1
2
3เมื่อเด็กไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสารแต่เป็นผู้ออกแบบการเปลี่ยนแปลงห้องเรียนจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่เรียนรู้แต่กลายเป็นพื้นที่สร้างภูมิคุ้มกันต่อบุหรี่ไฟฟ้า“โตไปไม่สูบ” คือเรื่องราวของพลังเด็กใต้ที่ลุกขึ้นมาออกแบบอนาคตของตนเองและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โรงเรียนและสังคม
4คํานําทําไมเรื่องนี้ตองเลา..ในชวงไมกี่ปที่ผานมา “บุหรี่ไฟฟา” ไมไดเปนเพียงประเด็นสุขภาพอีกตอไป แตกลายเปนความทาทายใหมของสังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใตที ่การเขาถึงของเด็กและเยาวชนเกิดขึ้น “เร็ว เงียบ และแนบเนียน” กวาที่หลายคนคาดคิดความรุนแรงของปญหาไม ไดอยู แค จํานวนผูใชที ่เพิ ่มขึ้น แต อยู ที่“รูปแบบการเขาถึง” ที่เปลี่ยนไปอยางสิ้นเชิง บุหรี่ไฟฟาไมไดมาในภาพของสิ ่งอันตราย หากแต ถูกออกแบบใหดูเหมือนของเล น เทคโนโลยีหรือไลฟสไตลที ่น าลอง กลิ ่นหอม สีสันสดใส รูปลักษณเล็กกะทัดรัดและการสื่อสารผานโลกออนไลนลวนเปน “กลยุทธ” ที่มุงเปาไปยังเด็กโดยตรงในโลกที่หนาจอมือถือคือประตูบานใหญ เด็กจํานวนไมนอยไดรูจักบุหรี่ไฟฟากอนที่จะเขาใจผลกระทบของมัน และในหลายครั้ง…การลองครั้งแรก ไมไดเกิดจากความอยาก แตเกิดจาก “ความไมรู” และ “แรงกดดันจากสังคมรอบตัว”นี่คือเหตุผลที่ทําใหเราตองตั้งคําถามใหมว่า
5เราจะปกปองเด็กอยางไร ในวันที่ภัยไมไดมาในรูปแบบเดิมอีกตอไปโครงการ “ภูมิคุมกันเด็กไทยไมตกเปนเหยื่อบุหรี่ไฟฟา” ภายใตสํานักสนับสนุนการควบคุม ปจจัยเสี่ยงหลัก (สํานัก 1) สสส. จึงเริ ่มตนขึ้นจากความเชื่อรวมกันของหลายภาคสวนวา การแกปญหานี้ไมสามารถใชเพียงมาตรการหามหรือการสื่อสารแบบเดิมไดอีกแลว แตตอง “ขยับวิธีคิด” ไปสูการสรางพลังจากภายในของเด็กและเยาวชนเราเลือกที่จะไมมองเด็กเปนเพียงผูรับสารแตเชื่อวาเด็กสามารถเปน “ผูสรางการเปลี่ยนแปลง” ไดการเดินทางของโครงการตลอดระยะเวลา ตั้งแต วันที ่ 1 กุมภาพันธ2568 ถึง 30 เมษายน 2569 จึงไมใชเพียงการทํากิจกรรม แตคือการออกแบบ “พื้นที่เรียนรู” ที่เปดโอกาสใหเด็กไดตั้งคําถาม ไดเรียนรูได้สื่อสาร และที่สําคัญ…ไดฟง “เสียงของตัวเอง”เพราะหัวใจของการสรางภูมิคุมกัน ไมไดอยูที่การบอกวาอะไรควรหรือไมควรแตอยูที่การทําใหเด็ก “คิดไดเอง” และ “เลือกไดดวยตัวเอง”“เราไมไดแคปองกัน…แตกําลังสรางภูมิคุมกันใหเด็กคิดเองเปน”
6หนังสือเลมนี้คือบันทึกการเดินทางของผูคนตัวเล็ก ๆ ที่ลุกขึ้นมาทําเรื่องใหญ เปนเรื่องราวของเด็ก ครูและเครือขาย ที่รวมกันสรางพื้นที่ปลอดภัย เปนเสียงของเด็กที่เริ่มจากการฟง…และคอย ๆ กลายเปนเสียงที่“กลาพูด”เพราะในทายที่สุดแลวการปกปองเด็กที่ยั่งยืนที่สุดอาจไมใชการปกปองจากภายนอกเพียงอยางเดียวแตคือการทําใหเด็กมีพลังมากพอที่จะปกปองตัวเองได…จากภายในและนี่คือเหตุผลวา“ทําไมเรื่องนี้ตองเลา”
7สารบัญเรื่อง หน้าเด็กไทยตองไมตกเปนเหยื่อ : ภารกิจสรางภูมิคุมกันบุหรี่ไฟฟา 9บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กใต้เร็วกว่าที่คิด 16โตไปไม่สูบ : เมื่อเด็กเป็นเจ้าของการเปลี่ยนแปลง 20พื้นที่โรงเรียน พื้นที่สร้างภูมิคุ้มกันชีวิต 30เสียงของเด็กลุกขึ้นพูดวา..ฉันจะโตไปไมสูบ 40แวดล้อมของเด็กที่ช่วยกันปกป้อง 73
8
