The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tidarat buayom, 2024-05-16 01:48:18

การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ

การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ

Keywords: การอ่านสะกดคำ

การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี Improving reading and spelling skills Using Phonics teaching together with a picture matching vocabulary game for Grade 2 students at Ban Pak Sai School, Thung Luang Subdistrict, Wiang Sa District, Surat Thani Province นางสาวธิดารัตน์ บัวยม Miss Tidarat buayom รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนรู้หลักสูตรประกาศนียบัตร วิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2566


ก บทคัดย่อ ชื่อการวิจัยในชั้นเรียน : การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชื่อผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน : นางสาวธิดารัตน์ บัวยม ปีการศึกษา : 2566 งานวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับ เกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จับคู่ประสมคำกับภาพ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย นอกก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านปากสาย จำนวน 4 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จากข้อมูลนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านคำ และการสะกดคำได้ ไม่ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ ส่งผลให้ นักเรียนอ่าน หนังสือได้ไม่ถูกต้อง เรียนได้ช้ากว่าเพื่อนในระดับชั้นเดียวกัน เกิดผลกระทบด้านการเรียน เป็นอย่างมาก ต้องได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเกม การศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ และแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำ มีค่าดัชนีความ สอดคล้อง ของเครื่องมือ (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยจัดกิจกรรมวันอังคาร วันพุธ และวันศุกร์ วันละ 30 นาที เวลา 08.45 น.–09.15 น. ในช่วงวิชาภาษาไทยรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง ระยะเวลา 1 เดือน ผลการวิจัยพบว่า 1. การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกด คำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้ อยู่ในระดับดีทุกคน 2. ทักษะการอ่าน และการสะกดคำนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังการใช้กิจกรรมเกม การศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพ สูงขึ้นกว่าก่อนการใช้กิจกรรม


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณาของ นางสาวจีรวรรณ คงแก้ว วิทยะฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ คุณครูพี่เลี้ยง โรงเรียนบ้านปากสาย และอาจารย์อนุ เจริญวงศ์ระยับ อาจารย์ ที่ปรึกษา ที่กรุณาให้คำปรึกษา ความรู้ และข้อเสนอแนะ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความ ละเอียด เพื่อให้รายงานการวิจัยนี้มีความเสร็จสมบูรณ์มากขึ้น ผู้วิจัยจึงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณนางเสาวนีย์ มัฏฐารักษ์ นางสาวณัฐวศา สุขใส และนางสาวจีรวรรณ คงแก้ว ผู้เชี่ยวชาญที่ได้กรุณาตรวจสอบเครื่องมือในการวิจัยพร้อมให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการสร้างเครื่องมือและสนับสนุนให้ งานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบคุณผู้บริหาร ครู และนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ที่เป็น กลุ่มเป้าหมายในงานวิจัยนี้ โดยให้ความร่วมมือในการจัดเก็บข้อมูลจนทำให้งานวิจัยดำเนินไปได้ด้วยดี คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับนี้ ขอมอบแด่บิดา มารดา และครูอาจารย์ทุกท่าน ที่ได้อบรมสั่งสอนให้ความรู้แก่ผู้วิจัยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ธิดารัตน์ บัวยม


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ (ก) กิตติกรรมประกาศ (ข) สารบัญ (ค ) สารบัญ(ต่อ) (ง) บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามของการวิจัย 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 สมมติฐานการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 กรอบแนวคิดในการวิจัย 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 ความสำคัญของทักษะการอ่าน และการสะกดคำ 9 จุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ 10 ทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ 16 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสอนแบบโฟนิกส์ 18 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 25 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 34 กลุ่มเป้าหมายการวิจัย 34 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 34 การเก็บรวบรวมข้อมูล 37 การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล 37 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 39


ง สารบัญ(ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 45 สรุปผลการวิจัย 46 อภิปรายผล 46 ข้อเสนอแนะ 48 บรรณานุกรม 49 ภาคผนวก 50 ภาคผนวก ก 51 ภาคผนวก ข 53 ประวัติของผู้วิจัย 64


1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติไทยที่จำเป็นในการสื่อสารของมนุษย์ การสื่อสารของมนุษย์ ใช้ทักษะที่สำคัญหลายทักษะ เช่น ฟัง พูด อ่าน เขียน การพัฒนาวิชาภาษาไทย เป็นการพัฒนาที่เน้น การสอนเพื่อพัฒนาในด้านทักษะ และการฝึกประสมคำอ่าน สะกดคำเป็นพื้นฐานในการศึกษาหา ความรู้ เพื่อพัฒนาในด้านทักษะและการฝึกประสมคำอ่านสะกดคำเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ นักเรียน ในบางส่วน ยังขาดทักษะในด้านการอ่าน จึงส่งผลมาให้ต้องมีการปรับปรุง แก้ไข และต้อง มีการพัฒนา ในทักษะนี้อย่างต่อเนื่องและจากการเรียนการสอนของนักเรียน ในการพัฒนาวิชาภาษาไทยในระดับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำเป็นต้องพัฒนาที่เน้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ในด้านทักษะการอ่าน สะกดคำให้กับนักเรียนเป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ ดังนั้นการพัฒนาในด้านทักษะการอ่านสะกดคำ เป็นพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้ นักเรียนจำเป็นต้อง ได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ให้ถูกต้อง เพื่อนักเรียนจะได้นำไปใช้ในการเรียนรู้ในรายวิชาต่างๆ และสามารถหาความรู้เพิ่มเติมจากหนังสือ หรือ สื่อออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาในทักษะการอ่านสะกดคำให้กับนักเรียน อย่างถูกต้อง โรงเรียนบ้านปากสาย เปิดการสอนในระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนทั้งหมด 66 คน โดยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 คน มีห้องเรียน ระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ทั้งหมด 1 ห้องเรียน และจากการได้ศึกษาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียน โรงเรียนบ้านปากสาย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยวิธีการสังเกตจากการอ่านในชั่วโมง วิชาภาษาไทย และ ประเมินผลหลังสอน พบว่า นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 4 คนมีปัญหาในการอ่านคำสะกดคำ ได้ไม่ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มี พยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ ส่งผลให้นักเรียนอ่านหนังสือ ได้ไม่ถูกต้อง เรียนได้ช้ากว่าเพื่อนในระดับเดียวกัน เกิดผลกระทบด้านการเรียน เป็นอย่างมาก ต้องได้รับการ แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน จากการศึกษา พบว่า การอ่านจะประสบผลดีได้นั้นต้องมีความสามารถในการจำแนกความ แตกต่าง ด้วยสายตา เป็นการสังเกตเห็นความเหมือนความต่างกันของรูปทรง รูปภาพ และคำ ที่เขียน เป็นสัญลักษณ์ความสามารถในการอ่านขึ้นอยู่กับความสามารถในการเห็นความแตกต่างระหว่างคำ


2 ที่อ่านหรือสัญลักษณ์ได้ การที่เด็กจำแนกเสียงที่คล้ายคลึงกันได้ จะช่วยให้เด็กอ่านได้อย่างถูกต้อง ความสามารถในการฟังเรื่องราวต่างๆ เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล ซึ่งสอดคล้องกัน ประเทินมหาขันธ์ (2558 : 18) กล่าวว่า การฝึกทักษะในการโยงความหมายสัญลักษณ์ที่ เป็น ตัวอักษรเข้าด้วยกัน เป็นการเชื่อมโยงความหมายของคำกับสัญลักษณ์หรือตัวอักษรเป็นทักษะ เบื้องต้น ในการอ่าน เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกฎกติกา มีความสำคัญต่อการฝึกทักษะ ขณะที่เล่น จะช่วยให้เด็ก เกิดการเรียนรู้ ทักษะการสังเกต ความคิด รวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน นอกจากนี้ยังทำให้ สามารถจำแนกความเหมือนและความแตกต่าง คิดหาเหตุผลด้วยตนเอง เกมการศึกษาเป็นการฝึกให้ รู้จัก สังเกตและเปรียบเทียบรูปภาพและวัสดุสิ่งของต่างๆ ใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลการตัดสินใจ แก้ปัญหาการ ใช้กล้ามเนื้อมือและตาประสานกัน เตรียมความพร้อมในการอ่านและเขียนให้ได้ตาม พื้นฐาน ทำให้รู้การ เรียนวิชาต่างๆ ในที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ อุษา กลแกม (2559: 38) ได้กล่าวถึงเกม การศึกษาว่า เกม การศึกษาเป็นของเล่นที่ช่วยให้ผู้เรียนที่มีความสังเกตที่ดี มีความสามารถในการ มองเห็นและจำแนกด้วย ตา สอดคล้องกับ อัจฉรา ชีวพันธุ์ (2559: 27) ได้กล่าวว่าเกมช่วยพัฒนา ความคิดทักษะทางภาษา แสดง ความสามารถของแต่ละบุคคล ช่วยให้เห็นพฤติกรรมของเด็กชัดเจน ยิ่งขึ้น ทั้งยังเกิดความเพลิดเพลิน และผ่อนคลายความตึงเครียดในการเรียนและเป็นการฝึกความ รับผิดชอบและฝึกให้เด็กรู้จักการปฏิบัติ ตามกฎระเบียบที่วางไว้ และช่วยพัฒนาทักษะในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านสติปัญญา การเรียนรู้ คือเด็ก ได้รับการเรียนจากการเล่น โดยลงมือปฏิบัติจริงจาก ประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเองจากสื่ออุปกรณ์ของ เล่นที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยพัฒนาความพร้อม ให้เด็กเกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานทางการเรียนในระดับ ที่สูงขึ้นต่อไป (สำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร. 2557: 23) จากที่กล่าวมาผู้วิจัยคิดว่าเกม การศึกษาที่สร้างขึ้น น่าจะมีคุณภาพเพียงพอที่จะพัฒนาทักษะ การอ่าน ให้มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลที่สูงขึ้น วิธีการสอนการอ่านออกเสียงวิธีหนึ่งที่น่าสนใจและสามารถนำมาใช้ร่วมกับแบบฝึกเพื่อแก้ไข ปัญหาการอ่านออกเสียงของนักเรียนได้คือ การสอนภาษาไทยด้วยระบบโฟนิกส์ ซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าเป็น แนวการสอนที่มีประสิทธิภาพสำหรับการสอนการอ่านเบื้องต้น เนื่องจากเป็นรูปแบบการสอนที่ให้มุ่งเน้น ให้นักเรียนได้เรียนรู้ความสัมพันธ์ของอักษรและเสียงอักษร ซึ่งมีหน่วยเสียงที่สัมพันธ์กัน Ukrainetz et al. (2011) ได้กล่าวว่า การสอนภาษาแบบโฟนิกส์เป็นการสอนระบบเสียงของตัวอักขระในภาษา ที่มีกฎเกณฑ์อย่างชัดเจน โดยอักขระแต่ละตัวจะมีเสียงเฉพาะตัว นักเรียนจะได้เรียนรู้การอ่านคำโดย การจำแนกเสียงและรูปของตัวอักขระนั้น ๆ เป็นการสอนที่ทำให้นักเรียนได้ถอดรหัสคำของตัวอักษร


3 จากการเขียนไปสู่เสียงพูด หากนักเรียนได้ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจะสามารถแก้ปัญหาการอ่านออกเสียง และการสะกดคำของนักเรียนได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ เพื่อให้นักเรียนมีการพัฒนาบรรลุตรงตามวัตถุประสงค์ และ สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่กำหนดทำให้นักเรียนอ่านคำ และการสะกดคำได้ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ ส่งผลให้ นักเรียนอ่านหนังสือได้ถูกต้อง เรียนได้ตามปกติกับเพื่อนในระดับเดียวกัน เกิดประสิทธิภาพและต่อยอด ในการเรียนรู้ในวิชาอื่นๆต่อไป คำถามของการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพหรือไม่ 2. การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ ประสมภาพ มีทักษะการอ่านสะกดคำ หลังเรียนดีกว่าก่อนเรียนหรือไม่ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยการสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ ประสมภาพ อยู่ในระดับใด วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำหลังการจัดการเรียนรู้ และก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่ง หลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ สมมติฐานการวิจัย 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เท่ากับ 80/80


4 2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย มีการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ สูงกว่าก่อนได้รับการสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ 3. ความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ ที่เน้นทักษะการอ่านสะกดคำ อยู่ในระดับดี ขอบเขตของการวิจัย ขอบเขตประชากร ประชากร คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านปากสาย จำนวน 1 ห้อง 4 คน ขอบเขตด้านเนื้อหา - การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ - การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ขอบเขตด้านตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา - ตัวแปรต้น คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ - ตัวแปรตาม คือ 1. ผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ระยะเวลาที่ดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ดำเนินโดยการสอนภาษาไทยร่วมกับการสอนแบบโฟนิกส์ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เป็นระยะเวลาการดำเนินการวิจัย ตั้งแต่ 6 มกราคม 2567 - 20 เมษายน 2567 สถานที่ใช้ในการวิจัย โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนสามารถนำ ทักษะการอ่านสะกดคำโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ ไปใช้ในการเรียนวิชาภาษาไทย และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้


