The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by guy141055, 2022-12-13 02:00:00

ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

โครงการเสนอบัณทติ นิพนธ์

หวั ขอ้ เรื่อง ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)
เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา
ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4
The Effects of Cooperative Learning to Promote Students’
Achievement in the social Course for Mathayomsuksa 4
Students.

อาจารย์นิเทศก์ ผศ.ดร.เพียรพิทย์ โรจนปุณยา
อาจารยท์ ี่ปรึกษา รศ.ดร.วิทยา วสิ ูตรเรืองเดช

เสนอโดย นายพสธร หลาวทอง
รหัสประจำตวั 6321126038
หลกั สูตร ครุศาสตรบัณทิต
สาขาวชิ า สงั คมศึกษา
ปกี ารศึกษา 2565

โครงการเสนอบัณทติ นิพนธ์

หวั ขอ้ เรื่อง ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)
เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา
ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 4
The Effects of Cooperative Learning to Promote Students’
Achievement in the social Course for Mathayomsuksa 4
Students.

อาจารย์นิเทศก์ ผศ.ดร.เพียรพิทย์ โรจนปุณยา
อาจารยท์ ี่ปรึกษา รศ.ดร.วิทยา วสิ ูตรเรืองเดช

เสนอโดย นายพสธร หลาวทอง
รหัสประจำตวั 6321126038
หลกั สูตร ครุศาสตรบัณทิต
สาขาวชิ า สงั คมศึกษา
ปกี ารศึกษา 2565



สารบัญ

หน้า
สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ตาราง ………………………………………………………………………………………………..……………. ค
สารบญั ภาพ ………………………………………………………………………………………………………………… ง
บทท่ี

1 บทนำ ……………………………………………………………………………………………………………….. 1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ………………………………………………………. 1
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั …………………………………………..………………………………. 3
สมมติฐานของการวจิ ัย ………………………………………………………………………………. 3
ขอบเขตของการวจิ ัย …………………………………………………………………………………. 3
ประโยชนท์ ี่ได้รบั จากการวจิ ัย …………………………………………...……………………….. 4
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ ……………………………………………………………………………………… 5
กรอบแนวคิดในการวิจยั ……………………………………………………………………….…… 6

2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กีย่ วข้อง ………………………………………..………………………………….. 7
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระสงั คมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม ………………………………………………………………………………. 8
วสิ ยั ทศั น์ ……………………………………………………………………………………………. 9
หลักการ ……………………………………………………………………………………………. 9
จุดหมาย …………………………………………………………………………………………… 9
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน …………………………………………………………………. 10
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ ………………………………………………………………….. 11
กลุม่ สาระการเรียนรู้ ………………………………………………………………………….. 11
สาระการเรียนรู้กลุ่มสาระสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ………………… 12
มาตรฐานการเรยี นรสู้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ………………………… 12
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ เร่ือง โครงสร้างทางสังคมและการเปลยี่ นแปลง
ทางสังคม …………………………………………………………………………………………. 12



สารบัญ (ตอ่ )

บทท่ี หน้า
2 (ตอ่ )
การจัดการเรยี นรู้ …………………………………………………………………………………….… 13
ความหมายของการจัดการเรียนรู้ ………………………………………………………….. 13
องคป์ ระกอบของการจดั การเรยี นรู้ …………………………………………………….…. 15
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ …………………………………………...………………….……. 18
ทฤษฎี หลกั การ และแนวคิดของการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมอื ……….….……. 18
ความหมายของการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ………………………………….…….. 21
ลกั ษณะของการจดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมือ ……………………………………….……. 23
ข้ันตอนของการจัดการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ ………………………………………….….. 29
ประโยชนข์ องการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือ ……………………………………….…. 31
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น …………………………………………………………………………….. 34
ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น ………………………………………………… 34
องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ……………………………….. 35
ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ………………………….. 37
ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ……………………………….. 38
ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น …………………………. 43
งานวิจยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง ……………………………………………………………………………………. 46
งานวิจยั ในประเทศ ……………………………………………………………………………… 46
งานวจิ ยั ต่างประเทศ ……………………………………………………………………………. 48
3 วิธีการดำเนินการวจิ ัย ………………………………………..………………………………………………... 51
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง …………………………………………………………………………. 52
แบบแผนการวจิ ัย ………………………………………………………………………………………. 52
เครื่องมอื ที่ใช้ในการวิจัย ……………………………………………….……………………………. 52
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ……………………………………………………………………….………. 58
การวิเคราะห์ข้อมลู ……………………………………………………………………………………. 59
บรรณานกุ รม ……………………………………………………………………………………………………..…. 60



สารบัญตาราง

ตารางท่ี หน้า

2.1 แสดงการเปรียบเทยี บลักษณะการเรยี นแบบเดมิ กบั การเรยี นแบบรว่ มมือ ………………. 28

3.1 แบบแผนการวจิ ัยแบบ One Group Pretest-Posttest Design …………………..………. 52



สารบัญภาพ

ภาพที่ หนา้
1.1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั …………………………………………………..………………………………. 6
3.1 กรอบแสดงขนั้ ตอนดำเนินการวจิ ยั ………………………………………..…………………..………. 51
3.2 ขน้ั ตอนการสรา้ งแผนการจัดการเรียนรู้ ………………………………….…………………..………. 52

1

บทที่ 1
บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา

พระราชบัญญัติการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ปัจจุบัน (พ.ศ. 2545) พร้อมกฎกระทรวงท่ีเกี่ยวข้อง
และพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรถ 1 ได้ระบุว่า "การศึกษา"
หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมจึงกำหนด
แนวทางการศึกษา ในหมวด 4 มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคน
มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการ
ศึกษา ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติตามศักยภาพและมาตรา 24 การจัด
กระบวนการเรียนรู้ต้อง สอดคล้องกบั ความสนใจและความถนัดของผู้เรยี นโดยคำนึงถึงความแตกต่าง
ระหว่างบุคคล โดยมีการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ สามารถเผชิญสถานการณ์และ
ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ปัญหา โดยการฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็นเกิดการ
เรียนรูอ้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง (กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2546 : 2-11)

ความเจรญิ ก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่าง ๆ ของโลกยคุ โลกาภวิ ัตน์มผี ลต่อการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมและเศรษฐกิจของทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุง
หลักสูตรการศึกษาของชาติ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย
ให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพพร้อมท่ีจะแข่งขันและร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ในเวทีโลก
ด้วยวิสัยทัศน์ของรัฐที่เชื่อมั่นในนโยบายการศึกษาในการสร้างคน สร้างงานเพื่อช่วยกอบกู้วิกฤติ
เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นการสร้างชาติให้มั่นคงอย่างยั่งยืนเชื่อมั่นในนโยบายการศึกษา
ในการสร้างชาติ การจัดการศึกษามุ่งเน้นความสำคัญทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม
กระบวนการเรียนรู้ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อพัฒนาคนให้มีความสมดุล โดยยึดหลักผู้เรียน
สำคัญที่สุด ทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเอง
ตามธรรมชาตแิ ละเตม็ ศักยภาพ ให้ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพนั ธ์ของตนเอง
กับสังคม สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้มุ่งเน้นทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ
สถานการณ์ และการประยุกต์ความร้มู าใชป้ อ้ งกนั และแก้ปัญหาการจดั กจิ กรรมให้ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้จาก
ประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานท่ี
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2544 : 1-3)

2

สภาพปัญหาในการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนปญั ญาวรคุณ กลุ่มสาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะนักเรียน
ส่วนมากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม ต่ำกว่า
เกณฑ์ ดังรายงานผลการทดสอบทางการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational
Test: O-NET) ของโรงเรียนปัญญาวรคุณ ในวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนระดับชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6
ในปีการศกึ ษา 2564 มคี า่ เฉลี่ยรอ้ ยละ 37.32 ซงึ่ ยัง ถอื ว่าต่ำกวา่ ร้อยละ 50.00 อีกทง้ั ในการประเมิน
คุณภาพภายนอกจากสำนกั งานรบั รองมาตรฐานและประเมนิ คุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในมาตรฐาน
ที่ 1 มาตรฐานที่ ว่าด้วยผลการจัดการศึกษา ตัวบ่งชี้ที่ 5 ด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียน
พบว่าอยู่ในระดับพอใช้ (กลุ่มบริหารงานวิชาการ โรงเรียนปัญญาวรคุณ, 2564) ซึ่งเมื่อวิเคราะห์
รายละเอียดของปญั หาน้ี พบว่านักเรยี นมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ทักษะการทำงานร่วมกับ
ผูอ้ ื่น และทกั ษะการแกป้ ัญหายังอย่ใู นเกณฑ์พอใช้ ทงั้ น้ีอาจเกดิ จากข้อบกพร่องของการจัดการเรียนรู้
หรอื อาจเกิดจากข้อบกพร่องในตวั นักเรยี นเองทยี่ ังขาดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อืน่ และไม่สามารถ
นำความรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีอยู่มาใช้แก้ปัญหาใน
ชีวิตประจำวันหรือเรียกได้ว่า ขาดทักษะในการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งปัญหาดังกล่าวควรได้รับการ
ปรับปรุงแก้ไขให้นักเรียนได้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะในการทำงานร่วมกันของนักเรียนให้
สูงขน้ึ กว่าเดิม เพื่อนำไปใชใ้ นการแก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวนั

จากการศึกษาในการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมอื (Cooperative learning) ซึ่งเป็นการร่วมมอื
กันเรียน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นช่วยเหลือพึ่งพากันในกลุ่มสมาชิก โดยนำมาจัดการเรียนรู้กล่มุ
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเนื่องจากวิธีสอนอย่างเดี่ยวกันแต่สามารถจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้
มีความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น มีผลดีกับนักเรียนและสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตในสังคม กล่าวคือ
1) นักเรียนที่เข้าใจการสอนของครูจะสามารถอธิบายให้เพื่อนฟังได้เข้าใจมากขึ้น 2) นักเรียนจะ
พยายามช่วยเหลือกัน เพราะครูคิดคะแนนพัฒนาเฉลีย่ ของนักเรียนทั้งกลุ่มด้วย และ 3) นักเรียนได้มี
โอกาสฝึกทักษะสังคมรู้จักการทำงานกลุ่มและร่วมมือทำงานกันอย่างจริงจัง ( Johnson and
Johnson, 1987 : 115)

การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) คือการจัดการเรียนการสอนโดยให้
ผู้เรียนทำการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบผลสำเร็จหรือบรรลุ
เป้าหมายร่วมกันสมาชิกทุกคนต้องระลึกเสมอว่าเขาเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มความสำเร็จหรือความ
ล้มเหลวของกลุ่มเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของทุกคนในกลุ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสมาชิก
ทุกคนต้องพูดอธิบายแนวคิดและช่วยเหลือกัน ให้เกิดการเรียนรู้ในการแก้ปัญหา ครูไม่ใช่เป็นแหล่ง
ความร้ทู ี่คอยป้อนแก่นักเรยี นแตจ่ ะมีบทบาทเปน็ ผู้คอยใหค้ วามช่วยเหลือจัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมูล

3

ในการเรียนรู้ของนักเรียนตัวนักเรียนเองจะเป็นแหล่งความรู้ซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้
(Artzt and Newman, 1990 : 448-449)

ลักษณะของการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการทำงาน
ร่วมกันสูงคือการการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งเป็นที่แพร่หลายในประเทศต่าง ๆ เช่น
สหรฐั อเมริกา องั กฤษ ออสเตรเลยี นอร์เวย์ อสิ ราเอล ดังที่สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา
(2543 : 77) ที่ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือจะช่วยพัฒนานักเรียนทั้งทางผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนและความร่วมมือในการทำงานกลุ่มนักเรียนที่เรียนดีจะได้รับการปลูกฝังในการดูแล
สมาชิกในกลุ่ม ส่วนนักเรียนที่เรียนอ่อน จะได้รับการดูแลจากสมาชิกในกลุ่มจนเกิดความเชื่อมั่นใน
ตนเองมากขึ้นไม่รู้สึกโคดเดี่ยวถูกทอดทิ้งซึ่งเป็นลักษณะที่สอดคล้องกับสภาพที่เหมาะสมในการอยู่
ร่วมกันในสังคม นอกจากนี้ยังมีได้มีงานวิจัยที่ศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังเช่น ผลงานวิจัยของ อัษฎายุธ พุทโธ (2559, น.106) พบว่า
นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นและสอดคล้องกับงานวิจัยของ ณรงค์ โคตรศรี (2557) และ
จุฬาลกั ษณ์ การอรุณ (2562)

จากแนวความคิดดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นจัดการ
เรียนรู้ที่สามารถทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นได้ ด้วยเหตุผลนี้จึงเป็นประเด็นท่ี
น่าศึกษาว่าการจัดการเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปัญญาวรคุณว่าจะได้ผล
อย่างไร ผู้วิจยั จึงได้ศกึ ษาและคาดหวังว่าจะสามารถพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นต่อไป

วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั

เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 4 กอ่ นและหลงั ใช้การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื

สมมติฐานของการวิจยั

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนวิชาสังคมศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
มีผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

ขอบเขตของการวจิ ัย

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566
โรงเรียนปัญญาวรคุณ จำนวน 9 หอ้ ง รวมทงั้ สิ้น 315 คน

4

กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2566 โรงเรียนปัญญาวรคณุ ห้อง ม.4/3 จำนวน 35 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุม่ (Cluster
sampling)

ตวั แปรทศ่ี ึกษา
ตวั แปรอสิ ระ ไดแ้ ก่ การจดั การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)
ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
เน้ือหา
การวจิ ยั เรอื่ ง ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative learning) เพื่อส่งเสริม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนื้อหาท่ี
ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหาในรายวิชาสังคมศึกษา ที่กำหนดจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วงชั้นที่ 4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม
และการดำเนินชีวิตในสังคม มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี
มีค่านิยมที่ดีงามและ ธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และ
สังคมโลกอย่างสันติสุข ตามหนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนิน
ชีวิตในสังคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เนื้อหาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ เป็นหน่วยการเรียนรู้ที่ 2
เรื่อง โครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยมีเนอ้ื หาด้วยกนั 4 เรอ่ื ง ดังน้ี
เรื่องที่ 1 โครงสร้างทางสังคม
เรอื่ งที่ 2 การขดั เกลาทางสงั คม
เร่อื งท่ี 3 การเปลยี่ นแปลงทางสงั คม
เรอื่ งท่ี 4 การแก้ปัญหาและแนวทางการพัฒนาสงั คม
ระยะเวลาในการวจิ ัย
การวิจัยเรอื่ ง ผลการใช้การจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative learning) เพื่อส่งเสริม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้กำหนด
ขอบเขตด้านเวลาคือ ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยผู้ดำเนินการวิจัยใช้
ระยะเวลาต้ังแตเ่ ดอื น พฤศจกิ ายน 2566 – กมุ ภาพันธ์ 2567 (รวมเวลา 4 เดอื น)

ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการวจิ ยั

1. ทำให้ทราบถึงการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
รายวชิ าสังคมศึกษา ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 4

5

2. ทำให้ทราบถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมือ ในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 4

3. โรงเรียนปัญญาวรคุณ ได้ข้อมูลเพื่อพัฒนาด้านกระบวนการเรียน การสอนตาม
กระบวนการสอนแบบร่วมมือ และการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม
ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หรอื กลุ่มสาระอ่ืนที่มีความสนใจต่อไป

นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

เพ่ือให้เกิดความเข้าใจท่ตี รงกัน ผ้วู จิ ยั จงึ ไดก้ ำหนดนยิ ามศัพทท์ ใ่ี ช้เฉพาะในการวจิ ัยไว้ ดังน้ี
การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การออกแบบ กระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดผลสมั ฤทธ์ิตามที่
คาดหวัง โดยนำเอาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ วิธีสอน กิจกรรม เทคนิคการสอนและ
สอ่ื เทคโนโลยีตา่ ง ๆ มาเปน็ ส่วนประกอบ เพ่อื ให้เกดิ กระบวนการท่ี เหมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพ
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
(Child Center) โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ สมาชิกในกลุ่มมีความแตกต่างกันทั้งอายุ เพศ และ
ความรู้ ความสามารถ แต่มเี ป้าหมายในการเรียนรว่ มกนั สมาชกิ ในกลุม่ มีบทบาทที่ชัดเจนในการเรียน
หรือการทำกิจกรรมอย่างเท่าเทียมกัน และได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ภายในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน
และกันอย่างแท้จรงิ ไดพ้ ัฒนาทกั ษะความ ร่วมมือในการทำงานกลมุ่
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสำเร็จ ความสามารถจากการเรียนรู้ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในรายวิชาสังคมศึกษา ซึ่งวัดได้จากคะแนนในแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ใน 3 ระดบั ดังนี้
1. ด้านความรู้ความจำ หมายถึง ความสามารถในการรับรู้องค์ประกอบของสังคมและ
องค์ประกอบของโครงสร้างทางสังคมได้อย่างแม่นยำ เพื่อนำความรู้ความจำไปใช้ในการสร้างความ
เข้าใจได้
2. ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในระดับที่สูงกว่าความจำ โดยสามารถอธิบาย
ความสำคญั ของกลุ่มสังคม การจดั ระเบยี บทางสงั คม และสถาบันทางสังคมได้
3. ด้านการวิเคราะห์ หมายถึง ความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาสังคมพร้อมทั้งเสนอแนว
ทางการป้องกนั และแกป้ ัญหาเพ่ือพัฒนาสงั คมได้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบสอบที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการวัดผล
การเรียนรู้ด้านเนื้อหาของวิชาสังคมศึกษา และทักษะต่าง ๆ ของวิชาสังคมศึกษา ในระดับชั้น
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4 เพ่ือใหผ้ สู้ อนทราบว่าผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถทีเ่ กิดจากการเรียนเป็นไป ตาม
เป้าหมายหรอื มาตรฐานที่ผู้สอนต้งั ไว้หรอื ไม่

6

กรอบแนวคิดในการวิจยั

ในการวจิ ยั ในคร้งั นี้อาศยั กรอบแนวคดิ ดงั ต่อไปน้ี
วิธีการเรียนแบบร่วมมือ เป็นรูปแบบที่จะช่วยให้นักเรียนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการ
ทำงานร่วมกัน มีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อกลุ่ม มีลักษณะเพื่อนสอนเพื่อน มีการแก้ปัญหา
การตัดสินใจ การแสวงหาความรู้ใหม่ การยอมรับซึ่งกันและกันการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการ
ไวว้ างใจกัน สิง่ เหล่านจ้ี ะช่วยให้ผเู้ รยี นเรียนรู้อยา่ งมีความสุข จอห์นสนั และจอหน์ สัน (Johnson and
Johnson, 2003) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ ซึ่งเป็นรูปแบบการเรียนรู้
ที่ดำเนินการได้ง่าย สามารถใช้ได้กับทุกวิชาที่ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจในส่ิง
ที่เป็นข้อเท็จจริง เกิดความคิดรวบยอด ค้นหาสิ่งที่มีคำตอบที่แน่นอน โดยมีกรอบแนวคิดการวิจัย
ดังภาพประกอบ 1.1

ภาพท่ี 1.1 กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

7

บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง

การวจิ ยั เรื่อง ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative learning) เพื่อส่งเสริม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ศึกษา
เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กยี่ วขอ้ ง และได้นำเสนอตามหวั ขอ้ ดงั น้ี

1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม

1.1 วสิ ยั ทัศน์
1.2 หลกั การ
1.3 จดุ หมาย
1.4 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรยี น
1.5 คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1.6 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
1.7 สาระการเรยี นรู้กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
1.8 มาตรฐานการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
1.9 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคม
2. การจดั การเรียนรู้
2.1 ความหมายของการจดั การเรียนรู้
2.2 องค์ประกอบของการจัดการเรยี นรู้
3. การจดั การเรยี นรู้แบบร่วมมอื
3.1 ทฤษฎี หลกั การ และแนวคดิ ของการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื
3.2 ความหมายของการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ
3.3 ลักษณะของการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื
3.4 ข้ันตอนของการจัดการเรยี นร้แู บบรว่ มมอื
3.5 ประโยชนข์ องการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือ
4. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

8

4.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
4.2 องค์ประกอบที่มอี ิทธิพลต่อผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
4.3 ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
4.4 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
4.5 ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
5. งานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
5.1 งานวิจัยในประเทศ
5.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 ให้เป็นหลักสตู รแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎคม 2551 เริ่มใช้ในโรงเรียนต้นแบบ
การใช้หลักสูตรและโรงเรียนที่มีความพร้อม ในปีการศึกษา 2552 และเริ่มใช้ในโรงเรียนทั่วไปในปี
การศึกษา 2553 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักวิชาการและมาตรฐาน
การศึกษา ได้ดำเนินการติดตามผลการนาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ
ทั้งการประชุมรับฟังความคิดเห็น การนิเทศติดตามผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียน การรับฟังความ
คิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา รายงานผลการวจิ ัยของหนว่ ยงานและ
องค์กรที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการใช้หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
ผลจากการศึกษาพบว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มีข้อดีในหลาย
ประการ เช่น กำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน มีความยืดหยุ่นเพียงพอให้สถานศึกษาบริหาร
จดั การหลักสูตรสถานศกึ ษาได้

สว่ นปญั หาทพี่ บสว่ นใหญ่เกดิ จากการนำหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช
2551 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาและในห้องเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ั นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ
เรียนรู้ มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี คนเก่ง และอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข มีศักยภาพใน
การศึกษาต่อ โดยมุ่งหวังให้มีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา อีกทั้งมีความรู้และ
ทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต มีทักษะในการติดต่อสื่อสาร การถ่ายทอดความคิด ความรู้ความ
เข้าใจการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองและสังคมมีคุณภาพได้
มาตรฐานสากลในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ประกอบด้วยสาระของหลักสูตรแกนกลาง สาระ
ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ท้องถิ่น และสาระที่สถานศึกษาเพิ่มเติม โดยจัดเป็นสาระการเรียนรู้

9

รายวิชาพื้นฐานตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม รายวิชาหน้าท่ี
พลเมือง กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ค่านิยม 12 ประการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และ
คณุ ลกั ษณะนกั เรียนตามมาตรฐานสากล พัฒนานักเรียนใหม้ ีศักยภาพเป็นพลโลก

วสิ ัยทศั น์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทกุ คน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เปน็
มนุษย์ที่มีความสมดุล ทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็น
พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความรู้ และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ
การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และ
พฒั นาตนเองได้เต็มตามศกั ยภาพ
หลกั การ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน มหี ลักการทีส่ ำคัญ ดงั นี้

1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน
การเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะเจตคติ และคุณธรรม
บนพนื้ ฐานของความเป็นไทย ควบคู่กับความเปน็ สากล

2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา
อย่างเสมอภาคและมีคณุ ภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษา ที่สนองการกระจายอำนาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งกบั สภาพและความตอ้ งการของท้องถ่ิน

4. เป็นหลักสูตรการศึกษา ที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และ
การจัดการเรียนรู้

5. เป็นหลักสูตรการศึกษาท่เี นน้ ผูเ้ รยี นเป็นสำคญั
6. เป็นหลักสูตรการศึกษา สำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทกุ กลุ่มเปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญามีความสุข
มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ
การศกึ ษาขนั้ พืน้ ฐาน ดงั นี้

10

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณคา่ ของตนเอง มีวินัยและ
ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง

2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี
และมที กั ษะชีวติ

3. มีสขุ ภาพกายและสุขภาพจิตทีด่ ี มสี ุขนสิ ยั และรกั การออกกำลังกาย
4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต
และการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สง่ิ แวดล้อม มีจิตสาธารณะที่ม่งุ ทำประโยชนแ์ ละสร้างสง่ิ ทด่ี ีงามในสังคม และอยู่รว่ มกันในสังคมอย่าง
มีความสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน
ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถะสำคัญและคุณลักษณะ
อนั พงึ ประสงค์ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการส่ือสาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มีวัฒนธรรม
ในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความร้สู ึก และทศั นะของตนเองเพ่ือแลกเปล่ียน
ข้อมลู ข่าวสารและประสบการณ์อนั จะเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาตนเองและสงั คม รวมทั้งการเจรจา
ตอ่ รองเพ่ือขจัดและลดปญั หาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลอื กรับหรือไม่รับข้อมูลขา่ วสารด้วยหลกั เหตุผล
และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ
ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์
การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์
ความรหู้ รือสารสนเทศ เพอื่ การตัดสินใจเกยี่ วกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค
ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ
เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์
ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึง
ผลกระทบทีเ่ กดิ ขนึ้ ตอ่ ตนเอง สังคมและส่งิ แวดลอ้ ม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการตา่ ง ๆ
ไปใช้ในการดำเนินชวี ิตประจำวัน การเรียนรูด้ ้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง การทำงานและการ

11

อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความ
ขดั แยง้ ตา่ ง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตวั ใหท้ นั กับการเปล่ียนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและ
การร้จู ักหลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมไมพ่ ึงประสงคท์ สี่ ่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อืน่

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและการใช้
เทคโนโลยดี ้านตา่ ง ๆ และมที กั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสังคมในด้าน
การเรยี นรู้ การสอื่ สาร การทำงาน การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม

คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์
เพอื่ ให้สามารถอยรู่ ่วมกับผู้อื่นในสงั คมได้อย่างมีความสขุ ในฐานะเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี

1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซือ่ สัตยส์ จุ รติ
3. มีวินัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
6. มุง่ มัน่ ในการทำงาน
7. รกั ความเปน็ ไทย
8. มจี ติ สาธารณะ
กล่มุ สาระการเรยี นรู้
การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน จงึ กำหนดกลมุ่ สาระการเรียนรู้ ไว้ 8 กลุม่ ดงั น้ี
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วทิ ยาศาสตร์
4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
5. สุขศกึ ษาและพลศึกษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรยี นรู้ ระบุสิ่งทีผ่ ู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และ
คำนยิ มที่พึงประสงค์เม่ือจบการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน นอกจากนนั้ มาตรฐานการเรยี นรู้ ยงั เป็นกลไกสำคัญ

12

ในการขบั เคล่ือนพฒั นาการศึกษาท้ังระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้ จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ
อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน
คณุ ภาพการศึกษา โดยใชร้ ะบบการประเมนิ คุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซ่ึงเป็น
สิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่า สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐาน
การเรียนรู้กำหนดเพยี งใด

สาระการเรยี นรู้กลุ่มสาระสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
"กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมว่าด้วยการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มี
ความเชื่อมสัมพันธ์กัน และมีความตกต่างกันอย่างหลากหลาย เพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเองกับ
บริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และคำนิยมที่
เหมาะสม โดยไดก้ ำหนดสาระตา่ ง ๆ ไวด้ งั น้ี
หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ระบบการเมืองการปกครอง ระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข ลกั ษณะและความสำคญั การเป็นพลเมอื งดี ความ
แตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม คำนิยม ความเชื่อ ปลูกฝังคำานิยมด้านประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสริภาพ การดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทย
และสงั คมโลก" (กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2551, น.1)
มาตรฐานการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

สาระท่ี 2 หน้าทีพ่ ลเมอื ง วฒั นธรรม และการดำเนินชวี ติ ในสังคม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏบิ ตั ิตนตามหน้าทีข่ องการเป็นพลเมืองดี
มคี า่ นิยมทด่ี งี ามและธำรงรักษาประเพณีและ
วฒั นธรรมไทยดำรงชีวติ อยูร่ ว่ มกันในสังคมไทย และ
สังคมโลกอยา่ งสันตสิ ุข
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมอื งการปกครองในสงั คมปจั จบุ นั ยดึ มั่น
ศรัทธา และ ธำรงรกั ษาไว้ ซ่งึ การปกครองระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2551, น.1)

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ เรอื่ ง โครงสรา้ งทางสงั คมและการเปลยี่ นแปลงทางสงั คม
สาระการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 2 หน้าทพี่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดำเนินชวี ิตในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบตั ิตนตามหน้าทีข่ องการเป็น
พลเมืองดีมีค่านิยมที่ดีงามและธำรงรักษาประเพณีและวัฒนธรรม
ไทยดำรงชีวิตอยู่รว่ มกันในสังคมไทย และสงั คมโลกอยา่ งสันติสุข

13

ตัวช้วี ดั
ส 2.1 ม.4-6/2 วิเคราะห์ความสำคัญของโครงสร้างทางสังคม
การขดั เกลาทางสังคม และการเปล่ียนแปลงทางสังคม

สาระการเรียนรู้แกนกลาง
1. โครงสร้างทางสงั คม
2. การขัดเกลาทางสังคม
3. การเปลย่ี นแปลงทางสังคม
4. การแกป้ ญั หาและแนวทางการพัฒนาสังคม

