The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

F2 วารสารโรคเอดส์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2 ตั้งแต่เดือน ก.พ - พ.ค. 2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by E-Library DAS, 2021-09-12 21:56:52

วารสารโรคเอดส์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2 ตั้งแต่เดือน ก.พ - พ.ค. 2564

F2 วารสารโรคเอดส์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2 ตั้งแต่เดือน ก.พ - พ.ค. 2564

Keywords: F2,วารสารโรคเอดส์ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2 ตั้งแต่เดือน ก.พ - พ.ค. 2564

วารสาร ISSN 2651-0987
โรค
http://www.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/index

ปท่ี 33 ฉบับท่ี 2 ตงั้ แตเ ดอื นกมุ ภาพันธ - พฤษภาคม 2564

การวางแผนบนั้ ปลายชวตในผปู ว ยวณั โรค

การศึกษาลำดับพนั ธกุ รรมทางอณชู วโมเลกุลของเชอ้ หนองใน ในกลุมบางรกั โรคติดตอ
ทางเพศสัมพันธดว ยวธ Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing
(NG-MAST)

ปจจัยทำนายคณุ ภาพชวตของผตู ิดเชอ้ เอชไอวและผูปวยเอดสท่ีเขา รบั บรการ
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวัดตรัง

ผลการจดั บรการปอ งกนั การติดเช้อเอชไอวในกลุมผูใชย าเสพติดดวยวธฉีด
ภายใตนโยบายลดอนั ตรายจากยาเสพตดิ

การพัฒนาชดุ กิจกรรมการอบรมตามหลักการ GE-TICA เร่อง โรคเอดสแ ละ
โรคตดิ ตอทางเพศสัมพันธ สำหรบั นักศกึ ษา มหาวทยาลยั การกฬี าแหงชาติ

ปท ี่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564

ปท ่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.-พ.ค. 2564

ÊÒúÑÞ

หนา

การวางแผนบน้ั ปลายชีวิตในผปู ว ยวณั โรค 36
ปยะวดี สุมาลัย วรุณยพุ า สกล อารีรัตน นิลาวรรณ

การศกึ ษาลําดบั พันธุกรรมทางอณชู วี โมเลกุลของเชอื้ หนองใน ในกลมุ บางรัก โรคติดตอ 47
ทางเพศสัมพันธดวยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

นรศิ รา อยูจ ยุ

ปจ จัยทํานายคณุ ภาพชีวิตของผูต ิดเช้อื เอชไอวแี ละผูปวยเอดสท่ีเขารบั บรกิ าร 58
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวัดตรงั

สุดคนึง ณ ระนอง

ผลการจัดบริการปองกนั การตดิ เช้ือเอชไอวีในกลมุ ผูใชยาเสพตดิ ดว ยวธิ ฉี ดี 73
ภายใตน โยบายลดอันตรายจากยาเสพติด

จุฑามาศ มากกญุ ชร

การพัฒนาชุดกิจกรรมการอบรมตามหลักการ GE-TICA เรื่อง โรคเอดสและโรคติดตอ 92
ทางเพศสมั พันธ สาํ หรับนักศึกษา มหาวทิ ยาลยั การกฬี าแหงชาติ

ทนงศรี ภูริศรี

Thai AIDS Journal Page
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021
36
Thai AIDS Journal

Volume 33 No. 2 Feb-May 2021

END OF LIFE PLAN FOR TUBERCULOSIS PATIENTS
Piyawadee Sumalai Warunyupa Sakol Areerat Nilawan

STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE 47
IN BANGRAK STIS CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN
SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

Narissara Yuchui

FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED 58
AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

Sutkanung Na Ranong

EFFECT OF HIV PREVENTION SERVICES AMONG PEOPLE WHO INJECT 73
DRUGS OF HARM REDUCTION POLICY

Juthamat Makkunchorn

DEVELOPMENT OF TRAINING ACTIVITIES PACKAGE BY USING GE- TICA 92
MODEL ON AIDS AND STIs AMONG THE STUDENTS
OF THAILAND NATIONAL SPORTS UNIVERSITY

Thanongsri Phoorisri

ปท่ี 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564

ÇÒÃÊÒÃâäàʹʏ

วารสารโรคเอดส เปนวารสารทางวิชาการ เผยแพรโดยกองโรคเอดสและโรคติดตอทางเพศสัมพันธ กรมควบคุมโรค
กระทรวงสาธารณสขุ

วตั ถปุ ระสงค

เพอ่ื สง เสรมิ ใหผ ปู ฏบิ ตั งิ าน บคุ ลากรทางดา นสาธารณสขุ และนกั วจิ ยั ไดม โี อกาสเผยแพรผ ลงานวชิ าการและองคค วามรทู เี่ กยี่ วขอ ง
กบั โรคเอดส วณั โรค โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ และโรคไวรสั ตบั อกั เสบบแี ละซี อนั เปน แหลง คน ควา อา งองิ ทางวชิ าการตอ ไป ซง่ึ เนอ้ื หา
บทความ/ผลงานวจิ ยั ทลี่ งพมิ พน าํ เสนอขอ มลู ขา วสาร วทิ ยาการความกา วหนา ทางการแพทยส าธารณสขุ และสง เสรมิ สนบั สนนุ องคค วามรู
ใหก บั บคุ ลากรทางการแพทยแ ละสาธารณสขุ ใหส ามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชใ นการบรกิ ารประชาชน ในการปอ งกนั และแกไ ขปญ หาเอดสแ ละ
โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธไ ดเ กดิ ประโยชนส งู สดุ

บรรณาธกิ าร นายแพทยว ิวัฒน โรจนพทิ ยากร คณะแพทยศาสตรโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวทิ ยาลัยมหิดล
กองบรรณาธกิ าร นายแพทยท วที รพั ย ศิรประภาศริ ิ กรมควบคุมโรค
กรมควบคุมโรค
นายแพทยว ิศลั ย มลู ศาสตร กรมควบคมุ โรค
นายแพทยพ รศักดิ์ อยเู จรญิ กรมควบคุมโรค
นายแพทยวีรวฒั น มโนสทุ ธิ กรมควบคุมโรค
นายแพทยสเุ มธ องควรรณดี กรมควบคมุ โรค
แพทยห ญิงรสพร กิติเยาวมาลย กรมควบคมุ โรค
แพทยหญงิ มณฑินี วสันตอิ ปุ โภคากร กรมควบคมุ โรค
นางสาวปารชิ าติ จนั ทรจรสั กรมวทิ ยาศาสตรการแพทย
ดร.สริ พิ รรณ แสงอรุณ คณะแพทยศ าสตร มหาวทิ ยาลัยขอนแกน
รศ.พญ.วฒั นา สขุ ไี พศาลเจริญ คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.สคุ นธา คงศีล คณะสาธารณสขุ ศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล
รศ.ดร.มณีรัตน ธรี ะววิ ัฒน คณะสาธารณสุขศาสตร มหาวิทยาลัยมหดิ ล
อ.นนั ทวัน ยนั ตะดลิ ก สถาบันวิจัยประชากรและสงั คม มหาวทิ ยาลยั มหิดล
ผศ.ดร.ดสุ ิตา พง่ึ สาํ ราญ คณะสาธารณสขุ ศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
รศ.ดร.สริ ิมา มงคลสัมฤทธ์ิ คณะสาธารณสขุ ศาสตร มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร
ผศ.ดร.รณภมู ิ สามคั คีคารมย สถาบนั รบั รองคณุ ภาพสถานพยาบาล (องคการมหาชน)
แพทยหญิงเอกจติ รา สุขกุล นักวิชาการอสิ ระ
ผศ. ศกั ดิช์ ยั เดชตรัยรตั น นกั วชิ าการอิสระ
นายแพทยสมบตั ิ แทนประเสริฐสขุ

ผจู ัดการ ผูอ าํ นวยการกองโรคเอดสและโรคติดตอ ทางเพศสมั พันธ

สํานักงานผจู ดั การ กองโรคเอดสแ ละโรคติดตอ ทางเพศสมั พนั ธ กรมควบคุมโรค กระทรงสาธารณสขุ

อาคาร 2 ตึกกรมควบคมุ โรค ชั้น 4

เลขที่ 88/21 ม.4 ซ.บําราศนราดูร ถ.ติวานนท ต.ตลาดขวญั อ.เมอื ง จ.นนทบรุ ี 11000

โทรศัพท/ โทรสาร 0 2590 3289, 3291

ผอู อกแบบปก นายบุญยะฤทธิ์ มาบกลาง

ผูประสานงาน นางสาวผกามาศ แตงคูหา โทร. 0 2590 3289, 3291

E-mail: [email protected]

ระบบรับ-สงบทความวารสารอเี ลก็ โทรนิกส https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/index

กาํ หนดออก: ตุลาคม-มกราคม, กมุ ภาพันธ- พฤษภาคม, มถิ นุ ายน-กนั ยายน

Thai AIDS Journal
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

Thai AIDS Journal

Thai AIDS Journal is an academic journal Published by Division of AIDS and STIs, Department of Disease Control,
Ministry of Public Health.

Objective

To encourage workers Public health personnel and researchers have the opportunity to disseminate academic and
knowledge works Associated with AIDS, tuberculosis, sexually transmitted diseases. And hepatitis B and C As a research source
Further academic reference, Which content articles / research results That is published and presents information Advances in
Health Sciences And to promote knowledge support for medical and public health personnel So that it can be applied to the
public service In the prevention and treatment of AIDS and sexually transmitted diseases is the most beneficial.

Editor in chief: Wiwat Rojanapithayakorn Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital,

Mahidol University

Editorial boards: Taweesap Siraprapasiri Department of Disease Control

Visal Moolasart Department of Disease Control

Pornsak Yoocharoen Department of Disease Control

Weerawat Manosuthi Department of Disease Control

Sumet Ongwandee Department of Disease Control

Rossaphorn Kittiyaowamarn Department of Disease Control

Monthinee Vasantiuppapokakorn Department of Disease Control

Parichart Chantcharas Department of Disease Control

Siriphan Saengaroon Department of Medical Sciences

Assoc. Prof. Wattana Sukeepaisarnjaroen Faculty of Medicine, Khon Kaen University

Assoc. Prof. Dr. Sukhontha Kongsin Faculty of Public Health, Mahidol University

Assoc. Prof. Dr. Manirat Therawiwat Faculty of Public Health, Mahidol University

Nunthawan Yuntadilok Faculty of Public Health, Mahidol University

Asst. Prof. Dr. Dusita Phuengsamran Institute for Population and Social Research,

Mahidol University

Asst. Prof. Dr. Sirima Mongkolsomlit Faculty of Public Health, Thammasat University

Asst. Prof. Dr. Ronnapoom Samakkeekarom Faculty of Public Health, Thammasat University

Akechittra Sukkul The Healthcare Accreditation Institute

(Public Organization) (HA)

Asst. Prof. Sakchai Dettrairat Academician

Sombat Thanprasertsuk Academician

Journal manager: Director, Division of AIDS and STIs

Manager office: Division of AIDS and STIs, Department of Disease Control, Ministry of Public Health

Department of Disease Control 2nd Building, 4th Floor,

88/21 Moo 4 Tumbol Talat Khwan, Amphoe Mueang Nonthaburi, Nonthaburi, Thailand. 11000

Tel. (+66) 2590 3289, 3291

Cover designer: Boonyarit Mabklang

Journal Coordinator: Phakamat Tangkuha E-mail: [email protected] Tel. (+66) 2590 3289, 3291

Submit your articles: https://he02.tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/index

Publication schedule: October-January, February-May, June-September.

ปที่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 Thai AIDS Journal Vol 33 No. 2 Feb-May 2021
วารสารโรคเอดส ปที่ 33 ฉบับ 2 ก.พ.-พ.ค. 2564

¤Òí á¹Ð¹Òí ÊÒí ËÃѺ¼àŒÙ ¢Õ¹

วารสารโรคเอดสยินดีรับบทความวิชาการหรือรายงานผลการวิจัยที่เก่ียวกับโรคเอดส วัณโรค โรคติดตอ
ทางเพศสัมพันธ และโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ตลอดจนผลงานที่เก่ียวของ โดยเรื่องท่ีสงมาจะตองไมเคยตีพิมพ
ในวารสารฉบับอ่นื มากอน

หลกั เกณฑและคาํ แนะนําสําหรับสงเรอื่ งลงพมิ พ

1. ประเภทของบทความท่ีเผยแพรโ ดยวารสารโรคเอดส

นิพนธตนฉบับ ควรเขียนลําดับเปนขอๆ ไดแก บทคัดยอ บทนําสั้นๆ (เหตุผลที่ทําการศึกษารวมท้ัง
วตั ถปุ ระสงค) วสั ดุ (หรอื ผูปวย) และวิธกี ารศกึ ษา ผลการศกึ ษา วจิ ารณผล สรปุ กิตตกิ รรมประกาศ และเอกสาร
อางอิง ความยาวของเรอ่ื งไมเ กนิ 12 หนา โดยใสเ ลขหนา บนมมุ ขวากํากบั ทุกหนา

รายงานผลการปฏิบตั งิ าน ประกอบดวย บทคดั ยอ บทนาํ วธิ ีการดาํ เนนิ งาน ผลการดาํ เนนิ งาน วจิ ารณ
กติ ติกรรมประกาศ และเอกสารอางอิง

บทความพ้ืนวิชา ควรเปนบทความท่ีใหความรูใหม รวบรวมสิ่งที่ตรวจพบใหม หรือเรื่องที่นาสนใจ
ทผ่ี อู า นนําไปประยุกตไดห รอื เปน บทความวเิ คราะหสถานการณโ รคตาง ๆ ประกอบดว ย บทคดั ยอ บทนํา ความรู
หรอื ขอ มูลเกี่ยวกบั เรอ่ื งทนี่ ํามาเขียน วจิ ารณ หรือวเิ คราะหสรปุ โดยมีการอางอิงเอกสารทีเ่ ปนปจจบุ นั ทันสมยั

ยอ เอกสาร อาจยอบทความภาษาตา งประเทศหรือภาษาไทย ทต่ี พี มิ พไ มเ กิน 2 ป
รายงานผปู ว ย บทนาํ รายงานผูปวย บทวจิ ารณ ขอคิดเห็น และสรปุ

2. การเตรียมตน ฉบับ

ชอ่ื เรอื่ ง ควรส้นั ไดใจความตรงกับวัตถปุ ระสงคและเนอ้ื เรอ่ื ง ชือ่ เรื่องควรมที งั้ ภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
ช่ือผูเขียน ใหมีท้ังภาษาไทยและภาษาอังกฤษ (ไมใชคํายอ) และสังกัดหนวยงานท้ังภาษาไทยและภาษา
องั กฤษ ในกรณที ม่ี ีผเู ขียนหลายคนควรระบุช่ือตามการมีสว นรว มในบทความ และมกี ารใสเครื่องหมายดอกจนั ใน
รูปแบบ ตวั ยกหลังนามสกลุ ของผเู ขียนทุกคน ซง่ึ เชื่อมโยงกบั หนว ยงาน สถาบัน หรอื สังกัด ของผเู ขียนแตล ะคน
เนื้อเรือ่ ง ควรเปน ภาษาไทยใหม ากทสี่ ุดและภาษาทใี่ ชค วรเขา ใจงา ย กระชบั และชัดเจน เพ่ือชว ยใหผ ูอาน
เขาใจ หากมีการใชต วั ยอ ควรใชค ําทีส่ มบูรณเ ปน ครัง้ แรกในขอ ความหลกั
บทคัดยอ คือการยอเน้ือหาสําคัญ ไมอธิบายยาว ไมวิจารณละเอียด เอาแตเน้ือหาที่จําเปนเทาน้ัน
ระบุตัวเลขทางสถิติท่ีสําคัญใชภาษารัดกุม เปนประโยคสมบูรณความยาวไมเกิน 300 คํา และเขียนเปนรอยแกว
มสี วนประกอบดงั น้ี ช่ือผูแตง ชอื่ เร่ือง วัตถุประสงค วิธีการ ผล บทสรุปและวิจารณ (อยางยอ) ตอ งไมม กี ารเอกสาร
อา งองิ อยใู นบทคัดยอ โดยบทคัดยอตองมที ้ังภาษาไทยและภาษาองั กฤษ
บทนํา อธิบายความเปนมาและความสําคัญของปญหาท่ีทําการวิจัยศึกษาคนควาของผูท่ีเกี่ยวของ
และวตั ถปุ ระสงคข องการวจิ ยั
วสั ดแุ ละวธิ กี ารศกึ ษา อธบิ ายวธิ กี ารดาํ เนนิ การวจิ ยั โดยกลา วถงึ แหลง ทมี่ าของขอ มลู วธิ กี ารรวบรวมขอ มลู
วิธีการเลือกสุมตัวอยาง และการใชเคร่ืองมือชวยในการวิจัย ตลอดจนวิธีการวิเคราะหขอมูลหรือใชหลักสถิติมา
ประยกุ ต

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

ผลการศกึ ษา อธบิ ายสง่ิ ทไ่ี ดจ ากการวจิ ยั โดยเสนอหลกั ฐานและขอ มลู อยา งเปน ระเบยี บพรอ มทง้ั แปลความ
หมายของผลทคี่ นพบหรือวเิ คราะห

วจิ ารณ ควรเขยี นอภิปรายผลการวจิ ัยวา เปน ไปตามวตั ถุประสงคทตี่ ัง้ ไวห รอื ไมเ พยี งใด และควรอา งอิงถึง
ทฤษฎี หรือผลการศึกษาของผูท่เี กย่ี วขอ งประกอบดว ย

สรปุ (ถา ม)ี ควรเขยี นสรปุ เกยี่ วกบั การวจิ ยั (ใหต รงประเดน็ ) และขอ เสนอแนะทนี่ าํ ผลไปใช หรอื ประโยชน
สําหรบั การวิจัยคร้งั ตอไป

เอกสารอา งอิง
1. ผเู ขยี นตอ งรบั ผดิ ชอบในความถกู ตอ งของเอกสารอา งองิ โดยการอา งองิ เอกสารใชร ะบบ Vancouver
2. การอางอิงเอกสาร ใหใชเ คร่อื งหมายเชงิ อรรถเปนหมายเลข โดยใชห มายเลข 1 สาํ หรับเอกสารอา งอิง

อันดบั แรก และเรยี งตอตามลาํ ดบั แตถาตอ งการอางอิงซํา้ ใหใชหมายเลขเดมิ
3. หากเปนการอา งอิงวารสารภาษาองั กฤษ ใหใ ชช ื่อยอวารสารตามหนงั สอื Index Medicus
หมายเหตุ: การใชเอกสารอางอิงไมถูกแบบ จะทําใหเร่ืองที่สงมาเกิดความลาชาในการพิมพ เพราะตอง
มีการตดิ ตอผเู ขียนเพ่อื ขอขอมลู เพม่ิ เติมใหครบตามหลกั เกณฑ

3. รูปแบบการอางอิง (โปรดสังเกตเครอื่ งหมายวรรคตอนในทุกตวั อยาง)

การอางอิงเอกสารสําหรับวารสารโรคเอดส ผูเขียนควรอางอิงเปนภาษาอังกฤษ ในกรณีที่เอกสารอางอิง
เปน ภาษาไทย ใหผูเขยี นใสว งเลบ็ หลังการอางองิ วา In Thai (in Thai)

3.1 บทความวารสาร (Articles in Journals)
ลําดบั ท่.ี ช่ือผแู ตง (Author). ช่ือบทความ (Title of the article). ชอื่ วารสาร (Title of the Journal)

ปพิมพ (Year); เลมทขี่ องวารสาร (Volume): หนา แรก-หนาสดุ ทา ย (Page).
ในกรณีทม่ี ีผูแ ตง มากกวา 6 คน จะมรี ายชอ่ื ผูแ ตง 6 คนแรก คนั่ ดวยเครอ่ื งหมายจลุ ภาค
(comma-,) ตามดว ย et al.
ตวั อยา ง
1. Mitchell SL, Teno JM, Kiely DK, Shaffer ML, Jones RN, Prigerson HG, et al. The clinical
course of advanced dementia. N Engl J Med 2009; 361:1529-38.
2. จริ าภรณ จันทรจ ร. การใชโ ปรแกรม EndNote: จัดการเอกสารอา งอิงทางการแพทย. จุฬาลงกรณ
เวชสาร 2551;52:241-53.

3.2 การอา งองิ หนังสือหรือตาํ รา แบง เปน 2 ลกั ษณะ
ก. การอางองิ ท้ังเลม
ลําดับท.่ี ชื่อผแู ตง (Author). ชื่อหนงั สอื (Title of the book). ครงั้ ทพี่ มิ พ (Edition). เมอื งท่ีพมิ พ

(Place of Publication): สํานักพมิ พ (Publisher); ป (Year).
ตวั อยาง
1. Janeway CA, Travers P, Walport M, Shlomchik M. Immunobiology. 5th ed. New York:

Garland Publishing; 2001.

ปที่ 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564

2. รังสรรค ปญ ญาธัญญะ. โรคติดเชอ้ื ของระบบประสาทกลางในประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: เรือนแกว การ
พมิ พ; 2536.

ข.การอางองิ บทหน่งึ ของหนังสอื ท่มี ีผูเขียนเฉพาะบทและบรรณาธกิ ารของหนังสอื (Chapter in a book)
ลาํ ดบั ที่. ช่อื ผูเขียน (Author). ชื่อบท (Title of a chapter). ใน/In: ชื่อบรรณาธิการ, บรรณาธกิ าร
/editor(s).ช่ือหนังสือ (Title of the book). ครั้งทพี่ มิ พ (Edition). เมอื งที่พมิ พ (Place of
publication): สาํ นักพมิ พ (Publisher); ปพ ิมพ (Year). หนา/p. หนา แรก-หนา สดุ ทา ย.
ตัวอยาง
1. Esclamado R, Cummings CW. Management of the impaired airway in adults. In: Cummings CW,
Fredrickson JM, Harker LA, Krause CJ, Schuller DE, editors. Otolaryngology - head and neck
surgery. 2nd ed. St. Louis, MO: Mosby Year Book; 1993. p. 2001-19.
2. เกรียงศักดิ จีระแพทย. การใหสารน้ําและเกลือแร. ใน: มนตรี ตูจินดา, วินัย สุวัตถี, อรุณ
วงษจ ริ าษฎร,ประอร ชวลติ ธาํ รง, พิภพ จิรภญิ โญ, บรรณาธกิ าร. กมุ ารเวชศาสตร. พิมพครงั้ ที่ 2.
กรงุ เทพฯ: เรือนแกวการพิมพ; 2540. หนา 424-78.

3.3 เอกสารอา งองิ ทเ่ี ปน หนงั สอื ประกอบการประชมุ หรอื รายงานการประชมุ (Conference proceeding)
ลาํ ดบั ท.่ี ชอื่ บรรณาธิการ, บรรณาธิการ. ช่อื เรือ่ ง. ชอื่ การประชุม; วนั เดือน ปท่ีประชุม; สถานท่จี ัด

ประชมุ . เมืองท่ีพมิ พ: สาํ นกั พิมพ; ปพมิ พ.
ตัวอยาง
1. Kimura J, Shibasaki H, editors. Recent advances in clinical neurophysiology.Proceedings of the

10th International Congress of EMG and Clinical Neurophysiology; 1995 Oct 15-19; Kyoto,
Japan. Amsterdam: Elsevier; 1996.

3.4 การอางองิ บทความที่นาํ เสนอในการประชุมหรอื สรปุ ผลการประชุม (Conference paper)
ลาํ ดับที่. ช่อื ผูเขียน. ชอ่ื เร่ือง. ใน/In: ชอื่ บรรณาธกิ าร, บรรณาธิการ/editor. ชอ่ื การประชมุ ; วัน เดอื น ป

ทป่ี ระชมุ ; สถานทจ่ี ดั ประชมุ . เมอื งทพ่ี มิ พ: สาํ นกั พมิ พ; ปท พ่ี มิ พ. หนา /p. หนา แรก-หนา สดุ ทา ย.
ตวั อยาง
1. Bengtsson S, Solheim BG.. Enforcement of data protection, privacy and security in medical

informatics. In: Lun KC, Degoulet P, Piemme TE, Rienhoff O, editors. MEDINFO 92.
Proceedings of the 7th World Congress on Medical Informatics; 1992 Sep 6-10; Geneva,
Switzerland. Amsterdam: North-Holland; 1992. p. 1561-5.

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

3.5 เอกสารอา งองิ ที่เปน วิทยานิพนธ (Thesis/Dissertation)
ลาํ ดบั ที่. ชื่อผนู พิ นธ. ชื่อเรื่อง [ประเภท/ระดับปริญญา]. เมอื งทพ่ี มิ พ: มหาวิทยาลัย; ป ท่ไี ดป ริญญา.
ตัวอยา ง
1. Kaplan SJ. Post-hospital home health care: the elderly’s access and utilization [dissertation].

St. Louis, MO: Washington University; 1995.
2. อังคาร ศรีชัยรัตนกูล. การศึกษาเปรยี บเทียบคุณภาพชีวติ ของผูป วยโรคซึมเศราชนดิ เฉียบพลนั และ

ชนดิ เรอื้ รงั [วทิ ยานพิ นธป รญิ ญาวทิ ยาศาสตรมหาบณั ฑติ ]. กรงุ เทพฯ: จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั ; 2543.

3.6 การอางองิ เอกสารอิเล็กทรอนิกส (Electronic Material)
ลาํ ดบั ท่.ี ชือ่ ผแู ตง (Author). ชอ่ื บทความ (Title of the article) [ประเภทของส่อื /วัสดุ]. ป พมิ พ

[เขา ถงึ เมอ่ื /cited ป เดอื น วนั ท]่ี . เขา ถงึ ไดจาก/ Available from: http://….
ตัวอยาง
1. Fanti S, Farsad M, Mansi L. Atlas of PET/CT: a quick guide to image interpretation [Internet].

