รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผูน้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
คำนำ
รายงานผลการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ในปีการศึกษา 2562 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย มีวตั ถุประสงค์คือ 1)ผลการจัดการเรยี นรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 2)
ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
ซงึ่ ในปีการศึกษา 2562 จากการถอดบทเรียนพบวา่ การบริหารจัดการหลักสูตรห้องเรียนผนู้ าแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งราย
ประสบผลสาเร็จและเป็นที่พึงพอใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน ถึงแม้ว่าจะยังมีปัญหาและข้อจากัดอยู่บ้าง
บางประการผู้ถอดบทเรียนได้สะท้อนถึงปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาอันเป็นประโยชน์ ต่อการ
พัฒนาหลักสูตรให้สมบูรณ์ยงิ่ ขน้ึ
รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งหากได้รับคาแนะนาเพื่อการปรับปรุงจากผู้สนใจและ
ผู้เกี่ยวข้องเพื่อนาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรนี้เพื่อให้เป็นผู้เรียนที่ดี เก่ง และมีความสุขตาม
เจตนารมณข์ องพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา
ผจู้ ดั ทา
มีนาคม 2562
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผ้นู าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สารบญั
สารบญั ……….....................................................................................................................
คำนำ .................................................................................................................................
บทที่ 1 บทนำ ..........................................................................................................
ความเปน็ มาและความสำคัญ...............................................................................
วัตถปุ ระสงค์ของการดำเนินการ .........................................................................
ขอบเขตของการดำเนนิ การ..................................................................................
กรอบแนวคดิ ในการดำเนินการ............................................................................
นยิ ามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................
ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั ...................................................................................
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง.......................................................................
การดำเนนิ การถอดบทเรยี น…………………………….................................................
ข้อพงึ ระวังในการถอดบทเรยี น……………………………………………………..……………..
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แกไ้ ขเพิ่มเตมิ พ.ศ.2553)..........
การจัดการศกึ ษาตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
แก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2553.....................................................................
หลักสูตรและองค์ประกอบของหลักสูตร...............................................................
ความสำคญั ของหลกั สตู ร......................................................................................
องคป์ ระกอบของหลักสตู ร………………………………….............................................
โครงสร้างหลกั สูตร……………………………………......................................................
รูปแบบหลกั สูตร………………………………...............................................................
ลกั ษณะของหลกั สตู รทีด่ ี………………………............................................................
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551……………………………
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งราย…………………..
ข้อมูลพ้นื ฐานโรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชียงราย…………………………….
การจดั การเรยี นรู้..................................................................................................
รูปแบบการจัดการเรียนรู้……………………………………………………………………………
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สารบัญ (ตอ่ )
บทที่ 3 การดำเนินงาน...............................................................................................
สภาพปัจจุบนั และปญั หาของการจัดการศึกษาตามหลักสูตร ห้องเรียนผู้นำแห่ง
การพัฒนา(Citizen Empowerment Program : CEP)………..………………..………………….
การวางแผนการดำเนินงาน.................................................................................
การปฏบิ ัติตามแผนทว่ี างไว้.................................................................................
บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน ........................................................................................
ผลการเรียน..........................................................................................................
ผลการดาเนนิ งานด้านตา่ งๆ….............................................................................
บทท่ี 5 แนวทางการพฒั นา…………………………….......................................................
รายงานการดำเนนิ งานหลกั สตู รสถานศึกษา.......................................................
เป้าหมายความสำเรจ็ ในการศึกษา2562.............................................................
คุณลักษณะที่พึงประสงค์..............................................…...................................
ภาคผนวก …..……………………………………………………..……………………………………………
ทำกิจกรรมรว่ ม TOT ………………………………………………………………………..…..
กจิ กรรมโรงเรียนในโครงการอบรม....................................................................
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นองค์กรที่มีบทบาทสาคัญยิ่งในการจัดการศึกษา
และการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา อันเนื่องมาจากนโยบายกระจายอานาจการจัดการศึกษา
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้กาหนดไว้ในกฎหมายสาคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศกั ราช 2550 กาหนดใหอ้ งค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินมีสิทธิ
ที่จะจัดการศึกษาและเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช
2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 กาหนดให้การจัดระบบโครงสร้างและ
กระบวนการจัดการศึกษาให้ยดึ หลักการกระจายอานาจไปสูเ่ ขตนมสี ทิ ธิ จัดการศึกษาระดับใด ระดับ
หนึ่ง หรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น ของ
ตนเอง อีกทั้งให้กาหนดหลักเกณฑ์การประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อ
เปน็ การสง่ เสริมใหอ้ งค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ สามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ของรัฐ
และไดม้ าตรฐานการศกึ ษา
ต่อมาได้มีการประกาศใช้แผนการกระจายอานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพุทธศักราช
2542 นอกจากนี้พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 กาหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ได้แก่ เทศบาล
เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีอานาจ
หน้าที่ในการจัดการศึกษา และให้มีการถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พร้อมทั้งได้กาหนดให้สร้างความพร้อมเพ่ือรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณและ
ทรัพย์สิน รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานของรัฐท่ี
ถ่ายโอนภารกิจให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คาแนะนาและปรึกษาทางเทคนิค วิชาการและ
การดาเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความเหมาะสม และดาเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ
รวมทั้งกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ รัฐยังได้กาหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจน
ว่าให้เตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปี 2558 มีองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นจานวนมากถึง 7,853 แห่ง ซง่ึ ประกอบด้วย องคก์ ารบริหารสว่ นจังหวัด 76 แห่ง
เทศบาล 2,440 แห่ง องค์การบรหิ ารส่วนตาบล 5,335 แห่ง กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง และเมอื งพัทยา
1 แห่ง (กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถ่นิ , 2559) ซึง่ ในปัจจุบันมอี งคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ินทีม่ ีอานาจ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
หน้าที่จัดการศึกษาในระบบอยู่แล้วตามกฎหมายเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละ
รูปแบบ คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานครและ
เมอื งพัทยา โดยมอี งค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิ่นที่จัดการศึกษาท่ีมีโรงเรยี นในสงั กดั 1,481 แหง่ แยกเป็น
สังกัดเทศบาล 658 โรงเรียน องค์การบริหารสว่ นตาบล 52 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด 326
โรงเรียน สังกัดเมืองพัทยา 10 โรงเรียน และสังกัดกรุงเทพมหานคร 435 โรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา และเทศบาล
นครนครปฐมทจี่ ดั การศึกษาถงึ ระดับประกาศนยี บัตรวิชาชพี ชั้นสงู (ปวส.) อย่างไรกต็ ามในส่วนองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่ได้จัดการศึกษาในระบบโดยตรงก็ได้ให้ความสาคัญในการจัดการศึกษา
นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น จัดศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก จัดฝึกอบรมวิชาชีพ และ
จดั แหล่งเรยี นร้ตู ลอดชีวติ ในรปู แบบตา่ ง ๆ รวมท้งั เขา้ ไปมสี ว่ นรว่ มสง่ เสรมิ สนับสนุนการจัดการศึกษา
ในสถานศึกษาของรัฐ และจะมีการจัดการศึกษาในระบบต่อไปเมื่อผ่านการประเมินความพร้อมและ
ความสมคั รใจของสถานศกึ ษาในท้องถ่ินของตนเอง
องค์กร ปกคร องส ่วน ท้องถิ่นน ับเป็นองค์กรที่มี บทบาทส าคัญในการ จัดการ ศึกษาและ
การมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษามาตง้ั แต่ในอดตี จนถึงปัจจบุ นั และยิ่งจะมบี ทบาทมากข้ึนในอนาคต
อั น เ น ื ่ อง ม า จ า กน โ ย บ า ย กา ร กร ะจ า ย อ า น า จ กา ร จ ั ด กา ร ศึ กษา ส ู ่ อง ค์ กร ป กคร อง ส ่ ว น ท ้ อง ถ่ิน
ซึ่งได้กาหนดไว้ในกฎหมายสาคญั หลายฉบับดงั กล่าวแลว้ ข้างต้น ปัจจุบันองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
มีการจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย รวมทั้งมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของรัฐ โดยมีองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นเป็นจานวนไม่น้อยที่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับวิถีชีวิต
ของชุมชนและท้องถ่นิ จนเป็นทีป่ ระจักษ์และยอมรับของผู้ปกครองและชุมชน
จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 43)
พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษาหลายประการ
เชน่ ผ้บู ริหารองคก์ รปกครองส่วนท้องถ่ิน ขาดความร้คู วามเข้าใจในการศึกษา หรอื ไม่เหน็ ความสาคัญ
ด้านการศึกษา ขาดความต่อเนื่องทางการเมืองเนื่องจากผู้บริหารมีวาระในการดารงตาแหน่งครู
ขาดขวัญกาลังใจและความก้าวหน้าทางวิชาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตน ยังต้องพึ่งพิง
งบประมาณจากส่วนกลาง ทาให้ไม่มีความคล่องตัวในการบริหาร และที่สาคัญผู้บริหารสถานศึกษา
ขาดความรู้ความเข้าใจและความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ส่งผลให้คุณภาพ
ของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นหลายแห่งไม่เป็นที่ยอมรับจากชุมชนและผู้ปกครอง
ในการสง่ บุตรหลานเพื่อเขา้ เรียนสถานศกึ ษาในสังกดั เป็นต้น
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับจังหวัด
มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด จานวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ซึ่งเปิดทาการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 ในระดับอนุบาล 1 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6
เป็นแหล่งการเรยี นรู้ท่ีสาคญั ยิง่ ในการพฒั นาผเู้ รยี นและผลิตกาลังคนในจังหวดั เชียงรายให้มีศักยภาพ
ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี
กับนานาประเทศได้ ดังนั้น การมี “โรงเรียนคุณภาพ” ในสังกัดถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สาคัญ
ในการเป็นกลไกให้เกิดการพฒั นาการจดั การศึกษาให้มคี ุณภาพ มคี วามเป็นเลศิ และมีความเสมอภาค
ในการให้บริการทางการศึกษาที่เท่าเทียมกันในมาตรฐานวิชาการ มีความยึดหยุ่นและหลากหลาย
ในทางปฏิบัติ การจัดการศึกษาเพื่อสู่ความเป็นเลิศ จึงเป็นเป้าหมายในการพัฒนาสถานศึกษา
ใหม้ ีศกั ยภาพและความพรอ้ มในการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นต้นแบบการพฒั นาอย่าง
เป็นรูปธรรม ความสาเร็จของ “โรงเรียนคุณภาพ” ของสถานศึกษาในสังกัดจะส่งผลให้บรรลุตาม
มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมี
สิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ... ”
นอกจากนี้ยังจะช่วยขจัดปัญหาวิกฤตทางการศึกษาต่าง ๆ ได้ อาทิเช่น คุณภาพสถานศึกษา
ท่ีแตกตา่ งกัน คณุ ภาพผู้เรียนทีจ่ ะพฒั นาได้อย่างต่อเนื่องตลอดชวี ิต และความเหล่ือมล้าในการเข้ารับ
การบริการทางการศึกษา การบริหารจัดการศึกษาที่ทาให้โรงเรียนมีอานาจหน้าที่รับผิดชอบ
ความเป็นอิสระและความคล่องตัว สามารถบริหารตนเองได้อยา่ งมีคุณภาพจากการมสี ่วนร่วมของผ้มู ี
ส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นแกนนาที่สาคัญในการเป็นผู้นาให้คณะกรรมการ
สถานศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ซึ่งในประเทศ
สหรัฐอเมริกาได้มี การพัฒนาหลักการและกระบวนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานให้เป็นกลไก
ในการปฏิรูปการศึกษา และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี
สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และได้พบว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นนั้นต้องปรับรื้อและ
พัฒนาระบบการบริหารโรงเรยี น โดยมุ่งปรบั ระบบโครงสร้างการบรหิ ารโรงเรียนใหม่ ใหม้ กี ารกระจาย
อานาจการบริหารและจัดการศึกษาไปยังโรงเรียนมากขึ้น และให้โรงเรียนบริหารแบบมีส่วนร่วม
มากขึ้น
จึงเป็นความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนาของผู้บริหาร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับการศึกษาที่จะขับเคลื่อนในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษา เพื่อยกระดับและคณุ ภาพของทรัพยากร
มนุษย์ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันมีภารกิจหลักในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาและดูแลการบริการ
สาธารณะทั้งปวงที่มีอยู่ในชุมชน หมู่บ้าน ตาบล และจังหวัดของตนเอง เดิมทีให้ความสนใจ
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสียเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจานวนมาก
ได้ให้ความสาคัญในการพัฒนาคนมากยิ่งขึ้น อันเกิดจากวิกฤตการศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และ
การเมืองของประเทศ ตลอดถึง ความก้าวล้าทางเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องมีการเตรียมคนให้ทัน
ต่อกระแสการเปลย่ี นแปลงของโลก และเตรยี มคนเข้าสู่การแข่งขนั ในเวทีนานาชาติด้วยกระบวนการ
ทางการศึกษา
ในสภาพความเปน็ จรงิ ปรากฏว่า มีปัญหาอกี มากที่เกดิ จากการบรหิ ารจัดการศึกษาไม่เป็นไป
ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ส่งผลให้การบริหารจัดการศึกษาเกิดปัญหาและอุปสรรคไม่บรรลุ
ผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือสาเร็จอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังเช่น ชุมชนอยากมีโอกาสในการมี
ส่วนร่วม แต่โรงเรียนขาดวิสัยทัศน์หรือยึดติดระบบราชการ (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
2547 : 61) หรอื ผลการประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา (สมศ.)
