แผนการจดั การเรยี นรู้
วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว31101
กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 เรอื่ ง การรกั ษาดลุ ภาพของรา่ งกายมนษุ ย์
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นกมุ ภวาปี
นายพาณวุ ฒั น์ พสั รางกลู
รหสั ประจำตัวนักศกึ ษา 62040111127
สาขาวิทยาศาสตร์ทว่ั ไปและชีววทิ ยา
การฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารสอนในสถานศึกษา 1
รหัส ED18501 (INTERNSHIP IN SCHOOL)
คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
คำนำ
แผนการจัดการเรียนรวู้ ชิ าวิทยาศาสตรช์ วี ภาพ รหสั วชิ า ว31101 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 เลม่ 1 นจ้ี ดั ทำ
ขึ้นเพื่อใช้เปน็ แนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสทิ ธิภาพ และให้นักเรยี นบรรลุตามมาตรฐานการ
เรียนร้/ู ตัวชวี้ ดั ท่ีกำหนดไวใ้ นหลักสตู รแกนกลางการศึกษาช้นั พ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560)
ผ้จู ดั ทำจึงไดศ้ กึ ษาสาระการเรยี นรู้ เทคนิค วิธกี ารสอน การวดั และประเมินผล มาจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้
ในคร้ังน้ี
แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่ม 2 นี้ ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
เรอ่ื ง การรักษาดุลภาพของร่างกายมนุษย์ สือ่ และเทคโนโลยที ี่ใช้สอน เพอ่ื ใหผ้ ูเ้ รียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้
ได้เตม็ ศักยภาพอย่างแท้จริง
ผจู้ ดั ทำหวังเป็นอย่างย่ิงว่าแผนการจัดการเรยี นรู้ฉบับน้ี จะสามารถนำไปใชป้ ระกอบการจัดการเรียน
การสอนรายวชิ าวิทยาศาสตร์ชวี ภาพ นำไปสู่การพัฒนาท่ีถกู ตอ้ งและเกิดผลแก่ผเู้ รยี นเป็นอยา่ งดี
พาณวฒั น์ พสั รางกลู
10 ตุลาคม 2565
สารบญั ข
เรอื่ ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั
หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การรักษาดลุ ภาพของรา่ งกายมนษุ ย์ ข
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 3 เรอ่ื ง การรกั ษาดุลยภาพนำ้ และสารในรา่ งกาย 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง การรกั ษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลอื ด
12
และอุณหภูมิในร่างกาย 33
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง ระบบภูมิค้มุ กนั 45
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 6 เรอ่ื ง ระบบภูมคิ ้มุ กันแบบจำเพาะ 58
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 7 เรอื่ ง ความผิดปกติของระบบภูมคิ ุ้มกนั
1
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 3
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ รหสั วชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นกุมภวาปี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 การรักษาดุลภาพของรา่ งกายมนษุ ย์ เวลา 10 ชว่ั โมง
เรื่อง การรกั ษาดลุ ยภาพนำ้ และสารในร่างกาย เวลา 2 ชั่วโมง
ผูส้ อน นายพาณุวัฒน์ พสั รางกูล วนั ที่สอน วันที่ เดอื นพฤษภาคม พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวช้วี ัด
สาระที่ 1 วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัตขิ องสิ่งมีชวี ิต หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ว 1.2 ม.4/2 อธบิ ายการควบคมุ ดุลยภาพของนำ้ และสารในเลือดโดยการทำงานของไต
1. สาระสำคญั
การรักษาดุลยภาพ (homeostasis) คือ การรักษาสภาพแวดล้อมภายในของสิ่งมีชีวิตให้สมดุลและ
เหมาะสมตอ่ การดำรงชวี ิต โดยรา่ งกายมนุษย์มีนำ้ ประมาณรอ้ ยละ 70 ของน้ำหนักตวั พบได้ทั้งภายนอกและ
ภายในเซลล์ น้ำเป็นตัวกลางในปฏิกิริยาเคมี พบได้ทั้งภายในเซลล์และภายนอกเซลล์ ช่วยปรับอุณหภูมขิ อง
ร่างกาย ช่วยลำเลยี งแก๊ส สารอาหารและของเสีย ในแตล่ ะวันมนษุ ย์ตอ้ งดม่ื นำ้ ให้เพยี งพอตอ่ ความตอ้ งการของ
ร่างกาย เพื่อทดแทนน้ำส่วนที่เสียไปจากการขับถ่าย การหายใจ และการระเหยผ่านผิวหนัง การสูญเสียน้ำ
ขึ้นกับอุณหภูมิความชื้นในอากาศ เช่น เมื่ออยู่กลางแดด ร่างกายจะขับเหงื่อออกมากกว่าปกติซึ่งเหงื่อที่ขับ
ออกมาจะมที ้ังน้ำและแรธ่ าตุปนออกมาด้วย หรอื เมอ่ื อุณหภูมิภายนอกตำ่ ลง ร่างกายจะขับปัสสาวะบ่อยกว่า
ปกติ
2. สาระการเรียนรู้
การรักษาดุลยภาพของนำ้ และสารในเลือด เกิดจากการทำงานของไต ซึง่ เปน็ อวัยวะ ในระบบขับถ่าย
ท่ีมีความสำคัญในการกำจดั ของ เสียทม่ี ีไนโตรเจนเปน็ องคป์ ระกอบ รวมทงั้ น้ำและ สารทีม่ ีปรมิ าณเกนิ ความ
ต้องการของรา่ งกาย
2
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. นกั เรยี นสามารถอธิบายการควบคุมดุลยภาพของนำ้ และสารในเลอื ดโดยการทำงานของไตได้
2. นกั เรียนสามารถบอกสาเหตุ วธิ ีการปอ้ งกันและลดความเสยี่ งจากการเกดิ โรคไตได้
3. นักเรียนสามารถสืบคน้ และนำเสนอข้อมลู เกย่ี วกับโรคไตได้
4. นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบ ใฝ่เรยี นรู้และทำงานกลมุ่ ได้ดี
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ข้นั กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครถู ามคำถามเพื่อกระตุ้นความสนใจ
- การรักษาดุลยภาพคืออะไร
(แนวคำตอบ การรกั ษาดุลยภาพ คือ การรกั ษาความสมดุลต่างๆในร่างกาย เพื่อใหร้ ่างกาย
อยู่ในสภาพปกติ ซึ่งจะเกิดขน้ึ ได้โดยตอ้ งอาศยั กลไกต่างๆ ภายในรา่ งกายและให้เหมาะสมตอ่
การดำรงชวี ิต)
- ไตทำหนา้ ท่ีใดในรา่ งกาย
(แนวคำตอบ ไต ทำหนา้ ท่ี รักษาสภาพดุลยภาพของน้ำและทำหน้าทกี่ ำจัดของเสยี ที่เกดิ จาก
กระบวนการเมแทบอลึซึม โดยเฉพาะการสลายโปรตีน กำจดั ของเสยี ประเภทกรดนิวคลีอคิ
เชน่ ยเู รยี กรดยรู ิก และแอมโมเนยี )
2. ข้นั สำรวจและค้นหา (Explore)
1. แบง่ นกั เรยี นออกเปน็ กล่มุ กล่มุ ละ 5-6 คน
2. นักเรยี นแต่ละคนชว่ ยกันศกึ ษาเนือ้ หาขอ้ มลู การทำงานของไต การรกั ษาดลุ ยภาพของนำ้ ใน
รา่ งกายและการรกั ษาดลุ ยภาพของแรธ่ าตใุ นรา่ งกาย จากหนังสอื เรยี น และอนิ เทอรเ์ นต็ ดังน้ี
อวัยวะในระบบขับถ่ายของมนุษยป์ ระกอบดว้ ย ไต (kidney) ท่อไต (ureter) กระเพาะปัสสาวะ
(uninary bladder) และทอ่ ปสั สาวะ (uretha)
ไต ทำหน้าที่ กำจัดของเสียที่มีไนโตรเจนเปน็ องค์ประกอบและกำจัดสารในเลือดที่มปี รมิ าณมากเกนิ
ความต้องการ การกำจัดของเสียโดยไตประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การกรอง (filtration) การดูดกลับ
(reabsorption) และการหล่งั (secretion)
การทำงานของไต เรม่ิ จากเลือดไหลผา่ นเขา้ หลอดเลือดรีนัลอาร์เตอรี (renal artery) ซง่ึ นำเลือดเข้าสู่
ไตและผา่ นหลอดเลอื ดนำเลอื ดเข้าส่โู กลเมอรูลัส เมอ่ื ถึงโกลเมอรูลัสสารขนาดเล็ก เช่น น้ำ ยูเรยี กลูโคส และ
แร่ธาตุส่วนหนึ่งจะถูกกรองที่โกลเมอรูลัสและผนังโบว์แมนแคปซูล ส่วนเม็ดเลือด เกล็ดเลือด และสารขนาด
ใหญ่ เช่น โปรตนี ยังคงอยใู่ นเลอื ด ของเหลวทกี่ รองได้จะไหลผ่านไปที่ท่อหนว่ ยไต บรเิ วณนี้สารที่มีประโยชน์
จะถูกดูดกลับทั้งหมด เช่น กลูโคส กรดอะมิโน และบางส่วนน้ำและไอออนต่างๆ จะนำเข้าสู่หลอดเลือดฝอย
3
เพอ่ื รักษาสมดุลนำ้ และสารตา่ งๆ ในรา่ งกาย บางกรณเี ซลล์ทอ่ หน่วยไตจะหลงั่ สารบางชนิดทไ่ี ด้จากเลือดเข้าสู่
ท่อหน่วยไต เชน่ ไอออนตา่ งๆ ของเหลวท่ีได้จะขับออกมาเปน็ ปัสสาวะ แล้วเขา้ สู่กรวยไต ทอ่ ไต และสะสมใน
กระเพาะปสั สาวะก่อนที่จะขบั ออกนอกรา่ งกาย
ในการควบคุมปรมิ าณนำ้ ในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดลุ สมองส่วนไฮโพทาลามัส (hypothalamus
