47
2. ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Explore)
1. ครูใหน้ ักเรยี นศกึ ษาเนอ้ื หาขอ้ มูล เรอื่ ง ระบบภูมคิ ุ้มกนั แบบจำเพาะ จาก Power point หนงั สอื
เรียน และอนิ เทอรเ์ น็ต
2. ครูให้นกั เรียนทำใบงาน 2.5 เรอื่ ง ระบบภูมคิ ุ้มกันแบบจำเพาะ
3) ขนั้ อธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
1. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรุปเนื้อหาได้ดังนี้
ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ เป็นกลไกการต่อต้านหรือทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มี
ความจำเพาะต่อแอนติเจนแต่ละชนิด โดยเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์
2 ชนิด คือ 1. เซลล์บี (B cell) จะทำหน้าที่แบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์พลาสมา
(plasma cell) ซง่ึ จะสร้างแอนติบอดีเขา้ ไปทำลายเชอ้ื โรค และบางเซลลจ์ ะเป็นเซลลเ์ มมอรี (memory cell)
เพือ่ จดจำแอนตเิ จนทเี่ คยเข้าสู่ร่างกายซง่ึ หากร่างกายไดร้ บั แอนตเิ จนชนิดเดมิ แอนตบิ อดีที่มีอยู่จะเข้าทำลาย
แอนติเจนทันที
2. เซลลท์ ี (T cell) ทำหน้าท่ีจดจำและระบชุ นดิ ของเชื้อโรค แบ่งออกเป็น
- เซลล์ท่ผี ชู้ ่วย (helper T cell) ทำหน้าท่ีกระตนุ้ เซลล์บใี ห้สรา้ งแอนดบิ อดี ทำลายแอนตเิ จน
ทม่ี คี วามจำเพาะ และกระตนุ้ การทำงานของเซลล์ทที่ ำลายส่ิงแปลกปลอม
- เซลลท์ ที ำลายสิง่ แปลกปลอม (cytotoxic T cell) ทำหน้าท่ีทำลายแอนติเจนทเี่ ข้าสู่ร่างกาย
เช่น เซลลข์ องเชื้อโรค เซลล์ทีต่ ดิ เชื้อ เซลลม์ ะเร็ง นอกจากน้ี เซลลท์ สี่ ว่ นหนึง่ จะเจรญิ ไปเป็นเซลล์เมมอรีเพ่ือ
จดจำส่งิ แปลกปลอมทอี่ าจเขา้ สู่ร่างกายอกี ในภายหลัง
- เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกัน (suppressor T cell) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเซลล์บี เซลล์ท่ี
ผชู้ ่วย และเซลลท์ ที ำลายสง่ิ แปลกป่ ลอมให้อยูใ่ นสภาวะสมดลุ
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ครอู ธบิ ายเพม่ิ เติมเกย่ี วกบั เซรุม่ หรือซีรม่ั ว่า
การฉีดเซรุ่มหรือซีรั่ม ที่สกัดได้จากเลือดสัตว์ เช่น ม้า การฉีดเซรุ่มนี้ทำให้ร่างกายได้รับ
แอนตบิ อดีท่จี ำเพาะต่อแอนติเจนโดยตรง สามารถกำจัดแอนติเจนได้ทนั ที ตัวอยา่ งเซรมุ่ เชน่ เซรมุ่ สำหรับเชื้อ
พิษสุนขั บ้า เซรุม่ สำหรบั พิษงู
2. ครอู ธิบายเร่อื งการให้วคั ซีนของเด็กไทยตัง้ แต่แรกเกิด
ครูสมุ่ ถามนกั เรียน โดยใชค้ ำถาม
- เพราะเหตุใดเม่ือถูกงกู ัดจึงตอ้ งจดจำลักษณะงูที่กัด
(แนวคำตอบ เพราะแอนติบอดีในพษิ งูมีความจำเพาะตอ่ งูแต่ละชนิด หากทราบชนิดงูจะสามารถให้
แอนตบิ อดี เข้าทำงายพษิ งู ชนดิ น้ันได้อยา่ งจำเพาะเจาะจงและทันทว่ งที)
48
- การให้วคั ซนี และการให้เซรุ่มมีผลตอ่ รา่ งกายเหมือนหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวคำตอบ การให้วัคชื่นและการให้เขรุ่มมีผลต่อร่างกายเหมือนกันคือมีการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่
แตกตา่ งกันตรงท่ีระยะเวลาที่สร้างภูมิคมุ้ กัน โดยการใหว้ คั ซนี เปน็ การให้แอนติเจนที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายไป
กระตุ้นให้ร่างกายสรา้ งแอนติบอดี ซ่งึ จะใชเ้ วลาในการสร้างเซลล์ความจำและแอนติบอดีข้ึนมาระยะหน่ึงทั้งนี้
เซลล์ความจำที่สร้างขึ้นนี้จะอยู่ในร่างกายได้ค่อนข้างนานอาจเป็นปีหรือตลอดชีวิต ขณะที่เซรุ่มเป็นการให้
แอนตบิ อดที ่ีสร้างจากสตั ว์หรือมนุษย์โดยตรง เช่น เขรุ่มพษิ งทู ส่ี กัดได้จากเลือดม้านำไปให้กับผู้ที่ถูกงูมีพิษกัด
ซง่ึ สามารถรักษาพษิ งูได้ทนั ที แตแ่ อนติบอดนี ้ีจะอยใู่ นรา่ งกายได้ในระยะเวลาสนั้ ๆ เทา่ น้นั )