รอบแรก พ.ศ. 2544-2548 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา 6,389 คน จาก 32,000 คน ไม่ได้มาตรฐาน
และโดยภาพรวมมาตรฐานจากการประเมินที่ไม่ได้รับรองมากที่สุด คือ มาตรฐานผู้เรียนด้านการคิด
วิเคราะห์ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งสาเหตุเบื้องต้นเกิดขึ้นจากการบริหาร
วิชาการหรือการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา. 2551 : 15) แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดการบริหารจัดการศึกษาไม่เป็นไปตาม
แนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่บริหารจัดการเชิงกระจายอานาจและการบริหารโดยใช้โรงเรียน
เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาสาหรับสถานศึกษาที่มีผลการประเมินรอบแรก
และรอบที่สอง อยู่ในระดับปรับปรุงและระดับพอใช้ นอกจากนั้นรายงานการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า
ความล้มเหลวของ การปฏิรูปการศึกษาหรือการจัดการศึกษานั้นเกิดจากผู้บริหารสถานศึกษา
ซึ่งการจัดการศึกษาในโรงเรียนจะประสบความสาเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรที่สา คัญที่สุด
คือ สถานศกึ ษา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานกาหนดนโยบายในการจัดการศึกษา
ของสถานศึกษาในสังกดั ให้เป็นไปตามคณุ ภาพและมาตรฐานการศึกษา จึงมีความสาคัญและจาเป็น
ในการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก
และเยาวชนในจังหวัดเชียงราย โดยมีหลักการบริหารที่สาคัญคือ “ให้โอกาส เพิ่มคุณภาพ
เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” การจัดจัดการศึกษาของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จัด
หลักสูตรไว้ 3 หลักสูตรดังนี้ หลักสูตร English Program หลักสูตรปกติและหลักสูตรกีฬา ภายใต้
ปรัชญาการศกึ ษา “วชิ าการเด่น เป็นเลศิ ภาษา นากฬี าสู่สากล พฒั นาความเปน็ มนษุ ยใ์ หส้ มบรู ณ์”
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดยผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสาคัญในการ
จัดการศึกษา กาหนดกรอบแนวคิดในการจัดการศึกษา คือ การให้ความรักก่อนให้ความรู้ สร้างคนดี
ก่อนคนเก่ง 1 โรงเรียน 3 หลักสูตร 4 ช่วงชั้น 14 โปรแกรมรายวิชา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
(Citizen Empowerment Program : CEP) เปน็ หนง่ึ ในหลักสูตรปกติที่เปดิ ขึ้นเพื่อการพัฒนาผู้เรียน
ทผี่ ู้ปกครอง หรอื สถานศึกษาอื่น ๆ เหน็ ว่าเปน็ นักเรียนที่ไม่พร้อมท่ีจะเรยี น ใหม้ ีโอกาสมาเข้าเรียนใน
สถานศึกษา การจัดการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษามีเป้าหมายสาคัญเพื่อนาไปสู่ความสาเร็จใน
การพัฒนาตนเองของผู้เรียนซึง่ จะเป็นกาลังสาคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตอันใกล้ อันจะ
ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตประชากรในจังหวัดเชียงราย ท้องถิ่น ชุมชน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยัง
ประโยชน์ถึงส่วนรวม บา้ นเมอื ง ประชาชนและประเทศชาตไิ ดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื
จากการที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนผู้นาแห่ง
การพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ในปีการศึกษา 2561 แล้วอาจมีปัญหาและ
อุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งนี้สืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชียงรายโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายจึงได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ ห้องเรียนผู้นาแห่ง
การพฒั นา (Citizen Empowerment Program : CEP) ขึ้น โดยมุง่ หวังวา่ ผลการดาเนินการครั้งน้ีจะ
เป็นข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้อง ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนผู้นาแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ใหม้ ีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น
วัตถุประสงค์ของกำรดำเนินกำร
1. เพ่อื ศึกษาสภาพปัจจบุ ันและปัญหาของการจดั การศกึ ษาตามหลักสูตรห้องเรียนผนู้ าแห่ง
การพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) กรณีโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย
2. เพื่อรายงานผลการจดั การศึกษาหลักสูตรหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ประจาปีการศึกษา 2561 กรณีโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชยี งราย
3. เพ่ือหาแนวทางการพฒั นา ปรับปรงุ การจัดการศึกษาหลักสตู รหอ้ งเรยี นผู้นาแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กรณีโรงเรียน
องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชยี งรายให้มปี ระสทิ ธิภาพตอ่ ไป
ขอบเขตของกำรดำเนินกำร
1. ขอบเขตด้ำนเนอ้ื หำ
การดาเนนิ การคร้ังนี้ ผดู้ าเนนิ การรวมรวมเน้ือหาดงั น้ี
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงราย
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
2) ปัญหา อปุ สรรคและขอ้ เสนอแนะในการจัดการเรยี นรหู้ ลกั สูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผนู้ า
แห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย
2. ประชำกร
1) ประชากร ไดแ้ ก่
1. ผู้บริหารสถานศึกษาจานวน 4 คน
2. นักเรียนที่กาลังศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
Program : CEP) ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ของโรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงรายจานวน
16 คน
3. ครูผู้สอนที่จัดการเรียนรู้ในห้องเรียนผู้น าแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชียงรายจานวน 16 คน
4. ผู้ปกครองนักเรียนที่กาลังศึกษาในห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชยี งรายจานวน 16. คน
3. ตวั แปร
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ จัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดเชียงราย
3.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
2) ปัญหา อปุ สรรคและข้อเสนอแนะในการจดั การเรียนร้หู ลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียน
ผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชียงราย
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
กรอบแนวคิดในกำรดำเนินกำร ตวั แปรตาม
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา
ตัวแปรต้น ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
การจดั การเรยี นร้หู ลกั สูร
สถานศึกษา หอ้ งเรยี นผนู้ า Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
แห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment เชียงราย
Program : CEP) 2) ปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนรู้หลักสูตร
สถานศึกษา ห้องเรียนผู้น าแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การ
บริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการ
หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การ
บริหารส่วนจังหวดั เชียงราย
นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
1. กำรจัดกำรเรียนรู้ หมายถึง การจัดสถานการณ์ สภาพการณ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ให้
ผูเ้ รยี นไดม้ ปี ระสบการณ์ อันกอ่ ให้เกดิ การเรียนรู้ได้งา่ ย ซง่ึ จะส่งผลให้ผเู้ รยี นมคี วามเจริญงอกงามและ
พฒั นาการท้งั ทางกายและทางสมอง อารมณ์และสังคม
2. หลักสูตรสถำนศึกษำห้องเรียนผูน้ าแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program
: CEP) หมายถึง แนวการจัดประสบการณ์ ทม่ี ีการจัดทาเป็นแผนการจัดสภาพการเรยี นรหู้ รอื โครงการ
พัฒนาการศึกษา โดยมีการกาหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกาหนดไว้ ให้กับนักเรียนห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ที่กาลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2561 โรงเรียนองค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
ประโยชนท์ ่ีคำดวำ่ จะไดร้ บั
ผลของการดาเนินการครั้งนี้จะเป็นข้อมูลให้สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสภาพปัญหา และผลการจัดการศึกษา
ตามหลักสูตรห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) และ ใช้เป็น
ขอ้ มูลพนื้ ฐานในการพฒั นาการบริหารงานวิชาการของผูบ้ รหิ ารให้มปี ระสิทธิภาพมากยิ่งข้ึน
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผ้นู าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บทที่2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
รายงานผลการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์
คือ (1) เพื่อรายงานผลการจัดการศึกษาตามหลักสูตรปกติ ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั เชยี งราย (2) เพอ่ื รายงาน
ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรปกติ ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ผดู้ ำเนินการได้ศกึ ษาแนวคดิ หลกั การ และงานศึกษาทเ่ี กยี่ วข้องเอกสารท่เี กีย่ วขอ้ งดังน้ี
1. การดำเนนิ การถอดบทเรยี น
2. พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาตพิ ทุ ธศักราช 2542 และท่แี ก้ไขเพ่มิ เตมิ ฉบับที่ 2 พ.ศ
2545 กับการนำหลักสตู รการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2544 ไปใช้ในสถานศึกษา
3. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551
4. หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
5. แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสตู รสถานศึกษาของสถานศกึ ษา
6. ขอ้ มลู โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวดั เชยี งราย
7. การจดั การเรยี นรู้
8. โครงสร้างเวลาเรียนห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program :
CEP)
9. โครงสร้างเวลาเรียนรายชั้นปีห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
Program : CEP)
การดำเนินการถอดบทเรียน
การดำเนินการถอดบทเรียนเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการถอดบทเรียน ผลที่ได้จากการ
ดำเนนิ กจิ กรรมน้จี ะทำใหท้ ีมงานถอดบทเรียนและผู้รว่ มถอดบทเรียนเกิดการเรียนรจู้ ากประสบการณ์
ในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และได้แนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานต่อไป
การดำเนินการถอดบทเรยี นมขี น้ั ตอนดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 การถอดบทเรียน ทีมงานถอดบทเรยี นควรแจง้ กำหนดการ ระยะเวลาและสถานที่จะ
ดำเนนิ การถอดบทเรยี นให้กลุ่มเป้าหมายให้ทราบลว่ งหนา้ เพอื่ ให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมความพร้อม
และเข้าร่วมการถอดบทเรียนครบทุกคน การถอดบทเรียนมีขัน้ ตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังน้ี (ศุภวัลย์
พลายน้อย, 2556:74)
1. การสรา้ งบรรยากาศในการถอดบทเรยี น
2. การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
3. การจดั กิจกรรมอ่นุ เคร่อื ง
4. การเข้าสู่ประเด็นสำคัญของการถอดบทเรยี น
5. การสรปุ ผลการถอดบทเรียน
ซงึ่ สามารถอธิบายรายละเอียดข้นั ตอนในการถอดบทเรยี นได้ดังนี้
1. การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียนการสร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนเกิดความผ่อนคลายและมีความเป็นกันเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเริ่มต้นการถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการต้องดำเนินการสร้างบรรยากาศดังกล่าวให้เกิดขึ้นเมื่อทีมงานถอด
บทเรยี นและผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนอยู่พร้อมหน้าการเรมิ่ ตน้ สร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน ควร
ใช้เกมหรือเพลงประกอบท่าทางในการละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอด
บทเรียน เพื่อให้ทุกคนเกิดความสนุกสนานและได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมขั้นตอนต่อไป ผู้อำนวย
กระบวนการต้องอธิบายให้ผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนทราบว่าทุกคนที่เข้าร่วมถอดบทเรียนมีความเสมอ
ภาคกัน หมายความว่าต่อไปนี้จะไม่มใี ครเปน็ หัวหน้า เป็นผบู้ รหิ าร เป็นลกู น้อง เปน็ นายก อบต. หรือ
เป็นชาวบ้าน แต่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมดหากผู้อำนวยกระบวนการสามารถทำให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนทุกคนกลับไปเป็นเด็กได้จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศมีความเป็นอิสระมาก
ขึ้นและลดบรรยากาศท่เี ป็นทางการ ซงึ่ จะสง่ ผลให้ผูร้ ่วมถอดบทเรียนเกดิ ความคิดสรา้ งสรรคใ์ นการตั้ง
คำถามแปลกๆเกดิ ข้นึ ในระหว่างการถอดบทเรยี นนอกจากนีก้ ารเรยี กเฉพาะชื่อของผูร้ ่วมถอดบทเรียน
จะช่วยให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่าการเรียกตำแหน่งของผู้ร่วมถอดบทเรียน อีกทั้งเป็นการ
กระตุ้นให้ผู้ร่วมถอดบทเรยี นมีสว่ นร่วมในกิจกรรมมากข้นึ
2. การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียนการกำหนดกติกาในการถอดบทเรียนมี
เป้าหมายเพื่อใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรียนเข้าใจในหน้าที่ของตนเอง สรา้ งบรรยากาศท่ดี ีในการถอดบทเรียน
และทำให้การถอดบทเรียนเกิดความราบรื่นวิธีการกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการควรให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาเพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจ
ในระหวา่ งการถอดบทเรียนประเด็นสำคญั ท่ีควรกำหนดในกติกาการถอดบทเรียน ไดแ้ ก่
2.1 เป้าหมายการถอดบทเรียน เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้
จากการปฏิบัติกิจกรรมท่ีผา่ นมา
2.2 วิธีการถอดบทเรียน ใช้การระดมความคิดของผู้ร่วมถอดบทเรียน
เน้นการแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ ไม่เน้นการโตเ้ ถียงหรือการทะเลาะววิ าท
2.3 หน้าที่ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ทุกคนต้องให้ข้อเสนอแนะที่เป็น
ประโยชน์ในการปฏิบัติงานทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและเสนอแนะแนวทางการ
ปรับปรุงวธิ ีการปฏิบัติงานใหด้ ีข้นึ
2.4 ข้อพึงระวังในการถอดบทเรียน ต้องไม่มีการตำหนิบุคคลใดๆทีเ่ ข้าร่วม
ถอดบทเรียนและไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนเมื่อผู้ร่วมถอดบทเรียนได้
รว่ มกนั กำหนดกตกิ าเรยี บร้อย ผ้อู ำนวยกระบวนการควรบนั ทกึ กตกิ าดังกลา่ วลงในกระดาษฟลิปชาร์ต
และตดิ ไวบ้ นผนังห้องให้ผู้ร่วมถอดบทเรยี นมองเหน็ ท่ัวทกุ คน
3. การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องผู้อำนวยกระบวนการต้องชี้แจงให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
เกิดความเข้าใจในวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ทบทวนความ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ทรงจำจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมาวิธีการจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง ผู้อำนวยกระบวนการควร
เตรียมการเขียนวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นขั้นตอนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้
ล่วงหน้า และนำมาใช้ประกอบการชแ้ี จงให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนไดเ้ กิดความเข้าใจ ซง่ึ จะนำไปสู่ผลลัพธ์
ทตี่ อ้ งการจากการถอดบทเรียน
4. เขา้ สูป่ ระเดน็ สำคญั ของการถอดบทเรียนในการเร่ิมต้นการถอดบทเรียน ผอู้ ำนวย
กระบวนการต้องอธิบายขั้นตอนการสกัดความรู้จากผู้ร่วมถอดบทเรียน และเป้าหมายของการถอด
บทเรียนคือรายงานผลการปฏิบัติงานและบทเรียนจากการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และ
กระตนุ้ ให้ผู้รว่ มถอดบทเรียนได้รว่ มถอดบทเรียนตามลำดับข้นั ตอนตอ่ ไปนี้
4.1 การเล่าประสบการณจ์ ากวิธีการปฏบิ ตั งิ านของผู้รว่ มถอดบทเรียน
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนด
ในแผนปฏิบัตงิ านกับวธิ ีการปฏบิ ัติงานจริง
4.3 การวเิ คราะห์ผลการปฏิบตั งิ านทท่ี ำได้เปน็ อยา่ งดขี องผู้ร่วมถอดบทเรยี น
4.4 การใหข้ อ้ เสนอแนะวิธกี ารปฏิบตั งิ านต่อไปให้ดขี ึ้นของผรู้ ว่ มถอดบทเรยี น
4.5 การวเิ คราะหอ์ ปุ สรรคทีเ่ กดิ ข้ึนระหว่างการปฏิบตั งิ านผูร้ ่วมถอดบทเรียน
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ
ผู้ร่วมถอดบทเรียน
4.7 ขอ้ เสนอแนะในสง่ิ ทค่ี วรทำเพิ่มเตมิ ในการปฏิบตั ิงานที่ผา่ นมาของผ้รู ่วม
ถอดบทเรยี น
4.8 การประเมินความพึงพอใจผลการปฏบิ ัติงานท่ีผ่านมาของผู้รว่ มถอดบทเรียน
หน้าที่ของผู้จดบันทึกในระหว่างการถอดบทเรียนทั้ง 8 ขั้นตอน ผู้จดบันทึกต้องดำเนินการจดบันทึก
รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดของผู้ร่วมถอดบทเรียน บันทึกเสียงการถอดบทเรยี นทุกขั้นตอนและสังเกต
บรรยากาศในระหว่างการถอดบทเรียนพร้อมจดบันทกึ ไว้ประกอบการจดั ทำรายงานการถอดบทเรียน
วธิ กี ารดำเนินงานในข้ันตอนการถอดบทเรยี น มีรายละเอยี ดดงั น้ี
4.1 การเล่าประสบการณจ์ ากวธิ กี ารปฏิบตั งิ านของผูร้ ่วมถอดบทเรียน
ผู้อำนวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเล่าประสบการณ์จากวิธีการปฏิบัติงาน
ซึ่งควรใช้วิธีการแสวงหาอาสาสมัครที่จะเริ่มต้นเล่าประสบการณ์เป็นคนแรก ถ้าไม่มีใครสมัครใจ
ผู้อำนวยกระบวนการรีบดำเนินการปรับแผนโดยการต้องระบุชื่อผู้ร่วมถอดบทเรียนซึ่งอาจจะใช้ชื่อที่
เริ่มต้นด้วยพยัญชนะ ก เป็นผู้เล่าประสบการณ์เป็นคนแรก หรืออาจจะเลือกผู้ที่มีอายุมากเป็น
ผู้เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ เป็นต้นระหว่างการเล่าประสบการณ์ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการควรเปิดโอกาสให้ผู้เล่าประสบการณ์มีความอิสระในการเล่าประสบการณ์ หากมีความ
คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา สามารถสอดแทรกประเด็นดังกล่าวไดใ้ นระหว่าง
การเล่าประสบการณ์หากผู้เล่าประสบการณ์ในลำดับต่อมากล่าวว่า ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
ของตนเองเหมือนกับประสบการณ์ของคนก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยกระบวนการต้องตั้งคำถามทันทีว่า
ประสบการณ์ท่ีเหมือนกันมีเรื่องอะไรบ้าง การตั้งคำถามดังกล่าวทำให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้มีโอกาส
เล่าประสบการณข์ องตนเอง ซ่งึ สอดคล้องกับกตกิ าทกี่ ำหนดไว้ในขนั้ ต้น
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดใน
แผนปฏิบัติงานกับวิธีการปฏิบัติงานจริงก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนนี้ ผู้อำนวยกระบวนการต้อง
เขียนขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้ล่วงหน้าผู้อำนวย
กระบวนการสรุปขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนจากการเล่าประสบการณ์ที่ผ่านมาลง
ในกระดาษฟลปิ ชาร์ตติดไว้บนกระดานด้านหน้า เพอ่ื ให้ผรู้ ่วมถอดบทเรียนสามารถมองเห็นได้ทุกคนผู้
อำนวยกระบวนการนำกระดาษฟลิปชาร์ตซ่ึงมรี ายละเอยี ดขน้ั ตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงาน
นำมาตดิ ใกล้กับกระดาษ ฟลปิ ชาร์ตทีส่ รุปขัน้ ตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน เพ่ือให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรยี นได้ศึกษารายละเอียดขนั้ ตอนการดำเนนิ งานทัง้ 2 สว่ นผ้อู ำนวยกระบวนการเปิดประเด็น
การสนทนาให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งขั้นตอนการดำเนินงาน
ตามแผนปฏิบัติงานและขัน้ ตอนการดำเนนิ งานของผู้ร่วมถอดบทเรยี นผูอ้ ำนวยกระบวนการควรสร้าง
บรรยากาศท่ีดใี ห้ผูร้ ว่ มถอดบทเรียนแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับขนั้ ตอนการดำเนินงานอยา่ งอิสระ
4.3 การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้เป็นอย่างดีของผู้ร่วมถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนใน
กระดาษฟลิปชาร์ตมานำเสนออีกครั้ง เพื่อใหผ้ ้รู ว่ มถอดบทเรียนไดว้ ิเคราะห์ผลการปฏบิ ตั ิงานท่ีทำได้ดี
และค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏบิ ัตงิ านประสบผลสำเร็จผู้อำนวยกระบวนการสรุปประเดน็
จากการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้ดีและสาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จลงใน
กระดาษฟลิปชาร์ต
4.4 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นของผู้ร่วมถอด
บทเรยี น ผอู้ ำนวยกระบวนการนำขอ้ มลู สรปุ ประเดน็ จากการวิเคราะห์ผลการปฏิบตั งิ านท่ีทำได้ดีและ
สาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จท่ีเขียนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตให้ผรู้ ่วมถอดบทเรียนได้
ศึกษาและค้นหาวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิมผลลัพธ์ที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือ ต้องได้
ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์กำหนดแนวทางการ
ปฏิบัติงานท่ีเปน็ ประโยชนใ์ นอนาคต
4.5 การวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานผู้ร่วมถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนไว้ใน
กระดาษฟลิปชาร์ตมานำเสนออกี ครง้ั เพอ่ื ให้ผ้รู ่วมถอดบทเรยี นได้วเิ คราะห์อุปสรรคท่ีเกิดขึ้นระหว่าง
การปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายผู้อำนวย
กระบวนการสรปุ ประเดน็ จากการวเิ คราะห์อุปสรรคที่เกดิ ขึน้ ระหว่างการปฏบิ ัติงานและค้นหาสาเหตุ
หรอื ปจั จัยท่ีทำใหก้ ารปฏิบตั ิงานไมบ่ รรลเุ ปา้ หมายลงในกระดาษฟลปิ ชาร์ต
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
ของผู้ร่วมถอดบทเรียนผู้อำนวยกระบวนนำข้อมูลสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์ อุปสรรคที่เกิดขึ้น
ระหว่างการปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตหุ รือปัจจัยท่ีทำให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายที่เขียนใน
กระดาษฟลิปชาร์ตให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ศึกษาและค้นหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการ
ปฏิบัติงานผลลัพธ์ที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือ ต้องได้ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซ่ึง
สามารถนำไปใชป้ ระโยชน์กำหนดแนวทางการป้องกนั ไม่ให้เกิดอปุ สรรคในการปฏิบตั ิงานในอนาคต
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4.7 ข้อเสนอแนะในสิง่ ท่คี วรทำเพ่มิ เตมิ ในการปฏิบัติงานท่ีผา่ นมาของผู้ร่วม
ถอดบทเรียนผู้อำนวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นและกระตุ้นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน ให้ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติมในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ถ้าไม่มีข้อเสนอแนะใดๆจากผู้ร่วมถอดบทเรียนก็สามารถข้าม
ข้นั ตอนน้ไี ด้
4.8 การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ร่วมถอด
บทเรียนการถอดบทเรียนในขั้นตอนสุดท้าย ผู้อำนวยกระบวนการต้องจัดเตรียมบัตรคำเพื่อให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรียนทุกคนไดป้ ระเมนิ ความพงึ พอใจในการปฏิบัติงานท่ผี า่ นมาการกำหนดค่าคะแนนความพึง
พอใจ คา่ คะแนนความพึงพอใจน้อยท่ีสดุ มีเท่ากับ 1และค่าคะแนนความพึงพอใจมากท่ีสุดมีค่าเท่ากับ
10 ดังตวั อย่างต่อไปนี้
ข้อพึงระวงั ในการถอดบทเรยี น
ก่อนการถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการควรจัดแบ่งเวลาการถอดบทเรียนในแต่ละ
ขั้นตอนให้ความเหมาะสมในระหว่างการถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการต้องหมั่นสังเกต
พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนตลอดเวลา หากบรรยากาศในการถอดบทเรียนเริ่มเกิดความตึง
เครียด ให้ยุติการถอดบทเรียนทันที ซึ่งระยะเวลาในการผ่อนคลายของผู้ร่วมถอดบทเรียนควรอยู่
ระหวา่ ง 10-15 นาทีควรจดั อาหารวา่ งและเคร่ืองด่มื ให้แก่ผ้รู ว่ มถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรยี น
ขั้นที่ 2 การบันทึกบทเรียน
การบันทึกบทเรียนเป็นภาระหน้าทีโ่ ดยตรงของผู้จดบันทกึ ในขั้นตอนนี้ผูจ้ ดบันทกึ ตอ้ งมีการ
ปฏิบตั งิ านรวม 3 ข้ัน คือ การเตรียมตัวกอ่ นการบนั ทึก การบนั ทกึ ข้อมูลการถอดบทเรยี นและการสรุป
รายงานการถอดบทเรียน โดยมรี ายละเอียดดังน้ี
1. การเตรียมตัวก่อนการบันทึกบทเรียน ผู้จดบันทึกควรเตรียมความพร้อมก่อนดำเนนิ การ
ถอดบทเรียนใน 4 ประเด็นคือศึกษารายละเอียดโครงการ ศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียน
จัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียน และเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งมี
รายละเอียดดังนี้
1.1 การศึกษารายละเอียดโครงการในการศึกษารายละเอียดโครงการ ผู้จดบันทึก
ควรนำรายละเอียดโครงการมาศึกษาให้เกดิ ความเขา้ ใจและดำเนินการจดบันทึกรายละเอียดโครงการ
ให้แล้วเสร็จ จะทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานการ
ถอดบทเรียน
1.2 การศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียนข้อมูลที่ใช้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษา
กรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ขั้นตอนการถอดบทเรียน และประเด็นคำถามในการถอดบทเรียน มี
รายละเอียดดังนี้การศึกษากรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำกรอบแนวคิดการถอด
บทเรียนมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมของการถอดบทเรียนทั้งหมด วัตถุประสงค์ของการ
ถอดบทเรียน และสามารถนำหัวข้อและประเด็นที่ปรากฏในกรอบแนวคิดการถอดบทเรียนเขียน
บรรยายเป็นเนื้อเรื่องในเชิงพรรณนาและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานการถอด
บทเรียนการศึกษาขั้นตอนการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำขั้นตอนการถอดบทเรียนมาศึกษาให้
เกดิ ความเขา้ ใจในแต่ละขนั้ ตอนมีวธิ กี ารดำเนินงานอยา่ งไรบ้าง เพือ่ วางแผนการจดบนั ทกึ ข้อมูลสำคัญ
ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนการศึกษาประเด็นคำถามในการถอดบทเรียน จากประเด็นคำถามซ่ึง
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ทีมงานถอดบทเรียนกำหนดไว้ ผู้จดบันทึกสามารถนำขอ้ มูลประเด็นคำถามดังกล่าวไปใช้ประโยชนใ์ น
การจัดทำแบบฟอร์มบนั ทกึ บทเรียน
1.3 การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียนอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ใน
การบันทึกการถอดบทเรียน ได้แก่ แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน เครื่องบันทึกเสียง แถบบันทึกเสียง
แบตเตอร่ี และสมุดบนั ทกึ
1) การจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียนผู้จดบันทึกสามารถนำข้อมูล
ประเด็นคำถามใช้ในการจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ซ่งึ จะชว่ ยอำนวยความสะดวกแก่ผู้จดบันทึก
ในระหวา่ งการถอดบทเรยี น
แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน มีรายละเอียดดังน้ี
แบบบนั ทึกบทเรียนในโครงการ….........................................................................
