The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สัมมนา เรื่อง....ดอกไม้กินได้ กับคุณประโยชน์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชุติมา นุตพงษ์, 2023-04-06 10:03:16

สัมมนา เรื่อง....ดอกไม้กินได้ กับคุณประโยชน์

สัมมนา เรื่อง....ดอกไม้กินได้ กับคุณประโยชน์

36 ชื่อสามัญ : Indian date, Tamarind. ชื่ออื่นๆ : เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน (หมากแกง) กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน (มอดเล, ส่ามอเกล) กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี (ม่องโคล้ง) ชาวบน-นครราชสีมา(ตะลูบ) เขมร-สุรินทร์ (อําเปียล) ลักษณะ : มะขามเป็นไม้พุ่มยืนต้น สูงประมาณ 10-20 เมตร ใบฝอยขนาดเล็กรวมเป็นแผง ออกใบคู่ขนานไป ตามกัน ดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามปลายกิ่งช่อหนึ่งมีดอกประมาณ 10-15 ดอก กลีบตอกสีเหลืองมี จุดประสีแดงตรงกลางดอก ออกช่วงฤดูฝน รสชาติ: มีรสเปรี้ยว การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง หรือติดตา สรรพคุณ เป็นยาลดความดันโลหิตสูง ดอกมะรุม รูปภาพที่ 2.25 ดอกมะรุม (ที่มา :http://www.industry.in.th/dip/knowledge_detail.php?id=1593&uid=39562 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Moringa oleifera Lam. ชื่อวงศ์ : MORINGACEAE วิธีบริโภค ดอกอ่อน และยอดอ่อนนําไปปรุงรสต้มโคล้ง ต้มกะทิกับหมูและฝ๎ก ใส่ต้มยํา ต้มปลา เป็นต้น


37 ชื่อสามัญ : Horse radish tree ชื่ออื่นๆ : กาแน้งเดิง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ผักเนื้อไก่ (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) ผักอีฮึม, มะค้นอก้อม (ภาคเหนือ) มะรุม (ภาคกลาง,ภาคใต้) เส่ช่อยะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ลักษณะ : มะรุมเป็นไม้ยื่นต้นทรงพุ่มแบนโปร่ง สูงประมาณ 3-10 เมตร ใบประกอบคล้ายขนนก ดอกสีขาว นวลแกมเหลือง ออกเป็นช่อบริเวณซอกใบของส่วนยอดกลีบดอก 5 กลีบ ดอกออกมากในช่วงฤดูหนาวระหว่าง เดือนมกราคม - กุมภาพันธ์ รสชาติ: ขม หวานมันเล็กน้อย การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ด หรือกิ่งตอน สรรพคุณ ใช้เป็นยาบํารุงกําลัง บํารุงหัวใจ ใช้เป็นยาขับป๎สสาวะ, ช่วยลดพิษ จากการรับประทานหอยมีพิษ บางชนิด เช่น พิษของหอยทะเล ดอกลั่นทมขาว รูปภาพที่ 2.26 ดอกลั่นทมขาว (ที่มา : https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Plumeria obtusa L. วิธีบริโภค ลวกจิ้มน้ําพริก หรือแกงอ่อม หรือนําดอกไปดองแล้วรับประทาน


38 ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE ชื่อสามัญ : Singapore plumeria, Frangipani, Plumeria, Pagoda tree, Temple tree ชื่ออื่นๆ : ลีลาวดี ลักษณะ : ลั่นทมขาวไม้ยืนต้น สูงประมาณ 4-6 เมตรทุกส่วนของต้นมียางน้ําสีขาว ใบเดี่ยวออกเรียงสลับแบบ ขั้นบันได ดอกช่อใหญ่มีกลิ่นหอม ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่ง มี 5 กลีบสีขาว ตรงกลางดอกมีสีเหลือง รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: การป๎กชํา การเพาะเมล็ด สรรพคุณ ทําเป็นยาแก้ไข้และไข้มาลาเรีย ดอกสะเดา รูปภาพที่ 2.27 ดอกสะเดา (ที่มา : https://www.matichonweekly.com/column/article_15341 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica A. Juss. var. siamensis Valeton วิธีบริโภค ควรใช้ดอกแก่ที่ร่วงจากตันแล้ว โดยนําไปชุบแป้งทอด ก่อนทอดให้ตัดก้านดอกที่มีสีเขียวออกเพราะมีรส ขม ดอกเมื่อทอดแล้วจะมีกลิ่นหอมและรสฝาดขมเล็กน้อย


39 ชื่อวงศ์ : Meliaceae ชื่อสามัญ : Siamese neem tree, Nim , Margosa, Quinine ชื่ออื่นๆ : สะเลียม (ภาคเหนือ) กะเดา (ภาคใต้) ลักษณะ : สะเดาเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 12-15 เมตรทุกส่วนมีรสขม ใบเป็นช่อแบบขนนก ชอบใบหยักออก เวียนกัน ผลิดอกและใบอ่อนที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวออกเป็นช่อ ออกเดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ แก้พิษโลหิต กําเดา แก้ริดสีดวงในลําคอ คันดุจมีตัวไต่อยู่ บํารุง ดอกสะแล รูปภาพที่ 2.28 ดอกสะแล (ที่มา : https://www.bansuanporpeang.com/node/7787 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Broussonetia kurzii Corner ชื่อวงศ์ : MORACEAE วิธีบริโภค นําช่อดอกสะเดาสดมาลวกน้ําดิบ 1 ครั้ง แล้วนําไปตากแดด 2-3 แดด ช่วยลดความชมได้ สะเดาจืดเก็บ ไว้รับประทาน


40 ชื่อสามัญ : - ชื่ออื่นๆ : แกแล, ข่อย่าน, คันซง, ซงแดง, ซง, ซะแล, แทแหล, สาแล ลักษณะ : สะแลเป็นไม้เลื้อย มี 2 ชนิด คือ สะแลสร้อยและสะแลป้อม ทุกส่วนเหมือนกันต่างที่ลักษณะการ ออกลูก สะแลสร้อยออกลูกเป็นลูกเดี่ยว ส่วนสะแลป้อมจะออกลูกเป็นช่อ ใบเป็นใบเดี่ยวออกจากกิ่ง ปลายใบ มีหยักเล็กน้อย ดอกสีเขียวออกตามกิ่ง ช่วงฤดูร้อน มีนาคม-เมษายน รสชาติ: รสมัน การขยายพันธุ์: การป๎กชํากิ่ง สรรพคุณ ช่วยให้เจริญอาหาร และมีสารต้านอนุมูลอิสระ ดอกเล็บมือนาง รูปภาพที่ 2.29 ดอกเล็บมือนาง (ที่มา : https://www.disthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Quisqualis indica Linn. ชื่อวงศ์ : COMBRETACEAE วิธีบริโภค นําไปปรุงแกงส้ม หรือแกงดอกสะแล


41 ชื่อสามัญ : Rangoon creeper, Chinese honeysuckle, Drunken sailor ชื่ออื่นๆ : จะมั่ง , จ๊ามั่ง , มะจีมั่ง (ภาคเหนือ) , เล็บนาง (สตูล) ลักษณะ : เล็บมือนางเป็นไม้เถา สูงประมาณ 2-5 เมตร ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ ดอกลักษณะเป็นหลอด ยาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายยอด กลีบดอกสีขาวและค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีชมพูและแดงเข้ม รสชาติ: รสมัน การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอน หรือนําเหง้าไปปลูก สรรพคุณ แก้อักเสบ แก้ฝี ผสมกับสมุนไพรอื่นเป็นยาแก้ตัวร้อน แก้ปวดศีรษะ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทั้งต้น รสเมาเบื่อสุขุม แก้ตานขโมย ขับพยาธิ และตานซาง แก้ไอ ดอกอโศกน้ า รูปภาพที่ 2.30 ดอกอโศกน้ํา (ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Saraca indica L. ชื่อวงศ์ : Fabaceae วิธีบริโภค การรับประทานควรทําให้สุกก่อน เช่น ชุบแป้งทอด หรือนําไปเป็นผักจิ้มน้ําพริก


42 ชื่อสามัญ : Ashoka, Sorrowless tree. ชื่ออื่นๆ : โสกน้ํา (สุราษฎร์ธานี), ชุมแสงน้ํา (ยะลา), ส้มสุก (ภาคเหนือ), ตะโคลีเต๊าะ (มลายู-ป๎ตตานี), กา แปะห์ไอย์ (มลายู-ยะลา), อโศก, โศก, อโศกน้ํา, อโศกวัด ลักษณะ : อโศกน้ําเป็นไม้ยืนต้น ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นช่อเชิงหลั่น ตามปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงสีเหลืองเข้มแล้วเปลี่ยนเป็นสีแดงส้มเมื่อแก่ ดอกออกช่วงมกราคม-กุมภาพันธุ์ รสชาติ: มีรสหอมเปรี้ยว การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ดหรือการตอนกิ่ง สรรพคุณ เป็นยาบํารุงธาตุ ยาแก้ไอ ขับเสมหะ วิธีบริโภค นิยมนําดอกไปทําแกงส้ม ยําหรือพล่า หรือใช้ดอกสดจิ้มน้ําพริก