2009 [cited 2011 Jun 15]. Available from: http://www.amazon.com/Atlas-PETCT-
Quick-In terpretation/dp/3540777717#reader_3540777717
2. จริ าภรณ จนั ทรจ ร. การเขยี นรายการอา งองิ ในเอกสารวชิ าการทางการแพทย [อนิ เทอรเน็ต]. 2551
[เขา ถงึ เมือ่ 18 ต.ค. 2554]. เขาถงึ ไดจาก: http://liblog.dpu.ac.th/analyresource/wp-content/
uploads/2010/06/reference08.pdf
ในกรณีทเี่ ปน บทความวารสารบนอินเทอรเน็ต (Journal article on the Internet)
ลาํ ดับท่ี. ชื่อผูแตง (Author). ช่ือบทความ (Title of the article). ชอื่ วารสาร (Title of the Journal)

[ประเภทของส่ือ]. ปพ มิ พ [เขา ถึงเมื่อ/cited ป เดอื น วนั ท่ี];ปท ่:ี [หนา/about screen]. เขา ถึงได
จาก/Available from: http://….
ตวั อยาง
1. Annas GJ. Resurrection of a stem-cell funding barrier--Dickey-Wicker in court. N Engl J Med
[Internet]. 2010 [cited 2011 Jun 15];363:1687-9. Available from: http://www.nejm.org/
doi/pdf/10.1056/NEJMp1010466

4.การสง ตน ฉบบั

4.1 การพมิ พ
พิมพโดยใชโ ปรแกรม MS-Word แบบอักษรควรเปน TH Sarabun New ขนาด 16
 การใชท ศนยิ ม สามารถใชท ศนยิ มหน่งึ หรอื สองตําแหนง ได และใชใ หเหมือนกนั ทง้ั เอกสาร
  ขอ มลู อา งองิ ควรเปน ภาษาองั กฤษ
 ภาพประกอบ แผนภาพ หรือรปู ภาพควรเปนภาพทม่ี คี วามคมชดั สงู คาํ อธบิ ายควรเขียนแยกกนั ไม

ควรเขยี นไวบ นภาพ
 รูปแบบตารางตอ งสรางขน้ึ ใหมใ นโปรแกรม MS-Word ไมควรใชเปน ตารางทีเ่ ปน รูปภาพ

ปท ่ี 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564

4.2 การสง
 ผเู ขียนดําเนนิ การสงบทความฯ ของตนเอง ผา นระบบ ThaiJO 2.0 วารสารโรคเอดส https://he02.

tci-thaijo.org/index.php/ThaiAIDSJournal/index
 ดาํ เนินการลงทะเบียน สมคั รสมาชกิ (Register)
 ดําเนินการ log in เขา สูร ะบบ เลอื ก “สงบทความใหม” กรอกขอมูลใหครบถวนทกุ ขน้ั ตอน ทง้ั ภาษา

ไทยและภาษาองั กฤษ (ถาม)ี
 ผูเขียนจะไดรับ Email ยืนยัน การสงตน ฉบบั จากระบบ ThaiJO 2.0 วารสารโรคเอดส

5. การรับเรอ่ื งตน ฉบบั

5.1 ตนฉบับทีผ่ ูเขยี นสงมา วารสารโรคเอดสจะดําเนินการสง ตอ ให Peer reviewer อยา งนอ ย 2 ทาน
รวมพจิ ารณา

5.2 วารสารโรคเอดส จะดาํ เนนิ การแจง ผลการพจิ ารณา ตอบรบั หรอื มขี อ เสนอแนะใหแ กไ ขปรบั ปรงุ /
ปฏิเสธ การเผยแพรบทความฯ ในวารสารโรคเอดส ผา นระบบ ThaiJO 2.0 วารสารโรคเอดส

5.3 เรอ่ื งทผี่ า นการพจิ ารณา และตอบรบั การเผยแพรบ ทความฯ วารสารโรคเอดสจ ะแจง และเผยแพร
ไฟลบทความฯ ในรูปแบบไฟลอิเล็กทรอนิกส ใหแกผูเขียนและผูสนใจสามารถดาวนโหลดได ระบบ ThaiJO
2.0 วารสารโรคเอดส (รายฉบบั )

ความรบั ผิดชอบ

บทความท่ีเผยแพรใ นวารสารโรคเอดส ถอื วา เปน ผลงานทางวิชาการ การวจิ ัย และการวิเคราะห ตลอดจน
เปนความเห็นสวนตัวของผูเขียน ไมใชความเห็นของกองโรคเอดสและโรคติดตอทางเพศสัมพันธ หรือกอง
บรรณาธกิ ารแตประการใด ผูเขยี นจาํ ตองรับผิดชอบตอ บทความของตน

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ¡ÒÃμ¾Õ ÔÁ¾ (Publication Ethics)

จริยธรรมการตพี มิ พ

จรรยาบรรณการเผยแพรวารสารโรคเอดส
วารสารโรคเอดส (Thai AIDS Journal) ไดรับการเผยแพร โดยมวี ัตถุประสงคเพอื่ แบง ปน และเผยแพร

ความกาวหนาในการเฝาระวัง ปองกันและควบคุมโรคเอดส โรคติดตอทางเพศสัมพันธ โรคไวรัสตับอักเสบ และ
ภัยคุกคามตอสุขภาพท่ีเก่ียวของจากโรคเอดส โรคติดตอทางเพศสัมพันธและโรคไวรัสตับอักเสบ และใชเปนเวที
ในการแบงปนและแลกเปลี่ยนความรูและประสบการณระหวางบุคคลที่สนใจ นักวิชาการและผูที่มีสวนรวมใน
การควบคมุ โรค

บทบาทและหนาที่ของบรรณาธิการ
1. การตัดสินใจของบรรณาธิการตอ การ “ตอบรบั ” หรอื “ปฏิเสธ” การเผยแพรบ ทความ ควรขน้ึ อยกู ับ

เน้อื หาบทความทสี่ อดคลอ งกับเปาหมาย คุณภาพ ความสําคัญ ความใหม และความชดั เจนของบทความ ตลอดจน
ความเก่ียวของกับขอบเขตของวารสารโรคเอดส และมีการตรวจสอบการคัดลอกผลงานผูอื่น (plagiarism)
อยา งจรงิ จงั โดยใชโ ปรแกรมทเ่ี ชอ่ื ถอื ไดเ พอ่ื ใหแ นใ จวา บทความทเี่ ผยแพรใ นวารสารไมม กี ารคดั ลอกผลงานของผอู น่ื
และหากตรวจพบการคัดลอกผลงานของผูอื่นตองดําเนินการหยุดกระบวนการประเมินบทความ และติดตอผูเขียน
บทความทันที เพ่ือขอคาํ ชี้แจงประกอบการประเมินบทความนัน้ ๆ

2. บรรณาธิการมีหนาท่ีพิจารณาเผยแพรผลงานวิจัยท่ีมีระเบียบวิธีการศึกษาท่ีถูกตอง และใหผล
ทนี่ า เช่อื ถอื สมควร เผยแพรในวารสารโรคเอดสห รอื ไม

3. บรรณาธิการตองใชเหตุผลทางวิชาการในการพิจารณาบทความ โดยปราศจากอคติที่มีตอบทความ
และผูเ ขยี นในดานเชอื้ ชาติ เพศ ศาสนา วฒั นธรรม การเมอื ง และสงั กดั ของผเู ขียน

4. บรรณาธิการตองไมมีสวนไดสวนเสียหรือผลประโยชนทับซอนกับผูเขียนหรือผูประเมินบทความ และ
ไมนาํ บทความหรอื วารสารไปใชป ระโยชนในเชงิ ธุรกจิ หรอื นาํ ไปเปนผลงานทางวชิ าการของตนเอง

5. บรรณาธิการตองไมแกไขหรือเปล่ียนแปลงเนื้อหาบทความและผลประเมินของผูประเมินบทความ
รวมถึงไมปดกนั้ หรอื แทรกแซงขอมูลทใ่ี ชแ ลกเปลยี่ นระหวา งผปู ระเมินบทความและผเู ขียน

6. บรรณาธิการจะตองไมเปด เผยตัวตนของผูเขยี นและผปู ระเมนิ บทความแกบ ุคคลอ่ืน ๆ ทไ่ี มเก่ียวขอ ง
ในชว งเวลาของการประเมนิ บทความ

7. บรรณาธิการตองปฏบิ ัตติ ามกระบวนการและขนั้ ตอนตาง ๆ ของวารสารโรคเอดสอ ยางเครงครดั
8. บรรณาธิการตองรักษามาตรฐานของวารสารโรคเอดส รวมถึงพัฒนาวารสารใหมีคุณภาพและมีความ
ทนั สมยั เสมอ
9. ทาํ การชแี้ จง การแกไ ขดว ยความเตม็ ใจ การทาํ ใหเ กดิ ความกระจา ง การถอน และการขออภยั หากจาํ เปน

บทบาทและหนาท่ขี องผเู ขียน
1. ผูเขียนตองไมสงบทความท่ีไดรับการตีพิมพเผยแพรท่ีใดมากอน และไมสงตนฉบับบทความซํ้าซอน

กับวารสารอื่น และผูเขียนตองไมนําผลงานไปเผยแพรหรือตีพิมพกับแหลงอ่ืน ๆ หลังจากที่ไดรับการเผยแพร
ในวารสารโรคเอดสแลว

ปท ่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564

2. ผูเขียนจะตองระบุชื่อแหลงทุนท่ีใหการสนับสนุนในการทําวิจัย (ถามี) และจะตองระบุผลประโยชน
ทบั ซอน (ถา ม)ี

3. ช่ือคณะผูเขียนท่ีปรากฏในบทความตองเปนผูท่ีมีสวนรวมในผลงานน้ีจริง ไดแก การกําหนด
กรอบแนวคิดการออกแบบการศึกษา/วิจัย การดําเนินการ และการวิเคราะห ตีความผลการศึกษา/วิจัย ท่ีนําไปสู
บทความ

4. หากบทความทเ่ี สนอพจิ ารณาเผยแพรใ นวารสารโรคเอดสม คี วามเกยี่ วกบั ในเรอ่ื งมนษุ ย ผเู ขยี นจะตอ ง
ระบหุ ลกั ฐานวา โครงรางการวิจัยดังกลาวไดร ับการอนมุ ัตจิ ากคณะกรรมการจริยธรรมการวจิ ยั ที่เกยี่ วของแลว

5. ผูเขียนไมละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผูอ่ืน และตองมีการอางอิงทุกครั้งเมื่อนําผลงานของผูอื่น
มานาํ เสนอ หรืออางอิงในเน้ือหาบทความของตนเอง

6. ผูเขียนจะตองอางอิงผลงาน ภาพหรือตาราง หากมีการนํามาใชในบทความของตนเอง โดยตองระบุ
การไดร บั อนญุ าตใหใ ชใ นเน้ือหา “ที่มา” เพ่ือปอ งกนั การละเมิดลขิ สิทธ์ิ (หากมีการฟอ งรอ งจะเปน ความรบั ผิดชอบ
ของผเู ขยี นแตเพียงผเู ดยี ว ทางวารสารโรคเอดส จะไมร บั ผิดชอบใด ๆ ทัง้ สน้ิ )

7. ในบทความ ผเู ขยี นจะตอ งไมร ายงานขอ มลู ทคี่ ลาดเคลอื่ นจากความเปน จรงิ ไมว า จะเปน การสรา งขอ มลู
เทจ็ หรือการปลอมแปลง บิดเบอื น รวมไปถึงการตกแตง หรือเลอื กแสดงขอมูลเฉพาะท่ีสอดคลอ งกับขอ สรปุ

8. หากเปนไปได ผูเขียนจะตองขออนุญาต จากผูท่ีมีสวนรวมในการศึกษา กอนที่จะระบุช่ือ
ไวใ นกติ ติกรรมประกาศ

บทบาทและหนาทขี่ องผูป ระเมนิ บทความ
1. ผูประเมินบทความตองคํานึงถึงคุณภาพของบทความเปนหลัก โดยพิจารณาบทความภายใตหลักการ

และเหตุผลทางวชิ าการ โดยปราศจากอคตหิ รอื ความคิดเหน็ สว นตวั และไมมีสวนไดสว นเสยี กบั ผนู ิพนธใ ด ๆ ท้ัง
สิ้น หากผูประเมนิ บทความตระหนกั วา ตนเองอาจมผี ลประโยชนท ับซอ นกบั ผนู ิพนธท ที่ ําใหไมสามารถใหขอ คิดเห็น
และขอเสนอแนะอยางอิสระได ผูประเมินบทความควรแจงใหบรรณาธิการวารสารโรคเอดสทราบ และปฏิเสธการ
ประเมนิ บทความน้ัน ๆ

2. ผปู ระเมนิ บทความตอ งไมแ สวงหาประโยชนจ ากผลงานทางวชิ าการทตี่ นเองไดท าํ การพจิ ารณาประเมนิ
บทความและไมน ําขอ มลู บางสว นหรอื ทุกสวนของบทความไปเปนผลงานของตนเอง

3. ผูประเมินบทความควรมีความเช่ียวชาญในสาขาวิชาท่ีตนประเมินบทความ โดยพิจารณาความสําคัญ
ของเนื้อหาในบทความทีม่ ตี อสาขาวชิ าน้ัน ๆ คุณภาพของการวิเคราะหและความเขมขน ของผลงานหรอื ระบุผลงาน
วิจัยท่สี ําคัญ ๆ และสอดคลองกับบทความทกี่ าํ ลังประเมิน และผูประเมินไมควรใชค วามคดิ เห็นสว นตวั ทไี่ มมขี อมูล
รองรับมาเปนเกณฑใ นการตดั สนิ บทความ

4. เม่อื ผูประเมินบทความพบวา มีสวนใดของบทความทม่ี คี วามเหมอื นหรอื ซา้ํ ซอ นกับผลงานชนิ้ อ่นื ๆ
ผปู ระเมนิ บทความตอ งดาํ เนินการแจงใหบรรณาธิการทราบโดยทันที

5. ผปู ระเมนิ บทความตองรกั ษาระยะเวลาประเมินตามกรอบเวลาประเมนิ ทีว่ ารสารโรคเอดสกาํ หนด
6. ผปู ระเมนิ บทความตอ งรกั ษาความลบั และไมเ ปด เผยขอ มลู ของบทความทส่ี ง มาเพอื่ พจิ ารณาแกบ คุ คล
ทไี่ มเ กยี่ วขอ ง ในชว งระยะเวลาของการประเมินบทความ

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 End of life plan for Tuberculosis Patients
วารสารโรคเอดส ปท่ี 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.-พ.ค. 2564
Thai AIDS Journal Vol. 33 No. 2 Feb-May 2021

นพิ นธต น ฉบบั Original Article

การวางแผนบนั้ ปลายชวี ิตในผปู ว ยวณั โรค

END OF LIFE PLAN FOR TUBERCULOSIS PATIENTS

ปย ะวดี สุมาลัย Piyawadee Sumalai,
วรุณยุพา สกล Warunyupa Sakol,
อารีรัตน นิลาวรรณ Areerat Nilawan
สถาบันบําราศนราดรู Bamrasnaradura Infectious Diseases Institute

Received: 11/01/2021
Revised: 02/02/2021
Accepted: 24/03/2021

บทคดั ยอ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาการวางแผนบ้ันปลายชีวิตผูปวยวัณโรคและความเขาใจของผูปวย
เกย่ี วกบั การดแู ลแบบประคบั ประคอง ดาํ เนนิ การวจิ ยั ระหวา งวนั ท่ี 26 มนี าคม 2562-2 มนี าคม 2563 กลมุ ตวั อยา ง
คือ ผูปวยวัณโรคจํานวน 28 ราย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยคือแบบประเมินวางแผนบั้นปลายชีวิตของโรงพยาบาล
บางดว น จงั หวัดสมุทรปราการ วิเคราะหขอมลู โดยการวเิ คราะหเนือ้ หา การแจกแจงความถี่ รอยละ และ คาเฉลี่ย

ผลการศกึ ษาพบวา กลมุ ตวั อยาง 28 ราย เปน ผปู ว ยทไ่ี ดร ับการวินจิ ฉยั วาเปนวัณโรค เปน เพศชาย 20 ราย
(รอยละ 71.43) เพศหญงิ 8 ราย (รอ ยละ 28.57) โดยมีอายุเฉลยี่ 55.32 ป (SD=18.09) จากขอ คําถามใน
แบบประเมินพบวา กลุมตัวอยางสวนมากมีความสุขนอย (รอยละ 92.90) สิ่งสําคัญที่สุดในชีวิตของผูปวยคือ
ครอบครัว (รอ ยละ 60.70) ไมต อ งการความทุกขท รมาน (รอ ยละ 82.20) คิดวาโรคที่เปนอยไู มแนใ จวาจะหาย
หรอื จะไมหาย (รอ ยละ 75.00) ถา เลอื กไดอนาคตมีชีวติ อยอู ีก 5 ป (รอ ยละ 46.40) และ มสี ่ิงที่เปน หว งยังจดั การ
ไมเรียบรอยคือเร่ืองครอบครัว (รอยละ 42.90) และถาอยูจนครบเวลาตองการจากไปแบบจะสูกับโรคและ
อยใู หน านทส่ี ดุ เทา ที่จะทําไดแมจะทุกขท รมานแคไหนกต็ าม ในอนาคตถาอาการทรดุ หนัก ใหแ พทยชวยใหย ารักษา
อาการท่ัวไป เพ่ือใหไมทุกขทรมาน สําหรับความเขาใจของกลุมตัวอยางเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง คือ
เม่ือเจ็บปวยไดใหยารักษา ไมทุกขทรมาน และการมีชีวิตอยูโดยไมเปนภาระแกคนท่ีรัก ตองการไดรับการยอมรับ
ไมถูกมองวาเปนภาระของญาติมิตรหรือบุคลากรทางการแพทย สามารถไดรับการอธิบายถึงอาการที่เปนอยูและ
มีสวนรวมในการตัดสนิ ใจ

การศึกษาครั้งน้ีสามารถนําขอมูลท่ีไดเปนแนวทางในการใหกําลังใจแกผูปวยรายอื่น (ในประเด็นที่
กลมุ ตัวอยา งมที ศั นคตวิ าจะตอ สกู ับโรค) เปน แนวทางในการตัดสินใจ

Abstract

This study aims to study the use of assessment forms for end of life plan of tuberculosis patients and
their understanding of palliative care. The study was conducted during 26 March 2019 - 2 March 2020.
The sample consisted of 28 TB patients. The research instrument was the end of life plan assessment

36

ปท ี่ 33 ฉบับท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การวางแผนบ้ันปลายชีวิตในผูป วยวณั โรค

Conducted by Bangduan Hospital, Samutprakan. The data were analyzed by content analysis distribution,
frequency, percentage and average.

The result shown that among 28 study subjects who were diagnosed with tuberculosis, 20 males
(71.43%), 8 females (28.57%), with an average age of 55.32 years (SD =18.09). From the question in
the assessment, it was found that most of the sample were less happy (92.90%).The most important thing
in a patient’s life is the family (60.70%) and do not want them suffer (82.20%). Most of the subjects
thought that the existing disease is uncertain whether it can be heal or not (75.00%). If possible, they
expected to live longer for another 5 years (46.40%). And 42.90% of them were worried about the
unsettling family issues. If they can stay until the end of time they want to live for fighting with the disease
and stay as long as possible, no matter how much suffering. In the future, if symptoms subside they need help
from a doctor to provide medication for treating the common symptoms. The patient needs adequate care, beloved
and accepted without any negative attitude such as a burden of caregivers or health care providers. The
palliative care’s subjects understand that when sickness has given medicine not suffering and living without
being a burden to loved ones. Want to be recognized not seen as a burden of relatives or medical personnel be able
to describe symptoms and be involved in decision-making.

This study can use information that has been shown to provide encouragement to other patients
(the issue of the sample group’s attitude to fight disease) as a guideline for decision making.

คาํ สาํ คัญ Keywords
วางแผน บ้นั ปลายชวี ิต ผปู ว ยวัณโรค Plan, End of life, Tuberculosis patient

บทนาํ พบมากข้ึน อวัยวะที่พบบอย ไดแก ตอมนํ้าเหลือง

วัณโรคเปนปญหาสาธารณสุขของประเทศไทย (พบมากท่ีสุด) กระดูก (มักพบท่ีกระดูกสันหลัง)

องคการอนามัยโลกจัดใหประเทศไทยเปน 1 ใน 14 เยอ่ื หมุ ปอด ระบบทางเดินปสสาวะ ลําไส เย่อื หุม สมอง

ประเทศของโลกที่มีภาระวัณโรค วัณโรคท่ีสัมพันธกับ เยอ่ื หมุ หวั ใจ ผวิ หนงั การตดิ เชอ้ื เอชไอวี ทาํ ใหภ มู ติ า นทาน

การติดเช้ือเอชไอวี และวัณโรคดื้อยาหลายขนานสูง ของรางกายลดลง เปนปจจัยสําคัญที่ทําใหผูติดเช้ือ

จากการคาดประมาณขององคการอนามัยโลก ป 2559 มีโอกาสเสี่ยงตอการปวยเปนวัณโรคมากกวาคนท่ีมี

ประเทศไทยมีอุบัติการณผูปวยวัณโรครายใหมและ ภูมิคุมกนั ปกติ ประมาณ 20-30 เทา โดยพบการปวย

กลับมาเปนซ้ํา 119,000 ราย ผูปวยวัณโรคท่ีสัมพันธ เปนวัณโรคไดทุกระยะของการติดเช้ือเอชไอวีและ

กับการติดเชื้อเอชไอวี 10,000 ราย และผูปวยวัณโรค ทุกระดับ CD4 นอกจากนี้วัณโรคยังทําใหเช้ือเอชไอวี

ด้ือยา RR/MDR-TB 4,700 ราย วัณโรคเปนไดทุก เพม่ิ จาํ นวนมากขน้ึ สง ผลใหผ ทู ตี่ ดิ เชอื้ เอชไอวดี าํ เนนิ โรค

อวัยวะ แตที่พบมากท่ีสุดคือปอด (pulmonary TB) เปนโรคเอดสเร็วขึ้น และวัณโรคเปนสาเหตุหลักของ

ประมาณรอ ยละ 80.00 ของวณั โรคทง้ั หมด และสามารถ การเสยี ชวี ติ ในผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวี (ประมาณ รอ ยละ 24.00)

แพรเชื้อไปสูผูอื่น วัณโรคนอกปอด (extrapulmonary เบาหวานเปน โรคทเ่ี กยี่ วกบั ระดบั ฮอรโ มนและความบกพรอ ง

TB) พบไดป ระมาณรอ ยละ 20.00 แตใ นผปู ว ยทตี่ ดิ เชอ้ื ของภูมิคุมกันอีกโรคหน่ึงท่ีมีความสัมพันธกับวัณโรค

เอชไอวีรวมดวยสัดสวนของวัณโรคนอกปอดมักจะ ผูปวยเบาหวานมีความเส่ียงตอการปวยเปนวัณโรค

37

Thai AIDS Journal End of life plan for Tuberculosis Patients
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

