The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Picha NestSasithorn, 2023-07-26 21:44:05

E Book

E Book

1 สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยฯ สาขาภาคเหนือ คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล เขต สุขภาพที่ ๑ โครงการประชุมวิชาการเครือข่ายพัฒนาคุณภาพบริการพยาบาล เขตสุขภาพที่ ๑ ประจ าปี ๒๕๖๖ “ พยาบาลไทย คุณภาพก้าวไกล ใส่ใจทุกบริการ ก้าวสู่มาตรฐานสากล” วันที่ ๓-๔ สิงหาคม ๒๕๖๖ ณ ห้องประชุมโรงแรมแกรนด์ปา อ าเภอเมือง จังหวัดล าพูน บทคัดย่อและสาระส าคัญ การน าเสนอผลงานวิชาการ


2 ห้องประชุมย่อยที่ ๑ น ำเสนอและวิพำกษ์ผลงำนวิจัย/ผลงำนพัฒนำคุณภำพกำรพยำบำล ผู้วิพากษ์ ๑. ดร. สุทธิพันธ์ ถนอมพันธ์ โรงพยำบำลนครพิงค์ ๒. พว ศรีวรรณ เรืองวัฒนำ โรงพยำบำลล ำพูน ๓. พว.จุฬำรัตน์ สุริยำทัย โรงพยำบำลท่ำวังผำ จังหวัดน่ำน ล าดับ ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน ล าดับที่ 1 ผลกำรพัฒนำระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษำโรคหัวใจใกล้บ้ำน”เพื่อรอ กำรตรวจสวนหัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จังหวัดเชียงรำย – พะเยำ พว.อมรรัตน์ ค ำมั่น รพ.เชียงรำยประชำนุเครำะห์ ล าดับที่ 2 กำรศึกษำควำมแตกต่ำงของกำรวัดเลนส์ แก้วตำเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียม ด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้ น ำตำเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำร ผ่ำตัดโรงพยำบำลศรีสังวำลย์ พว.เสำวลักษณ์ตำนะเศรษฐ์ รพ.ศรีสังวำลย์จ.แม่ฮ่องสอน ล าดับที่ 3 ผลของหลำยกลยุทธ์ต่อกำรปฏิบัติกำรป้องกัน กำรติดเชื อและอุบัติกำรณ์กำรติดเชื อของผู้ป่วย ล้ำงไตทำงช่องท้อง พว.วำสนำ สวนพุฒ โรงพยำบำลสอง จังหวัดแพร่ ล าดับที่ 4 กำรพัฒนำนวัตกรรม MISSWARMER ส ำหรับ ป้องกันภำวะหนำวสั่นในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับ กำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดยกำรระงับ ควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลังใน โรงพยำบำลพะเยำ พว. ทองศรี มีชัย โรงพยำบำลพะเยำ ล าดับที่ 5 ผลกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลต่อกำรเสื่อมของไต ในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง พว.จันทร์จิรำ อำภัย รพ.เชียงรำยประชำนุเครำะห์ ล าดับที่ 6 . ผลกำรพัฒนำแนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึก และผ่ำตัดไทรอยด์ พว.อรุณีย์ ไชยชมภู รพ.เชียงรำยประชำนุเครำะห์ ล าดับที่ 7 กำรพัฒนำเครือข่ำย Telemedicine ในพื นที่ห่ำงไกล โรงพยำบำลแพร่ พว.ณรงค์ศักดิ์ สุธรรม รพ.แพร่


3 ห้องประชุมย่อยที่ 2 น ำเสนอและวิพำกษ์ผลงำนวิจัย/ผลงำนพัฒนำคุณภำพกำรพยำบำล ผู้วิพากษ์ ๑. พว. วรำงคณำ ธุวะค ำ โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ ๒. พว.ชนกพร อุตตะมะ โรงพยำบำลนครพิงค์ ๓. พว.วิภำพรรณ หมื่นมำ โรงพยำบำลบ้ำนโฮ่ง เวลา ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน ล าดับที่ 1 ผลของโมบำยแอปพลิเคชันกำรให้ควำมรู้กำร ปฏิบัติตัวในกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกของผู้ป่วย ที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ วันเดียวกลับ พว. วันทนำ บุญคง รพ.ล ำปำง ล าดับที่ 2 กำรประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในกำรปรับปรุง กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยำบำลล ำพูน พว.เยำวเรศ ไชยอุปละ รพ.ล ำพูน ล าดับที่ 3 กำรพัฒนำรูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วย โรคปอดอุดกั นเรื อรัง อ ำเภอเชียงกลำง จังหวัดน่ำน พว.ธมภร โพธิรุด รพ.เชียงกลำง จ.น่ำน ล าดับที่ 4 . ประสิทธิผลกำรใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผน จ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับ กำรดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ พว.อ ำภำ ขันอัศวะ โรงพยำบำลนครพิงค์ ล าดับที่ 5 . ประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจ โดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อ ควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็กในเด็ก โรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด รพ.พะเยำ พว.ชุติมำ รักเหล่ำ โรงพยำบำลพะเยำ ล าดับที่ 6 ผลของกำรใช้นวัตกรรม safety glove กับกำร ป้องกันผู้ป่วยสูงอำยุที่มีภำวะ Delirium ขณะ ใส่ท่อช่วยหำยใจหรือสำยระบำยใน หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภำ มีมำนะ รพ.ล ำปำง ล าดับที่ 7 ประสิทธิผลและควำมถูกต้องของระดับ venous pH จำกกำรส่งตัวอย่ำงเลือดโดยใช้ นวัตกรรม“กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดั งเดิม พว.สุวดี คงพลอย รพ.ล ำปำง


4 ห้องประชุมย่อยที่ 3 น ำเสนอและวิพำกษ์ผลงำนวิจัย/ผลงำนพัฒนำคุณภำพกำรพยำบำล ผู้วิพากษ์ ๑. ดร.สุรีรักษ์ อจลพงศ์ โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ ๒. ดร.เชษฐำ แก้วพรม วิทยำลัยพยำบำลบรมรำชชนนี แพร่ ๓. พว ยุพิน ตันอนุชิตติกุล โรงพยำบำลล ำปำง เวลา ชื่อเรื่อง ผู้น าเสนอ หน่วยงาน ล าดับที่ 1 กำรพัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำง ต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื อ อำทรและพุทธจิตวิทยำ พว.กชพร เขื่อนธนะ รพ. เชียงกลำง จ.น่ำน ล าดับที่ 2 กำรพัฒนำรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำร เทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์ รพ.ล ำพูน ล าดับที่ 3 ผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ใน โรงพยำบำลนครพิงค์ พว.ปภัสรำ พบจันอัด โรงพยำบำลนครพิงค์ ล าดับที่ 4 . กำรพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำร ป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ห้องคลอด รพ.พะเยำ พว.สุทธิพร พรมจันทร์ โรงพยำบำลพะเยำ ล าดับที่ 5 . ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพ ตำมแนวทำง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ ไม่เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยำบำลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ พว.กุลธิดำ อินตำ โรงพยำบำลแพร่ ล าดับที่ 6 ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบำหวำน วิทยำต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ใน ผู้ป่วยเบำหวำนที่คุมระดับน ำตำลไม่ได้ โรงพยำบำลบ้ำนโฮ่ง จังหวัดล ำพูน พว.วงจันทร์ นันทวรรณ รพ.บ้ำนโฮ่ง จ.ล ำพูน


5 สารบัญ หน้า -ผลกำรพัฒนำระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษำโรคหัวใจใกล้บ้ำน”เพื่อรอกำรตรวจสวน หัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จ.เชียงรำย – พะเยำ พว.อมรรัตน์ ค ำมั่น 7 -กำรศึกษำควำมแตกต่ำงของกำรวัดเลนส์แก้วตำเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้น ำตำเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำรผ่ำตัดรพ.ศรีสังวำลย์ พว.เสำวลักษณ์ ตำนะเศรษฐ์ 10 -ผลของหลำยกลยุทธ์ต่อกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อและอุบัติกำรณ์กำรติดเชื อของผู้ป่วยล้ำงไตทำง ช่องท้อง พว.วำสนำ สวนพุฒ 13 -กำรพัฒนำนวัตกรรม MISSWARMER ส ำหรับป้องกันภำวะหนำวสั่นในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัด คลอดทำงหน้ำท้องโดยกำรระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลังในโรงพยำบำลพะเยำ พว. ทองศรี มีชัย 16 -ผลกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลต่อกำรเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง พว.จันทร์จิรำ อำภัย 20 -ผลกำรพัฒนำแนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัด ไทรอยด์ พว.อรุณีย์ ไชยชมภู 23 -กำรพัฒนำเครือข่ำย Telemedicine ในพื นที่ห่ำงไกล โรงพยำบำลแพร่ พว.ณรงค์ศักดิ์ สุธรรม 26 -ผลของโมบำยแอปพลิเคชันกำรให้ควำมรู้กำรปฏิบัติตัวในกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกของผู้ป่วย ที่มำรับกำร ผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ พว. วันทนำ บุญคง 29 -กำรประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในกำรปรับปรุงกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยำบำล ล ำพูน พว.เยำวเรศ ไชยอุปละ 38 -กำรพัฒนำรูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง อ ำเภอเชียงกลำง จังหวัดน่ำน พว.ธมภร โพธิรุด 43 -ประสิทธิผลกำรใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับกำรดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ พว.อ ำภำ ขันอัศวะ 47


6 สารบัญ หน้า -ประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือใน กำรกินยำขับเหล็กในเด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด รพ.พะเยำ พว.ชุติมำ รักเหล่ำ 51 ผลของกำรใช้นวัตกรรม safety glove กับกำรป้องกันผู้ป่วยสูงอำยุที่มีภำวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วย หำยใจหรือสำยระบำยใน หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภำ มีมำนะ 55 -ประสิทธิผลและควำมถูกต้องของระดับ venous pH จำกกำรส่งตัวอย่ำงเลือดโดยใช้นวัตกรรม“กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดั งเดิม พว.สุวดี คงพลอย 58 -กำรพัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธ จิตวิทยำ พว.กชพร เขื่อนธนะ 59 -กำรพัฒนำรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์ 65 -ผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์ พว.ปภัสรำ พบจันอัด 69 -กำรพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดห้องคลอด รพ.พะเยำ พว.สุทธิพร พรมจันทร์ 78 -ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยำบำลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ พว.กุลธิดำ อินตำ 81 -ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ในผู้ป่วยเบำหวำนที่ คุมระดับน ำตำลไม่ได้ โรงพยำบำลบ้ำนโฮ่ง จังหวัดล ำพูน พว.วงจันทร์ นันทวรรณ 85


7 ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาระบบ “NSTEMI - Standby CAG ปลอดภัย รักษาโรคหัวใจใกล้บ้าน” เพื่อรอการตรวจสวนหัวใจ ในกลุ่มผู้ป่วย NSTEMI จังหวัดเชียงราย - พะเยา น.ส.อมรรัตน์ ค ามั่น พว. น.ส.ศศิวิมล ใจเอื้อ พบ. นายโอษิษฐ์ บ าบัด พบ.และคณะ หน่วยตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ความส าคัญของปัญหาวิจัย จำกสถำนกำรณ์ระบำดของโรค Covid-19 ในปี2563 เพื่อป้องกันกำรแพร่ระบำดของโรคโรงพยำบำลแต่ ละแห่งต้องพยำยำมลดควำมแออัดของผู้ป่วย ที่นอนรักษำตัวในโรงพยำบำล โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ เป็น โรงพยำบำลระดับตติยภูมิ มีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบฉับพลันแบบเอสทีไม่ยก (Acute Non ST-elevation myocardial infarction: NSTEMI) ซึ่งมีควำมจ ำเป็นต้องนอนโรงพยำบำลเพื่อรับกำรตรวจสวนหัวใจ (Coronary Angiography – CAG) จ ำนวน 285 รำย พบว่ำมีเพียง 65.26% ที่ได้รับกำรท ำ CAG ภำยใน admission และ 43.15% ที่ได้ท ำ CAG ภำยใน 72 ชั่วโมง โดยมีLOS เพื่อรอ CAG เฉลี่ย 6.68 วัน ซึ่งในจ ำนวนนี เป็นผู้ป่วย NSTEMI ที่ถูกส่งตัวมำจำก รพ.ชุมชน และประเมิน Risk score อยู่ในกลุ่ม High Risk แต่มีอำกำรคงที่ (stable) จ ำนวน 134 รำย (47.02%) มีLOS ที่ รพศ.เชียงรำยฯ 5.57 วัน และมีเพียงร้อยละ 52.24 ที่ได้รับกำรตรวจสวนหัวใจภำยใน 72 ชั่วโมง เพื่อลดควำมแออัดใน รพศ.เชียงรำยฯ ทำงหน่วยตรวจสวนหัวใจและเครือข่ำยโรคหัวใจ จึงได้พัฒนำระบบ “NSTEMI-Standby CAG ปลอดภัย รักษำโรคหัวใจใกล้บ้ำน วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษำผลกำรใช้ระบบ “NSTEMI-Standby CAG ปลอดภัย รักษำโรคหัวใจใกล้บ้ำน” ต่อระยะเวลำกำร นอนโรงพยำบำลและกำรได้รับกำรตรวจสวนหัวใจตำมมำตรฐำน (72 ชั่วโมง) ของผู้ป่วย stable NSTEMI ที่ standby รอ CAG อยู่ที่ รพ.ชุมชน วิธีการศึกษา กำรวิจัยนี เป็นงำนวิจัยเชิงปฏิบัติกำร กลุ่มตัวอย่ำงได้แก่ผู้ป่วย stable NSTEMI ที่ผ่ำนระบบกำร consult cardiologist และได้ท ำ CAG ช่วง ต.ค. 2562 - มิ.ย. 2563 และ ช่วง ต.ค. 2564 - ก.ย. 2565 และคัดออก ในกรณีที่ ผู้ป่วยที่ปฏิเสธกำรท ำหัตถกำรตรวจสวนหัวใจ และผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่ม unstable NSTEMI ( Very High Risk ) เช่น Ongoing chest pain , มีภำวะ Respiratory failure , Cardiogenic shock หรือ Cardiac arrest โดย ระบบ NSTEMI-Standby CAG แบบใหม่ พัฒนำจำกกำรลงคิว Standby CAG แบบเดิมที่ ผู้ป่วย NSTEMI จำก รพ.ชุมชน ทุกรำยต้องมำนอนรอ CAG ที่ รพ.เชียงรำยฯ ปรับระบบเป็น 1. ผู้ป่วย NSTEMI กลุ่ม Very High Risk หรือ อำกำรไม่คงที่ ให้ส่งต่อตำมระบบเดิม ส่วน ผู้ป่วย High Risk ที่อำกำรคงที่ (Stable) เมื่อ Consult Cardio staff แล้ว จะให้นอนรักษำตัวที่ รพ.ชุมชน และใช้แนวทำงกำรรักษำเดียวกับผู้ป่วยในรพ.เชียงรำยฯ 2. พยำบำลเจ้ำของไข้ ส่ง ข้อมูล ผ่ำนทำง Application Line “ Standby CAG” โดยทีม Cath lab และ Cardiologist จะรับปรึกษำตลอด 24 ชั่วโมง 3. ใช้ระบบส่งต่อ Pass ER for standby CAG โดยเริ่มโครงกำรนี 1 ก.ค. 2563 ใน 7 รพ.ชุมชนจังหวัด เชียงรำยและ 2 รพท.ในจังหวัดพะเยำ


8 รูปภาพที่1 : ระบบ standby CAG แบบเดิม รูปภาพที่2 : ระบบ standby CAG แบบใหม่


9 ผลการศึกษา หลังขยำยโครงกำรครอบคลุม 17 รพ.ชุมชนใน จ.เชียงรำย-พะเยำ ในปี2565 พบว่ำ มีผู้ป่วยที่ อยู่ในระบบ Standby รอ CAG ที่รพ.ชุมชน 252 รำย เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนพัฒนำระบบนัด Standby CAG แล้ว พบว่ำ หลังกำรพัฒนำระบบนัด จ ำนวนวันนอนโรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์น้อยกว่ำ (เฉลี่ย 2.79 ± 3.22 vs 5.57± 4.06 วัน; p<0.001) เวลำเริ่มมีอำกำรกระทั่งได้รับกำรตรวจสวนหัวใจน้อยกว่ำ (เฉลี่ย 1.05 ± 2.46 vs 3.50± 2.29 วัน; p<0.001) และได้รับกำรตรวจสวนหัวใจ ภำยใน 72 ชั่วโมงมำกกว่ำ (ร้อยละ 86.91 vs 52.24; p<0.001) ส่วนกำรเกิดภำวะแทรกซ้อน cardiac death ขณะรอตรวจสวนหัวใจก่อนพัฒนำระบบนัดไม่มี กำร Standby CAG ที่โรงพยำบำลทั่วไป/ชุมชน แต่หลังกำรพัฒนำระบบนัดพบร้อยละ 1.59 (p=0.303) อภิปรายผล ระบบ Standby CAG แบบใหม่ ช่วยลดระยะเวลำวันนอน ( LOS ) ในโรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ และเพิ่มกำรได้รับกำรตรวจสวนหัวใจภำยใน 72 ชั่วโมงได้ อย่ำงมีนัยยะส ำคัญทำงสถิติ พบภำวะแทรกซ้อนขณะ รอตรวจสวนหัวใจ ( Cardiac death ) ที่ร้อยละ 1.59 แต่ไม่มีนัยยะส ำคัญทำงสถิติ สรุปและข้อเสนอแนะ จำกผลกำรศึกษำในกลุ่มผู้ป่วยStable NSTEMI ที่ stand by CAG รอที่ รพ. ชุมชน จะแสดงถึงกำรเพิ่มขึ นของ กำรได้รับกำรตรวจสวนหัวใจภำยใน 72 ชั่วโมง และจ ำนวนวันนอน LOS ของผู้ป่วยกลุ่มนี ที่ รพศ.ชร ที่ลดลง อย่ำง ชัดเจน แต่อย่ำงไรก็ตำมกำรศึกษำนี ยังพบ complication cardiac death ระหว่ำงรอคิวตรวจสวนหัวใจ แม้ว่ำจะไม่มี นัยยะส ำคัญทำงสถิติ แต่เป็น Gap ที่ต้องพัฒนำในเรื่องกำรดูแลผู้ป่วย รูปแบบและเทคนิคกำรบริหำรยำ กำรเฝ้ำระวัง อำกำรเปลี่ยนแปลงที่คุกคำมชีวิต ยังต้องมีกำรก ำกับติดตำม และส่งเสริมกำรพัฒนำองค์ควำมรู้ของบุคลำกร เพื่อสร้ำง ควำมเชื่อมั่นให้กับทีมสุขภำพและผู้รับบริกำร นอกจำกนี กำรเพิ่มกำรศึกษำปัจจัยด้ำนอื่นๆที่มีผลต่อคุณภำพชีวิต เช่น กำรใช้ยำ กำรตรวจพิเศษ หรือกำรประเมิน Viability ของหัวใจ รวมถึงติดตำมประเมินควำมพึงพอใจของผู้รับบริกำร จะ น ำมำสู่กำรวำงแผนและกำรพัฒนำกำรดูแลรักษำให้ดียิ่งขึ น


10 การศึกษาความแตกต่างของการวัดเลนส์แก้วตาเทียม ด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตาเทียมด้วยเลเซอร์ (IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้น้ าตาเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับการผ่าตัดโรงพยาบาลศรีสังวาลย์ นางเสาวลักษณ์ ตานะเศรษฐ์ โรงพยาบาลศรีสังวาลย์ บทคัดย่อ งำนวิจัยนี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำควำมแตกต่ำงของกำรวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียม ด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยกำรใช้และไม่ใช้น ำตำเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำรผ่ำตัด โดยท ำเก็บข้อมูล ผู้ป่วยต้อกระจกที่เข้ำรับกำรรักษำที่หน่วยจักษุ โรงพยำบำลศรีสังวำลย์ระหว่ำงเดือนมีนำคม 2564-กันยำยน 2564 ผู้ป่วยทุกรำยจะได้รับกำรวัดค่ำหักเหของแสงที่กระจกตำและค ำนวนค่ำก ำลังเลนส์โดยเครื่อง IOLs Master ทั งก่อนได้รับน ำตำเทียมและอีกครั งที่ 5 นำทีหลังจำกกำรหยอดน ำตำเทียม ผลกำรศึกษำพบว่ำจำกกำรเก็บข้อมูล จำกผู้ป่วย 109 รำย เป็นชำย 53 รำย (48.6%) และหญิง 56 รำย (51.4%) ผู้ป่วยมีอำยุระหว่ำง 42-93 ปี เป็นผู้ที่มีอำยุเท่ำกับหรือต่ ำกว่ำ 60 ปี จ ำนวน 29 รำย (26.6%) และมีอำยุมำกกว่ำ 60 ปี จ ำนวน 70 รำย (73.4%) ค่ำมัธยฐำนของค่ำสำยตำเอียงก่อนและหลังกำรหยอดน ำตำเทียมในตำข้ำงขวำ มีค่ำเท่ำกับ -0.70 และ -0.72 ตำมล ำดับ และค่ำมัธยฐำนของค่ำสำยตำเอียงก่อนและหลังหยอดน ำตำเทียมในตำข้ำงซ้ำยมีค่ำเท่ำกันคือ -0.87 ส่วน ค่ำมัธยฐำนของก ำลังเลนส์เทียมก่อนและหลังหยอดน ำตำเทียมมีค่ำเท่ำกันทั งในตำข้ำงขวำคือ 20.50 ไดออพเตอร์ ซึ่ง ทั งค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมต่ำงมีค่ำไม่แตกต่ำงกันเมื่อทดสอบที่นัยส ำคัญทำงสถิติ0.05 งำนวิจัย นี จึงสรุปได้ว่ำกำรใช้และไม่ใช้น ำตำเทียมในคนไข้ต้อกระจกจะให้ค่ำก ำลังเลนส์ที่เท่ำกันในกำรวัดด้วยเครื่องวัดเลนส์ แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์ ความส าคัญของปัญหาการวิจัย ประชำกรทั่วโลกมีปัญหำทำงด้ำนกำรมองเห็นประมำณ 285 ล้ำนคน ซึ่งเป็นสำเหตุให้ประชำกรตำบอด ถึง 39 ล้ำนคน โดยมีโรคต้อกระจกเป็นสำเหตุหลักที่ท ำให้เกิดภำวะตำบอด ร้อยละ 90 พบมำกในประเทศที่ ก ำลังพัฒนำ และเป็นโรคตำที่พบสูงถึงร้อยละ 94.34 ในผู้ที่มีอำยุตั งแต่ 60 ปีขึ นไป เนื่องจำกเลนส์แก้วตำเสื่อมสภำพ ไปตำมอำยุที่เพิ่มขึ น จนท ำให้เลนส์เกิดควำมขุ่นมัวบดบังแสงที่จะผ่ำนเข้ำไปยังประสำทตำ (สำยจิตและคณะ, 2564) ส ำหรับกลุ่มประชำกรในภำคเหนือนั นมีข้อมูลจำกกำรคัดกรองของเขตบริกำรสุขภำพที่ 1 รวม 8 จังหวัด คือเชียงรำย พะเยำ แพร่ น่ำน ล ำปำง ล ำพูน เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ว่ำสถิติกำรเป็นต้อกระจกของผู้ที่มีอำยุ 60 ปีขึ นไป ใน ปี2562, ปี2563 และ ปี2564 มีค่ำเป็นร้อยละ 2.49, 2.59 และ 3.00 ตำมล ำดับ โดยสถิติของผู้สูงอำยุ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่เป็นโรคต้อกระจกใน 3 ปี ดังกล่ำวมีค่ำสูงถึงร้อยละ 4.25, 4.47 และ 6.65 ตำมล ำดับ (กระทรวงสำธำรณสุข, 2564)ผู้ที่เป็นโรคต้อกระจกในระยะเริ่มต้นกำรมองเห็นยังลดลงไม่มำก อำจไม่จ ำเป็นต้องผ่ำตัด แต่จะใช้วิธีหยอดยำชะลอต้อกระจก และใช้แว่นสำยตำเพื่อปรับกำรมองเห็นดีขึ น แต่ในกรณีที่กำรมองเห็นลดลง ในระดับรุนแรงจนถึงระดับบอดจะต้องรักษำโดยกำรผ่ำตัดเอำเลนส์ที่เป็นต้อกระจกออกและใส่เลนส์แก้วตำเทียม (Intra Ocular Lens; IOLs) เข้ำไปทดแทน โดยทั่วไปหลังกำรผ่ำตัดต้อกระจกแล้วผู้ป่วยจะมีกำรมองเห็นที่ดีขึ นกว่ำเดิม และมีคุณภำพชีวิตดีขึ น จำกสถิติของโรงพยำบำลศรีสังวำล จังหวัดแม่ฮ่องสอนพบว่ำผู้ป่วยที่มำรับกำรตรวจโรคทำงตำ ในปี2561, 2562, 2563 และ 2564 มีผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่ต้องรับกำรรักษำด้วยวิธีผ่ำตัดจ ำนวน 342, 404, 352 และ 415 รำยตำมล ำดับ อัตรำกำรมองเห็นหลังผ่ำตัดต้อกระจกดีขึ นมำกกว่ำก่อนผ่ำตัดจ ำนวน 98.54 %, 98.27 %, 98.01 % และ 99.04% ตำมล ำดับ (กลุ่มงำนจักษุวิทยำโรงพยำบำลศรีสังวำลย์, 2562-2564)


