การพฒั นาเครอ่ื งมอื
ประเมนิ คณุ ลกั ษณะ
ของผเู้ รยี น
หลกั สตู รแกนกลางฯ 2551
ความรู้ ทกั ษะ สมรรถนะ เจตคติ
KP A
คณุ ลกั ษณะของผเู้ รยี น
พทุ ธพิ สิ ยั ทกั ษะพสิ ยั จติ พสิ ยั
โดเมนพฤตกิ รรมของบลมู
Cognitive Affective Psychomotor
Knowledge Attitude Skills
1. Recall data 1. Receive (awareness) 1. Imitation
(copy)
2. Understand 2. Respond (react) 2. Manipulation
(Follow instruction)
3. Apply (use) 3. Value (understand 3. Develop
and act) Precision
4. Analyse 4. Organise 4. Articulation
personal value
system (combine, integrate,
related skills
5. Evaluate 5. Internalization 5. Naturalization
6. Create value system (automate,
(adopt behaviour) become expert)
มติ ขิ อง ความรทู้ เี่ ป็ นขอ้ เท็จจรงิ
ความรู้ Factual Knowledge
ความรทู้ เ่ี ป็ นความคดิ รวบยอด
Conceptual Knowledge
ความรทู้ เี่ ป็ นกระบวนการ
Procedural Knowledge
ความรทู้ เี่ ป็ นอภปิ ญั ญา
Meta-cognitive Knowledge
ทกั ษะการทางาน กระบวนการทางาน
รว่ มกนั งาน
กระบวนการวทิ ยาศาสตร์
มติ ขิ อง กระบวนการทางคณติ ศาสตร์
ทกั ษะ กระบวนการทางประวตั ศิ าสตร์
กระบวน
การ กระบวนการสบื คน้ ขอ้ มลู
ทกั ษะการคดิ การสอื่ สาร
ทกั ษะการปฏบิ ตั งิ าน ทกั ษะการแกป้ ญั หา ICT
มติ ขิ อง รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
เจตคต ิ
ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ
มวี นิ ยั
ใฝ่ เรยี นรู้
อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
มงุ่ มน่ั ในการทางาน
รกั ความเป็ นไทย
จติ สาธารณะ
ผลสมั ฤทธิ์ วธิ กี ารประเมนิ
ความรเู้ นอื้ หา การทดสอบแบบเลอื กตอบ =>
(content เลอื กตอบ ถกู -ผดิ จบั คู่
acquisition)
รปู แบบเตมิ คา => ตอบสนั้ เตมิ คา ระบุ
สญั ลกั ษณ์
ความรดู้ า้ น อธบิ ายกระบวนการ => การทาการ
กระบวนการ ทดลอง บงั คบั เครอ่ื งยนต์ จดั ทา
(procedural แผนภมู กิ ารทางาน สงั เกต แสดง
knowledge) ผลงาน เลา่ ขนั้ ตอนการทางาน
แสดงหรอื สาธติ การทางาน
ผลการ ประเมนิ ผลงาน=> สรา้ งกรงนก ซอ่ ม
ปฏบิ ตั งิ าน รถยนต์ โตว้ าที เขยี นเรยี งความ แตง่
(performance) เพลง แตง่ โคลงกลอน ปนั้ รปู
การเรยี นรู้ วธิ กี ารประเมนิ
ดา้ นเนอื้ หา แผนผงั ความคดิ
a(ccoqnutiesnittion) (concept mapping)
ผลงาน
ดา้ น
กระบวนการ การสมั ภาษณ์ การคดิ
(procedural สะทอ้ นดว้ ยการออก
knowledge) เpสrยoี tงo(ctohlisn)k-aloud
ดา้ นการ
ปฏบิ ตั งิ าน แฟ้ มสะสมงาน
ผลงานทใ่ี ชร้ ะยะเวลา
(performance) ชว่ งหนง่ึ
คณุ ลกั ษณะ วธิ กี ารประเมนิ
คณุ ธรรม จรยิ ธรรม เชน่ 1. การประเมนิ ดว้ ยแบบวดั
ขยนั หมน่ั เพยี ร อดทน มี แบบมาตรประมาณคา่ หรอื