มากกวา ผูท่ีไมป ว ยเปน เบาหวาน 3 เทา เน่ืองจากผปู ว ย หลอดเลอื ด รอ ยละ 38.50 โรคมะเรง็ รอ ยละ 34.00
เบาหวานมีระบบภูมิคมุ กันของรางกายลดลง นอกจากน้ี โรคดา นระบบทางเดนิ หายใจ รอ ยละ 10.30 โรคเอดส
ยังพบวาผูปวยวัณโรคท่ีมีเบาหวานเสียชีวิตในระหวาง รอ ยละ 5.00 โรคเบาหวาน รอยละ 4.60 นอกจากนี้
การรักษาวัณโรคคอนขางมาก และมีโอกาสกลับเปน ยงั มกี ลมุ โรคอนื่ ๆ ทตี่ อ งการการดแู ลแบบ Palliative care
ซ้าํ สงู ดังนนั้ ภมู คิ ุม กันรางกายท่ีไมแขง็ แรง เชน ผตู ดิ เชอื้ ดวยเชนกัน อาทิ ไตวาย โรคตับเร้ือรัง โรคปลอก
เอชไอวี ผทู มี่ ีภาวะขาดสารอาหาร (malnutrition) หรอื ประสาทเส่ือม พารกินสัน โรคขออักเสบ รูมาตอยด
ผสู งู อายทุ ม่ี โี รครว ม จงึ มคี วามเสย่ี งทจ่ี ะทาํ ใหเ สยี ชวี ติ ได กลุมโรคความผิดปกติทางระบบประสาท สมองเส่ือม
งายจากโรควัณโรค(1) บางคนไมไดมีโอกาสท่ีจะวางแผน ความพกิ ารแตก าํ เนดิ วณั โรคด้ือยา(2) การรักษาท่ีมุงให
บ้ันปลายชีวิต ไมมีโอกาสท่ีจะทําส่ิงที่ตนเองตองการ ผปู ว ยปราศจากความทกุ ขท รมาน อนั เนอ่ื งจาก โรคหรอื
เนอ่ื งจากมกี ารเจ็บปว ยเร้ือรงั การเจบ็ ปว ย (Compassionate Palliative Care) หมายถึง
การดูแลรักษาที่มุงใหผูปวยมีความสุขสบายมากท่ีสุด
ในป พ.ศ. 2533 องคการอนามัยโลกได เทาท่ีจะสามารถทําไดในชวงสุดทายของโรค ซึ่งไดแก
ใหคําจํากัดความของ Palliative Care วาเปน “วิธีการ การหลกี เลย่ี งการรกั ษาทมี่ งุ เนน เพอื่ ใหผ ปู ว ยหายจากโรค
ดูแลผูปวยที่เปนโรคท่ีรักษาไมหาย โดยใหการปองกัน แตท าํ ใหผ ปู ว ยไดร บั ความทกุ ขท รมาน และการใหย าเพอ่ื
และบรรเทาอาการ ตลอดจนความทกุ ขท รมานดา นตา งๆ ลดความทุกขทรมานจากโรค แตการดแู ลผปู ว ยดังกลาว
ที่อาจจะเกิดขึ้น เปนการดูแลแบบองครวม ครอบคลุม ใหค รอบคลมุ ทกุ ดา น (เชน ดา นจติ ใจ อารมณ ความรสู กึ )
ทกุ มติ ขิ องสขุ ภาพอนั ไดแ ก กาย ใจ สงั คม และจติ วญิ ญาณ มีความสําคัญมากกวา รายละเอียดปลีกยอยอื่นๆ
ของผูปวย มีเปาหมายหลักของการดูแลเพ่ือลดความ ซึ่งการตั้งเปาหมายการรักษาท่ีเหมาะสมสําหรับผูปวย
ทรมานของผูปวย เพิ่มคุณภาพชีวิตของผูปวยและ รายหนึ่งได(4) อยางไรก็ตามความตองการนี้อาจมีการ
ครอบครัว และทําใหผูปวยไดเสียชีวิตอยางสงบหรือ เปลยี่ นแปลงได โดยเฉพาะในชว งทผี่ ปู ว ยอาการหนกั และ
ตายดี” ปจจุบันทางองคการอนามัยโลกไดใหคําจํากัด ครอบครวั เปน ผตู ดั สนิ ใจแทนผปู ว ย ดงั นน้ั การดแู ลผปู ว ย
ความใหมของ Palliative Care ไววาเปน “วิธีการดูแล เสียชีวิตที่บานเปนเรื่องที่ผูดูแลตองเปนผูมีความรู
ท่ีเปนการเพ่ิมคุณภาพชีวิตของผูปวย ท่ีปวยดวยโรค ประสบการณ และผา นการฝก ทกั ษะมาเปน อยา งดเี พอ่ื ให
ที่คุกคามตอชีวิต โดยใหการปองกันและบรรเทา สามารถฃตอบสนองความตอ งการของผปู ว ย ใหก ารดแู ล
ความทกุ ขท รมานตา ง ๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กบั ผปู ว ยและครอบครวั ทเี่ อือ้ ตอ การเสยี ชวี ิตอยางสงบท่ีบา นได( 6-7)
ดวยการเขาไปดูแลปญหาสุขภาพที่เกิดข้ึนต้ังแต
ในระยะแรกๆ ของโรค รวมท้ังทําการประเมินปญหา สําหรับกลุมผูปวยวัณโรคท่ีตองการการดูแล
สุขภาพ ทั้งทางดาน กาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ แบบประคับประคองสวนใหญมีความส้ินหวัง ไมอยาก
อยา งละเอียดครบถว น” โดยเนนทีก่ ารดูแลรกั ษาอาการ มีชีวิตอยู มักจะเขามานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ที่ทําใหทุกขทรมาน ท้ังอาการเจ็บปวยทางกาย ปญหา บอ ยๆ ประกอบกับมีโรคประจําตวั รวม เชน โรคมะเรง็
ทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ แบบองครวมและ โรคติดเชื้อเอชไอวี จึงจําเปนตองการดูแลแบบประคับ
ควรใหการรักษาดังกลาวต้ังแตระยะแรกที่เร่ิมวินิจฉัยวา ประคอง มงุ ใหค วามสขุ สบายแกผ ปู ว ย ชว ยลดความทกุ ข
ผปู ว ยเปน โรคระยะสดุ ทา ย (Terminal illness) จนกระทง่ั ทรมานจากความปวดครอบคลุมถึงจิตวิญญาณ และ
ผูปวยเสียชีวิต และรวมถึงการดูแลครอบครัวของผูปวย ตระหนกั ถงึ การตายอยา งสมศกั ดศิ์ รขี องความเปน มนษุ ย
หลังจากการสูญเสีย(2-4) ทั้งน้ีองคการอนามัยโลก (dignified death) รวมถงึ ครอบครวั ทม่ี ผี ปู ว ยอยใู นระยะ
ระบตุ วั เลขผปู ว ยทต่ี อ งการเขา รบั บรกิ ารแบบ Palliative care สุดทาย และหลังเสียชีวิตแลว ปญหาอาการเจ็บปวย
ทั่วโลก แบงเปนประเภทของโรค ดังนี้ โรคหัวใจและ การเขา โรงพยาบาลบอ ยครง้ั รวมถงึ การไมอ ยากมชี วี ติ อยู

38

ปท่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การวางแผนบ้ันปลายชวี ติ ในผปู ว ยวณั โรค

ตอไป ซึ่งจะทําอยางไรใหผูดูแลหรือญาติผูปวยทราบ จากการคาํ นวณกลุมตวั อยา ง จากสถติ ิผูปว ยที่
ถงึ ปญ หาหรอื ความตอ งการของผปู ว ย วา เมอ่ื ไรตอ งดแู ล ไดร บั การดแู ลแบบประคบั ประคองในปง บประมาณ 2561
ผูปวยแบบประคับประคอง ทีมผูวิจัยจึงมีความสนใจ จํานวน 31 ราย เปดตารางสําเร็จรูปของเครซี่และ
การวางแผนบ้ันปลายชีวิตของผูปวยกลุมนี้ เพ่ือเปน มอรแ กน(9) ทําใหไดก ลุม ตัวอยา ง 28 ราย
การประเมินและเตรียมความพรอมในการดูแลผูปวย เครอ่ื งมอื ทใ่ี ชใ นการวจิ ยั
ตอไป
แบบประเมินการวางแผน บั้นปลายชีวิตของ
วัตถปุ ระสงคข องการวจิ ยั โรงพยาบาลบางดว น จงั หวดั สมทุ รปราการ(10) เปนหน่ึงใน
ชุดเคร่ืองมือของสมุทรปราการโมเดลท่ีเกิดจากแนวคิด
1.เพ่ือศึกษาการวางแผนบ้ันปลายชีวิตผูปวย การพฒั นาระบบงานเยย่ี มบา นในชมุ ชนของทมี โรงพยาบาล
วณั โรค สมทุ รปราการ โดยมกี ลมุ ประชาชนในชมุ ชนคอื กลมุ ผปู ว ย
โรคเรอ้ื รงั ผสู ูงอายุ ผูพกิ าร ผดู แู ล และผปู ว ยระยะสดุ ทา ย
2.เพอื่ ศกึ ษาความเขา ใจของผปู ว ยเกยี่ วกบั การ เพอ่ื จะแกป ญ หาในการดแู ล ผูปว ยในชมุ ชน โดยประกอบ
ดูแลแบบประคับประคอง ดว ยขอคาํ ถาม 5 ขอ ดงั นี้ (รูปที่ 2)
การตรวจสอบคุณภาพ
วธิ กี ารวจิ ัย
เคร่ืองมือชุดนี้ผานการตรวจสอบเน้ือหาจาก
รูปแบบการศึกษาครั้งนี้ใชการศึกษาวิจัย ทมี วชิ าการของสาํ นกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั สมทุ รปราการ
แบบพรรณนา แบบตัดขวาง (Cross-sectional ซงึ่ นาํ ไปใชก บั กลมุ ผปู ว ยโรคเรอ้ื รงั ในชมุ ชนจาํ นวน 30 ราย
Descriptive Studies) วิเคราะหโดยการใชสัมประสิทธ์ิอัลฟาของครอนบาค(8)
ไดค า ความเชอื่ มนั่ (reliability) อยูท ี่ 0.91
ประชากร คอื ผปู ว ยวณั โรคทมี่ ารบั บรกิ ารทต่ี กึ การเก็บรวบรวมขอ มูล
วัณโรค (ตึกอายุรกรรม 4) ในสถาบันบําราศนราดูร
ระหวา งวันท่ี 26 มนี าคม 2562-2 มีนาคม 2563 ทีมผูวิจัยดําเนินการเก็บขอมูล โดยทําการ
กลมุ ตวั อยาง อธบิ ายวตั ถปุ ระสงคขอความยนิ ยอมและแจกแบบสอบถาม
ใหกลุมตัวอยางตอบดวยตนเองหลังจากขอรับรองการ
Inclusion Criteria พจิ ารณาโครงรา งวจิ ยั จากคณะกรรมการวจิ ยั ของสถาบนั
- ผูปว ยทุกเพศ บาํ ราศนราดรู (รหสั N001h/61_ExPD) และขออนญุ าต
- มอี ายมุ ากกวา 18 ปขึ้นไป ผูอาํ นวยการสถาบนั บําราศนราดูร
- ผปู วยท่ไี ดรบั การวนิ จิ ฉยั วา เปนโรควัณโรค การวเิ คราะหข อ มลู รอ ยละ คา เฉล่ยี
- ผปู ว ยทไี่ ดร บั การประเมนิ โดยใชแ บบประเมนิ
ระดับผูปวยที่ไดรับการดูแลแบบประคับประคอง ฉบับ
สวนดอก(8)(รปู ท1ี่ )ทม่ี คี า คะแนนรอ ยละ0-50(ประเมิน
โดยทีมผูวจิ ัย)
- ผูปว ยยินยอมเขา รว มโครงการ
Exclusion Criteria
- ผปู ว ยไมใหค วามยนิ ยอมเขาโครงการ
- ผปู ว ยไมร สู ึกตัว

39

Thai AIDS Journal End of life plan for Tuberculosis Patients
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

รูปที่ 1 แบบประเมนิ ระดบั ผปู วยท่ไี ดร บั การดแู ลแบบประคับประคอง ฉบับสวนดอก

40

ปท ่ี 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การวางแผนบ้ันปลายชีวิตในผูปว ยวณั โรค

รูปท่ี 2 แบบประเมินวางแผนบ้นั ปลายชีวิตของโรงพยาบาลบางดวน

ผลการวิจัย 71.43) เพศหญิง 8 ราย (รอยละ 28.57) โดยมีอายุ

ขอ มูลสว นบคุ คล นอยท่สี ดุ 28 ป อายมุ ากที่สดุ 88 ป อายเุ ฉลยี่ 55.32 ป

กลุมตัวอยาง 28 ราย เปนผูปวยที่ไดรับการ (SD=18.09) รายละเอียดดงั ตารางที่ 1

วินิจฉัยวาเปนวัณโรค เปนเพศชาย 20 ราย (รอยละ

ตารางท่ี 1 ขอ มูลสว นบคุ คล

ขอ มูลสวนบุคคล จํานวน รอ ยละ
เพศ
20 71.43
ชาย 8 28.57
หญิง
อาย(ุ ป) x =55.32 SD=18.09
อายนุ อ ยทสี่ ดุ 28 ป
อายุมากที่สดุ 88 ป

จากตารางท่ี 2 ขอมูลแบบประเมินวางแผน ทเ่ี ปน อยรู กั ษาไมห ายกลมุ ตวั อยา ง สว นใหญค ดิ วา ไมอ ยาก
บน้ั ปลายชวี ติ ผปู ว ยวณั โรค กลมุ ตวั อยา งสว นใหญม คี วาม ทุกขทรมานยอมรับได 13 ราย (รอยละ 46.40)
สขุ นอ ย 26 ราย (รอ ยละ 92.90) สิ่งสําคญั ทส่ี ดุ ในชวี ติ
ของกลุมตัวอยางสวนใหญคือ ครอบครัว 17 ราย สําหรับเร่ืองการวางแผนเก่ียวกับโรคและ
(รอยละ 60.70) ถาใหเลือกอะไรสําคัญกวาระหวาง การรักษาในอนาคตไววา กลุมตัวอยางสวนใหญเลือก
ไมทุกขทรมานไมเปนภาระ กับการมีชีวิตท่ียืนยาว ทจ่ี ะมชี วี ติ อกี 5 ป 13 ราย (รอ ยละ 46.40) กลมุ ตวั อยา ง
กลมุ ตัวอยา งสวนใหญ เลือก ไมท กุ ขทรมานไมเ ปน ภาระ สวนใหญ อยากหาย 10 ราย (รอ ยละ 35.80) จะทาํ ให
23 ราย (รอ ยละ 82.20) ในดา นโรคและภาวะสขุ ภาพ ชวี ติ ทเี่ หลอื อยมู คี วามสขุ กลมุ ตวั อยา งสว นใหญ ยงั มคี วาม
กลมุ ตวั อยา งสว นใหญค ดิ วา โรค/อาการทเ่ี ปน ไมแ นใ จวา เปน หว งครอบครวั 12 ราย ( รอ ยละ 42.90) กลมุ ตวั อยา ง
จะสามารถหายได 21 ราย (รอ ยละ 75.00) ถา โรค/อาการ สวนใหญ จะพยายามสูกับโรคดูกอน แตถาเริ่มทุกข
ทรมานจนทนไมไหวกห็ ยุด 14 ราย (รอยละ 50.00)

41

Thai AIDS Journal End of life plan for Tuberculosis Patients
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

ตารางท่ี 2 แสดงขอ มลู จากขอ คาํ ถามแบบประเมนิ วางแผนบนั้ ปลายชวี ติ ผปู วยวัณโรค

ขอ คําถาม จาํ นวน รอยละ
ชีวติ ในตอนน้มี คี วามสขุ มากแคไ หน
26 92.90
มคี วามสขุ นอ ย 2 7.10
มคี วามสุขปานกลาง
อะไรเปน ส่ิงสาํ คัญท่สี ดุ ในชีวติ ของผูปวย 17 60.70
ครอบครวั 5 17.90
การมชี ีวิตยืนยาว 4 14.30
การไมตอ งเปน ภาระใหก บั คนท่ีรกั 2 7.20
การไมทุกขทรมานจากโรค
ถา ใหเ ลือกอะไรสําคญั 23 82.20
ไมท ุกขท รมาน 5 17.90
การมีชวี ติ ยนื ยาว
คิดอยางไรเก่ยี วกับโรค/ภาวะสุขภาพท่ีเปน อย?ู 4 14.30
หายได 3 10.70
หายไมได 21 75.00
ไมแนใจ
ถาโรค/อาการที่เปนอยรู ักษาไมหายคิดวาอยา งไร 2 7.20
ต้งั ใจรักษา 1 3.60
อยูก บั ครอบครวั 1 3.60
ไมเ ปนภาระ 13 46.40
ไมอยากทกุ ขท รมานยอมรับได 3 10.70
แลวแตชะตาชวี ิต 8 28.60
อยากหาย อยากไปทํางาน
วางแผนเก่ยี วกบั โรคและการรกั ษาในอนาคตไวอยา งไรบา ง? 6 21.40
ถา เลอื กไดอนาคตมชี ีวติ อยอู ีกก่ีป. 13 46.40
1 ป
5 ป 10 35.80
อยากใชช วี ิตทเ่ี หลืออยา งไรใหมีความสุข 8 28.60
อยากหาย 6 21.50
ไมเ ปนภาระ 4 16.40
อยูกับความครอบครัว
มีแรงทาํ งาน 6 21.50
มีอะไรในชีวิตท่ีเปน หว งยงั จัดการไมเรียบรอ ยหรอื ไม 12 42.90
ไมม ี 10 30.60
เร่ืองครอบครัว
หวงลูก 8 28.60
ถาอยจู นครบเวลาอยากจากไปแบบไหน 14 50.00
จะสูกับโรคและอยูใหนานที่สดุ เทาทีจ่ ะทาํ ไดแ มจ ะทกุ ขทรมานแคไ หนก็ตาม 6 21.40
จะพยายามสกู ับโรคดูกอน แตถ าเร่มิ ทุกขท รมานจนทนไมไหวก็หยุด
ไมอ ยากทกุ ขท รมาน ยอมรับไดถ า จะมีชวี ติ ท่ีสนั้ ลง

42

ปที่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การวางแผนบนั้ ปลายชีวิตในผูปว ยวณั โรค

จะเห็นไดจากการใชแ บบประเมินนน้ั เปน แนว สรปุ ผลการวจิ ัย

คําถามชวยใหผูปวยไดตอบคําถามเกี่ยวการวางแผน การวางแผนบ้ันปลายชีวิตผูปวยวัณโรค

บั้นปลายชีวิต ซึ่งทําใหผูปวยสามารถตอบคําถามไดงาย จากแนวคําถามตามแบบประเมินวางแผนบ้ันปลายชีวิต

ขน้ึ และ กลมุ ตวั อยา งบางคนไดต อบเพม่ิ จากทกี่ าํ หนดไว กลุมตัวอยางจะมีการวางแผนบ้ันปลายชีวิตของตนเอง

ดังตอไปน้ี (โดยกลุมตัวอยางไดเขียนเพิ่มลงในแบบ เมอ่ื เรมิ่ เจบ็ ปว ยบอ ยขนึ้ ดงั นนั้ เพอ่ื จะไดท าํ ในสง่ิ ทต่ี นเอง

ประเมนิ เอง) ตองการ จึงมีการวางแผนเก่ียวกับครอบครัวเพ่ือจะได

1. ชีวิตในตอนนีม้ คี วามสขุ มากแคไหน ไมเปนภาระ สําหรับเร่ืองโรคน้ันถาหากไดรับขอมูล

ความสุขของแตล ะคนไมเหมือนกัน มกี ารวัดที่ จากทีมที่รักษาเพียงพอก็จะชวยในการวางแผนและ

ตางกนั ไป แตเมอ่ื มอี าการเจบ็ ปว ยความสขุ ก็จะลดนอย ตัดสินใจไดมากข้ึน จะไดไมทุกขทรมานและเปนภาระ

ลงไป ประกอบกับความกังวลของแตละบุคคลก็จะแตก แกคนรอบขางไดนอ ยลง

ตา งกนั ไป ทงั้ กงั วลเกย่ี วกบั สขุ ภาพการเจบ็ ปว ย และกงั วล ความเขาใจของผูปวยเก่ียวกับการดูแลแบบ

ทจี่ ะเปน ภาระของครอบครวั ประคับประคอง สําหรับความเขาใจของกลุมตัวอยาง

2. อะไรเปน สงิ่ สําคัญท่ีสุดในชวี ติ ของผปู ว ย เกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคอง ผูปวยและญาติ

การมีชีวิตท่ียืนยาวเปนสิ่งที่ทุกคนตองการ มีความเขาใจเก่ียวกับการดูแลแบบประคับประคอง

แตถาทุกคนสามารถรูวันที่จะจากไปก็นาจะดีจะไดทํา มากข้ึนคือเมื่อเจ็บปวยไดใหยารักษา ใหน้ําเกลือ

ในสิ่งที่อยากทํา จะไดไมคางคาในใจ และทุกคนคิดวา ใหยาแกปวด ยาฆา เชือ้ ไมทุกขทรมาน และการมีชีวติ อยู

ครอบครัว เปนสิ่งสําคัญ ถาหากกําหนดไดก็คือการ โดยไมเปนภาระแกคนที่รัก ผูปวยตองการไดรับการ

ไมทกุ ขท รมานจากโรคและการไมเ ปน ภาระแกค นอื่น ยอมรับ สามารถใหและไดรับความรัก ไมถูกมองวา

3. คดิ อยา งไรเกยี่ วกบั โรค/ภาวะสขุ ภาพทเ่ี ปน อยู เปนภาระของญาติมิตรหรือบุคลากรทางการแพทย

สําหรับอาการปวยน้ันถาหากไดขอมูลเก่ียวกับ สามารถไดรับการอธิบายถึงอาการที่เปนอยูและมีสวน

โรคเพียงพอก็จะชวยในการวางแผนชีวิตไดดวย และ รวมในการตดั สินใจ

จะทําใหเปนภาระแกคนรอบขางไดนอยลง สําหรับ

ความม่ันใจวาจะหายจากโรคน้ันนอยมาก ตองทําใจ อภิปรายผล

ยอมรับ การรักษาจะทําใหหายไดเพ่ือจะไดดีขึ้นและ ในการวิจัยคร้ังน้ี การวางแผนบ้ันปลายชีวิต

มีชีวติ ยืนนานท่ีสดุ ของผูปวยวัณโรค กลุมตัวอยางมีความคิดในการดูแล

4. วางแผนเก่ียวกับโรคและการรักษาใน สขุ ภาพของ รวมถงึ การเตรยี มการวางแผนทง้ั ดา นสงั คม

อนาคตไวอ ยา งไรบา ง เศรษฐกิจ และสุขภาพท่ีตองการปองกันและบรรเทา

ถาเลือกไดอนาคตมีชีวิตอยูอีกกี่ป ถาหายก็ อาการตลอดจนความทุกขทรมานดานตางๆ ที่อาจจะ

อยากจะอยูใหได 5 ปจะไดมีเวลาจัดการส่ิงตางๆ ท่ียัง เกดิ ขนึ้ เพราะการเจบ็ ปว ยทาํ ใหผ ปู ว ยตอ งแยกจากครอบครวั

ไมไ ดทาํ มาอยูโรงพยาบาล ถูกตัดขาดจากสังคม สถานท่ีทํางาน

5. ในอนาคตถาอาการทรุดหนัก อยากให หรอื สง่ิ แวดลอ มทค่ี นุ เคย ยงิ่ รบั รวู า ตนเองเปน โรคทรี่ กั ษา

แพทยช วยแคไหน ไมหายและกําลงั จะตายจงึ รสู กึ เศรา โดดเดยี่ ว และทอแท

ทุกคนบอกวาใหยารักษาอาการท่ัวไป ใหนํ้า ยอมตองการความรักและความสัมพันธท่ีดีจากทั้งญาติ

เกลอื ใหยาแกปวด ยาฆา เชื้อ เพอ่ื ใหไ มท กุ ขทรมาน

43

Thai AIDS Journal End of life plan for Tuberculosis Patients
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

และแพทย พยาบาลผูดูแล เชนเดียวกับการศึกษา ถูกทอดทิ้ง มีคนพูดคุยดวย โดยประเมินวาผูปวย
ของการศึกษาของ ธนวรรณ สินประเสิรฐ(11) ที่ศึกษา อยากพูด อยากฟงอะไร ใหความมั่นใจวาเขาจะไดรับ
การเรียนรูเพื่อการจัดการวาระสุดทายของชีวิตพบวา การดแู ลดที ส่ี ดุ การใหก าํ ลงั ใจ ใหค วามรกั ความเออ้ื อาทร
ผูสูงอายุกวาคร่ึงกลัวการเจ็บปวยหนัก สวนใหญไมกลัว จะทําใหผูปวยมีสภาพของจิตใจพรอมที่จะตอสูกับ
การเผชญิ ความตาย เชือ่ วา ความตายเปน เรื่องธรรมชาติ โรครายอยูเสมอ) ดานสังคม (โดยจะตองประเมินใน
ทงั้ หมดเชอ่ื วา การเตรยี มตวั กอ นตายเปน สงิ่ ทดี่ ี กวา ครงึ่ เร่ืองตอไปนี้ คือ บทบาทของผูปวยในครอบครัว
มีการเตรียมตัวกอนตายดานการจัดการทรัพยสิน เพราะบทบาทจะสง ผลกระทบตอ สภาวะจติ ใจของสมาชกิ
มีการทําฌาปนกิจสงเคราะห เน่ืองจากเปนส่ิงที่กังวล ในครอบครัวหรือศักยภาพในการจัดการปญหาตางๆ)
โดยเรยี นรูจากประสบการณท ่ีผา นมา หากปว ยหนกั และ และจติ วิญญาณ (ความตองการท่ีจะปฏิบตั ิกจิ กรรมดาน
เสียชีวิต ผูสูงอายุท้ังหมดตองการไดรับความชวยเหลือ ศาสนาที่ตนเองนับถือ เปนส่ิงท่ีจําเปนที่จะคงไวในเรื่อง
จากบุตรหลาน สวนใหญไมตองการทุกขทรมานจาก ความผกู พนั กบั พระเจา ของแตล ะบคุ คล เพอื่ ใหไ ดร บั การ
อุปกรณการแพทย ไมตองการใหบุตรหลานเสียเวลา ใหอ ภยั ความรกั ความหวงั ความไวว างใจ ความหมาย
เสยี ทรพั ยส นิ แตส ว นใหญไ มไ ดแ จง ความตอ งการใหบ ตุ ร และเปาหมายสูงสุดหรือความตองการที่จะปฏิบัติใน
หลานทราบและเกือบทั้งหมดไมมีความรูดานการแสดง ส่ิงท่ีตนเองคิดวาดีและหลีกเล่ียงส่ิงท่ีช่ัว) รวมถึงความ
เจตนาความตองการคร้งั สดุ ทาย ตองการที่จะปฏิบัติกิจกรรมดานศาสนาที่ตนเองนับถือ
เปน สงิ่ ทจี่ าํ เปน ทจ่ี ะคงไวใ นเรอื่ ง ความผกู พนั กบั พระเจา
ฉะน้ันทุกคนตองการอยูอยางมีความหมาย ของแตละบุคคล เพื่อใหไดรับการใหอภัย ความรัก
ห รื อ อ ยู  อ ย  า ง มี คุ ณ ค  า ต  อ บุ ค ค ล ที่ ต น เ อ ง รั ก ห รื อ ความหวงั ความไวว างใจ ความหมายและเปา หมายสงู สดุ
ทําประโยชนใหตนเองและสังคมที่ดํารงอยู ความ หรือความตองการท่ีจะปฏิบัติในส่ิงท่ีตนเองคิดวาดีและ
เอื้ออาทร ความรักความผูกพันของบุคคลในครอบครัว หลกี เลย่ี งสง่ิ ทช่ี วั่ (13) คลา ยกบั การศกึ ษาของเกวดี ฐามณ,ี
หรอื มติ รสหาย เปนกําลังสําคัญในการดําเนนิ ชีวิตทัง้ ใน อัจฉรยิ า ปทมุ วัน และ จอนผะจง เพง็ จาด(14) ท่ีไดศ กึ ษา
ยามปกติและยามเจ็บปวย มนุษยที่มีจิตวิญญาณท่ี ความตองการการดูแลแบบประคับประคองของผูปวย
เขมแขง็ จะสนใจศาสนาหรือมีปรัชญาในการดาํ เนนิ ชีวติ เด็กโรคมะเร็งและครอบครัวตามการรับรูของผูดูแล
ซ่ึงแสดงออกในรูปพฤติกรรมคือ การดําเนินชีวิตโดย ในครอบครัวพบวาความตองการการดูแลแบบประคับ
ยดึ ถอื คา นยิ มของตนเอง และแสดงออกถงึ ความตอ งการ ประคองของผูปวยเด็กโรคมะเร็งและครอบครัวตาม
มีสวนรวมในกิจกรรมทางศาสนา เมื่อยามเจ็บปวยจะใช การรับรูของผูดูแลในครอบครัว มี 6 ดาน คือ ขอมูล
วกิ ฤตใิ นชวี ติ ครงั้ นค้ี น หาความหมายของชวี ติ วา จะใชเ วลา เกี่ยวกับการดูแลรักษา การดูแลอาการเจ็บปวยของ
ที่เหลืออยูอยางไรกอนตาย(5) คลายกับการศึกษาของ ผปู ว ยเดก็ การดแู ลดา นจติ สงั คม การดแู ลดา นจติ วญิ ญาณ
อารยา ทิพยวงศและ บําเพ็ญจิต แสงชาติ(12) ท่ีศึกษา และในระยะเสียชีวิต ความชวยเหลือเกี่ยวกับการดูแล
วฒั นธรรมการดแู ลผสู งู อายรุ ะยะทา ยในชมุ ชน ซงึ่ ผลการ และการดูแลภายหลังเสยี ชีวิต
วิจัยสะทอนวัฒนธรรมการดูแลผูสูงอายุระยะทาย
ในชุมชน เปน 3 ลักษณะ ไดแก 1. การดูแลใหอยูดี ขอ เสนอแนะ
2. การดูแลรักษาดี และ 3. การดแู ลใหต ายดี ดังนน้ั จงึ
ตองมีการการประเมินผูปวยระยะสุดทายใหครอบคลุม 1. ขอเสนอแนะจากผลการวิจัย
ท้ังทางดานรางกาย (จะประเมินจากอาการไมสุขสบาย 1.1 นาํ ขอ มลู ทไ่ี ดไ ปพฒั นาระบบการดแู ลแบบ
ความสามารถในการทํากิจกรรมของผูปวย) ดานจิตใจ
(การดูแลดานจิตใจมีความสําคัญ อยาใหผูปวยรูสึกวา ประคบั ประคองในสถาบันบําราศนราดูรได