5 2. นักเรียนมีทักษะการอ่านสะกดคำ ดีขึ้นหลังการใช้ชุดกิจกรรม โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ 3. นักเรียนมีความพึงพอใจ ต่อวิชาภาษาไทย นิยามศัพท์เฉพาะ ทักษะการอ่านสะกดคำ หมายถึง การอ่านโดยนำพยัญชนะต้น สระ วรรณยุกต์ และ ตัวสะกดมา ประสมเป็นคำอ่าน ซึ่งต้องให้นักเรียนสังเกตรูปคำพร้อมกับการอ่านการเขียน เมื่อสะกด ค่าจนจําคำอ่าน ได้แล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องใช้วิธีการสะกดคำ ให้อ่านเป็นคำได้เลย จะทำให้นักเรียนอ่าน จับใจความได้และอ่าน ได้เร็ว เช่น กา สะกดว่า กอ-อา-กา การสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics Method) คือ วิธีการสอนออกเสียงที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง เสียงและตัวอักษรโดยใช้การออกเสียงเป็นตัวกำหนดและให้ความสำคัญกับเสียงของตัวอักษรและการ สะกดคำซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการสอนอ่านเบื้องต้นที่มาเว็บสเตอร์ (Webster, 1908) ได้นำวิธีการ สอนแบบโฟนิกส์มาใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ.1783 โดยการสอนสะกดคำเป็นครั้งแรกเพื่อ นำมาใช้เป็นขั้นตอนในการสอนอ่านเริ่มต้นและในช่วง ค.ศ.1890 รีเบกกา โปลลาด (Rebecca Pollard) ได้นำวิธีการสอนแบบโฟนิกส์มาอธิบายเพิ่มเติมจนเป็นที่ยอมรับและทำให้วิธีนี้ได้รับความนิยมสูงสุด ตั้งแต่ นั้นเป็นต้นมา การสอนเรื่องเสียง (Phonics) และสัทลักษณ์ทางเสียง (Phonetics) ถูกนำมาใช้ร่วมกันการ สอนอ่านออกเสียงแสดงให้เห็นถึงสัญลักษณ์ทางเสียง และทำให้นักวิชาการวิจารณ์ว่าเป็นวิธีการสอนอ่าน เบื้องต้นวิธีหนึ่งที่จะช่วยปรับปรุงการสอนอ่านได้ วิธีการสอนแบบโฟนิกส์จึงเป็นการสอนที่เริ่มจากเสียง ของตัวอักษร และเป็นการอธิบายการออกเสียงตามหลักภาษาศาสตร์ การสอนแบบโฟนิกส์วิธีการสอนอ่านที่ถูกต้องควรเริ่มจากการฝึกอ่านเสียงของตัวอักษร การเรียนรู้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การประสมคำ แล้วจึงสอนอ่านคำและเนื้อเรื่อง ซึ่งสอดคล้อง กับวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ที่ให้ความสำคัญกับการอ่านออกเสียงตัวอักษร โดยมีกระบวนการสอน 4 ขั้นตอนสำคัญ กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ หมายถึง เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับ สัญลักษณ์ โดยเด็กสามารถสังเกต เปรียบเทียบ จากภาพ สัญลักษณ์ และสื่อความหมายจากภาพหรือ สัญลักษณ์ ออกมาเป็นถ้อยคำ เกมการศึกษาเน้นภาษา 4 ประเภท นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 โรงเรียน บ้านปากสาย จำนวน 7 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากมีปัญหาในการอ่านคำสะกดคำ


6 ได้ไม่ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ ส่งผลให้นักเรียนอ่านหนังสือ ได้ไม่ถูกต้อง เรียนได้ช้ากว่าเพื่อนในระดับเดียวกัน เกิดผลกระทบด้าน การเรียนเป็นอย่างมาก ต้องได้รับ การแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน กรอบแนวคิดการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดต่างๆ เพื่อเป็นกรอบแนวคิดการดำเนินการครั้งนี้ ดังนี้ ภาพที่ 1 แสดงกรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอน แบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ค าศัพท์ ประสมภาพ ตัวแปรตาม 1. ผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดค า เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกด ค า โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ค าศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ต าบลทุ่งหลวง อ าเภอเวียงสระจังหวัดสุราษฎร์ธานี 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ต าบลทุ่งหลวง อ าเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีต่อชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ค าศัพท์ประสมภาพ


7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้กรอบความคิดในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอน แบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัย ที่เกี่ยวข้องโดยนำเสนอผลการศึกษา ตามลำดับดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 1.2 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำ 2.1 ความสำคัญของทักษะการอ่านสะกดคำ 2.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านสะกดคำ 2.3 องค์ประกอบของการอ่าน 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำ 3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสอนแบบโฟนิกส์ 3.1 ความหมายของวิธีโฟนิกส์ 3.2 หลักการของวิธีโฟนิกส์ 3.3 การสะกดคำด้วยวิธีโฟนิกส์ 3.4 ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีโฟนิกส์ 3.5 ขั้นตอนการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ 3.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสอนแบบโฟนิกส์ 4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 4.1 ความหมายของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 4.2 ประโยชน์ของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 4.3 ลักษณะที่ดีของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5.1 งานวิจัยภายในประเทศ 5.2 งานวิจัยต่างประเทศ


8 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551, หน้า 2-3) ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทยไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ไว้ดังต่อไปนี้ 1.1 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังนี้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐานที่ ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจแก้ปัญหา ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐานที่ ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราว ในรูปแบบต่าง ๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกในโอกาสต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็น คุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง 1.2 มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดังนี้


9 ตาราง 2 แสดงมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระที่ 1 การอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ระดับชั้น สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัดชั้นปี ป.2 สาระที่ 1 การอ่าน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้าง ความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ ตัดสินใจ แก้ปัญหาใน การดำเนินชีวิต 1. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง และ ข้อความสั้น ๆ 2. บอกความหมายของคำ และ ข้อความที่อ่าน 3. ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน 4. เล่าเรื่องย่อจากเรื่องที่อ่าน 5. คาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่ อ่าน 6. อ่านหนังสือตามความสนใจอย่าง สม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน 7. บอกความหมายของเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์สำคัญที่มักพบเห็น ในชีวิตประจำวัน 8. มีมารยาทในการอ่าน 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำ ทักษะการอ่านสะกดคำ ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ความสำคัญของ ทักษะการอ่านสะกดคำ จุดมุ่งหมายของการอ่านสะกดคำ ประโยชน์ของการอ่านสะกดคำ ทฤษฎีเกี่ยวกับ ทักษะการอ่านสะกดคำ 2.1 ความสำคัญของทักษะการอ่านสะกดคำ ทักษะการอ่านสะกดคำ เป็นกระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึก และ ความคิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งมีนักการศึกษาให้ นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้ รัตนา ศิริพานิช (2550: 139-140) ได้ให้ความหมายว่า การอ่านทำให้ผู้อ่านได้พัฒนา ความคิด เนื่องจากการอ่านเป็นพฤติกรรมการรับสารที่มีความคิดเป็นแกนกลาง ขณะที่อ่านผู้อ่าน จะต้องใช้สมอง


10 ขบคิด พิจารณา ค้นหาความหมาย และทำความเข้าใจข้อความที่อ่านไปตามระดับ ความสามารถ การอ่าน นี้เป็นผลมาจากการฝึกสมองขณะที่อ่าน ทำให้เกิดพัฒนาการทางความคิด ผู้ที่ อ่านหนังสือมากจึงมักเป็น ปราชญ์หรือนักคิด การอ่านหนังสือจึงทำให้ผู้อ่านได้พัฒนาการใช้ จินตนาการ เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่าน ได้ใช้ความคิดอย่างอิสระสามารถสร้างภาพในใจของตนเองโดย การตีความจากภาษาของผู้เขียน ดังนั้นแม้ จะอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ผู้อ่านก็อาจมีภาพในใจที่ แตกต่างกันไปตามจินตนาการของแต่ละคน สวัสดิ์ เรืองวิเศษ (2558: 5) ได้ให้ความหมายว่า การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้เด็ก จะ ส่งเสริมให้ เด็กเป็นคนดีพร้อมทั้งทางกาย วาจา ใจ และสติปัญญา อันประกอบด้วยมีความรู้ดี ความ ประพฤติดี มีพลานามัยสมบูรณ์ดี สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง และนำความรู้นั้นไปใช้ ประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ ตลอดจนมนุษยชาติทั้งมวล ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2559: 19) ได้ให้ความหมายว่า การอ่านควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพราะ เมื่อเด็กรักการอ่านตั้งแต่เล็กๆ แล้ว เวลาที่เติบโตขึ้นนิสัยรักการอ่านจะติดตัวต่อไปเรื่อยๆ เป็นผลดีต่อ การเรียนและการปรับปรุงตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมของเด็กได้เป็นอย่างดี ปิยรัตน์ กลอนดอน (2559: 7) ได้กล่าวว่า การอ่านคือ การสร้างความหมายจากภาพ สัญลักษณ์ โดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน และสิ่งชี้แนะในการคาดคะเนและตรวจสอบ ความหมาย ที่อ่าน อัจฉรา นาคทรัพย์ (2559: 28) ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็น กระบวนการทางสมองที่มีการแปลความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นโดยผ่าน กระบวนการคิด เกิดเข้าใจและถ่ายทอดออกมาเป็นถ้อยคำที่มีความหมาย สื่อได้ตรงกันระหว่างผู้อ่าน และผู้เขียน จากความสำคัญของทักษะการอ่านสะกดคำ ตามที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า ความสำคัญของ ทักษะการอ่าน และการสะกดคำ หมายถึง การอ่านนี้เป็นผลมาจากการฝึกสมอง ขณะที่อ่าน ทำให้เกิด พัฒนาการทางความคิด ผู้ที่อ่านหนังสือมากจึงมักเป็นปราชญ์หรือนักคิด การ อ่านหนังสือจึงทำให้ผู้อ่าน ได้พัฒนาการใช้จินตนาการ เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านได้ใช้ความคิดอย่าง อิสระสามารถสร้างภาพในใจ ของตนเองโดยการตีความจากภาษาของผู้เขียน 2.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านสะกดคำ จุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ มีหลายจุดประสงค์ด้วยกัน มีนักวิชาการ ได้ศึกษา จุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ เอาไว้ต่างๆดังนี้ กระทรวงศึกษาธิการ (2546: 9) ได้กล่าวจุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ ไว้ดังนี้


11 1. อ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านจากหนังสือตำราทางวิชาการ สารคดีทางวิชาการ การวิจัยประเภทต่าง ๆ หรือการอ่านผ่านสื่ออีเล็กทรอนิกส์ ควรอ่านอย่างหลากหลาย เพราะความรู้ ในวิชาหนึ่ง อาจนำไปช่วยเสริมในอีกวิชาหนึ่งได้ 2. อ่านเพื่อความบันเทิงได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทสารคดีท่องเที่ยว นวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล การ์ตูน บทประพันธ์ บทเพลง แม้จะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิง แต่ผู้อ่านจะ ได้ความรู้ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องด้วย 3. อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิด ได้แก่ การอ่านจากหนังสือประเภทบทความ บท วิจารณ์ ข่าว รายงานการประชุม ถ้าจะให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต้องเลือกอ่านให้หลากหลาย ไม่เจาะจงอ่านเฉพาะสื่อ ที่นำเสนอตรงกับความคิดของตน เพราะจะทำให้ได้มุมมอง ที่กว้างขึ้น ช่วยให้มี เหตุผลอื่น ๆ มาประกอบการวิจารณ์ วิเคราะห์ได้หลายมุมมองมากขึ้น 4. อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละครั้ง ได้แก่ การอ่านที่ไม่ได้เจาะจง แต่เป็น การอ่านในเรื่องที่ตนสนใจ หรืออยากรู้ เช่น การอ่านประกาศต่าง ๆ การอ่านโฆษณา แผ่นพับ ประชาสัมพันธ์ สลากยา ข่าวสังคม ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา การอ่านประเภทนี้มักใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่ เป็นการอ่านเพื่อให้ได้ความรู้และนำไปใช้ หรือนำไปเป็นหัวข้อสนทนา เชื่อมโยงการอ่าน สู่ การวิเคราะห์ และคิดวิเคราะห์ บางครั้งก็อ่านเพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สุขุม เฉลยทรัพย์ (2550: 26) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ ไว้ดังนี้ 1. การอ่านเพื่อความรู้ ได้แก่ การอ่านหนังสือประเภทตารา สารคดี วารสาร หนังสือพิมพ์ และข้อความต่าง ๆ เพื่อให้ทราบเรื่องราวอันเป็นข้อความรู้ หรือเหตุการณ์บ้านเมือง การ อ่านเพื่อ ความรอบรู้เป็นการอ่านที่จำเป็นที่สุดสาหรับครู เพราะความรู้ต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติม อยู่ทุก ขณะ แม้จะได้ศึกษามามากจากสถาบันการศึกษาระดับสูง ก็ยังมีสิ่งที่ยังไม่รู้และต้องค้นคว้าเพิ่มเติม ให้ ทันต่อความก้าวหน้าของโลกข้อความรู้ต่าง ๆ อาจมิได้ปรากฏชัดเจนในตาราง แต่แทรกอยู่ในหนังสือ ประเภทต่าง ๆแม้ในหนังสือประเภทบันเทิงคดีก็จะให้เกร็ดความรู้ควบคู่กับความบันเทิงเสมอ 2. การอ่านเพื่อความคิดแนวความคิดทางปรัชญา วัฒนธรรม จริยธรรม และความ คิดเห็น ทั่วไป มักแทรกอยู่ในหนังสือแทบทุกประเภท มิใช่หนังสือประเภทปรัชญา หรือจริยธรรมโดยตรง เท่านั้น การศึกษาแนวคิดของผู้อื่น เป็นแนวทางความคิดของตนเองและอาจนำมาเป็นแนวปฏิบัติใน การ ดำเนินชีวิตหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณในการเลือกนำความคิดที่ได้ อ่านมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ในบางเรื่องผู้อ่านอาจเสนอความคิดโดยยกตัวอย่างคนที่มีความคิดผิดพลาด เพื่อเป็น อุทาหรณ์ให้ผู้อ่านได้ความยั้งคิด เช่น เรื่องพระลอแสดงความรักอันฝืนทานองคลองธรรมจึง ต้องประสบ เคราะห์กรรมในที่สุดผู้อ่านที่ขาดวิจารณญาณมีความคิดเป็นเรื่องจูงใจให้คนทำความผิด นับว่า