9เด็กไทยตองไมตกเปนเหยื่อ : ภารกิจสรางภูมิคุมกันบุหรี่ไฟฟาทามกลางการขยายตัวของบุหรี่ไฟฟาในกลุมเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะผานสื่อออนไลนและกลยุทธการตลาดที่แฝงตัวในโลกดิจิทัล ทําใหเด็กจํานวนมากกลายเปนกลุมเปาหมายของธุรกิจยาสูบยุคใหมโดยไมรูตัวความทาทายสําคัญจึงไมใชเพียงการ “หามสูบ” แตคือการสรางภูมิคุมกันทางความคิดและทักษะชีวิต เพื่อใหเด็กและเยาวชนสามารถรูเทาทัน ปฏิเสธ และปกปองตนเองจากปจจัยเสี่ยงไดอยางยั่งยืนโครงการภูมิคุมกันเด็กไทยไมตกเปนเหยื่อบุหรี่ไฟฟา – Protect New Gen จึงถูกพัฒนาขึ้นบนแนวคิดสําคัญวา “เด็กไมใชเพียงผูรับสาร แตเปนเจาของกระบวนการเรียนรูและการเปลี่ยนแปลง”ตลอดระยะเวลาดําเนินงาน โครงการไดออกแบบกระบวนการทํางานที่เชื่อมโยง การพัฒนาเยาวชน การเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน และการสรางวัฒนธรรมการปองกันในพื้นที่ผานการมีสวนรวมของเด็ก ครูโรงเรียนและเครือขายภาคีใน 14 จังหวัดภาคใตการดําเนินงานเริ่มตนจากการสรางความรวมมือกับภาคีในระดับพื้นที่ผานเวทีประชุมคณะทํางานและการระดมความคิดเพื่อออกแบบกลยุทธ์การลดปจจัยเสี่ยงในเด็กและเยาวชน พรอมทั้งการสํารวจขอมูลเชิงลึกจากกลุมเสี่ยง เพื่อนําไปสูการพัฒนาเครื่องมือการเรียนรูคูมือ Protect
10New Gen “โตไปไมสูบ” ซึ่งใชเปนแนวทางในการสรางภูมิคุมกันทางความคิดใหกับเด็กและเยาวชนหนึ่งในกลไกสําคัญของโครงการคือ คาราวานบมเพาะคนรุนใหมรูทันบุหรี่ไฟฟา ที่เดินทางไปยังโรงเรียนในพื้นที่ภาคใตรวม 15 ครั้งครอบคลุม 34 โรงเรียน เพื่อสรางพื้นที่เรียนรูแบบ Active Learning ใหเด็กไดวิเคราะหสถานการณออกแบบแนวคิดการสื่อสาร และพัฒนานวัตกรรมรณรงคปองกันนักสูบหนาใหมดวยตนเอง กระบวนการนี้เปดโอกาสใหเด็กไดทดลองคิด ทดลองสื่อสาร และกลายเปนนักสื่อสารสุขภาวะรุนใหมในโรงเรียนของตน
11ควบคูกับการพัฒนาเยาวชน โครงการไดจัดตั้ง “โตไปไมสูบAcademy” เพื่อพัฒนาศักยภาพแกนนําเยาวชนและครูในเครือขายโรงเรียนนวัตกรรมลดปจจัยเสี่ยง ผานการอบรม เวทีพัฒนาศักยภาพและการเสริมทักษะอยางตอเนื่องทั้งในรูปแบบออฟไลนและออนไลนรวมถึงการพัฒนากลไก Train the Trainer เพื่อสรางพี่เลี้ยงในพื้นที่ที่สามารถขยายผลการเรียนรูไดดวยตนเองในระดับพื้นที่ โรงเรียนจํานวน 22 แหง ไดพัฒนาและทดลองใช้กระบวนการเรียนรูแบบ Active Learning “โตไปไมสูบ” ผานการสรางสื่อสรางสรรคการจัดกิจกรรมรณรงคและการขยายผลสูเพื่อนนักเรียนและชุมชนในโรงเรียน โดยเนนใหเด็กเปนผูออกแบบและสื่อสารประเด็นบุหรี่ไฟฟาดวยภาษาและรูปแบบที่เขาถึงคนรุนเดียวกัน
12นอกจากนี้โครงการยังพัฒนาเครื่องมือการเรียนรูใหม เชน หองเรียนนวัตกรลดปจจัยเสี่ยง “บอรดเกมโตไปไมสูบ” ซึ่งชวยใหการเรียนรูเรื่องบุหรี่ไฟฟาเกิดขึ้นผานกระบวนการคิด วิเคราะหและการตัดสินใจในสถานการณจําลอง รวมถึงการพัฒนาเครือขาย “โตไปไมสูบไซเบอร” เพื่อเฝาระวังและรูเทาทันภัยจากสื่อออนไลนตลอดการดําเนินงาน มีการติดตามและเสริมพลังการทํางานของโรงเรียนอยางตอเนื่อง ผานการลงพื้นที่การประชุมออนไลนและเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรูเพื่อใหโรงเรียนสามารถพัฒนากระบวนการทํางานของตนเองอยางยั่งยืน
13เมื่อสิ้นสุดโครงการ ไดมีการจัดเวทีถอดบทเรียนและสรุปผลการดําเนินงาน เพื่อรวบรวมองคความรูประสบการณและเรื่องเลาการเปลี่ยนแปลงจากพื้นที่ซึ่งสะทอนใหเห็นวา การสรางภูมิคุมกันใหเด็กจากบุหรี่ไฟฟาไมสามารถเกิดขึ้นจากกิจกรรมเพียงครั้งคราว แตตองอาศัยกระบวนการเรียนรูที่ตอเนื่องและการมีสวนรวมของเด็กในฐานะ“ผูสรางการเปลี่ยนแปลง”ผลลัพธสําคัญของโครงการไมไดหยุดอยูที่การจัดกิจกรรมในโรงเรียน แต่สะทอนผานการเปลี่ยนแปลงในสามระดับสําคัญ ไดแก่
14ระดับเด็กและเยาวชนเด็กมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟาเพิ่มขึ้น สามารถวิเคราะหกลยุทธการตลาดของธุรกิจยาสูบ และมีความมั่นใจในการปฏิเสธพฤติกรรมเสี่ยง พรอมทั้งกาวขึ้นมาเปนแกนนําในการสื่อสารรณรงคในโรงเรียนของตนระดับโรงเรียนโรงเรียนหลายแหงเริ่มพัฒนากิจกรรมและนวัตกรรมการเรียนรูเรื่องบุหรี่ไฟฟาใหเปนสวนหนึ่งของกิจกรรมประจําของโรงเรียน เกิดพื้นที่เรียนรู้ใหม เชน หองเรียนนวัตกรรม บอรดเกม และชมรมเยาวชนที่ทํางานดานสุขภาวะระดับพื้นที่และเครือขายเกิดเครือขายโรงเรียนนวัตกรรมลดปจจัยเสี่ยงในภาคใตที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรูและขยายผลการทํางานรวมกัน รวมถึงการเชื่อมโยงกับหนวยงานภาคีในระดับพื้นที่ เพื่อสรางสภาพแวดลอมที่เอื้อตอการปองกันนักสูบหนาใหม