หนว่ ยงานรับผดิ ชอบ.............................................................................................
วนั เดือนปีทีถ่ อดบทเรียน.......................................................................................
รายชอื่ ผูร้ ว่ มถอดบทเรียน......................................................................................
รายชอื่ ทีมงานถอดบทเรียน...................................................................................
รายชอ่ื ผ้อู ำนวยกระบวนการ..................................................................................
วัตถุประสงค์ของการถอดบทเรียน.........................................................
รายละเอยี ดของโครงการ.....................................................................................
วิธีปฏิบตั งิ านของผู้ร่วมถอดบทเรยี น.............................................................
วิธีปฏิบัติงานท่ีกำหนดในแผนปฏิบตั งิ านของโครงการ................................................
เปรียบเทียบความแตกตา่ งของวิธปี ฏบิ ตั ิงานของผูร้ ่วมถอดบทเรียนกับวิธี
ปฏิบตั ิงานที่กำหนดในแผนปฏิบตั ิงานของโครงการ.....................................
สงิ่ ที่ทำได้ดีจากการปฏบิ ตั งิ านของผรู้ ว่ มถอดบทเรียน..........................................
สาเหตทุ ่ีทำไดด้ .ี ..............................................................................................
ข้อเสนอแนะวิธปี ฏบิ ัตงิ านต่อไปใหด้ ขี น้ึ .......................................................
อุปสรรคในการปฏบิ ตั งิ าน...................................................................
สาเหตขุ องการเกดิ อปุ สรรคในการปฏบิ ัตงิ าน..........................................
ข้อเสนอแนะวธิ ปี อ้ งกันไม่ใหเ้ กดิ อปุ สรรคในการปฏิบตั ิงาน......................
ขอ้ เสนอแนะส่ิงทีค่ วรกระทำเพ่มิ เตมิ ในการปฏบิ ัตงิ านทีผ่ า่ นมา.................................
วิธีการปฏิบัตงิ านทีจ่ ะทำใหค้ ะแนนความพงึ พอใจเพ่ิมขน้ึ ในการปฏิบตั งิ านต่อไป
2) การจัดเตรียมเครื่องบันทึกเสียงและอุปกรณ์ผู้จดบันทึกควรจัดหาเครื่อง
บันทึกเสียงที่มีคุณภาพดี ใช้งานสะดวก ผู้จดบันทึกควรทดลองใช้งานเครื่องบันทึกเสียงก่อนวันที่จะ
ดำเนินการถอดบทเรียน เพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องบันทึกเสียงว่าสามารถใช้งานได้จริงและได้
ทดลองใช้งานจริงทำให้เกิดความคล่องตัวในการใช้เครื่องบันทึกเสียงเครื่องบันทึกเสียงที่ต้องใช้แถบ
บันทึกเสียง ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแถบบันทึกเสียงให้มีปริมาณเพียงพอกับระยะเวลาที่ต้อง
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บันทึกเสียงระหว่างการถอดบทเรยี น ส่วนเครื่องบันทึกเสียงทีไ่ ม่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ได้แก่ เครื่อง
MP3 หรือ MP4 ผู้จดบันทึกตอ้ งคดั ลอกหรอื ลบไฟลข์ ้อมลู ในเครื่องบันทึกเสียงเพื่อให้มพี ืน้ ทีว่ ่างในการ
บันทึกเสยี งเพยี งพอกบั ระยะเวลาทีต่ ้องบนั ทึกเสยี งในกรณีท่ีเครื่องบันทึกเสียงไม่สามารถใช้ไฟฟ้าและ
ต้องใช้เฉพาะแบตเตอรี่เท่านั้น ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแบตเตอรี่สำรองให้เพียงพอกับระยะเวลาที่
ตอ้ งบนั ทึกเสียงในระหว่างการถอดบทเรยี น
3) การจัดเตรียมสมุดบันทึกสมุดบันทึกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการปฏิบัติงานของผู้
จดบันทึก การจัดเตรียมสมุดบันทึกที่ดีควรมีจำนวนหน้าเพียงพอต่อการจดบันทึกข้อมูลระหว่างการ
ถอดบทเรยี นการเตรียมสมุดบันทึกไว้พร้อมใชง้ านทำใหก้ ารปฏิบัติงานของผ้จู ดบันทึกมีความคล่องตัว
เม่ือจดบันทกึ ขอ้ มูลเสรจ็ แลว้ สามารถนำไปเก็บไวไ้ ดเ้ ป็นระเบยี บและเกิดความสะดวกในการคน้ หา
1.4 การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจในการเตรียมความพร้อมทาง
ร่างกาย ผู้จดบันทึกควรออกกำลังกายให้ร่างกายเกิดความกระฉับกระเฉง สมองเกิดวามตื่นตัว และ
ควรบรหิ ารมอื ใหม้ คี วามพรอ้ มในการจดบันทกึ
นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรนอน
หลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนที่จะดำเนินการถอดบทเรียนใน
วันรุ่งขึ้นส่วนการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ ควรฝึกสมาธิให้มีความมั่นคง ทำจิตใจให้เบิกบาน มอง
โลกในแง่ดีและเห็นคุณค่าของการจดบันทึกข้อมูลจากการถอดบทเรียน ซึ่งมีผลทำให้ทีมงานถอด
บทเรียน ผู้ร่วมถอดบทเรียน และผู้สนใจเกิดได้นำขอ้ มูลดงั กล่าวไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้หลังจาก
เสร็จสิ้นการถอดบทเรียน
2. การบันทึกขอ้ มลู การถอดบทเรยี น ส่ิงที่ต้องดำเนนิ การ เมื่อเรมิ่ ต้นการถอดบทเรียนผู้จด
บันทึกควรเปิดเครื่องบันทึกเสียงและดำเนินการบันทึกเสียงตั้งแต่การสร้างบรรยากาศในการถอด
บทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรยี น การจดั กิจกรรมอุน่ เครื่อง และการถอดบทเรียนข้อมูล
ที่ตอ้ งจดบันทึกระหว่างการถอดบทเรยี น มีดงั น้ี
2.1 ข้อมูลขั้นตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน โดยเริ่มต้นจากการสร้าง
บรรยากาศในการถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง และ
การถอดบทเรียนซง่ึ เป็นกจิ กรรมสุดท้าย
2.2 ข้อมูลจากการเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียน
ในข้ันตอนการถอดบทเรียน ซ่งึ ผู้จดบันทกึ ควรนำแบบฟอรม์ การถอดบทเรยี นมาใชป้ ระโยชนใ์ นการจด
บันทึกข้อมูลตามประเด็นทก่ี ำหนดไว้
2.3 ข้อมูลบรรยากาศระหว่างการถอดบทเรียน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสร้างบรรยากาศใน
การถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง และการถอด
บทเรียนเมื่อสิ้นสุดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลอีก
ครัง้
3. การสรุปรายงานการถอดบทเรียนเมื่อเสร็จสิ้นการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกจะต้องอ่าน
รายงานการถอดบทเรียนให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียนได้รับทราบข้อมูลที่ได้จด
บันทึกทั้งหมด หากมีข้อมูลในขั้นตอนใดที่ไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ผู้จดบันทึกสามารถเพิ่มเติม
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
รายละเอียดของข้อมูลดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียน
เพอ่ื ใหข้ อ้ มลู มคี วามสมบูรณ์
พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ พ.ศ.2553)
1. หมวด 1 บททั่วไป ความมงุ่ หมายและหลักการ
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือ
พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม
และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอย่รู ่วมกบั ผ้อู ืน่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุข
2. การจัดการศกึ ษา ให้ยึดหลักดังน้ี
1) เปน็ การศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2) ให้สังคมมสี ว่ นร่วมในการจดั การศกึ ษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ ห้เป็นไปอย่างตอ่ เน่อื ง
3. สำหรับเรื่องการจัดระบบ โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ใหย้ ึดหลักดังนี้
1) มีเอกภาพดา้ นนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบตั ิ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่นิ
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก
ระดบั และประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาอยา่ งตอ่ เน่ือง
5) ระดมทรพั ยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใชใ้ นการจดั การศกึ ษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ เอกชน องคก์ รเอกชน องค์กรวิชาชพี สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สังคม
4. หมวด 2 สทิ ธิและหนา้ ท่ที างการศกึ ษา
1) บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบ
สองปี ท่ีรัฐต้องจัดใหอ้ ยา่ งทวั่ ถึง และมคี ณุ ภาพโดยไมเ่ ก็บคา่ ใชจ้ า่ ย
2) บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความ
ตอ้ งการเปน็ พเิ ศษ หรอื ผูด้ อ้ ยโอกาสมีสิทธิและโอกาสไดร้ บั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐานเปน็ พิเศษ
3) บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับ
การศึกษาท้ังภาคบงั คับ และนอกเหนือจากภาคบังคับตามความพรอ้ มของครอบครวั
4) บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรอื
จดั การศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน มสี ิทธไิ ด้รบั สทิ ธิประโยชน์ตามควรแก่กรณดี ังนี้
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผ้นู าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้
การศกึ ษาแก่บตุ รหรือผ้ซู ่งึ อยู่ในความดูแล รวมทง้ั เงินอุดหนนุ สำหรับการจัดการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
- การลดหยอ่ นหรอื ยกเว้นภาษสี ำหรับค่าใชจ้ ่ายการศึกษา
5. หมวด 3 ระบบการศึกษา
1) การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ
- การศกึ ษาในระบบ - การศึกษานอกระบบ - การศกึ ษาตามอัธยาศัย
สถานศึกษาจัดได้ทั้งสามรปู แบบ และใหม้ ีการเทียบโอนผลการเรยี นทผี่ ูเ้ รียนสะสมไว้ระหว่างรูปแบบ
เดียวกนั หรือตา่ งรูปแบบได้ ไม่วา่ จะเป็นผลการเรียนจากสถานศกึ ษาเดยี วกนั หรือไมก่ ็ตาม
2) การศึกษาในระบบมีสองระดับ คือ
- การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานซ่ึงจดั ไม่นอ้ ยกว่า 12 ปี ก่อนระดบั อุดมศกึ ษา
- ระดบั อุดมศกึ ษาแบ่งเป็น 2 คอื ระดบั ต่ำกวา่ ปรญิ ญาและระดบั ปรญิ ญา
3) ให้มีการศึกษาภาคบงั คับเก้าปี นับจากอายุย่างเขา้ ปีทเ่ี จด็ จนอายยุ ่างเขา้ ปีทส่ี บิ หกหรือ
เม่ือสอบไดช้ นั้ ปที ่เี ก้าของการศึกษาภาคบงั คับ
4) สำหรับเรอื่ งสถานศึกษาน้ัน การศกึ ษาปฐมวัย และการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน ให้จัดใน
1) สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
2) โรงเรียน ได้แก่ โรงเรยี นของรัฐ เอกชน และโรงเรยี นทีส่ ังกัดสถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบนั ทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบนั สงั คมอื่น
เป็นผจู้ ัด
6. หมวด 4 แนวการจดั การศึกษา
- การจดั การศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรยี นมีความสำคัญที่สดุ ผู้เรยี นทุกคน สามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ
- การจดั การศกึ ษาท้ังสามรปู แบบในหมวด 3 ต้องเนน้ ท้ังความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการ
เรยี นรู้ ในเรอ่ื งสาระความรู้
7. หมวด 5 การบริหารและการจดั การศกึ ษา
ส่วนที่ 1 การบรหิ ารและการจัดการศกึ ษาของรฐั
- แบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับเขตพื้นทีก่ ารศึกษาและระดับสถานศึกษา
เพอ่ื เปน็ การกระจายอำนาจลงไปสู่ท้องถ่นิ และสถานศึกษาให้มากทส่ี ดุ
1.1 ระดับชาติ ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแล
การศึกษาทุกระดับและทุกประเภทรวมทั้ง การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน
และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัด
การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวง มีองค์กรหลักที่เป็นคณะ บุคคลในรูปสภาหรือ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผูน้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
คณะกรรมการส่ีองค์กร คอื สภาการศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมแหง่ ชาติ คณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพืน้ ฐาน
คณะกรรมการการอุดมศึกษา คณะกรรมการการศาสนาและวฒั นธรรม
1.2 ระดบั เขตพืน้ ที่การศกึ ษา การบริหารและการจดั การศึกษาขน้ั พืน้ ฐานและการอุดมศึกษา
ระดบั ต่ำ กว่าปรญิ ญา ให้ยดึ เขตพน้ื ทก่ี ารศึกษาโดยคำนึงถึงปริมาณสถานศกึ ษา และจำนวนประชากร
เป็นหลัก
1.3 ระดับสถานศึกษา ให้แต่ละสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับ ต่ำ
กว่าปริญญา มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของ
สถานศึกษาและจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญา
ทอ้ งถน่ิ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบดว้ ย ผแู้ ทน ผู้ปกครอง ผู้แทน
ครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และ
ผู้ทรงคุณวุฒิ และให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้
กระทรวงกระจายอำนาจ ท้ังดา้ นวชิ าการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารท่วั ไป ไป
ยังคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษาฯ เขตพื้นท่ีการศกึ ษา และสถานศึกษาในเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
โดยตรง
8. หมวด 6 มาตรฐานและการประกนั คณุ ภาพการศกึ ษา
- ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกัน
คุณภาพภายใน ระบบการประกนั คุณภาพภายนอก
- หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน
ซงึ่ เปน็ สว่ นหน่ึงของการบรหิ าร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานที่เกย่ี วข้องและเปิดเผย
ต่อสาธารณชน
- ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งคร้ัง
ทกุ ห้าปี โดยสำนักงานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คณุ ภาพการศึกษา ซ่งึ เปน็ องค์การมหาชน
9. หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษา
- ให้มีองค์กรวชิ าชีพครู ตามมาตรา 53 ทำให้เกดิ พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการ
ศกึ ษา 2546
- ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามมาตรา 54 ทำให้เกิด
พรบ. ระเบยี บข้าราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
- ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศกึ ษาและบุคลากรทางการศึกษาอื่นทั้งของ
รฐั และเอกชน ตอ้ งมีใบอนญุ าตประกอบวชิ าชพี
ทั้งนี้ ยกเว้น ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน วิทยากรพิเศษ
และผบู้ รหิ ารการศกึ ษาระดับเหนือเขตพืน้ ท่ีการศึกษา
10. หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพอ่ื การศกึ ษา
- ให้มกี ารระดมทรัพยากรและการลงทนุ ด้านงบประมาณ การเงนิ และทรัพยส์ ิน ทั้ง
จากรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชพี สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสงั คมอ่ืนและต่างประเทศมาใช้จัดการศึกษา
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
- สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้
และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอ่ืน
รวมทั้งหารายได้จากบริการของสถานศึกษาที่ไม่ขัดกับภารกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษาของ
รัฐได้มา ทั้งจากผู้อุทิศให้หรือซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ
สถานศกึ ษา บรรดารายไดแ้ ละผลประโยชนต์ ่าง ๆ ของสถานศึกษาของรฐั ดงั กลา่ ว ไม่เป็นรายได้ที่ต้อง
สง่ กระทรวงการคลัง
11. หมวด 9 เทคโนโลยเี พ่ือการศึกษา
- รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการส่ง
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่นเพื่อประโยชน์สำหรับ
การศึกษา การทะนุบำรุง ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมตามความจำเป็น
- รฐั สง่ เสรมิ สนบั สนุนให้มกี ารศึกษาและพฒั นา การผลติ และพฒั นาแบบเรยี น ตำรา
ส่ือสง่ิ พิมพอ์ น่ื วสั ดุอปุ กรณแ์ ละเทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาอ่ืน โดยจดั ใหม้ เี งนิ สนบั สนุนและเปิดให้มีการ
แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศกึ ษา
- ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้
ผเู้ รยี นไดพ้ ัฒนาขีดความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยเี พ่ือการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ อันจะนำไปสู่
การแสวงหาความร้ไู ดด้ ้วยตนเองอยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวิต
- ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงิน
อุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทานและผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการ ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี
สารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน
รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยี ให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าท่ี
พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม และประสานการศึกษา การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการ
ประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิตและการใชเ้ ทคโนโลยเี พ่อื การศึกษา
การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
พ.ศ.2553
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นความพยายามที่จะทำการปฏิรูป
การศกึ ษาครัง้ สำคญั ซึง่ ดำเนินการจดั ทำขน้ึ ด้วยความรว่ มมือจากหลายฝ่าย ไม่วา่ จะเปน็ ฝ่ายการเมือง
ฝ่ายข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชน องค์กร และสถาบันต่างๆ มี
การศกึ ษาปัญหา ประมวลองคค์ วามรู้ต่างๆ ท้ังภายในและภายนอกประเทศ มกี ารระดมผูร้ ู้ นักปราชญ์
มาช่วยกนั คิด ชว่ ยกันสรา้ งเป้าหมายของการศกึ ษาไทย
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขหรือ
แก้ปัญหาทางการศึกษา และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา อาจสรุปหลักการ
สำคัญได้ 7 ดา้ น ดังนี้
1. ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ปรากฏตามนยั มาตรา 10 วรรค
1 คือ การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา 8 (1) การ
จดั การศึกษาใหย้ ดึ หลกั วา่ เปน็ การศึกษาตลอดชีวติ สำหรับประชาชน
2. ด้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (3) กำหนดมาตรฐานการศึกษา
และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา และ มาตรา 47 ให้มีระบบ
ประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบ
ประกนั คณุ ภาพภายในและระบบประกนั คุณภาพภายนอก
3. ดา้ นระบบบรหิ ารและการสนับสนนุ ทางการศกึ ษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (2) การจัดระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (1) มีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลาย
ในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น (3) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้จัดการศึกษา (4) การมีส่วนร่วมของบุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสงั คมอ่นื ๆ
มาตรา 43 การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของเอกชน ใหม้ คี วามเป็นอิสระ โดยมกี ารกำกับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การ
ประเมนิ คุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษาเชน่ เดียวกับการศึกษาของรฐั
4. ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (4) มีหลักการ
ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศกึ ษาอยา่ งต่อเน่อื ง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศกึ ษาให้มีคุณภาพ และมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเป็นวชิ าชีพชนั้ สูง โดยการกำกับ
และประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มี
ความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการอย่าง
ต่อเนื่อง รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
อยา่ งเพียงพอ
5. ดา้ นหลักสตู ร ปรากฏตาม มาตรา 8 (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนรูใ้ ห้เป็นไป
อย่างต่อเนอื่ ง มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานกำหนดหลักสตู รภาคบงั คบั การศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพอื่ การศกึ ษาตอ่ ใหส้ ถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าท่ีจดั ทำสาระของหลกั สตู รตามวตั ถปุ ระสงค์
ในวรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึง
ประสงค์เพอื่ เป็นสมาชิกท่ีดขี องครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
มาตรา 28 หลักสูตรสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับบุคคลพิการ
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของบคุ คลใหเ้ หมาะสมแกว่ ัยและศกั ยภาพ
สาระของหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการและวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้าน
ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดงี าม และความรับผิดชอบต่อสงั คม
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศกึ ษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
แล้ว ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวชิ าการ วิชาชีพชัน้ สงู และดา้ นการค้นคว้า วจิ ยั เพ่ือพัฒนา
องคค์ วามรู้และพฒั นาทางสังคม
มาตรา 24 (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด โดย
คำนึงถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
6. ดา้ นกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม มาตรา 22 การจดั การศกึ ษาต้องยดึ หลักวา่ ผู้เรียนทุก
คนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ
จดั การศกึ ษาต้องส่งเสริมใหผ้ เู้ รยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรยี นรู้ ใหส้ ถานศึกษาและหนว่ ยงานท่เี กี่ยวขอ้ งดำเนินการ
ดังนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย
คำนึงถึงความแตกตา่ งระหว่างบุคคล (2) ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชญิ สถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้ง
ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้
ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจดั การเรียนรู้ ทั้งนี้ครูและ
ผเู้ รยี นอาจเรียนรู้ไปพรอ้ มกนั จากสือ่ การเรยี นการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทตา่ งๆ (6) จดั การ
เรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และ
บุคคลในชมุ ชนทกุ ฝ่าย เพือ่ ร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศกั ยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุก
รูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้
อ่นื อยา่ งพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปใน
กระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดบั และรูปแบบการศึกษา
มาตรา 8 (1) และ (3) การจัดการศึกษายึดหลักดังนี้ (1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับ
ประชาชน (3) การพฒั นาสาระและกระบวนการเรียนร้ใู ห้เปน็ ไปอยา่ งต่อเนือ่ ง
7. ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (5) การจัดระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดงั นี้ (5) ระดมทรัพยากรจากแหลง่ ต่างๆ มาใช้ใน
การจัดการศกึ ษา
มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้ง
จากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศ มาใช้ในการจัด
การศกึ ษา
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผ้นู าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา ในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุด
ตอ่ ความมนั่ คงย่ังยืนของประเทศ โดยจัดสรรเปน็ เงินงบประมาณเพ่อื การศึกษา
จากหลักการสำคัญดังกล่าวข้างต้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ คือ
1. ด้านหลักสูตร กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรให้ต่อเนื่อง เชื่อมโยง มีความสมดุลในเนื้อหา
สาระ ทั้งที่เป็นวิชาการ วิชาชีพ และวิชาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ และให้มีการบูรณาการเนื้อหา
หลากหลายทม่ี ปี ระโยชนต์ อ่ การดำรงชวี ติ ไดแ้ ก่
1.1 เนอื้ หาเกีย่ วกับตนเองและความสมั พันธ์ระหวา่ งตนเองกบั สังคม
1.2 เนื้อหาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบำรุงรักษา ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม
1.3 เนือ้ หาเกีย่ วกบั ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ภมู ปิ ญั ญาไทย
1.4 เนอ้ื หาความร้แู ละทกั ษะดา้ นคณติ ศาสตรแ์ ละภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอยา่ งถูกต้อง
1.5 เนื้อหาความรแู้ ละทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชีวติ อยา่ งมีความสุข
2. ด้านกระบวนการเรียนรู้ กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ
เรยี นรู้และพัฒนาตนเองได้ โดยถอื ว่าผเู้ รียนมีความสำคัญท่สี ุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม
ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด
ชีวิต ดังข้อมูลที่ระบุไว้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้สรุปถึงลักษณะกระบวนการจัดการ
เรียนรู้ในสาระของพระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ ไวด้ งั นี้
2.1 มีการจดั เนอ้ื หาทสี่ อดคลอ้ งกบั ความสนใจ ความถนดั ของผเู้ รียน
2.2 ใหม้ กี ารเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์และฝึกนิสัยรักการอา่ น
2.3 จดั ให้มกี ารฝกึ ทกั ษะกระบวนการและการจดั การ
2.4 มีการผสมผสานเน้อื หาสาระดา้ นตา่ งๆ อยา่ งสมดลุ ปลกู ฝังคุณธรรม
2.5 จัดการสง่ เสรมิ บรรยากาศการเรยี นเพอ่ื ใหเ้ กดิ การเรียนรแู้ ละรอบรู้
2.6 จดั ใหม้ กี ารเรยี นรู้ไดท้ ุกเวลา ทุกสถานที่ และใหช้ ุมชนมสี ่วนร่วมในการจดั การเรียนร้ดู ว้ ย
3.ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียน
เป็นสำคัญ จะต้องประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดยการใช้วิธีการประเมินผู้เรียนหลายๆ วิธี ได้แก่
การสงั เกตพฤติกรรมการเรยี นและการร่วมกจิ กรรม การใช้แฟม้ สะสมงาน การทดสอบ การสัมภาษณ์
ควบคู่ไปกบั กระบวนการเรียนการสอน ผเู้ รียนจะมโี อกาสแสดงผลการเรยี นรู้ไดห้ ลายแบบ ไม่เพียงแต่
ความสามารถทางผลสัมฤทธ์ิการเรียนซ่ึงวัดไดโ้ ดยแบบทดสอบเท่านั้น การวัดและการประเมินผลการ
เรียนรู้แบบนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอันเกิดจากผลการพัฒนาตนเองของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ได้
ชดั เจนมากข้ึน
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
หลักสูตรและองค์ประกอบของหลักสูตร
ความหมายของหลกั สตู ร
ในแวดวงนักศึกษาผู้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้มากมาย โดยไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็น
พ้องกับความหมายใดเพียงความหมายเดียว เพราะหลักสูตรเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแต่
อาจแบ่งกลุ่มความหมายของหลักสูตรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มความหมายที่เน้นถึงเนื้อหาสาระท่ี
จะตอ้ งเรียนรู้ 2) กลุ่มความหมายท่เี น้นความหมายสำคัญของจุดหมายท่ีตอ้ งการให้เกดิ กบั ผู้เรยี น และ
3) กลุ่มความหมายที่เน้นกระบวนการทีจ่ ะพัฒนาผเู้ รยี น
กาญจนา คุณารกั ษ์ (2535 : 1-4) ไดร้ วบรวมความหมายหลกั สตู รไวด้ ังนี้
1. หลกั สตู ร คอื รายวิชาหรอื รายการเน้อื หาท่ีสอนโรงเรยี น
2. หลักสตู ร คอื ประสบการณ์ท่จี ดั ให้แกผ่ ้เู รยี น
3. หลักสตู ร คือ กจิ กรรมการเรยี นการสอนและวสั ดุอปุ กรณ์
4. หลักสูตร คือ สิ่งที่โรงเรียน ผู้ปกครอง คาดหมายหรือมุ่งหวังจะให้ผู้เรียนได้รับหรือมี
คณุ สมบตั ใิ นส่ิงนัน้ ๆ
5. หลกั สูตร คือ พาหนะท่ีจะนำผูเ้ รียนไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของการศกึ ษา
6. หลกั สตู ร คอื สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทางการเรยี น และสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน
7. หลักสูตร คือ กระบวนการปฏสิ ัมพนั ธ์ระหว่างครู นักเรยี น และสง่ิ แวดลอ้ มการเรียน
8. หลกั สูตร คอื แผนหรือแนวทาง หรอื ขอ้ กำหนดในการจดั การศกึ ษาของโรงเรยี น
9. หลกั สูตร คือ เอกสาร หนงั สือหลักสตู ร และเอกสารประกอบหลักสูตรใด ๆ เชน่ แผนการ
สอน คู่มือครู แบบเรยี น เปน็ ตน้
10.หลกั สูตร คอื วิชาความรู้สาขาหนึ่งทว่ี ่าด้วยทฤษฎี หลกั การ และแนวปฏิบตั ิในการพัฒนา
หลักสูตร วชิ ยั วงษ์ใหญ่ (2537 : 12) ได้ใหแ้ นวคดิ วา่ หลักสูตร คอื มวลประสอบการณ์ท้งั ปวงที่จัดให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้วนตามมาตราฐานคุณภาพสากล มาตรฐานความเป็นชาติไทยและ
มาตรฐานท่ีชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ตอ้ งการ
สงัด อุทรานันท์ (2538 : 6) กล่าว หลักสตู ร หมายถงึ ลักษณะใดลักษณะหนึ่งตอ่ ไปนี้
1. หลักสูตร คือ สิ่งที่สร้างขึ้นในลักษณะของรายวิชา ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสาระที่จัดเรียงลำดับ
ความยากงา่ ย หรอื เปน็ ข้ันตอนอยา่ งดีแลว้
2. หลักสูตร ประกอบด้วยประสบการณ์ทางเรียนซึ่งได้วางแผนล่วงหน้าเพื่อมุ่งหวังจะให้เด็กได้
เปลยี่ นแปลงพฤติกรรมในทางท่ตี ้องการ
3.หลกั สูตร เป็นสงิ่ ที่สงั คมสรา้ งขึน้ สำหรบั ใหป้ ระสบการณท์ างการศกึ ษาแก่เด็กในโรงเรยี น
4. หลักสูตร ประกอบด้วยมวลประสบการณ์ทั้งหมดของผู้เรียน ซึ่งเขาได้ทำได้รับรู้ และได้ตอบสนอง
ตอ่ การแนะแนวของโรงเรยี น
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ์ (2539 : 9) ให้ความหมายหลักสูตรวา่ คอื SOPEA ประกอบด้วย
S คอื Subject matter ไดแ้ ก่ เนอ้ื หาท่ใี ช้ในการเรียนการสอน
O คอื Object ไก้แก่ วัตถุประสงค์
P คอื plans ไดแ้ ก่ แผนสำหรบั จดั โอกาสการเรียนรู้หรือประสอบการณ์แก่นักเรยี นที่คาดหวงั
E คอื learner’s experience ได้แก่ ประสบการณ์ท้ังปวงของผู้เรยี นมาจัดโดยโรงเรยี น
A คือ education activities ได้แก่ กิจกรรมทาวการศกึ ษาทจ่ี ัดใหก้ ับผเู้ รียน
ชมพันธุ์ กุญชน ณ อยุธยา (2540 :3-5) ได้อธิบายความหมายของ “หลักสูตร” ว่ามีความ
แตกต่างกันไปตั้งแต่ความหมายที่แคบสุดจนจนถึงกว้างสุด แต่จำแนกความคิดเห็นของนักศึกษาที่ได้
ใหน้ ิยามความหมายของหลกั สตู ร ออกเป็น 2 ใหญ่ ๆ ดังนี้
1. หลักสูตร หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียน นักการศึกษาที่มีความคิดเห็นว่าหลักสูตร
หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียนนั้น มองหลักสูตรในลักษณะที่เป็นเอกสาร หรือโครงการ
การศึกษาที่สถาบันการศึกษาได้วางแผนไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามแผนหรือโครงการที่กำหนดไว้
หลักสูตรตามความหมายนี้หมายถึงรวมถึง แผนการเรียนหรอื รายวชิ าต่าง ๆ ที่กำหนดให้เรียนรวมท้งั
เนื้อหาวิชาของรายวิชาต่าง ๆ กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล ซึ่งได้กำหนดไว้ในแผน
ความคิดเหน็ ของนักศึกษากลุม่ นไี้ ม่รวมถงึ การนำหลักสตู รไปใชห้ รือการเรียนการสอนทีป่ ฏิบัติจริง แต่
ท้งั แผนประสบการณก์ ารเรยี นกบั การสอนท่ีปฏิบัติจริงมีความสมั พนั ธก์ นั อย่างใกล้ชิด
2. หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่สถาบันการศึกษาจัดให้ซึ่งหมาย
รวมถึงประสบการณ์การเรียนและการนำหลักสูตรไปใชด้ ้วย แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของทั้งทา
บาและ ไทเลอร์ที่เห็นว่า หลักสูตรประกอบด้วยจุดมุ่งหมายประสอบการณ์ทางการศึกษาหรือเนื้อหา
การจัดประสบการณ์ทางการศึกษาหรือจัดการเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนและการ
ประเมินผล
ธำรง บัวศรี (2542 : 7) กล่าวว่า หลักสูตร คือ แผนซึ่งได้ออกแบบจัดทำขึ้นเพื่อแสดง
จุดมุ่งหมายการจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมและมวลประสบการณ์ในแต่ละโปรแกรมการศึกษา เพื่อให้
ผ้เู รยี นมีพฒั นาการในด้านต่าง ๆ ตามจุดหมายทไี่ ดก้ ำหนดไว้
มาเรียม นิลพันธุ์ (2543 : 6) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง เอกสารข้อกำหนดเกี่ยวกับมวล
ประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาไปในแนวทางที่ต้องการ ทั้งนี้ นักการศึกษาและนักพัฒนา
หลักสตู รประเทศ ได้ให้ความหมายและคำจำกดั ความของหลกั สตู รไว้ โดยสรปุ ดงั นี้
คาสเวลและแคมเบล (Caswell and Cambell 1935 : 66) ได้ให้จำกัดความวา่ หลักสูตรเป็น
ส่งิ ทีป่ ระกอบดว้ ยประสบการณ์ทั้งมวลของเด็ก ภายใตก้ ารแนะแนวของครู
ไทเลอร์ (Tyler. 1949 : 79) ได้สรุปว่าหลักสูตรเป็นสิ่งที่เด็กจะต้องเรียนรู้ทั้งหมด โดยมี
โรงเรียนเป็นผู้วางแผนและกำกับเพ่ือให้บรรลุถงึ จดุ หมายของการศึกษา
ทาบา (Taba. 1962 : 11) ให้คำสรุปเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างสั้น ๆ ว่าหลักสูตรเป็นแผนการ
เก่ียวกบั การเรยี นรู้
กดู๊ (Good. 1973 : 157) ได้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้ 3 ประการ ดงั นี้ คือ
1. หลักสูตร หมายถึง เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เป็นระบบให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพื่อสำเร็จหรือรับ
ประกาศนียบตั รในสาขาวชิ าหนง่ึ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผ้นู าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