12 ขาดประโยชน์ทางความคิดที่ควรได้ไปอย่างน่าเสียดายการอ่านประเภทนี้จึงต้องอาศัยการศึกษา และการ ชี้แนะที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์ในการอ่านมากกว่าครูจึงต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน เพื่อความคิด ของตนเองและเพื่อชี้แนะหรือสนับสนุนนักเรียนให้พัฒนาการอ่านประเภทนี้ 3. การอ่านเพื่อความบันเทิงเป็นการอ่านเพื่อฆ่าเวลา เช่น ระหว่างที่คอยบุคคลที่ นัดหมาย คอยเวลารถไฟออก เป็นต้น หรืออ่านหนังสือประเภทบันเทิงคดีในเวลาว่าง บางคนที่มีนิสัยรัก การอ่าน หากรู้สึกเครียดจากการอ่านหนังสือเพื่อความรู้ อาจอ่านหนังสือประเภทเบาสมองเพื่อการ พักผ่อน หนังสือประเภทที่สนองจุดประสงค์ของการอ่านประเภทนี้มีจานวนมาก เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย การ์ตูน วรรณคดีประเทืองอารมณ์เป็นต้นจุดประสงค์ในการอ่านทั้ง 3 ประการดังกล่าว อาจรวมอยู่ ในการอ่านครั้งเดียวกันก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแยกจากกันอย่างชัดเจน 4. คุณค่าของการอ่าน ในการส่งเสริมการอ่าน ครูควรชี้ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการ อ่าน ซึ่ง จะเป็นแนวทางในการเลือกหนังสือด้วย คุณค่าดังกล่าวมามีดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์หนังสือที่ให้คุณค่าทางอารมณ์ ได้แก่ วรรณคดีที่มีความงามทั้งถ้อยคำ น้ำเสียง ลีลาในการประพันธ์ ตลอดจนความงามในเนื้อหา อาจเรียกได้ว่ามี “รส” วรรณคดี ซึ่งตาราง สันสกฤต กล่าวว่า มีรส 9 รส คือ 1.1) รสแห่งความรักหรือความยินดี 1.2) รสแห่งความรื่นเริง 1.3) รสแห่งความสงสาร 1.4) รสแห่งความเกรี้ยวกราด 1.5) รสแห่งความกล้าหาญ 1.6) รสแห่งความน่ากลัวหรือทุกขเวทนา 1.7) รสแห่งความเกลียดชัง 1.8) รสแห่งความประหลาดใจ 1.9) รสแห่งความสงบสันติในวรรณคดีไทยก็แบ่งเป็น 4 รส คือ 1.9.1) เสาวจนี การชมความงาม 1.9.2) นารีปราโมทย์ การแสดงความรัก 1.9.3) พิโรธวาทัง การแสดงความโกธรแค้น 1.9.4) สัลลาปังคพิไสย การคร่าครวญ หลายท่านคงเคยได้ศึกษามาแล้ว หนังสือที่มิใช่ตาราวิชาการโดยตรง มักแทรกอารมณ์ไว้ด้วย ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้เพื่อให้น่าอ่านและสนองอารมณ์ของผู้อ่านในด้านต่าง ๆ


13 2) คุณค่าทางสติปัญญาหนังสือดีย่อมให้คุณค่าทางด้านสติปัญญา อันได้แก่ ความรู้และ ความคิด เชิงสร้างสรรค์ มิใช่ความคิดในเชิงทำลายความรู้ในที่นี้นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้วยัง รวมถึงความรู้ ทางการเมือง สังคม ภาษา และสิ่งต่าง ๆ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านเสมอ แม้จะหยิบ หนังสือมาอ่านเพียง 2-3 นาทีผู้อ่านก็จะได้รับคุณค่าทางสติปัญญาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่งหนังสืออาจจะ ปรากฏในรูปของเศษ กระดาษถุงกระดาษ แต่ก็จะ “ให้ ” บางสิ่งบางอย่างแก่ผู้อ่านบางครั้งอาจช่วย แก้ปัญหาที่คิดไม่ตกมาเป็น เวลานานทั้งนี้ย่อมสุดแต่วิจารณญาณและพื้นฐานของผู้อ่านด้วยบางคน อาจมองผ่านไปโดยไม่สนใจแต่ บางคนอาจมองลึกลงไปเห็นคุณค่าของหนังสือนั้นเป็นอย่างยิ่งคุณค่า ทางสติปัญญาจึงมิใช่ขึ้นอยู่กับ หนังสือเท่านั้น หากขึ้นอยู่กับผู้อ่านด้วย 3) คุณค่าทางสังคม การอ่านเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาแต่เป็นโบราณกาล หาก มนุษย์ ไม่มีนิสัยในการอ่าน วัฒนธรรมคงสูญสิ้นไป ไม่สืบทอดมาจนบัดนี้ วัฒนธรรมทางภาษา การเมือง การประกอบอาชีพ การศึกษา กฎหมาย ฯลฯ เหล่านี้อาศัยหนังสือและการอ่านเป็น เครื่องมือในการ เผยแพร่และพัฒนาให้คุณค่าแก่สังคมนานัปการ หนังสืออาจทำให้การเมือง เปลี่ยนแปลงไปได้หากมีคน อ่านเป็นจานวนมาก หนังสือและผู้อ่าน จึงอาศัยกันและกันเป็นเครื่องสืบ ทอดวัฒนธรรมของมนุษย์ใน สังคมที่เจริญแล้ว จะเห็นได้ว่า ในกลุ่มคนที่ไม่มีภาษาเขียน ไม่มีหนังสือไม่ มีการอ่านวัฒนธรรมของสังคม นั้นมักล้าหลัง ปราศจากการพัฒนา การอ่านจึงให้คุณค่าทางสังคมใน ทุกด้าน ฉวีวรรณ คูหาภินันท์ (2555: 19) ได้กล่าวว่า การสร้างเสริมการอ่านควรเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก เพราะ เมื่อเด็กรักการอ่านตั้งแต่เล็กๆ แล้ว เวลาที่เติบโตขึ้นนิสัยรักการอ่านจะติดตัวต่อไปเรื่อยๆ เป็น ผลดีต่อ การเรียนและการปรับปรุงตัวให้เข้ากับสังคมและสิ่งแวดล้อมของเด็กได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการอ่าน และการสะกดคำ มีดังนี้ อ่านเพื่อความรู้ อ่านเพื่อความ บันเทิง อ่านเพื่อทราบข่าวสารความคิด อ่านเพื่อจุดประสงค์เฉพาะทางแต่ละครั้ง 2.3 องค์ประกอบของการอ่าน การอ่านของเด็กขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ดังที่ กู๊ดแมน (มยุรี กันทะลือ. 2556:12; อ้างอิงจาก Goodman. 1971: 25 – 27) กล่าวไว้ ดังนี้ 1. ความรู้ทางภาษา (linguistic Knowledge) โดยในระยะแรกผู้อ่านจะเรียนรู้ความสัมพันธ์ เกี่ยวกับตัวอักษรและความหมายของคำ ต่อมาเมื่อผู้อ่านมีประสบการณ์ในการอ่าน มากขึ้นก็จะ สามารถ อ่านเพื่อความเข้าใจได้มากขึ้น 2. ประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่าน (Schema) ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาและ ความรู้เดิมที่ผู้อ่านมีอยู่


14 3. ความสมบูรณ์ของเนื้อเรื่องหรืองานเขียนนั้น (Conceptual or Semantic Completeness) ผู้อ่านจะไม่เข้าใจสิ่งที่อ่าน หากเนื้อเรื่องนั้นมีเนื้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ยกเว้นใน กรณีที่มีความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับเนื้อเรื่องที่อ่านมาก่อน 4. ความสามารถในการวิเคราะห์โครงสร้างของงานเขียนนั้น (Text Schema) งานเขียนแต่ ละชิ้น มีลักษณะและโครงสร้างที่แตกต่างกัน และยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อตลอดจนวัฒนธรรมของ ผู้เขียนด้วย ดังนั้น หากงานเขียนเสนอเรื่องราวที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมและประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน การอ่านก็จะไม่ประสบผลสำเร็จ ศรีรัตน์ เจิงกลิ่นจันทร์ (2556: 38) ได้กล่าวว่าองค์ประกอบของการอ่านไว้ดังนี้ การจำแนกความ แตกต่าง และความเหมือนด้วยตา หมายถึง การที่เด็กจำเป็นต้องรู้จักการ สังเกตเห็นความเหมือน และความแตกต่างกันของรูปทรงของวัตถุ รูปภาพ คำที่เขียนเป็นสัญลักษณ์ ความสามารถในการอ่านขึ้นอยู่กับความสามารถในการเห็น ความแตกต่างระหว่างคำที่อ่านกับคำอื่นๆ เด็กจะสามารถเห็นภาพความแตกต่างของคำได้ดีกว่าเห็นความเหมือน ควบคู่กับการเห็นภาพของคำ นั้นๆ ด้วย การจำแนกเสียงที่คล้ายคลึงกันจากการฟัง หมายถึง ความสามารถในการจำแนกเสียงช่วยให้ การอ่านเป็นไปอย่างถูกต้อง และสามารถในการจำแนกเสียงนั้น สามารถพัฒนาได้โดยการฝึกฝน สิ่งสำคัญคือมิใช่ฝึกฝน โดยการให้เด็กฟังแต่เสียงอย่างเดียว ควรให้เด็กได้ฟังเสียงควบคู่กันกับการเห็นภาพ ของคำนั้นๆ ด้วยความสามารถในการฟังเรื่องราวต่างๆ หมายถึง การฝึกให้เด็กรู้จักคิดหาเหตุผล โดยครูตั้ง คำถามประเภททำไม รู้สึกอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป หรือเรื่องนี้ให้ความรู้ข้อคิดอะไรแก่เราบ้าง การเรียนรู้คำศัพท์ หมายถึง การเรียนรู้คำศัพท์ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป จะช่วยให้เด็กมีความพร้อม ในการอ่านมากขึ้น และถ้าต้องการให้การอ่านประสบความสำเร็จด้วยดี และนำความคิดจากการอ่านไปใช้ ให้เด็กเข้าใจความหมายของคำศัพท์ใหม่ๆ ให้มากการสร้างความสนใจในการอ่านหมายถึง การสร้างความสนใจ เป็นสิ่งที่จะต้องทำตั้งแต่อยู่บ้าน และต่อเนื่องมาถึงโรงเรียน เช่น การอ่าน การวาดภาพ การเล่านิทาน เป็นต้น การสร้างความคิดรวบยอด หมายถึง เด็กเรียนรู้ในการความคิดรวบยอดจากประสบการณ์ และลึกซึ้งกว้างขวางของประสบการณ์ มีการสร้างความสามารถในการคิดถึงคำนั้นๆในลักษณะ ของนามธรรมเป็นพัฒนาการในการเข้าใจความสามารถในขั้นแรก เด็กสามารถจำแนกสิ่งของอย่างหนึ่ง ออกจากสิ่งของอื่นได้ เมื่อเด็กมีความชำนาญมากขึ้น เด็กจะมีการรับรู้เฉียบคมกว้างขวางและมีความ ซับซ้อนยิ่งขึ้น เด็กสามารถเข้าใจลักษณะที่สำคัญและไม่สำคัญของสิ่งต่างๆในสิ่งแวดล้อมของตน


15 เด็กจะสามารถใช้ประสบการณ์ของตน ในการสร้างความคิดรวบยอดซึ่งเริ่มด้วยการเข้าใจสิ่งที่เป็น นามธรรม จนกระทั่งสามารถจัดกลุ่มของสิ่งต่างๆ ได้ และในที่สุดสามารถจำแนกประเภทได้ พนัส สุขหนองบึง (2557: 32) ได้เสนอองค์ประกอบในการอ่าน ดังนี้ 1. ความสามารถในการแยกสิ่งที่ได้ยินเป็นการเข้าใจและสามารถใช้ภาษาพูดได้อย่างถูกต้อง แยกคำพูดที่แตกต่างกันได้สามารถแยกด้วยคำ และออกเสียงในการอ่านปากเปล่าได้ 2. ความสามารถทางความคิดและความจำความสามารถในการใช้ และเข้าใจเหตุผลรู้จัก เชื่อมโยง ความคิดให้มีความหมาย เข้าใจความหมายของประโยคและรูปร่างของคำได้ 3. ความสามารถทางสายตาความสามารถในการแยกคำที่คล้ายคลึงกัน และมองเห็นความ แตกต่างของคำนั้นๆ ความสนใจความสามารถที่นั่งนิ่ง จับสายตาไปตามสิ่งที่อ่าน เคลื่อนไหวสายตาได้ ตามสมควร จึงมีสมาธิในการอ่าน การฟัง และการทำตามคำสั่งได้ สนิท ฉิมเล็ก (2557: 150) ได้สรุปองค์ประกอบทางการอ่านของเด็กได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบทางด้านร่างกาย 1.1 สายตา 1.2 ปาก 1.3 หู 2. องค์ประกอบทางด้านจิตใจ 2.1 ความต้องการ 2.2 ความสนใจ 2.3 ความศรัทธา 3. องค์ประกอบทางด้านสติปัญญา 3.1 ความสามารถในการรับรู้ 3.2 ความสามารถในการนำประสบการณ์เดิมไปใช้ 3.3 ความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้อง 3.4 ความสามารถในการเรียน 4. องค์ประกอบทางประสบการณ์พื้นฐาน 5. องค์ประกอบทางวุฒิภาวะ อารมณ์ แรงจูงใจและบุคลิกภาพ 6. องค์ประกอบทางสิ่งแวดล้อม