วนิ ยั พง่ึ ตนเอง มสี จั จะ แบบเลอื กตอบ
รบั ผดิ ชอบ กตญั ญู มี 2. การสงั เกตโดยใชแ้ บบ
ฉนั ทะ มสี ติ และตงั้ จติ ให้ สงั เกตทเี่ ป็ นมาตรประมาณคา่
ดี หรอื แบบตรวจสอบรายการ
คณุ ลกั ษณด์ า้ นสงั คม หรอื แบบไมม่ โี ครงสรา้ ง
เชน่ เมตตา กรณุ า การ
แบง่ ปนั เออื้ เฟ้ื อเผอ่ื แผ่ 3. การประเมนิ ตนเอง
โอบออ้ มอารี 4. การรายงานตนเอง
คณุ ลกั ษณด์ า้ นการ 5. การบนั ทกึ ประจาวนั
เรยี นรู้ เชน่ ใฝ่ รใู้ ฝ่ เรยี น 6. การสมั ภาษณ์
มงุ่ มนั ในการทางาน 7. การสอบถาม
วธิ กี ารเก็บขอ้ มลู เกย่ี วกบั ผเู้ รยี น
ความรู้ ความคดิ ทกั ษะ •การสอบความรู้
การปฏบิ ตั งิ านและ เชงิ ทฤษฎี
ผลงาน •การสอบความรู้
ความคดิ เห็น ความรสู้ กึ เชงิ ปฏบิ ตั ิ
เจตคติ และคา่ นยิ ม •การประเมนิ ทกั ษะ
พฤตกิ รรมขณะเรยี น นสิ ยั การ และพฤตกิ รรมการ
เรยี นพฤตกิ รรมการทางาน ปฏบิ ตั ิ
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ ง •การประเมนิ ผลงาน
นกั เรยี น
นกั เรยี นกบั ครู
วธิ กี ารเก็บขอ้ มลู เกย่ี วกบั ผเู้ รยี น
ความรู้ ความคดิ ทกั ษะ •การใชแ้ บบ
การปฏบิ ตั งิ านและผลงาน สอบถาม
ความคดิ เห็น ความรสู้ กึ
เจตคติ และคา่ นยิ ม •การใชแ้ บบวดั
พฤตกิ รรมขณะเรยี น นสิ ยั การ •การบรรยาย
เรยี น พฤตกิ รรมการทางาน
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งนกั เรยี น ความรสู้ กึ
นกั เรยี นกบั ครู •การสมั ภาษณ์
•การสนทนากลมุ่
•การสงั เกต
วธิ กี ารเก็บขอ้ มลู เกย่ี วกบั ผเู้ รยี น
ความรู้ ความคดิ ทกั ษะ •การสงั เกต
การปฏบิ ตั งิ านและ •การ
ผลงาน ตรวจสอบ
ความคดิ เห็น ความรสู้ กึ
เจตคติ และคา่ นยิ ม ประวตั ิ
•การสอบถาม
พฤตกิ รรมขณะเรยี น นสิ ยั การ •การ
เรยี น พฤตกิ รรมการทางาน สมั ภาษณ์
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ ง
นกั เรยี นกบั นกั เรยี น
นกั เรยี นกบั ครู
วธิ กี ารเก็บขอ้ มลู เกยี่ วกบั ผเู้ รยี น
ความรู้ ความคดิ ทกั ษะ
การปฏบิ ตั งิ านและผลงาน •การทาสงั คม
มติ ิ
ความคดิ เห็น ความรสู้ กึ •การสงั เกต
เจตคติ และคา่ นยิ ม •การวเิ คราะห์
พฤตกิ รรมขณะเรยี น นสิ ยั •ปฏสิ มั พนั ธ์
การเรยี น พฤตกิ รรมการทางาน
ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งนกั เรยี น
นกั เรยี นกบั ครู
การพฒั นาเครอื่ งมอื ประเมนิ ผเู้ รยี น
กาหนดลกั ษณะทมี่ งุ่ ประเมนิ
สรา้ งขอ้ คาถาม
ตรวจสอบคณุ ภาพ
แกไ้ ข ปรบั ปรงุ
นาเครอ่ื งมอื ไปใช้
ลกั ษณะของเครอ่ื งมอื และวธิ วี ดั ทดี่ ี
❑ มคี วามตรง (validity)
◆ตรงเชงิ เนอ้ื หา
สง่ิ ทต่ี อ้ งรู้ 60-85%
สง่ิ ทค่ี วรรู้ 10-35%
สง่ิ ทน่ี า่ รู้ 5-10%
◆ตรงตามโครงสรา้ ง
◆ตรงตามสภาพปจั จบุ นั
◆ตามตามสภาพทเ่ี ป็ นอยใู่ นอนาคต
ลกั ษณะของเครอื่ งมอื และวธิ วี ดั ทด่ี ี
