The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานผลการนิเทศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Raewitthiya School, 2022-07-24 23:46:52

รายงานผลการนิเทศสพม.สร 1-2564

รายงานผลการนิเทศ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

เอกสารหมายเลขที่

รายงานการนเิ ทศบูรณาการโดยใช้พนื้ ท่เี ป็นฐานผา่ นกระบวนการชมุ ชน
แห่งการเรียนร้ทู างวชิ าชพี (Professional Learning Community : PLC)

และการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน ครงั้ ท่ี 1/2564

ประจำปีการศกึ ษา 2563

กลุ่มนิเทศ ตดิ ตามและประเมินผลการจัดการศกึ ษา

สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาสุรนิ ทร์
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ

คำนำ

การนิเทศ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา เป็นกระบวนการพฒั นาคุณภาพการศึกษาใหด้ ีข้นึ
โดยความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ยึดหลักการพื้นฐานในการกระตุ้นเตือน
การประสานงาน การให้คำปรึกษา ชี้แนะ ชี้นำ กระตุ้น เพื่อให้เกิดการพัฒนางานของครูและผู้บริหาร
การนเิ ทศ ติดตามการดำเนินงานของสถานศกึ ษา ตั้งอยบู่ นพ้ืนฐานของหลักการประชาธิปไตย ยอมรบั ในความ
แตกต่างระหว่างบุคคล สร้างความร่วมมือกันในการแก้ปัญหาด้านการบริหาร การเรียนการสอน การสร้าง
บรรยากาศ ที่ส่งเสริมและสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้บริหาร ครู มุ่งส่งเสริมการสร้างขวัญกำลังใจ เน้นการสร้าง
มนษุ ย์สมั พนั ธ์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสง่ เสรมิ ให้ผบู้ ริหาร ครูมีความเจรญิ ก้าวหน้าทางวิชาชีพ ปรับปรุงระบบการ
บริหาร การเรียนการสอนใหด้ ีข้นึ ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียนทไี่ ดร้ บั การพฒั นาให้เป็นคนที่มีความสมบูรณ์ทั้ง
ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
การพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาสำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษามธั ยมศึกษาสรุ นิ ทร์ เป็นบทบาทและหน้าท่ีท่ีสำคัญ
ของผู้นิเทศ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาจากการวิเคราะห์สภาพปัญหา โดยมีข้อมูลความสำเร็จ จุดแข็ง
จุดอ่อน จุดพัฒนา ของสถานศึกษาในสังกัด รวมทั้งข้อมูลการประเมินคุณภาพภายใน และการประเมิน
คุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยได้
แสวงหาแนวทางและรูปแบบในการช่วยเหลือ แก้ไข ส่งเสริม พัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ด้วย
กระบวนการ/วธิ ีการท่หี ลากหลาย ทงั้ กระบวนการสง่ เสริมการนเิ ทศภายในที่เป็นระบบ การนเิ ทศจากภายนอก
เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 ยังมีความรนุ แรงอยา่ งต่อเน่ือง จึงได้
ปรับเปลี่ยนรูปแบบการนิเทศ แบบออนไลน์ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
แผนการนเิ ทศ ติดตาม การดำเนนิ งานของสำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสรุ นิ ทร์ คร้ังที่ 1/2564 น้ี
จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในนิเทศ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษาในสังกัด เพื่อพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาตามกลยทุ ธก์ ารนเิ ทศภายในของสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาผ่านกระบวนการชุมชนแหง่ เรียนรู้ทาง
วิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) โดยใช้กระบวนการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson
study)

ขอขอบคุณคณะผจู้ ดั ทำทไ่ี ด้รว่ มมอื กนั จดั ทำแผนนเิ ทศติดตามการดำเนนิ งานของสถานศกึ ษาในสังกัด
เล่มนี้ และนำแนวทางการนิเทศสู่การปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลสำเร็จต่อการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตอ่ ไป

สำนักงานเขตพื้นท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาสรุ นิ ทร์
กนั ยายน 2564

สารบัญ

เรื่อง หน้า

คำนำ………………………………………………………………………………………………………………. ก

สารบญั ……………………………………………………………………………………………………………. ข

ส่วนที่ 1 บทนำ……………………………………………………………………………………………….… 1

ความเป็นมาและความสำคัญ………………………………………………………………………… 1

วิสยั ทัศน์.................................................................................................................. 2

ค่านิยมองคก์ ร………………………..…………………………………………………………………… 2

วฒั นธรรมองค์กร .................................................................................................. 2

พนั ธกิจ……………………………………………………………………………………………………….

เปา้ ประสงค์............................................................................................................. 2

กลยทุ ธ์การนิเทศ………………………………………………………………………………………… 3

ขอบขา่ ยการนิเทศ………………………………………………………………………………………. 4

ส่วนที่ 2 หลักการแนวคิดการนิเทศการศึกษา………………………………………………………. 7

หลกั การนเิ ทศการศึกษา……………………………………………………………………………… 7

รปู แบบการนิเทศ……………………………………………………………………………………….. 7

การนิเทศภายใน………………………………………………………………………………………… 9

กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน โดยการใช้กระบวนการเปิดชนั้ เรยี น

(Lesson study) 10

แผนภมู ิการนิเทศ สพม.สรุ ินทร์ ครั้งท่ี 1 การศึกษา 2564………………………………. 17

ส่วนที่ 3 การนเิ ทศ ติดตามการจัดการศึกษา 18

วัตถุประสงคข์ องการนิเทศติดตาม………………………………………………………………… 18

ขอบข่ายการนิเทศ………………………………………………………………………………………. 19

เปา้ หมายโรงเรียนท่ีรับการนเิ ทศ ตดิ ตามของสำนักงานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษา

มัธยมศึกษาสุรนิ ทร์………………………………………………….…………………………………. 19

การดำเนนิ การนเิ ทศ ติดตาม……………………………………..…………………………………. 25

ส่วนที่ 4 ปฎิทินและเครือ่ งมอื นเิ ทศ……………………………….……………………………………. 30

ระยะท่ี 1……………………………………………………………………………………………………. 30

ระยะที่ 2……..……………………………………………………………………………………..……… 32

แนวทางการนเิ ทศ ...................................................................................................

ภาคผนวก…………………………………………………………………………………………………………. 37

เคร่อื งมอื นิเทศ .............................................................................................................. 38

1

สว่ นที่ 1

บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญ

สำนักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาสุรินทร์ได้ดำเนินการนิเทศ ตดิ ตามการดำเนินงาน
ของสถานศึกษาในสังกัด ตามนโยบายและการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานเขตพ้ืนที่การศึกษาอย่างต่อ
เนือง โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมในการพัฒนารูปแบบและวิธีการ การใช้ทักษะและเทคนิคการนิเทศท่ี
หลากหลาย การใช้กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning
Community : PLC) ในการพัฒนาการเรียนการสอน โดยมุ่งหวังให้เกิดสัมฤทธิผลในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริม สนับสนุน ให้สถานศึกษาได้พัฒนา
ประสิทธิภาพในการทำงานอย่างเต็มความสามารถ ครูได้รับการพัฒนาเป็นครูมืออาชีพ จัดการเรียนรู้
เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนต้องได้รับการ
พัฒนาอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะชีวิตและการทำงาน ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะด้าน
สารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี ดังนั้น ครูจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงวธิ ีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยการฝึกลงมือทำ (Learning by Doing and Thinking) ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
และบรรลุตามมาตรฐานตัวชี้วัดของหลักสูตร จากการนิเทศ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา
อย่างต่อเนื่อง พบว่า กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนกับการพัฒนาคุณภาพด้านงานวิชาการด้วย
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) ส่งผลให้
ครูมีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยรอบด้านอย่างแท้จริง โรงเรียนมีกระบวนการนิเทศภายในท่ี
เข้มแข็งและเป็นระบบ ครูผู้สอนมคี วามกระตือรือร้น ขวนขวายทีจ่ ะหาความรู้ เทคนิคต่าง ๆ เพื่อนำมา
ปรบั ปรุงการเรยี นการสอนของตนอย่เู สมอ กระทรวงศึกษาธกิ ารไดป้ ระกาศให้สถานศึกษาในสังกัด

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เล่อื นการเปดิ ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 จากวันที่ 1 มถิ นุ ายน เป็น
วันที่ 14 มิถุนายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ยังมี
ความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จึงต้องเลื่อนการเปิดภาคเรียนเพื่อความปลอดภัยและระวังป้องกันนักเรียน
นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา ไม่ต้องเสี่ยงกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเพื่อให้มี
ระยะเวลารับการฉีดวัคซีนของครูและบุคลากรทางการศึกษา และรองรับการย้ายสถานศึกษาของ
นักเรียนในแต่ละช่วงชั้นการเลื่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 หากมีสถานศึกษาใดในพื้นที่ท่ี
ตงั้ อยใู่ นพืน้ ที่ควบคุมสูงสดุ หรอื พื้นทส่ี ีแดง และพืน้ ท่ีควบคุม หรอื พ้นื ท่ีสีส้ม ประสงค์จะดำเนินการเปิด
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา
แห่งนั้น ดำเนินการประเมินความพร้อมตามระบบ Thai Stop COVID Plus ของกระทรวงสาธารณสุข
ที่มี 44 ข้อ โดยต้องผ่านทุกข้อ และต้องเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะกรรมการโรคตดิ ต่อจังหวัด เพ่ือ
อนุญาตให้โรงเรียนหรือสถานศึกษาแห่งนั้นสามารถจัดการเรียนการสอนได้ก่อนวันที่ 14 มิถุนายน
2564 ส่วนโรงเรียนในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวดหรือพื้นที่สีแดงเข้ม 4 จังหวัด ได้แก่
กรุงเทพมหานคร, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ หากต้องการเปิดสอน
ก่อน สามารถจัดการเรียนได้ในรูปแบบการสอนออนไลน์ และออนแอร์เท่านั้น และปิดภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2564 พร้อมกันในวันที่ 11 ตลุ าคม 2564 โดยพน้ื ทค่ี วบคุมสูงสดุ และเข้มงวด หรือพ้ืนทสี่ ีแดง
เข้ม 4 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ ห้าม

2

ใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอน กิจกรรมที่มีการรวมคนจำนวนมาก ยังเปิดเรียนที่โรงเรียน
ไม่ได้ สำหรับพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือพื้นที่สีแดง มี 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี, จังหวัดชลบุรี,
จังหวัดฉะเชิงเทรา, จังหวัดตาก, จังหวัดนครปฐม, จังหวัดนครศรีธรรมราช, จังหวัดนราธิวาส, จังหวัด
ประจวบคีรีขันธ์, จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, จังหวัดเพชรบุรี,จังหวัดยะลา, จังหวัดระนอง, จังหวัด
ระยอง, จงั หวดั ราชบรุ ี, จงั หวดั สมทุ รสาคร, จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ใชอ้ าคารสถานที่
เปิดเรียนได้ โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ส่วนที่เหลือ 56 จังหวัดเป็น
พืน้ ทคี่ วบคุม หรือพ้นื ท่สี สี ้ม เปดิ เรยี นไดต้ ามมาตรการ ศบค. สถานศึกษาพิจารณารูปแบบการเรียนการ
สอน โดยยึดหลักความปลอดภัยสูงสุดของเด็ก ครู ผู้ปกครอง เป็นที่ตั้ง นักเรียนทุกคนต้องไม่พลาด
โอกาสในการเรียนรู้ ไม่บังคับว่าเด็กทุกคนในโรงเรียนเดียวกันต้องเรียน เหมือนกัน การตัดสินใจใช้
รูปแบบใดในการจัดการเรียนการสอน รวมถึงการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียน ต้องเป็นไปด้วยความ
สมัครใจ ขออนุญาตกับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดให้ถูกต้อง และปฏิบัติตาม ข้อกำหนดของ
กระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด การนิเทศ มีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาย่างยิ่ง
เพราะการนิเทศการศึกษาเป็นการรวม ความคิดทางสมองของผู้ให้การนิเทศ ผู้รับการนิเทศ และ
ผู้สนับสนุนการนิเทศเข้าด้วยกัน เพื่อผลสุดท้าย ที่แท้จริงคือการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและคุณภาพ
การศึกษาให้บรรลุจุดหมายของหลักสูตร และนักเรียน มีคุณภาพตามที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ แต่การ
ดำเนินงานใดๆ ก็ตามจำเป็นต้องมีขั้นตอนในการดำเนินงาน การนิเทศการศึกษาก็เป็นไปในทำนอง
เดียวกันก็ต้องการความมุ่งหวังให้การดำเนินการประสบผลสำเร็จลุล่วง ด้วยดีและมีประสิทธิภาพให้
สนองตอบกับสภาพปัจจุบันที่โรงเรียนมีความเหลื่อมล้ำและแตกต่างหลากหลาย ทั้งมาตรฐานและ
คุณภาพ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมุ่งหวังให้ เกิดการ
นิเทศด้วยวิธีการที่หลากหลาย เข้าถึงสถานศึกษาทุกกลุ่มเป้าหมาย เข้าถึงครูทุกพื้นที่อย่างเทา่ เทยี มกนั
เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมให้เกิดคุณภาพที่มีความเท่าเทียมกันทุกแห่ง ทั้งนี้เพื่อลดช่องว่างทางการ
เรียนรู้ และ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ของผู้เรียนบนฐานของระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ ให้เป็นไป
ตามนโยบายและ เจตนารมณ์ของหนว่ ยงานตน้ สงั กดั ตอ่ ไป

จากสภาพปัญหาข้างต้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ได้ปรับรูปแบบการ
นิเทศ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โดยพัฒนา
กระบวนการนิเทศออกเป็น สองรูปแบบทั้ง การนิเทศแบบออนไซต์ (on-site) และการนิเทศแบบ
ออนไลน์อ (online) โดยสนับสนุนการดำเนินงานการขับเคลื่อนโยบายสู่การปฏิบัติ 6 ด้าน สอดคล้อง
กับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการศึกษาของ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ 6 ด้าน
สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการ
มัธยมศึกษา กำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการนิเทศ โดยใช้รูปแบบ TPS MODLE และรูปแบบการ
บริหารจัดการสำหรับสถานศึกษา TPS MODEL FOR SCHOOL การมีส่วนรว่ ม การแลกเปล่ียนเรยี นรู้
ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) เพ่ือ
กำหนดวสิ ยั ทัศน์ พันธกจิ เป้าประสงค์ กลยุทธ์การนเิ ทศ ขอบขา่ ยการนิเทศ ตัวชว้ี ัด เป้าหมายการนเิ ทศ
รูปแบบการนิเทศ กระบวนการนิเทศ ที่เน้นการนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอนผ่าน
กระบวนการชุมชนแหง่ การเรียนรทู้ างวชิ าชีพ (Professional Learning Community : PLC) ดงั นี้

3

วตั ถุประสงค์การรายงาน
1. เพ่ือรายงานผลการนิเทศ ตดิ ตามการดำเนินงานของสถานศกึ ษา ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา

2564 ของสำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศึกษาสุรนิ ทร์ สอดคลอ้ งกับนโยบาย กลยุทธ์ จุดเนน้ ของ
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน

2. เพอื่ จัดทำขอ้ มลู สารสนเทศ สำหรบั การการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสำนกั งานเขต
พ้นื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาสรุ นิ ทร์

วสิ ยั ทศั น์

สำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศึกษาสรุ นิ ทร์เป็นองค์กรคณุ ภาพ สรา้ งทุนมนุษย์ด้วย
นวัตกรรม น้อมนำศาสตร์พระราชาสกู่ ารพฒั นาท่ียงั่ ยนื

คา่ นิยมองคก์ ร

รับผดิ ชอบ มีนำ้ ใจ ให้บรกิ าร ประสานงานอยา่ งกัลยาณมิตร

วฒั นธรรมองค์กร

“ร่วมคิด รว่ มทำ ร่วมรับผิดชอบ”

พันธกิจ

1. จัดการศกึ ษาเพ่ือเสริมสร้างความม่ันคงของสถาบันหลักของชาติและการปกครองในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข

2. ส่งเสริมศกั ยภาพผ้เู รยี นเพ่ือเพ่ิมขีดความสามารถในการแขง่ ขัน โดยพัฒนาคณุ ภาพผ้เู รยี นให้
มีความรู้ ทักษะวชิ าการ ทักษะชีวติ ทกั ษะอาชีพ คุณลักษณะในศตวรรษที่ 21

3. ส่งเสริม พฒั นาข้าราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา มสี มรรถนะตรงตามสายงาน และ
มีวัฒนธรรมการทำงานท่ีมุ่งเน้นผลสมั ฤทธ์ิอย่างมืออาชีพ

4. สร้างโอกาส ความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ให้ผู้เรียนทุกคนได้รับบริการทางการศึกษา
อย่างทวั่ ถึงและเท่าเทียม

5. สง่ เสรมิ การจัดการศึกษาเพ่อื พฒั นาคุณภาพชวี ติ ที่เปน็ มิตรกับสงิ่ แวดล้อม ยดึ หลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง และเป้าหมายการพัฒนาทีย่ ั่งยนื (Sustainable Development Goals : SDGs)

6. สง่ เสริมระบบบริหารจดั การแบบบรู ณาการ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมสี ่วนร่วมในการจัด
การศึกษา โดยใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ทิ ัล (Digital Technology) เพ่ือมุ่งสู่ Thailand 4.0

เป้าประสงค์ของการนิเทศ ติดตามการดำเนนิ งานของสถานศึกษา
1. ผ้เู รียนมคี วามรกั ในสถาบันหลกั ของชาติและยดึ มัน่ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมี

พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข มีทัศนคติที่ถกู ต้องต่อบา้ นเมือง มีหลักคดิ ที่ถกู ต้องและเปน็ พลเมืองดี
ของชาติ มีคุณธรรมจรยิ ธรรมมคี า่ นยิ มทีพ่ งึ ประสงค์ มจี ติ สาธารณะ รับผิดชอบต่อสงั คมและผู้อ่ืน
ซือ่ สตั ย์ สจุ ริต มธั ยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มวี ินัย รักษาศีลธรรม โดยนอ้ มนาพระบรมราโชบาย
รชั กาลที่ 10 สกู่ ารปฏบิ ัติ

4

2. ผู้เรยี นทมี่ คี วามสามารถพเิ ศษดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศลิ ปะ ดนตรี กีฬา ภาษาและ
อื่น ๆได้รบั การพัฒนาอยา่ งเต็มตามศักยภาพ

3. ผ้เู รียนเป็นบุคคลแห่งการเรียนรูค้ ิดรเิ รมิ่ และสรา้ งสรรค์นวตั กรรม มีความรู้ มีทกั ษะ มี
สมรรถนะตามหลกั สตู ร และคณุ ลักษณะของผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 มสี ขุ ภาวะท่ีเหมาะสมตามวยั มี
ความสามารถในการพึ่งพาตนเองตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเป็นพลเมืองพลโลกท่ี
ดี (Global Citizen) พรอ้ มกา้ วสูส่ ากล นำไปสกู่ ารสร้างความสามารถในการแขง่ ขนั ระดับประเทศ และ
นานาชาติ

4. ผเู้ รียนท่ีมคี วามตอ้ งการจำเปน็ พเิ ศษ (ผพู้ ิการ) กลุม่ ชาติพนั ธ์ุ กลุ่มผ้ดู อ้ ยโอกาสและกลุ่มที่อยู่
ในพืน้ ที่หา่ งไกลทุรกนั ดาร ได้รับการศกึ ษาอย่างทัว่ ถึง เทา่ เทยี ม และมีคณุ ภาพ

5. ครูและบคุ ลากรทางการศึกษา เป็นบคุ คลแห่งการเรียนรู้ มคี วามร้แู ละจรรยาบรรณตาม
มาตรฐานวชิ าชพี เป็นผู้สรา้ งสรรคน์ วัตกรรม ใชเ้ ทคโนโลยี และน้อมนำศาสตร์พระราชามาใชใ้ นการ
จัดการเรยี นรู้

6. ผู้บริหารสถานศกึ ษามภี าวะผูน้ ำทางวชิ าการ นำเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใชบ้ รหิ ารงาน ยึด
หลัก ธรรมาภบิ าลและนอ้ มนาศาสตรพ์ ระราชาส่กู ารปฏบิ ัติ

7. สถานศึกษาจดั การศึกษา เพือ่ การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอยา่ งยั่งยืน (Sustainable
Development Goals: SDGs) และสรา้ งเสริมคุณภาพชีวติ ทีเ่ ป็นมติ รกับสิ่งแวดลอ้ ม ตามหลักปรชั ญา
ของเศรษฐกิจพอเพยี ง

8. สำนักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาและสถานศกึ ษา มีการบริหารจดั การแบบบูรณาการเชงิ พนื้ ที่ มี
ระบบข้อมลู สารสนเทศท่ีมีประสทิ ธภิ าพ มีการกำกบั ตดิ ตาม ประเมินผลและรายงานผลอย่างเป็นระบบ
ใช้งานวจิ ยั เทคโนโลยีดิจทิ ัลและนวัตกรรมเป็นฐานโดยใชร้ ูปแบบ TPS Model ในการบริหารจดั การ
คุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาสุรนิ ทร์

กลยทุ ธ์การนเิ ทศ
สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษาสรุ ินทร์ได้กำหนดกลยทุ ธ์การนเิ ทศภายในของ

สถานศึกษาในสังกัด ครั้งที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ดงั น้ี
1. การนเิ ทศ ตดิ ตามการเตรียมความพร้อมก่อนเปดิ ภาคเรียน
2. การนเิ ทศบูรณาการโดยใช้พ้นื ทีเ่ ป็นฐานเพ่ือคุณภาพการศึกษาใหม้ ีความเหมาะสม ผา่ น
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชพี (Professional Learning Community :
PLC) ดังน้ี
2.1 พฒั นาหลักสูตรและกระบวนการเรยี นรู้
2.2 การอา่ นออกเขยี นได้ อ่านคลอ่ งเขียนคล่อง เพ่ือพฒั นาสู่การอา่ นคิดวิเคราะห์
2.3 การจดั การเรียนรู้เชงิ รุก (Active learning)
2.4 การพฒั นาคุณภาพการศึกษาด้วยเทคโนโลยี การศึกษาทางไกล (DLTV /DLIT)
2.5 การยกระดบั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
2.6 การประกันคุณภาพการศึกษา
2.7 การจดั การศึกษาของโรงเรียนในโครงการพิเศษ

5

2.8 การส่งเสรมิ กิจกรรมการเรยี นการสอนภาษาอังกฤษ สะเต็มศกึ ษา DLIT การ
พัฒนาสมรรถนะทสี่ ำคัญของผู้เรยี นส่มู าตรฐานสากล การปลูกฝงั คณุ ธรรม จรยิ ธรรม ตามค่านยิ มหลัก
ของคนไทย 12 ประการ หา่ งไกลยาเสพติด การสร้างจิตสำนกึ ในการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดลอ้ ม การประยุกต์ใช้ตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี งในการดำเนนิ ชวี ิต

2.9 การจดั การศึกษาการบรรลุเปา้ หมายการพฒั นาอยา่ งยั่งยนื (SDGs) เพอื่ สร้าง
เสรมิ คณุ ภาพชีวิตทเ่ี ป็นมติ รกับส่งิ แวดล้อมตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2.10 การพัฒนาคุณภาพจดั การเรียนการสอนเรยี นรวม
3. การนเิ ทศภายในโรงเรียน โดยการพฒั นาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้
สามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ โดยใช้กระบวนการชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชพี
((Professional Learning Community : PLC) ผ่านการพฒั นาบทเรยี นร่วมกนั (Lesson study)
4. พัฒนาระบบการทดสอบ การประเมิน การประกันคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา
ทกุ ระดับตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน
5. พฒั นาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาให้มคี วามรู้เร่อื งการวจิ ัยและการนำไปประยุกต์ใช้
กบั การเรียนการสอน
6. การจดั การเรียนรภู้ าษาอังกฤษและภาษาพืน้ ถ่ิน (ภาษาแม)่ เน้นเพื่อการสื่อสาร
7. การจัดการเรียนรเู้ พอื่ พัฒนากระบวนการคดิ เน้นวิทยาการคำนวณ
8. การจดั การเรยี นร้เู พ่ือฝึกทกั ษะการคิดแบบมเี หตผุ ล และเปน็ ขัน้ ตอน (Coding)
9. การส่งเสรมิ การเรยี นรู้เพ่ือยกระดับการประเมนิ สมรรถนะ นกั เรยี นมาตรฐานสากล
(Programmer for International Student Assessment : PISA)
10. การจัดการเรียนรูส้ ่งเสรมิ วินัยนกั เรยี น
11. การสง่ เสรมิ การเรียนรู้ดา้ นสิ่งแวดลอ้ มในโรงเรียน
12. การนิเทศตามนโยบายและจดุ เน้น ของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน
และกระทรวงศึกษาธิการ

การบริหารและการจัดการศึกษาดว้ ยทีม (SMART TEAMS) ประกอบด้วย
1. คุณลกั ษณะของผู้บรหิ าร สพม.สรุ ินทร์ (SMART DIRECTORS) : “CHANGS”
C = Change (ผูน้ ำการเปลีย่ นแปลง) H = Human Ability (ผ้มู ีศักยภาพ)
A = Achievement (เนน้ ผลสมั ฤทธิ์) N = Nice (ด)ี
G = Good Governance (มีหลักธรรมมาภิบาล) S = Service mind (มีจิตบรกิ าร)
2. คณุ ลักษณะของครู สพม.สุรนิ ทร์ (SMART TEACHERS) : “KRUDEE”
K = Knowledge (มคี วามรู)้ R = Responsibility (มคี วามรบั ผิดชอบ)
U = Use Innovation (ใชส้ ารสนเทศ สอื่ นวตั กรรมและเทคโนโลย)ี
D = Development (มีการพัฒนา) E1 = Evaluation (การวดั ผล ประเมนิ ผล)
E2 = Ethics (คุณธรรม จรยิ ธรรม)
3. คุณลักษณะของบุคลากร สพม.สุรินทร์ (SMART EDUCATIONAL PERSONNEL) :

“PRASAN”

6

P = Personality (บคุ ลิกภาพ) R = Responsibility (ความรบั ผดิ ชอบ) A = Attitude
(เจตคติ)

S = Service mind (บรกิ ารเป็นเลิศ) A = ACHIEVEMENT (มุ่งผลสมั ฤทธ์ิ)
N = Network Building and Participatory (สร้างเครอื ข่ายและการมีสว่ นรว่ ม)
4. คณุ ลักษณะของนักเรยี น สพม.สรุ ินทร์ (SMART STUDENTS) : “DEKSAREN”
D = Democracy(มคี วามเปน็ ประชาธิปไตย) E = Ethics มคี ณุ ธรรม จริยธรรม
K = Knowledge (มีความรู้ ใฝ่เรียนรู้มีทักษะจำเป็นในศตวรรษท่ี 21)
S = Sufficiency หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง A = Achievement การมงุ่
ผลสัมฤทธิ์
R = Responsibility มีความรับผดิ ชอบ E = Enjoy (มีความสุข) N = Network(สร้าง
เครอื ข่าย)

การบรหิ ารจดั การคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาสรุ ินทร์
โดยใชร้ ปู แบบ TPS Model

7

การบรหิ ารจดั การคุณภาพการศึกษา สำหรบั การบรหิ ารระดับสถานศกึ ษา
TPS Model for Schools

กลยทุ ธ์การนเิ ทศการศึกษา
สำนกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ ไดก้ ำหนดกลยทุ ธก์ ารนิเทศภายในของ

สถานศกึ ษาในสังกัด ครง้ั ที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ตามแผนการนิเทศบูรณาการโดยใช้พน้ื ทีเ่ ป็นฐานเพื่อ
คณุ ภาพการศึกษาให้มคี วามเหมาะสมผ่านกระบวนการชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี (Professional
Learning Community : PLC) ดังน้ี

งานนโยบายและจุดเนน้ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน และ
กระทรวงศึกษาธกิ าร

1. การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาสรุ ินทร์ โดยใช้รูปแบบ
TPS MODEL
2. รปู แบบการบริหารจัดการสำหรับสถานศกึ ษา TPS MODEL FOR SCHOOL
3. นวตั กรรมและวิธกี ารปฏิบัตทิ ่ีเปน็ เลิศ
4. การนเิ ทศสังเกตการสอนภายในโรงเรยี น โดยการพัฒนาครูและบคุ ลากรทางการศึกษาทั้ง

8

ระบบให้สามารถจัดการเรยี นรไู้ ดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ โดยใช้กระบวนการชมุ ชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง
วิชาชีพ ((Professional Learning Community : PLC) ผ่านการพัฒนาบทเรียนรว่ มกนั (Lesson
study)

5. พัฒนาระบบการทดสอบ การประเมนิ การประกนั คณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษา
ทุกระดับตามหลกั สตู รการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน

6. พัฒนาครแู ละบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรเู้ รื่องการวจิ ัยและการนำไปประยุกตใ์ ช้กับ
การเรียนการสอน

7. การจดั การเรยี นรภู้ าษาอังกฤษและภาษาพ้นื ถิน่ (ภาษาแม่) เน้นเพ่ือการส่ือสาร
8. การจดั การเรียนรู้เพอื่ ฝึกทกั ษะการคดิ แบบมเี หตผุ ลและเป็นข้ันตอน (Coding)
9. การส่งเสรมิ การเรยี นรู้เพ่ือยกระดับการประเมนิ สมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล

(Programmer for International Student Assessment : PISA)

ขอบขา่ ยการนิเทศ
สำนกั งานเขตพนื้ ที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษาสุรินทร์ กำหนดขอบข่ายการนเิ ทศ ติดตามการ

ดำเนนิ งานของสถานศึกษาในสงั กดั ดงั นี้
ระยะท่ี 1 การนเิ ทศ ตดิ ตามการเตรยี มความพร้อมก่อนเปิดภาคเรยี น ภาคเรียนท่ี 1

ปีการศกึ ษา 2564 ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2564 ถึงวนั ท่ี 27 พฤษภาคม 2564
ระยะที่ 2 การนิเทศบรู ณาการโดยใช้พ้นื ท่ีเปน็ ฐานผ่านกระบวนการชมุ ชนแหง่ เรยี นร้ทู าง

วิชาชีพ (Professional Learning Community : PLC) และการพฒั นาบทเรียนรว่ มกนั (Lesson
study ) ภาคเรยี นที่ 1/2564 จำนวน 45 โรงเรียน ดงั นี้

1) การนิเทศการจัดการเรยี นการสอนแบบออนไลน์(Online) สำหรบั โรงเรียนทม่ี ีความพรอ้ ม
ระหวา่ งวันท่ี 21 - 29 มิถุนายน 2564

2) การนิเทศการจัดการเรียนการสอนแบบออนไซด์ (On-site) และ แบบออนไลน(์ Online)
ตัง้ แตเ่ ดือนกรกฎาคม 2564 เปน็ ต้นไป

9

กรอบแนวคดิ การนิเทศ
โดยใช้กระบวนการชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชีพ(Professional Learning

Community : PLC) ผ่านการพัฒนาบทเรียนรว่ มกนั (Lesson study)

10

แผนการนเิ ทศบูรณาการ
โดยใชพ้ นื้ ท่ีเปน็ ฐานผ่านกระบวนการชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชพี

(Professional Learning Community : PLC)

วเิ คราะหข์ ้อมลู ผลการดำเนินงานนิเทศ ติดตาม 3 ระดับ
(ระดบั โรงเรียน ระดับสหวทิ ยาเขต ระดบั เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา)

จัดทำแผนนิเทศ ตดิ ตามการดำเนนิ ของสถานศึกษา

เสนอแผนนิเทศต่อที่ประชุม (ประธาน
สหวิทยาเขต/ ก.ต.ป.น.)