44

ปท ่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การวางแผนบัน้ ปลายชีวิตในผปู ว ยวัณโรค

1.2 สามารถนาํ แบบประเมนิ วางแผนบน้ั ปลาย 5. The National Health Commission office. Guide

ชีวิตของโรงพยาบาลบางดวน จังหวัดสมุทรปราการ for the People, Palliative Care of the Elderly. 1st

ไปใชก ับผปู วยระยะสุดทายทุกกลมุ โรค edition, Bangkok: Pimdee company (TH);

1.3 เพอื่ เปน แนวทางในการใหก าํ ลงั ใจแกผ ปู ว ย 2018. (in Thai)

รายอื่น (ในประเด็นที่กลุมตัวอยางมีทัศนคติวาจะ 6. Tassanee Tongprateep. Spirituality : A dimension

ตอ สกู ับโรค) เปนแนวทางในการตดั สนิ ใจ of nursing. 1st edition, Bangkok: Chulalongkorn

2. ขอ เสนอแนะในการวิจยั ครงั้ ตอไป University Press (TH); 2011. (in Thai)

2.1 ในการศึกษาครั้งตอไปอาจหาเครื่องมือ 7. Office of Nursing, Office of the Permanent

อื่นๆมาประเมนิ และเตรียมวางแผนระยะทา ยของชวี ติ Secretary, Ministry of Public Health. Palliative

2.2 ในการศึกษาคร้ังตอไปถาหากมีกลุม nursing service system. Bangkok: Publishing of

ตัวอยางมากพอ ขอใหมีการวิเคราะหทัศนคติหรือ Suetawan (TH); 2016. (in Thai)

ความคิดเห็นที่แตกตางกันระหวาง เพศหญิง-เพศชาย 8. The Suandok Palliative care center, Maharaj

และเพศทางเลือก อายุ เพ่ือใหมีแนวทางการดูแล Nakorn Chaing Mai hospital. Palliative Perfor-

ทเ่ี หมาะสม mance Score (PPS). [Internet]. [cited 2019 Mar

2.3 ควรมีการศึกษาเก่ียวกับทัศนคติของ 15]. Available from https://w2.med.cmu.ac.th/

ผูรับบรกิ ารเกีย่ วกบั การดูแลแบบประคับประคอง spc/index.php?lang=en

2.4 ควรศึกษาทัศนคติของผูใหบริการ หรือ 9. Pragai Jirojanakul. Nursing Research: Concepts,

ผดู แู ล เพือ่ คน หาปจ จัยทีอ่ าจจะมผี ลตอการดแู ล Principles and Practices. 2nd edition, Nonthaburi:

Academic Welfare Program Royal, Institute of

เอกสารอา งองิ Thailand Office of the Permanent Secretary,

1. Division of Tuberculosis, Department of Disease Ministry of Public Health (TH); 2007. (in Thai)

Control. The TB situation in Thailand. [Internet]. 10.Bangduan Samutprakan Hospital. End-of-Life

[cited 2019 Jan 20]. Available from https:// Planning Assessment Form. Samut Prakan Model

www.tbthailand.org. Document Samut Prakan Provincial Public Health

2. World Health Organization. Palliative Care. Office (Document not published), 2016.

[Internet]. [cited 2019 Feb 10]. Available from 11.Tanawan Sinprasert. Learning to manage the

https://www.who.int/health-topics/palliative end of life. [dissertation]. [Nakhon Pathom]:

-care. Silapakorn University; 2013.

3. Darin Jaturapatporn. Happiness, love and under- 12.Araya Tipwong, Bumpenchit Sangchart. Cultural

standing in the end of life. 1st edition, Bangkok: care for older persons with end of life in commu-

Amarin Printing and Publishing Public Company nity. Thai Journal of Nursing. 2019 Jan; 68(1),

Limited (TH); 2018. (in Thai) 11-19.

4. Department of Medical Services, Ministry of

Public Health. Guidelines for the care of the

terminally ill patients. 1st edition, Bangkok:

2017. (in Thai).

45

Thai AIDS Journal End of life plan for Tuberculosis Patients
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021

13.Suphaphon Daodi, Choerchai Loetchitlekha, 14.Gewadee Thamanee, Autchareeya Patoomwan,
Wirot Suplinwong. Palliative care: a Christian Johnphajong Phengjard. Palliative Care Needs of
perspective. 1st edition, Bangkok: Saint Louis Children with Cancer and Their Families as
College (TH); 2010. (in Thai) Perceived by Family Caregivers. Rama Nurs J.
2018 September-December. 24(3): 295-312.

46

ปท ี่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศกึ ษาลําดบั พันธุกรรมทางอณูชีวโมเลกลุ ของเชือ้ หนองใน ในกลุมบางรกั โรคติดตอทาง

วารสารโรคเอดส ปท ี่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ. 25เ6พ3ศ-สพัม.พคัน.ธ2ด5ว6ยว4ิธี Neisseria TgohnaoirrAhIoDeaSeJmoulrtniaanltiVgeonl.s3eq3ueNncoe. t2ypFinegb-(MNGa-yM2A0S2T1)

นิพนธต นฉบบั Original Article

การศึกษาลําดบั พันธุกรรมทางอณชู วี โมเลกุลของเช้อื หนองใน ในกลุมบางรัก

โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธด ว ยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing

(NG-MAST)

STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE

IN BANGRAK STIS CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN

SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

นรศิ รา อยูจุย Narissara Yuchui

กลมุ บางรักโรคติดตอทางเพศสัมพนั ธ Bangrak STIs Center,

กองโรคเอดสแ ละโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ Division of AIDS and STIs,

กรมควบคมุ โรค Department of Disease Control,

Received: 03/03/2021

Revised: 12/03/2021

Accepted: 23/03/2021

บทคดั ยอ

โรคหนองในมสี าเหตมุ าจากเชอ้ื แบคทเี รยี ทชี่ อื่ วา “Neisseria gonorrhoeae” ซง่ึ เปน 1 ใน 5 ของโรคตดิ ตอ
ทางเพศสมั พนั ธท พี่ บมากและจดั เปน ปญ หาสาํ คญั ในหลายประเทศทว่ั โลก จากรายงานของ WHO ป 2018 พบผปู ว ย
รายใหมใ นประเทศสหรัฐอเมรกิ า จาํ นวน 870,000 รายตอป เพิม่ ขึ้นจากป 2015 รอยละ 5.70 ในประเทศไทย
มีการรายงานพบโรคหนองในมีแนวโนมเพ่ิมสูงขึ้น เร่ิมมีการรักษาโรคหนองในโดยใชยาปฏิชีวนะตั้งแตป 1935
ปจ จบุ ันใชยาในกลุม 3rd generation Cephalosporin แตก็มแี นวโนมความไวของยาในกลุม นีล้ ดลง การศึกษาน้ีไดรับ
ความอนเุ คราะหเ ชอื้ จากกองโรคเอดสแ ละโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ โดยใชต วั อยา งทเี่ หลอื จากการทดสอบทอี่ ยใู น
ชว ง เดือนตลุ าคม ถึง พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2559 จาํ นวน 98 ตวั อยาง ทดสอบความไวของยาปฏชิ วี นะ และตรวจสอบ
ลาํ ดบั พนั ธกุ รรม (Sequence type: ST) ดว ยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)
จากการทดลองพบวา ยา Ciprofloxacin, Tetracycline และ Penicillin มีคา ความไวของยาลดลงไปจนถึงด้ือตอยา
ปฏชิ ีวนะ สว นยา Azithromycin, Cefixime และ Ceftriaxone พบวา ยงั ไมมีการดือ้ ยา แตพ บ 1 ตัวอยางที่มีแนวโนม
คาความไวตอ ยาปฏิชวี นะลดลงท้ัง 3 ชนิด ผลทดสอบ NG-MAST ได ST ตางกันท้งั หมด 28 ตัวอยาง คดิ เปน
รอ ยละ 46.00 ทง้ั นยี้ งั ไมพ บ ST ทมี่ รี ายงานวา เปน สายพนั ธดุ อื้ ยาทพ่ี บในหลายประเทศทวั่ โลก จากการศกึ ษา ST น้ี
สามารถชวยแสดงลําดับพันธุกรรมท่ีมีแนวโนมท่ีอาจพบการดื้อยาของเช้ือได โดยเฉพาะในกลุมเส่ียง หรือ
กลุม ท่ีเปนนักเดนิ ทางทอ งเทย่ี วชาวตางชาติ เพื่อเฝาระวงั การแพรก ระจายของเช้ือด้ือยาในกลมุ นี้

47

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE IN BANGRAK STIS
CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

Abstract

Gonorrhea has been caused from “Neisseria gonorrhoeae” which is one of five common sexually
transmitted diseases and a major issue in many countries around the world. According to the report of WHO
2018, there are new patients in United State of America 87,000 cases per year which had increased more
than 5.70% since 2015. Similarly, in Thailand, the trend of gonorrhea was increased during the same
period. In 1935, Antibiotic have been used for gonorrhea treatment. Nowadays third-generation of
Cephalosporin has used in patient but there were a decrease of susceptibility in 3rd Cephalosporin. This study
was supported bacteria by Division of AIDS and STD those provide samples which stored during October to
November 2016 to use in the experiment. A total samples of 98 gonococcal isolates were analyzed for
antibiotic susceptibility test and examine the genetic (Sequence type: ST) for Neisseria gonorrhoeae
multiantigen sequence typing (NG-MAST). As the result, the experiments showed that Ciprofloxacin,
Tetracycline and Penicillin were decreasing susceptibility until resistance, while Azithromycin, Cefixime and
Ceftriaxone were not resistance but there found 1 sample present a decrease in susceptible trend. The result
of NG-MAST was 28 different result, representing 46.00%. By NG-MAST method, STs relation was not
found which reported drug resistance in any countries. This study of ST could be benefit for sequence typing
for the trend of multidrug resistance. Especially, the risk groups or tourist should be monitored for the spread
drug resistance control.

คําสาํ คญั Keywords

การศึกษาความหลากหลายของแอนตเิ จน Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence

ทางพันธกุ รรมของเชอ้ื หนองใน ลําดบั สารพันธุกรรม typing (NG-MAST), Sequence type (ST)

บทนาํ 2018 จํานวน 870,000 รายตอป เพ่ิมข้ึนรอยละ 5.70
จากป 2015 ที่มีผูติดเช้อื ใหมจํานวน 820,000 รายตอ
โรคติดตอทางเพศสัมพันธที่พบปญหาการ ป( 3, 4) โดย รอยละ 70 ของผูที่ตดิ โรคหนองในรายใหม
ตดิ เชอื้ มากทสี่ ดุ ชนดิ หนง่ึ เปน เชอื้ แบคทเี รยี คอื Neisseria มอี ายเุ พยี ง 15-24 ป( 5)ในประเทศไทยมกี ารรายงานพบ
gonorrhoeae ซ่ึงไดแก โรคหนองใน (gonorrhoeae) โรคหนองในมีแนวโนมเพิ่มสูงข้ึน ขอมูลจากฐานขอมูล
โดยจะติดตอจากคนสูคนเทาน้ัน(1) เปนแบคทีเรีย ของสํานักระบาดวิทยารายงาน 506 พบผูปวยโรค
แกรมลบ ลกั ษณะรูปรางคลา ยเมล็ดกาแฟ หรือเมลด็ ถัว่ หนองในสูงเปนอันดับ 1 ในกลุมโรคติดตอทางเพศ
โดยเรียงตัวเปนคูชิดติดกัน เมื่อนํามายอมสีแกรม สัมพนั ธ 5 โรคหลกั โดยพบกลุม ทมี่ ีความเสี่ยงสงู มกี าร
จากตัวอยางของผูปวยพบเช้ือไดทั้งในและนอกเซลล แลกเปลยี่ นเชอื้ กนั เฉพาะกลมุ ไดแ ก กลมุ ผขู ายบรกิ ารทาง
เม็ดเลือดขาว มักพบอยูในเซลลเม็ดเลือดขาวชนิด เพศ (Sex worker: SW) หรอื กลมุ ชายทมี่ เี พศสมั พันธ
neutrophil ไมส ามารถเคลอื่ นทไ่ี ดแ ตม พี ไิ ล ไมส รา งสปอร กับชาย (Men who have Sex with Men: MSM)(4)
จะเจริญเติบโตไดในสภาวะท่ีมีกาซคารบอนไดออกไซด เน่ืองจากพบอัตราการติดเชื้อหนองในเพ่ิมมากข้ึน
อยรู อ ยละ 5.00 การตดิ เชอ้ื จะแพรก ระจายเขา สเู ยอ่ื เมอื ก สาธารณสุขท่ัวโลกจึงไดใหความสําคัญ และตระหนักถึง
โดยเกาะติดกับเซลลเย่ือบุ columnar มีการรายงานวา กลมุ เสยี่ งทอ่ี าจเกดิ การแพรเ ชอื้ สผู อู นื่ โดยไมป อ งกนั รวม
พบผปู ว ยทว่ั โลกมากกวา 106 ลา นคนตอ ป( 2) เปน ผปู ว ย ถึงการจายยารักษาโรคหนองในท่ีทําใหมีประสิทธิภาพ
รายใหมท่ีพบในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณในป

48

ปที่ 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศึกษาลําดับพนั ธุกรรมทางอณูชีวโมเลกลุ ของเชือ้ หนองใน ในกลุมบางรักโรคติดตอ ทาง
เพศสัมพันธดวยวิธี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

สูงสุด เกดิ การดือ้ ยาต่าํ ที่สุด มีการเร่ิมรกั ษาโรคหนองใน วิธกี ารศกึ ษา
โดยใชย าปฏชิ ีวนะตง้ั แต ป 1935(6) ในปจ จุบันการใชย า
ปฏชิ วี นะรกั ษาจะอยใู นกลมุ 3rd generation Cephalosporin เชือ้ ตวั อยาง Neisseria gonorrhoeae ที่แยกได
แตก ็มแี นวโนมความไวของยาในกลมุ นี้ลดลง เพราะเชอ้ื จากทอปสสาวะ ปากมดลูก ตา คอ และทวารหนักของ
หนองในมีกลไกการด้ือยาปฏิชีวนะที่ปรับโครงสราง ผปู ว ยโรคหนองในไดร บั ความอนเุ คราะหจ ากงานจลุ ชวี วทิ ยา
ภายในตัวเอง เพื่อหลบจากการทําลายดวยยาปฏิชีวนะ กลุมบางรักโรคติดตอทางเพศสัมพันธ กองโรคเอดสแ ละ
รวมถงึ ความสามารถรบั และสง ผา นคณุ สมบตั เิ หลา นน้ั ให โรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ กรมควบคมุ โรค โดยใชตวั อยาง
กบั เชอ้ื ตวั อนื่ ทอี่ ยทู งั้ ในสปช สี เ ดยี วกนั และตา งสปช สี ก นั ที่เหลือจาการทดสอบท่ีอยูระหวางเดือนตุลาคม ถึง
ได ซงึ่ เปน ปญ หาทท่ี าํ ใหเ ชอื้ ทด่ี อื้ ยายงั คงแพรก ระจายอยู พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 เปนชวงท่ีมีความชุกสูง
จงึ จาํ เปน ทตี่ อ งมกี ารศกึ ษาขอ มลู การแพรก ระจายของเชอ้ื ที่สุดในกลุมประเทศที่กําลังพัฒนา(12) จํานวน 98
ท่ีดื้อยาเพ่ิมเติม จะพบวาการทดสอบความไวตอยา ตัวอยาง โดยตัวอยางคือผูปวยที่ตรวจพบเช้ือหนองใน
ปฏิชีวนะท่ีใชในหองปฏิบัติการสามารถทราบไดเพียง เขามารับบริการ และรักษา ณ กลุมบางรักโรคติดตอ
ระดับของยาปฏิชีวนะท่ีเปล่ียนแปลงไปเทานั้น หาก ทางเพศสัมพันธ
ตองการศึกษาถึงกลไกการด้ือยาโดยการเปล่ียนแปลง
สารพันธุกรรม จําเปนตองใชเทคนิคในระดับโมเลกุล การเพาะเลี้ยง และทดสอบคุณสมบัติทาง
ซ่ึงมีหลายวิธีดวยกันโดยควรเลือกตามความเหมาะสม ชีวเคมขี อง Neisseria gonorrhoeae
ตอการใชงานไดมีการนําเสนอวิธี N. gonorrhoeae
multiantigen sequence typing (NG-MAST) ซง่ึ หาขอ มลู 1. การเพาะเล้ียงเชื้อ ทําใน chocolate agar
ในฐานขอมูลออนไลนไดใ นเวบ็ ไซต www.ng-mast.net (CA) บมท่ีอุณหภูมิ 35+1 องศาเซลเซียส ในสภาวะ
และมีผลการรายงาน sequence type (ST) จากหลาย ที่มีกาซคารบอนไดออกไซด (CO ) รอยละ 5-10
ประเทศ ไดแก สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อิตาลี
ออสเตรเลีย ญี่ปุน และไตหวัน(7-11) เปนตน ผลการ 2
ศึกษาดวย วิธี NG-MAST น้ีสามารถจําแนกความ
หลากหลายของแตละสายพันธุ(6) ของเช้ือหนองใน นาน 24-48 ชว่ั โมง
และหาลักษณะ ST ของเช้ือหนองในที่พบในกลุม บางรัก 2. Beta-lactamase detection ทดสอบเช้ือ
โรคติดตอทางเพศสัมพันธ (โรงพยาบาลบางรัก:
Bangrak STIs Center) ได รวมทง้ั สามารถเฝาระวัง และ ตวั อยา งโดยใช Cefinase (Nitrocefin discs for detection
สามารถใชติดตามการด้ือยาของเชื้อหนองในทั่วโลก of beta-lactamase) ของเช้ือ Penicillinase producing
ทําใหม ขี อมลู ที่ทนั ตอสถานการณปจ จุบันได Neisseria gonorrhoeae (PPNG) โดยมี non PPNG เปน
negativecontrol(13) โดยหยดนา้ํ กลนั่ ลงไปทแี่ ผน ทดสอบกอ น
วัตถุประสงคข องการศกึ ษา แลว ปา ยเชอื้ ตวั อยา ง นาน 3-5 วนิ าที อา นผลการทดสอบ
ถาพบเปนเชื้อหนองในสายพันธุท่ีสรางเอนไซม
ศึกษาลําดับพันธุกรรมทางอณูชีวโมเลกุลของ beta-lactamase จะเปล่ียนเปนสีชมพูแดง ในขณะ
เชื้อหนองในในกลุมผูปวยท่ีมารับบริการที่กลุมบางรัก สายพันธุท่ีไมสรา งเอนไซมจะไมเปลยี่ นสี
โรคติดตอทางเพศสมั พันธดว ยเทคนิค NG-MAST
3. การทดสอบ oxidase test ทดสอบโดยการ
หยด 1% oxidase ลงบนโคโลนีทตี่ อ งการทดสอบ ทิ้งไว
ประมาณ 10-15 วินาที ถาเปนเชื้อหนองในสีจะ
เปล่ียนเปนสีมวงเขมเกือบดํา เปนการทดสอบเพ่ือหา
cytochrome C oxidase ของเช้ือ การท่เี ปลี่ยนเปนสีมว ง
เกอื บดาํ สามารถแยก Neisseria spp. ออกจากแบคทเี รยี
ตวั อื่นได(14)

49

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE IN BANGRAK STIS
CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

4. การทดสอบ Superoxol test (30% H O ) N. gonorrhoeae ATCC 49226 ยาปฏิชวี นะที่ใชในการ
22 ทดสอบ มีดังนี้ คือ Azithromycin, Ciprofloxacin,
Cefixime, Ceftriaxone, Tetracycline และ Penicillin
ทดสอบโดยการเข่ียเชื้อมาปายบนสไลด หรือภาชนะ
ทเ่ี ตรยี มไว หลงั จากนน้ั นาํ 30% H O มาหยดลงบนเชอ้ื การทํา N. gonorrhoeae multi-antigen
sequence typing (NG-MAST)(6)
22
1. เตรียมสกดั ดเี อ็นเอ (DNA) โดยนําเชอ้ื ท่ี
ถาเปนเชื้อหนองในจะเกิดฟองฟูข้ึนมา ลักษณะฟองจะ culture ไปใส broth แลว ละลาย วดั ความขนุ ใหไ ด 2.0-4.0
ละเอียด เปนการทดสอบความสามารถในการสราง McFarland ดูดใส microcentrifuge tube 1.0 ml นําไป
เอนไซม Catalase เพื่อยอย H O (14) ตม 10 นาทที อี่ ณุ หภมู ิ 95-100 องศาเซลเซยี ส หลงั จากนน้ั
นาํ ไปปน 12,000 g 4 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที ดูด
22 สวนใสใส tube 500 ไมโครลิตร (μl) เติม absolute
alcohol 1 ml หลงั จากนั้นผสมเพอื่ ใหต กตะกอน DNA
5. การทดสอบ Carbohydrate utilization test ท่ี -20 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที แลวนําไปปน
ทดสอบเพ่ือดูความสามารถในการใชนํ้าตาลของเช้ือ 12,000 g 4 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที เท absolute
หนองใน นํ้าตาลท่ีใชคือ กลูโคส มอลโตส และซูโครส alcohol ท้งิ แลวซับใหแหงหลงั จากนัน้ เตมิ รอ ยละ 70
เช้ือหนองในจะใชนํ้าตาลกลูโคสเพียงชนิดเดียว โดยจะ ethanol 1 มลิ ลลิ ติ ร เพอ่ื ลา งแลว ปน 12,000 g 4 องศา
เปล่ยี นสอี าหารเลย้ี งเชอ้ื จากสีสม แดงเปนสเี หลือง เซลเซียส นาน 2 นาที 2 รอบ แลวเท ethanol ท้ิง
ซบั ใหแ หง ปน ภายใตส ญุ ญากาศ (speed vac) 15 นาที
การทดสอบความไวตอยา (Antimicrobial เพ่อื ใหต ะกอนแหงเรว็ ข้ึน แลว เติม TE buffer 50 μl
susceptibility test: AST) [Minimal inhibitory concen-
tration: MIC หนว ยเปน ไมโครกรมั ตอ มลิ ลลิ ติ ร (μg/ml), 2. การทดสอบวธิ ี NG-MAST เปน วธิ ที ใ่ี ชส ว น
Epsilometer test: E-test หนวยเปน มิลลเิ มตร (mm)] internal fragments ของยนี porB และ ยีน tbpB ซึ่งเปน
สวนของที่มีความแปรปรวนมากท่ีสุดของเช้ือ ลําดับ
เตรียมตัวอยางเช้ือ N. gonorrhoeae ทดสอบ นวิ คลโี อไทดทงั้ 2 ยีน คอื porB (por seq. strain MS11;
โดยเพาะเล้ียงเชื้อหนองในบน chocolate agar (CA) GenBank accession number M21289)(7) ใชไพรเมอร
ทีบ่ ม นาน 20-24 ชัว่ โมง โดยวิธี direct colony suspen- ดงั น้ี F-5-350CAA GAA GAC CTC GGC AA366-3
sion คอื การใช loop ทป่ี ราศจากเชอื้ แตะเชอ้ื 3-5 โคโลนี และ R-5-1086CCG ACA ACC ACT TGG T1071-3
ลงใน Mueller-Hinton broth (MHB) 3 มลิ ลิลิตร (ml) ขนาด 737 คเู บส ยีน tbpB (tbpB seq. strain UU1008;
ปรับใหมีความขุนเทากับ 0.5 McFarland standard GenBank accession number 2286066)(7)
ควรลงเชื้อบนอาหารทดสอบทันที หรือภายใน 15 นาที ใชไพรเมอรดังน้ี F-5-1098CGT TGT CGG CAG
หลงั เตรยี มเสรจ็ เพอ่ื ปอ งกนั เชอื้ เพม่ิ จาํ นวนมากขนึ้ กวา เดมิ CGC GAA AAC1118-3 และ R-5-1686TTC ATC
ทาํ การทดสอบโดยใช sterile swab จุมเชอ้ื ทีเ่ ทียบความ GGT GCG CTC GCC TTG1666-3 ขนาด 589 คเู บส
ขนุ แลว ปายบน GC agar base (GC agar base + 1% โดยทําปฏิกิริยาลูกโซพอลิเมอเรส (Polymerase chain
defined growth supplement ความหนาของอาหาร 4 mm reaction: PCR) เตรียม master mix ของยีนทงั้ 2 คู ดังน้ี
หรือ 25 ml) ผ่ึงผิวหนาอาหารใหแหง โดยลากเสน Taq buffer 2.5 μl, DNA dNTP 0.5 μl, Forward
ผานก่ึงกลางจานเพาะเช้ือแลวปายเปนเสนตั้งฉากถ่ีๆ primer 2.5 μl, Reverse primer 2.5 μl, MgCl 1.0 μl
ใหท วั่ ผวิ หนา ของวนุ หมนุ จานเพาะเชอื้ ประมาณ 60 องศา
แลวทําเชนเดียวกันจนครบ 3 คร้ัง เพ่ือใหแบคทีเรีย 2
กระจายตัวสมํ่าเสมอท่ัวผิวของอาหารเลี้ยงเชื้อต้ังไว
ประมาณ 3-5 นาที เพ่ือใหผิวหนาอาหารแหง จึงวาง (ใช condition นี้ทั้ง 2 ยีนยกเวน MgCl ของ tbpB
แผน ยา ตามวิธี Epsilometer test (E-test) ใช sterile 2
forceps คีบแผน ยา วางบนผวิ วนุ ทปี่ ายเช้อื แลว กดเบาๆ
เพ่ือใหแผนยาแนบกับวุน บมนาน 20-24 ชั่วโมง
แลวอานผลโดยเช้ือควบคุมคุณภาพของหนองในด้ือยา