ท่คี วบคมุ การหลงั่ ฮอรโ์ มนแอนติไดยูเรติก (antidiuretic hormone: ADH) จากตอ่ มใต้สมองหลงั (posterior
pituitary sland) โดย ADH ทำหนา้ ทก่ี ระต้นุ การดูดกลบั น้ำที่ทอ่ หน่วยไต และทอ่ รวมเพอื่ ลดการสูญเสียน้ำ
ทางปัสสาวะ
กรณีเหงือ่ ออกมาจากการออกกำลงั อยา่ งหนกั ส่งผลให้เลอื ดเข้มขน้ มากไปกระตุ้นไฮโพทาลามัสส่งไป
กระต้นุ ตอ่ มใตส้ มองส่วนหลงั ใหห้ ล่งั ADH เขา้ สู่ระบบหมนุ เวยี นเลอื ดไปยังไต เพ่อื กระตนุ้ เซลลท์ ่อหนว่ ยไต
และทอ่ รวมใหด้ ูดกลบั น้ำเขา้ ส่หู ลอดเลอื ดมากขน้ึ ทำให้ปีสสาวะมปี ริมาณลดลง ปรมิ าณนำ้ ในเลอื ดเข้าสู่ภาวะ
สมดุล
ส่วนในกรณที รี่ า่ งกายมปี ริมาณนำ้ มากเกิน เชน่ การด่ืมน้ำปริมาณมากในเวลาส้ัน ๆ จะทำใหค้ วาม
เข้มข้นของเลอื ดลดลงจะลดการกระต้นุ ไฮโพทาลามสั ทำใหต้ อ่ มใต้สมองส่วนหลังหลง่ั ADH นอ้ ยลง เซลล์ท่อ
หนว่ ยไตและท่อรวมจึงลดการดดู กลบั นำ้ ปัสสาวะมปี รมิ าณมากข้ึนปริมาณ น้ำในเลอื ดกลับเขา้ สภู่ าวะสมดลุ
นอกจากการรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายแล้วยงั มีการรักษาดุลยภาพของแรธ่ าตุอ่ืนๆ เชน่ โซเดียม
โพแทสเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ การรักษาดุลยภาพ
ธาตุในเลือด เช่น กรณีที่ปริมาณโซเดียมต่ำ จะควบคุมโดยฮอร์โมนแอลโดสเตอโรน (aldosterone) ที่สร้าง
จากต่อมหมวกไต (adrenal gland) โดยไปกระตุ้นให้ท่อหน่วยไตและท่อรวมดูดกลับ โซเดียมและน้ำเข้าสู่
กระแสเลือด ทำให้ปริมาณโซเดียมในเลือดอยู่ในภาวะสมดุล ส่งผลต่อความดันเลือดและปอดให้อยู่ในภาวะ
สมดลุ ด้วย
3. ใหน้ ักเรียนแต่ละกลุม่ ทำใบงาน 2.1 เรอ่ื ง การรักษาดลุ ยภาพน้ำและสารในรา่ งกาย
3) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
1. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันอภิปราย โดยใช้คำถามดังต่อไปน้ี
- น้ำในร่างกายขบั ออกมาในรูปของเสียอะไรบ้าง (แนวคำตอบ เหง่ือ ปัสสาวะ)
- นำ้ มคี วามสำคญั กบั ร่างกายมนษุ ย์อยา่ งไร (แนวคำตอบ ช่วยปรับอณุ หภมู ิ ช่วยลำเลยี งแกส๊
สารอาหาร และของเสียในแต่ละวนั )
- การรักษาดุลยภาพคืออะไร (แนวคำตอบ การรกั ษาสภาพแวดล้อมภายในส่งิ มชี วี ติ ใหส้ มดลุ
และเหมาะสมต่อการดำรงชีวติ )
- กระบวนการเมแทบอลซิ ึมคอื อะไร (แนวคำตอบ ปฏิกริ ิยาเคมีต่างๆ ท่ีเกิดขน้ึ ภายใน
สิง่ มีชวี ติ เช่น การหายใจระดบั เซลล์)
4
- ไตทำหนา้ ท่ีใดในรา่ งกาย
(แนวคำตอบ ไต ทำหนา้ ที่ รกั ษาสภาพดุลยภาพของนำ้ และทำหนา้ ทีก่ ำจัดของเสียที่เกิดจาก
กระบวนการเมแทบอลึซมึ โดยเฉพาะการสลายโปรตีน กำจดั ของเสียประเภทกรดนิวคลอี คิ
เช่น ยูเรยี กรดยูรกิ และแอมโมเนยี )
- การกำจัดของเสียโดยไตมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ การกรอง (filtration) การดดู กลบั (reabsorption) และการหลั่ง (secretion) )
- ฮอร์โมนแอนตไิ ดยูเรติกมหี น้าทีอ่ ย่างไร
(แนวคำตอบ กระตุน้ การดูดกลับน้ำทที่ อ่ หน่วยไต และทอ่ รวมเพ่ือลดการสูญเสียนำ้ ทาง
ปัสสาวะ)
- ถา้ ร่างกายเหงอ่ื ออกจากการออกกำลังเยอะมากจะสง่ ผลต่อปรมิ าณน้ำในร่างกายอยา่ งไร
(แนวคำตอบ รา่ งกายจะสญู เสียน้ำมากทำให้เลอื ดมคี วามเขม้ ข้นมากขนึ้ ไปกระตุ้นให้ไฮโพทา
ลามัสไปกระตนุ้ ตอ่ มใตส้ มองสว่ นหลงั ใหห้ ล่ัง ADH เข้าสรู่ ะบบหมุนเวียนเลือดไปยงั ไต
กระตุ้นท่อหน่วยไตและท่อรวมดูดน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือด ทำให้มีปริมาณปัสสาวะลดลง
ปรมิ าณนำ้ ในเลอื ดเข้าสู่สภาวะสมดลุ )
- แร่ธาตุมสี ่วนสำคัญตอ่ ร่างกายอยา่ งไร
(แนวคำตอบ สง่ ผลตอ่ การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ)
2. ครูนำรปู ภาพส่วนประกอบของไต เพื่ออธิบายกระบวนการทำงานของไต
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูให้ทำงานเปน็ กล่มุ โดยให้นักเรียนหาสาเหตุและวธิ ีการป้องกันเพอ่ื ลดความเส่ียงของการเกดิ โรค
ไต โดยทำลงในกระดาษ A4
2. ครใู ห้นกั เรียนออกมานำเสนอหนา้ ช้ันเรยี น โดยอภิปรายถงึ สาเหตุและวิธกี ารปอ้ งกัน
5) ขน้ั ประเมินผล (Evaluation)
1. ครนู ำรปู ภาพส่วนประกอบของไต และสุ่มถามนักเรียนถึงกระบวนการทำงานของไต
2. ครูใชโ้ ปรแกรม Kahoot ในการทดสอบความเข้าใจ
5. สื่อการสอน / แหล่งเรยี นรู้
- หนังสอื เรยี นรายวชิ าวิทยาศาสตร์ชวี ภาพ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 4
- สอ่ื นำเสนอ Power Point เรอื่ ง การรกั ษาดุลยภาพของน้ำและแรธ่ าตใุ นร่างกายมนุษย์
- ใบงานที่ 2.1 เรื่อง การรักษาดุลยภาพนำ้ และสารในร่างกาย
- ฐานข้อมลู จาก อินเทอรเ์ น็ต
5
- โปรแกรม Kahoot
- กระดาษ A4
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วิธีการประเมิน เกณฑ์ในการประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรยี นสามารถอธบิ ายการ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผ่านเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ 70
ควบคมุ ดุลยภาพของน้ำและสาร กิจกรรม
ในเลอื ดโดยการทำงานของไตได้ - แบบประเมินการทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน การ
ทกั ษะกระบวนการ (P) ทำงานกลุ่ม และตอบคำถามใน
2. นักเรียนสามารถบอกสาเหตุ ตลอดทง้ั กิจกรรม
วธิ ีการป้องกันและลดความเสีย่ ง
จากการเกดิ โรคไตได้ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ 70
3. นกั เรยี นสามารถสบื คน้ และ กจิ กรรม
นำเสนอขอ้ มูลเกย่ี วกับโรคไตได้ - ตรวจสอบความถูกต้องของ
วิธีการป้องกันและลดความเสี่ยง
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ (A) จากการเกิดโรค
3. นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝ่ - แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
เรียนรู้และทำงานเป็นกลุ่มได้ดี - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทงั้ กจิ กรรม
- สังเกตพฤติกรรมการเรียนในชน้ั ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินร้อยละ 70
เรยี น
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน มี
ความรับผิดชอบ มีความใฝ่เรียนรู้
และทำงานเป็นกลมุ่ ได้ดี
6
7
ช่อื -สกุล...........................................................................................ช้นั ........................เลขที่................ 8
ใบงาน 2.1 เรือ่ ง การรักษาดุลภาพนำ้ และสารในร่างกาย
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนตอบคำถามดังต่อไปนี้ใหถ้ ูกต้อง
1. ไตมหี นา้ ท่อี ยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. การกำจดั ของเสยี โดยไตมกี ี่ขนั้ ตอนอะไรบ้าง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. เมื่อสารขนาดเลก็ เชน่ น้ำ ยูเรีย กรดอะมโิ น ผา่ นไตจะถูกกรองทบ่ี ริเวณใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. เซลล์เม็ดเลอื ด เกล็ดเลือด โปรตนี ถูกกรองที่บริเวณใด และสง่ ต่อไปยงั บรเิ วณใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. ของเหลวทไ่ี ด้จากการขับถ่ายออกมาในรปู แบบของอะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
6. ฮอรโ์ มน ADH เกิดจากสมองสว่ นใดและทำหน้าที่ใด
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
7. ไดยูเรตกิ (diuretic) คือสารอะไร และพบที่ไหนบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ชือ่ -สกลุ ...........................................................................................ชั้น........................เลขที่................ 9
ใบงาน 2.1 เรื่อง การรักษาดลุ ภาพน้ำและสารในร่างกาย (เฉลย)
คำช้ีแจง ให้นักเรียนตอบคำถามดงั ตอ่ ไปนใี้ หถ้ กู ต้อง
1. ไตมีหนา้ ที่อย่างไร
