51 ประสิทธิผลการให้ข้อมูล การสร้างแรงจูงใจโดยการส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อความร่วมมือในการกินยา ขับเหล็กในเด็กโรคธาลัสซีเมียที่มีค่าเหล็ก( Serum ferritin ) สูง คลินิกโรคเลือด โรงพยาบาลพะเยา ชุติมา รักเหล่า * RN. พัชรินทร์ ค านวล ** PhD. (Clinical Epidemiology) นิภาภรณ์ เชื้อยูนาน *** RN ผ่องพรรณ สมศรี * RN *กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลพะเยา**คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปาง ***กลุ่มงานวิจัยและพัฒนาการพยาบาล โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ กำรศึกษำครั งนี เป็นกำรศึกษำแบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียว(Quasi-experimental research)วัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษำประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือในกำรกินยำ ขับเหล็กในเด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก( Serum ferritin) สูง และค่ำเหล็ก (serum ferritin) คลินิกโรคเลือด โรงพยำบำลพะเยำประชำกรที่ใช้ในกำรศึกษำ คือ เด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก (Serum ferritin) มำกกว่ำ 1,000 ng /ml และได้ยำขับเหล็กชนิดรับประทำนมำอย่ำงน้อย 6 เดือน ที่เข้ำรับกำรรักษำอย่ำงต่อเนื่องที่คลินิกโรคเลือด ห้องตรวจเด็กโรงพยำบำลพะเยำ, อำยุ 6-19 ปีหรือผู้ปกครอง กรณีที่เด็กอ่ำนและเขียนเองไม่ได้ ทั งเพศชำยและเพศ หญิงที่ให้ข้อมูลแบบเดิม จ ำนวน 30 รำย ระยะเวลำตั งแต่พฤศจิกำยน 2565 ถึง มิถุนำยน 2566 คัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่ำง ประเมินควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมีย ประเมินควำมร่วมมือในกำรกินยำก่อนให้ข้อมูล หลังจำกนั นสร้ำงกลุ่มไลน์ โรคเลือดเรำรักกัน เชิญกลุ่มตัวอย่ำงเข้ำกลุ่มไลน์ ส่งข้อมูลควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมีย กำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน และข้อควำมเตือนกำรกินยำ กำรสร้ำงแรงจูงใจ ให้ก ำลังใจ ทุกวันจันทร์ ส่งข้อควำมเตือนมำตรวจตำมนัดก่อนวันนัด 1 วัน ในวันมำตรวจรักษำประเมินกำรกินยำทุกเดือน ติดตำมผลค่ำเหล็กทุก 3 เดือน ประเมินควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซี เมีย กำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน และควำมพึงพอใจในกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์หลังให้ข้อมูล วิเครำะห์ข้อมูล ส่วนบุคคลโดยค่ำควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงโดย ใช้สถิติทดสอบ paired t-test และ exact probability test วิเครำะห์ประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจ โดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็ก และค่ำเหล็กในเด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำ เหล็ก ( Serum ferritin ) สูง ด้วยสถิติ multivariable regression ผลการศึกษา: กำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ พบว่ำคะแนนควำมรู้เรื่อง โรคธำลัสซีเมียกำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกินเพิ่มขึ นก่อนกำรให้ข้อมูล แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.001) ค่ำเหล็กลดลงแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.043) ควำมร่วมมือในกำรกินยำเพิ่มขึ นแตกต่ำง กันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.001) ควำมพึงพอใจภำพรวมอยู่ในระดับมำก ผลกำรวิเครำะห์ด้วย Multilevel modeling repeated กำรให้ข้อมูล สร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ควำมร่วมมือในกำรกินยำ ขับเหล็กของเด็กโรคธำลัสซีเมียเพิ่มขึ น แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ p-value <0.001 ส่งผลให้ลดระดับ serum ferritinได้แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ p-value 0.046 ค าส าคัญ: แอพพลิเคชั่นไลน์ ควำมร่วมมือในกำรรับประทำนยำ เด็กโรคธำลัสซีเมีย ค่ำเหล็ก (Serum ferritin) ความส าคัญของปัญหาการวิจัย โรคธำลัสซีเมียเป็นโรคเรื อรังที่ไม่สำมำรถรักษำให้หำยขำดได้ ส่งผลกระทบทำงด้ำนร่ำงกำยและกำรด ำเนิน ชีวิตของผู้ป่วยทุกช่วงวัย (วรวรรณ ตันไพจิตร,2552) เด็กมีอำกำรซีดปำนกลำงถึงรุนแรงต้องรักษำรับเลือดตลอดชีวิต ท ำให้เกิดภำวะแทรกซ้อนที่ส ำคัญ คือ ภำวะเหล็กเกิน ตรวจวัดได้จำกค่ำ Serum ferritin ที่เกินเกณฑ์ปกติมำกกว่ำ 1,000 ng /ml และต้องได้รับกำรรักษำให้ยำขับเหล็กชนิดรับประทำน กำรที่เด็กกินยำขับเหล็กไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วน และไม่ต่อเนื่องเป็นปัญหำส ำคัญที่ท ำให้กำรรักษำล้มเหลว ไม่สำมำรถลดระดับเหล็กที่คั่งค้ำงในร่ำงกำยได้ มีภำวะเหล็ก เกินและสะสมตำมอวัยวะต่ำง ๆอวัยวะเสียหำยหรือหยุดท ำงำนจนเป็นอันตรำยถึงแก่ชีวิต (วิปร วิประกษิต, 2552) ดังนั นกำรให้ข้อมูลที่ถูกต้องและสร้ำงแรงจูงใจในกินยำขับเหล็กและกินยำอย่ำงต่อเนื่องของเด็กโรคธำลัสซีเมีย จึงเป็น สิ่งส ำคัญที่จะช่วยให้เด็กมีควำมร่วมมือในกำรกินยำต่อไปและมีสุขภำพดีขึ น จำกกำรทบทวนวรรณกรรมมีวิธีเพื่อเพิ่ม
52 ควำมร่วมมือในกำรใช้ยำ ได้แก่ กำรส่งข้อควำมทำงโทรศัพท์มือถือ ดังเช่นกำรศึกษำของนัสชฎำพร นันทะจันทร์และ กำรศึกษำของรัชนีกร ไข่หิน ศึกษำเด็กกินยำต้ำนไวรัสหลังกำรให้ข้อมูล และสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรท ำกลุ่มกิจกรรม อธิบำยให้ควำมรู้ พบว่ำกลุ่มทดลองมีวินัยกำรกินยำมำกกว่ำกลุ่มควบคุม อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ ( p< .001) (นัส ชฎำพร นันทะจันทร์, 2558 , รัชนีกร ไข่หิน, 2558) กำรศึกษำของ Finitsis และคณะ ,Pop-Eleches และคณะ , Lester และคณะ เรื่องกำรออกแบบข้อควำมเพื่อส่งเสริมควำมร่วมมือในกำรใช้ยำต้ำนไวรัสเอดส์ พบว่ำกำร ส่งข้อควำม ทำงโทรศัพท์มือถือท ำให้เพิ่มควำมร่วมมือในกำรใช้ยำต้ำนไวรัสเอดส์ได้มำกกว่ำกลุ่มควบคุมอย่ำงมีนัยส ำคัญ ทำงสถิติ และกำรส่งข้อควำมทำงโทรศัพท์มือถือยังมีควำมสัมพันธ์กับกำรพัฒนำผลลัพธ์ทำง คลินิกได้แก่ viral load และ CD4 (Finitsis DJ, et al,2014 , Pop-Eleches ,et al,2011 และ Lester RT, et al,2010) กำรศึกษำของ ธัญนุช โอปณะโสภิตและคณะ ศึกษำผลของโปรแกรมกำรก ำกับตนเองแบบเพื่อนช่วยเพื่อน ผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ในกำร ควบคุมน ำหนักของบุคลำกรทำงกำรแพทย์ กลุ่มตัวอย่ำงในกำรศึกษำนี คือบุคลำกรโรงพยำบำลปำกช่องนำนำ จังหวัด นครรำชสีมำ ที่มีน ำหนักเกินมำตรฐำน โดยมีค่ำดัชนี มวลกำยมำกกว่ำหรือเท่ำกับ 23 กิโลกรัมต่อตำรำงเมตร หลังจำก เข้ำรวมโปรแกรมกำรก ำกับตนเอง แบบเพื่อนช่วยเพื่อนผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมแบบพบหน้ำ และกิจกรรมในกลุ่มไลน์เป็นเวลำ 12 สัปดำห์ พบว่ำกลุ่มตัวอย่ำง มีน ำหนัก ดัชนีมวลกำยและควำมยำวรอบเอว ลดลง อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p < 0.05) (ธัญนุช โอปณะโสภิตและคณะ,2564) คลินิกโรคเลือดเด็กโรงพยำบำลพะเยำมีเด็กโรคธำลัสเซียอำยุ 6-19 ปี จ ำนวน 35 รำยที่มีค่ำเหล็ก(Serum ferritin) มำกกว่ำ 1000 ng/ml กินยำขับเหล็ก 35 รำย จำกกำรซักประวัติสอบถำมกำรกินยำขณะที่มำรับบริกำร เด็กมีกำรหยุดยำและกินยำไม่ต่อเนื่อง 28 รำย คิดเป็นร้อยละ 80 สำเหตุจำกมีอำกำรข้ำงเคียงของยำ อำเจียน ปวด ข้อ ลืมกินมื อเที่ยง ลืมกินตอนเช้ำ ตื่นสำย รีบไปโรงเรียนจึงไม่กินยำ กินแล้วก็ต้องเติมเลือดเหมือนเดิมอำกำรไม่ดี ขึ น จึงหยุดกิน ในเด็กเล็กผู้ปกครองต้องใช้เวลำ ใช้กลยุทธ์ให้รำงวัลและกล่ำวชื่นชมเพื่อขอควำมร่วมมือให้กินยำ ค่ำเหล็กไม่ ลดลง บำงรำยต้องเพิ่มกำรรักษำเป็นยำขับเหล็กชนิดฉีดเข้ำเส้นเลือดด ำ (ฝ่ำยเวชระเบียนและสถิติโรงพยำบำลพะเยำ ,2565) ซึ่งกำรให้บริกำรในคลินิกโรคเลือดเด็ก มีกำรให้ค ำแนะน ำ ให้ข้อมูลอธิบำยกำรกินยำขับเหล็กแบบพบหน้ำใน วันที่เด็กมำรับบริกำร ยังพบว่ำมีเด็กโรคธำลัสซีเมียมีควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็กที่ไม่ถูกต้องอยู่ จึงมีควำมจ ำเป็น ที่ต้องพัฒนำหำวิธีเพื่อช่วยเตือน สนับสนุนให้เด็กมีควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็กที่ดีขึ น ดังนั นผู้วิจัยในฐำนะ พยำบำลวิชำชีพช ำนำญกำร ปฏิบัติหน้ำที่ในคลินิกโรคเลือดเด็ก โรงพยำบำลพะเยำ จังหวัดพะเยำ จึงมีควำมสนใจ ศึกษำประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือในกำรกินยำ ขับเหล็กในเด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก( Serum ferritin) สูง คลินิกโรคเลือด โรงพยำบำลพะเยำ เพื่อพัฒนำผลลัพธ์ ด้ำนสุขภำพในเด็กโรคธำลัสซีเมีย วัตถุประสงค์วิจัย เพื่อศึกษำประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือ ในกำรกินยำขับเหล็กในเด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก( Serum ferritin) สูง และค่ำเหล็ก (serum ferritin) คลินิกโรค เลือด โรงพยำบำลพะเยำ วิธีการศึกษา รูปแบบกำรศึกษำ แบบกึ่งทดลองกลุ่มเดียว สถำนที่ศึกษำ คลินิกโรคเลือดเด็ก โรงพยำบำลพะเยำ
53 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กโรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็ก (Serum ferritin) มำกกว่ำ 1,000 ng /ml และได้ยำขับเหล็กชนิด รับประทำนคือ Deferipone (GPO- L-ONE) และ Exjade มำอย่ำงน้อย 6 เดือน ที่เข้ำรับกำรรักษำอย่ำงต่อเนื่องที่ คลินิกโรคเลือด ห้องตรวจเด็กโรงพยำบำลพะเยำ, อำยุ 6-19 ปีหรือผู้ปกครอง กรณีที่เด็กอ่ำนและเขียนเองไม่ได้ ทั ง เพศชำยและเพศหญิงที่ให้ข้อมูลแบบเดิม ระยะเวลำตั งแต่พฤศจิกำยน 2565 ถึง มกรำคม2566 ให้ข้อมูล กำรสร้ำง แรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ ระหว่ำงเดือน กุมภำพันธ์ 2566 ถึง มิถุนำยน 2566 กำรค ำนวณ ขนำดตัวอย่ำงค ำนวณจำกค่ำเหล็กที่เพิ่มขึ นของผู้ป่วยเด็กโรคธำลัสซีเมียที่ให้ข้อมูลตำมปกติเฉลี่ย 2470 ng /ml และ ค่ำเหล็กที่เพิ่มขึ นของผู้ป่วยเด็กโรคธำลัสซีเมียที่ให้ข้อมูลกำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ เฉลี่ย 1800 ng /ml วัดผลก่อนหลัง ก ำหนด power 80 one side alpha error 0.05 significant ratio 1:1 ได้ ขนำดตัวอย่ำงอย่ำงน้อยจ ำนวน 30 รำย วิธีกำรศึกษำ คัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง ประเมินควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมีย กำร ปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน ประเมินควำมร่วมมือในกำรกินยำ ก่อนให้ข้อมูล หลังจำกนั นสร้ำงกลุ่มไลน์ โรคเลือดเรำ รักกัน เชิญกลุ่มตัวอย่ำงเข้ำกลุ่มไลน์ ส่งข้อมูลควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมีย กำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน และข้อควำม เตือนกำรกินยำ กำรสร้ำงแรงจูงใจ ให้ก ำลังใจ ทุกวันจันทร์ ส่งข้อควำมเตือนมำตรวจตำมนัดก่อนวันนัด 1 วัน ในวัน มำตรวจรักษำประเมินกำรกินยำทุกเดือน ติดตำมผลค่ำเหล็ก( serum ferritin )ทุก 3 เดือน หลังให้ข้อมูลประเมิน ควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมีย กำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน และควำมพึงพอใจในกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ กำรวิเครำะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลโดยค่ำควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน เปรียบเทียบ ควำมแตกต่ำงโดยใช้สถิติทดสอบ paired t-test และ exact probability test วิเครำะห์ประสิทธิผลกำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ต่อควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็ก และค่ำในเด็ก โรคธำลัสซีเมียที่มีค่ำเหล็กสูง ด้วยสถิติ multivariable regression ผลการศึกษา กำรให้ข้อมูล กำรสร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ พบว่ำคะแนนควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซี เมียกำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน เพิ่มขึ นก่อนกำรให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 11.43±1.4 คะแนน หลังให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 13 .6 ±0 .5 คะแนนแตกต่ ำงกันอย่ ำงมีนัยส ำคัญท ำงสถิติ (p<0 .001) ค่ ำเหล็กลดลง (mean±SD 2961.93±3719.93 VS 1858.32±1641.07) แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.043) ควำมร่วมมือ ในกำรกินยำเพิ่มขึ น (mean±SD86.51 ±10.54 VS 94.13 ± 6.01) แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.001) ควำมพึงพอใจภำพรวมอยู่ในระดับมำกร้อยละ 92.22 หรือ (mean±SD 3.91±2.47) ผลกำรวิเครำะห์ ด้วย Multilevel modeling repeated กำรให้ข้อมูล สร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ควำม ร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็กของเด็กโรคธำลัสซีเมียเพิ่มขึ น 8.17 คะแนน (Coef 8.17 95%CI 6.51, 9.84) แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ p-value <0.001 ส่งผลให้ลดระดับเหล็ก ( serum ferritin )ได้ 627.56 ng/ml (Coef. – 627 95% CI - 1244.65, -10.48) แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ p-value 0.046 อภิปรายผล 1. คะแนนควำมรู้เรื่องโรคธำลัสซีเมียกำรปฏิบัติตัวและภำวะเหล็กเกิน เพิ่มขึ นก่อนกำรให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 11.43±1.4 คะแนน หลังให้ข้อมูลฯเฉลี่ย 13.6 ±0.5 คะแนนแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.001) ซึ่ง สอดคล้องกับ จันทร์ทิพย์ กำญจนศิลป์และคณะ ศึกษำผลของแอพพลิชั่นแจ้งเตือนร่วมกับคู่มือให้ควำมรู้เพื่อเพิ่มควำม ร่วมมือในกำรใช้ยำคุมก ำเนิดพบว่ำคะแนนควำมรู้เฉลี่ยเกี่ยวกับยำคุมก ำเนิดของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ นอย่ำงมีนัยส ำคัญทำง สถิติ (p<0.001) 2. ควำมร่วมมือในกำรกินยำเพิ่มขึ นแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.001) ระดับค่ำเหล็กลดลง แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p<0.043)และควำมพึงพอใจภำพรวมอยู่ในระดับมำก สอดคล้องกับงำนวิจัย
54 ของสุวลักษณ์ สุนทรพจน์ พบว่ำหลังกำรให้ข้อมูล ส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ ผู้ป่วยมีควำมร่วมมือในกำรใช้ยำ ต้ำนไวรัสเอดส์เพิ่มขึ นอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ คะแนนระดับควำมพึงพอใจอยู่ในระดับมำก (สุวลักษณ์ สุนทรพจน์ ,2564) และกำรส่งข้อควำมแจ้งเตือนกำรกินยำ กำรนัดหมำย กำรสร้ำงแรงจูงใจในกำรรักษำด้วยยำต้ำนไวรัสเอดส์ท ำ ให้เพิ่มควำมร่วมมือในกำรใช้ยำต้ำนไวรัสเอดส์และสำมำรถกดปริมำณเชื อไวรัสของผู้ป่วยได้ ( Finitsis DJ, et al,2014) ทั งนี เนื่องจำกแอพพลิเคชั่นไลน์มีกำรใช้อย่ำงทั่วถึงในกลุ่มตัวอย่ำงและกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ เด็ก ผู้ปกครองสำมำรถสื่อสำรสอบถำมปรึกษำปัญหำในกำรใช้ยำกับบุคลำกรทำงกำรแพทย์ได้ทันที เปิดดูข้อควำม ควำมรู้หลำย ๆ รอบได้ ท ำให้เด็กผู้ปกครองมีควำมเข้ำใจในกำรใช้ยำมำกขึ นและใช้ยำอย่ำงต่อเนื่อง ท ำให้ระดับค่ำ เหล็ก( serum ferritin ) ในกระแสเลือดลดลง สรุปและข้อเสนอแนะ กำรให้ข้อมูล สร้ำงแรงจูงใจโดยกำรส่งข้อควำมผ่ำนแอพพลิเคชั่นไลน์ท ำให้ควำมร่วมมือในกำรกินยำขับเหล็ก ของเด็กโรคธำลัสซีเมียเพิ่มขึ นส่งผลให้ลดระดับค่ำเหล็ก( serum ferritin) ได้ ดังนั นควรน ำไปใช้ในกำรส่งเสริมควำม ร่วมมือในกำรกินยำในคลินิกโรคโรคธำลัสซีเมียและขยำยผลไปยังคลินิกโรคเรื อรังต่ำง ๆ
