เอกสารประกอบการสอน รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชาดนตรีไทย วิชาดนตรีไทย คุณครูผู้สอน : นายฉัตรดนัย พูนแก้ว โรงเรียนบึงสามพันวิทยาคม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชื่อ - สุกล............................................................... เลขที่...............ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 /....................
“...การดนตรีนี้เป็นศิลปะที่สำคัญอย่างหนึ่ง หรือในหมู่ศิลปะทั้งหลาย อาจจะพูดได้ว่า เป็นศิลปะที่สำคัญที่สุด อย่างน้อยสำหรับในจิตใจของศิลปิน นักดนตรีคงจะต้องเป็น เช่นนั้น เพราะว่าการดนตรีนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นศิลปะที่ทำให้เกิดความ ปีติ ความภาคภูมิใจ ความยินดี ความพอใจ ได้มากที่สุด เพราะว่ามีเหตุผลว่าศิลปะ อย่างอื่นเมื่อปฏิบัติแล้ว หรือเมื่อเป็นศิลปินในศิลปะนั้น ๆ จะไม่เกิดความพอใจเท่ากับ ดนตรี ดนตรีนั้นจะเป็นนักปฏิบัติเพลง คือ นักเล่นเครื่องดนตรีก็ตาม จะเป็นนักแต่งเพลง แต่งทำนอง หรือคำร้องก็ตาม จะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีในด้านไหนก็ตาม จะได้ความ ปลื้มใจ จะได้ความพอใจได้...” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ในโอกาสที่คณะกรรมการของสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยฯ เฝ้าฯ ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน เพื่อสมทบทุน “โครงการพัฒนาตามพระราชประสงค์” ณ ศาลาดุสิดาลัย วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2524
ค ำน ำ ดนตรีไทย ถือได้ว่าเป็นสมบัติอันล ้าค่าของชนชาวไทย ที่บรรพบุรุษของเราได้สืบทอดกันมาเป็นเวลาช้านาน ควรค่าที่ จะมีการอนุรักษ์และสืบสานต่อไป เพื่อให้คงอยู่ซึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การเรียนการสอนในเรื่องของดนตรีไทยใน ปัจจุบันนอกจากจะเป็นการช่วยสืบสานและอนุรักษ์ซึ่งดนตรีไทยไว้แล้ว ยังช่วยท าให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์ ทั ้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา เกิดสุนทรียภาพ มีทักษะในการจินตนาการทางศิลปะ เห็นคุณค่าในศิลปะของไทย สามารถ น าไปปรับใช้และพัฒนาตนได้อย่างมีศักยภาพ เอกสารประกอบการเรียนรู้ ฉบับนี ้ ประกอบไปด้วยเรื่อง ประวัติดนตรีไทยในยุคสมัยต่าง ๆ ตั ้งแต่ยุคก่อน ประวัติศาสตร์ มายุคกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะท าให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงความเป็นมาของดนตรีไทย เห็นถึงการพัฒนาของศิลปะไทยทางด้านดนตรีที่มีประวัติอันยาวนาน และเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์ของไทย นอกจากนี ้ยังมีเรื่อง ประวัติของครูดนตรีไทย ที่จะท าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ เกี่ยวกับบุคคลผู้ที่มีความเป็นอัจฉริยภาพอย่างสูงทางด้านดนตรี มีการ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างดีเยี่ยมจนได้รับการยกย่องสรรเสริญจากผู้คนมากมาย เมื่อผู้เรียนได้ศึกษาถึงชีวประวัติของบุคคลผู้ที่ เป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว นักเรียนก็จะสามารถน าแนวคิดแนวปฏิบัติไปประยุกต์ใช้กับชีวิตประจ าวันของนักเรียนได้ ผู้จัดท าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการเรียนรู้ฉบับนี ้จะสามารถสร้างคุณประโยชน์ให้กับผู้เรียน หรือผู้ที่สนใจ ศึกษา หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขอกราบอภัยมา ณ ที่นี ้ด้วย นายฉัตรดนัย พูนแก้ว
2567 เอกสำรประกอบกำรเร ี ยนร ้ ู หน่วยที่ 1 ประวัติควำมเป็ นมำของดนตรีไทย
ใบความรู้ที่ 1 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย ทัศนะเกี่ยวกับที่มาของดนตรีไทยสมัยก่อนกรุงสุโขทัย จากการสันนิษฐานของท่านผู้รู้ทางด้านดนตรีไทย โดยพิจารณาหาเหตุผลเกี่ยวกับกำเนิดหรือที่มาของดนตรีไทย มีผู้เสนอ แนวทัศนะในเรื่องนี้ไว้ 2 ทัศนะที่แตกต่างกัน คือ ทัศนะที่ 1 สันนิษฐานว่า ดนตรีไทยได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เนื่องจากอินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมโบราณที่สำคัญแห่ง หนึ่งของโลก อารยธรรมต่าง ๆ ของอินเดียได้เข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชียอย่างมากทั้งในด้านศาสนา ประเพณี ความเชื่อ ตลอดจนศิลปะแขนงต่าง ๆ โดยเฉพาะทางด้านดนตรีปรากฏรูปร่างลักษณะเครื่องดนตรีของประเทศต่าง ๆ ในแถบเอเชีย เช่น จีน เขมร พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเซีย มีลักษณะคล้ายคลึงกันเป็นส่วนมาก ทั้งนี้เนื่องจากประเทศเหล่านั้นต่างยึดแบบฉบับ ดนตรีของอินเดียเป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งประเทศไทยก็พบว่าลักษณะของเครื่อง ดนตรีไทย จำแนกออกเป็น 4 ประเภท คือ - เครื่องดีด - เครื่องสี - เครื่องตี - เครื่องเป่า ซึ่ง ใกล้เคียง กับลักษณะเครื่องดนตรีของประเทศอินเดียตามที่กล่าวไว้ใน คัมภีร์ “สังคีตรัตนากร” ของอินเดีย จำแนกเครื่องดนตรีออกเป็น 4 ประเภทเช่นกัน คือ - ตะตะ คือ เครื่องดนตรีประเภทมีสาย - สุริษะ คือ เครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่า - อะวะนัทธะ หรืออาตตะ คือ เครื่องดนตรีที่หุ้มด้วยหนัง หรือกลองประเภท ต่าง ๆ - ฆะนะ คือ เครื่องดนตรีประเภทตี หรือเครื่องกระทบ การสันนิษฐานเกี่ยวกับที่มาของดนตรีไทยแนวทัศนะนี้เป็นทัศนะที่มีมาแต่เดิม นับแต่ผู้สนใจทำการค้นคว้าหาหลักฐาน เกี่ยวกับเรื่องนี้และนับว่าเป็นทัศนะที่มีการกล่าวอ้างกันมาก บุคคลสำคัญที่เป็นผู้เสนอแนวทางนี้ คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พระบิดาแห่งวงการประวัติศาสตร์ไทย) ภาพที่ 1 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ทัศนะที่ 2 สันนิษฐานว่าดนตรีไทยเกิดจากความคิดและสติปัญญาของคนไทย เกิดขึ้นพร้อมกับคนไทยตั้งแต่ สมัยที่ยังอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ทั้งนี้เนื่องจากดนตรีเป็นมรดกของมนุษยชาติทุกภาษาต่างมีดนตรีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของตน แม้ว่าภายหลังมีการรับแบบอย่างดนตรีของต่างชาติเข้ามาแต่ก็เป็นการนำมาปรับปรุงให้เหมาะกับลักษณะนิสัยทางดนตรี ภูมิ ประเทศ ภูมิอากาศของประเทศนั้น ๆ ไทยในสมัยที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนก็คงมีดนตรีเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งสังเกตได้จากเครื่องดนตรี ดั้งเดิมของไทยจะมีชื่อเรียกเป็นคำโดดที่เป็นลักษณะของคำไทยแท้ เช่น - เกราะ, โกร่ง, กรับ - ฉาบ, ฉิ่ง - ปี่, ขลุ่ย - ฆ้อง, กลอง เป็นต้น ต่อมาเมื่อไทยอพยพมาตั้งถิ่นฐานในแถบแหลมอินโดจีน จึงได้พบวัฒนธรรมแบบอินเดียโดยเฉพาะเครื่องดนตรี ซึ่งชนชาติ มอญและเขมรได้รับอิทธิพลในเรื่องเครื่องดนตรีก่อนไทย เหตุนี้ชนชาติไทยที่มีนิสัยชอบเล่นดนตรีจึงรับเอาวัฒนธรรมทางดนตรีแบบ อินเดียผสมผสานกับมอญและเขมรเข้ามาประสมกับเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิม ทำให้มีเครื่องดนตรีเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ - พิณ - สังข์ - ปี่ไฉน - บัณเฑาะว์ - กระจับปี่ และจะเข้ เป็นต้น ต่อมาเมื่อไทยได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแหลมอินโดจีนอย่างมั่นคง ได้มีการติดต่อสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในแหลม อินโดจีน รวมทั้งประเทศในแถบตะวันตกบางประเทศที่เข้ามาติดต่อค้าขายทำให้ไทยรับเอาเครื่องดนตรีบางอย่างของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นมาใช้เล่นในวงดนตรีไทย เช่น กลองแขก ปี่ชวา ของชวา (อินโดนีเซีย) กลองมลายูของมลายู (มาเลเซีย) เปิงมาง ตะโพน มอญ ปี่มอญ และ ฆ้องมอญ ของมอญ กลองยาว ของพม่า ขิม ม้าล่อ ของจีน กลองมาริกัน ของชาวอเมริกัน เปียโน ออร์แกน และ ไวโอลิน ของประเทศทางตะวันตก เป็นต้น การศึกษาดนตรีไทยขั้นพื้นฐาน สิ่งสำคัญประการแรกที่ควรศึกษาคือ บ่อเกิดของดนตรีไทย เพราะก่อนที่ดนตรีไทยจะมี รูปร่างเช่นปัจจุบันนั้นได้ผ่านกระบวนการก่อกำเนิดเป็นต้นแบบ ได้ปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยในแต่ละยุค จนกลายเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะนำไปสู่ความเป็นดนตรีมาตรฐานและเป็นเอกลักษณ์สำคัญของชาติไทย ทฤษฎีที่มาของการขับร้อง จากหนังสือ “วชิรญาณวิเศษ” ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นสถิตยธำรงสวัสดิ์ (หรือ พระองค์เจ้าชายนวรัตน์) พ.ศ.2432 นานาทัศนะไม่สามารถสรุปได้แน่นอนว่าดนตรีมีประวัติความเป็นมาและวิวัฒนาการมาจากสถานที่ใด ใครเป็น ผู้สร้าง เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่รอผู้พิสูจน์หาความจริงเพื่ออ้างอิงให้เกิดความน่าเชื่อถือที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้ศึกษาค้นคว้า หรือผู้เรียนรู้ต้องใช้หลักเชื่อมโยงและใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุผล
เรื่องขับร้องนี้ ความตรงกับมคธว่าคีตะฤา สังคีต คือ เปล่งเสียงคนเดียวฤา พร้อมกันหลายคน โหยหวน สูงต่ำสั้น ยาวหนักเบา ไพเราะแก่โสตร์เป็นที่น่ายินดีน่าฟัง จึงเรียกว่าขับร้อง ขับร้องนี้ต้องเจือด้วยบทกลอนสังวาศสัมผัสกัน มี ทำนองลีลาส ยักเยื้องเป็นสำเนียงเอกทุ้มเป็นโอดพัน ตามที่มีกำหนดแต่งไว้เรียกว่าลำนำ เพลงลำนำนี้มีทุกภาษาสำหรับ ขับร้องประสานเครื่องดุริยดนตรี ดีดสีตีเป่าตามพระนครประเทศใหญ่น้อยทั้งปวง เป็นเครื่องจูงใจให้เพลิดเพลินอย่างหนึ่ง แต่นึกดันเดาคะเนไปมืด ๆ ดูน่าจะเกิดจาก เสียงสัตว์ร้องนกร้อง หรือเสียงน้ำ เสียงลมกระทบภูเขาแลต้นไม้สิ่งใด ที่ให้มี เสียงดังสูงต่ำต่าง ๆ เสียงกันก่อน แล้วคนได้ฟังเห็นว่าดีจึงจำเสียงมาร้องเล่นกันภายหลัง จึงเกิดปัญญาคิดเพลงร้อง และ คิดทำเครื่องดีด สี ตี เป่า เทียบเสียงแก้ไขให้ดีขึ้นทุก ๆ ชั้นทุกทีสืบมาช้านานก็เจริญแพร่หลายไป ในนานนาประเทศต่าง ดัดแปลงขึ้นตามภาษาของตน ถ่ายทอดต่อ ๆ กันมา แต่เป็นการตริตรองคาดหมายตามอัตโนมัติข้าพเจ้าเองไม่เป็นความ แน่นอนได้ แต่ครูพิณพาทย์เก่า ๆ เล่าอ้างว่ามีแต่ปฐมกาล คือออกจากสิงขรเทวบุตร์ และเทพคนธรรพได้เป็นครูผู้ฝึกสอน ฝึกหัดสืบต่อกันมาจนถึงกาลทุกวันนี้ แต่ข้าพเจ้าได้ฟังนิทานต่าง ๆ และที่พระสงฆ์เทศนาก็มีชื่อว่า อินทรเทวดา ลงมาดีด พิณ แสดงฤทธิ์บ่อย ๆ หลายเรื่อง ลางเรื่องก็เป็นเรียนมาแต่ฤาษีบ้าง ก็เพลงขับร้องนี้จะออกจากเพลงพิณต่อเนื่องกันมา ได้ดอกกระมัง ในเรื่องกากีมโหรีนี้เอง ก็ว่าคนธรรพ์ขับลำนำประสานเสียงพิณ ดูก็เข้าเค้าขับไม้ขับในสยามทุกวันนี้เปลี่ยน แต่ดีดพิณเป็นสีซอดังจะพรรณนาต่อ ตามที่เห็นได้ฟังด้วยตนเองแลสอบถามผู้อื่นบ้างในเรื่องขับร้องนี้มีหลายอย่างหลาย ประเภท (คณะ เหม. 2438: 180) ดนตรีไทยที่มีการค้นพบในสมัยก่อนกรุงสุโขทัย จากประวัติศาสตร์ชนชาติไทยเดิมที่ได้อพยพมาจากแถบภูเขาอัลไตเรื่อยมาจนถึงแหลมทองในปัจจุบัน ปรากฏหลักฐาน เป็นจดหมายของอาจารย์ที่เซียงไฮ้ (ไม่ระบุนาม) ซึ่งอาจารย์มนตรี ตราโมท กล่าวว่า “จดหมายของอาจารย์ผู้หนึ่งในโรงเรียนที่เซียง ไฮ้ ซึ่งมีมาถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของไทยเรา ลงในวันที่ 11 ตุลาคม 2484 กล่าวว่าเขาได้ทำการศึกษาค้นคว้า ตำนานดึกดำบรรพ์ของชาติไทยในดินแดนจีน ได้หลักฐานไว้หลายอย่างมีความในหนังสือฉบับนี้กล่าวว่าคนไทยมีอุปนิสัยทางศิลปะ ดนตรีมาแต่ดึกดำบรรพ์” จากข้อความในจดหมายที่ยกมาแสดงให้เห็นว่าดนตรีไทยมีมาควบคู่กับคนไทยแต่โบราณก่อนอพยพลงมา สู่แหลมทองในปัจจุบันนี้ และยังมีเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับดนตรีไทยซึ่งอาจารย์มนตรี ตราโมท ได้กล่าวถึงความเจริญรุ่งเรืองและ ความเป็นมาเกี่ยวกับดนตรีไทยและเพลงไทยอีกว่า ในตอนกลางลุ่มน้ำแยงซี เป็นที่ตั้งของอาณาจักรฌ้อ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ โดยมากกล่าวรับรองว่า ฌ้อในสมัยนั้นคือชนชาติไทย โดยมีพระเจ้าฌ้อปาอองครองราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ. 310 ถึง 343 เป็นกษัตริย์ ไทย ในสมัยนั้นจีนได้เครื่องดนตรีไปจากชนชาติในดินแดนตอนใต้หลายอย่างที่ปรากฏชัดคือกลองชนิดหนึ่งที่จีนใช้อยู่จนทุกวันนี้ เรียกว่า “น่านตังกู” อันหมายถึง กลองชาวใต้ ลักษณะเป็นกลองขึงหนังตรึงด้วยหมุดทั้งสองหน้าอย่าง “กลองทัด” และรูปร่างก็ แตกต่างจากกลองชนิดอื่น ๆ ของจีน ซึ่งเข้าใจว่าอาจได้ไปจากกลองของชนชาติไทยในสมัยครั้งกระโน้นก็เป็นได้ หลักฐานสำคัญอีก อย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึง “เครื่องดนตรีไทย” และเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ของไทยก็คือ “แคน” โดยมีหลักฐานยืนยัน ซึ่งมีบันทึกของ จีนได้บันทึกไว้ว่า “ที่เมือง CHANGSHA แคว้นยูนาน เป็นบ้านเกิดของประธานาธิบดีเหมาเจ๋อตุง เขาได้พบศพ 2 ศพ ที่เกรียวกราว มากคือ เป็นศพที่มีอายุตั้ง 2,000 ปี แล้วร่างกายอยู่อย่างเก่า มีลักษณะที่คงเดิม ผุผังไปบางส่วน แล้วเครื่องแต่งกายวิจิตรพิสดาร มาก รัฐบาลของเขาให้ชื่อศพนี้ว่า “The Duke of Tai and his Consort” ในข้าง ๆ ศพ ปรากฏสิ่งของอยู่ 2 อย่าง คือเครื่องใช้ ประจำวันเป็นเครื่องเขิน (เครื่องเงิน เครื่องทอง) เครื่องเขินที่คล้าย ๆ กับเชียงใหม่เรานี้ แล้วก็เป็นจำนวนนับร้อย แล้วอีกสิ่งหนึ่งก็