สรา้ งปัสสาวะซึ่งจะช่วยกำจัดและกรองของเสยี ออกจากรา่ งกายในรปู แบบของนำ้ ปัสสาวะ
2. การกำจดั ของเสียโดยไตมีกี่ขน้ั ตอนอะไรบ้าง
3 ขนั้ ตอน ได้แก่ การกรอง การดูดกลับ การหล่ัง
3. เมอ่ื สารขนาดเลก็ เชน่ น้ำ ยเู รีย กรดอะมโิ น ผา่ นไตจะถกู กรองทบี่ ริเวณใด
โกลเมอรลู ัส
4. เซลล์เม็ดเลอื ด เกล็ดเลอื ด โปรตีน ถกู กรองท่บี รเิ วณใด และสง่ ต่อไปยังบรเิ วณใด
โบว์แมนส์แคปซูลและส่งไปยงั ท่อหน่วยไต
5. ของเหลวทไี่ ดจ้ ากการขับถา่ ยออกมาในรปู แบบของอะไร
ปัสสาวะ
6. ฮอรโ์ มน ADH เกดิ จากสมองสว่ นใดและทำหน้าที่ใด
ต่อมใตส้ มองสว่ นหลงั ทำหนา้ ที่ดดู กลบั น้ำท่ที อ่ หน่วยไตและทอ่ รวมเพอ่ื ลดการสูญเสียน้ำทางปสั สาวะ
7. ไดยเู รตกิ (diuretic) คอื สารอะไร และพบทีไ่ หนบ้าง
สารขบั ปัสสาวะ พบในชา กาแฟ แอลกอฮอล์
10
11
12
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ 4
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รหัสวิชา ว31101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรยี นกมุ ภวาปี ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หน่วยการเรยี นร้ทู ี่ 2 การรกั ษาดลุ ภาพของรา่ งกายมนุษย์ เวลา 10 ชัว่ โมง
เรื่อง การรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลือดและอณุ หภูมใิ นร่างกาย เวลา 2 ช่วั โมง
ผสู้ อน นายพาณวุ ัฒน์ พัสรางกลู วันท่สี อน วนั ท่ี เดอื นมิถุนายน พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวชว้ี ดั
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตขิ องสง่ิ มีชวี ติ หน่วยพ้นื ฐานของส่งิ มีชวี ิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ว 1.2 ม.4/3 อธิบายการควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของ เลือดโดยการทำงานของไตและปอด
ว 1.2 ม.4/4 อธบิ ายการควบคมุ ดุลยภาพของอณุ หภมู ภิ ายใน รา่ งกายโดยระบบหมุนเวียนเลอื ด
ผิวหนังและกลา้ มเนอื้ โครงรา่ ง
1. สาระสำคญั
ในร่างกายจะมกี ารรักษาดุลยภาพกรด-เบส (ค่า pH) ในเลือด และในของเหลวต่างๆ ให้อยู่ในสภาพ
สมดุล ไม่ให้สูงหรือต่ำจนเกินไป ในสภาวะเป็นกลางจะมีค่า pH=7 โดยมีสารที่ให้หรือรับ H+ และ OH-
ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่ากรด-เบสในร่างกาย โดยหากในร่างกายมี H+ มากขึ้น หรือ OH- น้อยลง
ของเหลวในร่างกายจะเพิ่มความเป็นกรด ในทางตรงกันข้าม หากในร่างกายมี H+ น้อยลง หรือ OH- มากขึ้น
ของเหลวในร่างกายจะเพิ่มความเป็นเบส ทั้งนี้ ระบบขับถ่าย ระบบหายใจ ระบบบัฟเฟอร์ จะใช้สมองส่วน
เมดัลลาออบลองกาตา (medulla oblongata) และพอนส์ (pons) ในการทำกจิ กรรมดังกล่าว
ในขณะที่เราออกกำลังกาย หรือร่างกายทำงานหนัก เลือดจะเป็นกรดมากขึ้น เนื่องจากมีการผลิต
CO2 ออกมาจากปฏิกิริยาการหายใจระดับเซลล์ เมื่อ CO2 รวมตัวกับน้ำ จะทำให้เกิดกรดคาร์บอกนิก
ซึง่ สามารถแตกตัวให้ H+ ได้ เมอ่ื เลือดเป็นกรด สมองสว่ นเมดัลลาออบลองกาตาและพอนส์ จะส่งสัญญาณไป
กระตนุ้ กล้ามเนือ้ กระบงั ลม และกลา้ มเนื้อยดึ ซี่โครงใหท้ ำงานมากขนึ้ ทำให้หายใจเรว็ และแรงขนึ้ เพ่อื ขบั CO2
ออกจากร่างกาย
นอกจากน้ี การออกกำลงั กายอย่างหนัก ยังทำให้เซลลก์ ล้ามเนอ้ื เกิดปฏิกิรยิ าสลายสารอาหารแบบไม่
ใช้ออกซิเจน ซึ่งจะผลิตกรดแลคติกออกมา ทำให้ในเลือดมีปรมิ าณกรดแลคติกเพิ่มข้ึน กลไกการรักษาสภาพ
pH ไม่ใหส้ งู หรือต่ำเกินไป ในร่างกายมนุษย์จะใช้ 3 ระบบ คอื
13
1. ระบบขบั ถา่ ย โดยการขบั H+ ทางปสั สาวะ หรอื ดดู กลับ HCO3- ท่ที อ่ หน่วยไต สามารถเพิ่มหรือลด
ความเปน็ กรดไดม้ ากทส่ี ดุ แตใ่ ช้เวลานานที่สุด
2. ระบบหายใจ โดยการขับ CO2 ออกทางลมหายใจ เม่ือเลือดเป็นกรดมากเกนิ ไป
3. ระบบบัฟเฟอร์ในเลือด โดยมีสารเคมีในเลือดที่สามารถทำปฏิกิริยากันเพื่อปรับ pH ได้ สามารถ
เพม่ิ หรือลดความเป็นกรดได้เล็กน้อย แตใ่ ชเ้ วลาเรว็ ทีส่ ุด
2. สาระการเรียนรู้
การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดเกิดจาก การทำงานของไตที่ทำหน้าที่ขับหรือดูดกลับ
ไฮโดรเจนไอออน ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน และแอมโมเนยี มไอออน และการทำงานของปอด ที่ทำหน้าท่ี
กำจัดคาร์บอนไดออกไซด์
การรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย เกิดจากการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดท่ี
ควบคุมปริมาณเลือดไปที่ผิวหนัง การทำงานของ ต่อมเหงื่อ และกล้ามเน้ือโครงร่าง ซึ่งส่งผลถึงปริมาณความ
ร้อนที่ถกู เก็บหรือระบายออกจากร่างกาย
3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. นกั เรียนสามารถอธบิ ายการรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลอื ดได้
2. นกั เรียนสามารถอธิบายการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมริ ่างกายได้
3. นักเรียนสามารถอภิปรายสาเหตแุ ละวธิ ีการปอ้ งกนั เกยี่ วกับโรคไตและโรคเกย่ี วกับทางเดินปัสสาวะ
ได้
4. นกั เรยี นสามารถสบื ค้นและนำเสนอขอ้ มูลเกีย่ วกับโรคไตและโรคเกีย่ วกบั ทางเดินปสั สาวะได้
5. นกั เรียนมีความรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้
4. กิจกรรมการเรียนรู้
ชว่ั โมงท่ี 1
1. ขน้ั กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครนู ำเขา้ สู่บทเรยี นโดยการทบทวนกระบวนตา่ งๆ ทีเ่ กิดข้นึ ในร่างกายมนษุ ย์ เชน่ การหายใจระดับ
เซลล์ การสลายสารอาหารตา่ งๆ เพ่ือให้ไดพ้ ลังงานซงึ่ ล้วนเปน็ กระบวนการเมแทบอลิซึมท่ตี อ้ งอาศยั เอนไซม์ใน
การเกิดปฏิกิรยิ า เอนไซม์เปน็ โปรตนี โดยเอนไซม์แตล่ ะชนิดจะทำงานได้ดขี ึ้นอยกู่ บั ปัจจยั ตา่ งๆ
ครใู ช้คำถาม ปจั จัยใดบ้างท่มี ีผลตอ่ การทำงานของเอนไซม์
(แนวคำตอบ 1. ค่าความเปน็ กรด-เบส 2. อุณหภมู ิ 3. ปริมาณเอนไซม์ 4. ความเขม้ ขน้ ของซบั สเสรต)
2. ครูให้นักเรียนศึกษารูป 2.8 อัตราการทำงานของเอนไซม์ที่ค่า pH ต่างๆ จากในหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ ม.4
ครูใช้คำถาม
14
- เอนไซม์อะไลเมสสามารถทำงานไดด้ ที ส่ี ุดทค่ี ่า pH เท่าใด
(แนวคำตอบ pH 7 )
- จงอธบิ ายหลักการทำงานของเอนไซม์เพปซินและเอนไซม์อะไลเมส
(แนวคำตอบ เอนไซม์เพปซนิ เปน็ เอนไซมท์ ี่ทำงานได้ดีทส่ี ุดที่ค่า pH 2 หากคา่ pH เพ่ิมขึ้นการทำงาน
จะลดลงเรือ่ ยๆ จนไมส่ ามารถทำงานได้ ส่วนเอนไซม์อะไมเลสทไี่ ด้จากน้ำลายจะทำงานได้ดีที่สุดที่ค่า
pH 7 เพม่ิ ขึ้นหรอื ลดลงการทำงานของเอนไซมอ์ ะไมเลสจะค่อยๆ ลดลง)
2. ข้ันสำรวจและคน้ หา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาข้อมูล 1. การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงาน
ของปอดและไต จาก Power point หนงั สอื เรียน และอนิ เทอร์เน็ต ดังน้ี
เลือดในร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือด น้ำ แก๊สออกซิเจน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ที่ทำให้เลือดแข็งตัว สารอาหารต่างๆ องค์ประกอบเหล่านี้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ขณะเดียวกันกระบวน
การเมแทบอลิซมึ ในรา่ งกายทำให้ความเป็นกรด-เบสของเลือดเปลีย่ นแปลงได้ตลอดเวลาา ร่างกายจึงต้องรักษา
ความเป็นกรด-เบสของเลือดให้อยูใ่ นระดบั ปกติ
ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ต้องใช้พลังงานจากการหายใจระดับเซลล์ เกิดจากแก๊สคาร์บอน
ไดออกไซด์ (CO2) แลว้ รวมตัวกบั น้ำในเลอื ดเกิดเป็นกรดคารบ์ อนิก (H2CO3) แตกตัวให้ไฮโดรเจนไอออน (H+)
และไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน (HCO3-) ดงั สมการ
CO2 + H2O ⇌ H2CO3 ⇌ H+ + HCO3-
ความเปน็ กรด-เบสในเลือดขึน้ อยกู่ บั การเปล่ียนแปลงความเขม้ ขน้ ของไฮโดรเจนไอออนทอี่ ยใู่ นเลือด