11 ทั งนี กระบวนกำรก่อนผ่ำตัดต้อกระจกจะต้องมีกำรวัดเลนส์แก้วตำก่อน เพื่อเตรียมควำมพร้อมก ำลังเลนส์เทียม ให้เหมำะสมกับผู้ป่วย ขั นตอนนี เป็นขั นตอนที่ละเอียดอ่อนและต้องกำรข้อมูลที่มีควำมแม่นย ำสูง ทั งนี หน่วยงำนห้อง ตรวจจักษุ รพ.ศรีสังวำลย์แม่ฮ่องสอนได้มีกำรวัดเลนส์แก้วตำโดยใช้เครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์ (IOLs master) ซึ่งเป็นเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมโดยไม่สัมผัสกระจกตำ เครื่องมือนี ใช้แสงเลเซอร์ในกำรวัดควำมยำวลูกตำ และยังสำมำรถวัดค่ำต่ำงๆที่ต้องใช้ในกำรค ำนวณค่ำเลนส์แก้วตำเทียมได้ทุกค่ำ คือ ค่ำควำมยำวลูกตำ ค่ำควำมยำว ช่วงหน้ำลูกตำ ค่ำควำมโค้งกระจกตำ ค่ำควำมยำวกระจกตำด ำ ค่ำกำรหักเหแสงของนัยน์ตำ และค่ำขนำดรูม่ำนตำ จึงท ำให้เกิดควำมสะดวก รวดเร็ว และลดกำรใช้เครื่องมือแพทย์ในกำรวัดเลนส์แก้วตำเทียม และที่ส ำคัญคือสำมำรถ ค ำนวณค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์ได้อย่ำงอย่ำงแม่นย ำ (Saad et al., 2019) 1.5 วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษำเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของกำรวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์ แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์(IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้น ำตำเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำรผ่ำตัด โรงพยำบำลศรีสังวำลย์ วิธีการศึกษา อธิบำยเชิงรูปแบบ กำรก ำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำงและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง วิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้ กำรศึกษำควำมแตกต่ำงของกำรวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์ (IOLs Master) โดยวิธีใช้และไม่ใช้น ำตำเทียมในผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำรผ่ำตัด รพ.ศรีสังวำลย์ จังหวัด แม่ฮ่องสอน ได้ก ำหนด ขอบเขตในกำรด ำเนินกำรวิจัย ดังนี ขอบเขตพื นที่กำรศึกษำวิจัย คือ ห้องตรวจตำ รพ.ศรีสังวำลย์ แม่ฮ่องสอน ระยะเวลำในกำรศึกษำตั งแต่ เดือน มีนำคม 2564-กันยำยน 2564 กลุ่มประชำกรโรคต้อกระจกต้องรักษำด้วย กำรผ่ำตัด ที่มำรับบริกำรในเวลำรำชกำร รพ.ศรีสังวำลย์ แม่ฮ่องสอน จ ำนวน 109 คน กำรวิเครำะห์สถิติเชิงพรรณนำ (descriptive statistics) ในกำรอธิบำยลักษณะข้อมูลเบื องต้นของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่เข้ำรับกำรรักษำ สำมำรถแบ่ง จ ำแนกเป็นข้อมูลเชิงปริมำณ เช่น ค่ำสำยตำเอียงถูกน ำเสนอด้วยค่ำมัธยฐำนและค่ำพิสัยระหว่ำงควอไทล์ ในส่วนข้อมูล ที่แสดงถึงควำมถี่ ถูกน ำเสนอด้วยจ ำนวน และร้อยละตรวจสอบข้อสมมติเบื องต้นของกำรวิเครำะห์Wilcoxon signed rank test และท ำกำรวิเครำะห์Wilcoxon signed rank test ถัดไป ผลการศึกษา กลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรศึกษำในครั งนี คือผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่รับกำรตรวจในโรงพยำบำลศรีสังวำลย์ และ ต้องรักษำด้วยวิธีกำรผ่ำตัดจ ำนวนทั งหมด 109 คน พบว่ำผู้เข้ำร่วมโครงกำรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจ ำนวน 56 รำย คิดเป็นร้อยละ 51.4 ส่วนอำยุพบว่ำอยู่ในกลุ่มอำยุน้อยกว่ำหรือเท่ำกับ 60 ปีจ ำนวน 29 รำย คิดเป็นร้อยละ 26.6 ส่วนผู้ที่อยู่ในกลุ่มอำยุมำกกว่ำ 60 ปีมีสูงถึง 70 รำย คิดเป็นร้อยละ 73.4 เมื่อพิจำรณำค่ำสำยตำเอียงพบค่ำมัธยฐำน ของก่อนกำรหยอดน ำตำเทียมในตำข้ำงขวำและซ้ำยเท่ำกับ -0.70 และ -0.87 ส่วนหลังกำรหยอดน ำ ตำเทียมในตำ ข้ำงขวำและซ้ำยเท่ำกับ -0.72 และ -0.87 ตำมล ำดับ และกำรพิจำรณำค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมพบค่ำมัธยฐำนของ ก่อนและหลังกำรหยอดน ำตำเทียมในตำทั งข้ำงขวำและซ้ำยเท่ำกับ 20.50 จำกผลกำรวิเครำะห์ค่ำสำยตำเอียงและ ค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมเปรียบเทียบก่อนและหลังกำรหยอดน ำตำเทียมของผู้เข้ำร่วมโครงกำรพบว่ำ เมื่อพิจำรณำใน มิติของตำข้ำงซ้ำยและตำข้ำงขวำ ทั งค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียม ต่ำงมีค่ำมัธยฐำนที่ไม่แตกต่ำงกันที่ ระดับนัยส ำคัญ 0.05


12 อภิปรายผล กำรผ่ำตัดต้อกระจกจะท ำเมื่อกำรมองเห็นลดลงจนไม่สำมำรถปฏิบัติงำนหรือด ำรงชีพได้ เมื่อได้รับ กำรรักษำด้วยกำรผ่ำตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม ด้วยวิธีผ่ำตัดสลำยต้อกระจกด้วยอัลตร้ำซำวด์หรือวิธีผ่ำตัด เอำเลนส์แก้วตำออกโดยเหลือถุงหุ้มเลนส์ไว้บำงส่วนก็จะท ำให้กำรมองเห็นดีขึ นและมีคุณภำพชีวิตดีขึ น ในกำรนี ทำงโรงพยำบำลศรีสังวำลย์ได้เตรียมเลนส์เทียมให้เหมำะสมกับผู้ป่วยแต่ละรำยโดยใช้เครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียม ด้วยเลเซอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ให้ค่ำกำรวัดค่ำต่ำงๆด้วยควำมแม่นย ำสูงและสำมำรถค ำนวนค่ำก ำลังแก้วตำเทียมได้ดี ที่สุด (Kunavisarut et al., 2012) อย่ำงไรก็ตำมควำมแม่นย ำของกำรวัดค่ำต่ำงๆ เพื่อค ำนวนค่ำสำยตำเอียงและ ค่ำก ำลังเลนส์ยังขึ นอยู่กับสภำพของกระจกตำด้วย ดังที่มีรำยงำนว่ำผู้ที่เป็นโรคตำแห้งนั นจะแผ่นฟิล์มน ำตำจะสูญเสีย สมดุลโดยมีควำมเข้มข้นของสำรสูงกว่ำปกติ นอกจำกนี กระจกตำยังเกิดกำรอักเสบและก่อแผลเป็นบนผิวกระจกตำ ลักษณะเช่นนี จะท ำให้ค่ำสำยตำที่วัดได้ผิดเพี ยนไปจำกปกติ(Singh et al., 2020) เนื่องจำกผู้ป่วยที่มำรักษำโรคต้อ กระจกที่โรงพยำบำลศรีสังวำลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอำยุ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีควำมเสี่ยงต่ออำกำรตำแห้ง ดังนั นกำรหยอด น ำตำเทียมก่อนกำรวัดเลนส์ตำอำจจะช่วยให้ผิวกระจกตำมีควำมเรียบมำกขึ นและวัดค่ำสำยตำได้แม่นย ำขึ น อย่ำงไรก็จำกผลกำรวิเครำะห์ค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมเปรียบเทียบก่อนและหลังกำร หยอดน ำตำเทียมที่วัดได้จำกเลนส์ 2 ตำ ของผู้เข้ำร่วมโครงกำรพบว่ำทั งค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียม ต่ำงมีค่ำไม่แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญ (ตำรำง 4.2) ซึ่งแสดงให้เห็นว่ำผู้ป่วยที่เข้ำรับกำรผ่ำตัดต้อกระจกที่โรงพยำบำล ศรีสังวำลย์ จังหวัดแม่ฮ่องสอนยังไม่มีอำกำรตำแห้ง หรืออำจจะมีอำกำรตำแห้งเพียงระยะต้นที่ยังไม่มีผลกระทบต่อผิว กระจกตำ ดังนั นจึงไม่จ ำเป็นต้องหยอดน ำตำเทียมก่อนกำรวัดด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์ ทั งนี กำร หลีกเลี่ยงกำรหยอดน ำตำเทียมโดยไม่จ ำเป็นอำจเป็นแนวทำงที่เหมำะสมในกำรพัฒนำงำนเตรียมเลนส์แก้วตำเทียม เนื่องจำกสำมำรถประหยัดงบประมำณ และยังลดระยะเวลำที่สูญเสียไปในกระบวนกำรหยอดน ำตำเทียม รวมถึง กำรป้องกันกำรเกิดภำวะแทรกซ้อนหรืออำกำรแพ้จำกกำรใช้น ำตำเทียมที่อำจเกิดขึ น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ทั งหน่วยงำนและทั งผู้ป่วย สรุปและข้อเสนอแนะ 1. จำกผลกำรวิจัยที่พบว่ำค่ำสำยตำเอียงและค่ำก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมของผู้ป่วยโรคต้อกระจกที่เข้ำรับกำร รักษำในโรงพยำบำลศรีสังวำลย์ไม่มีควำมแตกต่ำงกันระหว่ำงค่ำที่วัดก่อนและหลังกำรหยอดน ำตำเทียม ท ำให้ได้ข้อสรุป และข้อเสนอแนะว่ำกำรวัดค่ำสำยตำด้วยด้วยเครื่องวัดเลนส์แก้วตำเทียมด้วยเลเซอร์สำมำรถให้ค่ำสำยตำเอียงและค่ำ ก ำลังเลนส์แก้วตำเทียมได้อย่ำงแม่นย ำโดยที่ไม่ต้องหยอดน ำตำเทียมก่อนวัด 2. ผลกำรวิจัยท ำให้ได้แนวปฏิบัติในกำรวัดเลนส์เพื่อเตรียมเลนส์แก้วตำเทียมในกลุ่มงำนจักษุ ซึ่งเป็นกำรลด งบประมำณ และสำมำรถให้บริกำรได้อย่ำงรวดเร็ว รวมทั งสำมำรถหลีกเลี่ยงอำกำรไม่พึงประสงค์จำกกำรใช้น ำตำเทียม ในผู้ป่วยบำงรำย 3. เผยแพร่เป็นผลงำนวิชำกำรคุณภำพในหน่วยงำนและโรงพยำบำลศรีสังวำลย์


13 ผลของหลายกลยุทธ์ต่อการปฏิบัติการป้องกันการติดเชื้อและอุบัติการณ์การติดเชื้อของผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง นางวาสนา สวนพุฒ นางอ าพร พุธทรง และนางเมธยา อ่อนน้อม โรงพยาบาลสอง จังหวัดแพร่ บทคัดย่อ โรคไตเรื อรังเป็นภำวะแทรกซ้อนที่ส ำคัญของผู้ป่วยโรคเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง จำกสถำนกำรณ์เพิ่มขึ น ของผู้ป่วยโรคเรื อรังท ำให้ผู้ป่วยโรคไตเรื อรังมีแนวโน้มสูงขึ นด้วย ผู้ป่วยโรคไตเรื อรังระยะสุดท้ำยต้องรักษำด้วยกำร บ ำบัดทดแทนไต ซึ่งมีอยู่ 3 วิธีคือ กำรล้ำงไตทำงช่องท้อง กำรฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และกำรปลูกถ่ำยไต กำร ล้ำงไตทำงช่องท้องแบบต่อเนื่อง เป็นวิธีกำรล้ำงไตทำงช่องท้องวิธีหนึ่งมีข้อดี คือ ผู้ป่วยสำมำรถท ำเองที่บ้ำน ลด ค่ำใช้จ่ำยในกำรเดินทำง ส่วนข้อเสียคือหำกขำดควำมระวังเรื่องควำมสะอำดในกำรเปลี่ยนน ำยำอำจเกิดกำรติดเชื อและ เสียชีวิตได้ กำรป้องกันกำรติดเชื อจึงเป็นกิจกรรมที่ส ำคัญของผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องที่ต้องปฏิบัติอย่ำงถูกต้อง กำรศึกษำครั งนี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำผลของหลำยกลยุทธ์ต่อกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อและอุบัติกำรณ์กำรติด เชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้อง เป็นกำรวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลัง กลุ่มตัวอย่ำงที่ศึกษำคือผู้ป่วยล้ำงไต ทำงช่องท้องที่บ้ำน ในพื นที่อ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ ระหว่ำงมีนำคม– กรกฎำคม 2566 จ ำนวน 21 รำย เครื่องมือที่ใช้ ในกำรวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถำม แบบเฝ้ำรังกำรติดเชื อ แผนกำรเสริมพลัง คู่มือกำรปฏิบัติส ำหรับผู้ป่วยล้ำงไต ทำงช่องท้อง โปสเตอร์กำรล้ำงมือและชุดป้องกันแผลบริเวณท่อล้ำงไตถูกน ำขณะอำบน ำ วิเครำะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนำ และสถิติแมนน์-วิทนีย์ ยู ผลกำรศึกษำพบว่ำ กลุ่มตัวอย่ำงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.14 อำยุเฉลี่ย 63.28 ปี มีโรคประจ ำตัว คือควำมดันโลหิตสูงร้อยละ 52.38 ระยะเวลำล้ำงไตทำงหน้ำท้องเฉลี่ย 5.45 ปี ผู้ดูแลส่วนใหญ่คือผู้ป่วยและญำติ ร้อยละ 57.14 อำยุของผู้ดูแลเฉลี่ย 45.27 ปี ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้ป่วยกับผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นสำมีหรือภรรยำ ร้อยละ 61.90 เคยมีประวัติติดเชื อมำก่อนร้อยละ 52.38 และได้รับควำมรู้เกี่ยวกับกำรป้องกันกำรติดเชื อจำกคลินิก ล้ำงไตโรงพยำบำลแพร่ร้อยละ 100 กำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อในภำพรวมพบว่ำ ก่อนกำรใช้หลำยกลยุทธ์ ค่ำมัธยฐำนคะแนนกำรปฏิบัติของกลุ่มตัวอย่ำงคิดเป็น198 คะแนนจำกคะแนนเต็ม 300 คะแนนหลังได้รับหลำยกล ยุทธ์ค่ำมัธยฐำนคะแนนกำรปฏิบัติในกำรป้องกันกำรติดเชื อเพิ่มขึ นเป็น268 คะแนนสูงกว่ำก่อนได้รับหลำยกลยุทธ์ อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ ( p<0.001) และไม่พบกำรติดเชื อในกลุ่มตัวอย่ำงหลังกำรได้รับหลำยกลยุทธ์ในกำรป้องกัน กำรติดเชื อ กำรศึกษำครั งนี แสดงให้เห็นว่ำกำรใช้หลำยกลยุทธ์ในกำรส่งเสริมและสนับสนุน สำมำรถท ำให้ผู้ป่วยล้ำงไตทำง ช่องท้องมีกำรปฏิบัติในกำรป้องกันกำรติดเชื อที่ดีขึ นส่งผลให้อุบัติกำรณ์กำรติดเชื อของผู้ป่วยลดลง จึงควรมีกำรน ำกล ยุทธ์ต่ำงๆไปประยุกต์ใช้ เพื่อลดกำรติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องได้อย่ำงยั่งยืน


14 ความส าคัญของปัญหาการวิจัย โรคไตเรื อรัง เป็นภำวะแทรกซ้อนที่ส ำคัญของผู้ป่วยโรคเบำหวำนและ ควำมดันโลหิตสูง และเป็นปัญหำ สำธำรณสุขที่ส ำคัญระดับโลกและของประเทศไทย จำกสถำนกำรณ์กำรเพิ่มขึ นของผู้ป่วยโรคเรื อรังท ำให้ผู้ป่วยไตเรื อรัง มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ นซึ่งผู้ป่วยไตเรื อรังระยะสุดท้ำยมีวิธีกำรรักษำด้วยกำรบ ำบัดทดแทนไต อยู่ 3 วิธี คือ กำรล้ำงไตทำง ช่องท้อง (Peritoneal dialysis) กำรฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม (Hemo Dialysis) และกำรปลูกถ่ำยไต (Kidney Transplantation :KT) กำรรักษำแบบกำรล้ำงไตทำงช่องท้องแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis : CAPD) เป็นวิธีกำรล้ำงไตทำงช่องท้องวิธีหนึ่งมีข้อดีคือผู้ป่วยสำมำรถท ำเองที่บ้ำนได้โดยไม่ต้องมำ โรงพยำบำล ส่วนข้อเสียคือหำกไม่ระมัดระวังเรื่องควำมสะอำดโดยเฉพำะในขั นตอนกำรเปลี่ยนถุงน ำยำอำจเกิดกำรติด เชื อขึ น ท ำให้เสียค่ำใช้จ่ำยในกำรรักษำด้วยยำปฏิชีวนะ ครั งละประมำณ 15,000 บำท ต่อรำย จำกสถิติผู้ป่วยควำม ดันโลหิตสูงของโรงพยำบำลสองในปีงบประมำณ 2564 -2565 มีจ ำนวน 7,937 รำย และ 8,332 รำย ตำมล ำดับ และจ ำนวนผู้ป่วยเบำหวำนในปีงบประมำณ 2564 -2565 มีจ ำนวน 2,984 รำย และ 3,114 รำย ตำมล ำดับ ส่งผลให้มีผู้ป่วยไตเรื อรังจ ำนวน 1,269 รำย และ 1,118 รำย ตำมล ำดับ (งำนโรคไม่ติดต่อ โรงพยำบำลสอง , 2565 ) ส่งผลให้มีผู้ป่วยไตเรื อรังระยะสุดท้ำยที่ต้องรักษำด้วยวิธีบ ำบัดทดแทนไตโดยกำรล้ำงไตทำงช่องท้อง แบบต่อเนื่องที่ที่บ้ำนมีจ ำนวน 31 รำยและ 34 รำยตำมล ำดับ (งำนโรคไม่ติดต่อ โรงพยำบำลสอง , 2565 ) และพบ ผู้ป่วยติดเชื อในช่องท้อง จ ำนวน 12 รำย และ 11 รำย ตำมล ำดับ (หน่วยบริกำรไตเทียมโรงพยำบำลแพร่ , 2565 ) จำกกำรติดตำมเยี่ยมบ้ำนผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้อง พบว่ำผู้ป่วยปฏิบัติไม่ถูกต้องในประเด็นสถำนที่ล้ำงไต กำรท ำควำม สะอำดมือ กำรป้องกันกำรปนเปื้อนในอุปกรณ์ท ำควำมสะอำดแผล และกำรคัดแยกขยะ กำรส่งเสริมกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องนั นต้องค ำนึงถึงปัจจัยหลำยด้ำนทั ง ปัจจัยภำยในและปัจจัยภำยนอกในกำรกระตุ้นให้มีกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจึงควรใช้หลำยวิธีเพื่อให้ครอบคลุมปัจจัย ดังกล่ำวมีหลำยศึกษำที่ใช้หลำยวิธีประกอบกันซึ่งจะมีประสิทธิภำพดีกว่ำกำรใช้วิธีเดียว เช่นกำรศึกษำของลอร์สัน พบว่ำ กำรอบรมให้ควำมรู้ กำรให้ข้อมูลย้อนกลับทำงจดหมำยอิเล็กทรอนิกส์ กำรใช้แผ่นพับ กำรจัดบอร์ดให้ควำมรู้ ท ำ ให้บุคลำกรสุขภำพมีกำรปฏิบัติในกำรป้องกันปอดอักเสบจำกกำรใช้เครื่องช่วยหำยใจถูกต้องเพิ่มขึ น (Larson &Kretzer,1995) กำรส่งเสริมกำรปฏิบัติโดยใช้กลยุทธ์หลำยวิธีเพื่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงพฤติกรรรมตำมแนวคิด The PRECEDE-PROCEED Model (Predisposing Reinforcing and Enabling Cause in Education Diagnosis and Evaluation Model (The PRECEDE-PROCEED Model) ของกรีนและครูเตอร์ (Green &Kreuter, 1991) ที่ กล่ำวว่ำกำรปรับพฤติกรรมสุขภำพของบุคคลนั นมีหลำยปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปัจจัยน ำ ร่วมกับปัจจัยเสริม และปัจจัย เอื อ ดังนั นผู้วิจัยจึงมีควำมสนใจศึกษำผลของหลำยกลยุทธ์ต่อกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อและอุบัติกำรณ์กำรติด เชื อของผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องเพื่อพัฒนำระบบกำรป้องกันกำรติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องให้มีประสิทธิภำพ อย่ำงยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อเปรียบเทียบคะแนนกำรปฏิบัติในกำรป้องกันกำรติดเชื อของผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้อง ก่อนและหลัง ได้รับกลยุทธ์หลำยวิธีร่วมกัน 2. เพื่อเปรียบเทียบอุบัติกำรณ์กำรติดเชื อของผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้อง ก่อนและหลังกำรได้รับกลยุทธ์หลำยวิธี ร่วมกัน


15 วิธีการศึกษา: อธิบายรูปแบบการศึกษา การก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง วิธีการ วิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้ กำรศึกษำครั งนี เป็นกำรวิจัยกึ่งทดลองชนิดกลุ่มเดียววัดก่อน-หลังห่ำงกัน 12 สัปดำห์ กลุ่มตัวอย่ำงที่ศึกษำคือ ผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องที่บ้ำน ในพื นที่อ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ ระหว่ำงมีนำคม– กรกฎำคม 2566 ซึ่งมีเกณฑ์คัดออก คือ เปลี่ยนวิธีกำรรักษำเป็นกำรฟอกไต มีปัญหำกำรได้ยิน ย้ำยที่อยู่ หรือเสียชีวิต จ ำนวน 21 รำย เครื่องมือที่ใช้ในกำร วิจัยประกอบด้วย แบบสอบถำม แบบเฝ้ำระวังกำรติดเชื อ แผนกำรเสริมพลังอ ำนำจ คู่มือกำรปฏิบัติส ำหรับผู้ป่วยล้ำงไต ทำงช่องท้อง โปสเตอร์กำรล้ำงมือและชุดป้องกันแผลบริเวณท่อล้ำงไตถูกน ำขณะอำบน ำ วิเครำะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิง พรรณนำและแมนนี่-วิทนีย์ ยู ผลการศึกษา ผลกำรศึกษำพบว่ำ กลุ่มตัวอย่ำงส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 57.14 อำยุเฉลี่ย 63.28 ปี มีโรคประจ ำตัว คือควำมดันโลหิตสูงร้อยละ 52.38 ระยะเวลำล้ำงไตทำงหน้ำท้องเฉลี่ย 5.45 ปี ผู้ดูแลส่วนใหญ่คือผู้ป่วยและญำติ ร้อยละ 57.14 อำยุของผู้ดูแลเฉลี่ย 45.27 ปี ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงผู้ป่วยกับผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นสำมีหรือภรรยำ ร้อยละ 61.90 เคยมีประวัติติดเชื อมำก่อนร้อยละ 52.38 และได้รับควำมรู้เกี่ยวกับกำรป้องกันกำรติดเชื อจำกคลินิก ล้ำงไตโรงพยำบำลแพร่ร้อยละ 100 และจำกเจ้ำหน้ำที่โรงพยำบำลสองและรพ.สต.ร้อยละ 70.28 กำรปฏิบัติกำร ป้องกันกำรติดเชื อในภำพรวมพบว่ำ ก่อนกำรใช้หลำยกลยุทธ์ค่ำมัธยฐำนคะแนนกำรปฏิบัติของกลุ่มตัวอย่ำงคิดเป็น 198 คะแนนจำกคะแนนเต็ม 300 คะแนนหลังได้รับหลำยกลยุทธ์ค่ำมัธยฐำนคะแนนกำรปฏิบัติในกำรป้องกันกำรติด เชื อเพิ่มขึ นเป็น 268 คะแนนสูงกว่ำก่อนได้รับหลำยกลยุทธ์อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ ( p<0.001) และไม่พบกำรติด เชื อในกลุ่มตัวอย่ำงหลังกำรได้รับหลำยกลยุทธ์ในกำรป้องกันกำรติดเชื อ อภิปรายผล กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรศึกษำผลของกำรใช้หลำยกลยุทธ์ต่อกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อและอุบัติกำรณ์กำร ติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องแบบต่อเนื่องที่บ้ำนในพื นที่อ ำเภอสอง จังหวัดแพร่ ผลกำรวิจัยสำมำรถอภิปรำยผล ตำมวัตถุประสงค์ได้ดังนี กำรเปรียบเทียบค่ำมัธยฐำนคะแนนกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้องระหว่ำงก่อน และหลังกำรใช้หลำยกลยุทธ์พบว่ำ ภำยหลังกำรใช้หลำยกลยุทธ์กลุ่มตัวอย่ำงมีกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อใน ภำพรวมของทุกหมวดกิจกรรมสูงกว่ำก่อนกำรใช้หลำยกลยุทธ์คิดเป็น198คะแนน และ 268 คะแนนจำกคะแนนเต็ม 300 คะแนน ตำมล ำดับ ซึ่งแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p < .001)ส ำหรับกำรติดเชื อจำกกำรล้ำงไตทำงช่อง ท้องของกลุ่มตัวอย่ำง พบว่ำ หลังกำรใช้หลำยกลยุทธ์ไม่พบกำรติดเชื อในกลุ่มตัวอย่ำงซึ่งสอดคล้องกับกำรศึกษำของสุ คนธำวัฒนพงษ์ และคณะ (2559) พบว่ำภำยหลังกำรใช้หลำยกลยุทธ์กลุ่มตัวอย่ำงมีกำรปฏิบัติที่ถูกต้องในกำรป้องกัน กำรสัมผัสเลือดและสำรคัดหลั่งเพิ่มขึ นจำกร้อยละ 35.60 เป็นร้อยละ 96.80 แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p = .001) และไม่พบอุบัติกำรณ์กำรสัมผัสเลือดและสำรคัดหลั่งของพยำบำลห้องคลอด กำรที่กลุ่มตัวอย่ำงมีอุบัติกำรณ์ กำรติดเชื อภำยหลังได้รับหลำยกลยุทธ์ต่ ำกว่ำก่อนได้รับหลำยกลยุทธ์อำจเป็นผลสืบเนื่องมำจำกกำรได้รับปัจจัยน ำ ปัจจัยเสริมและปัจจัยเอื อในกำรปฏิบัติกำรป้องกันกำรติดเชื อส ำหรับผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องท้อง สรุปและข้อเสนอแนะ กำรศึกษำครั งนี แสดงให้เห็นว่ำกำรใช้หลำยกลยุทธ์ในกำรส่งเสริมและสนับสนุน สำมำรถท ำให้ผู้ป่วยล้ำงไตทำง ช่องท้องมีกำรปฏิบัติในกำรป้องกันกำรติดเชื อที่ดีขึ นส่งผลให้อุบัติกำรณ์กำรติดเชื อของผู้ป่วยลดลง จึงควรมีกำรน ำกล ยุทธ์ต่ำงๆไปประยุกต์ใช้ เพื่อลดกำรติดเชื อในผู้ป่วยล้ำงไตทำงช่องได้อย่ำงยั่งยืนและควรมีกำรศึกษำในระยะยำวในกลุ่ม ตัวอย่ำงที่มีขนำดใหญ่ขึ นเพื่อทดสอบประสิทธิผลของกลยุทธ์ต่ำงๆ