เป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่ตรงกับของเราที่เรียกว่า แคน ในเรื่องที่เกี่ยวกับแคนนี้ สุมาลี นิมมานุภาพ ยังเล่าเพิ่มเติมพอสรุปได้ว่า จากบันทึกของจีนที่บันทึกว่าจีนมีแคนใช้ประมาณ 3,000 ปี แต่จีนมีแคนใช้หลังไทย เพราะฉะนั้นแคนไทยต้องมีอายุมากกว่า 3,000 ปี ที่กล่าวว่าจีนมีแคนใช้หลังไทยเพราะหลังการเปรียบเทียบจะเห็นว่า แคนของจีนสวยงามประณีตกะทัดรัดกว่าของไทย เพราะจีนได้แบบอย่างและรูปแบบไปจากแคนไทย ซึ่งมีรูปร่างยาว ใช้วัสดุไม่ทนทานเท่าแคนของจีน ซึ่งเมื่อจีนเห็นข้อบกพร่องของ แคนไทยแล้วจึงนำไปปรับปรุงให้กะทัดรัดและสวยงาม จากแคนของไทยได้พัฒนาเป็นเครื่องดนตรีอื่น ๆ อีกหลายชนิด เช่น ขลุ่ย และปี่ซอ เพราะขลุ่ยทำง่ายกว่าแคน เพียงแต่เจาะรูที่ไผ่ก็เป่าได้แล้ว อย่างเช่นขลุ่ยผิวของจีน ส่วนปี่ซอก็คือลูกของแคนนั้นเองใช้ลิ้น โลหะประกอบกับไม้ไผ่แล้วเจาะรู เพื่อบังคับเสียง ใช้เป่าเล่นเพื่อรวมวงกันเป็นดนตรีพื้นเมือง วงละ 3 เล่มบ้าง 5 เล่มบ้าง หรือ 7 เล่มก็มี ปี่ซอของทางภาคเหนือปัจจุบัน ต่อมาใช้ไม้ทำเครื่องบังคับลม เรียกว่า ดาก เข้าไปในตัวของไม้ไผ่แล้วเจาะลิ้น (ปากนกแก้ว) ทำให้เกิดเสียง เช่น ขลุ่ยชนิดต่าง ๆ ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ ดนตรีในวัฒนธรรมโบราณที่เกี่ยวข้องกับไทยในยุคก่อนสมัยกรุงสุโขทัย ในยุคก่อนสมัยกรุงสุโขทัยมีวัฒนธรรมโบราณมาก่อนในบริเวณที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทยในปัจจุบัน พิจารณาตาม ประวัติศาสตร์และที่ตั้งตามภูมิศาสตร์จำแนกได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ วัฒนธรรมล้านนา-ล้านช้าง วัฒนธรรมขอม วัฒนธรรมทวาร วดี และวัฒนธรรมศรีวิชัย เมื่ออาณาจักรโบราณล่มสลายลงไปตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ได้มีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้น คือ สุโขทัย และอยุธยา ซึ่งรวมเข้าด้วยกันภายหลัง และเรียกตัวเองว่าอาณาจักรสยามเข้ามาแทนที่ ชาวสยามได้รับเอาวัฒนธรรมต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วมาผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมของตนอย่างแยกไม่ออก โดยการรับเอา และ/หรือดัดแปลงวัฒนธรรมนั้น ๆ ให้เข้ากับ วิถีชีวิต ปรัชญา และค่านิยมของชนชาวสยาม ดังข้อสันนิษฐานทางดนตรีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ 1. วัฒนธรรมทางดนตรีของล้านนา-ล้านช้าง ล้านนาโบราณมีอาณาเขตเลยเข้าไปถึงตอนใต้ของประเทศจีนและ ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศพม่าปัจจุบัน ล้านนาในเขตประเทศไทยนิยมเรียกว่า “ล้านนาไทย” จึงมีวัฒนธรรมดนตรีที่ ใกล้เคียงกับดนตรีในภูมิภาคเหล่านั้น แต่มีแบบแผนเฉพาะของตนมากขึ้น ส่วนล้านช้างก็คือ บริเวณที่เป็นลาวในปัจจุบัน ซึ่งมี วัฒนธรรมเดียวกันกับภูมิภาคทางตะวันออกเฉียงเหนือของไทย เมื่อพิจารณาภาพรวมในปัจจุบันจะเห็นว่า เครื่องดนตรีที่เป็นหลัก ของภูมิภาคนี้ จำแนกตามประเภท มีดังนี้ ก. เครื่องเป่า (Aerophone) เครื่องดนตรีที่เป็นหลักของเขตนี้คือ - เครื่องเป่าลิ้นอิสระ (Free reed aerophone) ได้แก่ แคนนานาชนิด เช่น แคนมาตรฐานของลาวและไทย แคนเต้ายาว ของชนกลุ่มน้อย ปี่ลูกแคนของภาคอีสาน เครื่องเป่าลิ้นอิสระพบได้ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในรูปลักษณ์ต่าง ๆ กัน ของโบราณในภาคกลางเรียกว่าเรไร ใช้ไม้ซางคู่หนึ่ง ติดลิ้นโลหะเสียบเข้าไปในลูกน้ำเต้าใช้เป่าเป็นอาณัติสัญญาณ เช่น เวลาพระลง โบสถ์ เป็นต้น
-เครื่องเป่าลิ้นคู่ (Double reed aerophone) เครื่องดนตรีชนิดนี้มีเฉพาะเขตล้านนาไทย เพราะได้รับอิทธิพลมาจาก พม่า ได้แก่ แน หรือปี่แน พม่าเรียกว่า เน (Hne) ซึ่งบรรเลงร่วมกับฉาบและกลอง ใช้ในกระบวนเห่และการฟ้อน ข. เครื่องสาย (Chordophone) - เครื่องสายที่เป็นเครื่องดีด (Plucked lute) ได้แก่ ซึง และพิณ ในส่วนของพิณนี้มีหลายชนิด คือ พิณอีสาน พิณคันทวน ยาวที่ไม่มีนม (Flets) ของชาวไทยภูเขาที่เรียกว่า ซือบือ นอกจากนั้นก็มีพิณพื้นเมืองที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งคือ พิณน้ำเต้า (มีสาย เดียว) และพิณเพี๊ยะ หรือเปี๊ยะ (มีหลายสาย) ภาพที่ 2 แคน ภาพที่ 3 ปี่ลูกแคน ภาพที่ 4 ปี่แน ภาพที่ 5 ซือบือ ภาพที่ 6 ซึง ภาพที่ 7 พิณเปี๊ยะ
- เครื่องสายที่เป็นเครื่องสี ได้แก่ สะล้อของล้านนา ค. เครื่องตี เครื่องกระทบ (Idiophone) ได้แก่ ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบ ง. เครื่องหนัง (Membranophone) ได้แก่ กลองชนิดต่าง ๆ คือ กลองหลวง กลองปูจา ตะโลดโป้ด และกลองสะบัดชัยของล้านนา ไทย กลองตุ้ม กลองหาง กลองเส็งของอีสาน 2. วัฒนธรรมทางดนตรีของขอม ขอมได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย ทั้งด้านภาษา ศาสนา การเมืองการปกครอง รวมถึง ดนตรีบางส่วน ดนตรีเขมรสมัยโบราณจะเป็นเช่นไรไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน แต่ที่ทราบแน่นอนคือเรื่อง เครื่องดนตรีที่มีภาพ ปรากฏบนศิลาจำหลักที่นครวัด ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 1673 (นครวัดสร้างโดยพระเจ้าสุริยวรมันต์) มีภาพเครื่องดนตรีที่ปรากฏครบทุก ประเภท รวมทั้งภาพฟ้อนรำหลายภาพ กล่าวโดยสังเขปได้ดังนี้ ก. เครื่องเป่า (Aerophone) ได้แก่ แตรงอน (พิสเนญชัย) บางภาพดูคล้ายแตรเขาควาย หรือเสนง มีแตรสังข์ และปี่ปากบานขนาด สั้นคล้ายปี่ไฉน (สมัยสุโขทัย) บางภาพเป็นปี่ปากบานขนาดยาวกว่าปี่ไฉน บางภาพเป็นเครื่องเป่าถือด้วยมือข้างเดียว น่าจะเป็นแตร ชนิดหนึ่ง ข. เครื่องสาย (Chordophone) ได้แก่ พิณหลายสายประเภทฮาร์ป พิณน้ำเต้า (สายเดียว) และมีพิณคันทวนยาว สันนิษฐานว่า อาจเป็นต้นแบบของกระจับปี่ แต่ไม่ปรากฏภาพของซอชนิดใด ๆ เลย ภาพที่ 8 สะล้อ ภาพที่ 9 กลองปูจา ภาพที่ 11 ตะโลดโป้ด ภาพที่ 10 กลองเส็ง
ค. เครื่องตี เครื่องกระทบ (Idiophone) ได้แก่ ฆ้องหุ่ย (ขนาดใหญ่) และฆ้องเดี่ยว (ขยาดย่อมลงมา) ฆ้องรางรูปโค้ง มีลูกฆ้อง ขนาดต่างกัน 9 ลูก ตีด้วยไม้ถือมือละข้าง ง. เครื่องหนัง (Membranophone) ได้แก่ กลอง (ดูคล้ายตะโพน) วางบนตักหรือขาตั้งและตีด้วยมือสองข้าง มีกลองใหญ่ตีด้วยไม้ และกลองสองหน้าคล้ายกลองแขก นอกจากศิลาจารึกหลักดังกล่าวแล้ว ยังมีโบราณวัตถุ และศิลาจารึกที่พบในประเทศไทยอีกหลายหลักที่กล่าวพาดพิงหรือระบุถึงเรื่องราวของดนตรีที่น่าเชื่อถือได้ว่า เป็นวัฒนธรรมของ ขอม เช่น จารึกที่พบในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ปรากฏข้อความว่า ได้มีการถวายเครื่องดนตรีแก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเทวส ถาน อันได้แก่ ฆ้องสัมฤทธิ์ 3 ใบ สังข์ 3 ใบ แสดงว่ามีการใช้เครื่องดนตรีเหล่านี้ในพิธีกรรมทางศาสนาด้วย การใช้ดนตรีในศาสนพิธี ปรากฏหลักฐานชัดเจนมากขึ้นในจารึกที่พบที่เมืองละโว้ จังหวัดลพบุรี โดยพบข้อความที่แสดงว่ามีการพลีกรรมแด่ “บรรดาเทพเจ้า ในเมืองละโว้ ซึ่งมีนางระบำกับนักร้องเพลง นางระบำ 1 คน นักร้อง 1 คน นักดีด 1 คน นักสี 1 คน ทำการรับใช้ของกมรเตงอัญ ศรีบรมวาสุเทพทุกวัน” 3. วัฒนธรรมทางดนตรีของทวารวดี เชื่อกันว่าทวารวดีเป็นอาณาจักรของชนชาติมอญ มีวัฒนธรรมสูงส่งมาช้านาน และ มีอิทธิพลต่ออาณาจักรใกล้เคียงเป็นอย่างมาก ตัวอักษรมอญโบราณ และขอมโบราณ เป็นต้นแบบอักษรไทยที่พ่อขุนรามคำแหงทรง ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826 แม้ทวารวดีจะเสียอิทธิพลทางการเมืองให้แก่ขอมในภายหลังก็ตาม แต่อิทธิพลของวัฒนธรรมมอญยัง ปรากฏให้เห็นชัดเจนในอาณาจักรใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพม่าซึ่งได้รุกรานย่ำยีมอญจนกระทั่งมอญต้องสูญแผ่นดิน อย่างสิ้นเชิงในราวต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ดนตรีของทวารวดีจะเป็นเช่นไร ก็คงจะพอสันนิษฐานได้จากลักษณะของดนตรีมอญที่ยัง หลงเหลืออยู่ในประเทศพม่า รวมทั้งที่ปรากฏในไทยด้วย หลักฐานทางดนตรีของทวารวดีชิ้นสำคัญชิ้นเดียวที่พบในประเทศไทยก็คือ ภาพปูนปั้นประดับฐานพระเจดีย์ที่เมือง โบราณบ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นรูปปั้นนักดนตรีหญิง 5 คน แสดงให้เห็นถึงเครื่องดนตรีที่บรรเลง และการแต่งกาย ของสตรี คือห่มสไบ ไม่สวมเสื้อ และเกล้าผมมวยทรงสูง รูปวงดนตรีนั้นประกอบด้วยเครื่องดนตรี 2-3 ชนิด คือ พิณน้ำเต้า พิณห้า สาย (ไม่มีนม) ฉิ่ง กรับ และนักร้อง ภาพที่ 12 วงนักดนตรีสตรี ภาพที่ 13 เครื่องประโคมในพิธีศักดิ์สิทธิ์
เครื่องดนตรีของทวารวดีน่าจะมีมากกว่าเท่าที่ปรากฏในภาพปูนปั้น วงดนตรีที่ปรากฏในภาพอาจจะเป็นประเภทวง เครื่องสายประกอบการขับร้องที่อาจจะใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้นก็ได้ ภาพปูนปั้นที่ฐานพระเจดีย์อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของภาพ ชาดกหรือภาพพระพุทธประวัติตอนใดตอนหนึ่งเป็นนักดนตรีที่ขับกล่อมในวังสี่ฤดูของเจ้าชายสิทธัตถะ เครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ที่มี ใช้แต่อาจจะไม่เหมาะที่จะนำมาปั้นไว้ในภาพก็ได้ เครื่องดนตรีมอญที่พบในพม่าและไทยในปัจจุบัน (ที่อาจมีการพัฒนา หรือปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยแล้ว) รูปร่างที่แท้จริง ของดนตรีมอญตั้งแต่โบราณนั้น ไม่อาจทราบได้ 4. วัฒนธรรมทางดนตรีของศรีวิชัย เมื่อพูดถึงดนตรีของอาณาจักรศรีวิชัยก็ต้องนึกถึงชวา บาหลี และสุมาตรา ซึ่งมีฆ้อง ประเภทที่มีปุ่มขนาดต่าง ๆ เป็นเครื่องดนตรีหลัก ต้นแบบของฆ้องชนิดนี้ก็คือ กลองมโหระทึก ในวัฒนธรรมดองซอนของเวียดนาม นั่นเอง ฆ้องแบบนี้ถือกำเนิดขึ้นที่ชวาแล้วจึงแพร่หลายไปตามเกาะต่าง ๆ ในราชอาณาจักร นอกจากนั้นนักวิชาการบางท่านกล่าว ว่าได้มีการแพร่หลายย้อนกลับขึ้นไปในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ภาพที่ 14 รูปปูนปั้นวงนักดนตรีหญิง ภาพที่ 15 มโหระทึก
วงดนตรีของอินโดนีเซียเรียกว่า “วงกาเมลัน” (Gamelan) ประกอบด้วยฆ้องหลายขนาด รวมทั้งระนาดโลหะแบบต่าง ๆ วงกาเมลันที่เก่าแก่ที่สุดเรียกว่า กาเมลันมุงกัง ประกอบด้วยฆ้อง 4 ชุด ชุดละ 3 เสียง ตามความเห็นของแจ๊บบ์ คุ้นสต์ (Jabb Kunst) เชื่อว่ามีใช้ในราว พ.ศ. 890 แต่มีหลักฐานอื่น ๆ ทำให้เชื่อว่าหลักการแบบนี้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ในราวพุทธศตวรรษที่ 3 แล้ว สาเหตุที่ต้องกล่าวถึงสภาวะทางดนตรีของอาณาจักรโบราณและประเทศเพื่อนบ้านในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็เพื่อ เป็นการปูพื้นฐานความคิดโดยให้เห็นภาพรวมโดยทั่วไปของวัฒนธรรมทางดนตรีที่มีอยู่ในแถบประเทศไทย ก่อนที่จะหันมาพินิจ พิจารณาเรื่องราวทางดนตรีของประเทศไทยโดยตรง ไม่ว่าคนไทยจะอพยพมาจากที่อื่นหรืออยู่ในเขตประเทศไทยมาก่อนก็ตาม วัฒนธรรมของผู้คนนับตั้งแต่ระยะที่กรุงสุโขทัย เป็นราชธานีเป็นต้นมา ได้มีการผสมผสานวัฒนธรรมภายในท้องถิ่นและวัฒนธรรมภายนอกเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก ไม่ว่า วัฒนธรรมภายนอกนั้น ๆ จะเป็นเช่นไรก็ตาม คนไทยได้ดัดแปลงแต่งเติม ตัดต่อ และปรับปรุงให้เข้ากับวิถีชีวิต รสนิยม นิสัยใจคอ ปรัชญา และแนวคิดของคนไทย และแสดงถึงความเป็นไทยอย่างสมบูรณ์แล้ว และเพิ่มความเป็นไทยมากขึ้นทุกทีตลอดระยะเวลาที่ ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และนาฏดุริยางคกรรม ก็ตาม เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). ดนตรีในวิถีชีวิตไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี. (2530). สังคีตนิยมว่าด้วยดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ธนิต อยู่โพธิ์. (2530). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเนศ. พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปัญญา รุ่งเรือง. (2521). ประวัติการดนตรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช. มนตรี ตราโมท. (2530). ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. สงบศึก ธรรมวิหาร. (2540). ดุริยางค์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แบบฝึกหัดที่ 1 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยก่อนสมัยสุโขทัย กิจกรรมที่ 1 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1.1 นักเรียนคิดว่าดนตรีไทยเกิดมาจากอะไร ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 1.2 นักเรียนอยากรู้อะไรที่เกี่ยวกับประวัติดนตรีไทย ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมที่ 3 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 3.1 นักเรียนได้เรียนรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของดนตรีไทยในยุดก่อนสมัยสุโขทัย ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 2.1 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ • วัฒนธรรมทางดนตรีของ................................................................................................................................... • มีเครื่องดนตรีชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดมีลักษณะอย่างไร ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................... • เครื่องดนตรีชิ้นใดบ้างที่ยังคงใช้บรรเลงอยู่ในปัจจุบัน ............................................................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................................................