15หนังสือเลมนี้จึงไมไดบันทึกเพียงวาโครงการทํากิจกรรมอะไรบาง แตตั้งคําถามสําคัญว่าเด็กเปลี่ยนอะไรโรงเรียนเปลี่ยนอยางไรและ พื้นที่ไดสรางวัฒนธรรมใหมอะไรขึ้นเพื่อสะทอนใหเห็นวา เมื่อเด็กไดรับโอกาสใหเปนเจาของกระบวนการเรียนรูพวกเขาไมเพียงปกปองตนเองจากบุหรี่ไฟฟา แตยังสามารถเปนพลังสําคัญในการสรางสังคมที่ปลอดภัยและมีสุขภาวะสําหรับคนรุ่นตอไป
16บุหรี่ไฟฟาเขาถึงเด็กใตเร็วกวาที่คิดเสียงแจงเตือนจากโทรศัพทดังขึ้นในหองนอนของเด็กคนหนึ่งไมใชเกม ไมใชคลิปตลก แตเปนขอความจากเพื่อนในกลุมแชต“ลองปะ ของใหมกลิ่นหอมมาก”ไมกี่วันหลังจากนั้น…ของชิ้นเล็ก ๆ ก็ถูกสงมาถึงหนาบานไมมีฉลากเตือน ไมมีภาพนากลัว มีเพียงดีไซนเรียบเทสีสันสดใสและคําอธิบายสั้น ๆ วา “ไมอันตรายเหมือนบุหรี่”นี่ไมใชเรื่องไกลตัวแตเปนเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กจํานวนมากในพื้นที่ภาคใต้จากมือถือ…สูมือเด็กการเขาถึงบุหรี่ไฟฟาในวันนี้ไมไดเริ่มจากรานคาแตเริ่มจาก “หนาจอมือถือ”เด็กหลายคนรูจักบุหรี่ไฟฟาผาน คลิปรีวิวในโซเชียลมีเดียเพื่อนในกลุมหรือแมแต influencer ที่ทําใหมันดูเปนเรื่องปกติ
17สิ่งที่นากังวล คือ กระบวนการทั้งหมดนี้“เร็วมาก” และ “งายมาก”จากการเห็น สนใจ สั่งซื้อทุกอยางสามารถเกิดขึ้นไดภายในไมกี่คลิกและในบางกรณี…ผูใชคนแรกไมใชวัยรุน แตเปนเด็กชั้นประถมเด็ก ป.4 คนหนึ่งในพื้นที่เลาวา เขาเคยลองบุหรี่ไฟฟาครั้งแรกจากเพื่อนโดยไมรูเลยวามันคืออะไร“ตอนนั้นแคเห็นเพื่อนมีก็อยากลอง ไมรูวามันคือบุหรี่”ของเลน? หรือกับดัก? สิ่งที่ทําใหบุหรี่ไฟฟาแตกตางจากบุหรี่แบบเดิมคือ “ภาพลักษณ”มันไมไดดูอันตราย แตมาในรูปแบบที่คลายของเลน หรือ gadget เทคโนโลยีชิ้นหนึ่ง กลิ่นผลไมกลิ่นขนม สีพาสเทล ดีไซนนารักทําใหเด็กจํานวนมาก “ไมรูสึกกลัว”ในขณะเดียวกัน การตลาดก็ปรับตัวใหเขากับโลกของเด็กอยางแนบเนียน รีวิวแบบเพื่อนแนะนําเพื่อน คลิปสั้นสนุก ๆการสื่อสารที่ไมพูดถึงความเสี่ยงและที่สําคัญที่สุด… “การเขาถึงงายเหมือนสั่งของออนไลนทั่วไป”
18โลกออนไลนคือ ชองทางหลักในอดีต การเขาถึงบุหรี่ตองผานรานคา แตวันนี้โลกออนไลนกลายเปน“ชองทางหลัก” ที่ไรขอบเขต ไมมีการตรวจอายุที่เขมงวด ไมมีการควบคุมเนื้อหาอยางทั่วถึง และไมมีใครรูวาเด็กกําลังเห็นอะไรบางเด็กจํานวนมากจึงเติบโตมาในสภาพแวดลอมที่“บุหรี่ไฟฟาไมใชเรื่องผิดปกติ” แตเปนสิ่งที่“ใคร ๆ ก็ใช”เด็กคิดอยางไรกับบุหรี่ไฟฟาเมื่อถามเด็กหลายคนวา “คิดอยางไรกับบุหรี่ไฟฟา” คําตอบที่ได้…สะทอนบางอยางที่สําคัญ ไมใชความอยากลองเพียงอยางเดียว แตคือ“ความเขาใจที่คลาดเคลื่อน”“ตอนแรกคิดวาไมอันตราย เพราะมันดูเหมือนไมใชบุหรี่”“เห็นในคลิป เขาบอกวาแคไอนํ้า”“เพื่อนบอกวาไมติด เลยลองดู”
19สิ่งเหลานี้ไมใชความผิดของเด็ก แตเปนผลลัพธของระบบขอมูลที่เด็กไดรับเมื่อความเสี่ยง…มาในรูปแบบที่มองไมเห็นบุหรี่ไฟฟาในวันนี้ไมไดนากลัวเพราะมันอันตรายเพียงอยางเดียวแตนากลัวเพราะมัน “ทําใหเด็กไมรูวามันอันตราย”และนั่นคือความทาทายที่ใหญที่สุดเพราะการปองกัน ไมสามารถเริ่มจากการหามเพียงอยางเดียวแตตองเริ่มจากการทําใหเด็ก “มองเห็น” สิ่งที่ซอนอยูเขาใจ…ตั้งคําถาม…และตัดสินใจไดดวยตัวเองนี่คือความจริงที่เราตองยอมรับ วาในโลกวันนี้“บุหรี่ไฟฟาไมไดเดินเขาหาเด็ก…แตถูกสงตรงถึงมือเด็กแลวเรียบรอย”....