16 สรุปได้ว่า องค์ประกอบของการอ่านประกอบด้วยการจำแนกความแตกต่างการสังเกตด้วยตา และจำแนกเสียงจากการฟัง การเรียนรู้คำศัพท์ต่างๆ ที่คุ้นเคยจนเข้าใจความหมายของคำจากนั้นเด็ก จะสร้างความคิดรวบยอดจากประสบการณ์ที่เรียนรู้ เพื่อเกิดความเข้าใจยิ่งขึ้นในลักษณะ ของ นามธรรม หรือการแปลความหมายของคำออกจากสัญลักษณ์ได้ 2.4 ทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำ ทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการอ่านสะกดคำมีนักการศึกษาให้นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้ โคเครน และคณะ (Cocrana and others อ้างถึงใน บังอร พานทอง 2557 : 24-25) ได้กล่าวถึง พัฒนาการของเด็กไว้ดังนี้ 1) ขั้นที่จะสามารถอ่านได้ด้วยตนเองจนอิสระการเรียนรู้การอ่านในขั้นนี้ จะเป็นการเรียนรู้ เบื้องต้นถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับหนังสือ ว่าหนังสือนั้นคืออะไร และควรปฏิบัติต่อหนังสือนั้น อย่างไร ในขั้นนี้ เด็กจะไม่สามารถอ่านหรือทาความเข้าใจกับหนังสือด้วยตนเอง จะต้องมีผู้อื่นเข้ามาช่วย สามารถแยกย่อยได้ 3 ระยะคือ 1.1) ระยะเริ่มเรียนรู้ เป็นขั้นตอนเริ่มต้นตั้งแต่เกิด ซึ่งเด็กจะยังไม่รู้หนังสือหรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ ว่าคืออะไร แต่จะเรียนรู้ขึ้นทีละน้อยจากประสบการณ์และสภาพแวดล้อม ว่าการถือหนังสือควรถือ อย่างไร แม้จะเริ่มจากการกลับหัวกลับท้ายก็ตาม 1.2) ระยะที่เด็กมีความรู้สึกเหมือนตนเองเป็นผู้อ่าน ในขั้นนี้ เด็กโดยทั่วไปอายุประมาณ 2 ปี คือ ถือหนังสือได้ถูกทิศทาง ทราบว่าควรอ่านจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง เปิดหนังสือจากหน้าแรก ไปหน้าสุดท้าย เด็กเริ่มให้ความสนใจรูปภาพ และสนใจความหมายของภาพต่างๆ 1.3) ระยะที่เด็กเริ่มเรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษร เด็กจะเริ่มมีความสามารถในการทำความเข้าใจ เกี่ยวกับตัวอักษรและเสียงต่างๆ ตลอดจนการนาไปใช้ในการอ่าน เริ่มรู้จักคำและนำคำบางคำไปใช้ได้ เป็นพิเศษ เช่น ชื่อตัวเอง และคาที่พบบ่อยๆ เด็กจะเรียนรู้และทราบความหมาย ตลอดจนสามารถน ำ ไปใช้ได้อย่างถูกต้องก่อนคำอื่นๆ 2) ขั้นสามารถอ่านด้วยตนเองได้อย่างอิสระในขั้นนี้เด็กจะมีความรู้เกี่ยวกับตัวอักษร เสียง และ ระบบภาษามากขึ้น ทราบความหมายของคำและสามารถอ่านคาง่ายๆ ในหนังสือที่ไม่เคยอ่านมา ก่อนเริ่ม เกิดความมั่นใจในการที่จะนำความสามารถทั้งหมดในการอ่านมาใช้เพื่ออ่านในสิ่งที่ตน ต้องการจะอ่าน ในขั้นนี้ สามารถแบ่งย่อยเป็น 3 ระยะ


17 2.1) ระยะที่มีความมั่นใจ ในการนำตัวบ่งชี้ในระบบภาษาต่างๆ มาใช้ร่วมกันในกระบวนการ อ่าน เริ่มมีความอยากอ่านมากขึ้น อยากอ่านให้ผู้อื่นฟังทุกครั้งที่มีโอกาส มีความสามารถเข้าใจคำๆ หนึ่ง ซึ่งใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ได้ ระยะนี้จะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ จากนั้นเด็กก็จะสามารถอ่านได้อย่าง เป็นธรรมชาติ 2.2) ระยะที่เด็กจะมีความสามารถในการอ่านอย่างอิสระมากขึ้น สามารถอ่านได้ด้วยตนเอง และสนใจที่จะอ่านเพื่อความพอใจของตนเองมากกว่าที่จะอ่านให้ผู้อื่นฟังเหมือนในระยะที่ผ่านมา 2.3) ระยะที่มีทักษะการอ่าน เด็กที่มีการพัฒนามาถึงระยะนี้ จะเป็นผู้ที่มีความสามารถ ในการอ่าน ระดับที่เลือกสิ่งที่ต้องการอ่านได้ด้วยตนเอง โดยมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ ต้องการค้นหาความรู้เพิ่มเติมในสิ่งที่ตนสนใจขั้นตอนความสามารถในการอ่านของเด็กมักจะผ่านเป็น ลา ดับขั้น ดังที่กล่าวข้างต้น บางคนอาจจะพัฒนาไปตามลาดับอย่างราบรื่น แต่บางคนอาจจะใช้เวลา ยาวนาน ในบางขั้นตอน หรือใช้เวลาสั้นกว่าผู้อื่นในบางขั้นตอน แต่สามารถผ่านไปได้ด้วยดีตามลำดับ แต่บางคน อาจจะเกิดปัญหาไม่สามารถผ่านขั้นตอนการพัฒนาการอ่านไปได้ จะต้องได้รับการช่วย ปรับปรุงชี้แนะ จึงสามารถประสบความสาเร็จ ข้อบกพร่องของผู้อ่านกลุ่มนี้มักเกิดจาก 1) ไม่สามารถทำความเข้าใจเนื้อเรื่องตามตัวอักษรที่ปรากฏ จะต้องได้รับความสนใจรูปภาพ ประกอบมากกว่าและเล่าเรื่องตามจินตนาการภาพ 2) มีพฤติกรรมตรงข้ามกับกลุ่มแรก จะเป็นผู้เน้นด้านการออกเสียงของพยัญชนะหรือคำ ต่างๆให้ ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด ทั้งที่บางครั้งก็ไม่ทราบความหมาย 3) ไม่เกิดความสนใจ ไม่เห็นความสาคัญของการอ่านว่าเป็นบันไดสู่ความรู้ต่างๆ ของตนใน อนาคต จะพยายามหลีกเลี่ยงกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอ่านนั้นๆ บรูเนอร์ (Bruner. pp. 1956 อ้างถึงใน จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ (2558) กล่าวโดยเชื่อว่า พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กเกิดจากกระบวนการภายในอินทรีย์ (Organism) เน้นความสาคัญ ของ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมเด็กซึ่งจะพัฒนาได้ดีเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับประสบการณ์และ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก และชี้ให้เห็นว่าการศึกษาว่าเด็กเรียนรู้อย่างไร ควรศึกษาตัวเด็กในชั้นเรียนไม่ ควร ใช้หนูและนกพิราบ ทฤษฎีของบรูเนอร์เน้นหลักการ กระบวนการคิด ซึ่งประกอบด้วยลักษณะ 4 ข้อ คือ แรงจูงใจ (Motivation) โครงสร้าง (Structre) ลำดับขั้นความต่อเนื่อง (Sequence) และการ เสริมแรง (Reinforcement) สำหรับในหลักการที่เป็นโครงสร้างของความรู้ของมนุษย์ บรูเนอร์แบ่ง ขั้นพัฒนาการ คิดในการเรียนรู้ของมนุษย์ออกเป็น 3 ขั้นด้วยกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับขั้นพัฒนาการทาง สติปัญญาของเพีย เจต์ได้แก่


18 1. ขั้นการกระทำ (Enactive Stage) เด็กเรียนรู้จากการกระทำ และการสัมผัส 2. ขั้นคิดจินตนาการหรือสร้างมโนภาพ (Piconic Stage) เด็กเกิดความคิดจากการรับรู้ ตามความเป็นจริง และการคิดจากจินตนาการด้วย 3. ขั้นใช้สัญลักษณ์และคิดรวบยอด (Symbolic Stage) เด็กเริ่มเข้าใจเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่ง ต่างๆรอบตัวและพัฒนาความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่พบเห็น จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า พัฒนาการทางการอ่าน ดำเนินไปตามขั้นตอนในแต่ละช่วง ครูและ ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีความรู้จะช่วยให้สามารถจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางการอ่านได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรู้จักสังเกตตัวอักษร เสียง มีความมั่นใจในการอ่านอิสระ เข้าใจความหมาย ของคำอย่าง ง่ายๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการพัฒนาการอ่านต่อไป 3. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสอนแบบโฟนิกส์ 3.1 ความหมายของวิธีโฟนิกส์ นักการศึกษาและหน่วยงานทางการศึกษาได้ให้คำจำกัดความของวิธีโฟนิกส์ ดังนี้ กนกทิพย์ ประเสริฐธิสุข (2560) กล่าวว่า phonics คือ เสียง ที่เป็นหน่วยเสียงซ่อนอยู่ในตัวอักษร ทุกตัวที่อยู่ในภาษาอังกฤษ ตัวอักษรอาจจะต่างกันในรูปแบบของตัวสะกด ซึ่งเป็นวิธีเรียนการออกเสียง เป็นวิธีในการเรียนอ่าน การเขียนและการพูด เด็กๆ จะได้หัดออกเสียงทุกเสียงที่อยู่ในตัวอักษรและสระ ด้วยการเรียนรู้หน่วยเสียงต่างๆ ในคำ และรู้จักที่จะนำเอาเสียงต่างๆ เหล่านั้นมาผสมกันเป็นคำสื่อ ความหมายนั้น เป็นการสร้างรากฐานความแข็งแกร่งในด้านการอ่านและการเขียน ดวงใจ ตั้งสง่า (2557) กล่าวว่า โฟนิกส์ คือ วิธีการเรียนอ่านเขียนและออกเสียงภาษาอังกฤษโดย ใช้หลักการถอดรหัสเสียง และการผสมเสียงตัวอักษร a ถึง z ทั้ง 26 ตัว ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเสียงของ ตัวอักษรต่างๆ และออกเสียงเหล่านั้นให้ได้อย่างถูกต้องจึงจะสามารถผสมเสียงออกมาเป็นคำได้ ยกตัวอย่างเช่น การสะกดคำว่า cat ในสมัยเราๆจะท่องกันว่า ซี-เอ-ที แคท แมว ซึ่งยากที่จะเข้าใจว่าทำไม ซี-เอ-ที ถึงกลายเป็นแคทไปได้ เพราะการท่องแบบนี้ไม่ได้ใช้หลักการผสมเสียงแต่เป็นการท่องจำจากการ สะกดคำ โรงเรียนสอนภาษาและการออกเสียง เลิร์นนิ่ง แลนด์ (2559) สรุปว่า Synthetics phonics คือ วิธีการออกเสียงที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน และเป็นวิธีการสอนที่มีหลักฐาน จากงานวิจัยว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการเรียนอ่าน การเขียนและการพูด ปรียา โนแก้ว และประนุท สุขศรี (2548) กล่าวว่าแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาในการเรียนการ สอนภาษาอังกฤษเพื่อพัฒนาความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องชัดเจนซึ่งช่วยให้


19 ผู้เรียนเข้าใจความหมายของคำที่ผู้เรียนออกเสียงนั้นคือ การใช้วิธีสอนแบบโฟนิกส์ วิธีการเรียนการสอน แบบโฟนิกส์คือ รูปแบบการเรียนภาษาโดยการเรียนรู้ความสัมพันธ์ของตัวอักษรและเสียงของตัวอักษรซึ่ง มีหน่วยเสียงที่สัมพันธ์กัน วิธีโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนที่สามารถช่วยในการอ่านออกเสียงและสะกดคำ มักใช้ ในการสอนระดับเบื้องต้นหรือระดับประถมศึกษา สรุปได้ว่า ความหมายของการเรียนรู้ด้วยวิธีโฟนิกส์ (phonics) คือ อ่านเขียนและออกเสียง ภาษาอังกฤษ เสียงที่เป็นหน่วยเสียงซ่อนอยู่ในตัวอักษรทุกตัวที่อยู่ในภาษาอังกฤษ ตัวอักษรอาจจะต่างกัน ในรูปแบบของตัวสะกด หรือการแยกแยะหน่วยเสียงของคำ 3.2 หลักการของวิธีโฟนิกส์ วิธีโฟนิกส์ซึ่งใช้ในการสอนอ่านเขียนมีหลักการในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของ นักเรียนเพราะวิธีการสอนภาษาอังกฤษโดยการสอนอ่านเป็นคำที่เรียกว่า whole language ซึ่งใช้มาเป็น เวลานาน ไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะทำให้นักเรียน มีปัญหาในการอ่านคำใหม่ๆ เพราะระบบการสอนอ่าน เป็นคำสอนให้นักเรียนอ่านด้วยความจำและเมื่อพบคำใหม่ก็มักจะอ่านด้วยการเดา (guess work) วิธีโฟนิกส์เริ่มต้นด้วยการสอนให้นักเรียนรู้จักแยกแยะหน่วยเสียงภาษาอังกฤษหรือถอดรหัสเสียง ซึ่งมีทั้งหมด 42 เสียง (Phonemic awareness/decoding)ก่อนที่จะอ่านเป็นคำและเมื่อเอาหน่วยเสียง มาเชื่อมกับตัวอักษร (letter sound correspondence หรือphonics) นักเรียนก็สามารถที่จะอ่านเป็น คำได้ง่ายดายและชัดถ้อยชัดคำการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ต้องสอนอย่างเป็นระบบ เป็นลำดับตามขั้นตอน ไม่ ควรสอนแทรกไปกับบทอ่านหรือบทสนทนา ผลสรุปนี้ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางด้านการเรียนรู้ ทางด้านสมอง (brain - based learning/neuron - scientific research) ของมหาวิทยาลัยเยล ที่ได้ จากการทำการสแกนสมองของผู้เรียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการของโฟนิกส์ และวิธีการเดิม ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ สรุปว่า วิธีการสอนแบบ โฟนิกส์ ในรูปแบบดังกล่าว ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองทำให้สมองมีการสร้างเส้นใย สมองใหม่ และใยสมองเดิมแตกตัวมีผลทำให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านภาษาอังกฤษสูงเมื่อเปรียบเทียบ กับการสอนด้วยวิธีอื่น (อินทิรา ศรีประสิทธิ์, 2552) อินทิรา ศรีประสิทธิ์ (2552) ได้กล่าวถึงผลการวิจัยของคณะกรรมการวิจัยการอ่านระดับชาติ (National Reading Research Panel) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาวิจัยถึงสาเหตุของความล้มเหลว ของระบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยได้วิเคราะห์วิจัยวิธีการสอนในอดีตย้อนกลับไปประมาณ 30 ปี เพื่อหาวิธีใหม่ที่สอนอ่านได้ผลและไม่เปลืองงบประมาณรัฐผลงานวิจัยนี้สรุปว่า วิธีที่ได้ผลที่สุดที่จะให้ ผู้เรียนอ่านภาษาอังกฤษอย่างชัดถ้อยชัดคำด้วยความมั่นใจ ต้องเริ่มจากการสอนให้ผู้เรียนรู้จักแยกแยะ หน่วยเสียงภาษาอังกฤษก่อนที่จะอ่านเป็นคำ และเมื่อเอาหน่วยเสียงมาเชื่อมกับตัวอักษร ผู้เรียนสามารถ ที่จะอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างง่ายดายและชัดถ้อยชัดคำ