43 บทที่ 3 ดอกไม้ใช้เป็นยา ดอกไม้นอกจากจะมีสีสันสวยงามแล้ว ยังประกอบด้วยสารสําคัญชนิดต่างๆ อีกมากมาย ทําให้ดอกไม้บาง ชนิด มีประโยชน์เกินกว่าเป็นไม้ประดับธรรมดา คือใช้เป็นยาบําบัดรักษาโรคต่างๆได้ด้วยแต่ดอกไม้ในแต่ละ ชนิดก็ประกอบด้วยสารสําคัญที่ไม่เหมือนกัน และมีในปริมาณที่แตกต่างกัน สารสําคัญเหล่านี้จึงเป็นตัวกําหนด สรรพคุณของสมุนไพร ชนิดและปริมาณของสารสําคัญ แต่ละชนิดนั้นจะขึ้นอยู่กับพันธุ์ของพืช สภาวะแวดล้อม ที่ปลูกและช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวสมุนไพรการเก็บสมุนไพรประเภทที่เป็นดอกนั้น โดยทั่วไปมักเก็บในช่วงที่ตอก ไม้เริ่มบาน เช่น ดอกคําฝอยดอกเบญจมาศ แต่บางชนิดก็อาจระบุให้เก็บในช่วงที่ดอกยังตูม เช่น กานพลู มักจะเก็บในช่วงที่ตอกเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง เป็นตัน นอกจากนี้ตามประสบการณ์ของแพทย์ไทยแผน โบราณ ยังมีการเก็บยาตามฤดูกาล วัน โมงยาม และทิศด้วย เช่น ฤดูร้อนเก็บรากและแก่น ฤดูฝนเก็บใบ ดอก ลูก ฤดูหนาวเก็บเปลือกกระพี้ และเนื้อไม้ เป็นต้น การใช้ดอกไม้เป็นยานั้น มีการใช้ทิ้งแบบบดและแบบแห้ง การใช้สดมีข้อดีตรงที่สะดวกใช้ง่าย แต่ฤทธิ์ ของยาจะไม่คงที่ ดังนั้นการใช้แบบสมุนไพร ซึ่งโอมใช้แบบแห้งเพราะจะได้คุณภาพยาที่ต่างที่ ในกระบวนการ แปรสภาพกลุ่มสมุนไพร ที่เหมาะสมนั้น จะต้องผ่านกระบวมการคัดเลือก การล้างและใช้ความร้อนในกรทําให้ แห้ง เพื่อสะดวกในกรเก็บรักษา สําหรับตอกไม่นั้น สามารถทําแห้งได้หลายวิธี เช่น ตากแดดให้แห้งอบให้แห้ง และมึงให้แห้งในร่ม แต่อุณหภูมิที่ทําไงแห้งนั้นจะต้องไม่เกิน 20-30 องตาเซลเซียส เพราะจะไม่ทําให้ สารสําคัญในดอกไม้สลายตัวไป ดอกไม้ที่ใช้เป็นยาได้มีหลายชนิดได้แก่


44 ดอกกระเจี๊ยบแดง รูปภาพที่ 3.1 ดอกกระเจี๊ยบแดง (ที่มา :https://arit.kpru.ac.th/ap2/local/?nu=pages&page_id=1450&code_db=610010&code_type=01 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ : Malvaceae ชื่อสามัญ :. Jamaican Sorel, Roselle ชื่ออื่นๆ : กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ส้มเก็งเค็ง ผักเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้มพอเหมาะ ส้มพอดี ลักษณะ : มีลําต้น ขนาดเล็ก และกิ่งก้านมีสีแดงอมม่วง ผิวเรียบ สูง 1-2 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบมี รูปร่างคล้ายหอก ขอบใบเว้าลึก 3-5 หยัก มีหลายรูปแบบ มักแยกเป็นแฉก ขอบใบจักฟ๎นเลื่อย ปลายแหลม มี ขน หูใบรูปยาวแคบ ร่วงง่าย ดอกเดี่ยว ออกตรงซอกใบ ดอกมีสีเหลืองอ่อน หรือชมพูอ่อน ตรงกลางดอกมีสี ม่วงแกมแดงเข้ม มีริ้วประดับ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง อวบน้ํา ติดทนจนออกผล ผล เป็นผลแห้งแตก รูปไข่ป้อม ส่วนปลายแหลม ยาว 2.5 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยงสีแดงห่อหุ้ม มีขนหยาบสั้นหนานุ่มสีเหลืองปก คลุม มีเมล็ดจํานวนมาก ออกดอกช่วงเดือนตุลาคม รสชาติ: รสเปรี้ยว การขยายพันธุ์: การป๎กชํา และเพาะเมล็ด สรรพคุณ ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต ละลายเสมะหะ ขับเมือกมันในลําไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก ขับ ป๎สสาวะ แก้นิ่ว แก้ไอ ทําให้สดชื่น ลดไข้ ขับน้ําดี แก้พยาธิตัวจี๊ด


45 ดอกกระทือ รูปภาพที่ 3.2 ดอกกระทือ (ที่มา : https://www.disthai.com) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zingiber zerumbet (L.) Smith. ชื่อวงศ์ : Zingiberaceae ชื่อสามัญ :กระทือ ชื่ออื่นๆ : กะทือป่า, กะแวน, กะแอน, แสมดํา (เหนือ) เฮียงแดง (แม่ฮ่องสอน) ลักษณะ : กระทือเป็นพืชล้มลุก เป็นพืชจําพวกเดียวกับขิงหรือข่า มีลําต้นหรือหัวอยู่ใต้ดินสีขาวอมเหลือง ลง หัวในฤดูแล้งและจะแทงหน่อใหม่เมื่อเข้าฤดูฝน ใบซ้อนกันเป็นแผงเรียวยาวสีเขียวแก่ด้านล่างของใบมักมีขน ต ารับยา นํากลีบเลี้ยงมาแกะเอาเมล็ดออก ตากแดดให้แห้งแล้วบดเป็นผง ชงน้ําเดือด 1 ถ้วยต่อกระเจี๊ยบ 1 ช้อน ชา ดื่มเฉพาะน้ําสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขัดเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป ชากลีบดอกกระเจี๊ยบ นํากลีบเลี้ยงที่ตากแดดแห้ง แล้วชงกับน้ําร้อน หรือจะชงจากผงกระเจี๊ยบที่บดแล้วก็ได้ อาจเติมน้ําตาล เล็กน้อยเพื่อลดความเปรี้ยวให้จางลง สารสีแดงแต่งอาหาร นํากลีบเลี้ยงที่ตากแดดแห้ง แล้วล้างน้ําให้สะอาด นําไปต้มกับน้ําจะได้สีแดงเข้ม


46 นุ่ม ออกใบเป็นคู่สลับระยะตรงข้ามเหลือมกันตามข้อต้น ก้านใบสั้นติดก้านใบ ดอกออกเป็นช่อขึ้นมาจากหัวที่ อยู่ใต้ดินก้านช่อยาวและแข็ง ส่วนปลายมีสีเขียวปนแดงช้อนกันอยู่แน่น กลีบดอกสีขาวนวลแทรกอยู่ตามใบ ประดับ ออกดอกครั้งละ 1-2 ดอก รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: ใช้หัว/เหง้า/หน่อ สรรพคุณ แก้ไข้เรื้อรัง ผอมแห้ง ผอมเหลือง บํารุงธาตุ แก้ลม ดอกกะเม็ง รูปภาพที่ 3.3ดอกกะเม็ง (ที่มา : https://thaiherbs.thdata.co/page/%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%87%E0%B8%87/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Eclipta prostrata (L.) L. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE-COMPOSITAE ชื่อสามัญ :.False daisy, White head, Yerbadetajo herb, Herba Ecliptae ชื่ออื่นๆ : กะเม็งตัวเมีย กาเม็ง คัดเม็ง (ภาคกลาง)/ หญ้าสับ ฮ่อมเกี่ยว ห้อมเกี้ยว (ภาคเหนือ)/ บังกีเช้า (จีน)/ ฮั่นเหลียนเฉ่า (จีนกลาง)/ บักอั่งเน้ย อั่วโหน่ยเช่า เฮ็กบักเช่า (จีน-แต่จิ๋ว) วิธีบริโภค ช่อดอกอ่อนนําไปแกงเผ็ด หรือลวกจิ้มน้ําพริก


47 ลักษณะ : กะเม็งเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 10-80เชนติเมตร บางต้นอาจมีขนตามลําต้น ใบรูปรีหรือหอก ปลายใบแหลมเรียว โดนสอบแคบ ดอกสีขาวออกเป็นกระจุก รสชาติ: การขยายพันธุ์: สรรพคุณ แก้ดีซ่าน ตับอักเสบ ใช้รักษาเหงือกปวด หรือปวดฟ๎น ดอกคูณ รูปภาพที่ 3.4 ดอกคูณ (ที่มา : https://www.bloggang.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula L. ชื่อวงศ์ : Leguminosae ชื่อสามัญ :. Golden shower, Indian laburnum, Pudding - pine tree. ชื่ออื่นๆ : ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ (ภาคกลาง) ลมแล้ง (ภาคเหนือ) สักเกลือม สักเคย (ป๎ตตานี) ต ารับยา ใช้ดอกและใบนําไปต้ม เอาทาบริเวณที่ปวด


48 ลักษณะ : คูณเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 12-15 เมตรใบประกอบมีใบย่อยเป็นคู่ออกจากก้าน ดอกสีเหลือง ออกเป็นช่อตามก้านใบลักษณะห้อยระย้าลงมา รสชาติ: รสเปรี้ยวขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ดอกสด หรือแห้งเป็นยาถ่าย สําหรับหล่อลื่นลําไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร และแผลเรื้อรัง ดอกแคบ้าน รูปภาพที่ 3.5 ดอกแคบ้าน (ที่มา : https://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/484922 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Sesbania grandifloraDesv. ชื่อวงศ์ : FABACEAE - LEGUMINOSAE ชื่อสามัญ :.Sesban, Sesban white dragon tree , Flamingo bill tree, Vegetable humming bird. ชื่ออื่นๆ : ดอกแค,แค,แคแกง (ทั่วไป),แคดอกขาว,แคดอกแดง ต ารับยา ดอกใช้ต้มกับน้ําดื่มสมานแผลในทางเดินอาหารกระเพาะและลําไส้ เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการ ท้องผูก


49 ลักษณะ : แคบ้านเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดเล็ก สูง 2-8 เมตร ป๎จจุบันมีพันธุ์เดี้ย สูงเพียง 1-2 เมตร ลําต้นเปราะ แตกหักง่าย ใบเป็นใบประกอบแบบชนนกชั้นเดียว ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกเป็นกระจุกประมาณ 2-4 ดอก มีทั้งชนิดสีขาวและสีแดง ออกตลอดปี รสชาติ: รสจืด การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ดอกมีวิตามินบีและชีสูง รับประทานแก้ไข้เปลี่ยนอากาศ หรือใช้รักษาริดสีดวงในจมูกโดยสูดน้ําที่ คั้นจากดอก ดอกงิ้ว รูปภาพที่ 3.6 ดอกงิ้ว (ที่มา : http://www.xn----3xfeunke6cwh3ed.com/%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Bombax ceiba L. ชื่อวงศ์ : BOMBACACEAE ชื่อสามัญ :. Cotton tree, Kapok tree, Red cotton tree, Silk cotton, Shving brush ชื่ออื่นๆ : งิ้วบ้าน (ทั่วไป) งิ้วแดง (กาญจนบุรี) งิ้วปง, งิ้วปกแดง, สะเน้มระกา (ชอง-จันทบุรี) งิ้วป่า, งิ้วปงแดง , งิ้วหนาม, นุ่นนาง, ตอเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง) ป๎้งพัวะ (ม้ง) บักมี้ (จีน) วิธีบริโภค ใช้ดอกที่ยังไม่บานนําไปลวกจิ้มน้ําพริก หรือทําแกงส้ม ต ารับยา ใช้ดอกแคที่โตเต็มที่ต้มกับหมูบะช่อ 1 ชาม 1 มื้อ ติดต่อกับ 3-7 วัน ช่วยแก้ไข้ลดความร้อน