20โตไปไมสูบ: เมื่อเด็กเปนเจาของการเปลี่ยนแปลงในวันที่โลกของเด็กเต็มไปดวยขอมูล ขาวสาร และสิ่งเราจากรอบดานคําถามสําคัญจึงไมใชเพียงวา “เด็กควรรูอะไร”แตคือ “เด็กจะใชสิ่งที่รูไปตัดสินใจอยางไร”โครงการ “โตไปไมสูบ” เลือกที่จะไมเริ่มตนจากการบอกวาอะไรถูกหรือผิด แตเริ่มจากการเชื่อวา “เด็กมีศักยภาพในการคิดและเปลี่ยนแปลงได” หากเราเปดพื้นที่ใหเขาไดเรียนรูลงมือทํา และไดใช“เสียงของตัวเอง”
21นี่คือจุดตั้งตนของโมเดลสําคัญ“เด็กเปนเจาของการเปลี่ยนแปลง”จากผูรับขอมูลหรือเปนเพียงแคกลุมเปาหมาย สู“ผูสรางขอมูลที่ถูกตองและสามารถเปนผูนําการเปลี่ยนแปลง”ในอดีต เด็กมักอยูในบทบาทของ “กลุมเปาหมาย” ฟงคําสอน ฟงการอบรม ฟงคําเตือน และรับขอมูลจากผูใหญแตในโลกปจจุบัน เด็กไมได้เปนเพียงผูรับอีกตอไป เขาเปน “ผูเลือก” และ “ผูสราง” ไดดวยตัวเอง
22โครงการนี้จึงออกแบบกระบวนการเรียนรูใหเด็กไดกาวขามจากการเปนผูฟง สูการเปน “นักสื่อสารสุขภาวะ”ผานเวทีเรียนรูที่หลากหลาย ทั้ง Bootcamp การสรางสื่อ Workshop การออกแบบเนื้อหา และเวทีพัฒนาศักยภาพอยางตอเนื่องเด็กไมไดแคเรียนรูเรื่องบุหรี่ไฟฟา แตเรียนรูที่จะ “ตั้งคําถามกับขอมูล”แยกแยะความจริงและความเชื่อ และสื่อสารสิ่งที่เขาใจออกไปในแบบของตัวเองนี่คือการสราง Tobacco Control Literacyที่ไมไดหยุดอยูแคความรูแตขยายไปสู“ความคิด” และ “การกระทํา”
23โตไปไมสูบไซเบอรยังถูกขยายเปนเครือขายเพื่อนชวยเพื่อนในโลกออนไลนหนึ่งในกลไกสําคัญที่เกิดขึ้น คือ “โตไปไมสูบไซเบอร”เครือขายเยาวชนอาสาสมัครที่ทําหนาที่เปน “ผูเฝาระวัง” และ “ผูสื่อสาร”ในโลกที่เด็กใชเวลาอยูกับหนาจอมากขึ้น การปองกันจึงตองเขาไปอยูในพื้นที่เดียวกัน แกนนําเยาวชนเหลานี้ไมไดทําหนาที่เปนครูหรือผูสั่งสอนแตเปน “เพื่อน” ที่คอยสื่อสาร เตือน และชวนคิดในรูปแบบของ การแชรขอมูลที่ถูกตอง การตอบคําถามในกลุมเพื่อนการสรางคอนเทนตที่เขาถึงงาย
24นี่คือการสราง “ระบบเพื่อนชวยเพื่อน” ที่ทําใหการสื่อสารไมใชเรื่องไกลตัว แตเปนบทสนทนาในชีวิตประจําวันโตไปไมสูบยังถูกออกแบบเปนเวทีเรียนรูพื้นที่ที่เด็กไดลอง ไดลม และไดเติบโต ตลอดระยะเวลาของโครงการ มีการออกแบบเวทีเรียนรูหลากหลายรูปแบบ เพื่อใหเด็กได“เรียนรูจากการลงมือทําจริง”ตั้งแตคาราวานบมเพาะคนรุนใหมใน 14 จังหวัด การพัฒนาแกนนําผาน“โตไปไมสูบ Academy” การเสริมทักษะผานระบบออนไลนไปจนถึงเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการอยาง “บอรดเกมโตไปไมสูบ”เวทีเหลานี้ไมไดสอนใหเด็ก “จํา” แตสอนใหเด็ก “เขาใจ” พรอมตั้งคําถามใหกับตัวเองและสังคม