The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชาดนตรีไทย ม.1
รหัสวิชา ศ20206

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chatdanai Phunkaew, 2024-05-19 09:21:12

เอกสารประกอบการเรียนรู้

รายวิชาดนตรีไทย ม.1
รหัสวิชา ศ20206

ครูสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ และทรงดนตรีประจำที่บ้านปลายเนินตั้งแต่ พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา เมื่อทรงเข้าศึกษาต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ทรงดนตรีกับพระสหายในชมรมดนตรีไทย และทรงเรียนขับร้องเพลง ไทยกับอาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ในด้านการขับร้องเพลงไทยทำนองเสนาะ พระองค์ทรงเรียนกับอาจารย์กำชัย ทองหล่อ และ อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ส่วนการประพันธ์บทเพลงนั้น ทรงนิพนธ์เพลงลูกทุ่งเพลงเป็นแรกในปี พ.ศ. 2513 ชื่อเพลงส้มตำ เพลงอื่น ๆ ที่ทรงนิพนธ์ไว้ได้แก่ เพลงเต่ากินผักบุ้ง เพลงพญาโศก เพลงดุจบิดามารดร และเพลงลอยประทีปเถา เป็นต้น นอกจากดนตรีไทยแล้ว พระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา แต่ได้ทรง เลิกเรียนหลังจากนั้น 2 ปี และทรงฝึกเครื่องดนตรีสากล ประเภทเครื่องเป่า จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนสามารถทรง ทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำวงดุริยางค์ในงานกาชาดคอนเสิร์ต 2. ครูดนตรีที่เป็นนักดนตรี พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) พระประดิษฐ์ไพเราะ นามเดิม มี ดุริยางกูร แต่คนทั่วไปมักเรียกกันว่า ครูมีแขก ซึ่งคุณเปี่ยมศรี ดุริยางกูร หลานทวดของท่าน เล่าให้ฟังว่า อาจเป็น เพราะบ้านเดิมของท่านตั้งอยู่ในบริเวณสุเหร่า เหนือวัดอรุณราชวราราม และเมื่อ คลอดออกมาใหม่ ๆ นั้น ท่านมีสิ่งขาว ๆ คล้ายกระเพาะครอบศีรษะเหมือนหมวก แขก จึงได้สมญานามว่า “แขก” มาตั้งแต่เล็ก ไม่มีผู้ใดทราบวันเดือนปีเกิดของครู มีแขก แต่ยังพอจะอนุมานได้จากลายพระหัตถ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุ ภาพ ซึ่งมีถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปรากฏในสาส์นสมเด็จ ความว่า “ครูมีแขกนั้นหม่อมชั้นรู้จักแต่เมื่อหม่อมฉันไว้ผมจุก ไปเรียน ภาษาอังกฤษที่สมเด็จพระราชปิตุลา ประทับ ณ หอนิเพทพิทยา เห็นแกเดินผ่าน ไปหัดมโหรีของทูลกระหม่อมประสาท ที่มุขกระสัน พระมหาปราสาททุกวัน เวลา นั้นแกก็แก่มาก อายุกว่า 70 ปีแล้ว มีบ่าวแบกซอสามสายตามหลังเสมอ วันหนึ่ง กรมหลวงประจักษ์ตรัสเรียก ให้แกแวะที่หน้าหอแล้วยืมซอสามสายแกมาลองสี แกฉุน ออกปากว่า “ถ้าทรงสีอย่างนั้นไฟก็ลุก” จำได้เท่านั้น จากลายพระหัตถ์ข้างต้นนี้แสดงว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเคยเห็นครูมีแขกขณะที่ทรงไว้พระเมาลี ถ้าจะคะเนอายุก็เห็นจะอยู่ในราว 10 ชันษา จึงจะสามารถจำถ้อยคำที่ครูมีแขกพูดออก ฉุนได้ชัดเจนเช่นนั้น ถ้าทรงพระเยาว์กว่านั้นก็เห็นเหลือวิสัยจะทรงจำไว้ได้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประสูติเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 ดังนั้นปีที่ทรงเห็นครูมีแขกควรจะอยู่ในราว พ.ศ. 2415 ซึ่งทรงคาดว่าครูมีแขกมีอายุ 70 ปีกว่า เมื่อนับย้อนหลังจาก พ.ศ. 2415 ไปอีก 70 ปี ก็จะตกในราว พ.ศ. 2345 ซึ่งตรง กับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2352) เช่นนี้แล้ว ผู้เขียนจึงขอสันนิษฐานว่าครูมี แขกเกิดปลายรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี ครูมีแขกเป็นครูดนตรีมาตั้งแต่ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ครูมีแขกได้เป็นครูปี่พาทย์


ในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่หลวงประดิษฐ์ไพเราะเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2396 ตำแหน่งจางวางมหาดเล็ก ว่าราชการกรมปี่พาทย์พระบวรราชวัง ต่อมาในปีเดียวกันนั้นเอง ได้แต่งเพลงเชิดจีนแล้วนำขึ้นบรรเลงทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นที่สบพระราชหฤทัยยิ่งนัก จึงโปรดให้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระประดิษฐ์ไพเราะ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2396 ภายในเวลา เดือนเดียวเท่านั้น ที่เลื่อนบรรดาศักดิ์จากหลวงเป็นพระ ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ครูมีแขกได้เป็นครูมโหรีในสมเด็จกรมพระยาสุดารัตน์ ราชประยูรและถึงแก่กรรมประมาณต้นรัชกาลที่ 5 ผลงานทางดนตรีของครูมีแขกนั้นยิ่งใหญ่และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แม้ใน คำไว้ครูปี่พาทย์ของโบราณก็ยังกล่าวถึงท่านไว้ว่า ทีนี้จะไหว้ครูปี่พาทย์ ฆ้องระนาดมือดีปี่ไฉน ทั้งครูแก้วครูพักเป็นหลักชัย ครูทอง อินนั่นแหละใครไม่เทียมทัน มือตอดหนอดหนักขยักขย่อน ตาพูนมอญมิใช่ชั่วตัวขยัน ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่น บรรเลงมือ เพลงทยอยที่ว่านี้คือเพลงทยอยเดี่ยว ซึ่งครูมีแขกแต่งขึ้น สำหรับใช้เป่าปี่อวดฝีมือโดยเฉพาะ เป็นเพลงที่แสดงอารมณ์ เศร้าและคร่ำครวญอย่างผิดหวังได้อย่างวิเศษ ในทำนองโอดระคนโหยหวนของตอนต้น ในตอนท้ายจึงเปลี่ยนเป็นทำนองพันระคน ครวญแสดงถึงอาการละล้าละลังอัดอั้นตันใจ เป็นที่ดื่มด่ำใจแก่ผู้ได้ฟังยิ่งนัก ในขั้นหลังสังคีตาจารย์จึงได้นำมาทำเป็นทางเดี่ยวของ เครื่องมืออื่น ๆ ต่อมานับเป็นเพลงเดี่ยวชั้นสูงสุดเพลงหนึ่งของการบรรเลงเสภา ครูมีแขกนั้นเป็นต้นตำรับของการแต่งเพลงประเภทลูกล้อลูกขัด จนได้สมญาว่า “เจ้าแห่งเพลงทยอย” ทั้งนี้เพราะเพลง ทยอยสำคัญ ๆ ซึ่งถือเป็นแม่บทของเพลงประเภทลูกล้อลูกขัด เช่น ทยอยนอก ทยอยเขมร ล้วนเป็นผลงานนิพนธ์ของครูมีแขก ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเพลงเชิดจีนนั้น นับได้ว่าเป็นเลิศในกระบวนเพลงโยนทั้งหลาย เพราะนอกจากจะมีลีลาแปลกพิสดารไม่ซ้ำแบบ เพลงโยนอื่น ๆ ที่เคยมีมาก่อนแล้ว ยังเป็นเพลงโยนเพลงเดียวที่ไม่ต้องใช้หน้าทับเข้าประกอบในการขับร้องและบรรเลง ทั้งยังอาจ ใช้ประกอบการแสดงโขน ละคร ได้อย่างพอเหมาะยากที่จะเป็นได้ในเพลงโยนอื่น ๆ มีเรื่องเล่ากันมาว่า วันหนึ่งขณะที่ครูมีแขกเดิน กลับจากสอนดนตรีในวัง ผ่านมาได้ยินพวกจีนเล่นมโหรีจีนกันอยู่ ก็ให้ศิษย์ที่มาด้วย 2 คน คือ ครูสิน ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นบิดาของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และครูรอด ช่วยกันจำไว้ พอถึงบ้านก็ได้นำมาเรียบเรียงประดิษฐ์ขึ้นเป็นเพลงชุดของเพลง จีน 4 เพลง คือ จีนแส อาเฮีย ชมสวนสวรรค์ และเพลงแป๊ะ ซึ่งกลายเป็นเพลงอมตะมาจนทุกวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความช่างสังเกต จดจำและประดิษฐ์ตกแต่งสมราชทินนาม “ประดิษฐ์ไพเราะ” ของท่านโดยแท้ เป็นที่เชื่อได้ว่า ครูมีแขกคงจะชำนาญการเล่นเครื่อง ดนตรีทุกประเภทตั้งแต่ปี่ไปจนถึงซอสามสาย เพราะในรูปถ่ายของท่านซึ่งได้ถ่ายไว้ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อคราวที่พระยาราชานุประ พันธุ์ (สุดใจ) จัดให้มีพิธีไหว้ครูขึ้นนั้นเป็นรูปถือปี่เลาโปรด ซึ่งภายหลังได้ตกเป็นสมบัติของ ครูจางวางทั่ว พาทยโกศล และขนาน นามกันว่า “ปี่ท่านพระ” มาจนทุกวันนี้ (รูปที่เห็นแพร่หลายกันอยู่ทั่วไปเป็นรูปเขียนสีน้ำมันฝีมือขุนประเสริฐหัตถกิจ ซึ่งเขียนจาก รูปถ่ายนี้อีกทีหนึ่ง) ส่วนซอสามสายนั้นพิจารณาจากลายพระหัตถ์ของ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในหนังสือ สาส์นสมเด็จ ย่อม แสดงว่า ครูมีแขกคงเป็นเอตทัคคะผู้หนึ่ง มิฉะนั้นแล้วไหนเลยจะกล้าออกปากค่อนพระราชวงศ์ชั้นสูงได้ ผู้ที่เล่นเป็นทั้งปี่และซอ สามสายจนถึงชั้นเลิศ ทั้งสามารถแต่งเพลงโยน เช่น ทยอยนอก ทยอยเขมร เชิดจีน ตลอดจนขยายเพลงเป็นสามชั้น เช่น แขกมอญ สารถี พญาโศก ฯลฯ ไปจนถึงแต่งเพลงช้าเพลงเร็ว เช่น เพลงเรื่องจีนแสด้วยแล้ว ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องมีความชำนาญในทุก เครื่องมือเป็นฐาน จึงจะสามารถผลิตผลงานได้ถึงเพียงนี้ งานคีตนิพนธ์ของครูมีแขกเท่าที่รวบรวมได้ มีดังต่อไปนี้ โหมโรงขวัญเมือง การะเวกเล็กสามชั้น กำสรวลสุรางค์สามชั้น แขกบรเทศสามชั้น แขกมอญสามชั้น จีนขิมเล็กสามชั้น สองชั้น ตวงพระธาตุสามชั้น ทะแยสามชั้น สารถีสามชั้น พญาโศกสามชั้น พญาครวญสามชั้น สี่บทสามชั้น แป๊ะสามชั้น สองชั้น พระอาทิตย์ชิงดวงสองชั้น จีน


ขิมใหญ่สองชั้น เชิดจีน ทยอยนอก ทยอยเดี่ยว ทยอยเขมร (เฉพาะเที่ยวกลับ) เทพรัญจวน (เฉพาะสามชั้นเที่ยวแรก) หกบทสามชั้น อาเฮียสามชั้น ภิรมย์สุรางค์ (ขยายขึ้นจากจีนแสสองชั้น) จีนแสสองชั้น ในด้านชีวิตครอบครัว ครูมีแขกมีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อ ถึก พระยาภูมีเสวินเล่าว่า สีซอด้วงเพราะนัก ปู่ถึก มีภรรยาชื่อ ไผ่ มีบุตรชายหญิง 2 คน ชื่อ พลัด (หญิง) และชื่อ สาย (ชาย) ครูสายนั้นมีความสามารถในซอด้วงและซอสามสายเป็นอย่างดี ครูช้อย สุนทรวาทิน ครูช้อยท่านอยู่ในสมัย ช่วง พ.ศ. 2370 - 2380 ชีวิตในวัยเด็กนั้นท่านป่วยเป็นไข้ ทรพิษ แต่รอดตายมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพราะหนึ่งในร้อยในพันจริง ๆ จึงรอดตายจาก โรคนี้ได้ แต่ด้วยพิษแห่งโรคร้ายแม้รอดตายมาได้แต่ก็ต้องเสียดวงตาทั้งสองข้าง แต่แม้ดวงตาทั้งสองข้างของท่านจะบอดสนิทตั้งแต่วัยเยาว์ แต่ท่านกลับไม่เคยคิด พ่ายแพ้แก่ชะตาชีวิตตนเอง และด้วยสายเลือดแห่งศิลปินที่มีอยู่ภายในชีวิตจิตวิญญาณของ ท่านทำให้ท่าน ฝึกหัดเครื่องเล่นดนตรีไทยด้วยตนเองตั้งแต่เด็ก ในความจริงครูช้อย ท่านก็เกิดในตระกูลศิลปินอยู่แล้ว แต่ด้วยที่ท่านตาบอดผู้ เป็นบิดาจึงมิได้หัดท่านในทางดนตรี ก็ด้วยความใส่ใจ ความรักในศิลปะดนตรีนี่เองที่ทำให้ ท่านฝึกฝน โดยเริ่มจากการนำเอากะลาใต้ถุนบ้านมาเรียงกัน 16 ใบแล้วตีตาม หูก็แง่ฟังการสอนของบิดาบนเรือน ส่วนตัวเองอยู่ใต้ ถุนบ้านหัดตามไป และยามใดที่บิดาท่านไม่อยู่ท่านก็จะขึ้นไปฝึกหัดกับเครื่องดนตรีจริงบนบ้าน จนเกิดความชำนาญในเครื่องดนตรี ทุกชนิดที่มีอยู่ เล่ากันว่าอยู่มาวันหนึ่ง มีงานดนตรี แต่คนระนาดป่วย หาคนแทนไม่ได้ พวกลูกศิษย์รู้ฝีมือลูกชายอาจารย์ว่าใช้ได้ ก็เสนอ ให้ครูช้อยไปเป็นคนระนาดแทน กระนั้นบิดาก็ยังไม่แน่ใจ ขอทดสอบฝีมือลูกชาย เมื่อเห็นฝีมือแล้ว จึงยอมปล่อยตัวไปออกงาน หลังจากนั้นบิดา ก็เริ่มอบรมบ่มเพาะฝีมือดนตรีให้ลูกชายอย่างจริงจัง ปลายรัชกาลที่ 4 เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะเรื่องปี่กระทั่งบิดาเห็นแวว จึงส่งไปเรียนวิชาปี่กับครูมีแขก (พระ ประดิษฐ์ไพเราะ) จึงยิ่งมีความชำนาญเพิ่มขึ้น ต่อมาเมื่อครูช้อยเป็นครูดนตรี สอนดนตรีทั้งที่บ้าน ในวัด ถึงในวัง มีลูกศิษย์สำคัญสองคน คนแรก ลูกชายครูช้อยเอง ชื่อ แช่ม ต่อมาเป็นพระยาเสนาะดุริยางค์ (คู่แข่งระนาดหลวงประดิษฐไพเราะ) และศิษย์เอกชื่อแปลก ต่อมาเป็นพระยาประสานดุริย ศัพท์ ความน่าอัศจรรย์อันเป็นความอัจฉริยะภาพอย่างหนึ่งของครูช้อยคือ หากศิษย์คนใดก็ตามเล่นเครื่องดนตรีเสียงเพี้ยน ไม่ ถูกต้อง ครูช้อยจะใช้วิธี “ดีดเม็ดมะขาม” ใส่ผู้นั้นอย่างถูกต้องแม่นยำ โดยรู้ว่าใครเป็นใครนั่งตรงไหนอย่างถูกต้องราวกับตาเห็น


พระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นบุตรคนโตของครูช้อย และนางไผ่ สุนทรวาทิน ได้ฝึกฝนวิชา ดนตรี จากครูช้อย ผู้เป็นบิดา จนมีความแตกฉาน ต่อมาเจ้าพระยาเทเวศน์วงศ์ วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) ได้ขอตัวมาเป็นนักดนตรีในวงปี่พาทย์ของท่าน ท่านเข้ารับราชการ เมื่อ พ.ศ. 2422 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “ขุนเสนาะดุริยางค์” ในปี พ.ศ. 2446 ตำแหน่งเจ้ากรมพิณพาทย์หลวง จึงโปรดให้เลื่อนเป็น “หลวง เสนาะดุริยางค์” ในปีพ.ศ. 2453 จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อน เป็น “พระเสนาะดุริยางค์” รับราชการในกรมมหรสพหลวง และได้รับ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ด้วยความซื่อสัตย์ และมีความ จงรักภักดี ท่านจึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “พระยาเสนาะดุริยางค์” ในปี พ.ศ. 2468 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านได้รับมอบหมายให้ควบคุมวงพิณพาทย์ ของเจ้าพระยา ธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว. ปุ้ม มาลากุล) เสนาบดีกระทรวงวัง วงพิณพาทย์วงนี้ นับได้ว่าเป็นการรวบรวมผู้มีฝีมือ ซึ่งต่อมาได้เป็น ครูผู้ใหญ่ เป็นที่รู้จักนับถือโดยทั่วไป เช่น ครูเทียม คงลายทอง ครูพริ้ง ดนตรีรส ครูสอน วงฆ้อง ครูมิ ทรัพย์เย็น ครูแสวง โสภา ครู ผิวใบไม้ ครูทรัพย์นุตสถิตย์ ครูอรุณ กอนกุล ครูเชื้อ นักร้อง และครูทองสุข คำศิริ พระยาประสานดุริยศัพท์(แปลก ประสานศัพท์) (4 กันยายน พ.ศ. 2403 - 5 มีนาคม 2467) พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นบุตรคนโตของขุน กนกเรขา (ทองดี) กับนางนิ่ม เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2403 ตรงกับวัน อังคาร ณ บ้านเลขที่ 81 ตรอกไข่ ถนนบำรุงเมือง ตำบลหลังวัดเทพธิดา กรุงเทพมหานคร ท่านได้เรียนปี่ชวากับครูชื่อ “หนูดำ” ส่วนวิชาดนตรีปี่พาทย์ อย่างอื่น ได้ศึกษาอย่างจริงจังกับครูช้อย สุนทรวาทิน (บิดา) จนบรรลุแตกฉาน ท่านเข้ารับราชการ ตั้งแต่เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ ยศเป็นพระยุพราช ได้ทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้นายแปลกเป็นที่ “ขุนประสานดุริยศัพท์” นับจากนั้นก็ ได้รับพระราชทานเลื่อนบรรดาศักดิ์มาเป็นลำดับ จนได้เป็นที่ “พระยาประสานดุ ริยศัพท์” เจ้ากรมปี่พาทย์หลวง ในสมัยรัชกาลที่ 6 ความรู้ความสามารถของพระยาประสานดุริยศัพท์นั้น เป็นที่กล่าวขวัญเรื่องลือ ว่า ท่านเป็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยฝีมือ ความรู้ ปฏิภาณ ไหวพริบ ท่านเป็นครู และเป็นศิลปินที่หาได้ยากยิ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2428 ท่านได้รับ เลือกให้ไปร่วมฉลองครบรอบร้อยปีของพิพิธภัณฑ์เมืองอวิมปลีย์ประเทศอังกฤษ ผลของการบรรเลงขลุ่ยของท่านเป็นที่พอพระราช หฤทัยของสมเด็จพระราชินีนาถวิคตอเรียเป็นอย่างยิ่งถึงกับรับสั่งขอฟังเพลงขลุ่ยเป็นการส่วนพระองค์ในพระราชวังบัคกิ้งแฮมอีก