20 กล่าวโดยสรุป วิธีโฟนิกส์นั้นสัมพันธ์กับทักษะในการเรียนภาษาอังกฤษทุกทักษะ ไม่ว่าจะเป็นฟัง พูด อ่าน เขียน และสะกดคำ ซึ่งเมื่อผู้เรียนแยกแยะหน่วยเสียงเป็น จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจเวลาฟังเจ้าของ ภาษาพูด (Listening) เมื่อเข้าใจก็สามารถโต้ตอบได้ (Speaking) และเมื่อผู้เรียนพบคำใหม่ ก็ใช้หลัก แยกแยะหน่วยเสียงได้ (Reading) ซึ่งเมื่อผู้เรียนอ่านได้ก็จะสามารถเขียนคำตามที่อ่านได้ (Spelling และ writing) ดังนั้นในการใช้วิธีการสอนแบบ โฟนิกส์ สำหรับผู้เรียนที่มิใช่เจ้าของภาษาหรือเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่ 2 จำเป็นต้องคำนึงถึงวิธีการที่จะให้ผู้เรียนสามารถ ออกเสียงได้อย่างถูกต้องตลอดจนรู้ ความหมายของคำๆนั้น 3.3 การสะกดคำด้วยวิธีโฟนิกส์ ตามหลักโฟนิกส์ จะสอนให้รู้จัก ตัว C จากเสียงของมันคือเสียง ค (ออกเสียง เคอะ เบาๆในลำคอ) ตัว a เป็นเสียง แอะ และตัว t เป็นเสียง ท (ออกเสียง เทอะ เบาๆ ใช้ปลายลิ้นกระทบฟันหน้าบน) และผสม เสียงกันเป็น ค - แอะ - ท แคท (ลองออกเสียงข้อ ค-แอะ-ท ช้าๆ เร็วๆ จะพบว่าสุดท้ายจะออกเสียงเป็น แคท) หลักการถอดรหัสเสียง และผสมเสียงแบบนี้ เรียกว่าโฟนิกส์ ซึ่งผู้เรียนจะต้องฝึกผสมเสียงพยัญชนะ สระต่างๆ ที่หลากหลายจนคล่องแคล่วโดยใช้หลัก โฟนิกส์ (ดวงใจ ตั้งสง่า, 2557) โรงเรียนสอนภาษาและการออกเสียง เลิร์นนิ่ง แลนด์ (2557) กล่าวว่า ในตอนแรก เราจะเรียนรู้ เกี่ยวกับเสียงของพยัญชนะก่อน และนี่คือการแทนเสียงด้วยพยัญชนะเดี่ยวๆในคำ Pen : p-e-n เพอะ-เอะ-เนอะ (3 เสียง, พยัญชนะ 3 ตัว ) โดยเราจะไม่ออกเสียงว่า P-E-N พี-อี-เอ็น (เนื่องจากการออกเสียงแบบนี้ ถือเป็นการอ่านชื่อของพยัญชนะ) จากนั้นก็จะเริ่มเรียนเสียงที่มีความ ซับซ้อนมากขึ้น เช่น เสียงที่แทนด้วยพยัญชนะ 2 ตัว sh ch qh ck ng ship: sh-i-p เขอะ-อิ-เพอะ (3 เสียง, พยัญชนะ 4 ตัว) quick: qu-i-ck เควอะ-อิ-เคอะ (3 เสียง, พยัญชนะ 4 ตัว) จากนั้นจะเป็นขั้น advanced (advanced phonics) โดยหลังจากที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะพื้นฐาน เบื้องต้นต่างๆแล้ว เด็ก ๆ ก็จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเสียงที่ ซับซ้อน มากขึ้นอีกนั้นก็คือ เสียงๆเดียวที่ใช้ พยัญชนะแทนเสียงได้หลายตัว และนี่ก็เป็นตัวอย่างของเสียง A (เอ) ในขั้นที่ซับซ้อนมากขึ้น Ai (เอ) ในคำว่า rain (เรน) Ay (เอ) ในคำว่า play (เพลย์) A – e (เอ) ในคำว่า spade (สเพด) Ea (เอ) ในคำว่า break (เบรค) Ey (เอ) ในคำว่า hey (เฮ) เมื่อนักเรียนเรียนการออกเสียง (phonics) จนถึงขั้นสูงสุดแล้ว นักเรียนก็จะมีความสามารถใน การอ่านประโยคโดยใช้หลักพื้นฐานของการออกเสียง phonics


21 กนกทิพย์ ประเสริฐธิสุข (2560) กล่าวว่า การสอนให้ท่องแต่ A (เอ) – Z (ซี) นั่นเป็นชื่อเรียน ตัวอักษร (Alphabets) ทั้ง 26 ตัว แต่สำหรับ phonics จะมีหน่วยเสียงถึง 42 เสียง (Phonics Awareness) นั้นจะสอนให้ออกเสียงให้ถูกต้องเวลาผสมคำ จากการศึกษาสรุปได้ว่า การสะกดคำศัพท์ด้วยวิธีโฟนิกส์ (phonics) หมายถึงการออกเสียงตาม หน่วยคำเสียงหรือโครงสร้างพยางค์ ประกอบด้วย พยัญชนะต้น สระ และพยัญชนะสะกดในกรณีที่มี ตัวสะกด ซึ่งจะเริ่มจากพยัญชนะต้นตัวเดี่ยวๆ ถึง 2 ตัวคู่ และสระเดี่ยวๆถึงสระผสม และตัวสะกดเดี่ยวถึง ตัวสะกดผสม 3.4 ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีโฟนิกส์ ดวงใจ ตั้งสง่า (2557) ได้กล่าวว่า การเรียนโฟนิกส์ จะช่วยให้เด็กๆออกเสียงได้ถูกต้องทำให้พวก เขาสื่อสารภาษาอังกฤษได้ชัดเจน และสามารถอ่านเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะสามารถสะกด คำศัพท์ต่างๆได้ด้วยตัวเอง อย่างคล่องแคล่วจากการรู้จักเสียงของตัวอักษรและเข้าใจหลักการผสมเสียง แม้ในช่วงแรกการเรียนแบบโฟนิกส์ จะดูช้ากว่าการเรียนแบบท่องจำมาก เพราะเด็กค่อยต้องค่อยๆทำ ความเข้าใจเสียงและหลักการผสมคำจากง่ายไปยาก ต้องฝึกซ้ำๆ เพื่อให้จำได้และมีบทศึกษามากมายที่ ยืนยันว่าเด็กที่เรียนการอ่านเขียนแบบนี้จะสามารถเรียนภาษาอังกฤษได้มีประสิทธิภาพ และรวดเร็วกว่า นักเรียนทั่วไป และมีความแตกฉานทางภาษารักการอ่าน การค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับตัว เขาเองในอนาคต ดร.ชวาร์ทซ์ (Schwartz, 1998 ) ประโยชน์ของการสอน โฟนิกส์ ให้แก่ผู้ที่เรียนภาษาอังกฤษเป็น ภาษาที่ 2 นั้นได้สรุปเกี่ยวกับประสบการณ์การสอนของตัวเองว่า ผู้เรียนที่มีปัญหาในการเรียนรู้ ภาษาอังกฤษ มักมาจากการไม่รู้จักโครงสร้างของเสียงของภาษาอังกฤษ และทักษะที่เกี่ยวกับการจัดการ หน่วยเสียงภาษาอังกฤษ ฉะนั้นเมื่อได้มีคำสอนเสริมด้วยหลักสูตร PA และ โฟนิกส์ อย่างเข้มข้นการสะกด คำของเขาเหล่านั้นจะดีขึ้นมาก เขาสามารถจะรับรู้คำและประโยคได้อย่างชัดเจนมากขึ้นกว่าเก่า ทำให้การ เขียนตามคำบอก (dictation) ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และแม้กับตัวผู้เรียนเองก็รายงานว่าความสามารถ ของ ตนเองในการเข้าใจบทสนทนา และการบรรยายในห้องเรียนของวิชาอื่นดีขึ้นมาก และที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะในการถอดรหัส (decoding skills) จากตัวอักษรมาเป็นเสียง นั่นคือการอ่านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเขาเหล่านั้นก็แปลกใจตัวเอง ที่สามารถอ่านคำที่มีหลายพยางค์ได้อย่างถูกต้องและง่ายดาย โดยทั่วไป แล้วผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนโดยรวมดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เรียนกลุ่มอื่นที่ไม่ได้เรียนเสริมหลักสูตร โฟ นิกส์ ที่เข้มข้นนอก จากนี้ผู้เรียนเหล่านี้ยังมีความเชื่อมั่นในตัวเอง ในเรื่องต่างๆสูงขึ้น สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีโฟนิกส์ (phonics) จะทำให้การพัฒนาทักษะต่างๆ ตั้งแต่การฟัง พูด อ่าน เขียน นั้นมีประสิทธิผลเป็นรูปธรรม สามารถแยกแยะ หน่วยเสียง หรือการถอดรหัส


22 เสียงทั้งหมดได้ถูกต้อง ก็สามารถที่จะฟังภาษาอังกฤษรู้เรื่อง เวลาอ่าน พอเห็นตัวอักษร (Alphabets) ของ คำต่างๆ ก็สามารถถอดรหัสเสียงไปสู่การออกเสียงผสมเสียง และการสะกดคำได้ถูกต้อง พออ่านได้ก็ สามารถที่จะสะกดคำเขียนออกมาได้เช่นกัน ทั้งหมดล้วนเป็นความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน ของโฟนิกส์ ที่ ทำให้การอ่านและเขียนดีขึ้น 3.5 ขั้นตอนการสอนด้วยวิธีโฟนิกส์ ดวงวัน บุญนาค (2559) ได้กล่าวว่าการสอนโฟนิกส์ ดังนี้ 1. ระบบ phonics สอนให้เด็กรู้จักเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษร ไม่ได้ให้อ่านตามชื่อตัวอักษรเท่านั้น ในระบบปกติเด็กๆ จะถูกสอนให้อ่าน a=เอ b= บี c= ซี แต่เมื่อเรียนตามระบบ Phonics จะอ่าน ออกเสียง A = แอะ B =เบอะ C = เคอะ ดังนั้นเวลาผสมคำว่า cat จะต้องสะกด เคอะ-แอะเทอะ =แคทไม่ใช่ ซี-เอ-ที= แคท ซึ่งทำให้เด็กสามารถอ่านหรือสะกดคำได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้อง อาศัยการท่องจำคำศัพท์ (เช่น ซี-เอ-ที=แคท แปลว่า แมว )แต่เป็นการอ่าน จากความเข้าใจ ใน ระบบการออกเสียงที่ถูกต้องตามหลัก โฟนิกส์ เราเคยสังเกตหรือไม่ว่า ตัวอักษร C ออกเสียง อย่างไร ในเวลา ใช้ตัว C ในการผสมคำต่างๆ เช่น Cat Cook Cup หากออกเสียงตามชื่อเรียก ตัวอักษร ซี เราจะไม่สามารถออกเสียงเป็นคำว่า แคท ได้เลย (น่าจะเป็นเสียง แซด เสีย มากกว่า) ฉะนั้นตามที่เราเรียนมาแบบดั้งเดิม จึงเป็นเพียงการสอนให้จำเสียงของคำที่เราได้ยินจากการ เรียกชื่อตัวอักษรเท่านั้น และนั่นหมายความว่าเราไม่เคยรู้จักเสียงที่แท้จริงของตัวอักษรหรือ สามารถออกเสียงที่ถูกต้องของตัวอักษรนั้นๆเลย 2. การถอดรหัสเสียงในระบบ Phonics จะช่วยสร้างความเข้าใจในการออกเสียงหรือผสมคำใน ภาษาอังกฤษซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักตัวอักษรและคำศัพท์โดยไม่ต้องอาศัยการท่องจำแม้แต่คำที่เรา ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยินมาก่อนได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน เช่นเดียวกับเจ้าของภาษาขณะที่เด็กที่ผ่าน การเรียนแบบท่องจำมาตลอด จะรู้จักเฉพาะคำศัพท์ที่ต้องมาเท่านั้น


23 อินทิรา ศรีประสิทธิ์ (2552) สรุปขั้นตอนการสอนด้วยวิธี Phonics ดังนี้ ภาพ 2 แสดงสรุปขั้นตอนการสอนด้วยวิธี Phonics (http://OKNATION.NATIONTV.TV) จากภาพประกอบข้างบนจะเห็นได้ว่าโฟนิกส์ (Phonics) เป็นพื้นฐานของกระบวนการเรียนรู้ใน การเรียนภาษาอังกฤษในการฟัง พูด อ่าน และเขียนตามลำดับ ทีนี้เรามาดูกันว่าที่ผ่านๆมาเด็กไทยเรา เรียนภาษาอังกฤษกันอย่างไร เด็กไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันที่ขั้นตอนที่ 3 คือเรียนจดจำคำศัพท์เป็นคำ (whole language )คำศัพท์ที่ครูไม่ได้สอนหรือไม่ได้ท่องจำ ก็จะอ่านออกเสียงไม่ได้ สามารถพูดได้ว่า เด็กไทยที่เก่งภาษาอังกฤษต้องมีความจำดีมากเพราะต้องท่องจำคำศัพท์ คำอ่าน คำแปล และไวยากรณ์ อีกมากมายเช่น Computer ก็ต้องท่องจำว่า c -o -m -p -u -t -e -r อ่านว่า คอมพิวเตอร์ (ครูเป็นผู้สอน) เมื่อกระบวนการ เรียนรู้ข้ามขั้นตอนทำให้การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ของเด็กไทยมีปัญหา นั่นจึงเป็น ที่มาว่าเด็กไทยเรียนภาษาอังกฤษกันหลายปีก็ยังฟัง พูดอ่านและเขียนไม่ได้ 6. Writing 5. Reading comprehension 4. Reading Fluency 3. Vocabulary 2. Phonics 1. Phonemic Awareness 7. Full Literacy