กิจกรรมที่ 4 4.2 ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย หน้าข้อที่มีข้อความถูกต้อง และทำเครื่องหมาย หน้าข้อที่มีข้อความไม่ถูกต้อง 1) ............ ดนตรีไทยได้รับแบบอย่างมาจากวัฒนธรรมอินเดีย 2) ............ ระนาดเอกเป็นเครื่องดนตรีประเภทอะวะนัทธะ 3) ............ จีน เขมร พม่า อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมดนตรีมาจากไทย 4) ............ ขลุ่ย และปี่ซอ พัฒนามาจากแคน 5) ............ แคนเป็นเครื่องดนตรีที่เก่าแก่ของไทย 6) ............ ดนตรีไทยได้รับเอาวัฒนธรรมทางดนตรีของล้านช้าง – ล้านนา วัฒนธรรมทางดนตรีของขอม วัฒนธรรมทางดนตรีของทวารวดี วัฒนธรรมทางดนตรีของศรีวิชัย เข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ 7) ............ หลักฐานทางดนตรีของสมัยทราวดีชิ้นสำคัญที่พบในประเทศไทย คือ ภาพปูนปั้นประดับฐานพระเจดีย์ที่ เมืองโบราณบ้านคูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 8) ............ กลองมโหรทึกเป็นต้นแบบของฆ้องที่มีปุ่ม 9) ............ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นผู้เสนอแนวคิดว่าดนตรีไทยเกิดจากความคิด . และสติปัญญาของคนไทย 10) ............ พิณเพี๊ยะไม่ใช่เครื่องดนตรีประเภทตะตะ 4.1 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ • บุคคลในภาพชื่อ.............................................................................. • มีความสำคัญต่อประวัติความเป็นมาของดนตรีไทยอย่างไร ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... ........................................................................................................... .. .............................................................................................. ................................................................................................................. .................................................................................................................
4.3 ให้นักเรียนโยงเส้นจับคู่ภาพกับข้อความให้สอดคล้องกัน วัฒนธรรมทางดนตรีของล้านนา - ล้านช้าง วัฒนธรรมทางดนตรีของขอม วัฒนธรรมทางดนตรีของศรีวิชัย วัฒนธรรมทางดนตรีของทราวดี
ใบความรู้ที่ 2 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยสุโขทัย อาณาจักรสุโขทัย (พ.ศ.1778-1981) สุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่เป็นเวลานานประมาณ 200 ปี ได้เกิดการ สร้างแบบแผนการดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกัน ตลอดจนได้สร้างสรรค์วัฒนธรรม ไว้มากมาย วัฒนธรรมในสมัยกรุงสุโขทัย ได้แก่ 1. วัฒนธรรมด้านการศึกษา การศึกษาในสมัยกรุงสุโขทัยช่วงแรกได้รับอิทธิพลจากลัทธิ พราหมณ์ (จากขอม) ต่อจากนั้นจึงรับคติธรรมทางพุทธศาสนาลัทธิลังกา วงศ์ (จากนครศรีธรรมราช) เข้ามา และยอมรับเป็นเกณฑ์สำคัญของการจัด การศึกษา ซึ่งการศึกษาในสุโขทัยมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 การศึกษาทางพระพุทธศาสนา ในยุคสุโขทัยนี้ เป็นยุคสมัยที่ พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก ทั้งพระมหากษัตริย์และประชาชนทั่วไปเลื่อมใสใน พระพุทธศาสนา โดยมีหลักฐานอ้างอิงคือ มีหนังสือซึ่งเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนามีชื่อว่า “ไตรภูมิพระร่วง” ที่พระราชนิพนธ์ โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพระเจ้าลิไทย 1.2 การศึกษาในวิชาชีพ ผู้ชายจะเรียนวิชาความรู้ การอ่าน เขียน เรียนตำราโหราศาสตร์ หรือวิชาทางการทหาร เพื่อไป ประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัว ส่วนผู้หญิงจะเรียนเกี่ยวกับงานบ้านงานเรือน เย็บปักถักร้อย เพื่อเป็นแม่บ้านที่ดี 2. วัฒนธรรมด้านภาษา มีการประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเป็นครั้งแรกโดยพ่อขุนรามคำแหง ซึ่ง นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าอักษรไทยนี้ได้มีการดัดแปลงมาจากอักษรขอม และอักษรมอญโบราณ โดยมีหลักฐานที่พบคือ ศิลาจารึกหลักที่ 1 ปรากฏข้อความที่เกี่ยวข้องกับอักษรไทยสมัย กรุงสุโขทัยตอนหนึ่งว่า “...1205 ศกปีมะแม พ่อขุนรามคำแหงหาใคร่ใจใน ไทยนี้ จึ่งมีเพื่อขุนผู้นั่นใส่ไว้...” ซึ่งอักษรของพ่อขุนรามคำแหงนี้มีปรากฏใช้ เฉพาะในรัชสมัยของพระองค์เท่านั้น ต่อมาในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าลิไทย) ได้ปรากฏรูปอักษรไทยแบบใหม่ขึ้น อักษรพบใหม่นี้ เรียกว่า อักษรพระเจ้าลิไทย ภาพที่ 16 แผนที่อาณาจักรสุโขทัย ภาพที่ 17 ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
3. วัฒนธรรมทางด้านประติมากรรมและจิตรกรรม วัฒนธรรมทางด้านประติมากรรมและจิตรกรรม โดยส่วนมากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา กล่าวคือ 3.1 ประติมากรรม ประติมากรรมในสมัยสุโขทัย ได้แก่ การสร้างพระพุทธรูป ซึ่งนิยมสร้างพระพุทธรูปปั้นและหล่อด้วย สัมฤทธิ์ การสร้างพระพุทธรูปเป็นแบบลอยตัวและภาพนูนสูงติดฝาผนัง นอกจากนั้นพระพุทธรูปแล้วยังมีการหล่อเทวรูปสัมฤทธิ์ เช่นเทวรูปพระนารายณ์ เทวรูปพระอิศวร เทวรูปพระหริหระ เป็นต้น 3.2 จิตรกรรม จิตรกรรมที่พบในสมัยสุโขทัย มีทั้งภาพลายเส้นและลายเขียนฝุ่นโดยมีหลักฐานที่ปรากฏคือ มีการค้นพบ ภาพจำหลักลายเส้นที่ลงเส้นในแผ่นหินชนวนวัดศรีชุม ที่บันทึกเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาเป็นชาดกต่าง ๆ สีที่ใช้ในการระบายสี คือ สีดำ สีแดง เรียกว่า สีเอกรงค์ ดนตรีไทยสมัยสุโขทัย วัฒนธรรมทางด้านดนตรีและนาฏศิลป์มีปรากฏหลักฐานประเภทศิลาจารึก ภาพประติมากรรม รวมทั้งหนังสือไตรภูมิ พระร่วง โดยศิลาจารึกหลักต่าง ๆ ได้ระบุข้อความที่เกี่ยวกับดนตรีและการฟ้อนรำไว้หลายแห่ง ตัวอย่างเช่น ศิลาหลักที่ 1 ปรากฏข้อความว่า “... คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักอวยทาน พ่อขุนรามคำแหง เจ้าเมือง สุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุน ทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรง ศีลเมื่อพรรษาทุกคน เมื่อออกพรรษา กรานกฐินเดือนหนึ่งจึงแล้ว เมื่อกรานกฐิน มีพนมเบี้ยมีพนมหมาก มีพนมดอกไม้ มีหมอนนั่ง หมอนนอน บริพารกฐินอวยทานแล่ปีแล้ญิบล้าน ไปสวดญัตติกฐินถึงอรัญญิกพู้น เมื่อจักเข้ามาเวียงเรียงกันแต่อรัญญิกพู้นเท้าหัว ลาน ดํบงคํกลอย ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อนเสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวง เทียรย่อมคนเสียดกัน เข้ามาดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก..” ศิลาจารึกหลักที่ 8 ปรากฏข้อความว่า “...ดับหนทางแต่เมืองสุโขทัยมาเถิงเขานี้งามหนักหนาแก่กมสองขอม หนทางย่อม กัลปพฤกษ์ใส่ร่มยล ดอกไม้ตามใต้เทียนประทีป เผาธูปหอมตลบทุกแห่งปลูกธงปฎาทั้งสองปลาก หนทางย่อมเรียงขันหมากขันพลู ภาพที่ 18 ภาพถอดตัวอักษรบางส่วน จากหลักศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ด้านที่ 2
บูชาพิลม ระบำเต้นเล่นทุกฉัน...ด้วยเสียงอันสาธุการบูชา หยิบดุริยาพาทย์ พิณฆ้องกลองเสียงดัง สิพอดังดินจักหล่มอันไซร้...” ข้อความจากศิลาจารึกดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการเล่นเครื่องดนตรีและการระบำรำฟ้อนของชาวสุโขทัย จากหลักฐานที่พบจากหลักศิลาจารึก ภาพประติมากรรม และหนังสือไตรภูมิพระร่วง สามารถสรุปถึงดนตรีในสมัยสุโขทัย ได้ว่า ลักษณะของดนตรีในสมัยสุโขทัยนั้น มีลักษณะของการขับลำนำร้องเล่นในแบบชาวบ้าน เครื่องดนตรีสมัยสุโขทัย ประกอบด้วยเครื่องดนตรีต่าง ๆ ดังนี้คือ สังข์แตร บัณเฑาะว์ มโหระทึก ปี่สรไน ปี่ไฉนแก้ว กลองชนะ ฆ้อง กลอง ตะโพน ฉิ่ง กรับ ระฆัง กังสดาล ซอสามสาย วงดนตรีในสมัยสุโขทัย มีดังนี้ 1. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง 1 คน ทำหน้าที่ดีดพิณและขับร้องไปด้วย ซึ่งเป็นลักษณะของการขับลำนำ 2. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน คือ คนขับลำนำ 1 คน เล่นซอสามสายคลอร้อง 1 คน และคนไกวบัณเฑาะว์ กำกับจังหวะ 1 คน การขับไม้นี้มักใช้ในงานสมโภช ปัจจุบันวงขับไม้ยังคงใช้อยู่ในพระราชพิธีสมโภช เช่น สมโภชพระมหาเศวตฉัตร สมโภชเจ้าฟ้า และสมโภชช้างเผือก ภาพที่ 19 วงบรรเลงพิณ ภาพที่ 20 วงขับไม้
3. วงปี่พาทย์เครื่องห้า มี 2 ชนิด - วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา ประกอบด้วย ปี่นอก กลองชาตรี ทับ(โทน) ฆ้องคู่ และฉิ่ง ใช้บรรเลง ประกอบการแสดงละครชาตรี - วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ประกอบด้วย ปี่ใน ฆ้องวงใหญ่ ตะโพน กลองทัด และฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคม งานพระราชพิธีและบรรเลงประกอบการแสดงมหรสพต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในสมัยสุโขทัยนี้วงปี่พาทย์เครื่องห้ายังไม่มี ระนาด ภาพที่ 22 วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ภาพที่ 21 วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา (วงปี่พาทย์ชาตรี)
4. วงมโหรี เป็นลักษณะของวงดนตรีที่ วงบรรเลงพิณ และ วงขับไม้มาประสมวงกันเป็นลักษณะของ “วงมโหรีเครื่องสี่” ซึ่ง ประกอบด้วย คนขับร้องและตีกรับพวงกำกับจังหวะ คนเล่นซอสามสายคลอเสียงร้อง คนดีดพิณ และคนตีทับ (โทน) บทเพลงในสมัยสุโขทัย บทเพลงที่พบในสมัยสุโขทัยนั้น มีลักษณะเป็นเพลงพื้นเมือง เรียกกันว่า “เพลงเทพทอง” มีลักษณะคล้ายกับเพลงฉ่อย สันนิษฐานว่าเพลงเทพทองเป็นเพียงเพลงพื้นเมืองที่เกิดมาแต่สมัยสุโขทัย ไม่มีดนตรีประกอบ ต่อมาได้มีการพัฒนาเป็นเพลงละคร และมีปี่พาทย์บรรเลงรับ เรียกว่า “เพลงสุโขทัย” เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). ดนตรีในวิถีชีวิต. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี. (2530). สังคีตนิยมว่าด้วยดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ธนิต อยู่โพธิ์. (2530). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเนศ. พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปัญญา รุ่งเรือง. (2521). ประวัติการดนตรีไทย. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช. มนตรี ตราโมท. (2530). ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. สงบศึก ธรรมวิหาร. (2540). ดุริยางค์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ภาพที่ 23 วงมโหรีเครื่องสี่
แบบฝึกหัดที่ 2 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยสุโขทัย ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. สมัยสุโขทัยผู้ชายมักเรียน...................................................................................................ส่วนผู้หญิงจะเรียน ....................................................................................................................................................................................................... 2. จากข้อความจากหลักศิลาจารึกที่บอกว่า สามารถตีความได้ว่า..................................................................................................................................................................... ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง...........คน ทำหน้าที่บรรเลง..................................................และ...................................................... 4. วง................................. ประกอบด้วยผู้บรรเลง 3 คน ได้แก่...................................................................................................... .................................................... ใช้ในพระราชพิธีสมโภชต่าง ๆ 5. ให้นักเรียนเติมคำลงในกล่องข้อความให้ถูกต้อง วงปี่พาทย์ ในสมัยสุโขทัย ............................................... ... วงปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ใช้บรรเลงประกอบการ แสดงละครชาตรี .................................... .................................... “...ด้วยเสียงพาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื่อน เสียงขับ ใครจักมักเล่น เล่น ใครจักมักหัว หัว ใครจักมักเลื่อน เลื่อน..."
8. วง...................................................เกิดจากการประสม วงบรรเลงพิณ กับ วงขับไม้ 9. ผู้ที่ทำหน้าที่ตีกรับพวงในวงมโหรีเครื่องสี่จะต้องทำหน้าที่............................................ด้วย 10. บทเพลงที่พบในสมัยสุโขทัยมีชื่อเรียกว่า................................................................................................................................. 11. จงตอบคำถามต่อไปนี้ จากศิลาจารึกการสมโภชรอยพระพุทธบาทข้อความดังกล่าว มีการกล่าวถึงการดนตรีและเครื่องดนตรี ได้แก่ - ดุริย หมายถึง......................................................................................... - พาทย์ หมายถึง......................................................................................... - พิณ หมายถึง......................................................................................... 12. หลักฐานชิ้นสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องดนตรีและเครื่องดนตรีไว้ค่อนข้างมาก คือ................................................................ซึ่งพระ มหาธรรมราชาธิราชที่ 1 (พญาลิไท พ.ศ.1890-1912) ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นจากเตภูมิกถา 13. ให้นักเรียนอธิบายความแตกต่างระหว่างลักษณะของดนตรีไทยสมัยสุโขทัยกับลักษณะของดนตรีไทยก่อนสมัยสุโขทัย ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................... .............................................................. ................................................................................................................................................................................................. ...... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 14. ให้นักเรียนรวบรวมหลักฐานทางดนตรีไทยในสมัยกรุงสุโขทัย ....................................................................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ....................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ........................................................................................................................................................................................ ............... ....................................................................................................................................................................................................... “...ปลายหนทางย่อมเรียงขันหมากขันพลู บูชาภิลมระบำเต้นเล่น ทุกฉัน ด้วยเสียงสาธุการบูชา อีกด้วยดุริยพาทยพิณฆ้องกลอง เสียงดีดสีพยงดินจักหล่ออันไส้...”