จัดประชมุ ช้แี จงผู้บรหิ ารโรงเรยี น ในสงั กดั

ประชุมชี้แจงรองวชิ าการและครูผ้นู เิ ทศภายในโรงเรียนในสังกดั

ดำเนนิ การนเิ ทศภายในโดยใชก้ ระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรูท้ างวิชาชีพผ่านการพัฒนาบทเรยี น
รว่ มกัน

สรปุ ผลการดำเนินงานและวิเคราะห์จุดเด่น /จุดพฒั นา

นเิ ทศสง่ เสริม นิเทศแนะนำจดุ พฒั นา

สรปุ ผลและจัดทำรายงาน
ยกย่องเชดิ ชู พฒั นาตอ่ ยอด สร้างเครอื ข่ายชุมชน และขยายผล

11

ส่วนที่ 2
หลักการแนวคิดการนเิ ทศการศกึ ษา

การนิเทศการศึกษา

1. ความหมายของการนิเทศการศึกษา
การนิเทศ (Supervision) คือ การช่วยเหลือแนะนำปรับปรุง บริการการให้ความร่วมมือ

และการประสานงานให้ผูท้ ี่ปฏิบตั ิงานของแตล่ ะหนว่ ยงานทำงานได้ดีขึ้น การนิเทศสามารถนำไปใช้กับ
งานที่ ต้องอาศัยผู้ดูแลตรวจตราให้คำแนะนำ คอยช่วยเหลือ บริการและบริหารงานเพื่อให้งานสำเร็จ
ลุล่วงไปตามวตั ถุประสงคท์ ี่วางไวซ้ ึง่ ไดม้ ี ผใู้ ห้ความหมายของคำว่าการนิเทศการศึกษาไวแ้ ตกต่างกนั ดังน้ี

แฮร์ริส (Harris อ้างใน นพพร ละออเอี่ยม, 2550 :10) ได้กล่าวถึงความหมายของการนิเทศ
การศกึ ษาว่าหมายถึง สิ่งท่ีบุคลากรในโรงเรียนกระทำต่อบุคคลหรือส่ิงหนึ่งสง่ิ ใดโดยมวี ัตถุประสงค์ เพ่ือ
จะคงไว้หรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงการดำเนินการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์และส่งผล
สะท้อนไปถึงการพฒั นานักเรียนด้วย

ส่วนสเปียรส์ (Spears อ้างใน อัญชลี ธรรมะวิธีกลุ , 2555) ได้ให้คำจำกัดความของคำว่าการ
นิเทศไว้ว่า การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการที่จะทำให้เกิดการปรับปรุงกระบวนการเรยี นการสอน
ของครู โดยการทำงานรว่ มกับบคุ คลทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั การนเี้ ป็นกระบวนการกระตุ้นความเจรญิ กา้ วหนา้ ของ
ครู และมุ่งหวังที่จะช่วยเหลือครู เพื่อให้ครูได้ช่วยตนเองได้สอดคล้องกับ ไวลส์ และโลเวลล์ (Wiles &
Lovell อ้างใน อัญชลี ธรรมะวธิ กี ลุ , 2555) กล่าววา่ การนิเทศการศึกษา คอื การแนะนำซึ่งกันและกัน
วางแผนรว่ มกนั ปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางปรบั ปรุงการเรยี นการสอนใหด้ ีขึน้

สำหรับนักการศึกษาและนักวิชาการไทย ได้ให้ความหมายของการนิเทศการศึกษาไว้อย่าง
หลากหลายโดย นิพนธ์ ไทยพานิช (2531 : 17) ได้ให้ความหมายของการนิเทศการศกึ ษาไวว้ ่าเป็นความ
พยายามของบุคลากรทางการศึกษาที่จัดทำกิจกรรมและให้บริการกับผู้บริหารและครูในทางตรงและ
ทางอ้อม ที่จะปรับปรุงการเรยี นการสอนของครู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเรียนของ
นักเรียนเชน่ เดียวกับ อัญชลี โพธิ์ทอง (2544 : 65) กล่าวถึงความหมายของการนิเทศการศึกษาว่า เป็น
กระบวนการในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้นิเทศกับผู้รับการนิเทศ โดยการนิเทศการศึกษาเป็นการ
พัฒนาคณุ ภาพของนกั เรยี นโดยผา่ นตวั กลางคือครู และบุคลากรอื่นๆ ท่ีเกยี่ วขอ้ งทางการศกึ ษา

สว่ น บญุ ศรี ใสลาเพาะ (2551 : 25) กลา่ วว่า การนิเทศการศึกษา คอื กระบวนการหรอื
กิจกรรมในการปฏิบตั ิงานรว่ มกนั ระหว่างผนู้ ิเทศและผรู้ ับการนิเทศ เพ่ือพัฒนาการจดั การเรียนการสอน
ท่เี น้นผ้เู รียนเปน็ สำคัญใหม้ คี ุณภาพและประสทิ ธภิ าพ

ในขณะที่ อรรถพล ปิ่นมัน (2550 : 29) สรุปว่า การนิเทศการศึกษาเป็นการหาวิธีการ
ช่วยเหลอื ครู และครู รจู้ ักการช่วยเหลอื ตนเอง มคี วามเชื่อมนั ในตนเองมากข้ึนและสามารถวเิ คราะห์
ปัญหาต่างๆ ได้โดยผบู้ รหิ ารและคณะครู ในสถานศกึ ษาตอ้ งร่วมมือกนั ทำงานเป็นทมี

นอกจากนี้ สงดั อทุ รานนั ท์ (อ้างใน รชั นี ลาภรัตนทอง, 2553 : 6) ได้ให้ความหมายของ
การนเิ ทศการศึกษาวา่ เปน็ กระบวนการทำงานรว่ มกนั ระหว่างครู และบคุ ลากรทางการศกึ ษา เพอ่ื ให้
ไดม้ าซึ่งผลสัมฤทธิ์สงู สดุ ในการเรียนของนักเรียน

12

จากความหมายของการนิ เทศการศึกษาดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า การนิเทศการศึกษา
หมายถึง กระบวนการพฒั นาครู เพ่อื ใหค้ รูปรบั ปรงุ และพฒั นาการจัดกระบวนการเรยี นรู้ เพื่อให้การจัด
การศึกษาบรรลุ จุดมุ่งหมายท่ีวางไว้การนิเทศการศึกษาจึงเป็นกระบวนการในการแนะนำช่วยเหลือครู
ให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งการนิเทศนั้นอยู่บนหลักการของ
ประชาธิปไตย ได้แก่ การเคารพซ่งึ กนั ระหวา่ งผูน้ ิเทศและผรู้ บั การนเิ ทศ

2. ความสำคญั และความจำเปน็ ของการนเิ ทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษาเป็นศาสตรท์ างการบริหารท่ีมคี วามสำคญั ในการพฒั นาครู ใหม้ คี วามรู้

ความสามารถ และมีเจตคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุดมีนักวิชาการท่ี
กล่าวถงึ ความสำคัญของการนิเทศการศึกษาไว้ดงนี้ั

ชาญชยั อาจณิ สมาจาร (ม.ป.ป. : 5-6) กลา่ วถงึ ความสำคญั ของการนเิ ทศการศกึ ษา ดังนี้
1 การนิเทศการศกึ ษามคี วามจำเปน็ ในการให้บริการทางวิชาการการศกึ ษาเป็นกิจกรรม

ท่ซี บั ซ้อนและยงุ่ ยาก เพราะเกี่ยวขอ้ งกบั บคุ คลการนิเทศการศึกษาเปน็ การใหบ้ ริการแก่ครู
จำนวนมากท่มี คี วามสามารถตา่ ง ๆ กัน อีกประการหนึ่งการศกึ ษาไดข้ ยายตวั ไปอย่างมากเมือ่ ไม่นานมาน้ี
สงิ่ เหล่านีก้ ็ตองอาศยั ความช่วยเหลือทง้ั นน้ั

2) การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นตอ่ ความเจริญงอกงามของครู แม้ว่าครู จะได้รบั
การฝกึ ฝนมาแล้วเปน็ อย่างดี ตามแต่ครจู ะต้องปรับปรงุ การฝึกฝนอยู่เสมอในขณะทำงานในสถานการณ์
จริง

3) การนิเทศการศกึ ษามีความจำเป็นตอ่ การช่วยเหลอื ครูในการตระเตรียมการสอน
เน่อื งจากครูตอ้ งปฏบิ ัตงิ านในกิจกรรมต่าง ๆ กัน และจะต้องเผชิญกับภาวะท่ีคอ่ นข้างหนักครูจึงไม่อาจ
สละเวลาได้มากเพียงพอต่อการตระเตรียมการสอนการนิเทศการศึกษาจึงสามารถลดภาระของครไู ด้ใน
กรณี ดังกลา่ ว

4) การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อการทำใหค้ รูเป็นบุคคลที่ทนั สมัยอยู่เสมอจาก
การเปลี่ยนแปลงทางสงั คมที่มีอยู่เสมอทำให้เกิดพัฒนาการทางการศึกษาทั้งทางทฤษฎี และทางปฏิบัติ
ข้อแนะนำทีไ่ ด้จากการวิเคราะห์ จากการอภิปราย และจากข้อค้นพบของการวจิ ัยมีความจำเป็นต่อความ
เจรญิ เติบโตดังกลา่ ว การนิเทศการศึกษาสามารถใหบ้ รกิ ารได้

5) การนิเทศการศึกษามีความจำเป็นต่อภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตยการนิเทศ
การศึกษาสามารถใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังสามารถรวมพลังของทุกคนที่ร่วมอยู่ใน
กระบวนการทางการศกึ ษาด้วย

ส่วนสทุ ธนู ศรไี สย์ (2545 : 7-8) ได้กลา่ วถงึ ความสำคัญของการนเิ ทศการศึกษาไวว้ ่าการ
นเิ ทศการศกึ ษาสามารถเปน็ ประโยชนต์ อ่ ครู ได้ดงนั้ี

1) การนิเทศช่วยให้ครู มคี วามเช่ือมั่นในตนเอง ถ้าครูยังมคี วามสนใจเกยี่ วกับเรื่องต่าง
ๆ ในห้องเรียนครูก็จะเป็นบคุ คลที่ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบและจะมีความเข้มแข็งในการปฏิบัติงานทุก
ดา้ น

2) การนิเทศสนับสนุนให้ครูสามารถประเมินผลการทำงานได้ด้วยตนเองครูสามารถ
มองเหน็ ด้วยตนเองวา่ ประสบผลสำเร็จในการสอนได้มากนอ้ ยเพยี งใด

3) การนิเทศช่วยให้ครูได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันครูผู้สอนแต่ละคน
สามารถสังเกตการทำงานหรอื การสอนของครูคนอน่ื ๆ เพือ่ ปรบั ปรงุ การสอนของตนนอกจากนี้จะมีการ

13

แลกเปล่ยี นวัสดุอปุ กรณ์การสอนและรับเอาวิธกี ารใหม่ๆ จากครคู นอื่นไปทดลองใช้ รวมทั้งเรยี นรู้วิธีการ
ชว่ ยเหลือใหก้ ารสนบั สนนุ แกค่ รคู นอนื่ ๆ ด้วย

4) การนเิ ทศช่วยกระตนุ้ ครูให้มีการวางแผนจัดทำจุดมงุ่ หมายและแนวปฏิบัติไปพร้อม
ๆ กันครูแต่ละคนสามารถให้ความช่วยเหลือเพือ่ นครู ด้วยกันเพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาการสอนอยา่ ง
กว้าง ๆ ภายในโรงเรียนการวางแผนฝกึ หรอื ใหบ้ ริการเสริมวิชาการ การพัฒนาหลักสตู รและการกระตุ้น
ให้ครูผู้สอนทำงานวิจัยเกี่ยวกับชั้นเรียนรวมทั้งการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานของครูกับกลุ่มและ
ชี้ให้เห็นความสามารถในการควบคุมและจัดการความน่าเชื่อถอื และความเป็นวชิ าการของครู คนนั้นได้
เป็นอยา่ งดี

5) การนิเทศจะเป็นกระบวนการที่ท้าทายความสามารถของครูให้มีความคิดเชิง
นามธรรมสูงขึ้นในขณะปฏิบัติงานครูผู้สอนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับ ซึ่งเป็นผลมาจากผลการประเมิน
ข้อมูลเหล่านี้ จะสะท้อนให้เห็นข้อดีและขอ้ เสียของการปฏิบัตงิ านรวมทั้งแนวคิดหลายแนวทางที่จะใช้
เปลี่ยนแปลงการปฏิบตั ิให้มีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น ซึ่งวธิ ีการดังกลา่ วจะเป็นวิธีการหนึ่งทีท่ ้าทายและ
ช่วยพฒั นาแนวคิดเชิงนามธรรมของครู ใหส้ ูงขึน้ ด้วย

สอดคล้องกับ วิจิตร วรุตบางกูร (อ้างใน สถาพร เถรวงแก้ว, 2550 : 22) ซึ่งได้กล่าวถึง
ความสำคญั และความจำเปน็ ของการนเิ ทศการศึกษาดังน้ี

1) สภาพสงั คมเปล่ยี นแปลงไปทุกขณะการศึกษาจำเป็นต้องเปลยี่ นแปลงให้สอดคล้อง
กับการเปลี่ยนแปลงของสงั คมดว้ ย ซง่ึ การนิเทศการศกึ ษาจะช่วยใหเ้ กิดการเปลยี่ นแปลงข้ึนในองค์การที่
เกีย่ วข้องกับการศึกษา

2) ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งแม้แต่แนวคิดเกี่ยวกับการเรียน
การสอนก็เกดิ ข้ึนใหมต่ ลอดเวลาการนเิ ทศการศกึ ษาจงึ ช่วยทำใหค้ รูมีความร้ทู ันสมยั อยู่เสมอ

3) การแก้ปญั หาและอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้การเรียนการสอนพฒั นาขึ้นจำเป็นต้องได้รับ
การชีแ้ นะหรอื การนเิ ทศการศึกษาจากผู้ชำนาญการโดยเฉพาะ จงึ จะทำให้แก้ปญั หาได้สำเร็จลุล่วงกล่าว
โดยสรุป การนิเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเนื่องจากกระบวนการนิ เทศเป็น
กระบวนการที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ ความ
ชำนาญ เพิ่มพูนศักยภาพในการปฏิบัติงานในด้านการจัดการเรียนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนให้
สอดคล้องบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปการดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลโดยตรงต่อการพฒั นา
คณุ ภาพของผู้เรียน

3. จุดมุ่งหมายของการนเิ ทศการศกึ ษา
นกั วชิ าการกลา่ วถึงจดุ มุง่ หมายของการนิเทศการศกึ ษาไวด้ งนัี้
เซอร์ จีโอแวนนี และสตาร์ แรทท์ (Sergiovanni and Starratt, 2007 อ้างใน เก็จกนก

เออื้ วงศ์, 2556 : 8) ไดก้ ล่าวถงึ จุดมุ่งหมายของการนิเทศการศกึ ษาว่าเป็นการช่วยเหลือสถานศึกษาโดย
เพิ่มโอกาสและความสามารถของสถานศึกษา เพื่อให้มีการดำเนินการที่มีประสิทธิ ภาพมากขึ้นในการ
ส่งเสริมความสำเร็จทางวิชาการของนักเรียนบีช และไรน์ ฮาร์ทซ (Beach and Reinhartz, 2000 อ้าง
ใน เกจ็ กนก เอ้อื วงศ์, 2556 : 8) กล่าวถึงจดุ มุ่งหมายของการนิเทศการศึกษาว่า เป็นการดำเนินการเพื่อ
สนับสนุนส่งเสริมครูให้มีเป้าหมายเพื่อการพฒั นาและความงอกงามในวิชาชีพในระยะยาว ซึ่งจะส่งผล
สูงสุดต่อคุณภาพ การเรียนการสอน ความงอกงามและการพฒั นาดงั กลา่ วขึน้ อยูก่ ับระบบท่ีมีพ้ืนฐานจาก
ความไว้วางใจและการให้การสนบั สนนุ ความพยายามของครู ในการพัฒนาประสิทธิภาพการสอนในช้ัน

14

เรียนสอดคลอ้ งกบั เบอร์ตนั และบรูคเนอร์ (Burton and Brueckner, 1955 อ้างในปรชี า คัมภีรปกรณ์
2549: 96-97) ได้กำหนดจุดมงุ่ หมายของการนิเทศการศกึ ษาโดยแบ่งออกเปน็ 3 ระดับคือ

1) เป้าหมายสูงสุดของการนิเทศ คือการส่งเสรมิ ความเจริญเติบโตของผู้เรียนเพื่อการ
นำไปสู่ การพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

2) เป้าหมายรองของการนิเทศ คือ การส่งเสริมการใช้ภาวะผู้นำในการพยายาม
ปรับปรุงโปรแกรมการศึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตลอดปีทุกระดับการศึกษาภายในระบบการ
พฒั นาและจากประสบการณ์การเรยี นรู้หรือเนือ้ หาหนง่ึ ไปยังอีกเนอ้ื หาหนง่ึ

3) เปา้ หมายในระดบั ตน้ คอื การรว่ มมือกันพัฒนาองค์ประกอบทีพ่ ึงประสงค์ในการเรียน
การสอนไดแ้ ก่

3.1) กระบวนการนเิ ทศในทุกรปู แบบจะชว่ ยในการปรบั ปรุงการจดั การเรียนการ
สอน

3.2) การนิเทศจะชว่ ยสรา้ งสง่ิ แวดลอ้ มหรอื บรรยากาศทางกายภาพสังคม
และจิตวิทยาท่เี อ้ือต่อการเรียน

3.3) การนิเทศจะชว่ ยในการประสานและบรู ณาการความพยายาม และวสั ดุ
ทางการศกึ ษาท้ังหมดเพ่อื ใหก้ ารศึกษาดาเนนิ ต่อไปอย่างตอ่ เนือ่ ง

3.4) การนเิ ทศจะชว่ ยในการประสานความรว่ มมอื ของทุกคนเพอื่ แกป้ ญั หา
ของตนเองและคนอ่ืนอนั จะเปน็ การส่งเสรมิ วธิ ีการสอนทถี่ กู ต้องและป้องกนั ปญั หาในการสอน

3.5) การนิเทศจะช่วยกระตุ้นและพัฒนาผู้สอนให้มีความคิดในทางสร้างสรรค์
เชน่ เดยี วกบั สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน (2546: 24-25) ไดร้ ะบุถึง จดุ ม่งุ หมายของการ
นเิ ทศการศึกษาโดยมงุ่ เน้นทีก่ ระบวนการพัฒนาครใู นด้านต่างๆ ดงั น้ี

3.5.1) เพื่อพัฒนาบุคลิกภาพที่ดีให้แก่ครูในด้านความเปน็ ผู้นำทางวิชาการและ
ทางความคิดความมีมนษุ ยสัมพันธค์ วามคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์และความม่งุ มันมีอุดมการณใ์ นอันท่ีจะอบรม
นักเรยี นใหเ้ ป็นผ้มู ีคุณภาพชวี ติ ทดี่ ีตามความต้องการของสงั คมและประเทศชาติ

3.5.2) เพอื่ พัฒนาวชิ าชพี ครู และเสริมสรา้ งสมรรถภาพด้านการสอนให้แก่ครูใน
ด้าน การวิเคราะห์และปรับปรุงจุดประสงค์การเรียนรูว้ ิธีการศึกษาพืน้ ฐานความรู้ของผู้เรียนการเลือก
และปรับปรงุ เนื้อหาการสอนการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การพัฒนาการใช้ประกอบการเรยี น
การสอนการดำเนนิ กจิ กรรมการเรยี นการสอนให้เหมาะสม และการประเมนิ ผลการเรียนการสอน

3.5.3) เพื่อพัฒนากระบวนการทำงานของครู โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ได้แก่
ความรว่ มมือกันจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนและการแก้ปัญหาการสอนการรว่ มมือกนั ทำงานอย่างเป็น
ขั้นตอนมีระบบระเบียบการร่วมมอื กันทำงานด้วยความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและยอมรับ ซึ่งกันและกัน
การร่วมมือกันทำงานอย่างมีเหตุมีผลในการพัฒนาหลักสูตรสามารถปฏิบัติได้ถูกต้องและก้าวหน้าเกดิ
ประโยชน์สูงสุดการประสานความร่วมมือระหวา่ งเครือข่ายการนิเทศและแหล่งวิทยาการในการบริการ
ช่วยเหลอื งานวชิ าการของโรงเรียน

3.5.4) เพื่อสรา้ งขวญั และกำลงั ใจในตำแหนง่ วชิ าชีพโดยสรา้ งความมน่ั ใจใน
ความถกู ตอ้ งเกีย่ วกบั การใชห้ ลกั สตู รและการสอนสรา้ งความสบายใจในการทำงานร่วมกนั และสร้าง
ความกา้ วหน้าในวิชาชีพครู สว่ น สงดั อุทรานนั ท์ (อ้างใน รัชนี ลาภรัตนทอง, 2553 : 7) ได้กล่าวถงึ
จดุ ม่งุ หมายของการนิเทศการศึกษาว่า มจี ุดมุ่งหมายทส่ี ำคญั 4 ประการ ดังนี้

15

(1) เพื่อพัฒนาคน หมายถึง การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทำร่วมกันกบั
ครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษาเพือ่ ใหค้ รูและบุคลากรได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในทางทีด่ ีขน้ึ

(2) เพื่อพัฒนางาน หมายถงึ การนิเทศการศกึ ษามเี ป้าหมายสูงสุดอยู่ท่ีผู้เรียนซ่ึง
เป็นผลผลติ จากการจดั กระบวนการเรียนรูข้ องครู และบคุ ลากรทางการศกึ ษาโดยเหตนุ ้ีการนิเทศที่จัดข้ึน
จงึ มจี ุดหมายท่ีจะพฒั นางาน คือการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนท่ดี ขี ึ้น

(3) เพื่อสร้างการประสานสัมพันธ์ หมายถึง การนิเทศการศึกษาเป็นการสร้าง
การประสานสัมพันธร์ ะหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ ซึ่งเป็นผลมาจากการทำงานร่วมกนั รับผิดชอบ
รว่ มกนั มีการแลกเปลี่ยนเรียนรูซ้ ึง่ กันและกนั ซ่ึงไม่ใช่เปน็ การทำงานภายใต้ การถูกบังคับและคอยตรวจ
ตราหรือคอยจบั ผดิ

(4) เพือ่ สรา้ งขวญั และกำลงั ใจ หมายถงึ การจัดกิจกรรมการนิเทศที่มุ่งให้กำลังใจ
แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งถือว่าเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญอีก ประการหนึ่งของการนิเทศ
เนือ่ งจากขวัญและกำลงั ใจเปน็ สง่ิ สำคญั ทจ่ี ะทำให้บคุ คลมีความต้ังใจทำงาน หากนิเทศไมไ่ ด้สรา้ ง
กำลังใจแก่ผู้ปฏบิ ตั งิ านแลว้ การนเิ ทศการศกึ ษาก็ยอมประสบผลสำเรจ็ ไดย้ าก

สำหรบั บันลือ พฤกษะวนั (อา้ งใน เก็จกนก เอือ้ วงศ์, 2556 : 9) กล่าววา่ จุดมุ่งหมายของ
การนิเทศภายในโรงเรยี นที่สำคัญ 5 ประการ

1) มุ่งพัฒนาบคุ ลากรในหนว่ ยงานให้ได้รบั ความรเู้ พ่มิ ความสามารถในการปฏบิ ัติงานให้
ดขี ึ้น