55 ผลของการใช้นวัตกรรม safety glove กับการป้องกันผู้ป่วยสูงอายุที่มีภาวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหายใจหรือ สายระบายในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง พว.พิมประภา มีมานะ ,พว. พฤกษา เกตุนามญาติ หอผู้ป่วยศัลกรรมหญิง โรงพยาบาลล าปาง บทคัดย่อ: ผู้ป่วยสูงอำยุที่มีภำวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหำยใจหรือสำยระบำยมีโอกำสดึงท่อช่วยหำยใจและสำย ระบำยต่ำงๆได้ หำกมีกำรดึงสำยหรือท่อระบำยเหล่ำนี มักท ำให้เกิดอันตรำยถึงแก่ชีวิต หอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงจึงได้ คิดค้นสร้ำงนวัตกรรม safety glove ขึ นมำน ำไปใช้ในผู้ป่วยที่มีภำวะ Delirium ขณะใส่ท่อช่วยหำยใจหรือสำยระบำย ต่ำงๆ ความเป็นมาและความส าคัญ ภำวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) เป็นภำวะที่สมองท ำงำนบกพร่องกะทันหันท ำให้เกิดอำกำรสับสน กระวน กระวำย และระดับควำมรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง ควำมคิด ควำมจ ำและสมำธิเสียไป รวมทั งก่อให้เกิดอำกำรทำงพฤติกรรม ต่ำงๆตำมมำ เช่น วุ่นวำย นอนไม่หลับ ซึมเศร้ำ วิตกกังวล เป็นภำวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้สูงอำยุที่เจ็บป่วยรุนแรง และรักษำตัวในโรงพยำบำล จำกข้อมูลของกรมกิจกำรผู้สูงอำยุพบว่ำสถิติในปี 2565 ที่ผ่ำนมำ ประชำกรทั งหมดใน ประเทศไทย 66,090,475 คน มีจ ำนวนผู้สูงอำยุทั งหมด 12,519,926 คน คิดเป็น 18.94 % และจำกกำรจัด เรียงล ำดับร้อยละของผู้สูงอำยุในแต่ละจังหวัด พบว่ำจังหวัดล ำปำงอยู่อันดับหนึ่งของประเทศคิดเป็น 26.62 % ซึ่ง ทำงโรคพยำบำลล ำปำงจึงมีผู้สูงอำยุเข้ำมำรับกำรรักษำเป็นจ ำนวนมำก ในหอผู้ป่วยศัลยกรรมหญิงพบอุบัติกำรณ์สำย และท่อระบำยต่ำงๆเลื่อนหลุด ซึ่งได้แก่ สำย IV, NG tube, สำย Foley cath, สำยให้ออกซิเจน ตลอดจนถึงท่อช่วย หำยใจ ส่วนหนึ่งเกิดจำกผู้ป่วยดึงออกเองซึ่งเกิดได้จำกหลำยสำเหตุ เช่น ผู้ป่วยโรคทำงสมองที่ระดับควำมรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยดิ นกระสับกระส่ำยจำกควำมเจ็บปวดของโรคที่เป็นอยู่ ผู้ป่วยที่มีภำวะเพ้อ สับสนจำกโรคทำงกำย (Delirium) ก่อให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยได้แก่กำรเกิดภำวะแทรกซ้อนจำกกำรขำดออกกซิเจน กำรไม่ได้รับยำและสำรน ำตำมแผนกำร รักษำ กำรบำดเจ็บ เสียเวลำและเป็นภำระงำนของพยำบำลท ำให้เวลำในกำรดูแลผู้ป่วยรำยอื่นลดลง ผู้ป่วยอำจต้อง นอนโรงพยำบำลนำนขึ น เสียค่ำใช้จ่ำยเพิ่มขึ น (Epstien, Nevins, & Chung, 2000; Krinsley & Barone, 2005) อันตรำยที่พบอำจมีระดับรุนแรงถึงเสียชีวิต กำรผูกยึดผู้ป่วยจึงเป็นกิจกรรมกำรพยำบำลที่ใช้กับผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมอันจะก่อให้เกิดอุปสรรคหรือ กำร ขัดขวำงกำรรักษำของผู้ป่วยที่กระท ำกันเป็นกิจวัตรในโรงพยำบำล เพื่อควบคุมพฤติกรรมที่รุนแรงและ ป้องกันอันตรำย ที่อำจจะเกิดขึ นต่อตัวผู้ป่วยและผู้อื่น ซึ่งอำจท ำให้เกิดกำรบำดเจ็บและอุบัติเหตุแก่ผู้ป่วยได้ผู้ป่วยสูงที่มีภำวะ Delirium บำงครั งมีควำมจ ำเป็นที่ต้องผูกยึด กำรผูกยึดท ำให้ผู้ป่วยถูกจ ำกัดกำรเคลื่อนไหว จึง อำจเพิ่มควำมวิตกกังวลให้กับ ผู้ป่วย ท ำให้พักผ่อนไม่ได้และถ้ำผู้ป่วยไม่ให้ควำมร่วมมือหรือขัดขืน อำจท ำให้เกิดกำรกดรัดผิวหนังบริเวณที่ผูกยึดได้ กำรบำดเจ็บที่พบจำกกำรผูกยึดมี 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นกำร บำดเจ็บโดยตรงจำกแรงกดของอุปกรณ์ที่ใช้ผูกยึด รวมทั งรอยช ำ รอยถลอกหรือแผลที่ผิวหนัง ประเภทที่สอง เป็นกำรบำดเจ็บทำงอ้อมหรือผลข้ำงเคียงจำกกำรผูกยึดซึ่ง เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับกำรที่บุคคลไม่ได้เคลื่อนไหว กำรเกิดแผลกดทับ ในกำรดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย ไม่มี ภำวะแทรกซ้อนจึงเป็นหน้ำที่ของพยำบำลโดยตรงซึ่งแสดงถึงคุณภำพในกำรให้บริกำรพยำบำล ดังนั นกำรผูกยึดด้วย วิธีกำรที่เหมำะสมและปลอดภัย มีแนวปฏิบัติเป็นไปในทิศทำงเดียวกัน จึงเป็นสิ่งส ำคัญที่จะช่วยลดอันตรำยและควำม เสี่ยงลงได้
56 จำกทบทวนงำนวิจัยของ พบอุบัติกำรณ์กำรเลื่อนหลุดของท่อช่วยหำยใจร้อยละ 0.10 – 4.20 ต่อ 1000 วันคำท่อช่วยหำยใจ da Silva & Fonseca (2012) และ พบอุบัติกำรณ์กำรเลื่อนหลุดของท่อช่วยหำยใจเฉลี่ย 7.5 ค รั ง/1000 วัน ค ำ Supian, Patcharawan, Tisakorn, Phitchayada, Prapasson, & Nadanong (2019) แ ล ะ ผลกระทบที่เกิดขึ นกับผู้ป่วยภำยหลังดึงท่อช่วยหำยใจ เช่น ภำวะหยุดหำยใจ หัวใจหยุดเต้นและเสียชีวิตตำมมำ ภำวะ หัวใจล้มเหลวหลังดึงท่อช่วยหำยใจ พบร้อยละ 4.16 -12.5 (Bhattacharya et al., 2007; Mpe, Moloto, & Mphahlele,2004) และถูกใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำถึงร้อยละ 25 – 85 (Bhattacharya et al., De Lassence et al., 2002; Mpe et al., 2004; Woods et al., 2004) นอกจำกนี กำรที่ผู้ป่วยได้รับกำรใส่ท่อช่วยหำยใจซ ำท ำให้มี โอกำสเกิดกำรติดเชื อในปอดได้สูงเนื่องจำกส ำลัก สำรคัดหลั่งเข้ำปอด (สุทัศน์, 2552; De Lassence et al.) และยัง พบสำเหตุที่ท ำให้เกิดภำวะสับสนเฉียบพลัน ร้อยละ 20.21 พบกำรเกิดได้ในวันที่ 1-4 หลังกำรผ่ำตัดโดยเกิดในวัน แรกหลังกำรผ่ำตัดคิดเป็น ร้อยละ 52.63 วันที่ 2 หลังกำรผ่ำตัดคิดเป็น ร้อยละ 26.31 วันที่ 3 และ 4 หลังกำร ผ่ำตัดคิดเป็น ร้อยละ 10.52 เท่ำกัน (Pannee Chaiwong,2558) โรงพยำบำลล ำปำงเป็นโรงพยำบำลระดับตติยภูมิ สังกัดกระทรวงสำธำรณสุข น ำระบบรับรอง คุณภำพ โรงพยำบำลมำปรับใช้ในกำรพัฒนำคุณภำพกำรดูแลในด้ำนควำมปลอดภัยของผู้ป่วย ภำรกิจด้ำนกำร พยำบำล รับผิดชอบในกำรน ำนโยบำยและกลยุทธ์ของโรงพยำบำลมำก ำหนดเป็นแผนกำรด ำเนินงำนเพื่อน ำสู่กำรปฏิบัติ ทั งนี หอ ผู้ป่วยศัลยกรรมหญิง เป็นหน่วยงำนหนึ่งในสังกัด ให้บริกำรกำรดูแลผู้ป่วยใน ประเภท เจ็บป่วยฉุกเฉินทำงศัลยกรรม ทั่วไป และผู้ป่วยก่อน-หลังผ่ำตัดทั ง Elective และ Emergency ในปีงบประมำณ ปี พ.ศ. 2562 ถึงพ.ศ.2564 พบ อุบัติกำรณ์กำรดึงท่อช่วยหำยใจ คิดเป็นร้อยละ 0.65,1.15และ 1.18ต่อ 1000 วันคำ ต่อปี และอุบัติกำรณ์กำรดึง สำยระบำย คิดเป็นร้อยละ 0.07,0.12 และ 0.11 ต่อ 1000วันนอนต่อปีถึงแม้ว่ำจ ำนวนตัวเลขจะไม่มำก แต่มี ผลกระทบและผลเสียต่อผู้ป่วยในระดับรุนแรงนัก ได้แก่ กำรเกิด ภำวะแทรกซ้อนต่ำงๆจำกกำรขำดออซิเจน ผู้ป่วยต้อง นอนพักรักษำในโรงพยำบำลนำนขึ น เสียค่ำใช้จ่ำยในกำร รักษำเพิ่มขึ น จำกกำรศึกษำข้อมูลพบว่ำ ปัจจัยที่ท ำให้ พยำบำลต้องผูกยึดผู้ป่วยนั น มีหลำยปัจจัย แต่ปัจจัยหลัก คือเพื่อควำมปลอดภัยของผู้ป่วย เช่น เพื่อป้องกันกำรพลัดตก หกล้ม ป้องกันกำรดึงท่อช่วยหำยใจ เป็นต้น หอศัลยกรรมหญิงจึงมีควำมสนใจน ำนวัตกรรมมำใช้เพื่อลดอุบัติกำรณ์และ กำรพัฒนำนวัตกรรมทำงกำรพยำบำลคือถุงมือพอใจ (Safety glove) ในกำรป้องกันกำรเกิดภำวะแทรกซ้อนจำกกำรดึง ท่อช่วยหำยใจหรือสำยระบำยต่ำง โดยใช้แนว Design Thinking 5 ขั นตอน สร้ำงถุงมือพอใจ (safety glove) มำใช้ใน กำรผูกยึด ปฏิบัติกำรพยำบำลที่เป็นขั นตอนและเป็นไปในแนวทำงเดียวกัน รวมทั งเฝ้ำระวังภำวะแทรกซ้อน โดยมุ่งหวัง ให้ผู้ป่วยมีควำมปลอดภัย ยกระดับคุณภำพกำรดูแลผู้ป่วยในโรงพยำบำลให้ได้มำตรฐำน เกิดประสิทธิภำพของกำร พยำบำลที่เป็นเลิศและเกิดควำมพึงพอใจทั งผู้ให้บริกำรและผู้รับบริกำร วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบอุบัติกำรณ์กำรดึงท่อช่วยหำยใจและสำยระบำยต่ำงๆ เพื่อเปรียบเทียบกำรบำดเจ็บจำก กำรผูกยึด และวัดควำมพึงพอใจของเจ้ำหน้ำที่ที่ใช้นวัตกรรม Safety glove รูปแบบการศึกษา: therapeutic researchในรูปแบบของ Two-Group posttest only designแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มใช้นวัตกรรม safety glove และกลุ่มกำรพยำบำลปกติ กลุ่มตัวอย่ำงคือผู้ป่วยสูงอำยุที่มีภำวะ Delirium จ ำนวน 50 รำย ระยะเวลำศึกษำ แบ่งกำรศึกษำออกเป็น 2 ช่วงคือ กลุ่มกำรพยำบำลตำมปกติเม.ย.2564 – มี.ค. 2565 (n=25) และกลุ่มใช้นวัตกรรม safety glove เม.ย. 2565 – มี.ค.2566 (n=25) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ นวัตกรรม safety glove ที่มีค่ำ IOC 0.90 แบบประเมินภำวะ Delirium และแบบบันทึกข้อมูลภำวะแทรกซ้อนจำกกำรผูก ยึดที่มีค่ำ CVI 0.86 ใช้สถิติ Multivariable risk regression ผลการศึกษา: ในกลุ่มที่ใช้นวัตกรรมถุงมือพอใจ (safety glove) เมื่อควบคุมอิทธิพลตัวแปร อำยุ กำรศึกษำ กำรวัด ควำมสำมำรถในกำรด ำเนินกิจวัตรประจ ำวัน กำรวินิจฉัยโรค ชนิดกำรผ่ำตัด ชนิดของกำรได้รับยำสลบ ระยะเวลำกำร
57 ผ่ำตัด จ ำนวนวันนอนโรงพยำบำลจะสำมำรลดโอกำสกำรเกิดกำรดึงท่อช่วยหำยใจของผู้ป่วยที่มีภำวะ Delirium คิดเป็น ร้อยละ 20.0 เมื่อเทียบกับกำรพยำบำลปกติ ทั งนี อำจจะลดลงได้มำกที่สุดคิดเป็นร้อยละ 34.4 น้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 6.4 และลดโอกำสกำรดึงสำยระบำยของผู้ป่วยที่มีภำวะ Delirium คิดเป็นร้อยละ 39.6 เมื่อเทียบกับกำรพยำบำลปกติ ทั งนี อำจจะลดลงได้มำกที่สุดคิดเป็นร้อยละ 58.0 น้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 21.2 ข้อยุติและการน าไปใช้: นวัตกรรมถุงมือพอใจ (safety glove) สำมำรถลดอัตรำกำรดึงท่อช่วยหำยใจและสำยระบำย ต่ำงๆ ได้ควรน ำไปใช้ในผู้ป่วยที่มีภำวะสับสน (Delirium) และผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหำยใจทุกรำย สำมำรถประยุกต์ใช้ได้ใน ผู้ป่วยที่มีภำวะ Alcohol withdrawal ผู้ป่วยผ่ำตัดที่มีภำวะสับสนจำกกำรได้รับยำสลบ ค าส าคัญ : นวัตกรรม safety glove, ผู้ป่วยสูงอำยุที่มีภำวะ Delirium
58 ประสิทธิผลและความถูกต้องของระดับ venous pH จากการส่งตัวอย่างเลือดโดยใช้นวัตกรรม “กระสวย blood gas” เปรียบเทียบกับวิธีดั้งเดิม สุวดี คงพลอย พว., เพชรรัตน์ มหามิตร พว., กลุ่มงานเวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรงพยาบาลล าปาง บทคัดย่อ: ปัจจุบันมีกำรส่ง venous blood gas ในห้องฉุกเฉินเพิ่มมำกขึ น เฉลี่ยปีละ 423 ครั ง (ปีพ.ศ. 2563- 2565) กำรน ำส่งแบบเดิมจ ำเป็นต้องใช้ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ซึ่งมีหลำยขั นตอนในกำรเตรียม เช่น หำแก้ว, เติมน ำแข็ง, และเดินไปเติมน ำ รวมถึงต้องน ำส่งโดยกำรเดินเท่ำนั น เฉลี่ยใช้ระยะเวลำประมำณ 6 นำทีในกำรส่ง ท ำให้เกิดควำม ล่ำช้ำของผลทำงห้องปฏิบัติกำร เพิ่มภำระงำน และขำดแคลนเจ้ำหน้ำที่ จำกปัญหำที่พบส่งผลท ำให้กำรส่งสิ่งส่งตรวจ ล่ำช้ำ และควำมน่ำเชื่อถือของส่งสิ่งส่งตรวจลดลง และผลกำรวิเครำะห์blood gas ล่ำช้ำส่งผลท ำให้ผู้ป่วยได้รับกำร รักษำภำวะคุกคำมต่อชีวิตล่ำช้ำไปด้วย จำกปัญหำดังกล่ำวผู้วิจัย จึงประดิษฐ์นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ขึ น เพื่อส่ง blood gas ทำงท่อลม ความส าคัญของปัญหาการวิจัย: ผู้ป่วยที่มีระดับน ำตำลในเลือดมีค่ำตั งแต่ 250 mg/dL จะได้รับกำรตรวจเพิ่มเติม เพื่อวินิจฉัยภำวะ Diabetic ketoacidosis (DKA) ในอดีตต้องเตรียมอุปกรณ์ ได้แก่แก้วน ำ, เติมน ำแข็ง, และเติมน ำ หลังจำกเก็บตัวอย่ำงเลือดแล้วจะท ำกำรจุ่มลงในแก้ว น ำส่งโดยกำรเดิน ซึ่งใช้ระยะเวลำนำน, และสูญเสียบุคลำกร วัตถุประสงค์การศึกษา: ศึกษำควำมแม่นย ำของค่ำ pH ระหว่ำงกำรใช้นวัตกรรม “กระสวย blood gas” เปรียบเทียบ กับวิธีดั งเดิม และศึกษำประสิทธิผลของระยะเวลำที่ใช้ในกำรส่งตรวจระหว่ำงสองวิธี วิธีการศึกษา: รูปแบบเป็น method-oriented study เก็บตัวอย่ำงไปข้ำงหน้ำในผู้ป่วยที่มีกำรคัดกรองแล้วพบว่ำ ระดับน ำตำลในเลือดมีค่ำตั งแต่ 250 mg/dL ขึ นไป จะได้รับกำรเก็บตัวอย่ำงเลือดด ำสองชุด ชุดละ 1 ml แล้วปิดจุก แบ่งเป็นกลุ่มนวัตกรรม กับกลุ่มเดิม นวัตกรรมจะถูกเก็บในช่องแช่แข็งล่วงหน้ำ น ำเลือดที่ได้ บรรจุใน “กระสวย blood gas” แล้วส่งทำงท่อลม ในขณะที่กลุ่มเดิมจะน ำส่งโดยกำรเดิน เปรียบเทียบค่ำ pH ระหว่ำงสองกลุ่มโดยใช้สถิติ paired t-test ค ำนวณค่ำ error โดยใช้สูตร [pH กระสวย blood gas – pH กลุ่มเดิม] ค่ำ error ที่ยอมรับได้ตำม Clinical Laboratory Improvement Amendments (CLIA) คือ ไม่เกิน ±0.04 น ำเสนอในรูปแบบ modified BlandAltman plot เปรียบเทียบระยะเวลำในกำรส่งโดยใช้สถิติ Wilcoxon signed-rank test ก ำหนดนัยส ำคัญที่ p<0.05 ผลการศึกษา: ช่วงเวลำตั งแต่ เม.ย.-พ.ค.66 ค่ำ pH ที่สำมำรถเปรียบเทียบได้ระหว่ำง 2 กลุ่ม จ ำนวน 24 ชุด ค่ำ mean±SD ระหว่ำงกลุ่ม “กระสวย blood gas” และกลุ่มเดิม มีค่ำใกล้เคียงกัน (7.33±0.12 vs. 7.33±0.12; p=0.866) นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ช่วยประหยัดเวลำได้ 6.83±5.16 นำที (p<0.001) อภิปรายผล: ท ำกำรทดลองวัดอุณหภูมิ 5 ครั ง ระหว่ำงควำมสำมำรถในกำรรักษำควำมเย็น เมื่ออุณหภูมิผ่ำนไป 30 นำที ระหว่ำง กลุ่มนวัตกรรม, น ำแข็งก้อน (6 ก้อนตำมเวชปฏิบัติ), และน ำแข็งทุบละเอียด; วัดอุบัติกำณ์กำรเกิดภำวะ ไม่พึงประสงค์เช่น หลอดแตก, เลือด clot, hemolysis, air contamination; เปรียบเทียบค่ำ pH ระหว่ำงกลุ่ม นวัตกรรมกับวิธีดั งเดิม (น ำแข็งก้อน) โดยใช้สถิติ paired t-test น ำมำ plot ในรูปแบบ modified Bland-Altman plot ซึ่งไม่ควรต่ำงกันเกิน ±0.04 (Clinical Laboratory Improvement Amendment) สรุปและข้อเสนอแนะ: นวัตกรรม “กระสวย blood gas” ให้ค่ำ venous pH ที่แม่นย ำ ลดภำระคน และส่งผลเลือด ได้เร็วขึ น ควรศึกษำเพิ่มเติมในผู้ป่วยที่มีภำวะ metabolic acidosis ค าส าคัญ: Venous Blood Gas, pH, กระสวย Blood gas, Innovation