- เพราะเหตุใดเราจงึ ตอ้ งไดร้ บั วัคซีนชนิดเดียวกัน ซำ้ ๆเปน็ ระยะ
(แนวคำตอบ เพื่อเป็นการกระตุ้นภมู คิ ้มุ กนั ของรา่ งกายในแต่ละช่วงอายุ โดยการเพม่ิ หรือคงปรมิ าณ
ของแอนตบิ อดีในร่างกายให้คงอยไู่ ด้นานข้นึ )
- นอกจากวคั ซนี เด็กทีต่ ้องได้รับ ในปัจจุบนั มวี คั ซนี ใดท่ีเราตอ้ งไดร้ บั ในสถานการณ์ปัจจุบนั
(แนวคำตอบ นักเรียนสามารถสืบค้นจากแหล่งต่าง ๆ เช่น เว็บไชต์สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่ง
ประเทศไทย)
3. ใหน้ ักเรยี นเขียนแผนผงั กลไกการต่อต้านหรอื ทำลายสง่ิ แปลกปลอมแบบจำเพาะ
5) ขนั้ ประเมินผล (Evaluation)
1. ครนู ำภาพกลไกการตอ่ ต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ มาสุ่มถามนักเรียน
ครูส่มุ ถามนักเรียน โดยใช้คำถามดังน้ี
- ระบบภมู คิ มุ้ กนั แบบจำเพาะคอื อะไร
(แนวคำตอบ เป็นกลไกการต่อต้านหรือทำลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่มีความจำเพาะต่อ
แอนติเจนแต่ละชนดิ โดยเก่ียวข้องกบั เม็ดเลอื ดขาวชนิดลิมโฟไซต์ 2 ชนิด คือ เซลลบ์ ี และเซลล์ที)
- เซลล์บีคืออะไร
(แนวคำตอบ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดพลาสมา ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดี เพื่อทำลาย
เชื้อโรค)
- เซลล์เมมอรีคืออะไร
(แนวคำตอบ เซลล์ความจำ ทำหน้าทีจ่ ดจำแอนติเจน)
- เซลล์ทีผชู้ ่วยทำหน้าที่อยา่ งไร
(แนวคำตอบ กระตุ้นเซลล์บใี หส้ ร้างแอนติบอดีทำลายแอนติเจนอยา่ งจำเพาะ)
- เซลลท์ ีท่ ำหนา้ ทที่ ำลายแอนติเจนทเ่ี ข้าส่รู ่างกายคือเซลลอ์ ะไร
(แนวคำตอบ เซลลท์ ที ำลายสิ่งแปลกปลอม)
49
- เซลลท์ ีกดภูมคิ ุม้ กันทำหน้าท่คี วบคุมเซลลใ์ ดบา้ ง
(แนวคำตอบ เซลล์บี เซลลท์ ีผชู้ ว่ ย เซลล์ทที ำลายสิ่งแปลกปลอมให้อยใู่ นสภาวะสมดุล)
5. ส่ือการสอน / แหล่งเรียนรู้
- หนังสือเรียนรายวชิ าวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4
- สอ่ื นำเสนอ Power Point เรอ่ื ง ระบบภมู คิ ุ้มกันแบบจำเพาะ
- ใบงานท่ี 2.5 เรอื่ ง ระบบภูมิคนุ้ กนั แบบจำเพาะ
- ฐานขอ้ มลู จาก อนิ เทอร์เน็ต
- สมุด
50
6. การวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ ีการประเมิน เกณฑ์ในการประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. น ัก เร ียน สามาร ถอธ ิบาย - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 70
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่ง งาน
แปลกปลอมแบบจำเพาะได้ - แบบประเมินการทำกจิ กรรม
2. นักเรียนสามารถอธิบายการ - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
สรา้ งภมู ิคุ้มกันให้กบั ร่างกายได้ ตอบคำถามในตลอดทง้ั กจิ กรรม
ทกั ษะกระบวนการ (P)
3. นักเรียนสามารถเขียนผังผัง - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่ง งาน
แปลกปลอมแบบจำเพาะได้ - แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
- ตรวจสอบความถูกต้องของ
แ ผ น ผ ั ง ก ล ไ ก ก า ร ต ่ อ ต ้ า น ห รื อ
ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบ
จำเพาะได้
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทง้ั กจิ กรรม
คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ (A)
4. นักเรียนมีความรับผดิ ชอบ ใฝ่ - สังเกตพฤติกรรมการเรยี นในชั้น ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 70
เรียนรู้ เรยี น
- แบบประเมินการทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรียนรู้
51
เกณฑก์ ารประเมินผลงานนักเรยี น
ประเดน็ การ ค่านำ้ หนัก แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน
ดา้ นความรู้ ทำใบงาน เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะได้ถูกต้องครบถ้วน 5 – 7