2) มงุ่ พัฒนางานการเรียนการสอนและสร้างสรรค์งานใหม้ ปี ระสิทธิภาพ
3) มงุ่ พฒั นาการประชาสัมพนั ธ์ เพือ่ สรา้ งความเข้าใจในการจัดการศึกษาและ
การนิเทศตลอดจนการดำเนินกจิ กรรมของโรงเรียนในอนั ท่จี ะได้รับความร่วมมอื จากบุคคลหลายฝ่ายท้ัง
ในและนอกชมุ ชน
4) ส่งเสริมการสรา้ งขวัญและกำลงั ใจของบุคลากรใหท้ ำงานดว้ ยความม่ันใจมกี ำลงั ใจใน
การทำงาน
5) ประสานงานและอำนวยความสะดวกส่งเสรมิ การนิเทศจากภายนอกอย่างสม่ำเสมอ
จากแนวคิดข้างต้นพบวา่ จดุ ม่งุ หมายของการนเิ ทศการศึกษามีจุดมุง่ หมายสูงสดุ คอื การพฒั นาคณุ ภาพ
ผู้เรียนโดยผ่านกระบวนการนิเทศ เพื่อพัฒนาครู ให้มีภาวะผู้นำทางวิชาการในการพัฒนาปรับปรุง
หลกั สูตรและกระบวนการเรียนการสอนเสรมิ สร้างสมรรถนะด้านการสอนการปฏิบตั ิงานของครูส่งเสริม
การประสานความรว่ มมอื ในการแก้ปัญหาในการจัดการเรยี นการสอนและเสริมสร้างขวญั กำลงั ใจให้ครูมี
ความไว้วางใจและความมันคงในความก้าวหน้าในวชิ าชพี
4. หลกั การของการนิเทศการศกึ ษา
หลกั การของการนเิ ทศการศึกษาน้นั มาจากความคดิ ความเชื่อของนกั การศกึ ษาทม่ี ีต่อการ
นิเทศการศกึ ษา ไดแ้ ก่
ฮอย และฟอร์ สธิ (Hoy and Forsyth, 1986 อา้ งใน เกจ็ กนก เอ้อื วงศ์, 2556 : 10)
กล่าววา่ การที่ผู้นเิ ทศจะดำาเนิน การนิเทศการเรยี นการสอนได้อยา่ งมีประสิทธภิ าพได้นน้ั ผนู้ ิเทศต้องมี
สมมติฐานต่อการพฒั นาการเรยี นการสอน ดงั นี้
1) บคุ คลท่ีเปน็ หัวใจของพฒั นาการเรยี นการสอนไดค้ ือครู
2) ครูตอ้ งการอสิ รภาพทีจ่ ะพฒั นาการเรียนการสอนตามแบบฉบับของตนเอง

16

3) การเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมการสอนของครู จำเปน็ ตอ้ งไดร้ ับการสนับสนนุ
ทางสงั คม รวมทงั้ การจดั ใหม้ ีการกระตุ้นทางปัญญาและทางวชิ าชีพ

4) แบบแผนการนเิ ทศทยี่ ึดตดิ ตายตวั และการใชก้ ารบบี บงั คับจะไม่ทำให้เกดิ
ความสำเรจ็ ในการพัฒนาการสอน

5) การพฒั นาการสอนมกั จะประสบความสำเร็จในสถานการณ์การทำงานแบบ
เพอื่ นร่วมวชิ าชพี ไม่ใช่การแสดงออกวา่ เหนือกว่า และเป็นการสนับสนนุ ให้ครู มกี ารแสวงหาความรูแ้ ละมี
การทดลองกวา้ ง ไม่มที า่ ทีคุกคามผู้อ่ืนมีความนา่ ไวว้ างใจ และสามารถมีสัมพนั ธภาพแบบเสริมพลังจูงใจ
ซึ่งกันและกนั ระหว่างครู และผู้นิเทศ ซึ่งทำให้เกิดความงอกงามด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายการนิเทศจึงเป็นการ
เรียนรตู้ ลอดชีวตี สมมตฐิ านท่ีบชี และไรน์ฮาร์ท นำเสนอไวป้ ระกอบดว้ ย

5.1) ครู สามารถแกไ้ ขปัญหาการเรยี นการสอนโดยการปรบั พฤติกรรมของตนเอง
5.2) การตระหนักถงึ ความจำเปน็ ในการปรับพฤติกรรมของตนเองต้องมาจาก
ภายในตวั ครู เองมากกว่าการถกู บังคับจากผู้อ่นื
5.3) พฤติกรรมการสอนของครู จะไดร้ บั การศกึ ษาวิเคราะห์และระบไุ ด้อย่างชัดเจน
โดยผา่ นการอภิปรายแลกเปลีย่ นการเรยี นรู้กนั อยา่ งไมเ่ ปน็ ทางการการเยยี่ มชน้ั เรยี นและการสงั เกตอย่าง
เป็นระบบ
5.4) ผนู้ ิเทศสามารถใหม้ มุ มองทเี่ ป็นประโยชน์ แก่ครูไดโ้ ดยใชก้ ารเสนอแนะการ
อภิปรายแลกเปลยี่ นความคิดเห็นอย่างเอ้ืออำนวยและการสงั เกตหอ้ งเรยี น
5.5) เมือ่ ไดส้ ารสนเทศท่ีชัดเจนเป็นท่ียอมรบั ครจู ะเป็นผมู้ ีบทบาทสำคัญใน
การกำหนดส่งิ ทต่ี ้องการการเปลย่ี นแปลง
5.6) คุณภาพการปฏิบัติงานของครู และผู้นิเทศจะสูงขึ้นเมื่อสัมพันธภาพของครู
และผู้นิเทศมีลกษณะของความเป็นเพื่อนและอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจความร่วมมือการเคารพ
และความมันใจซึ่งกันและกันในส่วนของหลัก การการนิเทศ เซอร์จิ โอแวนนีและสตาร์ แรทท์
(Sergiovanni and Starratt, 1983 อ้างใน เก็จกนก เอื้อวงศ์, 2556 : 11) กล่าวถึงหลักการนิเทศ
การศกึ ษาดงั น้ี

5.6.1) การนเิ ทศการศกึ ษาตอ้ งคานงึ ถงึ การปรับปรุ งการเรี ยนการสอนและ
การดาเนินการโดยทัวไปรวมท้ังจดั ให้มคี วามพร้อมทางวตั ถตุ า่ งๆ

5.6.2) การนิเทศการศกึ ษาและการบริ หารการศึกษามีความสมั พันธ์กนอย่าง
ใกล้ชิด

5.6.3) การนิ เทศการศึกษาทด่ี ี ตอ้ งอยูบ่ นพ้นื ฐานของปรชั ญาวิทยาศาสตรแ์ ละ
ความเปน็ ประชาธปิ ไตย

5.6.4) การนิเทศการศกึ ษาท่ดี ีเมื่ออยู่ในสถานการณ์ท่ีไม่สามารถใช้วิธีการทาง
วิทยาศาสตรไ์ ด้อาจใช้วิธกี ารศึกษาปรับปรุงและประเมนิ ผลการผลิต

5.6.5) การนิเทศการศึกษาทีด่ ีควรเป็นความคดิ ริเรม่ิ สร้างสรรค์
5.6.6) การนิเทศการศกึ ษาที่ดีตอ้ งมีการวางแผนอย่างเปน็ ระบบมีการประสาน
ความร่วมมือและจดั ใหม้ กี ิจกรรมอย่างตอ่ เนือ่ ง

17

5.6.7) การนิเทศการศึกษาที่ดีต้องเป็นวิชาชีพนอกจากนี้ สงัด อุทรานันท์ (อ้าง
ใน รัชนี ลาภรัตนทอง, 2553 : 10) ได้กล่าวถึงหลักการสำคัญของการนเิ ทศการศกึ ษาซ่งึ ประกอบด้วย 3
หลักการใหญ่ดงั น้ี

หลักการที่ 1 การนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการทำงานร่วมกันของผู้บริหารผู้นิเทศ
และผู้รับการนิเทศ โดยการดำเนินการนิเทศต้องมีการทำงานเป็นขั้นตอน (Steps) มีความต่อเนื่อง
(Continuity) ไมห่ ยดุ นง่ิ (Dynamic) และมคี วามเกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์ (Interaction) ในหมู่ผู้ปฏิบัตงิ าน

หลักการท่ี 2 การนิเทศการศึกษามีเป้าหมายอยู่ที่คุณภาพของผู้เรียนแตก่ ารดำเนินงาน
นน้ั ต้องผา่ นตวั กลางคอื ครู และบุคลากรทางการศกึ ษา ไม่ใชก่ ารดำเนนิ การกับนกั เรยี นโดยตรง แต่การ
นิเทศการศึกษาเปน็ การทำงานโดยผ่านตวั ครู และบุคลากรทางการศกึ ษาซึง่ ถอื วา่ เป็นการทำงานร่วมกัน
กับครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อพัฒนาให้บุคคลเหล่านี้ มีความรู้ ความเข้าใจและสามารถ
ปฏบิ ัติงานไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธิภาพ

หลักการที่ 3 การนิเทศการศึกษาเน้นบรรยากาศแห่งความเป็นประชาธิปไตยซึ่งไม่ได้
หมายถึงเฉพาะบรรยากาศแห่งการทำงานร่วมกนั เท่านั้น และจะหมายรวมถึงการยอมรับซึ่งกันและกัน
การเปลี่ยนแปลงบทบาทในฐานะผู้นำและผู้ตาม ตลอดจนการยอมรับผิดชอบต่อผลงานร่วมกันด้วย
สอดคล้องกับ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (อ้างใน เก็จกนก เอื้อวงศ์, 2556 : 11) กล่าวถึงหลักการนิเทศ
การศึกษาไว้ดงั น้ี

1) การนเิ ทศการศกึ ษาควรมกี ารบรหิ ารอยา่ งเป็นระบบมกี ารวางแผนเปน็ การ
ดำเนินงานเป็นโครงการ

2) การนเิ ทศการศึกษาถอื หลกั การมีส่วนรว่ มในการทำงานคือ ความเปน็ ประชาธิปไตย
เคารพในความคิดเห็น ของผอู้ ื่นเห็นความแตกต่างระหวา่ งของบคุ คลเปน็ ความร่วมมือร่วมใจกัน

3) การดำเนินงานและใชค้ วามรู้ความสามารถในการปฏบิ ตั งิ านเพ่ือใหง้ านนน้ั ไปสู่
เปา้ หมายท่ตี อ้ งการ

4) การนิเทศการศึกษาจะให้ได้ผลดีควรใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการแก้ไขปัญหา
และช่วยให้ผู้รว่ มงานไดศ้ ึกษาปัญหา ตลอดจนรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อสรา้ งความเข้าใจพ้ืนฐานเสียกอ่ น
จากหลกั การของการนเิ ทศการศึกษาดงั กล่าวข้างต้น เป็นหลักการท่ีสามารถจะนำไปใช้ในการดำเนินการ
นิเทศของผู้นิเทศ เป็นแนวทางในการปฏิบัติการนิเทศการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษา ซ่ึง
ประกอบด้วยหลกั การท่สี ำคญั คือหลกั ของการมงุ่ ประโยชนเ์ พือ่ การพัฒนาครูเป็นสำคัญ หลักแห่งความ
รว่ มมือของผูบ้ รหิ าร ผนู้ เิ ทศและครู หลักของการสรา้ งสมั พนั ธภาพบนความเท่าเทยี มและการยอมรับซึ่ง
กันและกัน หลักของความเป็นระบบและมีความต่อเนื่อง และหลักของความยืดหยุนให้อิสระในการ
พัฒนาตนเอง

5. ภารกจิ ของการนิเทศการศึกษา
การนิเทศการศึกษามีจดุ มุง่ หมายในการพัฒนาครู และพัฒนาความก้าวหน้าในวิชาชีพครู

เพื่อให้ครูไดป้ ฏบิ ตั ิหน้าที่ทีร่ ับผดิ ชอบให้เป็นไปตามเป้าหมายของสถานศึกษาและจดุ มุ่งหมายในการจดั
การศึกษา คือการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการดำเนินการนิเทศการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จดังกล่าว
จำเปน็ ต้องปฏบิ ัติหน้าที่ให้ครอบคลมุ ภารกิจตา่ งๆ นักวชิ าการไดก้ ล่าวถึงภารกิจของการนิเทศการศึกษา
ไว้ดังนี้ กลิกแมน , กอร์ คอบ และโรสกอร์ ดอน (Glickman, Gordon and Ross Gardon, 2009 อ้าง

18

ใน เก็จกนก เอื้อวงศ์, 2556 : 12) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการนิเทศการศึกษาเพื่อความสำเร็จของ
สถานศึกษาในการพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รียนโดยกลา่ วถึงภารกจิ ของการนิเทศ 5 ประการได้แก่

1) การใหก้ ารช่วยเหลือโดยตรง (Direct Assistance) ผู้นเิ ทศจะตดิ ต่อสัมพันธ์กับผู้รับ
การนิเทศอย่างต่อเนื่องเป็นการส่วนตัว โดยอาจเข้าไปสังเกตการสอน และให้การช่วยเหลือแนะนำครู
เปน็ รายบคุ คล เพ่ือการพัฒนาการเรยี นการสอน โดยอาศัยการนิเทศแบบคลินิกการนเิ ทศแบบเพ่ือนสอน
เพื่อน การสาธิตการสอน และการให้การสนับสนุนช่วยเหลือให้คำแนะนำเกี่ยวกับสื่อการเรียนการสอน
และทรพั ยากรในการนิเทศอ่นื ๆ

2) การพัฒนาโดยกลุ่ม (Group Development) ผู้นิเทศมีการจัดประชุมครู เพื่อ
แก้ปัญหาการดำเนินการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพต้องมีผู้นำกลุ่มที่มีทักษะระหว่างบุคคลที่ดีกลุ่มที่มี
ประสิทธิภาพจะมี 2 มิติ โดยมิติแรก คือ มิติด้านภาระงาน (Task Dimension) กลุ่มจะต้องมีแนวทาง
และเป้าประสงค์ของกลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อพัฒนาตารางแผนการสอนใหม่ หลักสูตรใหม่หรือแผนพัฒนา
วิชาชีพและมิติที่สองคือมิติด้านบุคคล (Person Dimension) กลุ่มที่มีประสิทธิภาพและมีการใช้ทกั ษะ
ระหว่างบคุ คลอย่างดี สมาชกิ กลมุ่ จะมีความพึงพอใจ ซ่งึ จะเป็นพลังขับเคล่อื นในการทำงานรว่ มกัน การ
ที่กลุ่มมีลกั ษณะละเอียดออ่ นและให้ความสำคัญกับความรู้สึกของสมาชกิ ซึ่งจะช่วยสร้างบรรยากาศใน
การพบปะกันและช่วยใหก้ ลมุ่ บรรลภุ ารกจิ ทตี่ งั้ ไว้

3) การพัฒนาทางวิชาชีพ (Professional Development) มีการดำเนินการ 2 ระดับ
ระดับแรก คือ ครู แต่ละคนต้องมีโอกาสในการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อการสนับสนุนการประกอบ
วชิ าชพี ของตนและการทำใหบ้ รรลุเป้าหมายของวิชาชพี ระดับที่สอง คอื ครู ในฐานะท่เี ป็นส่วนหน่ึงของ
โรงเรยี นหรือหนว่ ยงาน ต้องทำความเข้าใจเรียนรู้ใช้ทักษะความรู้ และโปรแกรมการพฒั นาร่วมกันที่จะ
ให้บรรลุเป้าหมายของหน่วยงานการพัฒนาทางวิชาชีพอาจมีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการวางแผนระยะยาว
การประชุมเพื่อการแก้ปัญหา การทดลอง การสนับสนุนทางการบริหารกิจกรรมกลุ่มย่อยการให้ขอ้ มูล
ยอ้ นกลับการสาธิตการสอนและการสอนแนะ

4) การพัฒนาหลักสูตร(Curriculum Development) สถานศึกษาที่ประสบ
ความสำเรจ็ ครตู ้องเขา้ ไปเก่ียวข้องกับการพฒั นาหลักสูตร โดยต้องมคี วามรู้ความเข้าใจเก่ียวกับหลักสูตร
ตั้งแต่จุดมุ่งหมายของหลักสูตรเนื้อหาของหลักสูตร การจัดการหลักสูตรและสามารถนำหลักสูตรไปสู่
กระบวนการเรยี นการสอนในชน้ั เรยี น และสอดคลอ้ งกบั สภาพการณ์ตา่ ง ๆ ของสถานศึกษา ผู้นิเทศและ
ครู ตอ้ งทำงานร่วมกนั ในการพิจารณาวัตถุประสงคข์ องหลกั สูตรศึกษาและทำความเข้าใจเกยี่ วกับเน้ือหา
หลักสูตรและรูปแบบของหลกั สตู รท่มี ีความเหมาะสมกับผู้เรียนเพิ่มทางเลือกและข้อตกลงของครู ในการ
นำหลักสตู รไปปฏบิ ตั ิ

5) การวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) เป็นการศึกษาอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับ
สภาพที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนและสถานศึกษา และแสวงหาแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนการ
นิเทศจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือให้ครูมีความสามารถในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ เมื่อครูขาด
ความพร้อมในการวิจัยเชิงปฏิบัตกิ าร มคี วามรูค้ วามสามารถและการตระหนักถึงความสำคญั ในระดับต่ำ
ผู้นิเทศอาจเลือกวิธีการนิเทศแบบสั่งการ เพื่อให้ครูได้ศึกษา อ่านบทความเกี่ยวกับการวิจัยเพื่อให้เกิด
การพัฒนา และเมื่อครูมีความพร้อมในระดับหนึ่งผู้นิเทศอาจเลือกใช้วิธีการนิเทศแบบสั่งการและให้
ข้อมูลโดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับเป้าหมายของการวิจัยการเก็บ รวบรวมขอ้ มลู การวิเคราะห์ข้อมูลรวมท้ัง
การจัดทำแผนปฏิบัติการ แล้วจึงใช้การนิเทศแบบร่วมมือ และหากครูสามารถพัฒนาเองจนสามารถ

19

ยกระดบั ความรู้ ความสามารถไดแ้ ล้วจึงสามารถใช้การนิเทศแบบไม่ชี้นำ กลกิ แมน กล่าวว่าการวิจัยเชิง
ปฏิบัติการเป็นแกนหลักของภารกิจการนิเทศโดยส่วนใหญ่ เมื่อกล่าวถึงภารกิจการนิเทศจะเป็นการ
กล่าวถึงโดยแยกออกจากกัน ซึ่งความเป็นจริงแล้วในการพัฒนาการเรียนการสอนตามภาระงานที่
กล่าวถึงมีความสัมพันธ์กันการวิจัยเชิงปฏิบัติการจึงสามารถเป็นแกนหลักและเป็นกลไกที่จะช่วย
ผสมผสานงานต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ภารกิจการนิเทศทั้ง 5 ลักษณะข้างต้นเป็นสิ่งสำคัญในการ
สนับสนุนและการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อพัฒนาครูผู้นิเทศต้องวางแผนในการดำเนินการตามภารกิจ
ทั้งหมดโดยการรวมเป้าหมายของสถานศึกษาและความต้องการของครูให้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อจะนำไปสู่
พลังในการพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างไรก็ตามการที่ผู้นิเทศจะปฏิบัติตามภารกิจ 5
ประการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นผู้นิเทศจะต้องมีสิ่งจำเป็นเบื้องต้น (Prerequisites) ได้แก่ ความรู้
ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะเชิงเทคนิค เพื่อการปฏิบัติภารกิจของการนิเทศการศึกษา โดยการ
ดำเนนิ การตามภารกิจดังกล่าวจะช่วยให้ครูได้ร่วมกนั ดำเนนิ การเพอื่ นำไปสู่จดุ มงุ่ หมายของสถานศึกษา
และความต้องการของครู การที่จะทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนได้นั้นผู้นิเทศต้องมี
ส่งิ จำเป็นเบอื้ งตน้ คอื ความรแู้ ละทกั ษะพ้ืนฐานได้แก่

1) ความรู้ผู้นิเทศจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของครูและสถานศึกษา มี
ความร้คู วามเขา้ ใจ เกีย่ วกับการพัฒนาครู และหลกั การในการเรยี นรขู้ องผ้ใู หญ่ รวมท้ังแนวปฏบิ ัติในการ
นเิ ทศซง่ึ เป็นทางเลอื กใหม่ๆ ท่ไี มเ่ คยปฏบิ ตั ิมากอ่ น

2) ทักษะระหว่างบคุ คล ผู้นิเทศต้องเขา้ ใจว่าพฤติกรรมการปฏิบัตงิ านของตนจะส่งผล
กระทบต่อครู ผู้รับ การนิเทศทักษะนี้จะสามารถนำมาใช้เพื่อการสนบั สนุนให้เกิดสัมพันธภาพเชิงบวก
ระหวา่ งผู้นเิ ทศและผรู้ บั การนเิ ทศ

3) ทักษะเชิงเทคนิค ได้แก่ ทักษะในการสังเกต การวางแผน การวัด และประเมินผล
และการพัฒนาการเรียนการสอน ความรู้และทักษะพื้นฐานดังกล่าวเป็นองค์ประกอบของการนิเทศ ซ่ึง
จะเปน็ กลไกในการพฒั นาคุณภาพการศึกษาส่วน แฮริส (Harris, 1985 อ้างใน เกจ็ กนก เอ้ือวงศ์, 2556 :
14) นักวิชาการที่นำเสนอแนวคิดสำคัญในการนิเทศการเรียนการสอน ได้แบ่งภาระงานนิเทศออกเป็น
10 ประการดงั น้ี

1) งานพัฒนาหลักสูตร (Developing Curriculum) เป็นงานที่เกี่ยวกับการออกแบบ
พัฒนาหลักสตู รจดั ทำแนวทางการพฒั นาหลักสูตร กำหนดมาตรฐานหลักสูตร จัดทำหน่วยการเรียนการ
สอนและสรา้ งรายวิชาใหมๆ่ ใหเ้ หมาะสมกับสภาพการณข์ องสถานศึกษา

2) งานจัดการเรียนการสอน (Organizing for Instruction) เป็นงานที่ต้องมีการ
จดั เตรียมทั้งผเู้ รียนครแู ละบุคลากรพ้ืนทแ่ี ละวสั ดุ อปุ กรณ์ ท่ีเกยี่ วข้องกบั เวลาและวตั ถุประสงค์การสอน

3) การจัดเตรียมบุคลากร (Providing Staff) เป็นการจัดให้มีบุคลากรทีเ่ พียงพอและมี
ความสามารถเหมาะสมกับในการเรียนการเรียนการสอน โดยดำเนินการคดั เลอื ก บรรจุ ทดสอบและการ
พฒั นาบคุ ลากร

4) การจดั เตรยี มสง่ิ อำนวยความสะดวก (Providing Facilities) เป็นการออกแบบและ
จัดเตรียมเครอื่ งมือ สอ่ื อุปกรณ์ เพ่ือการเรียนการสอนและมกี ารพัฒนาปรบั ปรงุ ห้องเรยี นและเคร่ืองมือ
อปุ กรณก์ ารสอน

5) การจัดหาวสั ดุ อุปกรณ์ (Providing Materials) เปน็ การคดั เลือกและจัดหาอุปกรณ์
การสอนทีเ่ หมาะสมกบั หลักสตู รและการเรียนการสอน

20

6) การจดั อบรมบคุ ลากรประจำการ (Arranging for In-Service Education) เป็นการ
วางแผนและจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ที่จะพัฒนาการปฏิบัติงานของครู ในสถานศึกษา อาจจัดเป็น
การประชุมปฏิบัติการ การประชุมหารือการศึกษาดูงานการฝึกอบรม รวมทั้งการจัดการศึกษาที่เป็น
ทางการอื่นๆ

7) การปฐมนิเทศ (Orientation Staff Members) เป็นการให้ขอมลู ที่มคี วามจำเปน็ ท่ี
จะให้บคุ ลากรปฏิบัติตามหน้าทท่ี ี่รับผิดชอบและเป็นการชว่ ยเหลือบุคลากรบรรจุใหม่ให้สามารถปรับตัว
และมคี วามคุน้ เคยกับสิง่ อำนวยความสะดวกบคุ ลากรอ่นื ๆ และชมุ ชน

8) งานประสานบริการพเิ ศษสำหรบั นักเรียน (Relating Special Pupil Services) เปน็
การจัดบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนกระบวนการเรียนการสอนเป็นงานที่เก่ียวขอ้ งกับการพัฒนานโยบาย
การจดั ลำดับความสำคัญของงานและการกำหนดความสมั พนั ธ์ระหว่างการบริการบุคคลและการบริการ
ท่ีจดั ขึน้ เพ่ือวัตถปุ ระสงค์ทางการสอนของสถานศึกษา

9) การพัฒนาการประชาสัมพันธ์ (Developing Public Relation) เป็นการเชื่อม
ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนให้มีความเข้าใจอันดีต่อกันเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ข้อมูล
สารสนเทศแก่ชุมชนและรับขอ้ มูลจากชมุ ชนเพือ่ ประโยชน์ในการสนบั สนุนการเรียนการสอน

10) การประเมนิ การเรยี นการสอน (Evaluating Instruction) เป็นการวางแผนการจัด
องค์การและการปฏิบัติตามกระบวนการในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์และการตีความข้อมูล
เพื่อนำผลการประเมินมาใช้ตัดสินใจในการปรับปรุงการเรียนการสอนอย่างไรกต็ ามภารกิจตามท่ีกล่าว
ทั้งหมดน้ี แฮรสิ เสนอว่ามภี ารกิจเพยี ง 5 ประการทถี่ ือวา่ เปน็ ภารกจิ หลัก คอื การประเมนิ การเรียนการ
สอนงานพัฒนาหลักสูตร การจัดอบรมบุคลากรประจำการ การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และการจัดเตรียม
บุคลากร

การนเิ ทศภายในโรงเรยี น

1. ความหมายของการนิเทศภายในโรงเรยี น
การนเิ ทศภายในเปน็ กระบวนการทีด่ ำเนนิ การในโรงเรียน โดยบคุ ลากรภายในโรงเรยี นเป็นผมู้ ี

บทบาทในการนิเทศไดม้ นี ักการศึกษาให้ความหมายตามแนวคดิ และความเชอื่ ของแตล่ ะบคุ คลดังน้ี
อดุ มศักดิ์ พลอยบุตร (2536: 57) ไดใ้ ห้ความหมายวา่ การนิเทศภายในโรงเรยี น หมายถึงการ

สอนงาน มีการชี้นำ(แนะนำ) มีการทำเป็นตัวอย่าง หาทางยั่วยุส่งเสริมให้กาลังใจในการปฏิบัติงาน
พัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ สำหรับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2536: 23) ให้
ความหมายว่า การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึงการปฏิบัติงานร่วมกัน ระหว่างผู้บริหารกับครูใน
โรงเรียนให้มีคุณภาพตามที่หลักสูตรกำหนดส่วน สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
(2541: 42) ได้ให้ความหมาย ของการนิเทศภายในโรงเรียนไว้ว่าการนิเทศภายในโรงเรียนเป็นการ
ส่งเสริมสนับสนุนหรือใหค้ วามชว่ ยเหลอื ในโรงเรยี นให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัตติ ามภารกิจหลกั
คือ การสอนหรอื การสรา้ งเสรมิ พัฒนาการของนกั เรียนทกุ ด้าน ทงั้ รา่ งกาย สตปิ ญั ญา จติ ใจอารมณ์ และ
สังคมให้เต็มวยั และตามศักยภาพ โดยความรว่ มมอื ของบุคลากรในโรงเรยี นทำนองเดียวกับ ปรียาพร วงศ์
อนุตรโรจน์ (2546: 223) ไดใ้ ห้ความหมายของการนิเทศภายในไว้ดงั น้ี

