รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผูน้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
คำนำ
รายงานผลการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ในปีการศึกษา 2561 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย มีวตั ถุประสงค์คือ 1)ผลการจัดการเรยี นรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย 2)
ปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งราย
ซงึ่ ในปีการศึกษา 2561 จากการถอดบทเรียนพบวา่ การบริหารจัดการหลักสูตรห้องเรียนผนู้ าแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งราย
ประสบผลสาเร็จและเป็นที่พึงพอใจทั้งผู้เรียนและผู้สอน ถึงแม้ว่าจะยังมีปัญหาและข้อจากัดอยู่บ้าง
บางประการผู้ถอดบทเรียนได้สะท้อนถึงปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาอันเป็นประโยชน์ ต่อการ
พัฒนาหลักสูตรให้สมบูรณ์ยงิ่ ขน้ึ
รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ยิ่งหากได้รับคาแนะนาเพื่อการปรับปรุงจากผู้สนใจและ
ผู้เกี่ยวข้องเพื่อนาไปสู่การพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรนี้เพื่อให้เป็นผู้เรียนที่ดี เก่ง และมีความสุขตาม
เจตนารมณข์ องพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา
ผจู้ ดั ทา
มีนาคม 2562
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผ้นู าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สารบญั
สารบญั ……….....................................................................................................................
คำนำ .................................................................................................................................
บทที่ 1 บทนำ ..........................................................................................................
ความเปน็ มาและความสำคัญ...............................................................................
วัตถปุ ระสงค์ของการดำเนินการ .........................................................................
ขอบเขตของการดำเนนิ การ..................................................................................
กรอบแนวคดิ ในการดำเนินการ............................................................................
นยิ ามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................
ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รบั ...................................................................................
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วข้อง.......................................................................
การดำเนนิ การถอดบทเรยี น…………………………….................................................
ข้อพงึ ระวังในการถอดบทเรยี น……………………………………………………..……………..
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (แกไ้ ขเพิ่มเตมิ พ.ศ.2553)..........
การจัดการศกึ ษาตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
แก้ไขเพิ่มเตมิ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ.2553.....................................................................
หลักสูตรและองค์ประกอบของหลักสูตร...............................................................
ความสำคญั ของหลกั สตู ร......................................................................................
องคป์ ระกอบของหลักสตู ร………………………………….............................................
โครงสร้างหลกั สูตร……………………………………......................................................
รูปแบบหลกั สูตร………………………………...............................................................
ลกั ษณะของหลกั สตู รทีด่ ี………………………............................................................
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551……………………………
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจังหวัดเชยี งราย…………………..
ข้อมูลพ้นื ฐานโรงเรียนองคก์ ารบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชียงราย…………………………….
การจดั การเรยี นรู้..................................................................................................
รูปแบบการจัดการเรียนรู้……………………………………………………………………………
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สารบัญ (ตอ่ )
บทที่ 3 การดำเนินงาน...............................................................................................
สภาพปัจจุบนั และปญั หาของการจัดการศึกษาตามหลักสูตร ห้องเรียนผู้นำแห่ง
การพัฒนา(Citizen Empowerment Program : CEP)………..………………..………………….
การวางแผนการดำเนินงาน.................................................................................
การปฏบิ ัติตามแผนทว่ี างไว้.................................................................................
บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งาน ........................................................................................
ผลการเรียน..........................................................................................................
ผลการดาเนนิ งานด้านตา่ งๆ….............................................................................
บทท่ี 5 แนวทางการพฒั นา…………………………….......................................................
รายงานการดำเนนิ งานหลกั สตู รสถานศึกษา.......................................................
เป้าหมายความสำเรจ็ ในการศึกษา2562.............................................................
คุณลักษณะที่พึงประสงค์..............................................…...................................
ภาคผนวก …..……………………………………………………..……………………………………………
ทำกิจกรรมรว่ ม TOT ………………………………………………………………………..…..
กจิ กรรมโรงเรียนในโครงการอบรม....................................................................
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคญั
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นองค์กรที่มีบทบาทสาคัญยิ่งในการจัดการศึกษา
และการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา อันเนื่องมาจากนโยบายกระจายอานาจการจัดการศึกษา
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งได้กาหนดไว้ในกฎหมายสาคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
รัฐธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พทุ ธศักราช 2550 กาหนดใหอ้ งค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินมีสิทธิ
ที่จะจัดการศึกษาและเข้าไปมีส่วนร่วมจัดการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช
2542 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 กาหนดให้การจัดระบบโครงสร้างและ
กระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลักการกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิ จัดการศึกษาระดับใด
ระดับหนึ่ง หรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น
ของตนเอง อีกทั้งให้กาหนดหลักเกณฑ์การประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
เพื่อเป็นการส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย
ของรฐั และได้มาตรฐานการศึกษา
ต่อมาได้มีการประกาศใช้แผนการกระจายอานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพุทธศักรา ช
2542 นอกจากนี้พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 กาหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ ได้แก่ เทศบาล
เมืองพัทยา องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีอานาจ
หน้าที่ในการจัดการศึกษา และให้มีการถ่ายโอนภารกิจการศึกษาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พร้อมทั้งได้กาหนดให้สร้างความพร้อมเพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจ บุคลากร งบประมาณและ
ทรัพย์สิน รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานของรัฐท่ี
ถ่ายโอนภารกิจให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ให้คาแนะนาและปรึกษาทางเทคนิค วิชาการและ
การดาเนินงานให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามความเหมาะสม และดาเนินการฝึกอบรมต่าง ๆ
รวมทั้งกฎหมาย กฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ รัฐยังได้กาหนดนโยบายไว้อย่างชัดเจน
ว่าให้เตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในปี 2558 มีองค์กร
ปกครองส่วนท้องถนิ่ จานวนมากถึง 7,853 แหง่ ซึง่ ประกอบด้วย องคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด 76 แห่ง
เทศบาล 2,440 แห่ง องค์การบรหิ ารสว่ นตาบล 5,335 แหง่ กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง และเมืองพัทยา
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
1 แห่ง (กรมส่งเสรมิ การปกครองทอ้ งถิ่น, 2559) ซง่ึ ในปจั จุบันมีองคก์ รปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอานาจ
หน้าที่จัดการศึกษาในระบบอยู่แล้วตามกฎหมายเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละ
รูปแบบ คือ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตาบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด กรุงเทพมหานครและ
เมืองพัทยา โดยมีองคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่นท่ีจดั การศึกษาท่ีมีโรงเรียนในสงั กดั 1,481 แหง่ แยกเป็น
สังกัดเทศบาล 658 โรงเรียน องค์การบริหารสว่ นตาบล 52 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด 326
โรงเรียน สังกัดเมืองพัทยา 10 โรงเรียน และสังกัดกรุงเทพมหานคร 435 โรงเรียน ซ่ึงส่วนใหญ่
จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยกเว้นกรุงเทพมหานครที่จัดการศึกษาถึงระดับอุดมศึกษา และเทศบาล
นครนครปฐมท่ีจดั การศกึ ษาถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้นั สงู (ปวส.) อย่างไรก็ตามในส่วนองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นที่ไม่ได้จัดการศึกษาในระบบโดยตรงก็ได้ให้ความสา คัญในการจัดการศึกษา
นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เช่น จัดศูนย์พัฒนา เด็กเล็ก จัดฝึกอบรมวิชาชีพ และ
จัดแหล่งเรียนรตู้ ลอดชวี ิตในรูปแบบตา่ ง ๆ รวมทง้ั เขา้ ไปมีส่วนร่วมส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศกึ ษา
ในสถานศึกษาของรัฐ และจะมีการจัดการศึกษาในระบบต่อไปเมื่อผ่านการประเมินความพร้อมและ
ความสมคั รใจของสถานศึกษาในทอ้ งถิ่นของตนเอง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนับเป็นองค์กรที่มีบทบาทสาคัญในการจัดการศึกษาและ
การมสี ่วนร่วมในการจัดการศึกษามาต้งั แต่ในอดตี จนถึงปัจจุบัน และยงิ่ จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต
อั น เ น ื ่ อง ม า จ า กน โ ย บ า ย กา ร กร ะจ า ย อ า น า จ กา ร จ ั ด กา ร ศึ กษา ส ู ่ อง ค์ กร ป กคร อง ส ่ ว น ท ้ อง ถ่ิน
ซง่ึ ไดก้ าหนดไว้ในกฎหมายสาคญั หลายฉบับดังกล่าวแลว้ ข้างต้น ปัจจบุ ันองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
มีการจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย รวมทั้งมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของรัฐ โดยมีองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่นเป็นจานวนไม่น้อยที่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับวิถีชีวิต
ของชุมชนและท้องถ่ิน จนเป็นท่ีประจกั ษแ์ ละยอมรบั ของผปู้ กครองและชมุ ชน
จากการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 : 43)
พบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษาหลายประการ
เชน่ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ขาดความรู้ความเข้าใจในการศึกษา หรือไมเ่ ห็นความสาคัญ
ด้านการศึกษา ขาดความต่อเนื่องทางการเมืองเนื่องจากผู้บริหารมีวาระในการดารงตาแหน่งครู
ขาดขวัญกาลังใจและความก้าวหน้าทางวิชาชีพเมื่อเปรียบเทียบกับสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีรายได้ไม่เพียงพอในการบริหารจัดการท้องถิ่นของตน ยังต้องพึ่งพิง
งบประมาณจากส่วนกลาง ทาให้ไม่มีความคล่องตัวในการบริหาร และที่สาคัญผู้บริหารสถานศึกษา
ขาดความรู้ความเข้าใจและความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง ส่งผลให้คุณภาพ
ของสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นหลายแห่งไมเ่ ป็นที่ยอมรบั จากชุมชนและผู้ปกครอง
ในการสง่ บตุ รหลานเพื่อเข้าเรยี นสถานศกึ ษาในสงั กัด เปน็ ต้น
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ระดับจังหวัด
มีโรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัด จานวน 1 แห่ง คือ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ซึ่งเปิดทาการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 ในระดับอนุบาล 1 ถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6
เป็นแหล่งการเรยี นรู้ที่สาคัญยิ่งในการพัฒนาผูเ้ รยี นและผลิตกาลังคนในจังหวดั เชียงรายให้มีศักยภาพ
ที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และเทคโนโลยี
กับนานาประเทศได้ ดังนั้น การมี “โรงเรียนคุณภาพ” ในสังกัดถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สาคัญ
ในการเปน็ กลไกให้เกิดการพัฒนาการจดั การศึกษาให้มีคุณภาพ มีความเปน็ เลศิ และมีความเสมอภาค
ในการให้บริการทางการศึกษาที่เท่าเทียมกันในมาตรฐานวิชาการ มีความยึดหยุ่นและหลากหลาย
ในทางปฏิบัติ การจัดการศึกษาเพื่อสู่ความเป็นเลิศ จึงเป็นเป้าหมายในการพัฒนาสถานศึกษา
ใหม้ ศี กั ยภาพและความพรอ้ มในการพัฒนาผูเ้ รียนให้มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นต้นแบบการพฒั นาอย่าง
เป็นรูปธรรม ความสาเร็จของ “โรงเรียนคุณภาพ” ของสถานศึกษาในสังกัดจะส่งผลให้บรรลุตาม
มาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมมี
สิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ... ”
นอกจากนี้ยังจะช่วยขจัดปัญหาวิกฤตทางการศึกษาต่าง ๆ ได้ อาทิเช่น คุณภาพสถานศึกษา
ทแ่ี ตกต่างกนั คุณภาพผเู้ รียนทีจ่ ะพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และความเหลื่อมล้าในการเข้ารับ
การบริการทางการศึกษา การบริหารจัดการศึกษาที่ทาให้โรงเรียนมีอานาจหน้าที่รับผิดชอบ
ความเป็นอิสระและความคล่องตัว สามารถบริหารตนเองได้อยา่ งมคี ุณภาพจากการมสี ว่ นร่วมของผ้มู ี
ส่วนได้ส่วนเสีย โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาเป็นแกนนาที่สาคัญในการเป็นผู้นาให้คณะกรรมการ
สถานศึกษา ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร ซึ่งในประเทศ
สหรัฐอเมริกาได้มี การพัฒนาหลักการและกระบวนการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานให้เป็นกลไก
ในการปฏิรูปการศึกษา และแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น นิวซีแลนด์ สาธารณรัฐเกาหลี
สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และได้พบว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นนั้นต้องปรับรื้อและ
พฒั นาระบบการบริหารโรงเรียน โดยมุ่งปรบั ระบบโครงสรา้ งการบริหารโรงเรียนใหม่ ใหม้ ีการกระจาย
อานาจการบริหารและจัดการศึกษาไปยังโรงเรียนมากขึ้น และให้โรงเรียนบริหารแบบมีส่วนรว่ มมาก
ขึ้น
จึงเป็นความมุ่งมั่นขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย โดยการนาของผู้บริหาร
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
กับการศึกษาที่จะขับเคลื่อนในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษา เพื่อยกระดับและคุณภาพของทรัพยากร
มนุษย์ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอันมีภารกิจหลักในการส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาและดูแลการบริการ
สาธารณะทั้งปวงที่มีอยู่ในชุมชน หมู่บ้าน ตาบล และจังหวัดของตนเอง เดิมทีให้ความสนใจ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผูน้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเสียเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจานวนมาก
ได้ให้ความสาคัญในการพัฒนาคนมากยิ่งขึ้น อันเกิดจากวิกฤตการศึกษาสังคม เศรษฐกิจ และ
การเมืองของประเทศ ตลอดถึง ความก้าวล้าทางเทคโนโลยี ซึ่งจะต้องมีการเตรี ยมคนให้ทัน
ต่อกระแสการเปล่ยี นแปลงของโลก และเตรยี มคนเขา้ สู่การแข่งขนั ในเวทีนานาชาติด้วยกระบวนการ
ทางการศึกษา
ในสภาพความเปน็ จริงปรากฏวา่ มปี ัญหาอีกมากที่เกิดจากการบริหารจดั การศึกษาไม่เป็นไป
ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ส่งผลให้การบริหารจัดการศึกษาเกิดปัญหาและอุปสรรคไม่บรรลุ
ผลสาเร็จตามวัตถุประสงค์ หรือสาเร็จอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังเช่น ชุมชนอยากมีโอกาสในการมี
ส่วนร่วม แต่โรงเรียนขาดวิสัยทัศน์หรือยึดติดระบบราชการ (สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
2547 : 61) หรือผลการประเมินของสานักงานรับรองมาตรฐานและประกนั คุณภาพการศึกษา (สมศ.)
รอบแรก พ.ศ. 2544-2548 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา 6,389 คน จาก 32,000 คน ไม่ได้มาตรฐาน
และโดยภาพรวมมาตรฐานจากการประเมินที่ไม่ได้รับรองมากที่สุด คือ มาตรฐานผู้เรียนด้านการคิด
วิเคราะห์ การใฝ่รู้ใฝ่เรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งสาเหตุเบ้ืองต้นเกิดขึ้นจากการบริหาร
วิชาการหรือการจัดการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา (สานักงานรับรองมาตรฐานและประเมิน
คุณภาพการศึกษา. 2551 : 15) แสดงให้เห็นถึงปัญหาการขาดการบริหารจัดการศึกษาไม่เป็นไปตาม
แนวทางการปฏิรูปการศึกษาที่บริหารจัดการเชิงกระจายอานาจและการบริห ารโดยใช้โรงเรียน
เป็นฐาน เพื่อพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาสาหรับสถานศึกษาที่มีผลการประเมินรอบแรก
และรอบที่สอง อยู่ในระดับปรับปรุงและระดับพอใช้ นอกจากนั้นรายงานการศึกษาหลายชิ้นระบุว่า
ความล้มเหลวของ การปฏิรูปการศึกษาหรือการจัดการศึกษานั้นเกิดจากผู้บริหารสถานศึกษา
ซึ่งการจัดการศึกษาในโรงเรียนจะประสบความสาเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรที่สาคัญที่สุด
คอื สถานศกึ ษา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหน่วยงานกาหนดนโยบายในการจัดการศึกษา
ของสถานศึกษาในสังกดั ให้เป็นไปตามคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา จึงมีความสาคัญและจาเปน็
ในการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็ก
และเยาวชนในจังหวัดเชียงราย โดยมีหลักการบริหารที่สาคัญคือ “ให้โอกาส เพิ่มคุณภาพ
เพื่ออนาคตที่ดีกว่า” การจัดจัดการศึกษาของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้จัด
หลักสูตรไว้ 3 หลักสูตรดังนี้ หลักสูตร English Program หลักสูตรปกติและหลักสูตรกีฬา ภายใต้
ปรัชญาการศึกษา “วิชาการเด่น เป็นเลิศภาษา นากีฬาสู่สากล พฒั นาความเปน็ มนุษย์ให้สมบรู ณ์”
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายโดยผู้บริหารสถานศึกษาให้ความสาคัญในการ
จัดการศึกษา กาหนดกรอบแนวคิดในการจัดการศึกษา คือ การให้ความรักก่อนให้ความรู้ สร้างคนดี
ก่อนคนเก่ง 1 โรงเรียน 3 หลักสูตร 4 ช่วงชั้น 14 โปรแกรมรายวิชา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
(Citizen Empowerment Program : CEP) เป็นหน่ึงในหลักสูตรปกติทเ่ี ปดิ ขึ้นเพ่ือการพัฒนาผู้เรียน
ทผี่ ู้ปกครอง หรอื สถานศึกษาอื่น ๆ เหน็ ว่าเปน็ นักเรียนที่ไม่พร้อมท่ีจะเรยี น ใหม้ ีโอกาสมาเข้าเรียนใน
สถานศึกษา การจัดการศึกษาของหลักสูตรสถานศึกษามีเป้าหมายสาคัญเพื่อนาไปสู่ความสาเร็จใน
การพัฒนาตนเองของผู้เรียนซึง่ จะเป็นกาลังสาคัญตอ่ การพัฒนาประเทศชาติในอนาคตอันใกล้ อันจะ
ส่งผลถึงคุณภาพชีวิตประชากรในจังหวัดเชียงราย ท้องถิ่น ชุมชน สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยัง
ประโยชนถ์ ึงส่วนรวม บา้ นเมอื ง ประชาชนและประเทศชาตไิ ดอ้ ยา่ งย่งั ยนื
จากการที่โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้จัดการเรียนรู้ ห้องเรียนผู้นาแห่ง
การพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ในปีการศึกษา 2561 แล้วอาจมีปัญหาและ
อุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งนี้สืบเนื่องจากปัจจัยหลายประการ โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชียงรายโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายจึงได้ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ ห้องเรียนผู้นาแห่ง
การพฒั นา (Citizen Empowerment Program : CEP) ขึ้น โดยมงุ่ หวังว่าผลการดาเนินการครั้งนี้จะ
เป็นข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้อง ใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ห้องเรียนผู้นาแห่งการ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ให้มปี ระสิทธภิ าพมากย่ิงขึน้
วัตถุประสงค์ของกำรดำเนินกำร
1. เพ่อื ศึกษาสภาพปัจจบุ ันและปัญหาของการจดั การศึกษาตามหลกั สูตรห้องเรยี นผู้นาแหง่
การพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) กรณีโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย
2. เพอื่ รายงานผลการจดั การศกึ ษาหลกั สตู รหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ประจาปีการศึกษา 2561 กรณีโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชยี งราย
3. เพอ่ื หาแนวทางการพฒั นา ปรับปรุง การจัดการศึกษาหลกั สตู รห้องเรียนผูน้ าแหง่ การ
พัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล กรณีโรงเรียน
องค์การบรหิ ารสว่ นจังหวดั เชยี งรายให้มีประสิทธภิ าพตอ่ ไป
ขอบเขตของกำรดำเนินกำร
1. ขอบเขตด้ำนเนอ้ื หำ
การดาเนนิ การคร้ังนี้ ผู้ดาเนนิ การรวมรวมเน้ือหาดังน้ี
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวัดเชียงราย
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