2. หลักสูตร หมายถึง เค้าโครงสรา้ งท่ัวไปของเนื้อหาหรือส่ิงเฉพาะท่ีจะต้องสอน ซึ่งโรงเรยี น
จัดใหแ้ ก่เดก็ เพื่อใหส้ ำเรจ็ การศึกษาและสามารถเข้าศึกษาต่อในทางอาชีพต่อไป
3. หลักสูตร หมายถึง กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณ์ที่กำหนดไวใ้ ห้ผู้เรียนได้เรียนภายใต้
การแนะนำของโรงเรยี นและสถานศกึ ษา
โอลิวา (Oliva. 1992 : 8-9) ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตรโดยแบ่งเป็นการให้นิยาม
โดยยดึ จดุ ประสงค์ บริบทหรือสภาพแวดล้อม และวิธีดำเนินการหรอื ยทุ ธศาสตร์ ดงั น้ี
1. การให้นิยามโดยยึดจุดประสงค์ (Purpose) หลักสูตรจึงมีภาระหน้าทีที่จะทำให้ผู้เรียน
ควรจะเป็นอย่างไร หรือมีลักษณะอย่างไร หลักสูตรในแนวคิดนี้จึงมีความหมายในลักษณะที่เป็น
วิธีการที่นำไปสู่ความสำเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายนั้น ๆ เช่น หลักสูตร คือ การถ่ายทอด
มรดกทางวัฒนธรรม หลกั สตู ร คือ การพัฒนาทักษะการคิดผู้เรยี น เปน็ ตน้
2.การใหน้ ิยามโดยยึดบริบทหรอื สภาพแวดล้อม (Contexts) นิยามของหลกั สตู ร ในลกั ษณะ
นี้จึงเปน็ การอธบิ ายถึงลกั ษณะทัว่ ไปของหลักสูตรซึ่งแล้วแตว่ ่าเนื้อหาสาระของหลักสูตรนัน้ มีลักษณะ
เปน็ อยา่ งไร เชน่ หลกั สูตรทย่ี ึดเน้อื หาวิชา หรอื หลักสตู รที่ยึดผู้เรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง หรอื หลกั สูตรทเ่ี นน้
การปฏิรปู สังคม เป็นตน้
3. การให้นิยามโดยยึดวิธีดำเนินการการหรอื ยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการนิยามในเชิง
วิธีดำเนินการที่เป็นกระบวนการ ยุทธศาสตร์หรือเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน เช่น
หลักสูตร คือ กระบวนการแก้ปัญหา หลักสูตร คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่ม หลักสูตร
คือ การเรยี นรู้เปน็ รายบุคคล หลกั สตู ร คือ โครงการหรอื แผนการจดั การเรยี นการสอน เปน็ ต้น
โอลิวา ได้สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตร คือ แผนงานหรือโครงการที่จัด
ประสบการณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้เรียน ภายใต้การดำเนินงานของโรงเรียน และในทางปฏิบัติหลักสูตร
ประกอบดว้ ยจำนวนของแผนการตา่ ง ๆ ที่เขียนเปน็ ลายลักษณ์อักษร และมขี อบเขตกว้างหลายหลาย
เปน็ แนวทางของการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ทตี่ ้องการ ดังน้นั หลกั สูตรอาจเป็นหน่วย (Unit) เป็น
รายวิชา (course) หรือเป็นรายวิชาย่อยต่าง ๆ (sequence of courses) แผนงานหรือโครงการทาง
การศกึ ษาดังกลา่ วน้ีอาจจดั ขึ้นไดท้ ้งั ในและนอกชน้ั เรียนหรอื โรงเรยี นกไ็ ด้
จากที่กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า หลักสูตร หมายถึงมวลประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ ท่ี
จัดใหผ้ ้เู รยี นทงั้ ในและนอกห้องเรยี น ซึง่ มลี กั ษณะเป็นกจิ กรรม โครงการหรอื แผน เพ่อื เปน็ แนวทางใน
การจดั การเรียนการสอนใหผ้ ู้เรียน ไดพ้ ัฒนาและมคี ณุ ลักษณะตามความมงุ่ หมายที่ไดก้ ำหนดไว้
ความสำคัญของหลักสตู ร
นกั การศกึ ษาหลายท่านได้แสดงทัศนะและความคิดเห็นที่เก่ียวกบั ความสำคญั ของหลักสูตรว่า
หลักสูตรมีความสำคัญอย่างไรต่อการจัดการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหลักสูตรมีความสำคัญ
ต่อการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพการเรยี นรู้ของผู้เรียน ทั้งนี้ เพื่อให้แนใ่ จว่าผู้เรียนในแต่ละวัยแต่
ละระดับการศึกษาไดร้ ับการศึกษาท่ีมีคุณภาพทัดเทยี มกันหรือไม่ อย่างไร ซงึ่ จะมีผลกระทบต่อผู้เรียน
ว่าควรเรียนรู้สาระการเรียนรู้อะไร มีเนื้อหาสาระมากน้อยเพียงใด จาการศึกษาเอกสารพบว่ามีผู้ท่ี
กล่าวถงึ ความสำคัญของหลกั สูตรไวโ้ ดยสรปุ ดังนี้
สันต์ ธรรมบำรุง (2527 : 152) สรุปความสำคัญของหลักสูตรไว้ 9 ประการ คือ
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
1. หลักสูตร เป็นแผนปฏิบัติงานหรือเครื่องชี้แนวทางปฏิบัติงานของครู เพราะหลักสูตรจะ
กำหนดจุดมงุ่ หมาย เน้อื หาสาระ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนและการประเมนิ ผลไว้เปน็ แนวทาง
2. หลกั สูตรเปน็ ข้อกำหนดแผนการเรยี นการสอน อันเป็นสว่ นรวมของประเทศ เพื่อนำไปสู่
ความมงุ่ หมายตามแผนการศึกษาชาติ
3. หลกั สตู รเป็นเอกสารของทางราชการ เปน็ บัญญัตขิ องรัฐบาล หรอื เปน็ ธรรมนญู ในการจัก
การศึกษา เพ่อื ให้บคุ คลทเี่ ก่ียวข้องกบั การศึกษาปฏิบัติตาม
4. หลักสูตรเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เพื่อควบคุมการเรียนการสอนในสถานศึกษา
ระดบั ตา่ งๆ และยังเปน็ เกณฑ์มาตรฐานอย่างหนง่ึ ในการจัดสรรงบประมาณ บคุ ลากร อาคาร สถานท่ี
วสั ดอุ ปุ กรณ์ ฯลฯ ของการศกึ ษาของรัฐแกส่ ถานศึกษาอกี ดว้ ย
5. หลักสูตรเป็นแผนการดำเนินงานของผู้บริหารการศึกษา ที่จะอำนวยความสะดวกและ
ควบคมุ ดแู ลติดตามให้เป็นไปตามนโยบายการจัดการศกึ ษาของรัฐบาลดว้ ย
6. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็ก
ตามจดุ ม่งุ หมายของการศกึ ษา
7. หลกั สตู รจะกำหนดและลกั ษณะรูปรา่ งของสงั คมในอนาคตไดว้ า่ จะเปน็ ไปในรปู ใด
8. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางให้ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความประพฤติที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นการพัฒนากำลังซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบะสังคมแห่งชาติท่ี
ไดผ้ ล
9. หลักสูตรจะเป็นสิ่งทบี่ ง่ ชี้ถงึ ความเจริญของประเทศ เพราะการศกึ ษาเป็นเครือ่ งมือในการ
พัฒนาคน ประเทศใดจดั การศึกษาโดยมีหลักสูตรที่เหมาะสม ทันสมยั มปี ระสิทธภิ าพทันต่อเหตุการณ์
และการเปล่ยี นแปลงยอ่ มได้กำลงั ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพสงู
พงษศ์ ักด์ิ ภูกาบขาว (2540 : 18-19) กลา่ วถึงความสำคญั ของหลกั สตู รไวดังนี้
1. หลกั สูตรยอ่ มเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติงานของครู
2. หลักสูตรย่อมเป็นแนวทางในการสง่ เสรมิ ความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็กตาม
จดุ มงุ่ หมายของการศึกษา
3. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าเด็กควรได้รับสิ่งใดบ้างที่เป็น
ประโยชน์แก่เดก็ โยตรงและแกส่ งั คม
4. หลักสูตรย่อมกำหนดว่า เนื้อหาวิชาอะไรบ้างที่จะช่วยให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่าง
ราบร่ืน เปน็ พลเมืองดีของประเทศชาติและบำเพญ็ ประโยชน์แก่สังคม
5. หลกั สูตรยอ่ มกำหนดวธิ กี ารดำเนนิ ชวี ติ ของเด็กให้เป็นไปด้วยความราบรนื่ และผาสขุ
6. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางความรู้ ความสามรถ ความประพฤติ ทักษะและเจตคติใน
อันท่จี ะอยู่รว่ มกนั ในสังคม และบำเพ็ญประโยชนต์ อ่ ชุมชนและประเทศ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผูน้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
จากท่กี ลา่ วมาแล้วสรุปได้วา่ หลกั สูตรเป็นส่ิงสำคัญในการจดั การศกึ ษา 3 ระดับ คือ
1. ระดับประเทศ เป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพและเป็นตัวบ่ง
ช้ใี หเ้ หน็ แนวโนม้ สงั คมกบั การจัดการศึกษาในอนาคต
2.ระดับสถานศึกษา ซึ่งนับได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอน
ในสถานศกึ ษานน้ั ๆ
3.ระดับห้องเรียนซ่ึงมีความสำคัญต่อการนำไปสู่การปฏบิ ัติ เพอื่ จดั การเรียนรู้ที่เกิดกับผู้เรียน
โดยตรง โดยมรี ายละเอยี ดและเอกสารประกอบท่ีกำหนดแนวทางวา่ จะสอนใคร เรอื่ งใด เพ่ืออะไร
องคป์ ระกอบของหลักสตู ร
องค์ประกอบของหลักสูตร นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความหมายของหลักสูตรสมบูรณ์
และสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล และการปรับปรุงการเรียน
การสอนหรอื การพฒั นาหลกั สูตรได้
องค์ประกอบของหลกั สตู ร โดยท่ัวไปมี 4 องค์ประกอบ
1. ความมงุ่ หมาย (objectives) คือ เป็นเสมือนการกำหนดทิศทางของการจัดการศึกษา การ
จัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาไปในลักษณะต่าง ๆที่พึงประสงค์อันก่อให้เกิด
ประโยชนใ์ นสงั คมนนั้ การกำหนดความมุ่งหมายของหลักสตู รต้องคำนึงถึงข้อมูลพ้ืนฐานของสังคม เพ่ือ
ประโยชน์ ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของสงั คมและผูเ้ รียน และต้องสอดคล้องสัมพันธ์
กับนโยบายการจัดการศึกษาของชาติด้วย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดองค์ประกอบ
ของหลักสูตรส่วนนี้ เป็น 2 ลักษณะ คือ “หลักการของหลักสูตร” หมายถึง แนวทางหรือทิศทางใน
การจัดการศึกษาซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการจัดการศึกษาระดับนั้น ๆ จะได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ
“จุดหมายของหลักสูตร” หมายถงึ พฤตกิ รรมต่าง ๆหรอื คุณสมบตั ติ ่าง ๆทต่ี อ้ งการให้เกดิ ขนึ้ แกผ่ ูเ้ รียน
เมือ่ ผา่ นกระบวนการตา่ ง ๆ ตามทก่ี ำหนดไวใ้ นหลกั สูตรนนั้ แลว้
2. เนื้อหาวิชา (Content) เป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้ในหลกั สูตรให้ชดั เจน โดยมุ่งให้ผู้เรียน
ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ความมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระที่ได้กำหนดไว้
ต้องสมบูรณ์ ต้องผนวกความรู้ ประสบการณ์ คา่ นยิ ม แนวคดิ และทัศนคติเขา้ ด้วยกันเพื่อให้ผู้เรียนได้
พฒั นาทัง้ ในด้านความรู้ ความทศั นคติ และพฤตกิ รรมตา่ ง ๆ อนั พงึ ประสงค์
3. การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง
เพราะเป็นกจิ กรรมท่ีจะแปลงหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติกิจกรรมนั้นมหี ลายลักษณะ แตก่ จิ กรรมที่สำคัญ
ที่สุด คือ กิจกรรมการเรียนการสอน หรือ อาจกล่าวได้ว่า “การสอนเป็นหัวใจของการนำหลักสูตรไป
ใช้” ดังนั้น ครูผู้สอนจึงเป็นผู้ทีม่ ีบทบาทสำคัญในฐานะเปน็ ผู้จัดการเรียนรู้ การกำหนดวิธีการทีจ่ ะนำ
ผ้เู รยี นไปสู่ความม่งุ หมายของหลักสูตร ประกอบดว้ ย
3.1 วธิ กี ารจัดการเรียนรู้ การกำหนดวิธีการจดั การเรยี นรหู้ ลกั สตู รจะเนน้ แบบยดึ ครู
เป็นสำคัญหรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปรัชญาการศึกษา หรือแนวความคิด ความเชื่อ
ในการจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ และขึ้นอยู่กับจุดหมายของหลักสูตรนั้นเป็นสำคัญ สำหรับวิธีการ
จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรในปัจจุบันเน้นแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้น “การสอนคนมากกว่า
การสอนหนังสอื ” โดยมแี นวทางการจัดการเรยี นรู้ เชน่ กระบวนการเรียนหรือวธิ กี ารเรยี นสำคัญพอ ๆ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
กับเนื้อหาวิชาให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงและครูเป็นผู้กำกับการแสดงชี้แนะแนวทาง ผู้เรียนค้นหาความรู้
สรปุ และ ตัดสินใจเอง สอนปฏิบัตคิ วบคู่ไปกบั ทฤษฎี เป็นต้น
3.2 วสั ดุประกอบหลกั สตู ร หมายถึง วัสดุ เอกสาร รวมท้ังสือ่ การเรยี นการสอน
ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ครูใช้หลักสูตรได้โดยง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คอื
3.2.1 วัสดุประกอบหลักสูตรสำหรับครู เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือครู คู่มือ
การใชห้ ลักสตู ร คู่มือการประเมินผล คมู่ ือการแนะแนว คู่มอื การจัดกิจกรรมเสรมิ หลักสตู ร เปน็ ต้น
3.2.2 วสั ดปุ ระกอบหลักสูตรสำหรบั นกั เรียน เช่น หนงั สอื เรยี น หนังสือแบบฝึกหัด
บตั รงาน หนงั สืออ่านเพม่ิ เตมิ แบบคัดลายมือ เปน็ ตน้
3.4 การประเมินผล (evaluation) เป็นองค์ประกอบที่ชี้ให้เห็นว่าการนำหลักสูตร
แปลงไปสู่การปฏิบัตินั้น บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ หลักสูตรเกิดสัมฤทธิผลมากน้อยเพียงใด
ข้อมูลจาการประเมินผลนจ้ี ะเป็นแนวทางไปสกู่ ารปรบั ปรุงและพัฒนาหลักสตู รต่อไป
ธำรง บัวศรี (2538 : 7-8) ที่กล่าวเนน้ วา่ หลกั สูตรประกอบดว้ ย 1) จดุ มงุ่ หมายของหลักสูตร
2) จุดประสงค์ของการเรียนการสอน 3) เนื้อหาสาระและประสบการณ์ 4) วัสดุอุปกรณ์และสื่อการ
เรียนการสอน 5) ประเมนิ ผล
จากแนวคิดต่าง ๆทก่ี ล่าวมาทั้งหมด สรุปไดว้ ่าองคป์ ระกอบสำคัญของหลักสตู ร คอื
1. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นผลส่วนรวมที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากเรียนจบ
หลกั สตู รไปแล้ว
2. โครงสร้างเนื้อหาสาระ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทักษะและความสามารถที่ต้องการให้มี
รวมท้งั ประสบการณท์ ่ีต้องการให้ได้รบั
3. อัตราเวลาเรียน เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ครบกระบวนการและมี
ประสทิ ธภิ าพ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนและสื่อ ทั้งนี้เพื่อให้แนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน
5. การวัดและการประเมินผล เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของ
หลักสตู รก่อนและหลังการนำไปใช้
องค์ประกอบหลักสูตรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และส่งผลถึงลักษณะ โครงสร้าง รูปแบบของ
หลักสตู รวา่ จะเปน็ อย่างไร โดยมอี งคป์ ระกอบทสี่ ำคญั ของ หลักสูตร คือ ความมงุ่ หมาย (objectives)
เนื้อหาวิชา (Content) การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) การประเมินผล
(evaluation)
โครงสร้างหลักสูตร
โครงสร้างของหลักสูตร หมายถึง การกำหนดรูปแบบของการจัดเนื้อหาสาระ การกำหนด
ขอบเขตหรอื จำนวนความมากนอ้ ยของสาระ รวมทง้ั เวลาเรยี น เพือ่ ให้บรรลุเป้าหมายของหลกั สตู ร
การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพน้ื ฐาน และเพม่ิ เติม สถานศกึ ษาสามารถดำเนินการ ดังนี้
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผูน้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
- ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตาม
ความเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องมีเวลาเรียนรวมตามทีก่ ำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรยี น
ตอ้ งมคี ุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตวั ช้วี ัดทีก่ ำหนด
- ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและ
สอดคล้องกบั เกณฑ์การจบหลักสตู ร
สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชา
เพ่ิมเตมิ หรอื กจิ กรรมพัฒนาผ้เู รียน โดยพจิ ารณาให้สอดคล้องกบั ความพร้อม จดุ เนน้ ของสถานศึกษา
และเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑-๓ สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลา
สำหรบั สาระการเรยี นร้พู ้นื ฐานในกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทยและกลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ในชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ปีละ
๑๒๐ ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔-๖ จำนวน ๓๖๐ ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรม
แนะแนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคม
และสาธารณประโยชนใ์ หส้ ถานศกึ ษาจัดสรรเวลาใหผ้ ู้เรียนไดป้ ฏิบัตกิ จิ กรรม ดงั นี้
ระดับประถมศกึ ษา (ป.๑-๖) รวม ๖ ปี จำนวน ๖๐ ชั่วโมง
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น (ม.๑-๓) รวม ๓ ปี จำนวน ๔๕ ช่วั โมง
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.๔-๖) รวม ๓ ปี จำนวน ๖๐ ชว่ั โมง
รปู แบบหลักสูตร
หลักสูตรแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือแนวความคิดหรือ
ปรัชญาในการจัดการศึกษาแตกต่างกนั จุดเน้นของความมุ่งหมายแตกต่างกนั เป็นต้น จากหลักเกณฑ์
ความแตกตา่ งของหลกั สูตรดังกลา่ วข้างตน้ อาจจำแนกรปู แบบของหลักสูตรได้ 8 รปู แบบ ดังนี้
3.1 หลักสูตรแบบเนื้อหาวิชาหรือแบบรายวิชา เป็นหลักสูตรแบบดั้งเดิมหรือหลักสูตรเก่าท่ี
เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ต้องการให้ผูเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่างๆจะจัดไว้เพื่อ
ถา่ ยทอดอยา่ งมีระเบียบตามที่ผรู้ ูใ้ นแต่ละวิชาได้กำหนดไว้
3.2 หลักสูตรแบบสัมพันธ์วิชา เป็นหลักสูตรที่มีพื้นฐานมาจากหลักสูตรแบบรายวิชา
เนื่องจากเมื่อนำหลักสูตรรายวิชาไปใช้การเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละวิชาแตกแยกกันมากขึ้น ผู้เรียน
นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้น้อย เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงนำเนื้อหาวิชาต่างๆที่มีลักษณะคล้ายคลึง และมี
ส่วนเกย่ี วข้องสัมพันธ์กนั จดั ไวด้ ้วยกัน