21

การนิเทศภายในสถานศึกษา หมายถึง การนิเทศที่มีการริเร่ิมและจัดดำเนนิ การโดยบุคลากร
ภายในสถานศึกษาและในหลายโอกาสก็เชิญบุคลากรภายนอกเป็นวิทยากรร่วมโครงการและ วไลรัตน์
บุญสวัสดิ์ (อ้างใน รัชนี ลาภรัตนทอง, 2553 : 12) กล่าวไว้ว่า การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง การ
ทำงานของผู้บริหารโรงเรียนที่ ทำร่วมกบั ครูในการพัฒนาการเรยี นการสอนใหม้ ีประสทิ ธิภาพเป็นไปตาม
วัตถุประสงคแ์ ละเปา้ หมายของการศึกษาที่กำหนดไวน้ อกจากน้ี สปิ ปนนท์ เกตทุ ต (อ้างใน รัชนี ลาภรัต
นทอง, 2553 : 12) กล่าวว่า การนิเทศการศึกษาภายในโรงเรียนเองเปน็ ผนู้ ิเทศ ได้แก่ ครู ผู้ชว่ ย ครูใหญ่
หรือหัวหน้าหมวดวชิ า รวมทั้งครู ที่มีความรู้ความ สามารถ และความชำนาญ ตลอดจนมีประสบการณ์
ในการสอนเฉพาะสาขาวชิ าบุคลากรเหล่าน้ี จะตอ้ งสามารถทำการนิเทศครู ในโรงเรียนในรปู ของการเป็น
พีเ่ ลีย้ งการปรกึ ษางานในหมคู่ ณะ การใหค้ วามรู้เพม่ิ เติมโดยยึดถอื หลักการผนกึ กำลงั ปฏิบัตงิ านได้สำเร็จ
ด้วยดีส่วน สนอง เครือมาก และวิสิฐ วงศ์จิตราทร (อ้างใน สุรชัย คูณแก้ว, 2555 : 14) ได้ให้
ความหมายไว้วา่ การนิเทศภายในเปน็ ความรว่ มมือของบุคลากรภายในโรงเรียนในการท่ีจะปรบั ปรงุ แกไ้ ข
หรือพัฒนาการสอนของครู เพื่อให้การเรียนการสอนมีคุณภาพสอดคล้องกับ กิติมา ปรีดีดิลก (อ้างใน
สุรชัย คูณแก้ว, 2555 : 14) กล่าวถึงการนเิ ทศภายในว่า เป็นการนิเทศบคุ ลากรในโรงเรียนเอง ผู้นิเทศ
อาจได้แก่ ผู้บริหาร ผู้ช่วยผู้บริหารหัวหน้าหมวดวิชา และหัวหน้าฝ่ายต่างๆ การนิเทศภายในจะเกิด
ประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องทำอย่างมีขั้นตอนและกระบวนการ เมื่อนิเทศแล้วจะต้องได้ผลตาม
จุดมุ่งหมายของการนิเทศซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของการนิเทศ 4 ประการคือ พัฒนาคน พัฒนางาน
ประสานสัมพันธ์ และสร้างขวัญและกำลังใจด้าน ชุมศักดิ์ อินทร์รักษ์ (อ้างใน สุรชัย คูณแก้ว, 2555 :
14) ได้กล่าวไว้ว่า การนิเทศภายในโรงเรยี นอาจรวมถึงกระบวนการที่นำไปสู่การปรับปรุงการสอน โดย
การทำงานร่วมกับครู อาจารยแ์ ละนักเรียนเปน็ กระบวนการกระตุน้ และช่วยเหลือครู ให้รู้จักช่วยตนเอง
เพอื่ พฒั นาการสอน

จากความหมายที่กล่าวข้างต้น การนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง กระบวนการในการ
ปฏิบัติงานทางการศึกษาที่ผู้บริหารโรงเรียนและบุคลากรภายในโร งเรียนร่วมมือกันจัดขึ้นเพื่อเพ่ิม
ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน อันจะนำมาซึ่งสัมฤทธิ์ ผลสูงสุดในการเรียนของนักเรียนและ
เพื่อให้เกิดการพัฒนาขึ้นในตัวผู้เรียนในทุก ด้านโดยบุคลากรในโรงเรียนรวมถึงเป็นการพัฒนา
ความกา้ วหนา้ ของครูอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งการนิเทศถือเป็นทัง้ ศาสตร์และศิลปเ์ พราะกระบวนการนิเทศท่ี
จดวา่ เปน็ ศาสตร์ กเ็ พราะกระบวนการนเ้ี ป็นปรัชญาทแ่ี สวงหาความจริงความรแู้ ละคุณค่าในสิ่งต่างๆ ท่ี
เกี่ยวกับการศึกษาส่วนที่ว่าเป็นศิลป์ เพราะต้องอาศัยเทคนิควิธีการและมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงาน
ร่วมกับผูอ้ นื่ การตดิ ตอ่ ประสานงานการจงู ใจเพอื่ การเปลี่ยนแปลงไปสเู่ ป้าหมายของการจัดการศึกษา

2. ความมุ่งหมายของการนิเทศภายในโรงเรยี น
บันลือ พฤกษะวนั (2537: 80) ไดก้ ำหนดจุดม่งุ หมายการนเิ ทศภายในไว้ 3 ประการดังน้ี
1) มงุ่ พฒั นาบุคลากรให้หนว่ ยงานได้รบั ความรู้ เพอื่ เพิ่มความสามารถในการปฏิบตั ิงานให้ดี

ขึ้น
2) ม่งุ พัฒนางาน หมายถงึ งานการเรียนการสอนและสร้างสรรคง์ านใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
3) มุ่งเสริมการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการศึกษาและการนิเทศ

ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนเพือ่ พัฒนางานกิจการนกั เรียน งานธุรการ งานการเงนิ
และพัสดุ งานอาคารสถานที่ งานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนให้มีประสิทธิภาพตาม
ภาระหน้าที่ โดยผู้บริหารต้องนิเทศครู ผู้สอน เพื่อให้ครูผู้สอนสามารถปรับปรุงหรือพัฒนางานให้มุ่ง

22

คุณภาพ ซง่ึ จะสง่ ผลให้เกิดการเรียนรู้และมีสัมฤทธ์ิ ผลตามจุดมงุ่ หมายของหลักสูตร นอกจากนี้ ปรียา
พร วงศอ์ นตุ รโรจน์ (2546: 225) กลา่ วถงึ ความม่งุ หมายของการนิเทศภายในไว้ดังน้ี

1) เพื่อพฒั นาและสง่ เสรมิ การบรหิ ารและงานวชิ าการของสถานศกึ ษา
2) เพอ่ื การบรหิ ารงานวิชาการในสถานศกึ ษาให้มีประสทิ ธภิ าพยงิ่ ข้นึ
3) เพื่อสำรวจวเิ คราะห์ วจิ ยั และประเมิน ผลเพอ่ื ปรบั ปรงุ คณุ ภาพและมาตรฐาน
การศึกษา
4) เพ่อื พัฒนาหลักการและสอ่ื การเรียนการสอนใหไ้ ด้มาตรฐานและเอกสารทางวชิ าการให้
มปี ระสิทธิภาพสอดคล้องกับความตอ้ งการและจำเปน็ ของสถานศึกษาและครู อาจารย์
5) เพอ่ื พฒั นาบุคลากรโดยเฉพาะครู อาจารยใ์ ห้มีความรทู้ กั ษะและประสบการณอ์ ัน
จำเป็นท่ีจะนำไปใช้ในการเรียนการสอนการจัดการศึกษาทั้งใหส้ ามารถแกป้ ญั หาเหลา่ น้นั ได้
3. ความสำคญั และความจำเปน็ ของการนเิ ทศภายในโรงเรียน
ชารี มณี ศรี (2538: 201-202) ได้กล่าวถึงความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มีการนิเทศภายใน
โรงเรียนดังนี้ การนิเทศภายนอกไม่ทั่วถึงและการนิเทศไม่มีคุณภาพพัฒนาบุคลากรในโรงเรียน โดยไม่
หวงั พ่งึ หรือรอคอยการพัฒนาจากผู้อืน่ การช่วยเหลือกนั และกัน ส่งเสรมิ ให้โรงเรยี นสามารถนิเทศตนเอง
ได้การปรับปรุงงานวิชาการโดยการนิเทศภายในได้รวดเร็ว เกชา กลั่นเพ็ง (2545 : 12-13) ได้สรุป
ความสำคัญของการนเิ ทศภายในโรงเรยี น ดงั นี้่
1) การนิเทศภายในกระทำโดยบุคลากรทุกคนของโรงเรียนเอง ซึ่งรู้ถึงปัญหาและสาเหตุ
ของปัญหาด้านการเรยี นการสอน ปัญหาเกี่ยวกับตัวเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชนและสิ่งแวดล้อมตา่ งๆ ได้เปน็
อย่างดีเยี่ยม เพราะอยู่ใกล้ชิดกับปัญหาหรือเผชิญปัญหาด้วยตนเอง จึงแก้ปัญหาได้ถูกต้องตรงจุดได้
มากกว่าบคุ คลอ่นื ท่อี ย่ภู ายนอกโรงเรยี น
2) การนิเทศภายใน บุคลากรผู้ทำหน้าที่นิเทศกับครู มีความสนิทสนมคุน้ เคยกันดอี ยูแ่ ล้ว
ทำให้มีบรรยากาศการนิเทศที่ดไี ม่เกดิ ความคับข้องใจอนั เกิดจากความมนั ใจในกระบวนการนิเทศและผู้
นิเทศ
3) การนิเทศภายในเป็นการสร้างกระบวนการนิเทศการเรียนการสอนที่มีความต่อเนื่อง
สมำ่ เสมอ เพราะทัง้ ผนู้ เิ ทศและครู โรงเรียนเดยี วกนั ใกล้ชิดกันอยู่แล้ว อาจใช้เป็นแบบทั้งที่เป็นทางการ
และรปู แบบที่ ไม่เปน็ ทางการผสมผสานกันไป ซ่ึงก่อใหเ้ กิดผลดี ต่อการนิเทศการเรียนการสอน
4) การนิเทศภายใน ช่วยแก้ปัญหาด้านการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นได้ทันท่วงทีใน
ลกั ษณะร่วมมอื รว่ มใจกนั ระหวา่ งครู กบั ศกึ ษานเิ ทศก์
5) การนิเทศภายในช่วยให้ครู และบุคลากรของโรงเรียนมีความรู้เท่าทันกับความ
เปลี่ยนแปลงทั้ง ในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การศึกษาวิทยากรและเทคโนโลยีที่พัฒนาอยู่
ตลอดเวลา โดยใช้ระบบตดิ ตอ่ สอ่ื สารชแ้ี จง แนะนำระหว่างบคุ คลในโรงเรียน
6) การนิเทศภายในช่วยลดปัญหาที่เกิดจากการใช้ระบบการนิเทศจากภายนอก ซึ่งมี
ขอ้ จำกัด ทั้งดา้ นอตั รากำลงั คน งบประมาณ สง่ิ อำนวยความสะดวก เวลาและอนื่ ๆ นานาประการซง่ึ เป็น
เหตุ ให้การนิเทศจากภายนอก มีประสิทธิภาพไม่ดีพอโรงเรียนได้รับผลน้อยไม่ทันต่อความต้องการใน
การพฒั นา
7) การนเิ ทศภายในเปน็ การใช้บุคลากรท่มี ีอยอู่ ย่างคมุ้ ค่า สามารถใชบ้ ุคลากรของโรงเรียน
ทำหน้าทีท่ ง้ั ด้านการสอนและด้านการนเิ ทศทัง้ สองอย่างควบค่กู ันไป ทั้งนีเ้ พราะปจั จุบนั ครูประถมศึกษา

23

ได้รบั การพัฒนาท้งั ด้านความรู้ ความสามารถจนมีบุคลากรท่ีมีคุณวุฒิสูงท้ังที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท
ปริญญาเอก ทางด้านการศึกษา บุคลากรบางส่วนก็มีประสบการณ์สูงเพราะได้คลุกคลีกับกิจกรรมการ
เรียนการสอนบางกลุ่มประสบการณ์ มาเป็นเวลานานจนมีผลงานดี เด่นเป็นตัวอย่างที่ยอมรับในวง
การศกึ ษาจงึ ควรให้บุคลากรดังกล่าวได้แสดงความสามารถให้เกิดประโยชน์ตอ่ การพัฒนาการศึกษาของ
โรงเรยี นอยา่ งเตม็ ศักยภาพ

8) การนิเทศภายในเป็นการสนองเจตนารมณส์ ูงสุดของการนิเทศการศกึ ษาที่ต้องการให้ครู
ได้นิเทศซึ่งกันและกันหรือสามารถนิเทศกันเองได้ เช่นเดียวกับ กนก พานทอง (2547 : 22) กล่าวถึง
ความจำเป็นในการนิเทศภายในโรงเรียนว่า เป็นการส่งเสริมคุณภาพการเรียนการสอน เนื่องจากขาด
แคลนผู้ทำหน้าท่ีนิเทศการศึกษาโดยตำแหน่งมีจำกัด จึงไม่สามารถสนองความต้องการนิเทศการศึกษา
ของโรงเรียนต่างๆ ได้ทั่วถึงตลอดจนสิ่งสนับสนุนอื่นๆ ประกอบกับปัจจุบันบุคลากรภายในโรงเรียนมี
ความรู้ความสามารถเพียงพอเป็นผู้รู้ปัญหาอย่างแท้จริง และสามารถจะติดตามการปฏิบัติงานหรือผล
การนิเทศไดต้ ลอดเวลา เพราะอยูใ่ กลช้ ิดกัน ทำให้งานดำเนินไปถงึ จุดมุ่งหมายโดยไม่ขาดความตอ่ เนื่อง
และยังเปน็ การสร้างการยอมรบั ซง่ึ กันและกนั ด้วยในขณะท่ี ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2548 : 262-263)
ได้กล่าวถึง ความสำคัญและความจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนวา่ เป็นหนว่ ยปฏบิ ตั ใิ นการพัฒนา
คุณภาพการศึกษา การศึกษาจะมีคุณภาพขึ้นอยู่กับการจัดการเรียนการสอนของครู ในสถานศึกษา
ดังนั้นภารกิจหลักของโรงเรียนก็คือ การดำเนินงานด้านวิชาการ ได้แก่ งานหลักสูตรและการเรียนการ
สอน และมีภารกิจในการสนับสนุนการเรียนการสอน เช่น งานอาคารสถานที่ งานบุคลากร งานกิจการ
นกั เรียน งานความสมั พันธ์ระหวา่ งโรงเรียนกบั ชมุ ชน งานธรุ การและการเงิน และไดก้ ล่าวถงึ ความสำคัญ
ของการนเิ ทศการเรยี นการสอนดังน้ี

8.1) ศึกษานิเทศกม์ จี ำนวนจำกดั ไม่สามารถนิเทศไดอ้ ยา่ งทั่วถงึ และเจาะลึกถงึ การเรยี น
การสอนในห้องเรียน

8.2) การนเิ ทศภายในโรงเรยี นเป็นการใช้ทรพั ยากรในโรงเรียนใหเ้ กดิ ประโยชน์สงู สดุ ซึ่ง
บุคลากรมี จำนวนมากและมคี วามชำนาญในสาขาเปน็ การพัฒนาและปรับปรงุ คณุ ภาพการศึกษาด้วย

8.3) การนเิ ทศภายในโรงเรียนจะสร้างความใกล้ชิดความคนุ้ เคยกนั และการทำงาน
รว่ มกนั มคี วามรสู้ กึ เปน็ เจ้าของร่วมกนั เกดิ ความสัมพันธท์ ี่ดีตอ่ กนั ในการทำงาน

8.4) การประสานในโรงเรยี นสะดวกเพราะความคุ้นเคยกนั สามารถประชาสมั พนั ธง์ าน
ไดท้ ่ัวถึง

จากแนวความคิดหลากหลายที่ กล่าวมาโดยสรุปว่า การนิเทศภายในโรงเรียนมีความ
จำเป็นตอ่ การพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา ทัง้ นี้ เพราะการนเิ ทศการศึกษาเป็นตวั แทนของการเปล่ยี นแปลง
โดยการนำเอาความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกมาส่โู รงเรียนแต่การนิเทศการศึกษาจากภายนอกโรงเรียน
ไม่สามารถสนองตอบความต้องการของโรงเรียนได้ เพราะจำนวนศึกษานิเทศก์มีน้อยขาดงบประมาณ
เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่จะทำการนิเทศภายในโรงเรียนได้อย่างทั่วถึงและที่สำคัญบุคลากรในโรงเรียน
ย่อมรูป้ ัญหา สามารถแกป้ ญั หาและสามารถท่จี ะทำการนเิ ทศกนั เองได้

4. หลักการนเิ ทศภายในโรงเรยี น
หลักการนิเทศภายในสถานศึกษาเป็นแนวปฏิบัติที่ผู้นิเทศต้องนำไปปฏิบัติขณะทำการ

นิเทศการนเิ ทศภายในสถานศึกษาโดยเฉพาะทางดา้ นวชิ าการจะบรรลผุ ลตามความมุ่งหมายทว่ี างไวอ้ ย่าง
มปี ระสิทธิภาพผดู้ ำเนนิ งานตอ้ งมีหลกั ยดึ ในการทำงานหลักการนิเทศภายในสถานศกึ ษามีดังน้ี

24

1) การนเิ ทศควรมีการบรหิ ารเปน็ ระบบและมีการวางแผนการดำเนนิ งานเปน็ โครงการ
2) การนเิ ทศตอ้ งถือหลักการมีสว่ นร่วมในการทำงานคอื มีความเปน็ ประชาธปิ ไตย
เคารพในความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืนเหน็ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล เนน้ ความร่วมมือรว่ มใจกันในการ
ดำเนินงาน เพื่อใหง้ านนน้ั ไปสเู่ ปา้ หมายที่ต้องการ
3) การนิเทศเปน็ งานสรา้ งสรรคเ์ ป็นการแสวงหาความสามารถพเิ ศษของแต่ละบุคคล
ใหแ้ ตล่ ะบุคคลได้แสดงออกและพฒั นาความสามารถเหลา่ น้ันได้อย่างเตม็ ท่ี
4) การนเิ ทศเป็นการแกป้ ัญหาทเ่ี กิดขึ้นจากการเรยี นการสอน โดยใหค้ รู อาจารยไ์ ด้
เรยี นรู้วา่ ปัญหาของตนเองเปน็ อยา่ งไร จะหาวธิ แี กไ้ ขปญั หานน้ั ไดอ้ ย่างไร
5) การนิเทศเปน็ การสรา้ งสภาพแวดล้อมในการทำงานใหด้ ขี ้นึ สรา้ งความเข้าใจระหว่าง
กัน สรา้ งมนุษยส์ ัมพนั ธ์ มีวิธกี ารทำงานท่ีดแี ละความสามารถทจี่ ะอยู่ร่วมกันได้
6) การนิเทศเป็นการสร้างความผูกพนั และความมันคงตอ่ งานอาชีพ รวมทั้งความเชอื่
มนั ในความสามารถของตนเองเกิดความพึงพอใจในการทำงาน
7) การนิเทศเป็นการพฒั นาและสง่ เสรมิ วิชาชพี ครูใหม้ คี วามร้สู ึกภาคภูมใิ จในวชิ าชีพวา่
เปน็ อาชีพทต่ี ้องใชว้ ิชาความร้แู ละความสามารถและสามารถที่จะพฒั นาได้ ชารี มณี ศรี (2538: 201-
202) ได้กล่าวถงึ หลกั การนิเทศการศึกษาเพ่อื เปน็ แนวทางให้ผู้บรหิ ารได้ประสบผลสำเร็จในการพฒั นา
คุณภาพการศึกษาดงั นี้
1) การนิเทศการศึกษาเปน็ การชว่ ยกระตุน้ เตอื นการประสานงานและแนะนำให้เกดิ
ความงอกงามแกค่ รู โดยทวั่ ไป
2) การนเิ ทศตั้งอยู่บนรากฐานของประชาธิปไตย
3) การนเิ ทศเปน็ กระบวนการสง่ เสรมิ สร้างสรรค์
4) การนเิ ทศกับงานปรบั ปรุงหลักสูตรเปน็ งานทเ่ี กี่ยวพันกนั
5) การนิเทศคอื การสร้างมนษุ ยสมั พนั ธ์
6) การนิเทศมงุ่ สรา้ งเสรมิ บำรุงขวัญ
7) การนเิ ทศมจี ุดมุ่งหมายท่จี ะขจัดช่องระหวา่ งโรงเรียนและชมุ ชนโดยเฉพาะในชนบท
5. ขน้ั ตอนในการบริหารงานนเิ ทศภายในโรงเรยี น
กติ มิ า ปรดี ีดิลก ไดก้ ลา่ วสรปุ แนวคดิ ของ แฮริส (Harris, อา้ งใน สมพงษ์ นยิ มลักษณ์
,2548 : 42) เก่ยี วกบั ขั้นตอนของกระบวนการนเิ ทศการศึกษา ไว้ดงั น้ี
1) ข้นั วางแผน (Planning) ไดแ้ ก่ การคิด การตั้งวตั ถุประสงค์ การคาดการณ์ ไว้ล่วงหนา้
การกำหนดตารางงาน การคน้ หาวิธีปฏบิ ตั ิงาน และการวางโปรแกรมงาน
2) ข้นั การจัดโครงการ (Organizing) ได้แก่ การต้ัง เกณฑ์ มาตรฐาน การรวบรวม
ทรัพยากรที่มอี ยู่ทั้งคนและวัสดอุ ุปกรณ์ ความสัมพนั ธแ์ ต่ละขน้ั การมอบหมายงาน การประสานงานการ
กระจายอำนาจตามหน้าที่ โครงสร้างขององคก์ าร และการพฒั นานโยบาย
3) ข้นั การนำสูก่ ารปฏิบัติ (Leading) ได้แก่ การตัดสินใจ การเลอื กสรรบุคคล การเร้า
การจูงใจให้มกี ำลงั คิดรเิ รม่ิ อะไรใหม่ ๆ การสาธติ การจงู ใจและให้คำแนะนำการสื่อสาร การกระตนุ้
ส่งเสรมิ กำลงั ใจ การแนะนำนวตั กรรมใหม่ ๆ และให้ความสะดวกในการทำงาน
4) ข้ันการควบคุม (Controlling) ไดแ้ ก่ การส่ังการ การใหร้ างวัล การลงโทษ การให้
โอกาส การตำหนิ การไลอ่ อก และการบังคับใหก้ ระทำตาม

25

5) ขัน้ ประเมินผล (Appraising) ได้แก่ การตัดสินการปฏบิ ัตงิ าน การวิจัย การวัดผล การ
ปฏบิ ตั งิ านกจิ กรรมทีส่ ำคัญ คอื พิจารณาผลงานในเชงิ ปฏิบัตวิ า่ ได้ผลมากน้อยเพียงใด และวดั ผลดว้ ยการ
ประเมินอย่างมีแบบแผน มีความเที่ยงตรง ทั้งนี้ควรจะมีการวิจัยด้วยส่วน ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์
(2546: 232-235) ได้กล่าวถึงข้ันตอนในการบริหารงานนิเทศภายในสถานศกึ ษาสามารถสรุปได้ว่า การ
นิเทศจะประกอบด้วยบุคคล 2 กลุ่มคือ ผู้นิเทศและผู้รับ การนิเทศ เพื่อร่วมกันทำงานให้บรรลุ
จุดมุ่งหมายทตี่ ้งั ไว้รว่ มกัน โดยมีขั้นตอนในการนเิ ทศ ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการในการนิเทศเป็นขั้นตอนที่
เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ก่อนที่ผู้นิเทศจะดำเนินการนิเทศ ผู้นิเทศต้องทราบสภาพปัญหา และความ
ต้องการของผู้รับการนิเทศ สภาพปัจจุบันเป็นสภาพที่เป็นจริงและกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนความ
ตอ้ งการ หมายถงึ เป็นจุดสุดทา้ ยทตี่ อ้ งการจะไปถึงเปน็ สภาพท่คี าดหวงั ว่าจะเกิด

ขน้ั ตอนท่ี 2 การวางแผนและการจัดทำโครงการนเิ ทศ การวางแผนตามลักษณะงานนิเทศ
ภายในโรงเรียนหมายถงึ วิธีการที่อาศัยหลักการและเหตุผลและข้อมูลที่ได้จากการศึกษาสภาพปัจจุบัน
และปัญหาความต้องการของสถานศึกษาว่ามีความต้องการนิเทศในด้านใดบา้ งแล้วนำมาจัดทำแผนและ
โครงการต่อไปในการวางแผนยังกำหนดวิธีการว่าจะทำอย่างไรโดยกำหนดเป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องและ
สัมพนั ธก์ นั

ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงาน การดำเนินการนิเทศเป็นการนำแผนงานหรือโครงการไป
ปฏิบตั เิ พ่ือให้ไดต้ ามความต้องการหรอื เปา้ หมายทีว่ างไว้ซ่ึงจะมรี ายละเอยี ดของแตล่ ะข้ันตอนดงั น้ี

1) การให้ความรู้ในงานที่ ปฏิบัติเป็นการให้ความรู้ความเข้าใจถึงสิ่งท่ีจะดำเนินการว่า
จะต้องอาศัยความรู้ความสามารถอย่างไรบ้างจะมีข้นั ตอนในการดำเนนิ การอย่างไรและจะทำอย่างไรจึง
จะทำให้ไดผ้ ลงานออกมาอยา่ งมีคุณภาพเปน็ ความจำเป็นสำหรับการเริ่มการนิเทศท่ีจดั ข้นึ ใหม่เพ่ือจะได้
สรา้ งความเข้าใจกนั และทำให้การนิเทศน้ันได้ผล

2) การปฏบิ ัติงานประกอบดว้ ยการปฏิบตั งิ านทไ่ี ดร้ ับความร่วมมือจากผ้บู รหิ ารผใู้ หก้ าร
นเิ ทศและผู้รบั การนิเทศ

3) การสรา้ งขวัญและกำลังใจผู้รับการนิเทศควรได้รับการเสริมกำลังใจ โดยเฉพาะจาก
ฝ่ายบริหารเพื่อให้ผู้รับการนิเทศมีความมั่นใจและทำงานด้วยความพึงพอใจการสร้างขวัญและกำลังใจ
ควรปฏิบัติไปพร้อมๆ กับการทำงานจึงจะไดผ้ ลข้ันตอนที่ 4 การประเมิน ผลการนิเทศ การประเมนิ ผล
เป็นขั้นสุดท้ายในการดำเนินการผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินผลได้แก่ผู้บริหารหรือผู้ที่ได้รับมอบ
หนา้ ทใ่ี หท้ ำการประเมินผลหลักการทใี่ ชใ้ นการประเมินผลดงั น้ี

1) การประเมินผลตอ้ งอาศยั ขอ้ มูลทนี่ า่ เช่อื ถือโดยการตัง้ จุดม่งุ หมายที่ชัดเจนการใช้
เครื่องมือและการรวบรวมขอ้ มลู ท่ีเหมาะสมรวมท้ังการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ทไ่ี ด้เป็นทย่ี อมรบั ของฝ่ายนเิ ทศ
ครู อาจารยแ์ ละนักเรยี นนักศึกษา

2) การประเมนิ ผลเป็นขน้ั ตอนหนึ่งของการนิเทศทจ่ี ำเปน็ ตอ้ งทำเมอื่ ไดจ้ ดั ทำโครงการ
นิเทศแลว้

3) การประเมินผลตอ้ งอาศยั ข้อมูลจากหลายฝา่ ยทงั้ จากผู้บรหิ ารผ้นู ิเทศและผู้รบั การ
นิเทศ

26

4) การประเมนิ ผลสามารถทำได้ 2 ระยะคอื การประเมนิ ผลระหว่างโครงการ เพ่ือจะได้
พจิ ารณาวิธดี ำเนนิ การเพ่ือปรบั ปรุงโครงการ ส่วนการประเมินผลสรปุ เป็นการประเมนิ ผลเพือ่ การ
ตัดสินใจถึงผลที่ได้รบั จากโครงการ