(K) 3 คำตอบ
ทำใบงาน เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะได้ถูกต้องครบถ้วน 3 – 4
2 คำตอบ
ทำใบงาน เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะได้ถูกต้องครบถ้วน 1 – 2
1 คำตอบ หรอื ไมถ่ ูกต้อง
ด้านทักษะ 3 สรุปเนอ้ื หา เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์
สรุปเนอ้ื หา เร่อื ง ระบบภมู ิคุ้มกนั แบบจำเพาะได้ดีและค่อนขา้ งถูกตอ้ ง
กระบวนการ 2 สรุปเน้ือหา เรื่อง ระบบภูมิคมุ้ กันแบบจำเพาะไดแ้ ต่ไมค่ รบถว้ น
(P) 1 นักเรยี นมคี วามรับผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ดีเยี่ยม
ดา้ น 3 นักเรยี นมีความรบั ผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรคู้ ่อนข้างดี
นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรู้น้อย
คุณลกั ษณะ 2
(A) 1
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถึง ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ดี
คะแนน 1 หมายถงึ พอใช้
52
53
ช่อื -สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขท.ี่ ............... 54
ใบงาน 2.5 ระบบภมู คิ มุ้ กันแบบจำเพาะ
คำชีแ้ จง ให้นกั เรียนตอบคำถามลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ ง
เซลลบ์ ีทำหน้าท่.ี .........................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
เซลล์ทที ำหน้าที.่ ........................................................................................................................................
เซลลท์ ีผู้ช่วยทำหนา้ ท่ี................................................................................................................................
........................................................................................................ ..........................................................
เซลลท์ ีทที่ ำลายสง่ิ แปลกปลอมทำหนา้ ท่.ี ....................................................................................................
..................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .....................................
เซลล์ทกี ดภูมคิ ุ้มกันควบคุมการทำงานของเซลล์ใด
............................................................................................................................. .....................................
ภมู คิ มุ้ กันแบบรบั มา คอื อะไร
....................................................................................................................................... ............................
...................................................................................................... .............................................................
............................................................................................................................. ......................................
ภูมิคมุ้ กนั แบบกอ่ เอง คืออะไร
.............................................................................................................................. .....................................
...................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ......................................
.................................................................................................................................................. .................