2) ปัญหา อปุ สรรคและขอ้ เสนอแนะในการจัดการเรยี นรหู้ ลกั สูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผนู้ า
แห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัด
เชยี งราย
2. ประชำกร
1) ประชากร ไดแ้ ก่
1. ผู้บริหารสถานศึกษาจานวน 4 คน
2. นักเรียนที่กาลังศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
Program : CEP) ระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ของโรงเรยี นองค์การบริหารสว่ นจังหวัดเชียงรายจานวน
16 คน
3. ครูผู้สอนที่จัดการเรียนรู้ในห้องเรียนผู้น าแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชียงรายจานวน 16 คน
4. ผู้ปกครองนักเรียนที่กาลังศึกษาในห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชยี งรายจานวน 16. คน
3. ตวั แปร
3.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ จัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัดเชียงราย
3.2 ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบริหารส่วนจงั หวดั เชยี งราย
2) ปัญหา อปุ สรรคและข้อเสนอแนะในการจดั การเรียนร้หู ลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียน
ผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วน
จงั หวดั เชียงราย
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
กรอบแนวคิดในกำรดำเนินกำร ตัวแปรตาม
1) ผลการจัดการเรียนรู้หลักสูตรสถานศึกษา
ตัวแปรต้น ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
การจดั การเรยี นร้หู ลกั สูร
สถานศึกษา หอ้ งเรยี นผนู้ า Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัด
แห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment เชียงราย
Program : CEP) 2) ปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนรู้หลักสูตร
สถานศึกษา ห้องเรียนผู้น าแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การ
บริหารส่วนจงั หวัดเชียงราย
3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการบริหารจัดการ
หลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
นยิ ำมศพั ท์เฉพำะ
1. กำรจัดกำรเรียนรู้ หมายถึง การจัดสถานการณ์ สภาพการณ์ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ให้
ผูเ้ รยี นไดม้ ปี ระสบการณ์ อันกอ่ ให้เกดิ การเรียนรู้ได้งา่ ย ซ่งึ จะสง่ ผลใหผ้ ู้เรียนมคี วามเจรญิ งอกงามและ
พฒั นาการท้งั ทางกายและทางสมอง อารมณ์และสังคม
2. หลักสูตรสถำนศึกษำห้องเรียนผูน้ าแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program
: CEP) หมายถึง แนวการจัดประสบการณ์ ทม่ี ีการจัดทาเปน็ แผนการจดั สภาพการเรยี นรหู้ รอื โครงการ
พัฒนาการศึกษา โดยมีการกาหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้ตาม
จุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกาหนดไว้ ให้กับนักเรียนห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ที่กาลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2561 โรงเรียนองค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั เชยี งราย
ประโยชนท์ ่ีคำดวำ่ จะไดร้ บั
ผลของการดาเนินการครั้งนี้จะเป็นข้อมูลให้สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษา สังกัดองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทราบสภาพปัญหา และผลการจัดการศึกษา
ตามหลักสูตรห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP) และ ใช้เป็น
ขอ้ มูลพนื้ ฐานในการพฒั นาการบริหารงานวิชาการของผบู้ รหิ ารใหม้ ีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ข้ึ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผ้นู าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บทที่2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กีย่ วข้อง
รายงานผลการดำเนินการหลักสูตรสถานศึกษา ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์
คือ (1) เพื่อรายงานผลการจัดการศึกษาตามหลักสูตรปกติ ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen
Empowerment Program : CEP) ของโรงเรยี นองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวดั เชยี งราย (2) เพอ่ื รายงาน
ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรปกติ ห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP) ของโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย
ผดู้ ำเนินการได้ศกึ ษาแนวคดิ หลกั การ และงานศึกษาทเ่ี กยี่ วข้องเอกสารท่เี กีย่ วขอ้ งดังน้ี
1. การดำเนนิ การถอดบทเรยี น
2. พระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาตพิ ทุ ธศักราช 2542 และท่แี ก้ไขเพ่มิ เตมิ ฉบับที่ 2 พ.ศ
2545 กับการนำหลักสตู รการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพทุ ธศักราช 2544 ไปใช้ในสถานศึกษา
3. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551
4. หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นองค์การบรหิ ารสว่ นจงั หวดั เชียงราย
5. แนวทางการบรหิ ารจัดการหลักสตู รสถานศึกษาของสถานศกึ ษา
6. ขอ้ มลู โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวดั เชยี งราย
7. การจดั การเรยี นรู้
8. โครงสร้างเวลาเรียนห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program :
CEP)
9. โครงสร้างเวลาเรียนรายชั้นปีห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment
Program : CEP)
การดำเนินการถอดบทเรียน
การดำเนินการถอดบทเรียนเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดในการถอดบทเรียน ผลที่ได้จากการ
ดำเนนิ กจิ กรรมน้จี ะทำใหท้ ีมงานถอดบทเรียนและผู้รว่ มถอดบทเรียนเกิดการเรียนรจู้ ากประสบการณ์
ในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และได้แนวคิดใหม่ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติงานต่อไป
การดำเนินการถอดบทเรยี นมขี น้ั ตอนดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 การถอดบทเรียน ทีมงานถอดบทเรยี นควรแจง้ กำหนดการ ระยะเวลาและสถานที่จะ
ดำเนนิ การถอดบทเรยี นให้กลุ่มเป้าหมายให้ทราบลว่ งหนา้ เพอื่ ให้กลุ่มเป้าหมายได้เตรียมความพร้อม
และเข้าร่วมการถอดบทเรียนครบทุกคน การถอดบทเรียนมีขัน้ ตอนที่สำคัญ 5 ขั้นตอน ดังน้ี (ศุภวัลย์
พลายน้อย, 2556:74)
1. การสรา้ งบรรยากาศในการถอดบทเรยี น
2. การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
3. การจดั กิจกรรมอุ่นเครอื่ ง
4. การเข้าสปู่ ระเดน็ สำคญั ของการถอดบทเรยี น
5. การสรุปผลการถอดบทเรยี น
ซงึ่ สามารถอธิบายรายละเอยี ดขนั้ ตอนในการถอดบทเรยี นได้ดงั นี้
1. การสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียนการสร้างบรรยากาศให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนเกิดความผ่อนคลายและมีความเป็นกันเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการเริ่มต้นการถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการต้องดำเนินการสร้างบรรยากาศดังกล่าวให้เกิดขึ้นเมื่อทีมงานถอด
บทเรยี นและผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนอยู่พร้อมหน้าการเร่ิมต้นสร้างบรรยากาศในการถอดบทเรียน ควร
ใช้เกมหรือเพลงประกอบท่าทางในการละลายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอด
บทเรียน เพื่อให้ทุกคนเกิดความสนุกสนานและได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมขั้นตอนต่อไป ผู้อำนวย
กระบวนการต้องอธิบายให้ผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนทราบว่าทุกคนที่เข้าร่วมถอดบทเรียนมีความเสมอ
ภาคกนั หมายความว่าต่อไปน้ีจะไม่มีใครเป็นหัวหน้า เป็นผ้บู รหิ าร เปน็ ลกู นอ้ ง เป็นนายก อบต. หรือ
เป็นชาวบ้าน แต่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมดหากผู้อำนวยกระบวนการสามารถทำให้ผู้ร่วมถอด
บทเรียนทุกคนกลับไปเป็นเด็กได้จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดบรรยากาศมีความเป็นอิสระมาก
ขนึ้ และลดบรรยากาศที่เป็นทางการ ซงึ่ จะสง่ ผลให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกดิ ความคิดสร้างสรรค์ในการตั้ง
คำถามแปลกๆเกดิ ขึน้ ในระหว่างการถอดบทเรยี นนอกจากนี้การเรียกเฉพาะชอ่ื ของผ้รู ่วมถอดบทเรียน
จะช่วยให้บรรยากาศที่ผ่อนคลายมากกว่าการเรียกตำแหน่งของผู้ร่วมถอดบทเรียน อีกทั้งเป็นการ
กระตุ้นใหผ้ ู้รว่ มถอดบทเรียนมีส่วนรว่ มในกิจกรรมมากขึน้
2. การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียนการกำหนดกติกาในการถอดบทเรียนมี
เปา้ หมายเพ่ือใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรียนเขา้ ใจในหน้าท่ีของตนเอง สรา้ งบรรยากาศท่ดี ีในการถอดบทเรียน
และทำให้การถอดบทเรียนเกิดความราบรื่นวิธีการกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการควรให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนมีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาเพื่อให้ทุกคนเกิดความสบายใจ
ในระหว่างการถอดบทเรยี นประเด็นสำคัญทีค่ วรกำหนดในกตกิ าการถอดบทเรยี น ได้แก่
2.1 เป้าหมายการถอดบทเรียน เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเกิดการเรียนรู้
จากการปฏิบตั ิกจิ กรรมท่ผี า่ นมา
2.2 วิธีการถอดบทเรียน ใช้การระดมความคิดของผู้ร่วมถอดบทเรียน
เนน้ การแลกเปลีย่ นความคดิ เห็น ไม่เน้นการโต้เถียงหรอื การทะเลาะววิ าท
2.3 หน้าที่ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ทุกคนต้องให้ข้อเสนอแนะที่เป็น
ประโยชน์ในการปฏิบัติงานทุกคนต้องยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นและเสนอแนะแนวทางการ
ปรบั ปรุงวธิ ีการปฏิบัตงิ านให้ดขี น้ึ
2.4 ข้อพึงระวังในการถอดบทเรียน ต้องไม่มีการตำหนิบุคคลใดๆทีเ่ ข้าร่วม
ถอดบทเรียนและไม่มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนเมื่อผู้ร่วมถอดบทเรียนได้
ร่วมกนั กำหนดกตกิ าเรยี บรอ้ ย ผู้อำนวยกระบวนการควรบนั ทึกกติกาดังกล่าวลงในกระดาษฟลิปชาร์ต
และติดไวบ้ นผนงั หอ้ งใหผ้ ู้ร่วมถอดบทเรยี นมองเหน็ ทว่ั ทุกคน
3. การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่องผู้อำนวยกระบวนการต้องชี้แจงให้ผู้ร่วมถอดบทเรียน
เกิดความเข้าใจในวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินกิจกรรม เพื่อให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ทบทวนความ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ทรงจำจากการเข้าร่วมกิจกรรมที่ผ่านมาวิธีการจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง ผู้อำนวยกระบวนการควร
เตรียมการเขียนวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นขั้นตอนลงในกระดาษฟลิปชาร์ตไว้
ล่วงหน้า และนำมาใช้ประกอบการชแ้ี จงให้ผรู้ ่วมถอดบทเรียนได้เกิดความเข้าใจ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์
ทตี่ อ้ งการจากการถอดบทเรียน
4. เขา้ สูป่ ระเดน็ สำคญั ของการถอดบทเรยี นในการเร่ิมต้นการถอดบทเรยี น ผู้อำนวย
กระบวนการต้องอธิบายขั้นตอนการสกัดความรู้จากผู้ร่วมถอดบทเรียน และเป้าหมายของการถอด
บทเรียนคือรายงานผลการปฏิบัติงานและบทเรียนจากการปฏิบัติงานของผู้ร่วมถอดบทเรียน และ
กระตนุ้ ให้ผู้รว่ มถอดบทเรียนได้รว่ มถอดบทเรียนตามลำดับขัน้ ตอนต่อไปนี้
4.1 การเล่าประสบการณจ์ ากวธิ ีการปฏบิ ตั งิ านของผรู้ ่วมถอดบทเรยี น
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนด
ในแผนปฏิบัตงิ านกับวธิ ีการปฏบิ ัติงานจรงิ
4.3 การวเิ คราะห์ผลการปฏิบัตงิ านที่ทำได้เป็นอยา่ งดีของผรู้ ่วมถอดบทเรยี น
4.4 การใหข้ อ้ เสนอแนะวิธีการปฏบิ ัติงานต่อไปให้ดีข้ึนของผูร้ ่วมถอดบทเรยี น
4.5 การวเิ คราะหอ์ ุปสรรคทเ่ี กดิ ขึ้นระหวา่ งการปฏบิ ตั งิ านผู้รว่ มถอดบทเรยี น
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ
ผู้ร่วมถอดบทเรียน
4.7 ขอ้ เสนอแนะในสง่ิ ทคี่ วรทำเพมิ่ เติมในการปฏบิ ัติงานท่ผี า่ นมาของผ้รู ว่ ม
ถอดบทเรยี น
4.8 การประเมินความพึงพอใจผลการปฏบิ ตั ิงานที่ผ่านมาของผรู้ ว่ มถอดบทเรียน
หน้าที่ของผู้จดบันทึกในระหว่างการถอดบทเรียนทั้ง 8 ขั้นตอน ผู้จดบันทึกต้องดำเนินการจดบันทึก
รายละเอียดข้อมูลทั้งหมดของผู้ร่วมถอดบทเรียน บันทึกเสียงการถอดบทเรยี นทุกขั้นตอนและสังเกต
บรรยากาศในระหว่างการถอดบทเรียนพร้อมจดบันทกึ ไว้ประกอบการจัดทำรายงานการถอดบทเรียน
วธิ กี ารดำเนินงานในข้ันตอนการถอดบทเรียน มรี ายละเอียดดังน้ี
4.1 การเล่าประสบการณจ์ ากวธิ กี ารปฏบิ ัตงิ านของผรู้ ่วมถอดบทเรียน
ผู้อำนวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนเล่าประสบการณ์จากวิธีการปฏิบัติงาน
ซึ่งควรใช้วิธีการแสวงหาอาสาสมัครที่จะเริ่มต้นเล่าประสบการณ์เป็นคนแรก ถ้าไม่มีใครสมัครใจ
ผู้อำนวยกระบวนการรีบดำเนินการปรับแผนโดยการต้องระบุชื่อผู้ร่วมถอดบทเรียนซึ่งอาจจะใช้ชื่อที่
เริ่มต้นด้วยพยัญชนะ ก เป็นผู้เล่าประสบการณ์เป็นคนแรก หรืออาจจะเลือกผู้ที่มีอายุมากเป็น
ผู้เริ่มต้นเล่าประสบการณ์ เป็นต้นระหว่างการเล่าประสบการณ์ของผู้ร่วมถอดบทเรียน ผู้อำนวย
กระบวนการควรเปิดโอกาสให้ผู้เล่าประสบการณ์มีความอิสระในการเล่าประสบการณ์ หากมีความ
คิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการปฏิบัตงิ านทีผ่ า่ นมา สามารถสอดแทรกประเด็นดังกลา่ วไดใ้ นระหว่าง
การเล่าประสบการณ์หากผู้เล่าประสบการณ์ในลำดับต่อมากล่าวว่า ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน
ของตนเองเหมือนกับประสบการณ์ของคนก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยกระบวนการต้องตั้งคำถามทันทีว่า
ประสบการณ์ท่ีเหมือนกันมีเรื่องอะไรบ้าง การตั้งคำถามดังกล่าวทำให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้มีโอกาส
เล่าประสบการณข์ องตนเอง ซ่งึ สอดคล้องกบั กตกิ าทีก่ ำหนดไว้ในขัน้ ต้น
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4.2 การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างวิธีการปฏิบัติงานที่กำหนดใน
แผนปฏิบัติงานกับวิธีการปฏิบัติงานจริงก่อนที่จะดำเนินการในขั้นตอนนี้ ผู้อำนวยกระบวนการต้อง
เขียนขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานลงในกระดาษฟลิปชาร์ทไว้ล่วงหน้าผู้อำนวย
กระบวนการสรุปขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนจากการเล่าประสบก ารณ์ที่ผ่านมาลง
ในกระดาษฟลปิ ชาร์ทติดไวบ้ นกระดานด้านหนา้ เพ่อื ใหผ้ รู้ ่วมถอดบทเรียนสามารถมองเห็นได้ทุกคนผู้
อำนวยกระบวนการนำกระดาษฟลิปชาร์ทซึ่งมีรายละเอยี ดขั้นตอนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงาน
นำมาตดิ ใกล้กับกระดาษ ฟลิปชาร์ทที่สรปุ ขั้นตอนการดำเนินงานของผ้รู ว่ มถอดบทเรียน เพื่อให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรยี นได้ศึกษารายละเอียดข้นั ตอนการดำเนินงานทง้ั 2 สว่ นผ้อู ำนวยกระบวนการเปิดประเด็น
การสนทนาให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหวา่ งขั้นตอนการดำเนินงาน
ตามแผนปฏิบัติงานและขั้นตอนการดำเนนิ งานของผู้ร่วมถอดบทเรียนผูอ้ ำนวยกระบวนการควรสร้าง
บรรยากาศทด่ี ีใหผ้ ู้รว่ มถอดบทเรยี นแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับข้นั ตอนการดำเนินงานอยา่ งอสิ ระ
4.3 การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้เป็นอย่างดีของผู้ร่วมถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนใน
กระดาษฟลปิ ชาร์ทมานำเสนออีกครั้ง เพอ่ื ให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนไดว้ เิ คราะหผ์ ลการปฏิบตั งิ านท่ีทำได้ดี
และค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏบิ ตั ิงานประสบผลสำเร็จผู้อำนวยกระบวนการสรุปประเดน็
จากการวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงานที่ทำได้ดีและสาเหตุที่ทำให้การปฏิบัติงาน ประสบผลสำเร็จลงใน
กระดาษฟลปิ ชาร์ท
4.4 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นของผู้ร่วมถอด
บทเรียน ผูอ้ ำนวยกระบวนการนำข้อมลู สรุปประเด็นจากการวิเคราะหผ์ ลการปฏบิ ตั งิ านท่ีทำได้ดีและ
สาเหตทุ ี่ทำให้การปฏิบัติงานประสบผลสำเร็จที่เขียนลงในกระดาษฟลิปชาร์ทให้ผ้รู ่วมถอดบทเรียนได้
ศึกษาและค้นหาวิธีการปฏิบัติงานต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิมผลลัพธ์ที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือ ต้องได้
ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์กำหนดแนวทางการ
ปฏบิ ัติงานทีเ่ ป็นประโยชน์ในอนาคต
4.5 การวิเคราะห์อุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานผู้ร่วมถอด
บทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการนำข้อมูลขั้นตอนการดำเนินงานของผู้ร่วมถอดบทเรียนที่เขียนไว้ใน
กระดาษฟลิปชาร์ทมานำเสนออกี คร้ัง เพอื่ ให้ผรู้ ่วมถอดบทเรยี นได้วเิ คราะห์อปุ สรรคท่ีเกิดข้ึนระหว่าง
การปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมายผู้อำนวย
กระบวนการสรปุ ประเดน็ จากการวเิ คราะห์อุปสรรคที่เกิดขึน้ ระหว่างการปฏิบตั ิงานและค้นหาสาเหตุ
หรือปัจจยั ท่ีทำให้การปฏบิ ัติงานไม่บรรลุเปา้ หมายลงในกระดาษฟลิปชาร์ท
4.6 การให้ข้อเสนอแนะวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการปฏิบัติงาน
ของผู้ร่วมถอดบทเรียนผู้อำนวยกระบวนนำข้อมูลสรุปประเด็นจากการวิเคราะห์ อุปสรรคที่เกิดข้ึน
ระหว่างการปฏิบัติงานและค้นหาสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานไม่บรรลุเ ป้าหมายที่เขียนใน
กระดาษฟลิปชาร์ทให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนได้ศึกษาและค้นหาวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอุปสรรคในการ
ปฏิบัติงานผลลัพธ์ที่สำคัญในขั้นตอนนี้คือ ต้องได้ข้อเสนอแนะหรือข้อสรุปแบบเฉพาะเจาะจงซ่ึง
สามารถนำไปใช้ประโยชน์กำหนดแนวทางการปอ้ งกนั ไม่ใหเ้ กดิ อปุ สรรคในการปฏิบตั ิงานในอนาคต
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4.7 ข้อเสนอแนะในสิ่งทค่ี วรทำเพมิ่ เติมในการปฏบิ ตั ิงานท่ผี า่ นมาของผู้ร่วม
ถอดบทเรียนผู้อำนวยกระบวนการเริ่มเปิดประเด็นและกระตุ้นให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนให้ข้อเสนอแนะ
เพิ่มเติมในการปฏิบัติงานที่ผ่านมา ถ้าไม่มีข้อเสนอแนะใดๆจากผู้ร่วมถอดบทเรียนก็สามารถข้าม
ขัน้ ตอนนี้ได้
4.8 การประเมินความพึงพอใจผลการปฏิบัติงานที่ผ่านมาของผู้ร่วมถอด
บทเรียนการถอดบทเรียนในขั้นตอนสุดท้าย ผู้อำนวยกระบวนการต้องจัดเตรียมบัตรคำเพื่อให้ผู้ร่วม
ถอดบทเรียนทกุ คนได้ประเมนิ ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานท่ีผ่านมาการกำหนดค่าคะแนนความพึง
พอใจ ค่าคะแนนความพึงพอใจน้อยท่ีสุดมีเท่ากบั 1และค่าคะแนนความพึงพอใจมากที่สุดมีค่าเท่ากับ
10 ดงั ตวั อยา่ งต่อไปน้ี
ข้อพงึ ระวังในการถอดบทเรียน
ก่อนการถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการควรจัดแบ่งเวลาการถอดบทเรียนในแต่ละ
ขั้นตอนให้ความเหมาะสมในระหว่างการถอดบทเรียน ผู้อำนวยกระบวนการต้องหมั่นสังเกต
พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมถอดบทเรียนตลอดเวลา หากบรรยากาศในการถอดบทเรียนเริ่มเกิดความตึง
เครียด ให้ยุติการถอดบทเรียนทันที ซึ่งระยะเวลาในการผ่อนคลายของผู้ร่วมถอดบทเรียนควรอยู่
ระหว่าง 10-15 นาทคี วรจดั อาหารว่างและเครื่องดมื่ ใหแ้ กผ่ ู้รว่ มถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรยี น
ขั้นที่ 2 การบนั ทกึ บทเรียน
การบันทึกบทเรียนเป็นภาระหน้าทีโ่ ดยตรงของผูจ้ ดบันทกึ ในขั้นตอนนี้ผู้จดบันทึกต้องมีการ
ปฏบิ ตั งิ านรวม 3 ข้นั คือ การเตรียมตัวก่อนการบันทกึ การบนั ทกึ ข้อมูลการถอดบทเรียนและการสรุป
รายงานการถอดบทเรียน โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี
1. การเตรียมตัวก่อนการบันทึกบทเรียน ผู้จดบันทึกควรเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการ
ถอดบทเรียนใน 4 ประเด็นคือศึกษารายละเอียดโครงการ ศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียน
จัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียน และเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งมี
รายละเอยี ดดังน้ี
1.1 การศึกษารายละเอียดโครงการในการศึกษารายละเอียดโครงการ ผู้จดบันทึก
ควรนำรายละเอียดโครงการมาศึกษาให้เกดิ ความเขา้ ใจและดำเนินการจดบนั ทึกรายละเอยี ดโครงการ
ให้แล้วเสร็จ จะทำให้เกิดความเข้าใจเพิ่มขึ้นและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานการ
ถอดบทเรียน
1.2 การศึกษารายละเอียดการถอดบทเรียนข้อมูลที่ใช้จะเกี่ยวข้องกับการศึกษา
กรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ขั้นตอนการถอดบทเรียน และประเด็นคำถามในการถอดบทเรียน มี
รายละเอียดดังนี้การศึกษากรอบแนวคิดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำกรอบแนวคิดการถอด
บทเรียนมาศึกษาให้เกิดความเข้าใจในภาพรวมของการถอดบทเรียนทั้งหมด วัตถุประสงค์ของการ
ถอดบทเรียน และสามารถนำหัวข้อและประเด็นที่ปรากฏในกรอบแนวคิดการถอดบทเรียนเขียน
บรรยายเป็นเน้ือเรื่องในเชิงพรรณนาและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเขียนรายงานการถอด
บทเรียนการศึกษาขั้นตอนการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกควรนำขั้นตอนการถอดบทเรียนมาศึกษาให้
เกิดความเขา้ ใจในแตล่ ะขั้นตอนมีวิธีการดำเนินงานอยา่ งไรบา้ ง เพือ่ วางแผนการจดบันทึกขอ้ มูลสำคัญ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ที่จะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนการศึกษาประเด็นคำถามในการถอดบทเรียน จากประเด็นคำถามซ่ึง
ทีมงานถอดบทเรียนกำหนดไว้ ผู้จดบันทึกสามารถนำขอ้ มูลประเด็นคำถามดังกล่าวไปใช้ประโยชนใ์ น
การจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรยี น
1.3 การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการบันทึกการถอดบทเรียนอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ใน
การบันทึกการถอดบทเรียน ได้แก่ แบบฟอร์มบันทึกบทเรียน เครื่องบันทึกเสียง แถบบันทึกเสียง
แบตเตอรี่ และสมุดบันทึก
1) การจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียนผู้จดบันทึกสามารถนำข้อมูล
ประเดน็ คำถามใช้ในการจัดทำแบบฟอร์มบันทึกบทเรียน ซึง่ จะชว่ ยอำนวยความสะดวกแก่ผู้จดบันทึก
ในระหวา่ งการถอดบทเรียน
แบบฟอร์มบนั ทกึ บทเรียน มีรายละเอียดดงั น้ี
แบบบนั ทึกบทเรียนในโครงการ….........................................................................