5) การประเมนิ ผลเปน็ ระบบมี 3 สว่ นคอื
5.1) การประเมนิ ผลทป่ี ัจจัยนำเข้าไดแ้ ก่ การประเมนิ ผลท่ีมุ่งตัวนกั เรยี นนักศกึ ษา

เครอ่ื งมอื วสั ดอุ ปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการสอนรวมทงั้ คุณสมบัตแิ ละความสามารถของครผู ้สู อน
5.2) การประเมินผลท่ีกระบวนการเปน็ การประเมนิ ขณะดำเนนิ การตามโครงการเพ่ือ

การปรับปรุง
5.3) การประเมินผลผลิตเป็นการประเมนิ ผลหลังจากดำเนินตามโครงการ แลว้

พจิ ารณาผลท่ีไดจ้ ากโครงการวา่ บรรลจุ ุดมงุ่ หมายต้ังไวห้ รอื ไมก่ ารประเมินผลมีเทคนคิ วิธีการดังนี้
5.3.1) การประเมินผลเชิงปรมิ าณ ซึง่ สามารถจะดำเนนิ การได้ในลักษณะ

ประเมินผลเดียวหรอื ประเมินผลเป็นกล่มุ ได้ผดู้ ำเนินการประเมินจะรวบรวมขอ้ มลู โดยใช้เคร่อื งมอื ชนิด
ต่างๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้องการประเมนิ ผลน้ี ต้องใชเ้ ครอ่ื งมือทม่ี คี วามเช่ือถอื และมีความเทีย่ งตรง ใน
การวัด จึงอย่ทู ค่ี ณุ ภาพของเครอื่ งมือท่ใี ช้ เช่น แบบสอบถามชนิดต่างๆ รวมท้ังการวิเคราะห์ และการ
แปรผลข้อมูลดว้ ย

5.3.2) การประเมินผลเชงิ คณุ ภาพเป็นการประเมนิ ผล จากการสังเกตสมั ภาษณ์การ
ประชุม สัมมนา รว่ มกนั อาจจะมแี บบสังเกตพฤตกิ รรม แบบสมั ภาษณ์ ประกอบดว้ ยก็ได้ การประเมินผล
แบบนี้ ผู้ประเมนิ ต้องมคี วามละเอียด ช่างสังเกต ขณะเดียวกันกต็ ้องไมม่ อี คติมีใจเป็นกลางโดยทั่ว ไป
การประเมิน ผลการนิเทศจะใช้เทคนิควิธี ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพประกอบกันไป เพื่อให้ได้ ขอมูลที่
ตองและเชื่อถอื ได้

จากขน้ั ตอนการนเิ ทศที่กลา่ วมาข้างต้นสรปุ ไดว้ ่า ในการจัดทาโครงการนเิ ทศนั้นควรจะได้
ศกึ ษาสภาพปัจจุบนั ปญั หา และความตอ้ งการในการนิเทศจัดทำแผนการนเิ ทศแล้วจึงนำแผนไปสู่การ
ปฏิบตั ิให้เปน็ ไปตามจุดมุง่ หมายทว่ี างไวค้ วรมี การประเมนิ ผลโครงการนิเทศเพ่อื นำไปปรบั ปรุง และ
พฒั นาการเรียนการสอน

6. ขอบข่ายของการนเิ ทศภายในโรงเรียน
การนิเทศภายในโรงเรียนเป็นการนิเทศการปฏิบตั ิงานของครู และบุคลากรทางการศึกษา

ตามขอบข่ายและภารกิจการบริหารโรงเรยี น สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ทีเ่ ป็น
นิติบุคคลซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้บรรลุภารกิจของโรงเรียนอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพประกอบด้วยงาน 4 ดา้ น ไดแ้ ก่

6.1 ด้านวชิ าการ
งานดา้ นวิชาการเปน็ งานทเี่ กี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ ให้บรรลตุ ามจุดหมายของ

หลักสูตรสถานศกึ ษา ตลอดจนคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ตามทกี่ ำหนดไว้ในหลักสูตรได้แก่
6.1.1 การพัฒนาหลกั สตู รสถานศึกษา
6.1.2 การนาหลกั สตู รสถานศึกษาไปใชแ้ ละการออกแบบการจัดการเรียนรู้
6.1.3 การส่งเสริมและสนบั สนุนให้ครู จดทาและใช้แผนการจัดการเรยี นรู้
6.1.4 การจดั การเรียนการสอนตามแนวปฏริ ปู การเรียนรูแ้ บบบรู ณาการ และเนน้

ทกั ษะการคดิ

27

6.1.5 การจดั หาพัฒนาสือ่ และเทคโนโลยีทางการศกึ ษา
6.1.6 การสนับสนนุ ใหค้ รู ผลติ และใช้สอื่ การเรียนรู้
6.1.7 การจดั กจิ กรรมเสริมหลกั สูตร
6.1.8 การจดั มมุ หนงั สือ ห้องสมุด และแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
6.1.9 การวดั และประเมนิ ผลตามสภาพจริง
6.1.10 การสอนซ่อมเสรมิ
6.1.11 การวิจยั เพื่อพัฒนาการศึกษา
6.1.12 การประกนั คุณภาพการศกึ ษา
6.1.13 การส่งเสริมและสนบั สนุนให้ครูจดั ทำแฟม้ ข้อมลู นักเรยี นเปน็ รายบคุ คล
6.1.14 การประเมนิ คุณภาพการศกึ ษาของสถานศึกษา
6.1.15 การจัดศูนยโ์ สตทศั นปู กรณ์
6.1.16 การจดั บรกิ ารแนะแนว
6.2 ดา้ นบรหิ ารบคุ คล
งานด้านบริหารบุคคล เป็นการจัดดาเนินการ เพื่อให้บุคลากรในสถานศึกษาได้รู้และ
เข้าใจหน้าที่ และความรับผิดชอบของตน การติดตามดูแลช่วยเหลือให้ปฏิบัติงานที่ได้รบั มอบหมายให้
ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศในการทำงานให้ผู้ร่วมงานทุกคนเกิดความ
สำนกึ ในหน้าทท่ี รี่ บั ผดิ ชอบสรา้ งความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้บุคลากรในสถานศึกษา
พฒั นาตนเองใหม้ ีความสามารถในการปฏบิ ัตงิ านสงู ขนึ้ ไดแ้ ก่
6.2.1 การวางแผนอตั รากาลงั และกำหนดตำแหน่ง
6.2.2 การกำหนดความต้องการ หนา้ ท่ีและความรบั ผิดชอบของบุคลากร
6.2.3 การมอบหมายหนา้ ทแี่ ละความรบั ผิดชอบ
6.2.4 การปฐมนิเทศบคุ ลากรใหม่
6.2.5 การจัดสวัสดิการ
6.2.6 การนิเทศ ติดตามผลการปฏิบัติงาน
6.2.7 การพฒั นาบุคลากร
6.2.8 การส่งเสริมให้นักเรียนไดศ้ กึ ษาต่อ
6.2.9 การประเมนิ ผลปฏบิ ตั ิงาน
6.2.10 การพจิ ารณาความดีความชอบ
6.2.11 การกำหนดมาตรฐานการปฏิบตั ิงานของบุคลากร
6.2.12 งานวินัยและนิตกิ ร
6.3 ด้านบรหิ ารทว่ั ไป
งานดา้ นบริหารทว่ั ไปเปน็ งานท่เี กีย่ วขอ้ งกับระบบสำนักงาน ซ่งึ มขี ้อกำหนด
กฎเกณฑ์ และวิธกี ารที่แนน่ อน ได้แก่
6.3.1 งานธรุ การและสารบรรณ
6.3.2 งานทะเบยี นและรายงาน
6.3.3 งานข้อมูลและสารสนเทศ
6.3.4 งานจัดทำแผนปฏิบตั กิ ารและการจัดระบบการศึกษา

28

6.3.5 งานอาคารสถานที่สง่ิ แวดล้อม และความปลอดภัย
6.3.6 งานประชาสัมพันธ์
6.3.7 งานสวสั ดิการ
6.3.8 งานพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษา
6.3.9 งานระเบียบ กฎหมาย กฎกระทรวง และข้อปฏิบตั ติ า่ งๆ
6.3.10 กจิ กรรม 5 ส.
6.4 ด้านงบประมาณ
งานด้านงบประมาณเปน็ งานท่เี กีย่ วข้องกับระบบการเงนิ และพัสดุ ได้แก่
6.4.1 งานงบประมาณ
6.4.2 งานจดั ทำแผนปฏิบัตกิ ารประจำปี
6.4.3 งานจัดต้ังและการของบประมาณประจำปี
6.4.4 งานเบิกจา่ ยงบประมาณ
6.4.5 งานรายงานการใช้จา่ ยเงินงบประมาณประจำปี
6.4.6 การตรวจสอบ ติดตาม และประเมนิ ประสิ ทธิภาพการบริหารงบประมาณ
6.4.7 การบริหารการเงนิ
6.4.8 การบริหารการบัญชี
6.4.9 การบริหารงานพสั ดุ
6.4.10 ระบบทรัพยากรและการลงทุนเพอ่ื การศกึ ษา
2.7 บทบาทของผูบ้ ริหารโรงเรียนกับการนเิ ทศการศกึ ษา
งานบริหารการศึกษามีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่คุณภาพของผูเ้ รียนซึง่ เปน็ ผลผลิตของการจัด
การศึกษา ดังนั้นในการบริ หารการศึกษา ผู้บริหารจำเป็นจะต้องทำงานสองอย่างคือ งานบริหารและ
งานนิเทศ ซง่ึ ในปจั จบุ ันน้ี ผูบ้ รหิ ารมีบทบาทในการนเิ ทศมากโดยเฉพาะการนิเทศภายในสถานศึกษาของ
ตนเอง
ไวส์ (Wiles อ้างใน อัญชลี ธรรมะวิธีกุล, 2555) ได้กล่าวถึงบทบาทของผู้บริหาร
สถานศกึ ษาฐานะผู้นิเทศไว้ดงั น้ี
1) บทบาทด้านมนุษยสมั พันธ์ ของผบู้ รหิ ารสถานศกึ ษามหี นา้ ท่ีทำใหเ้ กิดความเขา้ ใจอัน
ดภี ายในกลุ่มและพยายามขจัดข้อขดั แยง้ ตา่ ง ๆ ท่ีเกิดขนึ้ ในกล่มุ
2) บทบาทในฐานะผูน้ ำผู้บรหิ ารสถานศึกษาทาหนา้ ที่ดงตอ่ ไปน้ี คอื พัฒนาความเปน็ ผู้
นาให้เกิดขึ้นแก่ตัวผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นมี ความรับผิดชอบ มีส่วนรว่ มในการตัดสินใจ ร่วมในการใช้อำนาจ
และมสี ว่ นรว่ มในความรบั ผดิ ชอบ
3) บทบาทในดา้ นการจัดและดาเนินงานในหน่วยงาน ผบู้ ริหารสถานศึกษามีหน้าท่ีดังน้ี
คือพัฒนาการจัดองค์การของหน่วยงานในสถานศึกษา ช่วยให้ดำเนินงานของคณะกรรมการต่างๆ ใน
องค์การดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพในการตัดสินใจเรื่องใดก็ตามต้องดำเนินไปตามขั้นตอนของ
กระบวนการตดั สนิ ใจ เมือ่ กลุ่มตดั สินใจในเร่ืองใดไปแลว้ จะตอ้ งไม่คัดคา้ น พยายามทำให้ทุกคนในกลุ่มมี
เปา้ หมายอนั เดียวกัน เพอ่ื ใหเ้ กดิ วนิ ัยในกลุม่ และสง่ เสริมใหม้ ีวนิ ัยในตนเอง
4) บทบาทในการคัดเลือกและการใช้ประโยชน์บุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีหนา้ ที่
ดังนี้ คือ พิจารณาเลือกบุคลากรใหม่ให้ตรงกับความต้องการโดยให้ครูในสถานศึกษามีส่วนร่วมในการ

29

พิจารณาเลือกด้วย ช่วยให้บุคลากรที่เข้าทางานใหม่รู้สึกว่าเขาเป็นที่ต้องการของสถานศึกษามีความ
อบอนุ่ ใจ และมคี วามเช่ือมันในตนเอง

5) บทบาทในการสร้างขวัญของครูผูบ้ ริหารสถานศกึ ษามีหน้าที่ ดังต่อไปนี้ คือช่วยให้
ครพู อใจงานทท่ี ำมคี วามสะดวกสบายปลอดภัยในการปฏบิ ัติงานให้ครูมีสว่ นร่วมในการวาง โครงการและ
นโยบายต่างๆ ของสถานศึกษา ช่วยให้ครูเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ให้ครูรู้สึกว่าตนเองมี
ความสำคัญ และเป็นที่ต้องการของบุคคลอื่น จัดให้มีการบริการต่างๆ คู่มือครูการศึกษาต่อ การอบรม
ฯลฯ ตามที่ครู ตอ้ งการ

6) บทบาทในการพัฒนาบุคลากร ผู้บริหารสถานศึกษามีหน้าที่ดังต่อไปนี้ คือ จัดให้มี
การอบรมในหน่วยงาน โดยจัดให้ตรงตามความต้องการของครู การประชุมครู ที่จดให้มีข้ึน ช่วยให้ครูมี
ความก้าวหน้าใช้วิธีการสังเกตการสอน แต่ต้องมีความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายใช้วิธีการวัดผลเพื่อพัฒนา
บุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพการเรียนการสอน

ส่วนสุจริต เพียรชอบ (อ้างใน อัญชลี ธรรมะวิธีกุล , 2555) ได้กล่าวถึงบทบาทผู้บริหาร
สถานศึกษาในการนเิ ทศการศึกษาภายในสถานศกึ ษาดังน้ี

1) ช่วยเหลือทางด้านวิชาการและด้านบริการ ได้แก่ปฐมนิเทศครูใหม่จัดประชุมครูก่อน
เปิดภาคเรียน สังเกตการณ์สอนในชนั้ การเยี่ยมชั้นเรยี นอื่น ๆ การสาธิต การสอน การนิ เทศด้วยการให้
คำปรึกษาหารือเป็นรายบคุ คลหรือรายหมู่ การประชมุ ปฏบิ ตั กิ าร การอบรมสมั มนา จัดหนังสือทม่ี ีคุณค่า
ทางวิชาการให้ครู ได้ศึกษา ปรับปรุงห้องสมุดให้ทันสมัย และแนะนำครู ให้ใช้ห้องสมุด แนะนำให้ครู
เปน็ สมาชิกของสมาคมทางวิชาการตา่ งๆ จดั บรกิ ารโสตทัศนศึกษาให้แก่ครูเป็นอยา่ งดี และสนับสนุนให้
ครู ใชอ้ ุปกรณเ์ หลา่ นน้ั ตลอดจนสนับสนนุ ให้ครู ไปศกึ ษาตอ่

2) ช่วยเหลอื ครใู นด้านปญั หาสว่ นตัว
3) การสรา้ งขวญั ของคณะครู ในสถานศกึ ษา
4) การประเมินผลการปฏิบัตงิ านในสถานศึกษา
สำหรบั อำนวยพร วงษ์ถนอม (อ้างใน อญั ชลี ธรรมะวิธกี ลุ , 2555) ไดก้ ลา่ วถงึ บทบาทของ
ผ้บู รหิ ารสถานศกึ ษาในการนเิ ทศการศึกษา ดงั น้ี
1) จัดให้การปฐมนเิ ทศครู ใหมใ่ ห้เข้าใจในหนา้ ทีก่ ารงานทต่ี นรับผิดชอบ
2) สถานศกึ ษาจัดการอบรม หรือใหก้ ารนเิ ทศดว้ ยการสอนแก่ครู อย่างสมำ่ เสมอ
3) แนะนาใหค้ รู ร้จู กดดั แปลงเนอ้ื หาวิชาทส่ี อนให้เหมาะสมแกส่ ภาพท้องถนิ่
4) ช่วยให้ครมู ีความเช่ือมนั ในความสามารถของตนที่ จะแก้ปญั หา และอุปสรรคใน
การเรียนการสอน
5) เสนอแนะวธิ สี อนท่ีเหมาะสมกับเนือ้ หาวิชา และสภาพแวดลอ้ มให้ครู
6) ส่งครไู ปสงั เกตการสอนในสถานศึกษาอ่นื ๆ ทเ่ี หน็ วา่ เป็นตัวอย่างทดี่ ไี ด้
7) ให้ครูได้เข้าร่วมการฝกึ อบรมทางวชิ าการท่ีจดั ข้ึนภายในและภายนอกกลมุ่
สถานศกึ ษา
8) จัดให้มกี ารตดิ ตามผลภายหลงั การฝกึ อบรม
9) จัดหาหนงั สอื ทางวชิ าการ คมู่ ือครู วารสาร และบริการอ่ืนๆ เพื่อช่วยเหลอื ครู
กา้ วหน้าทางวิชาการ และวชิ าชีพ

30

10) ผู้บริหารควรเย่ยี มชน้ั เรยี น เพอ่ื มงุ่ ทจี่ ะใหค้ ำปรึกษาชว่ ยเหลือและแก้ไขปญั หา
ทางการสอน

11) การบำรุงขวญั และให้กาลังใจแก่ครู
12) ผบู้ ริหารควรมีเกณฑ์ในการพิจารณาความดีความชอบของครู โดยใช้วิธคี วามเป็น
ธรรมให้มากทส่ี ดุ
13) จดั ให้มกี ารสมั มนาของคณะครู เพือ่ แสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับการเรียนการสอน
14) สนบั สนุนให้ครู มีโอกาสศึกษาในสาขาวิชาท่เี กีย่ วขอ้ ง และจะเป็นประโยชน์
โดยตรงตอ่ การศึกษา
15) จัดให้มีการประกวดการเรียนการสอนระหว่างสถานศึกษาภายในกลุ่ม สรุปได้ว่า
ผบู้ รหิ ารโรงเรยี นจะต้องบริหารงานโดยมบี ทบาท 2 ประการ คอื งานบริหารและงานนิเทศ โดยบทบาท
ของผูบ้ ริหารด้านการนิเทศนัน้ ผู้บริหารจะต้องให้การชว่ ยเหลอื ทางด้านวิชาการให้แก่ครู และบุคลากร
ในโรงเรยี น การช่วยเหลือครู ในด้านปัญหาส่วนตัว การสร้างขวญั และกาลงั ใจให้แกค่ รู และบคุ ลากรใน
โรงเรียน การประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งการพัฒนาครู และบุคลากรในโรงเรียน เพื่อพัฒนา
คุณภาพผ้เู รยี นใหด้ ียิง่ ขนึ้
8. การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
การจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน เป็นกจิ กรรมทม่ี ีความสำคญั มากกิจกรรมหน่ึงท่ีเป็นส่ือ
เชื่อมโยงระหวา่ งผเู้ รียนและหลักสูตรชว่ ยใหก้ ารจัดการศกึ ษาเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ท่ีตอ้ งการ ดังท่ี สุธี
ระ ทานตวณชิ (2532: 123) ได้กลา่ ววา่ กจิ กรรมการเรยี น หมายถึง กจิ กรรมที่ชว่ ยกระตุ้นให้การเรียน
การสอนเป็นไปดว้ ยความสมบรู ณ์ย่งิ ขนึ้ กลา่ วคือทาให้ผู้เรยี นมคี วามเข้าใจแจ่มแจง้ และจดจำไดน้ านยงิ่ ขึ้น
หรอื จะช่วยใหก้ ารเรียนการสอนทจี่ ะดำเนนิ การในคร้ังต่อไปมปี ระสทิ ธิ ภาพมากข้ึน
สาหรบั ปรยี าพร วงศ์อนตุ รโรจน์ (2535: 183) กล่าววา่ การจดั และการดำเนนิ การเรียนการ
สอนจะเป็นไปด้วยดี ต้องอาศัยการวางแผนการบริ หารงานที่มาจากความร่วมมือของบุคลากรใน
โรงเรียนโดยเฉพาะครูอาจารย์ ซึ่งเป็นตัวหลักสำคัญที่จะทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ ในการ
บริหารงานจัดการเรียนการสอนผู้บริหารโรงเรียนควรยึดหลักการจัดการเรี ยนการสอนตามแนวของ
หลกั สูตรกล่าวคือ ครู และนักเรียนร่วมกนั ดำเนนิ กิจกรรมตา่ งๆ โดยมเี ด็กเป็นศูนยก์ ลางของความสนใจ
นั่นคือกิจกรรมของเด็กโดยเด็กและเพื่อเด็ก ครูเป็นผู้ดำเนินการให้กิจกรรมเป็นไปในแนวทางตามที่
แผนการสอนและคมู่ ือเสนอแนะไว้ เดก็ เปน็ ผู้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ มากที่สุดไมว่ ่าจะเป็นการสอนโดยวิธี
ใดๆ ก็ตาม ครูเป็นเพียงผู้ควบคุมดูแลและแนะนำเพ่ือใหก้ จิ กรรมการเรียนการสอนบรรลุ ประสงค์การ
เรียนรขู้ องหลกั สูตร
ส่วน ปรชี า คัมภรี ปกรณ์ (อา้ งใน สมพงษ์ นิยมลกั ษณ์, 2548 : 26) กลา่ วถงึ หลกั การจัดการ
เรียนการสอนทีส่ ำคัญไว้หลายประการคอื
1) ครตู อ้ งเปิดโอกาสใหน้ กั เรยี นได้เรยี นรทู้ างด้านทฤษฎี และการปฏบิ ตั เิ พื่อใหเ้ กดิ
การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง เกิดความเข้าใจและสามารถปฏิบัติได้มากกว่าการจำ
2) ครคู วรเปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนไดเ้ รยี นรู้ เกีย่ วกับวิธีการแก้ปญั หา มีความคิด
วิจารณญาณและรู้จักนำความรไู้ ปใช้ในชวี ติ ประจำวนั ดังนัน้ การสอนของครตู ้องมงุ่ ให้นกั เรยี นได้รู้
วิธีการแสวงหาความรู้มากกว่าให้ท่องจำ

31

3) เน้อื หาวิชาทีจ่ ัดใหแ้ ก่นกั เรยี นต้องผสมผสานกนั และแสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสมั พนั ธ์
ระหว่างความร้ตู า่ งๆ ตลอดถึงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งกลมุ่ ประสบการณท์ เี่ รียนดว้ ยบทบาทของผู้บริหาร
โรงเรยี นในดา้ นการจดั กิจกรรมเรียนการสอนนัน้ ผ้บู รหิ ารโรงเรียนมภี ารกิจทีจ่ ะตอ้ งกระทำ ดังนี้
(สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ. 2536 : 8 -9)

3.1) จัดให้มีแผนการสอนให้ครบถว้ นทกุ ชนั้ และทกุ กลุ่มประสบการณ์ สำหรบั
หลกั สตู รฉบับปรับปรุง พ.ศ.2533 มุ่งเน้นให้ครผู ู้สอนเป็นผู้จดั ทำแผนการสอนเอง ผู้บริหารต้องเปน็ ผู้นำ
และกระตนุ้ ใหค้ รจู ดั ทำและตดิ ตามการนำไปใชด้ ว้ ย

3.2) จดั หอ้ งเรียนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับจานวนห้องเรียน
3.3) จัดสถานท่ี และอปุ กรณเ์ คร่ืองมือเครื่องใชแ้ ละหอ้ งพเิ ศษเพือ่ สนับสนนุ การจัด
กจิ กรรม การเรียนการสอนในกลุ่มประสบการณ์ต่างๆ ตามสภาพความพร้อมของโรงเรียน
3.4) ตรวจสอบการจัดตารางสอนให้เหมาะสมกบั เวลาและสอดคล้องกับอตั ราเวลา
เรยี นในหลักสตู รทุกกล่มุ ประสบการณ์ทุกชัน้ เรียน และใหม้ ตี ารางสอนรวมของโรงเรียนด้วย
3.5) จดั ทำหรอื จดั หาเอกสารประกอบหลักสูตรและแบบพิมพต์ ่างๆ ทีส่ นบั สนุนการ
สอน เชน่ แนวการสอนคู่มอื ครู และเอกสารท่ีเกี่ยวข้องสำหรบั ครูผู้สอนใหเ้ พียงพอทกุ ระดับช้ัน และทกุ
กล่มุ ประสบการณ์
3.6) จดั ครปู ระจำชัน้ ครู ประจำวชิ าให้เหมาะสมโดยคำนึงถงึ ความรคู้ วามสามารถของ
ประสบการณ์และความถนดั
3.7) ตดิ ตามการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนของครู โดยการตรวจแผนการสอนหรือ
บนั ทึกการสอนของครูอย่างสม่ำเสมอ
3.8) เยยี่ มชั้นเรียนหรือสงั เกตการสอนโดยกำหนดเปน็ ปฏิทนิ ปฏิบัตงิ านไว้
3.9) จดั ครเู ข้าสอนแทนครู ที่ขาดหรือครู ทีไ่ มม่ าปฏบิ ตั งิ านโดยมกี ารบันทึกมอบหมาย
งานและบนั ทกึ รายงานผลการปฏบิ ตั งิ านเปน็ ลายลกั ษณอ์ กั ษร
3.10) ตดิ ตาม ใหก้ ารชว่ ยเหลือพิเศษ ช่วยแก้ปญั หาในสว่ นท่ีเกีย่ วข้องกับการเรยี นการ
สอนให้แก่ครู ใหข้ วญั และกำลังใจในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอนตามหลกั สตู ร
3.11) เป็นผู้นำให้ครูปรับปรุงการเรียนการสอนให้รู้จกใช้เทคนิคและวิธีการสอนแบบ
ต่าง ๆ และเลือกกิจกรรมการสอน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ทักษะและเจตคติที่ดี สรุปได้ว่า การจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่ผู้บริหารควรให้ความสนใจเพราะการเรียนจะบรรลุ
ตามเป้าหมายของหลักสูตรได้น้ัน ต้องอาศัยกิจกรรมการเรียน การสอนเป็นสำคัญ ซึ่งผู้บริหารโรงเรยี น
ต้องใหค้ วามช่วยเหลือและสนบั สนุน กระตุน้ ให้ครูจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนให้เหมาะสม
การศกึ ษาทเ่ี ก่ียวข้อง สวัสด์ิ เดชกลั ยาและคณะ (2549) ได้ศึกษาการดำเนนิ งานนเิ ทศ ภายใน
โรงเรียนในสถานศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน สังกดั สำนกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษานครนายก โดยมวี ตั ถุ ประสงค์
1) เพื่อศกึ ษาการดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนในสถานศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน สงั กัดสำนกั
เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษานครนายก
2) เพื่อเปรยี บเทียบการดำเนินงานนเิ ทศภายในโรงเรียนในสถานศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน สงั กัด
สำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษานครนายก โดยจำแนกตามขนาดของสถานศกึ ษาโดยไดศ้ กึ ษาขัน้ ตอนการ
ดำเนนิ งานนเิ ทศภายในโรงเรยี น 4 ขน้ั ตอนคอื