16 การพัฒนานวัตกรรม MISSWARMER ส าหรับป้องกันภาวะหนาวสั่นในหญิงตั้งครรภ์ที่มารับการผ่าตัดคลอดทาง หน้าท้องโดยการระงับความรู้สึกด้วยวิธีฉีดยาชาเข้าช่องไขสันหลังในโรงพยาบาลพะเยา ทองศรี มีชัย* พัชรินทร์ ค านวล** นิภาภรณ์ เชื้อยูนาน*** นางสุมิตรา ฤทธิบาล* *กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี โรงพยาบาลพะเยา **คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปาง ***กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ กำรวิจัยและพัฒนำนี วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนำนวัตกรรม MISSWARMER ส ำหรับป้องกันภำวะหนำวสั่นในหญิง ตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้อง มี4 ระยะ คือ 1) ศึกษำสถำนกำรณ์และปัญหำ 2) กำรคิดค้นประดิษฐ์ นวัตกรรม 3) กำรทดลองใช้นวัตกรรม และ 4) ศึกษำผลกำรใช้MISS WARMER ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัด คลอดทำงหน้ำท้องโดยกำรระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง กลุ่มตัวอย่ำงในระยะที่ 1 เป็นแพทย์ วิสัญญีจ ำนวน 5 คน พยำบำลวิสัญญีจ ำนวน 15 คน ระยะที่ 3 บุคลำกรในกลุ่มงำนวิสัญญีจ ำนวน 11 คน และ ระยะที่ 4 เป็นหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องได้รับกำรฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง จ ำนวน 64 รำย แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER และกลุ่มให้ควำมอบอุ่นตำมมำตรฐำนเดิม กลุ่มละ32 รำย และบุคลำกร ทำงกำรแพทย์ในห้องผ่ำตัด จ ำนวน 30 รำย เครื่องมือด ำเนินกำรวิจัย ได้แก่ นวัตกรรม MISS WARMER และคู่มือแนว ปฏิบัติในกำรพยำบำล เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทำงคลินิก ควำมพึงพอใจต่อกำรใช้ นวัตกรรม และแบบสัมภำษณ์วิเครำะห์ข้อมูล โดยกำรแจกแจงควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน t-test, logistic regression และ content analysisผลกำรวิจัยพบว่ำ 1) WARMER มีจ ำนวน 1 เครื่องไม่เพียงพอต่อกำรใช้ งำน หญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องจะมีภำวะหนำวสั่นในห้องผ่ำตัดหรือห้องพักฟื้น ผู้ป่วยไม่สุข สบำยจำกกำรเกิดอำกำรหนำวสั่น และใช้ยำ Pethidine ในกำรรักษำอำกำรหนำวสั่นท ำให้มีอำกำรคลื่นไส้อำเจียน 2) ได้นวัตกรรม MISS WARMER เป็นกำรท ำงำนของขดลวดควำมร้อนโดยมีระบบควบคุมอุณหภูมิและเครื่องเป่ำลมร้อน สำมำรถปรับระดับได้หลำยระดับ 3) กำรทดลองใช้นวัตกรรม MISS WARMER ไม่มีภำวะแทรกซ้อน มีควำมปลอดภัย และมีประสิทธิภำพสูงและ 4) ผลกำรใช้MISS WARMER ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดยกำร ระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง พบว่ำ กลุ่มที่ใช้มำตรฐำนเดิมมีอำกำรหนำวสั่น ร้อยละ 34.38 กลุ่มที่ ใช้นวัตกรรม MISS WARMER มีอำกำรหนำวสั่นแต่ระดับอุณหภูมิได้คงที่ ร้อยละ 3.12 และเมื่อน ำมำเปรียบเทียบ ระดับอำกำรหนำวสั่น พบว่ำมีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติP<0.001 กำรใช้นวัตกรรม MISS WARMER สำมำรถป้องกันกำรเกิดภำวะหนำวสั่น ได้ร้อยละ 96.88 (OR 0.06 95% CI 0.01, 0.51; p-value = 0.01) และ ควำมพึงพอใจของหญิงตั งใช้ครรภ์ที่ใช้นวัตกรรม MISS WARMER อยู่ในระดับมำกที่สุด ร้อยละ 90.63 บุคลำกรทำง กำรแพทย์ในห้องผ่ำตัดที่น ำนวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้อยู่ในระดับมำกที่สุด ร้อยละ 93.33 และกำรประดิษฐ์ นวัตกรรม MISS WARMER รำคำ 1847 บำท/ชิ น ข้อเสนอแนะ ควรน ำนวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดยกำร ระงับควำมรู้สึก ด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลังทุกรำย ข้อยกเว้นในรำยที่มีข้อห้ำม ค าส าคัญ นวัตกรรม MISS WARMER, ภำวะหนำวสั่น, หญิงตั งครรภ์, ฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง


17 ความส าคัญของปัญหาวิจัย ในประเทศไทยปี พ.ศ. 2558 ได้มีรำยงำนอุบัติกำรณ์ในผู้ป่วยที่ได้รับยำระงับควำมรู้สึกพบว่ำมีอัตรำกำรเกิด ภำวะหนำวสั่นในระยะหลังได้รับยำระงับควำมรู้สึก ร้อยละ 33 – 66 ในรำยผ่ำตัดใหญ่ จำกสถิติของกลุ่มงำนวิสัญญี วิทยำ โรงพยำบำลพะเยำในปีพ.ศ. 2563-2565 พบว่ำมีผู้ป่วยที่ได้รับยำระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสัน หลัง จ ำนวน 1,304 รำย 1,453 รำย และ 1,868 รำย ตำมล ำดับ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัด คลอดทำงหน้ำท้อง จ ำนวน 814 รำย 738 รำย และ 771 รำย ตำมล ำดับ และมีภำวะหนำวสั่น ร้อยละ 37, 35 และ 40 ตำมล ำดับ จะเห็นได้ว่ำผู้ป่วยที่ได้รับยำระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง ส่วนใหญ่จะมี ภำวะแทรกซ้อน เช่น ควำมดันโลหิตต่ ำ มีภำวะหนำวสั่น และคลื่นไส้อำเจียน เป็นต้น ซึ่งภำวะหนำวสั่นมีควำมสัมพันธ์ กับกำรเกิดภำวะอุณหภูมิกำยต่ ำ ท ำให้ร่ำงกำยต้องกำรออกซิเจนเพิ่มขึ น อำจท ำให้เกิดภำวะกล้ำมเนื อหัวใจขำดเลือด เฉียบพลัน และเพิ่มอัตรำกำรติดเชื อที่แผลผ่ำตัดอำจรุนแรงถึงเสียชีวิตได้กำรให้ควำมอบอุ่น ได้แก่ 1) กำรป้องกันกำร สูญเสียควำมร้อนออกจำกร่ำงกำย โดยใช้ผ้ำห่มส ำลีผ้ำห่มสะท้อนแสงและ 2) กำรเพิ่มควำมร้อนให้แก่ร่ำงกำย โดยใช้ เครื่องให้ควำมอบอุ่นด้วยแรงลมแผ่นน ำควำมร้อนรองใต้ล ำตัว ที่นอนน ำอุ่นหมุนวน และเครื่องให้ควำมอบอุ่นโดยกำร แผ่รังสีซึ่งพบว่ำกำรเพิ่มควำมร้อนให้แก่ร่ำงกำยเพื่อลดกำรเกิดอุณหภูมิกำยต่ ำได้ดีกว่ำกำรป้องกันกำรสูญเสียควำมร้อน ออกจำกร่ำงกำย และยังพบว่ำเครื่องให้ควำมอบอุ่นด้วยแรงลมมีอุบัติกำรณ์เกิดผิวหนังไหม้จำกควำมร้อนน้อยมำกมี ควำมสอดคล้องกับแนวทำงปฏิบัติของสถำบันแห่งชำติเพื่อควำมเป็นเลิศด้ำนสุขภำพและกำรแพทย์ของอังกฤษ (NICE) ในกำรป้องกันอุณหภูมิกำยต่ ำระหว่ำงผ่ำตัดแนะน ำให้ใช้เครื่องให้ควำมอบอุ่นด้วยแรงลมร่วมกับกำรใช้เครื่องอุ่นสำย น ำเกลือ กำรให้บริกำรห้องผ่ำตัด มีจ ำนวน 8 ห้อง ห้องพักฟื้น 6 เตียง แต่มีเครื่องให้ควำมอบอุ่นด้วยแรงลม (WARMER) เพียงจ ำนวน 1 เครื่อง ใช้กับผู้ป่วยที่ได้รับกำรผ่ำตัดด้วยวิธีดมยำสลบเท่ำนั น แต่ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับ กำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องส่วนมำกจะระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง ซึ่งวิสัญญีแพทย์จะใช้ยำ มอร์ฟีนผสมกับยำชำฉีดเข้ำไปในช่องไขสันหลังเพื่อป้องกันปวดแผลหลังผ่ำตัดและหำกมีภำวะหนำวสั่นจะให้ยำ Pethidine ฉีดทำงหลอดเลือดด ำซึ่งกำรได้รับยำนำโคติก (Narcotic) ร่วมทั ง 2 ตัว จะเสริมฤทธิ์ท ำให้มีโอกำสกดกำร หำยใจ ท ำให้หำยใจช้ำลง จนเกิดออกซิเจนในร่ำงกำยต่ ำซึ่งเป็นอันตรำยต่อชีวิตได้ในบทบำทของวิสัญญีพยำบำลจะให้ ควำมอบอุ่นด้วยกำรห่มผ้ำและสำรน ำที่อุ่นและให้ออกซิเจน 2-3 ลิตร/นำทีดังนั นจึงท ำให้ผู้วิจัยได้ค้นคิดประดิษฐ์ นวัตกรรมและศึกษำผลกำรใช้MISS WARMER ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องหลังให้ยำระงับ ควำมรู้สึกโดยฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันในระหว่ำงกำรผ่ำตัดและระยะพักฟื้นเพื่อลดอุบัติกำรณ์กำรเกิดภำวะหนำวสั่น ป้องกันควำมเสี่ยงและภำวะแทรกซ้อนที่อำจเกิดขึ น วัตถุประสงค์การศึกษา: เพื่อ 1. ศึกษำสถำนกำรณ์และปัญหำกำรเกิดภำวะหนำวสั่นในหญิงตั งครรภ์ที่ได้รับยำระงับควำมรู้สึกโดยกำรฉีดยำเข้ำไขสัน หลัง 2. คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรม MISS WARMER 3. น ำนวัตกรรม MISS WARMER ไปทดลองใช้ 4. ศึกษำผลกำรใช้MISS WARMERต่อกำรเกิดอำกำรหนำวสั่นในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดย กำรระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง


18 วิธีการศึกษา เป็นกำรวิจัยและพัฒนำ (Research and Development) ผู้วิจัยได้ด ำเนินกำร มี4 ระยะ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชำกร คือ บุคลำกรทำงกำรแพทย์ที่ปฏิบัติงำนในกลุ่มงำนวิสัญญี(ระยะที่ 1, 3 และ 4) และหญิง ตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องแบบก ำหนดล่วงหน้ำและได้รับกำรฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง (ระยะที่ 4) ในโรงพยำบำลพะเยำ กลุ่มตัวอย่ำง คือ บุคลำกรทำงกำรแพทย์ที่ปฏิบัติงำนในกลุ่มงำนวิสัญญี ประกอบด้วย วิสัญญีแพทย์ จ ำนวน 5 คน วิสัญญีพยำบำล จ ำนวน 15 คน และทบทวนเวชระเบียนหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำ ท้องแบบก ำหนดล่วงหน้ำ โดยกำรระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลังและมีภำวะหนำวสั่นภำยใน 1 ชั่วโมงหลังผ่ำตัด จ ำนวน 10 รำย (ระยะที่ 1) บุคลำกรในกลุ่มงำนวิสัญญี จ ำนวน 11 คน (ระยะที่ 3 และ 4) และ หญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องแบบก ำหนดล่วงหน้ำและได้รับกำรฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง จ ำนวน 64 รำย (ระยะที่ 4) แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จ ำนวน 32 รำย (กลุ่มใช้นวัตกรรม MISS WARMER) และกลุ่มเปรียบเทียบ จ ำนวน 32 รำย (กลุ่มที่ให้ควำมอบอุ่นตำมมำตรฐำนเดิม) และบุคลำกรทำงกำรแพทย์ในห้องผ่ำตัด จ ำนวน 30 รำย การด าเนินการวิจัย มี4 ระยะ มีดังนี ระยะที่ 1 ศึกษำสถำนกำรณ์และปัญหำ เป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) และรวบรวมข้อมูลจำกกำร ท ำ Focus group และสัมภำษณ์เชิงลึก และทบทวนเวชระเบียนเพื่อค้นหำปัญหำและสรุปประเด็นในกำรวำงแผน พัฒนำ ระยะที่ 2 คิดค้นประดิษฐ์นวัตกรรม MISS WARMER โดยใช้แนวคิดเชิงนวัตกรรม (Innovative Thinking) เป็นกำรคิด เชิงออกแบบ (Design Thinking) ได้ด ำเนินกำรพัฒนำและแก้ไขปรับปรุง (PDCA) จ ำนวน 2 รอบ ในกำรสร้ำงนวัตกรรม ให้เป็นรูปธรรมและสำมำรถแก้ปัญหำได้อย่ำงมีประสิทธิภำพ ร่วมกับผู้เชี่ยวชำญ ระยะที่ 3 น ำนวัตกรรม MISS WARMER ไปทดลองใช้ในคนปกติเพื่อประเมินเครื่อง MISS WARMER ว่ำมีประสิทธิภำพ ควำมเหมำะสม ไม่มีภำวะแทรกซ้อนและมีควำมปลอดภัยต่อผู้ทดลองใช้ซึ่งผู้วิจัยได้ด ำเนินกำรพัฒนำและแก้ไข ปรับปรุง (PDCA) จ ำนวน 2 รอบ ระยะที่ 4 ศึกษำผลกำรใช้ MISS WARMER เพื่อวัดผลกำรใช้MISS WARMER ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอด ทำงหน้ำท้องโดยกำรระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง โดยน ำข้อมูลที่ได้จำกระยะ 1 มำจัดท ำและ พัฒนำคู่มือแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรใช้นวัตกรรม MISS WARMER และแบบวัดทำงคลินิก และ ควำมพึงพอใจต่อ กำรใช้นวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูล โดยกำรแจกแจงควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน t-test, logistic regression และ content analysis ผลการศึกษา พบว่ำ 1. WARMER มีจ ำนวน 1 เครื่องไม่เพียงพอต่อกำรใช้งำน หญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องจะ มีภำวะหนำวสั่นในห้องผ่ำตัดหรือห้องพักฟื้น ผู้ป่วยไม่สุขสบำยจำกกำรเกิดอำกำรหนำวสั่น ใช้ยำ Pethidine ในกำร รักษำอำกำรหนำวสั่นท ำให้มีอำกำรคลื่นไส้อำเจียน และได้รับยำ Narcotic ทั งสองตัวร่วมกันก็จะเสริมฤทธิ์กันมีโอกำส เกิดกำรกดกำรหำยใจ ท ำให้หำยใจช้ำลงจนเกิดออกซิเจนในร่ำงกำยต่ ำ ซึ่งเป็นอันตรำยต่อชีวิตได้ 2. ได้นวัตกรรม MISS WARMER เป็นกำรท ำงำนของขดลวดควำมร้อนโดยมีระบบควบคุมอุณหภูมิและเครื่อง เป่ำลมร้อนสำมำรถปรับระดับได้หลำยระดับ (version 1 และ 2)


19 Version Version 2 3. กำรทดลองใช้นวัตกรรม MISS WARMER ในคนทั่วไป จ ำนวน 11 รำย พบว่ำ MISS WARMER จะพ่นลม อุ่นที่ อุณหภูมิ37-40.5º C และไม่มีภำวะแทรกซ้อนใดๆ แต่เนื่องจำกรูปทรงของ MISS WARMER ไม่สวยงำม เทอะทะ ปรับแก้ไข(version 3) แล้วน ำไปทดลองใช้ ยังพบว่ำ MISS WARMER เป่ำลมอุ่นออกมำใส่ผ้ำห่มที่คลุมเต็ม ตัวไม่พองท่ำที่ควร จึงได้ปรับแก้ไข (version 4) และน ำไปทดลองใช้อีกครั ง พบว่ำ MISS WARMER เป่ำลมอุ่นออกมำ ใส่ผ้ำห่มที่คลุมเต็มตัวได้พองแรง เต็มผืนไม่มีภำวะแทรกซ้อน มีควำมปลอดภัย และมีประสิทธิภำพสูง (Version 3) (Version 4) 4) ผลกำรใช้MISS WARMER ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดยกำรระงับควำมรู้สึก ด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลัง พบว่ำ กำรใช้นวัตกรรม MISS WARMER สำมำรถป้องกันกำรเกิดภำวะหนำวสั่น ได้ ร้อยละ 96.88 (OR 0.06 95% CI 0.01, 0.51; p-value = 0.01) ควำมพึงพอใจของหญิงตั งใช้ครรภ์ที่ใช้ นวัตกรรม MISS WARMER อยู่ในระดับมำกที่สุด ร้อยละ 90.63 และบุคลำกรทำงกำรแพทย์ในห้องผ่ำตัดที่น ำ นวัตกรรม MISS WARMER ไปใช้อยู่ในระดับมำกที่สุด ร้อยละ 93.33 สรุปและข้อเสนอแนะ นวัตกรรม MISS WARMER สำมำรถน ำไปใช้ป้องกันกำรเกิดภำวะหนำวสั่น ไม่มี ภำวะแทรกซ้อน และมีประสิทธิภำพสูง ดังนั นควรน ำไปใช้ในหญิงตั งครรภ์ที่มำรับกำรผ่ำตัดคลอดทำงหน้ำท้องโดยกำร ระงับควำมรู้สึกด้วยวิธีฉีดยำชำเข้ำช่องไขสันหลังทุกรำย ข้อยกเว้นในรำยที่มีข้อห้ำม และควรน ำไปศึกษำวิจัยในกลุ่ม ผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดโดยได้รับกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกแบบทั่วร่ำงกำย


20 ผลการให้ความรู้รายบุคคลต่อการเสื่อมของไต ในผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง จันทร์จิรา อาภัย , ธนุธร วงศ์ธิดา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ บทคัดย่อ กำรวิจัยนี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำผลของกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลต่อกำรเสื่อมของไต รวมทั งกำรควบคุมระดับ น ำตำลในเลือด และค่ำควำมดันโลหิต ในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง เป็นกำรศึกษำแบบเก็บข้อมูลย้อนหลัง จำกเวชระเบียน ศึกษำในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูงที่อัตรำกำรกรองของไต (glomerular filtration rate; GFR) ต่ ำกว่ำ 90 ml/ min/ 1.73 m2 มำรับกำรรักษำที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคม โรงพยำบำลเชียงรำยประชำ นุเครำะห์ในช่วง มกรำคม 2564 – มิถุนำยน 2565 โดยผู้ป่วยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มควบคุมเป็นผู้ป่วยที่ ได้รับกำรให้ควำมรู้แบบเดิมเก็บข้อมูลช่วง เดือน ม.ค.– ก.ย. 2564 และ 2) กลุ่มศึกษำผู้ป่วยจะได้รับกำรให้ควำมรู้ รำยบุคคลเก็บข้อมูลช่วง ต.ค. 2564 – มิ.ย. 2565 ผลกำรศึกษำมีผู้ป่วยในกำรศึกษำทั งหมด 193 รำย เป็นกลุ่มให้ควำมรู้แบบเดิม 73 รำย และกลุ่มให้ควำมรู้ รำยบุคคล 120 รำย ลักษณะทั่วไปของผู้ป่วยทั ง 2 กลุ่ม ที่มีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญ ได้แก่ กำรได้รับยำ simvastatin และค่ำ GFR ก่อนให้ควำมรู้ ภำยหลังกำรวิเครำะห์ถดถอยพหุตัวแปรด้วย regression analysis of repeated responses โดยปรับตัวแปร เพศ อำยุ กำรวินิจฉัย โรคร่วม ยำที่ได้รับและผลตรวจทำงห้องปฏิบัติกำรก่อน ให้ควำมรู้ พบว่ำกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลช่วยให้ค่ำ GFR เพิ่มขึ นเดือนละ 3.53 ml/ min/ 1.73 m2 (p<0.001) ค่ำ น ำตำลในเลือด (Fasting Blood Sugar; FBS) ลดลงเดือนละ 0.17 mg% (p=0.886) Blood Pressure Systolic ลดลงเดือนละ 0.47 mm.Hg. (p=0.251) และ Blood Pressure Diastolic ลดลงเดือนละ 0.59 mm.Hg. (p=0.037) สำมำรถสรุปได้ว่ำกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลสำมำรถเพิ่มค่ำ GFR และลด Blood pressure diastolic ได้ ดังนั นควรให้ควำมรู้รำยบุคคลในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูงที่มีค่ำ GFR ต่ ำกว่ำ 90 ml/ min/ 1.73 m2 ค าส าคัญ Diabetes Mellitus, Hypertension, glomerular filtration rate, กำรให้ควำมรู้รำยบุคคล ความส าคัญของปัญหาการวิจัย ผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง ร้อยละ 24.5 - 35.8 พบกำรเกิดไตวำยเรื อรังติดตำมมำ บุคลำกรทำง กำรแพทย์ควรมีกำรเฝ้ำระวังผู้ป่วยกลุ่มนี มำกขึ นเพื่อป้องกันกำรเสื่อมของไต ที่ผ่ำนมำผู้ป่วยไตวำยเรื อรังระยะ 4-5 ขึ น ไป ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคมจะส่งพบแพทย์เฉพำะทำง แต่ยังมีผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูงที่อัตรำ กำรกรองของไต ( glomerular filtration rate; GFR) < 90 ml/ min/ 1.73 m2 ที่ยังไม่ได้รับกำรเฝ้ำระวังเพื่อ ป้องกันกำรเสื่อมของไตอย่ำงเหมำะสม กำรให้ค ำแนะน ำผู้ป่วยใช้วิธีกำรบอกกล่ำวว่ำ “ไตเริ่มท ำงำนได้ไม่ดีแล้วนะ ให้ ลดอำหำรหวำน ลดอำหำรเค็ม และมำตรวจตำมนัดสม่ ำเสมอ” และแจกแผ่นพับให้ผู้ป่วยกลับไปอ่ำน ตั งแต่เดือน ตุลำคม 2564 พยำบำลหน้ำห้องตรวจได้ปรับวิธีกำรให้ควำมรู้เป็นรำยบุคคลเพื่อจะได้ให้ข้อมูลที่เหมำะสมกับผู้ป่วยแต่ ละรำย โดยเปิดให้ดูค่ำผลกำรตรวจทำงห้องปฏิบัติกำรของผู้ป่วยรำยนั นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยทรำบว่ำค่ำอัตรำกำรกรองของไต ตนมีค่ำเท่ำไหร่ขณะนี ไตเสื่อมระยะใดจำกนั นให้ค ำแนะน ำผู้ป่วยในเรื่อง ภำวะไตเสื่อม สำเหตุกำรเกิดไตเสื่อม กำร ป้องกันไตเสื่อม กำรดูแลตนเอง กำรเลือกบริโภคอำหำรกำรออกก ำลังกำย กำรรักษำโรคไตเรื อรัง และแจกแผ่นพับ เมื่อนัดหมำย 3 และ 6 เดือน พยำบำลจะเปิดให้ดูค่ำผลกำรตรวจทำงห้องปฏิบัติกำร เพื่อให้ผู้ป่วยทรำบว่ำค่ำอัตรำกำร กรองของไตตนมีค่ำเท่ำไหร่ เพิ่มหรือลดจำกเดิมหรือไม่ กรณีค่ำไตคงที่หรือเพิ่มสูงขึ นพยำบำลชมเชยและให้ก ำลังใจให้ ปฏิบัติตำมค ำแนะน ำต่อไป กรณีค่ำไตลดต่ ำลงพยำบำลจะทวนซ ำถึงกำรปฏิบัติตัวที่ได้ให้ค ำแนะน ำไปในครั งก่อน


21 วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อศึกษำผลของกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลต่อกำรเสื่อมของไตในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูง 2. เพื่อศึกษำผลของกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลต่อกำรควบคุมน ำตำลในเลือดและควำมดันโลหิต วิธีการศึกษา รูปแบบกำรศึกษำ Retrospective observational study กำรก ำหนดขนำดตัวอย่ำงและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง ผู้ป่วยในกำรศึกษำเป็นผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูงที่อัตรำกำรกรองของไต (GFR) ต่ ำกว่ำ 90 ml/ min/ 1.73 m2 มำรับกำรรักษำที่ห้องตรวจผู้ป่วยนอกประกันสังคม โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ ในช่วง มกรำคม 2564 – มิถุนำยน 2565 ค ำนวณขนำดตัวอย่ำงโดยใช้โปรแกรมส ำเร็จรูปใช้สูตร Estimated sample size for two-sample comparison of means ก ำหนดค่ำ alpha 0.05, power 0.8, ratio of sample size 1.45 ต้องใช้ผู้ป่วยกลุ่ม ควบคุมซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ได้รับกำรให้ควำมรู้แบบเดิมเก็บข้อมูลช่วง เดือน ม.ค.–ก.ย. 2564 อย่ำงน้อยจ ำนวน 83 รำย และ กลุ่มศึกษำซึ่งผู้ป่วยจะได้รับกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลเก็บข้อมูลช่วง ต.ค. 2564 – มิ.ย. 2565 อย่ำงน้อยจ ำนวน 121 รำย วิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล/ สถิติที่ใช้ วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส ำเร็จรูป และสถิติที่ใช้ ได้แก่ 1. ใช้สถิติเชิงพรรณนำโดยข้อมูลแจงนับใช้ควำมถี่และร้อยละ ข้อมูลต่อเนื่องที่แจกแจงแบบปกติ(normal distribution) ใช้ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน (Mean ± SD) ข้อมูลต่อเนื่อง ที่แจกแจงไม่ปกติใช้ค่ำมัธยฐำน และเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 และ 75 (Median & Interquartile range) 2. ใช้สถิติเปรียบเทียบลักษณะข้อมูลพื นฐำน; ข้อมูลต่อเนื่องที่แจกแจงแบบปกติใช้Student t-test ข้อมูล ต่อเนื่องที่แจกแจงไม่ปกติใช้Wilcoxon’s rank sum test ส่วนข้อมูลบอกลักษณะใช้Exact probability test ก ำหนดนัยส ำคัญที่ p<0.05 3. กำรวิเครำะห์ถดถอยพหุตัวแปร (Multivariable analysis) ตัวแปรตำมมีลักษณะวัดซ ำใช้สถิติregression analysis of repeated responses ก ำหนดค่ำควำมมี นัยส ำคัญทำงสถิติที่ p-value < 0.05 ผลการศึกษา ผู้ป่วยในกำรศึกษำทั งหมด 193 รำยเป็นกลุ่มให้ควำมรู้แบบเดิม 73 รำย และกลุ่มให้ควำมรู้รำยบุคคล 120 รำย ลักษณะของผู้ป่วยทั ง 2 กลุ่ม ที่มีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญ ได้แก่ กำรได้รับยำ simvastatin และค่ำ GFR ก่อนให้ควำมรู้ ภำยหลังกำรวิเครำะห์regression analysis of repeated responses โดยปรับตัวแปร เพศ อำยุ กำร วินิจฉัย โรคร่วม ยำที่ได้รับและผลตรวจทำงห้องปฏิบัติกำรก่อนให้ควำมรู้ พบว่ำกำรให้ควำมรู้รำย บุคคลช่วยให้ค่ำ GFR เพิ่มขึ นเดือนละ 3.53 ml/ min/ 1.73 m2 (p<0.001) FBS ลดลงเดือนละ 0.17 mg% (p=0.886) BP systolic ลดลงเดือนละ 0.47 mm.Hg. (p=0.251) และ BP diastolic ลดลงเดือนละ 0.59 mm.Hg. (p=0.037) ดังตำรำง ผลกำรให้ควำมรู้ coefficient 95% CI p-value GFR (ml/ min/ 1.73 m2 ) 3.53 3.03, 4.03 <0.001 Fasting blood sugar (mg%) -0.17 -2.46, 2.13 0.886 Blood pressure systolic (mm.Hg.) -0.47 -1.26, 0.33 0.251 Blood pressure diastolic (mm.Hg.) -0.59 -1.14, 0.04 0.037


