพ่ือแสวงหาแนวทาง วิธกี าร และเปา้ หมายใหม่ ๆ

ลักษณะทด่ี ขี องกำรทำงำนเปน็ ทมี

1. บรรยากาศภายในกลมุ่ ควรอบอุน่ และเป็นมิตรต่อกนั
2. สมาชกิ ทุกคนเข้าใจวัตถปุ ระสงคข์ องกลุ่มตรงกัน
3. สมาชิกสนทนาและปรึกษาในสิ่งท่ีเป็นประโยชน์ตอ่ กลุ่ม
4. สมาชิกโต้แย้งกันด้วยเหตุผลและหลกั การ ไมน่ าความรู้สึก สว่ นตวั และอคติมาเกย่ี วข้อง
5. แมม้ ีการขดั แยง้ กันในด้านความคดิ แต่สมาชิกทกุ คนยงั เตม็ ใจท่ีจะเปน็ ส่วนรวมของกลุ่ม
6. การพจิ ารณาความ มุ่งสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาในการ ทางาน ไมเ่ ป็นการวิจารณ์เร่ืองสว่ นตัว
7. การตัดสินใจดาเนินการของกลุ่มเป็นไปโดยความเห็น ร่วมกันเป็นส่วนใหญ่บนพื้นฐานของ

ความถูกต้องและความดี
8. ทุกคนยอมรับในความสามารถของกันและกัน
9. ผู้นาและผู้รว่ มงานไมบ่ บี บังคับซ่งึ กันและกนั
10. มีการตรวจสอบการทางานของทมี เปน็ ระยะ ๆ

หลักกำรในกำรทำงำนเป็นทีม

1. บรรยากาศในการทางาน

2. มคี วามไวว้ างใจ

3. มกี ารมอบหมายงานทชี่ ัดเจน

4. บทบาท

5. วธิ ีการทางาน

- การส่อื ความ -การตดั สินใจ

-ภาวะผนู้ า -การกาหนดกตกิ า

6. การมีส่วนร่วมในการประเมนิ ผลการทางานของทมี

7. การพฒั นาทีมงานใหเ้ ขม้ แข็ง

31

กลยุทธ์ในกำรทำงำนเป็น

รว่ ม รว่ ม
ใจ ทำ

รว่ ม
(Hea คิด (Han
ร่วมใจ (Heart) หมายถึง ควาrมtร)ู้สึกข(อHงสeมาaชิกทdี่รัก)และศรัทธาในหัวหน้าทีม งานที่ทา

และเพ่ือน ๆ ร่วมทีมว่าเป็นพวกเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Feel like a team มีความเอื้อเฟื้อห่วงใยซ่ึงกัน

และกนั มคี วามเคารพให้เกียรติซง่ึ กันและกนั และเกดิ ควdาม)ไว้วางใจต่อกัน

ร่วมคดิ (Head) หมายถึงการใชค้ วามคดิ เหตผุ ลให้เพือ่ นร่วมงานเชือ่ มั่นวา่ ทาแลว้ ดี มีประโยชน์
ต่อตัวเขาเองต่อองค์กร โดยช่วยกันระดมสมอง กาหนดเป้าหมาย วางแผน แบ่งงาน แบ่งหน้าท่ีหรือท่ี
เรยี กวา่ Think like a team การทางานจะราบร่นื ถา้ สมาชกิ ในทมี มคี วามรู้สกึ ทด่ี ีต่อกนั

ร่วมทำ (Hand) หมายถึงการร่วมมือ ลงมือทางานซึ่งได้มีการวางแผนไว้ หน้าที่ใครก็รับไปทา
หรือท่ีเรยี กวา่ Work like a team ซงึ่ ทกุ คนมพี ันธะสัญญาทจ่ี ะต้องทาแผนทกุ คนเนอื่ งจากได้มีส่วนร่วมใน
การคดิ รว่ มกนั