❑ มคี วามเทย่ี ง (reliability)
❑ ความเป็ นปรนยั
❑ขอ้ คาถาม
❑การใหค้ ะแนน
❑ การแปลผล
❑ มอี านาจจาแนก
❑ มคี วามยากเหมาะสม
❑ ยว่ั ยุ
❑ ถามลกึ
❑ มปี ระสทิ ธภิ าพ
❑ มปี ระโยชน์ –บรหิ าร เวลา ใหค้ ะแนน แปลผล
การสรา้ งแบบทดสอบ
จาแนกตามรปู แบบการตอบ
1. แบบสอบประเภทเขยี นตอบ (Supply Type)
1.1 แบบสอบอตั นยั ไมจ่ ากดั คาตอบ (Essay-Extended Response)
1.2 แบบสอบอตั นยั จากดั คาตอบ (Essay-Restricted Response)
1.3 แบบสอบตอบสน้ั (Short Answer)
1.4 แบบสอบเตมิ คาใหส้ มบรู ณ์ (Completion)
2. แบบสอบประเภทเลอื กตอบ (Selection Type)
2.1 แบบสอบถกู - ผดิ (True - False)
2.2 แบบสอบจบั คู่ (Matching)
2.3 แบบสอบหลายตวั เลอื ก (Multiple - Choice)
มาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ดั จา เขา้ ประยกุ ต์ วิ ประ สรา้ ง
ใจ ใช้ เคราะห์ เมนิ สรรค์
ท 1.1/1 อา่ นออกเสยี งบทรอ้ ยแกว้ และบทรอ้ ย
กรองไดถ้ กู ตอ้ ง /
ท1.1/2 จบั ใจความสาคญั สรปุ ความและรายละเอยี ดจาก /
เรอ่ื งทอี่ า่ น /
ท1.1/3เขยี นผงั ความคดิ แสดงความเขา้ ใจบทเรยี น
ท1.1/4 อภปิ รายแสดงความคดิ เห็นขอ้ ความทอี่ า่ น /
/
ท1.1/5 วเิ คราะหแ์ ละจาแนกขอ้ เท็จจรงิ ขอ้ มลู สนบั สนนุ //
และขอ้ คดิ เห็นจากเรอ่ื งทอี่ า่ น
//
ท1.1/6 ระบขุ อ้ สงั เกตและความเชอ่ื การโนม้ นา้ ว หรอื
ความสมเหตสุ มผลของงานเขยี น /
ท1.1/7 อา่ นหนงั สอื บทความ หรอื คาประพนั ธอ์ ยา่ ง
หลากหลายและประเมนิ คณุ คา่ หรอื แนวคดิ ทไ่ี ดจ้ ากการ
อา่ นเพอ่ื นาไปใชแ้ กป้ ญั หาชวี ติ
ท1.1/8 มมี ารยาทในการอา่ น
มาตรฐาน/ตวั ชวี้ ดั ขอ้ จา เขา้ ประยกุ ต์ วเิ คราะห์ ประ สรา้ ง
ใจ ใช้ เมนิ สรรค์
H4.1/1 วเิ คราะหเ์ รอื่ งราวเหตกุ ารณส์ าคญั 3 /
ทางประวตั ศิ าสตรไ์ ดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล
H4.1/2ใชว้ ธิ กี ารทางประวตั ฯิ ในการศกึ ษาเรอื่ ง 2 /
ตา่ ง ๆ ทสี่ นใจ
H4.2/1 อธบิ ายพฒั นาการทางสงั คม เศรษฐกจิ 3 / /
และการเมอื งภมู ภิ าคตา่ ง ๆในโลกโดยสงั เขป
H4.2/2 วเิ คราะหผ์ ลการเปลย่ี นแปลงทนี่ าไปสู่ 2 /
ความรว่ มมอื และความขดั แยง้ ใน คศ.20
ตลอดจนความพยายามขจดั ปญั หา
H4.3/1 วเิ คราะหพ์ ฒั นาการของไทยในสมยั 4 /
รตั นโกสนิ ทร์
H4.3/2 วเิ คราะหป์ จั จยั ทส่ี ง่ ผลตอ่ ความมน่ั คงและ 2 /
รงุ่ เรอื งสมยั รตั นโกสนิ ทร์
H4.3/3วเิ คราะหภ์ มู ปิ ญั ญาและวฒั นธรรมฯ ตอ่ 2 /
พฒั นาการชาตไิ ทย
H4.3/4 วเิ คราะหบ์ ทบาทของไทยในสมยั ประชาฯ 2 /
รวม 20
หลกั การเขยี นตวั คาถาม
❑ เขยี นตวั คาถามหรอื ตอนนาใหอ้ ยใู่ นรปู
ประโยคคาถามทส่ี มบรู ณ์
❑ เขยี นตวั คาถามใหช้ ดั เจนและตรงจดุ ทจ่ี ะ
ถาม
❑ ใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกบั ระดบั ผเู้ รยี น