ชอ่ื -สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขที.่ ............... 55
ใบงาน 2.5 ระบบภูมคิ มุ้ กนั แบบจำเพาะ (เฉลย)
คำชแี้ จง ให้นกั เรียนตอบคำถามลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ ูกตอ้ ง
เซลล์บีทำหนา้ ท่ี สร้างแอนติบอดี เพ่อื ทำทำลายแอนตเิ จน
เซลล์ทีทำหน้าที่ จดจำและระบุชนิดของเช้ือโรค
เซลลท์ ผี ู้ชว่ ยทำหน้าท่ี กระตุ้นเซลล์บีให้สรา้ งแอนตบิ อดีทำลายแอนติเจนอยา่ งจำเพาะ
เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมทำหน้าท่ี ทำหน้าที่ทำลายแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น เซลล์ของเชื้อโรค
เซลลม์ ะเรง็
เซลล์ทีกดภูมิคุ้มกันควบคุมการทำงานของเซลล์ใด ควบคุมการทำงานของเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย เซลล์ที
ทำลายสิง่ แปลกปลอมใหอ้ ยู่ในสภาวะสมดุล
ภูมิคุ้มกันแบบรับมา คืออะไร เป็นภูมิคุ้มกันที่ร่างกายได้รับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะต่อเชื้อโรคเข้าไป
จะทำงานได้ทันทแี ตอ่ ยใู่ นรา่ งกายไมน่ าน สามารถกำจัดแอนตเิ จนได้ทันที เช่น การฉีดเซร่มุ ท่ีจำเพาะต่อพษิ งู
ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง คืออะไร เป็นการนำวัคซีนหรือแอนติเจนมากระตุ้นให้ร่างกายสร้างภมู ิคุ้มกนั จะอยู่ใน
ร่างกายได้นาน แต่ใช้เวลา 4 - 7 วันกว่าร่างกายจะตอบสนองต่อภูมิคุ้มกัน เช่น วัคซีนโควิด-19
วคั ซนี บาดทะยัก
56
57
58
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7
รายวิชา วทิ ยาศาสตรช์ ีวภาพ รหสั วชิ า ว31101 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนกมุ ภวาปี ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565
หนว่ ยการเรียนรูท้ ี่ 2 การรกั ษาดุลภาพของร่างกายมนุษย์ เวลา 10 ชวั่ โมง
เรอ่ื ง ความผิดปกตขิ องระบบภมู คิ ้มุ กนั เวลา 2 ชว่ั โมง
ผูส้ อน นายพาณุวฒั น์ พัสรางกูล วนั ที่สอน วนั ท่ี เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565
มาตรฐานการเรียนรู้ /ตัวชว้ี ัด
สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสิง่ มีชีวิต หน่วยพืน้ ฐานของสง่ิ มีชวี ิต การลำเลียงสารเข้าและออก
จากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ว 1.2 ม.4/6 สืบค้นข้อมูล อธิบายและยกตัวอยา่ งโรค หรืออาการที่เกิดจากความผิดปกตขิ องระบบ
ภมู คิ มุ้ กนั
ว 1.2 ม.4/7 อธิบายภาวะภูมคิ ุม้ กนั บกพร่องทม่ี ีสาเหตมุ าจากการติดเชอ้ื HIV
1. สาระสำคญั
ระบบภูมิคุ้มกันมีความสำคัญอย่างมากต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ช่วยต่อต้านหรือทำลายส่ิง
แปลกปลอมต่างๆ ที่จะเข้าสู่ร่างกาย แต่บางครั้งร่างกายอาจเกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ดังน้ัน
จึงควรเรียนรู้ถึงสาเหตุ การป้องกัน รวมทั้งวิธีการปฏิบัติตนให้ปลอดภัย หรือสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับ
ความผิดปกตินัน้ ได้
ความผิดปกติหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุม้ กันมีหลายโรค แต่ละโรคมีสาเหตุ
หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดแตกต่างกัน โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคภูมิแพ้ (allergy)