เช่น การออกกำลังกาย การรบั ประทานอาหาร ทำให้ความเข้มข้นไฮโดรเจนไอออนเปลีย่ นไป ถ้าความเขม้ ขน้
ของไฮโดรเจนไอออนลดลง แสดงว่าเลอื ดเป็นเบสมากขน้ึ หรือความเขม้ ขน้ ของไฮโดรเจนไอออนเพมิ่ ข้นึ แสดง
ว่าเลือเป็นกรดมากขึน้ โดยท่วั ไปเลอื ดจะเป็นกรด เนื่องจากมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกดิ ขึน้ และสะสมอยู่
ตลอดเวลา รา่ งกายจงึ ตอ้ งกำจัดไฮโดรเจนไอออน
ปอด ทำหน้าท่ีแลกเปลย่ี นแก๊สหายใจเข้าเพื่อลำเลียงแก๊สออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และ
นำแกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายเม่อื หายใจออก ถา้ ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์หรอื ไฮโดรเจน
ไอออนสะสมในเลือดมาก ส่งผลให้เลือดเป็นกรดมากขึ้น ส่งสัญญาณไปกระตุ้นศูนย์การควบคุมการหายใจท่ี
สมอง ทำให้เพ่ิมอัตราการหายใจเพือ่ ขับแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกจากปอดเร็วขนึ้ เช่น การหายใจเร็วและ
15
ลึกหลังการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่ถ้าเลือดเป็นเบส อัตราการหายใจจะลดลงเพือ่ เพิ่มปรมิ าณไฮโดรเจน
ไอออนสงู ขึ้น โดยการสะสมแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ในเลือดทำให้ความเป็นกรด-เบสเข้าสสู่ ภาวะสมดุล
ไต ทำหน้าที่รกั ษาดุลยภาพของน้ำและแร่ธาตแุ ลว้ ยงั มีสว่ นชว่ ยในการรักษาดลุ ยภาพของกรด-เบสใน
เลือดอีกดว้ ย เมอื่ ค่าความเป็นกรดของเลือดเพมิ่ ข้นึ ไฮโดรเจนไอออนและแอมโมเนียมไอออน (NH4-) จะออก
จากเลือดเข้าสู่เซลล์ที่ผนังของท่อหน่วยไตแล้วหลั่งเข้าสู่ของเหลวในท่อหน่วยไต ก่อนขับออกไปกับปัสสาวะ
ขณะเดียวกันเซลล์ที่ท่อหนว่ ยไตจะดูดกลับสารที่มีสมบัตเิ ป็นเบส เช่น ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน โซเดียม
ไอออน เขา้ สู่หลอดเลอื ดทำใหเ้ ลือดเขา้ สู่ภาวะสมดุล
โรคไตและโรคท่ีเกยี่ วกบั การเดินปัสสาวะ ถา้ ไตไมส่ ามารถทำงานไดอ้ าจทำให้เกิดโรคไตและไม่รักษา
อาจเกิดโรคไตวาย นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ท่อปัสสาวะอักเสบ หากไม่รักษาก็ส่งผลถึงประสิทธิภาพของไต อาการของโรคบางโรคจะปรากฏเมื่อ
ประสทิ ธิภาพการทำงานไตลดลงมาก ผู้ป่วยโรคไตจะมีอาการตัวบวมเพราะมนี ้ำตาลอยู่ท่ีระหว่างเซลล์จำนวน
มาก ผปู้ ่วยทไ่ี ตทำงานไดเ้ พียงร้อยละ 10 ต้องเขา้ รบั การฟอกเลือดโดยการใชเ้ คร่ืองไตเทยี มหรือผ่าตัดปลูกถ่าย
ไต โดยนำไตคนสุขภาพดีมาปลูกถ่าย แต่ต้องระวังปัญหาการต่อต้านปลูกถ่ายอวัยวะ เพราะระบบภูมิคุ้มกัน
ของผู้ที่ไดร้ บั การปลกู ถา่ ยสว่ นใหญ่ตอ้ งใช้ไตของผู้ท่มี ีความสัมพันธท์ างสายเลอื ด
ถ้าต้องการให้ไตทำงานได้เป็นปกติจะต้องรักษาสุขภาพร่างกาย รับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน
ลดอาหารรสเค็ม ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ควบคุมความดันเลือดให้ปกติ
หลีกเลยี่ งการสบู บุหร่ี และออกกำลงั กายสมำ่ เสมอ
2. ใหเ้ รียนทำใบงาน 2.2 การควบคุมดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลอื ดโดยการทำงานของปอดและไต
3) ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายโดยให้คำถามดงั ตอ่ ไปน้ี
- ความเป็นกรด-เบสในเลือดขึน้ อยู่กบั การเปลี่ยนแปลงของสารใด
(แนวคำตอบ ไฮโดรเจนไอออน)
- ปอดมหี นา้ ทอ่ี ย่างไร
(แนวคำตอบ หายใจเข้าเพอ่ื นำแก๊สออกซเิ จนเข้า หายใจออกเพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ออก)
16
- ถ้าปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์หรอื ไฮโดรเจนไอออนสะสมในเลอื ดมาก เลอื ดจะมี
สภาวะใดและเกดิ อะไรข้นึ กบั สมอง
(แนวคำตอบ เลอื ดเปน็ กรดมากขึน้ สง่ สัญญาณไปกระตุ้นศนู ย์การควบคุมการหายใจที่สมอง
ทำให้เพิ่มอัตราการหายใจเพื่อขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากปอดเร็วขึ้น เช่น
การหายใจเรว็ และลึกหลงั การออกกำลงั กายอย่างหนกั )
- สารใดเมื่อค่าความเป็นกรดในเลือดของไตเพิม่ ข้ึน จะออกจากเลอื ดเข้าสหู่ นว่ ยไตกอ่ นจะขบั
ออกเปน็ ปัสสาวะ
(แนวคำตอบ ไฮโดรเจนไอออนและแอมโมเนียมไอออน (NH4-) )
- ทอ่ หน่วยไตจะดูดกลบั สารสถานะเบสสารใด เพือ่ ทำให้เลอื ดเขา้ สสู่ ภาวะสมดลุ
(แนวคำตอบ ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน โซเดยี มไอออน)
4) ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครใู หน้ กั เรียนสบื คน้ โดยอภิปรายสาเหตุและวธิ กี ารป้องกันเก่ยี วกับโรคไตและโรคเกีย่ วกับทางเดิน
ปสั สาวะ มาคนละ 1 โรค ลงในสมดุ
2. ครูสุ่มนกั เรียนออกมานำเสนอหนา้ ชนั้ เรยี น 5 คน
5) ขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ครูนำภาพการควบคมุ ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงานของไต และสุ่มถามนักเรยี น
ถึงกลไก
ช่ัวโมงที่ 2
1. ขนั้ กระตนุ้ ความสนใจ (Engage)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยการทบทวนการทำงานของเอนไซม์ว่า ปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ภายในร่างกาย
ส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์จะทำงานได้เป็นปกตินอกจากความเป็นกรด -เบสท่ี
เหมาะสมแลว้ อกี ปจั จัยหนึง่ คือ อุณหภูมิ
2. ครูใหน้ ักเรยี นศกึ ษา รูป 2.12 อตั ราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสที่อุณหภมู ติ ่างๆ จากในหนังสือ
เรียนวทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ ม.4
ครูใช้คำถาม
- การเปล่ยี นแปลงของอุณหภมู ิมีผลตอ่ การทำงานของเอนไซม์อะไมเลสหรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวคำตอบ การเปลยี่ นแปลงของอณุ หภมู ิมผี ลต่อการทำงานของเอนไซม์ โดยเมือ่ พิจารณา
จากกราฟทอี่ ณุ หภูมิ 10 O เอนไซมอ์ ะไมเลสไมส่ ามารถทำงานได้ เม่ืออณุ หภมู ิคอ่ ยๆ
เพมิ่ ขึ้นจนถึงประมาณ 37 O เอนไซม์มอี ัตราการทำงานสงู ที่สุด แตเ่ มื่ออุณหภูมเิ รือ่ ยๆ การ
ทำงานของเอนไซม์จะค่อยๆ ลดลง จนไม่สามารถทำงานไดต้ ่อไปทีอ่ ณุ หภมู ิ 50 O)
17
- เอนไซม์อะไมเลสสามารถเรง่ ปฏกิ ริ ิยาเคมีในรา่ งกายมนุษยไ์ ดห้ รอื ไม่ เพราะเหตุใด
(แนวคำตอบ เอนไซมช์ นิดน้สี ามารถเร่งปฏิกริ ิยาเคมใี นร่างกายได้ เพราะอณุ หภมู ปิ กตขิ อง
ร่างกายมนุษย์ประมาณ 37 O ซ่ึงเปน็ อุณหภูมิทเี่ หมาะสมในการทำงานของเอนไซม์น้ี)
2. ข้ันสำรวจและค้นหา (Explore)
1. ครูให้นักเรียนศึกษาเนื้อหาข้อมูล เรื่อง การควบคุมดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย
จาก Power point หนงั สือเรยี น และอนิ เทอรเ์ นต็ ดังน้ี
ร่างกายมีกลไกการควบคุมอุณหภูมิภายในให้คงที่ด้วยการทำงานร่วมกันของระบบหมุนเวียนเลือด
ผวิ หนงั และกลา้ มเนือ้ โครงรา่ ง โดยสมองสว่ นไฮโพทาลามัสเปน็ ศนู ยค์ วบคมุ อุณหภูมใิ นรา่ งกายให้คงที่
ถ้าอากาศร้อนทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ ส่งสัญญาณไปที่ไฮโพทาลามัส ทำให้อัตราเมแท
บอลิซึมลดลง หลอดเลือดที่ผิวที่หนังขยายตัว ต่อมเหงื่อสร้างเหงื่อ เส้นขนเอนราบเพิม่ การระบายความรอ้ น
อุณหภมู ริ ่างกายลดลง
ถ้าอาการหนาวทำให้อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่งสัญญาณไปที่ไฮโพทาลามัส ทำให้อัตราเมแท
บอลิซึมเพิ่มขึ้น หลอดเลือดที่ผิวที่หนังหดตัว ต่อมเหงื่อไม่สร้างเหงื่อ เส้นขนตั้งชันขึ้น(ขนลุก) ลดการระบาย
ความรอ้ น รา่ งกายมีอาการส่นั อณุ หภูมิรา่ งกายสูงข้ึน
2. ใหเ้ รยี นทำใบงาน 2.3 เรอ่ื ง การควบคุมดุลยภาพของอณุ หภมู ิภายในร่างกาย
3) ขั้นอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
1. ครูและนักเรียนรว่ มกนั อภิปรายโดยให้คำถามดงั ตอ่ ไปนี้