59 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางต่อเนื่องที่บ้านด้วยแนวคิดการดูแลแบบเอื้ออาทรและพุทธจิตวิทยา นางสาวกชพร เขื่อนธนะ,นางรมิดา เชาว์ชวาเขต ,นางจินตนา แสงจันทร์ โรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน บทคัดย่อ กำรวิจัยและพัฒนำนี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเครำะห์สถำนกำรณ์และสภำพปัญหำในกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปำะ บำงต่อเนื่องที่บ้ำน 2) พัฒนำระบบดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนโดยใช้แนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและ พุทธจิตวิทยำบ้ำน และ 3) ประเมินผลระบบกำรดูแลกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำน แบ่งกำรวิจัยเป็น 3 ระยะ กลุ่ม ตัวอย่ำงที่ใช้ ได้แก่ ทีมสหวิชำชีพ บุคลำกรสำธำรณสุข จ ำนวน 15 คน จิตอำสำ ภำคีเครือข่ำย จ ำนวน 50 คนผู้ป่วย และครอบครัว จ ำนวน 50 คน ได้พัฒนำ ระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนโดยใช้แนวคิดกำรดูแลแบบ เอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ(เชียงกลำงโมเดล)ผู้เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัยได้แก่แนวค ำถำมกำรสัมภำษณ์เชิงลึกแนวค ำำ ถำมกำรสนทนำกลุ่มแบบประเมินควำมพึงพอใจ แบบประเมินควำมสุข ควำมรู้สึกมีคุณค่ำในตัวเอง แบบประเมินอำกำร รบกวน วิเครำะห์ข้อมูลคุณภำพด้วยกำรวิเครำะห์เนื อหำ ข้อมูลเชิงปริมำณวิเครำะห์ด้วยสถิติบรรยำย และสถิติทดสอบ paired sample t- test และ Wilcoxon sign rank test ผลกำรวิจัยพบว่ำ 1)กำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์สภำพปัญหำ ควำมต้องกำรพบว่ำผู้ป่วยและญำติต้องกำรกำรสนับสนุนอุปกรณ์ทำงแพทย์และวัสดุที่สิ นเปลืองเพิ่มขึ นและควำม ช่วยเหลือในมิติทำงสังคมและกำรจัดกำรอำกำรรบกวนในระยะท้ำย กำรดูแลที่เข้ำถึงจิตวิญญำณ 2) กำรพัฒนำระบบ กำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำประกอบด้วย 1) ก ำหนดเป็นประเด็นกำรดูแลสุขภำพระดับอ ำเภอ(พชอ.)ตำมแนวคิด UCCARE 2) ก ำหนดรูปแบบกำรดูแลเป็น 2 มิติ คือบริกำรทำงด้ำนสุขภำพและมิติทำงสังคมจัดระบบกำรดูแลช่วยเหลือ ยกระดับกำรท ำงำนของทีมบูรณำกำรเป็นแบบ หุ้นส่วน 3) มีกำรระดมทุนที่หลำกหลำย 4)มีศูนย์สนับสนุนอุปกรณ์ทำงกำรแพทย์ที่ครอบคลุมควำมต้องกำรผู้ป่วย 5) พัฒนำแบบฟอร์มและคู่มือแนวปฏิบัติในกำรดูแลผู้ป่วย 6)พัฒนำศักยภำพทีมดูแลกำรพัฒนำศักยภำพด้วยควำมรู้ควบ คู่ควำมรัก 7) เสริมพลังคนท ำงำนโดยสร้ำงกำรเรียนรู้จำกบุคคล/ พื นที่ต้นแบบ 8)จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบเสริม พลังทั งในและนอกพื นที่ 9) จัดกำรดูแลผู้ป่วยเป็นรำยกรณีในลักษณะ Home Ward โดยพยำบำลผู้จัดกำรศูนย์ดูแล ต่อเนื่องโรงพยำบำลในกำรจัดกำร ก ำกับระบบกำรดูแล (Care management ) ให้ค ำปรึกษำ 9)พัฒนำสมรรถนะ บุคลำกรสำธำรณสุข(รพ.สต.)เครือข่ำยในกำรเป็นผู้จัดกำรดูแลแบบ 3 in 1 (FM, LTC, palliative care) และพัฒนำ องค์กรสงฆ์ในกำรเป็นผุ้น ำทำงจิตวิญญำณร่วมกับสร้ำงสำมเณร care giver ดูแลสุขภำพชุมชน และ 3) เกิดผลลัพธ์ที่ดี ทีมสหวิชำชีพและบุคลำกรสำธำรณสุขมีควำมสุข ควำมรู้สึกมีคุณค่ำในตัวเองเพิ่มขึ นอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P<.01) คะแนนควำมพึงพอใจต่อกำรดูแลแบบเอื ออำทรและประคับประคอง ของผู้ป่วยและญำติมำกกว่ำก่อนกำรพัฒนำอย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติ (P- value<.01) ผู้ป่วยมีคุณภำพชีวิตที่ดีได้รับกำรจัดกำรอำกำรรบกวนที่เหมำะสม คะแนนอำกำร รบกวนลดลงหลังจัดกำรดูแลอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที p-value<0.1 ได้รับกำรวำงแผนสุขภำพร้อยละ 100 มีอัตรำ กำรตำยดี ร้อยละ 98 ผลกำรศึกษำนี จึงสรุปได้ว่ำ กำรสร้ำงคุณค่ำพัฒนำคน คือบ่อเกิดสุขภำวะที่ลึกที่สุด น ำไปสู่กำร สร้ำงระบบสุขภำพชุมชนให้เข้มแข็งได้ ควรส่งเสริมและขยำยให้มีกำรพัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่อง ที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงและโรคเรื อรังอื่น ในพื นที่ โรงพยำบำลที่มีบริบทใกล้เคียงกันและสำมำรถน ำไปก ำหนดเป็นนโยบำยกำรดูแลในระดับโรงพยำบำลเขตหรือประเทศ ต่อไป ค าส าคัญ: พัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำน, แนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทร, แนวคิดพุทธ จิตวิทยำ
60 ความส าคัญของปัญหาการวิจัย ประเทศไทยได้ก้ำวสู่สังคมสูงวัยอย่ำงสมบูรณ์ โรคมะเร็งกับโรคเรื อรังยังคงเป็นสำเหตุกำรเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของทั่วโลกรวมทั งในประเทศไทย ในแต่ละปีมีผู้ป่วยระยะสุดท้ำยที่เสียชีวิตประมำณ 4 แสนคน และในจ ำนวนนี เป็น ผู้สูงอำยุรำว 3 แสนคน และมีจ ำนวนเพิ่มขึ นเรื่อย ๆ กำรเจ็บป่วยด้วยโรคร้ำยแรง โรคเรื อรัง และควำมชรำภำพจึงเป็น สำเหตุหลักที่น ำมำสู่ข้อจ ำกัดหรือกำรสูญเสียควำมสำมำรถในกำรกำรดูแลตนเอง ส่งผลให้มีโอกำสเกิดควำมเปรำะบำง ได้หลำยมิติ ได้แก่ ควำมเปรำะบำงในเชิงร่ำงกำยและจิตใจ ควำมเปรำะบำงที่เกิดจำกปัจจัยภำยนอกทั งด้ำนเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และปัจจัยภำยใน น ำไปสู่กำรใช้ชีวิตต่ ำกว่ำมำตรฐำนที่สังคมก ำหนดไว้ (Jonathan Houghton et.al,2009) อ ำเภอเชียงกลำงก้ำวเข้ำสู่สังคมผู้สูงอำยุโดยสมบูรณ์ในปี 2562 (ร้อยละ 25.6)โรคมะเร็งเป็นสำเหตุ กำรเสียชีวิตอันดับหนึ่ง รอง ลงมำคือโรคหลอดเลือดสมองตำมล ำดับ กลุ่มโรคที่ต้องดูแลต่อเนื่องมำกที่สุด คือโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคปอดอุดกั นเรื อรัง ตำมล ำดับ กลุ่มวัยที่ต้องดุแลมำกที่สุดคือผู้สูงอำยุทั งที่มีโรคเรื อรังและมี ภำวะพึ่งพิง รพ.เชียงกลำงได้พัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้ำนโดยกระบวนกำรมีส่วนร่วมของชุมชนมำตั งแต่ ปี 2556-2560 ในกลุ่มผู้ป่วยประคับประคอง ติดบ้ำนติดเตียง และผู้พิกำรที่มีข้อจ ำกัด ภำยใต้แนวคิดกำรดูแลแบบองค์ รวมและคนในชุมชนไม่ทอดทิ งกัน โดยใช้หลักกำรดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองในระยะท้ำยของ WHO 6 ด้ำนเป็น แนวคิดเชิงเนื อหำ และวงจรวิจัยปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม เป็นแนวคิดเชิงกระบวนกำรในกำรขับเคลื่อนกิจกรรมกำร พัฒนำ เน้นกำรเชื่อมภำคีเครือข่ำย สร้ำงกำรมีส่วนร่วม บูรณำกำรงำนนโยบำย หมุนเกลียวกระบวนกำรพัฒนำทุกรอบ ปี จนได้ระบบกำรดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้ำนของ อ.เชียงกลำง(เชียงกลำงโมเดล) ตั งแต่ปี 2561 เป็นต้นมำ จึงต้อง พัฒนำต่อเนื่องตำมองค์ประกอบของระบบที่ถูกพัฒนำขึ น ถึงแม้จะมีทีมบูรณำกำรในกำรดูแลผุ้ป่วยกัน ส่งผลให้ผู้ป่วย จะเข้ำถึงบริกำรได้ครอบคลุมมำกขึ น มีคุณภำพชีวิตที่ดีและตำยดีมำกขึ น แต่เมื่อวิเครำะห์เชิงลึกพบว่ำกลุ่มผู้ป่วยที่ต้อง ดูแลที่บ้ำนในกลุ่มผู้ป่วย(ทั่วไป/สูงอำยุ)ที่มีปัญหำซับซ้อนทั งโรคเรื อรังร่วมหลำยโรค ระยะท้ำย มีภำวะพึ่งพิง มีอุปกรณ์ ทำงกำรแพทย์ติดตัว ถือเป็นกลุ่มเปรำะบำงที่มีปัญหำและควำมต้องกำรในทุกด้ำนที่ซับซ้อน ตลอดจนควำมต้องกำร ด้ำนจิตวิญญำณที่ส่งผลจำกประสบกำรณ์และควำมเชื่อของบุคคล ควำมเปรำะบำงที่เกิดขึ นถือเป็นหนึ่งในควำม เปลี่ยนแปลงที่น ำไปสู่ควำมทุกข์ทั งกำยและใจ ก่อกระทบกับอีกหลำยๆคนตำมระดับควำมสัมพันธ์ กำรจัดกำรดูแลใน ผู้ป่วยกลุ่มนี จึงต้องใช้ควำมรู้ ทักษะและควำมควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำนในกำรจัดกำรอำกำรรบกวนในระยะ 1 เดือน สุดท้ำยอย่ำงมีประสิทธิภำพ ร่วมกับกำรดูแลด้ำนจิตใจและจิตวิญญำณ กำรสนับสนุนบริกำรด้ำนสังคมและต้องเข้ำถึง บริกำรได้ 24 ชม. (ศรีเวียง โรจนไพศำล, สัมมนำTDRI) เป็นกำรเยียวยำคนทั งคนโดยรวมด้วยหัวใจควำมเป็นมนุษย์ เยียวยำทั งทำงกำย ทำงจิต ทำงสังคม และทำงจิตวิญญำณ (ประเวศ วะสี, 2552) ผู้วิจัยจึงต้องกำรพัฒนำระบบกำร ดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำน ให้สอดคล้องกับสภำพปัญหำและควำมต้องกำร บริบททำงสังคมและ วัฒนธรรมของชุมชน โดยบูรณำกำรแนวคิดกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคองระยะท้ำยของ WHO แนวคิดพุทธจิตวิทยำ และทฤษฎีควำมเป็นมนุษย์ของวัตสันในกำรดูแลผู้ป่วยระยะยำวและประคับประคองระยะท้ำยที่บ้ำน จะน ำไปสู่กำร ดูแลผู้ป่วยอย่ำงเป็นระบบมีผลลัพธ์ที่ดีและเกิดควำมยั่งยืนต่อไป
61 วัตถุประสงค์การศึกษา 1.เพื่อศึกษำสถำนกำรณ์ปัญหำ กำรด ำเนินกำรที่ผ่ำนมำและควำมต้องกำรของระบบบริกำรผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงที่ ต้องรับกำรดูแลต่อเนื่องที่บ้ำน 2.เพื่อพัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ 3.เพื่อศึกษำผลของระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธ จิตวิทยำ วิธีศึกษา อธิบำยรูปแบบกำรศึกษำ กำรก ำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำง และวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่ำง วิธีกำรวิเครำะห์ข้อมูล / สถิติที่ ใช้กำรศึกษำครั งนี เป็นกำรวิจัยและพัฒนำ (research and development [R & D]) ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษำสถำนกำรณ์ปัญหำและควำมต้องกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำน ระยะที่ 2 พัฒนำระบบ กำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนโดย์ใช้แนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ และระยะที่ 3 ประเมินผลระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนฯ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง - ประชำกรเป็นผู้ป่วยและญำติผู้ดูแลผู้ป่วยที่ได้รับกำรดูแลต่อเนื่องที่บ้ำนทั งหมด ในช่วงเดือนมีนำคม 2562- เดือนธันวำคม 2563 โดยมีเกณฑ์กำรคัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง คือ 1) เป็นผู้ป่วยและญำติผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำง ในกลุ่มผู้ป่วย(ทั่วไป/สูงอำยุ)ที่มีปัญหำซับซ้อนทั งโรคเรื อรังร่วมหลำยโรค ระยะท้ำย มีภำวะพึ่งพิง มีอุปกรณ์ทำง กำรแพทย์ติดตัว มีคะแนน Barthel ADL index อยู่ในช่วง 0–11 คะแนน (moderate to severe dependent persons) และหรือผู้ป่วยประคับประคองระยะท้ำย มีคะแนน PPS 50% ลงมำ และ 2) ยินยอมเข้ำร่วมกำรวิจัย ได้ กลุ่มมตัวอย่ำงจ ำนวน 50 คน - ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำงเป็นทีมสหวิชำชีพ ในโรงพยำบำล(แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักกำยภำพบ ำบัด นักเทคนิคกำรแพทย์ และพยำบำล) และพยำบำลหรือนักวิชำกำรสำธำรณสุขรพ.สต.เครือข่ำย จ ำนวน 15 รำยคัดเลือก โดยวิธีกำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำงแบบเฉพำะเจำะจง(Purposive Sampling) ก ำหนดคุณสมบัติดังนี 1) ที่เป็นผู้จัดกำรดูแลผุ้ สูงอำยุและผู้ป่วยประคับประคองที่อยู่ในเครือข่ำยกำรดูแลของโรงพยำบำลเชียงกลำง 2) ทีมสหวิชำชีพโรงพยำบำลมี บทบำทในกำรดูแลผู้ป่วยดูแลต่อเนื่องที่บ้ำน - ทีมในชุมชนประกอบด้วยจิตอำสำดูแลผู้ป่วยที่บ้ำน(อสม.) ผู้ดูแลผู้ป่วย(care giver) อำสำบริบำล อสม. แกนน ำชุมชน ภำคีเครือข่ำยทั งภำครัฐและเอกชน เช่น องค์กรสงฆ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้นที่ก ำหนด คุณสมบัติดังนี 1)มีบทบำทในกำรดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้ำนอย่ำงน้อย 1 ปี 2) ผ่ำนกำรพัฒนำศักยภำพตำมหลักสูตรที่ ก ำหนด จ ำนวน 50 คน การวิเคราะห์ข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ข้อมูลเชิงคุณภำพจำกกำรถอดบทเรียน สัมภำษณ์เชิงลึก สนทนำกลุ่มใช้กำรวิเครำะห์เนื อหำ (content analysis) ข้อมูลเชิงปริมำณ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย ทีมสหวิชำชีพและบุคลำกรสำธำรณสุข ทีมสุขภำพในชุมชน(จิต อำสำและภำคีเครือข่ำย) แบบประเมินกำรตำยดี แบบประเมินอำกำรรบกวน ตัวชี วัดกำรเกิดภำวะแทรกซ้อนและกำร ท ำ advanced care plan วิเครำะห์ด้วยสถิติควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ข้อมูลแบบประเมิน ควำมสุขของจิตอำสำ ควำมรู้สึกมีคุณค่ำของเจ้ำหน้ำที่ ควำมพึงพอใจของผู้ป่วยและญำติต่อกำรดูแลแบบเอื ออำทรและ ประคับประคองที่บ้ำน เปรียบเทียบก่อน-หลังได้รับกำรพัฒนำ วิเครำะห์ด้วยสถิติ Wilcoxon signed-rank test ส่วน
62 ของทีมในชุมชน ควำมสุขของเจ้ำหน้ำที่ใช้สถิติ paired T-test กำรตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือ ผู้วิจัยน ำเครื่องมือแบบ ประเมินต่ำงๆ และแบบสอบถำมกึ่งโครงสร้ำง ผ่ำนกำรตรวจสอบเชิงเนื อหำจำกผู้เชี่ยวชำญ 3 ท่ำนได้ค่ำดัชนีควำม สอดคล้อง (Index Often Objective Congruence: IOC) ระหว่ำง .67-1.00 น ำไปทดลองใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มี คุณสมบัติคล้ำยคลึงกับกลุ่มตัวอย่ำงในพื นที่ใกล้เคียง จ ำนวน 10 รำย และหำค่ำควำมเชื่อมั่นโดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟำ ของคอนบำค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยได้ค่ำระหว่ำง .80 -.98 ผลการศึกษา ผลการศึกษาระยะที่ 1 กำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์สภำพปัญหำควำมต้องกำรและกำรด ำเนินงำนของระบบบริกำรผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำง ดูแลต่อเนื่องที่บ้ำน จ ำแนกได้เป็นประเด็นดังนี 1) ผู้ป่วยและญำติต้องกำรคนมำชวนพูดคุย ช่วยเหลือกิจวัตรประจ ำวัน มีควำมจ ำเป็นที่ต้องได้รับสนับสนุนอุปกรณ์ทำงแพทย์และวัสดุที่สิ นเปลืองเพิ่มขึ นและ บำงส่วนมีปัญหำด้ำนเศรษฐกิจ ต้องกำรควำมช่วยเหลือเป็นค่ำใช้จ่ำยในกำรด ำรงชีพและรักษำพยำบำล มีควำมต้องกำรจัดกำรอำกำรรบกวนในระยะ สุดท้ำยอย่ำงมีประสิทธิภำพและกำรเยียวยำด้ำนจิตวิญญำณในระดับสูง มีโอกำสได้วำงแผนกำรดูแลล่วงหน้ำและให้โรค ด ำเนินไปตำมธรรมชำติจำกไปอย่ำงสงบที่บ้ำน 2) กำรจัดบริกำรด้ำนสังคม บทบำทกำรท ำงำนของทีมบูรณำกำรยังมี กำรทับซ้อนไม่ชัดเจน กำรระดมทุนยังกระจำยไม่ครอบคลุมทุกพื นที่ 3) กำรจัดบริกำรด้ำนสุขภำพ ทีมสหวิชำชีพ บุคลำกรสำธำรณสุขและทีมสุขภำพในชุมชนยังขำดทักษะกำรประเมินและดูแลที่เข้ำถึงจิตวิญญำณ ทักษะในกำรสื่อสำร กำรให้ค ำปรึกษำกับผู้ป่วยและครอบครัว องค์ควำมรู้ในกำรดูแลระยะท้ำย กำรดูแลเพื่อกำรป้องกันภำวะแทรกซ้อนใน ระยะยำว และวำงแผนสุขภำพล่วงหน้ำ มีควำมเข้ำใจที่ควำมคลำดเคลื่อนของกำรดูแลในระยะสุดท้ำย ผลการศึกษาระยะที่ 2 กำรพัฒนำระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธ จิตวิทยำพัฒนำต่อยอดจำกระบบกำรดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้ำน(เชียงกลำงโมเดล)เดิมที่พัฒนำมำจำกระบวนกำรมีส่วน ร่วมของชุมชนภำยใต้แนวคิดกำรดูแลแบบประคับประคองระยะท้ำยของ WHO 6 ด้ำน ระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่ม เปรำะบำงในระยะยำวและระยะท้ำยที่บ้ำนใช้แนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรของวัตสันและพุทธจิตวิทยำมำร่วม ออกแบบระบบ ดังรำยละเอียดต่อไปนี 1) ก ำหนดประเด็นกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงในระยะยำวและระยะท้ำยที่ บ้ำนเป็นประเด็นกำรดูแลสุขภำพระดับอ ำเภอ(พชอ.)ตำมแนวคิด UCCARE 2) ก ำหนดรูปแบบกำรดูแลเป็น 2 มิติ คือ บริกำรทำงด้ำนสุขภำพที่เน้นกำรดูแลควำมเป็นมนุษย์และมิติทำงสังคมจัดระบบกำรดูแลช่วยเหลือ ก ำหนดบทบำทที่ ชัดเจนของทีมบูรณำกำร และยกระดับกำรท ำงำนของทีมบูรณำกำรเป็นแบบหุ้นส่วน 3) มีกำรระดมทุนที่หลำกหลำยให้ ประชำชนทุกครอบครัวรับผิดชอบในกำรระดมทุน(ผ้ำป่ำกองทุนคนเชียงกลำงไม่ทิ งกัน)ทุกปี 4)มีศูนย์สนับสนุนอุปกรณ์ ทำงกำรแพทย์ที่ครอบคลุมควำมต้องกำรผู้ป่วย 5) พัฒนำแบบฟอร์มและคู่มือแนวปฏิบัติในกำรดูแลผู้ป่วย 6)พัฒนำ ศักยภำพทีมดูแลกำรพัฒนำศักยภำพด้วยควำมรู้ควบคู่ควำมรัก ด้ำนควำมรู้ใช้หลักเวชศำสตร์ครอบครัว แนวคิดดูแล ผู้ป่วยที่บ้ำนทั งระยะยำวและประคับประคองมำออกแบบสร้ำงกำรเรียนรู้ ทั งหลักสูตรในห้องเรียน และเรียนรู้จำกกำร ปฏิบัติโดยมีหลักสูตรพื นฐำนและหลักสูตรเฉพำะ ด้ำนควำมรักเป็นกำรพัฒนำมิติทำงจิตวิญญำณ โดยน ำปัจจัยดูแลแบบ เอื ออำทรและแนวคิดพุทธจิตวิทยำ มำออกแบบในกำรพัฒนำคน เสริมพลัง สร้ำงคุณค่ำ ด้วยกำรบ่มเพำะเมล็ดพันธ์แห่ง ควำมดีในหัวใจ 7) เสริมพลังคนท ำงำนโดยสร้ำงกำรเรียนรู้จำกบุคคล/ พื นที่ต้นแบบ 8)จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบ เสริมพลังทั งในและนอกพื นที่ 9) จัดกำรดูแลผู้ป่วยเป็นรำยกรณีในลักษณะ Home Ward โดยพยำบำลผู้จัดกำรศูนย์