50 ลักษณะ : งิ้วเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 25-30 เมตร ตามลําต้นมีหนามอยู่ทั่วไป ใบเป็นใบรวมก้าน ใบก้านหนึ่งจะมีใบย่อย 47 ใบ เรียงกันคล้ายรูปนิ้วมือดอกสีแสดแดง สีส้ม สีเหลือง ออกเป็นช่ออยู่ปลายกิ่งช่อ หนึ่ง ๆ มีดอก 3-5 ดอก ตามกลีบดอกมีขนปกคลุมออกเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ รสชาติ: รสจืด การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ด, การป๎กชํา สรรพคุณ ระงับประสาท แก้ปวด ทาแก้น้ําร้อนลวก ดอกชุมเห็ดเทศ รูปภาพที่ 3.7 ดอกชุมเห็ดเทศ (ที่มา :https://www.disthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata ( L.) Roxb. ชื่อวงศ์ : Leguminosae วิธีบริโภค ดอกงิ้วแห้งมักนิยมนําไปใสในน้ําเงี้ยว หรือแกงแค โดยนําดอกแห้งไปแช่น้ําให้นุ่มก่อน ซึ่งเป็นอาหาร ทางภาคเหนือ ต ารับยา นําดอกที่ร่วงลงจากต้นมาตากแห้งหรือผิงไฟ ใช้ 6-10 กรัมต้มกับน้ําผสมน้ําตาลทรายแดง กินวันละ 3 เวลา รักษาอาการท้องร่วง ห้ามเลือด หรือแผลที่เป็นหนอง โดยดอกแดงใช้แก้บิดที่เป็นเลือด และดอกเหลือง แก้บิดที่เป็นมูกการเก็บรักษาดอกแห้ง ควรเก็บไว้ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก หากมีความชื้นดอกจะขึ้นราได้


51 ชื่อสามัญ :.Ringworm Bush ชื่ออื่นๆ : ชุมเห็ด (ภาคใต้) ขี้คาก ดับมือหลวง (เหนือ) ชุดเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) ส้มเห็ด (เชียงราย) กุมเห็ด ลักษณะ : ชุมเห็ดเทศเป็นไม้พุ่มชนาดกลาง สูง 2-3เมตร ใบเป็นใบประกอบแบบชนนก ออกเรียงกันเป็นคู่ๆ 8- 20 คู่ ดอกสีเหลืองออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: ใช้เมล็ด สรรพคุณ เป็นยาระบาย ยาถ่าย ถ่ายพยาธิลําไส้ ดอกทองกวาว รูปภาพที่ 3.8 ดอกทองกวาว (ที่มา :https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/917841 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Butea monosperma (Lam.) Taub ชื่อวงศ์ : Leguminosae-Papilionoideae ต ารับยา ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 1-3 ช่อดอก (หรือแล้วแต่คนที่ธาตุเบาธาตุหนัก ช่อดอกใหญ่หรือเล็ก) ต้ม รับประทานจิ้มกับน้ําพริก หรือ ใช้ใบสด 8-12 ใบ ล้างให้สะอาด หั่นตากแห้ง หรือปิ้งไฟให้เหลือง หั่น ใช้ต้ม หรือชงน้ําดื่ม ครั้งละ 1 ถ้วยแก้ว เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มให้หมด หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผง ป๎้นกับน้ําผึ้งเป็น ลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูกหรือ ใช้เมล็ด คั่วให้เหลือง ชงน้ําดื่มเป็นน้ําชา เป็นยาระบายอ่อนๆ


52 ชื่อสามัญ :.Flame of the Forest, Bastard Teak ชื่ออื่นๆ : ต้นจาน ทองกวาว (อีสาน)ก๋าว (ภาคเหนือ) จอมทอง (ภาคใต้) จ้า (เขมร) ทองธรรมชาติ, ทอง พรหมชาติ, ทองต้น (ภาคกลาง) ลักษณะ : ทองกวาวเป็นไม้พุ่มยืนต้น สูงประมาณ 6-18 เมตร ใบเป็นใบรวมประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ ใบกลม ปลายมนรี โคนใบมนสอบ ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่สีแดงหรือเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ รสชาติ: รสฝาด และหวาน การขยายพันธุ์: ใช้เมล็ด สรรพคุณ – รับประทานเป็นยาถอนพิษไข้ แก้กระหายน้ํา – ผสมเป็นยาหยอดตา แก้เจ็บตา ฝ้าฟาง – เป็นยาขับป๎สสาวะ สมานแผลปากเปื่อย แก้พิษฝี ข้อควรระวัง เนื่องจากหลักฐานทางด้านความเป็นพิษมีน้อย จึงควรที่จะได้ระมัดระวังในการใช้ และไม่ควรใช้ติดต่อกัน นานๆ ด้านฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา มีรายงาน 2 ฉบับคือ รายงานผลด้านฮอร์โมนเพศหญิง ผู้วิจัยพบว่า ถ้าใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ในขนาดตั้งแต่ 3.2 มก./ กก./วัน ขึ้นไปมีผลด้านฮอร์โมนเพศหญิง รายงานเรื่องการสกัดแยกสารไดโซบิวตริน (Isobutrin) และ บิวตริน (Butrin) ซึ่งมีฤทธิ์ป้องกันอันตราย ต่อตับเนื่องจากสารพิษ ได้แก่ คาร์บอน เตทตร้าคลอไรด์ และ กาแลคโตซามีน ได้ สารเคมี – สารเคมีที่พบในดอกทองกวาว คือ Pongamin (Karanin), Kaempferol, ?-sitosterol, Glabrin, Glabrosaponin, Stearic acid, Palmitic acid, Butrin, Isobutrin coreopsin, Isocoreopsin, Sulfurein monospermoside และ Isomonospermoside สารที่พบส่วนใหญ่คือสาร ซึ่งเป็นองค์ประกอบ ของสีดอกทองกวาว มีสารที่มีรสหวานคือ glabrin. (ทองกวาว ดอกมีสีแสด เป็นต้นไม้ประจําจังหวัดเชียงใหม่ 2564.) ต ารับยา นําดอกมาต้มกับน้ํารับประทาน เป็นยาแก้ถอนพิษไข้ ขับป๎สสาวะ หรือเอาน้ําผสมกับยาหยอดตาแก้โรค ตามัว หรือเจ็บตา


53 ดอกฉัตรทอง รูปภาพที่ 3.8 ดอกฉัตรทอง (ที่มา : https://medthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Alcea rosea L. ชื่อวงศ์ : MALVACEAE ชื่อสามัญ :. Hollyhock ชื่ออื่นๆ : ซูขุย (จีนกลาง), จวกขุ่ยฮวย (จีน-แต้จิ๋ว) ลักษณะ : ฉัตรทองเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 25 เมตร ตามลําต้นมีชนรูปดาว ใบคล้ายรูปดาวออก สลับกันตามลําต้น ดอกออกตามง่ามใบ สีแดง ชมชูหรือขาวเกสรกลางดอกเป็นสีเหลือง ดอกคล้ายรูปถ้วย รสชาติ: ดอกรสชุ่ม เย็นจัด การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ แก้ไข้ ขับป๎สสาวะ อุจจาระบิด อาเจียนเป็นเลือด ตกเลือด ตกขาว หัด ต ารับยา 1. มีไข้ใช้ดอกสดที่บานเต็มที่นําไปผึ่งให้แห้งในที่ร่ม บดเป็นผง 3-6 กรัม ผสมน้ํารับประทาน 2. ตกชาวใช้ดอกสดที่ผึ่งแห้ง 50 กรัม บดเป็นผงผสมน้ําผึ้ง แบ่งรับประทานโดยก่อนทานให้ดื่มเหล้า ก่อน 1 ถ้วยชา 3. ท้องผูก ป๎สสาวะขัด ใช้ดอกสด 30 กรัม ผสมชมดเชียง 1 5 กรัมใส่น้ํา 1 แก้ว ต้มรับประทาน 4. แผลไฟลวก น้ําร้อนลวก ใช้ดอกสตผสมน้ํามันพืชตําพอกบริเวณที่เป็นแผล 5. ใบหน้ามีรอยย่น หรือรอยฝ้า ใช้ดอกสดบดละเอียด 1 ถ้วยเล็กๆ ผสมรังผึ้งสดทาก่อนนอนทุกคืน


54 ดอกชบา รูปภาพที่ 3.9ดอกชบา (ที่มา : https://sukkaphap-d.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus rosa-sinensis L. ชื่อวงศ์ : Malvaceae ชื่อสามัญ :. Hibiscus ชื่ออื่นๆ : ใหม่แดง, ใหม่ (เหนือ) ชุมบา, ชบาขาว, ชุมมา (ป๎ตตานี) บา, ชะมา (ใต้) บูงารายา (มลายู- นราธิวาส) ลักษณะ : ชบาเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม อาจสูงได้ถึง 6 เมตร ใบเดียวออกสลับกัน ฐานใบกว้างปลายใบเรียวแหลม มีรอยหยักคล้ายฟ๎นเลื่อย ดอกเดี่ยวออกระหว่างใบมี 5กลีบ มีหลายสี เช่น สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลืองออก ตลอดปี รสชาติ: ดอกรสชุ่ม เย็น การขยายพันธุ์: การป๎กชํา การเสียบยอด การติดตา ชาดอกฉัตรทอง นําดอกฉัตรทองต้มกับน้ําทานเป็นชา ช่วยทําให้การไหลเวียนของเลือดดีทําให้ชุ่มชื่น แก้อาการประจํา เตือนผิดปกติ ช่วยรักษาอาการโรคเกี่ยวกับทรวงอก และโรคท้องผูก