ใบความรู้ที่ 3 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยอยุธยา พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และสังคม เมื่อกรุงสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจลงในพุทธศตวรรษที่ 19 อาณาจักรสุพรรณภูมิซึ่งอยู่ทางใต้ก็เข้มแข็งขึ้นและแผ่อิทธิพล ครอบคลุมบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อีกทั้งยังขยายอำนาจไปทางตะวันออกเฉียงใต้และทางใต้อย่างรวดเร็วจนสามารถ รุกรานเขมรและมลายูได้ สุพรรณภูมิได้แผ่อิทธิพลครอบคลุมไปจนตลอดคาบสมุทรมลายูแทนที่อาณาจักรสุโขทัย ก่อนที่จะตั้งตัว เป็นอิสระใน พ.ศ.1894 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ได้ทรงย้ายศูนย์กลางของการปกครองมาสร้างเมืองหลวงใหม่ ที่ตำบลหนองโสน และใช้ชื่อเรียกทางการว่า “กรุงศรีอยุธยา” ซึ่งกรุงศรีอยุธยาดำรงความเป็นเมืองหลวงอยู่ถึง 417 ปี มีความ มั่นคงเป็นปึกแผ่น ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ทำให้ประชาชนมีโอกาสได้วางรากฐานทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างมั่นคง และสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับศิลปะทุกแขนง จนกลายเป็นรากแก้วของวัฒนธรรมไทยตราบจนทุกวันนี้ วัฒนธรรมของอยุธยาเป็นแบบสุพรรณภูมิของตนที่มีมาอยู่แล้ว และเมื่อได้มีอิทธิพลเหนือสุโขทัยและเขมรกรุงศรีอยุธยาก็ ได้รับแบบอย่างวัฒนธรรมจากสุโขทัยและเขมรเข้ามาผสมผสานด้วย โดยเฉพาะวัฒนธรรมเขมรที่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่ออาณาจักร กรุงศรีอยุธยามาก กล่าวคือ เมื่อเขมรตกเป็นเมืองขึ้นของไทย ไทยเราได้กวาดต้อนนักปราชญ์ ราชบัณฑิต และผู้บริหาร เข้ามารับ ราชการในกรุงศรีอยุธยาเป็นจำนวนมาก ทำให้วัฒนธรรมเขมรเข้ามามีอิทธิพลอย่างเต็มที่ วัฒนธรรมเขมรแต่เดิมได้มาจากอินเดีย ที่ เป็นปรัชญาแบบฮินดู เช่น ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า ซึ่งความเชื่อนี้ลัทธิพราหมณ์เป็นผู้คิดค้นขึ้น แบบอย่างที่ไทยได้มาที่สำคัญ ๆ ก็คือ ลัทธิอุดมการณ์ที่ถือว่ากษัตริย์เป็นสมมติเทพ หรือเทวราช การกำหนดธรรมเนียมและพิธีการสำหรับพระมหากษัตริย์ เช่น พิธีบรม ราชาภิเษก และพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา เป็นต้น แบบของระบบการปกครอง ได้แก่ การปกครองแบบจตุสดมภ์ และระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากชาวตะวันออกแล้ว กรุงศรีอยุธยายังมีการติดต่อกับชาวตะวันตกอย่างเป็นทางการทั้งด้านการทูตและการค้าเช่น โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะชาวตะวันตกต้องการเผยแพร่ศาสนาคริสต์และแสวงหาช่องทางค้าขาย กับชาวตะวันออก โปรตุเกส เป็นชาติแรกที่เข้ามาติดต่อกับไทย คือ ได้แต่งตั้งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีและปรับความเข้าใจ เนื่องจากการที่ โปรตุเกสเข้ายึดครองมะละกาและในที่สุดได้ทำสนธิสัญญาต่อกันใน พ.ศ.2059 และเมื่อกรุงศรีอยุธยาทำสงครามกับพม่าเป็นครั้ง แรก มีชาวโปรตุเกสเป็นทหารอาสาอยู่ในกองทัพอยุธยาด้วย เมื่อสงครามยุติลงก็ได้รับพระราชทานที่ดินริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วน ฝั่งตะวันตกของกรุงศรีอยุธยาให้ตั้งบ้านเรือนและสร้างโบสถ์ได้ นับเป็นหมู่บ้านชาวตะวันตกแห่งแรกในอยุธยา ฮอลันดา เป็นชาติที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาหลังจากโปรตุเกส 1 ศตวรรษ เพื่อเปิดสถานีการค้าที่กรุงศรีอยุธยา มีชื่อว่า United east India company (บริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์) บริษัทนี้ได้เป็นธุระนำทูตไทยไปเฝ้า “พระเจ้ามอริส” ที่ ฮอลแลนด์เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีด้วย นับเป็นราชทูตไทยชุดแรกที่เดินทางไปยุโรป
ฝรั่งเศส มีความสัมพันธ์กับอยุธยาอย่างไม่เป็นทางการ โดยสังฆราชเบริตได้นำพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มา ถวายสมเด็จพระนารายณ์ผ่านทางเสนาบดี และไทยรับเป็นมิตรกับฝรั่งเศสเพื่ออาศัยถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดา การที่ไทยติดต่อกับนานาประเทศ ทั้งที่กวาดต้อนมา เช่น ชาวลาว พม่า มอญ เขมร ญวน และรวมไปถึงพวกทหารอาสา เช่น โปรตุเกส ญี่ปุ่น เป็นต้น ทำให้มีชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากประมาณ 1 ใน 3 ของประชาชน (ประมาณหกแสนคน) พระมหากษัตริย์ทรงอนุญาตให้ชาวต่างด้าวปลูกบ้านเรือนตามเชื้อชาติเพื่อสะดวกแก่การควบคุม การที่มีชนต่างชาติต่างภาษา หลากหลายชาติมาอยู่ในบ้านเมืองนี้ มีผลให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม เกิดการดัดแปลงวัฒนธรรมของชาติเหล่านั้นเข้ามา ประสมประสานกับของไทยมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านแนวคิด สังคม ความเป็นอยู่ อาหารการกิน การแต่งกาย ตลอดจนศิลปกรรม ซึ่งมี ผลทั้งดนตรีและนาฏศิลป์ด้วย การดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยา ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีทั้งดนตรีที่เป็นแบบฉบับในพระราชสำนักและดนตรีพื้นบ้าน ซึ่งทั้งสองแบบนี้มีความสัมพันธ์ กัน กล่าวคือ เมื่อมีการตั้งราชสำนักใหม่ จะเกิดดนตรีในราชสำนักขึ้นมาทันทีเลยก็เป็นไปไม่ได้ หากแต่ว่ามีการนำเอาดนตรีที่ใช้กัน อยู่แล้วในหมู่ประชาชนในละแวกที่ตั้งของราชสำนักนั้นมา ปรับปรุง ตกแต่ง ประดับประดา ให้วิจิตรประณีตด้วยภูมิปัญญาของ นักปราชญ์ราชบัณฑิตทางดุริยางคศิลป์ เพื่อความเหมาะและสมฐานะของดนตรีราชสำนักนั้นเอง นอกจากนั้นยังมีการนำเอาดนตรี จากราชสำนักอื่นที่มีการติดต่อสัมพันธ์กันเข้ามาดัดแปลงใช้ด้วย สามารถทำเป็นแผนภูมิได้ดังนี้ แผนภูมิวิวัฒนาการของดนตรี การที่กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม เป็นเวลาถึง 417 ปี มีผลทำให้ศิลปวัฒนธรรมของไทยมีความ เจริญเป็นปึกแผ่น มีระเบียบแบบแผนอันดีงามลงหลักปักฐานลึกซึ้ง จนกลายเป็นแบบแผนของชีวิตไทยมาจนกระทั่งปัจจุบัน ความ เจริญทางศิลปวัฒนธรรมของแต่ละช่วงเวลาอาจจะสังเกตได้โดยอาศัยวรรณคดีเป็นเครื่องบ่งชี้ ในการศึกษาทางประวัติวรรณคดีไทย ปราชญ์ทางวรรณคดีได้แบ่งยุคทองของวรรณคดีในสมัยกรุงศรีอยุธยาออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคต้น ยุคกลาง และยุคปลาย ทั้งนี้ โดย คำนึงถึงความเจริญถึงขีดสุด ของยุคนั้น ๆ ในแต่ละรัชสมัย ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม อิทธิพลภายในและภายนอกประเทศ ดนตรีในราชสำนัก ดนตรีชาวบ้าน ดนตรีแบบฉบับประจำชาติ ดนตรีชาวบ้าน ดนตรียุคปัจจุบันในแต่ละช่วงเวลา
1. ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น (ระว่าง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2031 โดยมีสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น การดนตรีมีทั้งดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดี และดนตรีที่เป็นดนตรีล้วน ๆ โดยการศึกษาดนตรี ได้พิจารณาเป็น ดังนี้ 1.1 ดนตรีที่เกี่ยวข้องกับวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้น ยุคนี้เป็นยุคเริ่มต้นของการวางรากฐานทางศิลปวัฒนธรรม ไทยภาคกลาง ซึ่งเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดจากแบบสุโขทัย วรรณคดีสำคัญที่ได้ถือกำเนิดในช่วงนี้มี เฉพาะในสองรัชกาลเท่านั้น คือ รัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (อู่ทอง) และรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ การศึกษาดนตรี ในยุคนี้อาจจะพิจารณาได้จากหลักฐานทางวรรณกรรมที่เกิดขึ้นใน 2 รัชกาลนี้เพราะดนตรีมีคู่กับวรรณคดีดังจะเห็นได้จากการขับ กล่อม การทำขวัญ การสมโภช และการละเล่นต่าง ๆ ที่ต้องใช้ดนตรีเป็นส่วนประกอบสำคัญ กล่าวคือ มีดนตรีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ เนื้อวรรณคดีแท้ ๆ ตัวอย่างเช่น การอ่านทำนองเสนาะ การสวดสรภัญญะ การเทศน์แหล่ เป็นต้น ทั้งการขับร้อง ฟ้อนรำ ระบำ โขน ละคร แม้แต่โมงครุ่มและการละเล่นกุลาตีไม้ในสมัยโบราณก็ยังต้องมีดนตรีเข้าไปประกอบด้วย 1.2 ดนตรีที่เป็นดนตรีล้วน ๆ หรือ ดนตรีบริสุทธิ์เป็นดนตรีที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแสดง ได้เกิดขึ้นในสังคมไทยโบราณมา ช้านานแล้ว ได้แก่ “ดนตรีพิธีการ” ทั้งที่เป็นพิธีกรรมทางศาสนาและราชพิธี วรรณกรรมที่สำคัญสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทาง ดนตรีในสมัยกรุงศรีอยุธยายุคต้นได้ดี ก็คือ กฎมณเฑียรบาล กล่าวคือ ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถมีการออกกฎ มณเฑียรบาลห้ามเล่นดนตรีที่อาจจะเกินเลยจนเข้าไปรบกวนในเขตพระราชฐาน กฎมณเฑียรบาลตอนที่ 15 ว่า “... แลร้อง เป่าขลุ่ย เป่าปี่ ตีทับ ขับรำ โห่ร้อง นี่นั่น ไอยการ หมื่นโทรวาริก ถ้าจับได้โทษ 3 ประการฯ...” และตอนที่ 20 มีว่า “... ร้องเพลงเรือ เป่าปี่ เป่าขลุ่ย สีซอ ตีจะเข้ กระจับปี่ ตีโทน โห่ร้อง นี่นั่นฯ...” แสดงให้เห็นว่าชาวพระนครศรีอยุธยานั้น มีความใส่ใจในการดนตรีเป็นอย่างมากขนาดในเขตพระราชฐานก็ยังไม่วายที่จะ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ หรือดีดจะเข้ จนต้องมีการออกกฎห้ามปรามได้กำหนดบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนดังข้างต้น ดนตรีของอยุธยาตอนต้น เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมจาก 3 ทาง คือ เป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวสุวรรณภูมิทาง หนึ่ง มีอิทธิพลของล้านนาเข้ามาผสมทางหนึ่ง และได้รับอิทธิพลบางส่วนจากเขมรทางหนึ่ง วัฒนธรรมทางดนตรีล้านนาที่มีอิทธิพล ต่อดนตรีกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ได้แบบอย่างวงดนตรีที่นำมาจากราชสำนักสุโขทัย คือ วงขับไม้ สังเกตจากคำว่า“สีซอ”ที่ปรากฏใน มณเฑียรบาล จากลักษณะการประสม วงมโหรีโบราณ ที่พัฒนามาจากวงขับไม้ คำว่า ซอ น่าจะหมายถึง ซอสามสาย ซึ่งเคยเป็น เครื่องดนตรีในราชสำนักสุโขทัย ส่วนอิทธิพลขอมที่เด่นชัด คือ ในแง่การใช้ดนตรีเพื่อพิธีกรรมและพิธีการในราชสำนัก เช่น การใช้ วงขับไม้เพื่อการขับกล่อมช้างสำคัญในราชพิธี “คเชนทรัสวสนาน” ซึ่งเป็นพิธีของขอมโดยตรง โดยการสีซอสามสาย และไกว บัณเฑาะว์ ไปพร้อมกับพราหมณ์ผู้ทำพิธีทำหน้าที่อ่านคัมภีร์ขับกล่อมได้แก่ คำฉันท์ดุษฎีสังเวยกล่อมช้าง แต่งโดยพระเทพกวีซึ่งมี คำภาษาเขมรปะปนกว่าครึ่ง ดังเช่นตอนหนึ่งว่า เผดียงลักษณนินาทสดับ ศัพท์สำเนียงบิเราะห์เสนง นักผลมบิฤเลวง บิดะเสพยพระไพร เราะหพิณเพราะหพาทย์ เราะหพิษณุเสนงชัย เราะหเสนงสครใด บิบํเรอนุดัสผทํ
2. ดนตรีสมัยกรุงศรีอยุธยายุคกลาง (ระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึง พ.ศ. 2231 โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยายุคกลางเป็นยุคที่บ้านเมืองเจริญมาก มีวรรณคดีสำคัญเกิดขึ้นใน 2 รัชกาล คือ ในรัชกาลพระเจ้าทรง ธรรมและรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเฉพาะสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีวรรณคดีเกิดขึ้นมากกว่ารัชกาล อื่น ๆ มีหลักฐานแสดงว่ามีการแสดงที่ต้องใช้ดนตรีปี่พาทย์ คือ การแสดงหนังใหญ่ ในสมัยนี้เป็นสมัยที่มีชาวตะวันตกเข้ามาติดต่อ ค้าขายทำให้นักดนตรีไทยได้รับอิทธิพลของดนตรีตะวันตกเข้ามาผสมด้วย ในด้านอิทธิพลทางดนตรีที่ได้รับมาจากล้านนาและเขมร ได้ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมชาวสุพรรณภูมิ เกิดความเป็นตัวของตัวเอง จนลักษณะดั้งเดิมของอิทธิพลดนตรีเหล่านั้น ไม่ปรากฏ ชัดอีกต่อไป การดนตรีที่สำคัญในยุคนี้ก็คือเรื่องของวงปี่พาทย์และวิวัฒนาการของมโหรี 2.1 วงปี่พาทย์ในเรื่องของวงปี่พาทย์ มีข้อสันนิษฐานจากการประทานความเห็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพว่า “ในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีปี่ 1 เลา ระนาดราง 1 ฆ้องวง 1 ฉิ่งกับโทน 1 กลองใบ 1 รวมเป็น 5 ด้วยกัน แต่ปี่นั้นใช้ขนาดย่อมอย่างที่เรียกว่า ปี่นอก กลองก็ใช้ขนาดย่อมอย่างเช่นเล่นหนัง (ใหญ่) แก้ไขชั้นแรกคือ ทำปี่ และกลอง ให้เขื่องขึ้น สำหรับใช้กับเครื่องปี่พาทย์ที่เล่นในร่มเพื่อเล่นโขนหรือละครใน ปี่ที่มีขึ้นใหม่นี้ เรียกว่า “ปี่ใน” ส่วนปี่และกลองอย่าง ของเดิม คงใช้ในเครื่องปี่พาทย์เวลาทำกลางแจ้ง เช่นเล่นหนัง (ใหญ่) จึงเกิดปี่นอก ปี่ใน ขึ้น 2 อย่าง การแก้ไขที่กล่าวมานี้ จะแก้ไข แต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา หรือมาแก้ในกรุงรัตนโกสินทร์ ข้อนี้ก็ไม่ทราบแน่” บทบาทของวงปี่พาทย์ก่อนที่จะนำมาประกอบหนังใหญ่ สันนิษฐานว่าเป็นวงดนตรีสำหรับประโคมในศาสนพิธีตามวัดที่ ไม่ใช่มีไว้เพื่อขับกล่อมหรือบันเทิงอารมณ์ แต่มีไว้เพื่อโน้มน้าวจิตใจให้เกิดความสงบ มีสมาธิ บทเพลงหลัก ๆ ของวงปี่พาทย์จะเป็น เพลงหน้าพาทย์อาจมีการบรรเลงที่บันเทิงอยู่บ้างในเวลาก่อนเข้าพิธีและหลังจากพิธีเสร็จ เพลงหน้าพาทย์ได้นำเข้ามาใช้กับการเล่นหนัง (ใหญ่) เพราะมีลักษณะท่วงทำนองที่สามารถโน้มน้าวจิตใจให้สร้างมโน ภาพไปต่าง ๆ ได้ การเล่นหนัง (ใหญ่) เป็นการเล่นที่มีมานาน หลักฐานที่นำมาอ้างอิงคือ สมเด็จพระนารายณ์ได้ทรงโปรด ให้พระ มหาราชครูแต่งเรื่อง “สมุทรโฆษคำฉันท์” ที่แต่งเป็นกาพย์ฉบัง ความว่า พระให้กล่าวกาพย์นิพนธ์ นำนองโดยดล ตระการเพลงยศพระ ให้ฉลักแฉลบภาพอันอักขระ เป็นบรรพบุรณะ นเรนทรราชบรรหาร ให้ทวยนักคนผู้ชาญ เล่นกลโดยกาล ยเป็นบำเทิงธรณี 2.2 วงมโหรีที่มาของคำว่ามโหรีไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาจากภาษาใด คาดว่าอาจเป็นศัพท์เดียวกันกับมโหระทึกและมหรสพ รากศัพท์ของสองคำนี้มาจาก มหุสฺสว (บาลี) หรือ มโหตฺสว (สันสกฤต) แปลว่าเสียงสูงใหญ่ คือ การครึกครื้นอึกทึก ธนิต อยู่โพธิ์ นักวิชาการทางดนตรีไทย ได้สันนิษฐานว่า คำว่า มโหรี มาจากการขับร้องบรรยายถึงงานนักขัตฤกษ์ “โหรี” ของฮินดู และประเภท เพลงที่เรียกว่า “โหรี” ซึ่งขับร้องโดยนักร้องทำนองหลักของอินเดีย แต่อย่างไรก็ตาม คำว่า “มโหรี” ก็มีหลักฐานปรากฏในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในโคลงจินดามณีที่แต่งโดยพระโหราธิบดีว่า นางขับขานเสียงแจ้ว พึงใจ ตามเพลงกลอนกลใน ภาพร้อง