50

ปที่ 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศึกษาลําดบั พนั ธกุ รรมทางอณชู ีวโมเลกุลของเชอื้ หนองใน ในกลมุ บางรักโรคติดตอทาง
เพศสัมพันธดวยวิธี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

ใช 1.5 μl), Taq DNA polymerase 0.3 μl และ DNA สรปุ ผลการศกึ ษา
template 5 μl หลงั จากนนั้ เติมนํา้ ใหไดป รมิ าตร 22 μl
ท้งั 2 ยีนส (บริษัท Thermo Scientific) และcondition เชอ้ื ทแ่ี ยกไดบ น CA มลี กั ษณะโคโลนขี นาดเลก็
PCR ใชจํานวนรอบ 25 รอบ Predenature 95 องศา
เซลเซยี ส 4 นาที Denature 95 องศาเซลเซยี ส 30 วินาที กลม สีเทา นูน ขอบเรียบ ขนาดเสนผานศูนยกลาง
Annealing 57 องศาเซลเซยี ส สาํ หรบั ยนี PorB และ 68.4
องศาเซลเซียส สําหรับยีน tbpB 30 วินาที Extension ประมาณ 0.6-1 mm เชื้อตัวอยางท้ังหมด มจี าํ นวน 98
72 องศาเซลเซยี ส 1 นาท(ี 7) แลว จงึ นาํ ไปทาํ อเิ ลก็ โตรโฟรซี สิ
(electrophoresis) ดูผลการทดสอบ และ สง PCR ตัวอยา ง
product ไปวเิ คราะหห าลําดับเบส ST ทบี่ รษิ ัทเอกชนที่
ใหบริการ (บริษัทไบโอแอคทีฟ จํากัด) รายงานผลทดสอบความไวตอ ยา Ciprofloxacin
(MIC ≤0.06 μg/ml, E-test ≤41 mm), Tetracycline
3. ทําการวิเคราะหข อ มลู ลําดับเบส ST ใสใน (MIC ≤0.25 μg/ml, E-test ≤38 mm) และ Penicillin
โปรแกรม edit sequence เปรียบเทียบลําดับลําดับเบส (MIC ≤0.06 μg/ml) พบวา คา ความไวของยาลดลงไป
ของ N. gonorrhoeae และ ตรวจสอบหาความจาํ เพาะของ จนถึงเกิดการด้อื ตอยาปฏิชีวนะ สว นอีกกลุม ไดแ ก ยา
เชื้อท่ีสงไปทดสอบ เม่ือไดผลวาเปน N. gonorrhoeae Azithromycin (MIC ≤1.0 μg/ml), Cefixime (MIC
และจึงนําไปวิเคราะห ในเว็บไซต www.ng-mast.net ≤0.25 μg/ml) และ Ceftriaxone (MIC ≤0.25 μg/ml)
เพือ่ หา ST ของเชอื้ แตล ะตัวอยา ง พบวายังไมมีการดื้อยา แตพบวามี 1 ตัวอยางที่ยา

Azithromycin, Cefixime และ Ceftriaxone มีแนวโนม

ท่ีคาความไวตอยาปฏิชีวนะลดลงทั้ง 3 ชนิด ดังการ

ทดสอบดว ยวธิ ี E-test (ภาพที่ 1)

ภาพที่ 1 ตัวอยางวิธีการทดสอบหาความไวตอยาปฏชิ ีวนะดว ยวธิ ี E-test

51

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE IN BANGRAK STIS
CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

3. ผลการทดสอบหาความเขม ขนของ MgCl
2

ผลการทดสอบหาสภาวะท่ีเหมาะสมของ ที่เหมาะสมของปฏิกิริยาลูกโซพอลิเมอเรสโดยใช

ปฏิกิริยาลูกโซพอลิเมอเรส เม่ือใชไพรเมอร 2 คูไดแก ไพรเมอร 2 คู tbpB-F, tbpB-R, PorB-Fและ PorB-R

ไพรเมอร PorB-F และ PorB -R และไพรเมอร tbpB-F โดยใหม ีความเขมขนของ MgCl แตกตางกัน 4 ระดบั
2

และ tbpB -R ดงั นี้ ไดแก 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0 การทดสอบในชวง

1. ผลการทดสอบหาสภาวะอุณหภูมิชวง อณุ หภมู ิ annealing ทใ่ี หผ ลผลติ ยนี tbpB ทชี่ ดั เจน ไดแ ก

annealing (annealing temperature; Ta) ทเ่ี หมาะสมของ 68.4 องศาเซลเซียส และจากผลการทดลองพบวา ความ
ปฏกิ ริ ยิ าลกู โซพ อลเิ มอเรส โดยใชไ พรเมอร PorB-F และ เขม ขน ของ MgCl ทเี่ หมาะสม คอื 1.5 μl ทส่ี ภาวะดงั กลา ว

2

PorB-R โดยมีการแบง ออกเปน 8 ระดับ ไดแก 57.0, จะทําใหเช้ือหนองในเกิดผลผลิต tbpB-F และ

57.5, 58.3, 59.4, 60.7, 61.8, 62.6 และ 63.0 องศา tbpB-R มขี นาด 589 คเู บส ที่ชัดเจนทสี่ ดุ เมื่อพิจารณา

เซลเซียส ซึ่งพบวาอุณหภูมิชวงการเกิด annealing เปรียบเทียบกับความเขมขนอ่ืนๆ ที่มีผลผลิตไมชัดเจน

ทเ่ี หมาะสม โดยพบวา เชอื้ N. gonorrhoeae จะใหผ ลผลติ ทาํ การทดสอบในชว งอณุ หภมู ิ annealing ทใ่ี หผ ลผลติ ยนี

ยีน PorB ชัดเจนท่ีอุณหภูมิ 57.0 องศาเซลเซยี ส ขนาด PorB ที่ชัดเจน ไดแก 57.0 องศาเซลเซียสและจาก

737 คูเ บสท่ชี ดั เจน ในขณะที่เมื่อพิจารณาอุณหภูมอิ น่ื ๆ ผลการทดลองพบวา ความเขม ขน ของ MgCl ทเ่ี หมาะสม
2

ต้งั แต 57.0 องศาเซลเซียสขึ้นไป ผลผลติ ไมชดั เจน คือ 1.0 μl ท่ี สภาวะดังกลาวจะทําใหเช้ือหนองใน

2. ผลการทดสอบหาสภาวะอุณหภูมิชวง เกดิ ผลผลติ ของยนี PorB-FและPorB-Rมขี นาด737คเู บส

annealing (annealing temperature; Ta) ทเ่ี หมาะสมของ ท่ีชดั เจนที่สุด เมือ่ พจิ ารณาเปรยี บเทยี บกับความเขม ขน

ปฏิกริ ยิ าลกู โซพอลเิ มอเรส ดวยไพรเมอร tbpB-F และ อนื่ ๆ ทม่ี ผี ลผลิตไมชดั เจน

tbpB-R การทดสอบแบง ออกเปน 8 ระดบั ไดแก 66.0, 4. ผลการทดสอบสภาวะอณุ หภมู ชิ ว ง annealing

66.5, 67.3, 68.4, 69.8, 70.9, 71.6 และ 72.0 องศา และหาความเขม ขน ของ MgCl ทเี่ หมาะสมของปฏกิ ริ ยิ า
2

เซลเซียส ซ่ึงพบวาอุณหภูมิชวงการเกิด annealing ลูกโซพอลิเมอเรสโดยใชไพรเมอร 2 คู PorB-F,

ทเี่ หมาะสม โดยพบวา เชอ้ื N. gonorrhoeae จะใหผ ลผลติ PorB-R, tbpB-F และ tbpB-R (ภาพที่ 2) โดยยนี PorB

ยนี tbpB ท่ีอณุ หภมู ิ 68.4 องศาเซลเซียส ขนาด 589 (A) และ tbpB (B) ไดสภาวะอณุ หภูมิชวง annealing ที่

คเู บสทช่ี ดั เจนทส่ี ดุ เมอื่ พจิ ารณาเปรยี บเทยี บกบั อณุ หภมู ิ เหมาะสม คือ 57.0 และ 68.4 องศาเซลเซยี สตามลาํ ดบั

อ่นื ๆ จะมีผลผลิตไมช ัดเจน และความเขม ขนของ MgCl ทเ่ี หมาะสม คอื 1.0 μl และ
2

1.5 μl ตามลําดับ

52

ปท่ี 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศึกษาลาํ ดับพันธกุ รรมทางอณชู ีวโมเลกลุ ของเชอ้ื หนองใน ในกลุม บางรกั โรคตดิ ตอทาง
เพศสัมพนั ธด วยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

ภาพท่ี 2 แสดงผลการทดสอบสภาวะอณุ หภมู ชิ วง annealing และหาความเขม ขน ของ MgCl ที่เหมาะสมของปฏิกริ ิยาลูกโซ
2
พอลิเมอเรสโดยใชไพรเมอร 2 คู คอื (A) : PorB-F, PorB-R และ (B) : tbpB-F และ tbpB-R
รายงานผลการทดสอบวิธี NG-MAST โดย ST ที่เหมือนกันมีดังน้ี ST5447 (n=2, 2.1%),

จากจํานวนตัวอยางเช้ือทั้งหมด 98 ตัวอยาง ไดคา ST ST16101 (n=2, 2.1%), ST8426 (n=3, 3.1%),
ท่ีไมเหมือนกันท้งั หมด 28 ตวั อยา ง คดิ เปน รอยละ 46 ST11371 (n=7, 7.1%), ST12176 (n=3, 3.1%),
ได ST ดงั นี้ ST12331, ST5447, ST16101, ST4003, ST12563 (n=2, 2.1%), ST14792 (n=4, 4.1%),
ST5446, ST8426, ST16326, ST11371, ST12176, ST11421 (n=2, 2.1%) และ ST12578 (n=2, 2.1%)
ST9918, ST12563, ST1498, ST10806, ST15764, และ ST ท่ีไมพบขอมูลในฐานขอมูลของ NG-MAST
ST14792, ST368, ST16407, ST10191, ST13568, (Not found) มีท้ังหมด 52 ตัวอยาง คิดเปนรอยละ
ST11421, ST12578, ST16039, ST505, ST1582, 53.10 ดงั แสดงผลในแผนภูมิวงกลม (ภาพที่ 3)
ST15675, ST13382, ST12844 และ ST5060 ST

53

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE IN BANGRAK STIS
CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

ภาพท่ี 3 แสดงแผนภมู วิ งกลมผลการทดสอบวิธี NG-MAST จากตวั อยา งเชอ้ื หนองในจาํ นวนท้ังหมด 98 ตัวอยา ง

อภิปรายผล ไดแก The National Surveillance Program (NSP)
ที่เฝา ระวงั การด้ือยา พบวา ยา Azithromycin มีอัตราการ
จากผลการทดลอง สง่ิ ทสี่ งั เกตไดค อื อาจเนอื่ งจาก ดอื้ ยาทเี่ พม่ิ ขน้ึ ในป 2011 จาก รอ ยละ 0.40 เปน รอ ยละ
ยา Ciprofloxacin, Tetracycline และ Penicillin มีคา 2.30 ในป 2014(15) และกลุมประเทศในเอเชียองคก รที่
ความไวของยาลดลง และพบการด้อื ยา จึงไมมีการใชยา เฝาระวังการด้ือยา ไดแก Western Pacific Region
Ciprofloxacin, Tetracycline และ Penicillin เพอ่ื ทาํ การ (WPR) และ South East Asian Region (SEAR) พบ
รักษาโรคหนองใน สวนยาที่นํามาใชในการรักษา ไดแก วามีการด้อื ยา Quinolone และ ยา Azithromycin ที่มคี า
ยา Azithromycin, Cefixime และ Ceftriaxone จะพบวา คอนขางกวาง (จากการศึกษาตัวอยางเชื้อหนองใน
คาความไวของยา Azithromycin ไมมีแนวโนมลดลง 9,744 ตัวอยาง พบการด้ือยา Quinolone ในหลาย
แตยา Cefixime และ Ceftriaxone มีแนวโนมคาความไว ประเทศ และพบการด้ือยามากกวา รอยละ 90.00 ใน
ตอยาลดลงในเช้ือหนองในบางตัวอยางท่ีนํามาทดสอบ 11 ประเทศ และพบการด้ือยา Azithromycin ในหลาย
จึงเปนสิ่งท่ีตองเฝาระวังอยางเปนอยางมาก เพราะยา ประเทศท่ีมีเปอรเซน็ แตกตางกันมาก คอื พบการดอื้ ยา
ท้ัง 2 ชนิดน้ีเปนยาหลักที่ใชในการรักษาผูปวย Azithromycin ตั้งแต 0 ถึง รอ ยละ 1 ในประเทศกัมพชู า
โรคหนองในในประเทศไทยจากขอมูลที่ไดศึกษาคนควา และประเทศอนิ เดยี , รอ ยละ 34.00 ในประเทศมองโกเลยี )
ของตางประเทศ พบวาประเทศสหรัฐอเมริกามีองคกร และในหลายๆ ประเทศของเอเชียพบความไวของยา
The Gonococcal Isolate Surveillance Project (GISP) Ceftriaxone ลดลง(15) ในกลุมของยุโรป จะมีองคกร
ที่เฝาระวังการด้ือยาพบคาความไวของยาปฏิชีวนะ ท่ี เฝาระวังการดื้อยา ไดแก The European GASP
ในกลุม Cephalosporin ลดลง(15) ในประเทศแคนาดา

54

ปท ่ี 33 ฉบับท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศกึ ษาลาํ ดับพนั ธกุ รรมทางอณูชวี โมเลกุลของเชอ้ื หนองใน ในกลมุ บางรักโรคตดิ ตอ ทาง
เพศสัมพนั ธด วยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

(Euro-GASP) ดําเนินการโดย The European CDC ยกเวน ST12563 ที่พบวา มีคาความไวของยา Cefixime
(ECDC) จากการรายงานป 2017 พบวา ยา Ciprofloxacin และ Ceftriazone คอื 0.125 μg/ml และ 0.126 μg/ml

กบั ยา Azithromycin มคี วามไวลดลง รอ ยละ 53.00 และ ตามลาํ ดบั ดังนน้ั จงึ อาจพยากรณไดวาถาพบ ST12563

รอยละ 5.00 ตามลาํ ดบั และพบวายา Cefixime มอี ัตรา มแี นวโนม ทจี่ ะมคี า ความไวของยาในกลมุ Cephalosporin

การดื้อยาสูงกวาประเทศสหรัฐอมริกา ในออสเตรเลีย ลดลงได

มีหนวยงานท่ีเฝาระวังการดื้อยา คือ The Australian

Gonococcal Surveillance Program (AGSP) ทาํ ใหตอง ขอเสนอแนะ

มีการเฝาระวังในผูปวยท่ีมีโอกาสเกิดการด้ือยากันขาม การศึกษาทางดานระบาดวิทยา สามารถชวย

กลมุ ในแตล ะภมู ภิ าคของประเทศ เพราะมคี วามแตกตา ง พยากรณแนวโนม หรือปจจัยท่ีอาจทําใหเกิดการด้ือยา

กันทางภูมิภาคได เพ่ือใหสามารถทราบถึงแนวโนมใน ของเช้ือได เพื่อเฝาระวังการแพรกระจายในกลุมเสี่ยง

การดอ้ื ยา จึงตอ งมีการศกึ ษาวิจยั ในระดับอณชู วี โมเลกุล ในอนาคต การใชว ธิ กี ารทดสอบของ NG-MAST มคี วาม

วิธีที่เปนที่ยอมรับ และสามารถหาขอมูลไดงาย คือ สะดวกในการหาขอมูล ST เพราะมีเว็บไซตออนไลน

N. gonorrhoeae multiantigen sequence typing ท่ใี หผ สู นใจไดทําการสบื คน และหาขอ มูลได นอกจากนี้

(NG-MAST) มาชว ยในการดแู นวโนม ทจ่ี ะเกดิ การดอ้ื ยา อีกวธิ ีหนึ่งท่เี ปน gold standard ของ ST คอื วิธี Pulsed-

ขน้ึ เพราะวธิ นี สี้ ามารถจาํ แนกความหลากหลายของแตล ะ field gel electrophoresis (PFGE) นิยมใชศึกษาการ

สายพันธุ(6) เม่ือทําการหาลําดับนิวคลีโอไทดของยีน ระบาดของเช้ือแบคทีเรีย(6) รวมท้ังเช้ือหนองในซ่ึงใช

ทั้งสองชนดิ นี้ จะสามารถนาํ ผลมาเปรียบเทียบกบั ขอ มลู ศกึ ษาในประเทศตา งๆ(16-20) และยงั พบวา ในประเทศไทย

บนฐานขอมูล เพ่ือหาความสัมพันธกับเชื้อท่ีได มีการ ใชในดานนิติเวชดวย(16) โดยวิธีนี้ใชเอ็นไซมในการตัด

ศกึ ษาไวก อ นจากหลายประเทศทว่ั โลก วธิ นี เี้ หมาะสาํ หรบั ตัวอยาง DNA ซ่ึงสามารถศึกษาไดทั้งขนาดจีโนม(21)

การศกึ ษาเชอื้ หนองในดอ้ื ยาทีม่ กี ารระบาด หรือเกิดการ แตข อ เสยี ของวธิ นี คี้ อื จะตอ งมผี เู ชยี่ วชาญในการแปลผล

กระจายตัวอยูในประเทศ หรือกลุมท่ีมีความเส่ียงสูง ของแถบสารพันธุกรรมจากการ run gel electrophoresis

ทางพฤติกรรมทางเพศ ดังน้ันวิธีนี้จึงมีความเหมาะสม จึงไมส ามารถทาํ ไดครั้งละมากๆ รวมท้งั ตอ งใชเ วลานาน

และแมนยํามาก สามารถทําไดเม่ือมีเชื้อเปรียบเทียบ ในการทดสอบแตล ะคร้งั ดว ย(18)

หลายตวั อยา งอีกท้ังยังมี online database เพ่ือใชในการ

เปรยี บเทยี บขอ มูล จากผลการทดลอง พบ ST ทอ่ี ยูใ น กติ ติกรรมประกาศ

ฐานขอ มลู ของทว่ั โลก 28 ตวั อยา ง และ ST ทไี่ มพ บขอ มลู ขอขอบพระคุณ กลุมบางรักโรคติดตอทาง

ในฐานขอมลู ของ NG-MAST (Not found) มที งั้ หมด เพศสมั พนั ธ กองโรคเอดสแ ละโรคตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ

52 ตัวอยาง ซึ่ง ST ที่ไมพบขอมูลอาจเกิดจาก กรมควบคมุ โรค และ Enhanced Gonococcal Antimicrobial

เช้ือหนองในท่ีมีหลากหลายสายพันธุ สายพันธุของไทย Surveillance Program (E-GASP) in Thailand ที่กรณุ า

ยงั ระบหุ มายเลขไมไ ดจ งึ ยงั ไมส ามารถคน พบในระบบได อนเุ คราะหเ ชอ้ื ตวั อยา ง ในงานวจิ ยั ครง้ั น้ี รวมถงึ เจา หนา ท่ี

แตถามีการศึกษาท่ีเพ่ิมมากข้ึนก็อาจจะมีการคนพบ กลุมงานวิจัยและพัฒนาทางชันสูตร กลุมบางรักโรค

หมายเลขสายพันธุใหมข น้ึ ได สวน 28 ตัวอยางท่พี บเปน ตดิ ตอ ทางเพศสมั พนั ธ ทใี่ หค วามชว ยเหลอื ในดา นตา งๆ

ST ทั่วไปท่ีไมมีขอมูลการระบาดของเชื้อหนองในดื้อยา เปนอยา งดี

55

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 STUDY MOLECULAR SEQUENCE TYPING OF NEISSERIA GONORRHOEAE IN BANGRAK STIS
CENTER WITH Neisseria gonorrhoeae MULTIANTIGEN SEQUENCE TYPING (NG-MAST) METHOD

เอกสารอางองิ Francisco, California. Microb Drug Resist.
2012; 18(5): 510-7.
1. Bureau of AIDS, TB and STIs. Guidelines for 9. Starnino S, Dal Conte I, Matteelli A, Galluppi E,
the treatment of sexually transmitted diseases Cusini M, Di Carlo A, et al. Trend of ciproflox-
2015. Nonthaburi: Graphic and Design Alphabet acin resistance in Neisseria gonorrhoeae strains
Publishing Co., Ltd.(TH); 2015. (in Thai) isolated in Italy and analysis of the molecular
determinants. Diagn Microbiol Infect Dis. 2010;
2. Ezewudo MN, Joseph SJ, Castillo-Ramirez S, 67(4): 350-4.
Dean D, del Rio C, Didelot X, et al. Population 10.Shimuta K, Unemo M, Nakayama S,
structure of Neisseria gonorrhoeae based on Morita-Ishihara T, Dorin M, Kawahata T, et al.
whole genome data and its relationship with Antimicrobial resistance and molecular typing of
antibiotic resistance. Peer J. 2015;3:e806. Neisseria gonorrhoeae isolates in Kyoto and
Osaka, Japan, 2010 to 2012: intensified
3. WHO. Report on global sexually transmitted surveillance after identification of the first strain
infection surveillance 2018. (H041) with high-level ceftriaxone resistance. J
Antimicrob Chemother. 2013; 57(11): 5225-
4. CDC. Sexually Transmitted Diseases Treatment 32.
Guidelines, 2015. U.S. Department of Health 11.Cheng C-W, Li L-H, Su C-Y, Li S-Y, Yen
and Human Services 2015. [cited 2021 Mar M-Y. Changes in the six most common sequence
17]. Available from: https://www.cdc.gov/std/ types of Neisseria gonorrhoeae, including
tg2015/default.htm. ST4378, identified by surveillance of antimi-
crobial resistance in northern Taiwan from 2006
5. CDC. Incidence, Prevalence, and Cost of Sexually to 2013. JMII. 2014; 49(5): 708-16.
Transmitted Infections in the United States 2013. 12.Lawung R, Charoenwatanachokchai A, Cherdtr-
[cited 2021 Mar 17]. Available from: http:// akulkiat R, Thammapiwan S, Mungniponpan T,
www.cdc.gov/std/stats/sti-estimates-fact- Bulow L, et al. Antibiograms and randomly
sheet-feb-2013.pdf. amplified polymorphic DNA-polymerase chain
reactions (RAPD-PCR) as epidemiological
6. Goire N, Lahra MM, Chen M, Donovan B, Fairley markers of gonorrhea. J Clin Lab Anal. 2010;
CK, Guy R, et al. Molecular approaches to 24(1): 31-7.
enhance surveillance of gonococcal antimicrobial 13.Lawung R, Buatiang A, Jittawoutipoka T,
resistance. Nat Rev Microbiol. 2014; 12(3): Rittiroongrad S, Prachayasittikul V. Increasing
223-9. trend of multiple resistance and genomic mobili-
ty of Neisseria gonorrhoeae to penicillin and
7. Martin IMC, Ison CA, Aanensen DM, Fenton quinolone. EXCLI Journal. 2005; 4: 130-40.
KA, Spratt BG. Rapid Sequence-Based Identifi-
cation of Gonococcal Transmission Clusters in a
Large Metropolitan Area. J Infec Dis. 2004;
189(8): 1497-505.