63 ดูแลต่อเนื่องโรงพยำบำลในกำรจัดกำร ก ำกับระบบกำรดูแล (Care management ) โดยใช้กระบวนกำรพยำบำล เชื่อมโยงกำรกำรดูแลแบบเอื ออำทร เป็นพี่เลี ยงให้ค ำปรึกษำกับ รพ.สต.เครือข่ำยและจิตอำสำในพื นที่ ขับเคลื่อนงำน ด้วยพลังบวก ควำมรักและกำรสื่อสำรแบบเสริมพลัง 9)พัฒนำสมรรถนะบุคลำกรสำธำรณสุข(รพ.สต.)เครือข่ำยในกำร เป็นผู้จัดกำรดูแลแบบ 3 in 1 (FM, LTC, palliative care) และพัฒนำองค์กรสงฆ์ในกำรเป็นผุ้น ำทำงจิตวิญญำณ ร่วมกับสร้ำงสำมเณร care giver ดูแลสุขภำพชุมชน ผลการศึกษาระยะที่ 3 น ำระบบที่ได้ถูกพัฒนำขึ นถูกยืนยันในระยะที่ 2 มำใช้ในกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนในระหว่ำง เดือนมีนำคม 2562 ถึงเดือนธันวำคม 2563 ในพื นที่เขตรับผิดชอบของโรงพยำบำลเชียงกลำงและรพ.สต.เครือข่ำย ผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงจ ำนวน 50 คน จ ำแนกผู้ป่วย เป็นเพศชำย ร้อยละ 52 เพศหญิง ร้อยละ 48 อำยุต่ ำสุด 37 ปี มำกสุด 93 ปี อำยุเฉลี่ย 68.66 ปี เป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแลระยะยำว จ ำนวน 13 ร้อยละ 26 (โรคหลอดเลือดสมอง 1 รำย กำรบำดเจ็บที่ไขสันหลัง 4 รำย และเส้นเลือดด ำอุดตัน 1 รำย) ADL ต่ ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 8 คะแนน ผู้ป่วย ประคับประคองระยะท้ำยจ ำนวน 37 ร้อยละ 74 ในจ ำนวนนี เป้นผู้ป่วยมะเร็งจ ำนวน 25 รำย คิดเป็นร้อยละ 67.57 ไม่ใช่โรคมะเร็งจ ำนวน 12 รำย ร้อยละ 32.43 (หลอดเลือดสมอง 6 รำย หัวใจวำย/โรคปอดอุดกั นเรื อรัง 2 รำย ไต วำย 1 รำย) และคะแนน PPS Score ต่ ำสุด 10 คะแนน สูงสุด 50 คะแนน คะแนนเฉลี่ ย 40.58 ทั ง 2 กลุ่ม จ ำแนกควำเปรำะบำงได้ดังนี กลุ่มเปรำะบำงจ ำแนกเป็นดังนี มีโรคร่วมหรือร้ำยแรง ร้อยละ 78 มีโรคร่วมและร้ำยแรง ร้อยละ 22 มีควำมพิกำร ร้อยละ 42 ใช้อุปกรณ์ที่บ้ำน ร้อยละ 100 ฐำนะยำกจนร้อย 34 อยู่ล ำพังคนเดียวร้อยละ 6 อยู่ล ำพัง 2 คน ร้อยละ 6 คะแนนควำมควำมสุข ควำมรู้สึกมีคุณค่ำของทีมสหวิชำชีพ บุคลำกรสำธำรณสุขและจิต อำสำมำกกว่ำก่อนกำรพัฒนำอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P- value<.01) คะแนนควำมพึงพอใจต่อกำรดูแลแบบเอื อ อำทรและประคับประคอง ของผู้ป่วยและญำติมำกกว่ำก่อนกำรพัฒนำอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P- value<.01) ผู้ป่วย มีคุณภำพชีวิตที่ดีได้รับกำรจัดกำรอำกำรรบกวนที่เหมำะสม คะแนนอำกำรรบกวน( ESAS) ลดลงหลังจัดกำรดูแลอย่ำง มีนัยส ำคัญทำงสถิติที p-value<0.1 เกิดภำวะแทรกซ้อนในระดับต่ ำ ได้รับกำรวำงแผนสุขภำพร้อยละ 100 มีอัตรำ กำรตำยดี ร้อยละ 98 เกิดกำรช่วยเหลือควำมเปรำะบำงด้ำนสังคมที่ครอบคลุมควำมต้องกำรของผู้ป่วย เกิดจำกกำร ระดมทุนที่หลำกหลำย จำกกองทุนรวมจ ำนวน 20 กองทุน เป็นเงินรำยรับ 1,400,268 บำท แยกเป็นเป็นกองทุน ระดับอ ำเภอ 2 กองทุน ระดับต ำบล 3 กองทุน ระดับหมู่บ้ำน 15 กองทุน มีกำรจ่ำยช่วยเหลือไปแล้วจ ำนวน 1,130,310 บำท อภิปรายผล จำกกำรกำรวิเครำะห์สถำนกำรณ์สภำพปัญหำ ควำมต้องกำรและกำรด ำเนินงำนของระบบบริกำรผู้ป่วย กลุ่มเปรำะบำงดูแลต่อเนื่องที่บ้ำนทั งประเด็นควำมต้องกำรสนับสนุนอุปกรณ์ทำงแพทย์ วัสดุที่สิ นเปลืองและผู้ดูแล สอดคล้องกับกำรศึกษำของสถำบันวิจัยเพื่อสังคมไทย(TDRI) น ำไปสู่กำรบูรณำกำรกำรดูแลแบบประคับประคองเข้ำไป ในระบบกำรดูแลระยะยำว ต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ พัฒนำต่อยอดจำก ระบบกำรดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องที่บ้ำน(เชียงกลำงโมเดล)เดิมที่พัฒนำมำจำกระบวนกำรมีส่วนร่วมของชุมชนภำยใต้แนวคิด กำรดูแลแบบประคับประคองระยะท้ำยของ WHO 6 ด้ำน ก ำหนดเป็นประเด็นในระบบสุขภำพของอ ำเภอ ท ำให้เกิด สังคมเอื ออำทรแบบเป็นหุ้นส่วน เกิดกำรจัดระบบกำรดูแลทั งมิตทำงสุขภำพในลักษณะ Home Ward เป็นรำยกรณี และกำรดูแลมิติทำงสังคมที่ครอบคลุม น ำไปสู่ผลลลัพธ์ที่ดีของผู้ป่วยมีคุณภำพชีวิตที่ดี และตำยดีในที่สุด ทีมสหวิชำชพ และบุคลำกรสำธำรณสุขมีควำมสุขและควำมรู้สึกมีคุณค่ำในตัวเองเพิ่มขึ น ท ำให้ระบบที่ได้จำกกำรพัฒนำสำมำรถ
64 น ำไปใช้ได้อย่ำงเหมำะสมตำมบริบทในพื นที่ ส่งผลต่อคุณภำพชีวิตที่ดีและควำมยั่งยืนในกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำง (ระยะยำวและระยะท้ำย)ต่อเนื่องที่บ้ำนต่อไป สรุปและข้อเสนอแนะ กระบวนกำรเสริมพลัง สร้ำงคุณค่ำคนท ำงำน โดยกำรพัฒนำมิติทำงจิตวิญญำณเป็นสิ่งส ำคัญ เพรำะจิต วิญญำณ คือจุดเริ่มต้น และเป็นทั งหมดของควำมงดงำมแห่งควำมเป็นมนุษย์ หำกเรำสำมำรถท ำให้เมล็ดพันธุ์แห่งคุณค่ำ ในชีวิตของแต่ละคนนั นงอกงำม ควำมเป็นจิตวิญญำณก็จะถูกพัฒนำขึ นมำในชีวิตของคนทุกคน เป็นกำรวำงรำกฐำนอัน มั่นคงของชีวิตที่มีคุณค่ำ มีควำมสุข ให้ประโยชน์กับทั งตนเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดควำมสุขโดยแท้ทั งต่อผู้ให้และผู้รับ คุณค่ำของกำรพัฒนำคนด้วยกำรพัฒนำควำมรู้ควบคู่ควำมรัก เคลื่อนด้วยใจ ไม่ใช้ปัญหำน ำ ขับเคลื่อนประเด็นกลุ่ม เปรำะบำง แต่สร้ำงผลลัพธ์หรือรูปธรรมควำมส ำเร็จของกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตได้ครบทุกมิติ ทั งด้ำนนสุขภำพ (กลุ่ม เปรำะบำงมีคุณภำพชีวิตที่ดี-มีระบบกำรดูแลผู้ป่วย/ผู้สูงอำยุต่อเนื่องที่บ้ำนแบบบูรณำกำร) ด้ำนเศรษฐกิจ (แก้ปัญหำ รพ.ขำดแคลนงบประมำณ มีกองทุนรองรับระยะยำว) และด้ำนสังคม (สังคมมีควำมรักสำมัคคี ผู้รับสุขใจ ผู้ให้อิ่มใจ จนท. ท ำงำนอย่ำงมีควำมสุขและภำคภูมิใจ เป็นต้น) ผลลัพธ์ที่ได้มำกกว่ำกำรแก้ปัญหำ แต่ไปไกลถึงกำรจัดกำรเชิงระบบแบบ บูรณำกำร สร้ำงกำรมีส่วนร่วมได้อย่ำงยั่งยืน (เชียงกลำงโมเดล : ระบบกำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำน ระบบกำรจัดกำรกองทุน) สอดคล้องกับค ำกล่ำวของหมอประเวศที่ว่ำ กำรสร้ำงคุณค่ำพัฒนำคน คือบ่อเกิดสุขภำวะที่ลึก ที่สุด น ำไปสู่กำรสร้ำงระบบสุขภำพชุมชนให้เข้มแข็งได้ ควรส่งเสริมและขยำยให้มีกำรใช้ระบบกำรดูแลผุ้ป่วยกลุ่ม เปรำะบำงต่อเนื่องที่บ้ำนด้วยแนวคิดกำรดูแลแบบเอื ออำทรและพุทธจิตวิทยำ ในกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มเปรำะบำงและโรค เรื อรังอื่น ในพื นที่โรงพยำบำลที่มีบริบทใกล้เคียงกัน และสำมำรถน ำไปก ำหนดเป็นนโยบำยกำรดูแลในระดับ โรงพยำบำล เขตหรือประเทศต่อไปได้
65 การพัฒนารูปแบบการพยาบาลผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่ จังหวัดล าพูน พว.ศศิธร พิชัยพงศ์,พว.โสภา บัวงาม พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ศูนย์ดูแลแผลและออสโตมี กลุ่มงานการพยาบาลผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยาบาลล าพูน ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา กลุ่มงำนกำรพยำบำลผู้ป่วยศัลยกรรม โรงพยำบำล ำพูน ให้กำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ผ่ำตัดทวำรเทียมจำก สถิติปี 2563 2564 2565 มีผู้ป่วยรำยใหม่ 76 66 65 รำยตำมล ำดับ จ ำนวนผู้ป่วยรอดชีวิตมีแนวโน้มสูงขึ นปี 2563 2564 2565 เท่ำกับ 96 128 128 รำยตำมล ำดับ มีอัตรำกำรเกิดภำวะแทรกซ้อนจำกกำรดูแลมีแนวโน้ม สูงขึ นปี 2563 2564 2565 คือ 5.26 7.58 9.23 ตำมล ำดับ กำรดูแลผู้ป่วยกลุ่มดังกล่ำวมีพยำบำลเฉพำะทำง ออสโตมีฯ จ ำนวน 3 คน จึงศึกษำปัจจัยที่มีผลต่อควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียมของผู้ป่วยและญำติ จังหวัดล ำพูน ผลกำรศึกษำพบว่ำด้ำนโครงสร้ำงมีนโยบำยสนับสนุนกำรพัฒนำงำนที่ชัดเจน ผู้ปฏิบัติสำมำรถเสนอแนวคิดและ ด ำเนินกำรพัฒนำงำนที่รับผิดชอบได้ด้ำนกระบวนกำรพบว่ำ ปัจจัยที่ส่งผลต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลต่อควำมมั่นใจในกำร ดูแลทวำรเทียมแบ่งเป็น1.กำรเตรียมควำมพร้อมต่อกำรเปลี่ยนแปลงภำพลักษณ์และกำรใช้ชีวิตประจ ำวัน ได้แก่สับสน และไม่มั่นใจต่อกำรเปลี่ยนแปลงภำพลักษณ์หลังผ่ำตัด กังวลเรื่องกำรวำงแผนดูแลหลังผ่ำตัดรวมถึงผู้ดูแล 2.กำรผ่ำตัด และกำรสอนกำรดูแลแผลผ่ำตัด 3.กำรสอนกำรดูแลทวำรเทียม มีประเด็นปัญหำคือสอนกำรใช้อุปกรณ์ไม่ครบทุกชนิด, กำรสอนดูแลใช้แผ่นพลิกมองไม่เห็นภำพ พยำบำลผู้สอนพูดไม่เหมือนเดิมทุกครั ง และผู้สอน สอนเนื อหำไม่ตรงกัน 4.กำรดูแลต่อเนื่องได้แก่ กำรขอค ำแนะน ำกำรดูแลทวำรเทียมและอำกำรผิดปกติต่ำงๆเกี่ยวกับทวำรเทียม 5.กำรประสำนงำนกับสถำนพยำบำลใกล้บ้ำนพบว่ำมีเครือข่ำยในจังหวัดล ำพูนบำงแห่งไม่ทรำบข้อมูลกำรเบิกและไม่ ทรำบช่องทำงปรึกษำผู้เชี่ยวชำญ ด้ำนผลลัพธ์พบว่ำ อัตรำ กำรกลับมำสอนกำรดูแลซ ำคิดเป็นร้อยละ 39.83 ควำม มั่นใจภำพรวมในกำรดูแลทวำรเทียมของผู้ป่วยคิดเป็นร้อยละ 62.37 ควำมมั่นใจภำพรวมในกำรดูแลทวำรเทียมของ ผู้ดูแลคิดเป็นร้อยละ 72.13 มีภำวะแทรกซ้อนจำกกำรดูแลได้แก่ Excoriation จ ำนวน 6 รำยคิดเป็นร้อยละ 9.23 ผู้ศึกษำ ในฐำนะพยำบำลผู้สูงอำยุและพยำบำลเฉพำะทำงผู้ป่วยบำดแผล ออสโตมีและควบคุม กำร ขับถ่ำย หัวหน้ำงำนออสโตมีคลินิก จึงมีควำมสนใจในกำรพัฒนำกำรดูแลผู้ป่วยที่มีทวำรเทียม เพื่อกำรพัฒนำงำนและ ส่งผลต่อกำรมีคุณภำพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.เพื่อพัฒนำรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูน 2.เพื่อศึกษำประสิทธิผลของกำรปฏิบัติกำรพยำบำลตำมรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูนต่อ *อัตรำกำรกลับมำรับกำรสอนกำรดูแลทวำรเทียมซ ำ *ภำวะแทรกซ้อนจำกกำรดูแลทวำรเทียมได้แก่ แผลเปื่อยรอบ ทวำรเทียม *อัตรำกำรกลับมำนอนโรงพยำบำลซ ำจำกภำวะแทรกซ้อนในกำรดูแลทวำรเทียม *ควำมพึงพอใจของ ผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่/ญำติผู้ดูแลและควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียมของผู้ป่วยและผู้ดูแล ระยะเวลาที่ศึกษา ศึกษำระหว่ำงเดือนมกรำคม - มิถุนำยน 2566
66 รูปแบบการศึกษา กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรวิจัยเชิงปฏิบัติ (Action Research) เพื่อพัฒนำและศึกษำรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วย ทวำรเทียมจังหวัดล ำพูนให้มีระบบที่ชัดเจนและครอบคลุมครบถ้วน มีกำรด ำเนินกำรพยำบำลไปในทำงเดียวกันอย่ำง เป็นระบบ โดยกำรพัฒนำรูปแบบใช้กรอบแนวคิดตำม กระบวนกำรพยำบำลได้แก่ กำรประเมิน กำรวำงแผน กำร ปฏิบัติกำรพยำบำล และกำรประเมินผล กรอบแนวคิด วิธีการศึกษา 1.วิเครำะห์สถำนกำรณ์โดยศึกษำปัจจัยที่มีผลต่อควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียมของผู้ป่วยและญำติ จ.ล ำพูน 2.น ำผลกำรศึกษำมำวิเครำะห์และวำงแผนกำรพัฒนำงำน 3.-ค้นคว้ำทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับทวำรเทียม -สร้ำงรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ :สร้ำง line official ท ำคลิปวิดีโอ เรียบเรียงเนื อหำกำรสอน :จัดท ำคู่มือกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ :วำงแผนระบบกำรเบิกและกำรส ำรองอุปกรณ์พิเศษในกำรดูแลทวำรเทียม -สร้ำงเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบควำมตรงตำมเนื อหำและควำมถูกต้องจำกผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่ อำจำรย์ Preceptor หลักสูตร ET Nurse คณะแพทย์ศำสตร์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ 1ท่ำน, ศัลยแพทย์ 1 ท่ำน,แพทย์ศัลยกรรมเฉพำะทำงมะเร็ง 1 ท่ำน 4.น ำเสนอกระบวนกำรในกำรใช้รูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูน -ภำยในน ำเสนอในที่ประชุมกลุ่มงำนศัลยกรรมเพื่อรับทรำบและขอข้อเสนอแนะจำกที่ประชุม -ภำยนอกโรงพยำบำล น ำเสนอในกำรเยี่ยมนิเทศติดงำนศัลยกรรมในเขต รพช.จ.ล ำพูน 5.สร้ำงเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถำมบุคลำกรทีมสุขภำพ แบบสอบถำมผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่ำง เครื่องมือ แสดงรำยงำนประสิทธิผลของกำรปฏิบัติกำรพยำบำล และแบบประเมินควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียม ตรวจสอบ ควำมตรงตำมเนื อหำและควำมถูกต้องจำกผู้ทรงคุณวุฒิได้แก่ อำจำรย์ Preceptor หลักสูตร ET Nurse คณะแพทย์ ศำสตร์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ 1ท่ำน, ศัลยแพทย์ 1 ท่ำน,แพทย์ศัลยกรรมเฉพำะทำงมะเร็ง 1 ท่ำน แบบประเมินควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียม น ำมำตรวจสอบควำมเชื่อมั่นของเครื่องมือ ใช้สัมประสิทธ์ อัลฟำของครอนบำค(Cronbach’sAlpha Coefficient)ค ำนวณโดยใช้โปรแกรมSPSS เท่ำกับ0.847อยู่ในเกณฑ์ดี New Ostomat e
67 4.น ำเสนอกระบวนกำรในกำรใช้รูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่ จังหวัดล ำพูน -ภำยในน ำเสนอในที่ประชุมกลุ่มงำนศัลยกรรมเพื่อรับทรำบและขอข้อเสนอแนะจำกที่ประชุม -ภำยนอกโรงพยำบำล น ำเสนอในกำรเยี่ยมนิเทศติดงำนศัลยกรรมในเขต รพช.จ.ล ำพูน 5.ประชุมชี แจงแก่ ET Nurse ในหน่วยงำนเพื่อท ำควำมเข้ำใจ ขอข้อเสนอแนะในกำรปฏิบัติตำมรูปแบบที่วำงแผนไว้ 6.เขียนโครงร่ำงวิจัยและส่งขอจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ (Ethic LPN 039/2566) 7.ทดลองใช้รูปแบบ ผลการศึกษา ตารางที่ 1 แสดงผลกำรด ำเนินงำนตำมตัวชี วัดแบบสรุปรำยปี หัวข้อ ปี2563 ปี2564 ปี2565 ปี 2566 (ช่วงที่ศึกษา) ผู้ป่วยรายใหม่ 76 ราย 66 ราย 65 ราย 51 ราย การรอดชีวิต 96 ราย 128 ราย 128 ราย 165 ราย -อัตราการเกิดOstomy complicationได้แก่ แผลเปื่อยรอบทวารเทียม 4(5.26) 5(7.58) 6(9.23) 2(3.92) -อัตราการกลับมาสอนซ ้า NA NA 39.83 0 -การกลับมานอนโรงพยาบาลซ ้าจากภาวะแทรกซ้อน ในการ ดูแลทวารเทียม 1(1.32) 2(3.03) 3(4.62) 0 -ความพึงพอใจของผู้ป่วยทวารเทียมรายใหม่/ญาติผู้ดูแล NA 78.33 79.76 92.37 -ร้อยละความมั่นใจในการดูแลทวารเทียมของผู้ป่วย/ผู้ดูแล NA NA 62.37/72.13 85.67/91.33 -สถานะจ้าหน่าย Dead 27 ราย 23 ราย 28 ราย 16 ราย Drop Colostomy 2 ราย 5 ราย 4 ราย 3 ราย
68 จำกตำรำงแสดงให้เห็นว่ำผู้ป่วยรำยใหม่มีแนวโน้มลดลงแต่กำรอยู่รอดเพิ่มขึ น อัตรำกำรเกิดOstomy complicationได้แก่ แผลเปื่อยรอบทวำรเทียม ลดลงตำมล ำดับ กำรกลับมำสอนเรื่องกำรดูแลทวำรเทียมซ ำลดลงและ อัตรำกำรกลับมำนอนโรงพยำบำลซ ำจำกภำวะแทรกซ้อนในกำรดูแลทวำรเทียมมีแนวโน้มลดลง ด้ำนควำมพึงพอใจของ ผู้ป่วยและผู้ดูแลเพิ่มสูงขึ น ควำมมั่นใจในกำรดูแลทวำรเทียมของผู้ป่วยและผู้ดูแลก็สูงขึ นเช่นกัน ตารางที่ 2 แสดงกำรเปรียบเทียบอัตรำกำรเกิดOstomy complicationได้แก่ แผลเปื่อยรอบทวำรเทียม และอัตรำ กำรกลับมำสอนซ ำ โดยใช้สถิติ Paired sample t test ในระยะเวลำ 2ไตรมำส เปรียบเทียบสัดส่วนอัตรำกำรเกิดOstomy complicationต่อผู้ป่วยรำยใหม่และอัตรำกำรกลับมำสอนซ ำ พบว่ำแตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ค่ำ P-value<0.001 สรุปและข้อเสนอแนะ กำรพัฒนำรูปแบบกำรพยำบำลผู้ป่วยทวำรเทียมรำยใหม่จังหวัดล ำพูนโดยใช้กรอบแนวคิดตำมกระบวนกำร พยำบำลสำมำรถเป็นรูปแบบเพื่อในกำรปฏิบัติกำรพยำบำลได้อย่ำงครอบคลุมสำมำรถช่วยให้กำรพยำบำลผู้ป่วยมี ประสิทธิภำพยิ่งขึ น จึงควรมีกำรน ำไปเป็นขยำยผลเพื่อกำรสร้ำงรูปแบบกำรพยำบำลในกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆต่อไป Paired Differences t df Sig. (2- Mean tailed) Std. Deviation Std. Error Mean 95% Confidence Interval of the Difference Lower Upper อัตรำกำรเกิด Ostomy complication: แผลเปื่อยรอบทวำรเทียม ก่อน หล่ง 12.87037 16.39 3.52 10.42561 13.59 5.46 4.25624 5.55 2.23 1.92936 23.81138 3.024 5 0.029 อัตรำกำรกลับมำสอนซ ำ ก่อน หลัง 40.47619 40.48 0 19.81090 19.81090 0 8.08776 8.08776 0 19.68593 61.26645 5.005 5 .004