55 สรรพคุณ บํารุงเส้นผม ดับพิษฝี ขับน้ําย่อย เจริญอาหารลดไข้ ขับระดู ข้อควรระวัง ในการทดลองโดยใช้กลีบดอกชบาสกัดด้วยตัวทําละลายเบนชิน แล้วนําไปทดลองในหนู (ratl) พบว่าทํา ให้หนูทดลองนั้นเป็นหมันถึง 80 % (ดอกไม้กินได้ คุณค่าที่มากกว่าความงาม. 2546.) ดอกดาวเรือง รูปภาพที่ 3.10 ดอกดาวเรือง (ที่มา :https://www.technologychaoban.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Tagetes erecta L ชื่อวงศ์ : Compositae. ชื่อสามัญ : Marigold ชื่ออื่นๆ : คําปู้จู้ (ภาคเหนือ) ดาวเรืองใหญ่ (ทั่วไป) ต ารับยา 1. ลดอาการไข้ทําให้ผิวหนังชุ่มชื้น ใช้ดอกสดชงกับน้ํารับประทานแทนชา 2. ช่วยบํารุงน้ํานมในสตรีให้นมบุตร ใช้ดอกสีแดง ไปแกงเลียงรับประทาน 3. แก้คางทูม เยื่อตาอักเสบอย่างเฉียบพลัน ติดเชื้อทางเดินป๎สสาวะ มีตกขาวมาก ใช้ดอกสด 15- 30 4. แก้ฝีแผลบวมมีหนอง ใช้ดอกสดบดให้เละ พอกบริเวณแผล 5. บํารุงขนให้ดกดํา ใช้ดอกสด บดขยี้เอาน้ําทา หรือเอาน้ําที่คั้นผสมกับน้ํามันโอลีฟ (Olive Oi) ใน อัตราส่วนที่เท่ากัน เคี่ยวให้น้ําระเหยจนหมดใช้ทาศีรษะเป็นยาบํารุงผม สารสีแดง-ม่วงแดงแต่งอาหาร บดดอกชบาคั้นเอน้ําจะได้สีม่วงแดง หากเติมน้ํามะนาวลงไปจะได้สีแดงสดใช้แต่งสีอาหาร


56 ลักษณะ : ดาวเรืองเป็นไม้ล้มลุกปีเดียว สูงประมาณ 10-24 นิ้วใบเป็นใบรวมขอบใบหยักลึกแบบชนนกและพัน จักเลื่อย ใบย่อยออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ดอกออกเดี่ยวหรือเป็นช่อตรงส่วนยอดของก้าน มีสีเหลือง สีส้ม มีทั้ง กลีบดอกชั้นเดียวและกลีบดอกซ้อน รสชาติ: รสขม มีกลิ่นฉุนเล็กน้อย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ขับร้อน รับลม ละลายเสมหะ แก้เวียนศรีษะ ตาเจ็บ ไอจากหวัด ไอกรน หลอดลมอักเสบ เต้านม อักเสบ คางทูม แก้ปวดฟ๎น และทําให้แผลหายเร็วขึ้น ดอกปีบ รูปภาพที่ 3.11 ดอกปีบ (ที่มา : https://www.disthai.com/17173687/%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%9A ) วิธีบริโภค ดอกตูมลวกจิ้มน้ําพริก ดอกบานปรุงแบบยําผสมเนื้อสัตว์ ราดน้ํายําแบบน้ําจิ้มไก่หรือน้ําจิ้มทอดมัน ต ารับยา 1. ใช้ภายใน นําช่อดอกแห้ง 3-10 กรัม ต้มน้ําดื่ม 2. ใช้ภายนอก นําช่อดอกต้มเอาน้ําชะล้างบริเวณ สารสีเหลือง นํากลีบดอกดาวเรืองมาล้างให้สะอาด โขลกพอแหลกกรองด้วยผ้าขาวบางได้สีเหลือง ใช้แต่งสีอาหาร ตามต้องการ


57 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Millingtonia hortensis Linn. f. ชื่อวงศ์ : Bignoniaceae ชื่อสามัญ :. Cork Tree, Indian Cork Tree. ชื่ออื่นๆ : กาสะลอง, กาดสะลอง, กาสะลองดํา (ภาคเหนือ), กางของ (ภาคอีสาน), กัองกลางดง (ภาคกลาง), เต็กตองโพ่ (กะเหรี่ยง) ลักษณะ : บีบเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 10-25 เมตร ใบเป็นแผงแบบขนนก ดอกออกเป็นช่อแผ่ กระจายตามปลายกิ่ง กลีบดอกสี่ขาว ปลายกลีบแยก 5 กลีบ รสชาติ: ดอกแห้ง รสหวาน และขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด หรือป๎กชํา สรรพคุณ ใช้ช่วยบํารุงกําลัง บํารุงโลหิต บํารุงน้ําดี ใช้แก้ลม ใช้รักษาอาการหืดหอบ และขยายหลอดลม ดอกท้อ รูปภาพที่ 3.12 ดอกท้อ (ที่มา :https://www.bloggang.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Prunus persica (L.) Stokes ต ารับยา นํามาผสมยาสูบ นําดอกแห้งมาต้มกับน้ําดื่ม หรือ จะใช้ชงเป็นชาก็ได้


58 ชื่อวงศ์ : ROSACEAE ชื่อสามัญ :.Peach ชื่ออื่นๆ : มะฟุ้ง, มักม่น, มักม่วน, หุงหม่น, หุงคอบ ลักษณะ : ท้อเป็นไม้ผลัดใบ สูงประมาณ 8 เมตร ใบออกสลับกันเป็นกระจุกรูปยาวรึปลายเรียวแหลม ริมขอบ ใบจักตื้น ดอกเดี่ยวกลมรีสีชมพูออกบริเวณกิ่ง มี5 กลีบ ฐานติดกันเป็นหลอดสั้นๆ สีแดง รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ใช้ขับป๎สสาวะ แก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้บวมน้ํา ข้อควรระวัง – สตรีมีครรภ์ห้ามกินเมล็ด ดอก ใบ ราก เปลือกราก หรือตัน – ใบ ดอก ผลดิบ และเมล็ด มีสารพิษพวกไซยาไนด์ ห้ามกินสด ให้นําไปต้มหรือดองก่อน ต ารับยา 1. แก้มาลาเรีย ใช้ดอกตากแห้งบดเป็นผงกินกับเหล้าที่ละน้อยๆ 2. ขาบวมน้ํา กระเพาะป๎สสาวะ เอว และไตมีน้ําคั่ง ใช้ดอกตากแห้งในที่ร่ม 1 ชามใหญ่ บดเป็นผงผสม เหล้าอุ่นกินครั้งเดียวหมดจนมีป๎สสาวะออกมาจึงจะดี หรือกินตอนท้องว่าง 6-7 ครั้ง จนสิ่งที่ไม่ย่อยออกมา หมด จะรู้สึกหิวให้กินข้าวต้มหรือโจ๊ก 3. แก้ปวดแน่นในอกบริเวณหัวใจ ใช้ดอกแห้งบดเป็นผงกินกับน้ําครั้งละ 6 กรัม 4. แผลผื่นคันที่ขา ใช้ดอกสดผสมเกลือบดเป็นผงผสมน้ําส้มสายชูพอ ซากลีบดอกท้อ ใช้ดอกบานเต็มที่ต้มกินกับน้ําแทนน้ําชา บรรเทาอาการปวดเอว สะโพก และแก้โรคท้องผูก


59 ดอกบานเย็น รูปภาพที่ 3.13 ดอกบานเย็น (ที่มา :https://medthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mirabilis jalapa L. ชื่อวงศ์ : NYCTAGINACEAE ชื่อสามัญ : Marvel of peru, Four o’clock, False Jalap ชื่ออื่นๆ : บานเย็น (ทั่วไป), จํายาม จันยาม ตามยาม (ภาคเหนือ), ตีต้าเช่า (จีน), จีป๎กหลี (จีน-แต้จิ๋ว) ลักษณะ : บานเย็นเป็นพืชอายุหลายปี สูงประมาณ 1 เมตร บริเวณข้อโป่งพองออก แตกกิ่งก้านสาขามากใบ กลมรีปลายใบแหลมออกตรงข้ามกัน ฐานใบกว้างโค้งเข้าหาก้นคล้ายรูปหัวใจ ดอกกลิ่นหอมฉุนออกเป็นช่อมี หลายสี มีดอกย่อยหลายดอก กลีบเลี้ยงมี 5กลีบ กลีบดอกสีขาว แดงออกม่วง และเหลือง บานตอนบ่าย และ หุบตอนเช้าของวันถัดไป จึงถูกเรียกชื่อว่า บานเย็น รสชาติ: ขมเล็กน้อย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ แก้อาเจียนเป็นเลือด เมล็ด ทําแป้งทาแก้สิว ฝ้า ลบรอยด่างดําบนใบหน้า รักษาแผลมีน้ําเหลือง ราก หัว ขับป๎สสาวะ แก้โรคเบาจืด แก้ตกขาว แก้ต่อมทอลซิลอักเสบ แก้อาเจียนเป็นเลือด พอกแผลเรื้อรัง หนอง แก้บวม แก้อักเสบ ขับเหงื่อ แก้ไข้ระงับร้อน ข้อควรระวัง – เมล็ดบานเย็นส่วนใหญ่จะมีความเป็นพิษมาก (สาร Neurotoxic) ไม่ควรนํามารับประทาน หากได้รับ พิษอาจทําให้เกิดอาการอาเจียนและมีอาการท้องเสีย หากได้รับในปริมาณมากอาจทําให้เสียชีวิตได้ – ไม่ควรใช้สมุนไพรบานเย็นในหญิงตั้งครรภ์เนื่องจากมีรายงานพบว่ามันทําให้เกิดการแท้งบุตรได้


60 ดอกเทียน รูปภาพที่ 3.14 ดอกเทียน (ที่มา : https://www.thaikasetsart.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Impatiens balsamina (Im-PAY-shee-enz’ bal-SAY-meen-uh) ชื่อวงศ์ : Balsaminaceae ชื่อสามัญ : Garden balsam, Touch me not ชื่ออื่นๆ : เทียนดอก, เทียนไทย, เทียนบ้าน, เทียนสวน ลักษณะ : เทียนเป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว สูงประมาณ 60 เซนติเมตร ใบรูปเรียวรี่โดนใบมนปลายใบแหลมเรียว ริม ขอบใบหยักเป็นฟ๎นเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือออกเป็นช่อ ช่อละ2-3 ดอก มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบสีเขียว กลีบดอก 5 กลีบ มีหลายสี เช่น ขาว ชมพูอ่อน แดง ม่วงหรือสี่ผสม ออกตลอดทั้งปี รสชาติ: รสเฝื่อน ขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ สลายลม ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน ต ารับยา ใช้ดอกสด 120 กรัม คั้นเอาน้ําผสมกิน