มโหรีบรรเลงไฉน ซอพาทย์ ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้า บรรเลง โคลงบทนี้เป็นการพรรณนาถึงวงมโหรี ที่อาจจะมีตั้งแต่สมัยสมเด็จเอกาทศรถ หรือก่อนหน้านั้นลงมาจนถึงรัชสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่พระโหราธิบดีแต่งคัมภีร์ จินดามณี ทูลเกล้าฯ ถวาย (ธนิต อยู่โพธิ์. 2510) 3. ดนตรีสมัยอยุธยายุคปลาย (ระหว่าง พ.ศ. 2331 ถึง พ.ศ. 2310 โดยมีพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นองค์ประธาน) สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายหนังใหญ่มีความรุ่งเรืองมากมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ มีความเป็นปึกแผ่นแน่นหนา เนื่องจากเป็นศิลปะในราชสำนักที่มีระเบียบแบบแผนเป็นอย่างดีจากนั้น โขน ก็พัฒนาการขึ้นมาจากการเต้นท่าเชิดหนัง และการ ร่ายรำแบบละครใน มีการใช้อาวุธซึ่งนำมาจากกระบี่กระบอง ตลอดจนกายกรรมในท่าจับ และท่าขึ้นลอย ที่พยายามจะทำให้ เหมือนในภาพหนังใหญ่ มีการนำเอาการขับร้องแบบละครเข้าไปใช้นอกเหนือจากการพากย์และเจรจาที่นำมาจากหนังด้วย ทำให้ โขนกลายเป็นศิลปะการแสดงที่สมบูรณ์แบบและเป็นแบบแผนมั่นคงมากที่สุดในสมัยนี้ มหรสพที่นิยมมากในราชสำนัก นอกจากโขน และหนังใหญ่ก็คือ ละครใน ซึ่งแต่เดิมมีเพียงแค่ละครชาตรี และละครนอก ของชาวบ้านที่เล่นกัน ได้มีการนำเอาละครนอกมาปรับปรุงเสียงใหม่ โดยให้มีท่ารำที่งดงามตามแบบแผน มีบทเพลงร้องและดนตรี ประกอบที่ไพเราะ ตามแบบฉบับของดนตรีในราชสำนัก และกำหนดให้ผู้แสดงเป็นสตรีทั้งหมด เนื่องจากเป็นมหรสพในราชสำนัก การดำเนินเรื่องช้า ประณีต เพราะมุ่งเน้นที่ศิลปะมากกว่าเรื่องราว และยังได้มีการแต่งบทละครที่ใช้แสดงขึ้นใหม่อีกด้วย คือ บท ละครเรื่องรามเกียรติ์เรื่องอุณรุท และเรื่องอิเหนา โดยเฉพาะเรื่องอิเหนามีถึงสองสำนวนคือ ดาหลัง หรืออิเหนาใหญ่ในพระนิพนธ์ ของเจ้าฟ้ากุณฑล และอิเหนาเล็กในพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้ามงกุฎพระขนิษฐาของเจ้าฟ้ากุณฑล จึงถือกันเป็นธรรมเนียมต่อมาว่า บท ละครทั้งสามเรื่องนี้เป็นของหลวง เป็นเรื่องสำหรับละครในโดยเฉพาะ ไม่มีการนำไปแสดงปะปนกับละครนอกที่แสดงโดยผู้ชายล้วน เน้นความสนุกสนาน ตลกขบขัน ดำเนินเรื่องรวดเร็ว เช่น เรื่องไกรทอง สังข์ทอง สังข์ศิลปชัย เป็นต้น ข้อมูลเกี่ยวกับดนตรีจากเอกสารที่บันทึกโดยชาวตะวันตก ชาวตะวันตกหลากหลายชาติ ได้เดินทางมาแดนสยามสมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างมาเพื่อค้าขาย บ้างมาเพื่อเผยแพร่ศาสนา บ้างก็มาเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีทางการเมือง ในบุคคลที่เดินทางมาก็ได้จดบันทึกเหตุการณ์ เรื่องราวทาง สังคม และวัฒนธรรมไทย รวมไปถึงเรื่องราวทางดนตรีไว้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทาชาร์ด (Jesuit Tachard) มิชชันนารีชาวฝรั่งเศส บันทึกความเห็นเกี่ยวกับดนตรีไว้ใน พ.ศ.2231 โดยกล่าวถึงอย่างเป็น กลาง ๆ ว่า “ทั้งดนตรีและการขับร้อง ไม่มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ แต่เพราะความแปลกใหม่หลากหลายทำให้ไม่อาจจะสรุปได้ว่าดนตรี นั้นน่ารำคาญจนเกินไปสำหรับการได้ยินเพียงครั้งแรก” และทาชาร์ด ก็ได้กล่าวถึงการใช้ดนตรีในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออก ขุนนางว่า “ด้วยเสียงของแตรหลายคัน กลองจำนวนมาก และเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่มีใช้ในพระราชวังฝ่ายตะวันออกของเจ้าฟ้า ปรากฏขึ้นที่พระแกล” (Tachard 1688 : 186) Bouvet (1685) กล่าวถึงฆ้องวงว่า “เครื่องดนตรีของพวกเขาแตกต่างจากพวกเราบ้างเล็กน้อย แต่ส่วนมากไม่สมบูรณ์ ถูกปล่อยปละละเลย เครื่องดนตรีที่ถูกใจเรามากกว่าชนิดอื่นก็คือ ชนิดที่เป็นระฆังสักหนึ่งโหลขึงติดอยู่กับเชือก และตีด้วยไม้ตีเล็ก ๆ ที่ให้เสียงเข้ากันดี” Chamont (1686) กล่าวถึงฆ้องว่า “เป็นระฆังชุดขนาดเล็ก เล่นได้ไพเราะดี”
บันทึกการเดินทางที่น่าสนใจ และเป็นหลักฐานที่สุด กล่าวถึงวัฒนธรรมไทยรวมทั้งเรื่องราวของดนตรีอย่างมีเหตุและให้ รายละเอียดมากกว่าผู้อื่น ก็คือ หนังสือชื่อ เดอ โรยูม เดอ ไซแอม (De Royume de Siam) หรือ “ราชสำนักสยาม” ของไซ มอนเดอ ลาลูแบร์(Simon de La Loubere) ตีพิมพ์ที่กรุงปารีสใน ค.ศ. 1961 ลาลูแบร์ได้เข้ามาในราชอาณาจักรสยามสมัยสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช เขากล่าวถึงเครื่องดนตรี ระบบเสียงดนตรี รวมทั้งบทเพลง และมีการเขียนโน้ตเพลง และภาพประกอบด้วย ดังต่อไปนี้ “มีเครื่องดนตรีที่เรียกว่า พาทย์ฆ้อง ซึ่งแต่ละลูกวางอยู่บนไม้สั้น ๆ ที่ตั้งได้ฉากและปักอยู่บนแผ่นไม้ซึ่งเป็นส่วนโค้งของ วงกลม ชายนักดนตรีนั่งขัดสมาธิในวงกลมเพื่อตี ด้วยไม้สองอัน จับด้วยมือซ้ายอันหนึ่ง มือขวาอันหนึ่ง ผมคิดว่าเครื่องดนตรีนี้คงจะ มีแค่ 5 เสียง เสียงที่ซ้ำแต่ต่างระดับกันบ้าง แต่ที่แน่ ๆ ก็คือไม่มีครึ่งเสียงเลย และไม่มีที่สำหรับห้ามเสียงของลูกที่ตีไปแล้วในขณะที่ กำลังตีอีกลูกหนึ่งอยู่ด้วย” เครื่องดนตรีและการประสมวงดนตรี จากข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปเครื่องดนตรีและการผสมวงดนตรีได้ ดังนี้ 1. เครื่องดนตรีจำแนกตามประเภท ดังนี้ 1.1 ประเภทที่เสียงเกิดจากการสั่นของกระแสอากาศ (Aerophone) ได้แก่ ปี่ ขลุ่ย แตรสังข์ แตรงอน แตรฝรั่ง ปี่ชวา ปี่ ไฉน ปี่มอญ เป็นต้น 1.2 ประเภทที่เสียงเกิดจากการสั่นของสาย (Chordophone) ได้แก่ ซอสามสาย กระจับปี่ จะเข้ ซอด้วง ซออู้ 1.3 ประเภทที่เสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุทึบตัน (Idiophone) แบ่งเป็นสองชนิด คือ ชนิดที่ดำเนินเป็น ทำนอง ได้แก่ ฆ้องวง และระนาด ชนิดที่ประกอบจังหวะ ได้แก่ ฉิ่ง ฉาบ กรับพวง กรับเสภา โกร่ง โหม่ง ฆ้องหุ่ย และมโหระทึก เป็นต้น 1.4 ประเภทที่เสียงเกิดจากการสั่นของแผ่นวัตถุบาง ๆ (Membranophone) ได้แก่ กลองทัด ตะโพน โทน รำมะนา กลองชาตรี รวมถึงกลองชนะ ที่ใช้ในพระราชพิธีด้วย 2. การประสมวงดนตรีได้แก่ 2.1 วงขับไม้(เหมือนสมัยสุโขทัย) 2.2 วงมโหรีวงมโหรีมี 2 ชนิด คือ วงมโหรีเครื่องสี่ (เหมือนสุโขทัย) และวงมโหรีเครื่องหก วงมโหรีเครื่องหก สันนิษฐานจากคำกลอนบทหนึ่งใน “หนังสือจินดามณี” ที่กล่าวถึงไว้ว่า ภาพที่ 24 ฆ้องวงใหญ่ 12 ลูก จากบันทึกของลาลูแบร์
นางขับขาน เสียงแจ้ว พึงใจ ตามเพลงกลอนกลใน ภาพพร้อม มโหรีบรรเลง ไฉน ซอ พาทย์ ทับกระจับปี่ก้อง เร่งเร้าบรรเลง 2.3 วงปี่พาทย์ยังคงใช้เป็นปี่พาทย์เครื่องห้าดังเดิม คือ มีสองประเภท ได้แก่ ปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างเบา (ปี่พาทย์ ชาตรี) และปี่พาทย์เครื่องห้าอย่างหนัก ในเวลาต่อมาสันนิษฐานว่าได้เพิ่มระนาดเอกเข้ามา แต่ระนาดเอกเกิดขึ้นที่สมัยใดนั้นยังไม่ แน่ชัด 2.4 วงเครื่องสาย ซึ่งเป็นการประสมวงดนตรีของชาวบ้าน ไม่ค่อยมีแบบแผน สุดแต่ใครมีเครื่องดนตรีชนิดใด เช่น ซอ ด้วง ซออู้ จะเข้ กระจับปี่ โทน ฉิ่ง ฉาบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการประสมวงดนตรีที่ใช้ในงานพระราชพิธีด้วย เช่น วงปี่กลองชนะ บทเพลงในสมัยกรุงศรีอยุธยา บทเพลงไทย มีที่มา 2 ทาง คือ ทางเพลงที่นักร้องคิดขึ้น จะมีลักษณะร้องเรื่อย ๆ อาจจะทำให้จังหวะไม่ลงตัว เช่น เพลงชมตลาด ช้าครวญ และโลมนอก เป็นต้น และอีกทางหนึ่งคือการที่นักดนตรีคิดเพลงขึ้นเอง โดยไม่มีการร้อง เช่น เพลงหน้าพาทย์ต่าง ๆ ตระ สาธุการ รัว เป็นต้น หลักฐานที่พบเกี่ยวกับบทเพลงคือ โน้ตเพลงที่บันทึกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่บันทึกโดย เชอร์เว (Gervaise) โดยเพลงที่ บันทึกมีชื่อเพลงว่า “เพลงสุดใจ” ดังนี้ ภาพที่ 25 เนื้อเพลงสุดใจ ปัญญา รุ่งเรือง ได้เรียบเรียงเนื้อเพลงสุดใจใหม่ได้ ดังนี้ สุดใจเอย สายใจเจ้าจะพรากไปสวน หน้านวลเจ้ามาชิดตักพี่บ้าง สุดใจเอย สายใจเจ้าฤาจะไป ต้องระวังระไวหน่อยเอย
นอกจากนี้ยังมีเพลง “สายสมร” ที่บันทึกโดยลาลูแบร์ดังนี้ ภาพที่26 โน้ตเพลงสายสมร ปัญญา รุ่งเรือง ได้ถอดเนื้อเพลงออกมาเป็นภาษาไทยได้ดังนี้ สายสมร(เอย) ลูกประคำซ้อนเสื้อ ขอแนบเนื้อเจ้าคนเดียว (หน่อยเอย) เพลงนี้ (หนอเจ้า) เพลงใด เพลงระบำหรือ (เจ้าเอ๋ย) ชาวไทย เพลงนี้ (หนอเจ้า) เพลงสาวน้อย (เอย) พี่หวังจะคอยเคียงข้าง นางช่างฉอเลาะอย่าด่วนเอย เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). ดนตรีในวิถีชีวิตไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. เฉลิมศักดิ์ พิกลุศรี. (2530). สังคีตนิยมว่าด้วยดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ธนิต อยู่โพธิ์. (2530). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเนศ. พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปัญญา รุ่งเรือง. (2521). ประวัติการดนตรีไทย.พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช. มนตรีตราโมท. (2530). ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. สงบศึก ธรรมวิหาร. (2540). ดุริยางค์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แบบฝึกหัดที่ 3 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยอยุธยา ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ 1. จงอธิบายลักษณะของดนตรีไทยในสมัยอยุธยาที่สะท้อนภาพสังคมและวิถีชีวิตของคนในสมัยนั้น ....................................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .................. ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ..................................................................................................................................................................................... .................. ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... 2. “...ห้ามร้องเพลงเรือ เป่าขลุ่ย เป่าปี่ สีซอ ดีดกระจับปี่ ดีดจะเข้ ตีโทนทับ ในเขตพระราชฐาน...” จากข้อความดังกล่าวที่เป็นกฎ มณเฑียรบาลในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2031) แสดงให้เห็นถึงการดนตรีในสมัยอยุธยาอย่างไร จงอธิบาย ....................................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................... ........................ ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................... ........................................................ ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... ....................................................................................................................................................................................................... .......................................................................................................................................................................................................