69 ผลของการใช้แนวทางการดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้านคุณภาพชีวิต และ ความพึงพอใจ ของ ผู้ป่วยประคับประคอง และญาติผู้ดูแล ในโรงพยาบาลนครพิงค์ (The Effective of Using Nursing Practices Guideline of Palliative Patients Caring to Quality of Lives and Satisfactions of Palliative patients and family caregivers in Nakornping Hospital) ปภัสรา พบจันอัด, ประดับพร ลีละศาสตร์, อิสรีย์ศิริวรรณกุลธร, วิณิตา วาจาเที่ยง, พัชราภรณ์ อินต๊ะวงศ์, ธมลวรรณ ฉัตรเงิน, สุทธิพันธ์ ถนอมพันธ์ และ ปัณฑิตา ศรีจันทร์ดร การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองโรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ บทคัดย่อ กำรศึกษำวิจัยย้อนหลังนี มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษำเปรียบเทียบผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจของผู้ป่วย และ ญำติผู้ดูแลในโรงพยำบำลนครพิงค์ ระหว่ำงระยะก่อนและหลังใช้แนวทำง กลุ่มตัวอย่ำง ประกอบด้วย ผู้ป่วยประคับประคอง และ ญำติ จ ำนวน 20 คน ด ำเนินกำรวิจัย ตั งแต่เดือนมกรำคม ถึง พฤศจิกำยน 2565 โดยให้บริกำรผู้ป่วยประคับประคองตำมแนวทำงกำรดูแล ผู้ป่วยประคับประคอง จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย กิจกรรมปฏิบัติ 12 ขั นตอน วิเครำะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนำ เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของคะแนนผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ด้วยสถิติPaired t-test ผลกำรวิจัย พบว่ำ กลุ่มตัวอย่ำงเป็นผู้ป่วยมะเร็ง ร้อยละ 100.00 (15 คน) อำยุเฉลี่ย เท่ำกับ 57.60 ปี (S.D.=17.88) จำกประเมินระดับควำมสำมำรถในกำรท ำกิจวัตรประจ ำวันส่วนใหญ่ ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนนอยู่ ในช่วงระหว่ำง 40-60 หลังใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง พบว่ำ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต ที่ดีขึ น โดยมี คะแนนของปัจจัยรบกวนลดลงจำกระดับ 1.65 เหลือ 1.25 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P < .02) และ ควำมพึงพอใจของ ผู้ป่วย และ ญำติในระยะหลัง มีเพิ่มขึ นจำก 4.10 เป็น 4.75 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (P < .00) จำกกำรศึกษำสรุปว่ำ กำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพ ชี วิตที่ดีขึ น ผู้ป่ วยและญำติผู้ดูแลมีควำมพึงพอใจระดับดีมำก ทั งนี เนื่องจ ำกกำรปฏิบัติตำมแนวทำง กำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง เป็นกำรให้ผู้ป่วยและญำติมีส่วนร่วมกับทีมสหวิชำชีพในกำรวำงแผนกำรดูแลผู้ป่วยที่ ตอบสนองต่อควำมต้องกำรในช่วงสุดท้ำยของชีวิต ที่ต้องเผชิญกับอำกำรรบกวนของโรค อย่ำงครอบคลุมองค์รวม ข้อเสนอแนะในกำรศึกษำครั งต่อไป ควรพัฒนำศักยภำพตัวแทนพยำบำลของหอผู้ป่วยให้มีส่วนร่วมในกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคองอย่ำงครอบคลุม และทันภำวะของโรคที่เปลี่ยนแปลง ค าส าคัญ: แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง, คุณภำพชีวิต, ควำมพึงพอใจ ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ผู้ป่วยประคับประคอง หรือ ผู้ป่วยระยะท้ำย (Palliative patients) หมำยถึง ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง หรือไม่ใช่มะเร็ง ได้รับกำรวินิจฉัยว่ำอยู่ในระยะสุดท้ำย ไม่สำมำรถรักษำให้หำยได้ หรืออำจเสียชีวิตภำยใน 6 เดือน ((กองกำรพยำบำล) ต้องได้รับกำรดูแลแบบประคับประคอง ปัจจุบันพบว่ำปรำกฏกำรณ์กำรเพิ่มขึ นของประชำกร ผู้สูงอำยุของแต่ละประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยมีกำรเพิ่มขึ นของประชำกรผู้สูงอำยุอย่ำงรวดเร็ว และต่อเนื่องท ำ ให้สัดส่วนของผู้ที่ต้องกำรกำรดูแลแบบประคับประคองที่เป็นผู้สูงอำยุจะมีจ ำนวนเพิ่มมำกขึ นตำมไปด้วย (WHO) ผู้ป่วย ประคับประคอง เป็นผู้ป่วยที่มีภำวะคุกคำมถึงชีวิต ท ำให้ต้องเข้ำรับกำรดูแลรักษำเป็นระยะ ผู้ป่วยประคับประคองควร ได้รับกำรเข้ำถึงกำรให้บริกำรอย่ำงรวดเร็วและถูกต้อง เพื่อป้องกัน ควบคุมและบรรเทำควำมทุกข์ทรมำนจำกควำมปวด และอำกำรต่ำงๆ ทั งด้ำนร่ำงกำย จิตใจ จิตวิญญำณ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่อย่ำงมีควำมหมำยและ เสียชีวิตอย่ำง สงบ รวมทั งช่วยให้ญำติสำมำรถปรับตัว กับกำรสูญเสียหลังกำรเสียชีวิตของผู้ป่วย (Radbruch) โรงพยำบำลนครพิงค์
70 เป็นโรงพยำบำลระดับตติยภูมิท ำหน้ำที่เป็นศูนย์ควำมเชี่ยวชำญให้บริกำรสุขภำพแก่ผู้ป่วยกลุ่มโรคซับซ้อน ได้แก่ อุบัติเหตุ ทำรกแรกเกิด หลอดเลือดและหัวใจ มะเร็ง และ เริ่มให้บริกำรแก่ผู้ป่วยประคับประคอง ตั งแต่ปีพ.ศ 2559 จำกสถิติกำรให้บริกำรผู้ป่วยประคับประคองตั งแต่ปีพ.ศ 2563 ถึง 2565 มีแนวโน้มของจ ำนวนผู้รับบริกำรที่เพิ่มขึ น เท่ำกับ 676, 891, 912 คน ตำมล ำดับ (คลินิกผู้ป่วยประคับประคอง โรงพยำบำลนครพิงค์, 2565) กำรด ำเนินงำน ให้บริกำรผู้ป่วยประคับประคองของโรงพยำบำลนครพิงค์ได้ใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง จังหวัด เชียงใหม่ (ส ำนักงำนสำธำรณสุขจังหวัดเชียงใหม่, 2560) โดยมีทีมสหวิชำชีพที่มีควำมช ำนำญในกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง ประกอบด้วย แพทย์ พยำบำล PCN เภสัชกร นักกำยภำพบ ำบัด นักโภชนำกร นักสังคมสงเครำะห์ นัก จิตเวช และนิติกร เป็นผู้ปฏิบัติกำร จำกกำรติดตำม ประเมินผลกำรด ำเนินงำนพบว่ำ ทำงปฏิบัติไม่ได้มีกำรประเมินผล กำรปฏิบัติของบุคลำกรของทีมสหวิชำชีพที่เกี่ยวข้อง รวมทั งกำรสรุปผลลัพธ์ผู้ป่วย เช่น คุณภำพชีวิต ควำมพึงพอใจของ ผู้ป่วยและญำติ อย่ำงต่อเนื่อง ทำงหน่วยงำนจึงมีควำมสนใจศึกษำประเมินผลของกำรใช้แนวทำงด ำเนินงำนกำรดูแล ผู้ป่วยประคับประคอง เพื่อน ำผลกำรวิจัยไปพัฒนำกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคองให้มีคุณภำพต่อไป วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษำผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต ของผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยำบำลนครพิงค์ 2. เพื่อศึกษำผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์ วิธีการศึกษา กำรศึกษำวิจัยรูปแบบ กำรศึกษำย้อนหลัง (Retrospective Study) เพื่อศึกษำเปรียบเทียบผลของกำรใช้แนว ทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และ ญำติผู้ดูแล ใน โรงพยำบำลนครพิงค์ตั งแต่ เดือนมกรำคม - พฤศจิกำยน 2565 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง (population and sample size) ประชำกรที่ศึกษำ คือ ผู้ป่วยประคับประคอง ที่มำบริกำรรักษำที่คลินิกประคับประคอง แผนก ผู้ป่วยนอก และ ผู้ป่วยใน โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ และญำติ โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่ำง ตำมคุณสมบัติแบบเจำะจง (Purposive sampling) ดังนี ด้ำนผู้ป่วย 1) เป็นผู้ป่วยในที่ได้รับ กำรวินิจฉัยจำกแพทย์ว่ำเป็นโรคเรื อรังทั งกลุ่มมะเร็ง และไม่ใช่มะเร็งที่รักษำไม่หำย มีกำรลุกลำมของโรคมำกขึ น และอยู่ในระยะท้ำย 2) มีคะแนนประเมิน (Palliative Performance Scale; PPS) >30 3) มีระดับควำมรู้สึกตัวปกติสำมำรถเข้ำใจภำษำไทย ด้ำนญำติผู้ดูแล 1) เป็นผู้มี อำยุ 18 ปีขึ นไป 2) มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์สำมำรถเข้ำใจภำษำไทยได้ และ 3) เป็นญำติผู้ดูแลหลักโดยมี ควำมสัมพันธ์กับผู้ป่วยในฐำนะญำติ และ มีหน้ำที่ในกำรท ำกิจกรรมกำรดูแลผู้ป่วยตลอดระยะเวลำติดต่อกันอย่ำง สม่ ำเสมอ อย่ำงน้อย 1 เดือน ส่วนเกณฑ์กำรคัดออก (Exclusion criteria) คือ ผู้ป่วยที่มีอำกำรลุกลำมของโรคจนระดับ สติ สัมปชัญญะลดลง หรือมีอำกำรเหนื่อยหอบมำก และ ผู้ป่วยที่ไม่สำมำรถพูดหรือสื่อสำรได้ ขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงค ำนวณโดยใช้สูตรของคอแครน (Aekkul T., 2001) ก ำหนดค่ำควำมเชื่อมั่นที่ระดับ .05 อ ำนำจกำรท ำนำย (power analysis) 0.80 ค่ำอิทธิพล (effect size) = 2 ได้จ ำนวน กลุ่มตัวอย่ำงจ ำนวน 19 คน ผู้วิจัยจึงเพิ่มขนำดกลุ่มตัวอย่ำงที่ใช้ในกำรวิจัย เป็นจ ำนวน 20 คน
71 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ 1) เครื่องมือในกำรคัดกรอง 2) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และ 3) เครื่องมือ ด ำเนินกำรวิจัย 1. เครื่องมือในกำรคัดกรอง ได้แก่ 1.1 แบบประเมินควำมสำมำรถในกำรท ำ กิจวัตรประจ ำวันของผู้ป่วย (Palliative Care Performance Scale: PPS) พัฒนำโดย Victoria Hospice Society ประเทศแคนำดำ และแปลเป็นภำษำไทยโดย บุษยำมำส ชีวสกุล ยง และ คณะกรรมกำร palliative care ฝ่ำยกำรพยำบำล โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่ (Collins ES, Witt J, Bausewein C, Daveson BA, Higginson IJ, Murtagh FEM., 2015) เครื่องมือนี ใช้เป็นแบบคัดกรองคุณสมบัติ ผู้ป่วยตำมเกณฑ์คัดเข้ำ และใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อประเมินควำมสำมำรถในกำรท ำกิจวัตรประจ ำวัน ของ ผู้ป่วย และภำระงำนในญำติผู้ดูแลด้วย 2. เครื่องมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล 2.1 แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย เป็นเครื่องมือวิจัยที่สร้ำงขึ นใหม่ ข้อมูลพื นฐำนเกี่ยวกับผู้ป่วย ลักษณะ ค ำถำมเป็นแบบปลำยเปิด ในหัวข้อ อำยุ สถำนภำพ กำรศึกษำ สิทธิ์รักษำ กำรวินิจฉัยโรค ระยะเวลำที่นอน พักรักษำตัวในโรงพยำบำล ค่ำใช้จ่ำยในกำรรักษำพยำบำล และ ประเภทของกำรจ ำหน่ำย หรือ สภำวะโรคที่เป็นอยู่ 2.2 แบบประเมิน ควำมพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญำติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริกำรพยำบำลแบบ ประคับประคอง (กองกำรพยำบำล ส ำนักงำนปลัดกระทรวงสำธำรณสุข, 2565) มีลักษณะเป็นมำตรวัด 6 ระดับ คือ ระดับ 6 คือ ควำมพึงพอใจมำกที่สุด ระดับ 5 คือ พึงพอใจมำก ระดับ 4 คือ พึงพอใจปำนกลำง ระดับ 3 คือ พึงพอใจ ระดับน้อย ระดับ 2 คือ พึงพอใจน้อยที่สุด และ ระดับ 1 คือไม่พึงพอใจ มีหัวข้อประเมินในกำรปฏิบัติกิจกรรมบริกำร พยำบำล จ ำนวน 10 เรื่อง เช่น กำรให้ข้อมูลและอำกำรเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยอย่ำงต่อเนื่อง กำรมีส่วนร่วมในกำร วำงแผนและตัดสินใจในกำรดูแลผู้ป่วย กำรช่วยเหลือเพื่อบรรเทำอำกำรปวดของผู้ป่วย กำรตอบสนองตำมประเพณี ควำมเชื่อและศำสนำ กำรเตรียมพร้อมของพยำบำลเพื่อให้ผู้ป่วยและญำติสำมำรถเผชิญกับสิ่งที่จะเกิดขึ น กำรได้รับ ควำมรู้และเตรียมควำมพร้อมในกำรดูแล ผู้ป่วยที่บ้ำน และ กำรช่วยเหลือเมื่อมีปัญหำ 2.3 แบบประเมินผลลัพธ์กำรดูแลแบบ ประคับประคอง (Palliative Outcome Scale) ของฝ่ำยกำรพยำบำล โรงพยำบำลมหำรำชนครเชียงใหม่ ได้แปลฉบับภำษำไทย จัดพิมพ์เผยแพร่เพื่อน ำไปใช้ในบริบทกำรดูแลแบบ ประคับประคอง (Sapinan L. 2013) แบบประเมิน ประกอบด้วยข้อค ำถำมทั งหมด 12 ข้อ ได้แก่ ค ำถำมปลำยปิด 10 ข้อ มีลักษณะเป็นมำตรำวัดระดับ 5 ตั งแต่ 0 – 4 มีเนื อหำเกี่ยวกับอำกำรรบกวน ควำมวิตกกังวลของผู้ป่วยและ ญำติ รวมทั งประเด็น เกี่ยวกับกำรปฏิบัติในกำรดูแลรักษำ กำรได้รับข้อมูล ควำมมีคุณค่ำในตนเองของผู้ป่วย กำร สิ นเปลืองเวลำ ในกำรรอคอยกำรดูแลรักษำ และในข้อที่ 11 และข้อที่ 12 เป็นข้อค ำถำมปลำยเปิด เรื่องปัญหำที่ ส ำคัญของผู้ป่วยในช่วง 3 วันที่ผ่ำนมำ และ กำรท ำแบบประเมินนี ด้วยตนเอง หรือให้เพื่อน/ญำติหรือ เจ้ำหน้ำที่ทีม สุขภำพช่วยเหลือในกำรตอบแบบสอบถำม 3. เครื่องมือด าเนินการวิจัย 3.1 เอกส ำ รติดต ำมก ำ รดูแล ผู้ป่ วยต ำมแน วท ำงก ำ รดู แล ผู้ป่ วยป ร ะคับป ร ะค อง โ รงพย ำบ ำล นครพิงค์ เป็นแบบบันทึกข้อมูลผลกำรปฏิบัติในกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคองแต่ละรำยเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในกำร วำงแผน ปรับกระบวนกำรดูแลผู้ป่วยให้เหมำะสมและมีคุณภำพ มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรำยกำร (Checklist) และค ำถำมเปิด ในเนื อหำกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 12 ขั นตอน เช่น กำรวินิจฉัยผู้ป่วยประคับประคอง กำร ประเมินอำกำรอย่ำงครอบคลุมทั ง 4 กำรประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อวำงแผนกำรดูแลรักษำล่วงหน้ำ กำร ดูแลรักษำแบบ Palliative patients ร่วมกับกำรรักษำตำมแผนรักษำของผู้ป่วย เป็นต้น
72 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ผู้วิจัยน ำเครื่องมือที่สร้ำงใหม่ มำตรวจสอบควำมตรงด้ำนเนื อหำ (content validity) โดยผ่ำนกำร ตรวจสอบควำมถูกต้อง ควำมครอบคลุม และควำมเหมำะสมของเนื อหำ จำกผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีควำมเชี่ยวชำญด้ำนกำร ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง จ ำนวน 3 ท่ำน แล้ว น ำมำปรับปรุงแก้ไขตำมข้อเสนอแนะ ก่อนน ำไปทดลอง ใช้กับผู้ป่วย และญำติผู้ดูแล จ ำนวน 5 คู่ และหำค่ำควำมเที่ยงของเครื่องมือ โดยใช้สัมประสิทธิ์ครอนบำคแอลฟ่ำ (Cronbach Alpha’s coefficient) ได้ค่ำเท่ำกับ 0.82 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล (Collecting data) ในกำรด ำเนินกำรวิจัยครั งนี ผู้วิจัยเป็นผู้รวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยด ำเนินกำรตำมขั นตอน ต่อไปนี 1. หลังได้รับกำรอนุมัติ ด ำเนินกำรสืบค้นข้อมูลกลุ่มผู้ป่วยประคับประคองที่มำบริกำรรักษำที่คลินิก ประคับประคอง แผนก ผู้ป่วยนอก และในหอผู้ป่วยใน โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลำ เดือน มกรำคม - พฤศจิกำยน 2565 จำกเวชระเบียน แฟ้มกำรรักษำของผู้ป่วย 2. น ำข้อมูลผู้ป่วยประคับประคองที่ได้มำศึกษำ รวบรวม เรียบเรียง บันทึกข้อมูลผู้ป่วยประคับ ประคองโดย ประเมินวัดผลควำมสำมำรถในกำรท ำกิจวัตรประจ ำวันของผู้ป่วย ประเมินผลลัพธ์กำรดูแลแบบประคับประคอง รวมทั ง ติดตำมผลกำรประเมินควำมพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญำติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริกำรพยำบำลแบบ ประคับประคอง จำกเอกสำรในแฟ้มกำรรักษำของผู้ป่วย 3. น ำข้อมูลผู้ป่วยจ ำแนกแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะก่อนใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับ ประคอง และ ระยะ หลังกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง วิเครำะห์ข้อมูลเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของข้อมูลด้ำนผลลัพธ์ด้ำน คุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์ระหว่ำง ระยะก่อน ใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 4. เขียนรำยงำนสรุปผลกำรวิจัย น ำเสนอผลกำรวิจัยและเผยแพร่ผลงำนวิจัย แก่คณะกรรมกำรโรงพยำบำลที่ เกี่ยวข้องเพื่อขอรับกำรสนับสนุน รวมทั งแก้ไขปัญหำและอุปสรรค เพื่อให้เกิดกำรพัฒนำงำนตำมมำตรฐำน การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis) ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ป่วยประคับประคอง ใช้สถิติเชิงบรรยำย ค่ำควำมถี่ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ข้อมูลในส่วนของ คะแนนประเมินคุณภำพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง และ ควำมพึงพอใจ ของญำติผู้ดูแล ใช้สถิติ paired t-test ขั้นด าเนินการ 1. หลังได้รับกำรอนุมัติ รวบรวมข้อมูลผู้ป่วยประคับประคอง ที่มำบริกำรรักษำที่คลินิกประคับประคอง แผนก ผู้ป่วย นอก และในหอผู้ป่วยใน โรงพยำบำลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลำ เดือนมกรำคม - พฤศจิกำยน 2565 โดย สืบค้นจำกเวชระเบียน แฟ้มกำรรักษำของผู้ป่วย 2. เรียบเรียงข้อมูลผู้ป่วยประคับประคองที่ได้มำ โดยน ำมำจัดกลุ่ม ประเมินวัดค่ำโดยใช้เครื่องมือกำรวิจัยตำมเกณฑ์ที่ ก ำหนด และบันทึกข้อมูลในแบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย รวมทั งประเมินควำมสำมำรถในกำรท ำกิจวัตร ประจ ำวันของผู้ป่วย ประเมินผลลัพธ์กำรดูแลแบบประคับประคอง รวมทั งติดตำมผลกำรประเมินควำมพึงพอใจของ ผู้ป่วยประคับประคองและญำติผู้ดูแลในครอบครัวต่อบริกำรพยำบำลแบบประคับประคอง จำกเอกสำรในแฟ้มกำรรักษำ ของผู้ป่วย โดยแบ่งข้อมูลเป็น 2 ระยะ คือ ระยะก่อนใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังกำรใช้แนว ทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง
73 3. วิเครำะห์สถิติ เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของข้อมูลด้ำนผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วย ประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์ระหว่ำง ระยะก่อนใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง และ ระยะหลังกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง 4. เขียนรำยงำนสรุปผลกำรวิจัย และ น ำเสนอ เผยแพร่ผลงำนวิจัยแก่คณะกรรมกำรโรงพยำบำลที่เกี่ยวข้องเพื่อขอรับ กำรสนับสนุน รวมทั งกำรแก้ไขปัญหำและอุปสรรคเพื่อให้เกิดกำรพัฒนำงำนตำมมำตรฐำน การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส ำเร็จรูป ซึ่งมีรำยละเอียดกำรวิเครำะห์ดังนี 1. ข้อมูลทั่วไปส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่ำงที่ศึกษำวิเครำะห์ด้วยกำรแจกแจงควำมถี่ค ำนวณ หำค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย 2. เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงของคะแนนเฉลี่ยด้ำนผลลัพธ์ด้ำนคุณภำพชีวิต และ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์โดยใช้สถิติทดสอบ (Paired-T-Test) 3. ข้อมูลจำกกำรบันทึกในเอกสำรติดตำมกำรดูแลผู้ป่วยตำมแนวทำงกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง โรงพยำบำลนครพิงค์ น ำมำ วิเครำะห์เนื อหำ (content analysis) ใช้ประกอบกำรวิเครำะห์เหตุและ ผลประกอบในกำรอภิปรำยผล ผลการศึกษา ผลกำรวิจัย น ำเสนอในรูปของตำรำงประกอบค ำบรรยำยแบ่งเป็น 3 ส่วนดังนี ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่ำงผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ป่วยทั งหมดจ ำนวน 20 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 60.00 (12 คน) เพศชำย ร้อยละ 40.00 (12 คน) อำยุส่วนใหญ่อยู่ระหว่ำง 60 – 69 ปี ร้อยละ 35 .00 (7คน) รอง ลงมำอำยุระหว่ำง 70 – 79 ปี ร้อยละ 15 .00 (3คน) อำยุเฉลี่ยเท่ำกับ 57.60 ปี(S.D.=17.88) มีสถำนภำพสมรส ร้อยละ 50.00 (12 คน) หม้ำย ร้อยละ 30 .00 (6 คน) ระดับกำรศึกษำ จบชั นประถมศึกษำ ร้อยละ 60.00 (12 คน) ด้ำนควำม เชื่อศำสนำ ร้อยละ 100.00 (20 คน) นับถือศำสนำพุทธ ส ำหรับคะแนนกำรประเมินระดับควำมสำมำรถในกำรท ำ กิจวัตรประจ ำวันของผู้ป่วย ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่ำง 40-60 และ ร้อยละ 45 (9 คน) มี คะแนนอยู่ในช่วงระหว่ำง 70-100 กำรวินิจฉัยโรคพบว่ำ ร้อยละ 100 (20 คน) ป่วยด้วยโรค มะเร็ง ป่วยด้วยโรค เรื อรังร่วมมะเร็ง ร้อยละ 75 .00 (15 คน) ส่วนกำรรับกำรรักษำ รักษำแบบผู้ป่วยใน ร้อยละ 65 .00 (13 คน) แบบ ผู้ป่วยนอก ร้อยละ 35 .00 (7คน) ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.00 (15 คน) มีญำติและผู้ดูแล ส่วนที่ 2 กำรเปรียบเทียบคะแนนคุณภำพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ระหว่ำงก่อนและหลังใช้แนวทำง ทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยำบำลนครพิงค์
74 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงคะแนนเฉลี่ยคุณภำพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ระหว่ำงก่อนและหลังใช้แนวทำงทำงกำร ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยำบำลนครพิงค์ จ ำแนกหัวข้อตำมปัจจัยรบกวนคุณภำพชีวิต (N= 20) คะแนน เฉลี่ย ระยะก่อน ระยะหลัง Paired t- test ระดับนัยส าคัญ ทางสถิติ mean(SD) Mean (SD) (Significance level (p)) - อำกำรปวด - หอบ เหนื่อย -อ่อนแรง - เพ้อคลั่ง -กังวลใจ -อำกำรระบบอื่น 2.45 (1.19) 0.65 (1.18) 1.60 (1.35) 0.00 (0.00) 2.20 (1.32) 0.00 (0.00) 1.50 (0.95) 0.65 (1.23) 1.75 (1.29) 0.00 (0.00) 1.30 (1.22) 0.40 (0.99) 2.76 0.00 - 0.35 0.00 2.07 - 1.80 0.01 * 1.00 0.73 Ns 0.06 0.88 - ควำมกังวลใจ ของครอบครัว - กำรระบำย ควำมรู้สึก -ควำมเศร้ำใจ -กำรรู้สึกดีกับ ตัวเอง - เสียเวลำในกำร มำตรวจตำมนัด -กำรได้รับควำม ช่วยเหลือด้ำน กำรเงินและเรื่อง ส่วนตัว ภาพรวม 2.55 (1.28) 2.25 (1.21) 2.10 (1.21) 1.85 (1.23) 2.30 (1.26) 1.55 (1.39) 1.65 (0.59) 1.80 (1.36) 1.80 (1.36) 1.25 (1.60) 1.15 (1.14) 1.75 (1.07) 1.45 (1.32) 1.25 (0.64) 3.80 1.21 2.29 2.15 1.53 0.20 2.63 0.00 * 0.24 0.03 * 0.44 0.14 0.85 0.02 * จำกตำรำงที่ 1 แสดงให้เห็นว่ำ กลุ่มตัวอย่ำงผู้ป่วยประคับประคอง ในระยะหลังใช้แนวทำงทำงกำรดูแลผู้ป่วย ประคับประคอง มีคุณภำพชีวิตที่ดีขึ น โดยมีระดับคะแนนกำรประเมินปัจจัยรบกวนคุณภำพชีวิตในภำพรวมลดลง จำกระดับ 1.65 เป็น 1.25 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อจ ำแนกรำยหัวข้อย่อย พบว่ำ ระดับของควำมกังวลใจของ ครอบครัว อำกำรปวด และควำมเศร้ำใจ ลดลง อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.00, 0.01, 0.03 ตำมล ำดับ
75 ส่วนที่ 3 กำรเปรียบเทียบคะแนนควำมพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคองและญำติผู้ดูแล ระหว่ำงก่อนและหลังใช้ แนวทำงทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยำบำลนครพิงค์ ตำรำงที่ 2 เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงคะแนนเฉลี่ยควำมพึงพอใจของผู้ป่วยประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ระหว่ำงก่อน - กำรตอบสนองตำมประเพณี ควำมเชื่อและศำสนำอยำง เหมำะสม - กำรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับ สิ่งจะเกิดขึ น -กำรให้ควำมรู้และเตรียมควำม พร้อมในกำรดูแลผู้ป่วยเมื่อต้อง กลับไปอยู่ที่บ้ำน -กำรช่วยเหลือ/ แนะน ำ/ อ ำนวยควำมสะดวกเมื่อมีปัญหำ รวม 3.95 (0.83) 4.05 (0.51) 4.10 (0.64) 3.90 (0.45) 4.10 (0.45) 4.30 (0.80) 4.85 (0.37) 4.75 (0.44) 4.30 (0.47) 4.75 (0.44) 1.20 - 5.14 3.32 - 2.63 - 3.90 0.25 0.00* 0.00* 0.80 0.00* ตำรำงที่ 2 แสดงให้เห็นว่ำ ในระยะหลังใช้แนวทำงทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ผู้ป่วย ประคับประคอง และญำติ มีควำมพึงพอใจในกำรให้บริกำรในภำพรวมเพิ่มขึ นจำกระดับพึงพอใจมำก จำกค่ำ 4.10 เป็น 4.75 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.00 เมื่อจ ำแนกรำยหัวข้อย่อย พบว่ำ หัวข้อที่มีควำมพึงพอใจมำก ได้แก่ กำร คะแนน เฉลี่ย ระยะก่อน ระยะหลัง Paired t- test ระดับนัยส าคัญทางสถิติ mean(SD) Mean (SD) (Significance level (p)) - รับทรำบ ข้อมูลและอำกำรเปลี่ยนแปลง - มีส่วนร่วมใน กำรวำงแผนและตัดสินใจในกำร ดูแลผู้ป่วย -ควำมสะดวก และอยู่ใกล้ชิด กับผู้ป่วย -กำรพูดคุย ซักถำมอำกำร/ เปลี่ยนแปลง อย่ำงสม่ ำเสมอ - เปิดโอกำสให้ได้ระบำย ควำมรู้สึก -ช่วยเหลือใน กำรบรรเทำ อำกำรปวด 4.25 (0.55) 4.20 (0.52) 4.00 (0.86) 3.75 (0.64) 4.00 (0.65) 4.35 (0.67) 4.85 (0.37) 4.85 (0.37) 4.60 (1.28) 4.45 (0.60) 4.85 (0.37) 4.85 (0.37) - 3.94 - 4.95 - 2.26 2.90 - 5.67 -2.94 0.00 * 0.00 * 0.04 * 0.01* 0.00* 0.01*
76 รับทรำบข้อมูลและอำกำรเปลี่ยนแปลง กำรมีส่วนร่วมในกำรวำงแผนและตัดสินใจในกำรดูแลผู้ป่วย กำรเปิดโอกำสให้ได้ ระบำยควำมรู้สึก และกำรเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งจะเกิดขึ นในอนำคต อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.00 และ ในหัวข้อ กำรพูดคุย ซักถำมอำกำร/ เปลี่ยนแปลงอย่ำงสม่ ำเสมอ ช่วยเหลือในกำรบรรเทำอำกำรปวด อย่ำงมีนัยส ำคัญทำง สถิติที่ระดับ 0.01 ตำมล ำดับ สรุปและอภิปรายผลการวิจัย (Conclusion and Discussion) จำกผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล ผู้วิจัยน ำมำอภิปรำยผลตำมวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ดังนี วัตถุประสงค์ ข้อที่ 1 เพื่อศึกษำเปรียบเทียบผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ผลลัพธ์ ด้ำนคุณภำพชีวิตของผู้ป่วยประคับประคอง ในโรงพยำบำลนครพิงค์ระหว่ำงก่อนและหลังใช้แนวทำง ในกำรศึกษำครั ง นี พบว่ำ ระยะหลังใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มผู้ป่วยประคับประคองที่มำรับบริกำร มีคุณภำพชีวิตที่ดีขึ น (ตำรำงที่ 1) ดังจำกผลกำรเปรียบเทียบคะแนนกำรประเมินคุณภำพชีวิตจำกปัจจัยรบกวนในภำพรวม มีค่ำ ลดลง จำกระดับ 1.65 เป็น 1.25 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.02 โดยเมื่อจ ำแนกหัวข้อย่อย พบว่ำ ระยะหลังใช้ แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง อำกำรปวดลดลง จำกระดับ 2.45 เป็น 1.50 มีควำมกังวลใจของครอบครัว ลดลง จำกระดับ 2.55 เป็น 1.80 และ มีควำมเศร้ำใจ ลดลง ลดลง จำกระดับ 2.10 เป็น 1.25 อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ 0.00, 0.01, 0.03 ตำมล ำดับ ซึ่งแปลผลได้ว่ำ อำกำรปวด ควำมกังวลใจของครอบครัวและมีควำมเศร้ำใจ ในบำงครั ง ได้ ลดลงเหลือ มีอำกำรปวด ควำมกังวลใจของครอบครัว และมีควำมเศร้ำใจเล็กน้อย หรือ นำน นำนครั ง นอกจำกนี ยังพบว่ำ ระยะหลังใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง คุณภำพชีวิตของผู้ป่วยในหัวข้อ ควำมกังวลใจของผู้ป่วย กำร ระบำยควำมรู้สึกกำรรู้สึกดีกับตัวเอง กำรเสียเวลำในกำรมำตรวจตำมนัด และ ควำมช่วยเหลือด้ำนกำรเงินและเรื่องส่วนตัว มี ค่ำคะแนนลดลง จำกค่ำ 2.20 เป็น 1.36, 2.25 เป็น 1.80, 1.85 เป็น 1.15, 2.30 เป็น 1.75, 1.55 เป็น 1.45 อย่ำงไม่มี นัยส ำคัญทำงสถิติ ตำมล ำดับ (ตำรำงที่ 1) ทั งนี เนื่องจำกกำรปฏิบัติตำมแนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคองในโรงพยำบำลนครพิงค์ ที่ก ำหนด เป็นกำรให้ บุคลำกรทีมสหวิชำชีพและผู้ป่วยพร้อมทั งครอบครัวมีส่วนร่วมในกำรปฏิบัติกิจกรรม ทั ง 12 ขั นตอน คือ 1.กำรวินิจฉัย ผู้ป่วยประคับประคอง 2. กำรประเมินอำกำรอย่ำงครอบคลุมทั ง 4 มิติ ได้แก่ อำกำรทำงกำย อำรมณ์ จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และจิตวิญญำณ ศำสนำ 3. กำรประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อวำงแผนกำรดูแลรักษำล่วงหน้ำ 4. กำรดูแลรักษำแบบ Palliative patients ร่วมกับกำรรักษำตำมแผนรักษำของผู้ป่วย 5. กำรมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและ ญำติในกำรเลือกกำรรักษำ 6. กำรส่งต่อสถำนพยำบำลอื่น 7. กำรดูแลที่บ้ำน 8. กำรติดตำมผู้ป่วยต่อเนื่อง 9. กำรดูแล เมื่อโรคด ำเนินเข้ำสู่ระยะท้ำย10. กำรมีส่วนร่วมของทีมดูแล ผู้ป่วยและครอบครัววำงแผนกำรดูแลในวำระสุดท้ำย 11. Bereavement Care 12. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล จัดท ำข้อมูลสถิติและค่ำใช้จ่ำย สรุปผลกำรด ำเนินงำน โดยเฉพำะในกลุ่มผู้ป่วยประคับประคองกลุ่มนี ส่วนใหญ่ ร้อยละ 55 (11 คน) มีคะแนน PPS score อยู่ในช่วงระหว่ำง 40-60 และ ร้อยละ 45 (9 คน) มีคะแนนอยู่ในช่วงระหว่ำง 70-100 ในกำรด ำเนินกำรได้ผ่ำนขั นตอน กำรวินิจฉัย ผู้ป่วยประคับประคอง กำรประเมินอำกำรอย่ำงครอบคลุมองค์รวม กำรประชุมร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัวเพื่อวำง แผนกำรดูแลรักษำล่วงหน้ำ กำรดูแลรักษำแบบประคับประคอง ร่วมกับ แผนรักษำผู้ป่วยในโรคหลักที่เป็นสำเหตุของ กำรเจ็บป่วย กำรมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและญำติในกำรเลือกกำรรักษำ กำรวำงแผนจ ำหน่ำย หรือ ส่งต่อสถำนพยำบำล อื่น กำรดูแลที่บ้ำนและติดตำมผู้ป่วยต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมดังกล่ำวจะเป็นกำรให้ข้อมูลเรื่องโรคและและควำมรู้ สอน เสริมพลังแก่ผู้ป่วยและครอบครัว ผู้ป่วยและญำติผู้ดูแลเกิดกำรเรียนรู้ เข้ำใจในโรคและสำมำรถจัดกำรดูแล สุขภำพและอำกำรรบกวนได้อย่ำงเหมำะสม ลดควำมวิตกกังวลแก่ญำติและผู้ดูแลในกำรดูแลผู้ป่วยที่บ้ำน ซึ่งสอดคล้อง กับหลำยกำรศึกษำที่พบว่ำผู้ป่วยโรคมะเร็ง ต้องกำรข้อมูลและกำรมีส่วนร่วมในกำรตัดสินใจ ซึ่งถ้ำ มีกำรสื่อสำรที่ดี
77 ระหว่ำงบุคลำกรสุขภำพและผู้ป่วยและ ครอบครัวตั งแต่ระยะเริ่มแรกที่ได้รับกำรวินิจฉัยจะท ำให้ผู้ป่วยและครอบครัว สำมำรถปรับตัวด้ำนจิตสังคมได้ดี(Davies, 2004; Gatto & Zwicker, 2013)ท ำให้ เมื่อผู้ป่วยเข้ำสู่ระยะท้ำยของ ชีวิต ทีมดูแล ผู้ป่วยและครอบครัวจะร่วมกันวำงแผนกำรดูแลในวำระสุดท้ำย และท ำกำรเยียวยำครอบครัวผู้ป่วยหลังที่ ผู้ป่วยได้จำกไป และกำรเก็บรวบรวมข้อมูล จัดท ำข้อมูลสถิติและค่ำใช้จ่ำย วัตถุประสงค์ ข้อที่ 2 เพื่อศึกษำเปรียบเทียบผลของกำรใช้แนวทำงกำรดูแลผู้ป่วยประคับประคอง ต่อ ควำมพึงพอใจ ของผู้ป่วยประคับประคอง และญำติผู้ดูแล ในโรงพยำบำลนครพิงค์ ระหว่ำงก่อนและหลังใช้แนวทำงกำร ดูแลผู้ป่วยประคับประคอง