ครั้งการบรรเลงครั้งหลังนี้สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียทรงลุกจากที่ประทับและใช้พระหัตถ์ลูบคอพระยาประสานฯ พร้อมทั้งรับสั่ง ถามว่า “เวลาเป่านั้นหายใจบ้างหรือไม่ เพราะเสียงขลุ่ยดังกังวานอยู่ตลอดเวลา” พระยาประสานดุริยศัพท์ได้แต่งเพลงไว้ดังนี้คือ พม่าห้าท่อน เขมรราชบุรี เขมรปากท่อ เขมรใหญ่ ถอนสมอ ทองย่อน เทพรัญจวน แมลงภู่ทอง สามไม้ใน อาถรรพ์พราหมณ์เข้าโบสถ์ ธรณีร้องไห้ มอญร้องไห้ เป็นต้น ความสามารถทางดนตรีของท่าน นั้น ทำให้ท่านมีลูกศิษย์ที่มีความสามารถเป็นทวีคูณขึ้นไป และศิษย์ของท่านเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือพระประดับดุริยกิจ (แหยม วิณิณ) พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หลวงบรรเลงเลิศเลอ (กร กรวาทิน) พระยาภูมิเส วิน (จิตร จิตตเสรี) อาจารย์มนตรี ตราโมท ครูเฉลิม บัวทั่ง เป็นต้น พระยาประสานดุริยศัพท์ ป่วยโดยโรคชรา และถึงแก่กรรมเมื่อ อายุได้ 105 ปี ในปี พ.ศ. 2467 หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) (6 สิงหาคม 2424 - 8 มีนาคม 2497) เป็นบุตรครูสิน ศิลปบรรเลง ซึ่งเป็นศิษย์ของพระประดิษฐ์ไพเราะ เป็นคนจังหวัด สมุทรสงคราม มีฝีมือในการตีระนาดที่หาตัวจับยาก จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง ครั้นได้ตีระนาด ถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธ์ ก็ได้รับรางวัลมากมาย และได้ประทานตำแหน่ง เป็น "จางวางมหาดเล็กในพระองค์" คนทั่วไปจึงเรียกว่า “จางวางศร” นอกจากระนาดแล้ว ท่านยังสามารถบรรเลงปี่ได้ดี และสามารถคิดหาวิธีเป่าปี่ให้ เสียงสูงขึ้นกว่าเดิมได้อีก 2 เสียง ในด้านการแต่งเพลง ท่านสามารถแต่งเพลงได้เร็ว และมีลูกเล่นแพรวพราว แม้ ในการประกวดการประดิษฐ์ทางรับ คือการนำเพลงที่ไม่เคยรู้จักมาร้องให้ ปี่พาทย์รับ ท่าน ก็สามารถนำวงรอดได้ทุกครา ผลงานเด่น ๆ ของท่านมีมากมาย ได้แก่ - ประดิษฐ์วิธีบรรเลงดนตรี "ทางกรอ" ขึ้นใหม่ในเพลง"เขมรเรียบพระนครสามชั้น" เป็นผลให้ได้รับพระราชทานเหรียญรุจิ ทอง ร.5 และ ร.6 - ต้นตำรับเพลงทางเปลี่ยน คือ เพลงเดียวกันแต่บรรเลงไม่ซ้ำกันในแต่ละเที่ยว - พระอาจารย์สอนดนตรีแด่พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จนทรงมีพระปรีชาสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงได้เอง คือเพลง “คลื่น กระทบฝั่งโหมโรง” “เขมรลออองค์เถา” และ “ราตรีประดับดาวเถา” - คิดโน๊ตตัวเลขสำหรับเครื่องดนตรีไทยซึ่งได้ใช้มาจนทุกวันนี้ - นำเครื่องดนตรีชวาคือ “อังกะลุง” เข้ามาและได้แก้ไขจนเป็นแบบไทย - สอนดนตรีไทยในพระราชสำนักเมืองกัมพูชา และได้นำเพลงเขมรมาทำเป็น เพลงไทยหลายเพลง - ตันตำรับการแต่งเพลงและบรรเลงเพลง 4 ชั้น ท่านเป็นคีตกวีในสมัยรัชกาลที่ 6 ถึงรัชกาลที่ 7 ซึ่งนับว่าเป็นดวงประทีปทางดนตรีไทย ที่ใหญ่ที่สุดในยุคที่ดนตรีไทยเฟื่อง ฟูที่สุดด้วย


หลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยชีวิน) (23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 - 13 สิงหาคม พ.ศ. 2518) หลวงไพเราะเสียงซอเดิมชื่ออุ่น ดูรยชีวิน เกิด เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 ณ ตำบลหน้า ไม้ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตร ของนายพยอมและนางเทียบ เมื่ออายุ 11 ปีท่านได้ บวชเป็นสามเณรที่วัดหน้าต่างนอก ภายหลังบิดา มารดาย้ายเข้ากรุงเทพมหานครท่านจึงย้ายไปเรียน ที่วัดปริณายก โดยเริ่มแรกท่านเรียนซอด้วงจากบิดา ของท่าน เวลาต่อมาท่านถวายตัวเข้าเป็นมหาดเล็กใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยัง ทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ท่านจึงมีโอกาสศึกษาดนตรีไทยกับพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ต่อมามีการก่อตั้งกองเครื่องสายฝรั่งหลวงในกรมมหรสพ ท่านได้รับเลือกให้ฝึกหัดไวโอลิน และท่านได้เข้ารับ ราชการในกองดนตรีเมื่อปี พ.ศ. 2448 เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯเสด็จขึ้นเถลิงราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ท่านจึงได้เลื่อน ขั้นเป็นมหาดเล็กประจำ ต่อมารัชกาลที่หกมีพระราชประสงค์ให้มีวงดนตรีตามเสด็จพระราชดำเนินเมื่อแปร พระราชฐานตามหัว เมือง เรียกกันว่า “วงตามเสด็จ” ประกอบด้วยข้าราชการที่มีฝีมือทางด้านดนตรี ท่านเป็นผู้หนึ่งในวงตามเสด็จได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เป็น ขุนดนตรีบรรเลง รองหุ้มแพรมหาดเล็ก ในที่สุดท่านได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ที่หลวงไพเราะเสียงซอ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2460 ครั้นสมัยรัชกาลที่เจ็ด หลวงไพเราะเสียงซอได้มีโอกาสเป็นพระอาจารย์สอนเครื่องสายถวายเจ้านาย ในพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี กรมหมื่นอนุวัตร จาตุรนต์ กรมหมื่นอนุพงศ์จักรพรรดิ์ หม่อมเจ้าถาวรมงคล จักรพันธุ์และหม่อมเจ้าแววจักร จักรพันธุ์ นอกจากนี้ท่านได้สอนถวาย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคลและข้าหลวงอีกด้วย ภายหลังกรมศิลปากรได้เชิญท่านสอนประจำที่วิทยาลัย นาฏศิลป์ และท่านยังได้สอนและปรับปรุงวงดนตรีไทยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนทำให้วงดนตรีของ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา หลวงไพเราะเสียงซอถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ณ โรงพยาบาลศิริราช สิริอายุ 84 ปี ชีวิตครอบครัว หลวงไพเราะเสียงซอสมรสกับนางนวม มัธยมจันทร์ มีบุตรธิดา 8 เวลาต่อมาท่านได้สมรสครั้งที่สองกับหม่อม เจ้ากริณานฤมล สุริยง มีบุตรธิดาอีก 5 คน