หน่วยงานรับผิดชอบ.......................................................................... ...................
วนั เดอื นปที ีถ่ อดบทเรยี น.......................................................................................
รายชอื่ ผรู้ ว่ มถอดบทเรยี น......................................................................................
รายชือ่ ทีมงานถอดบทเรยี น...................................................................................
รายชื่อผ้อู ำนวยกระบวนการ..................................................................................
วตั ถปุ ระสงค์ของการถอดบทเรยี น.........................................................
รายละเอยี ดของโครงการ.....................................................................................
วิธีปฏิบตั งิ านของผ้รู ่วมถอดบทเรียน.............................................................
วิธีปฏิบัตงิ านทีก่ ำหนดในแผนปฏบิ ัติงานของโครงการ................................................
เปรยี บเทียบความแตกตา่ งของวิธปี ฏิบัตงิ านของผู้รว่ มถอดบทเรยี นกบั วิธี
ปฏบิ ัตงิ านทีก่ ำหนดในแผนปฏิบตั ิงานของโครงการ.....................................
ส่งิ ทีท่ ำได้ดจี ากการปฏิบัตงิ านของผรู้ ว่ มถอดบทเรียน..........................................
สาเหตุทที่ ำไดด้ .ี ..............................................................................................
ข้อเสนอแนะวธิ ีปฏิบัตงิ านต่อไปใหด้ ขี นึ้ .......................................................
อุปสรรคในการปฏบิ ตั ิงาน...................................................................
สาเหตขุ องการเกดิ อุปสรรคในการปฏิบัติงาน..........................................
ขอ้ เสนอแนะวธิ ปี อ้ งกนั ไม่ให้เกดิ อปุ สรรคในการปฏิบตั งิ าน......................
ขอ้ เสนอแนะส่งิ ทีค่ วรกระทำเพ่มิ เตมิ ในการปฏบิ ตั งิ านท่ีผา่ นมา.................................
วิธกี ารปฏบิ ตั งิ านท่จี ะทำใหค้ ะแนนความพึงพอใจเพ่ิมข้นึ ในการปฏบิ ตั งิ านต่อไป
2) การจัดเตรียมเครื่องบันทึกเสียงและอุปกรณ์ผู้จดบันทึกควรจัดหาเครื่อง
บันทึกเสียงที่มีคุณภาพดี ใช้งานสะดวก ผู้จดบันทึกควรทดลองใช้งานเครื่องบันทึกเสียงก่อนวันที่จะ
ดำเนินการถอดบทเรียน เพื่อทดสอบคุณภาพของเครื่องบันทึกเสียงว่าสามารถใช้งานได้จริงและได้
ทดลองใช้งานจริงทำให้เกิดความคล่องตัวในการใช้เครื่องบันทึกเสียงเครื่องบันทึกเสียงที่ต้องใช้แถบ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผูน้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
บันทึกเสียง ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแถบบันทึกเสียงให้มีปริมาณเพียงพอกับระยะเวลาที่ต้อง
บันทึกเสียงระหว่างการถอดบทเรยี น ส่วนเครื่องบันทึกเสียงที่ไม่ต้องใช้แถบบันทึกเสียง ได้แก่ เครื่อง
MP3 หรือ MP4 ผู้จดบนั ทกึ ต้องคดั ลอกหรือลบไฟลข์ ้อมูลในเครื่องบนั ทึกเสยี งเพื่อให้มพี ื้นทว่ี ่างในการ
บนั ทึกเสียงเพียงพอกบั ระยะเวลาที่ต้องบันทึกเสยี งในกรณีท่ีเครื่องบนั ทึกเสียงไมส่ ามารถใช้ไฟฟ้าและ
ต้องใช้เฉพาะแบตเตอรี่เท่านั้น ผู้จดบันทึกควรจัดเตรียมแบตเตอรี่สำรองให้เพียงพอกับระยะเวลาท่ี
ต้องบนั ทึกเสียงในระหว่างการถอดบทเรียน
3) การจัดเตรียมสมุดบันทึกสมุดบันทึกเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการปฏิบัติงานของผู้
จดบันทึก การจัดเตรียมสมุดบันทึกที่ดีควรมีจำนวนหน้าเพียงพอต่อการจดบันทึกข้อมูลระหว่างการ
ถอดบทเรยี นการเตรียมสมุดบันทึกไว้พร้อมใชง้ านทำใหก้ ารปฏบิ ัตงิ านของผจู้ ดบันทึกมีความคล่องตัว
เมื่อจดบันทกึ ขอ้ มูลเสร็จแล้วสามารถนำไปเกบ็ ไว้ไดเ้ ปน็ ระเบยี บและเกิดความสะดวกในการค้นหา
1.4 การเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจในการเตรียมความพร้อมทาง
ร่างกาย ผู้จดบันทึกควรออกกำลังกายให้ร่างกายเกิดความกระฉับกระเฉง สมองเกิดวามตื่นตัว และ
ควรบริหารมอื ให้มีความพรอ้ มในการจดบนั ทกึ
นอกจากนี้ควรรับประทานอาหารทีม่ ีประโยชน์ ควรงดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดและควรนอน
หลับพักผ่อนในช่วงกลางคืนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนที่จะดำเนินการถอดบทเรียนใน
วันรุ่งขึ้นส่วนการเตรียมความพร้อมทางจิตใจ ควรฝึกสมาธิให้มีความมั่นคง ทำจิตใจให้เบิกบาน มอง
โลกในแง่ดีและเห็นคุณค่าของการจดบันทึกข้อมูลจากการถอดบทเรียน ซึ่งมีผลทำให้ทีมงานถอด
บทเรียน ผู้ร่วมถอดบทเรียน และผู้สนใจเกิดได้นำข้อมูลดงั กล่าวไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรูห้ ลังจาก
เสรจ็ สิ้นการถอดบทเรียน
2. การบนั ทึกขอ้ มูลการถอดบทเรยี น สงิ่ ทตี่ อ้ งดำเนนิ การ เมือ่ เรมิ่ ตน้ การถอดบทเรียนผู้จด
บันทึกควรเปิดเครื่องบันทึกเสียงและดำเนินการบันทึกเสียงตั้งแต่การสร้างบรรยากาศในการถอด
บทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรยี น การจัดกิจกรรมอนุ่ เคร่ือง และการถอดบทเรียนข้อมูล
ท่ีตอ้ งจดบนั ทึกระหว่างการถอดบทเรียน มดี ังน้ี
2.1 ข้อมูลขั้นตอนและวิธีการจัดกิจกรรมถอดบทเรียน โดยเริ่มต้นจากการสร้าง
บรรยากาศในการถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง และ
การถอดบทเรยี นซงึ่ เปน็ กิจกรรมสดุ ท้าย
2.2 ข้อมูลจากการเล่าเรื่อง การวิเคราะห์ และการอภิปรายของผู้ร่วมถอดบทเรียน
ในข้นั ตอนการถอดบทเรยี น ซึ่งผู้จดบันทกึ ควรนำแบบฟอรม์ การถอดบทเรียนมาใช้ประโยชน์ในการจด
บันทกึ ข้อมลู ตามประเด็นที่กำหนดไว้
2.3 ข้อมูลบรรยากาศระหว่างการถอดบทเรียน ซึ่งเริ่มตั้งแต่การสร้างบรรยากาศใน
การถอดบทเรียน การกำหนดกติกาในการถอดบทเรียน การจัดกิจกรรมอุ่นเครื่อง และการถอด
บทเรียนเมื่อสิ้นสุดการถอดบทเรียน ผู้จดบันทึกต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลอีก
ครง้ั
3. การสรุปรายงานการถอดบทเรียนเมื่อเสร็จสิ้นการถอดบทเรยี น ผู้จดบันทึกจะต้องอ่าน
รายงานการถอดบทเรียนให้ผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียนได้รับทราบข้อ มูลที่ได้จด
บันทึกทั้งหมด หากมีข้อมูลในขั้นตอนใดที่ไม่ชัดเจนหรือไม่สมบูรณ์ ผู้จดบันทึกสามารถเพิ่มเติม
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
รายละเอียดของข้อมูลดังกล่าวตามข้อเสนอแนะของผู้ร่วมถอดบทเรียนและทีมงานถอดบทเรียน
เพอ่ื ใหข้ อ้ มลู มคี วามสมบูรณ์
พระราชบัญญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 (แก้ไขเพ่มิ เติม พ.ศ.2553)
1. หมวด 1 บททั่วไป ความมงุ่ หมายและหลักการ
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีเจตนารมณ์ที่ต้องการเน้นย้ำว่าการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพ่ือ
พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม
และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิตสามารถอยู่รว่ มกับผู้อนื่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุข
2. การจัดการศกึ ษา ให้ยึดหลักดังน้ี
1) เป็นการศึกษาตลอดชวี ิตสำหรับประชาชน
2) ให้สังคมมสี ่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษา
3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ ห้เป็นไปอย่างตอ่ เน่อื ง
3. สำหรับเรอ่ื งการจัดระบบ โครงสรา้ งและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลกั ดังนี้
1) มเี อกภาพดา้ นนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏบิ ตั ิ
2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถ่นิ
3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุก
ระดบั และประเภท
4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและการพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษาอยา่ งต่อเน่ือง
5) ระดมทรพั ยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจดั การศึกษา
6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน
ท้องถ่นิ เอกชน องค์กรเอกชน องคก์ รวชิ าชพี สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสงั คม
4. หมวด 2 สทิ ธิและหน้าทีท่ างการศึกษา
1) บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบ
สองปี ท่ีรัฐต้องจัดให้อยา่ งทวั่ ถึง และมคี ุณภาพโดยไมเ่ ก็บค่าใชจ้ ่าย
2) บุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ หรือมีร่างกายพิการ หรือมีความ
ตอ้ งการเปน็ พเิ ศษ หรือผูด้ อ้ ยโอกาสมสี ทิ ธแิ ละโอกาสไดร้ บั การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานเป็นพเิ ศษ
3) บิดามารดา หรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลในความดูแลได้รับ
การศึกษาท้ังภาคบงั คบั และนอกเหนือจากภาคบังคับตามความพรอ้ มของครอบครัว
4) บิดามารดา บุคคล ชุมชน องค์กร และสถาบันต่าง ๆ ทางสังคมที่สนับสนุนหรือ
จดั การศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน มสี ิทธไิ ดร้ ับสทิ ธปิ ระโยชน์ตามควรแกก่ รณดี งั นี้
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
- การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้
การศึกษาแกบ่ ุตรหรือผูซ้ ึ่งอยู่ในความดูแล รวมทั้งเงนิ อุดหนนุ สำหรบั การจดั การศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน
- การลดหยอ่ นหรือยกเวน้ ภาษสี ำหรับคา่ ใช้จ่ายการศึกษา
5. หมวด 3 ระบบการศกึ ษา
1) การจัดการศึกษามีสามรูปแบบ คือ
- การศึกษาในระบบ - การศกึ ษานอกระบบ - การศึกษาตามอัธยาศยั
สถานศึกษาจดั ได้ทง้ั สามรูปแบบ และให้มีการเทยี บโอนผลการเรียนท่ผี เู้ รยี นสะสมไวร้ ะหว่างรปู แบบ
เดยี วกนั หรือตา่ งรูปแบบได้ ไมว่ า่ จะเปน็ ผลการเรยี นจากสถานศกึ ษาเดียวกันหรือไม่ก็ตาม
2) การศึกษาในระบบมสี องระดับ คือ
- การศึกษาขั้นพ้ืนฐานซ่ึงจดั ไม่นอ้ ยกวา่ 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา
- ระดบั อุดมศกึ ษาแบง่ เป็น 2 คือ ระดับต่ำกวา่ ปรญิ ญาและระดบั ปรญิ ญา
3) ใหม้ ีการศึกษาภาคบังคบั เก้าปี นบั จากอายยุ ่างเข้าปีทีเ่ จ็ด จนอายยุ า่ งเข้าปที ่สี ิบหกหรือ
เมอื่ สอบไดช้ ั้นปีทเี่ ก้าของการศกึ ษาภาคบงั คบั
4) สำหรบั เร่ืองสถานศึกษานั้น การศกึ ษาปฐมวัย และการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ให้จดั ใน
1) สถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
2) โรงเรยี น ได้แก่ โรงเรียนของรัฐ เอกชน และโรงเรยี นทีส่ งั กดั สถาบันศาสนา
3) ศูนย์การเรียน ได้แก่ สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบนั สงั คมอ่ืน
เป็นผู้จดั
6. หมวด 4 แนวการจัดการศกึ ษา
- การจดั การศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญท่ีสดุ ผ้เู รยี นทกุ คน สามารถเรียนรู้และ
พัฒนาตนเองได้ ดังนั้นกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียน ได้พัฒนาตามธรรมชาติและ
เตม็ ตามศักยภาพ
- การจัดการศึกษาทั้งสามรปู แบบในหมวด 3 ตอ้ งเน้นทัง้ ความรู้ คุณธรรม และ กระบวนการ
เรียนรู้ ในเรอื่ งสาระความรู้
7. หมวด 5 การบรหิ ารและการจดั การศกึ ษา
สว่ นที่ 1 การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของรฐั
- แบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับชาติ ระดับเขตพื้นที่การศกึ ษาและระดับสถานศึกษา
เพ่ือเป็นการกระจายอำนาจลงไปสทู่ ้องถิน่ และสถานศึกษาใหม้ ากทสี่ ุด
1.1 ระดับชาติ ให้มีกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มีอำนาจหน้าที่ กำกับดูแล
การศึกษาทุกระดับและทุกประเภทรวมทั้ง การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน
และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรรวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัด
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผ้นู าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม กระทรวง มีองค์กรหลักที่เป็นคณะ บุคคลในรูปสภาหรือ
คณะกรรมการสี่องค์กร คอื สภาการศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรมแหง่ ชาติ คณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอดุ มศึกษา คณะกรรมการการศาสนาและวฒั นธรรม
1.2 ระดบั เขตพ้นื ที่การศกึ ษา การบริหารและการจัดการศึกษาข้นั พืน้ ฐานและการอุดมศึกษา
ระดับตำ่ กวา่ ปริญญา ให้ยดึ เขตพืน้ ท่ีการศึกษาโดยคำนึงถึงปรมิ าณสถานศึกษา และจำนวนประชากร
เปน็ หลัก
1.3 ระดับสถานศึกษา ให้แต่ละสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับ ต่ำ
กว่าปริญญา มีคณะกรรมการสถานศึกษา เพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุนกิจการของ
สถานศึกษาและจัดทำสาระของหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคมภูมิปัญญา
ทอ้ งถิน่ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบดว้ ย ผ้แู ทน ผู้ปกครอง ผู้แทน
ครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา และ
ผู้ทรงคุณวุฒิ และให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ให้
กระทรวงกระจายอำนาจ ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบรหิ ารงานบุคคล และการบรหิ ารท่วั ไป ไป
ยังคณะกรรมการและสำนักงานการศึกษาฯ เขตพ้นื ทก่ี ารศึกษา และสถานศึกษาในเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
โดยตรง
8. หมวด 6 มาตรฐานและการประกนั คุณภาพการศึกษา
- ให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วยระบบการประกัน
คณุ ภาพภายใน ระบบการประกนั คณุ ภาพภายนอก
- หน่วยงานต้นสังกัด และสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกับคุณภาพภายใน
ซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของการบรหิ าร และจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหนว่ ยงานที่เก่ยี วข้องและเปิดเผย
ตอ่ สาธารณชน
- ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งคร้ัง
ทุก หา้ ปี โดยสำนกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศกึ ษา ซึง่ เปน็ องค์การมหาชน
9. หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบคุ ลากรทางการศึกษา
- ให้มอี งคก์ รวชิ าชพี ครู ตามมาตรา 53 ทำให้เกดิ พรบ. สภาครูและบคุ ลากรทางการ
ศกึ ษา 2546
- ให้มีองค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู ตามมาตรา 54 ทำให้เกิด
พรบ. ระเบียบขา้ ราชการครแู ละบคุ ลากรทางการศกึ ษา
- ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาและบคุ ลากรทางการศึกษาอืน่ ทั้งของ
รฐั และเอกชน ต้องมใี บอนุญาตประกอบวชิ าชพี
ทั้งนี้ ยกเว้น ผู้ที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย จัดการศึกษาในศูนย์การเรียน วิทยากรพิเศษ
และผบู้ ริหารการศกึ ษาระดับเหนอื เขตพน้ื ท่ีการศึกษา
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
10. หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทนุ เพอ่ื การศกึ ษา
- ให้มีการระดมทรัพยากรและการลงทุนด้านงบประมาณ การเงนิ และทรพั ยส์ ิน ทั้ง
จากรัฐ องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องคก์ รวชิ าชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่นและต่างประเทศมาใช้จดั การศึกษา
- สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล มีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้
และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถานศึกษา ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอ่ืน
รวมทั้งหารายได้จากบริการของสถานศึกษาที่ไม่ขัดกับภารกิจหลักอสังหาริมทรัพย์ที่สถานศึกษาของ
รัฐได้มา ทั้งจากผู้อุทิศให้หรือซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถานศึกษา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ
สถานศกึ ษา บรรดารายไดแ้ ละผลประโยชน์ตา่ ง ๆ ของสถานศึกษาของรฐั ดังกลา่ ว ไม่เป็นรายได้ที่ต้อง
ส่งกระทรวงการคลงั
11. หมวด 9 เทคโนโลยเี พือ่ การศึกษา
- รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวนำและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการส่ง
วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปอื่นเพื่อประโยชน์สำหรับ
การศึกษา การทะนุบำรุง ศาสนา ศลิ ปะและวฒั นธรรมตามความจำเป็น
- รัฐสง่ เสรมิ สนบั สนุนให้มีการศึกษาและพัฒนา การผลติ และพฒั นาแบบเรียน ตำรา
สอื่ สง่ิ พิมพอ์ นื่ วสั ดุอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพือ่ การศึกษาอ่ืน โดยจัดให้มีเงนิ สนบั สนนุ และเปิดให้มีการ
แข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพ่ือ
การศกึ ษา
- ให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้
ผู้เรยี นได้พัฒนาขีดความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยเี พื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ อันจะนำไปสู่