3.3 หลักสูตรแบบหมวดวิชา หรือสหสัมพันธ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้จุดมุ่งหมายจะ
ผสมผสานเนื้อหาวิชาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือสาขาเดียวกัน ให้มีความสัมพันธ์ระหว่างวิชามาก
ขึ้น ในลักษณะหมวดวิชา เช่น หมวดวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วยวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
หนา้ ทีพ่ ลเมอื ง ศีลธรรม เปน็ ต้น
3.4 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้ต้องการแก้ไขข้อบกพร่อง
ของหลักสูตรแบบรายวชิ า ที่ไม่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียน หลักสูตรนี้จึงยึดเอา
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผูน้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
กิจกรรม ความสนใจและประสบการณ์แวดล้อมมาเป็นแนวทางในการจัดลำดับประสบการณ์การ
เรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง โดยยึดปรัชญาพิพัฒนาการเป็นแนวทาง
ด้านการวัดผลให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนมากกว่าปริมาณความรู้ความจำ โดยมีข้อดี คือ
สนองความตอ้ งการ และความสนใจของผู้เรียนเปน็ การเรียนอย่างมีความหมาย เป็นตน้
3.5 หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม หลักสูตรนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาพิพัฒนาการ
นยิ ม ของ จอห์น ดวิ อ้ี ซ่ึงเชอื่ ว่าการเรียนรูเ้ กิดจากประสบการณ์ และประสบการณ์จะทำใหพ้ ฤติกรรม
เปลี่ยนแปลง หลักสูตรนี้จะยึดเอาสังคมและชีวิตของเด็กเป็นหลัก เช่น การมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม
ประเพณีของสังคมที่แวดล้อมอยู่โดยพยายามให้เนื้อหามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้
ไปประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ จรงิ เป็นต้น
3.6 หลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรแบบนี้มีลักษณะผสมผสานเนื้อหาวิชาเพ่ือที่จะตอบสนอง
ความต้องการและความสนใจของผู้เรยี น ส่งเสริมการเรียนที่มคี วามสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตของ
ผู้เรียนของผู้เรยี น หลักสูตรประกอบด้วยส่ิงทีผ่ ู้เรียนต้องเรยี นเป็นความรูห้ นึง่ และส่วนที่ใช้เลือกส่วน
หนงึ่ หลักสำคญั อยู่ท่กี ารจดั การเวลาเรียน และการจดั เนื้อหาใหส้ อดคลอ้ งกบั ความต้องการของผู้เรียน
และขณะเดียวกันเน้นการเรียนรู้ทางวิชาการอย่างมีระบบ โดยมีข้อดี คือ มีการผสมผสานทางด้าน
การเรียนรู้และเนื้อหาวิชา มีความเกี่ยวพันกับชีวิตและความสนใจของผู้เรียน สนองความสนใจและ
ความถนดั ของแตล่ ะบคุ คล เปิดโอกาสให้ผเู้ รยี นศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพ่มิ เติมด้วยตนเอง
3.7 หลักสูตรแบบเอกัตภาพ หลักสูตรแบบนี้จัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรไปตามความ
เหมาะสมและความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล การจัดหลักสูตรแบบนี้ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของ
ครูผู้สอนที่จะวิเคราะห์ความต้องการ ระดับสติปริญญา และความสามารถของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง
จัดการเรียนการสอนอยู่ในรูปของการจัดชุดการเรียนใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาและพัฒนาความสามารถของ
ตนไปตามลำดับ มี ข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถได้เรียนได้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คำแนะนำปรึกษา
ผเู้ รยี นยึดแนวการสอนที่จดั ทำไว้ โดยไม่ตอ้ งพบผูส้ อนเปน็ ประจำ ผู้เรียนท่ีมีความสามารถสูงสามารถ
พฒั นาตนเองไดเ้ ต็มความสามารถ แต่มขี อ้ จำกดั ที่วา่ ความสัมพันธ์ในการรวมกลุ่มมีน้อย ผูเ้ รียนท่ี ขาด
ความรับผิดชอบและไม่มีความซื่อสัตย์อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ การแก้ปัญหาต่าง ๆ กระทำได้น้อยและ
ควรจะมาจากความคดิ เหน็ ของกลมุ่ มากกวา่ คนเดียว
3.8 หลักสูตรบูรณาการ เป็นการผสมผสานเนื้อหาเข้าด้วยกัน ไม่แยกเป็นรายวิชาโดย
พยายามรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยจะคัดเลือกตัดตอนมาจากหลาย ๆ
สาขา แล้วมาจัดเป็นกลุ่มหมวดหมู่เพื่อให้นักเรียนได้ประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง มีคุณค่าต่อการดำเนิ น
ชีวิตและพัฒนาตนเอง การบูรณาการเนื้อหาวิขาต่าง ๆ จะเน้นที่ตัวเด็กและปัญหาสังคมเป็นสำคัญ
การจัดการเรียนสอน มุ่งให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน จัด
กิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความต้องการ การวัดผลจะเน้นพัฒนาการทุกด้านโดยเฉพาะ
ด้านความสามารถในการแก้ปัญหามีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ต่อเนื่อง มีประโยชน์
โดยตรงตอ่ การดำรงชวี ิตเปน็ หลกั สตู รทม่ี กี ารผสมผสานกันอย่างดี
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การกำหนดรูปแบบของหลักสูตรเป็นการพิจารณาเลือกและ
จัดเนื้อหาวิชาของวิชาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยหลักสูตรแต่ละ
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
รปู แบบจะมจี ดุ มุง่ หมายโครงสรา้ งหลักสูตรทแ่ี ตกต่างกันออกไป เนื่องจากการสร้างหลกั สตู รแต่ละคร้ัง
ต่างยุคตา่ งสมยั จงึ ต้องคำนงึ ถงึ พนื้ ฐานทต่ี า่ งกนั ดว้ ย
ลักษณะของหลกั สตู รที่ดี
หลักสูตรที่ดีย่อมส่งผลดีต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ
หลักสูตรที่ดีจะเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียนนำไปปฏิบัติได้ดี มีประสิทธิภาพทางด้านครูสามารถ
นำไปใช้ในการจัดการเรยี นการสอนให้เกดิ ผลดตี ่อผเู้ รยี น หลักสตู รทดี่ ีควรมลี ักษณะดงั นี้ คอื
1. หลักสูตรควรมีความคล้องตัว และสามารถปรับปรุงและยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับ
สภาพการณ์ต่างๆทเี่ ปลีย่ นแปลงได้เป็นอย่างดี
2. หลักสูตรควรเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การเรียนการสอนได้บรรลุตามความมุ่งหมายท่ี
กำหนดไว้
3. หลกั สตู รควรได้รับการจัดทำหรือพัฒนาจากคณะบุคคลหลายฝ่าย
4. หลักสตู รจะตอ้ งจัดไดต้ รงตามความมุง่ หมายของการศึกษาแหง่ ชาติ
5. หลักสูตรควรจะมีกิจกรรมกระบวนการและเนื้อหาสาระของเรื่องที่สอนบริบูรณ์เพียง
พอท่ีจะชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นคดิ เป็น ทำเปน็ แก้ปญั หาเปน็ และพฒั นาการเรียนผเู้ รยี นในทกุ ๆดา้ น
6. หลกั สตู รควรบอกแนวทางด้านส่ือการสอนการใชส้ อ่ื การวัดและประเมนิ ผลไวอ้ ยา่ งชดั เจน
7. หลักสตู รควรจะมีลักษณะทส่ี นองความตอ้ งการและความสนใจ ทงั้ ของนักเรยี นและสงั คม
8. หลักสตู รควรสง่ เสริมความเจริญงอกงามในตวั ผเู้ รยี นทุกด้าน รวมทั้งส่งเสรมิ ความคิดริเร่ิม
สรา้ งสรรค์
9. หลักสตู รควรชี้แนะแนวทางกระบวนการเรยี นรู้ เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ พ่ิมพูนความรู้ ทักษะและ
เจตคติไดด้ ว้ ยตนเอง จากสือ่ ต่างๆทีอ่ ยรู่ อบตวั
10. หลักสูตรควรจดั ทำมาจากการศึกษาขอ้ มลู พืน้ ฐานด้านต่างๆอยา่ งรอบคอบ
11. เป็นหลักสตู รที่ยึดผู้เรยี นเป็นสำคัญ เนื้อหาและกิจกรรมตอ้ งเหมาะสมกับธรรมชาติ
12. เนอื้ หาและประสบการณต์ ้องสอดคล้องกบั สภาพการดำรงชีวิตของผ้เู รียน ประสบการณ์
ตอ้ งเป็นสง่ิ ทใ่ี กล้ตัว และสามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวัน
สรุปหลักสตู ร หมายถงึ มวลประสบการณ์ความรู้ตา่ งๆที่จัดใหผ้ เู้ รียนทั้งในและนอกห้องเรียน
ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน ซึ่งประกอบด้วย ความมุ่งหมายของการสอน เพื่อเป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้พัฒนาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายที่ได้
กำหนดไว้ หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการศึกษา ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาของ
ประเทศ หรือกล่าวอีกในหนึ่งได้วา่ หลกั สูตรเป็นหัวใจของการจัดการเรียนการสอน ที่กำหนดแนวทาง
วา่ จะสอนใคร เรอื่ งใด เพ่ืออะไร
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผ้นู าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 3) ได้ระบุหลักการ และจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้น
พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 ดงั น้ี
1. หลักการ
หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน มีหลักการท่ีสำคัญดงั นี้
1.1 เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรบานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเป็นควบคคู่ วามเปน็ สากล
1.2 เป็นการศึกษาเพือ่ ปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างสมำ่ เสมอภาค
และมคี ุณภาพ
1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศกึ ษาให้สอดคล้องกบั สภาพและความต้องการของท้องถน่ิ
1.4 เปน็ หลักสตู รท่ีมโี ครงสรา้ งยดื หยุ่นทั้งดา้ นสาระ เวลา และการจดั การการเรยี นรู้
1.5 เป็นหลกั สตู รทเี่ น้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ
1.6 เปน็ หลกั สตู รที่จดั การศกึ ษาสำหรบั การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตาม
อัธยาศยั ครอบคลมุ ทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนร้แู ละประสบการณ์
2. จดุ มุง่ หมาย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรู ณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดจุดหมาย
เพ่อื ใหเ้ กิดกับผเู้ รยี น เมอ่ื จบการศึกษาข้นั พื้นฐาน ดงั นี้
2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม
หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาทตี่ นนบั ถอื ยึดหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยีและมีทกั ษะชีวติ
2.3 มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มีสุขนิสยั และรักการออกกำลงั กาย
2.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ
การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
2.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สง่ิ แวดล้อม มีจติ สาธารณะที่มุง่ ทำประโยชนแ์ ละสร้างส่งิ ทดี่ ีงามในสังคม และอย่รู ่วมกนั ในสังคมอย่าง
มีความสุข
3. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน มงุ่ ใหผ้ เู้ รียนเกิดสมรรถนะสำคัญ ๕ ประการ ดงั น้ี
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
1. ความสามารถในการสื่อสาร เปน็ ความสามารถในการรบั และส่งสาร มวี ฒั นธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเขา้ ใจ ความรสู้ ึก และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปลยี่ นขอ้ มูล
ข่าวสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทงั้ การเจรจาตอ่ รอง
เพอื่ ขจดั และลดปัญหาความขัดแยง้ ต่าง ๆ การเลอื กรบั หรือไมร่ ับข้อมูลขา่ วสารดว้ ยหลักเหตุผลและ
ความถกู ตอ้ ง ตลอดจนการเลือกใชว้ ธิ กี ารสือ่ สาร ท่ีมปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบท่ีมีต่อตนเอง
และสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพอื่ การตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสนิ ใจทีม่ ปี ระสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบทีเ่ กดิ ขน้ึ
ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนนิ ชีวติ ประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรูอ้ ยา่ งต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่
รว่ มกันในสงั คมดว้ ยการสร้างเสรมิ ความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความขดั แย้ง
ต่าง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรับตัวให้ทนั กับการเปลีย่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการ
รู้จกั หลกี เลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทส่ี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อ่ืน
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง
ๆ และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรียนรู้ การส่อื สาร
การทำงาน การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
4. คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพ่ือให้สามารถอย่รู ่วมกบั ผู้อืน่ ในสังคมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซอื่ สตั ยส์ จุ รติ
3. มีวนิ ัย
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
6. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจติ สาธารณะ
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บรบิ ทและจุดเน้นของตนเอง
5. มาตรฐานการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน จงึ กำหนดใหผ้ เู้ รยี นเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
6. ศิลปะ
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาต่างประเทศ
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชยี งราย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้การพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงของสังคมในศตวรรษท่ี 21 เปน็ 3 หลกั สูตรคือ
1. หลักสูตร(พิเศษ)ภาษาอังกฤษ (English Program : EP) เป็นหลักสูตรที่จัด
กระบวนการเรียนการสอน โดยครูต่างชาติเจ้าของภาษา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับปฐมวัย และ
ประถมศึกษา มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นประชากรใน
ประชาคมอาเซียน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น
ภายใต้หลักการต้นทุนตำ่ ๆคุณภาพสงู
2. หลกั สูตรปกติ ประกอบดว้ ยหอ้ งเรียน ได้แก่
1. หอ้ งเรียน (พเิ ศษ) เตรียมแพทย์-วิศวะ (Genius Science-Math : GSM)
เป็นห้องเรียนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้รับการเรี ยนรู้
จากการปฏิบัติจริง รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้านแพทยศาสตร์
และวศิ วกรรมศาสตรไ์ ด้
2. หอ้ งเรียน (พิเศษ) วทิ ยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (Talented Science-Math :
TSM) เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมความ
พรอ้ มใหผ้ เู้ รยี นท่มี คี วามประสงค์เรยี นตอ่ ระดบั มหาวทิ ยาลัยด้านวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ในขั้นสูงต่อไป
3. ห้องเรยี น (พเิ ศษ) เตรียมความพรอ้ มสสู่ ี่เหล่าทพั ( Pre – Cadet : PCD )
เป็นห้องเรียนที่เน้นผู้เรียนที่มีความต้องการ ใฝ่ฝันอยากมีวิชาชีพรับราชการ อาทิ ตำรวจ ทหาร
นักบิน หรือวิชาชพี ที่ต้องมีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบสูง สามารถเป็นผู้นำองค์กรต่าง ๆ ได้อย่าง
มคี ุณภาพ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4. ห้องเรียน (พเิ ศษ) ความเป็นเลิศทางดา้ นภาษาองั กฤษ (Talented English
Program : TEP) เป็นห้องเรียนที่เน้นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถเลือกเรียนต่อ และ
ทำงานอย่างหลากหลาย โดยมีความถนัดโดดเด่นด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษและเรียนจาก
ประสบการณ์จริงในตา่ งประเทศได้ตามความถนดั อย่างมีคณุ ภาพ
5. ห้องเรยี น (พเิ ศษ) ความเปน็ เลศิ ทางด้านภาษาจีน (Talented Chinese
Program : TCP) เป็นห้องเรียนที่เน้นภาษาจีน เพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถเลือกเรียนต่อ และ
ทำงานอยา่ งหลากหลาย โดยมคี วามถนดั โดดเด่นดา้ นการสื่อสารภาษาจีนและแลกเปลยี่ นต่างประเทศ
ไดต้ ามความถนดั อย่างมีคณุ ภาพ
6. ห้องเรียนท่ัวไป (Talented General : TGP) เปน็ หอ้ งเรียนทีเ่ น้นใหผ้ ู้เรียน
ได้รับความรู้และเติมเต็มในส่วนที่นักเรียนสนใจ เพื่อเตรียมผู้เรียนสำหรับการเรียนต่อหลากหลาย
สาขาตามความถนัดและศักยภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนค้นพบอัจฉริยภาพของตนเองและส่งเสริม
สนบั สนนุ ให้พฒั นาไดเ้ ต็มศกั ยภาพ
7. ห้องเรยี นผ้นู ำแหง่ การพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP)
เป็นห้องเรยี นท่ีเนน้ ให้ผเู้ รียนได้รับโอกาสและพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จ โรงเรียนให้ความรัก
ความสำคัญกบั ผู้เรยี น สร้างทางเลือกที่หลากหลายกระตุ้นและสร้างแรงบนั ดาลใจใหก้ ับผู้เรียน ก้าวสู่
เป้าหมายของชีวติ อย่างมีความสุข ให้ไดเ้ รียนและจดั การศึกษาสรา้ งผนู้ ำแหง่ การพัฒนาในอนาคต
8. ห้องเรียนความเปน็ เลศิ ด้านธุรกิจคา้ ปลีก ( Retail Mangement Program
: RMP) เปน็ ห้องเรียนท่ีเนน้ ให้ผเู้ รียนเรียนรจู้ ากประสบการณจ์ ริง มีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ มี