และที่สําคัญ…สอนใหเด็ก “กลาลอง”จากกระบวนการเหลานี้ทําใหเกิดการพัฒนาศักยภาพเยาวชนดานการสรางสรรคสื่อจํานวนกวา 2,109 คนและเปดโอกาสใหเด็กและเยาวชนมีสวนรวมในการขับเคลื่อนงานควบคุมยาสูบอยางแทจริงสื่อที่เด็กสราง เสียงเล็ก ๆ ที่ทรงพลัง เมื่อเด็กไดเรียนรูและเขาใจสิ่งที่เกิดขึ้นตอมาคือ “การสื่อสาร” ผลงานสื่อกวา 52 ชิ้น
25จึงไมไดเปนเพียงผลงานแตเปน “เสียง” ของเด็กที่อยากบอกกับสังคมตั้งแตคลิป TikTok ที่เลาเรื่องใกลตัวภาพยนตรสั้นที่สะทอนผลกระทบเพลงและ MV ที่สื่อสารผานอารมณไปจนถึงบอรดเกม การตูน และอินโฟกราฟกสื่อเหลานี้มีความพิเศษเพราะไมไดถูกสรางขึ้นจากผูใหญแตเกิดจาก“มุมมองของเด็กเอง”และนั่นทําใหมัน “เขาถึงเด็กดวยกันไดจริง”
26Mini Case Studyคลิป TikTok “ลองครั้งเดียว…ไมจริง”เด็กกลุมหนึ่งสรางคลิปสั้นเลาประสบการณของเพื่อนที่เริ่มจากการลองแตจบลงดวยการหยุดไมไดคลิปนี้ถูกแชรในโรงเรียนและกลุมเพื่อน จนกลายเปนจุดเริ่มตนของการพูดคุยเรื่องบุหรี่ไฟฟาบอรดเกม “โตไปไมสูบ”เกมที่ไมไดสอนใหกลัว แตชวนใหคิด ผานสถานการณจําลอง ผูเลนตองตัดสินใจในสถานการณตาง ๆ และเรียนรูผลลัพธจากการเลือกของตัวเอง
27การตูน Animation “กับดักกลิ่นหอม” เลาเรื่องบุหรี่ไฟฟาในรูปแบบเขาใจงาย เปรียบเทียบกับ “กับดัก” ที่ดูนาสนใจแตแฝงดวยอันตรายถูกนําไปใชในหองเรียนและกิจกรรมตาง ๆผลลัพธที่มากกวาตัวเลขจากการดําเนินงาน พบวาเยาวชนกวา รอยละ 92มีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการเปนแกนนํา และสามารถสื่อสารขอมูลที่ถูกตองเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟาเกิดการเขาถึงกลุมเปาหมายกวา 27,719 คนผานการขยายผลในโรงเรียนและชุมชน
28และเกิดเครือขายนักสื่อสารสุขภาวะกวา 64 เครือขายที่รวมกันขับเคลื่อนสังคมลดปจจัยเสี่ยงในพื้นที่ภาคใตแตสิ่งที่สําคัญยิ่งกวาตัวเลข คือ “การเปลี่ยนแปลงภายใน”เด็กไมไดแครูวาอะไรอันตรายแตเริ่ม “ตั้งคําถาม” กับสิ่งที่เห็นกลาปฏิเสธในสิ่งที่ไมถูกตองและกลาสื่อสารออกไปเมื่อเด็กลุกขึ้น…การเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นบทเรียนสําคัญจาก “โตไปไมสูบ”คือการยืนยันวาการปองกันที่ยั่งยืนไมไดเกิดจากการควบคุมจากภายนอกเพียงอยางเดียวแตเกิดจากการสรางพลังจากภายในของเด็กเมื่อเด็กมีความรูมีทักษะ และมีพื้นที่ในการสื่อสารเขาจะไมใชเพียง “ผูถูกปกปอง”
29แตจะกลายเปน “ผูปกปอง”ทั้งตัวเอง เพื่อน และสังคมรอบขางนี่คือความหมายของการที่เด็ก“เปนเจาของการเปลี่ยนแปลงอยางแทจริง”และนี่คือหัวใจของคําวา “โตไปไมสูบ”....