โรคลูปัส (Lupus) หรือโรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus; SLE ) และโรคเอดส์ (Acquired
Immunodeficiency Syndrome; AIDS) เป็นต้น
2. สาระการเรียนรู้
บางกรณีร่างกายอาจเกิดความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อแอนติเจน
บางชนิดอย่างรนุ แรงมากเกินไป หรือร่างกายมีปฏิกริ ิยาตอบสนองตอ่ แอนตเิ จนของตนเอง อาจทำให้ร่างกาย
เกดิ อาการผดิ ปกติได้
59
บุคคลท่ไี ดร้ บั เลอื ดหรือสารคดั หล่ังท่มี เี ช้อื HIV ซง่ึ สามารถทำลายเซลล์ทีทำใหภ้ ูมิคมุ้ กันบกพรอ่ ง และ
ติดเชื้อตา่ งๆ ได้ง่ายข้ึน
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นักเรยี นสามารถอธิบายความผิดปกติของระบบภมู ิคมุ้ กนั ได้
2. นักเรยี นสามารถบอกสาเหตุ วธิ ีการป้องกนั และลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคความผิดปกตขิ อง
ระบบภมู ิคุม้ กันได้
3. นกั เรยี นสามารถสืบค้นและนำเสนอขอ้ มลู เกย่ี วกบั โรคความผิดปกตขิ องระบบภมู ิค้มุ กันได้
4. นกั เรยี นมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรู้
4. กจิ กรรมการเรยี นรู้
1. ข้นั กระตุ้นความสนใจ (Engage)
ครูใชค้ ำถามเพ่ือกระตุ้นความสนใจดงั นี้
- ร่างกายมรี ะบบภมู ิคุ้มกนั ตา่ งๆ แตท่ ำไมยังพบผู้ป่วยเปน็ โรคบางโรคทไ่ี มส่ ามารถรักษาใหผ้ ู้ป่วย
หายขาดได้ เชน่ โรคเอดส์
(เน่อื งจากบางคนมรี ะบบภูมิคุ้มกันท่ีบกพรอ่ ง ทำให้ระบบภมู คิ ้มุ กนั ทำงานได้อย่างไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพ
และไม่สามารถต่อต้านหรอื ทำลายเชอ้ื โรคบางชนดิ ได้ จึงทำให้ผปู้ ว่ ยที่เป็นโรคทไ่ี มส่ ามารถรักษาให้หายขาดได้)
2. ขัน้ สำรวจและค้นหา (Explore)
1. ครใู ห้นักเรียนศกึ ษาเนอ้ื หาขอ้ มูล เรอ่ื ง ความผิดปกตขิ องระบบภูมคิ ุ้มกนั จาก Power point
หนังสอื เรียน
2. ครูใหน้ ักเรยี นทำใบงาน 2.6 เร่อื ง ความผดิ ปกตขิ องระบบภมู ิคุ้มกัน
3) ขั้นอธบิ ายและลงขอ้ สรปุ (Explanation)
ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรุปเน้ือหาได้ดังนี้
1. โรคภูมิแพ้ (allergy) เป็นโรคไม่ติดต่อ จึงไม่สามารถแพร่กระจายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคน
หนึ่งได้ แต่เกิดจากความผิดปกติของระบบเพราะไม่ได้เกิดจากเชือ้ จุลินทรีย์หรือไวรัสภูมิคุม้ กันของร่างกายท่ี
ตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมที่อยู่รอบตัว ทั้งละอองเกสรดอกไม้ขนสัตว์ หรืออาหารบางชนิด เช่น ถั่วลิสง
ชอ็ กโกแลต อาหารทะเล ฝุน่ ละออง สงิ่ แปลกปลอมเหลา่ นี้ เรยี กวา่ สารกอ่ ภูมิแพ้ (allergen)
2. โรคลูปัส หรือเอสแอลอี (Syacmic Lupus Erythemanosus ; SLE) เป็นโรคในกลุ่ม
ภูมิคุ้มกันต่อต้าน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะต่อต้านและทำลายเซลล์หรือเน้ือเยื่อในระบบต่างๆ ของ
รา่ งกาย โรคลปู สั มสี าเหตุจากความผดิ ปกตหิ ลายประการ เช่น พนั ธุกรรมท่มี ียนี ผิดปกติ การรบั ยาหรือสารเคมี
ที่กระตนุ้ ให้เกดิ ความผดิ ปกตขิ องเอนไซม์ ซ่งึ จะมีช่วงอาการกำเรบิ สลบั กบั ชว่ งท่ีโรคสงบ
60
3. โรคภมู คิ ุ้มกนั บกพร่อง หรือโรคเอดส์ (acquired immune deficiency syndrome หรือ