การจัดการเรียนรู้

ความหมายของการจดั การเรยี นรู้
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน (2557, น.8) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้
วา่ การจัดการเรียนรูค้ ือ กระบวนการปฏสิ มั พันธ์ระหว่างผู้สอนกับผ้เู รยี น เพือ่ ท่ีจะทำใหผ้ เู้ รียนเกิดการ
เรยี นรูต้ าม วัตถปุ ระสงคข์ องผู้สอน
สมาน อศั วภูมิ (2557, น.195) กล่าววา่ การจัดการเรียนรู้ เป็นระบบและวิธีการท่ีผู้เรียนควร
เรียนรู้และจัดการด้วยตนเอง จบเป็นรูปแบบการเรียนรู้ของตนเอง คังนั้น การจัดการเรียนรู้เป็นส่ิง
สำคัญสำหรับผู้เรียน ถ้าต้องการให้ผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนรู้ ต้องช่วยกันหาแนวคิด
เทคนิค และทักษะการเรียนแบบต่าง ๆ มาพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อเป็นแนวทางการเรียนรู้
และการพัฒนาวิธีเรียนของตนจนมีรูปแบบวิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งผู้เรียนจะได้เครื่องมือการ
เรยี นร้เู พือ่ การเรียนรู้ตลอดชีวติ ตอ่ ไป
สมเกียรติ อินทสิงห์ (2559, น.5) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การจัดประสบการณ์
การเรียนการสอนทเ่ี นน้ ใหผ้ ้เู รียนเกิดการเรยี นรู้ไดเ้ ต็มตามศักยภาพในหลากหลายรปู แบบเพ่ิมบทบาท
ให้กับผู้เรียนกำหนด วางแผน และดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง จนสามารถพัฒนาและต่อยอดองค์
ความรู้ที่ได้รับทั้งจากในและนอกห้องเรียนได้ โคยผู้สอนมีบทบาทเพียงแค่สนับสนุน ส่งเสริม และ
อำนวยความสะดวกการเรยี นรใู้ หก้ ับผเู้ รยี น
รังสยิ า นรินทร (2561, น.63) กล่าวว่า การจดั การเรยี นรู้ คือการออกแบบกระบวนการพัฒนา
ผู้เรียนใหเ้ กิดผลสมั ฤทธ์ิตามที่คาดหวัง โดยนำเอาหลกั การ แนวคิด ทฤษฎกี ารเรียนรู้ วิธีสอน กิจกรรม
เทคนิคการสอนและส่ือเทคโนโลยีต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้เกดิ กระบวนการทีเ่ หมาะสมและ
มปี ระสทิ ธิภาพ
กุลิสรา จิตรชญาวณิช (2562, น.2) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า การจัดการ
เรียนรู้ หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ในการดำเนินงานของผู้สอนตั้งแต่การวางแผนการจัดการเรียนรู้

14

จนสิ้นสุดการ ประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรมและ
เกดิ ทักษะหรือสมรรถนะตา่ ง ๆ ตามจดุ ประสงคท์ ีก่ ำหนดไว้

ฮูและดันแคน (Hough and Duncan, 1970 : 144) อธิบายความหมายของ การจัดการ
เรียนรู้ว่า หมายถึง กิจกรรมของบุคคลซึ่งมีหลักและเหตุผล เป็นกิจกรรมที่บุคคลได้ใช้ ความรู้ของ
ตนเอง อยา่ งสรา้ งสรรค์ เพือ่ สนบั สนุนใหผ้ ู้อน่ื เกิดการเรียนรู้และความผาสุก ดังนัน้ การ จัดการเรียนรู้
จงึ เป็น กจิ กรรมในแง่มุมต่างๆ 4 ด้าน คือ

1. ด้านหลักสูตร (Curriculum) หมายถึง การศึกษาจุดมุ่งหมายของการศึกษา ความเข้าใจ
ในจุดประสงค์รายวิชาและการตั้งจุดประสงค์การ จัดการเรียนรู้ที่ชัดเจน ตลอดจนการเลือกเนื้อหา
ไดเ้ หมาะสมสอดคลอ้ งกบั ทอ้ งถ่นิ

2. ด้านการจัดการ เรียนรู้ (Instruction) หมายถึง การเลือกวิธีสอนและเทคนิคการจัดการ
เรียนรูท้ เ่ี หมาะสม เพอื่ ชว่ ยให้ ผูเ้ รยี นบรรลุถงึ จดุ ประสงคก์ ารเรียนรทู้ ่ีวางไว้

3. ด้านการวัดผล (Measuring) หมายถึง การเลือกวิธีการวัดผลที่เหมาะสมและสามารถ
วเิ คราะหผ์ ลได้

4. ด้านการประเมินผลการจัดการเรียนรู้ (Evaluating) หมายถึง ความสามารถในการ
ประเมินผลของการจดั การเรียนรูท้ งั้ หมดได้

กู๊ด (Good, 1975 : 588) ได้อธิบายความหมายของการจัดการเรียนรู้ว่าการจัดการเรียนรู้
คือ การกระทำอันเปน็ การอบรมส่งั สอนผูเ้ รียนในสถาบนั การศกึ ษา

ฮิลส์ (Hills, 1982 : 266) ได้ให้คำจำกัดความของการจัดการเรียนรู้ไว้ว่าการจัดการเรียนรู้
คือ กระบวนการให้การศกึ ษาแก่ผเู้ รียน ซง่ึ ตอ้ งอาศยั ปฏิสมั พันธร์ ะหว่างผสู้ อนกบั ผูเ้ รียน

มอร์ (Moore, 1992 : 4) ได้ให้ความหมายของการจัดการเรียนรู้ไว้ว่าการจัดการเรียนรู้ คือ
พฤติกรรมของบคุ คลหนงึ่ ทีพ่ ยายามชว่ ยใหบ้ คุ คลอื่นไดเ้ กิดการพฒั นาตนในทุกด้าน อย่างเต็มศักยภาพ

จอยซ์ เวลล์ และแคลฮอน (Joyce Weil and Calhoun, 2010 : 42) ได้ให้ความหมายของ
การจัดการเรียนรู้ไว้ว่าเป็นแผนหรือแบบซึ่งสามารถใช้เพื่อการสอนในห้องเรียนทางตรงหรอื การสอน
เป็นกลุ่มย่อยเพื่อจัดสื่อการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียน ซึ่งรวมทั้งหนังสือภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์และหลักสูตรรายวชิ าแต่ละรูปแบบจะให้แนวทางในการออกแบบการสอนท่ีจะ
ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนบรรลวุ ัตถุประสงคแ์ ตกต่างกัน

สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ หมายถึง การออกแบบ กระบวนการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดผล
สัมฤทธิ์ตามที่คาดหวัง โดยนำเอาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้ วิธีสอน กิจกรรม เทคนิคการ
สอนและ สื่อเทคโนโลยีต่างๆ มาเป็นส่วนประกอบ เพื่อให้เกิดกระบวนการที่เหมาะสมและมี
ประสิทธภิ าพ

15

องคป์ ระกอบของการจัดการเรยี นรู้
อัชรา เอิบสุขสิริ (2556, น.106) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ไว้ว่า
การจดั การเรยี นการสอนเพอื่ ให้บรรลุเปา้ หมายดงั กล่าวจำเป็นตอ้ งคำนึงองคป์ ระกอบ 4 อย่าง ได้แก่
1. ลักษณะของผู้เรียนอันประกอบด้วยลักษณะทางกายภาพ จิตใจ สติปัญญา จริยธรรม
ค่านิยม แรงจูงใจ พฤติกรรมส่วนตัว พฤติกรรมกลุ่ม ความต้องการพิเศษ เพศ และวัฒนธรรม
ท่ีติดตวั มา
2. ลักษณะของผู้สอนอันประกอบด้วยเจตคติต่อการเรียนรู้ เจตคติต่อผู้เรียน เจตคติต่อ
ตนเอง และความเขา้ ใจในงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
3. กลยุทธ์ในการสอนอันประกอบด้วยการนำทฤษฎีการเรียนรู้มาปฏิบัติจริง วิธีสอนและ
ต้นแบบ วิธีสอนเฉพาะรายบุคคล แผนการสอน เทคนิคที่หลากหลาย วินัยของผู้เรียน การใช้
แบบทดสอบ
4. เนื้อหาวิชาอันประกอบด้วยโครงสร้างที่สำคัญ แนวคิดพื้นฐานของเนื้อหาที่จะสอน ลำดับ
ของเน้อื หา การเลือกเนือ้ หาในการสอน ระดับความสำคัญของเน้อื หาในแต่ละสว่ น ฯลฯ
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน (2557, น.9-10) ผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาจากข้อมูล
หลายประการเพือ่ นำมาชว่ ยเสริมสรา้ งการจดั การเรยี นรู้ของตน และการเรียนรขู้ องผู้เรียน การจัดการ
เรยี นรู้ไมว่ ่าระดบั ใดกต็ ามขน้ึ อยู่กับองคป์ ระกอบ 3 ประการคอื
1. ผู้เรียน ธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสิ่งที่ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เกี่ยวกับ
ความสามารถ ทางสมอง ความถนัด ความสนใจ พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ความ
ตอ้ งการพ้นื ฐานเป็นส่งิ ที่ ผสู้ อนจะต้องคำนงึ และจะละเลยไมไ่ ด้
2. บรรยากาศทางจิตวิทยาที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ ผู้สอนเป็นส่วนสำคัญ และส่วนหนึ่งที่
จะกำหนดบรรยากาศในชั้นเรียนให้เป็นไปในรูปแบบที่ต้องการความเป็นประชาธิปไตย ความ
เคร่งเครียด ความชื่นบานของผู้เรียน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้โดยผู้สอนเป็นผู้กำหนด แต่ถึงกระนั้นก็
ตามบรรยากาศในชั้นเรียนยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกนอกเหนือไปจากตัวผู้สอน คือ ผู้เรียนที่เข้าช้ัน
เรยี นโดยไมไ่ ด้รับประทานอาหารเช้า หรอื อาหารกลางวนั ผู้เรยี นเร่มิ เรยี น
3. ปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้เรยี นกบั บรรยากาศทางจิตวทิ ยาในชน้ั เรยี น ปฏสิ ัมพันธร์ ะหวา่ งผสู้ อน
และผู้เรียน จะเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงเงื่อนไขหรือสถานการณ์ว่าผู้เรียน จะประสบความสำเร็จ หรือความ
ล้มเหลวต่อการเรียนรู้ ผู้สอนควรคิดถึงผู้เรียนในฐานะเป็นบุคคลหนึ่ง ผู้เรียนมีสิทธิที่จะได้รับความ
ตอ้ งการพนื้ ฐาน และผสู้ อนควรจะฝึกให้มีความไวต่อความรสู้ ึกนึกคิดของ ผเู้ รียน เพือ่ ความสำเร็จแห่ง
การเรียนรูแ้ ละการเจริญเติบโตเป็นบคุ คลทสี่ มบรู ณต์ อ่ ไป
วชริ าภรณ์ อำไพ (2560, น.24) ได้อธบิ ายถงึ องคป์ ระกอบของการจดั การเรียนรู้ ไวด้ ังนี้

16

1. ผู้สอน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง เพราะต้องเป็นผู้รู้หลักสูตรและนำเนื้อหาสาระมา
ดำเนินการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งมีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้การจัดการ
เรียนร้ตู รงตามจดุ ประสงคท์ ี่ตงั้ ไว้

2. ผู้เรียน ผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความสามารถทางสมอง ความถนัด ความสนใจ พัฒนาการ
ทางรา่ งกาย อารมณ์และจิตใจความต้องการพื้นฐาน เพราะจะทำให้ผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้ท่ีเป็นไปตาม
จุดประสงค์ท่ตี ้ังไว้

3. กิจกรรมการเรียนการสอน ผู้สอนจะต้องออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ ให้มี
ความสัมพนั ธ์กับเนอ้ื หาท่สี อน มคี วามน่าสนใจ เหมาะสมกับวยั และระดบั ชน้ั เพอื่ ให้ผู้เรียนเกิดความรู้
ความเขา้ ใจ โดยมกี ารวัดผลและประเมลิ ผลตามท่ผี ้สู อนได้วางแผนไว้

4. สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ เป็นอุปกรณ์ที่ผู้สอนใช้สำหรับการจัดการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ในการ
จัดการเรยี นรู้มีประสทิ ธิภาพมากยิ่งข้นึ

5. สภาพแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ ในการจัดการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดผลดีทั้ง
ผู้สอนและผู้เรียนนัน้ สภาพแวดลอ้ มท้ังในและนอกหอ้ งเรียนก็มีความจำเป็นอย่างยง่ิ ทตี่ อ้ งคำนึงถึง

กุลิสรา จิตรชญาวณิช (2562, น.6-7) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้ ไว้คือ
การจัดการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน จึงจะสามารถทำให้การ
จัดการเรียนรู้ประสบผลสำเร็จหรือมีประสิทธิภาพ บรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ สำหรับ
องค์ประกอบของการจดั การเรยี นรู้ทสี่ ำคญั ซึ่งสามารถสรุปได้ ดงั นี้

1. หลักสูตร คือ มวลประสบการณ์ต่าง ๆ ที่จัดไว้อย่างเป็นระบบเพื่อนำไปใช้พัฒนาผู้เรียน
ดังนั้นในการจัดการเรียนรู้ผู้สอนจำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดทั้งหมดในหลักสูตรเพื่อทำความ
เข้าใจและสามารถนำสิ่งต่างๆที่บรรจุไว้ในหลักสูตรไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพและ
บรรลุจุดมุ่งหมายตามที่หลักสูตรกำหนด ที่สำคัญถ้าผู้สอนไม่ได้มีการศึกษาเรียนรู้รายละเอียดต่าง ๆ
ในหลกั สตู รก็ไมส่ ามารถท่จี ะรูไ้ ด้วา่ จะสอนเนอ้ื หาอะไร เพอื่ อะไร และวดั ผลประเมนิ ผลอย่างไร

2. จุดประสงค์ การจัดการเรียนรู้เริ่มต้นจะต้องมีการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ทุกคร้ัง
เพราะจะทำให้เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มีเป้าหมาย สามารถทราบว่าผู้เรียนจะเกิดพฤติกรรมใดบ้าง
รวมท้ังสามารถวางแผนเตรียมเนื้อหา วิธีการจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลให้
สอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ทำใหก้ ารจดั การเรียนรมู้ ีประสทิ ธิภาพ