22 รูปภำพแสดงกำรเปลี่ยนแปลงของ GFR ที่ 3 และ 6 เดือน ของกลุ่มให้ควำมรู้แบบเดิม และกลุ่มให้ควำมรู้รำยบุคคล อภิปรายผล กำรให้ควำมรู้รำยบุคคลช่วยให้ค่ำ GFR เพิ่มขึ น อำจเนื่องมำจำกกำรให้ควำมรู้รำยบุคคลตำมแนวทำงที่ผู้วิจัยได้ ด ำเนินกำรนั น ท ำให้ผู้ป่วยได้รับทรำบค่ำผลกำรตรวจทำงห้องปฏิบัติกำรของตนและเห็นกำรเปลี่ยนแปลงอย่ำงต่อเนื่อง รวมทั งกำรได้รับกำรเน้นย ำกำรให้ควำมรู้อย่ำงสม่ ำเสมอท ำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตำมค ำแนะน ำและดูแลตนเองดีขึ น สอดคล้องกับกำรศึกษำของกิเริ่น โซนี่และคณะที่พบว่ำกำรช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้ป่วยเบำหวำนดูแลตนเองเป็น รำยบุคคลมีแนวโน้มที่ระดับน ำตำลสะสมจะลดลงได้มำกกว่ำผู้ป่วยที่ได้รับกำรช่วยเหลือสนับสนุนรำยกลุ่ม และ กำรศึกษำของ JoAnn Sperl-Hillen และคณะที่พบว่ำในผู้ป่วยเบำหวำนที่ควบคุมระดับน ำตำลไม่ได้(HbA1C ≥7%) กำรให้ควำมรู้รำยบุคคลจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ำกำรให้ควำมรู้แบบกลุ่ม หรือกำรดูแลแบบ usual care สรุปและข้อเสนอแนะ กำรให้ควำมรู้รำยบุคคลสำมำรถเพิ่มค่ำ GFR และลดBlood pressure diastolic ได้ ควรให้ควำมรู้รำยบุคคล ในผู้ป่วยเบำหวำนและควำมดันโลหิตสูงที่มีค่ำ GFR ต่ ำกว่ำ 90 ml/ min/ 1.73 m2


23 ผลการพัฒนาแนวปฏิบัติในการป้องกันการใส่ท่อช่วยหายใจซ้ า ในผู้ป่วยหลังระงับความรู้สึกและผ่าตัดไทรอยด์ อรุณีย์ ไชยชมภูพย.ม. (1) เอกราช บุญเสือ พ.บ. (2) (1)กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี(2)กลุ่มงานวิสัญญีวิทยา โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ บทคัดย่อ กำรศึกษำนี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำเปรียบเทียบกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ภำวะหำยใจล ำบำก ทำงเดินหำยใจส่วนบน อุดกั น และระดับควำมอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ ำ หลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ ระหว่ำงกลุ่มให้กำรพยำบำลตำม มำตรฐำน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ กำรศึกษำ Observational Research with Analytical Study ในผู้ป่วยที่เข้ำรับกำรผ่ำตัดไทรอยด์ โรงพยำบำลเชียงรำยประชำ นุเครำะห์ ในปี2559 –เมษำยน 2566 รวบรวมข้อมูลจำกโปรแกรมเวชระเบียนผู้ป่วยกลุ่มให้กำรพยำบำลตำมมำตรฐำนในปี 2559-2561 จ ำนวน 470 รำยและกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและ ผ่ำตัดไทรอยด์ปี2562- เมษำยน 2566 จ ำนวน 729 รำย วิเครำะห์ข้อมูลด้วยสถิติจ ำนวน ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มำตรฐำน Independent t-test, Exact probability test และ multivaliable logistic regression ผลกำรศึกษำพบว่ำกลุ่มให้กำรพยำบำลตำมมำตรฐำน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์เกิดกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ 1.07% vs 0.14% (p=0.037) ภำวะหำยใจ ล ำบำก 1.49% vs 0.14% (p=0.007) ทำงเดินหำยใจส่วนบนอุดกั น 0.85% vs 0% (p=0.023) และระดับควำมอิ่มตัวของ ออกซิเจนในเลือดต่ ำ 0.64% vs 0% (p=0.060) เมื่อปรับควำมแตกต่ำงของทั งสองกลุ่มให้เหมือนกันทำงสถิติ พบว่ำกำรใช้ แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ลดโอกำสเกิดกำรใส่ท่อช่วย หำยใจซ ำ 3.09% (95% CI -0.05430, -0.00787, p=0.009) ลดโอกำสเกิดภำวะหำยใจล ำบำก 4.60% (95% CI - 0.07122, -0.02088, p< 0.001) ลดโอกำสเกิดทำงเดินหำยใจส่วนบนอุดกั น 3.44% (95% CI-0.05492, -0.01383, p=0.001) และลดโอกำสเกิดระดับควำมอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ ำ 2.04% (95% CI -0.03516, -0.00578, p=0.006) แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ช่วยลดโอกำสเกิด กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ และภำวะแทรกซ้อนระบบทำงเดินหำยใจควรขยำยผลโดยปรับให้เหมำะสมกับกำรป้องกันกำรใส่ท่อ ช่วยหำยใจซ ำส ำหรับกำรผ่ำตัดอื่น ๆ ต่อไป ค าส าคัญ: แนวปฏิบัติ, กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ, ผ่ำตัดไทรอยด์ ความส าคัญของปัญหาวิจัย กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ คือ กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำกลับเข้ำไป ใหม่ ภำยหลังถอดท่อช่วยใจทันทีในห้องผ่ำตัด หรือในห้องพักฟื้น สำเหตุเกิดจำกปัจจัยด้ำนผู้ป่วย เช่น ภำวะชัก ด้ำน วิสัญญีเช่น กำรค้ำงของฤทธิ์ยำระงับควำมรู้สึก และด้ำนกำรผ่ำตัด เช่น กำรเกิด Hematoma, Tracheomalacia, Laryngeal edema และ Bilateral Recurrent Laryngeal Nerve Injury (RLN) injury ซึ่งภำวะเหล่ำนี ท ำให้เกิด ทำงเดินหำยใจอุดกั น หำยใจล ำบำก หำยใจมีเสียง stridor และควำมเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ ำ หลังถอดท่อช่วย หำยใจทันทีมีควำมเสี่ยงสูง และอันตรำยถึงชีวิตได้ ต้องช่วยหำยใจด้วยกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ซึ่งกำรใส่ท่อช่วย หำยใจซ ำ เป็นหนึ่งในตัวชี วัดคุณภำพของกำรพยำบำลวิสัญญีโดยเมื่อเสร็จสิ นกำรผ่ำตัด วิสัญญีพยำบำลจะท ำกำร ประเมินควำมพร้อมในกำรถอดท่อช่วยหำยใจ ก่อนตัดสินใจถอดท่อช่วยหำยใจให้ผู้ป่วย ที่ผ่ำนมำพบว่ำ มีผู้ป่วยส่วน หนึ่งที่ต้องกลับมำใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำทันทีในห้องผ่ำตัด และในห้องพักฟื้น ได้มีกำรพัฒนำคุณภำพ ในกำรป้องกัน กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ด้วยกำรท ำ MM Conference, Rout cause analysis สร้ำงข้อตกลงในกำรปฏิบัติเพื่อป้องกัน


24 กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ก ำหนด Extubation score ก ำหนดขนำดก้อนไทรอยด์ที่ห้ำมถอดท่อช่วยหำยใจ รวมถึงจัด ประชุมทบทวนกำรประเมินควำมพร้อมก่อนถอดท่อช่วยหำยใจอย่ำงต่อเนื่อง ทุก ๆ ปีแต่ยังพบกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ และพบในกำรผ่ำตัดไทรอยด์มำกเป็นอันดับสอง ผู้ศึกษำได้ท ำกำรสืบค้นงำนวิจัยที่เกี่ยวกับกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วย หำยใจซ ำในผู้ป่วยผ่ำตัดไทรอยด์ และน ำมำพัฒนำเป็นแนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลัง ระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ขึ น โดยมีสำระส ำคัญ คือ กำรประเมินสำเหตุและปัจจัยเสี่ยง วิธีกำรประเมินทำง คลินิก กำรสื่อสำรกับทีมสหสำขำวิชำชีพ กำรตัดสินใจถอดท่อช่วยหำยใจ และกำรพยำบำลภำยหลังถอดท่อช่วยหำยใจ โดยประกำศใช้ในวันที่ 12 มกรำคม 2562 เป็นต้นมำ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษำเปรียบเทียบกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ภำวะหำยใจล ำบำก ทำงเดินหำยใจส่วนบนอุดกั น และระดับ ควำมอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ ำ ภำยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ ระหว่ำงกลุ่มให้กำรพยำบำลตำม มำตรฐำน และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ วิธีการศึกษา ท ำกำรศึกษำ Observational Research with Analytical Study ในผู้ป่วยที่เข้ำรับกำรผ่ำตัดไทรอยด์ โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ ปี2559 – เมษำยน 2566 โดยคัดผู้ป่วยที่ on ET-tube มำก่อน และผู้ป่วยที่ ข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ออกจำกกำรศึกษำ ก ำหนดขนำดตัวอย่ำงจำกสถิติกำรเกิดภำวะแทรกซ้อนหลังระงับ ควำมรู้สึกในผู้ป่วยผ่ำตัดไทรอยด์ปี2559-2561 ทีละตัวแปร และเลือกใช้ตัวแปรกำรเกิดภำวะหำยใจล ำบำก 1.49% คำดว่ำกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯจะลดลงเหลือ 0.0001 ก ำหนดalpha error 0.05, power 80%, one-sided test, ratio 1:2 ได้กลุ่มให้กำรพยำบำลตำมมำตรฐำน 437 รำย และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ 874 รำยรวบรวมข้อมูลจำกโปรแกรมเวช ระเบียนผู้ป่วยกลุ่มให้กำรพยำบำลตำมมำตรฐำนปี2559-2561 จ ำนวน 470 รำยและกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ ตั งแต่ 12 มกรำคม 2562- เมษำยน 2566 จ ำนวน 729 รำย กำรศึกษำนี ได้ผ่ำนกำรพิจำรณำจำกคณะกรรมกำรจริยธรรมวิจัยใน มนุษย์ โรงพยำบำลเชียงรำยประชำนุเครำะห์ วิเครำะห์ข้อมูลด้วยกำรแจกแจงควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มำตรฐำน independent t-test, Exact probability test และmultivaliable logistic regression ผลการศึกษา กลุ่มให้กำรพยำบำลมำตรฐำนจ ำนวน 470 รำย และกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ จ ำนวน 729 รำย ผู้ป่วยทั งสองกลุ่ม ไม่มีควำมแตกต่ำงกันในลักษณะของเพศ อำยุ ดัชนีมวลกำย โรคประจ ำตัว ASA Class กำรผ่ำตัด Volatile gas ยำ Muscle relaxant ยำ Narcotic และระยะเวลำในกำรระงับควำมรู้สึก ส่วนปริมำณเลือดที่สูญเสียระหว่ำงกำรผ่ำตัด และปริมำณสำรน ำที่ได้รับระหว่ำงผ่ำตัดนั นแตกต่ำงกัน หลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดทั งสองกลุ่มพบกำรใส่ท่อช่วย หำยใจซ ำ 1.07% vs 0.14% (p=0.037) ภำวะหำยใจล ำบำก 1.49% vs 0.14% (p=0.007) ทำงเดินหำยใจ ส่วนบนอุดกั น 0.85% vs 0% (p=0.023) และควำมอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ ำ 0.64% vs 0% (p=0.060) เมื่อปรับควำมแตกต่ำงของ เพศ อำยุ โรคประจ ำตัว ASA Class กำรผ่ำตัด Volatile gas ยำ Muscle relaxant ยำ Narcotic ระยะเวลำในกำรระงับควำมรู้สึก ปริมำณเลือดที่สูญเสียระหว่ำง กำรผ่ำตัด และปริมำณสำรน ำที่ได้รับ ระหว่ำงผ่ำตัด ของทั งสองกลุ่มให้มีควำมเท่ำเทียมกันทำงสถิติ พบว่ำกลุ่มใช้แนวปฏิบัติฯ ลดโอกำสเกิดกำรใส่ท่อช่วย หำยใจซ ำ 3.09% (95% CI -0.05430, -0.00787, p=0.009) ลดโอกำสเกิดภำวะหำยใจล ำบำก 4.60% (95% CI -0.07122, -0.02088, p< 0.001) ลดโอกำสเกิดทำงเดินหำยใจส่วนบนอุดกั น 3.44% (95% CI-0.05492, - 0.01383, p=0.001) และลดโอกำสเกิดระดับควำมอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดต่ ำ 2.04% (95% CI -0.03516, -0.00578, p=0.006)


25 อภิปรายผล แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ช่วยลดโอกำส เกิดกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ และภำวะแทรกซ้อนระบบทำงเดินหำยใจ ได้แก่ ภำวะหำยใจล ำบำก ทำงเดินหำยใจ ส่วนบนอุดกั น และระดับควำมเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ ำได้แม้ว่ำที่ผ่ำนมำจะมีกำรพัฒนำวิธีกำรในกำรป้องกัน กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำมำอย่ำงต่อเนื่อง แต่ยังไม่ครอบคลุมสำเหตุปัจจัยที่ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องกลับมำใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ทันทีภำยหลังถอดท่อช่วยหำยใจ ตลอดจนกำรปฏิบัติของวิสัญญีพยำบำลในกำรประเมินควำมพร้อมก่อนถอดท่อช่วย หำยใจมีควำมหลำกหลำย ซึ่งกำรศึกษำในครั งนี ได้จัดท ำแนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ในผู้ป่วยหลัง ระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ที่มีวิธีปฏิบัติในกำรประเมินทำงคลินิก ที่ชัดเจน ครอบคลุมสำเหตุและปัจจัยที่จะ ส่งผลต่อกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำทันทีได้แก่ ภำวะ Hematoma, Tracheomalacia, laryngeal edema , Bilateral RLN injury ประสิทธิภำพกำรท ำงำนของกล้ำมเนื อ ประสิทธิภำพกำรหำยใจ ระดับควำมรู้สึกตัว กำรไอ และกำรกลับมำ ของ gaging reflexes มีกำรสื่อสำรกับทีมสหสำขำวิชำชีพ กำรตัดสินใจถอดท่อช่วยหำยใจ และกำรพยำบำลภำยหลัง ถอดท่อช่วยหำยใจ วิสัญญีพยำบำลปฏิบัติตำมได้ง่ำย ส่งผลให้ประสิทธิภำพกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำดีขึ น ควรขยำยผลโดยปรับให้เหมำะสมกับกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำส ำหรับกำรผ่ำตัดอื่น ๆ ต่อไป แม้นภำยหลังใช้ แนวปฏิบัติฯ ยังพบกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำหลังผ่ำตัดไทรอยด์1 รำย นั่นเป็นเพรำะวิสัญญีพยำบำลน้องใหม่ มี ประสบกำรณ์น้อยในกำรประเมินกำรหลงเหลืออยู่ของฤทธิ์ยำระงับควำมรู้สึก ได้มีกำรให้ก ำลังใจ ทบทวนกำรประเมิน ควำมพร้อมในกำรถอดท่อช่วยหำยใจ และจัดให้มีพี่เลี ยงคอยดูแล สรุปและข้อเสนอแนะ แนวปฏิบัติในกำรป้องกันกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ ในผู้ป่วยหลังระงับควำมรู้สึกและผ่ำตัดไทรอยด์ช่วยลดโอกำสเกิด กำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำ และภำวะแทรกซ้อนระบบทำงเดินหำยใจควรขยำยผลโดยปรับให้เหมำะสมกับกำรป้องกันกำรใส่ ท่อช่วยหำยใจซ ำส ำหรับกำรผ่ำตัดอื่น ๆ ต่อไป กำรศึกษำครั งต่อไป ควรศึกษำไปข้ำงหน้ำโดยเก็บข้อมูลขนำดของก้อนไทรอยด์ รวมถึงประสบกำรณ์ของ วิสัญญีพยำบำลในกำรประเมินควำมพร้อมผู้ป่วยก่อนถอดท่อช่วยหำยใจซึ่งจะช่วยให้งำนวิจัยสมบูรณ์ยิ่งขึ น


26 การพัฒนาเครือข่าย Telemedicine ในพื้นที่ห่างไกล โรงพยาบาลแพร่ นายณรงค์ศักดิ์ สุธรรม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลแพร่ สรุปผลงานโดยย่อ : กำรพัฒนำระบบกำรแพทย์ปฐมภูมิเกิดกำรผลักดันกำรบริกำรทำงกำรแพทย์และสำธำรณสุขสู่ยุค ดิจิทัลเป็นระบบที่เอำชนะอุปสรรคทำงภูมิศำสตร์ในกำรเข้ำถึงบริกำรทำงกำรแพทย์จำกสถำนที่ห่ำงไกลให้ประชำกร กลุ่มเป้ำหมำยเข้ำถึงบริกำรสุขภำพแพทย์ทำงไกล (Telemedicine) เพิ่มผลลัพธ์ในกำรรักษำโรคให้เพิ่มขึ น ค าส าคัญ : พื นที่ห่ำงไกล, สหวิชำชีพ, Telemedicine, NCDs ปัญหาและสาเหตุโดยย่อ : ระบบกำรให้บริกำรทำงกำรแพทย์ในประเทศไทยมีกำรพัฒนำอย่ำงต่อเนื่องสอดคล้องกับผู้รับบริกำรที่มำกขึ น ให้ได้รับกำรดูแลอย่ำงทั่วถึงแต่ก็ยังมีประชำชนบำงกลุ่มที่มีข้อจ ำกัดในกำรเข้ำถึงระบบสุขภำพนั่นคือ ผู้อำศัยในพื นที่ ห่ำงไกล จำกกำรส ำรวจข้อมูลในจังหวัดแพร่มีหลำยครอบครัวที่อำศัยอยู่พื นที่ห่ำงไกล ได้แก่ ชุมชนบ้ำนนำคูหำ ชุมชน บ้ำนน ำกลำย ชุมชนบ้ำนแม่ลัวและชุมชนบ้ำนนำตอง กำรออกหน่วยให้บริกำรที่รพ.สต.ในแต่ละครั งแพทย์และทีมสห วิชำชีพต้องใช้เวลำในกำรเดินทำงไปกลับค่อนข้ำงนำนและล ำบำกในกำรเข้ำพื นที่ในแต่ละพื นที่เนื่องจำกเป็นพื นที่รำบ สูงประกอบด้วยปัญหำกำรแพร่ระบำดเชื อไวรัสโควิด19 ก็เป็นอีกสำเหตุหนึ่งท ำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับกำรบริกำรเกิดกำรดูแล รักษำผู้ป่วยในพื นที่ไม่ต่อเนื่อง ถึงแม้จะได้รับกำรดูแลเบื องต้นโดยพยำบำลประจ ำรพ.สต.ในพื นที่นั นแต่จะไม่ได้รับกำร ตรวจร่ำงกำยและกำรดูแลด้วยแพทย์โดยตรงจะใช้ระบบแบบ Consult กับแพทย์แทนเกิดผลกระทบท ำให้ผู้ป่วยไม่ได้ พบเจอแพทย์อย่ำงที่ควรจะเป็น เกิดควำมเหลื่อมล ำส่งผลต่อควำมตระหนักในกำรดูแลสุขภำพค่อนข้ำงสูง บำงรำย ละเลยกำรดูแลสุขภำพตนเองเกิดกำรป่วยซ ำต้องมำรับกำรรักษำในโรงพยำบำล ปัญหำดังกล่ำวเป็นปัญหำที่ส ำคัญที่ควร จะได้รับกำรแก้ไขจึงอยำกจะพัฒนำระบบวิธีกำรดูแลผู้ป่วยแบบไร้รอยต่อให้ได้พบแพทย์เจ้ำของไข้อย่ำงที่ควรจะเป็น โดยใช้แนวคิดในกำรประยุกต์ใช้ระบบ Telemedicine อุปกรณ์ที่ทันสมัยและพัฒนำเครือข่ำยกำรให้บริกำรแพทย์พื นที่ ห่ำงไกลในชุมชนให้เข้ำถึงกำรรับบริกำรแก่ประชำชนทุกระดับตำมสิทธิที่พึงจะได้รับ เป้าหมาย (Purpose) : 1.เพื่อพัฒนำเครือข่ำยกำรให้บริกำรระบบกำรแพทย์ทำงไกล (Telemedicine) สำธำรณสุขในชุมชน 4 รพ.สต.พื นที่ ห่ำงไกลให้กลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื อรัง (NCDs) 2.เพื่อให้ประชำชนในกลุ่มผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื อรัง (NCDs) เข้ำถึงกำรให้บริกำรอย่ำงต่อเนื่องและทั่วถึง กิจกรรมการพัฒนา (Process): ใช้แนวคิดในกำรประยุกต์ใช้ระบบกำรให้บริกำรสุขภำพทำงไกล Telehealth สำมำรถที่จะลดควำมเหลื่อมล ำ เพิ่มกำรเข้ำถึงกำรบริกำรทำงสุขภำพของประชำชนในพื นที่ห่ำงไกลจังหวัดแพร่อย่ำงทั่วถึงมีประสิทธิภำพและ ประสิทธิผล 1.จัดตั งคณะท ำงำนประกอบด้วย แพทย์เวชศำสตร์ครอบครัว พยำบำลวิชำชีพกลุ่มงำนพยำบำลชุมชน พยำบำลวิชำชีพงำนเวชกรรรมสังคม โรงพยำบำลแพร่ เจ้ำหน้ำที่นักนโยบำยและแผนประจ ำส ำนักงำนสำธำรณสุข จังหวัดแพร่ นักวิชำกำรสำธำรณสุขประจ ำส ำนักงำนสำธำรณสุขอ ำเภอเมืองแพร่ พยำบำลวิชำชีพและนักวิชำกำร สำธำรณสุขประจ ำพื นที่ห่ำงไกล 4 รพ.สต.สังกัดองค์กำรบริหำรส่วนจังหวัดแพร่ 2.ออกแบบระบบกำรแพทย์ทำงไกล (Telemedicine) โรงพยำบำลแพร่ รูปแบบ Business to Business ผ่ำนแอปหมอพร้อมมีรูปแบบกระบวนกำรให้บริกำรสำธำรณสุข ประกอบด้วย กำรคัดกรองผู้ป่วยเข้ำระบบ กำร ประสำนนัดหมำย กำรยืนยันตัวตน พบแพทย์ออนไลน์ รับยำไปรษณีย์ บันทึกข้อมูลและชดเชยบริกำร