ผลงาน ผลงานของหลวงไพเราะเสียงซอนั้นมีปรากฏในราชการมากมาย อาทิวงขับไม้ใน พระราชพิธีสมโภชต่าง ๆ ในสมัยรัชกาล ที่หก เช่นพระราชพิธีฉัตรมงคล พระราชพิธีขึ้นระวางพระคชาธารเป็นต้น และในสมัยรัชกาลที่เจ็ด เพลงคลื่นโหมโรงกระทบฝั่งซึ่ง เป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่เจ็ด ก็มีที่มาจากคำกราบบังคลทูลของหลวงไพเราะฯ เมื่อครั้งตามเสด็จประพาสสัตหีบเมื่อปี พ.ศ. 2474 พระเพลงไพเราะ (โสม สุวาทิต) (18 มกราคม พ.ศ. 2453 - ไม่ทราบวันถึงแก่กรรม) ครูโสม เกิดที่ฝั่งธนบุรี เริ่มเรียนระนาดลิเกจากน้าชาย จากนั้นได้เข้าร่วมเป็นนักดนตรีใน กองดนตรีของสมเด็จพระบรมฯ (รัชกาลที่ 6) เป็นคนตีระนาดหน้าฉากเวลาละครเปลี่ยนฉาก มีฝีมือ ในทางระนาดเป็นเยี่ยม ถึงขนาดเคยตีเอาชนะนายชิน ชาว อัมพวา ซึ่งเป็นระนาดมือหนึ่งในสมัย นั้นมาแล้ว นอกจากนั้นยังสามารถตีรับลิเกในเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนได้ด้วย จน พระยา ประสานดุริยศัพท์ชมว่า “โสมแกเก่งมาก ครูเองยังจนเลย” ครั้งหนึ่งเคยได้ตีระนาดเพลงกราวในถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 เมื่อ ครั้งทรงพระประชวรให้บรรทม ครั้นตื่นพระบรรทมก็ทรงชมว่า “โสม เจ้ายังตีฝีมือไม่ตกเลย” นับว่า การตีปี่พาทย์ประกอบโขนละครในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 5-7) ไม่มีใครสู้ครูโสมได้ ท่านได้บรรดาศักดิ์เป็นพระ เมื่อ พ.ศ. 2460 และถึงแก่กรรมเพราะซ้อมระนาดหนักจนพักผ่อนไม่ เพียงพอ และทานอาหารไม่เป็นเวลาจนเป็นโรคกระเพาะ รวมอายุได้ 49 ปี ครูมนตรี ตราโมท (17 มิถุนายน พ.ศ. 2443 - 6 สิงหาคม 2538) ครูมนตรี ตราโมท เดิมชื่อ บุญธรรม ตราโมท เกิดวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2443 ที่บ้านท่าพี่เลี้ยง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรนายยิ้ม และนางทองอยู่ เมื่อ พ.ศ. 2475 สมรสกับนางสาวลิ้นจี่ (บุรานนท์) มีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่ 2 คน คือ นายฤทธี และนาย ศิลปี ต่อมาเมื่อนางลิ้นจี่ ถึงแก่กรรมจึงแต่งงานกับนางสาวพูนทรัพย์ (นาฏประเสริฐ) มีบุตร 2 คน คือ นางสาวดนตรีและนายญาณี ครูมนตรี ตราโมท เริ่มการศึกษา โดยเข้าเรียนที่โรงเรียนประจำจังหวัดสุพรรณบุรี (ปรีชาพิทยากร) สอบได้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภายหลังไปเรียนต่อที่โรงเรียนพรานหลวง ใน พระบรมราชูปถัมภ์ จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ครูมนตรี สนใจดนตรีมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้วัดสุวรรณภูมิซึ่งที่วัดนี้มีวงปี่พาทย์และมีการฝึกซ้อมอยู่เสมอ จึง ได้ยินเสียงเพลงจากวงปี่พาทย์อยู่เป็นประจำ จนในที่สุดได้รู้จักกับนักดนตรีในวงและขอเข้าไปเล่นด้วย เมื่อมีการบรรเลงก็มักจะไป ช่วยตีฆ้องเล็กหรือทุ้มเหล็กด้วยเสมอ


เมื่อจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครูมนตรีตั้งใจจะมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ แต่บังเอิญเจ็บกระเสาะกระแสะเรื่อยมา จึงไม่ได้เรียน ต่อ ครูสมบุญ นักฆ้องซึ่งเป็นครูปี่พาทย์ประจำวงที่วัดสุวรรณภูมิ ชวนให้มาหัดปี่พาทย์ จึงได้เริ่มเรียนอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา ประมาณ 2 ปี และได้เป็นนักดนตรีประจำวงปี่พาทย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมา ได้ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านปี่พาทย์ที่จังหวัดสมุทรสาคร ราว พ.ศ. 2456 ที่บ้านครูสมบุญ สมสุวรรณ ที่บ้านนี้มีวงปี่ พาทย์และแตรวง ครูมนตรีจึงได้ฝึกทั้ง 2 อย่างคือ ด้านปี่พาทย์ฝึกระนาดเอกและฆ้องวงใหญ่ ด้านแตรวง ฝึกเป่าคลาริเน็ต นอกจากนี้ครูสมบุญยังได้แนะวิธีแต่งเพลงให้ด้วย ในปี พ.ศ. 2460 ครูมนตรีได้เข้ามาสมัครรับราชการในกรมพิณพาทย์หลวง ซึ่งมีพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เป็นเจ้ากรม ขณะที่ทำงานอยู่ก็ได้เรียนโรงเรียนพรานหลวงด้วยจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ครูมนตรีได้รับเลือกเป็นนักดนตรีประจำวงข้าหลวงเดิม เป็นวงที่จะต้องตามเสด็จทุกๆแห่ง โดยพระยา ประสานดุริยศัพท์ จะเป็นผู้ควบคุมทุกครั้ง ครูมนตรี เริ่มแต่งเพลงเมื่ออายุ 20 ปี เพลงแรกที่แต่ง คือ เพลงต้อยติ่ง 3 ชั้น เมื่อ พ.ศ. 2467 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประชวน แพทย์ถวายการแนะนำให้ทรงฟังนิทานหรือดนตรีเบา ประกอบกับเสวยพระ โอสถ กรมมหรสพจึงจัดวงเครื่องสายเบา ๆ บรรเลงถวาย วงเครื่องสายนี้ได้เพิ่มขิมขึ้น ครูมนตรีได้รับหน้าที่เป็นผู้ตีขิม ในวังหลวง เป็นคนแรก บรรเลงถวายทุกวันจนพระอาการหายเป็นปกติ ครูบุญยงค์ เกตุคง (มีนาคม พ.ศ. 2463 - 9 พฤษภาคม 2539) ครูบุญยงค์ เกตุคงเกิดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2463 เป็นบุตรนายเที่ยงกับนางเขียน ชาวกรุงเทพมหานคร (ฝั่งธนบุรี) ภรรยาชื่อ พายัพ มีบุตรี 1 คน มีน้องชายชื่อนายบุญยัง เกตุคง เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียง ครูบุญยงค์ เกตุคง เริ่มเรียนดนตรีกับครูทองหล่อ (ละม้าย) มีขันทอง ต่อมาได้เรียนและต่อเพลงกับครูดนตรีที่มี ชื่อเสียงอีกหลายท่าน เช่น ครูหรั่ง พุ่มทองสุข ครูชื้น ดุริยประณีต ครูชั้น ดุริยประณีต ครูเพชร จรรย์นาฏ ครูเทวาประสิทธิ์ พาทย โกศล หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และครูพุ่ม ปาปุย วาทย์ รับราชการเป็นนักดนตรีประจำวงกรมประชาสัมพันธ์ ต่อมาประจำสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม แล้วย้ายไปสังกัด กรุงเทพมหานคร และได้เป็นหัวหน้าวงดนตรีไทยกรุงเทพมหานครจนเกษียณอายุ ครูบุญยงค์ เกตุคงเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในทาง ดนตรีอย่างยิ่ง บรรเลงปี่พาทย์ได้ทุกชนิด โดยเฉพาะระนาดเอกซึ่งได้รับการยกย่องเป็นพิเศษ ร่วมบรรเลงกับวงดนตรีต่าง ๆ เช่นวง นายทองใบ รุ่งเรือง วงดุริยประณีต วงพาทยโกศล วงนายเพชร จรรย์นาฏ ร่วมมือกับนายบุญยัง และนายบุญสม มีสมวงศ์ (พร ภิรมย์) จัดตั้งคณะลิเกใช้ชื่อคณะว่า เกตุคงดำรงศิลป์ ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดลิเกทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศ ไทย เมื่อ พ.ศ. 2500 ศิษย์ ที่มีชื่อเสียงคือ บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston) ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวอเมริกัน ได้ร่วมมือกันก่อตั้ง วง ฟองน้ำ ขึ้นและจัดทำเพลงชุดต่าง ๆ โดยใช้เครื่องดนตรีไทยผสมเครื่องอื่น ๆ ครูบุญยงค์ เกตุคง ได้แต่งเพลงไว้จำนวนมาก เช่น โหมโรงแว่นเทียนชัย โหมโรงจุฬามณี โหมโรงสามสถาบัน เพลงเทพชาตรี เถา เพลงสร้อยลำปาง เถา เพลงวัฒนาเวียตนาม เถา