❑ พยายามหลกี เลยี่ งการใชค้ าถามปฏเิ สธ
หรอื ปฏเิ สธซอ้ น
❑ ควรถามในเรอื่ งทมี่ คี ณุ ภาพตอ่ การวดั จงึ
จะเป็ นประโยชนต์ อ่ การพฒั นาการเรยี น
การสอน
❑ ควรถามในหลกั วชิ านน้ั จรงิ ๆ
❑ พยายามหลกี เลยี่ งคาถามทแ่ี นะ
คาตอบ
❑ ไมค่ วรถามเรอ่ื งทผี่ เู้ รยี นเคยชนิ
หรอื คลอ่ งปากอยแู่ ลว้
❑ ควรใชร้ ปู ภาพประกอบเป็ นตวั
สถานการณห์ รอื คาถาม หรอื
ตวั เลอื กจะทาใหข้ อ้ สอบนา่ สนใจ
ยงิ่ ขน้ึ
หลกั การเขยี นตวั เลอื ก
1) เขยี นตวั เลอื กใหเ้ ป็ นเรอ่ื งราวเดยี วกนั หรอื
ประเภทเดยี วกนั
2) เขยี นตวั เลอื กใหม้ ที ศิ ทางเดยี วกนั เพอื่ ความ
สะดวกและงา่ ยตอ่ การพจิ ารณาของผสู้ อบ
3) ใชต้ วั เลอื กปลายเปิ ดใหเ้ หมาะสม
4) มคี าตอบทถี่ กู ตอ้ งเพยี งคาตอบเดยี ว เชน่
(ไมด่ )ี พน้ื ทข่ี องรปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ จะหาได้
อยา่ งไร
5) ตวั ถกู – ตวั ลวงถกู หรอื ผดิ ตามหลกั วชิ า
6) เขยี นตวั เลอื กใหเ้ ป็ นอสิ ระจากกนั
หลกั การเขยี นตวั เลอื ก
7) ควรเรยี งลาดบั ตวั เลอื ก
8) ใชต้ วั เลอื กสน้ั ๆ
9) กระจายตาแหนง่ ตวั ถกู
10) ความเป็ นเอกพนั ธข์ อง
ตวั เลอื ก
1) ขอ้ ความตอ่ ไปนเี้ หมาะจะเป็ นสว่ นใดของ
เรยี งความเรอื่ ง “อดุ มการณข์ องชาวจนี ใน
เมอื งไทย”
“ในบรรดากลมุ่ ชาวจนี ทอี่ พยพมาตงั้ ถน่ิ ฐานอยใู่ น
เมอื งไทยดงั กลา่ ว ชาวจนี แตจ้ วิ๋ นบั เป็ นกลมุ่ ทมี่ ี
จานวนมากทส่ี ดุ รองลงมาเป็ นชาวจนี ฮกเกย้ี น
รองลงมาอกี คอื ชาวจนี ไหลหลา และชาวจนี
กวางตงุ้ สว่ นชาวจนี แคะนนั้ มจี านวนนอ้ ยทสี่ ดุ ”
ก. สว่ นนาเรอ่ื ง
ข. ประเด็นสาคญั ของเรอื่ ง
ค. สว่ นขยายความ ง. สว่ นสรปุ เรอื่ ง
2) ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมในขอ้
ใดตอ่ ไปนถี้ กู ควบคมุ ดว้ ยยนี บน
ออโตโซม
1)ผมหยกิ ก.(1) และ (2)
2)ฮโี มฟี เลยี ข.(3) และ (4)
3)หมเู่ ลอื ด AB ค.(1) และ (3)
4)ตาบอดส ี ง. (2) และ (4)
3) ถา้ ตอ้ งการลดโอโซนใน
บรรยากาศ เราควรปฏบิ ตั ิ
อยา่ งไร
ก)ลดการตดั ไมท้ าลายป่ า
ข)ลดการใชส้ าร CFC
ค)ลดการใชน้ า้ มนั
ง)ลดการเชอ้ื เพลงิ ฟอสซลิ
72. ปรากฏการณใ์ ดทสี่ นบั สนนุ "ทฤษฎบี กิ แบง"
73. หลงั จากเกดิ บกิ แบงปรมิ าณอนุภาคกบั
ปรมิ าณปฏอิ นุภาคควรเป็ นไปตามขอ้ ใด จงึ
เกดิ กาแล็กซแ่ี ละดาวตา่ งๆ ขน้ึ ดงั ทเ่ี ป็ นอยู่
74. ในววิ ฒั นาของดาวฤกษ์ ชว่ งเวลาในขอ้ ใดเป็ น
ชว่ งเวลาทสี่ นั้ ทส่ี ดุ
75. ปฏกิ ริ ยิ าในขอ้ ใดเกดิ ขน้ึ บนดวงอาทติ ย์
76. ดาวฤกษช์ นดิ ใดตอ่ ไปนมี้ อี ณุ หภมู ผิ วิ สงู ทสี่ ดุ
77. ในระบบสรุ ยิ ะ แถบดาวเคราะหน์ อ้ ยอยบู่ รเิ วณ
ใด
78. ขอ้ ใดไมไ่ ดเ้ กดิ จากพายสุ รุ ยิ ะ
1.ชาวมสุ ลมิ ในประเทศไทย มาเลเซยี และอนิ โดนเี ซยี สว่ นใหญน่ บั
ถอื นกิ ายใด?