ใบความรู้ที่ 4 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ ดนตรีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 1. สมัยรัชกาลที่ 1- 3 1.1 พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และสังคม เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงให้แก่พม่าใน พ.ศ. 2310 ข้าศึกได้ทำลายบ้านเมืองไทยจนย่อยยับ คนในสาขาวิชาชีพ ต่าง ๆ รวมทั้งนักปราชญ์ราชบัณฑิตนับหมื่นคนถูกกวาดต้อนไปยังพม่าได้ตั้งรกรากเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในประเทศพม่าและ อีกส่วนก็ได้แตกฉานซ่านเซ็นไปคนละทิศคนละทาง ทั้งปราสาทราชวังและอาคารบ้านเรือนถูกทำลายสิ้น ศิลปวัตถุหนังสือเอกสาร และวัตถุวัฒนธรรมนานาชนิด ถูกเผาทำลายไปมากต่อมาก ที่หลงเหลือเป็นหลักฐานมาจนทุกวันนี้เป็นส่วนน้อยสิ่งที่ติดตัวมากับผู้ อพยพหลบหนีภัยศึกก็คือภูมิปัญญาไทย ซึ่งไม่อาจมีภัยใด ๆ ทำลายได้ ช่างฝีมือและศิลปินแฝงตัวหลบซ่อนอยู่ตามหัวเมืองใน ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศใกล้บ้างไกลบ้างสุดแต่ใครจะมีพี่น้องคนรู้จักพำนักอยู่ที่ใด การเสียกรุงศรีอยุธยาไม่ได้เป็นการเสียเอกราช เพราะหัวเมืองมณฑลต่าง ๆ ที่พม่าเข้าไปไม่ถึงยังอยู่เป็นปกติดีทุกอย่าง เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปราบดาภิเษกใน พ.ศ. 2311 ได้ทรงทำนุบำรุงศิลปะวิทยาการโดยการให้เสาะแสวงหาบรรดา ศิลปินที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในที่ต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในราชธานี การดนตรีก็เช่นเดียวกัน บรรดาครูดนตรีและนักดนตรีไทยที่ หลบซ่อนอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ได้เข้ามาอยู่ในเมืองหลวงดังเดิม ดนตรีไทยสมัยนี้จึงเป็นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่มีการ สร้างสรรค์ใหม่ใด ๆ เกิดขึ้นนอกจากการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะการดนตรีของเดิมเท่าที่มีอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากความไม่พร้อมด้าน ต่าง ๆ เช่น ด้านการเมือง และการปกครอง ไทยต้องทำสงครามทั้งเพื่อป้องกันตนเอง และปราบปรามลบล้างอำนาจพม่าหลายครั้ง ด้านสังคมก็ยังไม่เป็นปึกแผ่นมั่นคง ด้านเศรษฐกิจนั้นบ้านเมืองตกอยู่ในภาวะทุพภิกขภัย ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจตกต่ำขนาด หนัก เพราะประชาชนไม่สามารถทำนาทำไร่ได้ติดต่อกันมาเป็นเวลานับสิบปี กรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ 15 ปีก็เปลี่ยนรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2352) ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน กรุงรัตนโกสินทร์สมัยแรกนี้นับเป็นยุคฟื้นฟูและสร้างชาติบ้านเมือง ให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังที่มีคำ กล่าวติดปากว่า “ทำให้เหมือนเมื่อครั้งบ้านเมืองยังดี” ดังนั้นในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1-3 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำการฟื้นฟูในทุก ๆ ด้าน ผู้คนในสังคมแบ่งออกอย่างกว้าง ๆ ได้เป็น 2 ระดับชั้น คือ ผู้ปกครอง กับผู้ถูกปกครอง ผู้ปกครอง ได้แก่พระมหากษัตริย์ เจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการ ผู้ถูกปกครอง ได้แก่ ประชาชนหรือพวกไพร่และทาส ส่วนนักบวชนั้นเป็นกลาง ให้การสนับสนุนทาง ทางฝ่ายบ้านเมืองและสั่งสอนอบรมประชาชน
ชาวต่างชาติในประเทศสยาม มีทั้งชาวตะวันออกและชาวตะวันตก ชนต่างชาติเหล่านี้ไม่อยู่ในฐานะไพร่ โดยเฉพาะ ชาวตะวันตก เพราะเหตุว่าไทยต้องการให้เข้ามารับใช้บ้านเมืองในฐานะผู้เชี่ยวชาญในงานที่ไทยยังทำได้ไม่ดี เช่น ติดต่อกับ ต่างประเทศ และการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ เป็นต้น ด้านเศรษฐกิจ มีการค้าขายกับต่างประเทศทั้งในแถบเอเชียด้วยกันและกับชาติตะวันตกมากขึ้น ชนชาติตะวันตกต้องการ จะเปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาทางการค้าที่ตนได้ผลประโยชน์ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสียใหม่ เช่น การที่อังกฤษส่งจอห์น ครอว์เฟิร์ด เข้ามาเจรจาแต่ล้มเหลว เมื่อ พ.ศ. 2365 และมี ร.อ. เฮนรี่ เบอร์นี่ ทำสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2369 ทำให้ไทยต้องสูญเสียผลประโยชน์ มหาศาล ส่งผลให้มีชาวตะวันตกเข้ามาอยู่ในเมืองไทยมากขึ้น 1.2 เครื่องดนตรีและการประสมวงดนตรี เครื่องดนตรี และการประสมวงดนตรีสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่มีการคิดสร้าง และ เพิ่มเติมเครื่องดนตรีบางชนิดเข้าไปในวงดนตรีบ้างเท่านั้น สมัยรัชกาลที่ 1 (พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2352) มีการเพิ่มกลองทัดเข้าไปในวงปี่พาทย์ จากที่เคยใช้เพียงใบเดียว ให้เป็น 2 ใบ คือ มีทั้งเสียงต่ำเสียงสูง กลองทัดที่เพิ่มเข้าไปนี้ไม่ใช่ของใหม่และมีใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ใช้ในโอกาสต่าง ๆ กัน กลองใบ เล็กมีเสียงสูง (ตูม) ปกติจะใช้กับวงปี่พาทย์ผสมด้วยปี่นอก บรรเลงทางนอกเพื่อให้เสียงสูงดังจ้าไปไกล มักบรรเลงในที่เปิดโล่ง ส่วน กลองใบโตที่มีเสียงต่ำ (ต้อม) มักประสมในวงปี่พาทย์ที่ใช้ปี่ในบรรเลงทางใน เพราะมีเสียงต่ำกว่านุ่มนวลกว่า และนิยมบรรเลง ภายในอาคาร สมัยรัชกาลที่ 2 (พ.ศ. 2352 - 2367) ในสมัยนี้ประชาชนมีความนิยมการขับเสภา และมหรสพอื่น ๆ เช่น ละครชาตรี ละครนอก เป็นต้น เสภาแต่ก่อนเป็นเพียงการขับทำนองเสภาอย่างเดียว โดยใช้กรับเสภา 2 คู่ประกอบการขับ ต่อมามีการนำวงปี่ พาทย์เข้ามาประกอบโดยบรรเลงเฉพาะเพลงหน้าพาทย์อย่างเดียวเพื่อให้ “ช่างขับ” (คนร้อง) ได้พักเหนื่อย ในตอนหลังช่างขับได้ คิดอ่านร้องทำนองอย่างละครเพิ่มขึ้นบางบทบางตอนที่เหมาะสมกับกระบวนเพลงละครที่นำมาร้อง มีการนำปี่พาทย์เข้าไปรับคั่น ร้องแบบการร้องรับในปัจจุบัน เรียกว่า “ปี่พาทย์เสภา” ในการบรรเลงร้องรับเช่นนี้จำเป็นต้องมีเครื่องหนังที่เหมาะสมสำหรับตี หน้าทับ เนื่องจากปี่พาทย์เสภานี้เป็นมหรสพที่แสดงภายในอาคารสถานที่ เสียงตะโพนกลองทัดจะดังเกินไป จึงมีผู้คิดนำกลองในชุด ภาพที่ 27 กลองทัด
ของเปิงมางมาถ่วงเสียงให้ต่ำลง เรียกว่า “กลองสองหน้า” มาใช้ตีหน้าทับแทน ดังหลักฐานในบทไหว้ครูเสภาที่แต่งในสมัยรัชกาลที่ 2 ว่า “...เมื่อครั้งจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่ มาถึงพระองค์ผู้ทรงชัย จึงมีเกิดขึ้นในอยุธยา...” * หมายเหตุคำว่า “อยุธยา” ในที่นี้มีความหมายกว้าง ๆ หมายถึงสยามประเทศ อาจกล่าวว่าในสมัยนี้ เป็นยุคทองของดนตรีไทยยุคหนึ่ง ทั้งนี้เพราะองค์พระมหากษัตริย์ ทรงสนพระทัยดนตรีไทย เป็น อย่างยิ่ง พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถในทางดนตรีไทยถึงขนาดที่ทรงดนตรีไทย คือซอสามสายได้ มีซอคู่พระหัตถ์ชื่อว่า “ซอ สายฟ้าฟาด”และได้พระราชนิพนธ์เพลงไทยขึ้นเพลงหนึ่งเป็นเพลงที่ไพเราะและเป็นอมตะมาจนทุกวันนี้นั่นก็คือเพลง “บุหลัน ลอยเลื่อน” สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 - พ.ศ. 2394) มีการคิดสร้างเครื่องดนตรีขึ้นอีก 2 ชนิด คือระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็ก เพื่อ นำมาประสมในวงปี่พาทย์ทำให้วงปี่พาทย์เครื่องห้าแต่เดิมกลายเป็น “วงปี่พาทย์เครื่องคู่” “ระนาดทุ้ม” ที่ทำขึ้นนั้นทำเลียนแบบระนาดเอก แต่ลูกระนาดมีขนาดใหญ่และแบนกว่า เพื่อทำให้เสียงทุ้มต่ำ มีจำนวน ลูกระนาดเพียงแค่ 16 ลูก เมื่อระนาดทุ้มเกิดขึ้น ระนาดของเดิมที่มีอยู่จึงได้รับชื่อใหม่ว่า “ระนาดเอก” เพื่อให้เป็นคู่กับ ระนาดทุ้ม การดำเนินทำนองของระนาดทุ้มต่างไปจากระนาดเอกมาก เพราะใช้ลีลาที่หยอกล้อกันไปกับระนาดเอกบางครั้งล้ำไป ข้างหน้า บางครั้งก็ย้อยไปข้างหลัง มีการเล่นลักจังหวะบ่อย ๆ ดูคล้ายกับตัวตลกประจำวง ซึ่งทำให้ดนตรีมีชีวิตชีวาขึ้นมากกว่าเดิม ภาพที่ 29 ระนาดทุ้ม ภาพที่ 28 กลองสองหน้า
นอกจากระนาดทุ้มแล้ว ยังมีการประดิษฐ์“ฆ้องวงเล็ก” ขึ้นมาเป็นคู่กับฆ้องวงใหญ่ด้วย ฆ้องวงที่มีมาแต่เดิมจึงถูก เรียกว่า “ฆ้องวงใหญ่” ซึ่งทำให้วงปี่พาทย์เครื่องคู่สมบูรณ์ขึ้นด้วย ฆ้องวงเล็กมีขนาดลูกฆ้องเล็กกว่าและเสียงสูงกว่าฆ้องวงใหญ่ มี จำนวนลูก 18 ลูก การประสมวงดนตรีสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก คือเกิดวงปี่พาทย์เครื่องคู่ขึ้น และมีการใช้กลองทัดถึง 2 ลูก ทำให้ ลีลาการบรรเลงและเสียงของวงปี่พาทย์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือ มีเสียงทุ้มเพิ่มขึ้น มีลีลาการหยอกล้อระหว่างเครื่องหน้าและ เครื่องหลัง แทนการดำเนินทำนองกลอนแบบทางเก็บตลอดเพลงอย่างเพลงเรื่องแต่โบราณ ทางฆ้องวงเล็ก และทางทุ้ม ทำให้วงปี่ พาทย์มีสีสันและมีชีวิตชีวาเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นับเป็นลักษณะเฉพาะของดนตรีในแบบฉบับสมัย กรุง รัตนโกสินทร์การเพิ่มระนาดทุ้มและฆ้องวงเล็กในวงปี่พาทย์นี้มีผลไปถึงวงมโหรีด้วย คือ มีการเพิ่มฆ้องวงเล็กและระนาดทุ้มมโหรี เข้าไปในวงมโหรีเช่นเดียวกัน กลายเป็นวงมโหรีเครื่องคู่ส่วนดนตรีประเภทอื่น ๆ ยังคงเป็นไปตามแบบกรุงศรีอยุธยา นอกจากความเปลี่ยนแปลงทางดนตรีแล้วสมัยนี้ยังมีความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการที่พระมหากษัตริย์ ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่มีละครผู้หญิงได้ จึงทำให้โขนและละครผู้หญิงออกไปอยู่นอกวัง และมีผล มาถึงการที่วงมโหรีจะออกจากวังหลวง มาอยู่ตามวังเจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ด้วย ดังข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่3 ไม่โปรดการละคร ใฝ่พระทัยแต่ทางธรรม โปรดการสร้างวัดเสด็จขึ้น ครองราชย์เมื่อพระชนมายุ47 พรรษาหลังจากครองราชย์แล้ว 5 ปี มิได้มีพระราชโอรสธิดาอีกเลยตลอดเวลา 37 ปีที่ทรง ครองราชย์ จึงโปรดให้เลิกละครหลวงเสีย แม้โขนข้าหลวงเดิมที่ทรงกรมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ก็โปรดให้เลิกเสียด้วย หรือบรรดา นางละครในซึ่งมิได้มีอะไรผูกพันหลายต่อหลายคน ได้ออกไปอยู่เป็นโรงละครในวังเจ้านาย และขุนนางผู้ใหญ่ที่สำคัญ ๆ นอกวังจึง เริ่มมีละครผู้หญิงตามแบบอย่างวังหลวงขึ้น เพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะไม่โปรดละครแต่ก็มิได้ทรงหวงห้าม ไม่ให้ผู้อื่นเล่น 1.3 ลักษณะสำคัญทางดนตรี ลักษณะสำคัญทางดนตรีพิจารณาได้สองแง่ คือ โครงสร้าง/รูปแบบของเพลง และเทคนิคการบรรเลงดนตรี 1.3.1 โครงสร้าง/รูปแบบของเพลง แบ่งได้ 2 ประเภท คือ บทเพลงที่สืบทอดต่อมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา และบทเพลงที่เกิดขึ้นในสมัยนี้เอง ภาพที่ 30 ฆ้องวงเล็ก
- บทเพลงที่สืบทอดต่อมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา(ที่ใช้ในรัชกาลที่ 1 - 2) ได้แก่ บทเพลงที่บรรเลงด้วยวงปี่พาทย์มีทั้ง ชนิดที่ใช้ในพิธีกรรมโดยตรง เช่น เพลงชุดโหมโรงเย็น และบทเพลงที่บรรเลงในโอกาสทั่วไป เช่น เพลงเรื่อง ตลอดจนบทเพลงที่ใช้ ในการแสดงโขน ละคร เช่น เพลงหน้าพาทย์ เพลงเกร็ดชนิดสองชั้น และชั้นเดียว เป็นต้น บทเพลงสำหรับวงมโหรีเช่น เพลงตับ เรื่องต่าง ๆ เพลงเห่กล่อม เป็นต้น - บทเพลงที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ เพลงสามชั้น และเพลงในรูปแบบทยอย ซึ่งเพลงทั้งสองแบบนี้พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริ ยางกูร หรือครูมีแขก) ซึ่งมีชีวิตอยู่ช่วง รัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาลที่ 5 เป็นผู้คิดค้นขึ้น เพลงที่มีรูปแบบเป็นเพลงทยอย เช่น ทยอยนอก ทยอยเขมร ทยอยเดี่ยว เป็นต้น โดยเพลงที่สำคัญคือ“ทยอยเดี่ยว”เข้าใจว่าจะเกิดในช่วงปลายรัชกาลที่ 3 ที่แต่งขึ้นโดย ครูมี แขกดังมีชื่อปรากฏในบทไหว้ครูของเก่าว่า “ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ” ส่วนเพลงอีกเพลงหนึ่งที่เป็น รูปแบบทยอยเหมือนกันที่แต่งโดยครูมีแขกคือ เพลงเชิดจีน ซึ่งแต่งขึ้นตอนต้นสมัยรัชกาลที่ 4 1.3.2 เทคนิคการบรรเลงดนตรี เทคนิคการบรรเลงดนตรีสมัยนี้แสดงเด่นชัด เพราะเมื่อพระประดิษฐ์ไพเราะได้คิดรูปแบบของเพลงทยอยออกมา ทำให้มี การใช้เทคนิคการบรรเลงที่สำคัญหลายอย่าง คือ ลูกทยอย คือการบรรเลงทำนองสั้น ๆ อาจจะมีลูกล้อแทรกหรือไม่ก็ได้ แล้วตัดลงทีละครึ่งและมักจะจบด้วยลูกโยน ลูกล้อ มี2 แบบได้แก่ล้อต่อ คือทำนองเพลงที่เครื่องหลังบรรเลงเลียนแบบเครื่องหน้า คล้ายกับพูดตามกัน ล้อตาม คือทำนองเพลงที่เครื่องหลังบรรเลงต่อจากเครื่องหน้าเพื่อให้จบประโยค คล้ายพูดต่อกัน ลูกขัด คือการบรรเลงลักจังหวะ ลูกโยน คือ ทำนองสั้น ๆ ที่ทำหน้าที่ เชื่อมระหว่างทำนองสำคัญ 2 ทำนอง การบรรเลงแบบนี้ เป็นที่นิยมกันมาจนถึงปัจจุบัน บทเพลงสำคัญที่แสดงให้เห็นเทคนิคการบรรเลงแบบนี้ก็คือ บทพระ ราชนิพนธ์ โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 บทบาทหน้าที่ของดนตรีในสังคม แม้ว่ากรุงรัตนโกสินทร์จะเป็นเมืองใหม่ ณ ที่ตั้งใหม่ แต่ก็สร้างโดยคติเดิม ผู้คนมีแนวคิดและทัศนคติตามแบบอย่างอยุธยา เลยเป็นผลทำให้วิถีชีวิตแบบไทยไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก ในช่วงปลาย รัชกาลที่ 3 ดนตรีในราชสำนักซึ่งได้แก่ วงมโหรี โดยพระบรมราชานุญาต ทำให้ได้มีโอกาสออกมาบรรเลง นอกวังหลวง บรรดาเจ้านายและขุนนางระดับสูงนิยมมีวงมโหรีไว้บรรเลงขับกล่อม ตามวัง ตามบ้าน ทำให้วงมโหรีเป็นที่แพร่หลาย มากขึ้น 2. สมัยรัชกาลที่ 4-6 2.1 พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และสังคม วัฒนธรรมทางตะวันตกเริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้น ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 มีการลงนามสัญญาทางไมตรีทางการค้ากับประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2398 หลังจากนั้นก็มีชาวตะวันตกชาติต่าง ๆ เข้ามาทำ สัญญาแบบเดียวกันนี้ด้วย มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการปกครองเศรษฐกิจ และอย่างมาก
ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการสวมเสื้อเวลาเข้าเฝ้า และให้ราษฎรสามารถเข้าเฝ้าได้อย่างใกล้ชิดในขณะ เสด็จ ห้ามบิดามารดาขายบุตรเป็นทาสโดยที่เจ้าตัวไม่สมัครใจ ยกฐานะสิทธิเสรีภาพสตรีไทย ส่งเสริมการศึกษาแบบตะวันตก โปรด เกล้าฯ ให้จ้างครูฝรั่งเข้ามาสอนภาษาอังกฤษในราชสำนัก มีการส่งข้าราชการไปดูงานต่างประเทศ และริเริ่มฝึกทหารอย่างยุโรป ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำแบบแผนการปกครอง และทำนุบำรุงประเทศอย่างตะวันตก ในทางเศรษฐกิจ มีการใช้ ระบบเงินตรา ระบบธนาคาร ปฏิรูประบบการเก็บภาษีอากร มีการขุดคูคลอง มีการสร้างทางรถไฟ การโทรเลข จัดตั้งกิจการโรงงาน อุตสาหกรรมซึ่งเป็นการริเริ่มเศรษฐกิจขั้นทุติยภูมิขึ้นเป็นครั้งแรก ในทางสังคม ทรงเปลี่ยนแปลงการสืบทอดตำแหน่งขุนนางจากระบบสืบสายโลหิต มาเป็นระบบใช้ความรู้ความสามารถ แบบตะวันตก เป็นฐานในการบริหารบ้านเมืองสืบต่อมามีการเปลี่ยนแปลงระบบไพร่จัดตั้งกองทหารในระบบทหารอาสาสมัครและ ทหารเกณฑ์ มีการเลิกทาสอย่างมีขั้นตอน มีการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทัดเทียมกับต่างชาติ ในด้านการศึกษา มีการจัดตั้งกระทรวงธรรมการทำให้การศึกษาก้าวหน้ามาก มีโรงเรียนถึง 3,115 โรงเรียน มีการตั้ง โรงเรียนแผนที่ โรงเรียนกฎหมาย โรงเรียนฝึกหัดครู และโรงเรียนมหาดเล็กหลวง อันเป็นต้นกำเนิดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีการส่งคนไทยไปศึกษาต่างประเทศ เพื่อกลับมาเป็นกำลังของบ้านเมืองอีกด้วย ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์ ทรงเอาพระทัยใส่ด้านศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างมาก ทรงพระราชนิพนธ์ หนังสือไว้มากมาย โดยเฉพาะบทละครชนิดต่าง ๆ รวมทั้งบทละครแบบตะวันตกด้วย เนื่องจากเพราะองค์ท่านโปรดดนตรีและการ ละคร สมัยนี้การละครและดนตรีจึงเจริญรุ่งเรืองมาก 2.2 เครื่องดนตรีและการประสมวงดนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 4 การดนตรีเจริญแพร่หลายมาก มีวงปี่พาทย์และวงมโหรีตามวังเจ้านาย และผู้มีอันจะกินเกิดขึ้น มากมาย เพลงสามชั้นได้รับความนิยมมากขึ้น ที่แต่งตัดลงเป็นสองชั้นก็มี การแต่งเพลง 3 ชั้นนั้น นิยมนำเพลงต่าง ๆ จากเพลงเรื่อง มาแต่งขยาย โดยมีการยักเยื้อง กลเม็ดเด็ดพราย ซุกซ้อนซ่อนเงื่อนงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ทราบว่านำมาจากเพลงอะไร เพื่อผลในการ ประชันวง ดังนั้น สำหรับเพลงบางเพลง จึงเป็นการยากที่จะตัดสินว่านำมาจากเพลงอะไร สมัยนี้มีการคิดเครื่องดนตรีขึ้นใหม่ 2 ชนิดคือ ระนาดทอง หรือ “ระนาดเอกเหล็ก และ ระนาดทุ้มเหล็ก” นั่นเอง ระนาดทอง เป็นระนาดชนิดเดียวกับระนาดเอก แต่ลูกระนาดทำด้วยทองเหลืองเวลาตีมีเสียง กังวานมาก เข้าใจกัน ว่า สมเด็จเจ้าพระยามหาประยูรวงศ์ ได้ประดิษฐ์ ขึ้นโดยเลียนแบบ จากระนาดเอก จนมีการพูดติดปากว่า ทุ้มเหล็กเอกทอง ภาพที่ 31 ระนาดเอกเหล็ก ภาพที่ 32 ระนาดทุ้มเหล็ก