24 3.6 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับทักษะการสอนแบบโฟนิกส์ การสอนภาษาแบบโฟนิกส์เป็นวิธีการสอนที่เกิดจากองค์ความรู้ในวิชา “สัทศาสตร์” (Phonetics) ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมชาติของเสียงพูด กระบวนการเปล่งเสียง และการออกเสียง การสอน ภาษาแบบโฟนิกส์เป็นการสอนที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและตัวอักษร โดยใช้การออกเสียง เป็นตัวกำหนดและให้ความสำคัญกับเสียงของตัวอักษรและการสะกดคำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในกระบวนการ สอนอ่านเบื้องต้นที่จะช่วยปรับปรุงการสอนอ่านได้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์จึงเป็นการสอนที่เริ่มจากเสียง ของตัวอักษรและเป็นการอธิบายการออกเสียงตามหลักภาษาศาสตร์วิธีการสอนอ่านที่ถูกต้องควรเริ่มจาก การฝึกอ่านเสียงของตัวอักษร การเรียนรู้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ การประสมคำ แล้วจึงสอนอ่านคำและ เนื้อเรื่อง ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ที่ให้ความสำคัญกับการอ่านออกเสียงตัวอักษร ปุณยวัจน์วรรณคาม (2564; อ้างอิงจาก Vacca; et al. 2003) กล่าวถึงขั้นตอนของวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ มีกระบวนการสอน 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์การออกเสียง (analytic phonics) เป็นการฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้และวิเคราะห์เสียง ของตัวอักษรแต่ละตัว นําไปสู่การวิเคราะห์เสียงของตัวอักษรในคําแต่ละคําอย่างมีระบบ 2. การเทียบเคียงในการออกเสียง (analogic phonics instruction) เป็นการสอนที่ต่อยอดมา จากการสอนวิเคราะห์การออกเสียง โดยผู้เรียนจะวิเคราะห์ส่วนประกอบของคำ และเทียบเคียงการออก เสียงกับคำที่รู้แล้ว 3. การสังเคราะห์การออกเสียง (Synthetic phonics) เป็นการสอนโดยเริ่มจากการสอนเสียง ของตัวอักษรแต่ละตัว หลังจากนั้นจึงสอนการผสมเสียงกับตัวอักษรเพื่อให้ผู้อ่านสามารถอ่านออกเสียงได้ 4. การอ่านแบบร่วมสมัย (contemporary phonics) เป็นการสอนอ่านโดยการนำเอาวิธีการ วิเคราะห์การออกเสียงและวิธีการสังเคราะห์การออกเสียงมารวมกันและฝึกให้นักเรียนประยุกต์ใช้ตาม ระดับความสามารถของตน เน้นให้นักเรียนได้อ่านเนื้อหาที่หลากหลาย เช่น บทกลอน เรื่องเล่า เป็นต้น ด้วยกระบวนการข้างต้นในการเรียนรู้แบบโฟนิกส์ จะช่วยให้ผู้เรียนฝึกฝนและได้ฝึกปฏิบัติทั้งการอ่านอย่าง มีลำดับขั้นตอนและมีความต่อเนื่อง อีกทั้งได้พัฒนาทั้ง 4 ทักษะ ไปพร้อม ๆ กัน คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างแบบฝึกการอ่านออกเสียงภาษาไทยมาตรฐานร่วมกับ การสอนภาษาแบบโฟนิกส์ โดยผู้วิจัยจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนที่ได้เสนอไว้ข้างต้นเพื่อพัฒนาการอ่านออก เสียงของนักเรียน


25 4. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพมีรายละเอียด ดังนี้ 4.1 ความหมายของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ความหมายของเกมการศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพ มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน ดังนี้ ดอบสัน (Dobson. 2547 : 9-17) ได้ให้ความหมาย ของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง กิจกรรมที่สนุกสนาน มีกฎเกณฑ์ กติกา กิจกรรมที่เล่น มีทั้งเกมเงียบ (Passive Games) หรือเกมที่เล่น ไม่ต้องเคลื่อนที่ และเกมที่ใช้ความว่องไว (Active Games) หรือเกมที่ ต้องเคลื่อนไหว เกมเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับความว่องไว ความแข็งแรง การเล่นเกมมีทั้งเล่นคนเดียว สองคน หรือ เล่นเป็นกลุ่ม บางเกมก็กระตุ้นการทำงานของร่างกายและสมอง บางเกมก็ฝึกทักษะบางส่วนของร่างกาย และจิตใจ หนังสือสารานุกรมชุดเวิลด์บุ๊ค (The World Book Encyclopedia. 2547 : 49-51) ได้ กล่าวถึง ความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง เครื่องมืออย่างหนึ่งในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก ช่วยในการ ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เกมหลายชนิดทำให้เด็กได้รับแสงแดด และอากาศ บริสุทธิ์ เกมบางอย่างช่วยพัฒนาความคิด สำหรับผู้ใหญ่ เกมเป็นเครื่องมือในการผ่อน คลายความเครียด วิมลรัตน์ คงภิรมย์ชื่น (2550 : 21) ได้ให้ความหมายของเกมประกอบการสอนไว้ว่า เกม หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยฝึกทักษะให้นักเรียนเกิดความคิด รวบยอดในสิ่งที่ เรียน อาจมีการแข่งขันหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องมีกติกาการเล่นกำหนดไว้ และจะต้อง มีการประเมินผล ความสำเร็จของผู้เล่นด้วยประเภทและลักษณะของเกมประกอบการสอน กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2551: 66) ได้ให้ความหมายเกมการศึกษาเป็น การเล่นที่ ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ช่วยให้เด็ก รู้จักสังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับ สี รูปร่าง จำนวน ประเภทและ ความสัมพันธ์ เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กวัย 3–5 ปี เช่น เกมจับคู่ แยก ประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ ต่อตามแบบ เป็นต้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 78-79) ได้ให้ ความหมายเกมการศึกษา มีจำนวน 7 เกม ได้แก่ เกมจับคู่ ภาพเหมือน เกมจับคู่ภาพกับเงา เกมจับคู่ภาพ กับจำนวน เกมเรียงลำดับ เกมการจัดหมวดหมู่ เกมต่อภาพ เกมวางภาพต่อปลาย จากการศึกษาความหมายของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสรุปได้ ดังนี้ เกมที่ให้ความบันเทิง ประเภทหนึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ในชีวิตแบบง่ายๆ ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจดจำ คำศัพท์ภาษาไทย การเล่นจับคู่ประสมคำกับภาพ เป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างเป็น ธรรมชาติ


26 ของเด็ก ช่วยให้เด็กได้ทดลอง ค้นพบและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เพิ่มความ หลากหลาย ให้บทเรียนและช่วยสร้างแรงจูงใจ 4.2 ประโยชน์ของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ประโยชน์ของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพมีนักการศึกษาให้นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้ วรรณพร ศิลาขาว. 2542 : 160 เกมที่ใช้ประกอบการสอนมีลักษณะดังนี้ 1. ไม่ต้องเสียเวลาเตรียมตัวล่วงหน้า 2. เล่นได้ง่ายแต่เป็นการส่งเสริมความเฉลียวฉลาด 3. สั้น และสามารถนำไปแทรกในบทเรียนได้ 4. ทำให้นักเรียนได้รับความสนุกสนาน แต่ครูก็ยังควบคุมชั้นได้ 5. ถ้ามีการเขียนตอบในตอนหลังก็ไม่ต้องเสียเวลาตรวจแก้ นิตยา ฤทธิโยธี (2545 : 6) กล่าวว่า ความสำคัญของการใช้เกมช่วยให้บรรยากาศในการเรียน การสอนเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา สร้างความเป็นกันเอง ระหว่างครูและนักเรียนได้มากขึ้น รีส (Reese. 2546 : 12) ได้เสนอแนะวิธีการนำเกมมาประกอบกิจกรรมการเรียนการสอน ไว้ดังนี้ 1. ใช้เกมนำเข้าสู่บทเรียน โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน คือ 1.1 ใช้เกมนำเข้าสู่บทเรียนโดยใช้เกมทบทวนพื้นฐานความรู้เดิม เช่น ใช้รูปภาพจับคู่ กับคำศัพท์ หรือแบ่งกลุ่มสลับกันเติมอักษรที่หายไป 1.2 ดำเนินการสอน มีการนำรูปภาพ หรือของจริงมาสนทนากัน มีการนำเสนอ คำศัพท์ และอธิบายความหมายของคำศัพท์ จากนั้นนำเสนอรูปประโยคเพื่อฝึกพูดและเขียน ขั้นสุดท้ายมีการสรุป โดยการทบทวน เช่น ครูนำภาพติดบนกระดานดำให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทน ออกไปเขียนคำศัพท์ ให้ถูกต้องหรือเติมอักษรที่หายไป หรือเติมคำศัพท์ให้สัมพันธ์กับประโยค 1.3 ฝึกหัด ครูให้นักเรียนแต่งประโยค หรือเติมคำที่หายไปของประโยค 2. ใช้เกมเป็นกิจกรรมในการฝึก โดยดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 2.1 เตรียมตัวผู้เรียน 2.1.1 แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อเล่นเกม 2.1.2 อธิบายจุดประสงค์ของการเล่นเกม วิธีการเล่น พร้อมกติกาการเล่น และ การให้คะแนน 2.2 ดำเนินการสอน เช่น สอนคำศัพท์


27 2.2.1 สอนความหมายของคำศัพท์จากภาพ ครูชูภาพ และออกเสียงคำศัพท์ นักเรียนดูภาพและออกเสียงตาม 2.2.2 สอนการสะกดคำศัพท์โดยใช้เกมตามสถานการณ์แต่ละบทเรียน 2.2.3 ใช้เกมการฝึกแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อเล่นเกม อธิบายวิธีการเล่น กติกาการให้คะแนน จากการศึกษาประโยชน์ของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ เกมช่วยให้บรรยากาศ ในการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวา สร้างความเป็นกันเอง ระหว่างครูและนักเรียนได้มากขึ้น 4.3 ลักษณะที่ดีของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ลักษณะที่ดีของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพมีนักวิชาการที่ให้ความหมาย และหลัก แนวคิด ดังนี้ ละออ ชุติกร ( 2556 : 4 ) กล่าวถึงลักษณะเกมที่ดีควรประกอบด้วยดังนี้ 1.ช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจ และมีความสนุกสนานในการเล่น พร้อมทั้งเป็นการฝึก ทบทวน เนื้อหาด้วย 2. ใช้เวลาในช่วงสั้นๆ 3. มีคำสั่งและกติกาที่เด่นชัดไม่ซับซ้อน 4. ในการเล่นต้องมีการตรวจสอบถึงการให้คะแนนได้ 5. เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง 6. ไม่ควรเล่นเกมเสียงดังรบกวนห้องอื่น 7. มีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับเล่นให้พร้อมอุปกรณ์ 8. ในการเล่นเกมควรเป็นสิ่งง่ายๆ หรือประดิษฐ์ขึ้นเอง 9. การเล่นนั้นควรให้นักเรียนมีการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย สำเริง เวชสุนทร ( 2556 : 30 ) กล่าวถึงลักษณะเกมที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ 1. มีคุณลักษณะพื้นฐานที่สนองเป้าหมายและจุดประสงคท์ ี่ต้องการ 2. ใช้เวลาในการเล่น 10 – 15 นาที 3. มีกติกาการเล่นแน่นอน ชัดเจน และเข้าใจง่าย 4. มีอุปกรณ์และสถานที่พร้อมตลอดจนราคาประหยัด 5. มีความดึงดูดใจในการเล่นเกม เช่น ความสวยงาม หรือท้าทายความสามารถทางสติปัญญา ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน


28 อัจฉรา ชีวพันธ์( 2560 : 27) กล่าวถึงลักษณะที่ดีของเกมควรมีลักษณะดังนี้ 1. เกมต้องช่วยให้เด็กเกิดความสนใจ มีความสนุกสนานในการเล่นพร้อมทั้งเป็นการฝึก ทบทวน เนื้อหาจากบทเรียนด้วย 2. ครูควรควบคุมดูแลการเล่นให้อยู่ในขอบเขตที่จะไม่รบกวนห้องข้างเคียง 3. เกมควรให้เด็กมีความเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายบ้าง 4. ใช้เวลาในช่วงสั้นๆ มีคำสั่ง และกติกาในการเล่นชัดเจน 5. ควรใช้อุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นเองอย่างง่ายๆ แต่ใช้ในการสอนได้ 6. ถ้าหากครูเห็นว่าควรใช้สถานที่นอกห้องเรียนก็ควรเตรียมสถานที่ไว้ล่วงหน้า 7. ถ้าการเล่นมีลักษณะการแข่งขัน ควรจะง่ายในการตรวจสอบและตัดสินให้คะแนน ต้องเปิดโอกาส ให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมอย่างทั่วถึง จากที่กล่าวมาแล้วนั้น พอสรุปลักษณะของเกมที่ดีควรเป็นเกมที่จัดให้สอดคล้องกับ จุดประสงค์ ที่ตั้งไว้ มีวิธีการเล่นง่ายๆ ใช้เวลาสั้น เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ และมีความ เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากที่ผู้วิจัยได้ทำเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับ เกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระจังหวัดสุราษฎร์ธานีผู้วิจัยได้ทำการศึกษา ค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 5.1 งานวิจัยในประเทศ ชัชฎาภรณ์ ขาลเพราะ(2558: 36) ได้ทำการศึกษาการอ่านออกเสียงของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้แบบทดสอบนักเรียนสามารถอ่าน และทำแบบสะกดค่าได้ค่อนข้างสูง คิดค่าเฉลี่ยไว้เป็นร้อยละ 81.33 พิมพ์นิภา จันทร์บุตร (2559: 42) ได้ทำการศึกษาใช้แบบฝึกอ่าน และแบบสะกดคำของ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนสามารถอ่าน และทำแบบสะกดคำได้ค่อนข้างสูง คิดค่าเฉลี่ยไว้เป็นร้อยละ 70.90 วิไลวรรณ จันทร์น้ำใส (2562: บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมและ ประเมินคุณภาพของโปรแกรมซ่อมเสริมการอ่าน ภาษาไทยตามแนวคิดออร์ตัน-กิลลิงแฮมสำหรับนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้นที่มีปัญหาทางการอ่าน กลุ่มเป้าหมายในการ วิจัย คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนต้นในโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดกลางแห่งหนึ่งในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต


29 30 ที่มีปัญหาทางการอ่าน จำนวน 22 คน ใช้เวลาในการทดลองสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมจำนวน 5 แผน และแบบทดสอบการอ่านภาษาไทย ก่อน และหลังเข้าร่วมโปรแกรมฯ โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลอง (One group Pretest-Posttest Design) สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ Paired Samples t-test คะแนนพัฒนาการเพิ่มสัมพัทธ์ ของกลุ่มตัวอย่างรายบุคคล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพของกลุ่มเป้าหมาย รัฐชญา ขวัญทองยิ้ม (2563: บทคัดย่อ) การวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ ตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มี จุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำตามมาตราตัวสะกด ที่ใช้สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนช่วงเวลา ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียน สะกดคำตามมาตราตัวสะกด 3) ศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะทักษะการเขียน สะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านช่องเขาหมาก อำเภอสิชล สำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 4 จังหวัด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 4 ชนิด ประกอบด้วย 1) แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตรา ตัวสะกด จำนวน 9 ชุด 2) แผนการจัดการ เรียนรู้ชุดแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย จำนวน 9 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 50 ข้อ และ 4) แบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 12 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ คอมพิวเตอร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการ ทดสอบสมมติฐาน t-test วิสารัตน์ ทองเพียร (2563: บทคัดย่อ) งานวิจัยในชั้นเรียนเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่าน และการ สะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดเสาธงนอก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของ นักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดเสาธงนอก โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับ ภาพ 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน วัด เสาธงนอกก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ใน การ วิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดเสาธงนอก จำนวน 4 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง จากข้อมูลนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านคำ และการสะกดคำได้ไม่ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ ส่งผลให้นักเรียนอ่าน หนังสือได้ไม่ถูกต้อง เรียนได้ช้ากว่าเพื่อนในระดับชั้นเดียวกัน เกิดผลกระทบด้านการเรียนเป็นอย่าง มาก ต้องได้รับการแก้ไข


30 ปัญหาอย่างเร่งด่วน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมเกม การศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ และแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำ มีค่าดัชนีความ สอดคล้องของเครื่องมือ (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ โดยจัดกิจกรรมวันอังคาร วันพุธ และวันศุกร์วันละ 30 นาที เวลา 08.45 น.–09.15 น. ในช่วงวิชา ภาษาไทยรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง ระยะเวลา 1 เดือน วิลัยลักษณ์ ดำคง (2564: บทคัดย่อ) การวิจัยการพัฒนาการอ่านและการเขียนแบบแจกลูกสะกด คำโดยการใช้แบบฝึกทักษะอ่าน และการเขียนแบบแจกลูกสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุ เคราะห์) มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนแบบ แจกลูกสะกดคำของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ และเพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยแบบฝึก ทักษะการอ่านและการเขียนแบบแจกลูกสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนต่อไปนี้สรุปผลจากการวิจัย คะแนนทดสอบหลังใช้ชุดแบบฝึกทักษะ อ่าน และการเขียนแบบแจกลูกสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีคะแนนสูงจากก่อนใช้ชุด แบบ ฝึกทักษะอ่านและการเขียนแบบแจกลูกสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ มีค่าเฉลี่ย 6.6 ร้อยละ 33.00 ซึ่งแสดงว่าการใช้แบบฝึกทักษะอ่านและการเขียนแบบแจกลูกสะกดคำของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๒ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จรีวรรณ ชัยอารีย์เลิศ (2559, หน้า 68) ได้ทำการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ภาษาอังกฤษ โดยการฝึกประสมคำด้วยเสียงของพยัญชนะ โฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย คือการพัฒนาและเพิ่มเติมทักษะการอ่าน ทักษะการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยการฝึกประสมคำด้วยเสียงของพยัญชนะ โฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 จำนวน 1 คน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 จำนวน 1 คน โรงเรียนสาธิต พิบูลย์บำเพ็ญ มหาวิทยาลัยบูรพา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 ซึ่งเป็นนักเรียนที่ ยังขาดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1. แบบฝึกสะกดคำที่ใช้แต่ละสัปดาห์ 2. ใบบันทึกคะแนนก่อนและหลังบทเรียน 3. ใบบันทึกระหว่างการ วิจัย 4. เกณฑ์การอ่านผลการวิจัยพบว่า เรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาอังกฤษ โดยการฝึก ประสมคำด้วยเสียงของพยัญชนะ โฟนิกส์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งมีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 2 คน ในขั้นต้น ก่อนนักเรียนทั้งหมดจะได้รับการฝึกประสมคำด้วยเสียงของพยัญชนะ โฟนิกส์ พบว่า นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 มีคะแนนก่อนเรียน ร้อยละ 35.83 และนักเรียนหญิงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีคะแนนก่อน เรียน 43.33 ซึ่งอยู่ในระดับไม่ผ่านเกณฑ์แต่เมื่อนักเรียนทั้งสองคน ได้เข้าร่วมการฝึกประสมคำด้วยเสียงของพยัญชนะ โฟนิกส์ พบว่า นักเรียนชายชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/4 มีคะแนนหลังเรียนร้อยละ 75 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 มีคะแนน


31 หลังเรียน 80.33 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ยอดเยี่ยมตามตารางเกณฑ์ที่กำหนดซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนทั้งหมดมี ทักษะการอ่านและการสะกดคำภาษาอังกฤษดีขึ้น หนังสือสารานุกรมชุดเวิลด์บุ๊ค (The World Book Encyclopedia. 2547 : 49-51) ได้ กล่าวถึง ความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง เครื่องมืออย่างหนึ่งในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็ก ช่วยในการ ส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ให้เป็นไปตามธรรมชาติ เกมหลายชนิดทำให้เด็กได้รับแสงแดด และอากาศ บริสุทธิ์ เกมบางอย่างช่วยพัฒนาความคิด สำหรับผู้ใหญ่ เกมเป็นเครื่องมือในการผ่อน คลายความเครียด วิมลรัตน์ คงภิรมย์ชื่น (2550 : 21) ได้ให้ความหมายของเกมประกอบการสอนไว้ว่า เกม หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยฝึกทักษะให้นักเรียนเกิดความคิด รวบยอดในสิ่งที่ เรียน อาจมีการแข่งขันหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องมีกติกาการเล่นกำหนดไว้ และจะต้อง มีการประเมินผล ความสำเร็จของผู้เล่นด้วยประเภทและลักษณะของเกมประกอบการสอน กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธิการ (2551: 66) ได้ให้ความหมายเกมการศึกษาเป็น การเล่นที่ ช่วย พัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ช่วยให้เด็ก รู้จัก สังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบ ยอดเกี่ยวกับ สี รูปร่าง จำนวน ประเภทและ ความสัมพันธ์ เกี่ยวกับพื้นที่ ระยะ เกมการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กวัย 3–5 ปี เช่น เกมจับคู่ แยก ประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงลำดับ โดมิโน ลอตโต ภาพตัดต่อ ต่อตามแบบ เป็นต้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 78-79) ได้ให้ ความหมายเกมการศึกษา มีจำนวน 7 เกม ได้แก่ เกมจับคู่ ภาพเหมือน เกมจับคู่ภาพกับเงา เกมจับคู่ ภาพ กับจำนวน เกมเรียงลำดับ เกมการจัดหมวดหมู่ เกมต่อภาพ เกมวางภาพต่อปลาย จากการศึกษาความหมายของเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสรุปได้ ดังนี้ เกมที่ให้ ความ บันเทิงประเภทหนึ่งเป็นการจำลองสถานการณ์ในชีวิตแบบง่ายๆ ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การจดจำ คำศัพท์ภาษาไทย การเล่นจับคู่ประสมคำกับภาพ เป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างเป็น ธรรมชาติของ เด็ก ช่วยให้เด็กได้ทดลอง ค้นพบและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เพิ่มความ หลากหลายให้ บทเรียนและช่วยสร้างแรงจูงใจ งานวิจัยต่างประเทศ ฟาร็อคบาท และดาริอุช (Farokhbakht and Dariush. 2015 : Abstract) ได้ทําการวิจัยศึกษา ผลของการปรับใช้วิธี การสอนโฟนิกส์ แบบสังเคราะห์ ที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่ กระตุ้น ประสาทสัมผัส อันหลากหลาย เช่น การนําเอาสื่อจอลลีโฟนิกส์ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อการรู้หนังสือให้กับผู้เรียน ที่อายุน้อยในประเทศอิหร่าน ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ทําการศึกษาในเชิงลึกเพิมเติม ในแง่ของเพศและการเรียนรู้ ด้วย โดยศึกษากับผู้เรียนที่เป็นเด็กชายจํานวน 50 คน และเด็กหญิงจํานวน 50 คน ที่มีอายุระหว่าง 10


32 ถึง 12 คน ทั่งสองกลุ่มจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม กลุ่มละ 25 คน ผู้เรียนในกลุ่ม ทดลองทั้งชายและหญิงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอน ด้วยสื่อการสอนจอลลีโฟนิกส์ และกลุ่ม ควบคุมเป็นกลุ่มที่ได้รับการเรียนการสอนด้วยวิธีสอน ทั่วไป ผลที่ได้ทั้งจากคะแนนแบบทดสอบและ แบบสอบถามพบว่าผู้เรียนในกลุ่มทดลองนั้น สามารถทําคะแนนในแบบทดสอบการอ่านและการสะกด ตลอดจนมีแรงจูงใจที่มากกว่าผู้เรียน ที่อยู่ในกลุ่มควบคุม และยังพบอีกว่าผู้เรียนทีเป็นเพศชายมี พัฒนาการความสามารถในการอ่านดีกว่าเพศหญิง หลังจากการได้รับการเรียนการสอนด้วยสื่อการสอน จอลลีโฟนิกส์ไวท์ (White. 2016: 26) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับข้อดีของการสอนอ่านด้วย ระบบโฟนิกส์ของนักเรียนระดับชันประถมศึกษา โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จํานวน 18 คนซึ่งเป็นนักเรียนที่อาศัยอยู่ชนบททางตอนใต้ของรัฐซับเออร์บัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ไวท์ ได้จัดการเรียนการสอนการอ่านด้วยระบบโฟนิกส์ เป็นเวลา 1 ปี การศึกษา และทดสอบการอ่าน ของ นักเรียนเมือสินปี การศึกษา ด้วยระบบ STAR Early Literacy Test ผลปรากฏว่า วิธีการสอนอ่าน ด้วย ระบบโฟนิกส์ ทําให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ9ด้านทักษะการอ่านสูงขึ้น 77 เบนตัน (Benton. 2016: 38 - 42) ได้ทําการศึกษาการพัฒนาทักษะการอ่านคล่องของ นักเรียน ระดับมัธยมศึกษา (Upper Elementary Students) โดยใช้ระบบการสอนอ่านแบบโฟนิกส์ของโรงเรียน แห่งหนึ่งในรัฐจอเจียร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ทําการทดสอบการอ่านของ นักเรียนและนักเรียนที่ผล การทดสอบการอ่านตํากวาเกณฑ์มาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษา โดยให้จัดการเรียนการสอนแบบโฟ นิกส์วันละ 15 นาที จนครบปี การศึกษาจากการศึกษาผลปรากฏว่า นักเรียนทีเรียนด้วยระบบการสอน อ่านแบบโฟนิกส์ สามารถอ่านได้อยางคล่องแคล่ว ฮาห์น (Hann. 2016 : 46 - 48) ได้ทําการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะการอ่านของ นักเรียน กลุ่มตัวอยางเป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1-2 โดรงเรียนปฐมวัยแห่งหนึงในเมืองทางตอน แปซิฟิก ตะวันตกเฉียงเหนือ ซึงนักเรียนในโรงเรียนแห่งนีใช้ภาษาในการสือสารมากกวา 20 ภาษา ส่งผลให้นักเรียน มีปัญหาด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ซึงเป็นภาษากลางทีใช้ในการสือสารทัวโลก ฮาห์นจึงได้ออกแบบ ชุดพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษตามระดับความสามารถของผู้เรียน (The Independent Reading Level Assessment Framework : IRLA) ซึ่งได้ผสมผสานกับวิธี การสอน ด้วยระบบโฟนิกส์ ผลปรากฏ ว่า นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพิมขึ้น จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นถึงวิธีการสอน อ่านด้วยระบบโฟนิกส์มีประสิทธิภาพ Clanton (1977: 2690-2691-A) ได้ศึกษาผลของวิธีการตัดอักษรตามวิธีการสอนสะกดคำ โดย ให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะที่ตัดตัวอักษรออกจากคำ แล้วให้นักเรียนเติมอักษรที่หายไป โดยใช้เวลาทำ การทดลอง 3 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 แบบฝึกทักษะ โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 7


33 จำนวน 194 คน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนการทดสอบสะกดคำของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่ แตกต่างกัน แต่คะแนนกลุ่มทดลองหลังฝึกสูงกว่าก่อนได้รับการฝึก จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะเห็นได้ว่า การอ่านทำให้ ผู้อ่านได้พัฒนาความคิด เนื่องจากการอ่านเป็นพฤติกรรม การรับสารที่มีความคิดเป็นแกนกลางขณะที่ อ่านผู้อ่านจะต้องใช้สมองขบคิด พิจารณา ค้นหา ความหมาย และทำความเข้าใจข้อความที่อ่านไปตาม ระดับความสามารถ การอ่านนี้เป็นผลมาจาก การฝึกสมองขณะที่อ่าน ทำให้เกิดพัฒนาการทางความคิด ผู้ที่อ่านหนังสือมากจึงมักเป็นปราชญ์หรือ นักคิด การอ่านหนังสือจึงทำให้ผู้อ่านได้พัฒนาการใช้ จินตนาการ เพราะการอ่านทำให้ผู้อ่านได้ใช้ ความคิดอย่างอิสระสามารถสร้างภาพในใจของตนเองโดยการ ตีความจากภาษาของผู้เขียน ดังนั้นแม้ จะอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน แต่ผู้อ่านก็อาจมีภาพในใจที่แตกต่างกัน ไปตามจินตนาการของแต่ละคน การเล่นจับคู่ประสมคำกับภาพเป็นส่วนสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างเป็น ธรรมชาติของนักเรียน ช่วยให้ นักเรียนได้ทดลอง ค้นพบและปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เพิ่มความหลากหลายให้บทเรียน และช่วยสร้างแรงจูงใจ รวมทั้งกระตุ้นให้นักเรียน ได้ใช้ภาษาที่เป็น เป้าหมาย ทำให้นักเรียนเห็น ประโยชน์ของการเรียนภาษาต่างประเทศ นอกจากนั้นยังฝึกให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้โดยการลงมือ ปฏิบัติ (Task Based) โดยใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ การมีกติกาที่ชัดเจนเป็น ตัวนำการปฏิบัติของนักเรียน และมีกลยุทธ์ที่ทำให้เด็กต้องใช้ทักษะทางภาษา (และทักษะอื่นๆ) ได้กุญแจ สู่ความสำเร็จของเกมบิง โกคือ กติกา และ การกำหนดเป้าหมาย (Goal) ที่ชัดเจน