การแสวงหาความรู้ไดด้ ้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชวี ติ
- ให้มีการระดมทุน เพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา จากเงิน
อุดหนุนของรัฐ ค่าสัมปทานและผลกำไรที่ได้จากการดำเนินกิจการ ด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยี
สารสนเทศ และโทรคมนาคมจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรประชาชน
รวมทั้งให้มีการลดอัตราค่าบริการเป็นพิเศษในการใช้เทคโนโลยี ให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าท่ี
พิจารณาเสนอนโยบาย แผน ส่งเสริม และประสานการศึกษา การพัฒนาและการใช้ รวมทั้งการ
ประเมินคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพของการผลิตและการใชเ้ ทคโนโลยีเพือ่ การศึกษา
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
การจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3)
พ.ศ.2553
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ถือว่าเป็นความพยายามที่จะทำการปฏิรูป
การศึกษาครง้ั สำคญั ซง่ึ ดำเนนิ การจดั ทำข้นึ ด้วยความร่วมมือจากหลายฝา่ ย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายการเมือง
ฝ่ายข้าราชการ ครู อาจารย์ บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชน องค์กร และสถาบันต่างๆ มี
การศกึ ษาปญั หา ประมวลองคค์ วามร้ตู า่ งๆ ทง้ั ภายในและภายนอกประเทศ มกี ารระดมผู้รู้ นักปราชญ์
มาชว่ ยกนั คดิ ชว่ ยกนั สร้างเปา้ หมายของการศึกษาไทย
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่กำหนดขึ้นเพื่อแก้ไขหรือ
แก้ปัญหาทางการศึกษา และถือได้ว่าเป็นเคร่ืองมือสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา อาจสรุปหลักการ
สำคญั ได้ 7 ด้าน ดงั นี้
1. ด้านความเสมอภาคของโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรากฏตามนยั มาตรา 10 วรรค
1 คือ การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่
น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย มาตรา 8 (1) การ
จดั การศึกษาให้ยึดหลักวา่ เปน็ การศึกษาตลอดชีวติ สำหรบั ประชาชน
2. ด้านมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (3) กำหนดมาตรฐานการศึกษา
และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา และ มาตรา 47 ให้มีระบบ
ประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบ
ประกันคุณภาพภายในและระบบประกนั คุณภาพภายนอก
3. ดา้ นระบบบรหิ ารและการสนับสนนุ ทางการศกึ ษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (2) การจดั ระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (1) มีเอกภาพด้านนโยบายและหลากหลาย
ในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น (3) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้จัดการศึกษา (4) การมีส่วนร่วมของบุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบัน
ศาสนา สถานประกอบการ และสถาบนั สังคมอื่น ๆ
มาตรา 43 การบรหิ ารและการจัดการศึกษาของเอกชน ใหม้ คี วามเป็นอิสระ โดยมีการกำกับ
ติดตาม การประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาจากรัฐ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การ
ประเมินคุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษาเช่นเดียวกบั การศึกษาของรัฐ
4. ด้านครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (4) มีหลักการ
ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครู คณาจารย์
และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนอ่ื ง
มาตรา 52 ให้กระทรวงส่งเสริมให้มีระบบ กระบวนการผลิต การพัฒนาครู คณาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศกึ ษาให้มีคุณภาพ และมาตรฐานที่เหมาะสมกับการเปน็ วิชาชีพชน้ั สูง โดยการกำกับ
และประสานให้สถาบันที่ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์ รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษาให้มี
ความพร้อมและมีความเข้มแข็งในการเตรียมบุคลากรใหม่และการพัฒนาบุคลากรประจำการ อย่าง
ต่อเนื่อง รัฐพึงจัดสรรงบประมาณและจัดตั้งกองทุนพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
อยา่ งเพียงพอ
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
5. ด้านหลกั สตู ร ปรากฏตาม มาตรา 8 (3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไป
อย่างต่อเนอื่ ง มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานกำหนดหลักสูตรภาคบงั คับ การศึกษา
ขั้นพื้นฐาน เพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพอื่ การศึกษาต่อ ให้สถานศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐานมหี นา้ ท่ีจัดทำสาระของหลักสตู รตามวตั ถุประสงค์
ในวรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึง
ประสงคเ์ พอื่ เป็นสมาชิกทีด่ ีของครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ
มาตรา 28 หลักสูตรสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งหลักสูตรสถานศึกษาสำหรับบุคคลพิการ
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิต
ของบุคคลใหเ้ หมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
สาระของหลักสูตรทั้งที่เป็นวิชาการและวิชาชีพ ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้าน
ความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม และความรับผดิ ชอบต่อสังคม
สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศกึ ษา นอกจากคุณลักษณะในวรรคหนึ่งและวรรคสอง
แลว้ ยงั มคี วามมงุ่ หมายเฉพาะท่ีจะพัฒนาวิชาการ วิชาชพี ชัน้ สงู และด้านการคน้ ควา้ วจิ ัย เพ่ือพัฒนา
องค์ความรูแ้ ละพฒั นาทางสงั คม
มาตรา 24 (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัด โดย
คำนึงถึงความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
6. ด้านกระบวนการเรียนรู้ ปรากฏตาม มาตรา 22 การจดั การศึกษาต้องยดึ หลักว่าผู้เรียนทุก
คนมีความสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ
จดั การศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรยี นสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 24 การจดั กระบวนการเรียนรู้ ใหส้ ถานศึกษาและหนว่ ยงานท่เี กีย่ วข้องดำเนินการ
ดังนี้ (1) จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดย
คำนึงถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล (2) ฝึกทักษะ กระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา (3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้คิดได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้ง
ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้
ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียน และอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวจิ ัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจดั การเรยี นรู้ ทั้งนี้ครูและ
ผู้เรยี นอาจเรยี นรู้ไปพรอ้ มกัน จากสอื่ การเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (6) จัดการ
เรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และ
บุคคลในชุมชนทุกฝา่ ย เพอ่ื ร่วมกนั พัฒนาผู้เรียนตามศกั ยภาพ
มาตรา 25 รัฐต้องเร่งส่งเสริมการดำเนินงาน และการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุก
รูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์
อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้
อ่นื อย่างพอเพยี งและมปี ระสิทธิภาพ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบควบคู่ไปใน
กระบวนการเรยี นการสอนตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดบั และรปู แบบการศึกษา
มาตรา 8 (1) และ (3) การจัดการศึกษายึดหลักดังนี้ (1) เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับ
ประชาชน (3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ หเ้ ป็นไปอยา่ งต่อเนื่อง
7. ด้านทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา ปรากฏตาม มาตรา 9 (5) การจัดระบบ
โครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ใน
การจดั การศึกษา
มาตรา 58 ให้มีการระดมทรัพยากรการลงทุนด้านงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สิน ทั้ง
จากรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน เอกชน องค์กรเอกชน
องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ สถาบันสังคมอื่น และต่างประเทศ มาใช้ในการจดั
การศกึ ษา
มาตรา 60 ให้รัฐจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้กับการศึกษา ในฐานะที่มีความสำคัญสูงสุด
ตอ่ ความมั่นคงยงั่ ยนื ของประเทศ โดยจดั สรรเป็นเงินงบประมาณเพอ่ื การศึกษา
จากหลักการสำคัญดังกล่าวข้างต้น มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคัญ คือ
1. ด้านหลักสูตร กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรให้ต่อเนื่อง เชื่อมโยง มีความสมดุลในเนื้อหา
สาระ ทั้งที่เป็นวิชาการ วิชาชีพ และวิชาว่าด้วยความเป็นมนุษย์ และให้มีการบูรณาการเนื้อหา
หลากหลายท่ีมปี ระโยชนต์ ่อการดำรงชวี ติ ได้แก่
1.1 เน้อื หาเก่ียวกับตนเองและความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งตนเองกบั สงั คม
1.2 เนื้อหาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การบำรุงรักษา ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติและ
ส่ิงแวดลอ้ ม
1.3 เน้อื หาเก่ยี วกับศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรม ภมู ิปัญญาไทย
1.4 เน้อื หาความรแู้ ละทักษะด้านคณติ ศาสตร์และภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถกู ต้อง
1.5 เนอ้ื หาความร้แู ละทกั ษะในการประกอบอาชพี และการดำรงชวี ิตอย่างมีความสขุ
2. ด้านกระบวนการเรียนรู้ กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ
เรียนรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ โดยถอื วา่ ผู้เรียนมีความสำคัญท่สี ุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริม
ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ และเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอด
ชีวิต ดังข้อมูลที่ระบุไว้เป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษาที่สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2543) ได้สรุปถึงลักษณะกระบวนการจัดการ
เรยี นรู้ในสาระของพระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแหง่ ชาติ ไว้ดังน้ี
2.1 มีการจดั เน้อื หาที่สอดคลอ้ งกบั ความสนใจ ความถนัดของผเู้ รียน
2.2 ใหม้ กี ารเรยี นร้จู ากประสบการณแ์ ละฝกึ นิสัยรักการอา่ น
2.3 จดั ให้มีการฝกึ ทักษะกระบวนการและการจัดการ
2.4 มีการผสมผสานเนอื้ หาสาระด้านต่างๆ อยา่ งสมดุล ปลกู ฝงั คณุ ธรรม
2.5 จดั การสง่ เสรมิ บรรยากาศการเรยี นเพอ่ื ให้เกดิ การเรียนร้แู ละรอบรู้
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
2.6 จดั ให้มกี ารเรียนรูไ้ ด้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี และใหช้ ุมชนมีสว่ นร่วมในการจดั การเรียนร้ดู ้วย
3.ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้โดยผู้เรียน
เป็นสำคัญ จะต้องประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง โดยการใช้วิธีการประเมินผู้เรียนหลายๆ วิธี ได้แก่
การสงั เกตพฤติกรรมการเรียนและการร่วมกิจกรรม การใชแ้ ฟม้ สะสมงาน การทดสอบ การสัมภาษณ์
ควบคูไ่ ปกบั กระบวนการเรียนการสอน ผเู้ รยี นจะมีโอกาสแสดงผลการเรยี นรู้ได้หลายแบบ ไม่เพียงแต่
ความสามารถทางผลสัมฤทธิ์การเรยี นซึ่งวัดได้โดยแบบทดสอบเท่านั้น การวดั และการประเมินผลการ
เรียนรู้แบบนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอันเกิดจากผลการพัฒนาตนเองของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ได้
ชัดเจนมากขึ้น
หลักสูตรและองค์ประกอบของหลักสูตร
ความหมายของหลักสูตร
ในแวดวงนักศึกษาผู้ให้ความหมายของหลักสูตรไว้มากมาย โดยไม่สามารถทำให้ทุกคนเห็น
พ้องกับความหมายใดเพียงความหมายเดียว เพราะหลักสูตรเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาแต่
อาจแบ่งกลุ่มความหมายของหลักสูตรได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มความหมายที่เน้นถึงเนื้อหาสาระที่
จะต้องเรียนรู้ 2) กลุ่มความหมายทเี่ น้นความหมายสำคัญของจุดหมายที่ต้องการใหเ้ กิดกับผเู้ รยี น และ
3) กล่มุ ความหมายที่เน้นกระบวนการท่ีจะพฒั นาผเู้ รยี น
กาญจนา คณุ ารักษ์ (2535 : 1-4) ไดร้ วบรวมความหมายหลักสูตรไวด้ ังนี้
1. หลกั สตู ร คอื รายวิชาหรือรายการเนื้อหาท่ีสอนโรงเรยี น
2. หลกั สตู ร คอื ประสบการณท์ จี่ ดั ใหแ้ ก่ผ้เู รยี น
3. หลักสตู ร คอื กจิ กรรมการเรียนการสอนและวสั ดอุ ุปกรณ์
4. หลักสูตร คือ สิ่งที่โรงเรียน ผู้ปกครอง คาดหมายหรือมุ่งหวังจะให้ผู้เรียนได้รับหรือมี
คุณสมบัติในสิ่งนนั้ ๆ
5. หลกั สตู ร คอื พาหนะท่จี ะนำผเู้ รียนไปสคู่ วามสำเร็จตามเปา้ หมายของการศกึ ษา
6. หลักสูตร คือ ส่ิงแวดล้อมต่าง ๆ ทางการเรียน และสงิ่ แวดล้อมในโรงเรยี น
7. หลักสูตร คือ กระบวนการปฏิสัมพันธร์ ะหว่างครู นกั เรียน และสิ่งแวดล้อมการเรียน
8. หลกั สตู ร คอื แผนหรือแนวทาง หรือข้อกำหนดในการจดั การศึกษาของโรงเรียน
9. หลกั สตู ร คือ เอกสาร หนังสอื หลกั สูตร และเอกสารประกอบหลักสูตรใด ๆ เช่น แผนการ
สอน ค่มู อื ครู แบบเรียน เปน็ ตน้
10.หลักสตู ร คอื วิชาความรู้สาขาหนึ่งทีว่ ่าด้วยทฤษฎี หลักการ และแนวปฏบิ ัติในการพัฒนา
หลักสูตร วิชยั วงษใ์ หญ่ (2537 : 12) ได้ให้แนวคิดว่า หลักสตู ร คอื มวลประสอบการณท์ ง้ั ปวงที่จัดให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ครบถ้วนตามมาตราฐานคุณภาพสากล มาตรฐานความเป็นชาติไทยและ
มาตรฐานที่ชุมชนทอ้ งถ่นิ ต้องการ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
สงดั อทุ รานนั ท์ (2538 : 6) กล่าว หลกั สตู ร หมายถึง ลกั ษณะใดลกั ษณะหนึง่ ต่อไปนี้
1. หลักสูตร คือ สิ่งที่สร้างขึ้นในลักษณะของรายวิชา ซึ่งประกอบไปด้วยเนื้อสาระที่จัดเรียงลำดับ
ความยากงา่ ย หรอื เป็นขนั้ ตอนอยา่ งดแี ล้ว
2. หลักสูตร ประกอบด้วยประสบการณ์ทางเรียนซึ่งได้วางแผนล่วงหน้าเพื่อมุ่งหวังจะให้เด็กได้
เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมในทางที่ตอ้ งการ
3.หลักสตู ร เปน็ ส่ิงที่สงั คมสร้างขน้ึ สำหรบั ให้ประสบการณ์ทางการศึกษาแก่เด็กในโรงเรยี น
4. หลักสูตร ประกอบด้วยมวลประสบการณ์ทั้งหมดของผูเ้ รยี น ซึ่งเขาได้ทำได้รับรู้ และได้ตอบสนอง
ตอ่ การแนะแนวของโรงเรียน
ใจทิพย์ เชื้อรตั นพงษ์ (2539 : 9) ใหค้ วามหมายหลักสูตรวา่ คอื SOPEA ประกอบดว้ ย
S คือ Subject matter ไดแ้ ก่ เนือ้ หาทใี่ ชใ้ นการเรียนการสอน
O คอื Object ไก้แก่ วัตถุประสงค์
P คือ plans ได้แก่ แผนสำหรบั จัดโอกาสการเรียนรู้หรอื ประสอบการณแ์ ก่นักเรียนที่คาดหวงั
E คอื learner’s experience ไดแ้ ก่ ประสบการณท์ ง้ั ปวงของผู้เรียนมาจัดโดยโรงเรยี น
A คือ education activities ไดแ้ ก่ กจิ กรรมทางการศึกษาทีจ่ ัดใหก้ ับผเู้ รียน
ชมพันธุ์ กุญชน ณ อยุธยา (2540 :3-5) ได้อธิบายความหมายของ “หลักสูตร” ว่ามีความ
แตกต่างกันไปตั้งแต่ความหมายที่แคบสุดจนจนถึงกว้างสุด แต่จำแนกความคิดเห็นของนักศึกษาที่ได้
ให้นิยามความหมายของหลักสูตร ออกเป็น 2 ใหญ่ ๆ ดังนี้
1. หลักสูตร หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียน นักการศึกษาที่มีความคิดเห็นว่าหลักสูตร
หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียนนั้น มองหลักสูตรในลักษณะที่เป็นเอกสาร หรือโครงการ
การศึกษาที่สถาบันการศึกษาได้วางแผนไว้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาตามแผนหรือโครงการที่กำหนดไว้
หลักสูตรตามความหมายนีห้ มายถึงรวมถึง แผนการเรียนหรอื รายวิชาต่าง ๆ ที่กำหนดให้เรียนรวมท้ัง
เนื้อหาวิชาของรายวิชาต่าง ๆ กิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล ซึ่งได้กำหนดไว้ในแผน
ความคิดเห็นของนักศึกษากลุม่ นี้ไม่รวมถึงการนำหลักสูตรไปใช้หรือการเรยี นการสอนท่ีปฏิบัติจริง แต่
ทัง้ แผนประสบการณก์ ารเรยี นกบั การสอนทปี่ ฏบิ ัติจรงิ มคี วามสัมพนั ธ์กนั อย่างใกลช้ ิด
2. หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่สถาบันการศึกษาจัดให้ซึ่งหมาย
รวมถึงประสบการณ์การเรยี นและการนำหลกั สูตรไปใช้ดว้ ย แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคดิ ของทั้งทา
บาและ ไทเลอร์ที่เห็นว่า หลักสูตรประกอบด้วยจุดมุ่งหมายประสอบการณ์ทางการศึกษาหรือเนื้อหา
การจัดประสบการณ์ทางการศึกษาหรือจัดการเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนและการ
ประเมนิ ผล
ธำรง บัวศรี (2542 : 7) กล่าวว่า หลักสูตร คือ แผนซึ่งได้ออกแบบจัดทำขึ้นเพื่อแสดง
จุดมุ่งหมายการจัดเนื้อหาสาระกิจกรรมและมวลประสบการณ์ในแต่ละโปรแกรมการศึกษา เพื่อให้