61 ดอกทับทิม รูปภาพที่ 3.15 ดอกทับทิม (ที่มา :https://apps.phar.ubu.ac.th/phargarden/main.php?action=viewpage&pid=230 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Punica granatum L. ชื่อวงศ์ : Lythraceae ชื่อสามัญ : Pomegranate. ชื่ออื่นๆ : มะเก๊า (เหนือ) พิลาขาว (น่าน) พิลา (หนองคาย) มะก่องแก้ว หมากจัง ลักษณะ : ทับทิมเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ใบรูปยาวรีโดนใบมนแคบ ปลายเรียวแหลมสั้น ดอกออกเป็นช่อ หรือดอกเดี่ยวบริเวณปลายยอดหรือง่ามกิ่ง มีสีส้มสีขาว สีแดง มีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ รสชาติ: รสฝาดหวาน การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นเป็นยาสมานลําไส้ แก้ท้องเสีย ต้มดื่มแก้หูชั้นในอักเสบ บดโรยแผลที่มี เลือดออก แก้เลือดกําเดาออก ใช้ห้ามเลือด ต ารับยา นําดอกที่บานเต็มที่ ตากแห้ง แล้วบดเป็นผงทําเป็นเม็ดรับประทาน


62 ดอกทานตะวัน รูปภาพที่ 3.16 ดอกทานตะวัน (ที่มา :https://shopee.co.th/blog/sunflowers-types/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Helianthus annuus L. ชื่อวงศ์ : ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE ชื่อสามัญ : Common sunflower, Sunflower, Sunchoke ชื่ออื่นๆ : บัวทอง บัวตอง ทานตะวัน (ภาคเหนือ), บัวผัด บัวทอง (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ), ชอนตะวัน ทานตะวัน (ภาคกลาง), ทานหวัน (ภาคใต้), เซี่ยงยื่อขุย เซี่ยงยื้อขุย (จีนกลาง), เหี่ยงหยิกขุ้ย (จีนแต้จิ๋ว) ลักษณะ : ทานตะวันเป็นไม้ล้มลูกอายุ 1 ปี สูงประมาณ 335 เมตร ใบรูปกลมรี่ โดนใบโค้งเว้าเป็นรูปหัวใจ ปลายใบแหลมขอบใบหยักแบบฟ๎นปลา หลังและใต้ท้องใบมีขนสาก ดอกออกเป็นช่อหรือกระจุก กลีบดอกวง ในมีสีเหลือง กลีบดอกวงนอกสีเหลืองอ่อนหรือเหลืองทองล้อมรอบเกสรขนาดใหญ่คล้ายจาน รสชาติ: มีรสเฝื่อน การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ต ารับยา 1. แก้เลือดกําเดไหลไม่หยุด นําดอกทับทิมสด โขลกหรือหั่นฝอยนําไปอุดรูจมูก หรือใช้ดอกที่แห้งแล้ว บดให้ละเอียดประมาณ 0.3 กรัม เป่าเข้ารูจมูก 2. แท้หูชั้นกลางอักเสบ นําดอกสตผิงไพให้เกรียมบนก้อนอิฐ บดให้ละเอียดผสมกับพิมเสน พอประมาณใช้เป่าหู


63 สรรพคุณ เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน ดอกบวบกลม รูปภาพที่ 3.17 ดอกบวบกลม (ที่มา :https://thaiherbs.thdata.co/page/%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Luffa cylindrica (L.) M.Roem. ชื่อวงศ์ : CUCURBITACEAE ชื่อสามัญ : Sponge gourd, Smooth loofah, Vegetable sponge, Gourd towel ต ารับยา 1. แก้ปวดหัว ตาลาย ใช้ฐานรองดอกที่แห้งแล้ว 25-30 กรัม ตุ๋นกับไข่ 1 ฟอง ทานหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง 2. แก้ปวดท้องโรคกระเพา: ปวดท้องน้อยก่อนหรือระยะมีประจําเดือน ใช้ฐานรองตอก 30-60 กรัม และ กระเพาะหมู 1 อัน ใส่น้ําตาลทรายแดง 30 กรัม ต้มกรองเอาน้ําดื่ม 3. แก้อาการปวดฟ๎น ใช้ดอกที่แห้งแล้ว 25 กรัม น่มาสูบเหมือนยาสูบ หรือใช้ฐานรองดอก 1 อัน และ รากเกากี้ มาตุ๋นกับไข่รับประทาน


64 ชื่ออื่นๆ : บวบ (คนเมือง)/ มะบวบอ้ม มะนอยขม มะนอยอ้ม มะบวบ บวบกลม บวบอ้ม (ภาคเหนือ)/ บวบ กลม บวบขม บวบหอม (ภาคกลาง)/ ตะโก๊ะสะ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน), เบล่จูจ้า (ปะหล่อง)/ เล่ยเซ (เมี่ยน), เต้าหยัวเยี่ยะ (ม้ง)/ กะตอร่อ (มลายู-ป๎ตตานี)/ เทียงล้อ ซีกวย (จีนแต่จิ๋ว) ซือกวา (จีนกลาง) ลักษณะ : บวบกลมเป็นไม้เถาล้มลุก ลําต้นอ่อนและยอดอ่อนมีขนอ่อนนุ่ม ต่อเมื่อแก่ขนจะหลุดร่วงไปใบออก ตรงข้ามกัน ตัวใบโตค่อนข้างกลมมีรอยเว้าเข้า3-7 รอบ ปลายใบแหลมสั้นริมชอบใบมีรอยหยัก ดอกคล้ายคลื่น สีเหลืองหรือเหลืองอ่อน ลักษณะตรงขอบเป็นรอยย่นคล้ายคลื่น รสชาติ: รสขมเล็กน้อย การขยายพันธุ์: บวบกลมขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดการปลูกให้ทําค้างไม้สําหรับให้เถาเลื้อยพร้อมกับการ ปลูก เพื่อไม่ให้รากถูกกระทบกระเทือนขณะป๎กไม้ค้าง สรรพคุณ ใช้รักษาอาการไอ เจ็บคอหอบ หรือรักษาอาการอักเสบ บวม มีหนอง (ดอกของบวบเหลี่ยม ก็มี สรรพคุณเช่นเดียวกัน) ดอกบานไม่รู้โรยดอกขาว รูปภาพที่ 3.18 ดอกบานไม่รู้โรยดอกขาว (ที่มา : https://medthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Gomphrena globosa L. ชื่อวงศ์ : AMARANTHACEAE ต ารับยา 1. ใช้ภายใน นําตอกแห้ง ต้มกับน้ํารับประทาน หรือใช้ดอกผสมกับน้ําผึ้งต้มจิบกิน 2. ใช้ภายนอก นําดอกสดต่ําแล้วนําไปพอกบริเวณที่เป็น


65 ชื่อสามัญ : Bachelor’s button, Button agaga, Everlasting, Gomphrena, Globe amaranth, Pearly everlasting ชื่ออื่นๆ : สามปีบ่เหี่ยว (ขอนแก่น), กะล่อม ตะล่อม (ภาคเหนือ), ดอกสามเดือน สามเดือนดอกขาว กุนนี ดอกขาว กุนหยินขาว กุนหยี(ภาคใต้), โขยหยิกแป๊ะ (จีน) ลักษณะ : บานไม่รู้โรยดอกขาวเป็นพรรณไม้ดอก ต้นเล็ก สูงประมาณ 30-60 เซนติเมตร บริเวณข้อสีแดงพอง ออกเล็กน้อย ใบมีสีขาวนุ่ม ใบออกตรงข้ามกันฐานใบกว้างปลายใบเหลม ดอกออกเป็นกลุ่มรวมกันหนาแน่น ลักษณะกลมโต มีกลีบดอกเล็กๆ ช้อนกันเป็นชั้นๆ ตรงปลายแหลมคล้ายขนแข็งๆ ดอกจะอยู่นานหลายวันกว่า จะโรย มีหลายสี เช่น ชมพู่ แดง ขาว รสชาติ: รสจืด หวานนิดหน่อย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้ลมขึ้นศีรษะ ช่วยขับเสมหะ ดอกบุนนาค รูปภาพที่ 3.19 ดอกบุนนาค (ที่มา :https://www.disthai.com ) ต ารับยา 1. แก้หอบหืด ใช้ดอกแห้ง 10 ดอก ต้มน้ําผสมเหล้าเล็กน้อย ดื่มวันละ 3 ครั้งเหล้าเล็กน้อยดื่ม 2. แก้บิดมูก ใช้ดอกแห้ง 10 ดอก ต้มผสม 3. แก้เด็กตัวร้อน ตาเจ็บ ใช้ตอกสด 10-14 ดอก ต้มน้ําดื่ม หรือผสมฟ๎กเชื่อมแห้ง ต้มน้ําเดือด ชากลีบดอกบานไม่รู้โรยดอกขาว ใช้ดอกแห้ง 3-10 กรัม ต้มน้ําดื่มบ่อยๆ แทนชาบรรเทาอาการป๎สสาวะขัด


66 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mesua nagassarium (Burm. f.) Kosterm. ชื่อวงศ์ : Guttiferae ชื่อสามัญ : Iron wood, Mesua, Gangaw, Indian rose chestnut ชื่ออื่นๆ : นากบุด (ภาคใต้), สารภีดอย (ภาคเหนือ, เชียงใหม่), ปะนาดอ (ป๎ตตานี, มาเลเซีย), ถ๊ําก่อ (กะเหรี่ยง, แม่ฮ่องสอน), ถ้าก่อ (ไทยใหญ่, ฉาน) ลักษณะ : บุนนาคเป็นไม้ยืนต้น ลําต้นรูปสามเหลี่ยมโคนต้นกว้างปลายเหลม โตเท่ต้นมะพร้าวหรือใหญ่กว่าสูง ประมาณ 8-12 เมตร ใบเดี่ยวหนาทึบ รูปไข่ยาวเรียบแซบ ดอกเดี่ยวหรืออาจเป็นกระจุก ประมาณ 2-3 ดอก สีขาวนวลมีกลิ่นหอม รสชาติ: รสหอมเย็นขมเล็กน้อย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ดอกกลิ่นหอมใช้ปรุงเป็นยาบํารุงหัวใจ บํารุงเลือด รักษาลม และอาการร้อน อาการอ่อนเพลีย น้ําที่กลั่นจากดอกยังใช้แต่งกลิ่นสบู่ ซึ่งมักใช้ร่วมกับน้ํามันจันทร์ ดอกผกากรอง รูปภาพที่ 3.20 ดอกผกากรอง (ที่มา :https://www.disthai.com ) ต ารับยา นําตากแห้ง ต้มพร้อมน้ําแล้วดื่ม