3. การจดั การเรยี นรู้ เป็นองค์ประกอบทีส่ ำคัญเชน่ เดียวกัน เพราะจะทำให้ผู้สอนทราบว่าจะ
จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้วิธีการใดบ้าง โดยการจัดการเรียนรู้จะต้องเลือกวิธีการที่น่าสนใจมีความ
เหมาะสมกับเน้อื หาและสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรยี นรู้

17

4. สื่อการเรียนรู้ การนำสื่อการเรียนรู้มาใช้ในการจัดการเรียนรู้จะช่วยให้ผู้สอนทราบว่าจะ
จัดการเรียนรู้อย่างไร ใช้วิธีการใดบ้าง โดยการจัดการเรียนรู้จะต้องเลือกวิธีการที่น่าสนใจมีความ
เหมาะสมกบั เน้ือหาสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

5. การวัดผลและประเมนิ ผล จะทำให้ทราบว่าผู้เรยี นเกิดการเรียนรู้บรรลผุ ลตามจุดประสงค์
การเรียนรู้ที่กำหนดไว้หรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยทำให้ผู้สอนนำข้อมูลที่ได้จากการวัดผลและ
ประเมินผลไปใช้ในการปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไปให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งสามารถนำปัญหาท่ี
ค้นพบมาใช้ในการทำวิจยั ในช้ันเรยี นเพือ่ พัฒนาผเู้ รยี นให้มคี ณุ ภาพ

6. ผู้สอน หรือครูเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้การจัดการเรียนรู้เกิดขึ้นและเป็นผู้นำ
หลกั สูตรไปสู่การปฏิบัติในการพฒั นาผู้เรยี น ดังน้ัน ผสู้ อนจะตอ้ งเป็นผู้ทีม่ ีความรู้ความสามารถในการ
ท่จี ะถ่ายทอดองคค์ วามรู้และประสบการณ์ตา่ ง ๆ ไปสผู่ ู้เรยี น

7. ผเู้ รียน หรือนักเรียน เป็นองคป์ ระกอบที่สำคญั เท่ากับผสู้ อน เพราะถ้าไม่มีผู้เรียนหรือผู้รับ
ความรู้ และประสบการณ์ การจัดการเรยี นรู้ก็ไมส่ ามารถทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ ไดเ้ พราะไมม่ ีผู้รับ

ฮู และดันแคน (Hough and Duncan, 1970 : 144) ได้อธิบายถึงองค์ประกอบของการ
จดั การเรยี นรู้ ไวว้ า่ การจัดการเรียนรไู้ ม่วา่ ระดับใดจะขน้ึ อยกู่ ับองค์ประกอบ ดังนี้

1. ผู้เรียน ธรรมชาติของผู้เรียนเป็นสิ่งที่ครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก เกี่ยวกับ
ความสามารถของ สมอง ความถนัด ความสนใจ พัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์และจิตใจ ความ
ต้องการพน้ื ฐานหรือเรียกอกี อย่างหน่งึ ว่า ศกั ยภาพผูเ้ รยี น

2. บรรยากาศใฝ่รู้ใฝ่เรียนถือเป็นบรรยากาศทางจิตวิทยาที่สำคัญที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของ
ผ้เู รยี น ครผู ้สู อน ต้องมที ักษะ ประสบการณ์และจิตวิทยาในการสร้างบรรยากาศดังกล่าวได้ โดยเลือก
รูปแบบ (Model) วิธีการ (Innovation) เครื่องมือ (Media) ตลอดจนเทคโนโลยี (Technology) เพื่อ
เสรมิ สรา้ งบรรยากาศท่เี รา้ ให้ผ้เู รยี น ใฝร่ ู้ใฝเ่ รยี น มากย่งิ ขนึ้

3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับบรรยากาศทางจิตวิทยาในห้องเรียน ครูผู้สอนควรสร้าง
ปฏิสมั พนั ธก์ ับ ผเู้ รยี นทุกกล่มุ ที่มศี กั ยภาพแตกตา่ งกนั ด้วยความเอือ้ อาทร เพ่ือสรา้ งความเชื่อมั่นและ
ความมัน่ ใจทีจ่ ะเรียนรู้ของ ผ้เู รียน ที่จะกา้ วอย่างม่นั คงเตม็ ศกั ยภาพของผ้เู รียนแต่ละบุคคลให้สูงยิ่งข้ึน
และอย่าลืมว่าผู้เรียนที่มีศักยภาพต่ำต้อง การความช่วยเหลือจากครูผู้สอนและเพื่อนนักเรียนในการ
เรียนรู้ให้ประสบผลสำเร็จ ผู้เรียนที่มีศักยภาพ ปานกลาง ต้องการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองภายใต้การ
ประคับประคองและให้กำลังใจของครู ผู้เรียนท่ีมศี ักยภาพสูงต้องการเรยี นรู้ด้วยตนเอง ภายใต้การให้
กำลังใจและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้จากครูผู้สอน ให้โอกาส ผู้เรียนใช้ความฝัน จินตนาการ
ความคดิ รเิ รม่ิ สรา้ งสรรคป์ ระกอบการเรียนรู้

แอนเดอร์สัน (Anderson, 1997, : 521-522) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบที่
สำคัญ 5 ประการ คือ

18

1. หลักการของการจัดการเรียนรู้ กล่าวถึงความเชื่อและแนวคิดทฤษฎี เป็นพื้นฐานของการ
จัดการเรียนรู้ โดยหลักการของการจัดการเรียนรู้จะเป็นตัวชี้นำการกำหนดจุดประสงค์ เนื้อหา
กิจกรรม และขัน้ ตอนการดำเนนิ การในการจัดการเรียนรู้

2. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ เป็นสิ่งที่ผู้สอนระบุถึงความคาดหวงั ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในตวั
ผู้เรียน ได้แก่ การวางเป้าหมายการเรียนรู้ที่ชัดเจน หรือเป็นการระบุเป้าหมายในการทำงานของ
ผูเ้ รียนเพือ่ ใหป้ ระสบผลสำเร็จในการดำเนินการ

3. สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วยเนื้อหาและกระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนการ
สอนทผี่ ้สู อนจะใช้ในการวางแผนการเรียนการสอนใหแ้ กผ่ ้เู รยี น

4. การสอน สื่อ และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ช่วยให้การปฏิบัติแต่ละขั้นตอน ของการใช้การ
จัดการเรยี นรู้ประสบผลสำเร็จ สามารถพฒั นาผเู้ รยี นได้จริง และตรงตามที่การจัดการเรยี นรู้นั้น ๆ ได้
กำหนดไว้

5. การวัดและประเมินผล เป็นการประเมินประสิทธิภาพของการใช้จัดการเรียนรู้โดยการ
ประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน และทราบประสิทธิผลของรูปแบบที่มีต่อการเรียน การสอนและ
กระบวนการทงั้ หมดของการจดั การเรียนรู้

สรปุ องคป์ ระกอบของการจัดการเรยี นรู้ ผสู้ อนเปน็ ผทู้ ีม่ ีความสำคญั ในการทจี่ ะแปลมาตรฐาน
การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ที่เป็นตวั หนังสอื ให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม น่าสนใจ และมี
กระบวนการเรียนรู้หลากหลายวิธีอย่างอสิ ระ จะต้องรจู้ ักเลือกปรับปรุงเทคนคิ และวิธีการเรียนรู้ และ
กิจกรรมการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและผู้เรียนโดยไม่ใช้วิธีการเดียว ควรมีการดัดแปลงและ
เลือกใช้วิธีการให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาในแต่ละเรื่อง เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนประสบ
ผลสำเร็จในการเรียนรู้

การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative Learning)

ทฤษฎี หลกั การ และแนวคดิ ของการจดั การเรยี นรูแ้ บบร่วมมือ
สยุมพร ศรีมุงคุณ (2555, น.17) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative
Learning Theory) โดยสมาชกิ กลุม่ ทมี่ ีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คน ชว่ ยกันเรียนรเู้ พ่ือ
ไปส่เู ปา้ หมายของกลุ่ม โดยผูเ้ รยี นมีปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่างกันในลักษณะแข่งขันกัน ต่างคนต่างเรียนและ
ร่วมมือกันหรือช่วยกันในการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีนี้จะเน้นให้ผู้เรียนช่วยกันใน
การเรียนรู้ โดยมีกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนมีการพึ่งพาอาศัยกันในการเรียนรู้ มีการปรึกษาหารือกันอย่าง
ใกลช้ ดิ มีการสัมพันธ์กันมีการทำงานร่วมกนั เป็นกลุ่ม มีการวเิ คราะห์กระบวนการของกลุ่ม และมีการ
แบ่งหน้าท่ีรับผดิ ชอบงานรว่ มกัน ส่วนการประเมินผลการเรียนรู้ควรมีการประเมนิ ท้ังทางด้านปริมาณ
และคุณภาพ โดยวิธีการที่ หลากหลายและควรให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการประเมิน และครูควรจัดให้

19

ผู้เรียนมเี วลาในการวิเคราะหก์ ารทำงานกลุม่ และพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มมีโอกาสที่จะ
ปรับปรุงสว่ นบกพร่องของกลมุ่ เดยี ว

ปรารถนา ชนะศักดิ์ (2555, น.121) ได้กล่าวไว้ว่า แนวคิดทฤษฎีการเรียนแบบร่วมมือมี
แนวคิดว่า ในการเรียนรู้ของผู้เรียนปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนมี 3 ลักษณะ ได้แก ลักษณะแข่งขัน
ลกั ษณะตา่ งคนต่างเรียน และลกั ษณะรว่ มมือกันหรือช่วยกนั ในการเรียนรู้ ซึ่งการจัดการศึกษาควรให้
โอกาสผเู้ รยี นได้เรียนรู้ทั้ง 3 ลักษณะโดยรจู้ กั ใชล้ ักษณะการเรียนรู้อย่างเหมาะสมกบั สภาพการณ์ มี 5
ประการ ได้แก่ การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด ความรับผิดชอบที่
ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงาน
กลุ่มย่อยและการวิเคราะหก์ ระบวนการกลุม่

ลักขณา สริวัฒน์ (2557, น.193-206) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning Theory) ไว้วา่ แนวคดิ ของทฤษฎีน้ี คือ วธิ ีการจัดการเรยี นรทู้ สี่ อดคล้องกับ
นโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารทเ่ี น้นให้ครูใช้วิธีการสอนที่เนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคัญ เน่ืองจากมีรูปแบบ
การสอนให้เลือกอย่างหลากหลายตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ในกลุ่มสาระต่างๆ สำหรับ
เนื้อหาและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ จำแนกเป็น 8 เรื่อง ได้แก่ ความหมาย
ของการเรียนรูแ้ บบรว่ มมือ วัตถปุ ระสงค์ของการเรยี นรู้แบบร่วมมือ องคป์ ระกอบของการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือลักษณะสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการเรียนรู้แบบร่วมมือ ขั้นตอนการเรียนรู้
แบบร่วมมือ และการประยกุ ต์ใช้หลกั การเรียนรู้แบบร่วมมอื ในการสอน

พรรณี กลั่นสนิท (2557, น.13) ได้กล่าวถึงหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือซึ่งจะมีลักษณะเรียน
เป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทุกคนมีทักษะการจัดการและทักษะทางสังคมที่ดี มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ
ร่วมกันในกลุม่ โดยความสำเรจ็ แตล่ ะคน คอื ความสำเร็จของกลุ่ม

จอยซ์ และเวล (Joyce and Weil, 1986) ได้กลา่ ววา่ เทคนิคการรว่ มมือกันเรียนรู้เปน็ เทคนิค
ที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งใน ด้านสติปัญญา และด้านสังคมทั้งนี้เพราะว่ามนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมควร
มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนเองกับ บุคคลอื่นซึ่งสามารถพัฒนาได้โดยใช้เทคนิคการร่วมมือ
กันเรียนรู้ นอกจากนี้เทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้ยังช่วยพัฒนาผู้เรียนทางด้านสติปัญญาให้เกิดการ
เรียนรู้จนบรรลถุ งึ ขดี ความสามารถสูงสดุ ได้โดยมีเพ่ือนในวยั เดยี วกัน กลมุ่ เดียวกัน เป็นผู้คอยแนะนำ
หรือช่วยเหลือ ทั้งนี้เนื่องจากผู้เรียนที่อยู่ในวัยเดียวกันย่อมจะมีการใช้ ภาษาสื่อสารที่เข้าใจง่ายกว่า
ผูส้ อนผ้สู อน การร่วมมือกันเรยี นรมู้ ีหลกั ที่ผ้สู อนต้องคำนึงถงึ อยู่ 3 ประการ ดงั น้ี

1. มรี างวัลหรือเปา้ หมายของกลุ่ม
2. ความหมายของแต่ละบคุ คลในกลมุ่
3. สมาชกิ ในกลุม่ มีโอกาสในการช่วยให้ กลุ่มประสบผลสำเรจ็ ของกลุม่ เท่าเทียมกัน

20

สลาวิน (Slavin, 1990) กล่าวว่าการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ เป็นวิธีการจัดการเรียนการ
สอนที่ช่วยให้ ผู้เรียนใช้ความสามารถเฉพาะตัว และศักยภาพในตนเองร่วมมือแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้
บรรลผุ ลสำเรจ็ ได้ โดยที่ สมาชิกในกลุม่ ตระหนักว่า แตล่ ะคนเป็นสว่ นหนึ่งของกลุ่ม ดังน้นั ความสำเร็จ
หรือความลม้ เหลวของกลุ่มสมาชิก ในกลุม่ ตอ้ งรับผดิ ชอบรว่ มกัน สมาชิกจะมกี ารพูดคยุ กัน ชว่ ยเหลือ
ซึ่งกันและกัน ผู้เรียนจะได้ความรู้จากเพื่อน และสิ่งที่เป็นผลพลอยได้จาการใช้วิธีการสอนแบบการ
ร่วมมือกันเรียนรู้อีกประกากรหนึ่งคือ การที่ผู้เรียนรู้สึกถึงคุณค่าของตนเองเพิ่มขึ้นทั้งนี้เพราะว่า
ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมกลุ่ม ซึ่งแต่ละคนจะมีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของกลุ่ม
และเมอื่ ประสบผลสำเร็จในการทำงาน หรอื ความเขา้ ใจกับเนื้อหาวิชาแลว้ จะเพิม่ ความสนใจในการทำ
กจิ กรรมการเรียนรู้มากข้ึน ซ่ึงจะเป็นผลให้ผเู้ รียนร้สู ึกถึงคุณค่าของตนเองในชั้นเรียนนอกจากนั้นการ
สอนแบบการร่วมมือกันเรียนรู้ยงั ก่อให้เกิดบรรยากาศท่ีผู้เรยี นได้พดู คุยกัน เป็นการช่วยให้ผู้เรียนและ
เพื่อนเข้าใจปัญหาชัดเจนขึ้น แม้บางครั้งจะไม่สามารถหาคำตอบได้แต่ระดับการติดตามปัญหาจะสูง
กวา่ การท่ีผสู้ อนเปน็ ผู้กำหนดให้ผูเ้ รียนทำคนเดียว และการทผ่ี ้เู รยี นสามารถอธิบายให้เพ่ือนฟังได้ก็จะ
เปน็ การยกระดบั ความเข้าใจให้ชัดเจนแน่นแฟ้นย่งิ ขน้ึ สำหรับบทบาทของผสู้ อนจะเปลี่ยนไปจากเดิม
คือต้องไม่ถือว่าตัวเองเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในชั้นเรียนคนเดียว แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อม
วธิ ดี ำเนนิ การทเี่ อื้ออำนวยให้ ผเู้ รยี นสามารถค้นหาความรู้ได้จากการร่วมมือกนั เรียนรู้ ซ่ึงเกิดจากการ
กระทำของตนเองและจากเพื่อนผ้เู รยี นดว้ ยกนั

จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 2003) ได้ให้แนวคิดการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือไว้ผู้เรียนควรร่วมมือกันในการเรียนรู้มากกว่าการแข่งขันกันเพราะการแข่งขันก่อให้เกิด
สภาพการณ์ของการแพ้-ชนะ ต่างจากการร่วมมือกันซึ่งก่อให้เกิดสภาพการณ์ของการชนะ-ชนะ อัน
เปน็ สภาพการณท์ ี่ดีกว่าท้ังทางดา้ นจิตใจและสติปัญญา และหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือประกอบด้วย
หลักการท่สี ำคญั 5 ประการ ไดแ้ ก่

1. การเรียนรู้ต้องอาศัยหลักการพึง่ พากัน (Positive Interdependence) โดยถือว่าทุกคนมี
ความสำคญั เทา่ เทียมกันและจะตอ้ งพ่งึ พากันเพ่อื ความสำเร็จร่วมกนั

2. การเรียนรู้ที่ดีต้องอาศัยการหันหน้าเข้าหากัน มีปฏิสัมพันธ์กัน ( Face to Face
Interaction) เพอ่ื แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ข้อมลู และการเรียนรตู้ ่างๆ

3. การเรียนรู้ร่วมกันตอ้ งอาศัยทักษะทางสังคม (Social Skills) โดยเฉพาะทักษะการทำงาน
รว่ มกัน

4. การเรียนรู้ร่วมกันควรมีการวิเคราะห์กระบวนการของกลุ่ม (Group Processing) ที่ใช้ใน
การทำงาน

5. การเรียนรู้ร่วมกันจะต้องมีผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มที่สามารถ
ตรวจสอบและวัดประเมินได้ (Individual Accountability) หากผู้เรียนมีโอกาสไดเ้ รยี นรู้แบบร่วมมือ

21

กันนอกจากจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทั้งด้านเนื้อหาสาระต่างๆได้กว้างขึ้นและลึกซึ้งข้ึ นและยัง
สามารถพัฒนาผู้เรียนทางด้านสังคมและอารมณ์มากขึ้นด้วยรวมทั้งมีโอกาสได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะ
กระบวนการตา่ งๆ ทจ่ี ำเป็นตอ่ การดำรงชีวติ ได้อีกมากมาย

จากแนวความคิดที่กล่าวมาสรุปไดว้ ่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเปน็ วิธีการจัดการเรียนรู้
ทีส่ อดคลอ้ งกบั นโยบายของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารทเี่ นน้ ให้ครูใช้วิธกี ารสอนท่ีเนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคัญ และ
การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือจะต้องประกอบไปด้วยสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกัน
ประมาณ 3-6 คน ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุม่ โดยผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธร์ ะหว่างผู้เรยี น
ด้วยกัน 3 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแข่งขัน ลักษณะต่างคนต่างเรียน และลักษณะร่วมมือกันหรือ
ช่วยกันในการเรียนรู้ นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญครบ 5
ประการ ได้แก่ การพึ่งพาและเกื้อกูลกัน การปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด ความรับผิดชอบที่
ตรวจสอบได้ของสมาชิกแต่ละคน การใช้ทักษะการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทำงาน
กลุ่มย่อย และการวิเคราะห์กระบวนการกลุ่ม เมื่อมีองค์ประกอบครบทั้ง 5 ประการ จะให้ทำการ
ดำเนนิ งานภายในกล่มุ เปน็ ไปอย่างราบร่นื และประสบความสำเร็จ

ความหมายของการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมอื
ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือได้
มนี ักวิชาการใหค้ วามหมายไวห้ ลายทา่ น ดังน้ี
เทอดชัย บัวผาย (2555) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จ
โดยผู้เรียนกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความสามารถต่างกัน ใช้กิจกรรมการเรียนที่หลากหลายในการปรับปรุง
ความเขา้ ใจในเนื้อหาวิชา สมาชกิ แต่ละคนในทีมจะไม่เพยี งจะต้องมีความรับผิดชอบแต่ต้องช่วยเหลือ
กนั ในกลุ่ม ซงึ่ สรา้ งบรรยากาศของสมั ฤทธ์ผิ ลในการเรยี นอกี ดว้ ย
ปิยะธิดา สีหะวัฒนกุล (2555, น.8) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ เป็นการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางที่นักเรียนมีความสามารถแตกต่างกันโดยแบ่งนักเรียนเป็น
กลุ่มเล็ก ๆ ในการเรียนร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อ่ืน
มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งนักเรียนจะบรรลุถึงเป้าหมายของการเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อสมาชิกคน
อ่ืน ๆ ในกล่มุ ไปถึงเป้าหมายเชน่ เดียวกนั ความสำเร็จของตนเองกค็ ือความสำเร็จของกลุม่ ด้วย
พรรณี กลั่นสนิท (2557, น.12) ได้สรุปไว้ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการ
เรียนรู้ที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มโคยคละความสามารถ สมาชิกในกลุ่มรับผิดชอบการเรียนรู้ของคน
เองมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม ความสำเร็จของแต่ละคน คือ ความสำเร็จ
ของกล่มุ

22

ทิศนา แขมมณี (2551, น.98) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมร่วมมือว่า คือ
การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อย โดยมีสมาชิกกลุ่มที่มีความสามารถแตกต่างกันประมาณ 3-6 คน ช่วยเหลือ
กนั เรยี นรเู้ พื่อไปสเู้ ป้าหมายของกลมุ่

ศรีภรณ์ ณะวงศ์ษา (2559, น.13) ได้สรุปไว้ว่าการเรียนแบบร่วมมือ คือ ยุทธวิธีในการสอน
วิธีหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ให้นักเรียนอยู่
ร่วมกนั เปน็ กลุม่ เล็กๆ กลุ่มละประมาณ 4 คน แบบคละความสามารถให้นกั เรียนปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
และเรียนรู้ร่วมกัน มีการช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม ซึ่งต้องมีการอธิบายการอภิปรายกันภายในกลุ่ม
เพอ่ื ทำให้กลุ่มประสบความสำเรจ็

จอยซ์ และเวล (Joyce and Weil, 1986) ได้กล่าวว่าเทคนิคการร่วมมือกันเรียนรู้เป็น
เทคนิคที่จะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งในด้านสติปัญญาและด้านสังคม นอกจากนี้เทคนิคการร่วมมือกัน
เรียนรู้ยังช่วยพัฒนาผู้เรียนทางด้านสติปัญญาให้เกิดการเรียนรู้จนบรรลุถึงขีดความสามารถสูงสุดได้
โดยมเี พือ่ นในวัยเดยี วกันยอ่ มจะมกี ารใช้ภาษาส่ือสารทีเ่ ข้าใจง่ายกวา่ ครผู ู้สอน

สลาวิน (Slavin, 1987) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือคือการสอนแบบหนึ่งซึ่ง
นกั เรียนทำงานร่วมกนั เปน็ กลุ่มเลก็ ปกติ 4 คน และการจัดกลุ่มตอ้ งคำนงึ ถึงความสามารถของนักเรียน
เช่นนักเรียนที่มีความสามารถสูง 1 คน ความสามารถปานกลาง 2 คน และความสามารถต่ำ 1 คน
หน้าที่ของนักเรียนในกลุ่มจะต้องช่วยกันทำงานรับผิดชอบและช่วยเหลือเกี่ยวกับการเรียนซึ่ง
กนั และกัน

อาร์ซท และนวิ แมน (Artzt and Newman, 1990 : 448-449) ไดก้ ล่าวถึงการจัดการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื วา่ เปน็ แนวทางทเ่ี กี่ยวกับการทผ่ี ้เู รียนทำการแก้ปญั หารว่ มกันเปน็ กลุ่มเลก็ ๆซึ่งสมาชิกทุก
คนในกลุ่มประสบผลสำเร็จหรือบรรลุเป้าหมายร่วมกันสมาชิกทุกคนต้องระลึกเสมอว่าเขาเป็นส่วน
สำคญั ของกลมุ่ ความสำเร็จหรอื ความล้มเหลวของกลุม่ เปน็ ความสำเรจ็ หรือความล้มเหลวของทุกคนใน
กลุ่มเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสมาชิกทุกคนตอ้ งพูดอธิบายแนวคดิ และชว่ ยเหลือกัน ให้เกิดการเรียนร้ใู น
การแก้ปัญหา ครูไม่ใช่เป็นแหล่งความรู้ที่คอยป้อนแก่นักเรียนแต่จะมีบทบาทเป็นผู้คอยให้ความ
ช่วยเหลอื จัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมลู ในการเรียนรู้ของนักเรยี นตวั นักเรียนเองจะเป็นแหลง่ ความร้ซู งึ่
กนั และกนั ในกระบวนการเรยี นรู้

อาโจสและจอยเนอร์ (Ajose and Joyner, 1990 : 198) กล่าวว่า การสอนแบบร่วมมือเป็น
กระบวนการซึ่งนักเรียนที่มีความสามารถที่แตกต่างกันอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำงานร่วมกันเพ่ือ
บรรลเุ ป้าหมายเดยี วกนั การสอนแบบรว่ มมอื มลี ักษณะที่สำคัญ 5 ประการ ไดแ้ ก่ การพึง่ พาอาศัยซึ่ง
กันและกัน การปฏิสัมพันธก์ ันอย่างใกล้ชิด ความรับผิดชอบต่อตนเอง และงานที่ได้รบั มอบหมายการ
ฝึกทกั ษะทางสังคม และทกั ษะกระบวนการกลุ่ม

23

เธาส์แซนด์ และคนอื่น ๆ (Thousand, et al., 2002) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือเป็น
การเรียนรูโ้ ดยมกี ารจดั กิจกรรมการเรียนท่ีแบ่งผู้เรยี นออกเป็นกลุ่มย่อย เพื่อสนับสนุนการเปดิ โอกาส
ให้ผู้เรียนเรียนรู้ภายในกลุ่มได้ทำกิจกรรมร่วมกัน แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วยสมาชิกที่คละ
ความสามารถทางการเรียน มีการแลกเปล่ียนความคดิ เห็น ช่วยเหลือซงึ่ กนั และกนั มคี วามรับผิดชอบ
ร่วมกนั เพ่อื ให้ตนเองและสมาชกิ ภายในกลมุ่ ประสบความสำเรจ็ ตามเปา้ หมายท่ีกำหนดจากการศึกษา
การเรยี นรู้แบบร่วมกนั ของนักการศกึ ษาและนกั วจิ ยั หลายทา่ น

สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็น
ศูนย์กลาง (Child Center) โดยแบ่งนักเรยี นเปน็ กล่มุ เล็กๆ สมาชกิ ในกลมุ่ มคี วามแตกต่างกันทั้งอายุ
เพศ และความรู้ความสามารถ แต่มีเป้าหมายในการเรียนร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มมีบทบาทที่ชัดเจนใน
การเรียนหรือการทำกจิ กรรมอย่างเทา่ เทียมกัน และไดเ้ รียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน ภายในกลุ่มมปี ฏิสัมพันธ์
ซ่งึ กันและกนั อย่างแทจ้ รงิ ได้พัฒนาทักษะความร่วมมือในการทำงานกลุม่

ลกั ษณะของการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ
สำนักงานเลขานุการคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2555, น.9-10) ลักษณะสำคัญของ
การเรียนแบบร่วมมือเป็นการเรียนที่แบ่งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถ
แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเพศ ความสามารถด้านการเรียน ที่ได้มาทำงานร่วมกันโดยมีเป้าหมาย ที่จะ
ประสบความสำเร็จร่วมกันมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มีการช่วยเหลือกัน มีความ
รับผิดชอบต่อตนเองและกลุ่ม ที่มีกระบวนการทำงานกลุ่มเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อช่วยให้การทำงาน
ประสบความสำเร็จอย่างมีประสทิ ธภิ าพ
ทิศนา แขมมณี (2559) ได้กล่าวว่า การทำแผนบทเรียนและการจัดการเรียนการสอนให้
ผู้เรยี นได้เรียนรูแ้ บบร่วมกนั มปี ระเดน็ สำคญั ดงั นี้
1. ด้านการวางแผนการจัดการเรียนการสอน

1.1 กำหนดจดุ ม่งุ หมายของบทเรยี นทั้งทางดา้ นความร้แู ละทักษะต่าง ๆ
1.2 กำหนดขนาดของกลุ่ม กลุ่มควรมีขนาดเล็กประมาณ 3-6 คน กลุ่มขนาด 4 คน
จะเปน็ ขนาดท่เี หมาะสมทสี่ ุด
1.3 กำหนดองคป์ ระกอบของกลุ่ม หมายถงึ การจดั ผเู้ รียนเขา้ กลมุ่ ซึง่ อาจทำโดยการ
สุ่ม คือการเลือกให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ โดยทั่วไปกลุ่มจะต้องประกอบไปด้วยสมาชิกที่คละกันใน
ด้านตา่ ง ๆ
1.4 กำหนดบทบาทของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กัน
อย่างใกล้ชิด และมีส่วนในการทำงานอย่างทั่วถงึ ครูควรมอบหมายบทบาทหน้าที่ในการทำงานใหท้ ุก
คน และบทบาทหนา้ ท่นี ัน้ ๆ จะตอ้ งเป็นส่วนหนึง่ ของงาน อนั เปน็ จุดม่งุ หมายของกลุ่ม บทบาทหน้าท่ี
ของสมาชิกตอ้ งอยู่ในลักษณะที่ตอ้ งพง่ึ พาอาศัยและเกื้อกูลกัน