30พื้นที่โรงเรียน พื้นที่สรางภูมิคุมกันชีวิตในวันที่ภัยจากบุหรี่ไฟฟาไมไดอยูไกลตัวเด็ก “โรงเรียน” จึงไมใชเพียงสถานที่ใหความรูแตกลายเปน “พื้นที่สําคัญ” ที่จะสรางภูมิคุมกันใหกับชีวิตของเด็กและเยาวชนเพราะชวงเวลาสวนใหญของเด็กไมไดอยูที่บาน…แตอยูในโรงเรียน
31คําถามจึงไมใชแควา โรงเรียนจะสอนอะไรแตคือ…โรงเรียนจะ “ออกแบบประสบการณ” อยางไรใหเด็กสามารถคิดเปน เลือกเปน และปกปองตัวเองไดโรงเรียน คือ จุดบมเพาะการเปลี่ยนแปลงที่สําคัญของเด็กโครงการ “โตไปไมสูบ” มองโรงเรียน ไมใชแคหนวยงานทางการศึกษาแตเปน “พื้นที่บมเพาะการเปลี่ยนแปลง”การไมเพิ่มภาระงาน ไมเพิ่มหนาที่ ใหกับโรงเรียนเปนเรื่องที่สําคัญเราไดพยายาม นําตนทุนของโรงเรียนที่มีพรอมจุดเดนมารวมขยับให้เกิดเปนพลัง เชน นํากลุมชมรมทูบีนัมเบอรวัน ชมรม GenZ. ชมรมเสมารักษมายกระดับการทํางานโดยเต็มนวัตกรรมจากโตไปไมสูบให้เกิดเปนแนวทางนวัตกรรมในการขยับขับเคลื่อนตอเพื่อสรางความยั่งยืน
32จากโรงเรียนที่เคยเนนการสอนเนื้อหา คอย ๆ เปลี่ยนเปนพื้นที่ที่เด็กไดเรียนรูผานการลงมือทํา ไดตั้งคําถามกับสิ่งรอบตัว และไดทดลองสื่อสารในแบบของตัวเองแนวคิด “โรงเรียนปลอดบุหรี่”จึงไมไดหมายถึงแคการไมมีบุหรี่ในพื้นที่แตหมายถึงการสราง“ภูมิคุมกันทางความคิด” ใหเด็กสามารถปฏิเสธไดแมจะออกไปนอกโรงเรียนเปลี่ยนหองเรียนที่ไมเหมือนเดิมภาพของหองเรียนในโครงการนี้ไมใชหองที่มีเพียงกระดานกับครูยืนสอนอยูหนาชั้น
33แตเปน “พื้นที่สรางสรรค”ที่เต็มไปดวยการพูดคุย แลกเปลี่ยน และทดลองเด็กบางกลุมกําลังถายคลิป TikTok เพื่อเลาเรื่องบุหรี่ไฟฟาในมุมของตัวเอง บางกลุมกําลังออกแบบบอรดเกม เพื่อชวนเพื่อนคิดผานสถานการณจําลอง บางกลุมกําลังวาดการตูน เพื่อสื่อสารเรื่องที่ยากให้เขาใจงาย
34หองเรียนจึงไมใชแคที่เรียนแตเปน “พื้นที่ฝกคิด ฝกสื่อสาร และฝกตัดสินใจ”ครูเปลี่ยนบทบาท จากผูสอน…สูผูนําทางความคิดการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ไมสามารถเกิดขึ้นไดหากไมมี“ครู”แตครูในโครงการนี้ไมไดทําหนาที่เพียงถายทอดความรู้ครูนวัตกรกลายเปน “พี่เลี้ยง” และ “ผูนําทางความคิด”คอยตั้งคําถามคอยเปดพื้นที่และคอยสนับสนุนใหเด็กไดคนหาคําตอบดวยตัวเอง
35แทนที่จะบอกวาอะไรถูกหรือผิด ครูเลือกที่จะถามวา“ถาเปนเธอ…จะเลือกแบบไหน เพราะอะไร”บทบาทที่เปลี่ยนไปนี้ทําใหความสัมพันธระหวางครูกับเด็ก ไมใชแคผูสอนกับผูเรียนแตเปน “ผูรวมเรียนรูไปดวยกัน”การบูรณาการ เมื่อการเรียนรูเชื่อมโยงกับชีวิตจริงหนึ่งในหัวใจสําคัญของการทํางานคือการบูรณาการประเด็นบุหรี่ไฟฟาเขาไปในกิจกรรมและกระบวนการเรียนรูของโรงเรียน
36ไมวาจะเปนในวิชาสุขศึกษา กิจกรรมชุมนุม โครงงานนักเรียนหรือเวทีสื่อสารหนาโรงเรียนทําใหเรื่องบุหรี่ไฟฟา ไมใชแค“หัวขอหนึ่งในบทเรียน”แตกลายเปน “ประสบการณการเรียนรู”เด็กไดเรียนรูจากสถานการณจริง ไดเห็นผลกระทบและไดมีสวนรวมในการออกแบบทางออกจากกระบวนการนี้จึงเกิด “ตนแบบโรงเรียนนวัตกรรมลดปจจัยเสี่ยง”ที่ไมไดเนนแคการควบคุม แตเนนการสรางความเขาใจและการมีสวนรวม
37โรงเรียน คือพื้นที่ปลอดภัยสิ่งที่สําคัญที่สุด ไมใชแคกิจกรรมหรือสื่อที่เกิดขึ้นแตคือ “บรรยากาศ” ที่โรงเรียนสรางขึ้นพื้นที่ที่เด็กสามารถพูดไดถามไดและแสดงความเห็นไดโดยไมถูกตัดสินพื้นที่ที่เด็กไมตองกลัว หากจะบอกวา “เคยลอง” หรือ “กําลังสงสัย”เพราะการปองกันที่แทจริงเริ่มตนจากการที่เด็ก “กลาพูดความจริง”และเมื่อโรงเรียนกลายเปนพื้นที่ปลอดภัยเด็กก็จะไมตองไปหาคําตอบจากที่อื่นเพียงลําพังตัวเลขที่สะทอนพลังของพื้นที่การเปลี่ยนแปลงนี้ไมไดเกิดขึ้นในจุดเล็ก ๆ เพียงจุดเดียวแตขยายไปสู20 โรงเรียน ในพื้นที่ภาคใตไดแก โรงเรียนเมืองหลังสวนโรงเรียนชลธารวิทยา โรงเรียนสตรีระนอง โรงเรียนเทศบาลกระทูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใตโรงเรียนทุงสงสหประชาสรรคโรงเรียนปากพนัง โรงเรียนสุราษฎรพิทยา 2 โรงเรียนดีบุกพังงาวิทยายนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย โรงเรียนปลายพระยาวิทยาคม โรงเรียนสภาราชินีจังหวัดตรัง โรงเรียนสตรีพัทลุง โรงเรียนนิคมควนขนุนวิทยาโรงเรียนบานควนนกหวา โรงเรียนพัฒนาศาสตรมูลนิธิโรงเรียนบานระ