ผเู้ รยี นมพี ัฒนาการในดา้ นตา่ ง ๆ ตามจุดหมายท่ีไดก้ ำหนดไว้
มาเรียม นิลพันธุ์ (2543 : 6) กล่าวว่า หลักสูตร หมายถึง เอกสารข้อกำหนดเกี่ยวกับมวล
ประสบการณ์ เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาไปในแนวทางที่ต้องการ ทั้งนี้ นักการศึกษาและนักพัฒนา
หลกั สตู รประเทศ ไดใ้ หค้ วามหมายและคำจำกัดความของหลกั สูตรไว้ โดยสรปุ ดังนี้
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
คาสเวลและแคมเบล (Caswell and Cambell 1935 : 66) ไดใ้ หจ้ ำกดั ความว่าหลกั สตู รเป็น
สง่ิ ท่ีประกอบดว้ ยประสบการณ์ท้ังมวลของเด็ก ภายใต้การแนะแนวของครู
ไทเลอร์ (Tyler. 1949 : 79) ได้สรุปว่าหลักสูตรเป็นสิ่งที่เด็กจะต้องเรียนรู้ทั้งหมด โดยมี
โรงเรยี นเป็นผูว้ างแผนและกำกบั เพ่อื ให้บรรลุถึงจุดหมายของการศกึ ษา
ทาบา (Taba. 1962 : 11) ให้คำสรุปเกี่ยวกับหลักสูตรอย่างสั้น ๆ ว่าหลักสูตรเป็นแผนการ
เกี่ยวกับการเรียนรู้
กูด๊ (Good. 1973 : 157) ไดใ้ หค้ วามหมายของหลักสูตรไว้ 3 ประการ ดงั นี้ คือ
1. หลักสูตร หมายถึง เนื้อหาวิชาที่จัดไว้เป็นระบบให้ผู้เรียนได้ศึกษา เพื่อสำเร็จหรือรับ
ประกาศนียบัตรในสาขาวชิ าหนึง่
2. หลักสูตร หมายถึง เค้าโครงสร้างท่ัวไปของเนื้อหาหรือสิ่งเฉพาะที่จะต้องสอน ซึ่งโรงเรยี น
จัดใหแ้ กเ่ ด็กเพ่ือให้สำเร็จการศกึ ษาและสามารถเขา้ ศึกษาต่อในทางอาชพี ต่อไป
3. หลักสูตร หมายถึง กลุ่มวิชาและการจัดประสบการณ์ที่กำหนดไว้ให้ผู้เรียนได้เรียนภายใต้
การแนะนำของโรงเรยี นและสถานศึกษา
โอลิวา (Oliva. 1992 : 8-9) ได้ให้นิยามความหมายของหลักสูตรโดยแบ่งเป็นการให้นิยาม
โดยยดึ จุดประสงค์ บริบทหรอื สภาพแวดลอ้ ม และวธิ ดี ำเนนิ การหรอื ยทุ ธศาสตร์ ดงั น้ี
1. การให้นิยามโดยยึดจุดประสงค์ (Purpose) หลักสูตรจึงมีภาระหน้าทีที่จะทำให้ผู้เรียน
ควรจะเป็นอย่างไร หรือมีลักษณะอย่างไร หลักสูตรในแนวคิดนี้จึงมีความหมายในลักษณะที่เป็น
วิธีการที่นำไปสู่ความสำเร็จตามจุดประสงค์หรือจุดมุ่งหมายนั้น ๆ เช่น หลักสูตร คือ การถ่ายทอด
มรดกทางวัฒนธรรม หลกั สูตร คอื การพฒั นาทักษะการคดิ ผเู้ รียน เปน็ ต้น
2.การให้นยิ ามโดยยดึ บรบิ ทหรอื สภาพแวดลอ้ ม (Contexts) นยิ ามของหลักสูตร ในลกั ษณะ
นี้จึงเป็นการอธิบายถึงลักษณะทัว่ ไปของหลักสูตรซึ่งแล้วแตว่ า่ เนื้อหาสาระของหลักสตู รนั้นมลี กั ษณะ
เป็นอย่างไร เช่น หลกั สูตรทย่ี ึดเนอื้ หาวิชา หรือหลกั สตู รทย่ี ดึ ผู้เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง หรอื หลักสูตรที่เนน้
การปฏิรปู สังคม เปน็ ต้น
3. การให้นิยามโดยยดึ วิธีดำเนินการการหรือยุทธศาสตร์ (Strategies) เป็นการนิยามในเชิง
วิธีดำเนินการที่เป็นกระบวนการ ยุทธศาสตร์หรือเทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน เช่น
หลักสูตร คือ กระบวนการแก้ปัญหา หลักสูตร คือ การอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม การทำงานกลุ่ม หลักสูตร
คอื การเรียนรเู้ ปน็ รายบุคคล หลกั สตู ร คือ โครงการหรือแผนการจัดการเรียนการสอน เปน็ ตน้
โอลิวา ได้สรุปความหมายของหลักสูตรไว้ว่า หลักสูตร คือ แผนงานหรือโครงการท่ีจัด
ประสบการณ์ทั้งหมดให้แก่ผู้เรียน ภายใต้การดำเนินงานของโรงเรียน และในทางปฏิบัติหลักสูตร
ประกอบดว้ ยจำนวนของแผนการตา่ ง ๆ ท่เี ขยี นเป็นลายลกั ษณ์อักษร และมขี อบเขตกว้างหลายหลาย
เป็นแนวทางของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ทตี่ ้องการ ดังน้ัน หลกั สูตรอาจเปน็ หน่วย (Unit) เป็น
รายวิชา (course) หรือเป็นรายวิชาย่อยต่าง ๆ (sequence of courses) แผนงานหรือโครงการทาง
การศกึ ษาดังกล่าวนอ้ี าจจดั ขึ้นไดท้ ัง้ ในและนอกชั้นเรียนหรอื โรงเรยี นกไ็ ด้
จากที่กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่า หลักสูตร หมายถึงมวลประสบการณ์ความรู้ต่าง ๆ ท่ี
จดั ให้ผ้เู รียนทั้งในและนอกห้องเรียน ซ่ึงมลี ักษณะเปน็ กจิ กรรม โครงการหรือแผน เพื่อเป็นแนวทางใน
การจดั การเรียนการสอนใหผ้ เู้ รียน ได้พฒั นาและมีคุณลกั ษณะตามความมุ่งหมายท่ีได้กำหนดไว้
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผ้นู าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ความสำคญั ของหลกั สตู ร
นักการศกึ ษาหลายทา่ นไดแ้ สดงทัศนะและความคิดเหน็ ทีเ่ กี่ยวกบั ความสำคัญของหลักสูตรว่า
หลักสูตรมีความสำคัญอย่างไรต่อการจัดการศึกษา ซึ่งส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าหลักสูตรมีความสำคัญ
ต่อการกำหนดมาตรฐานและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งนี้ เพื่อให้แนใ่ จวา่ ผูเ้ รียนในแต่ละวัยแต่
ละระดับการศึกษาไดร้ ับการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกันหรือไม่ อยา่ งไร ซง่ึ จะมผี ลกระทบต่อผู้เรียน
ว่าควรเรียนรู้สาระการเรียนรู้อะไร มีเนื้อหาสาระมากน้อยเพียงใด จาการศึกษาเอกสารพบว่ามีผู้ท่ี
กล่าวถึงความสำคัญของหลักสตู รไวโ้ ดยสรปุ ดงั นี้
สนั ต์ ธรรมบำรงุ (2527 : 152) สรุปความสำคัญของหลกั สตู รไว้ 9 ประการ คือ
1. หลักสูตร เป็นแผนปฏิบัติงานหรือเครื่องชี้แนวทางปฏิบัติงานของครู เพราะหลักสูตรจะ
กำหนดจดุ มงุ่ หมาย เนือ้ หาสาระ การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนและการประเมนิ ผลไว้เปน็ แนวทาง
2. หลกั สตู รเปน็ ข้อกำหนดแผนการเรยี นการสอน อันเปน็ ส่วนรวมของประเทศ เพ่ือนำไปสู่
ความมงุ่ หมายตามแผนการศึกษาชาติ
3. หลกั สูตรเป็นเอกสารของทางราชการ เป็นบญั ญตั ขิ องรฐั บาล หรอื เป็นธรรมนูญในการจัด
การศึกษา เพ่อื ให้บุคคลทเ่ี กยี่ วข้องกบั การศึกษาปฏบิ ัติตาม
4. หลักสูตรเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เพื่อควบคุมการเรียนการสอนในสถานศึกษา
ระดบั ตา่ งๆ และยงั เป็นเกณฑ์มาตรฐานอย่างหนง่ึ ในการจัดสรรงบประมาณ บคุ ลากร อาคาร สถานที่
วัสดอุ ปุ กรณ์ ฯลฯ ของการศึกษาของรฐั แก่สถานศึกษาอกี ดว้ ย
5. หลักสูตรเป็นแผนการดำเนินงานของผู้บริหารการศึกษา ที่จะอำนวยความสะดวกและ
ควบคมุ ดูแลตดิ ตามใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของรัฐบาลดว้ ย
6. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางในการส่งเสริมความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็ก
ตามจุดม่งุ หมายของการศกึ ษา
7. หลักสตู รจะกำหนดและลกั ษณะรูปรา่ งของสังคมในอนาคตไดว้ า่ จะเปน็ ไปในรูปใด
8. หลักสูตรจะกำหนดแนวทางให้ความรู้ ทักษะ ความสามารถ ความประพฤติที่จะเป็น
ประโยชน์ต่อสังคม อันเป็นการพัฒนากำลังซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบะสังคมแห่งชาติท่ี
ได้ผล
9. หลักสูตรจะเปน็ สงิ่ ท่ีบง่ ชถี้ ึงความเจริญของประเทศ เพราะการศกึ ษาเป็นเคร่ืองมือในการ
พัฒนาคน ประเทศใดจัดการศกึ ษาโดยมหี ลักสูตรทเ่ี หมาะสม ทันสมัย มีประสทิ ธิภาพทันตอ่ เหตุการณ์
และการเปลย่ี นแปลงยอ่ มไดก้ ำลังทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพสูง
พงษศ์ กั ด์ิ ภกู าบขาว (2540 : 18-19) กลา่ วถึงความสำคัญของหลกั สตู รไวดังน้ี
1. หลักสูตรยอ่ มเปน็ แนวทางในการปฏบิ ตั งิ านของครู
2. หลักสูตรย่อมเป็นแนวทางในการสง่ เสรมิ ความเจริญงอกงามและพัฒนาการของเด็กตาม
จดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา
3. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าเด็กควรได้รับสิ่งใดบ้างที่เป็น
ประโยชน์แก่เด็กโดยตรงและแก่สังคม
4. หลักสูตรย่อมกำหนดว่า เนื้อหาวิชาอะไรบ้างที่จะช่วยให้เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่าง
ราบรน่ื เปน็ พลเมืองดขี องประเทศชาติและบำเพญ็ ประโยชน์แกส่ งั คม
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
5. หลกั สูตรยอ่ มกำหนดวิธกี ารดำเนินชวี ติ ของเด็กใหเ้ ปน็ ไปดว้ ยความราบรน่ื และผาสุข
6. หลักสูตรย่อมกำหนดแนวทางความรู้ ความสามรถ ความประพฤติ ทักษะและเจตคติใน
อนั ที่จะอยู่รว่ มกนั ในสังคม และบำเพ็ญประโยชน์ตอ่ ชมุ ชนและประเทศ
จากท่กี ล่าวมาแล้วสรุปได้วา่ หลักสูตรเปน็ สงิ่ สำคญั ในการจดั การศกึ ษา 3 ระดับ คือ
1. ระดับประเทศ เป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาโดยภาพและเป็นตัวบ่ง
ช้ีให้เหน็ แนวโน้มสงั คมกบั การจัดการศกึ ษาในอนาคต
2.ระดับสถานศึกษา ซึ่งนับได้ว่าหลักสูตรเป็นหัวใจและจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอน
ในสถานศกึ ษาน้นั ๆ
3.ระดบั หอ้ งเรียนซ่ึงมีความสำคัญต่อการนำไปสู่การปฏิบัติ เพอื่ จดั การเรียนรู้ท่ีเกิดกับผู้เรียน
โดยตรง โดยมรี ายละเอียดและเอกสารประกอบที่กำหนดแนวทางว่าจะสอนใคร เรอื่ งใด เพอ่ื อะไร
องคป์ ระกอบของหลกั สูตร
องค์ประกอบของหลักสูตร นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ความหมายของหลักสูตรสมบูรณ์
และสามารถใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล และการปรับปรุงการเรียน
การสอนหรือการพัฒนาหลักสูตรได้
องคป์ ระกอบของหลักสตู ร โดยทัว่ ไปมี 4 องคป์ ระกอบ
1. ความมงุ่ หมาย (objectives) คอื เป็นเสมือนการกำหนดทิศทางของการจัดการศึกษา การ
จัดการเรียนการสอน เพื่อมุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาไปในลักษณะต่าง ๆที่พึงประสงค์อันก่อให้เกิด
ประโยชน์ในสงั คมนน้ั การกำหนดความมงุ่ หมายของหลักสูตรต้องคำนึงถงึ ข้อมูลพ้ืนฐานของสงั คม เพ่ือ
ประโยชน์ ในการแก้ปัญหา และสนองความต้องการของสงั คมและผูเ้ รียน และต้องสอดคล้องสมั พันธ์
กับนโยบายการจัดการศึกษาของชาติด้วย กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดองค์ประกอบ
ของหลักสูตรส่วนนี้ เป็น 2 ลักษณะ คือ “หลักการของหลักสูตร” หมายถึง แนวทางหรือทิศทางใน
การจัดการศึกษาซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการจัดการศึกษาระดับนั้น ๆ จะได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ
“จดุ หมายของหลักสูตร” หมายถงึ พฤตกิ รรมต่าง ๆหรอื คุณสมบตั ิต่าง ๆทตี่ ้องการใหเ้ กดิ ขึน้ แก่ผู้เรียน
เมอื่ ผ่านกระบวนการตา่ ง ๆ ตามท่กี ำหนดไว้ในหลกั สตู รน้ันแลว้
2. เนื้อหาวิชา (Content) เป็นสาระสำคัญทีก่ ำหนดไว้ในหลักสตู รใหช้ ดั เจน โดยมุ่งให้ผู้เรยี น
ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้เพื่อพัฒนาไปสู่ความมุ่งหมายของหลักสูตร เนื้อหาสาระที่ได้กำหนดไว้
ตอ้ งสมบรู ณ์ ต้องผนวกความรู้ ประสบการณ์ ค่านิยม แนวคิด และทศั นคตเิ ขา้ ดว้ ยกันเพ่ือให้ผู้เรียนได้
พัฒนาท้ังในดา้ นความรู้ ความทัศนคติ และพฤติกรรมตา่ ง ๆ อนั พึงประสงค์
3. การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง
เพราะเปน็ กิจกรรมท่จี ะแปลงหลักสูตรไปสู่การปฏบิ ัติกิจกรรมนั้นมีหลายลักษณะ แตก่ จิ กรรมที่สำคัญ
ที่สุด คือ กิจกรรมการเรียนการสอน หรือ อาจกล่าวได้ว่า “การสอนเป็นหัวใจของการนำหลักสูตรไป
ใช้” ดังนั้น ครูผู้สอนจึงเป็นผู้ทีม่ ีบทบาทสำคัญในฐานะเปน็ ผู้จัดการเรียนรู้ การกำหนดวิธีการทีจ่ ะนำ
ผเู้ รยี นไปสู่ความมุ่งหมายของหลกั สูตร ประกอบดว้ ย
3.1 วิธีการจดั การเรียนรู้ การกำหนดวธิ กี ารจดั การเรยี นรู้หลกั สูตรจะเน้นแบบยึดครู
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
เป็นสำคัญหรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับปรัชญาการศึกษา หรือแนวความคิด ความเชื่อ
ในการจัดการศึกษาที่พึงประสงค์ และขึ้นอยู่กับจุดหมายของหลักสูตรนั้นเป็นสำคัญ สำหรับวิธีการ
จัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรในปัจจุบันเน้นแบบยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือเน้น “การสอนคนมากกว่า
การสอนหนงั สือ” โดยมแี นวทางการจัดการเรยี นรู้ เชน่ กระบวนการเรยี นหรอื วธิ กี ารเรยี นสำคญั พอ ๆ
กับเนื้อหาวิชาให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงและครูเป็นผู้กำกับการแสดงชี้แนะแนวทาง ผู้เรียนค้นหาความรู้
สรุป และ ตดั สินใจเอง สอนปฏบิ ัติควบคไู่ ปกับทฤษฎี เปน็ ตน้
3.2 วสั ดปุ ระกอบหลกั สตู ร หมายถึง วัสดุ เอกสาร รวมทัง้ สอื่ การเรยี นการสอน
ต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ครูใช้หลักสูตรได้โดยง่าย สะดวก และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แบ่งออกเป็น 2
ประเภท คือ
3.2.1 วัสดุประกอบหลักสูตรสำหรับครู เช่น แผนการจัดการเรียนรู้ คู่มือครู คู่มือ
การใช้หลกั สูตร คูม่ ือการประเมินผล คมู่ อื การแนะแนว คู่มือการจดั กิจกรรมเสรมิ หลกั สูตร เปน็ ตน้
3.2.2 วสั ดปุ ระกอบหลักสตู รสำหรบั นักเรียน เช่น หนังสอื เรียน หนงั สือแบบฝึกหัด
บัตรงาน หนงั สอื อ่านเพิ่มเติม แบบคัดลายมือ เป็นตน้
3.4 การประเมินผล (evaluation) เปน็ องคป์ ระกอบทีช่ ้ีใหเ้ หน็ ว่าการนำหลกั สตู ร
แปลงไปสู่การปฏิบัตินั้น บรรลุจุดมุ่งหมายหรือไม่ หลักสูตรเกิดสัมฤทธ์ิผลมากน้อยเพียงใด ข้อมูลจา
การประเมินผลนีจ้ ะเป็นแนวทางไปสกู่ ารปรับปรงุ และพัฒนาหลกั สตู รต่อไป
ธำรง บวั ศรี (2538 : 7-8) ทกี่ ลา่ วเน้นวา่ หลักสูตรประกอบด้วย 1) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร
2) จุดประสงค์ของการเรียนการสอน 3) เนื้อหาสาระและประสบการณ์ 4) วัสดุอุปกรณ์และสื่อการ
เรียนการสอน 5) ประเมินผล
จากแนวคดิ ต่าง ๆทก่ี ลา่ วมาทัง้ หมด สรปุ ได้วา่ องคป์ ระกอบสำคัญของหลกั สูตร คือ
1. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร เป็นผลส่วนรวมที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนหลังจากเรียนจบ
หลกั สตู รไปแล้ว
2. โครงสร้างเนื้อหาสาระ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ ทักษะและความสามารถที่ต้องการให้มี
รวมท้ังประสบการณ์ที่ต้องการให้ได้รบั
3. อัตราเวลาเรียน เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ครบกระบวนการและมี
ประสิทธภิ าพ
4. กิจกรรมการเรียนการสอนและสื่อ ทั้งนี้เพื่อให้แนวทางในการนำหลักสูตรไปใช้ในการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน
5. การวัดและการประเมินผล เพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพของ
หลกั สูตรกอ่ นและหลงั การนำไปใช้
องค์ประกอบหลักสูตรเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และส่งผลถึงลักษณะ โครงสร้าง รูปแบบของ
หลักสตู รว่าจะเป็นอย่างไร โดยมอี งค์ประกอบท่ีสำคัญของ หลักสตู ร คอื ความมงุ่ หมาย (objectives)
เนื้อหาวิชา (Content) การนำหลักสูตรไปใช้ (Curriculum implementation) การประเมินผล
(evaluation)
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสร้างหลกั สตู ร
โครงสร้างของหลักสูตร หมายถึง การกำหนดรูปแบบของการจัดเนื้อหาสาระ การกำหนด
ขอบเขตหรอื จำนวนความมากน้อยของสาระ รวมทั้งเวลาเรยี น เพื่อใหบ้ รรลเุ ปา้ หมายของหลักสตู ร
การกำหนดโครงสร้างเวลาเรยี นพน้ื ฐาน และเพ่ิมเตมิ สถานศกึ ษาสามารถดำเนินการ ดงั นี้
- ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตาม
ความเหมาะสม ทั้งนี้ ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ในโครงสร้างเวลาเรียนพืน้ ฐาน และผู้เรยี น
ต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นรูแ้ ละตัวชี้วัดทก่ี ำหนด
- ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและ
สอดคลอ้ งกบั เกณฑก์ ารจบหลักสตู ร
สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็นรายวิชา
เพ่ิมเตมิ หรือกจิ กรรมพัฒนาผูเ้ รียน โดยพจิ ารณาใหส้ อดคล้องกบั ความพร้อม จดุ เนน้ ของสถานศึกษา
และเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้เป็นเวลา
สำหรับสาระการเรียนร้พู นื้ ฐานในกล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
กจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียนท่ีกำหนดไวใ้ นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ถึงช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ปีละ 120
ชวั่ โมง และช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ช่วั โมงน้นั เปน็ เวลาสำหรับปฏบิ ัตกิ ิจกรรมแนะแนว
กิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ
สาธารณประโยชนใ์ ห้สถานศกึ ษาจดั สรรเวลาใหผ้ ู้เรียนได้ปฏิบตั กิ จิ กรรม ดงั นี้
ระดับประถมศึกษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชั่วโมง
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ช่ัวโมง
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชัว่ โมง
รปู แบบหลักสูตร
หลักสูตรแต่ละรูปแบบจะแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้ คือแนวความคิดหรือ
ปรัชญาในการจัดการศึกษาแตกต่างกันจดุ เน้นของความมุ่งหมายแตกต่างกนั เป็นต้น จากหลักเกณฑ์
ความแตกต่างของหลักสูตรดงั กลา่ วขา้ งตน้ อาจจำแนกรูปแบบของหลักสูตรได้ 8 รปู แบบ ดังน้ี
3.1 หลักสูตรแบบเนื้อหาวิชาหรือแบบรายวิชา เป็นหลักสูตรแบบดั้งเดิมหรือหลักสูตรเก่าที่
เน้นการถ่ายทอดเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาความรู้ต่างๆจะจัดไว้เพื่อ
ถา่ ยทอดอยา่ งมรี ะเบียบตามทีผ่ รู้ ใู้ นแต่ละวิชาได้กำหนดไว้