24

1.5 จัดสถานที่ให้เหมาะในการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์ ครูจำเป็นต้องคิด
ออกแบบการจัดหอ้ งเรียนหรือสถานที่ทใี่ ช้ในการสะดวกต่อการทำงานกลุ่ม

1.6 จัดสาระ วัสดุ งานท่จี ะให้ผ้เู รยี นทำ วเิ คราะห์สาระ/งาน/หรือวัสดทุ ที่ ำให้ผู้เรียน
ได้เรียนรู้ และจัดแบ่งสาระหรืองานนั้นในลักษณะที่ให้ผู้เรียนแต่ละคนมีส่วนในการช่วยเหลือกลุ่ม
พ่ึงพากันในการเรียนรู้

2. ด้านการสอน
ครูควรมีการเตรียมกลุม่ เพอื่ การเรยี นรูร้ ว่ มกนั ดงั นี้

2.1 อธบิ ายชีแ้ จงเก่ยี วกบั งานกล่มุ ครูควรอธิบายถงึ จดุ ม่งุ หมายของบทเรียน เหตุผล
ในการดำเนินการตา่ ง ๆ รายละเอียดของงานและขน้ั ตอนในการทำงาน

2.2 อธิบายเกณฑ์การประเมินผลงาน ผู้เรียนจะต้องมีความเข้าใจตรงกันว่า
ความสำเร็จของงานอยู่ตรงไหน งานที่คาดหวังจะมีลักษณะอย่างไร เกณฑ์ที่จะใช้ในการวัด
ความสำเรจ็ ของงานคืออะไร

2.3 อธิบายถึงความสำคัญและวิธีการของการพึ่งพาและเกื้อกูล ครูควรอธิบาย
กฎเกณฑ์ ระเบียบ กติกา บทบาทหน้าที่ และระบบการให้รางวัลประโยชน์ที่กลุ่มจะได้รับในการ
รว่ มมือกันเรยี นรู้

2.4 อธิบายวธิ ีการชว่ ยเหลือกันระหว่างกลมุ่
2.5 อธิบายถึงความสำคญั วิธีการในการตรวจสอบความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี ท่ีแต่ละ
คนไดร้ ับมอบหมาย
2.6 ชแ้ี จงพฤติกรรมท่คี าดหวัง
3. ดา้ นการควบคมุ กำกบั และการช่วยเหลอื กลุม่
3.1 ดูแลให้สมาชกิ กลมุ่ มีการปรกึ ษาหารอื กนั อยา่ งใกลช้ ดิ
3.2 สังเกตการทำงานร่วมกันของกลุ่ม โดยตรวจสอบว่าสมาชิกมีความเข้าใจในงาน
หรอื บทบาทหนา้ ท่ีที่ได้รับมอบหมายหรือไม่ สงั เกตพฤติกรรมต่าง ๆ ของสมาชิกให้ข้อมูลป้อนกลับให้
แรงเสริม และบันทกึ ขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของกลุ่ม
3.3 เข้าไปช่วยเหลือกลุ่มตามความเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงานและ
การทำงาน เมื่อพบว่ากลุ่มต้องการความช่วยเหลือ ครูสามารถเข้าไปชี้แจง สอนซ้ำ หรือให้ความ
ชว่ ยเหลอื อ่นื ๆ
3.4 สรุปการเรยี นรู้ ครคู วรให้กลุม่ ประเดน็ การเรยี นรู้ที่ได้จากการเรียนรู้แบบร่วมกัน
เพือ่ ชว่ ยใหก้ ารเรยี นรมู้ คี วามชดั เจนขนึ้
4. การการประเมินและวเิ คราะห์กระบวนการเรียนรู้

25

4.1 ประเมินผลการเรียนรู้ ผู้ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนทางด้านปริมาณและ
คุณภาพโดยใช้วิธีการทหี่ ลากหลาย ควรให้ผ้เู รยี นมสี ว่ นร่วมในการประเมนิ

4.2 วิเคราะห์กระบวนการทำงานและกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ครูควรจัดให้
ผู้เรียนมีเวลาในการวิเคราะห์การทำงานของกลุ่มและพฤติกรรมของสมาชิกกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มมีโอกาส
เรียนรูท้ จ่ี ะปรับปรงุ สว่ นบกพรอ่ งของกลุ่ม

อมรรัตน์ เตยหอม (2563, น.33) ได้อธิบายถึงลักษณะการเรยี นรู้แบบร่วมมือ ซึ่งจะแบ่งกลุ่ม
นักเรียนออกเปน็ กลุ่ม ๆ โดยแต่ละกล่มุ ประกอบไปดว้ ยสมาชิกกลุ่มละ 4 คน ท่ีมคี วามรคู้ วามสามารถ
แตกต่างกันคือ เก่ง ปานกลาง อ่อน โดยสมาชิกในกลุ่มเปลีย่ นความคดิ เห็นช่วยเหลือพ่ึงพาซึ่งกันและ
กันรวมถึงรับผิดชอบร่วมกันทั้งในสว่ นของตนเองและส่วนรวมเพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่ม
ประสบความสำเร็จทกี่ ำหนดไว้

สเปนเซอร์ เคแกน (Spenser Kagan, 1994) ได้อธิบายลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือ
โดยมีแนวคิด ทส่ี ำคญั 6 ประการคอื

1. เป็นกลุ่มหรือเป็นทีม (Group/Leam) หมายถึง การจัดนักเรียนออกเป็นกลุ่มขนาดเล็ก
ประมาณ 2-6 คนซึ่งสมาชิกในกลุ่มประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน
คละกัน ขนาดของกลุ่มที่เหมาะสมที่สุด คือ 4 คน ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนในกลุ่มได้ร่วมมือกันอย่าง
เทา่ เทียมกนั รวมทง้ั สามารถแบง่ านกนั อาจทำเป็นค่กู ็สะดวก

2. มีความเตม็ ใจ (Wiling) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มมคี วามเต็มใจที่จะร่วมมอื ในการเรียนและ
ในการทำงานเป็นกลุ่มแบบร่วมกัน มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรม
ต่าง ๆ รว่ มกัน โดยช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั และมีการยอมรบั กนั และกันเพื่อใหง้ านสำเร็จดว้ ยดี

3. มีการจัดการ (Management) หมายถึง การจัดการเพื่อให้การทำงานกลุ่มแบบร่วมมือ
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนัน้ ต้องกำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้แก่ การสร้างกฎของห้อง การจัดที่นั่งของกลมุ่
มีการกำหนดบทบาทของสมาชิดไว้ล่วงหน้า มีการให้สัญญาณเงียบที่ครูส่งให้ผู้เรียนแล้วผู้เรียนทำ
สญั ญาณตามและเงยี บเพือ่ ฟงั คำสัง่ ต่อไป

4. มีทักษะสังคม (Social Skill) หมายถึงทักษะในการทำงานร่วมกัน มีความสมพันธ์ที่ดี
ตอ่ กนั ให้ความช่วยเหลือกัน ใหก้ ำลังใจซึ่งกนั และกนั รบั ฟังความคิดเห็นของกันและกัน ซึ่งจะช่วยให้
สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภิ าพ

5. มีหลักการพื้นฐาน (Basic Principles) 4 ประการ ซึ่งมีความสำคัญโดยจะขาดอย่างใด
อยา่ งหน่ึงไปไมไ่ ด้คอื

5.1 มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเชิงบวก (Positive Interdependence) การ
ช่วยเหลือพึ่งพากันและกันเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ และเข้าใจว่าความสำเร็จของแต่ถะคนคือ
ความสำเร็จของกลุ่ม

26

5.2 มีความรับผิดชอบเป็นรายบุคคล (Individual Accountability) ทุก ๆคนใน
กลุ่มมีบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบในการค้นคว้าการทำงาน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เรียน
เหมือนกันจงึ ว่าเปน็ ความสำเร็จของกลุ่ม

5.3 ส่วนร่วมเท่าเทียมกัน (Equal Participation) ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการ
คน้ คว้ารายงานการทำงานกลมุ่ เทา่ ๆกนั ทำโคยกำหนดบทบาทแตล่ ะคน กำหนดบทบาทก่อนหลงั

5.4 มีปฏิสัมพันธ์ไปพร้อม ๆกัน (Equal Participation) คือนักเรียนทุกคนในกลุ่ม
จะทำงาน คือ อ่าน ฟัง ไปพรอ้ ม ๆ กัน

6. มีเทคนคิ หรอื รปู แบบการจัดกิจกรรม (Structure) รูปแบบการจัดกิจกรรมหรือเทคนิคการ
เรยี นแบบรว่ มมือเป็นสิ่งท่ีใช้เป็นคำส่ังให้ผู้เรียนมปี ฏิสัมพนั ธ์กัน ซง่ึ เทคนคิ ต่างๆจะต้องเลือกใช้ให้ตรง
กับเปา้ หมายทีต่ ้องการ เพราะแตล่ ะเทคนิคมคี วามเหมาะสมและเป้าหมายทีแ่ ตกต่างกัน

อาโจส และจอยเนอร์ (Ajose and Joyner, 1990) ได้กล่าวถึงลักษณะสำคัญของการเรียน
แบบร่วมมือไว้ดังน้ี

1. การพ่งึ พาอาศัยกนั
2. การมีปฏสิ มั พันธท์ ี่ดตี ่อกนั อย่างใกลช้ ิด
3. ความรับผิดชอบตอ่ การทำงานกลมุ่ ต่อตนเอง และสมาชกิ กลมุ่
4. การใช้ทกั ษะทางสงั คม
5. การใช้ทกั ษะกระบวนการกลุ่ม
สลาวนิ (Slavin, 1995) ไดก้ ล่าวถึงลักษณะของการเรยี นแบบร่วมมือไว้ 6 ประการ ดงั นี้
1. เป้าหมายของกลุ่ม (Group goals) หมายถึง การมีเป้าหมายร่วมกันคือ การยอมรับ
ผลงานของกลุ่ม
2. การรับผิดชอบเป็นบุคคล (Individual accountability) หมายถึง ความสำเร็จของกลุ่ม
ซึ่งขึ้นกับผลการเรียนรู้รายบุคคลของสมาชิกในกลุ่มรายงานที่ได้รับมอบหมายเป็นรายบุคคล ผลการ
ประเมินของรายบคุ คลจะมผี ลต่อคะแนนความสำเรจ็ ของกลุ่ม
3. โอกาสในความสำเร็จเท่าเทียมกัน (Equal opportunities for success) หมายถึง การที่
นักเรยี นได้รับโอกาสท่ีจะทำคะแนนใหก้ บั กลุ่มของตนเองได้เทา่ เทียมกัน
4. การแข่งขันเป็นทีม (Team competition) การเรียนแบบร่วมมือจะมีการแข่งขันระหว่าง
ทมี ซง่ึ หมายถงึ การสร้างแรงจูงใจใหเ้ กิดข้นึ ภายในทมี
5. งานพิเศษ (Task specialization) หมายถึง การออกแบบงานย่อย ๆ ของแต่ละกลุ่มให้
นักเรียนแต่ละคนรับผิดชอบ ซึ่งนักเรียนแตล่ ะคนจะเกิดความภาคภมู ิใจที่ได้ช่วยเหลือกลุม่ ของตนให้
ประสบผลสำเรจ็ ลกั ษณะงานเปน็ การพ่งึ พาซง่ึ กันและกนั มีการตรวจสอบความถูกต้อง

27

6. การดัดแปลงความต้องการของแต่ละบุคคลให้เหมาะสม (Adaptation to individual
needs) หมายถึง การเรียนแบบร่วมมือแต่ละประเภทจะมีบางประเภทได้ดัดแปลงกา สอนให้เหมาะ
ความต้องการแตล่ ะบุคคล

จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1987 : 23-24) ได้กำหนดลักษณะ
สำคัญของการเรียนแบบร่วมมอื ไวด้ ังน้ี

1. สมาชิกของกลุ่มมีความรับผิดชอบต่อกลุ่มร่วมกัน ช่วยกันทำงานที่ได้รับมอบหมายให้
สำเร็จ โดยมจี ดุ มงุ่ หมายการปฏิบัตงิ านรว่ มกนั มีการแบง่ ข้อมลู และอุปกรณ์ระหว่างสมาชิกของกลุ่ม

2. สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ (Interaction) ต่อกัน อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกัน
และกนั ยอมรบั และรบั ฟังความคดิ เห็นของกนั และกนั

3. สมาชิกกลุ่มแต่ละคนมีความรับผิดชอบในตัวเองต่องานที่ได้รับมอบหมายจุดมุ่งหมาย
ทสี่ ำคญั คอื การทีแ่ ต่ละคนทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพ่อื การพฒั นางานของตนเองของเพื่อนและ
ของกลมุ่

4. สมาชิกกลุ่มมีทักษะในการทำงานกลุ่ม (Small group skills) และมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีครู
สอนทักษะการทำงานกลุ่ม และประเมนิ การทำงานกลุ่มของนักเรียน การท่จี ดั ใหน้ ักเรียนที่ขาดทักษะ
การทำงานกลุ่มมาทำงานกล่มุ ร่วมกนั จะไม่ประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1984 : 38) ได้แยกให้เห็น
ความแตกต่างของลกั ษณะการแบง่ กลุ่มกจิ กรรมทีใ่ ชก้ นั แบบเดิม ๆ กับการเรยี นแบบรว่ มมือ ไว้ดงั นี้

1. การเรียนแบบร่วมมือ พื้นฐานอยู่บนความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันทางบวก (Positive
interdependence) สมาชิกทั้งกลุ่มมีเป้าหมายร่วมกันและทุกคนต้องพร้อมใจกัน ที่จะทำให้สมาชิก
ทุกคนของกลมุ่ ได้แสดงความสามารถอยา่ งเทา่ เทียมกัน

2. การเรียนแบบร่วมมือ สมาชิกต้องมีความชัดเจนในเรื่องความรับผิดชอบต่อในการเรียน
ผลงานของแต่ละบุคคล (Individual accountability) ผู้เรียนแต่ละคนต้องแสดงข้อมูลถึง
ความก้าวหน้าให้กลุ่มทราบ และกลุ่มก็ต้องช่วยกันแนะนำหรือช่วยเหลือให้แต่ละคนก้าวหน้าไปถึง
ระดับสูงสุด แต่สำหรับกลุ่มแบบเก่า ผู้เรียนที่เป็นสมาชิกบางคนอาจจะคอยแอบแฝงมีชื่อร่วมในงาน
กลุม่ โดยไม่มีบทบาทใดก็ได้