8. Buono S, Wu A, Hess DC, Carlson JS, Rauch L,
Philip SS, et al. Using the Neisseria gonorrhoeae
multiantigen sequence-typing method to assess
strain diversity and antibiotic resistance in San

56

ปท ี่ 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 การศึกษาลาํ ดบั พนั ธกุ รรมทางอณูชวี โมเลกลุ ของเชื้อหนองใน ในกลุม บางรักโรคตดิ ตอ ทาง
เพศสมั พนั ธดว ยวธิ ี Neisseria gonorrhoeae multiantigen sequence typing (NG-MAST)

14.Buasakul P. Identification of Multigrug- 19.Dal Conte I, Fianchino B, Delmonte S, Robbiano

resistance Neisseria gonorrhoeae Clinical Isolates F, D’Antuono A, Mirone E, et al. Phenotypic

by MALDI-TOF MS. Thammasat Medical and genotypic characterization of Neisseria gon-

Jonrnal. 2015; 15(3): 406-15. orrhoeae in parts of Italy: detection of a multire-

15.Costa-Lourenço APRd, Barros dos Santos KT, sistant cluster circulating in a heterosexual

Moreira BM, Fracalanzza SEL, Bonelli RR. network. Clin Microbiol Infect. 2008; 14(10):

Antimicrobial resistance in Neisseria gonorrhoeae: 949-54.

history, molecular mechanisms and epidemio- 20.Hsueh PR, Tseng SP, Teng LJ, Ho SW. High

logical aspects of an emerging global threat. Braz prevalence of ciprofloxacin-resistant Neisseria

J Microbiol. 2017; 48(4): 617-28. gonorrhoeae in Northern Taiwan. Clin Infect Dis.

16.Yoo J, Yoo C, Cho Y, Park H, Oh HB, Seong 2005; 40(1): 188-92.

WK. Antimicrobial resistance patterns (1999- 21.Sathirareuangchai S, Phuangphung P, Leelaporn

2002) and characterization of ciprofloxacin- A, Boon-yasidhi V. The usefulness of Neisseria

resistant Neisseria gonorrhoeae in Korea. Sex gonorrhoeae strain typing by Pulse-Field Gel

Transm Dis. 2004; 31(5): 305-10. Electrophoresis (PFGE) and DNA detection as

17.Uehara AA, Amorin EL, Ferreira Mde F, the forensic evidence in child sexual abuse cases:

Andrade CF, Clementino MB, de Filippis I, et al. a case series. J Leg Med. 2015; 129(1): 153-

Molecular characterization of quinolone-resistant 7.

Neisseria gonorrhoeae isolates from Brazil. J

Clin Microbiol. 2011; 49(12): 4208-12.

18.Lundback D, Fredlund H, Berglund T, Wretlind

B, Unemo M. Molecular epidemiology of

Neisseria gonorrhoeae- identification of the first

presumed Swedish transmission chain of an

azithromycin-resistant strain. APMIS. 2006;

114 (1): 67-71.

57

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
วารสารโรคเอดส ปท่ี 33 ฉบับท่ี 2 ก.พ.-พ.ค. 2564
AND AIDS PTAhTaIiEANITDSSINJoHuUrAnIaYl OVTolH. O3S3PINTAo.L2, TFReAbN-GMPaRyO2V0IN2C1E

นพิ นธตน ฉบบั Original Article

ปจจยั ทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผูตดิ เช้ือเอชไอวีและผปู ว ยเอดสที่เขา รับบริการ

ในโรงพยาบาลหวยยอด จังหวดั ตรัง

FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED

AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

สุดคนงึ ณ ระนอง Sutkanung Na Ranong

สาขาศึกษาทั่วไป Department of General Education

คณะวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยกี ารประมง Faculty of Science and Technology

มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลศรวี ิชยั วิทยาเขตตรัง Rajamangala University of Technology Srivijaya,

Trang Campus

Received: 03/03/2021

Revised: 04/04/2021

Accepted: 23/04/2021

บทคัดยอ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือศึกษาคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดส ศึกษาความสัมพันธ
ระหวา งปจ จยั สวนบุคคล ปจจัยดา นภาวะสุขภาพ และปจ จัยดา นการสนับสนุนทางสังคมกบั คณุ ภาพชีวติ และศึกษา
ปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด จังหวัดตรัง
กลุมตัวอยางคือ ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีข้ึนทะเบียนผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดส คลินิกพิเศษ
โรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวดั ตรงั จาํ นวน 188 คน เครอื่ งมอื ทใี่ ชใ นการเกบ็ ขอ มลู เปน แบบสอบถามปจ จยั สว นบคุ คล
ปจจัยดานภาวะสุขภาพ ปจจัยดานการสนับสนุนทางสังคม และคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดส
ผานการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือไดคาความเชื่อม่ันเทากับ 0.902 วิเคราะหขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณนา
หาความสัมพันธของตวั แปรดวยสมั ประสทิ ธสิ์ หสัมพนั ธข องเพยี รสัน คาสัมประสทิ ธ์อิ ตี า และวเิ คราะหป จจัยทํานาย
คุณภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชือ้ เอชไอวีและผปู วยเอดสด วยการวเิ คราะหการถดถอยเชงิ เสน แบบพหคุ ูณดวยวิธี Enter

ผลการศึกษาพบวา กลุมตัวอยางผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสที่เขารับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด
จังหวัดตรัง มีคุณภาพชีวิตโดยรวมอยูในระดับปานกลาง ปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อาชีพ และรายได
มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกกบั คณุ ภาพชวี ติ ในระดบั สงู สว นระดบั การศกึ ษา สถานภาพสมรส มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกกบั
คุณภาพชีวิตในระดับปานกลาง และตัวแปรเพศ การสนับสนุนดานทรัพยากร และการสนับสนุนดานการ
เปน สว นหนง่ึ ของสงั คม เปน ปจ จยั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลสามารถรว มกนั ทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดสไ ด
รอยละ 47.90 อยางมีนยั สําคัญทางสถิติ

58

ปที่ 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จัยทํานายคณุ ภาพชีวติ ของผูตดิ เช้อื เอชไอวแี ละผปู วยเอดสท่ีเขารบั บรกิ าร
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จังหวดั ตรงั

Abstract

This research aimed to study the quality of life of HIV infected and AIDS. Study the relationship
between personal factors, health factors, social support with quality of life and study the factors predicting
the quality of life of HIV infected and AIDS patients in Huai Yot hospital, Trang province. The sample
consisted of 188 HIV and AIDS patients registered with HIV and AIDS at special clinic in Huai Yot
hospital, Trang province. The data were collected with questionnaires: personal factor, health factors, social
support factor and quality of life of HIV and AIDS patients with reliability value 0.902. Descriptive statistics,
Pearson’s correlation coefficient, Eta coefficient and multiple linear regression with enter were used in the
analysis.

The results showed that the overall of quality of life with HIV infected and AIDS patients were
rated at moderate level. Personal factors: gender, occupation, income were positively associated with quality
of life at high level and education, marital status were positively associated with quality of life at moderate
level. Furthermore, the factors affecting to quality of life showed that gender, resource support and social
support were statistical significant factor that predicted the quality of life 47.90% with HIV infected and
AIDS patients.

คําสาํ คัญ Keywords
คณุ ภาพชีวิต ผูตดิ เชอ้ื เอชไอวี ผูปว ยเอดส Quality of life, HIV infected, AIDS patients

บทนาํ จากการตดิ เชอื้ โรคฉวยโอกาส ลดความเสย่ี งใน

การแพรระบาดของโรคเอดสยังคงเปนปญหา การแพรเ ชื้อ มชี วี ติ ยนื ยาวขนึ้ สงผลใหมีคุณภาพชวี ติ ทด่ี ี

สังคมที่สําคัญท่ีสุดในทุกประเทศ โรคเอดสหรือโรค และสามารถดํารงชีวิตไดอยางมีความสุขจากรายงาน

ภูมิคุมกันบกพรอง (Acquired Immune Deficiency สถานการณผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสในป

Syndrome: AIDS) เปนกลุมอาการเจ็บปวยที่เกิดขึ้น พ.ศ. 2563 พบวามีผูติดเช้ือเอชไอวีทั่วโลกสะสมถึง

เนื่องจากรางกายไดรับเช้ือไวรัสชนิดหน่ึงท่ีเรียกวา 83 ลา นคน เปน ผตู ดิ เชือ้ เอชไอวีรายใหม 1.70 ลา นคน

“Human Immunodeficiency Virus” หรอื HIV ซึ่งจะไป และมีผูเสียชีวิตเน่ืองจากโรคเอดส 690,000 คน

ทาํ ลายเซลลเ มด็ เลอื ดขาวทเ่ี ปน แหลง สรา งภมู คิ มุ กนั โรค สวนในประเทศไทยมีจํานวนผูติดเชื้อท่ียังมีชีวิตอยู

ทําใหภูมิคุมกันโรคลดนอยลง สงผลใหรางกายมีอาการ ประมาณ 472,376 คน เปนผูติดเชื้อรายใหม 4,855

ภูมิคุมกันบกพรอง โรคเอดสเปนโรคท่ีมีความเจ็บปวย ราย/ป (เฉลี่ย 33 ราย/วัน) และจํานวนผูติดเชื้อ

เร้ือรังท่ีสงผลกระทบซับซอนและรุนแรงมากกวาการ ทเี่ สียชีวิตจากเอชไอวี 11,882 ราย/ป (เฉลย่ี 32 ราย/

เจ็บปวยดวยโรคเรื้อรังอื่นๆ การตรวจพบผูติดเช้ือ วนั )(1) ขอมูลจากศนู ยร วมขอมูลสารสนเทศตา นเอชไอวี

เอชไอวเี รว็ และเรม่ิ รกั ษาอยา งรวดเรว็ โดยใหย าตา นไวรสั ของประเทศไทย(2) พบวา ชองทางการติดเช้ือเอชไอวี

เปน การปอ งกนั การแพรก ระจายเชอ้ื ไดอ ยา งดี การรกั ษา รายใหมใ นผใู หญส งู สดุ เกดิ จากการมเี พศสมั พนั ธร ะหวา ง

ดวยยาตานไวรัสเอดสเพ่ือหยุดการเพิ่มจํานวนไวรัส ชายกับชายรอยละ 49.00 เกิดจากการรับและถายทอด

เอชไอวีในผูปวย ทําใหสุขภาพรางกายแข็งแรงขึ้น เช้ือจากการมีเพศสัมพันธกับคูครองรอยละ 30.00

มภี ูมคิ มุ กันเพ่ิมขน้ึ ไมม อี าการ เกิดจากการรับและถายทอดเช้ือ ดวยการมีเพศสัมพันธ

59

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

กับคูนอนชั่วคราวและนอกสมรส รอยละ 13.00 โรคแทรกซอ นตา งๆ ไดอ ยา งรวดเรว็ และพบวา ระยะเวลา
เกิดจากการมีเพศสัมพันธจากการซ้ือขายบริการ เฉล่ียต้ังแตไดรับเชื้อจนกระท่ังเสียชีวิตจากโรคเอดส
รอ ยละ 5.00 และเกิดจากการตดิ เช้อื จากการใชเ ขม็ และ โดยไมไดรับยาตานไวรัสของคนไทย มีระยะเวลาโดย
กระบอกฉีดไมสะอาดรวมกัน รอยละ 3.00 ตามลําดับ เฉลี่ย 7.50 ป( 5) จากอดีตถงึ ปจจุบัน การติดเช้ือเอชไอวี
สวนสถานการณผูปวยเอดสของจังหวัดตรัง ต้ังแตป เปนความผิดปกติท่ีคุกคามและกอใหเกิดความทุกข
พ.ศ. 2533 ถึง วนั ท่ี 30 กนั ยายน 2562 จากรายงาน ท่ีมีผลกระทบรุนแรงและซับซอนมากกวาการปวยจาก
ของงานควบคุมโรคติดตอ สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด โรคเรื้อรังประเภทอื่นๆ เนื่องจากโรคเอดสเปนโรคที่ไม
ตรงั พบวา จงั หวดั ตรงั มรี ายงานผปู ว ยเอดสส ะสมจาํ นวน สามารถรักษาใหหายขาดได ประกอบกับมีการรักษา
4,779 ราย เสียชีวิตแลว 1,667 ราย คิดเปนรอยละ ที่มีการพัฒนาใหมอยางตอเนื่องโดยเฉพาะยาตานไวรัส
35.09(3) สวนจํานวนผูปวยเอดสที่เขารับการบริการ ในปจจุบันมีการใชยาตานไวรัสเอชไอวีซึ่งเปนสูตรยา
ในสถานพยาบาลตา ง ๆ ในภาครฐั จาํ แนกตามรายอาํ เภอ ท่ีมีประสิทธิภาพ แตผูที่ไดรับยาตานไวรัสเอดสบางคน
พบวา ในอําเภอหวยยอดต้ังแตป พ.ศ. 2533-2562 อาจเกิดอาการไมพึงประสงคที่รุนแรง ทําใหผูติดเชื้อ
มจี าํ นวนผปู ว ยเอดสส ะสมทงั้ สนิ้ 492 ราย เสยี ชวี ติ จาํ นวน บางสวนเลือกท่ีจะไมรักษาดวยยาตานไวรัส นอกจากนี้
228 ราย และยังมีชีวิตอยู 264 ราย และยังมแี นวโนม เม่ือตนเองรับรูวาไดรับเชื้อเอชไอวี ผูปวยจะรูสึกเปน
สงู ขนึ้ ในอนาคต ภาวะวิกฤติในชีวิตสงผลกระทบโดยตรงตอคุณภาพชีวิต
ของผูติดเชื้อและผูปวยเอดสท้ังทางดานรางกาย จิตใจ
แมว า ในปจ จบุ นั จะมกี ารรกั ษาโรคเอดสด ว ยยา ครอบครวั สังคม และเศรษฐกิจ
ตานไวรัสประสิทธิผลสูง อยางไรก็ตามยังไมมีวิธีการใด
ที่จะรักษาโรคเอดสใหหายขาดได ผูติดเช้ือเอชไอวีและ การศกึ ษาคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละ
ผูปวยเอดสจํานวนไมนอยยังตองเผชิญกับความทุกข ผปู ว ยเอดสจ งึ เปน สงิ่ สาํ คญั อยา งยงิ่ ถา ผตู ดิ เชอ้ื และผปู ว ย
ทรมานท้ังทางดานรางกาย ดานจิตใจ และดานสังคม เอดสมีคุณภาพชีวิตท่ีดี ก็จะสามารถมีชีวิตอยูยืนยาวได
ผลกระทบทางดานรางกาย พบวา ผูปวยสวนใหญมักมี เชน เดยี วกบั คนปกตเิ ปน ระยะเวลาหลายป หากไดร บั การ
อาการเบอ่ื อาหาร รบั ประทานอาหารไมไ ด มคี วามเจบ็ ปวด ดูแลอยางเปนระบบท้ังทางดานรางกาย จิตใจ อารมณ
ในชองปาก กลืนลําบากจากการติดเชื้อรา และมีความ สังคม ดังนั้นการสงเสริมและสนับสนุนใหเกิดคุณภาพ
สามารถในการดูแลตนเองลดลง สวนผลกระทบทาง ชีวิตท่ีดีแกผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสจึงมีความ
ดา นจติ ใจ พบวา ผปู ว ยจะมคี วามเครยี ดตง้ั แตเ รมิ่ แรกทรี่ วู า จําเปนที่จะตองทําการศึกษาและทําความเขาใจถึงขอมูล
ตดิ เชอ้ื เอชไอวีมคี วามวติ กกงั วลรสู กึ กลวั ตายกลวั ถกู ปฏเิ สธ และสภาพปญหาใหชัดเจนและถูกตองใกลเคียงกับ
กลัวขาดรายไดเนื่องจากไมมีงานทํา รูสึกทอแทสิ้นหวัง ความเปนจริงมากที่สุด เพื่อสามารถนําไปวางแผน
ในชีวิต ซึ่งจะสงผลใหเกิดภาวะซึมเศราได(4) สวนผล จดั ระบบการบริการหรอื ชว ยเหลือสนับสนุนและสง เสรมิ
กระทบทางสงั คมพบวา เมอื่ ตดิ เชอ้ื เอชไอวี รอ ยละ 88.00 คุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสได
มีความตองการการชวยเหลือจากสมาชิกในครอบครัว อยางแทจริง จากการศึกษาเอกสารและทบทวน
และเพื่อนสนิท ผูติดเชื้อสวนใหญจะปดบังการติดเชื้อ วรรณกรรมท่ีเกี่ยวของกับคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อ
ของตนเอง แยกตัวออกจากสังคม เนื่องจากเกรงวา เอชไอวีและผูปวยเอดสพบวา ระดับคุณภาพชีวิตของ
ถา สถานะของตนเองถกู เปด เผยจะถกู รงั เกยี จจากคสู มรส ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสมีความแตกตางกัน
ลูกหลาน หรือสมาชิกคนอ่ืนๆ ในครอบครัว ทําให ขึ้นอยูกับปจจัยหลายประการทั้งปจจัยสวนบุคคล ไดแก
เสียโอกาสในการดูแลรักษาดวยวิธีท่ีเหมาะสม สงผล เพศ อายุ ระดบั การศกึ ษา สถานภาพสมรส ความเพยี งพอ
ใหเกิดการเจ็บปวยและเสียชีวิตจากโรคเอดสหรือ ของรายได(6) รวมถึงปจจัยทางดานภาวะสุขภาพ

60

ปท ่ี 33 ฉบับที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จัยทํานายคุณภาพชวี ิตของผตู ดิ เชอื้ เอชไอวีและผปู วยเอดสทเ่ี ขา รับบรกิ าร
ในโรงพยาบาลหวยยอด จังหวัดตรัง

และแรงสนับสนุนทางสังคม พบวา มีความสัมพันธกับ 2. เพ่ือศึกษาความสัมพันธระหวางปจจัย
คณุ ภาพชวี ติ และพฤตกิ รรมการดแู ลตนเองของผตู ดิ เชอื้ สวนบุคคล ปจจัยดานภาวะสุขภาพ และปจจัยดานการ
เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดส( 7) ดงั นน้ั การวจิ ยั นเ้ี ปน การศกึ ษา สนบั สนนุ ทางสังคมกับคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวี
ปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและ และผูปว ยเอดสทเี่ ขารับบริการในโรงพยาบาล
ผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด หว ยยอด จงั หวัดตรัง
จังหวดั ตรงั ทัง้ ปจจยั สว นบคุ คล ปจ จยั ดานภาวะสขุ ภาพ
และปจ จยั ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คมทส่ี ง ผลตอ คณุ ภาพ 3. เพื่อศึกษาปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของ
ชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสในดานรางกาย ผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการใน
ดา นจติ ใจ ดา นสงั คม และดา นสง่ิ แวดลอ ม เพอื่ นาํ ผลจาก โรงพยาบาลหว ยยอด จังหวัดตรงั
การศึกษาไปใชประโยชนและเปนขอมูลพ้ืนฐานใหแก
หนวยงานผูรับผิดชอบดานการพยาบาลผูปวยติดเช้ือ กรอบแนวคิด
เอชไอวใี นการดแู ลและสง เสรมิ คณุ ภาพชวี ติ เพอ่ื วางแผน
และพัฒนาระบบการบริการดูแลผูติดเชื้อเอชไอวีและ การวจิ ยั นกี้ าํ หนดกรอบแนวคดิ ของการวจิ ยั เพอ่ื
ผูปวยเอดสใหมีสุขภาพที่ดีทั้งทางดานรางกายและจิตใจ ศึกษาความสัมพนั ธระหวางปจจัยสวนบคุ คล ไดแก เพศ
สามารถดํารงชีวิตอยูในครอบครัวไดอยางมีคุณคาและ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชีพ รายได
มีคุณภาพชีวิตทดี่ ีตอ ไป ปจจัยดานภาวะสุขภาพ ไดแก ระยะเวลาที่เปนโรค
ปรมิ าณเมด็ เลอื ดขาว CD4 ระยะเวลาทไ่ี ดร บั ยาตา นไวรสั
วัตถปุ ระสงคข องการวิจยั และภาวะซมึ เศรา และปจ จยั ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คม
ไดแก ดานอารมณ ดานการยอมรับ ดานขอมูลขาวสาร
1. เพอ่ื ศกึ ษาคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอื้ เอชไอวี และดา นการเปน สว นหนงึ่ ของสงั คมกบั คณุ ภาพชวี ติ ของ
และผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด ผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสที่เขารับบริการใน
จังหวัดตรัง โรงพยาบาลหวยยอด อําเภอหวยยอด จังหวัดตรัง
(ภาพท่ี 1)

ปจจยั สว นบคุ คล คุณภาพชีวติ ของผูติดเชอื้
-เพศ - อายุ เอชไอวีและผปู วยเอดส

- อาชพี - รายได - ดา นรา งกาย
- ระดบั การศกึ ษา - สถานภาพสมรส - ดา นจิตใจ
- ดา นสังคม
ปจจัยดา นภาวะสุขภาพ - ดา นสิง่ แวดลอม
- ระยะเวลาท่ีเปนโรค

- ปริมาณเมด็ เลอื ดขาว CD4
- ระยะเวลาท่ไี ดรบั ยาตา นไวรัส
- ภาวะซมึ เศรา

ปจ จัยดา นการสนับสนนุ ทางสังคม

- ดา นอารมณ
- ดานการยอมรบั
- ดา นทรัพยากร
- ดานขอมูลขา วสาร
- ดา นการเปน สวนหน่ึงของสงั คม

ภาพที่ 1 กรอบแนวคดิ

61

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

วิธีการวิจัย ดังน้ัน กลุมตัวอยางท่ีใชในการศึกษาครั้งนี้
จาํ นวน 188 ราย กาํ หนดเกณฑก ารคดั เลอื กกลมุ ตวั อยา ง
การวิจัยครั้งนี้เปนการวิจัยเชิงพยากรณ แบบเจาะจง (Purposive Sampling) และไดกําหนด
(Predictive Research) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตของ คุณสมบัติของกลุมตัวอยางท่ีมีอายุตั้งแต 20-60 ป
ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการใน รูสกึ ตัวดี และมสี ติสมั ปชัญญะ สามารถส่อื สารอานออก
โรงพยาบาลหวยยอด อําเภอหวยยอดจังหวัดตรัง เขยี นไดด ว ยภาษาไทย ไมม ปี ญ หาการไดย นิ การมองเหน็
ตามปจ จยั สว นบคุ คล ปจ จยั ดา นภาวะสขุ ภาพ ปจ จยั ดา น การพูด และยินยอมใหความรวมมือในการวิจัยครั้งน้ี
การสนับสนุนทางอารมณที่สงผลตอคุณภาพชีวิต ดวยความสมัครใจ
ของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสในดานรางกาย
ดา นจติ ใจ ดา นสงั คม และดา นสงิ่ แวดลอ ม โดยเกบ็ ขอ มลู 2. เคร่อื งมือทใ่ี ชใ นการวิจยั
จากผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีขึ้นทะเบียน เครอื่ งมอื ทใ่ี ชใ นการวจิ ยั ครงั้ นเี้ ปน แบบสอบถาม
ผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดส คลินิกพิเศษ ท่ีสรางข้ึนจากการศึกษารายละเอียดตามแนวคิด ทฤษฎี
โรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวดั ตรงั มขี น้ั ตอนดาํ เนนิ ศกึ ษา และงานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวของ เพอ่ื ศกึ ษาปจ จัยทํานายคุณภาพ
ดงั น้ี ชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการ
ในโรงพยาบาลหวยยอด อําเภอหวยยอด จังหวัดตรัง
1. ประชากรและกลมุ ตัวอยาง มรี ายละเอียด ดงั นี้
ประชากรในการศึกษาวจิ ยั คร้งั นี้ คอื ผตู ดิ เชอื้ สวนที่ 1 ขอมูลสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ
เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดสท ข่ี นึ้ ทะเบยี นผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส อาชพี รายได จํานวน
ผูปวยเอดส คลินิกพิเศษ โรงพยาบาลหวยยอด 6 ขอ เปน การเลอื กตอบและเติมขอความลงในชองวา ง
อาํ เภอหวยยอด จงั หวดั ตรัง จํานวน 264 คน สว นท่ี 2 ขอมลู ดานภาวะสขุ ภาพ ไดแ ก ระยะ
กลุมตัวอยาง คือ ผูติดเช้ือเอชไอวีและ เวลาที่เปนโรค ปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 คร้ังลาสุด
ผปู ว ยเอดสท ข่ี น้ึ ทะเบยี นผตู ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดส ระยะเวลาท่ีไดรับยาตานไวรัส และการประเมินเพ่ือคัด
คลินิกพิเศษ โรงพยาบาลหวยยอด จังหวัดตรัง โดยใช กรองภาวะซึมเศรา (9Q) ของกรมสขุ ภาพจิต กระทรวง
การคํานวณขนาดตวั อยา ง (Sample Size) จากสตู รของ สาธารณสุข ซึ่งผานการตรวจสอบคุณภาพและเปน
Cochran(8) ดงั นี้ เคร่ืองมือมาตรฐานที่นํามาใชในระบบเฝาระวังโรค
โดยที่ ซึมเศราในประเทศไทย มีคา ความเช่ือมั่น (Reliability)
โดยใชค า สมั ประสทิ ธแิ์ อลฟาของครอนบาค (Cronbach’s
N คอื ขนาดประชากร จํานวน 264 คน Alpha Coefficient) เทากับ 0.820 ประกอบดวย
n คือ ขนาดตวั อยาง ขอ คาํ ถามจาํ นวน 9 ขอ เพอื่ ประเมนิ ความรสู กึ ของตนเอง
Z คอื คา มาตรฐานของการกระจายปกตทิ ร่ี ะดบั ในชวง 2 สัปดาหที่ผานมา โดยมีคาคะแนน 4 ระดับ
นัยสาํ คัญ 0.05 โดยคา Z เทา กบั 1.96 (0 = ไมเ ปน เลย, 1 = เปนบางวนั , 2 = เปน บอ ย และ 3
2 คือ คาความแปรปรวนคุณภาพชีวิตของ = เปน ทกุ วนั ) การแปลผลคะแนนแบง เปน 4 ระดบั โดย
ประชากร(9) มคี า เทา กบั 0.017 ใชค า จดุ ตดั (Cut off) เทา กบั 7 คะแนนเปน จดุ ตดั ทแ่ี บง
E คอื คา ความคลาดเคลอ่ื นในการประมาณคา ระดบั การวนิ จิ ฉยั หรอื จาํ แนกคนทปี่ ว ยออกจากคนไมป ว ย
เฉล่ียคณุ ภาพชวี ิตของประชากร(9) มีคา เทา กับ 0.01 แบง เปน ระดบั ดงั น้ี