3.2 หลักสูตรแบบสัมพันธ์วิชา เป็นหลักสูตรที่มีพื้นฐานมาจากหลักสูตรแบบรายวิชา
เนื่องจากเมื่อนำหลักสูตรรายวิชาไปใช้การเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละวิชาแตกแยกกันมากขึ้น ผู้เรียน
นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้น้อย เพื่อแก้ปัญหานี้ จึงนำเนื้อหาวิชาต่างๆที่มีลักษณะคล้ายคลึง และมี
สว่ นเกีย่ วขอ้ งสัมพนั ธ์กนั จดั ไว้ดว้ ยกัน
3.3 หลักสูตรแบบหมวดวิชา หรือสหสัมพันธ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้จุดมุ่งหมายจะ
ผสมผสานเนื้อหาวิชาที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน หรือสาขาเดียวกัน ให้มีความสัมพันธ์ระหว่างวิชามาก
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาห้องเรียนผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ขึ้น ในลักษณะหมวดวิชา เช่น หมวดวิชาสังคมศึกษา ประกอบด้วยวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์
หน้าทพี่ ลเมอื ง ศลี ธรรม เป็นตน้
3.4 หลักสูตรกิจกรรมและประสบการณ์ หลักสูตรลักษณะแบบนี้ต้องการแก้ไขข้อบกพร่อง
ของหลักสูตรแบบรายวชิ า ที่ไม่คำนึงถึงความต้องการและความสนใจของผู้เรียน หลักสูตรนี้จึงยึดเอา
กิจกรรม ความสนใจและประสบการณ์แวดล้อมมาเป็นแนวทางในการจัดลำดับประสบการณ์การ
เรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง โดยยึดปรัชญาพิพัฒนาการเป็นแนวทาง
ด้านการวัดผลให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนมากกว่าปริมาณความรู้ความจำ โดยมีข้อดี คือ
สนองความต้องการ และความสนใจของผูเ้ รยี นเปน็ การเรียนอยา่ งมคี วามหมาย เป็นตน้
3.5 หลักสูตรเพื่อชีวิตและสังคม หลักสูตรนี้ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดปรัชญาพิพัฒนาการ
นยิ ม ของ จอหน์ ดวิ อ้ี ซึ่งเชือ่ วา่ การเรยี นรูเ้ กดิ จากประสบการณ์ และประสบการณ์จะทำให้พฤติกรรม
เปล่ียนแปลง หลักสูตรนี้จะยึดเอาสังคมและชีวิตของเด็กเป็นหลัก เช่น การมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม
ประเพณีของสังคมที่แวดล้อมอยู่โดยพยายามให้เนื้อหามีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนนำความรู้
ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจรงิ เป็นต้น
3.6 หลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรแบบนี้มีลักษณะผสมผสานเนื้อหาวิชาเพื่อที่จะตอบสนอง
ความต้องการและความสนใจของผู้เรยี น ส่งเสริมการเรียนที่มคี วามสัมพันธ์กับประสบการณ์ชีวิตของ
ผู้เรียนของผู้เรียน หลักสูตรประกอบดว้ ยส่ิงทีผ่ ู้เรียนต้องเรยี นเป็นความรู้หนึง่ และส่วนที่ใช้เลือกส่วน
หน่งึ หลักสำคัญอยู่ทีก่ ารจดั การเวลาเรยี น และการจดั เนื้อหาใหส้ อดคล้องกับความตอ้ งการของผู้เรียน
และขณะเดียวกันเน้นการเรียนรู้ทางวิชาการอย่างมีระบบ โดยมีข้อดี คือ มีการผสมผสานทางด้าน
การเรียนรู้และเนื้อหาวิชา มีความเกี่ยวพันกับชีวิตและความสนใจของผู้เรียน สนองความสนใจและ
ความถนัดของแตล่ ะบุคคล เปิดโอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นศกึ ษาคน้ คว้าหาความรู้เพมิ่ เติมดว้ ยตนเอง
3.7 หลักสูตรแบบเอกัตภาพ หลักสูตรแบบนี้จัดเนื้อหาสาระของหลักสูตรไปตามความ
เหมาะสมและความต้องการของผู้เรียนแต่ละบุคคล การจัดหลักสูตรแบบนี้ขึ้นอยู่ดุลยพินิจของ
ครูผู้สอนที่จะวิเคราะห์ความต้องการ ระดับสติปริญญา และความสามารถของผู้เรียนได้อย่างถูกต้อง
จัดการเรียนการสอนอยู่ในรูปของการจัดชุดการเรียนให้ผู้เรียนได้ศึกษาและพัฒนาความสามารถของ
ตนไปตามลำดับ มี ข้อดีคือ ผู้เรียนสามารถได้เรียนได้ด้วยตนเอง โดยมีครูคอยให้คำแนะนำปรึกษา
ผูเ้ รียนยดึ แนวการสอนที่จดั ทำไว้ โดยไม่ตอ้ งพบผูส้ อนเปน็ ประจำ ผู้เรียนท่มี คี วามสามารถสูงสามารถ
พัฒนาตนเองได้เต็มความสามารถ แตม่ ีข้อจำกัดทีว่ ่าความสมั พันธ์ในการรวมกลมุ่ มีน้อย ผู้เรียนท่ี ขาด
ความรับผิดชอบและไม่มีความซื่อสัตย์อาจจะไม่ได้ผลเต็มที่ การแก้ปัญหาต่าง ๆ กระทำได้น้อยและ
ควรจะมาจากความคิดเหน็ ของกลุ่มมากกว่าคนเดยี ว
3.8 หลักสูตรบูรณาการ เป็นการผสมผสานเนื้อหาเข้าด้วยกัน ไม่แยกเป็นรายวิชาโดย
พยายามรวมประสบการณ์ต่าง ๆ ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยจะคัดเลือกตัดตอนมาจากหลาย ๆ
สาขา แล้วมาจัดเป็นกลุ่มหมวดหมู่เพื่อให้นักเรียนได้ประสบการณ์ที่ต่อเนื่อง มีคุณค่าต่อการดำเนิน
ชีวิตและพัฒนาตนเอง การบูรณาการเนื้อหาวิขาต่าง ๆ จะเน้นที่ตัวเด็กและปัญหาสังคมเป็นสำคัญ
การจัดการเรียนสอน มุ่งให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรง และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน จัด
กิจกรรมใหส้ อดคล้องกับความสนใจและความต้องการ การวัดผลจะเน้นพัฒนาการทุกด้านโดยเฉพาะ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผู้นาแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
ด้านความสามารถในการแก้ปัญหามีข้อดี คือ ช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ต่อเนื่อง มีประโยชน์
โดยตรงตอ่ การดำรงชีวิตเปน็ หลกั สตู รทีม่ กี ารผสมผสานกันอยา่ งดี
จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า การกำหนดรูปแบบของหลักสูตรเป็นการพิจารณาเลือกและ
จัดเนื้อหาวิชาของวิชาของหลักสูตรให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของหลักสูตร โดยหลักสูตรแต่ละ
รปู แบบจะมจี ดุ มงุ่ หมายโครงสรา้ งหลักสูตรทแี่ ตกตา่ งกันออกไป เนอื่ งจากการสร้างหลกั สูตรแต่ละครั้ง
ตา่ งยุคตา่ งสมัย จงึ ตอ้ งคำนงึ ถึงพ้ืนฐานที่ต่างกันดว้ ย
ลกั ษณะของหลกั สตู รทดี่ ี
หลักสูตรที่ดีย่อมส่งผลดีต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียน กล่าวคือ
หลักสูตรที่ดีจะเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียนนำไปปฏิบัติได้ดี มีประสิทธิภาพทางด้านครูสามารถ
นำไปใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนให้เกิดผลดีตอ่ ผู้เรยี น หลกั สตู รทดี่ คี วรมีลกั ษณะดงั นี้ คอื
1. หลักสูตรควรมีความคล่องตัว และสามารถปรับปรุงและยืดหยุ่นให้เหมาะสมกับ
สภาพการณต์ า่ งๆทเ่ี ปลย่ี นแปลงไดเ้ ป็นอย่างดี
2. หลักสูตรควรเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การเรียนการสอนได้บรรลุตามความมุ่งหมายที่
กำหนดไว้
3. หลักสูตรควรไดร้ บั การจดั ทำหรือพัฒนาจากคณะบคุ คลหลายฝา่ ย
4. หลกั สตู รจะตอ้ งจดั ได้ตรงตามความมงุ่ หมายของการศึกษาแห่งชาติ
5. หลักสูตรควรจะมีกิจกรรมกระบวนการและเนื้อหาสาระของเรื่องที่สอนบริบูรณ์เพียง
พอท่ีจะชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นคิดเป็น ทำเป็น แกป้ ัญหาเป็น และพฒั นาการเรยี นผเู้ รยี นในทกุ ๆดา้ น
6. หลักสูตรควรบอกแนวทางด้านส่ือการสอนการใชส้ อื่ การวัดและประเมินผลไว้อย่างชดั เจน
7. หลกั สูตรควรจะมีลักษณะทีส่ นองความตอ้ งการและความสนใจ ทัง้ ของนกั เรยี นและสังคม
8. หลักสตู รควรส่งเสริมความเจริญงอกงามในตัวผเู้ รียนทุกด้าน รวมทั้งส่งเสริมความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์
9. หลกั สตู รควรชีแ้ นะแนวทางกระบวนการเรียนรู้ เพื่อใหผ้ ู้เรียนไดเ้ พิ่มพนู ความรู้ ทักษะและ
เจตคตไิ ดด้ ้วยตนเอง จากส่ือตา่ งๆทีอ่ ย่รู อบตัว
10. หลักสตู รควรจัดทำมาจากการศึกษาขอ้ มูลพนื้ ฐานดา้ นต่างๆอย่างรอบคอบ
11. เป็นหลกั สูตรท่ียดึ ผ้เู รยี นเปน็ สำคัญ เนือ้ หาและกจิ กรรมต้องเหมาะสมกับธรรมชาติ
12. เน้ือหาและประสบการณ์ต้องสอดคล้องกับสภาพการดำรงชีวิตของผูเ้ รียน ประสบการณ์
ต้องเป็นสง่ิ ทใี่ กลต้ ัว และสามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวนั
สรปุ หลกั สตู ร หมายถงึ มวลประสบการณ์ความรู้ต่างๆทจี่ ัดให้ผูเ้ รียนทัง้ ในและนอกห้องเรียน
ซึ่งมีลักษณะเป็นกิจกรรม โครงการหรือแผน ซึ่งประกอบด้วย ความมุ่งหมายของการสอน เพื่อเป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้พัฒนาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายที่ได้
กำหนดไว้ หลักสูตรเป็นสิ่งสำคัญในการจัดการศึกษา ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการจัดการศึกษาของ
ประเทศ หรือกล่าวอกี ในหนึ่งได้วา่ หลกั สูตรเป็นหวั ใจของการจดั การเรยี นการสอน ที่กำหนดแนวทาง
วา่ จะสอนใคร เรือ่ งใด เพ่ืออะไร
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 3) ได้ระบุหลักการ และจุดหมายของหลักสูตรการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ดังน้ี
1. หลกั การ
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐาน มหี ลักการทส่ี ำคญั ดังน้ี
1.1 เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของ
ความเปน็ ควบคคู่ วามเป็นสากล
1.2 เป็นการศกึ ษาเพือ่ ปวงชน ที่ประชาชนทุกคนจะได้รับการศกึ ษาอย่างสม่ำเสมอภาค
และมีคุณภาพ
1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถ่นิ
1.4 เป็นหลักสูตรที่มโี ครงสร้างยืดหยุน่ ทัง้ ดา้ นสาระ เวลา และการจัดการการเรยี นรู้
1.5 เป็นหลักสตู รที่เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ
1.6 เป็นหลกั สตู รท่จี ัดการศกึ ษาสำหรบั การศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตาม
อัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นร้แู ละประสบการณ์
2. จุดมุง่ หมาย
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบรู ณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดจุดหมาย
เพอ่ื ใหเ้ กดิ กับผู้เรยี น เมื่อจบการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน ดงั นี้
2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตาม
หลกั ธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ ยึดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
2.2 มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้
เทคโนโลยแี ละมีทักษะชวี ิต
2.3 มสี ขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทด่ี ี มสี ุขนสิ ัย และรกั การออกกำลงั กาย
2.4 มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
2.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สิง่ แวดล้อม มจี ติ สาธารณะท่ีมุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยูร่ ่วมกันในสังคมอย่าง
มีความสขุ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรียนผ้นู าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
3. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน มุ่งให้ผ้เู รียนเกดิ สมรรถนะสำคญั ๕ ประการ ดงั นี้
1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรบั และสง่ สาร มีวัฒนธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรูค้ วามเข้าใจ ความรสู้ กึ และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปล่ียนขอ้ มูล
ขา่ วสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชนต์ ่อการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจาต่อรอง
เพ่ือขจัดและลดปัญหาความขัดแยง้ ตา่ ง ๆ การเลือกรบั หรือไมร่ ับข้อมูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตุผลและ
ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธกี ารส่ือสาร ทีม่ ปี ระสิทธภิ าพโดยคำนงึ ถึงผลกระทบทีม่ ตี ่อตนเอง
และสังคม
2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้
หรอื สารสนเทศเพอื่ การตัดสนิ ใจเก่ยี วกบั ตนเองและสงั คมได้อย่างเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ
ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ
ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา
ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปญั หา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบที่เกิดข้นึ
ต่อตนเอง สงั คมและส่งิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ใน
การดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนร้อู ยา่ งต่อเนือ่ ง การทำงาน และการอยู่
ร่วมกันในสังคมดว้ ยการสรา้ งเสรมิ ความสัมพันธอ์ นั ดรี ะหว่างบคุ คล การจัดการปัญหาและความขัดแย้ง
ตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การปรบั ตัวใหท้ ันกบั การเปลีย่ นแปลงของสังคมและสภาพแวดลอ้ ม และการ
ร้จู ักหลกี เลย่ี งพฤตกิ รรมไม่พงึ ประสงค์ท่สี ง่ ผลกระทบต่อตนเองและผ้อู นื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลอื ก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง
ๆ และมที ักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสังคม ในดา้ นการเรียนรู้ การสอื่ สาร
การทำงาน การแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม
4. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพื่อใหส้ ามารถอย่รู ว่ มกับผู้อื่นในสงั คมได้อยา่ งมีความสุข ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. ซอ่ื สตั ย์สจุ รติ
3. มวี ินยั
4. ใฝเ่ รียนรู้
5. อยู่อยา่ งพอเพยี ง
6. มุ่งมน่ั ในการทำงาน
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
7. รักความเปน็ ไทย
8. มจี ิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้องตาม
บรบิ ทและจุดเนน้ ของตนเอง
5. มาตรฐานการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน จงึ กำหนดใหผ้ ้เู รียนเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
1. ภาษาไทย
2. คณติ ศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์
4. สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศึกษาและพลศึกษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนองคก์ ารบริหารสว่ นจงั หวัดเชยี งราย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายได้การพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงของสงั คมในศตวรรษท่ี 21 เปน็ 3 หลกั สูตรคือ
1. หลักสูตร(พิเศษ)ภาษาอังกฤษ (English Program : EP) เป็นหลักสูตรที่จัด
กระบวนการเรียนการสอน โดยครูต่างชาติเจ้าของภาษา ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนในระดับปฐมวัย และ
ประถมศึกษา มีทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นประชากรใน
ประชาคมอาเซียน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันและเป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น
ภายใต้หลกั การต้นทนุ ต่ำๆคุณภาพสงู
2. หลกั สูตรปกติ ประกอบด้วยห้องเรยี น ไดแ้ ก่
1. ห้องเรยี น (พิเศษ) เตรียมแพทย์-วศิ วะ (Genius Science-Math : GSM)
เป็นห้องเรียนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ได้รับการเรียนรู้
จากการปฏิบัติจริง รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยด้านแพทยศาสตร์
และวศิ วกรรมศาสตร์ได้
2. ห้องเรียน (พิเศษ) วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (Talented Science-Math :
TSM) เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนเข้าเรียนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมความ
พรอ้ มใหผ้ ู้เรียนทมี่ คี วามประสงคเ์ รียนตอ่ ระดับมหาวทิ ยาลยั ดา้ นวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ ในข้ันสูงต่อไป
3. หอ้ งเรียน (พิเศษ) เตรยี มความพรอ้ มสู่สีเ่ หล่าทัพ ( Pre – Cadet : PCD )
เป็นห้องเรียนที่เน้นผู้เรียนที่มีความต้องการ ใฝ่ฝันอยากมีวิชาชีพรับราชการ อาทิ ตำรวจ ทหาร
นักบิน หรือวิชาชพี ทีต่ ้องมีระเบียบวินัย มีความรับผดิ ชอบสูง สามารถเป็นผู้นำองค์กรต่าง ๆ ได้อย่าง
มคี ุณภาพ
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
4. ห้องเรียน (พเิ ศษ) ความเป็นเลิศทางด้านภาษาอังกฤษ (Talented English
Program : TEP) เป็นห้องเรียนที่เน้นภาษาอังกฤษ เพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถเลือกเรียนต่อ และ
ทำงานอย่างหลากหลาย โดยมีความถนัดโดดเด่นด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษและเรียนจาก
ประสบการณ์จริงในตา่ งประเทศไดต้ ามความถนัดอย่างมีคุณภาพ
5. ห้องเรยี น (พิเศษ) ความเปน็ เลิศทางด้านภาษาจีน (Talented Chinese
Program : TCP) เป็นห้องเรียนที่เน้นภาษาจีน เพื่อเตรียมผู้เรียนให้สามารถเลือกเรียนต่อ และ
ทำงานอยา่ งหลากหลาย โดยมคี วามถนดั โดดเดน่ ด้านการสื่อสารภาษาจนี และแลกเปลย่ี นต่างประเทศ
ไดต้ ามความถนดั อย่างมีคณุ ภาพ
6. ห้องเรียนท่ัวไป (Talented General : TGP) เป็นหอ้ งเรยี นทเ่ี นน้ ให้ผู้เรยี น
ได้รับความรู้และเติมเต็มในส่วนที่นักเรียนสนใจ เพื่อเตรียมผู้เรียนสำหรับการเรียนต่อหลากหลาย
สาขาตามความถนัดและศักยภาพ โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนค้นพบอัจฉริยภาพของตนเองและส่งเสริม
สนบั สนนุ ให้พฒั นาไดเ้ ต็มศกั ยภาพ
7. ห้องเรียนผ้นู ำแหง่ การพฒั นา (Citizen Empowerment Program : CEP)
เป็นห้องเรยี นท่ีเนน้ ให้ผเู้ รยี นได้รับโอกาสและพัฒนาตนเองให้ประสบความสำเร็จ โรงเรียนให้ความรัก