เพลงชเวดากอง เถา เพลงสยามานุสสติ เถา เพลงนกกระจอกทอง เถา เพลงขอมกล่อมลูก เถา เพลงเดือนหงายกลางป่า เถา และ เพลงตระนาฏราช ครูบุญยงค์ เกตุคง ได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะนักดนตรีไทย ตัวอย่าง เมื่อ พ.ศ. 2524 ได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปีพ.ศ. 2531 และ เป็นภาคีสมาชิกประเภทวิจิตรศิลป์ สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน ครูสำราญ เกิดผล (22 กรกฎาคม 2470 - 1 ตุลาคม 2560) นายสำราญ เกิดผล เกิดเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2470 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สำเร็จการศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ได้เรียนปี่พาทย์จากครูหลายท่าน เช่น ครู จำรัส เกิดผล ครูเพ็ชร์ จรรย์นาฏ ครูเทียบ คงลายทอง ครู อาจ สุนทร เป็นต้น จนมีความเชี่ยวชาญสามารถบรรเลง ดนตรีได้หลายประเภท ได้แก่ เพลงสองชั้น เพลงขับร้องทั่วไป เพลงเรื่อง เพลงพิธีต่าง ๆ เพลงหน้าพาทย์ เพลงโหมโรง เพลงเสภา นายสำราญ เกิดผล เป็นผู้ที่ศึกษาเรียนรู้ดนตรีไทยอย่างจริงจัง มีความรู้ทั้งด้านทฤษฎีและการปฏิบัติ เขียนและอ่าน โน้ตเพลงสากลได้เป็นอย่างดี เป็นศิลปินท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องดนตรีไทย มีฝีมือยอดเยี่ยมและมีผลงานประพันธ์เพลง ไทยเป็นจำนวนมากและต่อเนื่องมาโดยตลอด ผลงานประพันธ์เพลง เช่น เพลงสามไม้ใน เถา เพลงกลางพนา เถา เพลงโหมโรงศิวะ ประสิทธิ์ 3 ชั้น เพลงจีนเก็บบุปผา เถา เพลงไอยราชูงวง เถา เพลงรั้วแดงกำแพงเหลือง เถา ระบำบุษราคัมมณี เป็นต้น ได้รับยก ย่องเชิดชูเกียรติเป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม สาขาศิลปะ (ดนตรีไทย) จากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับ คัดเลือกเป็นพ่อตัวอย่าง จากคณะกรรมการจัดงานวันพ่อแห่งชาติ นายสำราญ เกิดผล เป็นครูที่มีจิตใจดีมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้ที่มีความสนใจด้านดนตรี เป็นที่รักของบรรดา ลูกศิษย์ ใช้ชีวิตด้วยการเผยแพร่ดนตรีไทยให้แก่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันการศึกษา ๆ มากมาย นายสำราญ เกิดผล จึงได้รับยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขา ศิลปะการแสดง(ดนตรีไทย) พุทธศักราช 2548 อาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ (17 สิงหาคม 2474 - 24 มีนาคม 2560) อาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ (ชื่อเดิม สนม ฉายสุวรรณ) เกิดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2474 ที่อำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นบุตรของนายย้อย และนาง ถนอม ฉายสุวรรณ