62

ปท ี่ 33 ฉบับท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จยั ทํานายคณุ ภาพชีวิตของผตู ิดเชอ้ื เอชไอวีและผูป ว ยเอดสท ี่เขา รบั บริการ
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จังหวดั ตรงั

คะแนนรวมนอยกวา 7 คะแนน หมายถงึ ความชัดเจนของขอคําถาม และหาคาความเช่ือม่ัน

ไมมีอาการซึมเศรา หรอื มีนอยมาก (Reliability) โดยคํานวณคาสัมประสิทธ์ิแอลฟาของ

คะแนนรวม 7 -12 คะแนน หมายถงึ มอี าการ ครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ของ

ซมึ เศราระดับนอย แบบสอบถามไดคาความเชอ่ื ม่ันเทากับ 0.902

คะแนนรวม 13-18 คะแนน หมายถึง 3. การพทิ กั ษสิทธกิ ลุมตัวอยาง

มอี าการซึมเศรา ระดับปานกลาง การศึกษาคร้ังนี้ไดผานการพิจารณารับรอง

คะแนนรวมมากกวา 18 คะแนน หมายถึง จริยธรรมการวิจัยในมนุษย มหาวิทยาลัยราชภัฏ

มอี าการซึมเศรา ระดับรุนแรง นครราชสีมา หมายเลขรับรองจริยธรรมการวิจัย

สวนท่ี 3 ขอมูลการสนับสนุนทางสังคม เปน HE-RDI-NRRU.070/2563 กลุมตัวอยางไดรับ

แบบสอบถามท่ีสรางมาจากแนวคิดของ House(10) และ คําอธิบายวัตถุประสงคของการวิจัยและเขารวมวิจัย

Weiss(11) ประกอบดว ย ขอคําถามจาํ นวน 17 ขอ เพอ่ื ดวยความสมัครใจโดยในระหวางการวิจัยสามารถยุติ

ประเมินการสนับสนุนทางสังคมใน 5 ดาน ไดแก การตอบแบบสอบถามไดตามความตอ งการ ผูว ิจยั รกั ษา

ดา นอารมณ ดานการยอมรับ ดานทรพั ยากร ดานขอมลู ความลบั ของขอ มลู สว นบคุ คลของผตู อบ และเมอ่ื เสรจ็ สนิ้

ขา วสาร และดา นการเปน สว นหนง่ึ ของสงั คม การแปลผล การวิจัยแลวจะทําลายเอกสารแบบสอบถามท้ังหมด

ระดบั คะแนนการสนับสนนุ ทางสังคม แบง เปนดงั นี้ โดยขอมูลจากการวิจัยท้ังหมดจะนําเสนอในภาพรวม

4.21-5.00 หมายถงึ ไดรับการสนบั สนนุ ทาง เพอื่ ประโยชนท างวิชาการเทานั้น

สงั คมมากทีส่ ดุ 4. การเกบ็ รวบรวมขอมูล

3.41-4.20 หมายถงึ ไดร บั การสนับสนุนทาง ผูวิจัยดําเนินการศึกษาวิจัยโดยขออนุญาต

สงั คมมาก หัวหนากลุมการพยาบาลและหัวหนางานคลินิกพิเศษ

2.61-3.40 หมายถงึ ไดร ับการสนับสนุนทาง โรงพยาบาลหวยยอด จังหวัดตรัง เพ่ือขออนุญาตเก็บ

สงั คมปานกลาง ขอ มลู โดยชแ้ี จงใหท ราบถงึ ลกั ษณะงานวจิ ยั วตั ถปุ ระสงค

1.81-2.60 หมายถึง ไดร บั การสนบั สนุนทาง ของการวจิ ยั และขอคาํ แนะนาํ จากทป่ี รกึ ษาโครงการวจิ ยั

สังคมนอ ย เพ่ือคัดเลือกกลุมตัวอยางผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวย

1.00-1.80 หมายถึง ไดรับการสนบั สนุนทาง เอดสท่ีเขารับบริการและขอรับคําปรึกษาในคลินิกพิเศษ

สังคมนอ ยท่ีสุด ของโรงพยาบาลหวยยอดท่ีมีลักษณะตรงตามคุณสมบัติ

สวนที่ 4 ขอมูลคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือ ท่ีกําหนดไว ในการเก็บขอมูลดวยแบบสอบถาม ผูวิจัย

เอชไอวีและผูปวยเอดส เปนแบบสอบถามเกี่ยวกับ แนะนําตัว ช้ีแจงวัตถุประสงค ข้ันตอนของการศึกษา

คุณภาพชีวิตโดยปรับปรุงจากแบบประเมินคุณภาพชีวิต พรอมท้ังอธิบายวิธีการตอบแบบสอบถามอยางละเอียด

ฉบับยอขององคการอนามัยโลกฉบับภาษาไทย(12) โดยสอบถามความสมัครใจในการเขารวมโครงการวิจัย

ประกอบดวยขอคําถาม จํานวน 18 ขอ เพ่ือประเมิน และเปดโอกาสใหซักถามปญหาหรือขอสงสัยตางๆ

คุณภาพชีวิตใน 4 ดาน ไดแก ดานรางกาย ดานจิตใจ ผูวิจัยเก็บขอมูลดวยวิธีการสัมภาษณกลุมตัวอยาง

ดา นสงั คม และดานส่ิงแวดลอม เพื่อสอบถามขอมูลสวนบุคคล ขอมูลดานภาวะสุขภาพ

ผวู จิ ยั นาํ แบบสอบถามไปทดลองใช (Try Out) ขอมูลการสนับสนุนทางสังคม และขอมูลคุณภาพชีวิต

กับผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการใน โดยใชร ะยะเวลาประมาณคนละ 30 นาที หากกลมุ ตวั อยา ง

โรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวดั ตรงั เพอ่ื ทดสอบความเขา ใจ รูสึกอึดอัดใจไมสบายใจท่ีจะตองตอบคําถาม สามารถ

ในภาษาที่ใช ความเขาใจในการตอบคําถาม ตรวจสอบ หยดุ หรือเลิกตอบไดทนั ที และในระหวางการเกบ็ ขอ มูล

63

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

จะไมมีการบันทึกภาพถายใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเก็บขอมูล สว นใหญจ บการศกึ ษาระดบั ประถมศกึ ษาคดิ เปน รอ ยละ

เรียบรอยแลว ผูวิจัยทําการตรวจสอบความสมบูรณ 46.30 มสี ถานภาพโสด คดิ เปน รอ ยละ 25.00 ประกอบ

ครบถวนของขอมูลเพ่ือนําไปวิเคราะหขอมูลทางสถิติ อาชพี รบั จา ง คดิ เปน รอ ยละ 37.80 รายไดเ ฉลย่ี ตอ เดอื น

ตอไป ตํ่ากวา 5,000 บาท คดิ เปน รอยละ 32.40 ปจ จัยดาน

5. การวิเคราะหขอ มูล ภาวะสุขภาพของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสท่ีเขา

วิเคราะหขอมูลดวยโปรแกรมสําเร็จรูป รับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด พบวา กลุมตัวอยาง

ทางสถิติ โดยขอมูลปจจัยสวนบุคคล และขอมูลปจจัย ทราบวา ไดร บั เชอื้ เอชไอวมี าแลว เปน ระยะเวลา 10-12 ป

ดานภาวะสุขภาพ วิเคราะหขอมูลดวยสถิติเชิงพรรณนา คดิ เปน รอ ยละ 23.94 ระยะเวลาทที่ ราบวา ตดิ เชอื้ เอชไอวี

ดวยการหาความถี่ คาตํ่าสุด คาสูงสุด รอยละ คาเฉลี่ย ตํ่าสุด 1 เดือน และระยะเวลาสูงสุด 24 ป สวนใหญ
และสวนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และวเิ คราะหความสัมพนั ธ มีปริมาณเม็ดเลือดขาว CD4 ครั้งลาสุด มากกวา 550

เซลลตอลูกบาศกมิลลิเมตร โดยมีปริมาณเม็ดเลือดขาว
ระหวา งปจ จยั สวนบคุ คล ปจจัยดานภาวะสุขภาพ ปจ จยั

CD4 ตา่ํ สดุ 22 เซลลต อ ลกู บาศกม ลิ ลเิ มตร สงู สดุ 1,370
ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คมกบั คณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอ้ื

เซลลต อ ลกู บาศกม ลิ ลเิ มตร ระยะเวลาทไ่ี ดร บั ยาตา นไวรสั
เอชไอวีและผูปวยเอดส โดยใชสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ

7-9 ป คิดเปน รอ ยละ 23.10 โดยมีระยะเวลาตา นไวรสั
ของเพียรส ัน (Pearson’s Product Moment Correlation ต่าํ สดุ 1 เดอื น และสูงสดุ 19 ป และในชวงปท ี่ผานมา
Coefficient) คาสัมประสทิ ธ์ิ Eta (Eta Coefficient) และ กลุมตัวอยางผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสมีอาการ

วิเคราะหปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวี ผิดปกติโดยมีอาการออนเพลียมากที่สุด คิดเปนรอยละ

และผูปวยเอดสดวยการวิเคราะหการถดถอยเชิงเสน 46.37 รองลงมาคือมีผืน่ คันตามรา งกาย คิดเปนรอยละ

แบบพหุคูณ (Multiple Linear Regression Analysis) 26.26 ตามลาํ ดบั และเมอ่ื ประเมนิ คดั กรองภาวะซมึ เศรา

วิธี Enter ดว ยแบบประเมนิ ของกรมสขุ ภาพจติ กระทรวงสาธารณสขุ

พบวา ผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสสวนใหญไมมี

ผลการวจิ ัย อาการของภาวะซึมเศราหรือมีอาการนอยมาก คิดเปน

ขอมูลท่ัวไปสวนบุคคลของกลุมตัวอยางผูติด รอยละ 80.85 รองลงมาคือ มีภาวะซึมเศราระดับนอย

เชอ้ื เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดสท เ่ี ขา รบั บรกิ ารในโรงพยาบาล คิดเปนรอยละ 18.09 มีภาวะซึมเศราระดับปานกลาง

หวยยอด อาํ เภอหวยยอด จงั หวดั ตรงั จาํ นวน 188 คน คิดเปนรอยละ 1.06 และไมมีผูติดเชื้อเอชไอวีและ

พบวา เปนเพศชาย คิดเปนรอยละ 46.80 อายุเฉลี่ย ผูปวยเอดสที่มีอาการของภาวะซึมเศราในระดับรุนแรง
44.27±10.31 ป อายุต่ําสุด 19 ป อายุสูงสุด 73 ป ตามลาํ ดบั (ตารางท่ี 1)

64

ปท ่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จัยทาํ นายคุณภาพชวี ติ ของผูติดเชื้อเอชไอวแี ละผปู วยเอดสท ี่เขารับบรกิ าร
ในโรงพยาบาลหวยยอด จงั หวัดตรงั

ตารางท่ี 1 ขอมูลภาวะสขุ ภาพของผูติดเชอ้ื เอชไอวีและผูปว ยเอดส

ขอมลู จาํ นวน รอ ยละ
ระยะเวลาท่ีทราบวาไดร ับเช้ือเอชไอวี (ป)
22 11.70
ตา่ํ กวา 3 ป 42 22.34
3-6 ป 27 14.36
7-9 ป 45 23.94
10-12 ป 31 16.49
13-15 ป 21 11.17
15 ป ข้ึนไป
n = 188 Min = 1 เดือน Max = 24 ป Mean = 9.39 SD = 4.835 16 8.99
ปริมาณเมด็ เลือดขาว CD4 (เซลลตอลูกบาศกมลิ ลเิ มตร) คร้งั ลาสุด 20 11.24
ตํ่ากวา 200 12 6.74
200-350 29 16.29
351-400 101 56.74
401-550
มากกวา 550 29 15.59
n = 178 Min = 22 Max = 1,370 Mean = 591.37 SD = 288.96 40 21.51
ระยะเวลาทไี่ ดร ับยาตา นไวรสั (ป) 43 23.12
ตา่ํ กวา 3 ป 39 20.97
3-6 ป 31 16.67
7 -9 ป 4 2.15
10 -12 ป
13 -15 ป 83 46.37
15 ป ขึ้นไป 47 26.26
n = 186 Min = 1 เดอื น Max = 19 ป Mean = 8.35 SD = 4.096 15 8.38
อาการผิดปกตใิ นชว งปท่ีผา นมา* 13 7.26
ออนเพลีย เหนือ่ ยงา ย ปวดศีรษะ 8 4.47
ผืน่ คันตามรา งกาย 8 4.47
เปนเชอ้ื ราในชองปาก หลอดอาหาร หรือชองคลอด 5 2.79
ลาํ ไสแ ปรปรวน
เปนวัณโรคท่ีปอดหรอื นอกปอด 152 80.85
จอประสาทตาอักเสบ 34 18.09
อนื่ ๆ (ชาปลายมือ/ตาลาย/หอบ) 2 1.06
* ตอบไดมากกวา 1 คาํ ตอบ (n = 179) 0 0.00
ระดบั ภาวะซึมเศรา
ไมม ีอาการซึมเศรา หรือมีนอยมาก (< 7 คะแนน)
ซมึ เศราระดับนอย (7-12 คะแนน)
ซึมเศราระดับปานกลาง (13-18 คะแนน)
ซึมเศรา ระดับรนุ แรง (>18 คะแนน)

65

Thai AIDS Journal

Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

ปจ จยั ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คมของผตู ดิ เชอ้ื (x= 3.59, SD = 1.094) และการไดรบั การสนบั สนุน
เอชไอวีและผูปวยเอดสในภาพรวมอยูในระดับมาก ดานการยอมรบั (x= 3.59, SD = 1.109) การไดร ับ
(x= 3.60, SD = 1.033) และเมอ่ื พจิ ารณาเปน รายดา น การสนบั สนนุ ดา นการเปน สว นหนง่ึ ของสงั คม (x= 3.55,

พบวา อยใู นระดบั มากทกุ ดา น โดยการไดร บั การสนบั สนนุ SD = 1.043) และการไดร บั การสนบั สนนุ ดา นทรพั ยากร
ดานขอ มลู ขา วสารมากทสี่ ดุ (x= 3.82, SD = 0.863) (x= 3.43, SD = 1.055) ตามลาํ ดบั (ตารางท่ี 2)

รองลงมาคือ การไดรับการสนับสนุนดานอารมณ

ตารางที่ 2 คา เฉล่ียและสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานดา นการสนับสนุนทางสังคม

การสนับสนุนทางสังคม คาเฉลีย่ สวนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ระดบั
การไดร บั การสนับสนนุ ดา นอารมณ 3.59 1.094 มาก
การไดร ับการสนับสนุนดา นการยอมรบั 3.59 1.109 มาก
การไดรับการสนบั สนนุ ดา นทรพั ยากร 3.43 1.055 มาก
การไดรบั การสนับสนนุ ดา นขอ มูลขาวสาร 3.82 0.863 มาก
การไดรับการสนบั สนนุ ดา นการเปนสวนหน่ึงของสงั คม 3.55 1.043 มาก
3.60 1.033 มาก
ภาพรวม

คุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวย คดิ เปน รอ ยละ 56.91 คณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ดี คดิ เปน
เอดสท เ่ี ขา รบั บรกิ ารในโรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวดั ตรงั รอยละ 39.89 และคุณภาพชีวิตอยูในระดับท่ีไมดี
ในภาพรวมสว นใหญม คี ณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ปานกลาง คิดเปนรอยละ 3.19 ดานสังคมผูติดเชื้อเอชไอวีและ
คดิ เปน รอ ยละ 62.23 คณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ดี คดิ เปน ผปู ว ยเอดสส ว นใหญม คี ณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ดี คดิ เปน
รอยละ 37.77 และไมมผี ูตดิ เชือ้ เอชไอวแี ละผูป วยเอดส รอยละ 53.19 คุณภาพชีวิตอยูในระดับปานกลาง
ทีม่ คี ุณภาพชีวิตอยูในระดับทไี่ มดี และเมอื่ แยกประเด็น คิดเปนรอยละ 43.62 และคุณภาพชีวิตอยูในระดับ
เปนรายดาน พบวา ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดส ทไี่ มด ี คดิ เปน รอ ยละ 3.19 และดา นสงิ่ แวดลอ มผตู ดิ เชอ้ื
สว นใหญม คี ณุ ภาพชวี ติ ดา นรา งกายอยใู นระดบั ปานกลาง เอชไอวีและผูปวยเอดสสวนใหญมีคุณภาพชีวิตอยูใน
คดิ เปน รอ ยละ 57.45 คณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ดี คดิ เปน ระดับปานกลาง คดิ เปนรอยละ 63.83 คุณภาพชีวติ อยู
รอยละ 40.43 และคุณภาพชีวิตอยูในระดับท่ีไมดี ในระดบั ดี คดิ เปน รอ ยละ 34.57 และคณุ ภาพชวี ติ อยใู น
คดิ เปน รอ ยละ 2.13 สว นดา นจติ ใจผตู ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละ ระดบั ทไี่ มด ี คดิ เปน รอ ยละ 1.60 ตามลาํ ดบั (ตารางที่ 3)
ผปู ว ยเอดสส ว นใหญม คี ณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ปานกลาง

ตารางที่ 3 จาํ นวนและรอยละของผตู ดิ เช้ือเอชไอวแี ละผูปวยเอดสในแตล ะดานจาํ แนกตามระดบั คุณภาพชวี ิต

องคประกอบ ระดบั คณุ ภาพชีวิต

คุณภาพชวี ิต ไมดี ปานกลาง ดี

จาํ นวน รอ ยละ จาํ นวน รอ ยละ จํานวน รอยละ

ดา นรางกาย 4 2.13 108 57.45 76 40.43

ดา นจิตใจ 6 3.19 107 56.91 75 39.89

ดานสงั คม 6 3.19 82 43.62 100 53.19

ดานส่ิงแวดลอ ม 3 1.60 120 63.83 65 34.57

ภาพรวม 0 0.00 117 62.23 71 37.77

66

ปท ี่ 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จัยทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ิดเชือ้ เอชไอวีและผปู วยเอดสท ่ีเขา รับบริการ
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวัดตรงั

ความสัมพันธระหวางปจจัยสวนบุคคล ปจจัย ทางสังคม พบวา การไดรับการสนับสนุนดานอารมณ
ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คมกบั คณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอ้ื มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั ปานกลางกบั คณุ ภาพชวี ติ
เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดส พบวา ปจ จยั สว นบคุ คล ดา นเพศ ในภาพรวม (r = 0.489) การไดร บั การสนับสนนุ ดา น
มีความสัมพันธเชิงบวกในระดับสูงกับคุณภาพชีวิต การยอมรบั มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั ปานกลางกบั
ในภาพรวม (Eta = 0.567) ระดับการศึกษามีความ คุณภาพชีวิตในภาพรวม (r = 0.450) การไดรับการ
สัมพันธเชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิต สนบั สนนุ ดา นทรพั ยากรมคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั
ในภาพรวม (Eta = 0.431) สถานภาพสมรสมีความ สูงกับคุณภาพชีวติ ในภาพรวม (r = 0.543) การไดร บั
สัมพันธเชิงบวกในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิต การสนับสนุนดานขอมูลขาวสารมีความสัมพันธเชิงบวก
ในภาพรวม (Eta = 0.448) อาชพี มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวก ในระดับปานกลางกับคุณภาพชีวิตในภาพรวม (r =
ในระดับสูงกบั คณุ ภาพชวี ิตในภาพรวม (Eta = 0.570) 0.477) การไดร บั การสนบั สนนุ ดา นการเปน สว นหนง่ึ ของ
รายไดม คี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั สงู กบั คณุ ภาพชวี ติ สงั คมมคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั สงู กบั คณุ ภาพชวี ติ
ในภาพรวม (Eta = 0.641) สว นปจ จยั ดา นการสนบั สนนุ ในภาพรวม (r = 0.590) (ตารางที่ 4)

ตารางที่ 4 ความสมั พนั ธของปจ จยั กับคณุ ภาพชวี ิตของผูติดเช้อื เอชไอวแี ละผปู วยเอดส

ตวั แปร คณุ ภาพชีวิต
Eta p-value
เพศ 0.567 0.007
ระดับการศกึ ษา 0.431 0.291
สถานภาพสมรส 0.448 0.858
อาชพี 0.570 0.095
รายได 0.641 0.022
r p-value
ตัวแปร 0.489 <0.001
การสนบั สนนุ ดานอารมณ 0.450 <0.001
การสนบั สนุนดา นการยอมรบั 0.543 <0.001
การสนับสนุนดา นทรพั ยากร 0.477 <0.001
การสนับสนุนดานขอ มลู ขา วสาร 0.590 <0.001
การสนับสนนุ ดานการเปนสวนหนึ่งของสังคม

การวเิ คราะหป จ จยั ทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ ของตวั แปรมีคาอยูร ะหวาง 0.205-0.854 และคา VIF

เชอ้ื เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดส ผวู จิ ยั ไดท าํ การแปลงตวั แปร มีคาอยรู ะหวา ง 1.247-4.872 แสดงวา ตวั แปรทํานาย

ทาํ นายของปจ จยั สว นบคุ คลใหเ ปน ตวั แปรหนุ (Dummy ทุกตัวแปรไมเกิดปญหาความสัมพันธเชิงเสนพหุ

Variable) แลวทําการตรวจสอบขอตกลงเบื้องตน (Multicollinearity)

(Assumption) ของการวเิ คราะหก ารถดถอยเชงิ เสน แบบ ผลการวิเคราะหปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของ

พหคุ ณู คอื ตัวแปรอิสระแตล ะตวั ตอ งไมมีความสมั พนั ธ ผูติดเชอ้ื เอชไอวีและผูปวยเอดส พบวา ปจจยั ทม่ี อี ิทธพิ ล

กัน (Multicollinearity) ดวยการพิจารณาจากคา สามารถรวมกันทํานายคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวี

Tolerance และคา Variance Inflation Factor (VIF) และผปู ว ยเอดส มจี าํ นวน 3 ตวั แปร ไดแ ก เพศ การสนบั สนนุ

ตามเกณฑของ Hair(13) ท่ีกําหนดไววาคา Tolerance ดานทรัพยากร และการสนับสนุนดานการเปนสวนหนึ่ง

ตอ งมคี ามากกวา 0.10 และคา VIF ตอ งมคี า ไมเขาใกล ของสังคม สามารถรวมกันทํานายคุณภาพชีวิตของ

หรือเกนิ 10 ผลการวิเคราะหข อ มลู พบวา คา Tolerance ผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสไดรอยละ 47.90

67

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ (R2 = 0.479, p-value ของผตู ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดส (ตารางท่ี 5) ไดด งั นี้
<0.001) โดยมีคาสัมประสิทธ์ิการถดถอยของตัวแปร Y (คณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละผปู ว ย
ทํานาย ดังนี้ การสนับสนุนดานการเปนสวนหน่ึง
ของสังคม (b = 0.271) การสนับสนุนดานทรัพยากร เอดส) = 1.696 + 0.271 (การสนับสนุนดานการเปน
(b = 0.110) เพศ (-0.218) และมคี าคงที่ (Constant) สวนหน่ึงของสังคม) + 0.110 (การสนับสนุนดาน
เทา กบั 1.696 สามารถสรา งสมการทํานายคุณภาพชวี ิต ทรัพยากร)-0.218 (เพศ)

ตารางที่ 5 ปจจัยทาํ นายคุณภาพชีวิตของผูต ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละผปู วยเอดส