32

2.1) การศกึ ษาสภาพปจั จุบนั ปัญหาและความต้องการ
ของสถานศกึ ษา

2.2) การวางแผนการนเิ ทศ
2.3) การดำเนินการนเิ ทศ
2.4) การประเมนิ ผลการนิเทศและเพื่อเปรียบเทยี บ
การดำเนินงานนเิ ทศภายในโรงเรยี นในสถานศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน สงั กัดสำนักงาน
เขตพนื้ ทก่ี ารศึกษานครนายก โดยจำแนกตามขนาดของสถานศกึ ษา กล่มุ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่
ข้าราชการครู จำนวน 244 คน ประกอบดว้ ยข้าราชการครู ในสถานศกึ ษาขนาดใหญ่จานวน 42 คนและ
ขา้ ราชการครู ในสถานศกึ ษาขนาดเล็กจำนวน 202 คน เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการวิจยั เป็นแบบสอบถามแบบ
มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อมีค่าความเช่ือมนั 0.98 สถิติท่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล
ได้แก่ ค่าร้อยละ คา่ เฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าทดสอบ t–test สาหรบั กลมุ่ ตวั อย่างทเี่ ป็น
อิสระตอ่ กันผลการวิจยั สรุปไดด้ งั นี้
1. สภาพการดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนในสถานศึกษาข้ันพืน้ ฐาน สงั กัดสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษานครนายกโดยรวม อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ขั้นตอนการ
ดำเนนิ งานนเิ ทศภายในโรงเรยี น 4 ขัน้ ตอน อยู่ในระดบั มากเช่นเดียวกัน โดยเรยี งลำดับจากมากไปหา
นอ้ ยไดด้ งั นี้ ข้นั ท่ี 3 การดำเนินการนิเทศ ขั้นท่ี 2 การวางแผนการนเิ ทศ ข้ันที่ 1 การศกึ ษาสภาพปจั จุบัน
ปัญหาและความต้องการของสถานศกึ ษา และข้ันที่ 4 การประเมนิ ผลการนิเทศ ตามลาดบั
2. ผลการเปรียบเทียบการดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครนายก โดยจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา พบว่าการดำเนิน
งานนิเทศภายในโรงเรียนตามขั้นตอนการดำเนนิ งานนิเทศภายในโรงเรียนทั้ง 4 ขั้นตอน คือ การศึกษา
สภาพปัจจบุ ันปญั หาและความต้องการของสถานศกึ ษา การวางแผนการนเิ ทศ การดำเนินการนเิ ทศและ
การประเมนิ ผลการนเิ ทศของสถานศกึ ษาขนาดใหญแ่ ละสถานศึกษาขนาดเลก็ ทั้งโดยรวมและรายด้านนั้น
ไม่แตกต่างกนั
จากงานวจิ ยั ข้างต้น พบวา่ สถานศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐานสงั กดั สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษา
นครนายก มกี ารดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรยี นทงั้ 4 ข้ันตอน ได้แก่
1) การศกึ ษาสภาพปจั จุบนั ปญั หาและความต้องการของสถานศึกษา
2) การวางแผนการนเิ ทศ
3) การดำเนนิ การนเิ ทศ
4) การประเมินผลการนิเทศ
โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยในขั้นที่ 3 มีการดำเนินการมากที่สุด และขั้นที่ 4 มีการ
ดำเนินการน้อยที่สุด และจากการเปรียบเทียบการดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนในสถานศึกษาข้ัน
พื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษานครนายกของสถานศึกษาขนาดใหญแ่ ละสถานศึกษาขนาด
เล็ก ทั้งไม่แตกต่างกัน เฉลียว นัยนา (2550)ได้ศึกษากระบวนการนิเทศภายในของสถานศึกษา ขั้น
พื้นฐานในอำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษา
กระบวนการนเิ ทศภายในของสถานศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน กลมุ่ ประชากร คือ ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน
โรงเรียนในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงราย เขต 2 ปี

33

การศึกษา 2547 จำนวน 533 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า และ
แบบปลายเปดิ นำขอ้ มูลท่ีได้มาวิเคราะหโ์ ดยใชร้ ้อยละคา่ เฉล่ยี

ผลการศึกษากระบวนการนิเทศภายในของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทั้ง 5 ขั้นตอน พบว่าการ
ปฏิบัติโดยเฉลี่ยอยูใ่ นระดบั ปานกลาง โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยของการปฏิบตั ิมากท่ีสดุ คือ การวางแผนและ
กำหนดทางเลือก ส่วนดา้ นทมี่ คี า่ เฉลย่ี ของการปฏบิ ตั นิ ้อยทสี่ ุด คอื การประเมนิ และรายงานผลส่วนแนว
ทางการพฒั นากระบวนการนิเทศภายในของสถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานทัง้ 5 ขน้ั ตอน พบวา่ มขี อเสนอแนะ
ดังนี้ คือ ควรมกี ารสอบถามสภาพการจดั การเรียนการสอนของครู ครคู วรมีส่วนรว่ มในการวางแผนการ
และดำเนินการนิเทศภายในสื่อและเครื่องมือที่ใช้ในการนิเทศควรสอดคล้องกับสภาพการดำเนินการ
จดั การเรยี นการสอน และควรมีการสรปุ ผลการนเิ ทศภายในทกุ ครัง้ ที่มีการดาเนินการทุกคร้ัง

จากงานวิจัย ข้างต้นพบว่า สถานศึกษาขั้นพื้นฐานในอำเภอแม่สรวย สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาเชยี งราย เขต 2 มกี ารดำเนนิ การนิเทศภายในท้ัง 5 ข้นั ตอน อยใู่ นระดับปานกลาง ซึ่งแนวทาง
ในการพัฒนากระบวนการนเิ ทศภายในของสถานศึกษาข้ันพ้นื ฐานทั้ง 5 ขน้ั ตอนนัน้ ควรมีการสอบถาม
เกี่ยวกับสภาพการจัดการเรียนการสอนของครู เปิดโอกาสให้ครู เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการ
ดำเนินการนเิ ทศภายใน รวมทั้งสือ่ และเคร่ืองมือท่ีใช้ในการนิเทศภายในควรมีความสอดคล้องกับสภาพ
การจัดการเรยี นการสอนของครู และควรนำผลสรปุ เก่ียวกับการนิเทศภายในมาใช้ในการพฒั นาปรับปรุง
การดำเนินงานให้ดียงิ่ ข้นึ

กระบวนการนเิ ทศภายในโรงเรยี น โดยการใช้กระบวนการเปดิ ช้ันเรยี น (Lesson study)

ในประเทศไทยการสอนโดยการใช้กระบวนการเปิดชั้นเรียน (Lesson study) นำมาใช้ครั้งแรก
ในปีการศึกษา 2547 โดย รศ.ดร.ไมตรี อินทรประสิทธิ์ ได้มีการขยายตัวไปอย่างแพร่หลายในแวดวง
การศึกษาในระดับ ประถม มัธยม และอุดมศึกษาทั่วทุกภูมิภาค ในขณะเดียวกันก็ได้นำนวัตกรรม
Lesson study นี้มาใช้กับการสอนคณิตศาสตร์แก่นักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เพือ่ ให้คณาจารย์และนกั ศกึ ษาได้ใช้เพ่ือให้ เกดิ การเปล่ียนแปลงและเปดิ โลกทัศน์ เพราะเป็นวธิ ีการที่ครู
เปน็ ผู้ลกั ดนั ใหเ้ กิดการปรับปรงุ การสอน โดยมีเป้าหมายหลกั อยู่นักเรยี น ทำให้ครูค้นพบว่าการร่วมมือกัน
อยา่ งดรี ะหว่างครูดว้ ยกนั ทำใหค้ รไู ด้มีโอกาสแลกเปล่ียนการเรียนรู้เก่ยี วกับการสอนนวัตกรรม Lesson
study เปน็ นวัตกรรมท่เี ป็นอกี หน่ึงวธิ ีที่จะช่วยในการพัฒนาวิชาชีพครูเพราะเป็นแนวทางท่ีจะช่วยให้ครู
ไดป้ รับปรุงการสอนด้วยตัวของครูเอง (teacher-led instruction improvement) และเป็นการผลักดัน
ให้ครูเกิดความรู้สึกที่จะพัฒนาวิชาชีพครูภายใต้กระบวนการปรับปรุงการสอนด้วยตัวของครูเองอยู่
ตลอดเวลาโดยไม่ตอ้ งรอให้มีผู้เช่ียวชาญจากภายนอกมาดูแล เพราะจดุ ประสงค์หลักหรือจุดเน้นที่ จะทำ
ให้เกดิ ผลคอื นักเรียน ดงั นั้นการนำแนวทางนี้มาใช้ในการสอนของครูไม่น่าจะเป็นดา้ นเนื้อหา วิธีการสอน
ส่ือการสอน ทน่ี ำมาใช้จะเกดิ ผลต่อการเรยี นรู้ของนักเรียนมาก

นวัตกรรม Lesson study ได้รับการยอมรับในประเทศต่าง ๆ ว่ามีคุณค่าต่อครูสามารถ
เปลี่ยนแปลงครูและนักเรียนได้นวัตกรรม Lesson study จึงน่าจะได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสมกับ
ประเทศไทยอย่างย่ิงในภาวะที่ประเทศไทยในปัจจุบัน ต้องการให้ครูได้ปฏิรูปการสอนตนเองเพื่อจะได้
ส่งผลต่อการปฏิรูปการเรียนของนักเรียนและใช้ในการพัฒนาวิชาชีพครูในประเทศไทยอันจะช่วยใหเ้ กิด

34

ผลดีต่อการปฏิรูปครูเป็นอย่างยิ่ง (Inprasitha, 2009) Lesson study มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาครู
เหตผุ ลท่ี Lesson study ได้รับความนิยมมีเหตุผลหลายประการ คือ

1. ทำให้เกิดความเข้าใจเก่ยี วกับแนวคดิ ทางการศึกษาทเ่ี ก่ียวข้องกับแนว ปฏบิ ัตใิ นการสอน
2. ปรับเปลี่ยนความคิดและวิธกี ารสอน และการเรียนรู้
3. เรยี นรู้ทจี่ ะพัฒนาการปฏบิ ัตกิ ารสอนของครจู ากการสะท้อนผลของนักเรยี น
4. ได้รับการสนับสนุนและการช่วยเหลือจากเพ่ือนครูแนวปฏิบัตขิ อง Lesson study เป็น
กระบวนการปรบั ปรุงการสอนอย่างต่อเนื่อง โดยมจี ดุ มุ่งหมายให้ครไู ด้แลก เปลยี่ นเรียนรู้เทคนิคการสอน
จากเพ่ือนครูด้วยกนั ทำให้เกดิ การยอมรับข้อบกพร่องของตนเองแล้วนำมาปรบั ปรุงแกไ้ ขใหม่
รศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธ์ิ ได้นำนวัตกรรม Lesson study โดยเอาวิธีการสอนคณิตศาสตร์
แนวใหม่ คือ Open Approach และ Lesson study เป็นวิธีการสอนแบบเปิดและทำให้เกิดการวิจัย
แผนการสอน ซึ่งอาจารย์ได้ไปศึกษามาจาก ประเทศญ่ีปุ่นวิธีการแบบเปิดนี้จะช่วยลดอุปสรรคเรื่อง
จำนวนเด็กต่อห้อง ที่มีมากเกินไปได้เพราะวิธีการแบบเปิด จะทำให้ครูได้ด้านความแตกต่างระหว่าง
บุคคลอย่างชัดเจนเพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลจะเกิดคำตอบของนักเรียนที่เป็นกระบวนการ
น้ันเอง ต่อจากนี้จะขออธิบายเฉพาะการสอนแบบเปิดถ้าใช้ Open Approach Lesson study แล้วครู
ใหค้ วามสำคญั กับการใช้แผนการเรียนรู้จนทำใหเ้ กิดเป็นการวจิ ัย แผนการสอนในชัน้ เรยี นเกิดขนึ้ เพราะ
แผนการสอนคือเป็นเครื่องมอื สำคัญอย่างหนึ่งในการสอนซึง่ มีกระบวนการ 3 ขัน้ ตอน คอื 1) ร่วมมือกัน
สร้างแผนการสอนของครูในกลุ่มคณิตศาสตร์หรือผู้สนใจ 2) ร่วมกันสังเกตการสอน 3) ประชุมเพ่ือ
สะท้อนผล การสอนร่วมกัน

ครูจะประชุมเพื่อสร้างแผนการสอนร่วมกัน โดยกำหนดเรื่องที่ สอนตามหลักสูตร
สถานศึกษาการสร้างแผนการสอนต้องยึดหลักการสร้างคำถามหรือคำสั่งปลายเปิดและให้ครอบคลุม
เนื้อหาที่ต้องการสอน ซึ่งเป็นวิธีการ Open Approach จากหลักการดังกล่าวครูทุกคนต้องช่วยกันคิด
แล้วแสดงความคิดนั้นรว่ มกัน โดยคำถามที่จะต้องใช้ในชั้นเรียนต้องเป็นคำถามแบบเปิดแต่จะมีประเด็น
ความรู้ไว้ ในคำถามให้กับนักเรียนได้ร่วมกันคิดและหาคำตอบ เปา้ หมายสำคญั ของวิธีการสอนแบบเปิด
ต้องการให้นักเรียนทุกคนเรียนคณิตศาสตร์ได้สอดคล้องกับศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มท่ีใน
กระบวนการทางการคิดคณติ ศาสตร์การปรับปรุงและพฒั นาการสอนลักษณะน้ีจะช่วยแก้ปัญหาครทู ี่ต้อง
สอนกิจกรรมในลักษณะเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทุกปีได้เพราะจะทำใหครูสนุกกับการหาคำถามมาถามเด็กและ
คำตอบที่ได้กันแตกต่างกันในแต่ละปีช่วยลดปัญหาการเรียนระหว่างเด็กเก่งกับเด็กอ่อนให้เกิดความ
สมดุลกัน เนื่องจากนักเรียนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยที่ครูจะไม่ปฏิเสธคำตอบไปสู่ความรู้ให้กบั
นักเรียนแต่จะทำหน้าที่เชอ่ื มโยงคำตอบไปสู่ความรู้ใหก้ ับนักเรียน

กระบวนการของ Lesson Study โดยท่วั ไปประกอบด้วย 8 ขัน้ ตอนดงั น้ี (Inprasitha, 2003)
1. Problem Identify cation กำหนดประเดน็ ที่จะสอน ขึ้นอยู่กับความ ต้องการของ

นกั เรียน
2. Class planning วางแผนการสอน โดยเน้นทนี่ กั เรยี นและครูเป็นสำคญั
3. Class implementation นำแผนการสอนไปใช้โดยเน้นบทเรียนที่ส่งเสริมการ

เรยี นรู้และกระบวนการคิดของนกั เรยี นและแก้ไขความเขา้ ใจคลาดเคลื่อน
4. Class evaluation and review of result ประเมนิ ผลบทเรียนว่าสง่ ผลตอ่ การ

เรียนรรู้ของนักเรยี นอยา่ งไรและร่วมกนั อภปิ รายสะท้อนความคิด

35

5. Reconsideration of class ปรบั ปรงุ บทเรียนโดยอาศยั ข้อมูลทร่ี วบรวมได้
6. Implementation base on reconsideration นำแผนการสอนทีป่ รบั ปรงุ แล้วมา
สอนนักเรียนกลุ่มอื่น
7. Evaluation and review ประเมนิ ผลบทเรียนและร่วมกันอภิปรายสะท้อนความคิด
เกย่ี วกบั บทเรียน
8. Share result นำผลท่ไี ด้มาแลกเปล่ียนเรียนรู้รว่ มกัน
การศกึ ษาช้นั เรียนสิ่งหนง่ึ ท่ตี ้องการ คอื การพจิ ารณาด้านเวลาและความพยายามในการกำหนด
ตารางการทำงานให้เรียบร้อยอย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้ลงมือกระทำก็จะเป็นผู้ท่ีสร้างคุณค่าด้านการใช้เวลา
และความพยายามจากในปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นที่จะปรับปรุงผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนและการปลูกฝังความ
ตระหนักในท่ีจะใช้กับการศึกษาชั้นเรียนจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แขง็ แกร่งในหมู่ครู และการปรับปรุง
การสอนขอ้ คน้ พบจากการศึกษาชั้นเรียนน้ีช่วยสรา้ งความเป็นมอื อาชพี ในการสอนให้แก่ครูและแน่นอน
รางวัลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือประโยชน์ที่นักเรียนได้รับจากการปรับปรุงการนำไปใช้และวิธีคิดในวิชา
คณิตศาสตร์ของพวกเขา แม้ว่ามันจะให้ประโยชน์มาก กระบวนการดังกล่าว ยังเหมือนอยู่ ในภาวะมี
อุปสรรคอย่างไรก็ตามครูต้องระลึกว่าจะต้องร่วมกันทำงานเพ่ือปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียนการ
แลกเปลี่ยนจุดประสงค์ร่วมกนั ก็สามารถเพ่ิมคุณค่าได้เป็นอย่างดีทีเดียว และมันยังช่วยให้ครูได้จดจำใน
ประเด็นที่ได้สังเกต คือ อยู่ที่วิธีคิดของเด็ก ไม่ใช่ความสามารถในการสอนของพวกเขา สิ่งนี้มันสามารถ
ชว่ ยลดความกังวลลงไปไดส้ ำหรบั ครู (Inprasitha, 2009) ในการจัดการเรยี นการสอนในวชิ าคณติ ศาสตร์
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ขอนแก่น (ศึกษาศาสตร์) ระดับประถมในขั้นตอนแรกนั้นครูผู้รว่ มโครงการ
จะมาร่วมกัน สร้างแผนการจัดการเรียนรู้โดยดูว่าต้องการสอนนักเรียนเร่ืองอะไรบ้างและจะตั้งคำถาม
อย่างไร จากนั้นจะมากำหนดคำถามปลายเปิดให้ครอบคลุมประเด็นที่ต้องการสอนเด็ก ซ่ึงเป็น วิธีการ
แบบเปดิ จะซ่อนประเด็นความรู้ไว้ในคำถามให้เดก็ ๆ ไดร้ ่วมกันคิดและหาคำตอบโดยคำตอบของเด็กแต่
ละคนอาจจะแตกต่างนักเรียนแต่ละคนจะมีประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในการให้เหตุผล
และต้องยอมรับฟังความคดิ เหน็ ซึ่งกนั และกนั ครูพยายามเชื่อมโยงข้อมูลที่เด็ก ๆ อธิบายซึ่งครูจะต้องใจ
เย็นไม่สรปุ ว่าความคิดของ ใครผิดหรือถูกแต่เม่อื เด็กมคี วามเหน็ ทผี่ ิดออกไป ก็อาจจะมีเด็กคนอน่ื ๆ เห็น
แย้งขนึ้ มา เดก็ ในชั้นเรียนก็จะได้อภิปรายร่วมกัน ถกเถียงถึงความรู้นนั้ ด้วยกัน สดุ ท้ายครูและนักเรียนก็
จะร่วมกนั สรุปประเด็นของความรู้ได้สำหรับจดุ สำคญั ของวิธกี ารสอนด้วยวธิ ี แบบเปิดจะต้องให้นักเรียน
เปิดใจกว้างเกี่ยวกับคณิตศาสตร์โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนทุกคนเรียนคณิตศาสตร์ได้ สอดคล้องกับ
ศักยภาพทางคณิตศาสตร์ ของตนและระดับของการกำหนดการเรียนรู้ด้วยตนเองนอกจากน้ียังต้องการ
ให้เด็กสามารถใช้ศักยภาพของ ตนเองได้อย่างเต็มที่ในกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ดังนั้น การได้
พฒั นาบทเรียนร่วมกันและได้รว่ มกนั ดวู ่าจุดมุ่งหมายของบทเรียนและวตั ถุประสงค์มีความเหมาะสม กับ
หลกั สูตรทใี่ ช้กบั นักเรยี นชนั้ ต่าง ๆ อย่างไร และจะวัดความคดิ ของนักเรียนระหว่าง บทเรียนนั้นอย่างไรก็
ถอื วา่ เป็นสงิ่ ท่ีสร้างคุณค่ามากการสังเกตบทเรียนและการสนทนาจากข้อสงั เกตร่วมกันแน่นอนว่า มันจะ
เกิดพลังการฝักที่สร้างการหยั่งรู้ที่ยิ่งใหญ่และได้ปรับปรุงความรู้วิชาการด้วยหากกลุ่มริเริ่มมีเวลาและ
ความสนใจก็มีความสำคัญต่อการดำเนินการต่อในกระบวนการทบทวนบทเรียนและการมีครูอื่นนำไป
สอนและมีการสังเกตบทเรียนอีกผู้บริหารมีความเช่ือว่านวัตกรรมการศึกษาช้ันเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด
จะเป็นการพัฒนาครูในด้านพฤติกรรมการสอนมีการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของครูทีเ่ มื่อก่อนคิด
คนเดียววางแผนการทำงานคนเดียวเขยี นแผนการจัดการเรียนรู้คนเดียวแล้วนำไปใช้สอน แต่การศึกษา

36

ชน้ั เรียนทำงานเป็นกลุ่ม เป็นระบบเกดิ ความสามัคคี ในหมคู่ ณะทำใหอ้ งคก์ รพฒั นา ผู้บริหารได้รับทราบ
ถึงปัญหาด้านการจัดการเรียนการสอนการจัดตารางสอนการให้ความร่วมมือของครูในโรงเรียนทำให้
คณะทำงานมีขวญั และกำลงั ใจและส่งเสริมการดำเนินงานเป็นอย่างดีผู้รว่ มงานให้ความสำคัญในกิจกรรม
ที่ร่วมกันของคณะกรรมการดำเนินงานให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม ผู้บริหารเข้าร่วมกับคณะครู
และทีมวจิ ัยเขา้ ร่วมสงั เกตการสอน เข้าร่วมการประชมุ สะทอ้ นผล ในแต่ละสปั ดาห์และเขา้ ร่วมกิจกรรม
อื่น ๆ (Inprasitha, 2009)

กระบวนการการศึกษาช้ันเรียน สามารถแสดงได้ดังแผนภูมิต่อไปน้ี (Inprasitha, 2003)

ร่วมกันสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้

นำแผนการจดั การเรยี นรู้ไปใช้และสังเกตช้นั เรียนตามตารางสอนปกติ

สะทอ้ นผลชนั้ เรียนทกุ สัปดาห์

สรุปผลการเรยี นรู้ของครูจดั ทำ open class

ปรับแผนการจัดการเรียนรู้เม่อื เรมิ่ ปีการศึกษาใหม่

ภาพที่ 1 แสดงรปู แบบกระบวนการการศึกษาชั้นเรยี น

ลำดบั แรกของกระบวนการการศึกษาช้ันเรียน
1. การสร้างสถานการณ์ปัญหาที่จะทำให้ผู้เรียนนำสถานการณ์นั้นไปเป็นโจทย์การ

เรียนรู้เด็กจะมีวิธีคิดที่แตกต่างกันในกลุ่มเด็ก ๆ พยายามช่วยกันคิดเพื่อให้กลุ่มของตนประสบ
ความสำเร็จแม้ว่าบางครั้งอาจมีความขัดแย้งกันแต่เด็ก ๆ ก็สามารถสรุปเป็นข้อตกลงในกลุ่มของตนเอง
ได้

2. การสร้างสื่อการเรียนรู้จะช่วยให้ครูได้เห็นวิธกี ารคิดของผู้เรียนแต่ละคนที่แตกต่าง
กนั และช่วยให้ ผ้เู รียนแต่ละคนได้แสดงความสามารถแสดงศักยภาพความสนใจและการเรยี นรู้ท่แี ตกต่าง
กนั

3. การมีช่วงเวลาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนใช้เวลากับการเรียนรู้ท่ี
เกิดขึ้นครูเป็นเพียงผู้สังเกตและบันทึกวิธีคิดของเด็กที่ได้พบรวมถึงสภาพบรรยากาศภายในห้องเรียน

37

การมีส่วนร่วมของผู้เรียนพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนแนวความคิดทักษะกระบวนการของแต่ละคนซ่ึงมี
ครูอีกคนคอยสงั เกตุและบนั ทึกสง่ิ ต่าง ๆ ทีเ่ กดิ ข้ึนเพอื่ นำมาสะท้อนผลร่วมกนั กับครผู ู้สอน

4. การแลกเปลี่ยนแนวความคิดร่วมกัน ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะนำเสนอความ คิดที่กลุ่ม
ของตนคดิ ร่วมกันแล้วมานำเสนอผลงานของกลุ่มใหเ้ พือ่ นๆ ในห้องได้รับฟัง

5. ขั้นสรุป ครูจะทำหน้าที่เชื่อมร้อยความคิดของทุกกลุ่มเข้าด้วยกันและนำไปสู้ความ
เขา้ ใจในเรื่องท่ีครตู ้องการสอนโดยอาศัยความเขา้ ใจของผู้เรียนทม่ี อี ยู่เดมิ เป็นฐาน

6. นำส่งิ ท่ีได้วางแผนร่วมกันมาสะท้อนถงึ สง่ิ ที่เกิดข้นึ ในชั้นเรียนท่ีครูไดร้ ว่ มกันวางแผน
กันไว้และปรับปรุงในสิ่งที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการคิดของเด็ก เช่น สื่อการ เรียนรู้มีขนาดเล็กเกินไป
กระดานแม่เหล็กไม่เพียงพอต่อจำนวนกลุ่มสีสันของสื่อไม่เร้าความสนใจเป็นต้น เพื่อที่ครูผู้สอนจะได้
นำไปปรับปรุงและพฒั นาต่อไป

7. แลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมวิชาชีพเพื่อแลกเปล่ียนความรู้ประสบการณ์และ
ข้อเสนอแนะจากเพื่อนร่วมวิชาชีพในการพัฒนาการเรียนการสอนลักษณะต่อไปน้ีของ Lesson Study
ทำให้ Lesson Study แตกต่างจาก การพัฒนาครูทั่วไป คือ (1) Lesson Study เปิดโอกาสให้ครูได้
มองเหน็ การสอนและการเรยี นรู้ในชน้ั เรยี นอย่างเป็นรูปธรรมครูร่วมกันอภปิ รายเกี่ยวกับการวางแผนการ
สอนการทำแผนการสอนไปใช้การสังเกตการสอนและสะท้อนความคิดเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในชั้น
เรียน การที่ได้สังเกตการสอนจริงในชั้นเรียนทำให้ครูได้เข้าใจและเห็นภาพว่าการสอนที่ดีนั้นเป็น
อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจในสิ่งที่ตนกำลังเรียนได้ดียิ่งขึ้น (2) นักเรียนเป็นหัวใจสำคัญของ
โปรแกรมพัฒนาครูซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให ครูได้ศึกษา วิเคราะห์การกระบวนการเรียนรูและความ
เข้าใจของนักเรียนผานทางการสังเกตการสอนและการอภิปรายเกี่ยวกับแนวปฏิบัติในการสอน (3)
Lesson Study ทำให้ครูได้มีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการสอนและ
การพฒั นาหลกั สตู ร

สรุป Lesson Study มีคุณลักษณะท่ีพบว่ามีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของครู
เช่น การใช้ส่ือของจริงเพ่ือช่วยให้นักเรียนเรียนรู้การแก้ปัญหาอย่างมีความหมายการที่ครูได้สะท้อน
เกี่ยวกับการสอนและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การที่ครูได้มีเครือข่ายสนับสนุนทางวิชาการภายใน
โรงเรียน ในขณะเดียวกัน Lesson Study หลีกเลย่ี งลักษณะอันไม่พึงประสงค์ท่ีพบในการพฒั นาครูทวั่ ไป
เชน่ เป็นการอบรมระยะส้ัน การอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง และไม่ได้ปรบั ใหเ้ หมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรียนและ
ความต้องการของครูองค์ประกอบสำคัญของการทำ Lesson Study คือ กลุ่มของผู้สอนร่วมกันเตรียม
แผนการสอนของบทเรยี น จากน้ันนำแผนการสอนนัน้ ไปสอนในชัน้ เรียนโดยมีทมี Lesson Study และ
บุคลากรทางการศึกษาอื่น ๆ เข้าร่วมสังเกตการสอนหลังจากน้ันจะมีการอภิปรายหลังการสอนเพื่อ
วิเคราะห์การสอนบทเรียนน้ัน การศึกษาช้ันเรียนจะช่วยให้ครูสนใจกระบวนการเรียนรู้ท่ีเกิดขึ้นใน
บทเรียนอีกทั้งเป็นโอกาสท่ีครูจะได้รวบรวมข้อมูลจากการสอนตามแผนการสอนที่ทีม Lesson Study
ได้ร่วมกนั จัดทำข้นึ ระหว่างการอภปิ รายหลังการสอน ครรู ่วมกันพจิ ารณาข้อมลู เพอ่ื