- เหงอื่ ชว่ ยในการระบายความรอ้ นได้อยา่ งไร
(แนวคำตอบ การท่ผี ิวหนังขบั เหง่ือออกมาและเกดิ การระเหยจะระบายความรอ้ นท่ผี วิ หนัง
ถา้ รา่ งกายขับเหงือ่ มากก็จะช่วยลดอณุ หภมู ิร่างกายลงไดม้ าก แตก่ ข็ นึ้ อยู่กับความชื้นของ
อากาศ เชน่ ฤดูฝนความชื้นสงู ระบายเหงื่อออกไดน้ อ้ ย หรือฤดรู ้อนความชน้ื ตำ่ เหงื่อระเหย
ไดด้ ีจึงระบายความรอ้ นได้มากด้วย)
- การขบั เหงอ่ื ออกมาปรมิ าณมากมผี ลต่อร่างกายไดร้ ่างกายอยา่ งไร
(แนวคำตอบ ถา้ รา่ งกายขับเหงื่อออกมามากจะทำใหเ้ กิดการสบู เสียความรอ้ น น้ำและแรธ่ าตุ
บางชนิกออกมาพร้อมกับเหงื่อมากเกินไป ตัวอย่าง เช่น โซเดียม โพแทสเซียม ร่างกายไม่
สามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิและสารดังกล่าวได้ อาจทำให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้
ถา้ ไม่ไดร้ ับการทดแทนเข้าไป)
- การที่รา่ งกายมอี าการส่ันชว่ ยรักษาอุณหภมู ิของร่างกายไดอ้ ยา่ งไร
(แนวคำตอบ การสน่ั เป็นการทำงานของกลา้ มเนื้อโครงรา่ ง ทำให้เกิดความรอ้ นข้นึ อาการส่ัน
นี้จะพบไดบ้ ่อยเม่ืออยใู่ นบริเวณทม่ี ีอณุ หภูมิต่ำมากๆ)
18
- เพราะเหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมากและหายใจ
แรงและถี่ขึน้
(แนวคำตอบ เมอ่ื ออกกำลังกายหนกั รา่ งกายใช้พลังงานมาก จงึ เกดิ กระบวนการเมแทบอลิซมึ
เพิ่มขึ้น ทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่าปกติ ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิที่สมองส่วนไฮโพ
ทาลามัส ส่งสัญญาณไปกระตุ้นหลอดเลือดฝอยที่ผนังขยายตัว เลือดหมุนเวียนได้เร็วข้ึน
ทำให้มีอาการหน้าแดง ขณะเดียวกันต่อมเหงื่อมีการขับเหงื่อเพื่อระบายความร้อน
และกระบวนการเมแทลอลิซึมก็ทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ร่างกายต้องใช้
แกส๊ นใ้ี นการหายใจแรงและถเี่ พือ่ นำแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดอ์ อกจากร่างกายให้เรว็ ทสี่ ดุ )
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ให้นักเรยี นหาวธิ ีเพือ่ ชว่ ยรกั ษาดลุ ยภาพของอณุ หภมู ภิ ายในร่างกายโดยเขียนลงในสมุด
2. ครูสมุ่ นักเรยี น 5 คน
5) ขน้ั ประเมินผล (Evaluation)
ครูนำภาพกลไกการรกั ษาดุลยภาพของอุณหภมู ภิ ายในร่างกายและส่มุ ถามนกั เรียนถึงกลไก
5. สอ่ื การสอน / แหล่งเรียนรู้
- หนังสอื เรียนรายวิชาวทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
- สื่อนำเสนอ Power Point เรื่อง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงานของ
ปอดและไต
- ส่อื นำเสนอ Power Point เรื่อง การควบคุมดลุ ยภาพของอุณหภมู ิภายในรา่ งกาย
- ใบงานที่ 2.2 เรื่อง การควบคมุ ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงานของปอดและไต
- ใบงานท่ี 2.3 เรื่อง การควบคมุ ดลุ ยภาพของอณุ หภมู ภิ ายในร่างกาย
- ฐานขอ้ มูลจาก อนิ เทอรเ์ นต็
- สมุด
19
6. การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วิธีการประเมนิ เกณฑใ์ นการประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถอธิบายการ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70
รักษาดุลยภาพของกรด-เบสของ งาน
เลอื ดได้ - แบบประเมินการทำกจิ กรรม
2. นักเรียนสามารถอธิบายการ - การตอบคำถามจาก Kahoot
รักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ร่างกายได้ ตอบคำถามในตลอดท้งั กิจกรรม
ทกั ษะกระบวนการ (P)
3. นักเรียนสามารถอภิปราย - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ 70
สาเหตุและวิธีการป้องกันเก่ียวกับ งาน
โรคไตและโรคเกี่ยวกับทางเดิน - แบบประเมินการทำกจิ กรรม
ปัสสาวะได้ - ตรวจสอบความถูกต้องของ
4. นักเรียนสามารถสืบค้นและ สาเหตุและวิธีป้องกันจากการเกดิ
นำเสนอข้อมูลเกีย่ วกับโรคไตและ โรค
โรคเก่ยี วกบั ทางเดินปัสสาวะได้ - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทง้ั กจิ กรรม
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A) - สังเกตพฤติกรรมการเรยี นในชนั้ ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 70
5. นักเรยี นมีความรบั ผดิ ชอบ ใฝ่ เรียน
- แบบประเมินการทำกจิ กรรม
เรียนรู้ - สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรยี นรู้
20
เกณฑก์ ารประเมินผลงานนักเรยี น
ประเดน็ การ ค่านำ้ หนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน
ด้านความรู้ ทำใบงาน เรื่อง การควบคมุ ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงาน
(K) 3 ของปอดและไตไดถ้ กู ต้องครบถว้ น 8 – 10 ขอ้
ทำใบงาน เรอ่ื ง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลอื ดโดยการทำงาน
ด้านทกั ษะ 2 ของปอดและไตไดถ้ กู ต้องครบถ้วน 5 – 7 ขอ้
กระบวนการ ทำใบงาน เรอ่ื ง การควบคมุ ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือดโดยการทำงาน
1 ของปอดและไตไดถ้ กู ตอ้ งครบถว้ น 1 – 4 ขอ้ หรือไม่ถูกตอ้ ง
(P)
3 ทำใบงาน เรอ่ื ง การควบคมุ ดุลยภาพของอณุ หภูมิภายในร่างกายไดถ้ ูกตอ้ ง
ด้าน ครบถว้ น 6 – 8 ขอ้
คุณลกั ษณะ 2 ทำใบงาน เรอ่ื ง การควบคุมดุลยภาพของอณุ หภูมภิ ายในรา่ งกายได้ถูกตอ้ ง
ครบถว้ น 4 – 7 ข้อ
(A) 1 ทำใบงาน เร่อื ง การควบคุมดุลยภาพของอุณหภูมภิ ายในร่างกายได้ถูกต้อง
ครบถว้ น 1 – 3 ขอ้ หรอื ไม่ถกู ต้อง
3 สรุปเนื้อหา เรื่อง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด และการ
ควบคุมดุลยภาพของอณุ หภูมิภายในร่างกายได้อย่างสมบรู ณ์
2 สรุปเนื้อหา เรื่อง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด และการ
ควบคมุ ดลุ ยภาพของอณุ หภมู ิภายในรา่ งกายไดด้ แี ละคอ่ นข้างถูกตอ้ ง
1 สรุปเนื้อหา เรื่อง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด และการ
ควบคุมดลุ ยภาพของอุณหภมู ภิ ายในร่างกายไดแ้ ต่ไม่ครบถ้วน
3 นักเรยี นมคี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรยี นรู้ดีเยย่ี ม
2
1 นักเรียนมีความรับผิดชอบ ใฝ่เรยี นรู้ค่อนขา้ งดี
นักเรียนมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรูน้ อ้ ย
ระดับคะแนน
คะแนน 3 หมายถงึ ดีมาก
คะแนน 2 หมายถงึ ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
21
22
ช่อื -สกลุ ...........................................................................................ชัน้ ........................เลขท.่ี ............... 23
ใบงานท่ี 2.2 เร่ือง การควบคุมดลุ ยภาพของกรด-เบสของเลอื ดโดยการทำงานของปอดและไต
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามดงั ตอ่ ไปนใ้ี หถ้ ูกต้อง
1. เลอื ดในร่างกายมนษุ ย์ประกอบด้วยองคป์ ระกอบอะไรบา้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. กระบวนการใดทำให้ความกรด-เบสเปล่ียนแปลงอยู่ตลอดเวลา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. สารใดส่งผลตอ่ ความเป็นกรด-เบสในเลือด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. ถา้ ปรมิ าณแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ในเลอื ดมาก เลือดจะอยใู่ นสถานะใดและสง่ ผลอย่างไรต่อปอด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. ถา้ เลือดเป็นเบสในปอดจะสง่ ผลอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. สารชนดิ ใดมีสว่ นช่วยในการควบคมุ กรด-เบสของไต
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. การควบคุมกรด-เบสโดยไตมกี ระบวนการทำงานอยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
24
ชื่อ-สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขที่................