2. เทวทตู ทนี่ าโองการของพระเจา้ มาประทานแกน่ บมี ฮู มั มดั จนเป็ น
คมั ภรี อ์ ลั กรุ อานมชี อื่ วา่ อะไร
4. คมั ภรี พ์ ระเวทใดเกา่ แกท่ ส่ี ดุ ?
20.ประเพณีใดทเ่ี ป็ นทนี่ ยิ มทง้ั ในภาคกลางและภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
36. ผลติ ภณั ฑท์ ไ่ี ดร้ บั การรบั รองฉลากเขยี วแสดงวา่ ผลติ ภณั ฑน์ น้ั
ผา่ นการประเมนิ ใด
1. ในการโยนลกู เตา๋ 3 ลกู จงหาความนา่ จะ
เป็ นทจี่ ะออกแตม้ คอ่ี ยา่ งนอ้ ย 1 ลกู
2. จงหาโอกาสทห่ี วยเลขทา้ ยสองตวั จะออกเลข
ซา้ กนั
การตรวจสอบคณุ ภาพ
◼ กอ่ นการใช้
◆ ความครอบคลมุ โครงสรา้ งทม่ี งุ่ วดั
◆ ความเหมาะสมของภาษาและจานวนขอ้
◆ ความชดั เจนของขอ้ คาถามและภาษาทใี่ ช้
◆ ความตรงเชงิ เนอ้ื หา
◼ การทดลองใช้
◆ ผลการสะทอ้ นของผสู้ อบ
◆ คา่ ความยาก อานาจจาแนก ประสทิ ธภิ าพตวั
ลวง
◆ ความเทยี่ ง
◼ หลงั การใช้
คาวา่ “ตรง” ตรงอะไรบา้ ง
◼ เนอ้ื หา/ รายวชิ า
◼ ลกั ษณะทตี่ อ้ งการวดั
◼ วตั ถปุ ระสงคห์ รอื จดุ มงุ่ หมายของ
หลกั สตู ร
◼ องคป์ ระกอบของสง่ิ ทมี่ งุ่ วดั
◼ โครงสรา้ งของสงิ่ ทม่ี งุ่ วดั
◼ สภาพทเ่ี ป็ นอยใู่ นปจั จบุ นั
◼ สภาพทคี่ วรจะเป็ นในอนาคต
คาวา่ “เทยี่ ง” คงทใ่ี นเรอ่ื งอะไร
◼ ขอ้ สอบตา่ งกนั
◼ เวลา/ครง้ั ตา่ งกนั
◼ สถานทต่ี า่ งกนั
◼ วธิ กี ารทต่ี า่ งกนั
◼ นกั เรยี นตา่ งกลมุ่
◼ ผปู้ ระเมนิ ตา่ งกนั
◼ ขอ้ ตา่ งแตเ่ รอ่ื งเดยี วกนั
◼ การวเิ คราะหด์ ว้ ยเทคนคิ ทตี่ า่ งกนั
การกาหนดเกณฑป์ ระเมนิ
◼ เกณฑส์ มั บรู ณ์ (องิ เกณฑ)์
-นกั เรยี นรอ้ ยละ 90 มภี าวะโภชนาการอยใู่ นเกณฑ์
ปกต ิ
-นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นโดยเฉลย่ี 80%
◼ เกณฑส์ มั พทั ธ์ (องิ กลมุ่ )
- นกั เรยี นสอบไดเ้ ป็ นลาดบั ท่ี 10 ของหอ้ ง
- สพุ จนส์ อบไดค้ ะแนนดกี วา่ สพุ รรณ
- มณีจนั ทรส์ อบไดค้ ะแนนในตาแหนง่ เปอรเ์ ซ็นไทล์
ท่ี 75
◼ เกณฑพ์ ฒั นาการ
◆ แดงมคี วามกา้ วหนา้ ในการเรยี นเคมรี อ้ ยละ 25
◆ ขาวอา่ นหนงั สอื ไดค้ ลอ่ งกวา่ ตอนเปิ ดเทอมใหม่
ๆ
การประเมนิ การฏบิ ตั งิ าน
กระบวนการ ผลงานหรอื คณุ ลกั ษณะทด่ี ี
ปฏบิ ตั งิ าน ชนิ้ งาน ในการทางาน
• ขน้ั วางแผน • ความถกู ตอ้ ง • ความถกู ตอ้ ง
• ขน้ั ปฏบิ ตั งิ าน • ความสมบรู ณ์ • ความสมบรู ณ์
• ขน้ั ปรบั ปรงุ งาน • ความสวยงาม • ความสวยงาม
• ขนั้ ประเมนิ ผล • ประโยชน์ • ประโยชน์
• การนาเสนอ • การนาเสนอ
การทางาน
ลกั ษณะของเกณฑ์ rubrics
◼ สอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการ
เรยี นร/ู้ ตวั ชว้ี ดั /ผลการเรยี นรู้
◼ ใชป้ ระเมนิ ผลงาน/การแสดงออก
◼ เปรยี บเทยี บผลการแสดงออกหรอื
ผลงานกบั ชดุ ของเกณฑ์
◼ ประกอบดว้ ยเกณฑแ์ ละระดบั
ความสาเร็จ
รบู รกิ สค์ อื อะไร
◼ มาตรหรอื ชดุ ของเกณฑเ์ ฉพาะ
สาหรบั ใชใ้ นการประเมนิ ผล
การปฏบิ ตั งิ านของนกั เรยี น
(Mueller, 2006)
ประเภทของรบู รกิ ส์
◼ รบู รกิ สท์ ใี่ หค้ ะแนนในภาพรวม
(Holistic rubrics)
◼ รบู รกิ สท์ ใี่ หค้ ะแนนตาม
องคป์ ระกอบ
(Analytic rubrics)
เกณฑ ์ 1234
คะแนนตามระดบั คณุ ภาพ
คาอธบิ ายคณุ ภาพ
การใหค้ ะแนนแบบองคร์ วม
(Holistic Scoring)
◼ ประเมนิ ผลงานในภาพรวม
◼ ไมม่ กี ารเฉลยี่ เชงิ พชี คณติ
◼ ประเมนิ ซา้ เพอ่ื ใหไ้ ดม้ คี วาม
ถกู ตอ้ ง
◼ ไมเ่ นน้ การวนิ จิ ฉยั
◼ สรา้ งงา่ ย ใชส้ ะดวก
อกงาครใป์ หรค้ะกะแอนบน(แAบnบalแyยtiกc Scoring)
◼ ใหค้ ะแนนตามองคป์ ระกอบของชน้ิ งาน
◼ องคป์ ระกอบการใหค้ ะแนนเป็ นอสิ ระตอ่ กนั
◼ คะแนนรวมไดจ้ ากการรวมคะแนนทกุ
องคป์ ระกอบ
◼ วนิ จิ ฉยั ความสามารถไดด้ ี
◼ ใชเ้ วลาในการสรา้ งและการใชม้ าก
ขนั้ ตอนการสรา้ ง Rubrics
1. ระบุ 2. กาหนด 3. อธบิ าย
มาตรฐาน ลกั ษณะท่ี ลกั ษณะ ทกี่ าหนด
การเรยี นรทู้ ี่ ตอ้ งการให้ นร.
มงุ่ วดั แสดงออก
4. บรรยายคณุ ภาพ 5. ทบทวนคาอธบิ าย
ของงานทมี่ ี คณุ ภาพของผลงาน
คณุ ภาพดมี าก ในแตล่ ะลกั ษณะและ
จดั ทาเป็ นรบู รกิ สท์ ่ี
ไปยงั งานทม่ี ี สมบรู ณ์
คณุ ภาพไมด่ ี
6. นารบู รกิ สไ์ ป 7. ทบทวนรบู รกิ สห์ ลงั
ประเมนิ ผลงาน การนาไปใช้
ของนกั เรยี น
ตวั อยา่ ง rubrics
การทาขนมคกุ กี้
ภาระงาน: ใหน้ กั เรยี นทาคกุ กชี้ ็อคโกแลตชปิ ท่ี
พวกเราตอ้ งการรบั ประทาน
เกณฑก์ ารพจิ ารณา: เนอ้ื คกุ กี้ รสชาติ จานวน
ของช็อคโกแลตชปิ และคณุ คา่ ทางอาหาร
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน:
1. อรอ่ ยมาก (14-16 คะแนน)
2. อรอ่ ยใชไ้ ด้ (11-13 คะแนน)
3. พอรบั ประทานได้ (8-10 คะแนน)
4. รบั ประทานไมไ่ ด้ (0-7 คะแนน)
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
องค ์ อรอ่ ยมาก อรอ่ ย พอกนิ ได้ กนิ ไมไ่ ด้
ประกอบ
ปรมิ าน (4) (3) (2) (1)
ช็อคโก
แลตชปิ มชี ็อคโก มชี ็อคโก มชี ็อคโก มชี ็อคโก
แลตชปิ ทกุ แลตชปิ 75% แลตชปิ 50% แลตชปิ นอ้ ย
เนอ้ื คกุ กี้ สว่ น กวา่ 50%
กรอบนมุ่ ทงั้ ขอบนอก กรอบออกจะ แข็ง (เหมอื น
ชน้ิ และทกุ กรอบแตน่ มุ่ แข็ง คกุ กขี้ อง
ชนิ้ ตรงกลาง สนุ ขั )
สนี า้ ตาลทว่ั สน้ี า้ ตาลแต่ สนี า้ ตาลเขม้ ไหมเ้ กรยี ม
ตรงกลาง หรอื ซดี จาง