(1) ทำความเข้าใจเก่ยี วกบั แนวคดิ ทางการศกึ ษาที่เกยี่ วข้องกับแนวปฏิบัติในการสอน
(2) แบ่งปนั ความคิดและปรบั เปลย่ี นมมุ มองเก่ียวกบั การสอนและการเรยี นรู้
(3) พจิ ารณาการสอนจากมมุ มองของนักเรียน
(4) แลกเปลย่ี นเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกนั

38

กระบวนการนเิ ทศแบบ “PIDRE” มขี ัน้ ตอนดงั น้ี
ข้ันท่ี 1 วางแผนการนเิ ทศ (Planning-P) เปน็ ขนั้ ท่ีผบู้ รหิ ารผูน้ ิเทศและผู้รับการนเิ ทศจะ

ทำการประชุมปรกึ ษา หารือเพอื่ ใหไ้ ดม้ าซึ่งปญั หาและความต้องการจำเป็นทีจ่ ะตอ้ งมีการนิเทศ รวมทั้ง
วางแผนถงึ ข้นั ตอนการปฏิบัตงิ านเกยี่ วกบั การนเิ ทศทจ่ี ะจัดขน้ึ อกี ด้วย

ขน้ั ท่ี 2 ให้ความรคู้ วามเขา้ ใจในการทำงาน (Informing –I) เป็นขัน้ ตอนของการให้
ความร้คู วามเข้าใจถึงสง่ิ ทจี่ ะดำเนินงานวา่ จะต้องอาศัยความร้คู วามสามารถอยา่ งไรบ้าง จะมขี น้ั ตอนใน
การดำเนินการอย่างไร และจะทำอย่างไรจงึ จะทำให้ได้ผลงานออกมาอยา่ งมคี ณุ ภาพ ขั้นน้จี ำเปน็ ทุกครั้ง
สำหรับการเรม่ิ การนิเทศทจ่ี ดั ข้ึนใหมไ่ ม่ว่าจะเปน็ เรื่องใดกต็ าม และกม็ ีความจำเป็นสำหรับงานนิเทศท่ี
ยังไม่ไดผ้ ล หรอื ได้ผลไม่ถงึ ขน้ั ที่พอใจซ่ึงจำเปน็ จะต้องทำการทบทวนให้ความรูใ้ นการ ปฏบิ ัติงานที่
ถกู ต้องอกี ครงั้ หนงึ่

ขั้นที่ 3 ลงมือปฏบิ ตั ิงาน (Doing –D) ประกอบดว้ ยงานใน 3 ลกั ษณะคือ
3.1 การปฏิบตั งิ านของผ้รู ับนเิ ทศเป็นข้ันท่ผี ู้รับการนเิ ทศลงมอื ปฏบิ ัติงานตาม ความรู้

ความสามารถทไ่ี ด้รบั มาจากดำเนนิ การในขนั้ ที่ 2
3.2 การปฏิบัติงานของผู้ให้การนิเทศ ขนั้ น้ีผู้ให้การนิเทศจะทำการนิเทศและควบคุม

คณุ ภาพใหง้ านสำเร็จออกมาทันตามกำหนดเวลาและมีคุณภาพสูง
3.3 การปฏบิ ัติงานของผู้สนับสนนุ การนเิ ทศ ผู้บรหิ ารก็จะให้บรกิ ารสนบั สนนุ ในเรอ่ื ง

วัสดุ อปุ กรณ์ ตลอดจนเครอื่ งใช้ตา่ ง ๆ ท่ีจะช่วยใหก้ ารปฏิบตั งิ านเป็นไปอยา่ งได้ผล
ขั้นที่ 4 สรา้ งเสรมิ กำลังใจ (Reinforcing –R) ขัน้ นีเ้ ปน็ ขนั้ ของการเสริมกำลงั ใจของ

ผ้บู ริหารเพื่อให้ผู้รับการนเิ ทศมีความมนั่ ใจและบังเกิดความพงึ พอใจในการปฏบิ ตั งิ านขัน้ นีอ้ าจจะ
ดำเนินการไปพรอ้ ม ๆ กันกบั ผู้ทรี่ ับการนิเทศกำลังปฏิบัตงิ านหรือการปฏิบตั งิ านได้เสรจ็ สิ้นลงไปแล้วก็ได้

ขั้นที่ 5 ประเมินการนิเทศ (Evaluating –E) เป็นขั้นที่ผู้นิเทศทำการประเมินผลการ
ดำเนินการซึ่งผ่านไปแล้วว่าเป็นอย่าง ไร หลังจากการประเมินผลการนิเทศหากพบว่ามีปัญหาหรือ
อุปสรรคอย่างหนึ่งอย่างใด ที่ทำให้การดำเนินงานไม่ได้ผลก็สมควรจะต้องทำการปรับปรุงแก้ไขซึ่งการ
ปรบั ปรงุ แกไ้ ขอาจจะทำไดโ้ ดยการให้ความรู้ในสง่ิ ท่ีทำใหม่อกี ครั้งหน่งึ สำหรบั กรณีทีผ่ ลงานออกมายังไม่
ถึงขั้นที่พอใจหรือดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานทั้งหมดสำหรับกรณีการดำเนินงานเป็นไปไม่ได้ผล
และ ถ้าหากการประเมินผลได้พบว่าประสบผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งไว้หากจะได้ดำเนินการนิเทศต่อไปก็
สามารถทำไปไดเ้ ลยโดยไม่ตอ้ งใหค้ วามรูใ้ นเร่ืองนน้ั อกี

การดำเนินการนิเทศตามวัฏจักรนี้จะเป็นไปอย่างต่อเน่ืองและไม่หยุดน่ิงจนกว่าจะบรรลุผล
ตามจดุ มงุ่ หมายที่วางไว้หรอื พัฒนาผู้รับการนิเทศให้เป็นไปตามตอ้ งการ หากบรรลุสำเรจ็ ตามจดุ มุ่งหมาย
แลว้ ต้องการจะหยุดกระบวนการทำงานกถ็ อื วา่ การนเิ ทศไดส้ น้ิ สุดลงแล้ว คร้ันต้องการเริม่ นิเทศในสิง่ ใหม่
หรอื ตั้งเป้าหมายใหมก่ จ็ ะต้องดำเนินการ ต้งั แต่เรมิ่ แรกอกี ดังแสดงใหเ้ ห็นความต่อเนอื่ งของกระบวนการ
นเิ ทศการศึกษาใน

กระบวนการนเิ ทศโดยใชว้ งจรของเดมมิง (Circle Deming Cycle)
การนำวงจรเดมมิง (Deming circle) หรอื โดยทัว่ ไปนิยมเรียกกนั ว่า P-D-C-A มาใชใ้ นการ
ดำเนนิ การนิเทศการศึกษา โดยมขี ั้นตอนท่สี ำคัญ 4 ข้ันตอน คือ
1. การวางแผน (P-Planning)
2. การปฏิบัติตามแผน (D-Do)

39

3. การตรวจสอบ/ประเมินผล (C-Check)
4. การปรับปรุงแก้ไข (A-Act)
ทั้งนี้ กล่มุ นเิ ทศติดตามและประเมนิ ผลการจัดการศกึ ษาของสำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศึกษา
มัธยมศกึ ษา เขต 33 ได้นำกระบวนการนเิ ทศท้ังแบบ PIDREและ PDCA มาประยุกตใ์ ช้ใหเ้ หมาะสมกับ
การนิเทศตดิ ตามการจดั การศึกษาสำหรับสถานศึกษา ส่วนการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนใน
สังกัด ได้ส่งเสรมิ สนับสนุนการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยการใชก้ ระบวนการนเิ ทศที่เน้นใหโ้ รงเรยี นได้
ใชว้ ิธกี ารแบบเปิดชั้นเรยี น (Open Approach) ในการพัฒนาบทเรยี น (Lesson Study) เพ่อื ให้ครูได้
ร่วมกันคดิ พฒั นา ผลการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ สู่การพัฒนานกั เรียนท่ีใหเ้ กดิ ความย่งั ยนื และมี
ผลสมั ฤทธิ์ท่ีสงู ขึน้ ตามเป้าหมายของโรงเรียนกำหนด

การนเิ ทศการจัดกิจกรรมการเรียนรแู้ บบออนไลน์
ความก้าวหนา้ ทางดา้ นเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สารมีการพฒั นาอย่างต่อเนื่อง

ประชาชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยเี พ่ือการเรยี นรูไ้ ด้ง่ายขึ้น ส่งผลให้การศึกษาของประเทศไทยเกิดการ
ปรับตวั ต่อการเปลย่ี นแปลงเพ่อื ใหก้ า้ วทนั ต่อความต้องการในการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย การเรยี น
การนิเทศการสอนแบบออนไลน์ (Online Learning) จึงได้เข้ามามีบทบาทตอ่ การเรยี นการสอนในระดบั
การศึกษาขน้ั พนื้ ฐานทสี่ อดคล้องกบั กระแสโลกาภิวัฒน์ และการศึกษาแบบไร้พรมแดน รวมทง้ั การขยาย
โอกาสให้กับผเู้ รียนเลือกเรยี นรไู้ ดท้ ุกทท่ี ุกเวลา1เพือ่ นำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ
(Life-Long Learning) ปรับตวั ต่อการเปล่ยี นแปลงของสังคมโลก และเป็นพลเมืองท่ีสรา้ งความย่งั ยืน
ใหก้ ับประเทศการเรยี นการนเิ ทศการสอนแบบออนไลน์เป็นวธิ ีการถ่ายทอดเน้ือหา รปู ภาพ วิดีโอ การใช้
ส่ือหลายๆประเภท (Multimedia) รว่ มกบั การสนทนาแลกเปล่ียนความคิดเห็นผา่ นอุปกรณ์
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ และเทคโนโลยีสมยั ใหม่ เพื่อให้ผูเ้ รียนได้เข้าถึงแหล่งเรยี นรูท้ ี่มีความหลายหลาย ทันสมัย
สามารถเรยี นรดู้ ้วยตนเองไดต้ ามความตอ้ งการ ซงึ่ การเรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์มีความจำ
เป็นมากในปจั จบุ นั เนอ่ื งจากการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนจำเป็นต้องมที กั ษะทางดา้ นการส่อื สาร
การใชค้ อมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศการรู้เทา่ ทนั สอื่ เพ่ือสง่ เสรมิ ให้เกิดการเรียนรตู้ ลอดชีวิต
รวมทั้งในสถานการณป์ จั จุบนั มีการแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus
Disease 2019 - COVID-19) โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศเป็นภาวะฉุกเฉนิ ทางดา้ นสาธารณสุข
ทำให้สถาบันการศึกษาไมส่ ามารถจดั การเรยี นการสอนไดต้ ามปกติหนึ่งในมาตรการเพื่อการควบคุมการ
แพร่กระจายเชอ้ื COVID-19 ภายใต้สถานการณ์ภาวะฉุกเฉนิ ด้านสาธารณสุขน้ัน ไดแ้ ก่ วธิ กี ารเวน้
ระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เปน็ การเว้นระยะห่างในการทำกจิ กรรมต่างๆ ระหวา่ งบคุ คล
ทำใหเ้ กิดกระแสของการปรบั เปลีย่ นวิถชี ีวติ การทำงานและการศกึ ษาจำนวนมาก โดยในส่วนของ
การศกึ ษามกี ารปรบั เปน็ รปู แบบการสอนออนไลน์ เพือ่ ใหน้ ักเรยี นไดเ้ รียนรู้ดว้ ยตนเองอยา่ งตอ่ เน่อื ง

องคป์ ระกอบการจัดการเรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์
การจัดการเรยี นการนเิ ทศการสอนแบบออนไลน์ เป็นการจดั การเรียนรู้ที่ผสมผสานองคค์ วามรู้

รว่ มกบั นวตั กรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยที ่ีทันสมยั มีรูปแบบการสอนท่ีหลากหลาย องคป์ ระกอบของ
การจดั การ เรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ สรปุ ได้ดงั นี้

40

1. ผูส้ อน (Instructor) เปน็ ผู้ถา่ ยทอดเนอื้ หา องค์ความรตู้ ่างๆ ให้กับผ้เู รยี นใหเ้ กิดความเข้าใจ
ในเนอ้ื หาประสบการณ์ ความเช่ยี วชาญของผ้สู อน มีส่วนทำให้การสอนออนไลน์บรรลเุ ป้าหมาย ซึ่ง
บทบาทของผสู้ อนเป็นผู้ใหค้ ำแนะนำ (Guide) พี่เลย้ี ง (Mentor) เป็นผ้ฝู กึ (Coach) อำนวยความสะดวก
(Facilitators) เพื่อช่วยใหผ้ เู้ รยี นสามารถเล็งเหน็ ศักยภาพของตนเองในด้านการเรียนรู้ รวมถึงการพฒั นา
สมรรถนะ ในการเรียนทักษะดา้ นความรูท้ ่ีใช้ในการทำงาน ความสามารถในการใช้เทคนิคต่างๆ ในการ
ทำงานทีส่ อนกันได้ (Hard Skill) เพ่ือนำไปส่กู ารปฏิบัติงานทเ่ี หมาะสม และการพฒั นาทกั ษะด้าน
อารมณ์ ความสามารถในการอยรู่ ่วมกับผอู้ ื่น รวมถงึ การพฒั นาตนเอง (Soft Skill) เพื่อให้สามารถอยู่ใน
สงั คมร่วมกบั ผูอ้ น่ื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ รวมทงั้ การส่งเสริมให้เกดิ ความเข้าใจเนอ้ื หาการเรยี นไดร้ วดเร็วและ
นานขึ้น อย่างไรก็ตามผสู้ อนตอ้ งพฒั นา สมรรถนะด้านการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศ เพอื่ สง่ เสริม
กระบวนการจัดการเรียนรไู้ ด้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ และชว่ ยให้มคี วามพรอ้ มในการแกไ้ ขปญั หาเฉพาะหนา้
ขณะทส่ี อน และควรมกี ารติดตามการเข้าเรียนของ ผเู้ รยี นอยา่ งต่อเนอ่ื ง เชน่ ความถขี่ องการเขา้ เรียน
จำนวนชัว่ โมงการเรยี น ปญั หาอุปสรรค ความต้องการใน การช่วยเหลอื เพมิ่ เติมในการเรยี น เพอ่ื ให้
ผเู้ รียนได้รบั ประโยชน์จากการเรียนการนิเทศการสอนแบบออนไลน์เพิ่มข้นึ จากประสบการณ์การจัดการ
เรียนการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ของผ้นู ิพนธ์ ได้เตรียมความพร้อมกอ่ นดำเนินการ สอน โดยเรยี นรู้
การใชง้ านในระบบ และทดสอบการสอนออนไลนเ์ พอ่ื ประเมนิ ปัญหาอุปสรรค แนวทางแก้ไข ปญั หา
ขณะดำเนนิ การสอน รวมทงั้ ได้ปรับบทบาทการสอนโดยเน้นเปน็ ผู้ให้คำแนะนำ ผอู้ ำนวยความสะดวก
กบั ผเู้ รยี นเพ่ิมขึน้ เชน่ เนื้อหาการเรยี น การสืบคน้ งาน รวมทงั้ มีการตดิ ตามการเข้าเรียนของผู้เรียนอย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง

2. ผู้เรียน (Student) เป็นผรู้ ับเน้อื หาและองคค์ วามร้จู ากผูส้ อน ซึง่ ผเู้ รยี นจำเปน็ ตอ้ งมีความ
พร้อม ในดา้ นการใช้เทคโนโลยแี ละสารสนเทศ การรเู้ ทา่ ทนั สอ่ื (Digital Literacy) สามารถสืบค้น
วเิ คราะหข์ อ้ มลู ประเมนิ เนอื้ หาอย่างเปน็ ระบบ โดยใชว้ จิ ารณญาณในการตดั สนิ ใจเก่ียวกับข้อมูลได้อย่าง
เหมาะสม มกี าร เตรยี มความพรอ้ มในการเรียนรู้ เช่น การศกึ ษาขอบเขตของเนื้อหาก่อนเข้าเรียน การ
สืบค้นข้อมลู ท่เี กีย่ วข้อง กับการเรียนร้จู ากแหลง่ เรียนรตู้ า่ งๆ การเตรยี มระบบเครือขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ ให้
พร้อมใชง้ าน การเตรยี มสถานที่ สำหรับการเรียนท่ีเหมาะสม การติดต่อสอื่ สารแบบดจิ ิทลั กบั ผสู้ อน
เพื่อให้สามารถมีปฏิสัมพันธ์กบั ผู้สอนได้ เหมาะสม รวมทงั้ มีความฉลาดทางอารมณ์ในการใช้ส่อื (Digital
Emotional Intelligence) อย่างเหมาะสม เช่น การแบง่ ปันขอ้ มูลข่าวสารให้กบั คนอน่ื การมนี ้ำใจใน
โลกออนไลน์ เปน็ ต้น รวมทงั้ ควรเปน็ ผู้ท่ีมคี วามรับผิดชอบในการเรียนรูด้ ้วยตนเอง และมีคุณธรรม
จรยิ ธรรมในการเรียนรู้ มีสว่ นรว่ มในการเรยี น การส่งงาน ตามกำหนด มีการทบทวนความรู้อยา่ ง
สม่ำเสมอ เพ่อื ให้ผู้เรียนไดร้ ับประโยชน์จากการเรียนการสอนแบบ ออนไลนเ์ พิ่มขึน้ ประสบการณ์การ
จัดการเรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ของผู้นิพนธ์ พบว่า ในชว่ งแรกของ การเริ่มจัดการเรยี นการ
นเิ ทศการสอนแบบออนไลน์ ผ้เู รียนยังมปี ญั หาขาดความเข้าใจในการเข้าใช้งาน ความพรอ้ ม ของอุปกรณ์
รองรบั และระบบเครือขา่ ยอนิ เตอรเ์ น็ต ภายหลังที่ผ้สู อนใหค้ ำแนะนำในการเตรยี มความพร้อม สำหรบั
การเรียนรู้ พบวา่ ผเู้ รยี นสามารถปรับตวั เขา้ กบั การเรียนการนิเทศการสอนแบบออนไลน์เพ่มิ มากข้นึ
มกี ารเขา้ เรยี นออนไลนผ์ า่ นโปรแกรมตา่ งๆ ได้อย่างคลอ่ งแคล่ว รวมท้งั มกี ารเตรียมความพร้อมของ
ตนเองกอ่ นเรยี น เช่น เตรยี มเอกสาร เตรียมบทความวชิ าการ เปน็ ตน้ ทำใหเ้ กิดการแลกเปล่ยี นเรียนรู้ใน
ระหวา่ งการเรยี นรว่ มกบั ผู้สอนและเพือ่ นร่วมชัน้ เรยี น

41

3. เนือ้ หา (Content) เป็นส่วนสำคญั ท่ีทำใหก้ ารเรียนการสอนบรรลุตามวัตถุประสงค์ เน้ือหา
ควร มกี ารออกแบบโครงสรา้ งตามวตั ถปุ ระสงค์ของรายวิชา มีการวางแผนผังรายวิชาเพ่ือเป็นระบบนำ
ทาง เชื่อมโยงไปสเู่ นื้อหาต่างๆ ในบทเรยี นสำหรบั ขอ้ ความของเน้อื หาควรมคี วามชดั เจน กระชับ เข้าใจ
ง่าย มกี ารปรบั ปรงุ ใหท้ นั สมยั อยตู่ ลอดเวลา เพอื่ ใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษาทำความเขา้ ใจไดด้ ว้ ยตนเองอยา่ ง
เหมาะสม รวมท้งั ควรมกี ารจัดลำดับขอ้ มลู หวั ข้อยอ่ ยต่างๆใหม้ ีการเชือ่ มโยงกนั และเนอื้ หาในบทเรียน
สามารถท่ีจะส่งเสริมให้ผู้เรยี นศึกษาค้นควา้ เพมิ่ เติมไดภ้ ายหลังจากการเรียนออนไลน์

4. สื่อการเรยี นและแหลง่ เรียนรู้ (Instructional Media & Resources) ถือวา่ มีความสำคัญ
เปน็ อย่างยง่ิ ตอ่ การจดั การศกึ ษา สื่อการสอนทด่ี ีจะเป็นส่วนช่วยใหผ้ ูเ้ รียนสามารถทำความเขา้ ใจใน
เนอื้ หา ขณะทเ่ี รียนได้ สื่อท่ใี ช้ในการสอนควรท่ีมีความแปลกใหม่ ดงึ ดูดความสนใจของผเู้ รียนและ
กระตนุ้ การเรียนรู้ เช่น วิดีโอ ภาพน่ิง ภาพเคลอื่ นไหว สถานการณ์จำลอง บทความวชิ าการ เป็นตน้
อย่างไรกต็ ามผสู้ อนควรเลือกใช้สือ่ ให้เหมาะสม เช่น ขนาดตวั หนงั สือ สี ความคมชัดของรูปภาพ ความ
ถูกตอ้ งของขอ้ มูล รวมทั้งสอ่ื ท่นี ำมาใชค้ วรมีความสอดคล้องกบั เนื้อหาของรายวชิ าเพ่อื ให้ผู้เรียนเกิด
ความเข้าใจเพิม่ มากข้นึ นอกจากนี้แหลง่ เรยี นรู้ (Resources) ไดแ้ ก่ หนังสอื ตำรา E-book E-Journal
ห้องสมุด เป็นทางเลือกท่ีทำให้ผู้เรียนสามารถ เข้าถงึ ส่ือการเรียนรู้ ดว้ ยการสืบค้นข้อมูลเพ่มิ เตมิ เพอ่ื
นำมาประกอบการเรียน ซง่ึ แหล่งเรยี นรูค้ วรมคี วามหลากหลายให้ผ้เู รียนสืบค้นไดอ้ ย่างเพียงพอ ทำให้
ผ้สู อนไมจ่ ำเปน็ ต้องใส่เน้อื หาในบทเรยี นท้งั หมด

5. กระบวนการจัดการเรียนรู้ (Learning Process) เป็นกระบวนการออกแบบการเรียนรู้
ใหก้ ับผู้เรยี นตามหวั ข้อ วตั ถุประสงค์ เนือ้ หา สอื่ การสอน กจิ กรรมการเรยี นรู้ วิธีการวดั ประเมนิ ผล โดย
อาศัย เทคโนโลยีสารสนเทศ มาออกแบบวิธกี ารจัดการเรียนรภู้ ายใตก้ ระบวนการวเิ คราะห์ (Analysis)
วางแผน ออกแบบ (Planning Design) นำไปใช้ (Implement) พัฒนา (Development) ประเมินผล
(Evaluation) หลักสูตรการเรยี นรู้ให้กับผ้เู รยี น ซ่ึงกระบวนการจดั การเรียนรู้ทมี่ ปี ระสทิ ธิภาพ ควร
ส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นได้ สามารถนำเนือ้ หาไปประยกุ ต์สู่การเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning)

6. ระบบการติดตอ่ สอ่ื สาร (Communication Systems) มสี ว่ นสำคญั ทำให้การจดั การเรียน
การนิเทศการสอนแบบออนไลน์ประสบความสำเร็จได้ ซงึ่ การติดตอ่ สอื่ สารแบง่ ออกเป็น 2 ชนิด ไดแ้ ก่

6.1 การสื่อสาร ทางเดียว (One-Way Communication) เป็นการถา่ ยทอดเนอ้ื หา
ผ่านสอ่ื การสอน เชน่ วดิ ีโอ (Video) PowerPoint ภาพนง่ิ (Slide) สถานการณจ์ ำลอง (Scenario)
กรณีศกึ ษา (Case Study) โดยไมม่ ีปฏสิ มั พนั ธ์ ระหว่างผู้สอนกบั ผเู้ รยี น

6.2 การส่อื สารสองทาง (Two-Way Communication) เปน็ การถ่ายทอดเนอื้ หาผ่าน
ส่อื การสอน เช่น คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) ระบบการจัด
บทเรยี น (Learning Management System: LMS) หรอื การเรียนโดยผ่านแอปพลเิ คช่ันการประชมุ ทาง
วดิ โี อ เช่น Google Hangout Meet, Zoom Meeting, Schoology, Webex, Microsoft Teams
เปน็ ตน้ ซึ่งผู้สอนและผเู้ รียนสามารถพดู คุย ซักถามรว่ มกนั ได้ในขณะท่สี อนและตรวจสอบความเขา้ ใจ
ของผู้เรยี นได้ จากประสบการณก์ ารจัดการเรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ของผูน้ พิ นธ์ พบว่า การ
พจิ ารณาเลอื กระบบการตดิ ตอ่ สื่อสาร ทำให้เกดิ การเรยี นร้ถู งึ จดุ เดน่ ข้อจำกดั ของโปรแกรม ได้แก่
จำนวนผเู้ ขา้ ใช้งานระยะเวลาใชง้ าน ความคมชัดของภาพ เสียง ทำให้การเรยี นการนิเทศการสอนแบบ
ออนไลน์มปี ระสทิ ธิภาพและเหมาะสม รวมท้งั การเลือกระบบการติดตอ่ ส่อื สารชนดิ สองทางผ่าน

42

โปรแกรมต่างๆ สามารถสง่ เสริมให้ผูส้ อนและผู้เรยี นได้มี ปฏสิ มั พนั ธร์ ว่ มกันเพ่ิมขน้ึ ทำใหผ้ ู้เรียนกล้าที่จะ
พดู คุยหรือซกั ถามกับผู้สอนได้สะดวกมากขน้ึ

7. ระบบเครอื ขา่ ยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Network Systems) เป็นชอ่ งทางในการอำนวย
ความสะดวกใหก้ ารเรียนการสอนมีความราบร่นื ได้ ระบบเครอื ข่ายสารสนเทศ ประกอบดว้ ย

7.1 ระบบเครอื ข่าย ภายในสถาบนั (Intranet) เป็นระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายใน
สถานศกึ ษา ซง่ึ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถเขา้ มาใชเ้ ครอื ขา่ ยภายในสถานศึกษาสำหรบั การเรียนออนไลน์ได้

7.2 ระบบเครือขา่ ยภายนอกสถาบนั (Internet) ท่ีเช่ือมต่อระบบเครือข่ายคอมพวิ เตอร์
ท่ัวโลกเพอื่ ให้สามารถติดต่อสอ่ื สารได้รวดเรว็ ซึง่ ผูเ้ รียนสามารถใช้เครือขา่ ยอนิ เตอร์เนต็ สำหรับการเข้า
เรียนออนไลนไ์ ด้ทกุ ที่ ทุกเวลา รวมทั้งสืบค้นขอ้ มูลประกอบการเรียนรไู้ ด้อยา่ งไรกต็ าม อาจมขี ้อจำกดั
เกย่ี วกบั ความพร้อมของนกั ศกึ ษาในเร่อื งการเตรียมอปุ กรณ์เช่อื มตอ่ กับระบบเครือข่ายเทคโนโลยี
สารสนเทศและพืน้ ทีท่ ไ่ี ม่มีสัญญาณเครอื ข่ายอนิ เตอร์เน็ต รวมถึงความเร็วของอินเตอร์เนต็ อาจทำให้การ
จดั การเรียนการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ไมร่ าบรน่ื ได้