27 3.จัดเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ต่ำงๆในกำรให้บริกำรระบบกำรแพทย์ทำงไกล (Telemedicine) ทั งในส่วนของ โรงพยำบำลแพร่และหน่วยบริกำรปลำยทำงประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องวิดิโอ เครื่องปริ นเตอร์iPad หรือ Smart Phone 4.จัดประชุมทีมเพื่อชี แจงเป้ำหมำยระบบกำรท ำงำนและสื่อสำรแนวทำงแผนกำรด ำเนินงำนให้กับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีกำรปฏิบัติไปในทิศทำงเดียวกัน 5.เข้ำพื นที่ส ำรวจข้อมูลกลุ่มตัวอย่ำงและจัดท ำทะเบียนประชำกรกลุ่มเป้ำหมำย คัดกรองผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อ เรื อรัง (NCDs) ในพื นที่เข้ำสู่ระบบ Telemedicine และประเมินเรื่องอำคำรสถำนที่ ห้องตรวจต่ำงๆ อุปกรณ์ Electronic ระบบสัญญำณอินเตอร์เน็ตและจ ำลองสถำนกำรณ์จริงทดลองกำรใช้งำน Telemedicine ผ่ำนแอปหมอ พร้อมเพื่อควำมพร้อมในกำรให้บริกำรของสถำนบริกำรพื นที่ห่ำงไกล 4 รพ.สต. 6.จัดท ำตำรำงกำรนัดหมำยให้กับผู้ป่วยและแจ้งให้ทรำบเพื่อเตรียมพร้อมเข้ำรับบริกำร Telemedicine 7.ให้บริกำร Telemedicine ผ่ำนแอปหมอพร้อมตำมตำรำงกำรออกตรวจในแต่ละพื นที่ รพ.สต. ในทุกวันจันทร์ ช่วงเวลำ 9.00 – 12.00 น. เพื่อประเมินให้กำรดูแลและวำงแผนกำรรักษำผู้ป่วย ติดตามผลการด าเนินงาน พบว่า 1.กำรตรวจรักษำโดยแพทย์ประจ ำหน่วยบริกำรปฐมภูมิตำมระยะเวลำที่ก ำหนดและมีช่องทำงใช้ในกำรดูแล รักษำที่สะดวกรวดเร็วแบบ Real Time ผู้ป่วยมีควำมเชื่อมั่นในกำรให้บริกำรและตระหนักถึงประโยชน์ที่ตนเองได้รับ 2.Telemedicine เป็นระบบกำรให้บริกำรรูปแบบใหม่ที่ผู้รับบริกำรบำงรำยไม่เข้ำใจในขั นตอนหรือกระบวน กำรให้บริกำรเนื่องจำกกำรประชำสัมพันธ์ที่ยังไม่ทั่วถึงในชุมชนผู้ให้บริกำรจ ำเป็นต้องเข้ำพื นที่กระจำยข้อมูลข่ำวสำร เพิ่มกำรประชำสัมพันธ์ให้มำกขึ น 3.โปรแกรม Telemedicine ผ่ำนแอปหมอพร้อม ยังเป็นรูปแบบกำรให้บริกำรแบบใหม่ในกำรติดตำมดูแลกำร รักษำฟื้นฟูผู้ป่วยที่ผู้ให้บริกำรยังไม่ช ำนำญในกำรใช้งำนอย่ำงท่องแท้ กำรจัดอบรมเกี่ยวกับวิธีกำรใช้โปรแกรมหมอ พร้อมจะช่วยให้ผู้ให้บริกำรเข้ำใจและมั่นใจในกำรใช้งำน 4.ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื อรัง (NCDs) ที่มีกำรสั่งยำใหม่ที่จ ำเป็นต้องเบิกจ่ำยยำที่โรงพยำบำลต้องมีกำรจัดส่ง ยำทำงไปรษณีย์ แต่พบว่ำระบบกำรจัดส่งยำถึงบ้ำนโรงพยำบำลแพร่อยู่ในระหว่ำงกำรพัฒนำ กำรจัดส่งยำจะให้ เจ้ำหน้ำที่ประจ ำรพ.สต.แต่ละแห่งนั นเดินทำงมำโรงพยำบำลเพื่อรับยำหลังตรวจแล้วไปน ำจ่ำยให้กับผู้ป่วย 5.ระบบสัญญำณอินเตอร์เน็ตแสดงผลผ่ำนภำพและเสียงเกิดควำมไม่สเถียรและสัญญำณขำดหำยเนื่องจำก ตัวรับสัญญำณอยู่ในพื นที่ห่ำงไกลและสภำพอำกำศในช่วงฤดูฝนมีผลต่อกำรใช้งำน หน่วยบริกำรปลำยทำงควร Maintenance กล่องรับสัญญำณอินเตอร์เน็ตเพื่อให้ระบบกำรท ำงำนไม่ขัดข้องและควรมีระบบประเมินควำมพร้อมใช้ ก่อนเริ่มให้บริกำร Telemedicine 6.อุปกรณ์สนับสนุนกำรใช้งำน Telemedicine ได้แก่ กล้องวิดิโอ ล ำโพง ไมค์ คอมพิวเตอร์หรือSmart Phone ยังไม่มีควำมพร้อมใช้งำนในแต่ละพื นที่ จ ำเป็นต้องจัดท ำแผนบริกำรกำรแพทย์ทำงไกล (Telemedicine) จัดหำอุปกรณ์ ที่จ ำเป็นในกำรใช้งำนและพัฒนำปรับปรุงห้องตรวจในแต่ละพื นที่ให้พร้อมใช้เหมำะสม


28 การประเมินผลการเปลี่ยนแปลง (Performance): กำรด ำเนินงำน : ด ำเนินกำรในไตรมำสที่ 2 (ม.ค. - มี.ค.) และไตรมำสที่ 3 (เม.ย. - มิ.ย.) ของปี2566 จ ำนวนผู้ป่วย โรคไม่ติดต่อเรื อรัง (NCDs) กลุ่มตัวอย่ำงพื นที่ห่ำงไกล 4 รพ.สต. ทั งหมด 183 รำย ร้อยละของผู้ป่วยโรคติดต่อไม่เรื้อรังมารับบริการก่อนและหลังใช้ระบบ Telemedicine รพสต. ก่อนใช้ระบบ Telemedicine หลังใช้ระบบ Telemedicine 1. นาคูหา 2.73 8.74 2. น้ ากลาย 2.18 8.74 3. แม่ลัว 2.73 10.9 4. นาตอง 2.18 8.74 ร้อยละของความพึงพอใจการรับบริการใช้ระบบ Telemedicine รายละเอียด ร้อยละ 1. ขั้นตอนการให้บริการ 100 2. แพทย์ 100 3. เจ้าหน้าที่ให้บริการ 100 4. สถานที่ 98 5. คุณภาพการให้บริการ 98 6. ความพึงพอใจต่อภาพรวม 100 บทเรียนที่ได้รับ: 1.กำรพัฒนำปรับเปลี่ยนระบบขั นตอนและกระบวนกำรท ำงำนที่เป็นเรื่องใหม่จ ำเป็นต้องสร้ำงควำมเข้ำใจให้ตรงกัน ต้องมีกำรอบรมให้ควำมรู้กับผู้ให้บริกำรที่เกี่ยวข้องไปในทิศทำงเดียวกันจะส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี 2.ควำมร่วมมือของทีมที่เข้มแข็งเกิดกำรท ำงำนร่วมกันเป็น Teamwork เป็นแรงผลักดันส ำคัญให้งำนส ำเร็จตำม เป้ำหมำยที่ตั งไว้ 3.กำรใช้เทคโนโลยีสำมำรถช่วยให้กำรด ำเนินงำนที่รวดเร็ว ลดขั นตอนกำรท ำงำนและสะดวกมำกขึ นในกำรท ำงำนแต่ จะต้องใช้ให้เหมำะสมกับงำน จ านวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ปีงบประมาณ 2566 กลุ่มตัวอย่าง ก่อนใช้บริการ รวม หลังใช้บริการ รพสต. จ านวน ต.ค. 2565 พ.ย. 2565 ธ.ค. 2565 ม.ค. 2566 ก.พ. 2566 มี.ค. 2566 เม.ษ. 2566 พ.ค. 2566 มิ.ย. 2566 1.รพสต.นาคูหา 58 1 - - 2 1 1 5 6 4 6 16 2.รพ.สต.น้ ากลาย 42 1 - - - 2 1 4 6 10 5 16 3.รพสต.แม่ลัว 64 1 2 - 1 1 - 5 8 6 6 20 4.รพสต.นาตอง 29 - - 1 1 1 1 4 8 4 4 16 รวม 183 3 2 1 4 5 3 18 28 40 21 68


29 ผลของโมบายแอปพลิเคชันการให้ความรู้การปฏิบัติตัวในการให้ยาระงับความรู้สึกของผู้ป่วย ที่มารับ การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ นางสาว วันทนา บุญคง กลุ่มงานการพยาบาลวิจัยและพัฒนาทางการพยาบาล บทคัดย่อ กำรวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อเปรียบเทียบควำมรู้ของผู้ป่วยใน กำรปฏิบัติตัวเมื่อให้ยำระงับควำมรู้สึกในผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังกำรใช้ โมบำยแอปพลิ ชัน (Application ODS) 2. เพื่อลดอุติกำรณ์ ไม่พึงประสงค์ กำรงดหรือเลื่อนกำรผ่ำตัด และกำรนอนโรงพยำบำล ประชำกรที่ใช้ในกำรศึกษำครั งนี ผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ one day surgery ทุกประเภทที่ผ่ำนแผนก preadmit ของวิสัญญีวิทยำ ในเวลำรำชกำร จ ำนวน 62 รำย ท ำกำรสุ่มด้วยcomputer เพื่อนเลือกเข้ำกลุ่มทดลองและกลุ่มที่ให้ กำรพยำบำลตำมมำตรฐำน เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัยประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี 1)แบบสอบถำมข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อำยุ ระดับกำรศึกษำ โรคประจ ำตัว ชนิดของกำรผ่ำตัด 2) โมบำยแอปพลิเคชันกำรปฏิบัติตัวก่อน กำรได้รับยำระงับควำมรู้สึก และขณะอยู่ที่ ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ (ODS) ซึ่งเรียกว่ำ “ Application ODS” ตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือ CVI = 0.9 reliability = 0.87 3) แบบประเมินควำมรู้กำรปฏิบัติก่อนกำรให้ ยำระงับควำมรู้สึกและกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ ผู้วิจัยสร้ำงขึ นจำกแนวคิดของSafety in One Day Surgery (ODS) ควำมปลอดภัยของกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ (กรมกำรแพทย์ กระทรวงสำธำรณสุข, 2561) มีจ ำนวน 24 ข้อ CVI = 0.85 และหำควำมเชื่อมั่นโดยวิธีของคูเดอร์ -ริชำร์ดสัน (Kude- Richardson: KR-20) เท่ำกับ 0.9 วิเครำะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนำ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน และสถิติเปรียบเทียบ ควำมรู้ก่อและหลังใช้ โมบำยแอปพลิชัน application ODS ด้วยสถิติ pair t test และอำกำรไม่พึ่งประสงค์กำรงด/ เลื่อนกำรผ่ำตัด กำรนอนโรงพยำบำลด้วยสถิติ independent t test ผลกำรวิจัยพบว่ำ 1) ควำมรู้ ของผู้ป่วยในกำรปฏิบัติตัวเมื่อให้ยำระงับควำมรู้สึกในผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ วันเดียวกลับกลุ่มที่ใช้ โมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) มีค่ำเฉลี่ยคะแนนควำมรู้17.38(±0.13) มำกกว่ำกลุ่มที่ ให้กำรพยำบำลตำมมำตรฐำน 11(±0.03 ) คะแนนแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p <0.001) 2) กลุ่มที่ใช้ Application ODS ไม่เกิดอุบัติกำรณ์ไม่พึงประสงค์อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ(p = 0.015) และไม่พบกำรนอน โรงพยำบำลอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p = 0.019) ดังนั น ควรน ำโมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) ใช้ส ำหรับ ผู้ป่วยในกำรปฏิบัติตัวเมื่อให้ยำระงับควำมรู้สึกที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับทุกประเภท และเผยแพร่ให้บุคคล ทั่วไปที่มีควำมสนใจสำมำรถเข้ำถึงได้ ค าส าคัญ: กำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ กำรให้ยำระงับควำมรู้สึก โมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) ความส าคัญของปัญหาการวิจัย รัฐบำลได้ประกำศแผนยุทธศำสตร์ประเทศไทย 4.0 ด้ำนสำธำรณสุข สะท้อนถึงควำมตระหนัก และให้ ควำมส ำคัญในปัญหำด้ำนสุขภำพของประชำชน กระทรวงสำธำรณสุขได้เล็งเห็นถึง ควำมส ำคัญจึงก ำหนดนโยบำยเรื่อง กำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ (one-day surgery) แก่หน่วยบริกำรสุขภำพ ในสังกัด และก ำหนดในยุทธศำสตร์ชำติด้ำน สำธำรณสุข ระยะ 20 ปี พ.ศ. 2560-2579 (พงศธร พอกเพิ่มดี, 2563) ในส่วนบริกำรที่เป็นเลิศเรื่องกำรพัฒนำ ระบบบริกำรผ่ำตัดวันเดียวกลับน ำสู่กำรปฏิบัติ ในรูปแบบแผนพัฒนำระบบบริกำรสุขภำพ (Service Plan) โดย ก ำหนดให้มีกำรจัดท ำในโรงพยำบำลทั่วไป และโรงพยำบำลศูนย์อย่ำงเป็นรูปธรรม ตั งแต่ พ.ศ. 2561 เพื่อกำรเข้ำถึง บริกำรสุขภำพที่ มีมำตรฐำน สะดวกปลอดภัย ลดควำมแออัดของผู้ป่วยที่รับไวในโรงพยำบำล ลดระยะเวลำกำรรอคอย ผำตัด ลดควำมเสี่ยงต่อกำรติดเชื อหลังผ่ำตัด กำรประหยัดเวลำ ค่ำใช้จ่ำยในกำรเดินทำง และค่ำใช้จ่ำยในกำรอยู่ โรงพยำบำลของผู้ป่วยและญำติ รวมทั งเพิ่มควำมพึงพอใจของผู้ป่วย (กรมกำรแพทย์, 2562) กำรผ่ำตัดแบบวันเดียว กลับ (one-day surgery) ซึ่งมีแนวโน้มกำรบริกำรเพิ่มขึ นเรื่อย ๆ เนื่องจำกมีข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงควำมคุ้มค่ำและ


30 ประโยชน์ที่จะได้รับทั งในแง่ของผู้ให้บริกำรและประชำชนผู้รับบริกำร ที่ผ่ำนมำ ควำมปลอดภัย (Safety)ของผู้รับบริ กำรกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับถือเป็นเป้ำหมำยส ำคัญของ ให้บริกำรเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภำพชีวิตที่ดีและเหมำะสม ซึ่ง นอกจำกกำรขั นตอนของกำรผ่ำตัดแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีกหลำยส่วน เช่น กำรให้ยำชำเฉพำะที่ กำรให้ยำ สงบประสำท กำรระงับปวด กำรจัดตั งศูนย์ประเมินควำมพร้อมของผู้ป่วยก่อนกำรผ่ำตัด กำรเตรียมควำมพร้อมและกำร ดูแลทำงกำรพยำบำล และ กำรใช้ทักษะต่ำงๆ นอกเหนือจำกทักษะทำงคลินิก เป็นต้น หนังสือ (Service Plan)) เพื่อให้ เกิดกำรพัฒนำในด้ำนควำมปลอดภัยของระบบบริกำรกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ (One Day Surgery: ODS) ได้อย่ำง ต่อเนื่องและบรรลุตำมวัตถุประสงค์ที่วำงไว้ ควำมปลอดภัย (Safety) ของผู้รับบริกำรกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับถือเป็นเป้ำหมำยส ำคัญของ กำรให้บริกำร เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภำพชีวิตที่ดีและเหมำะสม ซึ่งนอกจำกกำรขั นตอนของกำรผ่ำตัดแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องอีก หลำยส่วน เช่น กำรให้ยำชำเฉพำะที่ กำรให้ยำสงบประสำทกำรระงับปวด กำรจัดตั ง ศูนย์ประเมินควำมพร้อมของ ผู้ป่วยก่อนกำรผ่ำตัด กำรเตรียมควำมพร้อมและกำรดูแลทำงกำรพยำบำล และ กำรใช้ทักษะต่ำงๆ นอกเหนือจำกทักษะทำงคลินิก เป็นต้น หนังสือ Safety in One Day Surgery (ODS) ควำมปลอดภัยในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับเล่มนี ได้รวบรวมเนื อหำที่มีควำมส ำคัญไว้ เพื่อให้บุคลำกรที่เกี่ยวข้องกับ กำรให้บริกำรได้ศึกษำเพิ่มพูนองค์ควำมรู้ และน ำไปใช้ในกำรให้บริกำรประชำชน ควำมก้ำวหน้ำในกำรท ำหัตถกำรในปัจจุบันที่มีกำรผ่ำตัดแบบรุกลำมน้อย (minimal invasive surgery) กำรพัฒนำเทคนิคกำรผ่ำตัดที่ลดควำมเจ็บปวดจำกกำรผ่ำตัด และยำทำงวิสัญญีที่ออกฤทธิ์สั น มีผลตกค้ำงน้อย เกื อหนุนให้สำมำรถท ำกำรผ่ำตัดที่ผู้ป่วยสำมำรถกลับบ้ำนได้รวดเร็วในวันเดียว อย่ำงไรก็ตำม ปัจจัยที่ส ำคัญที่มีผลต่อ ควำมส ำเร็จตำมแผนกำรรักษำ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ กำรคัดเลือกหัตถกำรหรือกำรผ่ำตัด กำรคัดเลือกผู้ป่วยที่มำท ำกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับและ วิธีกำรทำง วิสัญญีที่เหมำะสมกับผู้ป่วย หรือหัตถกำรกำรผ่ำตัดนั น ๆ กำรคัดเลือกหัตถกำรหรือกำรผ่ำตัดที่เหมำะสม โดยหลักกำร คือกำรผ่ำตัดที่ไม่มีกำรสูญเสีย เลือดมำก ไม่มีกำรเปลี่ยนแปลงของสำรน ำในร่ำงกำยมำก (fluid shift) ระดับควำม เจ็บปวดหลังกำร ผ่ำตัดไม่มำก สำมำรถใช้ยำแก้ปวดทำนได้ กำรดูแลหลังกำรผ่ำตัดไม่ยุ่งยำกซับซ้อน มีข้อมูลจำก กำรศึกษำ พบว่ำระยะเวลำ กำรผ่ำตัดไม่ใช่ปัจจัยที่ส ำคัญเท่ำปริมำณกำรบำดเจ็บของเนื อเยื่อ อย่ำงไร ก็ตำม ใน ข้อเสนอแนะด้ำนกำร พัฒนำระบบบริกำร กำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ เสนอให้ใช้ระยะเวลำในกำร ผ่ำตัดไม่เกิน 2 ชั่วโมง ปัจจุบัน อุปกรณ์พกพำ (แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ) มี ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 56.9 ล้ำนคน คิดเป็น 86.66% ผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือ 62.3 ล้ำนคน คิดเป็น 95.2 % แบ่งเป็นโทรศัพท์มือถือสมำร์ตโฟน 94.1% ( ส ำนักงำนสถิติแห่งชำติ, 2565) เนื่องจำกลักษณะของมัน (เช่น กำรเคลื่อนย้ำย กำรเข้ำถึงทันที กำรเชื่อมต่อ และฟังก์ชันกำรท ำงำนที่ หลำกหลำย) ส่งผลให้ Mobile Application สำมำรถมีอิทธิพลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ป่วยและอ ำนวยควำม สะดวกในกำรแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่ำงผู้ป่วยและผู้เชี่ยวชำญด้ำนสุขภำพ (Iribarren, 2017)มำตรกำรบำงอย่ำงที่ใช้ Mobile Application ได้รับกำรพิสูจน์แล้วว่ำมีประสิทธิภำพในกำรจัดกำรโรคเรื อรัง (เช่น เบำหวำน หอบหืด และ ควำมดันโลหิตสูง) กำรปฏิบัติตำมข้อก ำหนด และลดค่ำใช้จ่ำยของโรค (Marcolino,2018) แม้จะมีศักยภำพที่ดี แต่ ควำมคิดริเริ่มที่ด ำเนินกำรในสถำนพยำบำลผู้ป่วยนอกยังจ ำกัดอยู่ เพียงกำรติดตำมผู้ป่วยหลังผ่ำตัดเท่ำนั น(Armstrong KA, 2015) ดังนั นจึงไม่มีหลักฐำนว่ำ Mobile Application มีผลอย่ำงไรต่อกำรปฏิบัติตำมค ำแนะน ำก่อนกำรผ่ำตัด และกำรลดกำรยกเลิกกำรผ่ำตัด โรงพยำบำลล ำปำงเป็นโรงพยำบำลศูนย์ระดับตติยภูมิ ที่รับนโยบำยในเรื่องกำรผ่ำตัดวันเดียวกลับน ำสู่กำร ปฏิบัติ และก ำหนดให้ศูนย์เตรียมควำมพร้อมผู้ป่วยก่อนเข้ำรับบริกำรระงับควำมรู้สึกและดูแลหลังได้รับยำระงับ ควำมรู้สึก โดยมีภำรกิจหลัก คือ กำรให้บริกำรผู้ป่วยที่ได้รับกำรผ่ำตัด แบบวันเดียวกลับอย่ำงมีมำตรฐำนตำมที่ทำง


31 กรมกำรแพทย์ได้มีกำรก ำหนดขั นตอนหลักของกำรบริกำรผ่ำตัด แบบวันเดียวกลับประกอบด้วย 4 ขั นตอน ดังนี 1) กำรเตรียมตัวก่อนกำรผ่ำตัดหรือท ำหัตถกำร 2) กำรมำรับกำร ผ่ำตัดหรือท ำหัตถกำรใน โรงพยำบำล 3) กำรพักฟื้นหลัง กำรผ่ำตัดหรือท ำหัตถกำร 4) กำรติดตำมผลกำรรักษำ (กรมกำรแพทย์, 2562) ดังนั นวิสัญญีพยำบำลจึงมีส่วนส ำคัญ ในขั นตอนของ กำรเตรียมตัวก่อนกำรผ่ำตัดหรือท ำหัตถกำร และกำรพักฟื้นหลังกำรผ่ำตัดหรือท ำหัตถกำร จำกสถิติปี 2565 มีผู้ป่วยที่มำรับบริกำรผ่ำตัด ODS จ ำนนวน 334 รำย พบอุบัติกำรณ์กำร admit ร้อยละ 20 จำกกำรไม่รับประทำนยำควำมดัน เบำหวำนในเช้ำวันผ่ำตัด ส่งผลให้ ควำมดันโลหิตสูง และค่ำน ำตำลในกระแส เลือดสูงกว่ำมำตรฐำนที่ยอมรับได้ เมื่อมำรับกำรผ่ำตัดจึง ไม่สำมำรถใช้วิธีกำรฉีดยำชำเฉพำะที่ ส่งผลให้ต้องเปลี่ยน วิธีกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกเพื่อป้องกันภำวะ morbidity และ mortality rate ผู้ป่วยเกิดอำกำรข้ำงเคียงจำกกำรได้ยำ แก้ปวด มีอำกำรหลับลึก คลื่นไส้อำเจียน แขนขำอ่อนแรง ร่วมกับผู้ป่วยไม่น ำญำติมำด้วยจึงท ำให้ผู้ป่วยต้องนอนพัก รักษำตัวในโรงพยำบำล อำจเกิดจำกกำรขำดควำมรู้ ควำมตระหนักในกำรปฏิบัติตำมค ำแนะน ำ กำรเตรียมตัวส ำหรับ กำรผ่ำตัด ODS ไม่ดี ( สถิติจำกกำรวัดควำมรู้ในคลินิก pre-admit แผนกวิสัญญีโรงพยำบำลล ำปำงปี 2565) สอดคล้องกับกำรศึกษำของ ตุง และคณะ (Tung,Dexter, Jakubczyk & Glick,2010) พบว่ำว่ำประมำณ 25% ของ กำรยกเลิกกำรผ่ำตัด เกิดจำกกำรปฏิบัติตำมค ำแนะน ำเหล่ำนี ไม่ดี ดังนั นกำรแนะน ำเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้แอปสุข ภำพกำรให้ข้อมูลก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก โดยกำรใช้สื่อมัลติมีเดียด้วยภำพแอนิเมชันร่วมกับ QR Code อำจช่วย ให้ผู้ป่วยปฏิบัติตำมค ำแนะน ำก่อนกำรผ่ำตัด เพื่อเพิ่มควำมรู้ ควำมพึงพอใจ และลดควำมวิตกกังวลอำจส่งผลให้ลด อัตรำกำรยกเลิกกำรผ่ำตัดได้ ดังนั นกำรแนะน ำด้วยเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้ Application ODS อำจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติ ตำมค ำแนะน ำก่อนกำรผ่ำตัด ส่งผลให้ลดอัตรำกำรงดหรือเลื่อนกำรผ่ำตัดได้ และกำร admit หลังผ่ำตัดได้และยังพบ กำรศึกษำของ เบญจวรรณ มนูญำ และ สกำวเดือน ข ำเจริญ, (2021) ได้ท ำกำรศึกษำเรื่อง กำรพัฒนำกำรดูแลผู้ป่วยที่ ได้รับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับอย่ำงครบวงจรผลกำรศึกษำพบว่ำ 1) ผลลัพธ์กำรดูแลของผู้ป่วยกลุ่มทดลองด้ำนกำร เกิดภำวะแทรกซ้อน ที่พบหลังกำรผ่ำตัดภำยใน 24 ชั่วโมง และ อยู่ในระดับผ่ำนเกณฑ์ 2) คะแนนเฉลี่ยกำรเกิด ภำยใน 24 ชั่วโมง โดยรวมของกลุ่ มทดลองน้อยกว่ำกลุ่มควบคุมอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05 และ 3) คะแนนเฉลี่ย กำรเกิดภำวะแทรกซ้อนภำยใน 1 สัปดำห์ โดยรวมของกลุ่มทดลองน้อยกว่ำกลุ่มควบคุมอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ ระดับ .05 และผลของกำรยกเลิกกำรผ่ำตัดสำมำรถวิเครำะห์ได้จำกมุมมองของกำรจัดกำรด้ำนสุขภำพและควำม ปลอดภัยของผู้ป่วย ถือเป็นเหตุกำรณ์ไม่พึงประสงค์ที่ต้องมีกำรควบคุมและติดตำม (Kumar & Gandhi,2012) สำเหตุ ส ำคัญประกำรหนึ่งคือกำรเตรียมผู้ป่วยก่อนกำรผ่ำตัดที่ไม่ ดีพอ (González‐Arévalo, Gómez‐Arnau, DelaCruz, Marzal, Ramírez, Corral& García‐del‐Valle, 2009) สิ่งนี ส่งผลต่อทั งคุณภำพของขั นตอนกำรผ่ำตัดและกำรใช้ ทรัพยำกรของ โรงพยำบำลอันเป็นผลมำจำกกำรเพิ่มขึ นของกำรนอนโรงพยำบำลและกำรใช้ยำ ( Waller, Forshaw, Carey,Robinson, Kerridge, Proietto & Sanson-Fisher, 2015) ดังนั นจึงควรมีกำรแนะน ำและประเมินก่อนกำร ผ่ำตัดที่ เหมำะสมส ำหรับผู้ป่วยที่ข้ำรับกำรผ่ำตัด กระทรวงสำธำรณสุขได้ก ำหนดมำตรฐำนกำรผ่ำตัด ODS ให้ ปลอดภัย ลดควำมแออัดของผู้ป่วยที่รับไวใน โรงพยำบำล ลดระยะเวลำกำรรอคอยผำตัด กำรประหยัดเวลำ ค่ำใช้จ่ำยในกำรเดินทำง ค่ำใช้จ่ำยในกำรอยู่โรงพยำบำล ของผู้ป่วย และญำติ จำกกำรทบทวนวรณกรรมพบกำรใช้ Application ในกำรให้ควำมรู้เกี่ยวกับกำรปฏิบัติตัวในโรค ต่ำง ๆ พบเว็บไซต์ของ โรงพยำบำลรำชวิถี และโรงพยำบำลศิริรำชในส่วน กำรเตรียมตัวหลังกำรผ่ำตัด และควำมรู้แก่ ญำติ และกำรพัฒนำกำรดูแลผู้ ป่วยที่ได้รับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับอย่ำงครบวงจรโรงพยำบำลรำชบุรี( เบญจวรรณ ,2021) ซึ่งยังไม่พบกำรท ำ Mobile Application ในสมำร์ทโฟนเกี่ยวกับกำรปฏิบัติตัวในกำรผ่ำตัด ODS ผู้วิจัยจึง สนใจที่จะศึกษำกำรใช้ Mobile Application ODS ในสมำร์ทโฟน เพื่อให้ควำมรู้แก่ผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ ODS ลดอุบัติกำรณ์ ไม่พึ่งประสงค์ กำรงดหรือเลื่อนกำรผ่ำตัด และ กำรนอนโรงพยำบำลหลังกำรผ่ำตัด วัตถุประสงค์การศึกษา 1. เพื่อเปรียบเทียบควำมรู้ ของผู้ป่วยในกำรปฏิบัติตัวเมื่อให้ยำระงับควำมรู้สึกในผู้ป่วยที่ มำรับกำร