38ตะ โรงเรียนนิคมสรางตนเองธารโต 6 โรงเรียนบานตันหยงเปาวโรงเรียนอัตตัรกียะหอิสลามียะหและเขาถึงเด็กและเยาวชนกวา 27,719 คนตัวเลขเหลานี้อาจดูเปนเพียงสถิติแตในความเปนจริงมันคือ “ชีวิตของเด็กหลายหมื่นคน” ที่ไดมีโอกาสเรียนรูและสรางภูมิคุมกันใหกับตัวเองเมื่อโรงเรียนเปลี่ยน…เด็กก็เปลี่ยนบทเรียนสําคัญจากการทํางานในโรงเรียน คือเราไมสามารถแยก “การเรียนรู” ออกจาก “ชีวิตจริง” ไดและเราไมสามารถสรางภูมิคุมกันใหเด็กโดยไมเปลี่ยนพื้นที่ที่เขาใชชีวิตอยูทุกวันเมื่อโรงเรียนกลายเปนพื้นที่ที่เอื้อตอการเรียนรูเปดโอกาสใหเด็กไดคิดและลงมือทํามีครูที่พรอมเดินไปดวยกัน และมีระบบสนับสนุนที่ตอเนื่องการเปลี่ยนแปลงก็จะไมใชเรื่องยากอีกตอไปเพราะในทายที่สุดแลว โรงเรียนไมไดเปนเพียงสถานที่สอนหนังสือ
39แตคือ “พื้นที่สรางชีวิต” และเปนจุดเริ่มตนของการเติบโตอยางมีภูมิคุมกันนี่คือพลังของโรงเรียน เมื่อมันกลายเปนมากกวาหองเรียน แตเปน“พื้นที่สรางภูมิคุมกันชีวิต” อยางแทจริง....
40เสียงของเด็ก…ลุกขึ้นพูดวา “ฉันจะโตไปไมสูบในกระบวนการทั้งหมดของ “โตไปไมสูบ”สิ่งที่ทรงพลังที่สุด…ไมใชกิจกรรม ไมใชตัวเลข และไมใชสื่อที่ถูกสรางขึ้นแตคือ “เสียงของเด็ก”เสียงที่..เคยเงียบเสียงที่..เคยลังเลเสียงที่..เคยไมกลาพูด
41กําลังคอย ๆ ชัดขึ้น และกลายเปนเสียงที่“เลือกไดดวยตัวเอง”จากความเงียบ…สูการกลาพูด ในชวงแรกของการทํางานเด็กหลายคนไมกลาพูดเรื่องบุหรี่ไฟฟาบางคนเคยลองบางคนมีเพื่อนใชบางคนรูสึกวามันเปนเรื่อง “ปกติ”การพูดถึงเรื่องนี้จึงไมใชเรื่องงาย แตเมื่อมีพื้นที่ปลอดภัยมีเพื่อนที่รับฟง และมีครูที่ไมตัดสิน
42เด็กเริ่มเปดใจจากการฟง…สูการตั้งคําถามจากการตั้งคําถาม…สูการพูดออกมาและในบางชวงเวลาสิ่งที่เกิดขึ้นไมใชแคการพูดแตคือ “การตัดสินใจ”
43Moment ที่เด็ก “คิดไดเอง”การเปลี่ยนแปลงที่แทจริง ไมไดเกิดจากการถูกสอนแตเกิดจาก “ชวงเวลาที่เด็กคิดไดดวยตัวเอง”ชวงเวลาสั้น ๆ ที่ทําใหเขาเห็นวาสิ่งที่เคยคิดวาไมเปนอะไร อาจไมใชอยางนั้นบางคนคิดไดจากการทําคลิปบางคนคิดไดจากการเลนเกมบางคนคิดไดจากการฟงเพื่อนและเมื่อความเขาใจเกิดขึ้น การตัดสินใจก็เปลี่ยนไปไมใชเพราะมีใครบอก แตเพราะ “เขาเลือกเอง”
44เพื่อนชวยเพื่อน: พลังที่เกิดขึ้นจริงสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนจากกระบวนการนี้คือ “เด็กฟงเพื่อน…มากกวาผูใหญ”เมื่อเพื่อนเริ่มพูดเพื่อนเริ่มเตือนเพื่อนเริ่มตั้งคําถามการเปลี่ยนแปลงจึงเกิดขึ้นในระดับที่ลึกกวาไมใชคําสั่งแตเปนความเขาใจรวมกันไมใชการหามแตเปนการชวนคิดในหลายโรงเรียนเราเห็นภาพของเด็กที่กลาพูดกับเพื่อนวา> “มึงไมตองลองก็เทได”
45และนั่นคือจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่สรางผลกระทบใหญกวาที่คิดการเปลี่ยนแปลงจากภายในเมื่อเด็กเริ่มคิดเองไดสิ่งที่เปลี่ยนไปไมใชแคพฤติกรรมแตคือ “วิธีมองโลก”จากเดิมที่เชื่อทุกอยางที่เห็น กลายเปนการตั้งคําถามจากเดิมที่ตามเพื่อน กลายเปนการเลือกดวยตัวเองจากเดิมที่เงียบ กลายเปนการกลาพูดนี่คือ “ภูมิคุมกัน” ที่แทจริง ไมใชสิ่งที่เราสรางใหแตเปนสิ่งที่เด็กสรางขึ้นภายในตัวเอง
46เรื่องเล่า..จากเด็ก