78 การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลในการป้องกันภาวะขาดออกซิเจนของทารกแรกเกิดห้องคลอด โรงพยาบาลพะเยา สุทธิพร พรมจันทร์RN น้องขวัญ สมุทรจักร RN กลุ่มงานการพยาบาลผู้คลอด โรงพยาบาลพะเยา บทคัดย่อ ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด (Perinatal asphyxia, neonatal asphyxia, birth asphyxia) เป็น ปัญหำด้ำนคลินิกอันดับหนึ่งที่ร้ำยแรงทั่วโลก และเป็นปัญหำที่ส ำคัญของระบบสำธำรณสุขในประเทศไทย ส ำหรับทำรก แรกเกิด เป็นผลท ำให้ทำรกตำยหรือทุพพลภำพ น ำไปสู่ควำมสูญเสียของครอบครัวและสังคม วัตถุประสงค์: เพื่อพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนในทำรกแรกเกิด และศึกษำผลลัพธ์ ของกำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด รูปแบบการศึกษา: กำรวิจัยนี เป็นกำรวิจัยและพัฒนำ(Research and Development) สถำนที่ศึกษำ ห้องคลอด โรงพยำบำลพะเยำ กลุ่มตัวอย่ำงประกอบด้วยพยำบำลวิชำชีพที่ปฏิบัติงำนในห้องคลอด จ ำนวน 9 คน และหญิง ตั งครรภ์ที่มำคลอดในแผนกห้องคลอด โรงพยำบำลพะเยำ ตั งแต่ เดือนเมย.-มิย. 2566 ที่ได้รับกำรดูแลตำมแนวปฎิบัติ ที่พัฒนำขึ น ประเมินขนำดตัวอย่ำงโดยคำดว่ำเมื่อใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรก แรกเกิด โรงพยำบำลพะเยำ แล้วจะลดอุบัติกำรณ์ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด จำกเดิม 0.08 % ลดลง เหลือ 0.025. % ก ำหนดให้ Power = 80% ทดสอบ 2 ทำง ควำมคลำดเคลื่อน =0.05 ได้กลุ่มศึกษำผู้คลอดอย่ำง น้อยกลุ่มละ 248 รำย ติดตำมควำมพึงพอใจต่อกำรน ำแนวปฏิบัติไปใช้ของพยำบำล วิเครำะห์โดยใช้สถิติทดสอบ ttest, exact probability test และวิเครำะห์ผลกำรพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจน ของทำรกแรกเกิด ด้วย multivariable logistic regression ผลการศึกษา: ได้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ห้องคลอด โรงพยำบำล พะเยำ ผ่ำนกำรตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชำญ จ ำนวน 5 ท่ำน ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 1)กำร ป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในระยะแรกรับ 2)กำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดใน ระยะที่ 1ของกำรคลอด 3)กำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในระยะที่ 2,3 ของกำรคลอด กลุ่มที่ได้รับ กำรดูแลตำมแนวปฏิบัติกำรพยำบำลที่พัฒนำขึ นมำ มีอุบัติกำรณ์ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด17 : 5 รำย ต่ ำ กว่ำกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติ อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ(p-value=0.007) เมื่อวิเครำะห์ด้วย multivariable Logistic regression และปรับควำมแตกต่ำง ของอำยุแตกต่ำงกันแล้วพบว่ำ อำชีพ จ ำนวนครั งของกำรคลอด กำรฝำกครรภ์ครบ คุณภำพ ภำวะเสี่ยง และชนิดของกำรคลอด พบว่ำกำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของ ทำรกแรกเกิดในห้องคลอด ลดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในห้องคลอด ได้ร้อยละ 79 (OR=95%CI 0.64- 0.69 P-value 0.010) ควำมพึงพอใจของพยำบำลแผนกห้องคลอดต่อกำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกัน ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด พบว่ำมีควำมพึงพอใจในระดับดี ( X =4.20 SD=0.67 ) สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันกำรเกิดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดที่พัฒนำขึ น สำมำรถลดอัตรำกำรเกิดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด จึงควรน ำแนวปฏิบัติไปใช้อย่ำงต่อเนื่อง และน ำไป เผยแพร่หน่วยงำนห้องคลอด โรงพยำบำลในเครือข่ำยต่อไป ค าส าคัญ แนวปฏิบัติกำรพยำบำล ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด
79 ความส าคัญของปัญหาวิจัย ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด (Perinatal asphyxia, neonatal asphyxia, birth asphyxia) เป็นปัญหำ ด้ำนคลินิกอันดับหนึ่งที่ร้ำยแรงทั่วโลก และเป็นปัญหำที่ส ำคัญของระบบสำธำรณสุขในประเทศไทย ส ำหรับทำรกแรก เกิด เป็นผลท ำให้ทำรกตำยหรือทุพพลภำพ น ำไปสู่ควำมสูญเสียของครอบครัวและสังคม ห้องคลอดโรงพยำบำลพะเยำ ตั งแต่ปีงบประมำณ 2561-2565 มำรดำมำรับบริกำรคลอด จ ำนวน 1,535, 1,441 ,1,440 ,1,326 ,1,191 รำย ตำมล ำดับ พบทำรกแรกเกิดที่มีภำวะขำดออกซิเจน ปีงบประมำณ 2561-2565 เท่ำกับ 36.15 ,39.2 ,45.61 ,59.26 ,48.49ต่อ 1,000 กำรเกิด มีชีพตำมล ำดับ ซึ่งยังมีสถิติที่สูง พยำบำลห้องคลอดมีบทบำทส ำคัญในกำร พยำบำลมำรดำและทำรกเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด และลดภำวะแทรกซ้อนที่จะเกิดกับเด็กแรก เกิดได้อีกด้วย กำรลดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกดังกล่ำวได้ต้องปฏิบัติกำรพยำบำลบนพื นฐำนของมำตรฐำนกำร ดูแลมำรดำและทำรกแรกเกิด แต่จำกกำรปฏิบัติงำนพบว่ำ กำรคัดกรองควำมเสี่ยงภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรก เกิด กำรประเมินมำรดำและทำรก ในทุกระยะของกำรคลอดยังไม่ครอบคลุม ไม่มีกำร บันทึกข้อมูลภำวะเสี่ยงไว้ในเวช ระเบียน ในกำรให้กำรดูแลที่ต่อเนื่อง เช่น กำรบันทึกขำดกำรบันทึก ควำมก้ำวหน้ำของกำรคลอดในกรำฟดูแลกำร คลอดของที่ต่อเนื่อง กำรดูแลมำรดำตั งครรภ์ขึ นอยู่กับประสบกำรณ์ของพยำบำลประจ ำกำรของแต่ละบุคคล และยังไม่ มีแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดตั งแต่แรกรับ ระยะที่ 1 ,ระยะที่ 2,3 ของ กำรคลอด ที่เหมำะสมกับบริบทของโรงพยำบำลพะเยำซึ่งเดิมใช้ CPG ของแพทย์ วัตถุประสงค์การศึกษา เพื่อพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนในทำรกแรกเกิด และศึกษำผลลัพธ์ของกำร ใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด วิธีการศึกษา กำรวิจัยนี เป็นกำรวิจัยและพัฒนำ(Research and Development) สถำนที่ศึกษำ ห้องคลอด โรงพยำบำล พะเยำ กลุ่มตัวอย่ำงประกอบด้วยพยำบำลวิชำชีพที่ปฏิบัติงำนในห้องคลอด จ ำนวน 9 คน ที่ใช้แนวปฏิบัติที่พัฒนำขึ น และหญิงตั งครรภ์ที่มำคลอดในแผนกห้องคลอด โรงพยำบำลพะเยำ ตั งแต่ เดือนเมย.-มิย. 2566 ที่ได้รับกำรดูแลตำม แนวปฎิบัติที่พัฒนำขึ น ประเมินขนำดตัวอย่ำงโดยคำดว่ำเมื่อใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจน ของทำรกแรกเกิด โรงพยำบำลพะเยำ แล้วจะลดอุบัติกำรณ์ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด จำกเดิม 0.08 % ลดลงเหลือ 0.025. % ก ำหนดให้ Power = 80% ทดสอบ 2 ทำง ควำมคลำดเคลื่อน =0.05 ได้กลุ่มศึกษำผู้คลอด อย่ำงน้อยกลุ่มละ 248 รำย ติดตำมควำมพึงพอใจต่อกำรน ำแนวปฏิบัติไปใช้ของพยำบำล วิเครำะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้ สถิติทดสอบ t-test, exact probability test และวิเครำะห์ผลกำรพัฒนำแนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะ ขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ด้วย multivariable logistic regression ผลการศึกษา ได้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ห้องคลอด โรงพยำบำลพะเยำ ผ่ำนกำรตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชำญ จ ำนวน 5 ท่ำน ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 1)กำรป้องกัน ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในระยะแรกรับ 2)กำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในระยะที่ 1 ของกำรคลอด 3)กำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในระยะที่ 2,3 ของกำรคลอด กลุ่มที่ได้รับกำรดูแล ตำมแนวปฏิบัติกำรพยำบำลที่พัฒนำขึ นมำ มีอุบัติกำรณ์ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดจำกเดิม 68.82 (17รำย) เหลือ 18.18 (5 รำย) ต่ ำกว่ำกลุ่มก่อนใช้แนวปฏิบัติ อย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ (p-value =0.007) เมื่อ วิเครำะห์ด้วย multivariable Logistic regression และปรับควำมแตกต่ำง ของอำยุแตกต่ำงกันแล้วพบว่ำ อำชีพ จ ำนวนครั งของกำรคลอด กำรฝำกครรภ์ครบคุณภำพ ภำวะเสี่ยง และชนิดของกำรคลอด พบว่ำกำรใช้แนวปฏิบัติกำร
80 พยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดในห้องคลอด ลดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดใน ห้องคลอด ได้ร้อยละ 79 (OR=95%CI 0.64-0.69 P-value 0.010) ควำมพึงพอใจของพยำบำลแผนกห้องคลอด ต่อกำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด พบว่ำมีควำมพึงพอใจในระดับดี ( X =4.20 SD=0.67 ) อภิปรายผล แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดที่พัฒนำขึ นประกอบด้วยกำรใช้ แนวปฏิบัติในเรื่องกำรประเมินควำมเสี่ยงต่อภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดโดยใช้แบบประเมินควำมเสี่ยง ในทุก ระยะของกำรคลอดตั งแต่ระยะแรกรับ ระยะที่ 1 ระยะที่ 2,3 ของกำรคลอด สำมำรถคัดกรองควำมเสี่ยงได้เป็นอย่ำงดี รวมทั งยังมีกำรให้ควำมรู้ทั งระยะแรกรับ ระยะที่ 1 ระยะที่ 2,3 โดยใช้สื่อและ QR code ท ำให้ผู้คลอดมีควำมรู้และให้ ควำมร่วมมือในกำรป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด นอกจำกนี ยังมีกำรประเมินและบันทึก FHS โดยกำร On continuous EFM monitor ไว้ตลอดในช่วงระยะ Active phase และในรำยที่มีได้รับยำ Oxytocin เพื่อประเมิน ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดได้รวดเร็ว เมื่อพบควำมผิดปกติสำมำรถให้กำรพยำบำลได้อย่ำงรวดเร็วเพรำะมี แนวปฏิบัติที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภำพสำมำรถปฏิบัติได้ง่ำย ผลกำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะ ขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดพบว่ำ กลุ่มที่ใช้แนวปฏิบัติ มีภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ต่ ำกว่ำกลุ่มก่อนใช้ แนวปฏิบัติจำกเดิม 68.82(17รำย) เหลือ 18.18 (5 รำย) เมื่อเปรียบเทียบกันพบว่ำมีควำมแตกต่ำงกันอย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติ (p-value < 0.007) แสดงให้เห็นว่ำ กำรใช้แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจน ของทำรกแรกเกิด ท ำให้พยำบำลสำมำรถประเมินควำมเสี่ยงได้อย่ำงครอบคลุมในทุกระยะของกำรคลอด สำมำรถใช้ เป็นเครื่องมือในกำรพยำบำลผู้คลอดที่มีคุณภำพ ช่วยให้วินิจฉัยภำวะกำรขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดได้ถูกต้อง รวดเร็ว และรีบให้กำรรักษำทันเวลำก่อนที่จะเกิดควำมรุนแรง ดังนั นแนวปฏิบัติกำรพยำบำลนี ควรน ำไปใช้ ในกำรดูแล ผู้ที่คลอดทุกรำยแม้ว่ำจะไม่มีปัจจัยเสี่ยงก็ตำม สอดคล้องกับตัวชี วัดห้องคลอดคุณภำพตำมมำตรฐำนงำนอนำมัยแม่และ เด็ก คือ ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ไม่เกิน 25:1000 กำรเกิดมีชีพ ควำมพึงพอใจของพยำบำลแผนกห้องคลอดต่อกำรใช้แนวปฏิบัติ พบว่ำ มีควำมพึงพอใจในระดับมำก ( X = 4.20 SD= 0.67) อภิปรำยได้ว่ำ พยำบำลส่วนใหญ่เห็นด้วยและพึงพอใจกับกำรน ำแนวปฏิบัติกำรพยำบำล เพื่อป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดไปใช้ โดยพบว่ำ หัวข้อที่พึงพอใจมำกที่สุด คือ ควำมเป็นไปได้ในกำร น ำแนวปฏิบัติไปใช้ในหน่วยงำน ( X = 4.40 SD= 0.73) ควำมพึงพอใจที่เกิดขึ นอำจเป็นผลมำ ทุกคนมีส่วนร่วมใน กำรก ำหนดแนวปฏิบัติ และเป็นผู้ใช้แนวปฏิบัติในกำรดูแลผู้คลอดตั งแต่แรกรับจนกระทั่ง หลังคลอด และประเมิน ควำมเสี่ยง ให้กำรพยำบำล อย่ำงต่อเนื่องตั งแต่ระยะแรกรับ ระยะแรกรับ ระยะที่ 1 ระยะที่ 2,3 ส่งผลให้ผู้คลอดได้รับ กำรดูแลที่เป็นขั นตอนและเป็นไปในทิศทำงเดียวกันเกิดควำมปลอดภัยจำกกำรคลอด ท ำให้ภำวะขำดออกซิเจนของ ทำรกแรกเกิดมีแนวโน้มลดลง สอดคล้องกับอ้อยอิ่น อินยำศร (2560) มีควำมพึงพอใจต่อแนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อ ป้องกันภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด ( X =4.50, SD=0.512) ดังนั นแนวปฏิบัติจึงก่อให้เกิดผลดีต่อกำร ปฏิบัติงำน ท ำให้มำรดำทำรกมีควำมปลอดภัย สอดคล้องกับกำรศึกษำของ วรรณวรำ ไหลวำรินทร์(2557) ที่พบว่ำ ผลลัพธ์ที่เกิด จำกกำรปฏิบัติร่วมกันของพยำบำลจะส่งผลให้เกิดควำมพึงพอใจและน ำแนวปฏิบัติไปใช้มำกขึ น ส่งผลให้ ภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดลดลง และไม่พบอุบัติกำรณ์ทำรกเสียชีวิตจำกภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรก เกิด สรุปและข้อเสนอแนะ: แนวปฏิบัติกำรพยำบำลเพื่อป้องกันกำรเกิดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิดที่พัฒนำขึ น สำมำรถลดอัตรำกำรเกิดภำวะขำดออกซิเจนของทำรกแรกเกิด จึงควรน ำแนวปฏิบัติไปใช้อย่ำงต่อเนื่อง และน ำไป เผยแพร่หน่วยงำนห้องคลอด โรงพยำบำลในเครือข่ำยต่อไป
81 ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื้อรัง ศูนย์ สุขภาพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยาบาลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ นางกุลธิดา อินตา พยาบาลวิชาชีพช านาญการ นางผกามาศ พรหมลา พยาบาลวิชาชีพช านาญการ ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองร่องซ้อ นางศิริลักษณ์เชี่ยวชาญ พยาบาลวิชาชีพช านาญการ กลุ่มงานเวชกรรมสังคม นายณรงค์ศักดิ์สุธรรม พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ กลุ่มงานการพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลแพร่ บทคัดย่อ : กำรวิจัยนี เป็นกำรวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบควำมรู้และพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังก่อนและหลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. กลุ่มตัวอย่ำงคือ กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยำบำลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ จ ำนวน 21 คน ผู้วิจัยด ำเนินกำรวิจัยโดยใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. โดย ประยุกต์ใช้ทฤษฎีแบบแผนควำมเชื่อด้ำนสุขภำพโดยใช้ระยะเวลำ 12 สัปดำห์เก็บรวบรวบข้อมูลด้วยแบบสอบถำม คือแบบทดสอบควำมรู้ น ำข้อมูลมำวิเครำะห์โดยใช้สถิติ ร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนและกำรทดสอบค่ำที แบบสัมพันธ์กัน ผลกำรวิจัยพบว่ำ 1. ควำมรู้เกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง3อ.2ส.ก่อนและหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพ แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังกำรเข้ำร่วมโปรแกรม (M=5.43, SD=0.598) มีควำมรู้สูงกว่ำก่อนเข้ำร่วมโปรแกรม (M=4, SD=1.049) 2. ภำพรวมพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังก่อนและหลังเข้ำร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติที่ระดับ .05 โดย คะแนนเฉลี่ยหลังใช้โปรแกรม (M=25.19, SD=1.806) สูงกว่ำก่อนใช้โปรแกรม (M=22.7, SD=2.513) ค าส าคัญ : โรคไม่ติดต่อเรื อรัง,โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. ความส าคัญของปัญหาการวิจัย : ในอดีตประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่ในยุคเกษตรกรรมมีกำรด ำเนินชีวิตแบบพอเพียง กำรเจ็บป่วยโรคภัยมีน้อย เมื่อยุคสมัยเริ่มมีกำรเปลี่ยนแปลงกำรใช้วิถีชีวิตรูปแบบใหม่มีเทคโนโลยีที่เอื อต่อกำรด ำเนินชีวิต กำรมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบใช้ แรงงำนน้อยลงท ำให้ผู้คนมีพฤติกรรมท ำลำยสุขภำพตนเองมำกขึ นขำดกำรเลือกสรรอำหำรที่มีดีคุณภำพร่วมกับขำด กำรเคลื่อนไหวออกก ำลังกำยโรคที่มำพร้อมกับวิถีชีวิตในยุคแห่งกำรพัฒนำท ำให้เกิดโรคอุบัติใหม่ โรคไม่ติดต่อเรื อรัง และโรคติดต่อระบำดร้ำยแรง ในปัจจุบันพบว่ำกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื อรังมีควำมสัมพันธ์กับวิถีชีวิตในกำรด ำเนินชีวิตของ คนเรำมำกที่สุด จำกสถำนกำรณ์ของจังหวัดแพร่ปี 2565 ในประชำกรอำยุ 35 ปีขึ นไปจ ำนวน 166,562 รำย (ร้อยละ 88.48) พบกลุ่มสงสัยป่วยร้อยละ 1.49 กำรคัดกรองควำมดันโลหิตจ ำนวน 131,954 รำย (ร้อยละ 90.91) พบ กลุ่มสงสัยป่วยร้อยละ 9.96 กลุ่มที่ได้รับกำรคัดกรองเบำหวำนจ ำนวน 45,628 รำย (ร้อยละ 88.23) พบกลุ่มสงสัย ป่วยร้อยละ 0.94 ด้วยเหตุผลดังที่กล่ำวมำผู้วิจัยจึงมีควำมสนใจที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพกลุ่มเสี่ยงโรคไม่ ติดต่อเรื อรังตำมแนวทำง 3อ.2ส. กำรดูแลประชำชนกลุ่มเสี่ยงตั งแต่ยังไม่มีอำกำรโดยกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถี ชีวิตที่ไม่เหมำะสมจะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อกำรเกิดโรคเบำหวำน ควำมดันโลหิตสูง ดังนั นจำกสภำพปัญหำในปัจจุบันทำงทีมผู้วิจัยได้ตระหนักและเล็งเห็นควำมส ำคัญในกำรน ำโปรแกรม ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.น ำมำใช้ในกลุ่มเสี่ยงที่ศูนย์สุขภำพชุมชนเมืองร่องซ้อ ต.ในเวียง อ. เมือง จ.แพร่ โดยที่จะให้ควำมรู้แก่บุคคลเพื่อให้รับรู้โอกำสเสี่ยงของกำรเป็นโรคควำมรุนแรงของโรคและมีกำรติดตำมให้ ควำมรู้อย่ำงต่อเนื่องเพื่อกำรปรับเปลี่ยนสุขภำวะในกำรดูแลสุขภำพก่อให้เกิดคุณภำพชีวิตและภำวะสุขภำพที่ดี วัตถุประสงค์การศึกษา :