อาจารย์พินิจเริ่มเรียนดนตรีไทยประเภทเครื่องปี่พาทย์จากหลวงอาพร (มีศักดิ์เป็นอา) ชาวบ้านโกร่ง จังหวัดลพบุรีโดย เป็นผู้จับมือต่อเพลงสาธุการ และนายผัน กองโชค (มีศักดิ์เป็นลุง) เป็นผู้จับมือตะโพน หลังจากนั้นจึงได้เรียนเพลงต่างๆ เพิ่มเติม จากนายยอด พูนสมบัติ ในเวลาต่อมากรมศิลปากรมีการประกาศทางวิทยุกระจายเสียงรับสมัครนักเรียนเข้าศึกษาตามโครงการสร้างนักดนตรี สากลให้กับกรมศิลปากร อาจารย์พินิจจึงเดินทางเข้ากรุงเทพมหานครเพื่อสมัครเป็นนักเรียนวงจุลดุริยางค์ โดยพักอาศัยอยู่กับขุน สมานเสียงประจักษ์(เถา สินธุนาคร) และเริ่มเรียนไวโอลินและทฤษฎีดนตรีตะวันตกเป็นเวลาสามปีครึ่ง จนกระทั่งเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2484 – 2488) อาจารย์พินิจจึงเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพื่อหลบภัยสงครามและยุติการเรียน ดนตรีตะวันตกลง อาจารย์พินิจยังมีโอกาสได้เรียนดนตรีไทยเพิ่มเติมจากครูดนตรีไทยอีกหลายท่าน อาทินายทวน อ่อนละมูล และ นายเจ๊ก อ่อนละมูล นักดนตรีตำบลบ้านแห อำเภอเมือง จังหวัดอ่างทอง ต่อมาครูทั้งสองท่านได้พาอาจารย์พินิจไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับนายพริ้ง ดนตรีรส ข้าราชการศิลปิน กรมศิลปากร แต่เดิมอาจารย์พินิจเริ่มเรียนดนตรีไทยด้วยฆ้องวงใหญ่ พอมาอยู่กับนายพริ้ง ดนตรีรส ได้หัดบรรเลงฆ้องวงเล็กจนกระทั่งอายุ 18 ปี จึงได้ฝึกและบรรเลงระนาดเอกเหล็กและระนาดเอกตามลำดับ อาจารย์พินิจเข้ารับราชการเป็นนักดนตรีวงเทศบาลรุ่นแรกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2506 โดยมีนัก ดนตรีอยู่ในวงจำนวน 22 คน เช่น นายพริ้ง ดนตรีรส (หัวหน้าวง) นายบุญยงค์ เกตุคง นายไสว ตาตะวาทิต นายบุญช่วย ชิดท้วม นายหยด ผลเกิด นายสุจินต์ เฟื่องฟุ้ง นายบุญยัง เกตุคง นายช่อ อากาศโปร่ง นายสมปอง แจ้งจรัส นางสาวอนงค์ ศรีไทยพันธุ์ และ นางสาวบุญชู ทองเชื้อ เป็นต้น จนกระทั่งนายพริ้ง เกษียณอายุราชการ นายบุญยงค์ เกตุคง และอาจารย์พินิจ จึงได้เป็นหัวหน้าวง ต่อมาตามลำดับ ขณะที่อยู่ในวงดนตรีไทยกรุงเทพมหานคร อาจารย์พินิจได้ศึกษาดนตรีไทยเพิ่มเติมจากครูดนตรีหลายท่าน เช่น นาย จำเนียร ศรีไทยพันธุ์(ศิลปินแห่งชาติปี2538) นายช่อ อากาศโปร่ง นายเชื้อ ดนตรีรส (ศิลปินแห่งชาติ ปี 2542) นายบุญยงค์ เกตุ คง (ศิลปินแห่งชาติ ปี 2531) นายบุญยัง เกตุคง (ศิลปินแห่งชาติ ปี 2534) นายเผือด นักระนาด นายมนตรี ตราโมท (ศิลปิน แห่งชาติ ปี 2528) นายสงัด ยมะคุปต์ นายสมปอง แจ้งจรัส นายสมาน ทองสุโชติ นายสอน วงฆ้อง และเรืออากาศเอกโองการ กลีบชื่น เป็นต้น หลังจากอาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวงดนตรีไทยของวงดนตรีกรุงเทพมหานครในปีพ.ศ. 2525 อาจารย์พินิจได้ทำหน้าที่ควบคุมวงดนตรีของกรุงเทพหานครและจัดอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติให้แก่อาจารย์สอน ดนตรีในเขตพื้นที่กรุงเทพหานคร จนเกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2534 แต่ท่านก็ยังคงเป็นผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาของวงดนตรี กรุงเทพหานครต่อไป ในปีพ.ศ. 2539 อาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ ได้รับเชิญให้เป็นผู้เชี่ยวชาญดนตรีไทยของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากเป็นที่ปรึกษาหลักในด้านวิทยาการดนตรีไทยแล้ว ท่านยังทำหน้าที่สอนนักเรียน นักศึกษา ตั้งแต่ หลักสูตรเตรียมอุดมดนตรีปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกอีกด้วยจากทักษะความสามารถและประสบการณ์การทำงานที่ โดดเด่น อาจารย์พินิจจึงได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปี 2540 อาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ มีผลงานดนตรีหลายด้าน ได้แก่ด้านการประพันธ์เพลง เช่น กบเต้น เถา ขิมกลาง เถา กรรแสง สวาท เถา พม่าชมเดือน เถา ลาวกระแต เถา โหมโรงกราวใน โหมโรงกรุงเทพมหานคร และโหมโรงมหิตลานุสรณ์ เป็นต้น ด้านทาง เพลงเดี่ยว เช่น เดี่ยวระนาดเอกแขกมอญบางช้าง สามชั้น เดี่ยวระนาดเอกนารายณ์แปลงรูป สามชั้น เดี่ยวระนาดเอกแป๊ะ สามชั้น


เดี่ยวฆ้องวงใหญ่สุดสงวน สามชั้น เดี่ยวฆ้องวงเล็กเชิดนอก สามชั้น เดี่ยวฆ้องวงเล็กกราวใน สามชั้น และเดี่ยวฆ้องวงเล็กม้าย่อง สามชั้น เป็นต้น ด้านการเรียบเรียงเพลงเรื่อง เช่น เพลงเรื่องกล่อมนารี เพลงเรื่องราโค และเพลงเรื่องพระทอง เป็นต้นด้านการ ประพันธ์บทร้องเพลงไทย เช่น ลาวสมเด็จ อิเหนาแปลง และมอญจับดาบ เป็นต้นด้านบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารดนตรี เช่น ปี่ พาทย์บ้านนอก ปี่พาทย์หากิน ปี่พาทย์ประชันวง ปี่พาทย์ประโคมศพ ปี่พาทย์โหมโรงกลางวัน และปี่พาทย์ชุดเพลงเรื่องนางหงส์ เป็นต้น ด้านการวิเคราะห์เพลง ได้แก่ การวิเคราะห์เพลงแขกมอญ สองชั้น และการวิเคราะห์เพลงหกบท สองชั้น เป็นต้น การ บันทึกโน้ตเพลงไทยทั้งในระบบโน้ตไทยและสากล บางส่วนได้จัดพิมพ์เป็นชุดหนังสือโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นผู้จัดพิมพ์ ได้แก่ หนังสือมูลบทดุริยกิจ พินิจเพลงประโคม โหมโรงเสภา พรรณนาเพลงเรื่อง เบื้องต้นฝึกฝนขิม ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี (2 สิงหาคม 2481 - 4 กรกฎาคม 2557) ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี ได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขา ศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ประจำปี 2556 เกร็ดประวัติและผลงานครูเฉลิม ม่วงแพรศรี จากข้อมูลกองทุน ส่งเสริมวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรมเชิดชูเกียรติศิลปินฯ ครูเฉลิมเกิด วันที่ 2 ส.ค. 2481 ชาวกรุงเทพฯ มีความสนใจดนตรีไทยมาตั้งแต่เยาว์วัย เริ่มหัดดนตรีครั้งแรกด้วยการซื้อซออู้จีนมาหัดเอง โดยอาศัยโน้ตเพลงที่ซื้อ มาจากร้านดุริยบรรณ หลังจากนั้นครูเฉลิมได้รู้จักกับคุณประเสริฐ มณีธร ท่านจึงพาไปฝากเรียนซอด้วงกับครูจำลอง อิศรางกูร ณ อยุธยา โดยได้หัด ตั้งแต่เพลงพื้นฐานจนถึงเพลงที่ยากขึ้นตามลำดับ เช่น เพลงแป๊ะ สามชั้น เพลงสาลิกาชมเดือนเถา เพลงสารถีสามชั้น เพลงแขกไทร สองชั้น และ เพลงขอมใหญ่สองชั้น เป็นต้น ขณะที่เข้าศึกษาในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครูเฉลิมได้รู้จักกับคุณดวงใจ เลขะกุล (บุตรสาวอาจารย์ เจริญใจ สุนทรวาทิน) และคุณมาลิทัศน์ พรหมทัศน์เวที ซึ่งเป็นเพื่อนกับบุตรชายพระยาภูมีเสวิน (จิตร จิตตะเสวี) ทั้งสองจึงได้พา มาพบและขอเรียนซอสามสายจากท่าน และนับเป็นก้าวแรกของครูเฉลิมที่เริ่มฝึกหัดซอสามสายอย่างจริงจัง โดยเริ่มเรียนตั้งแต่ พื้นฐานการใช้นิ้ว การใช้คันชัก ตามแบบราชสำนักที่พระยาภูมีเสวินได้รับการถ่ายทอดมาจากเจ้าเทพกัญญา บูรณพิมพ์ ครูเฉลิมได้หัดซอสามสายกับพระยาภูมีเสวินตั้งแต่เพลงขับไม้บัณเฑาะว์ เพลงตับต้นเพลงฉิ่ง เพลงทะแย ไปจนถึงเพลงที่ สูงขึ้นตามลำดับ เช่น เพลงสุรินทราหู และเพลงแขกมอญ เป็นต้น ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2508 ครูเฉลิมสอบเข้ารับราชการได้ที่โรงเรียนนาฏศิลป กรมศิลปากร (ปัจจุบันคือวิทยาลัยนาฏ ศิลป) ในตำแหน่งอาจารย์วิชาภาษาไทย แต่ด้วยความรักในดนตรีไทยจึงทำให้ท่านได้รู้จักกับครูดนตรีอาวุโสอีกหลายท่าน และ บรรเลงดนตรีไทยตามงานต่างๆ จึงทำให้ท่านคุ้นเคยกับนักดนตรีที่มีฝีมืออีกเป็นจำนวนมาก เช่นหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะ ชีวิน) ครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศล นางสนิทบรรเลงการ (ละเมียด จิตตะเสวี) และครูประเวช กุมุท เป็นต้น ทำให้ครูเฉลิมได้มี โอกาสศึกษาความรู้จากท่านเหล่านั้นในลักษณะครูพักลักจำบ้าง จากการสอบถามเทคนิคและแนวทางการบรรเลงบ้าง ถึงแม้จะ