34 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย วิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำหลังการจัดการเรียนรู้ และ ก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 1. แบบแผนการวิจัย 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ แบบแผนการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง แบบการทดลอง 1 กลุ่ม วัดก่อนหลัง (One Grop Pretest – Posttest Desing) กลุ่ม ก่อนเรียน การทดลอง หลังเรียน E O1 X O2 ประชากร ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปี การศึกษา 2566 โรงเรียนบ้าน ปากสาย จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 1.2 ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 1.3 แบบประเมินทักษะการอ่านสะกดคำ 1.4 แบบสอบถามความพึงพอใจ


35 2. ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ ผู้วิจัยดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1 แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ผู้วิจัยได้ดำเนินการ สร้าง แผนการจัดกิจกรรมตามขั้นตอน ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมเกม การศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ เพื่อเป็นแนวทางการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเกมการศึกษา จับคู่ ประสมคำกับภาพ 2.1.2 สร้างกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 2.1.3 สร้างแผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ จำนวน 12 กิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1) ชื่อกิจกรรม 2) จุดประสงค์ของการทำกิจกรรม 3) ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม 4) สื่อประกอบในการทำกิจกรรม 5) วิธีการวัดและประเมินผล 2.1.4 นำแผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทยจำนวน 3 ท่าน เพื่อหาความสอดคล้องของ วัตถุประสงค์ เนื้อหาการดำเนินกิจกรรม สื่อการเรียนและการประเมินผล (IOC) ได้แก่ 1) นางเสาวนีย์ มัฏฐารักษ์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ 2) นางสาวณัฐวศา สุขใส หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3) นางสาวจีรวรรณ คงแก้ว ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย ให้คะแนน ดังต่อไปนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแผนการจัดกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแผนการจัดกิจกรรมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 หมายถึง แน่ใจว่าแผนการจัดกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดย ค่าความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ เนื้อหาการดำเนินกิจกรรม สื่อการเรียนและการ ประเมินผล (IOC) ต้องมีค่ามากกว่า 0.5 ขึ้นไป จึงจะสามารถนำแผนการจัดกิจกรรมนั้นนำไปใช้ได้ 2.1.5 ปรับปรุงแผนการจัดเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ตามคำแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญ


36 2.1.6 นำแผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพไปใช้กับ กลุ่มเป้าหมาย 2.2 สร้างแบบประเมินการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2.2.1 ศึกษาเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับ ภาพเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำ ดังนี้ 1) คู่มือหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ 2.2.2 นำข้อมูลที่ได้จากการศึกษามาสร้างแบบแบบทดสอบการอ่าน และการ สะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2.2.3 นำแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาภาษาไทยจำนวน 3 ท่าน เพื่อหาดัชนีความ สอดคล้อง ได้แก่ 1) นางเสาวนีย์มัฏฐารักษ์ หัวหน้าฝ่ายวิชาการ 2) นางสาวณัฐวศา สุขใส หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3) นางสาวจีรวรรณ คงแก้ว ครูผู้สอนวิชาภาษาไทย มีการพิจารณาการให้คะแนน ดังต่อไปนี้ +1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสังเกตสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบสังเกตสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 หมายถึง แน่ใจว่าแบบสังเกตไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ โดยค่าความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ (IOC) ต้องมีค่ามากกว่า 0.5 ขึ้นไป จึงจะสามารถนำ แบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำนำไปใช้ได้ 2.2.4 นำแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 2 มาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ 2.2.5 นำแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ที่ปรับปรุงแล้วจัดทำเป็นฉบับสมบูรณ์ ไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย


37 การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองและเก็บข้อมูลดังนี้ 1. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัย ดังนี้ 2.1 ผู้วิจัยทำการทดสอบการอ่านสะกดคำก่อนการทดลอง (Pretest) โดย แบบทดสอบการอ่าน สะกดคำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นระยะเวลา 6 มกราคม 2567 – 20 เมษายน 2567 ในช่วงวิชา ภาษาไทย 2.2 ผู้วิจัยดำเนินการทดลองโดยใช้แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาการศึกษาจับคู่ ประสมคำ กับภาพ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้เวลา ระยะเวลา 6 มกราคม 2567 – 20 เมษายน 2567 2.3 เมื่อดำเนินการทดลองครบ ผู้วิจัยทำการทดสอบการอ่านสะกดคำ (Posttest) กับ กลุ่มเป้าหมายโดยใช้แบบทดสอบการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ฉบับเดียวกันกับที่ ใช้ก่อนการทดลอง เป็นระยะเวลา 6 มกราคม 2567 – 20 เมษายน 2567 ในช่วงวิชา ภาษาไทย 2.4 นำข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบการอ่านสะกดคำของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนการ ทดสอบและหลังการทดสอบมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ การวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ หาความเที่ยงตรงของแบบทดสอบการอ่าน และการ สะกด คำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง โดยคำนวณจากสูตร (บุญเชิด ภิญโญ อนันตพงษ์, 2550: 89) โดยใช้สูตรดังนี้ ค่าดัชนีความสอดคล้อง(IOC) = IOC = ∑ เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง ∑ แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ


38 2. สถิติพื้นฐาน 2.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) ของคะแนนใช้สูตร (บุญมี พันธุ์ไทย, 2554: 171) 3. ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้สูตร (พิสณุ ฟองศรี, 2551: 165) 3. นำเสนอข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแผนภูมิแท่งประกอบคำบรรยาย


39 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบ โฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่าน และ การสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพเพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านและการสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ก่อนและหลังการใช้กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ซึ่งได้ผลการ วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตารางที่ 1 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ ก่อน และหลังการใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนคนที่ 1 พฤติกรรม ก่อนการใช้กิจกรรม หลังการใช้กิจกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม 1. การอ่านคำ และการสะกดคำ ได้ถูกต้อง 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.40 0.55 ระดับดี 2. การอ่านประสมคำที่มี พยัญชนะ สระ ตัวสะกดและ วรรณยุกต์ได้ 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.40 0.55 ระดับดี 3. การอ่านหนังสือออกเสียงได้ ถูกต้อง 1.20 0.45 ระดับปรับปรุง 3.00 0.00 ระดับดี รวม 1.06 0.00 ระดับปรับปรุง 2.60 0.93 ระดับดี จากตารางที่ 1 พบว่า ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จับคู่ประสม คำกับภาพของนักเรียนคนที่ 1 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกด คำอยู่ในระดับปรับปรุง ( =1.06, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ใน ระดับดี ( =2.60, S.D=0.93) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสามารถ ช่วยพัฒนาทักษะการ อ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 1 ได้


40 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับทักษะการอ่าน และการ สะกดคำก่อน และหลังการใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนคนที่ 2 พฤติกรรม ก่อนการใช้กิจกรรม หลังการใช้กิจกรรม x S.D. ร ะ ดั บ พฤติกรรม x S.D. ร ะ ดั บ พฤติกรรม 1. การอ่านคำ และการสะกดคำ ได้ถูกต้อง 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 3.00 0.00 ระดับดี 2. การอ่านประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและ วรรณยุกต์ได้ 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.40 0.55 ระดับดี 3. การอ่านหนังสือออกเสียงได้ ถูกต้อง 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.60 0.55 ระดับดี รวม 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.80 0.93 ระดับดี จากตารางที่ 2 พบว่า ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จับคู่ประสม คำกับภาพของนักเรียนคนที่ 2 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ในระดับปรับปรุง ( =1.00, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ใน ระดับดี ( =2.80, S.D=0.93) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสามารถ ช่วย พัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 2 ได้


41 ตารางที่ 3 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ ก่อน และหลังการใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนคนที่ 3 พฤติกรรม ก่อนการใช้กิจกรรม หลังการใช้กิจกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม 1. การอ่านคำ และการสะกดคำ ได้ถูกต้อง 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 3.00 0.00 ระดับดี 2. การอ่านประสมคำที่มี พยัญชนะ สระ ตัวสะกดและ วรรณยุกต์ได้ 1.60 0.55 ระดับปรับปรุง 3.00 0.00 ระดับดี 3. การอ่านหนังสือออกเสียงได้ ถูกต้อง 1.20 0.45 ระดับปรับปรุง 2.60 0.55 ระดับดี รวม 1.26 1.00 ระดับปรับปรุง 2.86 0.87 ระดับดี จากตารางที่ 3 พบว่า ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จับคู่ประสมคำกับภาพของนักเรียนคนที่ 3 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ในระดับปรับปรุง ( =1.26, S.D=1.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ ในระดับดี ( =2.86, S.D=0.87) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 3 ได้


42 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ ก่อน และหลังการใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนคนที่ 4 พฤติกรรม ก่อนการใช้กิจกรรม หลังการใช้กิจกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม x S.D. ระดับ พฤติกรรม 1. การกล้าพูดตอบคำถาม 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 3.00 0.00 ระดับดี 2. การสบตา เมื่อมีครูและเพื่อน พูดด้วย 1.00 0.00 ระดับปรับปรุง 2.80 0.45 ระดับดี 3. การออกมาทำกิจกรรมหน้า ชั้นเรียน 1.20 0.45 ระดับปรับปรุง 2.60 0.55 ระดับดี รวม 1.06 0.00 ระดับปรับปรุง 2.80 0.83 ระดับดี จากตารางที่ 4 พบว่า ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้กิจกรรมเกมการศึกษา จับคู่ประสมคำกับภาพของนักเรียนคนที่ 4 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ในระดับปรับปรุง ( =1.06, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ ในระดับดี ( =2.80, S.D=0.83) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 4 ได้ ตารางที่ 5 เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับทักษะการอ่าน และการสะกดคำ ก่อน และหลังการใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนคนที่1- 4 คนที่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง x S.D ระดับ x S.D ระดับ คนที่ 1 1.06 0.00 ปรับปรุง 2.60 0.93 ดี คนที่ 2 1.00 0.00 ปรับปรุง 2.80 0.93 ดี คนที่ 3 1.26 1.00 ปรับปรุง 2.86 0.87 ดี คนที่ 4 1.06 0.00 ปรับปรุง 2.80 0.83 ดี


43 จากตารางที่ 5 พบว่า พบว่า ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้กิจกรรมเกม การศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพของนักเรียนคนที่ 1 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ในระดับปรับปรุง( =1.06, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรม พัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ในระดับดี ( =2.60, S.D=0.93)) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพสามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 1 ได้ นักเรียนคนที่ 2 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ใน ระดับปรับปรุง( =1.00, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ในระดับดี( =2.80, S.D=0.93) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสามารถช่วยพัฒนาทักษะ การอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 2 ได้ ทักษะการอ่าน และการสะกดคำหลังจากการใช้ กิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพของ นักเรียนคนที่ 3 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้ กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ในระดับปรับปรุง( =1.26, S.D=1.00) หลังการจัด กิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ในระดับดี( =2.86, S.D=0.87) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ ประสมคำกับภาพสามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 3 ได้ และ นักเรียนคนที่ 4 สูงกว่าก่อนใช้กิจกรรม โดยก่อนใช้กิจกรรม ทักษะการอ่าน และการสะกดคำอยู่ใน ระดับปรับปรุง( =1.06, S.D=0.00) หลังการจัดกิจกรรมพัฒนาได้ดีขึ้นอยู่ในระดับดี( =2.80, S.D=0.83) แสดงว่า การจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพสามารถช่วยพัฒนาทักษะ การอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนคนที่ 4 ได้ แสดงว่ากิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับ ภาพนี้ช่วยพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำของนักเรียนทั้ง 4 คนได้ จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถแสดงแผนภูมิ ดังนี้


44 ภาพที่ 1 แผนภูมิแท่งแสดงการเปรียบเทียบคะแนนค่าเฉลี่ยการพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำ ของนักเรียนคนที่ 1 - 4 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ จากภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า หลังจากการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ ทำให้นักเรียน มีการพัฒนาทักษะการอ่าน และการสะกดคำสูงขึ้นทุกคน


45 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ งานวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบล ทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีต่อ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านปากสาย จำนวน 4 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากมีปัญหาในการอ่านคำ และการสะกดคำได้ ไม่ถูกต้อง รวมถึงการประสมคำที่มีพยัญชนะ สระ ตัวสะกดและวรรณยุกต์ส่งผลให้นักเรียนอ่านหนังสือได้ ไม่ถูกต้อง เรียนได้ช้ากว่าเพื่อนในระดับเดียวกัน เกิดผลกระทบด้านการเรียนเป็นอย่างมาก ต้องได้รับการ แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เครื่องมือในการวิจัย แผนการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาจับคู่ประสมคำกับภาพ 4 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน รวมจำนวน 12 แผน ในระยะเวลา 1 เดือน โดยจัดกิจกรรมวันอังคาร วันพุธ และวันศุกร์ วันละ 30 นาที เวลา 08.45 น. – 09.15 น. ในชั่วโมงวิชาภาษาไทย และแบบทดสอบการอ่าน และการสะกดคำ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) มีค่าเท่ากับ 1.0 ทุกข้อตรงกับวัตถุประสงค์ วิเคราะห์ ข้อมูลโดย ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่ คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านสะกดคำหลังการจัดการเรียนรู้ และก่อนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านปากสาย ตำบลทุ่ง หลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ ร่วมกับเกมจับคู่คำศัพท์ประสมภาพ


Click to View FlipBook Version