ประเภทของทมี

ตามวัตถปุ ระสงค์ได้ 4 รปู แบบคือ
1. ทีมแกป้ ญั หา (Problem – Solving Teams)
ประกอบด้วยพนักงาน และผู้บริหาร รวมกลุ่มด้วยความสมัครใจ มาประชุมกัน
อยา่ งสม่าเสมอ เพ่อื อภปิ รายหาวธิ แี ก้ปัญหา
2. ทมี บรหิ ารตนเอง (Self – Managed Teams)
ทีมท่ีสมาชิกทาหน้าที่ของตัวเอง ดาเนินงานโดยไม่มีผู้จัดการมาควบคุม สมาชิก
รับผดิ ชอบร่วมกันต้งั แต่ต้นจนจบ
3. ทีมทที่ างานข้ามหน้าที่กัน (Cross – Function Teams)
เป็นทีมท่ีคนละหน่วยงานกันทาหน้าที่แตกต่างกัน รวมทีมกันเฉพาะกิจ เกิดขึ้นชั่วคราว
ประกอบดว้ ยสมาชกิ ที่มคี วามเช่ยี วชาญหลายสาขา หลายหนว่ ยงาน
4. ทมี เสมอื นจรงิ (Virtual Teams)
การทางานเป็นทีมแต่สภาพการทางานจะเเยกกันอยู่ จึงต้องการระบบท่ีส่ือสารระหว่างท่ี
กา้ วหนา้

32

องค์ประกอบพื้นฐำนของกำรทำงำนเป็นทมี

องค์ประกอบของทีมงำนท่ีมีประสทิ ธภิ ำพ

ดำ้ นสมำชิกในกลมุ่
1. มีอคติท่ีดตี ั้งใจทางาน
2. มีทักษะในการทางาน
3. มคี วามหมายกนั
4. มรี ะเบยี บที่ดี

33

ด้ำนผนู้ ำกลุ่ม
1. มีคณุ สมบัติของมันท่ดี ี
2. อานวยความขดั เเย้ง
3. ตรงกลมุ่
4. เขา้ ใจปญั หาของสมาชกิ
5. มคี วามรอบขา้ ง
6. มีเทคนิคจงู ใจสมาชิก

ดำ้ นกำรจดั กล่มุ
1. มีคะแนนชัดเจน
2. มีคาปราศรยั ในการออกเสยี ง
3. ทางานอย่างมรี ะบบ
4. มกี ารประสานงานอย่างดี
5. วธิ กี ารท่เี หมาะสม
6. มขี ้นั ตอนในการเสริมสร้างพลังในกลุม่

ขนั้ ตอนกำรทำงำนเป็นทมี

1. มกี ารกาหนดงานและความคิดของงานที่จะทา
2. สร้างความเข้าใจกบั สมาชิก
3. ระดมความคิดของสมาชิกในทมี
4. คดั เลือกความคิด
5. กาหนดแผนการปฏบิ ตั ิงาน
6. การปฏิบัตติ ามแผนเป็นการนาแผนไปส่กู ารปฏิบัติ
7. การประเมินผล

ประโยชน์ของกำรทำงำนเป็นทมี

1. มคี วามคดิ ที่สร้างสรรค์
2. มีความรับผดิ ชอบต่องานเพอื่ ใหบ้ รรลุเปา้ หมายรว่ มกนั
3. มกี ารมอบหมายงาน
4. ชว่ ยสร้างความสัมพันธ์เเก่สมาชิก

34

อปุ สรรคของกำรทำงำนเป็นทมี

1. มีการแขง่ ขันชงิ ดีกนั ระหวา่ งสมาชิกภายในกลุ่ม
2. การพูดจาและการตกลงกันไม่ชัดเจน
3. มกี ารปกปิดเข้าใจผิดพลาด
4. ขาดการประสานงาน
5. ไมม่ ีการแบง่ งานหรือคาสง่ั ไม่ชัดเจน

ขอ้ มูลเพมิ่ เตมิ

35

คำศพั ท์ ความหมาย

Teams ทมี
Team work ทีมงำน
Groups กลมุ่
Work Group กลมุ่ งำน
Purpose วตั ถปุ ระสงค์
Priority กำรจดั ลำดบั ควำมสำคญั
Performance ผลกำรทำงำน


Click to View FlipBook Version