32 ผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังกำรใช้ โมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) 2. เพื่อลดอุบัติกำรณ์ ไม่พึ่งประสงค์ กำรงดหรือเลื่อนกำรผ่ำตัด และกำรนอนโรงพยำบำล วิธีด าเนินการวิจัย กำรวิจัยนี เป็นวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) แบบสองกลุ่มวัดผลก่อและหลัง กำรศึกษำ (pretest-posttest control group design) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ ผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ one day surgery กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ one day surgery ทุกประเภทที่ผ่ำนแผนก preadmitของวิสัญญี วิทยำในเวลำรำชกำร ช่วงเดือนกุมภำพันธ์ ถึงมิถุนำยน 2566ผู้วิจัยค ำนวณกลุ่มตัวอย่ำงจำกกำรค ำนวณค่ำmean(SD) ของควำมรู้ก่อนหลังกำรใช้ mobile application จำกกำรท ำ pilot study ด้วยกำรทดลองใช้ mobile application ODS power ที่ 80 α ที่ 0.05 เป็นกำรทดสอบสองทำง ได้จ ำนวนกลุ่มตัวอย่ำงเท่ำกับ 56 คน แต่ป้องกันข้องมูลสูญ หำยหรือตอบไม่ครบจึงเพิ่มจ ำนวนกลุ่มตัวอย่ำงอีก 10% ได้กลุ่มตัวอย่ำงเพิ่มเท่ำกับ 62 คน แบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 31 รำย ที่ได้รับกำรดูแลแบบมำตรฐำน ให้ควำมรู้ พร้อมทั ง แจกแผ่นพับกำรปฏิบัติตัวก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก ระหว่ำงอยู่ในห้องพักฟื้น และเมื่อกลับบ้ำน และในกลุ่มทดลองจ ำนวน 31 รำย ให้ควำมรู้ และท ำกำรติดตั ง Application ODS ในสมำร์ทโฟนของผู้ป่วยโดยกำรส่ง Link เข้ำไปใน line messenger หรือscan QR code เมื่อส่ง ส ำเร็จท ำกำรเปิด link ผ่ำนเบรำเซอร์ และติดตั งไปยังหน้ำจอโทรศัพท์จะปรำกฏ Application ODS บนหน้ำจอสมำร์ท โฟนคัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำงตำมคุณสมบัติดังนี เลือกกลุ่มตัวอย่ำงโดยกำรใช้คอมพิวเตอร์สุ่มแบบ ( 1:1) โดยมี เกณฑ์กำรคัดเข้ำศึกษำดังนี 1) ผู้ป่วยที่มำท ำผ่ำตัด ODS ทุกแผนกที่ผ่ำนคลินิกกำรให้ควำมรู้กำรปฏิบัติตัวก่อนให้ยำระงับควำมรู้สึก ( preadmit) ในเวลำรำชกำร 2) สำมำรถอ่ำน พูด และฟังภำษำไทยได้ 3) ไม่มีปัญหำด้ำนกำรได้ยิน และกำรมองเห็น 4) มีสมำรท์โฟน และใช้แอปพลิเคชันในสมำรท์โฟนได้


33 Study flow การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยด ำเนินกำรเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยกลุ่มตัวอย่ำงคือผู้ป่วยผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับทุกประเภทที่ ผ่ำนคลินิก preadmit ของแผนกวิสัญญี จำกนั นให้กลุ่มตัวอย่ำงตอบแบบสอบถำมก่อนทดลอง ซึ่งประกอบไปด้วย ข้อมูลส่วนบุคคล และ แบบสอบถำมควำมรู้กำรปฏิบัติตัวก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกเมื่อมำท ำกำรผ่ำตัดแบบวันเดียว กลับซึ่งใช้เวลำประมำณ 10 นำที จำกนั นด ำเนินกำรทดลองตำมขั นตอน ดังนี กลุ่มควบคุมได้รับกำรพยำบำลตำมมำตรฐำน พร้อมทั งให้แผ่นพับที่มีเนื อหำเกี่ยวกับกำรปฏิบัติตัวก่อนขณะอยู่ใน ห้องพักฟื้น และกลับบ้ำนของกำรให้ยำระงับควำมรู้สึกในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ พร้อมทั งมีQR Codeผ่ำน line OA เป็นช่องทำงในกำรชักถำมข้อมูลก่อนกำรผ่ำตัด และ ในวันที่มำรับกำรผ่ำตัด ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่ำงตอบ แบบสอบถำมเพื่อประเมินควำมรู้หลังกำรพยำบำลตำมมำตรฐำน พร้อมกำรใช้แผ่นพับ กลุ่มทดลองด ำเนินกำรเหมือนกลุ่มควบคุมทุกขั นตอน ต่ำงกันที่กลุ่มทดลองจะได้รับกำรติดตั งโมบำย “ Application ODS”ซึ่งในแอปพลิเคชันจะประกอบด้วย 3 ส่วน 1) e - book 2) คลิปวิดีโอซึ่งลิงค์ผ่ำน you tube และ3) แอปถำมตอบบน mobile application เมื่อผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบ ODS ที่มีเนื อหำเหมือนในแผ่นพับทุก ประกำร และผู้วิจัยสร้ำงสัมพันธภำพกับกลุ่มตัวอย่ำง กล่ำวทักทำย เปิดโอกำสให้กลุ่มตัวอย่ำงได้พูดถึงสิ่งที่คำดหวังจำก กำรเข้ำร่วมกำรศึกษำนี ให้ค ำแนะน ำบนโทรศัพท์สมำร์ทโฟนของกลุ่มตัวอย่ำง สอนสำธิตวิธีกำรใช้แอปพลิเคชันในแต่ ละเมนู และในวันที่มำรับกำรผ่ำตัด ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่ำงตอบแบบสอบถำมเพื่อประเมินควำมรู้หลังกำรพยำบำลตำม มำตรฐำน


34 การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ข้อมูลส่วนบุคคลน ำมำวิเครำะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนำ ได้แก่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน มำตรฐำน 2. กำรปรับอิทธิพลตัวแปรใช้สถิติ multivariate logistic regression 3. เปรียบเทียบควำมรู้ก่อน และหลังในกลุ่มที่ใช้ mobile application ODS และกลุ่มควบคุมด้วย สถิติ paired t-test 4. เปรียบเทียบกำรงด/เลื่อนกำรผ่ำตัด และกำร admit ในกลุ่มที่ใช้ mobile application ODS และ กลุ่มควบคุมด้วยสถิติ independent t-test ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่ำงเป็นผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัด ODS ทุกประเภทที่มำผ่ำนคลินิก pre admit ของแผนกวิสัญญี โรงพยำบำลล ำปำง ซึ่งกลุ่มทดลองได้รับกำรพยำบำลตำมมำตรฐำน ร่วมกับกำรติดตั ง mobile application ODS จ ำนวน 31 รำย กลุ่มควบคุมมีอำยุเฉลี่ย 31 ปี (48.93±13.25) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ เพศหญิงร้อยละ 58 มีอำชีพรับ รำชกำรและรัฐวิสำหกิจร้อยละ 29.3 กำรศึกษำระดับปริญญำตรีร้อยละ 58.06 พบโรคอุจจำระผิดปกติมำกถึงร้อย ละ 32 ท ำกำรผ่ำตัด colonoscope มำกที่สุดร้อยละ 32 กลุ่มทดลองมีอำยุเฉลี่ย 33 ปี (48±12.59) ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ เพศหญิงร้อยละ 52 มีอำชีพรับ รำชกำรและรัฐวิสำหกิจร้อยละ 29.3 กำรศึกษำระดับอนุปริญญำร้อยละ 51.61พบโรคเนื องอกมำกถึงร้อยละ 39 ท ำ กำรผ่ำตัด hysteroscope มำกที่สุดร้อยละ 39 เมื่อท ำกำรทดสอบควำมแตกต่ำงระหว่ำงบุคคลของกลุ่มทดลองและ กลุ่มควบคุมโดยใช้สถิติ multivariate logistic regression พบว่ำทั งสองกลุ่มไม่มีแตกต่ำงกัน ดังนั นข้อมูลส่วนบุคคล ของทั งสองกลุ่มจึงไม่ส่งผลต่อกำรศึกษำ ครั งนี ดังตำรำงที่ 1 และ 2 จำกผลกำรศึกษำ พบว่ำเมื่อเปรียบเทียบควำมรู้ก่อนใช้ mobile application ODS และกำรพำบำลตำมำตรฐำน ของทั งสองกลุ่มไม่แตกต่ำงกัน แต่ควำมรู้หลังกำรใช้ mobile application ODS 17.83±0.73สูงกว่ำกลุ่มที่กำร พยำบำลตำมมำตรฐำน 12.55±0.77 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ ( p < 0.001 ) ซึ่งแสดงว่ำกลุ่มทดลองมีกำรปฏิบัติ ก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก และกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับระดับมำก และกลุ่มควบคุมมีกำร ปฏิบัติก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก และกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับระดับปำนกลำงดังตำรำงที่ 3 จำกผลกำรศึกษำยังพบว่ำเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ใช้ mobile application ODSและกำรพำบำลตำม มำตรฐำน ในกลุ่มทดลองไม่เกิดอุบัติกำรณ์ไม่พึ่งประสงค์ และกำรนอนโรงพยำบำลหลังกำรผ่ำตัดอย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติ ( p = 0.015 และ p =0.019 )ตำมล ำดับ ดังตำรำงที่ 4


35


36 การอภิปรายผลการวิจัย


37 จำกผลกำรศึกษำ พบว่ำเมื่อเปรียบเทียบควำมรู้ ของผู้ป่วยในกำรปฏิบัติตัวเมื่อให้ยำระงับควำมรู้สึกในผู้ป่วยที่มำ รับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับก่อนและหลังกำรใช้ โมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) มีกำรปฏิบัติก่อนกำรให้ยำ ระงับควำมรู้สึก และกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับระดับมำก 17.83 (0.732)และสำมำรถลดอุ บัติ กำรณ์ ไม่พึ่งประสงค์ และกำรนอนโรงพยำบำลได้หลังท ำกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ( p = 0.015,p = 0.019 ตำมล ำดับ ) ซึ่งเป็นไปตำมวัตถุประสงค์ ทั งนี สำมำรถใช้กำรให้ควำมรู้กำรปฏิบัติก่อนกำรให้ยำ ระงับควำมรู้สึก และกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวผ่ำน กำรใช้โมบำยแอปพลิชัน (Application ODS) สอดคล้องกับกำรศึกษำของ ตุง และคณะ (Tung, Dexter,Jakubczyk & Glick,2010) พบว่ำว่ำประมำณ 25% ของ กำรยกเลิกกำรผ่ำตัด เกิดจำกกำรปฏิบัติตำมค ำแนะน ำเหล่ำนี ไม่ดี ดังนั นกำรแนะน ำเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้แอปสุข ภำพกำรให้ข้อมูลก่อนกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก โดยกำรใช้สื่อมัลติมีเดียด้วยภำพแอนิเมชันร่วมกับ QR Code อำจช่วย ให้ผู้ป่วยปฏิบัติตำมค ำแนะน ำก่อนกำรผ่ำตัด เพื่อเพิ่มควำมรู้ ควำมพึงพอใจ และลดควำมวิตกกังวลอำจส่งผลให้ลด อัตรำกำรยกเลิกกำรผ่ำตัดได้ ดังนั นกำรแนะน ำด้วยเครื่องมือนวัตกรรมที่ใช้ Application ODS อำจช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติ ตำมค ำแนะน ำก่อนกำรผ่ำตัด ส่งผลให้ลดอัตรำกำรงดหรือเลื่อนกำรผ่ำตัดได้ และกำร admit แวน และคณะ (van,2022) ศึกษำเรื่อง Evaluation of electronic screening in the preoperative process พบว่ำผู้ป่วยส่วน ใหญ่ (78%) รู้สึกเชิงบวกเกี่ยวกับกำรตรวจคัดกรองทำงอิเล็กทรอนิกส์แทนที่กำรประเมินก่อนกำรผ่ำตัดตำมปกติ และ กำรศึกษำของทัชมำศ และคณะ (Thailek,et al.,2021) ได้ท ำกำรศึกษำเรื่อง ผลของโมบำยแอปพลิเคชันกำร เสริมสร้ำงสมรรถนะกำรดูแลสุขภำพช่องปำกต่อพฤติกรรมกำรป้องกันและกำรเกิดภำวะเยื่อบุช่องปำกอักเสบในผู้ป่วย เด็กวัยเรียนโรคมะเร็งที่ได้รับยำเคมีบ ำบัด ผลกำรวิจัย พบว่ำกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมกำรป้องกันกำรเกิด ภำวะเยื่อบุช่องปำกอักเสบหลังกำรทดลองสูงกว่ำก่อนได้รับโมบำยแอปพลิเคชันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p < .001) กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมกำรป้องกันกำรเกิดภำวะเยื่อบุช่องปำกอักเสบหลังกำรทดลองสูงกว่ำกลุ่มควบคุม อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p < .001) และกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยอันดับกำรเกิดภำวะเยื่อบุช่องปำกอักเสบน้อยกว่ำ กลุ่มควบคุมในวันที่ 7,14 และ21อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p < .001)สรุปผลกำรศึกษำ ได้ว่ำกำรปฏิบัติก่อนกำรให้ ยำระงับควำมรู้สึก และกำรอยู่ห้องพักฟื้นในกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับ เนื่องจำกเพิ่ มประสิทธิภำพในกำรให้บริกำร และควำมปลอดภัย ลดควำมแออัด และกำรนอนโรงพยำบำลของผู้ป่วยที่มำรับกำรผ่ำตัดแบบวันเดียวกลับได้ ผ่ำนโม บำย “Application ODS” อย่ำงต่อเนื่องส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดควำมรู้ มำกกว่ำกลุ่มควบคุมอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ ( p = <0.001) ลดอำกำรไม่พึ่งประสงค์และกำรนอนโรงพยำบำล และควำมคิดเชิงบวกเกี่ยวกับกำรปฏิบัติตัวผ่ำนผ่ำนโมบำย “Application ODS”ได้อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ( ( p = 0.015 ,p = 0.019 ตำมล ำดับ ) ข้อเสนอแนะในการน าผลงานวิจัยไปใช้ 1) ควรน ำโปรแกรม Mobile application ODS ไปใช้กับผู้ป่วย ODS ร่วมกับกำรให้ยำระงับรู้สึกทุกประเภท 2) ควรเผยแพร่โปรแกรม Mobile application ODS ให้ผู้ป่วย ญำติ และบุคคลทั่วไปได้ดูเพื่อให้ทุกคนที่สนใจ เกี่ยวกับกำรปฏิบัติตัวขณะท ำผ่ำตัด ODS ร่วมกับกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ 1) ควรมีกำรพัฒนำโปรแกรม Mobile application โดยมีกำรออกแบบคุณสมบัติที่เสริมแรงจูงใจเช่น กำรเพิ่ม เสียงในกำรแจ้งเตือน กำรรับประทำนยำ และกำรแจ้งเตือนวันผ่ำตัด 2) สำมำรถเพิ่ม โปรแกรม Mobile application ในกำรผ่ำตัดชนิดอื่นที่ต้องรับกำรให้ยำระงับควำมรู้สึก


38 การประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในการปรับปรุงกระบวนการรับผู้ป่วยใหม่ งานห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยาบาลล าพูน Applying Lean Thinking to Improve Patient Admission Process, Intensive Care Unit 2, Lamphun Hospital ธนน ใจสินธุ์ พิพัฒ เกาะแก้ว เยาวเรศ ไชยอุปละ และศรีวรรณ เรืองวัฒนา งานห้องผู้ป่วยหนัก2 กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลล าพูน บทคัดย่อ ควำมล่ำช้ำที่เกิดจำกกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ มีผลต่อคุณภำพกำรบริกำรผู้ป่วยในระยะวิกฤติ และเกิด ทัศนคติที่ไม่ดีต่อกำรรับบริกำรของโรงพยำบำลได้กำรวิจัยเชิงพัฒนำครั งนี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนำกระบวนกำรรับ ผู้ป่วยใหม่ กลุ่มงำนห้องผู้ป่วยหนัก โรงพยำบำลล ำพูน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีนของวอแม็กและโจนส์(2003) ประชำกรที่ศึกษำประกอบด้วยพยำบำลวิชำชีพ 16 คน และพนักงำนช่วยเหลือคนไข้ 4 คน และจ ำนวนของกิจกรรม กำรรับใหม่ระหว่ำงเดือนกุมภำพันธ์ถึงเดือนพฤษภำคม 2566 เครื่องมือที่ใช้ในกำรรวบรวมข้อมูลประกอบด้วย 1. แผนผังกระบวนกำรกำรรับผู้ป่วยใหม่และค ำอธิบำย 2.แบบบันทึกปริมำณเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ 3. แบบประเมินควำมเป็นไปได้ในกำรใช้งำนของแผนผังกระบวนกำรกำรรับผู้ป่วยใหม่ และ 4.นำฬิกำที่ใช้ส ำหรับบันทึก เวลำ ได้ทดสอบควำมตรงเชิงเนื อหำจำกผู้ทรงคุณวุฒิจ ำนวน 2 ท่ำน ควำมเที่ยงของกำรสังเกตเท่ำกับ 0.86 วิเครำะห์ ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนำ ผลกำรศึกษำพบว่ำ กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับกำรปรับปรุงโดยแนวคิดลีนมี ลักษณะ 7 กิจกรรมหลัก และจ ำนวน 19 กิจกรรมย่อย ซึ่งลดลงจำกก่อนปรับปรุงที่มีจ ำนวน 21 กิจกรรมย่อย ระยะเวลำที่ใช้ในกิจกรรมรับใหม่ภำยหลังกำรปรับปรุงลดลงจำกก่อนปรับปรุง 33.84 นำที ควำมเป็นไปได้ในกำรใช้ งำนระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 93.8 ปัญหำและข้อเสนอแนะได้แก่ 1.บุคคลำกรคุ้นชินกับกำรปฏิบัติกิจกรรมใน กำรรับใหม่แบบเดิม 2.มีบำงเหตุกำรณ์ที่ไม่สำมำรถคำดกำรณ์ได้ส่งผลต่อระยะเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรรับใหม่ 3.กำรจัดสรรอัตรำก ำลังเจ้ำหน้ำที่ไม่สอดคล้องกับภำระงำน ผลกำรศึกษำครั งนี แสดงให้เห็นว่ำกำรปรับปรุง กระบวนกำรท ำงำนด้วยแนวคิดลีน สำมำรถลดขึ นตอนและระยะเวลำในกำรปฏิบัติงำน ดังนั นผู้บริหำรสำมำรถน ำผล กำรศึกษำที่ได้ใช้เป็นแนวทำงในกำรประปรุงกระบวนกำรท ำงำนอื่นๆในหน่วยงำนต่อไป ความส าคัญของปัญหาการวิจัย ผู้ป่วยวิกฤติที่เข้ำรับกำรรักษำในห้องผู้ป่วยหนัก ส่วนใหญ่ร้อยละ 80 มีควำมเจ็บป่วยที่คุกคำมต่อชีวิตที่รุนแรง เนื่องจำกมีกำรเปลี่ยนแปลงทำงพยำธิสรีระวิทยำอย่ำงรวดเร็ว ท ำให้อำกำรของผู้ป่วยทรุดลงอย่ำงกะทันหัน ส่งผลให้ ผู้ป่วยวิกฤติจ ำเป็นต้องได้รับกำรรักษำด้วยยำรวมถึงอุปกรณ์ทำงกำรแพทย์ที่ซับซ้อน เช่น ใช้ยำที่มีควำมเสี่ยงสูง ใส่ท่อ ช่วยหำยใจและใช้เครื่องช่วยหำยใจ ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ ใส่อุปกรณ์สำยสวนทำงหลอดเลือดด ำและแดง เป็นต้น พยำบำลวิชำชีพที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤติเป็นผู้มีบทบำทส ำคัญในกำรดูแลผู้ป่วยอย่ำงใกล้ชิดและจ ำเป็นต้องมีควำมเชี่ยวชำญ ในกำรดูแลผู้ป่วยระยะวิกฤติอย่ำงมีประสิทธิภำพ (วิรำวรรณ เมืองอินทร์และคณะ, 2564) นอกจำกคุณลักษณะของ พยำบำลผู้ดูแลผู้ป่วยวิกฤติแล้ว ขั นตอนกำรท ำงำนของพยำบำลที่ดูแลผู้ป่วยวิกฤติในทุกกระบวนกำรก็มีควำมส ำคัญ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ กำรรอคอยเพื่อรับผู้ป่วยใหม่ที่ใช้ระยะเวลำนำนอำจส่งผลท ำให้อำกำรของ ผู้ป่วยแย่ลง ผู้ป่วยและญำติอำจเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อกำรรับบริกำรของโรงพยำบำลได้ (เพชรชณี วงค์มำก และสมชำติ โตรักษำ, 2562) ดังนั นกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ที่รวดเร็ว ทันท่วงที และมีมำตรฐำนส ำหรับผู้ป่วยวิกฤติที่ต้องเข้ำ รักษำในห้องผู้ป่วยหนักจึงมีควำมส ำคัญอย่ำงยิ่ง จะส่งผลให้ผู้ป่วยปลอดภัยพ้นจำกภำวะวิกฤติ ลดภำวะแทรกซ้อนที่ อำจจะเกิดขึ น และเพิ่มควำมพึงพอใจต่อกำรรับบริกำรของผู้ป่วยและญำติ


39 งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยำบำลล ำพูน เปิดให้บริกำรดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภำวะวิกฤติทำงอำยุรกรรม จ ำนวน 12 เตียง จำกกำรรำยงำนสถิติปีงบประมำณ 2563 ถึงปีงบประมำณ2565 มีผู้ป่วยใหม่เข้ำรับกำรรักษำจ ำนวน 939, 873 และ 635 รำยตำมล ำดับ ซึ่งจำกกำรเก็บรวบรวมข้อมูลกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่และน ำข้อมูลมำวิเครำะห์ สถำนกำรณ์พบว่ำกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ของงำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลักและ 21 กิจกรรม ย่อย มีระยะเวลำเฉลี่ยตั งแต่แผนกห้องฉุกเฉินหรือวอร์ดสำมัญประสำนงำนจนถึงผู้ป่วยพร้อมให้แพทย์ตรวจประเมิน ดูแลรักษำผู้ป่วยใหม่ มีระยะเวลำเฉลี่ย 122.89 นำที (สถิติงำนห้องผู้ป่วยหนัก2 กลุ่มงำนกำรพยำบำลผู้ป่วยหนัก, 2565) นอกจำกนี จำกกำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์ยังพบว่ำมีหลำยกระบวนกำรท ำงำนที่มีควำมซ ำซ้อนของบุคลำกร ขำด กำรเตรียมอุปกรณ์ที่จ ำเป็นส ำหรับกำรรับผู้ป่วยใหม่ และขำดกำรเตรียมควำมพร้อมของเครื่องช่วยหำยใจ ซึ่งส่งผลให้ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้รับกำรรำยงำนควำมเสี่ยง (incident report) จำกหน่วยงำนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และท ำให้ผู้ป่วย วิกฤติได้รับกำรดูแลรักษำที่ล่ำช้ำ จำกเหตุผลดังกล่ำวข้ำงต้น ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษำกำรพัฒนำกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ในงำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยำบำลล ำพูน ที่น ำแนวคิดลีน (LEAN) มำประยุกต์ใช้ในกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ โดยมุ่งเน้นลดขั นตอนที่สูญ เปล่ำ (waste) สร้ำงขั นตอนกำรท ำงำนที่มีคุณค่ำ (value) ท ำให้เกิดกำรไหลของกำรท ำงำนที่สะดวกและรวดเร็ว ภำยใต้กำรร่วมออกแบบแนวทำงกระบวนกำรท ำงำนของบุคคลำกรในหน่วยงำน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะน ำไปสู่กำรพัฒนำ ระบบกำรดูแลผู้ป่วยที่มีมำตรฐำน รวดเร็ว ทันท่วงที บุคลำกรมีแนวทำงกำรปฏิบัติที่มีทิศทำงเดียวกันอย่ำงเป็นรูปธรรม ท ำให้เกิดคุณภำพและควำมปลอดภัยในกำรท ำงำน นอกจำกนี บุคลำกรทุกคนในหน่วยงำนมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำระบบ กำรดูแลผู้ป่วย มีกำรท ำงำนร่วมกันเป็นทีม จนเกิดควำมประทับใจทั งผู้ให้บริกำรและผู้รับบริกำร วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อปรับปรุงกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ในงำนห้องผู้ป่วยหนัก2 โรงพยำบำลล ำพูน โดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน วิธีด าเนินการศึกษา กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรวิจัยเชิงพัฒนำ (Development study) กลุ่มตัวอย่ำงคือ บุคลำกรที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่จ ำนวน 20 คน (ไม่รวมผู้วิจัย) จ ำนวนกิจกรรมกำรรับใหม่ในห้องผู้ป่วยหนัก2 เกณฑ์กำร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง คือ เลือกกิจกรรมกำรรับผู้ป่วยประเภทผู้ป่วยวิกฤติอำยุรกรรมทุกรำยทั งกำรรับใหม่จำกห้อง ฉุกเฉินและรับย้ำยจำกหอผู้ป่วยสำมัญ ก ำหนดขนำดตัวอย่ำงจำกประชำกร จำกกำรเปิดตำรำงส ำเร็จรูปได้ขนำดกลุ่ม ตัวอย่ำง 52 รำย (Krejcie&Morgan, 1970) วิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนำ ด้วยกำรแจกแจงควำมถี่ (frequency) ร้อยละ(percentage) ค่ำเฉลี่ย (mean)