67 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lantana camara L. ชื่อวงศ์ : VERBENACEAE ชื่อสามัญ : Cloth of gold, Hedge flower, Lantana, Weeping lantana, White sage ชื่ออื่นๆ : ขะจาย มะจาย ตาปู (แม่ฮ่องสอน), คําขี้ไก่ (เชียงใหม่), ดอกไม้จีน (ตราด), ไม้จีน (ชุมพร), ขี้กา (ปราจีนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์), สามสิบ (จันทบุรี), ยี่สุ่น (ตรัง), เบ็งละมาศ สาบแร้ง หญ้าสาบแร้ง (ภาคเหนือ), ก้ามกุ้ง เบญจมาสป่า หญ้าสาบแร้ง (ภาคกลาง) ลักษณะ : ผกากรองเป็นไม้พุ่มกึ่งเถา สูง 1-2 เมตรใบกลมรีขอบใบหยักออกตรงข้ามกัน หลังใบมีขนเล็กน้อย ผิวใบเป็นคลื่นขรุขระ ดอกมีกลิ่นฉุน ออกเป็นกระจุกคล้ายร่ม กลีบดอกย่อยสีชมพู แดง ม่วง เหลืองส้ม ขาว รสชาติ: ดอกรสชุ่ม จืด เย็น การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ใช้แก้อักเสบ ห้ามเลือด แก้วัณรด อาเจียนเป็นโรคเลือด แก้ปวดท้องอาเจียนแท้ผื่นคันที่เกิดจาก ความชื้น และรอยฟกช้ําที่เกิดจากการกระทบกระแทก ข้อควรระวัง ส่วนที่มีโทษห้ามกิน คือ ผลที่แก่แต่ยังไม่สุก เพราะมีสารพิษที่เรียกว่า แลนทาดีน เอ (Lantadene A) และ แลนทาดีน บี (Lantadene B) แต่ แลนทาดีน บี มีพิษน้อยกว่าแลนทาดีน เอ ซึ่งถ้ากินเข้าไปสารนี้จะ ออกฤทธิทําให้ มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้อทํางานไม่ประสานกัน ไม่มีแรง ไม่สามารถยืนได้ มึนงง อาเจียน รูม่านตาขยาย ตัวเขียว ท้องเดิน หมดสติ หายใจลึกแต่ระดับการหายใจจะช้าลงๆ และ ตาย ใน ที่สุด (ผกากรอง ดอกผกากรองดอกสวย แต่มีพิษ. 2562.) ต ารับยา 1. แก้วัณโรคบ่อด ไอเป็นเลือด ใช้ดอกแห้ง 6-10 กรัม ต้มน้ํากิน 2. แก้ปวดท้อง อาเจียนใช้ดอกสด 10-15กรัม ต้มน้ําใส่เกลือเล็กน้อยกิน หรือใช้ดอกแห้ง 6-15 กรัม ชงน้ํากิน 3. แก้เด็กซึมเซา ง่วงนอนเสมอๆ ใช้ดอกแห้ง 10 กรัม ร่วมกับดอกทานตะวันแห้ง 6 กรัม ต้มน้ํากิน 4. แก้ปวดฟกช้ําที่เกิดจากการกระทบกระทก ใช้ดอกสดตําพอกบริเวณที่เป็น สารให้สีแต่งอาหาร นําดอกผกากรองสีใดสีหนึ่งมาบดให้ละเอียดเดิมน้ําเล็กน้อย กรองเอาสีไปผสมแป้งทําขนมชนิดที่สีที่ ต้องการ


68 ดอกผักปลัง รูปภาพที่ 3.21 ดอกผักปลัง (ที่มา :https://th.wikipedia.org/wiki/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Basella alba ชื่อวงศ์ : Basellaceae ชื่อสามัญ : Ceylon spinach , Malabar nightshade, East indian spinach, ผักปลังขาว , ผักผลังแดง, ผักปลังใหญ่ ชื่ออื่นๆ : ผักปลังใหญ่ (กลาง) ผักป๎๋ง (เหนือ) โปเด้งฉ้าย (จีน) ลักษณะ : ผักปลังเป็นไม้เลื้อย เถาอวบน้ํา ใบเดี่ยวคล้ายรูปหัวใจออกสลับตามข้อต้น ดอกออกเป็นช่อตามง่าม ใบ สีชมพูหรือแดงอ่อน และสีขาว ออกช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว รสชาติ: ดอกรสหวานเอียน การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ดและป๎กชํากิ่ง สรรพคุณ ใช้แก้เกลื้อนหากคั้นน้ําจากดอกของผักปลังซึ่งมีเมือกมากมาทาช่องคลอด ดอกมีใยอาหาร ช่วย ระบายหล่อลื่นลําไส้ ขับป๎สสาวะ แก้หัวนมแตกเจ็บ ดับพิษ และพิษฝีดาษ ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน วิธีบริโภค ยอดอ่อนและดอกอ่อนมีมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว นิยมนํามาลวกจิ้มน้ําพริก แกงใส่แหนมหรือ กระดูกหมู ต ารับยา ใช้ภายนอกโดยนําตอกสดขยี้ให้แหลก แล้วนําไปทาบริเวณที่เป็น


69 ดอกพุทธรักษา รูปภาพที่ 3.22 ดอกพุทธรักษา (ที่มา :https://medthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Canna indica L. ชื่อวงศ์ : CANNACEAE ชื่อสามัญ : Australian arrowroot ชื่ออื่นๆ : หน้วยละ (กะเหรี่ยงเชียงใหม่), ก่อบลังเจ้ะ (ม้ง), ฝรังโห (เมี่ยน), สาคู ลักษณะ : พุทธรักษาเป็นไม้ล้มลุกอวบน้ํา ขึ้นรวมกันเป็นกอหรือต้นเดี่ยว สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบยาวรี ปลายใบแหลมขอบใบเรียบ ดอกออกเป็นช่อตรงส่วนยอดลําต้น มีหลายสี่ เช่น แดง เหลือง แดงอมเหลืองส้ม ออกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ ออกตลอดปี รสชาติ: รสเย็น การขยายพันธุ์: แยกหน่อ หรือเพาะเมล็ด สรรพคุณ ห้ามเลือด รักษาแผลหนอง ต ารับยา กลีบดอกนําบด สําหรับประคบแผล ช่วยในการห้ามเลือด ช่วยให้แผลแห้ง ป้องกันน้ําเหลืองไหล และ รักษาแผลให้หายเร็ว


70 ดอกพุดตาน รูปภาพที่ 3.23 ดอกพุดตาน (ที่มา :https://www.disthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus mutabilis Linn. ชื่อวงศ์ : MALVACEAE (วงค์เดียวกับ กระเจี๊ยบแดง) ชื่อสามัญ : Changeable Rose, Cotton rose,Confederate rose, Rose of Sharon, Dixie rosemallow. ชื่ออื่นๆ : ดอกสามผิว , ดอกสามสี (ภาคเหนือ) ,พุดตาน (ทั่วไป) ลักษณะ : พุดตานเป็นไม้พุ่ม สูงประมาณ 2-5 เมตร มีขนสั้นๆ คล้ายดาวทั่วทั้งต้น ใบออกสลับกันคล้ายมือมี5 แฉก ขอบใบหยักตื้น ดอกออกตามซอกใบ ดอกแรกแย้มเป็นสีขาว เมื่อบานเต็มที่จะเปลี่ยนเป็นสีชมพู และสี แดงก่อนร่วงโรยไป กลีบดอกใหญ่มี 5 กลีบ ออกดอกตลอดปี รสชาติ: รสสุขุม มีกลิ่นฉุน การขยายพันธุ์: ตอนกิ่ง และเพาะเมล็ด สรรพคุณ แก้ร้อน ทําให้เลือดเย็น แก้พิษ บวม แผลไฟหรือน้ําร้อนลวก แก้ไออาเจียนเป็นเลือด ตกขาว ต ารับยา 1. อาเจียนเป็นเลือด มีเลือดออกจากมดลูก ตาแดง แผลบวม ปอดเป็นแผลเรื้อรัง ใช้ดอกที่บานเต็มที่ ผึ่งให้แห้ง 10-30 กรัม ต้มน้ํากิน 2. แก้ตะมอย (เป็นตามปลายนิ้ว บวมไม่มีหัว แดงเจ็บเหมือนไฟจี้ วันที่ 4:5 มีทนองเป็นหัวเหลือง ถ้า ไม่บีบก็ไม่มีหนอง ให้ใช้ดอกสด 60 กรัม ผสมน้ําผึ้งเดือน 15 กรัม ตําพอกเปลี่ยนวันละ 2-3 ครั้ง 3. แผลจากการรักษาโดยใช้ความร้อนจี้แล้วไม่หาย ใช้ดอกแห้งบดเป็นผงทาที่แผล 4. แก้ประจําเดือนตกไม่หยุด ใช้ดอกแห้งร่วมกับผักบัวแห้งที่เอาเมล็ดออกแล้ว อย่างละเท่าๆ กัน บด เป็นผงกินครั้งละ 6 กรัม กับน้ําข้าว 5. ผลบวม ผึ้งต่อยอักเสบ และแผลอักเสบ ช่วยขับหนอง ใช้ดอกแห้งบดเป็นผงผสมยาขี้ผึ้ง 20 % ทายา 3-7 ครั้ง หนองจะถูกดูดออกหมด อาการบวมจะลดลง


71 ดอกมะเขือยาว รูปภาพที่ 3.24 ดอกมะเขือยาว (ที่มา : https://www.istockphoto.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์:Solanum melongena L. ชื่อวงศ์ : Solanaceae ชื่อสามัญ : Egg plant, Potato tree ชื่ออื่นๆ : มะเขือไข่ม้า, มะแขว้ง, มะแข้งคม, มะเขือป้าว (ภาคเหนือ), มะเขือฝรั่ง (กรุงเทพฯ), มะเขือขาว, มะเขือจานมะพร้าว, มะเขือกระโปกแพะ, มะเขือจาน (ภาคกลาง), สะกอวา, ยั่งมูไล่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), เกียจี้ (จีน) ลักษณะ : มะเขือยาวเป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 0.5-1 เมตร ลําตันสีเขียวหรือม่วง มีขนอยู่ทั่ว หรืออาจมีหนาม เล็กๆ ใบออกสลับกัน ดอกสีม่วงออกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว มีกลีบดอก 5 กลีบ รสชาติ: รสขมนิดหน่อย การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ดอก แก้ปวดฟ๎น ฟ๎นผุ หรือแก้ปวดแผลมีหนอง ต ารับยา ใช้ดอกสดหรือแห้ง ผาให้เป็นเถ้าแล้วบดเป็นผงละเอียด ทาบริเวณที่ปวด