3. การเรียนแบบร่วมมือ สมาชิกของกลุ่มจะมีลักษณะหลากหลาย โดยแตกต่างกันในแง่
ความรู้ความสามารถและบุคลิกภาพ ขณะที่กลุ่มแบบเดิมจะมีลักษณะใกล้เคียงกันหรือสนใจเรื่อง
เดียวกันเปน็ ส่วนใหญ่

4. การเรียนแบบร่วมมือ สมาชิกแต่ละคนจะมีส่วนร่วมแสดงความเป็นผู้นำในกลุ่มในขณะที่
แบบเดมิ ผ้ทู ่ีเป็นหวั หน้ากลุม่ มักทำหนา้ ท่เี ป็นผนู้ ำเพยี งคนเดยี ว

28

5. การเรียนแบบร่วมมือ ทุกคนร่วมรับผิดชอบผลการเรียนของสมาชิกแต่ละคน ทุกคนต้อง
มุ่งมั่น และกระตุ้นให้แต่ละคนทำชิ้นงานตามที่กำหนดในขณะที่กลุ่มแบบเดิมสมาชิกกลุ่มไม่
จำเป็นต้องรับผดิ ชอบซ่ึงกนั และกัน

6. การเรียนแบบร่วมมือ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาผลการเรียนของแต่ละคนให้ขึ้นถึงจุดสูงสุด
ของเขา พร้อมกับรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีไว้ ส่วนกลุ่มแบบเดิมสมาชิกมุ่งเพียงทำงานท่ี
กล่มุ ได้รบั มอบหมายใหเ้ สรจ็

7. การเรียนแบบร่วมมือ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคมหลาย ๆ ด้าน เช่น ความ
เป็นผู้นำ ความสามารถในการสื่อสาร การร่วมมือกับผู้อื่น และการจัดการปัญหาขัดแย้ง ในกลุ่ม
แบบเดิมทกั ษะเหล่านีม้ กั ถกู คาดหวงั ว่าจะเกดิ แตม่ ักจะถกู ละเลยเสียเป็นสว่ นใหญ่

8. การเรียนแบบร่วมมือ ครูจะเป็นผู้คอยสังเกต วิเคราะห์การทำงานร่วมกันและให้ข้อมูล
ขอ้ นกลับเพ่ือใหก้ ลมุ่ ทำงานได้ดขี ึน้ แตใ่ นกลุ่มแบบเดิมมกั ไมเ่ น้นกระบวนการ แต่เนน้ ท่ีผลงาน

จากลักษณะทั้ง 8 ประการ สามารถสรุปเปรียบเทียบลักษณะความแตกต่างของการเรียนใน
แบบเดิมกบั การเรียนแบบรว่ มมอื ดังปรากฎในตาราง 2.1

ตาราง 2.1 แสดงการเปรยี บเทียบลกั ษณะการเรียนแบบเดิมกบั การเรียนแบบรว่ มมือ

จากลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือข้างต้น สรุปได้ว่าลักษณะของการจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นการเรียนที่แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สมาชิกของกลุ่มมีความรับผิดชอบต่อกลุ่ม
ร่วมกันความสำเร็จของสมาชิกถือเป็นความสำเร็จของกลุ่มสมาชิกทุกคนจะช่วยเหลือและให้ความ
ร่วมมอื แกก่ นั และกนั

29

ขั้นตอนของการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมือ
สำนวน คณุ พล (2557, น.28-29) ไดส้ รุปขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือไว้ทั้งหมด
6 ข้นั ตอน ดังนี้
1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของกิจกรรมและบทบาทหน้าที่ของผู้เรียนใน
กล่มุ เป็นการสรา้ งบรรยากาศท่ดี ีในการเรียน
2. ข้ันชี้แจงกระบวนการเรยี นรู้ ผู้สอนอธบิ ายขัน้ ตอนการทำกิจกรรมและทำข้อตกลงร่วมกัน
3. ขั้นนำเสนอความรใู้ หม่ ผู้สอนนำเสนอบทเรียน โดยใหผ้ เู้ รยี นเรียนรู้ร่วมกนั เป็นกลุ่ม
4. ขั้นกจิ กรรมกลมุ่ ให้ผเู้ รยี นได้ปฏบิ ัตกิ จิ กรรมกลุม่ ร่วมกัน โดยมกี ารวางแผนการทำกิจกรรม
และบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มและมีการตรวจสอบผลงานทั้งรายกลุ่มและรายบุคคล
เพอื่ ประสทิ ธิภาพของงาน
5. ขน้ั นำเสนอผลงาน ทุกกล่มุ จะจบั สลากเพือ่ หาตวั แทนกลมุ่ ออกมานำเสนอผลงานของกลมุ่
6. ขั้นสรุปและประเมินผล ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปรายสรุปบทเรียนและการทำงาน
กลมุ่ ร่วมกัน เพื่อหาข้อดแี ละขอ้ ควรแก้ไขของแต่ละกล่มุ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2543, น.31-32 อ้างถึงใน ศศิธร เวียงวะลัย, 2556, น.106) ได้เสนอ
ขัน้ ตอนของการจดั การเรียนรแู้ บบร่วมมือไว้ ดงั นี้
1. ขั้นเตรียม ผู้สอนแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน แนะนำทักษะสำคัญในการเรียนรู้ร่วมกัน
และแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 2-6 คน ผู้สอนควรชี้แนะแนวทางในการทำงานแบบร่วมมือบทบาทหน้าที่ของ
สมาชกิ กล่มุ และทำกจิ กรรมร่วมกัน
2. ขั้นสอน ผสู้ อนนำเขา้ สบู่ ทเรียน และแนะนำเน้ือหาจากนนั้ มอบหมายงานใหผ้ เู้ รยี นทุกกลุ่ม
3. ขั้นกิจกรรมกลุ่ม สมาชิกทุกคนในกลุ่มชว่ ยกันเรียนและทุกคนได้รว่ มกันรับผิดชอบตอ่ งาน
ของกลมุ่ โดยทุกคนมีหนา้ ทีค่ วามรบั ผดิ ชอบตามที่ได้รบั มอบหมาย
4. ขั้นตรวจผลงาน เป็นการเนั้นการตรวจสอบผลงานของกลุ่มและตรวจสอบว่าผู้เรียนได้
ปฏิบัติหน้าท่ีตามที่ได้รบั มอบหมายครบถ้วน
5. ขั้นประเมินผลและสรุปบทเรียน ผู้สอนและผู้เรียนช่วยกันประเมินผลงานของกลุ่มและ
สรุปบทเรียนร่วมกนั เพ่ือหาจดุ เด่นและสิ่งทีค่ วรปรับปรุงแก้ไข ผู้สอนควรอธิบายเพิ่มเติมหากผู้เรียนมี
ส่งิ ท่ีไมเ่ ขา้ ใจ
จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 2003) ได้เสนอขั้นตอนของการจัดการ
เรยี นรูแ้ บบร่วมมือ ดังน้ี
1. ขั้นเตรียม ประกอบด้วยครูเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียน การ
แบ่งกลุ่มการเรียน แจ้งวัตถุประสงค์ของการเรียนในแต่ละบทเรียน แต่ละคาบ และฝึกฝนทักษะ
พ้ืนฐานที่จำเปน็ สำหรบั การทำกจิ กรรมกล่มุ

30

2. ขั้นสอน ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ประกอบด้วยการเข้าสู่บทเรียน แนะนำเนื้อหา
แนะนำแหล่งข้อมูล และมอบหมายงานให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มได้รับงานเป็นชุด เพื่อฝึกความ
รับผิดชอบในการคิดตดั สินใจแบง่ ปนั งานใหส้ มาชิกในกล่มุ

3. ขั้นทำกิจกรรมกลุ่ม นักเรียนแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ในการทำกิจกรรมกลุ่มตามที่ได้รับ
มอบหมาย และจะช่วยเหลือกนั เพ่ือใหง้ านนนั้ สำเร็จ เปน็ การเสรมิ แรงและสนับสนนุ กัน ใหก้ ำลังใจกัน
และพึ่งพาอาศยั กนั

4. ขั้นตรวจสอบผลงานและทดสอบเป็นการตรวจสอบว่าผู้เรียนได้ปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วน
หรือไม่ ผลการปฏิบัติเป็นอย่างไร เน้นการตรวจสอบผลงานกลุ่มและรายบุคคล และต่อจากนั้นเป็น
การทดสอบ

5. ขั้นสรุปบทเรียนและประเมินผลการทำงานกลุ่ม ครู และนักเรียนช่วยกันสรุปบทเรียน
ถา้ มีสิง่ ทผี่ ู้เรียนยงั ไมเ่ ขา้ ใจครูควรอธิบายเพ่ิมเติมและช่วยกันประเมินผลการทำงานกลุ่มหาจุดเด่นและ
สงิ่ ท่คี วรปรับปรุงแกไ้ ข

อาเรนด์ส (Arend, 1994, : 347) ได้เสนอขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้
6 ข้ันตอน ดังนี้

1. ชี้แจงวัตถุประสงค์ในการเรียน เป็นขั้นที่ครูอธิบายเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของบทเรียนให้
นักเรียนเข้าใจอยา่ งชดั เจน

2. ให้ขอ้ มูล เปน็ ขัน้ ที่ครสู อบหรือให้ข้อมลู เก่ียวกบั เนื้อหาในบทเรยี นทนี่ กั เรยี นจะต้องศกึ ษา
3. จัดนักเรียนเป็นกลุ่ม เป็นขั้นที่ครูต้องอธิบายให้นักเรียนทราบถึงวิธีการจัดกลุ่มแนะนำ
เกี่ยวกับทกั ษะในการทำงานกลุ่มและทกั ษะทางสังคม
4. ครูให้ความช่วยเหลือกลุ่มในการทำงานหรือการเรียน เป็นขั้นที่นักเรียนจะเรียนหรือ
ทำงานกลุ่มร่วมกัน ครูจะต้องคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ เมื่อนักเรียนมีข้อสงสัยหรือปัญหาที่สมาชิก
ในกลุ่มไม่สามารถชว่ ยกนั ได้ และเม่ือกล่มุ ต้องการคำแนะนำช่วยเหลอื จากครู
5. ทดสอบในการเรียนแต่ละครั้งเม่ือจบบทเรียนหนึ่ง ๆ เป็นขั้นทีค่ รูให้นักเรียนทกุ คนทำการ
ทดสอบ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาสามารถประสบผลสำเร็จในการเรียนมากน้อยแค่ไหน และนำคะแนนที่
ไดม้ าคดิ เป็นคะแนนกล่มุ
6. ครูให้การเสริมแรง เป็นขั้นการยอมรับในความสำเร็จของนักเรียนและของกลุ่มครูอาจ
ให้การเสริมแรง โดยใช้คำพูดของครูหรือใช้โครงสร้างเกี่ยวกับรางวัล เป็นการสร้างกำลังใจให้แก่
นักเรยี นและกลมุ่
จากข้อมูลดังกล่าวผู้วิจัยสามารถนำมาสรุปเป็นขั้นตอน ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ได้ 5 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

31

1. ขั้นเตรียมการ ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม ๆ ละ 6-7 คน พิจารณาจากคะแนน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ของผู้เรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีศึกษาอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
4/3 ปีการศกึ ษา 2566 โดยแบง่ ผ้เู รียนออกเป็นคนเก่ง ปานกลางและคนอ่อนเพ่ือช่วยเหลือกันในการ
เรียนรู้ จากนั้นครผู ู้สอนอธิบายถงึ วตั ถุประสงคแ์ ละบทบาทของผ้เู รยี นในการเรียนแบบร่วมมือ

2. ขั้นสอน ผู้สอนชี้แจงวัตถุประสงค์ของบทเรียน นำเสนอเนื้อหา ด้วยการบรรยายและ
อภิปรายร่วมกับผู้เรียน แจกใบงานหรือให้หัวข้องานกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม โดยครูผู้สอนแนะนำ
แหล่งเรียนรู้และกระบวนการทำงานกลุ่ม ตลอดจนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการทำงานกลุ่มให้
แกผ่ ู้เรียนได้ทราบ

3. ขั้นปฏิบัติงานกลุ่ม ครูกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกันศึกษา อภิปรายซักถามกันทั้งในกลุ่มและ
ระหว่างกลุ่ม ทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลแสดงความคิดเห็นกันและเริ่มทำใบงานหรือภาระงานตามที่
ได้รบั มอบหมาย โดยมีครูผสู้ อนเป็นทีป่ รึกษาใหค้ ำแนะนำเม่อื ผูเ้ รียนเกิดข้อสงสัย

4. ขั้นนำเสนองานกลุม่ เมื่อสรุปเป็นผลงานของกลุ่มเสร็จแล้วให้แตล่ ะกลุ่มนำเสนองานหนา้
ช้นั เรียนและเปดิ โอกาสให้เพ่ือนรว่ มกนั ซกั ถามแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็

5. ขั้นสรุป ครูผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันอภิปราย ศึกษา รวบรวมข้อมูลเพื่อนำไปสู่ข้อสรุปท่ี
ถูกตอ้ งและอภปิ รายเก่ียวกบั การทำงานกลุ่มเพื่อหาจุดเดน่ จุดด้อยสำหรบั การปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ประโยชน์ของการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ
สำนกั งานเลขานุการคณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (2555, น.13) ไดส้ รุปถึงประโยชน์ของ
การเรียนแบบรว่ มมือท่ีมีต่อผเู้ รยี นไว้ว่า มที ้ังในดา้ นการมสี ว่ นรว่ มในการเรียน การมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน
และการทำให้ผู้เรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพราะการเรียนแบบร่วมมือในห้องเรียนเป็นการฝึก
ให้นักเรียนมี ความรับผิดชอบรว่ มกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รู้จักคิด รู้จักแกป้ ญั หาซึ่งจะทำให้
นักเรียน เปน็ พลเมืองท่ีมีคณุ ภาพในการชว่ ยพฒั นาประเทศต่อไปในอนาคต
พรรณจิตร์ เขื่อนเพชร (2556, น.17) ได้กล่าวถึงประโยชนข์ องการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ
ไวว้ ่าเป็นการจดั การเรียนรู้ท่ีก่อให้เด็กเกดิ แรงจูงใจในการเรียนท่ีได้มสี ่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ
มีการรับผิดชอบงานร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้นักเรียนรู้สึกว่าตนมีค่า มีความหมาย
นอกจากนั้นยังเปน็ การฝึกให้นักเรียนรู้จักการใช้ชีวิตร่วมกบั ผูอ้ ื่นในสังคม คือต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึง่
กันและกัน ช่วยเหลอื กัน รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหา รู้จักหาความรู้ใหม่ ๆ สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง
ซง่ึ จะทำใหน้ กั เรียนพฒั นาไปเปน็ พลเมืองที่ดีในสังคมตอ่ ไป
ทิศนา แขมมณี (2562, น.271) กล่าวไว้ว่าการจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมือ สามารถส่งเสริมให้
ผู้เรียนพัฒนาทักษะกระบวนการหลากหลายด้านโดยเฉพาะทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการคิด
ทกั ษะการปฏิสมั พนั ธ์ ทักษะการแก้ปญั หา ทกั ษะการแสวงหาความรู้และอืน่ ๆ