ความสำคัญกบั ผูเ้ รียน สร้างทางเลือกท่ีหลากหลายกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กบั ผู้เรียน ก้าวสู่
เป้าหมายของชีวติ อย่างมีความสุข ให้ไดเ้ รียนและจดั การศึกษาสร้างผูน้ ำแห่งการพฒั นาในอนาคต
8. ห้องเรียนความเป็นเลิศด้านธุรกิจคา้ ปลกี ( Retail Mangement Program
: RMP) เปน็ ห้องเรียนท่ีเนน้ ให้ผเู้ รียนเรียนรจู้ ากประสบการณจ์ ริง มสี มรรถนะในการประกอบอาชีพ มี
ความรู้ มรี ายได้ระหว่างเรยี น และเข้าใจในชีวิตมที างเลือกในอนาคต สามารถทำงานในเครอื CP หรือ
เรียนต่อปรญิ ญาตรี ปรญิ ญาโท พรอ้ มทนุ เรียนฟรีตามเง่ือนไขที่กำหนด
9. หอ้ งเรยี นความเปน็ เลิศด้านดนตรี ศลิ ปะ และการแสดง ( Performing Arts
Program : PAP ) เป็นห้องเรียนทมี่ ่งุ เนน้ ใหผ้ เู้ รยี นมีความเปน็ เลศิ ในด้านดนตรี ศลิ ปะ และการแสดง
สามารถปฏิบตั ิไดจ้ รงิ กล้าแสดงออก และนำความสามารถสรา้ งรายได้ระหว่างเรยี น ภายใตห้ ลักคิด
ไดค้ วามรู้ ไดเ้ กรด ได้งาน
10. หอ้ งเรยี นเตรียมความพรอ้ มส่นู ักบริหารธรุ กิจ ( Pre – Mini Master of
Business Administration : Pre – Mini MBA ) เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนค้นหาความสามารถ
ความถนัดของตวั เองในด้านการประกอบธุรกจิ รวมทั้งหารายได้ระหว่างเรียน เพื่อเป็นผูป้ ระกอบการ
ธรุ กจิ ในอนาคต มเี จตคติทด่ี ตี ่ออาชพี สุจริต
11. ห้องเรยี นเตรียมครุ ุทายาท ( Pre – Educator Program : PEP )
เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนที่มีความสนใจ และรักที่จะประกอบอาชีพครูซึ่งจะได้รับการปลูกฝัง
“จิตวิญญาณความเป็นครู” ตั้งแต่อยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยจัดการเรียนการสอนเน้น
ทางด้านวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ เพื่อเตรียมผู้เรียนที่มีความประสงค์เข้าเรียนในสาขาการศึกษา
ในวิชาเอกท่ีนักเรยี นสนใจ เรียนรู้จริงฝึกประสบการณ์จรงิ มีสื่อการเรียนการสอนที่ทนั สมัยมีกิจกรรมโครงการที่
ผู้เรยี นมีสว่ นรว่ มเปน็ การสานฝันใหเ้ ป็นจริงและก้าวสู่ “ครมู อื อาชีพ”ในอนาคตต่อไป
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาหอ้ งเรยี นผูน้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
12. หอ้ งเรียนเตรียมพาณชิ ย์นาวี (Merchant Marine Program : MMP )
ห้องเรียนเตรียมพาณิชย์นาวี เป็นห้องเรียนที่ส่งเสริมและเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในด้านทักษะ
การเดินเรือทางทะเล โดยแยกเป็น 2 สาขาคือ สาขานายประจำเรือ และสาขาพนักงานประจำเรือ
พาณชิ ย์/เรอื สำราญ
13. หอ้ งเรยี นการจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร ( Smart Chef
Program : SCP ) เป็นหลักสูตรที่มุ่งหวังให้ผู้เรียน มีความรู้พื้นฐานตามแบบผู้เรียนในระดับ
มัธยมศึกษา และมีความรู้ด้านการประกอบอาหารมีทักษะในการประกอบอาหาร และบริการ อีกทั้ง
ยังมีการฝึกประสบการณ์จริงกับสถานประกอบการและผู้ประกอบการในจังหวัด เพื่อเป็นการศึกษา
เรียนรจู้ ากผู้มีความรูด้ า้ นอาหารอยา่ งจริงจงั
3. หลกั สตู รอัจฉรยิ ภาพทางดา้ นกฬี า (Excellent Sport : E – Sport) ประกอบด้วย
ห้องเรยี น ได้แก่
1. ห้องเรียนอัจฉริยภาพทางด้านกีฬา ( Excellent Sport : E – Sport )
เป็นห้องเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความเป็นอัจฉริยภาพด้านกีฬา พัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นเลิศ
ด้านกีฬาต้นแบบ 4 ประเภท คือ ฟุตบอล แฮนด์บอล กรีฑา และวอลเล่ย์บอล เพื่อพัฒนาให้เป็น
นักกีฬาระดับจังหวัด ระดับภาค ระดับประเทศ (ทีมชาติ) และก้าวไปสู่การเป็นนักกฬี าอาชีพมีรายได้
ระดบั สูง โดยมโี คช้ หรือผู้ฝึกสอนระดับประเทศ
(วิชัย วงษ์ใหญ่ 2552 : 1 ) ได้กล่าวไว้ว่าแนวคิดหลักการบรหิ ารหลกั สูตรควรมกี ารทำความ
เข้าใจและใหค้ วามสำคญั กบั การบรหิ ารหลักสตู รสถานศึกษาอยา่ งชัดเจนและถกู ต้องถอื เปน็ เคร่ืองมอื
ทส่ี ำคญั ประการหนง่ึ ในการพัฒนาคณุ ภาพการศึกษาของชาติ โดยมีหลกั และแนวคิดท่ีสำคัญ 9
ประการ ดงั น้ี
1. การวางแผนงานหลักสตู ร ในช่วงระยะเปลี่ยนผา่ นของการปฏริ ปู หลักสตู รการศึกษาข้ัน
พนื้ ฐาน ทุกโรงเรยี นจะมีท้ังหลักสตู รใหมแ่ ละหลักสูตรเก่า หลกั สำคญั ในการบรหิ ารหลกั สูตรคอื
จะต้องทำใหผ้ ูเ้ รยี นสญู เสียประโยชนน์ ้อยท่สี ุด เพราะฉะนัน้ จะต้องใช้เวลาในการเปลีย่ นหลกั สูตรให้
น้อยและสน้ั ทีส่ ุด ดังน้ันจงึ จำเปน็ ตอ้ งมีการวางแผนที่ดี ต้องจดั ระบบให้ดี มีขอ้ มูลทช่ี ดั เจน และ
ตระเตรยี มทุกอยา่ งให้พร้อมรับการเปลย่ี นแปลง
2. การจัดระบบข้อมูลโรงเรยี น นับเปน็ พ้ืนฐานทสี่ ำคัญประการหน่ึงในการบรหิ ารหลักสตู ร
ระบบข้อมูลโรงเรียนประกอบด้วยขอ้ มลู ต่างๆ ดังน้ี
1. หลักสูตร - ระบบการสรา้ งหลกั สูตร การบริหารหลกั สตู ร และการประเมนิ ผล
2. การบริหารจัดการ - มีข้อมูลด้านผู้เรียน ผู้สอน ว่ามีความพร้อมหรอื ไมเ่ พยี งใด
3. ระบบข้อมูล - ครอู าจารย์ นักเรยี น บคุ ลากร ผรู้ ใู้ นชมุ ชน อาชีพในพน้ื ที่
4. การวางแผนกลยทุ ธ์ 3-5 ปี - แสดงถึงวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมาย และข้ันตอนการปฏบิ ัติงาน
5. ระบบงบประมาณ - การบรหิ ารงบประมาณจะต้องมีความชัดเจนตรวจสอบได้ มุ่งผลงาน
และเพ่ือพฒั นาการศึกษาเป็นสำคัญ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
6. การพฒั นาการเรยี นรู้ - ส่ือและข้อมูลเกย่ี วกบั นวตั กรรมการเรยี นการสอน การประเมินผล
การศกึ ษาอบรมของครู
7. ระบบชว่ ยเหลอื - มขี อ้ มูลผเู้ รียนเป็นรายบคุ คล จำแนกเด็กเก่ง เด็กปกติ และเด็กดอ้ ย
โอกาส เพื่อให้การสนับสนุนช่วยเหลืออยา่ งสอดคลอ้ งกบั ความจำเปน็ ต้องการของเด็กแต่ละกลุ่ม
8. บรหิ ารบคุ คล - ขอ้ มลู เกีย่ วกับครอู าจารย์ ทงั้ ในด้านการศกึ ษา การอบรม การจดั หา
บรรจุ และเลิกจ้าง เพื่อช่วยในการพัฒนาครใู ห้เหมาะสมสอดคล้องกับหลักสตู รใหม่
9. การประเมินภายใน - จัดเตรียมขอ้ มลู การพัฒนาหลกั สูตร บคุ ลากร และผลสัมฤทธิ์
ทางการศกึ ษาของเด็กและโรงเรยี น
ขอ้ มูลพื้นฐานโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวัดเชยี งราย
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ถือกำเนิดจากนโยบาย ในการจัดการศึกษา
เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนและประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามท่ี
นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย แถลงไว้ต่อสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และ
ผ่านการประเมินความพร้อม จากสำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาเชียงรายเขตหน่งึ กระทรวงศกึ ษาธิการ
ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย สามารถจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ (โรงเรียนองค์การบริหาร
ส่วนจงั หวดั เชียงราย, 2554:3)
โรงเรยี นองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จดั ต้ังขึ้นจากนโยบายในการจัดการศึกษา เพื่อ
ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชน และประชาชนในจังหวัดเชียงราย ตามที่นาง
รัตนา จงสทุ ธนามณี นายกองค์การบริหารสว่ นจงั หวดั เชยี งรายในขณะนั้น แถลงไว้ตอ่ สภาองค์การ
บริหารส่วนจังหวัดเชียงราย และผ่านการประเมินความพร้อมจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
เชียงรายเขต 1 กระทรวงศึกษาธิการให้องค์การบริหารส่วนจังหวดั เชียงราย สามารถจัดการศึกษาขน้ั
พน้ื ฐานได้
โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายเปิดทำการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2549 มีครูจำนวน 12 คน มีนักเรียนจำนวนทั้งสิ้น 126 คน
มีผู้บริหารสถานศึกษาคือ นายศราวุธ สุตะวงค์ โดยใช้อาคารศูนย์ส่งเสริมสาธติ และจำหน่ายสินคา้
พื้นเมือง (ข้างโรงเรยี นเทศบาล 6 นครเชียงราย) เป็นอาคารเรียนชั่วคราว ในปี พ.ศ. 2550 ได้ย้าย
สถานที่ตั้งโรงเรียนมาอยู่ในบริเวณศูนย์บูรณาการการเรียนรู้องค์การบริหารส่ วนจังหวัดเชียงราย
(สนามกีฬากลางจังหวัดเชียงราย) เปิดสอนในระดับชั้น อนุบาล 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จัดการเรียน
การสอน 3 โปรแกรมหลักสตู ร คือโปรแกรมวิทยาศาสตร์ – คณติ ศาสตร์ และโปรแกรมกีฬา – ภาษา
ปัจจุบันโรงเรยี นองค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั เชยี งรายได้ดำเนนิ การจัดการศกึ ษาตามแนวทางดงั นี้
วสิ ยั ทัศน์
“โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย มุ่งพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มตามศักยภาพให้
เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษากำหนด รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ใช้เทคโนโลยีเป็น สื่อสาร
ภาษาต่างประเทศได้ มจี ติ สาธารณะ บนวิถีชีวิตท้องถน่ิ ล้านนา และกา้ วสูค่ วามเปน็ สากลโลก”
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผูน้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
พันธกจิ
1. จดั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ระดับปฐมวยั – มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
2. พัฒนาผเู้ รยี นอย่างเตม็ ตามศักยภาพเป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของชาติ
3. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบัน ใช้
เทคโนโลยีเปน็ และสามารถสือ่ สารภาษาตา่ งประเทศได้
4. ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้ตระหนักรู้ความเป็นท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม
ประเพณี วัฒนธรรม และก้าวสกู่ ารแขง่ ขันบนเวทโี ลกหรือความเป็นสากล
5. พัฒนาผู้เรียนเพื่อความเป็นเลิศเฉพาะทาง ให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น อาทิ
ภาษาตา่ งประเทศ วทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ เทคโนโลยี และกีฬาอาชพี เปน็ ต้น
ยุทธศาสตร์การพฒั นา 5 ยุทธศาสตร์ คือ
ยทุ ธศาสตรท์ ี่ 1. การพัฒนาผู้เรยี นสู่มาตรฐานการศึกษา และความเป็นสากล
ยุทธศาสตรท์ ่ี 2. การพัฒนาครสู คู่ รมู ืออาชีพ
ยุทธศาสตร์ที่ 3. การพัฒนาการบริหารจดั การศกึ ษา
ยุทธศาสตร์ที่ 4. การพฒั นาสถานศึกษาให้เปน็ ท่ยี อมรับและส่มู าตรฐานสากล
ยุทธศาสตร์ที่ 5. การพฒั นาด้านการศึกษาและการพฒั นาทรัพยากรมนุษย์
อัตลักษณ์
“วชิ าการเด่น เปน็ เลิศภาษา นำกฬี าสสู่ ากล พฒั นาความเปน็ มนุษยใ์ หส้ มบรู ณ์”
เอกลักษณ์
ให้ความรกั ก่อนใหค้ วามรู้
สรา้ งคนดกี ่อนคนเก่ง
ให้โอกาส เพ่ิมคุณภาพ เพ่ืออนาคตท่ีดีกว่า
1 โรงเรียน 3 หลักสูตร 4 ช่วงชัน้ 12 โปรแกรมรายวชิ า
แนวทางการจดั การศึกษา
1. ใหค้ วามรกั ก่อนให้ความรู้
2. สร้างคนดีกอ่ นคนเกง่
3. ใหโ้ อกาส เพม่ิ คุณภาพ เพอื่ อนาคตทดี่ ีกวา่
4. สรา้ งคน สร้างชมุ ชน สร้างชาติ
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผนู้ าแห่งการพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
การจดั การเรยี นรู้
การเรียนรู้ (Learning) นกั การศึกษาได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ ไว้ดงั นี้
สรุ างค์ โคว้ ตระกุล (2550:186)ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนรวู้ า่ หมายถงึ การเปล่ยี นแปลง
พฤติกรรมซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือจากการฝึกหัด
รวมทัง้ การเปลย่ี นแปลงความรู้ของผู้เรียน
สรุ างค์ โค้วตระกุล (2550:186)ไดใ้ หค้ วามหมายของการเรียนร้วู ่า หมายถึงการเปลยี่ นแปลง
พฤติกรรมซึ่งเป็นผลมาจากประสบการณ์ ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือจากการฝึกหัด
รวมทัง้ การเปล่ยี นแปลงความร้ขู องผู้เรยี น
สิริอร วิชชาวุธ (2554:2) ได้กล่าวว่าการเรียนรู้มีองค์ประกอบ 3 อย่างคือมนุษย์ต้องเกิดการ
เปลี่ยนแปลงจากไมร่ ู้ เป็นรู้ ทำไม่ได้ เป็นได้ ไม่เคยทำ เป็นทำการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นเปน็ ไป
อย่างถาวรการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมนัน้ เกดิ จากประสบการณ์การฝกึ ฝนและการฝึกหัดจะเห็นได้ว่า
การเรียนรู้นั้นเกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรของบุคคล อันเป็นผลมาจาก
ประสบการณ์ในอดีต ทั้งจากการฝึกฝน การปฏิสัมพันธ์กับประสบการณ์รอบตัวและมีปริมาณองค์
ความรูท้ ่ีเพ่ิมมากขึน้
แนวคดิ ตามทฤษฎกี ารเรยี นรขู้ อง เบญจมิน บลมู (Bloom Taxonomy)
อติญาน์ ศรเกษตรนิ (2543 : 72-74 อา้ งในบญุ ชม ศรสี ะอาด 2537 :Bloom : 18)ไดก้ ลา่ ว
ว่า จุดประสงคส์ ำคัญของการเรยี นการสอน คือการใหบ้ ุคคลเปล่ียนแปลงไปในทางที่พงึ ประสงค์
พฤติกรรมเหล่านีจ้ ำแนกและจดั ลำดับหมวดหม่แู ละระดับความยากงา่ ย หมวดหมูเหล่านเ้ี รียกว่า
จุดม่งุ หมายของการศึกษาของ บลูม (Taxonomy of Educational objective) : ซง่ึ Benjamin
Bloom (Bloom.1976) ได้แบง่ เปน็ 3 หมวดดงั นี้
พฤติกรรมด้านพุทธพสิ ยั (Cognitive Domain) เปน็ ความสามารถทางดา้ นสติปญั ญาแบ่งการเรียนรู้
ออกเป็น 6 ระดับ ดังน้ี
1. ความสามารถในการจดจำความรู้ต่างๆท่ีไดเ้ รยี นรู้มา ( Knowledge)
2. ความสามารถในการแปลความ ขยายความ ในสง่ิ ท่ีได้เรียนร้มู า (Comprehensive)
3. ความสามารถในการส่งิ ทเ่ี รียนรมู้ าใหเ้ กิดประโยชน์ ( Application)
4. ความสามารถในการแยกแยะความรู้ออกเป็นสว่ นๆและทำความเข้าใจในแตล่ ะส่วนวา่
สัมพันธ์หรอื ต่างกนั อย่างไร ( Analysis)
5. ความสามารถในการรวบรวมความรตู้ ่างๆหรือประสบการณ์ตา่ งๆใหเ้ กิดเปน็ สิง่ ใหม่
(Synthesis)
6. ความสามารถในการตดั สนิ คณุ คา่ ของความรู้อย่างเปน็ เหตุเป็นผล (Evaluation)
ต่อมา Anderson and Krathwont (2001) ซ่งึ เปน็ กลมุ่ ลูกศษิ ย์ของ Bloom ไดป้ รับปรงุ พฒั นาให้
เหมาะสม โดยเปล่ยี นแปลงข้ันตอนพฤติกรรมพุทธพิสยั ดงั นี้
- ขัน้ ความรคู้ วามจำ เปลย่ี นเปน็ จำ
- ขน้ั ความเข้าใจ เปลี่ยนเป็น เข้าใจ
- ข้นั การนำไปใช้ เปล่ียนเป็น ประยกุ ต์
- ข้นั การวิเคราะห์ เปลี่ยนเปน็ วิเคราะห์
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
- ข้ันการสงั เคราะห์ เปลยี่ นเป็น ประเมินค่า
- ข้นั การประเมินค่า เปล่ียนเป็น ริเร่มิ สรา้ งสรรค์
พฤติกรรมด้านจิตพสิ ัย (Affective Domain) เปน็ พฤติกรรมท่ีเกิดจากความรสู้ ึกนึกคิดใน
จิตใจ ความเช่ือ ความซาบซ้ึง ประกอบดว้ ยพฤติกรรม 5 ระดบั ดงั น้ี
1. ความต้ังใจ สนใจในสงิ่ เร้า หรือ รับรู้ (Receive)
2. การมีส่วนรว่ มในกจิ กรรมที่เกิดข้ึนหรือตอบสนองสง่ิ เรา้ (Respond)
3. ความรู้สึกซาบซง้ึ ยนิ ดี มีเจตคตทิ ี่ดี หรือคา่ นิยม (Value)
4. เห็นความแตกต่างในคุณค่า แก้ไขข้อบกพรอ่ ง/ขดั แยง้ สร้างปรชั ญา/เป้าหมายใหแ้ ก่
ตนเอง หรือการจัดระบบ (Organize)
5. ทำให้เกดิ เปน็ คุณลกั ษณะหนึ่งของชวี ิตตนเองหรือ บุคลิกภาพ (Characterize)
พฤตกิ รรมด้านทักษะพสิ ัย (Psychomotor Domain) เป็นความสามารถในการปฏบิ ตั ิ
ประกอบด้วยพฤติกรรม 5 ระดบั ดังนี้
1. ความสามารถในการสงั เกตและรบั รู้ขน้ั ตอนการปฏิบตั ิ หรือขั้นรับรู้ (Imitation)
2. ความสามารถในการทำตามข้นั ตอนหรือรปู แบบ ท่ีไดร้ ับการแนะนำ (Manipulation)
3. ความสามารถในการทำงานดว้ ยตนเอง โดยไมต่ ้องมผี ้ชู ี้แนะและพัฒนาการทำงานด้วย
ตนเองให้มีประสิทธภิ าพสูงขึ้น (Precision)
4. ความสามารถในการเลอื กรูปแบบท่ีตนเองพฒั นาจนมปี ระสิทธิภาพ และฝึกฝนจนเกิด
ความคล่องแคล่วเปน็ อัตโนมัติชดั เจนตอ่ เน่อื งจน ชำนาญการ (Articulation)
5. ความสามารถทเี่ กิดจากการฝกึ ฝนจนเกิดเปน็ ความเช่ยี วชาญในงานนน้ั เปน็ การเฉพาะและ
เป็นธรรมชาติ ขนั้ เชีย่ วชาญ (Naturalization)
การจดั การเรยี นรู้ (Learning Management)
นักการศึกษาได้ให้ความหมายของการจดั การเรยี นรู้ ไว้ดงั นี้
สุมน อมรววิ ัฒน์ 2533:460) ได้ใหค้ วามหมายของการจดั การเรียนรู้คือสถานการณ์อย่างหนึ่ง
ท่ีมีส่งิ ตอ่ ไปน้เี กิดข้ึน ไดแ้ ก่ มีความสัมพันธ์และมปี ฏสิ ัมพันธ์เกิดขึ้น ระหว่างผสู้ อนกับ ผู้เรียน ผู้เรียน
กับผู้เรียน ผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม และผู้สอนกับสิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์และการมีปฏิสัมพันธ์
ก่อให้เกดิ การเรยี นรแู้ ละประสบการณใ์ หม่ ผูเ้ รียนสามารถนำประสบการณใ์ หม่น้นั ไปใชไ้ ด้
วิชยั ประสทิ ธว์ ฒุ ิเวชช์ (2542 :255) ไดก้ ล่าววา่ การจัดการเรียนรูเ้ ป็นกระบวนการที่มีระบบ
ระเบียบคลอบคลุมการคำเนนิ การ ต้งั แตก่ ารวางแผน การจดั การเรียนรู้ จนถึงการประเมินผล
ฮู และ ดันแคน (Hough and Duncan 1970: 144) อธิบายความหมายของการจัดการ
เรียนรู้ว่าหมายถึง กิจกรรมที่บุคคลได้ใช้ความรู้ของตนเองอย่างสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้อื่นเกิด
การเรยี นรู้ และมีความผาสุขดังน้นั การจดั การเรยี นรู้จึงเป็นกจิ กรรมในแง่มมุ ตา่ งๆ 4 ดา้ นดังน้ี
1. การจัดการหลักสตู ร(Curriculum)
2. การจัดการเรยี นการสอน(Instruction)
3. การวดั ผล(Measuring)
4. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้(Evaluation)หลงั การเรยี นการสอน
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผูน้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
องค์ประกอบของการจดั การเรยี นรู้
ผู้สอน จำเป็นจะต้องศึกษาจากข้อมูลหลายประการ เพื่อนำมาช่วยเสริมสร้างการจัดการ
เรียนร้ขู องตน และการเรยี นรู้ของผู้เรียน การจัดการเรยี นรู้ไม่วา่ ระดับใด จะขึน้ อย่กู ับองค์ประกอบ 3
ประการดังตอ่ ไปน้ี
1. ผ้เู รยี น
2. บรรยากาศทางจติ วิทยาท่เี ออื้ ตอ่ การเรียนรู้
3. ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งผูเ้ รียน บรรยากาศทางจติ วทิ ยาในชนั้ เรยี น ผ้เู รยี น ธรรมชาติของ
ผู้เรียน เป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เกี่ยวกับความสามารถของสมอง
ความถนัด ความสนใจ พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ความต้องการพื้นฐานหรือเรียกอีก
อยา่ งหนงึ่ ว่า ศักยภาพผ้เู รียน
บรรยากาศทางจิตวทิ ยาที่เอ้ือต่อการเรยี นรู้
บรรยากาศใฝ่รูใ้ ฝ่เรียนถอื เป็นบรรยากาศทางจิตวิทยาท่ีสำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรยี น
ครูผู้สอนต้องมที ักษะ ประสบการณ์และจติ วิทยาในการสร้างบรรยากาศดังกลา่ วได้โดยเลอื ก รูปแบบ
(Model) วธิ ีการ (Innovation) เครอ่ื งมือ (Media) ตลอดจนเทคโนโลยี(Technology) เพ่มิ เสรมิ สรา้ ง
บรรยากาศที่เร้าให้ผู้เรียน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มากยิ่งขึ้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบรรยากาศทาง
จิตวิทยาในห้องเรียน ครูผู้สอนควรสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนทุกกลุ่มที่มีศักยภาพแตกต่างกัน ด้วย
ความเอื้ออาทรเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจที่จะเรียนรู้ของผู้เรียน ที่จะก้าวอย่างมั่นคงเต็ม
ศักยภาพของผเู้ รยี นแตล่ ะบุคคลใหส้ ูงยิง่ ขน้ึ และอยา่ ลืมวา่
ผเู้ รียนที่มีศกั ยภาพตำ่ ต้องการความช่วยเหลือจากครูผู้สอนและเพ่อื นนักเรียนในการเรียนรู้ให้
ประสพผลสำเร็จ
ผูเ้ รียนทีม่ ศี ักยภาพปานกลาง ต้องการเรียนรไู้ ด้ด้วยตนเองภายใตก้ ารประคบั ประคองและให้
กำลงั ใจของครู
ผู้เรียนที่มีศักยภาพสูงต้องการเรียนรู้ด้วยตนเอง ภายใต้การให้กำลังใจและอำนวยความ
สะดวกในการเรียนรู้จากครูผู้สอน ให้โอกาส ผู้เรียนใช้ความฝัน จินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
ประกอบการเรียนรู้
หลักการพน้ื ฐานในการจัดการเรยี นรู้
ในการจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถหลายอย่างในการ
จัดการเรียนรใู้ ห้มปี ระสทิ ธภิ าพและเกดิ ประสทิ ธิผลสงู สดุ ดงั นี้
1. หลกั การรูจ้ กั ผเู้ รียน ถือเปน็ สิง่ แรกท่ผี สู้ อนต้องสามารถวิเคราะหศ์ ักยภาพผู้เรียนได้ว่าเป็น
อย่างไร มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้อย่างไร มากน้อยเพียงใด ปกติสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม
ดงั น้ี
1.1 กลุ่มสตปิ ัญญาคอ่ นข้างออ่ น/เรียนรชู้ ้า กลมุ่ นีส้ ามารถเรียนรู้ไดต้ อ่ เมอ่ื ไดร้ ับการช่วยเหลือ
หรือสอนจากครูอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงจะเรียนรู้สำเร็จเป้าหมายการเรียนรู้เพียงช่วยเหลือตนเองได้
โดยไม่ตอ้ งเป็นภาระแกผ่ ูอ้ น่ื ในการดำรงชีวิต
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรียนผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
1.2 กลุ่มสติปัญญาปานกลาง กลุ่มนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง แต่ต้องได้
รับคำชี้แนะ รูปแบบ วิธีการ จากครูผู้สอนภายใต้การให้กำลังใจการเรียนรู้จึงจะประสพผลสำเร็จ
ความตอ้ งการเรยี นรูเ้ พ่ือ ประยุกต์ใชอ้ งค์ความรู้ให้เกิดประโยชน์ตอ่ ตนเองและเออื้ แก่ผอู้ ่ืนรอบข้างได้
1.3 กลุ่มสติปัญญาสูง กลุ่มนี้เป็นความหวังของสังคมประเทศชาติในการช่วยให้เกิดความ
เจริญก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพในอนาคต กลุ่มนี้มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดย
ตอ่ ยอดจากการเรยี นรจู้ ากครแู ตต่ ้องการความเป็นอสิ ระในการเรียนรู้ การใชค้ วามคิดรเิ ริ่ม สร้างสรรค์
จินตนาการ ฉะนั้นจึงต้องการโอกาสและการให้ความสะดวกในการเรียนรูอ้ ย่างหลากหลายรูปแบบไม่
มีขีดจำกัด กลุ่มนี้มีเป้าหมายการเรียนที่ทำให้เกิดประโยชน์กับตนเองแล้วยังเพื่อผู้อื่นประเทศชาติ
ตลอดจนสิ่งแวดล้อม ใช้องคค์ วามร้เู พอื่ สรา้ งมูลคา่ เพิม่ เป็นความหวังของทุกสงั คม
2. หลักการวางแผนและเตรียมจัดการเรียนรู้ ครูผู้สอนต้องมีความรู้ความสามารถในการวาง
แผนการจดั การเรยี นรู้และวิธกี ารเรียนรู้ทหี่ ลากหลาย ให้เหมาะสมกบั กลุ่มผู้เรยี นแต่ละศักยภาพ ท้ังน้ี
กระบวนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่เหมาะสมสอดคล้องต่อการเรียนรู้ของแต่ละกลุ่มผู้เรียน
เป็นปัจจัยสำคัญตอ่ การเลือกวธิ ีการจดั การเรียนรู้ดว้ ย
3. หลกั การใช้จิตวทิ ยาการเรยี นรู้ การจะจดั การเรียนรู้อย่างไรกบั กลมุ่ ผู้เรียนใด ครผู ู้สอนต้อง
มีพื้นฐานความรู้ทางด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาพัฒนาการ ทฤษฎีสมอง จิตวิทยาแนะแนวและ
การให้คำปรกึ ษา เพอ่ื ประกอบการตดั สิ้นใจในการจัดกจิ กรรมการเรยี นร้ตู า่ งๆได้อยา่ งเหมาะสม
4. หลักการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การที่ครูผู้สอนจะเลือกรูปแบบการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้รูปแบบใด ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีการวัดและประเมินผลว่ามี
วตั ถปุ ระสงค์อยา่ งไร เช่น
3.1 ตอ้ งการวดั องคค์ วามรแู้ ละทกั ษะปฏิบตั ิเบื้องต้นว่ามีเทา่ ใด ควรใชร้ ปู แบบการวดั (Test)
3.2 ต้องการรู้ว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหนจากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ใช้การ
ประเมิน (Assessment) เทียบกับเกณฑ์ทกี ำหนด
3.3 ต้องการทราบว่าผู้เรียนได้พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จนเกิด
ประโยชนด์ ว้ ยการประเมนิ แบบมีสว่ นร่วมจากการยอมรบั ชืน่ ชมและใหร้ างวลั
รูปแบบการจัดการเรยี นรู้
รูปแบบการจดั การเรียนรู้ จำแนกตามวธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ได้ 3 รปู แบบดังน้ี
1. การถ่ายทอดความรู้ (Transmission Approach) เป็นการจัดการเรียนการสอนท่ีใช้กันมา
นานเป้าหมายเพื่อสืบทอดความรู้ อารยะธรรม วัฒนธรรมประเพณี ทักษะฝีมือเพื่อให้คงอยู่ต่อไป
ประกอบกับต้องการกำลังคนในระบบอุตสาหกรรมจึงเนน้ ความเก่ง คนเกง่ การถา่ ยทอดใช้รูปแบบวิธี
สอน (Teaching) การฝึกฝน (train) การกล่อมเกลาให้เกิดศรัทธาและเชื่อฟัง(Tame) ครูจะเป็น
ศูนย์กลางการจัดการเรียนรู้ (Teacher Centered Development) สำนักไหน โรงเรียนไหน หรือครู
คนไหนเก่ง นักเรียนจะหลั่งไหลไปเรียน เกิดการแข่งขันการเข้าเรียนในโรงเรียนดัง เป็นค่านิยมของ
สงั คมมานาน
2. การสร้างองคค์ วามรู้ (Trans formational Approach) หรอื (Constructionist) เป็นการ
จัดการเรียนรู้ที่คาดหวังว่าจะยกระดับศักยภาพของประชาชนให้พึ่งพาตนเองได้หลังจากที่พึ่งพาผูอ้ ่ืน
รายงานการดาเนนิ การหลกั สูตรสถานศกึ ษาหอ้ งเรยี นผนู้ าแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โดยเฉพาะเจ้าของกิจการ รัฐบาล ฯลฯ มานานจนเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน การ
ว่างงาน เกิดปญั หาสขุ ภาพ ฯลฯ โดยพยายามจะให้ผู้เรียนลดการเรียนรู้ที่ต้องพงึ พาครู โรงเรียน หรือ
สถาบันไปสู่การพึ่งพาตนเองในการแสวงหาความรู้ โดยเน้นการเรียนรู้ผ่าน สื่อ (Media) นวัตกรรม
(Innovation)และเทคโนโลยี ( Technology)การเรียนรู้จะเน้นการเรียนรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง ภายใต้
การอำนวยความสะดวกของครูผ่านสื่อและนวัตกรรมแต่อำนาจการจัดการยังเป็นอำนาจของครูแต่
เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนมบี ทบาทและสว่ นรว่ มมากข้ึน
3. การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่สู่ปัญญาภิวัฒน์ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่หลากหลาย
(Transactional Approach) ผลการเปลีย่ นแปลงทางเทคโนโลยสี ารสนเทศและดิจติ อลทำให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์และวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างยิ่งและรวดเร็ว ศักยภาพของ
ประชาชนต้องได้รับการพัฒนาทักษะและวิถีการดำเนินชีวิตใหม่ ในสังคมแห่งชีวะคุณธรรม (Bio-
Ethic) การศึกษาถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยน มุมมอง วิธีคิด รูปแบบการให้การศึกษาแนวใหม่ ที่เปิด
โอกาสใหผ้ เู้ รียนได้พัฒนาศกั ยภาพของตนสู่ขีดจำกัดของแตล่ ะบคุ คล โดยเฉพาะผเู้ รยี นท่มี ีศักยภาพสูง
เพื่อเป็นที่พึ่งของสังคมให้มีโอกาสเรียนรู้เต็มศักยภาพ โดยรูปแบบที่พัฒนาเน้นการใช้นวัตกรรมและ
เทคโนโลยสี สู่ งั คม 4.0
รายงานการดาเนินการหลกั สูตรสถานศึกษาห้องเรียนผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสรา้ งเวลาเรยี นห้องเรยี นผูน้ าแห่งการพัฒนา (Citizen Empowerment Program : CEP)
กลมุ่ สาระการเรียนรู้/กจิ กรรม เวลาเรียน
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ม.4 ม.5 ม.6
รายวิชาพน้ื ฐาน เวลาเรียนทงั้ ปี หน่วยกติ เวลาเรียนทง้ั ปี หน่วยกิต เวลาเรียนทง้ั ปี หน่วยกิต
ภาษาไทย
คณติ ศาสตร์ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
วทิ ยาศาสตร์
สังคมศกึ ษา 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ประวตั ศิ าสตร์
สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา 120 3.0 120 3.0 - -
ศลิ ปะ
การงานอาชีพ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ภาษาองั กฤษ
รายวิชาเพมิ่ เตมิ 40 1.0 40 1.0 - -
หน้าทพี่ ลเมอื ง
ท้องถิ่นของเรา 40 1.0 40 1.0 40 1.0 .
อาเซยี นศกึ ษา
40 1.0 40 1.0 40 1.0
ผูน้ าแห่งการพฒั นา/ทกั ษะการแกป้ ัญหา
40 1.0 40 1.0 40 1.0
สหศลิ ป์และศลิ ปะ
คอมพวิ เตอร์ 80 2.0 80 2.0 80 2.0
งานธรุ กิจ
ภาษาอังกฤษเพอ่ื การสื่อสาร 40 1.0 40 1.0 - -
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน
แนะแนว 80 2.0 80 2.0 80 2.0
ชมุ นุม
กิจกรรมจิตอาสา 80 2.0 80 2.0 80 2.0
รวมเวลาเรียนทง้ั ปี
120 3.0 80 2.0 80 2.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
240 6.0 240 6.0 240 6.0
80 2.0 80 2.0 80 2.0
40 - 40 - 40 -
40 - 40 - 40 -
40 - 40 - 40 -
1520 35.0 1480 34.0 1280 29.0
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรยี นผู้นาแห่งการพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสรำ้ งเวลำเรียนรำยชน้ั ปี หอ้ งเรียนผนู้ ำแหง่ กำรพฒั นำ
(Citizen Empowerment Program : CEP) ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 4
ภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2
รหสั วิชา รายวชิ า ชั่วโมง/ น.ก. รหสั วิชา รายวชิ า ช่ัวโมง/ น.ก.
ภาคเรียน ภาคเรียน
พ้นื ฐาน พน้ื ฐาน
ท31101 ภาษาไทย 1 40 1.0 ท31102 ภาษาไทย 2 40 1.0
ค31101 คณติ ศาสตร์ 1 40 1.0 ค31102 คณติ ศาสตร์ 2 40 1.0
ว30101 วิทยาศาสตร์1 (ฟสิ ิกส์) 60 1.5 ว30102 วทิ ยาศาสตร์2(เคม)ี 60 1.5
ส31101 สังคมศกึ ษา 1 40 1.0 ส31103 สังคมศกึ ษา 2 40 1.0
ส31102 ประวตั ศิ าสตร์ 1 20 0.5 ส31104 ประวัตศิ าสตร์ 2 20 0.5
พ31101 สุขศกึ ษา 20 0.5 พ31102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ31101 ศลิ ปะ 1 20 0.5 ศ31102 ศลิ ปะ 2 20 0.5
ง31101 งานบ้าน 20 0.5 ง31102 งานประดษิ ฐ์ 20 0.5
อ31101 ภาษาอังกฤษ 1 40 1.0 อ31102 ภาษาอังกฤษ 2 40 1.0
เพมิ่ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส30231 หน้าทพ่ี ลเมอื ง 1 20 0.5 ส30232 หน้าทพ่ี ลเมอื ง 2 20 0.5
ส31221 ผู้นาแห่งการพฒั นา 1 60 1.5 ส31222 ผนู้ าแห่งการพฒั นา 2 60 1.5
ส31261 ประวตั ศิ าสตร์ล้านนา 40 1.0 ส31262 ความรู้เกีย่ วกับอาเซยี น 40 1.0
ศ31221 ศลิ ปะลา้ นนา 40 1.0 ศ31222 ศลิ ปะอาเซียน 40 1.0
ศ31241 สหศลิ ป์ 1 40 1.0 ศ31242 สหศลิ ป์ 2 40 1.0
ง31221 เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร 1 40 1.0 ง31222 คอมพวิ เตอรก์ ราฟกิ และการออกแบบ 40 1.0
ง31281 ธุรกิจเพอ่ื อาชพี 1 120 3.0 ง31282 ธุรกิจเพอ่ื อาชพี 2 120 3.0
อ31201 ภาษาองั กฤษเพอื่ การสื่อสาร 1 40 1.0 อ31203 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 2 40 1.0
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน
ก31901 แนะแนว 20 - ก31902 แนะแนว 20 -
ก31903 ชุมนุม 20 - ก31904 ชมุ นุม 20 -
ก31905 กจิ กรรมจิตอาสา 20 - ก31906 กจิ กรรมจิตอาสา 20 -
รวมทงั้ สน้ิ 760 17.5 รวมทงั้ สน้ิ 760 17.5
รายงานการดาเนนิ การหลักสูตรสถานศึกษาห้องเรียนผนู้ าแหง่ การพัฒนา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสร้ำงเวลำเรยี นรำยช้นั ปี ห้องเรียนผนู้ ำแห่งกำรพัฒนำ
(Citizen Empowerment Program : CEP) ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 5
รหัสวิชา ภาคเรียนที่ 1 ชั่วโมง/ น.ก. รหัสวิชา ภาคเรียนที่ 2 ช่ัวโมง/ น.ก.
รายวิชา ภาคเรียน รายวิชา ภาคเรียน
พน้ื ฐาน พน้ื ฐาน
ท32101 ภาษาไทย 3 40 1.0 ท32102 ภาษาไทย 4 40 1.0
ค32101 คณติ ศาสตร์ 3 40 1.0 ค32102 คณติ ศาสตร์ 4 40 1.0
ว30103 วิทยาศาสตร์3 (ชีววิทยา) 60 1.5 ว30104 วทิ ยาศาสตร4์ (โลกดาราศาสตร์ อวกาศ) 60 1.5
ส32101 สังคมศกึ ษา 3 40 1.0 ส32103 สังคมศกึ ษา 4 40 1.0
ส32102 ประวัตศิ าสตร์ 3 20 0.5 ส32104 ประวตั ศิ าสตร์ 4 20 0.5
พ32101 สขุ ศกึ ษา 20 0.5 พ32102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ32101 ศลิ ปะ 3 20 0.5 ศ32102 ศลิ ปะ 4 20 0.5
ง32101 ช่างอุตสาหกรรม 20 0.5 ง32102 งานเกษตรพชื -สัตว์ 20 0.5
อ32101 ภาษาองั กฤษ 3 40 1.0 อ32102 ภาษาอังกฤษ 4 40 1.0
เพม่ิ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส30233 หน้าทพี่ ลเมอื ง 3 20 0.5 ส30234 หน้าทพ่ี ลเมอื ง 4 20 0.5
ส32221 ผนู้ าแห่งการพฒั นา 3 40 1.0 ส32222 ผู้นาแห่งการพฒั นา 4 40 1.0
ส32231 ปัญหาสังคมทอ้ งถิ่น 40 1.0 ส32263 สถานการณอ์ าเซียน 40 1.0
ส32281 ภูมศิ าสตร์เศรษฐกิจเชียงราย 40 1.0 ส32282 ภูมศิ าสตร์เศรษฐกจิ อาเซียน 40 1.0
ศ32241 สหศลิ ป์ 3 40 1.0 ศ32242 สหศลิ ป์ 4 40 1.0
ง32281 ธุรกิจเพอ่ื อาชพี 3 120 3.0 ง32282 ธุรกจิ เพอื่ อาชพี 4 120 3.0
ง32221 การเขยี นโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ 40 1.0 ง32222 เครือข่ายคอมพวิ เตอร์ 40 1.0
อ32201 ภาษาองั กฤษเพอื่ การสอ่ื สาร 3 40 1.0 อ32203 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 4 40 1.0
กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
ก32901 แนะแนว 20 - ก32902 แนะแนว 20 -
ก32903 ชมุ นุม 20 - ก32904 ชุมนุม 20 -
ก32905 กิจกรรมจิตอาสา 20 - ก32906 กิจกรรมจิตอาสา 20 -
รวมทง้ั สน้ิ 740 17.0 รวมทง้ั สน้ิ 740 17.0
รายงานการดาเนินการหลักสูตรสถานศกึ ษาห้องเรยี นผนู้ าแหง่ การพฒั นา
(Citizen Empowerment Program : CEP)
โครงสรำ้ งเวลำเรยี นรำยช้นั ปี ห้องเรียนผ้นู ำแห่งกำรพฒั นำ (Citizen
Empowerment Program : CEP) ระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 6
ภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2
รหสั วิชา รายวชิ า ชั่วโมง/ น.ก. รหสั วชิ า รายวชิ า ช่ัวโมง/ น.ก.
ภาคเรยี น ภาคเรียน
พน้ื ฐาน พนื้ ฐาน
ท33101 ภาษาไทย 5 40 1.0 ท33102 ภาษาไทย 6 40 1.0
ค33101 คณติ ศาสตร์ 5 40 1.0 ค33102 คณติ ศาสตร์ 6 40 1.0
ส33101 สังคมศกึ ษา 5 40 1.0 ส33103 สงั คมศกึ ษา 6 40 1.0
พ33101 สุขศกึ ษา 20 0.5 พ33102 พลศกึ ษา 20 0.5
ศ33101 ศลิ ปะ 5 20 0.5 ศ33102 ศลิ ปะ 6 20 0.5
ง33101 โครงงานเก่ียวกบั อาชีพ 20 0.5 ง33102 งานธรุ กจิ 20 0.5
อ33101 ภาษาอังกฤษ 5 40 1.0 อ33102 ภาษาอังกฤษ 6 40 1.0
เพม่ิ เตมิ เพม่ิ เตมิ
ส33221 ทักษะการแก้ปัญหา 1 40 1.0 ส33222 ทกั ษะการแกป้ ัญหา 2 40 1.0
ศ33241 สหศลิ ป์ 5 40 1.0 ศ33242 สหศลิ ป์ 6 40 1.0
ง33281 ธรุ กิจเพอ่ื อาชีพ 5 120 3.0 ง33282 ธรุ กจิ เพอื่ อาชพี 6 120 3.0
ง33221 โครงงานคอมพวิ เตอร์ 40 1.0 ง33222 เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอื่ สาร 2 40 1.0
ง33261 อาชีพเศรษฐกิจท้องถิ่น 40 1.0 ง33262 อาชีพเศรษฐกจิ อาเซียน 40 1.0
จ33221 ภาษาจีนเพอ่ื การท่องเทยี่ ว 40 1.0 อ33203 ภาษาองั กฤษเพอื่ การส่อื สาร 6 40 1.0
อ33201 ภาษาองั กฤษเพอ่ื การสื่อสาร 5 40 1.0 อ33221 ภาษาองั กฤษเพอื่ การทอ่ งเท่ยี ว 40 1.0
กจิ กรรมพัฒนาผเู้ รียน กจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียน
ก33901 แนะแนว 20 - ก33902 แนะแนว 20 -
ก33903 ชุมนุม 20 - ก33904 ชุมนุม 20 -
ก33905 กจิ กรรมจิตอาสา 20 - ก33906 กจิ กรรมจิตอาสา 20 -
รวมทงั้ สน้ิ 640 14.5 รวมทง้ั สน้ิ 640 14.5
.