40 ผลการศึกษา 1.ข้อมูลลักษณะของกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ของงำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ก่อนกำรปรับปรุง ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก และ 21 กิจกรรมย่อย จำกกำรประชุมและระดมควำมคิดวิเครำะห์คุณค่ำของกิจกรรมพบว่ำมีกิจกรรมย่อย 2 กิจกรรมที่ไม่มี คุณค่ำ (Non Value Added) คือ กิจกรรมย่อย 5.3 ผู้ช่วยเหลือคนไข้เตรียม NG tube และกิจกรรมย่อย 5.4 ผู้ช่วย เหลือคนไข้เตรียมขวดเก็บเสมหะ เนื่องจำกเป็นควำมสูญเปล่ำจำกกำรท ำงำนที่ซ ำซ้อน สิ นเปลืองทรัพยำกรบุคคล (Over processing and Movement) ทำงผู้วิจัยและเจ้ำหน้ำที่งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 จึงได้ร่วมกันหำแนวทำงแก้ไข ปัญหำดังกล่ำวโดยใช้เทคนิค ECRS คือ กำรรวมกัน (Combine) ของกิจกรรมย่อยทั ง 2 ขั นตอน ยุบรวมกันเข้ำกับ กิจกรรมย่อยที่ 2.3 คือ ผู้ช่วยเหลือคนไข้เตรียมอุปกรณ์ส ำหรับใช้ในกำรรับผู้ป่วยใหม่ โดยทำงทำงผู้วิจัยและเจ้ำหน้ำที่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้ค้นหำแนวทำงที่จะใช้แก้ไขปัญหำที่เกิดขึ นโดยใช้เทคนิคกำรท ำให้ง่ำยขึ น (Simplify) จึงคิดค้น นวัตกรรมกล่อง ICU Admission Kits ซึ่งเป็นกล่องส ำหรับรวบรวมอุปกรณ์ที่จ ำเป็นส ำหรับใช้ในผู้ป่วยรับใหม่ นอกจำกนี ทำงผู้วิจัยและเจ้ำหน้ำที่งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ได้วำงแผนและร่วมกันก ำหนดแผนผังกระบวนกำรรับผู้ป่วย ใหม่ ฉบับปรับปรุงขึ น ท ำให้ภำยหลังกำรปรับปรุงกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก และเหลือเพียง 19 กิจกรรมย่อย และมี 1 นวัตกรรม นอกจำกนี จำกกำรประชุมและระดมควำมคิด วิเครำะห์คุณค่ำของกิจกรรมท ำให้เกิดข้อตกลงใหม่ในหน่วยงำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 คือ หลังจำกที่มีกำรถอดท่อช่วย หำยใจในผู้ป่วยทุกรำย ถ้ำหำกผู้ป่วยมีอำกำรคงที่ สัญญำนชีพปกติ และไม่มีอำกำรเหนื่อย ระยะเวลำ 2 ชั่วโมงขึ นไป ให้เปลี่ยนสำยเครื่องช่วยหำยใจและเตรียมเครื่องช่วยหำยใจใหม่เพื่อเตรียมควำมพร้อมส ำหรับกำรรับผู้ป่วยใหม่ 2.ข้อมูลเปรียบเทียบระยะเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ก่อนและหลังกำรปรับปรุง ระยะเวลำที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมหลักของกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ก่อนกำรปรับปรุง ใช้เวลำเฉลี่ย 122.89 นำที และระยะเวลำที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมหลักของกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ภำยหลังกำรปรับปรุงโดยประยุกต์แนวคิด ลีน ใช้เวลำเฉลี่ย 89.05 นำที ซึ่งลดลงจำกเดิม 33.84 นำที 3.ข้อมูลคะแนนควำมเป็นไปได้ในกำรใช้งำนจริง ควำมพึงพอใจ ปัญหำและอุปสรรค จำกกำรประเมินผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 พบว่ำ แผนผัง กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ฉบับปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน มีควำมสะดวก ระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 92 มี ควำมรวดเร็ว ระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 95 มีควำมง่ำยต่อกำรใช้งำน ระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 94 สำมำรถ แก้ปัญหำควำมล่ำช้ำในกำรรับผู้ป่วยใหม่ได้จริง ระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 90 ควำมพึงพอใจต่อกำรใช้แผนผัง กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ฉบับปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีนในภำพรวม ระดับมำกที่สุด คิดเป็นร้อยละ 98 ปัญหำและข้อเสนอแนะในกำรปรับปรุงกระบวนกำรรับใหม่ โดยกำรประยุกต์ใช้แนวคิดลีน ในงำนห้อง ผู้ป่วยหนัก 2 1.บุคคลำกรคุ้นชินกับกำรปฏิบัติกิจกรรมในกำรรับใหม่แบบเดิม อำจต้องให้เวลำในกำรเรียนรู้แผนผังกิจกรรม กำรรับผู้ป่วยใหม่ (ฉบับปรับปรุง) 2.มีบำงกิจกรรมที่ไม่สำมำรถควบคุมเวลำได้เนื่องจำกมีเหตุกำรณ์ที่ไม่สำมำรถคำดกำรณ์ได้ เช่น แพทย์มี ภำรกิจที่เร่งด่วนไม่สำมำรถมำประเมินผู้ป่วยได้ทันทีท ำให้ระยะเวลำที่ใช้นำนขึ น เจ้ำหน้ำที่เปลในกำรเคลื่อนย้ำยผู้ป่วย


41 แผนกต้นทำงมำยังห้องผู้ป่วยหนัก2 มีภำระงำนมำกท ำให้ระยะเวลำที่มำถึงหอผู้ป่วยนำนขึ น เครื่อง Fax ยังห้องยำ ช ำรุด เจ้ำหน้ำที่ศูนย์บริกำรมีภำระงำนที่มำกท ำให้น ำยำมำให้ช้ำลง เป็นต้น 3.เนื่องจำกอัตรำก ำลังพยำบำลวิชำชีพต่อผู้ป่วยในแต่ละเวรไม่เท่ำกัน เช่น เวรเช้ำ-บ่ำย 1:2 เวรบ่ำยดึก 1:2.4 บำงครั งภำระงำนมำกในเวรดึก ท ำให้เจ้ำหน้ำที่ท ำงำนไม่ทัน ระยะเวลำที่ใช้ในกำรรับใหม่จึงนำนขึ นดังนั นควรมีกำรจัด อัตรำก ำลังให้สอดคล้องกับภำระงำน 4.ข้อมูลอุบัติกำรณ์เหตุกำรณ์ไม่พึงประสงค์จำกกำรรับใหม่ ภำยหลังกำรปรับปรุงโดยประยุกต์ใช้แนวคิดลีน ไม่พบกำรรำยงำนอุบัติกำรณ์เหตุกำรณ์ไม่พึงประสงค์จำกกำรรับใหม่ทั งจำกภำยในหน่วยงำนและนอก หน่วยงำน คิดเป็นร้อยละ 0 การอภิปรายผลการวิจัย กระบวนกำรรับใหม่ งำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 โรงพยำบำลล ำพูน ประกอบด้วย 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) กำรรับ ค ำสั่งรับผู้ป่วยใหม่ 2) กำรเตรียมเตียง เครื่องช่วยหำยใจ และอุปกรณ์ต่ำงๆ 3) กำรรับเวร 4) กำรเตรียมชำร์ทรับใหม่ 5) กำรรับผู้ป่วยลงเตียง 6) กำรปฐมนิเทศผู้ป่วยรับใหม่ และ 7) กำรจัดกำรค ำสั่งกำรรักษำของแพทย์จำกหอผู้ป่วย ต้นทำง (Admission order) ภำยใน 7 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย 21 กิจกรรมย่อย ภำยหลังกำรปรับปรุง กระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ เหลือเพียง 19 กิจกรรมย่อย และเกิด 1 นวัตกรรมขึ น เนื่องจำกแนวคิดลีนช่วยให้สำมำรถ ค้นหำควำมสูญเปล่ำในกำรปรับปรุงกระบวนท ำงำน ในขั นตอนของกำรก ำหนดคุณค่ำ โดยมีกำรประชุมทีมเพื่อวิเครำะห์ ประเด็นปัญหำ ช่วยกันจัดท ำตำรำงกิจกรรมกำรรับผู้ป่วยใหม่ และร่วมวิเครำะห์คุณค่ำของกิจกรรม โดยบุคลำกรที่ เกี่ยวข้องจะได้เสนอควำมคิดเห็นของตนเอง รวมถึงรับฟังควำมคิดเห็นของผู้อื่น ท ำให้มองเห็นภำพรวมของกิจกรรมที่ได้ ท ำทั งหมด ในขั นตอนของกำรวำงแผนด ำเนินกำรตำมควำมต้องกำรของผู้รับบริกำร หลังจำกระบุคุณค่ำของกิจกรรม กำรท ำงำน ทีมเจ้ำหน้ำที่ร่วมกันค้นหำแนวทำงเพื่อก ำจัด ลด หรือปรับเปลี่ยนควำมสูญเปล่ำที่เกิดขึ น ซึ่งช่วยกันคิดค้น หำเครื่องมือ วิธีกำรมำช่วยแก้ปัญหำจนไม่มีกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่ำ โดยกิจกรรมที่ได้ปรับลดคือกิจกรรมกำร เตรียมอุปกรณ์ของผู้ช่วยเหลือคนไข้ที่มีควำมซ ำซ้อนมำกเกินไป ท ำให้เสียเวลำและเสียทรัพยำกรบุคคล จนเกิดเป็น นวัตกรรม ICU Admission Kits และสำมำรถลดขั นตอนกิจกรรมย่อยได้ถึง 2 ขั นตอน ซึ่งเป็นไปในท ำนองเดียวกับ งำนวิจัยของ ลัดดำ ผลรุ่ง, ฐิติณัฏฐ์ อัคคะเดชอนันต์ และอรอนงค์ วิชัยค ำ (2563) ที่ได้ศึกษำกำรประยุกต์แนวคิดลีน ในกำรปรับปรุงกระบวนกำรจ ำหน่ำยผู้ป่วยในหอผู้ป่วยอำยุรกรรม โรงพยำบำลพุทธชินรำช จังหวัดพิษณุโลก ซึ่ง สำมำรถลดขั นตอนของกิจกรรมย่อยจำก 20 เหลือเพียง 15 ขั นตอน ท ำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับบริกำร กำรท ำงำน ของเจ้ำหน้ำที่ในหน่วยงำนสะดวกรวดเร็วมำกขึ น ส ำหรับระยะเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ก่อนกำรปรับปรุง ใช้เวลำเฉลี่ย 122.89 นำที ภำยหลังกำร ปรับปรุงระยะเวลำเฉลี่ยเหลือเพียง 89.05 นำที ซึ่งลดลงถึง 33.84 นำที เนื่องจำกควำมสูญเปล่ำเป็นสิ่งที่ท ำให้ กระบวนกำรท ำงำนยำวนำนขึ น กำรน ำแนวคิดลีนมำใช้ก ำจัดควำมสูญเปล่ำสำมำรถปรับปรุงขั นตอนกำรท ำงำนและลด ระยะเวลำในกำรท ำงำนให้รวดเร็วขึ น ในกำรแนวคิดลีนลงสู่กำรปฏิบัติเพื่อวิเครำะห์และจัดกำรแผนผังกระบวนกำรรับ ผู้ป่วยใหม่ก่อนกำรปรับปรุง ได้น ำเอำเทคนิค ECRS ซึ่งประกอบด้วย กำรก ำจัด (Eliminate)กำรรวมกัน (Combine) กำรจัดใหม่ (Rearrange) และ กำรท ำให้ง่ำยขึ น (Simplify) จำกกำรวิเครำะห์พบว่ำกำรรวมกันของขั นตอน 2 ขั นตอน ย่อยในกระบวนกำรรับใหม่ กำรท ำให้ง่ำยขึ นโดยใช้นวัตกรรม ICU Admission Kits สำมำรถก ำจัดควำมสูญเปล่ำที่ เกิดขึ นได้ ท ำให้ระยะเวลำที่ใช้ในกำรบวนกำรรับผู้ป่วยใหม่ลดลง สอดคล้องกับงำนวิจัยของ พุทธสิริ เชื อสกุล, ฐิติณัฏฐ์


42 อัคคะเดชอนันต์ และอรอนงค์ วิชัยค ำ (2563) ที่ได้ใช้แนวคิดลีนในกำรปรับปรุงกระบวนกำรจ ำหน่ำยส ำหรับผู้ป่วย ทำรกแรกเกิด หอผู้ป่วยกุมำรเวชกรรม สำมำรถลดระยะเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรจ ำหน่ำยผู้ป่วยได้ 91.55 นำที สรุปและข้อเสนอแนะ กำรปรับปรุงกระบวนกำรท ำงำนด้วยแนวคิดลีน สำมำรถลดขึ นตอนและระยะเวลำในกำรปฏิบัติงำน ดังนั น สำมำรถน ำผลกำรศึกษำที่ได้ใช้เป็นแนวทำงในกำรประปรุงกระบวนกำรท ำงำนอื่นๆ เช่น กำรจ ำหน่ำยผู้ป่วยถึงแก่กรรม หรือไม่สมัครอยู่รับกำรรักษำในงำนห้องผู้ป่วยหนัก 2 เพื่อให้เกิดประสิทธิภำพในกำรท ำงำนและเพิ่มควำมพึงพอใจต่อ ผู้รับบริกำรมำกยิ่งขึ น นอกจำกนี ควรมีกำรน ำข้อมูลปัญหำและข้อเสนอแนะของเจ้ำหน้ำที่ในหน่วยงำนเกี่ยวกับ อัตรำก ำลังในแต่ละเวรที่ไม่เท่ำกัน ซึ่งมีผลต่อระยะเวลำที่ใช้ในกระบวนกำรรับใหม่เสนอต่อผู้บริหำร เพื่อมีกำรให้มีกำร จัดอัตรำก ำลังให้สอดคล้องกับภำระงำน


43 การพัฒนารูปแบบการป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง อ าเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ธมภร โพธิรุด ผู้ปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง สาขาผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จิรพันธ์ อินทรศักดิ์ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ โรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน บทคัดย่อ กำรวิจัยและพัฒนำนี มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนำรูปแบบและศึกษำผลลัพธ์ของกำรใช้รูปแบบกำรป้องกันและกำร ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง กลุ่มตัวอย่ำงได้แก่ ผู้บริหำร 5 คน บุคลำกรทีมสุขภำพ 12 คน ตัวแทนผู้น ำชุมชน และอสม. 23 คน ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง 30 คน ผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน ผู้สูบบุหรี่ 30 คน และเยำวชน 30 คน รวมทั งสิ น 160 คน ด ำเนินกำรวิจัยในช่วงเดือนกันยำยน 2564 ถึง สิงหำคม 2565 แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะศึกษำสถำนกำรณ์ โดยกำรสัมภำษณ์กลุ่มผู้บริหำร และสนทนำกลุ่ม บุคลำกรทีมสุขภำพ ผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และ ตัวแทนผู้น ำชุมชนและอสม. 2) ระยะพัฒนำรูปแบบ และทดลองใช้ และ 3) ประเมินผลลัพธ์กำรใช้รูปแบบที่พัฒนำขึ น เครื่องมือที่ใช้ในกำรรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดควำมรู้เรื่องโรคและกำรปฏิบัติตัวของผู้ป่วย แบบประเมินพฤติกรรม กำรดูแลตนเองของผู้ป่วย แบบประเมินควำมพึงพอใจของผู้ป่วย และแบบบันทึกผลลัพธ์ทำงคลินิก วิเครำะห์ข้อมูลโดย ใช้ กำรวิเครำะห์เนื อหำ สถิติเชิงพรรณนำ และสถิติทดสอบค่ำที(Pair t-test) ผลกำรวิจัยพบว่ำ รูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง ประกอบด้วย ระบบกำรให้บริกำร โรคปอดอุดกั นเรื อรังของอ ำเภอเชียงกลำง ระบบสนับสนุนกำรจัดกำรตนเอง ระบบสนับสนุนกำรตัดสินใจ ระบบ ฐำนข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง กำรสร้ำงนโยบำยสำธำรณะที่เอื อต่อสุขภำพ กำรจัดสิ่งแวดล้อมในชุมชน และ เสริมสร้ำงควำมเข้มแข็งให้กับชุมชน จำกกำรประเมินผลกำรใช้รูปแบบ พบว่ำอัตรำกำรเลิกบุหรี่ส ำเร็จในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ ร้อยละ 46.66 เกิดกิจกรรมป้องกันนักสูบหน้ำใหม่ในเยำวชน ผู้ป่วยมีคะแนนควำมรู้ในกำรปฏิบัติตัวและพฤติกรรม กำรดูแลตนเองเพิ่มขึ น ผลลัพธ์ทำงคลินิกดีขึ น และผู้ป่วยมีควำมพึงพอใจต่อรูปแบบกำรดูแลในภำพรวมอยู่ในระดับมำก ความส าคัญของปัญหาการวิจัย โรคปอดอุดกั นเรื อรังถือเป็นปัญหำส ำคัญของพื นที่ของจังหวัดน่ำน รวมทั งอ ำเภอเชียงกลำง เนื่องจำกเป็นแหล่ง ปลูกยำสูบ มีควำมนิยมในกำรสูบบุหรี่มำก มีกำรเผำขยะในชุมชน มีกำรเผำท ำลำยป่ำจ ำนวนมำก และกำรได้รับควันไฟ จำกฟืนที่ใช้ในกำรประกอบอำหำร โดยพบสถิติผู้ป่วยที่ขึ นทะเบียนกำรรักษำในปี พ.ศ. 2561-2563 จ ำนวน 254, 250 และ 258 คน ตำมล ำดับ ซึ่งมีจ ำนวนผู้ป่วยมำกเป็นอันดับ 3 โรงพยำบำล เป็นโรคที่มีผู้ป่วยมำพักรักษำใน โรงพยำบำลมำกที่สุดและเป็นสำเหตุกำรเสียชีวิตมำกเป็นอันดับหนึ่งในแผนกผู้ป่วยใน ท ำให้เกิดค่ำใช้จ่ำยสูงในกำร รักษำ และยังมีอัตรำกำรก ำเริบเฉียบพลันเท่ำกับ 240, 131.82 และ 133.71 ครั งต่อ 100 ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั น เรื อรัง ตำมล ำดับ ซึ่งสูงกว่ำเกณฑ์เป้ำหมำยของประเทศ นอกจำกนี ยังพบว่ำอัตรำป่วยรำยใหม่ของโรคปอดอุดกั นเรื อรัง เท่ำกับ 55.94, 54.81 และ 66.56 ต่อแสนประชำกร ตำมล ำดับ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมำกขึ น (ศูนย์ข้อมูลสำรสนเทศ โรงพยำบำลเชียงกลำง, 2564) จำกกำรทบทวนกิจกรรมกำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังที่ผ่ำนมำ พบว่ำเป็นกำร ให้บริกำรที่เน้นพัฒนำกำรบริกำรในโรงพยำบำล กำรให้บริกำรผู้ป่วยยังไม่ครอบคลุมองค์รวม โดยเฉพำะในกำรดูแล ต่อเนื่องที่บ้ำนและชุมชน และกำรให้ชุมชนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรดูแลผู้ป่วย ขำดกำรบริกำรเชิง รุกในกำรป้องกันโรคปอดอุดกั นเรื อรังในชุนชน ซึ่งท ำให้ผู้ป่วยไม่สำมำรถดูแลตนเองได้และมีคุณภำพชีวิตลดลง และมี ผู้ป่วยรำยใหม่เพิ่มมำกขึ น จำกกำรทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับกำรพัฒนำรูปแบบบริกำรสุขภำพโรคเรื อรังพบว่ำกำรใช้ต้นแบบกำรดูแล โรคเรื อรังภำคขยำย (Expanded Chronic care model: ECCM, Barr et al ., 2003) ช่วยให้บุคลำกรทีมสุขภำพ สำมำรถดูแลผู้ป่วยโรคเรื อรังได้ครบทุกมิติ สำมำรถเชื่อมโยงทุกภำคส่วนในชุมชน ส่งผลลัพธ์ให้กับผู้ป่วยได้รับกำรดูแลที่ ต่อเนื่องครอบคลุมและเหมำะสมกับบริบท รวมถึงมีกำรสะท้อนผลกำรด ำเนินงำนร่วมกัน เพื่อน ำไปสู่วิธีกำรดูแลที่มี ประสิทธิภำพมำกขึ น ผู้วิจัยจึงมีควำมสนใจน ำแนวคิดกำรจัดกำรโรคเรื อรังภำคขยำยมำใช้เพื่อพัฒนำรูปแบบกำรดูแล


44 ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังโดยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ำมำมีส่วนร่วมในกำรดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง สำมำรถดูแลตนเองได้ มีคุณภำพชีวิตดีขึ น และส่งเสริมกำรเฝ้ำระวังป้องกันโรคปอดอุดกั นเรื อรังในชุมชนให้ครอบคลุม มำกขึ น ซึ่งจะสำมำรถลดภำระโรคเรื อรังได้อย่ำงยั่งยืน วัตถุประสงค์การศึกษา 1) เพื่อพัฒนำรูปแบบกำรป้องกันและกำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง อ ำเภอเชียงกลำง จังหวัดน่ำน และ 2) เพื่อศึกษำผลลัพธ์ของกำรใช้รูปแบบกำรป้องกันและกำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง อ ำเภอเชียงกลำง จังหวัด น่ำน วิธีการศึกษา: รูปแบบการศึกษา: กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรวิจัยและพัฒนำ (Research and Development) การก าหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างและวิธีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง: กลุ่มตัวอย่าง เนื่องจำกกำรวิจัยครั งนี ประกอบไปด้วยผู้เกี่ยวข้องหลำยส่วน จึงแบ่งกลุ่มตัวอย่ำงเป็น กลุ่มเป้ำหมำยหลักและกลุ่มเป้ำหมำยรอง ดังนี 1. กลุ่มเป้ำหมำยหลัก คือ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังที่ขึ นทะเบียนรักษำในโรงพยำบำลเชียงกลำง จังหวัดน่ำน ระหว่ำงเดือนกันยำยน 2564 ถึง สิงหำคม 2565 จ ำนวน 30 คน กำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำงเลือกแบบเจำะจง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง ก ำหนดกลุ่มตัวอย่ำงด้วยวิธีกำรเปิดตำรำง Sample Size Estimate Effect (Grove, Burns, & Gray, 2013) โดยก ำหนดอ ำนำจทดสอบ (Power of test) ที่ .80 ระดับนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ.05 และใช้ขนำดอิทธิพล (Effect Size) ขนำดกลำง=.5 ได้จ ำนวนกลุ่มตัวอย่ำงจ ำนวน 27 คน ผู้วิจัยเพิ่มขนำดกลุ่มตัวอย่ำงขึ นอีกร้อยละ 10 เป็น 30 คนเพื่อป้องกันกำร Drop Out 2. กลุ่มเป้ำหมำยรอง ได้แก่ 1) ผู้ดูแลผู้ป่วย 30 คน 2) ผู้บริหำร 5 คน 3) บุคลำกรทีมสุขภำพ 12 คน 4) ตัวแทนผู้น ำชุมชนและอสม 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1) แบบเก็บรวมรวมในระยะศึกษำสถำนกำรณ์ พัฒนำมำจำกแนวคิดต้นแบบกำรดูแลผู้ป่วยโรคเรื อรัง ภำคขยำย ได้แก่ 1.1) แบบสัมภำษณ์เชิงลึกในกลุ่มผู้บริหำร 1.2) แนวค ำถำมในกำรสนทนำกลุ่มของบุคลำกรทีม สุขภำพ ผู้ป่วย ผู้ดูแลผู้ป่วย และตัวแทนผู้น ำชุมชนและอสม. 2) แบบเก็บรวบรวมข้อมูลในระยะประเมินผล ได้แก่ 2.1) แบบวัดควำมรู้เรื่องโรคและกำรปฏิบัติตัว 2.2) แบบประเมินพฤติกรรมกำรดูแลตนเองส ำหรับผู้ป่วย และ 2.3) แบบประเมินควำมพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบ ผู้วิจัยสร้ำงขึ นเองจำกำรทบทวนวรรณกรรม ผ่ำนกำรตรวจสอบควำมตรงของเนื อหำโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จ ำนวน 3 ท่ำน หำค่ำควำมตรงตำมเนื อหำ (Content Validity Index)= .81, .85 และ .87 จำกนั นน ำมำปรับปรุงแก้ไข น ำไป Try out ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังรพ.เวียงสำ จังหวัดน่ำน จ ำนวน 30 คน ค ำนวณหำควำมเชื่อมัน (Reliability) โดยใช้ สูตร Kudur-Richardson 20 (KR-20)=.91, .93 และ.90 2.4) แบบบันทึกผลลัพธ์ทำงคลินิก ได้แก่ คะแนนควำม รุนแรงของอำกำรหำยใจเหนื่อย ระยะทำงที่เดินได้บนพื นรำบใน 6 นำที คะแนนกระทบจำกโรคปอดอุดกั นเรื อรังต่อ ระดับคุณภำพชีวิต สมรรถภำพปอดเบื องต้น และอัตรำกำรเกิดกำรก ำเริบเฉียบพลัน การด าเนินการวิจัย: ประกอบด้วย 3 ระยะ คือ ศึกษำสถำนกำรณ์ พัฒนำรูปแบบและทดลองใช้ และประเมิน ผลลัพธ์กำรใช้รูปแบบกำรป้องกันและกำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง ระยะที่ 1 ศึกษำสถำนกำรณ์กำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังในโรงพยำบำลและชุมชน แล้วน ำข้อมูลที่เก็บ รวบรวมมำจัดหมวดหมู่ข้อมูล วิเครำะห์และสังเครำะห์ข้อมูลตำมองค์ประกอบกำรดูแลผู้ป่วยโรคเรื อรังภำคขยำย ระยะที่ 2 พัฒนำรูปแบบและทดลองใช้ ประกอบด้วยขั นตอนดังนี 1) ออกแบบกำรพัฒนำต้นแบบกำรดูแล ผู้ป่วยตำมแนวคิดกำรดูแลโรคเรื อรังภำคขยำย 2) น ำต้นแบบให้ผู้ทรงคุณวุฒิจ ำนวน 3 ท่ำน พิจำรณำควำมเหมำะสม