AIDS) เป็นกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรสั HIV (human immunedeficiency virus) ซึ่งไวรัส
ชนิดนสี้ ามารถทำลายเซลลเ์ มด็ เลอื ดขาวชนิดเซลล์ที จึงทำให้การทำงานของระบบภมู คิ มุ้ กนั ลดลง
เมื่อเชื้อไวรัส HIV เข้าสู่ร่างกายจะเข้าจับกับเซลล์เม็ดเลือดขาว และส่งสารพันธุกรรมของ
ไวรัสเข้าสู่เซลล์ จากนั้นจะรวมตัวกับสารพันธุกรรมของเซลล์ เมื่อเซลล์มีการจำลองสารพันธุกรรมกจ็ ะมีการ
จำลองสารพันธุกรรมของไวรัสด้วย และเมื่อเซลล์มีการถอดรหัสพันธุกรรมเพื่อสังเคราะห์โปรตีน ก็จะมีการ
สังเคราะห์ โปรตีนที่เปน็ องคป์ ระกอบของไวรัสด้วยเช่นกัน จากนั้นไวรสั จะแยกตัวออกจากเซลล์ โดยใช้ส่วน
ของเยอ่ื ห้มุ เซลลแ์ ละโปรตีนต่างๆ ท่สี ังเคราะหข์ น้ึ มาสร้างเปลอื กหุ้มสารพนั ธุกรรม เม่ือเซลล์แตกจะกลายเป็น
ไวรัสจำนวนมากท่ีสามารถบุกรุกเข้าสู่เซลล์เป้าหมาย ซึ่งเป็นเซลล์ที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์ที
เซลล์แมคโครฟาจ
4) ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
1. ให้นักเรียนแบง่ ออกเปน็ กลุ่ม กลุ่มละ 5 – 6 คน โดยใช้นักเรียนสืบคน้ ข้อมูลเก่ยี วกบั กลไก อาการ
การป้องกันหรือการรักษาภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ HIV ทำเป็นแผนผังลงใน
กระดาษ A4 และนำเสนอหน้าชัน้ เรยี น
5) ขั้นประเมนิ ผล (Evaluation)
1. ครูนำภาพกลไกของโรคเอดส์ มาสุ่มถามนกั เรียน 4 – 5 คน
2. ครสู ุ่มถามนักเรียน โดยใชค้ ำถามดังนี้
- โรคภูมิแพ้มสี าเหตุมาจากอะไร
(แนวคำตอบ ร่างกายได้สารก่อให้เกิดภูมิแพ้ (allergen) เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่น ขนสัตว์ อาหารบาง
ชนิด เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์จะสร้างแอนติบอดีซึ่งไม่เหมือนกับชนิดที่เกิดขึ้นในการตอบสนองต่อ
ระบบภูมิคมุ้ กันทัว่ ไป ตอ่ มาแอนติบอดีทส่ี ร้างจากลิมโฟไซต์กระตนุ้ ให้รา่ งกายหลง่ั สารฮิสตามีน ทำให้ร่างกาย
เกดิ อาการแพ้ เช่น อาการไอ จาม คัดจมกู นำ้ ตาไหล)
- เซลลแ์ มสต์มลี ักษณะอยา่ งไร และผลิตสารอะไร
(แนวคำตอบ รูปร่างกลมหรือรี ผลติ สารเฮพารินและฮสิ ตามีน)
- การป้องกนั ไม่ใหเ้ กดิ โรคภมู แิ พ้มีอะไรบ้าง
(แนวคำตอบ หลีกเล่ียงสารก่อภมู ิแพ้ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รบั ประทานอาหารท่ีมปี ระโยชน์)
- โรคลูปัสเกิดจากอะไร
(แนวคำตอบ เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อต้านและทำลายเซลล์เนื้อเยื่อในระบบต่างๆ
ของรา่ งกาย)
61
- โรคลูปัสมลี ักษณะอาการอยา่ งไร
(แนวคำตอบ มีผนื่ แดงที่บริเวณใบหนา้ มแี ผลในปาก ขอ้ อกั เสบ มไี ข้ และปวดบริเวณขอ้ )
- โรคลปู ัสส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะใด
(แนวคำตอบ หวั ใจและไต)
- โรคลูปัสมีวิธกี ารรักษาอย่างไร
(แนวคำตอบ รักษาตามความรุนแรงของโรคปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยง
การออกแดด)
- โรคเอดส์เกิดจากอะไร
(แนวคำตอบ ภูมิคุม้ กนั บกพรอ่ งจากการติดเชอื้ HIV)
- โรคเอดส์เสยี่ งให้เกิดโรคใดอีกบา้ ง
(แนวคำตอบ โรคอัณโรค ปอดบวม เยือ่ ห้มุ สมองอักเสบ)
- โรคเอส์ตดิ เชือ้ ได้ทางไหนบา้ ง