ระนาดทุ้มเหล็ก และ ระนาดเอกเหล็ก ทำให้การประสมวงดนตรีไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยนำ ไปประสมใน วง ปี่พาทย์ กลายเป็น วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่ และประสมวงมโหรี เป็นวงมโหรีเครื่องใหญ่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ก็คือ การที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงดำริปรับปรุงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2441 ทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบการแสดงละครดึก ดำบรรพ์ ที่เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ ได้ประดิษฐ์ขึ้นจากแนวทางการแสดง opera ของชาวตะวันตก และสาเหตุที่วงดนตรีที่คิด ขึ้นใหม่นี้ได้ชื่อว่า ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ก็เนื่องจาก นำไปบรรเลงประกอบการแสดงละครดึกดำบรรพ์ที่ตั้งชื่อตามโรงละครซึ่งเป็น สถานที่แสดงเช่นเดียวกัน ในการปรับปรุงวงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ ทำให้เกิดเครื่องดนตรีใหม่ขึ้น 2 ชนิด คือ กลองตะโพน กับฆ้องหุ่ ยวง กลองตะโพน คือ ตะโพนธรรมดาคู่ 1 ที่ถอดขาตั้งออก แล้วนำมาใส่ขาตั้งใหม่ ให้หน้ากลองอยู่ด้านบน ใช้ตีด้วยไม้นวม ส่วน ฆ้องหุ่ยวง ก็คือของหุ่ย 7 รูป เรียงขนาด เรียงเสียงเพื่อให้ตี ลูกตกของเพลงเป็นทำนองได้ บทเพลง ในสมัยรัชกาลที่ 5เกิดเพลงขึ้นหลายบทเพลง และได้รับความนิยมอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบัน เช่น เพลงแขกมอญ บางขุนพรหมเถา พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ เขมรไทรโยค สามชั้น พระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ลาวดวงเดือนสองชั้น พระนิพนธ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิ ไชยมหินทโรดม นอกจากนี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ยังเป็นผู้พระราชนิพนธ์ เพลงสรรเสริญพระ บารมีเป็นครั้งแรก อันเป็นต้นเค้าของเพลงสรรเสริญพระบารมีในปัจจุบัน ภาพที่ 33 กลองตะโพน ภาพที่ 34 ฆ้องหุ่ย
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นสมัยที่การดนตรีเจริญขึ้นมากเพราะพระมหากษัตริย์ทรงสนพระทัย และทรงบำรุงอย่างจริงจัง ถึงกับตั้งกรมมหรสพซึ่งมีกรมบัญชาการ กรมโขนหลวง กรมพิณพาทย์หลวง กองเครื่องสายฝรั่งหลวง และกรมช่างมหาดเล็กสำหรับ สร้างและซ่อมแซมสิ่งซึ่งเป็นศิลปะทั้งปวง เครื่องปี่พาทย์ประดับมุก ประดับงา จึงทำให้เกิดนักดนตรีไทยฝีมือดี ซึ่งต่อมาเป็นครู ดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น หลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) ผลงานของท่านมีมากมาย เช่นได้ปรับปรุงวงปี่พาทย์ ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่งโดยนำวงดนตรีของมอญมาผสมกับวงปี่พาทย์ของไทย ต่อมาเรียกวงดนตรีผสมนี้ว่า“วงปี่พาทย์มอญ”วงปี่ พาทย์มอญดังกล่าวนี้ ก็มีทั้งวงปี่พาทย์มอญเครื่องห้า เครื่องคู่ และเครื่องใหญ่ เช่นเดียวกับ วงปี่พาทย์ของไทย และ กลายเป็นที่นิยมใช้บรรเลงประโคมในงานศพ มาจนกระทั่งบัดนี้ นำเครื่อง ดนตรีของชวา หรืออินโดนีเซีย คือ“อังกะลุง” มาเผยแพร่ในเมืองไทยเป็น ครั้งแรก โดยหลวงประดิษฐไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) ทั้งนี้ได้นำมาดัดแปลง ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้มีเสียงครบ 7 เสียง (เดิมมี 5 เสียง) ปรับปรุงวิธีการเล่น โดยถือเขย่าคนละ 2 เสียง ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้ กลายเป็นเครื่องดนตรี ไทยอีกอย่างหนึ่ง เพราะคนไทยสามารถทำอังกะลุงได้เอง อีกทั้งวิธีการ บรรเลงก็เป็นแบบเฉพาะของเรา แตกต่างไปจากของชวาโดย สิ้นเชิง นอกจากนี้ยังมีการนำเครื่องดนตรีของต่างชาติเข้ามาบรรเลงผสมใน วงเครื่องสาย ได้แก่ ขิมของจีน และออร์แกนของฝรั่ง ทำให้วงเครื่องสาย พัฒนารูปแบบของวงไปอีกลักษณะหนึ่ง คือ“วงเครื่องสายผสม” 3. สมัยรัชกาลที่ 7-10 3.1 พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และสังคม ในสมัยรัชกาลที่ 7 เนื่องจากไทยประสบสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก สมัยนี้จึงเกิดการ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 และ เนื่องจากประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเป็นแบบชิงสุกก่อนห่าม ส่งผลให้เกิดการเผด็จการจากกลุ่มผู้มีอำนาจและผลประโยชน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงสละราชสมบัติ และเสด็จไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษตลอดพระชนม์ชีพ ในสมัยรัชกาลที่ 8 สมัยนี้ต้องเผชิญภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยถูกญี่ปุ่นบังคับให้เข้าร่วมเป็น พันธมิตร เพื่อขอทางผ่านไปตีประเทศพม่า ไทยเราได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเศรษฐกิจแบบนิยม ไทยก็ตาม แต่ในทางสังคมและวัฒนธรรมก็ต้องการให้ประชาชนปฏิบัติตนตามแบบฝรั่ง ครั้นเมื่อสงครามสงบลงประเทศไทยก็ยังอยู่ ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกระยะหนึ่ง สภาพการต่าง ๆ ฟื้นคืนตัวในสมัยต้นรัชกาลปัจจุบัน 3.2 เครื่องดนตรีและการประสมวงดนตรี ในสมัยรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นคีตกวี ได้ทรงพระราชนิพนธ์เพลงไทยขึ้น 3 เพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เขมรลออองค์เถา และเพลงราตรีประดับดาวเถา ซึ่งล้วนแต่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทำ ภาพที่ 35 อังกะลุง
ให้วงการดนตรีไทยมีเพลงอมตะเพิ่มขึ้นอีก 3 เพลง ความเคลื่อนไหวที่สำคัญทางดนตรีอีกประการหนึ่งคือ การบันทึกเพลงไทยเป็น โน้ตสากล ซึ่งเป็นพระดำริของสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่ได้จัดให้มีคณะกรรมการบันทึกเพลง ไทยเป็นโน้ตสากลขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ดนตรีไทยต้องสูญไป อย่างไรก็ตามดนตรีไทยในสมัยรัชกาลนี้ นับว่าได้พัฒนารูปแบบและ ลักษณะมาจนกระทั่งสมบูรณ์เป็นแบบแผนดังเช่นในปัจจุบันนี้แล้ว ในสมัยก่อนที่จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมีผู้นิยมดนตรีไทย กันมาก และมีผู้มีฝีมือทางดนตรีตลอดจนมีความคิดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ พัฒนาก้าวหน้ามาตามลำดับพระมหากษัตริย์ เจ้านาย ตลอดจนขุนนางผู้ใหญ่ได้ให้ ความอุปถัมภ์ และทำนุบำรุงดนตรีไทย ในวังต่าง ๆ มักจะมีวงดนตรีประจำวัง เช่น วงวังบูรพา วงวังบางขุนพรหม วงวังบางคอแหลม และวงวังปลายเนิน เป็นต้น แต่ ละวงต่างก็ขวนขวายหาครูดนตรี และนักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามาประจำวงมีการ ฝึกซ้อมกันอยู่เนืองนิจ บางครั้งก็มีการประกวดประชันกันจึงทำให้ดนตรีไทยเจริญ เฟื่องฟูมาก ต่อมาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ดนตรีไทยเริ่มซบเซาลงอาจกล่าวได้ว่า เป็นสมัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ดนตรีไทยเกือบจะ ถึงจุดจบ เนื่องจากรัฐบาลในสมัยหนึ่งมีนโยบายที่เรียกว่า “รัฐนิยม” ซึ่งนโยบายนี้ มีผลกระทบต่อดนตรีไทยด้วยกล่าวคือมีการห้ามบรรเลงดนตรีไทย เพราะเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ ใครจะจัดให้มี การบรรเลง ดนตรีไทย ต้องขออนุญาต จากทางราชการก่อน อีกทั้ง นักดนตรีไทย ก็จะต้องมีบัตรนักดนตรีที่ทางราชการออกให้ จนกระทั่งต่อมาอีกหลายปี เมื่อได้มี การสั่งยกเลิก “รัฐนิยม” ดังกล่าวเสีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ดนตรีไทยก็ไม่รุ่งเรือง เท่าแต่ก่อนยังล้มลุกคลุกคลานมาจนกระทั่งบัดนี้ เนื่องจากวิถีชีวิต และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม วัฒนธรรมทางดนตรีของ ต่างชาติ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นอันมาก ดนตรีที่เราได้ยินได้ฟัง และได้เห็นกันทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือที่ บรรเลงตามงานต่าง ๆ โดยมากก็เป็นดนตรีของต่างชาติ หาใช่ “เสียงพาทย์ เสียงพิณ” ดังแต่ก่อนไม่ ถึงแม้ว่าจะเป็นที่น่ายินดีที่เรา ได้มีโอกาสฟังดนตรีนานาชาตินานาชนิด แต่ถ้าดนตรีไทย ถูกทอดทิ้ง และไม่มีใครรู้จักคุณค่า ก็นับว่าเสียดายที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่ดี งาม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติอย่างหนึ่งไป ในสมัยรัชกาลที่ 8 การดนตรีไทยในสมัยนี้เป็นสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สมัยนี้“เป็นระยะที่ดนตรีไทยเข้าสู่สภาวะมืดมนเพราะรัฐบาลไม่ส่งเสริมดนตรีไทย และยังพยายามให้คนไทยหันไปเล่นดนตรีสากลแบบตะวันตก” ต่อมาก็เกิดรัฐนิยมขึ้น “ การที่มีรัฐนิยมเกิดขึ้น กล่าวคือ ห้ามการ บรรเลงดนตรีไทย ด้วยเห็นว่าดนตรีไทยไม่เหมาะสมกับชาติที่กำลังพัฒนาให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ จึงมีการห้ามโดยเคร่งครัด แต่ยังอนุญาตให้บรรเลงในงานพิธีหรือในบางประเพณีแต่จะต้องไปขออนุญาตที่กรมศิลปากรหรืออำเภอก่อนและต้องมีบัตรนัก ดนตรีที่ทางราชการออกให้ จึงทำให้นักดนตรีหัวใจห่อใจเหี่ยวไปตาม ๆ กัน บางคนถึงกับขายเครื่องดนตรีอันวิจิตรงดงาม เพราะถึง เก็บไว้ก็เปล่าประโยชน์ เครื่องดนตรีอันงดงามวิจิตรหลายชิ้นที่ถูกขายไปในรูปแบบของเก่า หรือขายต่อให้ต่างประเทศไปอย่างน่า เ ส ี ย ด า ย แ ต ่ ก ็ ย ั ง ม ี น ั ก ด น ต ร ี อ ี ก ไ ม ่ น ้ อ ย ท ี ่ ไ ม ่ ย อ ม ท ิ ้ ง ด น ต ร ี ไ ท ย เ ช ่ น หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ยังคงแต่งเพลงต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพลงเอกของท่านที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 8 เช่น แสน ภาพที่ 36 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงซออู้
คำนึงเถา กราวรำเถา แขกเงาะ และแขกชุมพล เป็นต้น และอาจารย์มนตรี ตราโมท ก็หันมาประดิษฐ์เพลงระบำมากขึ้น ซึ่งเพลง ไทยในระยะนี้ มีผู้นำทำนองเพลงไทยมาใส่เนื้อร้องเต็มตามทำนองบ้างแต่งขึ้นเองบ้าง เพื่อประกอบละครพูด ละครประวัติศาสตร์ และภาพยนตร์ ผู้แต่งมีหลายท่าน เช่น พรานบูรณ์ หลวงวิจิตรวาทการ ล้วน ควันธรรม ฯลฯ สำหรับหลวงวิจิตรวาทการร่วมกับ อาจารย์มนตรี ตราโมท อาจกล่าวได้ว่าเพลงในระยะนี้เป็นเพลงที่ยังไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ทฤษฎีตะวันตกอย่างแท้จริงถึงอย่างไรก็ ตามดนตรีไทยสมัยนี้ก็มิได้ซบเซาถึงขนาดจะขาดตอนเหมือนเมื่อครั้งเราเสียกรุงศรีอยุธยา แม้จะซบเซาลงบ้างและเกิดเพลงไทย สากลขึ้น เพลงไทยสากลที่เกิดขึ้นใหม่นี้ก็ยังเอาเค้าของเดิมหรือเอาเพลงไทยของเดิมมาร้องเล่น เพียงแต่เปลี่ยนจังหวะให้กระชับขึ้น เป็นแบบฝรั่ง ของไทยแท้จึงไม่ถึงกับสูญและโชคดีที่ยุคนี้สั้นมากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกันบ่อย ในที่สุดดนตรีไทยแท้ก็กลับคืนมา อีกครั้ง ในสมัยรัชกาลที่ 9 จนถึงปัจจุบัน แม้พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นผู้ที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทางด้านดนตรีสากล ทรงพระราชนิพนธ์เพลงขึ้นไว้หลายเพลง แต่พระองค์ก็ทรงสนพระทัยในการดนตรีไทยเป็นอันมาก ได้ พระราชทานทุนให้พิมพ์เพลงไทยเดิมเป็นโน้ตสากลออกจำหน่าย เป็นที่นิยมของวงการดนตรีไทยเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่ทรงรับแขก บ้านแขกเมืองหรือมีงานบันเทิงส่วนพระองค์ ก็มักจะโปรดเกล้า ให้บรรเลงดนตรีไทยเสมอ บทเพลงในสมัยรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชนิพนธ์บทร้อง เพลง ไทยดำเนินดอย (ลาวดำเนินทราย) อันแสดงให้เห็นถึงพระ ราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลย เดช และมีครูดนตรีไทยที่สำคัญคือ ครูมนตรี ตราโมท ได้ ประพันธ์เพลงไว้มากมาย ได้แก่ เพลงสามชั้น เพลงเถา เพลง ระบำ เพลง 2 ชั้น เพลงชั้นเดียว เพลงร้องสอดดนตรีไว้มากมาย ไม่ต่ำกว่า 200 เพลง การประสมวงดนตรี วงดนตรีไทยในสมัยนี้เป็นระยะสุดท้ายของการพัฒนา เพราะนับจากนั้นเป็นต้นมาก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญใด ๆ อีก เลย นอกจากการนำเอาเครื่องดนตรีฝรั่งและเครื่องดนตรีอื่น ๆ มาประสมในวงเครื่องสาย เช่น วงเครื่องสายผสมออร์แกน ไวโอลิน หรือขิม เป็นต้น วงดนตรีที่ถือเป็นแบบแผนมาจนถึงทุกวันนี้มี 5 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. วงขับไม้ 2. วงเครื่องกลองแขก 3. วงเครื่องสาย - เครื่องสายไทย (เครื่องสายเครื่องเล็ก/ เครื่องสายเครื่องคู่) ภาพที่ 37 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงระนาดเอก
- เครื่องสายปี่ชวา - เครื่องสายประสม 4. วงปี่พาทย์ - ปี่พาทย์ชาตรี - ปี่พาทย์เครื่องห้า - ปี่พาทย์เครื่องคู่ - ปี่พาทย์เครื่องใหญ่ - ปี่พาทย์ไม้นวม - ปี่พาทย์นางหงส์ - ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์ - ปี่พาทย์มอญ 5. วงมโหรี - มโหรีวงเล็ก - มโหรีเครื่องคู่ - มโหรีเครื่องใหญ่ เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). ดนตรีในวิถีชีวิตไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. เฉลิมศักดิ์ พิกลุศรี. (2530). สังคีตนิยมว่าด้วยดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. ธนิต อยู่โพธิ์. (2530). เครื่องดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์พิฆเนศ. พงษ์ศิลป์ อรุณรัตน์. (2550). ปฐมบทดนตรีไทย. นครปฐม : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. ปัญญา รุ่งเรือง. (2521). ประวัติการดนตรีไทย.พิมพ์ครั้งที่ 4 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช. มนตรีตราโมท. (2530). ดนตรีไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา. สงบศึก ธรรมวิหาร. (2540). ดุริยางค์ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
แบบฝึกหัดที่ 4 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ จงบอกว่าเหตุการณ์ต่อไปนี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลใด โดยเติมคำตอบหน้าข้อ 1. เกิดการประสมวงเครื่องสายผสม 2. เกิดการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบการขับเสภา เรียกว่า “ปี่พาทย์เสภา” โดยมีการนำลูกเปิงมาใช้เป็น กลองประกอบในวงปี่พาทย์เสภา เรียกกลองชนิดนี้ว่า “กลองสองหน้า” 3. พระประดิษฐ์ไพเราะหรือครูมีแขก (มี ดุริยางกูร) ประพันธ์เพลงเชิดจีน 4. ห้ามเล่นแคน แอ่วลาว 5. เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง สามชั้น เพลงราตรีประดับดาว เถา เพลงเขมรลออองค์ เถา 6. “ตราคุ้มห้าม” ที่เจ้าของสวนมะพร้าวที่ใช้สำหรับทำซอสามสายไม่ต้องเสียภาษีอากร 7. เกิดลักษณะการร้องเพลงไทยเนื้อเต็ม 8. ประดิษฐ์ระนาดเอกเหล็กและระนาดทุ้มเหล็กทำให้เกิดเป็น “วงปี่พาทย์เครื่องใหญ่” 9. เพิ่ม กลองทัดอีก 1 ใบในวงปี่พาทย์ โดยกลองใบที่เสียงสูงดัง “ตุ้ม” เป็นกลองทัดตัวผู้ ส่วนกลองใบที่มี เสียงต่ำดัง “ต้อม” เป็นกลองทัดตัวเมีย 10. มีการบันทึกเพลงไทยลงในแผ่นเสียงเป็นครั้งแรก 11. เกิดเพลงไทยสากล 12. พัฒนาอังกะลุงที่รับมาจากอินโดนีเซียให้มี 3 เสียง ดังที่ใช้ในปัจจุบัน 13. สร้างเครื่องดนตรีอีกสองชนิด คือ ระนาดทุ้ม และฆ้องวงเล็ก เพื่อมาประสมในวงปี่พาทย์กลายเป็น “วงปี่พาทย์เครื่องคู่” 14. เกิด “วงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์” ที่เลียนแบบมาจากอุปรากร (opera) ของตะวันตก 15. “เพลงไทยดำเนินดอย” ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจ 16. มีการพระราชทานราชทินนามให้แก่นักดนตรี 17. เพลง “บุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลันเลื่อนลอยฟ้า”
แบบฝึกหัดที่ 4 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 1 ประวัติความเป็นมาของดนตรีไทย เรื่อง ดนตรีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านใด............................................................. ใครเป็นผู้ประพันธ์เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง เขมรลออองค์เถา และเพลงราตรีประดับดาวเถา .............................................................................................................................................................................. สภาวะเศรษฐกิจในรัชกาลที่ 7 เป็นอย่างไร.......................................................................................................... 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร............................................................................................ ………………………………………………………………………..................ได้เข้ามาแทน “เสียงพิณ เสียงพาทาย์” ในสมัยรัชกาลที่ 8 ดนตรีไทยเข้าสู่สภาวะมืดมน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจาก........................................................... .........................................เกิดจากการเอาเพลงไทยของเดิมมาร้องเล่น เปลี่ยนจังหวะให้กระชับขึ้นเป็นแบบฝรั่ง สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชนิพนธ์............................................................... วงดนตรีไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ถือเป็นแบบแผนมาจนถึงทุกวันนี้มี........................ ประเภท ได้แก่ 1. วง.............................................................................................. 2. วง.............................................................................................. 3. วง.............................................................................................. 4. วง.............................................................................................. 5. วง..............................................................................................