สสี นั ทง้ั ชน้ิ จางซดี ทงั้ ชน้ิ
คณุ คา่
เต็มไปดว้ ย มรี สชาตมิ นั มคี วามมนั ไมม่ คี วามมนั
ทาง เนยและ นอ้ ย เลย
อาหาร ความมนั
แบบประเมนิ การทางาน
◼ กระบวนการทางาน
มีการวางแผนการทางานไวอ้ ยา่ งชดั เจน
แผนการทางานเป็ นลาดบั ข้นั ตอน
เตรยี มอุปกรณใ์ นการทางานครบถว้ น
ทางานตามข้นั ตอนหรอื ตามแผน
มีการปรบั ปรุงกระบวนการทางานเป็ นช่วง ๆ
มีการประเมินผลการทางาน
◼ ผลงาน
ผลงานสอดคลอ้ งกบั ประเดน็ ทีก่ าหนด
ผลงานมีความถูกตอ้ ง (เน้ ือหาตรง ใชอ้ งคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ไดถ้ กู ประโยคถูก สะกด
ถูก)
ผลงานมีความสมบูรณ์ (องคป์ ระกอบครบ เน้ ือหาเพียงพอ ใชข้ อ้ มูลหลากหลาย)
ผลงานมีความสวยงาม สมดลุ
ผลงานสามารถนาไปใชป้ ระโยชนไดจ้ ริง (หรอื ช่วยใหเ้ กิดการเรยี นรู)้
◼ คณุ ลกั ษณะท่ีดีในการทางาน
มีการแบ่งหนา้ ที่รบั ผิดชอบกนั อยา่ งยุตธิ รรม
ร่วมมือกนั ทางานอยา่ งเตม็ ท่ี
มีความตง้ั ใจและมุ่งมนั ่ ในการทางาน
ทางานเป็ นระเบียบเรยี บรอ้ ย
มีความรบั ผิดชอบ
ช่วยเหลอื เพื่อนท่ีมีปัญหาในการทางาน
เก็บอปุ กรณแ์ ละทาความสะอาดบรเิ วณท่ีใชป้ ฏิบตั งิ าน
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
•
• กระบวนการทางาน มีรายการปฏิบตั ติ ง้ั แต่ 4 ขอ้ ข้ ึนไป ผ่าน
• ผลงาน มีรายการปฏิบตั ติ ้งั แต่ 4 ขอ้ ข้ ึนไป ผ่าน
คณุ ลกั ษณะท่ีดี มีรายการปฏิบตั ติ ้งั แต่ 5 ขอ้ ข้ ึนไป ผ่าน
เกณฑก์ ารตดั สนิ
• ผ่านท้งั สามองคป์ ระกอบ มีคณุ ภาพในระดบั ดีมาก
• ผา่ นสององคประกอบ มีคณุ ภาพระดบั ดี
• ผ่านหน่ึงองคป์ ระกอบมีคุณภาพระดบั พอใช้
• ไม่ผา่ นทุกองคป์ ระกอบ มีคณุ ภาพอยใู่ นระดบั ปรบั ปรุง
เครื่องมือวดั และประเมินผลการเรียนรูด้ า้ นความรู้ (K) ดา้ น
ทกั ษะกระบวนการ (P) และการสืบเสาะหาความรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์
คาช้ ีแจง
แบ่งกล่มุ นกั เรียนออกเป็ นกล่มุ ๆ ละประมาณ 4-5 คน ใหน้ กั เรียนแต่
ละกลุ่มจบั สลากเพื่อศึกษาหาความรูเ้ กี่ยวกับแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรง
โนม้ ถ่วง และแรงนิวเคลียร์ ครูผูส้ อนประเมินพฤติกรรมการสืบเสาะหา
ความรูข้ องนักเรียนแต่ละกลุ่มตามแบบประเมินท่ีกาหนดไว้ โดยทา
เคร่ืองหมาย / ลงในช่องรายการประเมินตามเกณฑ์การประเมินท่ี
กาหนด
รายการประเมนิ
ช่ือ-สกุล การวางแผน การเรียนรู้ การนาเสนอ การวเิ คราะห์ การสรุปเป็ น รวม สรุป
ข้ันตอนการ ตามแผนที่ ข้อค้นพบ อภปิ ราย ความคดิ รวบ
กาหนด
สืบค้น ยอด
321321321321321
1.
2.
3.
4.
5.