(แนวคำตอบ ได้รบั เลือดหรือสารคดั หลั่ง การตดิ เชือ้ จากแม่สูล่ ูกในขณะให้นำ้ นมหรือคลอด การมีเพศ
สมั พนั ธ์ุ การใชเ้ ขม็ ฉีดยาร่วมกนั )
5. สื่อการสอน / แหล่งเรยี นรู้
- หนังสือเรยี นรายวิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4
- ส่อื นำเสนอ Power Point เร่อื ง ความผิดปกตขิ องระบบภูมคิ ุ้มกนั
- ใบงาน 2.6 เรื่อง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกนั
- ฐานขอ้ มลู จากอินเทอร์เน็ต
- กระดาษ A4
- สมุด
62
6. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี ารประเมนิ เกณฑ์ในการประเมินผล
ดา้ นความรู้ (K)
1. นักเรียนสามารถอธิบายความ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 70
ผิดปกติของระบบภมู ิคุ้มกันได้ งาน
- แบบประเมินการทำกจิ กรรม
- การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ตอบคำถามในตลอดทง้ั กิจกรรม
ทักษะกระบวนการ (P)
2. นกั เรยี นสามารถบอกสาเหตุ - ตรวจสอบความถูกต้องของใบ ผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ร้อยละ 70
วธิ ีการปอ้ งกนั และลดความเส่ยี ง งาน
จากการเกิดโรคความผดิ ปกติของ - แบบประเมินการทำกิจกรรม
ระบบภูมิคุ้มกันได้ - ตรวจสอบความถูกต้องของ
3. นกั เรยี นสามารถสืบคน้ และ แผนผงั เร่อื งการติดเชือ้ HIV
นำเสนอขอ้ มูลเกีย่ วกับโรคความ - การมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและ
ผิดปกติของระบบภมู ิคมุ้ กันได้ ตอบคำถามในตลอดทง้ั กจิ กรรม
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A)
4. นักเรียนมีความรับผิดชอบ ใฝ่ - สังเกตพฤติกรรมการเรยี นในชั้น ผา่ นเกณฑ์การประเมินร้อยละ 70
เรยี นรู้ ทำงานกลุ่มได้ดี เรียน
- แบบประเมนิ การทำกิจกรรม
- สังเกตพฤติกรรมนักเรียน
มีความรับผิดชอบ มีความใฝ่
เรยี นรู้ ทำงานกลมุ่ ได้ดี
63
เกณฑ์การประเมินผลงานนักเรยี น
ประเด็นการ ค่าน้ำหนกั แนวทางการใหค้ ะแนน
ประเมนิ คะแนน
ดา้ นความรู้ ทำใบงาน เร่อื ง ความผดิ ปกตขิ องระบบภูมิคุม้ กันได้ถกู ต้องครบถ้วน 7 – 9
(K) 3 คำตอบ
ทำใบงาน เรอ่ื ง ความผดิ ปกติของระบบภูมคิ ุ้มกันได้ถกู ต้องครบถ้วน 4 – 6
ดา้ นทกั ษะ 2 คำตอบ
กระบวนการ ทำใบงาน เรอ่ื ง ความผดิ ปกติของระบบภมู คิ ุ้มกันไดถ้ ูกตอ้ งครบถ้วน 1 – 3
1 คำตอบ หรอื ไมถ่ กู ตอ้ ง
(P)
ด้าน 3 สรุปเนื้อหา เรื่อง ความผดิ ปกติของระบบของภมู คิ มุ้ กันได้อยา่ งสมบูรณ์
คณุ ลักษณะ 2 สรปุ เน้อื หา เร่อื ง ความผดิ ปกตขิ องระบบภูมิคมุ้ กันไดด้ แี ละค่อนขา้ งถูกต้อง
(A) 1 สรุปเน้ือหา เร่อื ง ความผดิ ปกตขิ องระบบของภูมคิ ้มุ กนั ได้แต่ไมค่ รบถ้วน
3 นกั เรยี นมีความรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ ทำงานกล่มุ ไดด้ ีเยี่ยม
2
1 นักเรยี นมคี วามรบั ผิดชอบ ใฝเ่ รียนรู้ ทำงานกล่มุ ไดค้ ่อนข้างดี
นกั เรียนมคี วามรับผดิ ชอบ ใฝเ่ รยี นรู้ ทำงานกลมุ่ ไดน้ อ้ ย
ระดบั คะแนน
คะแนน 3 หมายถึง ดีมาก
คะแนน 2 หมายถึง ดี
คะแนน 1 หมายถึง พอใช้
64
65
66
ชือ่ -สกุล...........................................................................................ชั้น........................เลขท.ี่ ...............