8. การวัดและการประเมินผล (Measurement and Evaluation) จำเปน็ ตอ้ งมีการวดั และ
ประเมินผล โดยมกี ารวัดและประเมนิ ผลทงั้ ระหวา่ งเรียน (Formative Assessment) เชน่ การต้ังคำถาม
การสังเกตพฤตกิ รรมผูเ้ รยี น สะท้อนคดิ เป็นต้น และภายหลังจดั การเรียน (Summative Assessment)
เช่น การทดสอบด้วยแบบทดสอบต่างๆ เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจของผเู้ รียน ประสทิ ธผิ ลของการเรียน
เพื่อสะทอ้ นความสามารถการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น ซ่งึ ควรมีความหลากหลาย เพอื่ วัดประเมินผลผเู้ รียนให้
สอดคล้องตามสภาพจรงิ อยา่ งไรก็ตามผูส้ อนจำเป็นตอ้ งออกแบบเครอ่ื งมือวิธกี ารวดั และประเมินผลใหม้ ี
ประสิทธภิ าพ รวมท้งั ควรมีการส่งเสรมิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรมในการทดสอบออนไลน์ เพื่อป้องกันการทจุ ริต
ในระหวา่ งการสอบ จากประสบการณ์การจัดทดสอบแบบออนไลน์ พบวา่ ปัญหาของการทจุ ริตในการทำ
ขอ้ สอบมนี อ้ ย เน่อื งจาก ผู้สอนมกี ารกำหนดวธิ กี ารสอบชดั เจน มีระบบการจัดเรยี งข้อสอบแบบส่มุ ทำให้
การเรยี งลำดับขอ้ สอบแต่ละชดุ ท่ีส่งใหผ้ ู้เรียนทำการสอบนนั้ จะไมเ่ หมือนกัน พรอ้ มทงั้ มีเวลาเปน็ ตวั
กำหนดการส้นิ สดุ ใช้งานในระบบและผู้เรียนต้องเปิดกลอ้ งตลอดเวลาขณะทม่ี ีการทดสอบเพ่อื ใหผ้ สู้ อนได้
สังเกตพฤตกิ รรมของผเู้ รียน แตล่ ะคนได้ ดังนนั้ จึงกล่าวไดว้ ่า องคป์ ระกอบของการจดั การเรียนการนเิ ทศ
การสอนแบบออนไลน์เป็นสว่ นสำคญั ทจี่ ะทำใหก้ ารเรียนการสอนนัน้ เกดิ ประสิทธิภาพ ซ่ึงองค์ประกอบ
ดงั กล่าวจำเปน็ อยา่ งยิ่งทีจ่ ะต้องออกแบบให้มีความ สอดคล้องกบั สถานการณจ์ ริง สามารถปรบั เปล่ียน
ให้เหมาะกบั ผู้เรยี นได้ ท้งั นีค้ วรประเมินความพรอ้ มของ องคป์ ระกอบดังกล่าว การวิเคราะหจ์ ดุ แข็ง
จุดออ่ นของการนำไปใช้ เพื่อนำไปสกู่ ารประยกุ ตใ์ ชก้ บั การเรียน การนิเทศการสอนแบบออนไลน์ใหม้ ี
ความเหมาะสม อย่างไรกต็ ามความท้าทายของการจัดการเรียนการสอนแบบ ออนไลนไ์ ม่ได้ขนึ้ อยูก่ บั
เทคโนโลยีสารสนเทศเพยี งอยา่ งเดยี ว แต่การเตรียมตัวของผู้เรียนและผูส้ อนกม็ สี ว่ น สำคัญท่ีจำเป็นตอ้ ง
ปรับมมุ มอง แนวความคิด รวมท้ังไมค่ วรยึดติดวธิ ีการเรยี นการสอนรูปแบบเดมิ แต่ควรเปิด มมุ มอง
แนวความคดิ วิธกี ารเรียนการสอนใหท้ ันตอ่ การเปล่ียนแปลงทเี่ กดิ ข้นึ

43

รปู แบบการเรียนการนเิ ทศการสอนแบบออนไลน์
เมอื่ สถานการณ์ท่สี ่งผลทำใหผ้ ู้สอนและผูเ้ รียนมปี ฏิสัมพันธ์ทางด้านวชิ าการลดลง ไมส่ ามารถจัด

กระบวนการเรยี นการสอนตามปกตไิ ด้ จงึ จำเป็นอย่างยิ่งทีจ่ ะต้องมีการปรบั รูปแบบการเรยี นการสอนให้
มคี วามเหมาะสม ซึ่งการเรียนการนิเทศการสอนแบบออนไลน์ถือว่าเปน็ สว่ นสำคญั ที่จะทำให้เกิดการ
เรยี นรูแ้ ละสามารถดำเนินการได้อยา่ งต่อเนอ่ื ง แต่สง่ิ ท่ตี ้องคำนึงถงึ คือการคงไว้ซึ่งการมีปฏสิ มั พันธ์
ระหว่างผู้สอนกบั ผ้เู รียนเพราะการมีปฏิสัมพนั ธ์ของผู้สอนและผ้เู รยี นจะส่งผลทำให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจใน
การเรยี นร้เู พือ่ นำไปส่กู ารพฒั นาตนเองและยังสง่ ผลให้การเรยี นร้มู คี ณุ ภาพ ปจั จุบันรปู แบบการเรียนการ
นิเทศการสอนแบบออนไลน์มหี ลากหลายวิธที ี่ทำให้ผสู้ อนและผู้เรียนมปี ฏสิ มั พนั ธ์รว่ มกนั สรุปไดด้ งั น้ี

1. การเรียนการสอนออนไลน์ดว้ ยรปู แบบ Massive Open Online Courses: MOOC
เป็นรปู แบบการเรยี นการสอนออนไลน์ทีม่ กี ารปฏสิ ัมพันธ์ระหวา่ งผู้สอนและผเู้ รยี น ซึ่งเป็นหอ้ งเรียน
ออนไลน์ท่ีมีขนาดใหญ่สำหรับนักเรียน นสิ ิต นกั ศึกษา ประชาชนทวั่ ไปที่สนใจเข้าเรยี นในสาขาท่ีตนเอง
ตอ้ งการพัฒนาโดยมีองค์ประกอบ ไดแ้ ก่ วดิ โี อการสอนบรรยายเน้อื หาและการยกตวั อย่างประกอบ
เอกสารการนเิ ทศการสอนแบบออนไลน์ การตอบโต้แสดงความคิดเห็นระหว่างผู้สอนและผู้เรยี น การ
ประเมนิ ผลการเรยี น และการทดสอบผลจากการสอนออนไลนด์ ้วยรปู แบบ MOOC ของกชพรรณ
นนุ่ สงั ข์, วภิ าวรรณ ชะอ่มุ เพญ็ สขุ สันต์และสายฝน เอกวรางกู พบว่า ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนรายวชิ า
จิตวิทยาพฒั นาการวยั ผู้สงู อายุ เทา่ กบั 80.9 สว่ นรายวชิ าจิตวทิ ยาพฒั นาการวยั ร่นุ เท่ากับ 86.6 รวมท้งั
ผเู้ รยี นมพี ฤตกิ รรมการมสี ่วนรว่ มในการเรยี นรู้ตง้ั แต่ต้นจนจบรายวชิ าจติ วทิ ยาพฒั นาการวัยผู้สงู อายุและ
รายวิชาจิตวิทยาพัฒนาการวัยรนุ่ ค่าเฉล่ยี 47.21 และ 49.46 ตามลำดับ และสอดคล้องกบั การศึกษา
ของวณิชา พึง่ ชมภู, ณัฐธยาน์ สุวรรณคฤหาสน์ และบำเหนจ็ แสงรตั น์ พบวา่ พฤตกิ รรมการเรยี นรู้
ออนไลนใ์ นระบบ Thai MOOC ในการทำกิจกรรมการเรยี นการสอนอยใู่ นระดับมาก และผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นก่อนและหลงั การเรียนรมู้ คี วามแตกต่างอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติ จากผลการวจิ ัยทม่ี กี าร
ประยกุ ต์ใช้วธิ ีการสอนออนไลน์ด้วยรปู แบบ MOOC มีประเด็นที่สำคัญทีต่ อ้ งมีการพัฒนาตอ่ จากการมี
ปฏิสมั พันธ์ระหว่างผสู้ อนและผู้เรียน เชน่ การพฒั นากระบวนการคิดขั้นสงู การคดิ แก้ไขปญั หาอยา่ ง
สรา้ งสรรค์ เพอ่ื ให้ผู้เรยี นสามารถนำองค์ความรู้ไปใชใ้ นการปฏบิ ตั ิงานตอ่ ไป อยา่ งไรก็ตามการออกแบบ
เน้ือหาในการเรยี นมีความสำคญั เนือ่ งจากเป็นรปู แบบการเรยี นรู้ทปี่ ระชาชนท่วั ไปสามารถเข้าเรยี นได้
จึงควรออกแบบเน้อื หาให้สอดคล้องกบั ผู้เรยี นเพ่ือให้สามารถนำความรูไ้ ปใช้ในการดำเนินชวี ติ ต่อได้อย่าง
เหมาะสม

2. การสอนดว้ ยรูปแบบ Modular Object Oriented Dynamic Learning
Environment (Moodle) ซง่ึ เปน็ ระบบการจดั การเรยี นการสอนแบบเปิดเสมือนหอ้ งเรยี นจริง ทำให้
ผ้สู อนและผเู้ รียนสามารถมีปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งกนั และกันได้ โดยผ้สู อนสามารถออกแบบเนอ้ื หา กจิ กรรม
การเรียนแบบทดสอบ ชอ่ งทางมอบหมายงานและการสง่ งาน นอกจากน้นั สามารถสรา้ งห้องสำหรับ
การตอบโต้ระหว่างผ้สู อนและผเู้ รยี นได้ จากการศึกษาของธญั ญธร เมธาลกั ษณ์ และคณะ พบวา่ กลุ่ม
ตัวอยา่ งท่ีเรียนด้วยโปรแกรม Moodle มีคะแนนผลการสอบสงู กว่ากลุ่มควบคมุ อย่างมีนัยสำคญั ทาง
สถติ ิ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของ วริศา วรวงศ์, พลู ทรัพย์ ลาภเจียม และวราภรณ์ บญุ ยงค์ พบวา่
กลุ่มทดลองทไี่ ดร้ บั การจัดการเรียนการสอนดว้ ยโปรแกรม Moodle กบั กลุ่มควบคมุ มีคะแนนความรไู้ ม่
แตกตา่ งกนั จะเหน็ ได้ว่าการการเรยี นด้วยโปรแกรม Moodle ในบางสาขายงั จำเป็นต้องมกี ารวิเคราะห์
ปญั หา อุปสรรค และความเป็นไปได้ของการใช้รูปแบบการเรียนดว้ ยโปรแกรม Moodle โดยเฉพาะ

44

สาขาวิชาชพี ท่ีจำเปน็ ตอ้ งมกี ารฝึกทกั ษะรว่ มขณะเรียน เพ่ือให้การเรยี นบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ได้ ดงั นน้ั กรณี
ทีจ่ ำเป็นต้องฝึกทักษะปฏบิ ัตใิ นระหว่างการเรียน ผูส้ อนควรสาธติ วิธีการปฏิบัติอยา่ งละเอียด ชัดเจน
เพ่อื ให้ผู้เรยี นสามารถที่จะทำความเข้าใจและ ปฏิบตั ิตามไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง

3. วธิ ีการเรยี นการสอนออนไลน์ผ่านโปรแกรมการประชุมออนไลนไ์ ด้ เช่น โปรแกรม Zoom
โปรแกรม Google Meeting Hangout เปน็ ตน้ ซง่ึ เป็นโปรแกรมการประชุมวดิ โี อทางไกลทผี่ สู้ อน
สามารถ เตรยี มเอกสารประกอบการสอน เชน่ PowerPoint วิดีโอ รปู ภาพ เอกสารการสอนในรปู ของ
ไฟล์ Word Excel เป็นตน้ โดยทีผ่ ู้สอนและผู้เรยี นสามารถมีปฏสิ มั พนั ธ์ระหวา่ งการเรียนการสอนได้
รวมทัง้ สามารถ บันทึกไฟล์ภายหลงั การสอนเพอ่ื ให้สามารถเรียนย้อนหลังได้ จากการศึกษาของ
เครอื หยก แยม้ ศรี พบวา่ ภายหลงั การใชแ้ อปพลิเคชนั่ Zoom Cloud Meeting ช่วยสอนในรายวิชา
ปฏิบตั ิการผดุงครรภ์ สง่ ผลให้ คะแนนความรู้และทกั ษะทางการพยาบาลสูงกว่ากอ่ นการเรยี นอย่างมี
นยั สำคญั ทางสถิติ อยา่ งไรก็ตามก่อนที่จะมกี ารเรียนการสอนผ่านโปรแกรมการประชุมออนไลน์ ผ้สู อน
ควรออกแบบเนอื้ หาให้สอดคลอ้ งกับสือ่ การสอน ระยะเวลารวมทงั้ ควรมีการประเมนิ ผลระหว่างและ
ภายหลงั การเรยี นการสอน เพื่อตรวจสอบความเข้าใจเนอ้ื หาของผู้เรยี น จากกระบวนการจัดการเรียน
การนิเทศการสอนแบบออนไลน์ทีส่ ่งเสริมใหผ้ ู้สอนและผเู้ รยี นได้มปี ฏสิ ัมพนั ธ์ ระหวา่ งกนั และกันดว้ ย
กระบวนการตา่ งๆ ขา้ งต้นนน้ั จำเป็นอยา่ งยิ่งทผ่ี ู้สอนต้องมีการวเิ คราะหถ์ งึ หลกั สูตร วัตถปุ ระสงค์
เน้ือหา วิธกี ารจัดการเรยี นการสอนการวดั ประเมนิ ผลปัญหาและอปุ สรรคตา่ งๆ เพือ่ ออกแบบการสอน
ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพอย่างไรกต็ ามหวั ใจสำคัญของการจัดการเรยี นการนิเทศการสอนแบบออนไลน์
คือ ผู้เรียน สามารถท่ีจะนำความร้ทู ่ีไดไ้ ปต่อยอดองคค์ วามรใู้ หมแ่ ละนำไปใช้ในการดำเนินชวี ติ ซึ่งเป็นส่งิ
ท่ที ้าทาย ใหผ้ ู้สอนจำเปน็ ตอ้ งออกแบบการสอนให้มผี ลลพั ธ์ที่เหมาะสมกบั ผ้เู รียนตอ่ ไปการประยกุ ตใ์ ช้
การเรยี นการนเิ ทศการสอนแบบออนไลน์ การเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉนิ ทางด้านสุขภาพ
ภัยพิบัตทิ างธรรมชาติ รวมทง้ั ภาวะ หยุดชะงักทางการศกึ ษา (Education Disruption) ทเ่ี กิดข้นึ จาก
ปัญหาอืน่ ๆ ทำให้ไมส่ ามารถจัดการเรียนการสอนในช้นั เรยี นได้ตามปกติ ส่ิงเหล่านีม้ ีความท้าท้ายกับ
ผสู้ อนในยุคปัจจุบนั ที่จำเปน็ ต้องมีการปรบั ตัวให้เขา้ กบั การเปลี่ยนแปลงท่เี กิดขึน้ เพอื่ สง่ เสรมิ ให้เกิด
ความเข้าใจเนอื้ หาการเรยี นได้รวดเรว็ และนานขน้ึ อันจะนำไปสกู่ ารพฒั นาศักยภาพของตนเองในการ
เรียนรตู้ ลอดชวี ิต (Life Long Learning) เพอ่ื เป็นผใู้ หญ่ทีม่ คี ุณภาพของสงั คมตอ่ ไป

45

แผนภูมกิ ารนเิ ทศ สพม.สุรินทร์ ปีการศึกษา 1/2564

นโยบายกระทรวงศกึ ษาธิการ (จุดเน้น สพฐ.) การนเิ ทศ ตดิ ตามนโยบาย /จดุ เน้น
กลยุทธท์ ่ี 1 การเพิม่ โอกาสใหผ้ ู้เรียนเข้าถึงบรกิ ารการศึกษาระดับมัธยมศึกษา
1. การปรับปรุงโครงสรา้ งหลักสตู ร
อยา่ งทั่วถึง
จุดเน้นท่ี 1 เพิม่ โอกาสการเขา้ ถึงการศกึ ษาทมี่ คี ณุ ภาพ 2. การยกระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนเพ่ิมข้นึ ร้อยละ3
จุดเน้นท่ี 2 ลดความเหล่อื มล้ำทางการศกึ ษา
กลยทุ ธ์ที่ 2 การพฒั นาคณุ ภาพผูเ้ รยี นเทยี บเคียงมาตรฐานสากล 3. การส่งเสริมทกั ษะการเรียนร้สู ศู่ ตวรรษที่ 21

บนพืน้ ฐานความเปน็ ไทย 4. การสง่ เสริมกิจกรรมสะเต็มศกึ ษา และวิทยาการคำนวณ
จดุ เนน้ ท่ี 1 เสรมิ สรา้ งคุณลักษณะทพี่ งึ ประสงคข์ องผู้เรียน
จดุ เน้นที่ 2 เสรมิ สร้างความเข้มแขง็ ในการพฒั นาผู้เรียนอยา่ งมีคณุ ภาพ 5. การส่งเสริมการจดั การศกึ ษาด้วย DLIT
จดุ เนน้ ที่ 3 เสรมิ สรา้ งสุขภาพจติ สขุ ภาพกายท่ดี ีและมีทักษะอาชพี
6. การตดิ ตามการบรหิ ารโรงเรียนมาตรฐานสากล/
กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรยี นการสอน
จุดเนน้ ที่ 1 พัฒนากรอบหลกั สูตรทอ้ งถิ่น และหลกั สตู รสถานศกึ ษา โรงเรยี นในฝัน/โรงเรียนประชารัฐ/โรงเรยี นคณุ ภาพประจำตำบล
จดุ เน้นท่ี 2 พัฒนากระบวนการเรยี นรู้
จุดเน้นท่ี 3 พฒั นาระบบนิเทศ ฯลฯ

กลยุทธ์ท่ี 4 พฒั นาคณุ ภาพขา้ ราชการครแู ละบุคลากรทางการศึกษา 7. การสง่ เสรมิ ใหม้ ีทกั ษะอาชีพ (Career Skills) และ ดา้ นทักษะ
จดุ เนน้ ที่ 1 การจัดทำแผนกรอบอัตรากำลงั
จดุ เน้นที่ 2 การพฒั นาศักยภาพครูและบคุ ลากรทางการศึกษา ชวี ติ (Life Skills)
จุดเนน้ ท่ี 3 การสร้างระบบแรงจูงใจและขวญั กำลงั ใจขา้ ราชการครแู ละบุคลากร
8. การวัดและประเมินผลตามหลักสูตร 51
ทางการศกึ ษา
กลยทุ ธ์ท่ี 5 ICT เพ่ือการศกึ ษา 9. การจัดกิจกรรมการจัดการขยะ สิง่ แวดลอ้ ม

จดุ เน้นที่ 1 สง่ เสรมิ การประยกุ ต์ใชน้ วัตกรรม เทคโนโลยสี ารสนเทศและการ 10. ระบบประกนั คณุ ภาพภายใน
สอ่ื สารเพอื่ การบรหิ ารจัดการและการจดั การเรียนการสอน ในยุคไทยแลนด์ 4.0
กลยทุ ธ์ท่ี 6 ด้านการบรหิ ารจดั การ 11. การนเิ ทศภายในโรงเรียน ผ่านกระบวนการชมุ ชนแห่งการ

จุดเน้นท่ี 1 การกระจายอำนาจการบริหารจัดการ เรยี นรูท้ างวิชาชพี
จุดเนน้ ท่ี 2 การมสี ว่ นรว่ มในการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียน
12. การดำเนนิ งานโรงเรยี นคณุ ธรรม สพฐ

13. การจัดการเรียนการสอนเรียนรวม

14. การจดั กิจกรรมสง่ เสรมิ ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษเพ่ือการ

ส่ือสาร

15. การประเมนิ ความยงั่ ยืนของสถานศึกษาพอเพียงและ

ยกระดบั เป็นโรงเรียนแกนนำและศูนยก์ ารเรยี นรู้

16. การดำเนนิ งานโรงเรียนสุจริต

17. การจัดกิจกรรมลดเวลาเรียน เพ่มิ เวลารู้

18. การดำเนนิ งานโรงเรยี นวิถพี ุทธ

19. การแก้ปัญหานกั เรยี นติด 0 ร มส.

20. การจดั กิจกรรมส่งเสริมนสิ ัยรักการอา่ น .

21. การดำเนินงานตามมาตรฐานการปฏบิ ัตงิ านมธั ยมศกึ ษา

(8 ด้าน)

22. การบริหารจดั การคุณภาพโรงเรียนขนาดเลก็

สถานศกึ ษา กระบวนการนิเทศ
ของสำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษามัธยมศึกษา เขต 33
1. ขับเคลอื่ นนโยบายและจดุ เน้นตามแผนกลยทุ ธ์สู่ระบบประกนั 1. จัดทำแผนการนิเทศ ตามนโยบาย/จุดเน้นของสพฐ.
คณุ ภาพภายในของสถานศึกษา นโยบายของเขตพนื้ ท่กี ารศึกษา
2. พฒั นาระบบนเิ ทศภายใน 2. สรา้ งความรู้ ความเข้าใจรว่ มกนั ระหว่างเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษากบั
3. จัดกจิ กรรมตามนโยบายและจดุ เนน้ ฯ สถานศึกษา
4. สรุป ประเมินผลและรายงานผลต้นสังกัดฯ 3. สง่ เสรมิ และขบั เคล่ือนกระบวนการนเิ ทศผ่านกระบวนการชมุ ชน
การเรียนรู้ทางวชิ าชพี (Professional Learning Community :
PLC) โดยใชก้ ระบวนการพฒั นาบทเรยี นรว่ มกัน (Lesson study)
4. ดำเนินการนิเทศตามปฏทิ นิ การนิเทศ
5. เสรมิ สร้างกำลังใจแก่ผรู้ ับการนเิ ทศผา่ นกระบวนการชมุ ชนแหง่
การเรียนรูท้ างวชิ าชพี วิชาชพี (Professional Learning
Community : PLC) โดยใช้กระบวนการพัฒนาบทเรียนรว่ มกัน
(Lesson study)
6. สรุป ประเมนิ และรายงานผลการนิเทศ
7. ปรบั ปรุงแกไ้ ข

20

ส่วนที่ 3
การนเิ ทศ ติดตามการดำเนนิ งานของสถานศกึ ษาในสังกัด

ของสำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษามัธยมศึกษาสรุ ินทร์

สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศึกษาสรุ นิ ทร์ ได้ปรับรปู แบบการนิเทศ ติดตามการดำเนินงานของ
สถานศกึ ษา ในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 โดยพฒั นากระบวนการนิเทศออกเปน็ สองรูปแบบท้ัง การ
นิเทศแบบออนไซต์ (on-site) และการนเิ ทศแบบออนไลน์ (online) ในการดำเนินการขบั เคลอื่ นโยบายสกู่ าร
ปฏิบัติ 6 ด้าน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานและ
มาตรฐานการศึกษาของสำนกั งานเขตพืน้ ทก่ี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษา โดยวเิ คราะห์ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นจากผล
สอบทางการศึกษาระดบั ชาติขัน้ พน้ื ฐาน (O-NET) ปกี ารศึกษา 2563 เพ่อื พัฒนาคุณภาพการศึกษาใหม้ ีความ
เหมาะสม และกำหนดแนวทางการนิเทศบูรณาการโดยใชพ้ ้นื ที่เป็นฐาน เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกจิ
เป้าประสงค์ กลยุทธ์การนเิ ทศ ขอบขา่ ยการนเิ ทศ ตัวชว้ี ดั เป้าหมายการนเิ ทศ รปู แบบการนเิ ทศ กระบวนการ
นิเทศ ที่เนน้ การนเิ ทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครผู ู้สอนโดยใช้กระบวนการชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทาง
วชิ าชพี (Professional Learning Community : PLC) ผ่านการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน(Lesson study) สู่การ
พัฒนาการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้จากครูสนู่ ักเรยี นได้อย่างชดั เจนและเกิดความย่ังยืน

วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื นิเทศบรู ณาการโดยใชพ้ ื้นท่ีเป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้มีความเหมาะสม

โดยใชก้ ระบวนการชุมชนแห่งการเรยี นรทู้ างวิชาชพี (PLC)

เพอื่ นิเทศ ติดตาม งาน/กจิ กรรม/โครงการ ตามนโยบายฯ

3. เพ่ือนเิ ทศการจดั การเรยี นการสอนในชั้นเรียนผา่ นกระบวนการชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทาง

วิชาชีพ (PLC) ในการพฒั นาบทเรยี นรว่ มกัน โดยการใชก้ ระบวนการเปิดช้ันเรยี น (Lesson study)

4. เพ่ือพัฒนาวชิ าชพี ครภู ายใตก้ ระบวนการปรับปรุงพฤติกรรมการสอนด้วยตัวของครเู อง
ขอบขา่ ยการนิเทศ

ดา้ นเนือ้ หา
1. การบริหารจัดการคุณภาพการศึกษาของสำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาสุรนิ ทร์ โดยใช้
รปู แบบ TPS MODEL
2. รปู แบบการบริหารจดั การสำหรบั สถานศึกษา TPS MODEL FOR SCHOOL
3. นวัตกรรมและวิธกี ารปฏบิ ตั ิท่ีเป็นเลิศ
4. การนเิ ทศสังเกตการสอน
5. งานตามนโยบายและกิจกรรม/โครงการตา่ งๆ

ดา้ นกลุ่มเป้าหมาย
โรงเรยี นในสงั กัด ภาคเรยี นที่ 1/2564 จำนวน 45 โรงเรยี น

21

3. เปา้ หมายการนิเทศ
สหวิทยาเขต 1 สรุ วทิ ยาคาร

ลำดับ โรงเรียน ขอบขา่ ยการนเิ ทศ นเิ ทศการจัดการเรยี นการสอน
ท่ี (ข้อ 1 –4) ข้อ 5 (1 – 21 ) ในช้นั เรยี นโดยการใช้
กระบวนการเปดิ ชน้ั เรียน
1 สรุ ินทรร์ าชมงคล ✓ (Lesson Study)
2 สรุ วทิ ยาคาร ✓
3 สวายวิทยาคาร ✓ สพม.สร นเิ ทศภายใน
4 วีรวฒั นโ์ ยธนิ ✓ ✓✓
5 มหิธรวทิ ยา ✓
✓✓
สหวิทยาเขต 2 สิรินธร
✓✓

✓✓

✓✓

ลำดับ โรงเรียน ขอบข่ายการนเิ ทศ นิเทศการจดั การเรียนการสอน
ท่ี (ขอ้ 1 –4) ข้อ 5 (1 – 21 ) ในชัน้ เรียนโดยการใช้
กระบวนการเปิดชน้ั เรยี น
1 สุรนิ ทร์พทิ ยาคม ✓ (Lesson Study)
2 สิรินธร ✓
3 รามวิทยารัชมังคลาภิเษก ✓ สพม.สร นิเทศภายใน
4 พญารามวิทยา ✓ ✓✓
5 นาดวี ิทยา ✓
6 ต้งั ใจวิทยาคม ✓ ✓✓
7 โชคเพชรพทิ ยาคม ✓
✓✓
สหวทิ ยาเขต 3 จอมสรุ ินทร์
✓✓

✓✓

✓✓
✓✓

ลำดบั โรงเรยี น ขอบขา่ ยการนเิ ทศ นเิ ทศการจดั การเรียนการสอน
ท่ี (ข้อ 1 –4) ขอ้ 5 (1 – 21 ) ในชั้นเรียนโดยการใช้
กระบวนการเปิดชน้ั เรียน
1 จอมพระประชาสรรค์ ✓ (Lesson Study)
2 สุรพินท์พทิ ยา ✓
3 สินรนิ ทรว์ ิทยา ✓ สพม.สร นเิ ทศภายใน
4 พนาสนวทิ ยา ✓ ✓✓

✓✓
✓✓

✓✓


Click to View FlipBook Version