ความรู้ มรี ายได้ระหว่างเรยี น และเข้าใจในชวี ติ มีทางเลือกในอนาคต สามารถทำงานในเครือ CP หรือ
เรียนต่อปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท พรอ้ มทุนเรียนฟรตี ามเงื่อนไขท่ีกำหนด
9. หอ้ งเรยี นความเป็นเลศิ ด้านดนตรี ศิลปะ และการแสดง ( Performing Arts
Program : PAP ) เป็นห้องเรียนทมี่ ่งุ เนน้ ให้ผู้เรียนมีความเปน็ เลศิ ในด้านดนตรี ศิลปะ และการแสดง
สามารถปฏิบตั ิไดจ้ รงิ กล้าแสดงออก และนำความสามารถสร้างรายไดร้ ะหวา่ งเรียน ภายใตห้ ลกั คดิ
ไดค้ วามรู้ ไดเ้ กรด ได้งาน
10. ห้องเรียนเตรยี มความพร้อมสนู่ กั บรหิ ารธุรกจิ ( Pre – Mini Master of
Business Administration : Pre – Mini MBA ) เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนค้นหาความสามารถ
ความถนัดของตวั เองในด้านการประกอบธุรกิจ รวมทั้งหารายได้ระหว่างเรยี น เพื่อเป็นผูป้ ระกอบการ
ธรุ กจิ ในอนาคต มเี จตคติทด่ี ตี ่ออาชพี สจุ รติ
11. ห้องเรยี นเตรียมคุรุทายาท ( Pre – Educator Program : PEP )
เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนที่มีความสนใจ และรักที่จะประกอบอาชีพครูซึ่งจะได้รับการปลูกฝัง
“จิตวิญญาณความเป็นครู” ตั้งแต่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจัดการเรียนการสอนเน้น
ทางด้านวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมผู้เรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียนในสาขาการศึกษา
ในวิชาเอกท่ีนักเรยี นสนใจ เรียนรู้จริงฝึกประสบการณ์จรงิ มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยมีกิจกรรมโครงการที่
ผู้เรยี นมีสว่ นรว่ มเปน็ การสานฝันใหเ้ ป็นจริงและก้าวสู่ “ครมู อื อาชีพ”ในอนาคตตอ่ ไป
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผูน้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
12. หอ้ งเรียนเตรียมพาณชิ ย์นาวี (Merchant Marine Program : MMP )
ห้องเรียนเตรียมพาณิชย์นาวี เป็นห้องเรียนที่ส่งเสริมและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในด้านทักษะ
การเดินเรือทางทะเล โดยแยกเป็น 2 สาขาคือ สาขานายประจำเรือ และสาขาพนักงานประจำเรือ
พาณชิ ย์/เรอื สำราญ
13. หอ้ งเรยี นการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ( Smart Chef
Program : SCP ) เป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังให้ผู้เรียน มีความรู้พื้นฐานตามแบบผู้เรียนในระดับ
มัธยมศึกษา และมีความรู้ด้านการประกอบอาหารมีทักษะในการประกอบอาหาร และบริการ อีกทั้ง
ยังมีการฝึกประสบการณ์จริงกับสถานประกอบการและผู้ประกอบการในจังหวัด เพื่อเป็นการศึกษา
เรียนรจู้ ากผู้มีความรูด้ า้ นอาหารอยา่ งจริงจงั
3. หลกั สตู รอัจฉรยิ ภาพทางดา้ นกฬี า (Excellent Sport : E – Sport) ประกอบด้วย
ห้องเรยี น ได้แก่
1. ห้องเรียนอัจฉริยภาพทางด้านกีฬา ( Excellent Sport : E – Sport )
เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความเป็นอัจฉริยภาพด้านกีฬา พัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศ
ด้านกีฬาต้นแบบ 4 ประเภท คือ ฟุตบอล แฮนด์บอล กรีฑา และวอลเล่ย์บอล เพื่อพัฒนาให้เป็น
นักกีฬาระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ (ทีมชาติ) และก้าวไปสู่การเป็นนักกีฬาอาชีพมีรายได้
ระดบั สูง โดยมโี คช้ หรือผู้ฝึกสอนระดับประเทศ
(วิชัย วงษ์ใหญ่ 2552 : 1 ) ได้กล่าวไว้ว่าแนวคิดหลักการบรหิ ารหลกั สตู รควรมีการทำความ
เข้าใจและใหค้ วามสำคญั กบั การบรหิ ารหลักสตู รสถานศึกษาอยา่ งชัดเจนและถกู ต้องถอื เปน็ เคร่ืองมอื
ทส่ี ำคญั ประการหนง่ึ ในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาของชาติ โดยมีหลกั และแนวคิดท่ีสำคัญ 9
ประการ ดงั น้ี
1. การวางแผนงานหลักสตู ร ในช่วงระยะเปลี่ยนผา่ นของการปฏริ ปู หลกั สตู รการศกึ ษาข้ัน
พนื้ ฐาน ทุกโรงเรยี นจะมีท้ังหลักสตู รใหมแ่ ละหลักสูตรเก่า หลักสำคัญในการบริหารหลักสูตรคอื
จะต้องทำใหผ้ ูเ้ รยี นสญู เสียประโยชนน์ ้อยท่สี ุด เพราะฉะนัน้ จะต้องใช้เวลาในการเปล่ียนหลักสูตรให้
น้อยและสน้ั ทีส่ ุด ดังน้ันจงึ จำเปน็ ตอ้ งมีการวางแผนที่ดี ต้องจดั ระบบให้ดี มีข้อมูลที่ชดั เจน และ
ตระเตรยี มทุกอยา่ งให้พร้อมรับการเปลย่ี นแปลง
2. การจัดระบบข้อมูลโรงเรยี น นับเปน็ พ้ืนฐานทสี่ ำคัญประการหน่งึ ในการบรหิ ารหลักสตู ร
ระบบข้อมูลโรงเรียนประกอบด้วยขอ้ มลู ต่างๆ ดังน้ี
1. หลักสูตร - ระบบการสรา้ งหลกั สูตร การบริหารหลกั สตู ร และการประเมนิ ผล
2. การบริหารจัดการ - มีข้อมูลด้านผู้เรียน ผู้สอน ว่ามีความพรอ้ มหรอื ไม่เพยี งใด
3. ระบบข้อมูล - ครอู าจารย์ นักเรยี น บคุ ลากร ผรู้ ใู้ นชมุ ชน อาชพี ในพื้นที่
4. การวางแผนกลยทุ ธ์ 3-5 ปี - แสดงถึงวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมาย และข้ันตอนการปฏิบัติงาน
5. ระบบงบประมาณ - การบรหิ ารงบประมาณจะต้องมีความชัดเจนตรวจสอบได้ มุ่งผลงาน
และเพ่ือพฒั นาการศึกษาเป็นสำคัญ
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผูน้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
6. การพัฒนาการเรยี นรู้ - สอ่ื และข้อมูลเกยี่ วกบั นวตั กรรมการเรียนการสอน การประเมินผล
การศกึ ษาอบรมของครู
7. ระบบชว่ ยเหลอื - มขี อ้ มลู ผู้เรยี นเป็นรายบคุ คล จำแนกเด็กเก่ง เด็กปกติ และเด็กด้อย
โอกาส เพื่อใหก้ ารสนับสนุนช่วยเหลืออย่างสอดคล้องกับความจำเปน็ ตอ้ งการของเดก็ แต่ละกลมุ่
8. บริหารบคุ คล - ข้อมลู เก่ยี วกับครอู าจารย์ ท้ังในด้านการศึกษา การอบรม การจัดหา
บรรจุ และเลิกจ้าง เพื่อช่วยในการพัฒนาครใู ห้เหมาะสมสอดคล้องกับหลกั สตู รใหม่
9. การประเมินภายใน - จัดเตรียมข้อมูลการพฒั นาหลักสตู ร บคุ ลากร และผลสัมฤทธ์ิ
ทางการศกึ ษาของเด็กและโรงเรียน
ข้อมลู พนื้ ฐานโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชยี งราย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือกำเนิดจากนโยบาย ในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนและประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามท่ี
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แถลงไว้ต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และ
ผา่ นการประเมนิ ความพรอ้ ม จากสำนักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษาเชยี งรายเขตหน่งึ กระทรวงศึกษาธิการ
ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ (โรงเรียนองค์การบริหาร
สว่ นจงั หวดั เชียงราย, 2554:3)
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดต้ังข้ึนจากนโยบายในการจัดการศึกษา เพ่ือ
ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน และประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามที่นาง
รัตนา จงสทุ ธนามณี นายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งรายในขณะนั้น แถลงไวต้ อ่ สภาองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผ่านการประเมินความพร้อมจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
เชียงรายเขต 1 กระทรวงศึกษาธิการให้องค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชียงราย สามารถจัดการศกึ ษาข้ัน
พน้ื ฐานได้
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 มีครูจำนวน 12 คน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 126 คน
มีผู้บริหารสถานศึกษาคือ นายศราวุธ สุตะวงค์ โดยใช้อาคารศูนย์ส่งเสริมสาธติ และจำหน่ายสินค้า
พื้นเมือง (ข้างโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย) เป็นอาคารเรียนชั่วคราว ในปี พ.ศ. 2550 ได้ย้าย
สถานที่ตั้งโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณศูนย์บูรณาการการเรียนรู้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
(สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย) เปิดสอนในระดับชั้น อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดการเรียน
การสอน 3 โปรแกรมหลักสูตร คือโปรแกรมวิทยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ และโปรแกรมกฬี า – ภาษา
ปจั จุบันโรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งรายได้ดำเนินการจัดการศึกษาตามแนวทางดังนี้
วิสัยทศั น์
“โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพให้
เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษากำหนด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ใช้เทคโนโลยีเป็น สื่อสาร
ภาษาตา่ งประเทศได้ มจี ิตสาธารณะ บนวถิ ชี วี ิตท้องถิน่ ล้านนา และก้าวสู่ความเปน็ สากลโลก”
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
พนั ธกิจ
1. จดั การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ระดับปฐมวัย – มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
2. พฒั นาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
3. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ใช้
เทคโนโลยีเปน็ และสามารถส่อื สารภาษาตา่ งประเทศได้
4. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ความเป็นท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรม และกา้ วสู่การแข่งขนั บนเวทโี ลกหรือความเปน็ สากล
5. พัฒนาผู้เรียนเพื่อความเป็นเลิศเฉพาะทาง ให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น อาทิ
ภาษาตา่ งประเทศ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และกฬี าอาชีพ เปน็ ต้น
ยุทธศาสตรก์ ารพัฒนา 5 ยทุ ธศาสตร์ คอื
ยุทธศาสตร์ที่ 1. การพฒั นาผู้เรียนสูม่ าตรฐานการศกึ ษา และความเป็นสากล
ยทุ ธศาสตร์ที่ 2. การพัฒนาครูส่คู รูมืออาชพี
ยทุ ธศาสตร์ท่ี 3. การพฒั นาการบรหิ ารจัดการศกึ ษา
ยุทธศาสตร์ที่ 4. การพัฒนาสถานศกึ ษาใหเ้ ปน็ ทีย่ อมรับและสมู่ าตรฐานสากล
ยุทธศาสตรท์ ่ี 5. การพัฒนาด้านการศึกษาและการพัฒนาทรพั ยากรมนุษย์
อัตลักษณ์
“วิชาการเด่น เป็นเลิศภาษา นำกฬี าสู่สากล พัฒนาความเปน็ มนุษย์ให้สมบรู ณ์”
เอกลกั ษณ์
ใหค้ วามรักกอ่ นให้ความรู้
สรา้ งคนดกี อ่ นคนเกง่
ให้โอกาส เพมิ่ คุณภาพ เพื่ออนาคตท่ีดกี ว่า
1 โรงเรียน 3 หลกั สตู ร 4 ช่วงชัน้ 12 โปรแกรมรายวิชา
แนวทางการจัดการศึกษา
1. ใหค้ วามรกั กอ่ นใหค้ วามรู้
2. สร้างคนดีกอ่ นคนเก่ง
3. ให้โอกาส เพม่ิ คณุ ภาพ เพ่ืออนาคตทด่ี ีกว่า
4. สร้างคน สรา้ งชมุ ชน สร้างชาติ
การจดั การเรยี นรู้
การเรยี นรู้ (Learning) นกั การศกึ ษาได้ให้ความหมายของการเรยี นรู้ ไว้ดังน้ี
สรุ างค์ โค้วตระกุล (2550:186)ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนรู้วา่ หมายถงึ การเปล่ยี นแปลง
พฤติกรรมซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือจากการฝึกหัด
รวมทง้ั การเปลี่ยนแปลงความรขู้ องผู้เรียน
สรุ างค์ โคว้ ตระกลุ (2550:186)ได้ใหค้ วามหมายของการเรยี นร้วู า่ หมายถึงการเปล่ยี นแปลง
พฤติกรรมซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือจากการฝึกหัด
รวมท้ังการเปล่ยี นแปลงความรูข้ องผ้เู รยี น
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สิริอร วิชชาวุธ (2554:2) ได้กล่าวว่าการเรียนรู้มีองค์ประกอบ 3 อย่างคือมนุษย์ต้องเกิดการ
เปลี่ยนแปลงจากไม่รู้ เป็นรู้ ทำไม่ได้ เป็นได้ ไม่เคยทำ เป็นทำการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมนั้นเป็นไป
อย่างถาวรการเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมน้นั เกดิ จากประสบการณ์การฝึกฝนและการฝกึ หัดจะเห็นได้ว่า
การเรียนรู้นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรของบุคคล อันเป็นผลมาจาก
ประสบการณ์ในอดีต ทั้งจากการฝึกฝน การปฏิสัมพันธ์กับประสบการณ์รอบตัวและมีปริมาณองค์
ความรู้ที่เพ่ิมมากข้ึน
แนวคดิ ตามทฤษฎกี ารเรยี นร้ขู อง เบญจมนิ บลูม (Bloom Taxonomy)
อตญิ าน์ ศรเกษตรนิ (2543 : 72-74 อา้ งในบุญชม ศรีสะอาด 2537 :Bloom : 18)ไดก้ ลา่ ว
ว่า จดุ ประสงค์สำคัญของการเรยี นการสอน คือการให้บคุ คลเปลี่ยนแปลงไปในทางที่พึงประสงค์
พฤติกรรมเหลา่ นีจ้ ำแนกและจัดลำดบั หมวดหมแู่ ละระดับความยากงา่ ย หมวดหมเู หล่านีเ้ รยี กว่า
จุดม่งุ หมายของการศึกษาของ บลูม (Taxonomy of Educational objective) : ซง่ึ Benjamin
Bloom (Bloom.1976) ได้แบ่งเป็น 3 หมวดดังนี้
พฤติกรรมด้านพุทธพสิ ัย (Cognitive Domain) เป็นความสามารถทางดา้ นสติปัญญาแบ่งการเรียนรู้
ออกเปน็ 6 ระดบั ดังนี้
1. ความสามารถในการจดจำความรู้ตา่ งๆท่ีไดเ้ รียนรมู้ า ( Knowledge)
2. ความสามารถในการแปลความ ขยายความ ในส่งิ ที่ได้เรียนรูม้ า (Comprehensive)
3. ความสามารถในการส่ิงที่เรียนรูม้ าให้เกิดประโยชน์ ( Application)
4. ความสามารถในการแยกแยะความรู้ออกเป็นสว่ นๆและทำความเข้าใจในแต่ละส่วนวา่
สัมพันธห์ รอื ตา่ งกนั อย่างไร ( Analysis)
5. ความสามารถในการรวบรวมความรู้ตา่ งๆหรือประสบการณ์ต่างๆให้เกดิ เป็นสิง่ ใหม่
(Synthesis)
6. ความสามารถในการตัดสนิ คุณคา่ ของความรู้อยา่ งเปน็ เหตุเปน็ ผล (Evaluation)
ตอ่ มา Anderson and Krathwont (2001) ซึง่ เป็นกลมุ่ ลูกศิษย์ของ Bloom ได้ปรบั ปรุง พฒั นาให้
เหมาะสม โดยเปลยี่ นแปลงข้ันตอนพฤติกรรมพุทธพิสยั ดังนี้
- ขั้นความรู้ความจำ เปลีย่ นเปน็ จำ
- ขน้ั ความเข้าใจ เปลี่ยนเป็น เข้าใจ
- ขน้ั การนำไปใช้ เปลี่ยนเป็น ประยุกต์
- ขนั้ การวิเคราะห์ เปล่ยี นเปน็ วิเคราะห์
- ข้นั การสงั เคราะห์ เปลย่ี นเปน็ ประเมินคา่
- ขั้นการประเมนิ ค่า เปลยี่ นเป็น ริเร่ิมสรา้ งสรรค์
พฤตกิ รรมด้านจติ พิสัย (Affective Domain) เป็นพฤติกรรมทเ่ี กดิ จากความรูส้ ึกนึกคิดใน
จิตใจ ความเชื่อ ความซาบซ้งึ ประกอบด้วยพฤตกิ รรม 5 ระดับ ดงั น้ี
1. ความต้ังใจ สนใจในสิง่ เร้า หรือ รับรู้ (Receive)
2. การมสี ว่ นร่วมในกจิ กรรมท่ีเกิดข้นึ หรือตอบสนองสง่ิ เรา้ (Respond)
3. ความรสู้ ึกซาบซง้ึ ยนิ ดี มีเจตคติท่ีดี หรือคา่ นิยม (Value)
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4. เหน็ ความแตกต่างในคุณค่า แกไ้ ขข้อบกพรอ่ ง/ขัดแยง้ สร้างปรชั ญา/เป้าหมายใหแ้ ก่
ตนเอง หรอื การจดั ระบบ (Organize)
5. ทำใหเ้ กิดเป็นคุณลกั ษณะหน่ึงของชีวติ ตนเองหรือ บุคลกิ ภาพ (Characterize)
พฤติกรรมดา้ นทกั ษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) เป็นความสามารถในการปฏบิ ัติ
ประกอบด้วยพฤตกิ รรม 5 ระดับดังนี้
1. ความสามารถในการสังเกตและรบั รู้ขัน้ ตอนการปฏบิ ัติ หรอื ขนั้ รบั รู้ (Imitation)
2. ความสามารถในการทำตามขั้นตอนหรือรปู แบบ ที่ไดร้ ับการแนะนำ (Manipulation)
3. ความสามารถในการทำงานดว้ ยตนเอง โดยไมต่ ้องมีผชู้ ี้แนะและพัฒนาการทำงานด้วย
ตนเองให้มปี ระสิทธิภาพสูงขึ้น (Precision)
4. ความสามารถในการเลือกรูปแบบท่ตี นเองพฒั นาจนมปี ระสทิ ธิภาพ และฝึกฝนจนเกิด
ความคลอ่ งแคล่วเปน็ อัตโนมัติชัดเจนต่อเน่อื งจน ชำนาญการ (Articulation)
5. ความสามารถท่เี กิดจากการฝึกฝนจนเกดิ เป็นความเชยี่ วชาญในงานนั้นเป็นการเฉพาะและ
เปน็ ธรรมชาติ ขนั้ เชีย่ วชาญ (Naturalization)
การจดั การเรยี นรู้ (Learning Management)
นักการศึกษาไดใ้ ห้ความหมายของการจดั การเรยี นรู้ ไวด้ ังนี้
สมุ น อมรววิ ัฒน์ 2533:460) ได้ใหค้ วามหมายของการจัดการเรียนรู้คอื สถานการณ์อย่างหน่ึง
ท่มี ีสงิ่ ตอ่ ไปน้ีเกิดขึ้น ไดแ้ ก่ มีความสมั พนั ธ์และมปี ฏิสัมพันธ์เกิดข้ึน ระหวา่ งผู้สอนกับ ผู้เรียน ผู้เรียน
กับผู้เรียน ผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม และผู้สอนกับสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์
ก่อให้เกิดการเรียนรแู้ ละประสบการณ์ใหม่ ผเู้ รียนสามารถนำประสบการณ์ใหมน่ ั้นไปใชไ้ ด้
วิชัย ประสทิ ธ์วฒุ เิ วชช์ (2542 :255) ได้กลา่ วว่า การจัดการเรยี นร้เู ป็นกระบวนการที่มีระบบ
ระเบียบคลอบคลุมการคำเนนิ การ ตงั้ แตก่ ารวางแผน การจัดการเรียนรู้ จนถงึ การประเมินผล
ฮู และ ดันแคน (Hough and Duncan 1970: 144) อธิบายความหมายของการจัดการ
เรียนรู้ว่าหมายถึง กิจกรรมที่บุคคลได้ใช้ความรู้ของตนเองอย่างสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้อื่นเกิด
การเรยี นรู้ และมคี วามผาสุขดังนนั้ การจัดการเรียนรจู้ งึ เปน็ กจิ กรรมในแง่มมุ ตา่ งๆ 4 ดา้ นดงั นี้
1. การจดั การหลกั สูตร(Curriculum)
2. การจัดการเรียนการสอน(Instruction)
3. การวัดผล(Measuring)
4. การประเมินผลการเรียนร(ู้ Evaluation)หลังการเรยี นการสอน
องค์ประกอบของการจดั การเรียนรู้
ผู้สอน จำเป็นจะต้องศึกษาจากข้อมูลหลายประการ เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างการจัดการ
เรียนร้ขู องตน และการเรยี นรู้ของผู้เรยี น การจดั การเรยี นรู้ไมว่ า่ ระดบั ใด จะข้นึ อย่กู บั องค์ประกอบ 3
ประการดังตอ่ ไปนี้