72 ดอกมะเฟือง รูปภาพที่ 3.25 ดอกมะเฟือง (ที่มา : https://www.homelittlegirl.com/index.php?topic=4378 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa carambola Linn. ชื่อวงศ์ : Oxalidaceae ชื่อสามัญ : Carambola; Star Fruit ชื่ออื่นๆ : มะเฟืองส้ม (สกลนคร) มะเฟืองเปรี้ยว สะบือ เฟือง ลักษณะ : มะเฟืองเป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 8 เมตร ใบประกอบแบบขนนก ก้านและเส้นใบมีขนสั้นๆ ปกคลุม ดอกเล็กออกเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบและลําต้น กลีบเลี้ยงสีม่วงแดง กลีบดอกสีขาวถึงม่วงอ่อน ออกดอกเป็น ระยะตลอดปี รสชาติ: รสจืด การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ตอนกิ่ง สรรพคุณ ดอกใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ไข้หนาวๆ ร้อนๆและแก้พิษเฮโรอีน วิธีบริโภค ดอกสดใช้ทําสลัดหรือตองไว้รับประทาน ต ารับยา 1. ไข้จากกระพบลมร้อนหรือหนาวผิดปกติ ใช้ดอกสด 15 25 กรัม ใส่น้ําตุ๋นกินวันละ 2 ครั้ง 2. แก้พิษเฮโรอิน ใช้ดอกแห้ง 10 กรัม หรือดอกสต 20 กรัม ใส่น้ํา 1/2 -1 แก้ว ต้มน้ํากิน


73 ดอกมะยม รูปภาพที่ 3.26ดอกมะยม (ที่มา :https://prayod.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%A1 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Phyllanthus acidus (L.) Skeels ชื่อวงศ์ : EUPHORBIACEAE ชื่อสามัญ : Star gooseberry ชื่ออื่นๆ : หมักยม, หมากยม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อุดรธานี) ; ยม (ภาคใต้) ลักษณะ : มะยมเป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่ม ใบรวมมีใบย่อยออกเรียงกันเป็นคู่ๆ ลักษณะเป็นแผง ดอกสีเหลืองอม น้ําตาลเรื่อๆ ดอกขนาดเล็กออกเป็นช่อหรือกระจุกตามลําต้นหรือกิ่งก้าน รสชาติ: รสเปรี้ยวฝาด การขยายพันธุ์: เจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิดทั้งที่แดดจัดหรือรําไร แต่จะชอบดินร่วนซุยที่น้ําไม่ขัง มี ความชื้นพอเหมาะ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด สรรพคุณ ใช้ล้างและชําระฝ้านัยน์ตา แก้โรคในตาได้ดี วิธีบริโภค ชําระล้างและชําระฝ้านัยน์ตา โดยใช้ดอกสดนํามาต้มแล้วกรองเอาน้ํามาชําระล้าง


74 ดอกมะระขี้นก รูปภาพที่ 3.27 ดอกมะระขี้นก (ที่มา : https://www.flickr.com/photos/11712888@N04/39201674372 ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantia L. ชื่อวงศ์ : Cucurbitaceae. ชื่อสามัญ : Bitter Cucumber, Balsum Pear. ชื่ออื่นๆ : ผักไห่ มะไห่ มะนอย มะห่วย ผักไซ (เหนือ) สุพะซู สุพะเด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะร้อยรู (กลาง) ผักเหย (สงขลา) ผักไห (นครศรีธรรมราช) ระ (ใต้) ผักสะไล ผักไส่ (อีสาน) โกควยเกี๋ยะ โควกวย (จีน) มะระ เล็ก มะระขี้นก (ทั่วไป) ลักษณะ : มะระขี้นกเป็นไม้เถา ลําต้นมีขนขึ้นประปรายใบเป็นใบเดี่ยวมีรอยเว้าลึก 5-7 รอย ดอกสีเหลืองเป็น ดอกเดี่ยวออกตามง่ามใบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รสชาติ: รสขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ รักษาอาการบิด ต ารับยา บิดเฉียบพลัน ใช้ดอกสด 20 ดอก ตําคั้นเอาน้ําผสมน้ําผึ้งพอสมควรดื่ม


75 ดอกมะลิ รูปภาพที่ 3.28 ดอกมะลิ (ที่มา : https://www.disthai.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Jasminum sambac. , Jusminum adenophyllum. ชื่อวงศ์ : OLEACEAE. ชื่อสามัญ : Sambac ชื่ออื่นๆ : มะลิ, มะลิลา (ทั่วไป) มะลิซ้อน (ภาคกลาง) มะลิขี้ไก่ (เชียงใหม่) มะลิหลวง (แม่ฮ่องสอน) มะลิป้อม (มะลิป้อม) ข้าวแตก (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) เตียมูน (ละว้า-เชียงใหม่) ลักษณะ : รสชาติ: รสหอมเย็นขม การขยายพันธุ์: การป๎กชํา สรรพคุณ ดับพิษร้อน บํารุงหัวใจ บํารุงครรภ์ แก้ไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ํา แก้เจ็บตา ข้อควรระวัง – ดอกมะลิที่ป๎จจุบันมีการนํามาผสมแต่งกลิ่นใบชาเขียว ไม่ควรกินเป็นประจําติดต่อกันนานๆ อาจทํา ให้ความจําไม่ดี ลืมง่าย – รากมะลิ หากใช้มากไปอาจทําให้สลบได้ – ในการใช้ดอกมะลิในทางบําบัดไม่ควรใช้ในปริมาณที่มีความเข้มข้นมากเกินไป หรือ ใช้ติดต่อกันเป็น เวลานาน เพราะกลิ่นหอมแรงเกินไป อาจส่งผงให้อาการหน้ามืดวิงเวียน และคลื่นไส้ได้ – ดอกมะลิเป็นยารสหอมเย็น ไม่ควรใช้มากเกินไป เพราะอาจไปแสลงกับโรคลมจุกเสียดแน่นได้ – ในการใช้ทุกๆ ส่วนของมะลิเป็นสมุนไพรในการบําบัดรักษาโรคนั้น ควรระมัดระวังในการใช้โดยควรใช้ ในปริมาณที่พอดี ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากจนเกินไป หรือ ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไป


76 เพราะอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ สําหรับ เด็ก สตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยเรื้องรังรวมถึง ผู้ที่ต้อง รับประทานยาต่อเนื่องเป็นประจํา ก่อนจะใช้มะลิบําบัดรักษาโรคควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ ดอกมะพร้าว รูปภาพที่ 3.29 ดอกมะพร้าว (ที่มา : https://www.palangkaset.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cocos nucifera L. var. nucifera ชื่อวงศ์ : ARECACEAE (PALMAE) ชื่อสามัญ : Coconut ชื่ออื่นๆ : มะพร้าว หมากอูน หมากอุ๋น ดุง โพล ย่อ ลักษณะ : มะพร้าวเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 20-30 เมตร ใบรวม มีใบย่อยเรียงสลับแบบขนนก ดอกออกเป็น ช่อตามกาบ ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกตัวผู้อยู่ปลายและดอกตัวเมียอยู่บริเวณโคนช่อดอก รสชาติ: รสฝาดหวานหอม การขยายพันธุ์: เพาะผล ต ารับยา 1. แก้บิด ปวดท้อง ใช้ดอกสดหรือแห้ง 1.6 3 กรัม ต้มเอาน้ํากิน 2. แก้ปวดศีรษะ ใช้ดอกสดตําให้ละเอียดแล้วนําไปพอกชมับ 3. ทาผิหนอง แผลรื้อวัง ฟกช้ํา ทาให้น้ํานมหยุดไหล ใช้ดอกสดตําให้ละเอียดพอกหรือเช็ดบริเวณที่เป็น


77 สรรพคุณ แก้ท้องเดิน แก้โลหิต บํารุงโลหิต แก้ร้อนในกระหายน้ํา แก้ปากเปื่อย (สมุนไพรไทย สําหรับงาน สาธารณสุขมูลฐาน. 2551.) ดอกยี่เข่ง รูปภาพที่ 3.30 ดอกยี่เข่ง (ที่มา :https://www.bloggang.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Lagerstroemia indica L. ชื่อวงศ์ : LYTHRACEAE ชื่อสามัญ : Crape Flower, Common Crape Myrtle, Indian lilac, Chinese Crape Myrtle ชื่ออื่นๆ : คําฮ่อ (ภาคเหนือ) ลักษณะ : ยี่เข่งเป็นได้พุ่ม สูงประมาณ 7 เมตร ใบออกตรงข้ามกัน แต่ใบที่อยู่ใกล้ยอดจะออกสลับกัน ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกส่วนล่างเป็นเส้นกลมเล็กๆ ส่วนบนจะบานแผ่ออกเป็นกลีบกลมชอบหยิก กลีบสีม่วง หรือชมพูขาว มี 6 กลีบ เกสรกลางดอกปลายเป็นตุ้มสีเหลือง รสชาติ: การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ด การป๎กชํากิ่ง ต ารับยา ดอกสดอ่อนต้มน้ําดื่มแก้ท้องเสีย แก้เจ็บปากและคอ กินเป็นยา


78 สรรพคุณ รักษาแผล แก้ผดผื่น แก้กลากเกลื้อน ข้อควรระวัง สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทาน ดอกลั่นทมแดง รูปภาพที่ 3.31 ดอกลั่นทมแดง (ที่มา :https://www.samunpri.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ :Plumeria acuminata Aiton ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE ชื่อสามัญ : West Indian Red Jasmine ชื่ออื่นๆ : ลั่นทมแดง ลั่นทมเหลือง ลีลาวดี ต ารับยา 1. ฝีมีหนอง สิวมีทนอง มือเท้าเป็นแผลหรือมีหนองเรื้อรัง ใช้ดอกที่บานเต็มที่ตากให้แห้งในที่ร่ม บด เป็นผงผสมน้ําส้มสายชูทาบริเวณที่เป็น หรือต้มน้ํากินด้วยจะดีมาก 2. ตกเลือดหลังคลอด ใช้ดอกสด 30 กรัม ต้มน้ํากินทั้งกาก ชากลีบดอกยี่เข่ง นําดอกสด 15-30 กรัม หรือดอกแห้ง 3-10 กรัม ต้มน้ํากินแทนซาบรรเทาอาการหวัด