ตัวแปรทํานาย b Beta t p-value Tolerance VIF
ปจจัยสว นบุคคล
-0.218 -0.223 -3.216 0.002 0.703 1.423
เพศ 0.251 0.079 1.210 0.228 0.802 1.247
ระดับการศึกษา 0.116 0.099 1.579 0.116 0.854 1.171
สถานภาพสมรส -0.039 -0.029 -0.391 0.696 0.631 1.585
อาชีพ 0.045 0.028 0.378 0.706 0.628 1.592
รายได
ปจจยั ดา นภาวะสุขภาพ -0.033 -0.101 -0.785 0.434 0.205 4.872
ระยะเวลาท่เี ปน โรค 0.013 0.033 0.480 0.632 0.695 1.439
ปรมิ าณเมด็ เลอื ดขาว CD4 0.004 0.012 0.098 0.922 0.230 4.356
ระยะเวลาท่ีไดร บั ยาตานไวรัส
ปจจัยดานการสนับสนุนทางสังคม 0.075 0.143 1.385 0.168 0.317 3.151
การสนบั สนุนดา นอารมณ -0.017 -0.034 -0.299 0.765 0.260 3.842
การสนบั สนุนดา นการยอมรับ 0.110 0.184 1.835 0.048 0.338 2.962
การสนับสนุนดานทรัพยากร 0.056 0.083 1.022 0.308 0.509 1.963
การสนับสนุนดานขอ มลู ขา วสาร 0.271 0.434 5.564 0.001 0.556 1.797
การสนับสนุนดานการเปน
สว นหนึ่งของสงั คม Constant = 1.696 F = 10.903 p-value <0.001
R = 0.692 R2 = 0.479

อภปิ รายผล อยางท่ัวถึง และไดรับการยอมรับจากสังคมภายนอก
มากขึ้น แตคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือก็ยังคงอยูในระดับ
การศึกษาครั้งน้ี พบวา ผูติดเช้ือเอชไอวีและ ที่ไมสูงมากนัก ท้ังนี้อาจเปนเพราะคุณภาพชีวิตเปน
ผูปวยเอดสท่ีเขารับบริการในโรงพยาบาลหวยยอด การประเมินจากการรับรูของบุคคลหรือความรูสึก
จงั หวดั ตรงั มคี ณุ ภาพชวี ติ โดยรวมอยใู นระดบั ปานกลาง พึงพอใจตอความเปนอยูในขณะนั้นรวมถึงเปนความสุข
และเมอื่ พจิ ารณารายดา น พบวา คณุ ภาพชวี ติ ดา นรา งกาย ในการดํารงชีวิต แตเนื่องจากโรคเอดสเปนโรคท่ีไม
ดานจิตใจ และดานสิ่งแวดลอมอยูในระดับปานกลาง หายขาด ตองปกปดบุคคลอื่น ยังไมไดรับการยอมรับ
สวนคุณภาพชีวิตดานสังคมอยูในระดับดี สอดคลองกับ ในสังคมมากนกั อีกทัง้ มโี อกาสติดเช้ือฉวยโอกาส และ
การศกึ ษาของวษิ ณุ อนลิ บล(14) เกษรวี ละมา ยสกลุ (6) และ อาจมีอาการผิดปกติเกิดภาวะแทรกซอนของโรคท่ีอาจ
ประทีป ดวงงาม(15) พบวา ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวย สงผลกระทบทัง้ ทางตรงและทางออ ม ดังนัน้ แมวาผปู ว ย
เอดสส ว นใหญม คี ณุ ภาพชวี ติ อยใู นระดบั ปานกลาง ทง้ั ๆ สว นใหญจ ะไดร บั การรกั ษาดแู ลจากสถานพยาบาลในชมุ ชน
ทใี่ นปจ จบุ นั ผตู ดิ เชอื้ สามารถเขา ถงึ บรกิ ารยาตา นไวรสั ได

68

ปท่ี 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจจัยทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ิดเชื้อเอชไอวแี ละผูปว ยเอดสท่เี ขา รับบรกิ าร
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จังหวดั ตรัง

และไดร บั ยาตา นไวรสั อยา งสมาํ่ เสมอ แตก ย็ งั ไมส ามารถ ตอไปในอนาคต สวนระดับการศึกษา สถานภาพสมรส
ทาํ ใหผ ปู ว ยและผตู ดิ เชอื้ มคี วามพงึ พอใจตอ ความเปน อยู มคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกในระดบั ปานกลางกบั คณุ ภาพชวี ติ
ของตนไดอยางเต็มที่ สงผลใหคุณภาพชีวิตในภาพรวม จากการศึกษาของเปรมจิตร ตันบุญยืน และคณะ(18)
ของผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดสยังคงอยูในระดับ พบวา สถานภาพสมรสมีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิต
ปานกลาง และเมื่อพจิ ารณาคณุ ภาพชวี ติ รายดา น พบวา ของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดส อําเภอบานบึง
คุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดส จังหวัดชลบุรี โดยพบวา ผูติดเช้ือท่ีมีคูสมรส รวมถึง
ดา นรา งกาย ดา นจิตใจ และดานสิง่ แวดลอ ม อยูใ นระดบั ผทู ีเ่ ปน หมา ย หยาราง หรือแยกกนั อยมู คี ุณภาพชวี ติ ทดี่ ี
ปานกลาง และคุณภาพชีวิตดานสังคมอยูในระดับดี กวา ผทู เ่ี ปน โสด เนอื่ งจากการมคี สู มรสชว ยใหผ ปู ว ยมกี าร
สอดคลอ งกบั การศกึ ษาของปญ จพจน วมิ ลรตั นชยั ศริ (ิ 16) สนบั สนนุ ทางสงั คมทจี่ ะชว ยเหลอื ใหด าํ เนนิ ชวี ติ ไดด กี วา
ณัฐพร ลีนวิภาต และคณะ(17) พบวา คุณภาพชีวิต และสอดคลอ งกบั การศกึ ษาของสเุ ทพ รกั เมอื ง(19) พบวา
ดานสุขภาพกาย ดานจิตใจ และดานสังคมอยูในระดับ สถานภาพสมรสมีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตของ
ปานกลาง และระดบั ดี อาจเนอ่ื งจากผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละ ผปู ว ยเอดสท ร่ี บั ยาตา นไวรสั โดยผทู ส่ี มรสแลว มคี ณุ ภาพ
ผูปวยเอดสไดรับยาตานไวรัสจากโรงพยาบาลและไดรับ ชีวิตในระดับดีสูงกวากลุมอื่น ซ่ึงสามารถอธิบายไดวา
การตรวจรางกายจากแพทย รวมถึงไดรับความรู ผูติดเช้ือหรือผูปวยเอดสที่มีคูสมรสเปนบุคคลใกลชิด
คาํ แนะนาํ ตา งๆ เกยี่ วกบั โรคทเ่ี ปน อยู การรบั ประทานยา ทสี่ ามารถพดู คยุ ใหก าํ ลงั ใจและดแู ลกนั ได ทาํ ใหผ ปู ว ยได
และการปฏิบัติตนในชีวิตประจําวันจากพยาบาลหรือ รบั ความรกั การดแู ลเอาใจใส สว นผทู อี่ ยใู นสถานภาพโสด
เจาหนาที่สาธารณสุข ทําใหผูปวยสามารถทํากิจกรรม มกั มแี นวโนม ทจ่ี ะไมม คี วามสขุ เนอ่ื งจากไมม ผี ดู แู ลซง่ึ อาจ
ตางๆ ใชชีวิตประจําวัน การเขาสังคม รวมถึงประกอบ ทาํ ใหก ระทบตอ จติ ใจหรอื คณุ ภาพชวี ติ ได สว นรายไดไ มม ี
อาชพี ไดตามปกติ ความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและ
ผปู ว ยเอดส อาจเนอ่ื งจากการรกั ษาในปจ จบุ นั ผปู ว ยเอดส
ความสัมพันธระหวางปจจัยสวนบุคคล ปจจัย ไดรับยาตานไวรัสเอดสฟรี โดยไมตองเสียคาใชจายจึง
ดา นภาวะสขุ ภาพ และปจ จยั ดา นการสนบั สนนุ ทางสงั คม ทาํ ใหไ มม คี วามรสู กึ กงั วลใจในการใชจ า ยคา รกั ษาพยาบาล
กับคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวยเอดส ในสว นนี้
พบวา ปจ จยั สวนบุคคล ไดแ ก เพศ อาชพี และรายได
มีความสัมพันธเชิงบวกกับคุณภาพชีวิตในระดับสูง นอกจากนี้ ปจ จยั การสนบั สนนุ ทางสงั คมในดา น
สวนระดับการศึกษา สถานภาพสมรส มีความสัมพันธ ทรัพยากรและดานการเปนสวนหนึ่งของสังคม มีความ
เชงิ บวกกบั คณุ ภาพชวี ติ ในระดบั ปานกลาง และตวั แปรเพศ สัมพันธกับคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและ
การสนับสนุนดานทรัพยากร และการสนับสนุนดานการ ผปู ว ยเอดส สอดคลอ งกบั การศกึ ษาของ ประทปี ดวงงาม(15)
เปนสวนหนึ่งของสังคม เปนปจจัยที่มีอิทธิพลสามารถ และมลิวรรณ ชูดํา(20) พบวา การสนับสนุนทางสังคม
รวมกันทํานายคุณภาพชีวิตของผูติดเช้ือเอชไอวีและ มีความสัมพันธกับคุณภาพชีวิตและความผาสุกของ
ผูปวยเอดสไ ด รอ ยละ 47.90 อยา งมนี ยั สําคัญทางสถติ ิ ผูติดเช้ือเอชไอวี ท้ังน้ีเนื่องจากระบบสังคมไทยและ
ซึ่งจากการศึกษาของเกษรวี ละมายสกุล(6) พบวา วัฒนธรรมไทยมีการสนับสนุนชวยเหลือเกื้อกูลกัน
เพศมคี วามสมั พนั ธเ ชงิ บวกกบั คณุ ภาพชวี ติ ในมติ สิ ขุ ภาพ โดยเฉพาะกับผูที่ออนแอหรือเกิดการเจ็บปวยดวย
ของผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสที่ไดรับยาตานไวรัส โรครา ยคกุ คามชวี ติ สมาชกิ ในสงั คมจะใหค วามชว ยเหลอื
ในระดับตํ่า ทั้งนี้อาจเน่ืองจากเพศชายและเพศหญิง คอยใหก าํ ลงั ใจในการตอ สกู บั ภาวะการเจบ็ ปว ยทเี่ กดิ ขน้ึ
เมื่อตองเผชิญกับการติดเช้ือเอชไอวีซึ่งเปนโรคท่ีรักษา ทําใหเกิดความรูสึกเห็นคุณคาในตนเองเพิ่มมากขึ้น
ไมหายขาดจึงทําใหมีผลตอจิตใจและการดํารงชีวิตอยู ดงั นน้ั การไดร บั การสนบั สนนุ จากสงั คมจงึ เปน ปจ จยั ทมี่ ี

69

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

ความสําคัญตอคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและ 4. การวิจัยคร้ังน้ีกําหนดคุณสมบัติของ
ผปู ว ยเอดส หากสมาชกิ ในครอบครวั คสู มรส หรอื บคุ คล กลมุ ตวั อยา งในการเกบ็ ขอ มลู เฉพาะผตู ดิ เชอ้ื เอชไอวแี ละ
ใกลชิดคอยใหการชวยเหลือสนับสนุนในเรื่องตางๆ ผูปวยเอดสที่รูสึกตัวดี มีสติสัมปชัญญะ และมีภาวะ
ใหการยอมรับ มีโอกาสเขารวมกิจกรรมทางสังคม สุขภาพโดยท่ัวไปที่สามารถชวยเหลือตัวเองได ดังนั้น
ไดรับขอมูลขาวสารท่ีเปนประโยชน ไดรับการสนับสนุน คณุ ภาพชวี ติ ทไี่ ดอ าจแตกตา งจากผปู ว ยทมี่ อี าการรนุ แรง
ทรัพยากรในการดํารงชีวิตยอมสงผลใหมีคุณภาพชีวิต ในการศกึ ษาคณุ ภาพชวี ติ ของผตู ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละผปู ว ย
ที่ดียง่ิ ขึน้ เอดสค รงั้ ตอ ไปอาจเพมิ่ เตมิ การวจิ ยั เชงิ คณุ ภาพดว ยการ
ศึกษาแบบปรากฏการณวิทยา (Phenomenological
ขอเสนอแนะ Study) เพอื่ ไดท ราบขอ มลู ทจี่ ะเปน ประโยชนต อ การดแู ล
และสงเสริมคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อเอชไอวีและผูปวย
1. การศึกษาปจจัยทํานายคุณภาพชีวิตของ เอดสท่ดี ียง่ิ ขึ้นตอ ไป
ผูติดเช้ือเอชไอวีและผูปวยเอดสที่เขารับบริการใน
โรงพยาบาลหว ยยอด จงั หวดั ตรงั เปน การศกึ ษาคณุ ภาพ กติ ตกิ รรมประกาศ
ชวี ติ ของผตู ดิ เชอื้ เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดสใ นภาพรวมและ
รายดาน ผลจากการศึกษาคร้ังน้ีสามารถนําไปใชเปน งานวิจัยนี้ไดรับการสนับสนุนทุนวิจัยงบ
ขอ มลู ในการวางแผนจดั ระบบการบรกิ าร และเปน ขอ มลู ประมาณเงนิ รายไดข องมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล
พ้ืนฐานใหแกหนวยงานผูรับผิดชอบดานการพยาบาล ศรีวิชยั ผวู จิ ยั ขอขอบคุณความกรณุ าจาก คณุ มยุรี ลคั นา
ผูปวยติดเชื้อเอชไอวีในการใหการดูแลและสงเสริม ศโิ รรตั น คณุ นนั ทวนั ณ ระนอง และคณุ ฉนั ทนา สงั ขท อง
คุณภาพชีวิตเพื่อวางแผนปรับปรุงและพัฒนาการจัด พยาบาลวิชาชีพชํานาญการโรงพยาบาลหวยยอด
บริการสงเสริมสุขภาพระบบบริการดูแลรักษาผูติดเช้ือ ผูทรงคุณวุฒิท่ีปรึกษาโครงการวิจัย และผูท่ีเกี่ยวของ
เอชไอวีและผูปว ยเอดสต อ ไป ทุกฝายที่ใหคําแนะนํา แกไข ใหขอเสนอแนะในการ
ดําเนนิ งานวิจัยจนสาํ เรจ็ ดว ยความเรยี บรอย ขอขอบคุณ
2. ในการสงเสริมคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อ ผูใหขอมูลที่ยินดีเขารวมการวิจัยและใหความรวมมือ
เอชไอวีและผูปวยเอดส ควรมีการจัดบริการสุขภาพ ในการใหข อ มลู ในการศกึ ษาครง้ั นจ้ี นงานวจิ ยั สาํ เรจ็ ลลุ ว ง
เชิงรุก ในการพัฒนารูปแบบการสรางเสริมสุขภาพของ ไปไดดวยดี
ผูปวย ทั้งการใหความรู การจัดกิจกรรมกลุมเพ่ือ
แลกเปล่ียนความคิดเห็นดานการรักษา กิจกรรมการ เอกสารอา งอิง
ออกกําลงกาย การดูแลดานโภชนาการ การสรางอาชีพ
การสรา งความคดิ เชงิ บวกใหผ ปู ว ยเหน็ คณุ คา ของตนเอง 1. National News Bureau of Thailand (TH). AIDS
และเสรมิ สรา งความรู ความเขา ใจกบั บคุ คลในครอบครวั coexistence is not stigmatized. [Internet]. 2020
ญาตมิ ติ ร และบคุ คลใกลช ดิ ใหม คี วามรคู วามเขา ใจถงึ การ [cited 2021 Jan 5]. Available from https://
อยรู วมกันไดอ ยางปลอดภัย thainews.prd.go.th/th/news/detail/
TCATG201201094219016
3. ควรมีการศึกษาคุณภาพชีวิตของผูติดเชื้อ
เอชไอวแี ละผปู ว ยเอดสโ ดยการตดิ ตามผลอยา งตอ เนอ่ื ง 2. HIV INFO HUB. Channels for receiving and
เปน ระยะ ๆ เพอ่ื ใหเ หน็ ถงึ การเปลย่ี นแปลงทเี่ กดิ ขนึ้ และ transmitting HIV infection. [Internet]. 2020
อาจมงุ เนน การศกึ ษารปู แบบของกจิ กรรมตา งๆ ทส่ี ง เสรมิ [cited 2021 Jan 5]. Available from https://
คณุ ภาพชวี ติ ของผูตดิ เชื้อเอชไอวีและผปู ว ยเอดส hivhub.ddc.moph.go.th/epidemic.php. (in Thai)

70

ปท ่ี 33 ฉบบั ท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ปจ จยั ทาํ นายคณุ ภาพชวี ติ ของผูตดิ เชอื้ เอชไอวีและผูปว ยเอดสที่เขารับบริการ
ในโรงพยาบาลหว ยยอด จังหวดั ตรงั

3. Nantapong Pongsuwan. Factors Affecting 11.Weiss, R.S. The provisions of social relation-
Antiretroviral Treatment Therapy in HIV Infect-
ed People Rew AIDS Patients Trang Hospital. ships. In Z. Rubin. 1st Ed. Doing unto others.
Thai AIDS Journal. 2020; 32(2): 68 - 78. (in
Thai) Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice Hall;

4. Kanisorn Kaewdang, Sumalee Rachaniyom. 1974.
Nurses and Holistic Nursing Care in AIDS
Patient. Journal of Phrapokklao Nursing College. 12.Suwat Mahatnirunkul, Wirawan Tantipiwattana-
2015; 26(1 Suppl): 128 - 135. (in Thai)
sakun, Wanida Pumphaisanchai. Quality of Life
5. Kiat Rakrungtham. Evolution in the care of
infected people [Internet]. 2012 [cited 2020 Indicators of the World Health Organization Thai
Dec 20]. Available from https://www.redcross.
or.th/article/15421. (in Thai) version (WHOQOL-BREF-THAI). Project to

6. Gesrawee Lamaisakul. Health-Related Quality make a ready-made program In the 2002 area
of Life Amongst Persons Living with HIV/AIDS
Receiving Antiretroviral Drug at the Secondary mental health survey, Suan Prung Hospital,
Level Hospital in Samut Sakhon Province.
[master’s thesis]. [Bangkok]: Christian University; Chiang Mai; 2002. (in Thai)
2012. (in Thai)
13.Hair, J.F., Black, W.C., Babin, B.J. Multivariate
7. Basavaraj, K.H., Navya, M.A., Rashmi, R.
Quality of life in HIV/AIDS. India Journal of Data Analysis: A Global Perspective. 7th Ed.
Sexually Transmitted Diseases and AIDS 2010;
31(2): 75-80. (in Thai) Pearson Education; 2010.

8. Cochran, W.G. Wiley: Sampling Techniques. 3rd 14.Wissanu Aninlabon, Araya Prasertchai, Pornthip
ed. New York: John Wiley & Sons; 1977.
Geerapong. A Comparison of Quality of Life
9. Yuwadee Leelukkanaveera. Economic evaluation
of routine offer of HIV counseling and testing of among HIV/AIDS Patients Attending Govern-
out patients at community hospitals in Thailand.
[dissertation]. [Bangkok]: Chulalongkorn Uni- ment Hospitals. Journal of the Department of
versity; 2009. (in Thai)
Medical services. 2019; 44(3): 120 - 129. (in
10.House, J.S. The nature of social support. In M.A.
Reading. 4th Ed. Work stress and social support Thai)
Philadelphia: Addison Wesley; 1981.
15.Pratheep Duangngam. Factors Affecting Quality

of Life of HIV-infected and AIDS Patients

Receiving ARVs. HIV in Trang Community

Hospital. [master’s thesis]. [Songkhla]: Thaksin

University; 2012. (in Thai)

16.Panjapoj Wimonratanachaisiri, Suchitra Nilert.

Factors Influencing Quality of Life of People

with HIV, Sam Chuk District, Suphanburi Prov-

ince. Medical Journal of Udon Thani Hospital

2016; 25(1): 9 - 18. (in Thai)

17.Nuttaporn Leenwiphat, Thawarat Khotphuwiang.

Quality of life among people living with HIV

received antiretroviral drugs in Khon Kaen prov-

ince. Journal of the Office of Disease Prevention

and Control 7 Khon Kaen. 2020; 27(1): 1 -

11. (in Thai)

71

Thai AIDS Journal FACTORS PREDICTING QUALITY OF LIFE OF HIV INFECTED
Vol. 33 No.2 Feb - May 2021 AND AIDS PATIENTS IN HUAI YOT HOSPITAL, TRANG PROVINCE

18.Premchit Tanboonyuen, Yuwadee Lee Lucknaw- 20.Maliwan Choodam. Quality of Life among
ira, Pornnapa Homsin. Factors Predicting Quali- Patients with HIV/AIDS in Pa-phayom District,
ty of Life of People with HIV and AIDS. Journal Phatthalung Province. Journal of Health Science,
of Public Health Nursing. 2015; 29(1): 80 - Thaksin University. 2019; 1(1): 1 - 6. (in Thai)
97. (in Thai)

19.Suthep Rukmoung. Quality of life among AIDS
patient receiving antiretroviral therapy in Region
11. [master’s thesis]. [Bangkok]: Chulalongkorn
University; 2003. (in Thai)

72

ปที่ 33 ฉบับท่ี 2 ก.พ.- พ.ค. 2564 ผลการจัดบริการปองกนั การติดเช้ือเอชไอวีในกลมุ ผูใ ชยาเสพติดดวยวธิ ีฉดี

วารสารโรคเอดส ปท่ี 33 ฉบบั ที่ 2 ก.พ.-พ.ค. 2564 Thai AIDS JouภrnายalใตVนoโlย. บ3า3ยลNดoอ. นั2ตFราeยb-จาMกaยyาเ2ส0พ2ตดิ1

นิพนธตน ฉบับ Original Article

ผลการจดั บริการปอ งกนั การตดิ เชอ้ื เอชไอวใี นกลุมผใู ชยาเสพติดดวยวธิ ฉี ีด

ภายใตน โยบายลดอันตรายจากยาเสพติด

EFFECT OF HIV PREVENTION SERVICES AMONG PEOPLE WHO INJECT

DRUGS OF HARM REDUCTION POLICY

จฑุ ามาศ มากกุญชร Juthamat Makkunchorn
กองโรคเอดสและโรคติดตอ ทางเพศสมั พันธ Division of AIDS and STIs

กรมควบคุมโรค Department of Disease Control

Received: 12/12/2020
Revised: 13/01/2021
Accepted: 03/05/2021

บทคดั ยอ

ผลการจัดบริการปองกันการติดเชื้อเอชไอวีในกลุมผูใชยาเสพติดดวยวิธีฉีด ภายใตนโยบายลดอันตราย
จากยาเสพตดิ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื ประเมนิ ผลการจดั บรกิ ารปอ งกนั การตดิ เชอื้ เอชไอวใี นกลมุ ผใู ชย าเสพตดิ ดว ยวธิ ฉี ดี
ภายใตนโยบายลดอันตรายจากยาเสพติด ใชรูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการทบทวนเอกสารท่ีเกี่ยวของและ
เก็บขอมูลดวยการสนทนากลุม 4 กลุม ในกลุมตัวอยางท่ีเปนผูปฏิบัติงานภาครัฐและภาคประชาสังคมท่ีใหบริการ
กลุมผูใชยาเสพติดดวยวิธีฉีด รวมจํานวน 37 คน จากการศึกษาผลการจัดบริการปองกันการติดเชื้อเอชไอวี
มีการจัดบริการใน 4 ประเด็น ไดแก (1) การใหความรู พบวา ชุดความรูในการใหคําแนะนําของภาครัฐและ
ภาคประชาสังคมยังมีความแตกตางกันในประเด็นเนื้อหาและยังไมมีสื่อความรูสําหรับผูใชยาเสพติดดวยวิธีฉีด
ในการปองกนั การตดิ เชอ้ื เอชไอวี (2) การใหคําปรึกษา และตรวจการติดเช้อื เอชไอวีโดยสมัครใจ มีการดําเนินการ
ตามบทบาทหนาที่ แตยังขาดการเชื่อมโยงขอมูลระหวางภาครัฐและภาคประชาสังคม และระหวางภาครัฐดวยกัน
(3) การสนับสนุนใหใชเข็มและอุปกรณฉีดท่ีสะอาด มีขอจํากัดทางดานกฎหมายที่ยังไมเอื้อตอการดําเนินงาน
รวมทงั้ ทศั นคตแิ ละความเขา ใจของผปู ฏบิ ตั งิ านในทกุ ระดบั และ (4) การสนบั สนนุ ใหใ ชถ งุ ยางอนามยั มกี ารดาํ เนนิ
งานไดท กุ หนวยงาน ทง้ั นพี้ บวา ขอจาํ กัดหรอื ปญหาอุปสรรคในการจัดบริการ คอื เน้ือหาชุดความรู สอ่ื และชองทาง
เผยแพรขอมูลไมเหมาะสมกับกลุมเปาหมาย การสนับสนุนการใชเข็มและอุปกรณฉีดท่ีสะอาดยังผิดกฎหมาย
รวมถึงทัศนคติเชิงลบและชองวางในการดําเนินงานรวมกันของบุคลากรดานสาธารณสุขและหนวยงานที่เก่ียวของ
ดงั นัน้ การจดั บริการนี้ควรมีการสรางทัศนคติ ความเขา ใจ และความรวมมอื ในทุกระดบั และมีการเชื่อมโยงขอมูล
การบริการและการดูแลรักษาผูใชยาเสพติดดวยวิธีฉีดอยางครอบคลุมรอบดาน รวมท้ังการแกไขขอกฎหมาย
ในประเด็นการสนับสนุนใหใ ชเ ข็มและอปุ กรณฉ ีดทีส่ ะอาด

73


Click to View FlipBook Version