1. ผ้เู รียน
2. บรรยากาศทางจติ วทิ ยาท่เี อื้อต่อการเรียนรู้
3. ปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้เรียน บรรยากาศทางจิตวทิ ยาในชนั้ เรยี น ผ้เู รยี น ธรรมชาตขิ อง
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ผู้เรียน เป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เกี่ยวกับความสามารถของสมอง
ความถนัด ความสนใจ พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ความต้องการพื้นฐานหรือเรียกอีก
อยา่ งหนงึ่ ว่า ศักยภาพผเู้ รยี น
บรรยากาศทางจติ วทิ ยาท่เี ออ้ื ตอ่ การเรยี นรู้
บรรยากาศใฝ่รูใ้ ฝ่เรียนถือเป็นบรรยากาศทางจติ วิทยาท่ีสำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรยี น
ครูผู้สอนต้องมที ักษะ ประสบการณ์และจิตวิทยาในการสรา้ งบรรยากาศดังกลา่ วได้โดยเลือก รูปแบบ
(Model) วิธีการ (Innovation) เคร่ืองมือ (Media) ตลอดจนเทคโนโลย(ี Technology) เพม่ิ เสรมิ สรา้ ง
บรรยากาศที่เร้าให้ผู้เรียน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มากยิ่งขึ้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบรรยากาศทาง
จิตวิทยาในห้องเรียน ครูผู้สอนควรสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนทุกกลุ่มที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ด้วย
ความเอื้ออาทรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจที่จะเรียนรู้ของผู้เรียน ที่จะก้าวอย่างมั่นคงเต็ม
ศกั ยภาพของผู้เรยี นแตล่ ะบุคคลใหส้ ูงย่งิ ขนึ้ และอยา่ ลืมว่า
ผู้เรยี นที่มศี กั ยภาพต่ำตอ้ งการความช่วยเหลอื จากครผู สู้ อนและเพอื่ นนักเรยี นในการเรียนรู้ให้
ประสพผลสำเรจ็
ผ้เู รยี นท่ีมศี ักยภาพปานกลาง ต้องการเรียนรไู้ ด้ดว้ ยตนเองภายใตก้ ารประคับประคองและให้
กำลังใจของครู
ผู้เรียนที่มีศักยภาพสูงต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง ภายใต้การให้กำลังใจและอำนวยความ
สะดวกในการเรียนรู้จากครูผู้สอน ให้โอกาส ผู้เรียนใช้ความฝัน จินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ประกอบการเรียนรู้
หลักการพน้ื ฐานในการจดั การเรยี นรู้
ในการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถหลายอย่างในการ
จัดการเรยี นรู้ใหม้ ีประสิทธิภาพและเกดิ ประสิทธผิ ลสูงสุด ดังน้ี
1. หลักการรจู้ ักผ้เู รียน ถอื เปน็ สิ่งแรกท่ผี ูส้ อนต้องสามารถวิเคราะหศ์ ักยภาพผู้เรียนได้ว่าเป็น
อย่างไร มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างไร มากน้อยเพียงใด ปกติสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
ดงั น้ี
1.1 กลมุ่ สตปิ ัญญาคอ่ นขา้ งอ่อน/เรียนรูช้ ้า กลมุ่ นส้ี ามารถเรียนรู้ได้ตอ่ เมอ่ื ได้รับการช่วยเหลือ
หรือสอนจากครูอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงจะเรียนรู้สำเร็จเป้าหมายการเรียนรูเ้ พียงช่วยเหลือตนเองได้
โดยไมต่ อ้ งเปน็ ภาระแกผ่ ู้อืน่ ในการดำรงชีวติ
1.2 กลุ่มสติปัญญาปานกลาง กลุ่มนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แต่ต้องได้
รับคำชี้แนะ รูปแบบ วิธีการ จากครูผู้สอนภายใต้การให้กำลังใจการเรียนรู้จึงจะประสพผลสำเร็จ
ความต้องการเรยี นรเู้ พื่อ ประยกุ ต์ใช้องค์ความรใู้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อตนเองและเอ้ือแก่ผูอ้ ืน่ รอบขา้ งได้
1.3 กลุ่มสติปัญญาสูง กลุ่มนี้เป็นความหวังของสังคมประเทศชาติในการช่วยให้เกิดความ
เจริญก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพในอนาคต กลุ่มนี้มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดย
ต่อยอดจากการเรยี นรู้จากครูแต่ต้องการความเปน็ อสิ ระในการเรยี นรู้ การใชค้ วามคดิ รเิ ร่ิม สรา้ งสรรค์
จินตนาการ ฉะนั้นจึงต้องการโอกาสและการให้ความสะดวกในการเรียนรู้อย่างหลากหลายรูปแบบไม่
มีขีดจำกัด กลุ่มนี้มีเป้าหมายการเรียนที่ทำให้เกิดประโยชน์กับตนเองแล้วยังเพื่อผู้อื่นประเทศชาติ
ตลอดจนส่ิงแวดล้อม ใช้องคค์ วามรเู้ พ่อื สร้างมูลค่าเพม่ิ เป็นความหวงั ของทกุ สงั คม
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
2. หลักการวางแผนและเตรียมจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถในการวาง
แผนการจัดการเรยี นรู้และวธิ กี ารเรียนรู้ทห่ี ลากหลาย ใหเ้ หมาะสมกับกลุ่มผ้เู รยี นแต่ละศกั ยภาพ ทั้งนี้
กระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องต่อการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มผู้เรียน
เป็นปัจจัยสำคญั ตอ่ การเลือกวิธกี ารจัดการเรยี นรูด้ ้วย
3. หลกั การใช้จติ วทิ ยาการเรยี นรู้ การจะจดั การเรยี นรู้อย่างไรกับกลมุ่ ผเู้ รียนใด ครผู ู้สอนต้อง
มีพื้นฐานความรู้ทางด้านจิตวิทยาการเรยี นรู้ จิตวิทยาพัฒนาการ ทฤษฎีสมอง จิตวิทยาแนะแนวและ
การใหค้ ำปรกึ ษา เพือ่ ประกอบการตดั ส้ินใจในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆได้อย่างเหมาะสม
4. หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การที่ครูผู้สอนจะเลือกรูปแบบการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้รูปแบบใด ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการวัดและประเมินผลว่ามี
วัตถปุ ระสงคอ์ ย่างไร เช่น
3.1 ต้องการวดั องค์ความรแู้ ละทกั ษะปฏิบตั ิเบ้ืองต้นวา่ มีเท่าใด ควรใชร้ ูปแบบการวดั (Test)
3.2 ต้องการรู้ว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหนจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้การ
ประเมนิ (Assessment) เทียบกับเกณฑ์ทกี ำหนด
3.3 ต้องการทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จนเกิด
ประโยชน์ดว้ ยการประเมินแบบมสี ว่ นร่วมจากการยอมรับ ชืน่ ชมและให้รางวัล
รูปแบบการจัดการเรยี นรู้
รปู แบบการจัดการเรียนรู้ จำแนกตามวธิ ีการจัดการเรียนรู้ได้ 3 รูปแบบดงั น้ี
1. การถ่ายทอดความรู้ (Transmission Approach) เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ใช้กันมา
นานเป้าหมายเพื่อสืบทอดความรู้ อารยะธรรม วัฒนธรรมประเพณี ทักษะฝีมือเพื่อให้คงอยู่ต่อไป
ประกอบกับต้องการกำลังคนในระบบอุตสาหกรรมจึงเน้นความเก่ง คนเก่ง การถา่ ยทอดใช้รูปแบบวิธี
สอน (Teaching) การฝึกฝน (train) การกล่อมเกลาให้เกิดศรัทธาและเชื่อฟัง(Tame) ครูจะเป็น
ศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้ (Teacher Centered Development) สำนักไหน โรงเรียนไหน หรือครู
คนไหนเก่ง นักเรียนจะหลั่งไหลไปเรียน เกิดการแข่งขันการเข้าเรียนในโรงเรียนดัง เป็นค่านิยมของ
สังคมมานาน
2. การสรา้ งองค์ความรู้ (Trans formational Approach) หรอื (Constructionist) เปน็ การ
จัดการเรียนรู้ที่คาดหวังว่าจะยกระดับศักยภาพของประชาชนให้พึ่งพาตนเองได้หลังจากที่พึ่งพาผู้อนื่
โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ รัฐบาล ฯลฯ มานานจนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน การ
วา่ งงาน เกิดปญั หาสขุ ภาพ ฯลฯ โดยพยายามจะใหผ้ ู้เรียนลดการเรียนรู้ที่ต้องพึงพาครู โรงเรียน หรือ
สถาบันไปสู่การพึ่งพาตนเองในการแสวงหาความรู้ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่าน สื่อ (Media) นวัตกรรม
(Innovation)และเทคโนโลยี ( Technology)การเรียนรู้จะเน้นการเรียนรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง ภายใต้
การอำนวยความสะดวกของครูผ่านสื่อและนวัตกรรมแต่อำนาจการจัดการยังเป็นอำนาจของครูแต่
เปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รียนมีบทบาทและส่วนรว่ มมากข้ึน
3. การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่สู่ปัญญาภิวัฒน์ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลาย
(Transactional Approach) ผลการเปลย่ี นแปลงทางเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิตอลทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์และวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างยิ่งและรวดเร็ว ศักยภาพของ
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ประชาชนต้องได้รับการพัฒนาทักษะและวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ในสังคมแห่งชีวะคุณธรรม (Bio-
Ethic) การศึกษาถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน มุมมอง วิธีคิด รูปแบบการให้การศึกษาแนวใหม่ ที่เปิด
โอกาสใหผ้ เู้ รียนไดพ้ ฒั นาศกั ยภาพของตนสูข่ ีดจำกัดของแต่ละบคุ คล โดยเฉพาะผูเ้ รยี นทม่ี ีศักยภาพสูง
เพื่อเป็นที่พึ่งของสังคมให้มีโอกาสเรียนรู้เต็มศักยภาพ โดยรูปแบบที่พัฒนาเน้นการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยีสสู่ ังคม 4.0
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสร้างเวลาเรยี นหอ้ งเรยี นผ้นู าแหง่ การพฒั นา (Citizen Empowerment Program : CEP)
กลมุ่ สาระการเรียนรู้/กจิ กรรม เวลาเรียน
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ม.4 ม.5 ม.6
รายวิชาพน้ื ฐาน เวลาเรียนทงั้ ปี หน่วยกิต เวลาเรียนทงั้ ปี หน่วยกิต เวลาเรียนทง้ั ปี หน่วยกิต
ภาษาไทย
คณติ ศาสตร์ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
วทิ ยาศาสตร์
สงั คมศกึ ษา 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ประวตั ศิ าสตร์
สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา 120 3.0 120 3.0 - -
ศลิ ปะ
การงานอาชีพ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ภาษาอังกฤษ
รายวิชาเพม่ิ เตมิ 40 1.0 40 1.0 - -
หน้าทพ่ี ลเมอื ง
ท้องถิ่นของเรา 40 1.0 40 1.0 40 1.0
อาเซียนศกึ ษา
40 1.0 40 1.0 40 1.0
ผนู้ าแหง่ การพฒั นา/ทกั ษะการแกป้ ัญหา
40 1.0 40 1.0 40 1.0
สหศลิ ป์และศลิ ปะ
คอมพวิ เตอร์ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
งานธุรกิจ
ภาษาอังกฤษเพอ่ื การสอื่ สาร 40 1.0 40 1.0 - -
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
แนะแนว 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ชุมนุม
กจิ กรรมจิตอาสา 80 2.0 80 2.0 80 2.0
รวมเวลาเรียนทง้ั ปี
120 3.0 80 2.0 80 2.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
240 6.0 240 6.0 240 6.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
40 - 40 - 40 -
40 - 40 - 40 -
40 - 40 - 40 -
1520 35.0 1480 34.0 1280 29.0
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสรา้ งเวลาเรียนรายชน้ั ปีหอ้ งเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
.โครงสร้ำงเวลำเรียนรำยชน้ั ปี ห้องเรยี นผนู้ ำแห่งกำรพัฒนำ
(Citizen Empowerment Program : CEP) ระดบั ชัน้ มัธยมศึกษำปีท่ี 4
ภาคเรียนท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2
รหสั วิชา รายวิชา ชั่วโมง/ รายวชิ า ช่ัวโมง/
ภาคเรยี น น.ก. รหสั วิชา ภาคเรียน น.ก.
พนื้ ฐาน พืน้ ฐาน
ท31101 ภาษาไทย 1 40 1.0 ท31102 ภาษาไทย 2 40 1.0
ค31101 คณติ ศาสตร์ 1 40 1.0 ค31102 คณติ ศาสตร์ 2 40 1.0
ว30101 วิทยาศาสตร์1 (ฟสิ ิกส์) 60 1.5 ว30102 วทิ ยาศาสตร์2(เคม)ี 60 1.5
ส31101 สังคมศกึ ษา 1 40 1.0 ส31103 สังคมศกึ ษา 2 40 1.0
ส31102 ประวัตศิ าสตร์ 1 20 0.5 ส31104 ประวตั ศิ าสตร์ 2 20 0.5
พ31101 สขุ ศกึ ษา 20 0.5 พ31102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ31101 ศลิ ปะ 1 20 0.5 ศ31102 ศลิ ปะ 2 20 0.5
ง31101 งานบ้าน 20 0.5 ง31102 งานประดษิ ฐ์ 20 0.5
อ31101 ภาษาอังกฤษ 1 40 1.0 อ31102 ภาษาอังกฤษ 2 40 1.0
เพม่ิ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส30231 หน้าทพี่ ลเมอื ง 1 20 0.5 ส30232 หน้าทพี่ ลเมอื ง 2 20 0.5
ส31221 ผ้นู าแห่งการพฒั นา 1 60 1.5 ส31222 ผนู้ าแห่งการพฒั นา 2 60 1.5
ส31261 ประวตั ศิ าสตร์ล้านนา 40 1.0 ส31262 ความรู้เกีย่ วกบั อาเซยี น 40 1.0
ศ31221 ศลิ ปะล้านนา 40 1.0 ศ31222 ศลิ ปะอาเซียน 40 1.0
ศ31241 สหศลิ ป์ 1 40 1.0 ศ31242 สหศลิ ป์ 2 40 1.0
ง31221 เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร 1 40 1.0 ง31222 คอมพวิ เตอร์กราฟกิ และการออกแบบ 40 1.0
ง31281 ธรุ กิจเพอ่ื อาชีพ 1 120 3.0 ง31282 ธุรกจิ เพอ่ื อาชพี 2 120 3.0
อ31201 ภาษาอังกฤษเพอ่ื การสื่อสาร 1 40 1.0 อ31203 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การส่อื สาร 2 40 1.0
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
ก31901 แนะแนว 20 - ก31902 แนะแนว 20 -
ก31903 ชุมนุม 20 - ก31904 ชมุ นุม 20 -
ก31905 กิจกรรมจิตอาสา 20 - ก31906 กิจกรรมจิตอาสา 20 -
รวมทง้ั สนิ้ 760 17.5 รวมทง้ั สน้ิ 760 17.5
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสร้ำงเวลำเรยี นรำยช้นั ปี ห้องเรียนผนู้ ำแห่งกำรพัฒนำ
(Citizen Empowerment Program : CEP) ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 5
รหัสวิชา ภาคเรียนที่ 1 ชั่วโมง/ น.ก. รหัสวิชา ภาคเรียนที่ 2 ช่ัวโมง/ น.ก.
รายวิชา ภาคเรียน รายวิชา ภาคเรียน
พน้ื ฐาน พน้ื ฐาน
ท32101 ภาษาไทย 3 40 1.0 ท32102 ภาษาไทย 4 40 1.0
ค32101 คณติ ศาสตร์ 3 40 1.0 ค32102 คณติ ศาสตร์ 4 40 1.0
ว30103 วิทยาศาสตร์3 (ชีววิทยา) 60 1.5 ว30104 วทิ ยาศาสตร4์ (โลกดาราศาสตร์ อวกาศ) 60 1.5
ส32101 สังคมศกึ ษา 3 40 1.0 ส32103 สังคมศกึ ษา 4 40 1.0
ส32102 ประวัตศิ าสตร์ 3 20 0.5 ส32104 ประวตั ศิ าสตร์ 4 20 0.5
พ32101 สขุ ศกึ ษา 20 0.5 พ32102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ32101 ศลิ ปะ 3 20 0.5 ศ32102 ศลิ ปะ 4 20 0.5
ง32101 ช่างอุตสาหกรรม 20 0.5 ง32102 งานเกษตรพชื -สัตว์ 20 0.5
อ32101 ภาษาองั กฤษ 3 40 1.0 อ32102 ภาษาอังกฤษ 4 40 1.0
เพม่ิ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส30233 หน้าทพี่ ลเมอื ง 3 20 0.5 ส30234 หน้าทพ่ี ลเมอื ง 4 20 0.5
ส32221 ผนู้ าแห่งการพฒั นา 3 40 1.0 ส32222 ผู้นาแห่งการพฒั นา 4 40 1.0
ส32231 ปัญหาสังคมทอ้ งถิ่น 40 1.0 ส32263 สถานการณอ์ าเซียน 40 1.0
ส32281 ภูมศิ าสตร์เศรษฐกิจเชียงราย 40 1.0 ส32282 ภูมศิ าสตร์เศรษฐกจิ อาเซียน 40 1.0
ศ32241 สหศลิ ป์ 3 40 1.0 ศ32242 สหศลิ ป์ 4 40 1.0
ง32281 ธุรกิจเพอ่ื อาชพี 3 120 3.0 ง32282 ธุรกจิ เพอื่ อาชพี 4 120 3.0
ง32221 การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 40 1.0 ง32222 เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 40 1.0
อ32201 ภาษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สาร 3 40 1.0 อ32203 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 4 40 1.0
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
ก32901 แนะแนว 20 - ก32902 แนะแนว 20 -
ก32903 ชมุ นุม 20 - ก32904 ชุมนุม 20 -
ก32905 กิจกรรมจิตอาสา 20 - ก32906 กิจกรรมจิตอาสา 20 -
รวมทง้ั สน้ิ 740 17.0 รวมทง้ั สน้ิ 740 17.0
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสรำ้ งเวลำเรยี นรำยช้นั ปี ห้องเรียนผ้นู ำแห่งกำรพฒั นำ (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 6
ภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2
รหสั วิชา รายวชิ า ชั่วโมง/ น.ก. รหสั วชิ า รายวชิ า ช่ัวโมง/ น.ก.
ภาคเรยี น ภาคเรียน
พน้ื ฐาน พนื้ ฐาน
ท33101 ภาษาไทย 5 40 1.0 ท33102 ภาษาไทย 6 40 1.0
ค33101 คณติ ศาสตร์ 5 40 1.0 ค33102 คณติ ศาสตร์ 6 40 1.0
ส33101 สังคมศกึ ษา 5 40 1.0 ส33103 สงั คมศกึ ษา 6 40 1.0
พ33101 สุขศกึ ษา 20 0.5 พ33102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ33101 ศลิ ปะ 5 20 0.5 ศ33102 ศลิ ปะ 6 20 0.5
ง33101 โครงงานเก่ียวกบั อาชีพ 20 0.5 ง33102 งานธรุ กจิ 20 0.5
อ33101 ภาษาอังกฤษ 5 40 1.0 อ33102 ภาษาอังกฤษ 6 40 1.0
เพม่ิ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส33221 ทักษะการแก้ปัญหา 1 40 1.0 ส33222 ทกั ษะการแกป้ ัญหา 2 40 1.0
ศ33241 สหศลิ ป์ 5 40 1.0 ศ33242 สหศลิ ป์ 6 40 1.0
ง33281 ธรุ กิจเพอ่ื อาชีพ 5 120 3.0 ง33282 ธรุ กจิ เพอื่ อาชพี 6 120 3.0
ง33221 โครงงานคอมพวิ เตอร์ 40 1.0 ง33222 เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร 2 40 1.0
ง33261 อาชีพเศรษฐกิจท้องถิ่น 40 1.0 ง33262 อาชีพเศรษฐกจิ อาเซียน 40 1.0
จ33221 ภาษาจีนเพอ่ื การท่องเทยี่ ว 40 1.0 อ33203 ภาษาองั กฤษเพอื่ การส่อื สาร 6 40 1.0
อ33201 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 5 40 1.0 อ33221 ภาษาองั กฤษเพอื่ การทอ่ งเท่ยี ว 40 1.0
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
ก33901 แนะแนว 20 - ก33902 แนะแนว 20 -
ก33903 ชุมนุม 20 - ก33904 ชุมนุม 20 -
ก33905 กจิ กรรมจิตอาสา 20 - ก33906 กจิ กรรมจิตอาสา 20 -
รวมทงั้ สน้ิ 640 14.5 รวมทง้ั สน้ิ 640 14.5
.