82 1. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยควำมรู้เกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมือง ก่อนและหลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. 2. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อ เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมือง ก่อนและหลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. วิธีการศึกษา : กำรวิจัยครั งนี เป็นกำรวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและ หลังกำรทดลอง (One group Pretest- Posttest Design) เพื่อบันทึกข้อมูลควำมรู้และพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพตำม แนวทำง3อ.2ส. ขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือประชำกรกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมืองร่องซ้อ โรงพยำบำลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ จ ำนวน 50 คน โดยก ำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำงโดยใช้สูตร Yamane และเกณฑ์กำรคัดเลือกอำสำสมัครเข้ำร่วมโครงกำร (Inclusion criteria) คือกลุ่มตัวอย่ำงที่สมัครใจและเกณฑ์กำรคัดอำสำสมัครออกจำกโครงกำร (Exclusion criteria) คือป่วยเป็นโรคติดต่อไม่เรื อรัง จนเหลือกลุ่มตัวอย่ำงในกำรศึกษำครั งนี จ ำนวนทั งหมด 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในกำรทดลอง คือโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. 2. เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสอบถำม ประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วน บุคคล ส่วนที่ 2 ควำมรู้เกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง 3อ2ส. และส่วนที่ 3 พฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ. 2ส. ข้อมูล/สถิติที่ใช้: กำรวิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส ำเร็จรูปวิเครำะห์หำค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน มีกำร ทด สอบกำรกระจำยของข้อมูลโดยใช้ Kolmogorov Smirnov Test สถิติที่ใช้ในกำรทดสอบค่ำทีแบบสัมพันธ์กัน (Paired t-test) ผลการศึกษา : 1. ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง จำกกลุ่มตัวอย่ำงทั งหมดจ ำนวน 21 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 95.2 มีอำยุระหว่ำง 41–60 ปี ร้อยละ 47.6 และมีอำยุระหว่ำง 61–80 ปี ร้อยละ 47.6 มีควำมยำวรอบเอวที่ มำกกว่ำ 80 เซนติเมตร ร้อยละ 81 มีดัชนีมวลกำยอยู่ระหว่ำง 24.90-29.90 kg/m2 ร้อยละ 57.1 ระดับค่ำ น ำตำลในกระแสเลือดอยู่ระหว่ำง 100-125 mg/dl ร้อยละ 47.6 ระดับควำมดันโลหิตตัวบนอยู่ระหว่ำง 140-159 mmHg ร้อยละ 28.6 และมีระดับควำมดันโลหิตตัวล่ำงน้อยกว่ำ 80 mmHg ร้อยละ 61.9 2. ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตาม แนวทาง3อ.2ส. พบว่ำ ก่อนเข้ำร่วมมีควำมรู้ไม่ถูกต้องจ ำนวนมำกสุด 8 รำย ร้อยละ 38.1 มีควำมรู้ถูกต้องที่สุด จ ำนวน 7 รำย ร้อยละ 33.3 และมีควำมรู้ถูกต้องบ้ำงจ ำนวนน้อยที่สุด 6 รำย ร้อยละ 28.6 และหลังเข้ำร่วม โปรแกรม มีควำมรู้ถูกต้องที่สุดจ ำนวนมำกสุด 20 รำย ร้อยละ 95.2 มีควำมรู้ถูกต้องบ้ำงจ ำนวน 1 รำย ร้อยละ 4.8 Paired Samples Statistics (N=21) M SD D SDD t Sig Pair 1 คะแนนควำมรู้ ก่อน 4.00 1.049 1.43 .926 7.07 .00 คะแนนควำมรู้ หลัง 5.43 .598
83 จำกตำรำงที่ 1 พบว่ำ ก่อนและหลังเข้ำร่วมใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังมีควำมรู้ได้คะแนนเฉลี่ย 4 ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน 1.049 ส่วนหลังเข้ำร่วมมีคะแนนเฉลี่ย 5.43 ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน 0.598 จำกผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล พบว่ำค่ำเฉลี่ยควำมรู้เกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตำม แนวทำง 3อ.2ส.ก่อนและหลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. แตกต่ำงกัน อย่ำงมี นัยส ำคัญทำงสถิติ.05 โดยคะแนนเฉลี่ยหลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.ของ กลุ่มตัวอย่ำงมีควำมรู้มำกกว่ำก่อนเข้ำร่วมโปรแกรม 3. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส.ของกลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพตามแนวทาง 3อ.2ส. พบว่ำ ก่อนเข้ำร่วมโปรแกรมมีพฤติกรรมดีมำกจ ำนวนมำกสุด 9 รำย ร้อยละ 42.9 พฤติกรรมดีจ ำนวน 7 รำย ร้อยละ 33.3 และมีพฤติกรรมพอใช้จ ำนวน 5 รำย ร้อยละ 23.8 และหลัง เข้ำร่วมโปรแกรม มีพฤติกรรมดีมำกจ ำนวนมำกสุด 19 รำย ร้อยละ 90.5 พฤติกรรมดีจ ำนวน 1 รำย ร้อยละ 4.8 และมีพฤติกรรมพอใช้จ ำนวน 1 รำย ร้อยละ 4.8 Paired Samples Statistics (N=21) M SD D SDD t Sig Pair 1 พฤติกรรม ก่อน 4.00 2.513 2.48 1.86 6.28 .00 พฤติกรรม หลัง 5.43 1.806 จำกตำรำงที่ 2 พบว่ำ ก่อนและหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.กลุ่มเสี่ยง โรคติดต่อไม่เรื อรังก่อนใช้มีคะแนนเฉลี่ย 22.7 ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน 2.513 ส่วนหลังใช้มีคะแนนเฉลี่ย 25.19 ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน 1.806 จำกผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล พบว่ำค่ำเฉลี่ยพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพ 3อ.2ส. ก่อนและ หลังเข้ำร่วมโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. แตกต่ำงกันอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ.05 โดย คะแนนเฉลี่ยหลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. สูงกว่ำก่อนใช้โปรแกรม อภิปรายผล : อภิปรำยผลกำรวิจัยตำมวัตถุประสงค์กำรวิจัย ดังนี 1. ควำมรู้เกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังก่อนและหลังเข้ำร่วม โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. แตกต่ำงกัน อธิบำยได้ว่ำ กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่ เรื อรังเป็นผู้ที่มีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับกำรดูแลสุขภำพตนเองยังไม่ถูกต้องเท่ำที่ควรเนื่องจำกมีพฤติกรรมทำงสุขภำพ เป็นยังไม่ถูกสุขลักษณะกำรดูแลตนเองที่ดีซึ่งพบว่ำก่อนกำรใช้โปรแกรมกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังส่วนใหญ่มีควำม รู้อยู่ในระดับที่พอใช้และดี เมื่อได้รับกำรให้ควำมรู้และค ำชี แนะเกี่ยวกับกำรดูแลตนเองภำยใต้โปรแกรมปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.กำรที่บุคคลจะสำมำรถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ต้องมีปัจจัยต่ำงๆที่มำสนับสนุน โดยมีกำรให้ควำมรู้เพื่อให้รับรู้โอกำสเสี่ยงหรือภำวะคุกคำมจำกโรคในขณะเดียวกันให้รับรู้ถึงประโยชน์และอุปสรรค หำกจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพให้มีควำมเหมำะสมดังนั นหลังกำรใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภำพจึงท ำให้กลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังมีควำมรู้อยู่ในระดับที่ถูกต้องที่สุดมำก 2. พฤติกรรมกำรสร้ำงเสริมสุขภำพ 3อ.2ส.ของกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรัง ศูนย์สุขภำพชุมชนเขตเมืองร่อง ซ้อ โรงพยำบำลแพร่ อ.เมือง จ.แพร่ หลังใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพ 3อ.2ส. สูงกว่ำก่อนใช้โปรแกรม อธิบำยได้ว่ำกลุ่มเสี่ยงโรคติดต่อไม่เรื อรังมีกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพในทำงที่ดีขึ น ดังนั นจึงรับรู้ว่ำตนเองมี สมรรถนะในกำรปฏิบัติพฤติกรรมสุขภำพ (Self-Efficacy) ที่ส่งเสริมภำวะสุขภำพของตนเองได้ เมื่อผู้วิจัยให้โปรแกรม สร้ำงเสริมสุขภำพโดยกำรบรรยำยให้ควำมรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมกำรส่งเสริมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. มีกำรสำธิต เกี่ยวกับกำรสำธิตย้อนกลับเกี่ยวกับกำรออกก ำลังกำย กำรยกตัวอย่ำงภำพประกอบอำหำรเพื่อให้เข้ำใจเพิ่มมำกขึ น
84 ประกอบกับกำรใช้คู่มือเพื่อเสริมสร้ำงพฤติกรรมกำรดูแลสุขภำพ โดยกำรส่งเสริมให้กลุ่มเสี่ยงได้รับรู้โอกำสเสี่ยงของกำร เป็นโรค (Perceived Susceptibility) ว่ำควรป้องกันและรักษำสุขภำพเพื่อป้องกันโรคที่จะเกิดขึ นกำรส่งเสริมให้รับรู้ ควำมรุนแรงของโรค (Perceived Severity) ซึ่งกำรรับรู้ควำมรุนแรงของโรคมีควำมสัมพันธ์ในทำงบวกกับพฤติกรรม กำรป้องกันโรค ดังนั นจึงท ำให้กลุ่มเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื อรังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพของตนเองไปในแนวทำงที่ดีขึ น สูงขึ นกว่ำก่อนกำรใช้โปรแกรมปรับเปลี่ยนสุขภำพ สรุปและข้อเสนอแนะ : 1. ควรมีกำรวิจัยติดตำมประเมินผลกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส.อย่ำงต่อ เนื่อง เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้มีกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพของตนเองอย่ำงยั่งยืน 2. ควรส่งเสริมให้มีกำรพัฒนำรูปแบบกำรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพตำมแนวทำง 3อ.2ส. น ำไปใช้ในชุมชน และหน่วยบริกำรอื่นเพื่อสุขภำวะกำรดูแลสุขภำพที่ดีของประชำชน
85 ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบาหวานวิทยาต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C) ในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมระดับน้ าตาลไม่ได้ โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง จังหวัดล าพูน Effects of course Diabetes Lumphun School Programs for HbA1C of uncontrol diabetic patients. Ban Hong Hospital, Lamphun Province วงจันทร์ นันทวรรณ และคณะ โรงพยาบาลบ้านโฮ่ง บทคัดย่อ โปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำ เป็นหลักสูตรที่พัฒนำโดย สสจ.ล ำพูน หวังผลให้ผู้ป่วยเบำหวำนที่ ควบคุมระดับน ำตำลไม่ได้ สำมำรถดูแลตัวเองได้ดีขึ นจนท ำให้ลดยำและหยุดยำรักษำเบำหวำนได้ ความส าคัญของปัญหาการวิจัย เป็นโรคไม่ติดต่อเรื อรังที่เป็นปัญหำส ำคัญระดับโลก ระดับประเทศและระดับชุมชน ในผู้ป่วยเบำหวำนที่คุม ระดับน ำตำลไม่ได้ ก่อให้เกิดภำวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรำยต่อชีวิต ซึ่งจะส่งผลให้อวัยวะในร่ำงกำยเสื่อมสมรรถภำพ และกำรท ำงำนล้มเหลว จนท ำให้เกิดภำวะแทรกซ้อนที่ ตำ ไต หลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยเบำหวำน ที่คุมระดับน ำตำลในเลือดไม่ได้ จะเกิดผลเสียต่อร่ำงกำยและเกิดภำวะแทรกซ้อนต่ำงๆ ส ำนักงำนสำธำรณสุขจังหวัด ล ำพูนได้จัดท ำโครงกำรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำจังหวัดล ำพูนขึ นในปี 2565 เพื่อส่งเสริมให้ผู้ป่วยเบำหวำนมีกำร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภำพให้สำมำรถควบคุมระดับน ำตำลในเลือดได้ดีขึ น วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษำ ผลของโปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำจังหวัดล ำพูนต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี (HbA1C)ในผู้ป่วยเบำหวำนที่คุมระดับน ำตำลไม่ได้ โรงพยำบำลบ้ำนโฮ่ง จังหวัดล ำพูน วิธีการศึกษา กำรวิจัยนี เป็นกำรวิจัยกึ่งทดลอง Two groups pretest - posttest design โดยศึกษำผลของโปรแกรมหลัก สูตรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำจังหวัดล ำพูนต่อระดับฮีโมโกบินเอวันซี(HbA1C)ในผู้ป่วยเบำหวำนที่คุมระดับน ำตำลไม่ได้ โรงพยำบำลบ้ำนโฮ่ง จังหวัดล ำพูน ศึกษำในกลุ่มตัวอย่ำง 36 คน แบ่งเข้ำกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยกำรสุ่ม แบ่งเป็น กลุ่มควบคุม 18 คน และกลุ่มทดลอง 18 คน ท ำกำรศึกษำระหว่ำงเดือน มีนำคม 2565 ถึง เมษำยน 2565 กำรวิเครำะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ป่วยเบำหวำนชนิดที่ 2 ใช้สถิติแจกแจงควำมถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่ำเฉลี่ย (Mean) และ ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน (Standard Deviation , SD) กำรเปรียบเทียบค่ำ HbA1C ก่อนและหลังกำรวิจัย โดยกำรวิเครำะห์ควำมแตกต่ำงด้วยค่ำสถิติทดสอบ “ที” (t-test)โดยประเมินผลจำก กำรเปรียบเทียบ 1) HbA1Cก่อนและหลังกำรทดลอง ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) HbA1C หลังกำร ทดลอง ระหว่ำงกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
86 ผลการศึกษา เปรียบเทียบ HbA1C ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ (n=36) ปัจจัย ก่อนได้รับโปรแกรมฯ หลังได้รับโปรแกรมฯ t p-value HbA1C เฉลี่ย S.D. HbA1C เฉลี่ย S.D. กลุ่มทดลอง (n=18) 9.11 2.85 7.65 1.65 2.37 0.030* กลุ่มควบคุม (n=18) 8.13 1.20 7.72 1.33 1.98 0.064 *p-value<0.05 เปรียบเทียบ HbA1C ระหว่ำงกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ (n=36) ปัจจัย กลุ่มทดลอง (n=105) กลุ่มควบคุม (n=105) t p-value HbA1C เฉลี่ย S.D. HbA1C เฉลี่ย S.D. ก่อนได้รับโปรแกรมฯ 9.11 2.85 8.13 1.20 -1.243 0.231 หลังได้รับโปรแกรมฯ 7.65 1.65 7.72 1.33 0.137 0.893* *p-value<0.05 อภิปรายผล เมื่อเปรียบเทียบ HbA1C ก่อนและหลังกำรทดลอง ในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม พบว่ำ กลุ่มทดลองมีระดับ HbA1C ลดลงกว่ำกลุ่มควบคุมอย่ำงมีนัยส ำคัญทำงสถิติ(p<0.05) (Mean=1.456, SD=2.604,P-value=0.030 ) เปรียบเทียบระหว่ำงกลุ่ม ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมฯ พบว่ำ ระดับ HbA1C ไม่มีควำมแตกต่ำงกัน (Mean=0.978, SD=2.067, P-value= 0.893) สรุปและข้อเสนอแนะ ถึงแม้ว่ำผลกำรวิจัยในกำรเปรียบเทียบ HbA1C ระหว่ำงกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังได้รับ โปรแกรมฯ จะไม่แตกต่ำงกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลเป็นรำยคนก่อนและหลังกำรทดลอง ผลที่ได้เป็นที่น่ำพอใจ ผู้ป่วยหลำยรำยได้รับกำรปรับลดยำลง จำกผล HbA1C ที่ลดลง ดังนั น โปรแกรมหลักสูตรโรงเรียนเบำหวำนวิทยำ ยัง สำมำรถน ำมำใช้ปฏิบัติเพื่อดูแลผู้ป่วยเบำหวำนที่ควบคุมระดับน ำตำลไม่ได้ ซึ่งอำจมีควำมจ ำเป็นต้องเพิ่มกิจกรรมอื่นใน กำรติดตำมดูแลกระตุ้นต่อเนื่องให้ผู้ป่วยได้ตระหนักและเห็นควำมส ำคัญในกำรดูแลตัวเองให้มำกขึ น รวมทั งเพื่อให้ ผลกำรวิจัยมีควำมน่ำเชื่อถือควรเพิ่มจ ำนวนกลุ่มเป้ำหมำยให้มำกขึ นด้วย
87 กิตติประกาศ กำรด ำเนินกำรจัดวิชำกำร เพื่อน ำเสนอผลงำน ด้ำนวิชำกำรครั งนี ส ำเร็จลุล่วงได้ ด้วยควำมกรุณำ จำก คุณ วัชรำพร ดวงแก้ว หัวหน้ำกลุ่มภำระกิจด้ำนกำรพยำบำล คุณศรีวรรณ เรืองวัฒนำ ประธำนคณะกรรมกำร ด้ำนวิชำกำร คุณอัจฉรำ โพธิศำสตร์ ประธำนคณะกรรมกำรด้ำนบริกำร กลุ่มภำระกิจด้ำนกำรพยำบำล โรงพยำบำลล ำพูนที่ช่วยสนับสนุน ให้งำนประสบควำมส ำเร็จไปได้ด้วยดี ท้ำยนี ขอขอบคุณ ทีมวิชำกำร กลุ่มภำระกิจด้ำนกำรพยำบำล โรงพยำบำลล ำพูนทุกท่ำน ที่ช่วยกัน ด ำเนินงำนให้ประสบควำมส ำเร็จและลุล่วงไปได้ด้วยดี พว. ศศิธร พิชัยพงศ์ พว.สุนทรี จันทร์สวัสดิ์