8. จงยกตัวอย่างโรคที่เกย่ี วกบั โรคไตและโรคเก่ียวกบั ทางเดนิ ปสั สาวะมา 5 โรค
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
9. การผา่ ตดั ปลกู ถ่ายไตมีขอ้ ควรระวงั คืออะไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10. วิธกี ารดแู ลรักษาไตใหท้ ำงานไดเ้ ป็นปกตคิ วรปฏิบตั ิอย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช่อื -สกุล...........................................................................................ชนั้ ........................เลขท.ี่ ............... 25
ใบงาน 2.3 เร่ือง การควบคมุ ดุลยภาพของอุณหภูมภิ ายในร่างกาย
คำชี้แจง ให้นักเรียนตอบคำถามและเติมคำตอบลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง
1. ร่างกายมกี ารทำงานควบรว่ มกันกับอะไร เพื่อทจ่ี ะควบคมุ อณุ หภูมริ ่างกาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. สมองสว่ นใดเปน็ ศนู ย์กลางควบคุมอณุ หภูมริ ่างกาย
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. ในกรณอี ากาศรอ้ น
อณุ หภมู ริ ่างกาย....................................................... สง่ สญั ญาณไปทีไ่ ฮโพทาลามัส
ทำให้อัตราเมแทบอลซิ มึ .......................................... ตอ่ มเหงือ่ …………………………………………………………….
เส้นขน.................................................................... ทำใหอ้ ุณหภมู ิ..............................................................
4. ในกรณอี ากาศหนาว
อุณหภมู ิรา่ งกาย....................................................... สง่ สัญญาณไปท่ไี ฮโพทาลามัส
ทำใหอ้ ตั ราเมแทบอลิซมึ .......................................... ต่อมเหงอ่ื …………………………………………………………….
เสน้ ขน..................................................................... ร่างกาย......................................................................
ทำใหอ้ ุณหภมู ิ...........................................................
5. การขับเหงื่อออกทางผิวหนังชว่ ยระบายความรอ้ นได้อย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. การทรี่ า่ งกายมีอาการสน่ั ชว่ ยรักษาอณุ หภมู ิของรา่ งกายได้อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช่อื -สกลุ ...........................................................................................ชัน้ ........................เลขท่ี................ 26
7. ในเวลาท่ีเราไขห้ รือไมส่ บายเหตุใดรา่ งกายจงึ หนาวสนั่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. นกั เรียนคดิ วา่ วธิ ที จ่ี ะช่วยรกั ษาดลุ ยภาพอุณหภูมิภายในรา่ งกายมีอะไรบา้ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ช่ือ-สกุล...........................................................................................ชัน้ ........................เลขท.ี่ ...............
27
ใบงานท่ี 2.2 เร่ือง การควบคุมดุลยภาพของกรด-เบสของเลอื ดโดยการทำงานของปอดและไต (เฉลย)
คำชแี้ จง ให้นักเรยี นตอบคำถามดังตอ่ ไปน้ีใหถ้ กู ต้อง
1. เลือดในร่างกายมนษุ ย์ประกอบด้วยองค์ประกอบอะไรบ้าง
เซลล์เมด็ เลอื ด น้ำ แกส๊ ออกซิเจน แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์
2. กระบวนการใดทำให้ความกรด-เบสเปล่ียนแปลงอยูต่ ลอดเวลา
กระบวนการเมแทบอลซิ มึ
3. สารใดส่งผลตอ่ ความเปน็ กรด-เบสในเลอื ด
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์
4. ถ้าปริมาณแกส๊ คาร์บอนไดออกไซดใ์ นเลอื ดมาก เลือดจะอยู่ในสถานะใดและสง่ ผลอยา่ งไรตอ่ ปอด
เลอื ดจะมีความเป็นกรดสงู ส่งผลใหห้ ายใจเรว็ ข้นึ
5. ถา้ เลือดเปน็ เบสในปอดจะสง่ ผลอยา่ งไร
อตั ราการหายใจจะลดลง
6. สารชนดิ ใดมีสว่ นช่วยในการควบคุมกรด-เบสของไต
ไฮโดรเจนไอออน และแอมโมเนียมไอออน
7. การควบคุมกรด-เบสโดยไตมีกระบวนการทำงานอย่างไร
ไฮโดรเจนไอออน และแอมโมเนียมไอออนควบคุมปริมาณกรด-เบสของไต ถ้าไตมีความเป็นกรดมาก
เกินไปจะขับออกเปน็ น้ำปัสสาวะออกมา
28
ช่ือ-สกุล...........................................................................................ชัน้ ........................เลขท่.ี ...............
8. จงยกตวั อยา่ งโรคทเ่ี กี่ยวกับโรคไตและโรคเกี่ยวกบั ทางเดนิ ปัสสาวะมา 5 โรค
โรคไตเร้อื รงั
โรคไตวายเฉียบพลนั
โรคทอ่ ปัสสาวะอกั เสบ
โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
โรคกรวยไตอักเสบ
9. การผา่ ตดั ปลกู ถ่ายไตมขี อ้ ควรระวงั คอื อะไร
ปัญหาการต่อตา้ นอวยั วะการปลูกถา่ ย
10. วิธกี ารดแู ลรักษาไตให้ทำงานได้เปน็ ปกตคิ วรปฏิบัติอย่างไร
หลีกเลีย่ งการรับประทานอาหารลดเค็ม พักผอ่ นให้เพียงพอ ออกกำลงั กายสมำ่ เสมอ
29
ช่ือ-สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขท.่ี ...............
ใบงาน 2.3 เรอื่ ง การควบคุมดลุ ยภาพของอุณหภูมภิ ายในร่างกาย (เฉลย)
คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นตอบคำถามและเติมคำตอบลงในชอ่ งว่างใหถ้ ูกตอ้ ง
1. ร่างกายมกี ารทำงานควบร่วมกนั กับอะไร เพื่อท่จี ะควบคุมอุณหภมู ิร่างกาย
ระบบหมุนเวียนเลอื ด ผิวหนัง และกล้ามเนอ้ื โครงรา่ ง
2. สมองส่วนใดเป็นศนู ยก์ ลางควบคมุ อณุ หภมู ิรา่ งกาย
สมองส่วนไฮโพทาลามัส
3. ในกรณอี ากาศรอ้ น ส่งสญั ญาณไปทไ่ี ฮโพทาลามสั
อุณหภูมริ ่างกาย อณุ หภมู ิสงู ข้ึน ตอ่ มเหงือ่ สรา้ งเหงือ่
ทำใหอ้ ัตราเมแทบอลซิ มึ ลดลง ทำให้อุณหภมู ิ ลดลง
เส้นขน เอนราบ
4. ในกรณอี ากาศหนาว สง่ สัญญาณไปท่ีไฮโพทาลามัส
อณุ หภมู ริ ่างกาย อุณหภมู ิลดลง ตอ่ มเหงือ่ ไมส่ ร้างเหงอ่ื
ทำใหอ้ ัตราเมแทบอลิซมึ เพิ่มขึน้ ร่างกาย มอี าการสั่น
เสน้ ขน ลกุ ชนั
ทำใหอ้ ุณหภูมิ สงู ข้ึน
5. การขบั เหงอื่ ออกทางผวิ หนังชว่ ยระบายความรอ้ นไดอ้ ย่างไร ยกตัวอยา่ งประกอบ
เป็นการลดความร้อนภายในอุณหภูมิของร่างกาย ถ้ามีเหงื่อมากก็จะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย
ได้มาก
6. การท่รี า่ งกายมอี าการสนั่ ชว่ ยรักษาอณุ หภมู ิของรา่ งกายได้อย่างไร
เป็นการทำให้ร่างกายมีความร้อนมากข้ึนโดยมักเกิดขึ้นในฤดูหนาว เพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายกาย
ไม่ใหต้ ่ำจนเกนิ ไป
ชอื่ -สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขท.่ี ............... 30
7. ในเวลาท่ีเราไขห้ รอื ไมส่ บายเหตใุ ดร่างกายจึงหนาวสน่ั
เพราะได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้สมองส่วนไฮโพทาลามัสกำหนดค่าอุณหภูมิสูงกว่า
ปกติ ร่างกายจึงมีอาการสั่น
8. นักเรียนคิดวา่ วธิ ีท่ีจะชว่ ยรักษาดุลยภาพอุณหภูมภิ ายในรา่ งกายมีอะไรบ้าง
พกั ผ่อนให้เพยี งพอ รับประทานอาหารใหค้ รบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสมำ่ เสมอ
31
32
33
แผนการจัดการเรียนร้ทู ่ี 5
รายวชิ า วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ รหสั วิชา ว31101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนกุมภวาปี ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 2 การรกั ษาดุลภาพของรา่ งกายมนษุ ย์ เวลา 10 ช่ัวโมง
เรื่อง ระบบภมู คิ ุม้ กัน เวลา 2 ช่วั โมง
ผ้สู อน นายพาณวุ ัฒน์ พสั รางกูล วนั ทสี่ อน วันที่ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตัวชี้วัด
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิง่ มีชีวติ หนว่ ยพน้ื ฐานของสงิ่ มีชวี ิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ว 1.2 ม.4/5 อธิบาย และเขยี นแผนผังเก่ียวกบั การตอบสนองของรา่ งกายแบบไมจ่ ำเพาะ และแบบ
จำเพาะต่อสงิ่ แปลกปลอมของร่างกาย
1. สาระสำคัญ
ร่างกายสัตว์มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมตลอดเวลา ถ้าสิ่งแปลกปลอมนั้นก่อโรคได้
เชน่ แบคทเี รยี ไวรสั ปรสิต และพยาธิ เป็นต้น ซึ่งถ้าส่งิ แปลกปลอมเหลา่ น้ีเข้าสู่ร่างกายอาจทำให้เกิดอันตราย
กบั รา่ งกายได้ รา่ งกายจงึ ตอ้ งมีกลไกป้องกันสง่ิ แปลกปลอมเหลา่ นเี้ ข้าสู่ร่างกาย หรอื ถา้ เขา้ สรู่ า่ งกายได้สามารถ
กำจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้ กลไกการป้องกันสิ่งแปลกปลอมจัดเป็นระบบหนึ่งของร่างกาย คือ
ระบบภูมคิ มุ้ กัน ซ่งึ จะทำงานเปน็ ระบบการทำงานมากกวา่ เปน็ ระบบอวยั วะ
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ เป็นกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่ง
แปลกปลอมท่ีจะเข้าสู่ช้นั เน้ือเยือ่ หรอื อยู่ในชั้นเนื้อเยื่อของร่างกายแล้ว มีกลไกการต่อต้านหรือทำลาย 2 ด่าน
คือ 1. ใช้เซลลเ์ ม็ดเลือดขาวชนิดตา่ งๆ หรอื สารเคมบี างอยา่ งออกมากำจัดสิ่งแปลกปลอม รวมไปถึงการอกั เสบ
หรือการมีอาการไข้ 2. ใช้เซลลแ์ ละสารเคมีจำนวนมากในกระบวนการ เชน่ ฟาโกไซต์ (phagocyte) ซึ่งกำจัด
สงิ่ แปลกปลอมด้วยวิธกี ารฟาโกไซโทซิส (phagocytosis)
2. สาระการเรยี นรู้
เมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกาย ร่างกายจะมีกลไกในการต่อต้านหรือ
ทำลายสิ่งแปลกปลอมทั้งแบบไม่จำเพาะและแบบจำเพาะ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์จะมีกลไกในการ
ตอ่ ต้านหรอื ทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ
34
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. นักเรียนสามารถอธบิ ายโครงสร้างระบบภมู ิคมุ้ กันได้
2. นกั เรียนสามารถอธบิ ายกลไกการต่อตา้ นหรอื ทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้
3. นักเรียนสามารถเขียนแผนภาพกลไกการตอ่ ตา้ นหรือทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้
4. นักเรียนมคี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝเ่ รียนรู้
4. กจิ กรรมการเรียนรู้
1. ขนั้ กระตุ้นความสนใจ (Engage)
1. ครใู ห้นกั เรยี นวิดโี อเก่ียวกบั เชือ้ โรค vs ภูมิคุ้มกนั
ทีม่ า https://www.youtube.com/watch?v=JkkrENosmUE&t=41s
2. ครูใช้คำถามเพือ่ กระต้นุ ความสนใจดังน้ี
- เหตุใดเชื้อโรคจึงเข้าสู่ร่างกายไดแ้ ละบางเชื้อโรคตวั บางตัวเขา้ สรู่ า่ งกายไม่ได้
- เหตุใดโควิด-19บางคนมีอาการและบางคนไม่มีอาการ
(แนวคำตอบ พจิ ารณาตามความเหมาะสมของคำตอบนักเรยี น)
2. ขั้นสำรวจและคน้ หา (Explore)
1. ครใู หน้ กั เรียนศึกษาเน้อื หาขอ้ มูล เรื่อง ระบบภมู ิค้มุ กัน จาก Power point หนงั สอื เรียน และ
อนิ เทอร์เนต็
2. ครูให้นกั เรยี นทำใบงาน 2.4 เรอื่ ง ระบบภมู ิคมุ้ กัน
3) ข้ันอธบิ ายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรุปเน้ือหาได้ดังน้ี
ในแต่ละวนั ร่างกายมีโอกาสไดร้ บั เชอ้ื โรคและสิง่ แปลกปลอมเขา้ สู่รา่ งกาย เช่น แบคทีเรีย ไวรัส
โดยการสัมผัส การรบั ประทานหรอื การหายใจ อาจทำใหบ้ างคนมอี าการเจ็บปว่ ยหรือเป็นโรค ขณะที่บางคนไม่
35
มอี าการดังกลา่ ว การแสดงการตอ่ ตา้ นหรือทำลายสง่ิ แปลกปลอมทแี่ ตกต่างกนั น้เี ปน็ ผลมาจาก การทำงานของ
ระบบภูมคิ ้มุ กนั ในร่างกายของแตล่ ะคนทม่ี ีการตอบสนองแตกต่างกนั
โครงสรา้ งของระบบภมู คิ มุ้ กันประกอบด้วยอวัยวะ
- อวัยวะที่ทำหน้าที่สร้างและพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (lymphocyte) ได้แก่ ไขกระดูกและ
ไทมสั
- อวยั วะทท่ี ำหนา้ ทตี่ ักจับและทำลายสงิ่ แปลกปลอม ไดแ้ ก่ ม้าม ตอ่ มนำ้ เหลอื ง
- เนื้อเยื่อบริเวณต่างๆ ของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันดักจับ และทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น ทอนซิล
บริเวณคอ เนอ้ื เยอ่ื น้ำเหลืองทผ่ี นังทางเดนิ อาหารและทางเดินหายใจ ไสต้ ่งิ เปน็ ตน้
- ลิมโฟไชตอ์ าศยั หลอดเลอื ดและหลอดน้ำเหลืองในการลำเลยี งไปทวั่ รา่ งกาย และสะสมในอวัยวะและเนื้อเย่ือ
ทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั ระบบภมู ิคุ้มกนั
เมือ่ ร่างกายได้รบั เช้ือโรคหรอื สงิ่ แปลกปลอมที่กอ่ ให้เกิดอันตรายจะกระตนุ้ ระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการ
ตอบสนองของร่างกายซึ่งเป็นผลมาจากการทำงาน โดยกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่
จำเพาะและกลไกการต่อต้านหรือทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบจำเพาะ
กรณีที่แนวป้องกนั ถูกทำลาย เช่น จากการเกิดบาดแผล หรือการมีจุลินทรีย์สร้างเอนไซม์ยอ่ ยสลาย
เซลล์บุผิวทำให้เชื้อโรคเขา้ สู่เนือ้ เยื่อได้ ร่างกายยังมีกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมพาะอีกอย่าง
หนึง่ คือ การอักเสบ (inflammation) และการทำงานของเซลล์เม็ดกลุ่มฟาโกไซต์ (phagocyte) ที่คอยดักจับ
เชื้อโรคที่ผา่ นเขา้ มาในร่างกาย
การอกั เสบ
เมอ่ื เกิดบาดแผลและมีเชื้อโรคเข้าส่เู นื้อเยือ่ เนือ้ เย่อื ทีเ่ สยี หายและเชื้อโรคจะส่งสัญญาณเคมีไปดึงดูด
ให้ฟาโกไซต์แทรกตัวออกจากหลอดเลือดฝอยมายังบริเวณที่เกิดบาดแผลมากขึน้ โดยฟาโกไซต์จะดักจับเชือ้
โรคไว้ไม่ให้แพร่กระจายไปยงั บริเวณอื่น ๆ จากนั้นจะทำลายเชื้อโรคและเนื้อเยือ่ ท่ีเสยี หาย โดยการกินหรือท่ี
เรียกว่า ฟาโกไซโทซิส (phagocytosis) ในขณะเดียวกันเซลล์ในบริเวณที่เกิดบาดแผลจะหลั่งสารกระตุ้นให้
หลอดเลือดฝอยบริเวณนี้ขยายตัว เพื่อนำเลือดและเซลล์เม็ดเลือดขาวมาสะสมมากขึ้น มีการซึมผ่านของ
น้ำเหลอื งเพือ่ นำสารต่าง ๆ ทชี่ ่วยกำจดั เชื้อโรคเขา้ สบู่ ริเวณบาดแผล
ทำให้มีอาการบวม แดง อุณหภูมิสูงข้ึน และรู้สึกเจ็บปวด เรียกการ ตอบสนองเหล่านี้ว่า การอักเสบ
โดยการที่มอี ุณหภมู ิของร่างกายบริเวณนน้ั สูงข้ึนจะชว่ ยยับยงั้ การเจริญของเชอื้ โรคบางชนิดได้ ถ้าเกิดบาดแผล
ขนาดใหญ่มีการอกั เสบมากเปน็ บริเวณกว้าง อาจกระตุ้นใหเ้ กิดอาการไข้เพื่อเพมิ่ อุณหภูมขิ องรา่ งกายให้สูงข้นึ
36
4) ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครูอธบิ ายความร้เู พิม่ เตมิ เก่ยี วกับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์
2. ครใู ห้นักเรียนเขียนแผนภาพกลไกการตอ่ ต้านหรือทำลายสิง่ แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะลงในสมดุ
5) ขนั้ ประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ครนู ำภาพโครงสรา้ งระบบภูมคิ มุ้ กัน เพอื่ ถามถึงกลไก
2. ครูนำภาพกลไกการตอ่ ตา้ นหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะ สมุ่ นกั เรียนถึงกลไก
5. สอื่ การสอน / แหลง่ เรียนรู้
- หนังสอื เรยี นรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4
- สอื่ นำเสนอ Power Point เรื่อง ระบบภมู ิคมุ้ กัน
- ใบงานที่ 2.2 เรอ่ื ง ระบบภมู คิ ุน้ กนั
- ฐานข้อมูลจาก อินเทอรเ์ นต็
- สมุด
37
6. การวัดและประเมินผลการเรยี นรู้
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี ารประเมิน เกณฑ์ในการประเมนิ ผล
ด้านความรู้ (K)
1. น ัก เร ียน สามาร ถอธ ิบาย - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ 70
โครงสรา้ งระบบภมู ิคุ้มกนั ได้ งาน
2. นักเรียนสามารถอธิบายกลไก - แบบประเมินการทำกจิ กรรม
ก า ร ต ่ อ ต ้ า น หร ือ ท ำ ล ายส่ิง - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้ ตอบคำถามในตลอดทัง้ กจิ กรรม
ทกั ษะกระบวนการ (P)
3. นกั เรยี นสามารถเขยี นแผนภาพ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผ่านเกณฑ์การประเมนิ ร้อยละ 70
กลไกการต่อต้านหรือทำลายส่ิง งาน
แปลกปลอมแบบไมจ่ ำเพาะได้ - แบบประเมนิ การทำกจิ กรรม
- ตรวจสอบความถูกต้องของ
แผนภาพกลไกการต่อต้านหรือ
ท ำ ล า ย ส ิ ่ ง แ ป ล ก ป ล อ ม แ บ บ ไ ม่
จำเพาะได้
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทั้งกิจกรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
4. นักเรยี นมีความรับผิดชอบ ใฝ่ - สังเกตพฤติกรรมการเรยี นในชน้ั ผ่านเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70
เรยี นรู้ เรยี น
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรียนรู้
38
ใบงาน 2.4 ระบบภูมิค้มุ กนั
คำช้แี จง นำคำศพั ทท์ ี่ครูกำหนดให้เติมลงในช่องวา่ งให้ถกู ตอ้ ง
ไทมัส ไสต้ ่งิ มา้ ม ท่อลม ช่องคลอด ผวิ หนัง กระเพาะอาหาร
หลอดนำ้ เหลอื ง ทอนซลิ ไขกระดกู
เหง่ือและตอ่ มเหง่ือและนำ้ มันจากตอ่ มไขมนั น้ำตา
หลอดน้ำเหลือง ขอ้ ท่ี 1
1. โครงสร้างของระบบภูมคิ มุ้ กนั กระเพาะปสั สาวะ ขีห้ ู ข้อท่ี 2
……………………………. ………………
…………………
……………… ………………
…………………………………. ……………….………………...