79 ลักษณะ : ลั่นทมแดงไม้ยืนต้น สูงประมาณ 2-7 เมตรลักษณะเหมือนต้นลั่นทมขาว ต่างกันที่สีของกลีบดอกคือ มีสีชาวปนชมพูถึงแดง ส่วนตรงกลางดอกมีสีเหลืองเช่นกัน รสชาติ: รสฝาด และขม การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด ป๎กกิ่ง ป๎กชํา สรรพคุณ ท้องผูก บํารุงปอด แก้พิษและแก้ไอ ใช้ดอกแห้งต้มหรือดอกรสชุ่ม สุขุม ไม่มีพิษ ใช้แก้บิด ร้อน ในชงรับประทาน ดอกล าไย รูปภาพที่ 3.32 ดอกลําไย (ที่มา :https://sweetb-honey.com/tri-flora-honey/ ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dimocarpus longan ชื่อวงศ์ : SAPINDACEAE ชื่อสามัญ : Longan ชื่ออื่นๆ : ลําไยเถา ลําไยเทียน ลําไยป่า วิธีบริโภค ควรใช้ดอกแก่ที่ร่วงจากต้นแล้ว โดยนําไปซุบแป้งทอด ก่อนทอดให้ตัดก้านดอกที่มีสีเขียวออกเพระ มีรสชม ดอกเมื่อทอดแล้วจะมีกลิ่นหอมและรสฝาดชมเล็กน้อย ชาดอกลั่นทมแดง ใช้ดอกแห้ง 5-12 กรัม ชงกินต่างน้ําชา หรือใช้ดอกแห้ง 12-24 กรัม ต้มน้ํากิน


80 ลักษณะ : ลําไยเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ใบเดี่ยวขนาดเล็ก สีเหลืองหรือสีน้ําตาลอ่อนออกเป็นช่อบริเวณ ส่วนยอดของต้น รสชาติ: รสขมจางๆ การขยายพันธุ์: การเพาะเมล็ด การตอนกิ่ง สรรพคุณ ดอกใช้สดหรือแห้ง รักษาโรคที่เกี่ยวกับหนองทั้งปวง ช่วยขับป๎สสาวะหรือแก้ป๎สสาวะขุ่นขาว ดอกลิ้นมังกร รูปภาพที่ 3.33 ดอกลิ้นมังกร (ที่มา :https://www.thaikasetsart.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Antirrhinum majus (An-tir-RYE-num MAJ-us) ชื่อวงศ์ : Scrophulariaceae ชื่อสามัญ : Snapdragon ชื่ออื่นๆ : ลิ้นแม่ยาย ต ารับยา 1. ใช้ดอกสดหรือแห้งต้มน้ํากินแก้อาการเกี่ยวกับหนอง 2. ใช้ดอกสด 30 กรัม ต้มผสมกับเนื้อหมูกิน 3-5 ครั้ง ช่วยขับป๎สสาวะ


81 ลักษณะ : ลิ้นมังกรเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 40 เซนติเมตร ลําต้นมีขนสั้นๆ ขึ้นปกคลุมบางๆ ใบ ออกสลับกันโดนเส้นใบมีขนเล็กน้อย ดอกแยกเป็นตัวผู้และตัวเมียสีม่วงแดง ออกจากง่ามใบติดเรียงกันเป็น แถวสั้นๆ คล้ายช่อดอก รสชาติ: รสสุขุม การขยายพันธุ์: ใช้เมล็ดหรือป๎กชํา สรรพคุณ แก้ไอเป็นเลือด กระอักเลือด ดอกหลิว รูปภาพที่ 3.34 ดอกหลิว (ที่มา :http://srdi.yru.ac.th ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cuphea hyssopifolia Kunth ชื่อวงศ์ : LYTHRACEAE ชื่อสามัญ : Weeping Willow. ชื่ออื่นๆ : ลิ้ว หยั่งลิ้ว (จีน) ต ารับยา ใช้ดอกสด 10-15 กรัม ต้มน้ํากิน หรือผสมกับเนื้อสัน(หมู) ต้มกินเป็นน้ําแกง


82 ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดกลางสูง 10-15 เมตร เปลือกสีน้ําตาล เรือนยอดโปร่ง กิ่งก้านสีเขียวหรือน้ําตาลอ่อน ห้อยลู่ลง ใบ เดี่ยวรูปใบหอกแคบ ๆ ปลายใบและโคนใบแหลม ขอบใบเป็นจักละเอียดเกลี้ยง ใต้ใบสีเขียวอ่อน ดอก ไม่มีกลีบดอก ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่แยกกันและแยกต้น รสชาติ: รสหวานมัน การขยายพันธุ์: ตอนกิ่ง สรรพคุณ ช่อดอกและยอดอ่อน ใช้แก้ปวด ลดไข้ ดอกหงอนไก่ รูปภาพที่ 3.35 ดอกหงอนไก่ (ที่มา :https://www.shutterstock.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Celosia argentea L. var. cristata (L.) Kuntze. ชื่อวงศ์ : AMARANTHACEAE. ชื่อสามัญ : Common cockscomb, Crested celosin. ชื่ออื่นๆ : หงอนไก่ดง หงอนไก่ดอกกลม หงอนไก่ฟ้า ด้ายสร้อย สร้อยไก่ หงอนไก่ฝรั่ง ต ารับยา นําช่อดอกและยอดอ่อนต้มเอาน้ํากิน


83 ลักษณะ : หงอนไก่เป็นไม้พุ่มอายุปีเดี่ยว สูงประมาณ 6080 เซนติเมตร ใบเรียวแหลมออกสลับกัน ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดหรือง่ามใบดอกหงอนไก่ไทย มีก้านช่อดอกกลมยาว 3-10เชนติเมตร ดอกย่อยอยู่ติดๆ กัน ส่วนปลายเป็นสีชมพูส่วนล่างลงมามีสีขาว ออกดอกในช่วงฤดูร้อนดอกหงอนไก่ฝรั่ง ลักษณะดอกบิดจีบม้วนไป มาอยู่ในช่อคล้ายหงอนไก่ มีหลายสี เช่น แดง ชมพู ชาวเหลือง บางครั้งก็ออกผสมสีในช่อเดียวกัน ออกดอก ในช่วงปลายฤดูฝน รสชาติ: ดอกรสชุ่ม เย็น การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ห้ามเลือด แก้อุจจาระเป็นเลือด บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ความดันเลือดสูง เลือดออก ผิวหนังเป็นผด ผื่นคันอักเสบร้อนแดง ข้อควรระวัง สตรีในระหว่างมีประจําเดือนไม่ควรรับประทาน ดอกรัก ต ารับยา ดอกเก็บเมื่อบานเต็มที่ ผลบางส่วนแก่แล้ว ตัดมาทั้งช่อตากแห้ง แยกเมล็ดออก ตากแห้งเก็บไว้ 1. ดอกหงอนไก่ไทยแห้ง 15-30 กรัม หรือดอกสด 30-60 กรัม ต้มน้ําหรือตุ๋นกับเนื้อสัตว์กิน ใช้ ภายนอกต้มเอาน้ําล้าง 2. ดอกหงอนไก่ฝรั่งแห้ง 6-12 กรัม ต้มน้ําหรือทําเป็นยาผงหรือเมล็ดกิน ใช้ภายนอกต้มเอาน้ําซะล้าง ดอกสีแดงใช้เป็นยาเกี่ยวกับเลือด


84 รูปภาพที่ 3.36 ดอกรัก (ที่มา :https://www.kasettambon.com ) ชื่อวิทยาศาสตร์ : Calotropis gigantea(Linn.) R.Br.ex Ait. ชื่อวงศ์ : ACSLEPIADACEAE ชื่อสามัญ : Crown Flower, Giant Indian Milkweed, Gigantic ชื่ออื่นๆ : รัก ดอกรัก (กลาง) ปอเถื่อน ป่าเถื่อน (เหนือ) ลักษณะ : ดอกรักเป็นไม้พุ่มชนาดกลาง สูงประมาณ 3 เมตรมีชนละเอียดและยางขาว ใบเดี่ยวหนาและใหญ่ ออกตรงข้าม ดอกสีขาวหรือม่วงหรือขาวอมม่วง ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและซอกใบ รสชาติ: ดอกมีรสเฝื่อน การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด และป๎กชํา สรรพคุณ ดอก ช่วยย่อย ทําให้เจริญอาหาร รักษาอาการไอ หืด และหวัด ดอกหมาก รูปภาพที่ 3.37 ดอกหมาก (ที่มา : https://medthai.com ) ต ารับยา รักษาอาการไอ หอบหืด และหวัด ช่วยให้เจริญอาหาร


85 ชื่อวิทยาศาสตร์ : Areca catechu L. ชื่อวงศ์ : PALMACEAE ชื่อสามัญ : Areca nut, Areca nut palm, Areca palm, Betel nut palm, Betel Nuts ชื่ออื่นๆ : หมากสง (ภาคใต้), แซ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), สีซะ (กะเหรี่ยง-ภาคเหนือ), มะ (ชอง-ตราด), เซียด (ชาวบน-นครราชสีมา), ปีแน (มลายู-ภาคใต้), ปิงน๊อ (จีนแต้จิ๋ว), ปิงหลาง (จีนกลาง) ลักษณะ : หมากเป็นไม้ยืนต้น สูง 10-18 เมตร ใบออกที่ส่วนบนเป็นกระจุก ใบประกอบขนนก ดอกออกเป็น ช่อจากโดนใบล่างสุด แยกเป็นดอกตัวผู้และตัวเมียดอกตัวผู้มีขนาดเล็กไม่มีก้านดอก อยู่บริเวณปลายก้านช่อ ดอก มีกลีบเลี้ยง 3 กลีบเล็กหนา กลีบดอก 3กลีบกลมรียาว ดอกตัวเมียอยู่ส่วนโคนก้านช่อดอกขนาดใหญ่กว่า ตัวผู้ รสชาติ: รสฝาด และมัน การขยายพันธุ์: เพาะเมล็ด สรรพคุณ ช่วยแก้กระหายน้ํา ดอกหมากผู้หมากเมีย ต ารับยา เก็บดอกที่ยังไม่ทันบาน ตากแท้งและเอาก้านออก ปริมาณที่ใช้ ดอกแห้ง 3-10 กรัม ต้มน้ํากิน หรือใช้ต้ม ร่วมกับเนื้อหมูเดี่ยวจนเปื่อยรับประทาน


Click to View FlipBook Version