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
การใหค้ ะแนนแตล่ ะรายการประเมิน มีดงั น้ ี
1. การวางแผนข้นั ตอนการสืบคน้
3 คะแนน หมายถึง กาหนดจดุ ประสงคข์ องการศึกษาคน้ ควา้ ประเด็นการเรยี นรู้ วิธีการ
เครือ่ งมือการเรียนรูไ้ ดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสมครบถว้ นเป็ นอยา่ งดี
2 คะแนน หมายถึง กาหนดจดุ ประสงคข์ องการศึกษาคน้ ควา้ ประเดน็ การเรียนรู้ วิธกี าร
เครอ่ื งมือการเรยี นรูไ้ ดบ้ า้ ง ไม่ครบถว้ นทกุ ประเด็น
1 คะแนน หมายถึง กาหนดจดุ ประสงคข์ องการศกึ ษาคน้ ควา้ ประเด็นการเรียนรู้ วิธกี าร
เครื่องมือการเรยี นรูไ้ ดน้ อ้ ย ตอ้ งไดร้ บั คาแนะนาจากครูเกือบท้งั หมด
2. การเรยี นรูต้ ามแผนที่กาหนด
3 คะแนน หมายถึง ศกึ ษาคน้ ควา้ ตามแผนท่วี างไว้ บนั ทึกขอ้ มูลไดค้ รบถว้ นทุกประเด็นท่กี าหนด
ผลงานสมบูรณค์ รบถว้ น ชดั เจน ตรงประเดน็
2 คะแนน หมายถึง ศึกษาคน้ ควา้ ตามแผนที่วางไว้ บนั ทึกขอ้ มูลไดค้ รบถว้ นเกือบทกุ ประเดน็ ท่ี
กาหนด ผลงานยงั ไม่สมบูรณ์ ชดั เจนในทุกประเด็น
1 คะแนน หมายถึง ไม่ศึกษาคน้ ควา้ ตามแผนที่วางไว้ บนั ทึกขอ้ มูลไดน้ อ้ ยมาก ผลงานอยใู่ นเกณฑ์
ตอ้ งปรบั ปรุง
3. การนาเสนอขอ้ คน้ พบ
3 คะแนน หมายถึง นาเสนอขอ้ คน้ พบไดช้ ดั เจน ครบถว้ นตามจุดประสงคก์ ารศึกษาคน้ ควา้
2 คะแนน หมายถึง นาเสนอขอ้ คน้ พบไม่ครบถว้ นตามจุดประสงคก์ ารศึกษาคน้ ควา้ ภาพรวม
ของการนาเสนออยูใ่ นเกณฑพ์ อใช้
1 คะแนน หมายถึง นาเสนอขอ้ คน้ พบไดน้ อ้ ยมาก ไม่ครบถว้ นตามจดุ ประสงคก์ ารศึกษา
คน้ ควา้ ภาพรวมของการนาเสนออยูใ่ นเกณฑป์ รบั ปรุง
4. การวิเคราะห์ อภิปรายผล
3 คะแนน หมายถึง วิเคราะห์ จาแนก เปรียบเทียบ จดั กลมุ่ จดั ลาดบั ขอ้ มูลท่คี น้ พบไดเ้ ป็ น
สว่ นใหญ่ นาเสนอ และอภิปรายไดช้ ดั เจนดี เหมาะสมกบั จุดประสงค์
การศกึ ษาคน้ ควา้
2 คะแนน หมายถึง วิเคราะห์ จาแนก เปรียบเทียบ จดั กลมุ่ จดั ลาดบั ขอ้ มูลทค่ี น้ พบไดเ้ ป็ น
บางสว่ น นาเสนอ และอภิปรายไดค้ อ่ นขา้ งชดั เจน เหมาะสมกบั
จดุ ประสงคก์ ารศึกษาคน้ ควา้
1 คะแนน หมายถึง วิเคราะห์ จาแนก เปรยี บเทยี บ จดั กลมุ่ จดั ลาดบั ขอ้ มูลท่คี น้ พบไดน้ อ้ ย
มาก นาเสนอ และอภปิ รายไดไ้ ม่ชดั เจน ไม่สอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์
การศึกษาคน้ ควา้
5. การสรุปเป็ นความคิดรวบยอด
3 คะแนน หมายถึง สรุปความคิดรวบยอดของขอ้ มูลที่คน้ พบไดเ้ ป็ นสว่ นใหญ่
ความคิดรวบยอดครบถว้ นทุกประเด็น ชดั เจน ถกู ตอ้ ง
2 คะแนน หมายถึง สรุปความคิดรวบยอดของขอ้ มูลที่คน้ พบไดบ้ างสว่ น ความคิด
รวบยอดไม่ครบถว้ นทุกประเด็น แตม่ ีความชดั เจน ถูกตอ้ ง
1 คะแนน หมายถึง ไม่สามารถสรุปความคิดรวบยอดของขอ้ มูลที่คน้ พบได้
ความคิดรวบยอดครบไม่ถว้ นทุกประเดน็ ไม่ชดั เจนและไม่ถูกตอ้ ง
เกณฑก์ ารประเมิน
ระดบั ดี ไดค้ ะแนน 13-15 คะแนน
ระดบั ปานกลาง ไดค้ ะแนน 10-12 คะแนน
ระดบั ปรบั ปรุง ไดค้ ะแนน 0 -9 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สิน
นกั เรียนมีผลการประเมินในระดบั ปานกลางข้ ึนไป (10 คะแนนข้ ึนไป) ถือว่าผ่าน