ใบงาน 2.6 เร่ือง ความผดิ ปกติของระบบภูมคิ ุ้มกัน
คำชี้แจง ให้นักเรยี นตอบคำถามลงในชอ่ งวา่ งให้ถูกตอ้ ง
1. โรคภูมิแพม้ สี าเหตุมาจากอะไร ยกตวั อย่างประกอบ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
2. สารก่อภูมแิ พเ้ มอ่ื เข้าสู่รา่ งกายแลว้ มกี ระบวนการทำให้เกิดโรคภูมิแพอ้ ย่างไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
3. เซลล์แมสตม์ ีลักษณะเซลลอ์ ย่างไร และทำหน้าทอี่ ะไรบา้ ง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
4. การปอ้ งกันและหลกี เลย่ี งการเกิดโรคภูมิแพ้มวี ธิ กี ารอยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
5. โรคลปู ัส หรอื โรคเอสแอลอีเกิดจากอะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
6. โรคลปู ัส หรอื โรคเอสแอลอมี ีอาการอย่างไร
..............................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
7. โรคเอสเ์ กดิ จากอะไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
67
8. เชอื้ HIV สามารถติดตอ่ ได้ทางไหนบ้าง
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
9. การรกั ษา HIV มีวธิ ีการรกั ษาอยา่ งไร
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
68
ชือ่ -สกลุ ...........................................................................................ช้ัน........................เลขท.ี่ ...............
ใบงาน 2.6 เร่ือง ความผิดปกตขิ องระบบภูมิคมุ้ กัน (เฉลย)
คำช้ีแจง ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามลงในชอ่ งว่างให้ถูกตอ้ ง
1. โรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากอะไร ยกตัวอย่างประกอบ
(ร่างกายไดส้ ารก่อให้เกดิ ภูมแิ พ้ (allergen) เช่น เกสรดอกไม้ ฝ่นุ ขนสัตว์ อาหารบางชนิด)
2. สารก่อภมู แิ พเ้ มอ่ื เข้าสู่ร่างกายแลว้ มีกระบวนการทำให้เกิดโรคภมู แิ พ้อย่างไร
(เซลลเ์ มด็ เลือดขาวชนิดลิมโฟไซตจ์ ะสร้างแอนตบิ อดซี ่งึ ไม่เหมอื นกบั ชนิดทเี่ กิดขน้ึ ในการตอบสนองต่อ
ระบบภูมิค้มุ กนั ท่ัวไป ตอ่ มาแอนติบอดีท่ีสร้างจากลิมโฟไซต์กระตนุ้ ใหร้ ่างกายหลงั่ สารฮิสตามีน ทำให้ร่างกาย
เกิดอาการแพ้ เช่น อาการไอ จาม คดั จมกู น้ำตาไหล)
3. เซลลแ์ มสตม์ ีลักษณะเซลลอ์ ย่างไร และทำหนา้ ท่อี ะไรบ้าง
(รูปร่างกลมหรือรี ผลิตสารเฮพารินที่รักษาอาการเลือดลิ่มในหลอดเลือด และฮิสตามีนเป็นสารท่ี
ก่อให้เกดิ ภมู ิแพ้)
4. การป้องกันและหลีกเลยี่ งการเกดิ โรคภูมิแพ้มีวธิ กี ารอยา่ งไร
(หลกี เลยี่ งสารกอ่ ภมู แิ พ้ รักษาสุขภาพใหแ้ ขง็ แรง รับประทานอาหารทม่ี ีประโยชน์)
5. โรคลปู ัส หรือโรคเอสแอลอีเกิดจากอะไร
(เกิดจากระบบภมู ิคุ้มกันของรา่ งกายต่อตา้ นและทำลายเซลลเ์ นอื้ เย่ือในระบบตา่ งๆ ของรา่ งกาย)
6. โรคลปู ัส หรอื โรคเอสแอลอมี อี าการอย่างไร
(มีผน่ื แดงทบ่ี รเิ วณใบหนา้ มแี ผลในปาก ข้ออกั เสบ มีไข้ และปวดบรเิ วณข้อ)
7. โรคเอสเ์ กดิ จากอะไร
(ภมู ิคมุ้ กนั บกพร่องจากการติดเชื้อ HIV)
69
8. เชือ้ HIV สามารถติดตอ่ ไดท้ างไหนบ้าง
(ได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่ง การติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในขณะให้น้ำนมหรือคลอด การมีเพศสัมพันธ์ุ
การใชเ้ ขม็ ฉดี ยาร่วมกัน)
9. การรักษา HIV มีวธิ ีการรกั ษาอย่างไร
(ยังไมม่ วี ัคซนี ในการรักษา รับประทานยาต้านเชือ้ รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง ปฏิบัติตามคำส่ัง
แพทย์อย่างเครง่ ครัด)
70
71