2. กลไกการตอ่ ตา้ นหรอื ทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ
.......................................... มีเอนไซมไ์ ลโซไซม์ (lysozyme) ยอ่ ยผนังเซลล์ของแบคทีเรีย
.......................................... หลั่งกรดไฮโดรคลอริกทำลายแบคทีเรีย
.......................................... มีภาวะเป็นกรดยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค
.......................................... ดกั จบั ฝนุ่ ละอองและแมลง
......................................... ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิด
.......................................... การขบั ปสั สาวะ ช่วยพาจลุ นิ ทรยี ์ออกจากท่อปัสสาวะ
.......................................... มีการหลั่งเมือกเพื่อดักจับฝนุ่ ละอองหรอื เช้อื จลุ ินทรยี ์แล้วถูกซิเลีย (cilia) โบกพัด
ออกไปดว้ ยการไอหรอื จาม
.......................................... ป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
39
ใบงาน 2.4 ระบบภูมิคมุ้ กัน (เฉลย)
คำชแ้ี จง นำคำศัพทท์ ี่ครูกำหนดให้เติมลงในชอ่ งว่างใหถ้ กู ต้อง
ไทมัส ไส้ตง่ิ ม้าม ท่อลม ชอ่ งคลอด ผิวหนัง กระเพาะอาหาร
หลอดนำ้ เหลือง ทอนซลิ ไขกระดกู
เหง่ือจากตอ่ มเหง่ือและน้ำมันจากตอ่ มไขมัน นำ้ ตา
หลอดน้ำเหลอื ง ข้อที่ 1
1. โครงสรา้ งของระบบภมู ิคุ้มกนั กระเพาะปสั สาวะ ขีห้ ู ขอ้ ท่ี 2
ไขกระดูก ทอนซิล
……………… ………………
ไส้ตงิ่ ไทมสั
……………… …………………
หลอดน้ำเหลือง มา้ ม
……………… …………
มา้ …ต…่อมน้ำเหลือง
………………...
2. กลไกการต่อตา้ นหรือทำลายสิง่ แปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ
..............น..ำ้..ต..า...................... มีเอนไซมไ์ ลโซไซม์ (lysozyme) ย่อยผนงั เซลลข์ องแบคทเี รยี
...........ก..ร..ะ..เ.พ...า.ะ..อ..า..ห..า..ร.......... หลั่งกรดไฮโดรคลอริกทำลายแบคทีเรีย
ชอ่ งคลอด
.......................................... มภี าวะเปน็ กรดยับย้ังการเจรญิ เติบโตของเชอ้ื โรค
ข้หี ู
.......................................... ดักจับฝุ่นละอองและแมลง
เหงื่อจากตอ่ มเหงอ่ื และ
...น...้ำ.ม..ัน...จ..า.ก..ต..่อ...ม..ไ.ข..ม..นั............ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิด
กระเพาะปัสสาวะ
.......................................... การขบั ปสั สาวะ ชว่ ยพาจุลินทรยี อ์ อกจากทอ่ ปสั สาวะ
ทอ่ ลม
.......................................... มีการหลั่งเมือกเพื่อดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อจุลินทรีย์แล้วถูกซิเลีย (cilia) โบกพัด
ออกไปด้วยการไอหรือจาม
ผวิ หนงั
.......................................... ป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม
40
เกณฑก์ ารประเมนิ ผลงานนกั เรียน
ประเดน็ การ คา่ นำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมิน คะแนน
ด้านความรู้ ทำใบงาน เรื่อง ระบบภูมิคมุ้ กันได้ถูกต้องครบถว้ น 13 – 15 คำตอบ
(K) 3 ทำใบงาน เรื่อง ระบบภมู คิ มุ้ กนั ได้ถูกตอ้ งครบถว้ น 8 – 12 คำตอบ
2 ทำใบงาน เรอ่ื ง ระบบภมู คิ ุ้มกนั ได้ถูกต้องครบถว้ น 1 – 7 คำตอบ หรือไม่
ดา้ นทักษะ 1 ถูกตอ้ ง
กระบวนการ สรุปเนื้อหา เรอ่ื ง ระบบภมู ิคมุ้ กนั ได้อยา่ งสมบูรณ์
3 สรปุ เนอ้ื หา เรื่อง ระบบภูมคิ มุ้ กันได้ดแี ละค่อนขา้ งถูกต้อง
(P) 2 สรุปเน้ือหา เรือ่ ง ระบบภูมคิ ุ้มกันได้แตไ่ มค่ รบถว้ น
ด้าน 1 นกั เรียนมีความรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รียนรดู้ เี ยย่ี ม
คุณลกั ษณะ 3
(A) นกั เรยี นมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ค่อนข้างดี
2 นักเรยี นมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รียนรนู้ ้อย
1
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถงึ ดมี าก
คะแนน 2 หมายถงึ ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
41
42
43
44
45
แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 6
รายวิชา วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ รหัสวิชา ว31101 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
โรงเรียนกุมภวาปี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 2 การรักษาดุลภาพของรา่ งกายมนษุ ย์ เวลา 10 ช่ัวโมง
เร่อื ง ระบบภมู คิ มุ้ กันแบบจำเพาะ เวลา 2 ช่ัวโมง
ผูส้ อน นายพาณุวฒั น์ พัสรางกลู วันท่สี อน วันที่ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรยี นรู้ /ตวั ชีว้ ัด
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิง่ มีชีวิต หนว่ ยพน้ื ฐานของส่งิ มีชวี ิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ว 1.2 ม.4/5 อธิบาย และเขยี นแผนผังเกยี่ วกบั การตอบสนองของร่างกายแบบไมจ่ ำเพาะ และแบบ
จำเพาะตอ่ ส่ิงแปลกปลอมของรา่ งกาย
1. สาระสำคัญ
ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ เป็นกลไกการต่อต้านหรือทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มี
ความจำเพาะต่อแอนติเจนแต่ละชนิด โดยเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
2 ชนิด คือ 1. เซลล์บี (B cell) จะทำหน้าที่แบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์พลาสมา
(plasma cell) ซง่ึ จะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเช้ือโรค และบางเซลล์จะเป็นเซลลเ์ มมอรี (memory cell)
เพอื่ จดจำแอนติเจนที่เคยเขา้ สรู่ ่างกายซึง่ หากร่างกายไดร้ ับแอนตเิ จนชนิดเดมิ แอนตบิ อดีที่มีอยู่จะเข้าทำลาย
แอนติเจนทันที
2. เซลล์ที (T cell) ทำหนา้ ที่จดจำและระบชุ นิดของเช้ือโรค แบง่ ออกเปน็
- เซลล์ทีผ่ ูช้ ่วย (helper T cell) ทำหนา้ ทกี่ ระตุ้นเซลลบ์ ีให้สรา้ งแอนดบิ อดี ทำลายแอนตเิ จน
ทีม่ คี วามจำเพาะ และกระต้นุ การทำงานของเซลล์ท่ที ำลายสิง่ แปลกปลอม
- เซลลท์ ที ำลายส่ิงแปลกปลอม (cytotoxic T cell) ทำหนา้ ทีท่ ำลายแอนติเจนที่เขา้ สู่รา่ งกาย
เชน่ เซลลข์ องเชื้อโรค เซลลท์ ่ีตดิ เชื้อ เซลลม์ ะเร็ง นอกจากน้ี เซลล์ทีส่ ว่ นหน่ึงจะเจรญิ ไปเป็นเซลล์เมมอรีเพ่ือ
จดจำสิ่งแปลกปลอมท่อี าจเขา้ สู่ร่างกายอกี ในภายหลัง
- เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกัน (suppressor T cell) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลลบ์ ี เซลล์ท่ี
ผชู้ ่วย และเซลลท์ ที ำลายสง่ิ แปลก่ปลอมให้อยู่ในสภาวะสมดลุ
46
2. สาระการเรยี นรู้
กลไกในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เป็นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
ลิมโฟไซต์ชนิดบีและชนิดทซี ่ึงเซลล์เม็ดเลือดขาว ทั้งสองชนิดจะมีตวั รับแอนติเจน ทำให้เซลล์ทั้งสองสามารถ
ตอบสนองแบบจำเพาะต่อแอนตเิ จนนน้ั ๆ ได้
เซลล์บีทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีซึ่งช่วยในการ จับกับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เพื่อทำลายต่อไป
โดยระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์ทีทำหน้าที่หลากหลาย เช่น กระตุ้นการทำงานของเซลล์บีและเซลล์ที ชนิดอ่ืน
ทำลายเซลล์ทต่ี ิดไวรัสและเซลลท์ ผ่ี ิดปกติอืน่ ๆ
3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. นักเรียนสามารถอธบิ ายกลไกการต่อตา้ นหรือทำลายส่ิงแปลกปลอมแบบจำเพาะได้
2. นักเรียนสามารถอธบิ ายการสรา้ งภมู ิคุ้มกันให้กบั รา่ งกายได้
3. นกั เรียนสามารถเขียนผงั ผงั กลไกการตอ่ ต้านหรอื ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้
4. นักเรยี นมคี วามรบั ผดิ ชอบ ใฝ่เรียนรู้
4. กิจกรรมการเรยี นรู้
1. ขัน้ กระต้นุ ความสนใจ (Engage)
1. ครูใหน้ ักเรยี นดวู ดิ ีโอ ระบบภมู ิคุ้มกนั แบบจำเพาะ
ทีม่ า https://www.youtube.com/watch?v=XECS0SS2uyQ&t=29s
2. ครใู ช้คำถามเพอื่ กระตุ้นความสนใจดังน้ี
- ระบบภมู ิคมุ้ กันแบบไมจ่ ำเพาะ มกี ีเ่ ซลล์
(แนวคำตอบ 2 เซลล์ ได้แก่ ทเี ซลล์ และบีเซลล์)
- แอนติบอดี คืออะไร
(แนวคำตอบ สารตรวจจับและทำลายเชอื้ โรคหรอื สิ่งแปลกปลอมตา่ งๆ ทเ่ี ขา้ ส่รู า่ งกาย)