47จากจุดเสี่ยง สู่พื้นที่สร้างสรรค์กรณ์สภาราชินีจังหวัดตรังก่อนอื่น ฉันอยากชวนทุกคนหลับตาสักครู่นึง แล้วลองนึกถึงสถานที่ที่หนึ่งในโรงเรียนสถานที่ที่ทุกคนต้องใช้สถานที่ที่ไม่มีใครอยากพูดถึงและเป็นสถานที่ที่ทุกคนคงใช้งานบ่อยครั้ง หลายคนอาจนึกถึงมุมลับบางคนอาจนึกถึงหลังอาคาร แต่โรงเรียนของฉัน… คําตอบคือ“ห้องนํ้า” บางครั้ง ฉันก็แอบคิดเล่นๆ ว่า ทําไม “ห้องนํ้าโรงเรียน” ถึงเป็นที่ที่ฉันไม่ค่อยอยากเข้าเลย ทําธุระเสร็จแล้วก็อยากรีบออก ไม่ใช่เพราะมันสกปรก แต่เพราะบางบรรยากาศ มันทําให้เราไม่อยากอยู่นานตอนแรกฉันก็ไม่ได้คิดอะไร จนวันหนึ่งฉันเริ่มสังเกตว่า บางช่วงมีเพื่อนๆ ไปอยู่แถวนั้นนานผิดปกติแล้วพอมีคนสูบบุหรี่ ไปมั่วสุม คําถามที่ได้
48ยินบ่อยคือ “ไปทําอะไรกันตรงนั้น” “ทําไมต้องไปอยู่ตรงนั้น” ฉันไม่ได้รู้สึกโทษใครเลยนะ แต่แค่คิดในใจว่า หรือจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเดียวแต่มันคือเรื่องของ “พื้นที่” ฉันเลยลองคิดเล่นๆ ต่อว่า ถ้าโรงเรียนมีอะไรให้ทํามากขึ้น มีอะไรให้เดินดูมีอะไรให้ลอง เด็กจะยังอยากไปอยู่ที่เดิมไหม ตอนนั้นเอง ฉันเริ่มทําให้โรงเรียนมีอะไรเล็กๆโผล่ขึ้นมา มีโปสเตอร์บางจุด ที่ไม่ได้มีแค่รูป แต่มีคําถามชวนคิด มีQR Code เล็กๆ ที่พอสแกนแล้วเหมือนเจอเรื่องราวอะไรบางอย่าง มีภารกิจเล็ก ๆ ที่ต้องชวนเพื่อนช่วยกันคิด มันไม่ใช่กิจกรรมใหญ่โตแค่เหมือนมีอะไรให้โรงเรียน “ขยับ” แล้วฉันก็เริ่มเห็นภาพแปลกไปจากเดิม พักเที่ยงเพื่อนบางคนเดินหาจุดสแกนมบางคนเถียงกันเรื่องคําตอบมบางคนหัวเราะเพราะทําภารกิจพลาด โรงเรียนที่เคยเป็นแค่ที่เดินผ่าน เริ่มมีมุมที่คนอยากแวะแล้ววันหนึ่ง ฉันเพิ่งรู้ตัวว่า ฉันไม่ได้ยินใครบ่นเรื่องห้องนํ้าเหมือนก่อน ไม่มีใครประกาศห้ามไม่มีใครยืนเฝ้า แต่มันเงียบลงเอง ห้องนํ้ามันกลับไปเป็น แค่ห้องนํ้าจริงๆ ฉันไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งที่ทําเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ฉันแค่ลองทําให้โรงเรียน น่าอยู่ขึ้นอีกนิด และบางครั้ง “อีกนิดเดียว” ก็เปลี่ยนอะไรได้มากกว่าที่คิดจากจุดเสี่ยง สู่พื้นที่สร้างสรรค์
49ห้องนํ้า (ที่ถ่ายทุกข์)ก้อง / โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ทุกคนเคยไหมครับ? เดินเปิดประตูห้องนํ้าชายโรงเรียนเราเข้าไปแล้วต้องชะงัก พร้อมกับอุทานว่า'โอ๊ยโอ๊ย โอ๊ย... กลิ่นหอมอะไรเนี่ย?' ไม่ใช่กลิ่นนํ้าหอมปรับอากาศนะครับ แต่เป็นกลิ่นหอมหวํานของผลไม้และขนมที่ลอยอบอวลไปหมด ผมอยากชวนทุกคนลองฉุกคิดดูครับว่าห้องนํ้าควรเป็นพื้นที่สําหรับ 'ถ่ายทุกข์' หรือเป็นที่สําหรับมา 'รับทุกข์เพิ่ม' กันแน่? ทําให้ห้องนํ้าที่ควรจะสะอาดกลายเป็นแหล่งสะสมทุกข์ที่กระจายไปสู่ผู้อื่น
50ด้วยเหตุนี้ผมจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนานวัตกรรม 'เครื่องดักจับควันบุหรี่ในห้องนํ้า' เพื่อทําหน้าที่เป็น'ยามเฝ้าระวัง' ที่คอยตรวจเช็คและส่งสัญญาณเตือนเมื่อมีการแอบสูบบุหรี่ เพื่อหยุดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแต่ต้นลมและคืนความปลอดภัยให้ส่วนรวมอีกครั้งสุดท้ายนี้ผมอยากให้พวกเราเลิกใช้กลิ่นหอมจอมปลอมมาทําลายสุขภาพเพื่อนร่วมโรงเรียน และหันมาสร้างจิตสํานึกสาธารณะ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเพื่อความสุขส่วนตัว เพื่อให้ห้องนํ้ากลับมาเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและนําใช้งานสําหรับทุกคน เพราะเมื่อจุดเล็กๆ อย่างห้องนํ้ามีความสุข สภาพแวดล้อมและสังคมในโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กระบี่ของพวกเราก็จะมีความสุขที่แท้จริงอย่างยั่งยืนครับ