ไม่ใช่ลูกศิษย์โดยตรงแต่ก็ได้รับความเมตตาอยู่เป็นเนืองนิตย์ โดยเฉพาะหลวงไพเราะเสียงซอนั้นมักจะปรารภกับผู้อื่นเสมอว่าท่านสี ซออย่างไรครูเฉลิมก็จะจำไปหมด สีซอได้ฉลาดเฉลียว นอกเหนือจากการสร้างสรรค์ผลงานการประพันธ์เพลงใหม่ ประพันธ์ทำนองเพลง บรรเลงเพลงสองชั้นขึ้นไว้หลายเพลง ด้วยกัน เช่น เพลงขึ้นพลับพลา เพลงแขกพราหมณ์ (สำเนียงจีน) เพลงกล่อมนารี เป็นต้น ผลงานการประพันธ์ทางเดี่ยวสำหรับซอ ด้วง ซออู้ และซอสามสาย ไว้หลายเพลงด้วยกัน ทางเดี่ยวเหล่านี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์การบรรเลงและการเรียนรู้เทคนิคและ แนวทางการบรรเลงซอของครูท่านต่างๆ อาทิ พระยาภูมีเสวิน หลวงไพเราะเสียงซอ การสืบสานและสร้างสรรค์วงเครื่องสายประสมปี่มอญและซอสามสาย แต่เดิมในวงเครื่องสายไม่เคยนำปี่มอญมาประสม วง ผู้ที่คิดทดลองประสมปี่มอญในวงเครื่องสายเป็นท่านแรกคือ ครูประสิทธิ์ ถาวร และครูเทียบ คงลายทอง บรรเลงครั้งแรกในการ ออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ครูเฉลิมมีความประทับใจในการบรรเลงเพลงสำเนียงมอญด้วยวง เครื่องสายประสมปี่มอญเป็นอย่างมาก จึงได้เป็นผู้สืบสานและเผยแพร่ โดยท่านได้ถ่ายทอดการบรรเลงและปรับวงเครื่องสาย ประสมปี่มอญให้กับลูกศิษย์ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ซึ่งการบรรเลงเพลงสำเนียงมอญด้วยวงเครื่องสายประสมปี่มอญและซอสาม สายนี้ทำให้ได้อรรถรสของเพลงไทยสำเนียงมอญเป็นอย่างยิ่ง ครูเฉลิม ม่วงแพรศรี นอกจากรางวัลและโล่เกียรติคุณที่ได้รับมากมายแล้ว ยังได้ทำหน้าที่สร้างสรรค์และเผยแพร่การ แสดงดนตรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้เป็นจำนวนมาก ร่วมบรรเลงซอสามสายและซอด้วงร่วมกับวงครูดนตรีไทยอาวุโส ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน และร่วมทรงดนตรีด้วย เสมอตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน เอกสารอ้างอิง กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2560). ศิลปินแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2560, จาก http://art.culture.go.th/art01.php?nid=172 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม. (2560). ศิลปินแห่งชาติ. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2560, จาก http://art2.culture.go.th/index.php?case=artistDetail&art_id=362&pic_id=&side=musicth เจณรงค์ แสงเป่า. (2556). ประวัติครูดนตรีไทย. สืบค้นเมื่อ 10 มิถุนายน 2560, จาก http://ilovemusicthayang.blogspot.com/ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2560). ประวัติอาจารย์พินิจ ฉายสุวรรณ. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2560, จาก https://www.music.mahidol.ac.th/sangkhitphirom/artistbio/pinit.html สันติ ปั้นนาค. (2560). คีตกวีดนตรีไทยสากล. สืบค้นเมื่อ 9 มิถุนายน 2560, จาก https://6306santip.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5% E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8% 95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B 9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/ ห้องสมุดดนตรีสมเด็จพระเทพรัตน์. (2552). หอเกียรติยศ. สืบค้นเมื่อ 12 มิถุนายน 2560, จาก http://sirindhornmusiclibrary.li.mahidol.ac.th/detail.nsp#ok


แบบฝึกหัดที่ 5 รหัสวิชา ศ 20206 รายวิชา ดนตรีไทย รายวิชาเพิ่มเติม จำนวน 2 คาบ จำนวน 1.0 หน่วยกิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หน่วยที่ 2 ประวัติครูดนตรีไทย เรื่อง ประวัติครูดนตรีไทย 1. พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 2 มีพระนามว่า........................................................................................................... 2. ทรงโปรดบรรเลง.............................................เป็นพิเศษ ซอสามสายคู่พระหัตถ์ชื่อว่า........................................ 3. ทรงพระราชนิพนธ์เพลง..................................................ประชาชนมักเรียกเพลงนี้ว่า......................................... 4. พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 7 มีพระนามว่า.......................................................................................................... 5. เพลงเขมรไทรโยคนิพนธ์โดย................................................................................................................................ 6. พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงนิพนธ์เพลง.............................................................. 7. เพลงส้มตำ เป็นเพลงลูกทุ่งเพลงแรกที่พระราชนิพนธ์โดย.................................................................................... 8. พระประดิษฐ์ไพเราะ (มี ดุริยางกูร) ได้รับสมญานามว่า......................................................................เนื่องจาก ท่านเป็นต้นตำรับของการแต่งเพลงลูกล้อลูกขัด 9. ..........................................................................................คือผู้ที่ได้รับสมญานาม “เจ้าแห่งเพลงระบำ” 10. วงฟองน้ำก่อตั้งขึ้นโดยความร่วมมือกับหว่างครู...............................................กับ............................................... 11. ให้นักเรียนค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) 5 ท่าน 1. ชื่อ-นามสกุล .....................................................................ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี........................ 2. ชื่อ-นามสกุล .....................................................................ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี........................ 3. ชื่อ-นามสกุล .....................................................................ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี........................ 4. ชื่อ-นามสกุล .....................................................................ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี........................ 5. ชื่อ-นามสกุล .....................................................................ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติประจำปี........................ รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 7


Click to View FlipBook Version