หน่วยที่ 2 ประวัติครูดนตรีไทย รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชาดนตรีไทย
ใบความรู้ที่ 5 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 2 ประวัติครูดนตรีไทย เรื่อง ประวัติครูดนตรีไทย บุคคลสำคัญทางด้านดนตรีไทย 1. ครูดนตรีที่เป็นเจ้านายหรือพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 - 21 กรกฎาคม 2367) พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ประสูติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 มีพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้าชายฉิม เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ตลอดระยะเวลา 15 ปี ที่ ทรงครองราชย์นั้น ประเทศไทยอยู่ในความ สงบ ไม่มีการทำสงคราม พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในทุก ๆ ด้านอย่างเต็มที่ นับได้ว่าใน สมัยของพระองค์ศิลปวัฒนธรรมในทุก ๆ ด้านเจริญถึงสุดขีด เป็นแบบอย่างจนถึง ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงโปรดดนตรีไทยมาก เครื่อง ดนตรีไทยที่ทรงโปรดเป็นพิเศษ คือ ซอสามสาย ทรงมีซอสามสายคู่พระหัตถ์อยู่คัน หนึ่งชื่อว่า “ซอสายฟ้าฟาด” ซึ่งจะทรงซอสามสายนี้ในเวลาว่าง ในคืนหนึ่งหลังจากทรงซอสามสายแล้วเข้าได้ทรงพระสุบินว่าพระองค์ได้ เสด็จพระราชดำเนินไปในสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏในพระสุบินนิมิตนั้นว่า เป็น รมณียสถานสวยงามไม่มีแห่งใดในโลกเสมอเหมือน ขณะนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นดวงจันทร์ลอยเข้ามาใกล้พระองค์และได้สาดแสง สว่างไปทั่วบริเวณ และในขณะนั้นได้ทรงสดับเสียงดนตรีทิพย์ ซึ่งมีความไพเราะเสนาะพระกรรณเป็นที่ยิ่ง พระองค์จึงเสด็จประทับ ทอดพระเนตรทิวทัศน์อันงดงาม และทรงสดับเสียงดนตรีอันไพเราะอยู่ด้วยความเพลิดเพลิน ครั้นแล้วดวงจันทร์ก็ค่อย ๆ ลอยถอย ห่างออกไปในท้องฟ้า ทั้งสำเนียงดนตรีทิพย์นั้นก็ค่อย ๆ จางจนหมดเสียง พลันก็ตื่นจากบรรทม แม้เสด็จตื่นจากบรรทมแล้วเสียงดนตรีในพระสุบินก็ยังก้องอยู่ในพระโสต จึงได้โปรดให้ตามเจ้าพนักงานดนตรีเข้ามาต่อ เพลงที่ทรงพระสุบินนั้นไว้ แล้วพระราชทานชื่อว่า “เพลงบุหลันลอยเลื่อน” หรือ “บุหลันลอยฟ้า” หรือบางทีก็เรียกว่า “เพลง สรรเสริญพระจันทร์” ซึ่งนักดนตรีจำสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ประชาชนมักจะเรียกเพลงนี้ว่า “เพลงทรงพระสุบิน” เพลงนี้เคย ใช้สรรเสริญพระบารมีสมัยหนึ่ง และเมื่อมีเพลงสรรเสริญพระบารมีทำนองอื่นเกิดขึ้นมาอีก เพลงนี้จึงเรียกกันว่า “เพลงสรรเสริญ พระบารมีไทย”
เนื่องจากพระองค์ทรงพอพระทัยในดนตรีไทยโดยเฉพาะซอสามสาย ได้ประกาศให้ตราภูมิคุ้มห้าม ยกเว้นภาษีอากรให้แก่ สวนมะพร้าวชนิดที่ทำกระโหลกซอได้ เพราะมะพร้าวชนิดนี้หายากมากจึงทรง อนุรักษ์ไว้เป็นแบบอย่าง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (28 เมษายน พ.ศ. 2406 - 10 มีนาคม พ.ศ. 2490) เป็นพระโอรสลำดับที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระมารดาคือ พระสัมพันธวงศ์เธอพระองค์เจ้าหญิงพรรณรายและ ทรงเป็นต้นราชสกุล “จิตรพงศ์” ประสูติ เมื่อวันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2406 ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมชนกนารถโดยมีพระ ราชหัตถเลขา พระองค์ทรงเป็นเสนาบดีหลายกระทรวงทั้งกระทรวงโยธาธิการ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรง ตำแหน่งอภิรัฐมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน อุปนายกราชบัณฑิตยสภา แผนกศิลปากร และพระองค์ยังได้รับการแต่งให้ให้ดำรง ตำแหน่งผู้กำกับการพระราชวงศ์ มีหน้าที่สนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้า เจ้าอยู่หัว โดยพระราชวงศ์พระองค์ใดที่มีกิจที่ไม่ต้องกราบบังคมทูลพระกรุณาก็ให้ติดต่อกราบบังคมทูลต่อพระองค์แทน นอกจากนี้ ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จยังต่างประเทศ พระองค์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 จนกระทั่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ พระองค์จึงพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ด้านดุริยางคศิลป์และนาฏศิลป์ ทรงสนพระทัยทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล โดยเฉพาะดนตรีไทยนั้นทรงฝึกฝนมาแต่พระเยาว์ ทรงถนัดเล่นปี่พาทย์และ ระนาดมากกว่าเครื่องดนตรีอื่น ๆ เพลงพระนิพนธ์ เพลงสรรเสริญพระบารมี (คำร้อง) เพลงเขมรไทรโยค เพลงตับ เช่น ตับแม่ศรีทรงเครื่อง ตับเรื่องขอมดำดิน พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม (13 กันยายน พ.ศ. 2425 - 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452) กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้า เพ็ญพัฒนพงศ์ เป็นพระโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้า จอมมารดารมรกต ประสูติเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2425 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 10 ปีมะเส็ง รัตนโกสินทร์ศก 101 ทรงศึกษาในประเทศอังกฤษ เมื่อเสด็จ กลับได้ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ ใน
ปี พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒ นพงศ์ เป็น กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงสนพระทัยดนตรีไทยมากถึงกับมีวงปี่พาทย์วงหนึ่งเรียกกันว่า “วงพระองค์เพ็ญ” ทรงเป็น นักแต่งเพลงที่มีความสามารถพระองค์หนึ่ง โดยได้ทรงแต่งเพลง “ลาวดวงเดือน” ซึ่งเป็นเพลงที่นิยมกันแพร่หลายในปัจจุบัน สำหรับเพลงลาวดวงเดือนนี้ พระองค์ท่านแต่งขึ้นต้องการให้มีสำเนียงลาว เนื่องจากโปรดทำนองและลีลาเพลง “ลาว ดำเนินทราย” เมื่อคราวที่เสด็จตรวจราชการภาคอีสานระหว่างที่ประทับแรมอยู่ตามทางจึงทรงแต่งเพลงลาวดวงเดือนขึ้น เพื่อให้คู่ กับเพลงลาวดำเนินทราย ประทานชื่อว่า “เพลงลาวดำเนินเกวียน” ได้มีผู้กล่าวว่า แรงบันดาลใจที่พระองค์แต่งนั้นเนื่องจากผิดหวัง ในความรัก คือ เมื่อพระองค์จบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ เสด็จขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่ และได้พบกับเจ้าหญิงชมชื่น ธิดาเจ้า ราชสัมพันธวงศ์พระองค์สนพระทัยมากจนถึงกับให้ผู้ใหญ่ในมณฑลพายัพเป็นเถ้าแก่เจรจาสู่ขอแต่ได้รับคำตอบจากเจ้าราชสัม พันธวงศ์ว่าขอให้เจ้าหญิงชมชื่นอายุ 18 ปีก่อน เพราะขณะนั้นอายุเพียง 16 ปี และขอให้ได้รับพระบรมราชนุญาตด้วย เมื่อกรม หมื่นพิไชยมหินทโรดมกลับถึงกรุงเทพฯ ก็ได้รับการทัดทานจากพระบรมวงศานุวงศ์มาก พระองค์ได้รับความผิดหวัง จึงระบาย ความรักด้วยความอาลัยลงในพระนิพนธ์บทร้อง “เพลงลาวดวงเดือน” ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายไพเราะอ่อนหวามจับใจผู้ฟังมา จนทุกวันนี้ พระองค์สิ้นพระชนม์ (ประชวนพระโรคปอด) เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 มีพระชนมายุเพียง 28 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (8 พฤศจิกายน 2436 - 30 พฤษภาคม 2484) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ 74 ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และองค์ สุดท้อง (องค์ที่ 14) ของสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถ ประสูติในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร เมื่อวันพุธ แรม 14 ค่ำ เดือน 11 ปี มะเส็ง ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 ทรงพระนามเดิมว่า สมเด็จเจ้าฟ้า ประชาธิปกศักดิเดช ทรงมีสมเด็จพระพี่นางเธอ และสมเด็จพระเชษฐา ร่วมพระชนก ชนนีเดียวกัน ตามลำดับ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพาหุรัดมณีมัย พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้า ตรีเพชรรุตม์ธำรง สมเด็จเจ้าฟ้ากรม หลวงพิษณุโลกประชานาถ สมเด็จเจ้าฟ้า ศิริราชกกุธภัณฑ์ สมเด็จเจ้าฟ้า อัษฎางค์เดชาวุธ และสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก โดยเฉพาะสามพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ และสมเด็จ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก นั้น ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับวงการดนตรีไทย ทรงนิพนธ์เพลงไทย และสนับสนุนนาฏศิลป์ไทยเป็นอย่างยิ่ง ถ้า จะนับเนื่องด้วยเชื้อสายความเป็นศิลปินเพลงไทยแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นหลานทวดของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นหลานอาของ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นพระอนุชาต่างพระ มารดากับสมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทุก พระองค์ที่ขานพระนามมานี้ ล้วนแต่ทรงมีผลงานในวงการดนตรีไทยทั้งสิ้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มศึกษา
ภาษาไทยในโรงเรียนราชกุมาร ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แล้วจึงเสด็จไปศึกษาต่อยังประเทศอังกฤษ เสด็จกลับมารับราชการในสมัย รัชกาลที่ 6 เมื่อ พ.ศ. 2458 เสด็จเถลิงราชสมบัติเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2468 เสวยราชสมบัติเป็นเวลา 9 ปี แล้วสละ ราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับดนตรีนั้นไม่ปรากฏพระราชประวัติว่า เมื่อทรงพระเยาว์ได้ทรงเรียนดนตรีจากครูผู้ใด ทราบแต่ว่าโปรดที่จะฟังดนตรีมากกว่าทรงบรรเลง จนเมื่อเถลิงราชสมบัติใน ปีพ.ศ. 2468 แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้วงพิณพาทย์หลวงเข้าไปบรรเลงเพลงถวายที่วังสุโขทัย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อมาได้ ทรงหัดซอด้วง และซออู้โดยทรงเวลาว่างพระราชกิจพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระ ราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดอีกหลายพระองค์ อาทิสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต กรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ์ กรมหมื่นอนุวัตรจตุ รนต์ และพระราชธิดาทั้ง 5 พระองค์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ครั้งหนึ่งพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศิริรัตร บุษบง พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงนำซออู้ขนาดเล็กขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย โดยที่ทรงได้กระโหลกซอ สวยงามมาจากอัมพวา และให้ช่างแกะเป็นตรา ปปร. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ โปรดใช้ซอคันเล็กนี้สีเล่นเวลาทรงสำราญพระราช หฤทัย พระราชทานซอคันนี้ว่า “ซอตุ๋น” (คำว่า ตุ๋น แปลว่า เล็ก ๆ) ด้วยซอคันนี้เองได้ทรงคิดประดิษฐ์เพลงราตรีประดับดาวขึ้น โดยมีหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) และหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ถวายคำแนะนำ เพลงราตรีประดับดาวเถา จึงเป็นเพลงพระราชนิพนธ์เพลงแรกสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2471 ในปี พ.ศ. 2472 ได้พระราชนิพนธ์เพลงที่ 2 ขึ้น คือ เพลงเขมรลออ องค์เถา และในปี พ.ศ. 2474 อีกเพลง คือ เพลงโหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง 3 ชั้น รวมทั้งหมด 3 เพลง จากนั้นก็เปลี่ยนแปลงการ ปกครอง แต่นั้นมาก็ไม่มีใครได้เห็นซอประวัติศาสตร์คันนี้อีกเลย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดดนตรีไทยมาก งานใดก็ ตามที่มีดนตรีไทยแล้ว มักจะเสด็จประทับฟังเพลงอยู่เป็นเวลานาน ๆ เสมอ เมื่อครั้นขึ้นตำหนักเปี่ยมสุข ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ทรงจัดให้มีการแสดงแฟนซี ประกอบเพลงไทย โดยให้มีการแต่งกายเป็นปริศนาชื่อเพลงต่าง ๆ ออกมา แล้วให้นักดนตรีทาย ว่า หมายถึงเพลงชื่ออะไร หากบรรเลงเพลงนั้นไม่ได้ หรือบรรเลงผิด วงดนตรีก็แพ้ นับเป็นการเล่นสนุกกับเพลงไทยที่น่าสนใจยิ่ง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ โดยมิได้ทรงหวังว่าจะต้องทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินมาก่อนเลยและเมื่อจะ ทรงรับตำแหน่งนั้นก็มิได้ทรงสมัครพระทัย ขณะเดียวกับที่ทรงครองสิริราชสมบัตินั้น เป็นระยะเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำมากรวมทั้งมี การผันแปรทางการเมืองอย่างรุนแรง จึงทำให้ทรงมีความคับแค้นพระทัยมาก หลังจากสละราชสมบัติในปี พ.ศ. 2477 แล้ว ได้ประทับอยู่ ณ ประเทศ อังกฤษ จนสวรรคต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 พระชนมายุ 48 พรรษา และไม่มีพระราชโอรส พระราชธิดา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (2 เมษายน พ.ศ. 2498 - ปัจจุบัน) เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงเรียนดนตรีไทยที่โรงเรียนจิตลดา ทรงใฝ่ พระทัยศึกษาเชี่ยวชาญในเครื่องดนตรี ซอด้วง ซอสามสาย ซออู้ จะเข้ ระนาด และขลุ่ย ครูดนตรีไทยของพระองค์ได้แก่ ครูนิภา อภัยวงศ์ครูจินดา สิงหัตน์ครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล เป็นต้น ทรงเรียนระนาดเอกกับ