45 และปรับแก้ไขตำมข้อเสนอแนะ 3) ทดลองใช้ต้นแบบเพื่อพิจำรณำควำมเหมำะสมและควำมเป็นไปได้ในทำงปฏิบัติ โดยทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง โดยคัดเลือกแบบเฉพำะเจำะจงจ ำนวน 15 คน ระยะที่ 3 ประเมินผลลัพธ์กำรใช้รูปแบบที่พัฒนำขึ น โดยน ำรูปแบบไปทดลองใช้ ใช้กับกลุ่มตัวอย่ำง คือผู้ป่วย โรคปอดอุดกั นเรื อรัง โดยคัดเลือกแบบเฉพำะเจำะจงจ ำนวน จ ำนวน 30 คน และกำรน ำผลกำรทดลองใช้รูปแบบ มำ ปรับปรุงแก้ไขให้เหมำะสมมำกยิ่งขึ น พร้อมที่จะน ำไปใช้และขยำยผลต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล/สถิติที่ใช้1) วิเครำะห์ข้อมูลเชิงคุณภำพจำกกำรสัมภำษณ์เชิงลึก สนทนำกลุ่ม และกำรประชุมกล ลุ่มใช้กำรวิเคระห์เชิงเนื อหำ 2) วิเครำะห์ข้อมูลเชิงปริมำณของผลลัพธ์ในกำรดูแลผู้ป่วย โดยกำรหำค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนและสถิติทดสอบค่ำที(Pair t-test) ผลการศึกษา ข้อมูล ก่อนใช้รูปแบบ หลังใช้รูปแบบ t p Mean SD Mean SD คะแนนควำมรู้เรื่องโรคและกำรปฏิบัติตัว 67.80 8.42 89.50 5.49 4.741 .000 คะแนนพฤติกรรมกำรดูแลตนเอง 78.76 9.41 108.57 7.87 6.804 .000 คะแนนควำมรุนแรงของอำกำรหำยใจ เหนื่อย 36.12 8.31 20.41 5.12 2.229 .000 ระยะทำงที่เดินได้บนพื นรำบใน 6 นำที 275.43 48.56 354.56 59.45 - 4.786 .003 คะแนนกระทบจำกโรคปอดอุดกั นเรื อรังต่อ ระดับคุณภำพชีวิต (CAT score) 12.94 2.86 6.97 1.97 - 0.028 .000 ค่ำสมรรถภำพปอดเบื องต้น (PEER) 205.80 35.72 279.84 43.84 - 6.872 .000 อัตรำกำรเกิดกำรก ำเริบเฉียบพลัน 20.45 3.41 13.15 2.03 4.606 .031 ระดับควำมพึงพอใจของผู้ป่วยต่อรูปแบบ (ร้อยละ) NA 90.07 8.91 อภิปรายผล:ด้ำนระบบกำรดูแลผู้ป่วยพบว่ำ รูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง โดยประยุกต์ใช้ ECCM ท ำให้เกิดระบบบูรณำกำรป้องกันและจัดกำรโรค โดยเป็นกำรดูแลครอบคลุมองค์รวมอย่ำงต่อเนื่อง ทั งเชิงรุก กำรป้องกัน รักษำและส่งเสริมสุขภำพ โดยเครือข่ำยสุขภำพในชุมชนเข้ำมำมีส่วนร่วม และกำรมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่ำง ผู้ป่วยและทีมสุขภำพ ท ำให้เกิดผลลัพธ์ทำงคลินิกที่ดี สอดคล้องกับ หทัยรัตน์ กันหำชิน (2563) ที่ศึกษำกำร พัฒนำกำรดูแลผู้ป่วยเบำหวำนในโรงพยำบำลส่งเสริมสุขภำพต ำบลแห่งหนึ่ง โดยใช้แนวคิด ECCM พบว่ำระบบบริกำร ดูแลผู้ป่วยเบำหวำนมีคุณภำพมำกขึ น มีกำรสนับสนุนกำรพัฒนำศักยภำพของเจ้ำหน้ำที่ มีฐำนข้อมูลผู้ป่วยที่เป็น ปัจจุบัน ชุมชนให้ควำมส ำคัญและมีส่วนร่วมในกำรดูแลผู้ป่วย ท ำให้ผู้ป่วยมีกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ น ระดับ น ำตำลลดลง ส ำหรับด้ำนผลลัพธ์ด้ำนผู้ป่วยและด้ำนคุณภำพบริกำรพบว่ำ รูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอด อุดกั นเรื อรัง ท ำให้ผู้ป่วยมีควำมรู้และพฤติกรรมกำรดูแลตนเองเพิ่มขึ น ผลลัพธ์ทำงคลินิกดีขึ นในทุกด้ำน ผลกระทบจำก โรคต่อระดับคุณภำพชีวิตผู้ป่วยลดลง โดยเป็นกำรจัดบริกำรแก่ผู้ป่วยที่มีควำมครอบคลุมมำกขึ น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีควำม พึงพอใจต่อรูปแบบกำรดูแลในภำพรวมอยู่ในระดับมำก สอดคล้องกับ ปัทมำ ส ำรำญ (2556) ที่ศึกษำกำรพัฒนำกำร ดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง ในรพ.ชุมพวง โดยใช้กรอบแนวคิด ECCM พบว่ำผู้ป่วยมีกำรรับรู้เกี่ยวกับโรคมำกขึ น มี พฤติกรรมในกำรดูแลตนเองดีขึ น ผู้ป่วยมีสมรรถภำพปอดและมีควำมทนในกำรท ำกิจกรรมมำกขึ น โดยมีกำรท ำงำน ร่วมกันของทีมในกำรดูแลผู้ป่วย ท ำให้ผู้ป่วยได้รับกำรดูแลที่ครอบคลุม และมีกำรติดตำมผู้ป่วยอย่ำงต่อเนื่อง


46 จำกผลกำรวิจัยชี ให้เห็นว่ำรูปแบบกำรป้องกันและดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรังที่พัฒนำขึ นท ำให้เกิดกำรมี ส่วนร่วมของชุมชนในกำรจัดกำรปัญหำด้ำนสุขภำพของชุมชน ส่งผลให้ประชำชนมีสุขภำพที่ดี เกิดควำมเข้มแข็งของ ชุมชนและตระหนักถึงปัญหำด้ำนสุขภำพของชุมชน ส่งผลให้เกิดกำรพัฒนำอย่ำงต่อเนื่อง และท ำให้เกิดกำรดูแล ครอบคลุมองค์รวมอย่ำงต่อเนื่องส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีในทุกด้ำน ข้อเสนอแนะ ควรท ำกำรศึกษำวิจัยโดยใช้ระยะเวลำให้ยำวขึ นซึ่งจะท ำให้เห็นผลสมรรถภำพปอดชัดเจนมำก ขึ น และควรศึกษำผลลัพธ์ด้ำนสุขภำพอื่นๆ ในกำรพัฒนำรูปแบบกำรดูแลผู้ป่วยโรคปอดอุดกั นเรื อรัง เช่น อัตรำป่วยรำย ใหม่ของโรคปอดอุดกั นเรื อรัง วันนอนโรงพยำบำล และคุณภำพชีวิต เป็นต้น


47 ประสิทธิผลการใช้แนวปฏิบัติการวางแผนจ าหน่ายผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับการดึงถ่วงน้ าหนักที่บ้าน โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ นางอ าภา ขันอัศวะ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ หอผู้ป่วยสามัญออร์โธปิกดิกส์ชาย โรงพยาบาลนครพิงค์ ความส าคัญของปัญหาการวิจัย อุบัติกำรณ์ของกำรเกิดกระดูกสะโพกหักพบมำกที่สุดในชำวคอเคเซียน (Caucacians) โดยมีอัตรำส่วนเพศ หญิงต่อเพศชำยประมำณ 3 ต่อ 1 อุบัติกำรณ์ของกระดูกหักจะเพิ่มมำกขึ นตำมอำยุที่มำกขึ น ในช่วงทศวรรษที่ผ่ำนมำ มีกำรประมำณกำรณ์ว่ำในปี พ.ศ. 2593 จะเกิดกระดูกสะโพกหักทั่วโลกประมำณ 6.3 ล้ำนครั ง และมำกกว่ำครึ่งหนึ่ง ของจ ำนวนนี จะเกิดในเอเชีย ในประเทศไทยคำดว่ำจะมีกระดูกสะโพกหักในปี พ.ศ. 2568 และ 2593 เป็นจ ำนวน 34,246 คน และ 56,443 คนตำมล ำดับ และพบว่ำ ผู้ป่วยที่มีปัญหำกระดูกสะโพกหักมีอัตรำกำรเสียชีวิต โดยเฉพำะ อย่ำงยิ่งภำยใน 1 ปีแรกหลังกำรเกิดกระดูกสะโพกหัก เฉลี่ยมำกถึงร้อยละ 18 และสูงกว่ำประชำกรทั่วไปถึง 8 เท่ำ สำเหตุของกำรเกิดกระดูกหัก คือ คุณภำพของกระดูกที่แย่ลง ควำมหนำแน่นของมวลกระดูกลดลง ท ำให้เกิดกำรหักได้ ง่ำยแม้ได้รับแรงกระแทกที่ไม่มำก ร้อยละ 79 เกิดจำกกำรหกล้มในระดับที่ยืนหรือเดิน หญิงที่หมดประจ ำเดือนและ เป็นโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) จึงท ำให้กระดูกหักง่ำย แม้ได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย ท ำให้เกิดควำมทุกข์ ทรมำน ควำมสูญเสียทำงเศรษฐกิจทั งต่อครอบครัวของผู้ป่วยเอง และต่อสังคมโดยรวม กำรรักษำกระดูกสะโพกหักวิธีที่ รักษำที่ดีที่สุด คือ กำรผ่ำตัดและจะต้องผ่ำตัดให้เร็วที่สุดภำยใน 72 ชั่วโมง ถ้ำผู้ป่วยไม่มีข้อห้ำมในกำรผ่ำตัด เพื่อให้ ผู้ป่วยสำมำรถฟื้นฟูสภำพร่ำงกำยกลับมำเคลื่อนไหว และท ำกำยภำพบ ำบัดให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันภำวะแทรกซ้อนจำก กำรนอนนำน เช่น กำรติดเชื อระบบทำงเดินปัสสำวะ ปอดบวม กำรเกิดแผลกดทับ ส่วนผู้สูงอำยุที่ไม่สำมำรถรักษำด้วย กำรผ่ำตัดได้นั นเนื่องจำกมีอุปสรรคด้ำนภำวะสุขภำพ เช่น อำยุมำก มีโรคประจ ำตัวที่เป็นอันตรำยต่อกำรผ่ำตัด เช่น โรคเบำหวำน โรคหัวใจ โรคควำมดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ รวมทั งผู้สูงอำยุและครอบครัวไม่ประสงค์ที่จะรับกำรรักษำ ด้วยกำรผ่ำตัดจะรักษำโดยกำรดึงถ่วงน ำหนัก ปัจจุบันกำรรักษำวิธีไม่ผ่ำตัด ท ำให้เกิดภำวะแทรกซ้อน ท ำให้อัตรำตำยสูงมำกขึ น กำรน ำแนวปฏิบัติมำใช้ใน แผนกออร์โธปิดิกส์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ที่กระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน ได้รับกำรดูแลที่ดี เนื่องจำกแนวปฏิบัติเป็นเครื่องมือส ำคัญที่เป็นตัวเชื่อมระหว่ำงหลักฐำนเชิงประจักษ์กับกำรปฏิบัติ และเป็นผลที่เกิดจำกกำรพัฒนำอย่ำงเป็นระบบ เพื่อช่วยในกำรตัดสินใจของผู้ประกอบวิชำชีพหรือผู้ให้บริกำรเกี่ยวกับ กำรดูแลรักษำสุขภำพที่เหมำะสมส ำหรับภำวะใดภำวะหนึ่ง กำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยเป็นสิ่งจ ำเป็นที่บุคลำกรทีม สุขภำพควรให้ควำมส ำคัญ เพื่อให้ครอบครัวดูแลต่อที่บ้ำนจึงเป็นเรื่องจ ำเป็นต่อผู้ป่วยทั งในเรื่องกำรดูแลต่อเนื่องเมื่อ กลับไปอยู่บ้ำนและด้ำนกำรลดค่ำใช้จ่ำยของโรงพยำบำล ข้อมูลสถิติของโรงพยำบำลนครพิงค์ ในปี 2560-2562 พบว่ำ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่มีอำยุมำกกว่ำ 60 ปี มีจ ำนวน 324, 581 และ 414.รำย ตำมล ำดับ เป็นผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่มีข้อจ ำกัดในกำรผ่ำตัด คือ โรค ประจ ำตัวมำก ผู้ป่วยและญำติปฏิเสธกำรรักษำด้วยกำรผ่ำตัด เลือกกำรรักษำด้วยกำรใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน มี จ ำนวน.107, 162 และ 89 รำย ตำมล ำดับ ในผู้ป่วยกลุ่มนี พบอุบัติกำรณ์กำรเกิดภำวะแทรกซ้อนได้แก่ กำรเกิดแผล กดทับ กำรติดเชื อทำงเดินปัสสำวะ กระดกข้อเท้ำไม่ได้ เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษำในโรงพยำบำลนำนขึ น ค่ำใช้จ่ำยในกำรรักษำมำกขึ นตำมมำ จำกกำรทบทวนคุณภำพกำรดูแลผู้ป่วยที่ผ่ำนมำ พบว่ำ แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่ำวของโรงพยำบำล นครพิงค์ ยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับกำรดูแลที่หลำกหลำยตำมประสบกำรณ์ของพยำบำลแต่ละคน และอุปกรณ์ ส ำหรับดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำนมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้เกิดควำมยุ่งยำกในกำรจัดหำอุปกรณ์ ผู้ป่วยและญำติขำดควำมมั่นใจ ในกำรดูแลตนเองเมื่อจ ำหน่ำยกลับบ้ำน ดังนั น ผู้ศึกษำและทีมดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ โรงพยำบำลนครพิงค์ จึงเห็น ควำมส ำคัญของกำรน ำแนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำนมำใช้


48 เพื่อให้พยำบำลที่ให้กำรดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเป็นแนวทำง เดียวกัน ผู้ป่วยและญำติ/ผู้ดูแลสำมำรถปฏิบัติตัวที่บ้ำนได้อย่ำงมั่นใจ ไม่เกิดภำวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้และมีคุณภำพ ชีวิตที่ดีขึ น ผู้วิจัยและบุคลำกรทีมสุขภำพในแผนกออร์โธปิดิกส์ โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ จึงพัฒนำ คุณภำพกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน โดยกำรน ำแนวปฏิบัติดังกล่ำวไป ใช้ในผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักและติดตำมประเมินประสิทธิผลของกำรใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูก สะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน โรงพยำบำลนครพิงค์ โดยด ำเนินกำรตำมกรอบแนวคิดกำรใช้แนวปฏิบัติทำง คลินิกของสภำวิจัยด้ำนสุขภำพและกำรแพทย์แห่งชำติ ประเทศออสเตรเลีย (NHMRC, 1999) โดยมีขั นตอนที่ ประกอบด้วย 1) กำรเผยแพร่ และกำรน ำแนวปฏิบัติทำงคลินิกไปใช้ 2) กำรประเมินผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดกำร เปลี่ยนแปลงกำรปฏิบัติและเกิดผลลัพธ์ทำงสุขภำพที่ดีแก่ผู้ป่วย ในกำรใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูก สะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน โรงพยำบำลนครพิงค์ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อศึกษำประสิทธิผลของกำรใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วง น ำหนักที่บ้ำน โรงพยำบำลนครพิงค์ ในประเด็นอุบัติกำรณ์กำรเกิดภำวะแทรกซ้อน ได้แก่ กำรเกิดแผลกดทับ กำรติด เชื อทำงเดินปัสสำวะ กำรเกิดปอดอักเสบ ค่ำใช้จ่ำย และจ ำนวนวันนอน อัตรำกำรตำย และคุณภำพชีวิต วิธีการศึกษา กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรวิจัย retrospective study โดยศึกษำผลลัพธ์แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วย กระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำนโรงพยำบำลนครพิงค์ เชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ผู้ป่วยสะโพกหักอำยุ 60 ปี ขึ นไปทั งเพศชำยและเพศหญิง ที่เข้ำรับกำรรักษำในหอผู้ป่วยสำมัญออร์โธปิดิกส์ ชำย และหอผู้ป่วยสำมัญออร์โธปิดิกส์หญิง โรงพยำบำลนครพิงค์ และได้รับกำรวินิจฉัยโรค femoral neck fracture, Intertrochanteric fracture และ sub trochanteric fracture ที่เกิดจำกแรงกระแทกต่ ำ (low energy) ระหว่ำงวันที่ 1 เดือน กันยำยน พ.ศ.2563 ถึงวันที่ 28 เดือน กุมภำพันธ์ พ.ศ. 2564 โดยแบ่งกลุ่มละ 50 รำย โดยค ำนวณกลุ่ม ตัวอย่ำงจำกผลงำนวิจัยของสรรัตน์ เลอมำนุวรรัตน์ (2553) โดยใช้สูตรค ำนวณ two sample comparison of means จำกโปรแกรมส ำเร็จรูป (significant level=0.05, power=0.8) ผู้วิจัยจึงได้ก ำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำง 100 รำย โดยแบ่งกลุ่มทดลองและควบคุม กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มละ 50 รำย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แนวปฏิบัติแนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพก หักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน แผนกออร์โธปิดิกส์ โรงพยำบำลนครพิงค์ เชียงใหม่ ประกอบด้วยกำรมีส่วนร่วมของ บุคลำกรทีมสุขภำพ กำรมีส่วนร่วมของผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักและผู้ดูแลหลัก กำรก ำหนดแบบแผนที่เหมำะสม กระบวนกำรส่งต่อกำรดูแลต่อเนื่อง ส่วนที่ 2 เครื่องมือส ำหรับรวบรวมผลลัพธ์ได้แก่ 1) แบบบันทึกข้อมูลทั่วไปของ ผู้ป่วยสะโพกหัก 2) แบบกำรบันทึกจ ำนวนอุบัติกำรณ์กำรเกิดภำวะแทรกซ้อน ได้แก่ กำรเกิดแผลกดทับ กำรติดเชื อ ทำงเดินปัสสำวะ กำรเกิดปอดอักเสบ กำรหกล้ม และ 3) แบบบันทึกจ ำนวนค่ำใช้จ่ำย จ ำนวนวันนอน อัตรำกำรตำย และคะแนนคุณภำพชีวิต ได้รับกำรตรวจสอบคุณภำพของเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย ตรวจสอบควำมตรงตำมเนื อหำ (content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่ำน ประกอบด้วยแพทย์ที่มีควำมเชี่ยวชำญด้ำนกำรรักษำผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ จ ำนวน 1 ท่ำน อำจำรย์พยำบำลที่มีควำมรู้ในเรื่องกำรดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์จ ำนวน 1 ท่ำน พยำบำลวิชำชีพเฉพำะ ทำงด้ำนกำรดูแลผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์จ ำนวน 1 ท่ำน และน ำมำค ำนวณหำค่ำดัชนีควำมตรงตำมเนื อหำ (Content validity Index: CVI) หลังจำกนั นน ำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ มำพิจำรณำแก้ไขปรับปรุงให้มีควำม ชัดเจนด้ำนเนื อหำ และควำมเหมำะสม ก่อนน ำไปใช้จริง


49 การพิทักษ์สิทธิของกลุ่มตัวอย่าง กำรวิจัยครั งนี ผู้วิจัยด ำเนินกำรภำยหลังได้รับกำรอนุมัติจำกคณะกรรมกำรพิจำรณำจริยธรรมกำรวิจัย โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เลขที่หนังสือรับรอง 200/63 โดยผู้วิจัยด ำเนินกำรพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยสะโพกหัก ด้วยกำรแจ้งวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั งขอควำมร่วมมือในกำรศึกษำโดยไม่มีกำร บังคับใด ๆ และมีเอกสำรยินยอมเข้ำร่วมในกำรศึกษำ กำรตอบรับหรือปฏิเสธจะไม่มีผลต่อกำรดูแลรักษำ ผู้ศึกษำได้ ชี แจงให้ทรำบว่ำหำกเข้ำร่วมกำรศึกษำแล้วสำมำรถออกจำกกำรศึกษำได้ตลอดเวลำตำมต้องกำร ข้อมูลทั งหมดของ ผู้ป่วยและทีมผู้ใช้แนวปฏิบัติทำงคลินิกจะถูกเก็บเป็นควำมลับ กำรน ำข้อมูลไปอภิปรำยหรือพิมพ์เผยแพร่จะเสนอใน ภำพรวมของกำรผลกำรศึกษำเท่ำนั น การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส ำเร็จรูป ซึ่งมีรำยละเอียดดังนี 1. ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยสะโพกหัก วิเครำะห์ข้อมูลโดยกำร แจกแจงควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ค่ำพิสัย และส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน 2. เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยสะโพกหักระหว่ำงกลุ่มที่ไม่ได้ใช้และกลุ่มที่ใช้ แนวปฏิบัติทำงคลินิกโดยใช้สถิติฟิชเชอร์ (Fisher exact test) 3. เปรียบเทียบ ค่ำใช้จ่ำย อัตรำกำรตำย และคุณภำพชีวิต ระหว่ำงกลุ่มที่ไม่ได้ใช้และกลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติทำ คลินิก โดยใช้linear regression 4. เปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อกำรเกิดแผลกดทับ กำรติดเชื อทำงเดินปัสสำวะ กำรติดเชื อทำงเดิน ปัสสำวะที่คำสำยสวน กำรเกิดภำวะปอดอักเสบใช้ สถิติ logistic regression ผลการศึกษา พบว่ำข้อมูลทั่วไปอำยุกลุ่มก่อนใช้มีอำยุเฉลี่ยมำกกว่ำกลุ่มหลังใช้แนวปฏิบัติ โดยมีอำยุเฉลี่ยเท่ำกับ 81.82 กลุ่มหลังใช้ 80.50 กลุ่มก่อนใช้มีโรคประจ ำตัวมำกกว่ำ ส่วนใหญ่ได้รับกำรวินิจฉัยเป็น Fracture Intertrochanteric เป็นเพศหญิงมำกกว่ำชำยและสำเหตุกำรหักเกิดจำกกำรหกล้ม ทั งสองกลุ่ม เมื่อเปรียบเทียบกำรเกิดภำวะแทรกซ้อน พบว่ำ กลุ่มหลังใช้เกิดแผลกดทับน้อยกว่ำกลุ่มก่อนใช้อย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติp value < 0.002 และกลุ่มหลังใช้เกิดกำรติดเชื อทำงเดินปัสสำวะน้อยกว่ำกลุ่มก่อนใช้อย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติ P-value <0.05 ส่วนกำรติดเชื อทำงเดินปัสสำวะจำกกำรคำสำยสวนปัสสำวะ กำรเกิดปอดอักเสบ และอัตรำตำย ไม่มีควำมแตกต่ำงกันนอกจำกนี จ ำนวนวันนอน ค่ำใช้จ่ำย มีแนวโน้มลดลง และคุณภำพชีวิตทั งสองกลุ่ม ไม่มีควำมแตกต่ำงกัน


50 อภิปรายผล ข้อมูลพื นฐำนทั งสองกลุ่ม อำยุ เพศ โรคประจ ำตัว สำเหตุกำรหัก กำรวินิจฉัยโรคไม่แตกต่ำงกัน ประสิทธิผลกำร ใช้แนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ได้รับกำรดึงถ่วงน ำหนักที่บ้ำน พบว่ำ กลุ่มทดลองที่ได้รับ กำรดูแลตำมแนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำย เกิดแผลกดทับลดลง มีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (pvalue < 0.002) และกำรติดเชื อทำงเดินปัสสำวะลดลง มีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p- value< 0.05) ทั งนี เนื่องมำจำกแนวปฏิบัติที่พัฒนำขึ นใหม่มีกำรวำงแผนกำรจ ำหน่ำยผู้ป่วยร่วมกับทีมศูนย์ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องมี ส่วนร่วมในกำรเตรียมพร้อมผู้ป่วยก่อนจ ำหน่วยทั งในด้ำนกำรให้ควำมรู้และทักษะของผู้ดูแล กำรประเมิน สภำพแวดล้อมที่บ้ำนผู้ป่วย มีกำรประสำนชุมชนในกำรเตรียมด้ำนสิ่งแวดล้อมและควำมพร้อมของอุปกรณ์ให้พร้อม ก่อนจะส่งผู้ป่วยไปดูแลต่อที่บ้ำน นอกจำกนี ยังมีกำรประเมินผลกำรวำงแผนจ ำหน่ำยโดยใช้แบบประเมินกำรวำงแผน จ ำหน่ำยผู้ป่วยสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำ หนักต่อเนื่องที่บ้ำนของทีมน ำทำงคลินิกด้ำนออร์โธปิดิกส์ที่มีกำรประเมิน ควำมพร้อมเฉพำะในด้ำนกำรดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องดึงถ่วงน ำหนักต่อเนื่องที่บ้ำน ตลอดจนทีมกำร พยำบำลหอผู้ป่วยสำมัญออร์โธปิดิกส์ และทีมนักกำยภำพจะมีกำรสอน แนะน ำ สำธิต ซ ำ ตลอดจนหำแหล่งสนับสนุน ด้ำนอุปกรณ์ เตียงและสิ่งแวดล้อมที่บ้ำน เมื่อเกิดควำมพร้อมจะส่งผู้ป่วยไปดูแลต่อเนื่องที่บ้ำนโดยผ่ำนไปยังเครือข่ำย ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องภำยในจังหวัดส่งผลให้กำรประสำนกำรดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภำพ และกำรติดตำมผลลัพธ์ของกำร ดูแลต่อเนื่องที่บ้ำนจะก ำหนดระยะเวลำและเป้ำหมำยในกำรติดตำมผลลัพธ์ที่ชัดเจน นอกจำกนี ควำมต้องกำรของผู้ป่วย ที่มีปัญหำกระดูกและข้อคือกำรฟื้นตัว กำรท ำหน้ำที่ของร่ำงกำยเพื่อกำรด ำเนินกิจวัตรประจ ำวันอย่ำงอิสระโดย พยำบำลมีบทบำทส ำคัญในกำรส่งเสริมควำมสำมำรถของผู้ป่วยและผู้ดูแลในครอบครัวในกำรดูแลตนเองอย่ำงมี ประสิทธิภำพ ตั งแต่รับใหม่จนกระทั่งจ ำหน่ำยและติดตำมหลังจ ำหน่ำย ข้อเสนอแนะ 1. กำรน ำแนวปฏิบัติกำรวำงแผนจ ำหน่ำยผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก โรงพยำบำลนครพิงค์มำใช้จะสำมำรถแก้ไขปัญหำ หรือท ำให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องถ่วงน ำหนักที่บ้ำน ครอบคลุมทั งด้ำนร่ำงกำย จิตใจ และสังคม 2. พยำบำลในหน่วยงำนที่ดูแลผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักที่ใส่เครื่องถ่วงน ำหนักที่บ้ำนมีแนวทำงในกำรดูแลที่เป็นแนวทำง เดียวกัน ลดควำมหลำกหลำย 3. พยำบำลควรจะเน้นกำรในกำรดูแลที่ส่งเสริมให้ผู้ป่วย ผู้ดูแล และทีมสหสำขำได้รับมีส่วนร่วมในกำรดูแลตั งแต่เริ่ม เข้ำรับกำรรักษำเพื่อเตรียมตัวเรื่องกำรปฏิบัติและกำรดูแลผู้ป่วย ได้อย่ำงต่อเนื่องทั งในโรงพยำบำลและในชุมชน 4. กำรส่งต่อผู้ป่วยเพื่อกำรดูแลต่อเนื่องที่บ้ำนผ่ำนระบบอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้กำรส่งต่อข้อมูลผู้ป่วยได้รวดเร็ว ข้อมูล มีควำมครบถ้วน ส่งผลให้กำรสื่อสำรระหว่ำงทีมมีประสิทธิภำพ ท ำให้กำรดูแลผู้ป่วยมีคุณภำพได้


Click to View FlipBook Version