32

เอเรนด์ส (Arends, 1994 : 345-346) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้
สรปุ ได้ 5 ประการ ดังน้ี

1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้เป็นการเรียนที่จัดให้นักเรียนได้
ร่วมมอื กันเรยี นเป็นกลุ่มเล็กประมาณ 2 - 6 คน เพ่ือให้บรรลเุ ป้าหมายทางการเรียนร่วมกันนับว่าเป็น
การเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็น และแสดงออกตลอดจนลงมือกระทำ
อย่างเทา่ เทียมกนั มกี ารให้ความช่วยเหลือซ่ึงกันและกัน เชน่ นักเรยี นท่เี กง่ ชว่ ยนักเรียนที่ไม่เก่ง ทำให้
นักเรียนที่เก่งมีความรู้สึกภาคภูมีใจ รู้จักสละเวลา และช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนนักเรียนที่ไม่
เก่งก็จะซาบซึง้ ในน้ำใจเพ่ือน มีความอบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าชักถามในข้อสงสัยมากข้ึน จึงง่ายตอ่
การทำความเขา้ ใจในเร่ืองที่เรยี น ท่สี ำคญั ในการเรียนรแู้ บบร่วมมือน้ี คือ นกั เรยี นในกลุ่มได้ร่วมกันคิด
ร่วมกันทำงาน จนกระทั่งสามารถหาคำตอบที่เหมาะสมท่ีสดุ ได้ ถือว่าเป็นการสรา้ งความรู้ดว้ ยตนเอง
ช่วยให้ความรู้ที่ได้รับเป็นความรู้ที่มีความหมายต่อนักเรียนอย่างแท้จริง จึงมีผลทำให้ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นของนักเรียนสูงข้ึน

2. ด้านการปรับปรังความสัมพันธ์ระหวา่ งบุคคล การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื เปิดโอกาสใหน้ ักเรียน
ทีม่ ภี มู ิหลงั ต่างกนั ได้มาทำงานรว่ มกนั พงึ่ พาซึง่ กนั และกัน มีการรบั ฟังความคิดเห็นกนั เข้าใจและเห็น
ใจสมาชิกในกลุ่ม ทำให้เกิดการยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันซึ่งจะส่งผลให้มี
ความรสู้ ึกท่ดี ีต่อผอู้ ่นื ในสงั คมมากข้ึน

3. ด้านทักษะในการทำงานร่วมกันให้เกิดผลสำเร็จที่ดี และการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีทาง
สังคมการเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยปลูกฝังทักษะในการทำงานเป็นกลุ่มทำให้นักเรียนไม่มีปัญหาในการ
ทำงานร่วมกับผู้อื่น และส่งผลให้งานกลุ่มประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน ทักษะทางสังคมที่
นักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ ได้แก่ ความเป็นผู้นำ การสร้างความไว้วางใจกัน การตัดสินใจ การสื่อสาร
การจัดการกับขอ้ ขดั แย้ง ทักษะเกี่ยวกับการจดั กล่มุ สมาชิกภายในกลมุ่ เปน็ ต้น

4. ด้านทักษะการร่วมมือกันแก้ปัญหา ในการทำงานกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะได้รับทำความเข้าใจ
ในปัญหาร่วมกัน จากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุของ
ปัญหาสมาชกิ ในกลมุ่ ก็จะแสดงความคิดเหน็ เพื่อหาวิธกี ารแก้ไขปญั หาอภปิ รายให้เหตุผลซ่งึ กันและกัน
จนสามารถตกลงร่วมกันได้ว่า จะเลือกวิธีการใดในการแก้ปัญหาจึงเหมาะสมพร้อมกับลงมือร่วมกัน
แก้ปญั หาตามข้ันตอนทกี่ ำหนดไว้ ตลอดจนทำการประเมินกระบวนการแกป้ ญั หาของกลุ่มดว้ ย

5. ด้านการทำใหร้ ูจ้ กั และตระหนักในคุณค่าของตนเอง ในการทำงานกลุ่มสมาชิกกลุม่ ทุกคน
จะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน การที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชกิ ด้วยกัน
ย่อมทำให้สมาชิกในกลุ่มนัน้ มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคณุ ค่าที่สามารถช่วยให้
กลมุ่ ประสบผลสำเรจ็ ได้

33

บารูดี (Baroody, 1993 : 2-102) ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ไว้ ดังนี้

1. การเรียนแบบร่วมมอื ช่วยส่งเสริมใหเ้ กดิ การเรียนเนอ้ื หาไดด้ ี
2. การเรียนแบบร่วมมือช่วยส่งเสริมให้เกดิ ความสามารถในการแก้ปัญหา และการให้เหตุผล
แนวทางในการพฒั นาทกั ษะการแก้ปัญหา และช่วยให้เกดิ การช่วยเหลือในกลุม่ เพอ่ื น 3 แนวทาง คือ

1) การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อยให้นักเรียนได้แก้ปัญหาโดยคำนึงถึง
บคุ คลอน่ื ซง่ึ ชว่ ยให้นกั เรียนไดต้ รวจสอบและปรบั ปรุงแนวคิดและคำตอบ

2) ช่วยให้เข้าใจปัญหาของแต่ละคนในกลุ่ม เนื่องจากพื้นฐานทางความรู้ของแต่ละ
คนต่างกนั

3) นกั เรียนเข้าใจการแกป้ ัญหาจากการทำงานกล่มุ
3. การเรยี นแบบร่วมมอื สง่ เสริมความม่ันใจในตนเอง
4. การเรยี นแบบร่วมมือสง่ เสริมทักษะทางสังคมและทักษะการส่อื สาร
จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1994) ได้กล่าวถึงผลดีของการเรียนรู้
แบบรว่ มมอื ทส่ี ง่ ผลตอ่ ผเู้ รยี นในด้านตา่ ง ๆ ไว้ดังนี้
1. การเพิ่มความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายมากขึ้น การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียน
มีความพยายามทจ่ี ะเรยี นรู้ให้บรรลุเป้าหมายเปน็ ผลทำใหผ้ ลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมีผลงาน
มากขึ้น การเรียนรู้มีความคงทนมากขึ้น (Long-Term Retention) มีแรงกูงใจภายใน แรงจูงใจใฝ่
สัมฤทธ์ิ มกี ารใชเ้ วลาอย่างมปี ระสิทธิภาพ ใหเ้ หตผุ ลดีขนึ้ และคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณมากขึน้
2. มิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนดีขึ้น การเรียนรู้แบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีน้ำใจ
นักกีฬามากขึ้น ใส่ใจผู้อื่นมากขึ้น เห็นคุณค่าของความแตกต่าง ความหลากหลาย การประสาน
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างตนและผู้อ่ืนและเห็นความสำคญั ของการรวมกลุ่ม
3. ส่งเสริมให้สุขภาพจิตดีขึ้น การเรียนแบบร่วมมือช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาพจิตดีขึ้น มี
ความรู้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองมากขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคม ความสามารถในการ
เผชญิ กับความเครียดและความผันแปรตา่ ง ๆ ท่เี กดิ ข้นึ
จากแนวความคิดที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ช่วยให้
ผูเ้ รียนไดพ้ ัฒนาในเร่ืองความสัมพนั ธ์กับผู้อ่ืน ผู้เรยี นจะได้เห็นถึงความแตกต่างภายในกลุ่มของตนเอง
บางคนเรียนเก่ง บางคนเรียนไม่เก่ง เพื่อนที่เรียนเก่งจึงต้องช่วยเหลือเพื่อนที่เรียนอ่อน เพื่อให้
ผลงานกลุ่มประสบความสำเร็จได้ด้วยดีนอกจากนี้ยังสอนให้ผู้เรียนได้ฝึกการรับฟังความคิดเห็นซึ่ง
การทำงานกลุ่มนั้น ควรที่จะมีการระดมสมองช่วยเหลือกัน มีความร่วมมือกันในการทำงานเพราะ
ความสำเร็จของกลุ่มถือเป็นเปา้ หมายสำคญั นอกจากน้กี ารจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือยังช่วยให้ผู้เรียน

34

มีสุขภาพจิตที่ดี เพราะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาความเชื่อมั่นในตนเองและเชื่อมั่นในตัวเพื่อนสมาชิก
ในกล่มุ วา่ จะสามารถผา่ นพน้ ไปไดด้ ้วยดี

ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น

ความหมายของผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน (Leaning Achievement) เป็นผลทีเ่ กิดจากปัจจยั ตา่ ง ๆ ในการจดั
การศึกษา นักการศึกษาหลาย ๆ ท่าน จึงได้ให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เนื่องจาก
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นดัชนีประการหนึ่งที่สามารถบอกถึงคุณภาพการศึกษา ซึ่งนักการศึกษา
หลายท่าน ไดใ้ ห้ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนไวด้ ังนี้
จันทิมา เมยประโคน (2555, น.26) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถ
ทางด้านการ เรียนของแต่ละบุคคลที่ประเมินได้จากการทำแบบทดสอบ หรือการทำงานที่ได้รับ
มอบหมาย ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งทางด้านทักษะปฏิบัติ โดยการใช้แบบทดสอบภาคปฏิบัติ และการวัด
ทางดา้ นเนอ้ื หา โดยการใช้แบบทดสอบวัดผล สมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) ให้คำจำกัดความ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือ คุณลักษณะ
รวมถึงความรู้ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน หรือมวลประสบการณ์
ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ
ของสมรรถภาพทางสมอง ซง่ึ มจี ุดมงุ่ หมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดบั ความสามารถสมองของบุคคล
ว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้างและมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียน
การฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก
ค่านยิ ม จรยิ ธรรมต่าง ๆ กเ็ ป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย
โชติกา ภาษีผล (2559, น.55) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถ
อันเป็นผลมาจากประสบการณ์การเรยี นรทู้ ี่ผู้เรยี นไดร้ ับจากการเรียนการสอนในชว่ งระยะเวลาใดเวลา
หนงึ่ ที่ผ่านมา การวัดความรู้ความสามารถทางสมองหรือสติปญั ญาของบุคคล
กู๊ด (Good, 1973 : 7) กล่าวว่าผลสัมฤทธิ์ คือ "การทำให้สำเร็จ (Accomplishment) หรือ
ประสทิ ธิภาพทางด้านการกระทำในทกั ษะที่กำหนดใหห้ รือในด้านความรู้ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หมายถึง การเข้าถึงความรู้ (Knowledge Attained) การพัฒนาทักษะในการเรียน ซึ่งอาจพิจารณา
จากคะแนนสอบท่กี ำหนดให้ คะแนนท่ีไดจ้ ากงานที่ครมู อบหมายให้ หรือทั้งสองอย่าง
โวลแมน (Wolman, 1973 : 5) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง
ระดับของความสำเร็จในเรื่องเฉพาะหรือเรื่องทั่วไป หรือระดับของความชำนาญอัน เนื่องมาจากการ
ไดร้ บั ความรทู้ างวิชาการ

35

มีเรน (Mehrens, 1976 : 73) ได้สรุปความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง
ความรู้ ทักษะและสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ของผู้เรียนต่อการเรียนแต่ละวิชาซึ่งสามารถวัดได้
จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน

อนาสตาซี (Anastasi, 1982 : 148) กล่าวไว้พอสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมี
ความสัมพนั ธ์กบั องค์ประกอบทางด้านสติปัญญา และองค์ประกอบทางด้านที่ไม่ใช่สติปัญญาอันได้แก่
องคป์ ระกอบทางดา้ นเศรษฐกิจ สงั คม แรงจงู ใจ และองค์ประกอบทไ่ี มใ่ ช่สติปัญญาดา้ นอ่นื ๆ

รีเบอร์ (Reber, 1985 : 5) ได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง ระดับ
ความสามารถทางวิชาการของบคุ คล ซง่ึ สามารถวดั ได้โดยใช้แบบทดสอบมาตรฐาน

จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการวจิ ัยครั้งนี้ หมายถึง
ความสำเร็จ ความสามารถของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอนใน
รายวิชาสงั คมศึกษา ทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพต่าง ๆ
ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการตรวจสอบระดับความสามารถสมองของ ผู้เรียนว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง
และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือ
ประสบการณต์ า่ ง ๆ และการวดั ผลตามสภาพจรงิ ความสำเร็จ

องค์ประกอบท่มี อี ทิ ธพิ ลตอ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
องค์ประกอบหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นสิ่งที่นักการศึกษาและ
ครูผู้สอนได้ให้ความสนใจมาโดยตลอด จึงมีนักการศึกษาได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อ
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ไว้ดงั น้ี
จันทิมา เมยประโคน (2555, น.28 ) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน แบ่งออกเป็นองค์ประกอบใหญ่ ๆ คือ ด้านตัวนักเรียน ด้านตัวครู และด้านสังคม และ
ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ส่งผล โดยตรงต่อผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ คุณลักษณะของผู้สอนวิธี
สอนและการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนใหน้ า่ สนใจของตัวครผู ูส้ อน
วัชรนิ ทร์ กงภธู ร (2555, น.63-64) ได้กล่าววา่ องคป์ ระกอบทมี่ ีอิทธพิ ลต่อผลสมั ฤทธท์ิ างการ
เรียนการสอน สามารถแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ องค์ประกอบด้านตัวผู้เรียน สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง กับ
ผู้เรียน องคป์ ระกอบดา้ นคุณภาพการจัดการเรียนการสอน และองค์ประกอบดา้ นการบริหาร อิทธิพล
ท่ีมีต่อผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรียน คอื พฤตกิ รรมด้านความรู้ ความคดิ คุณลักษณะ ทางจิตใจ
และคณุ ภาพการเรยี นการสอน
พรพิมล คำแสน (2556, น.38) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน คือ ลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ พื้นฐานความรู้เดิม แรงจูงใจ นิสัย ทัศนคติ อายุ สุขภาพ
ความสนใจ และสติปัญญา และลักษณะของผู้สอน ได้แก่ คุณวุฒิ ความสามารถ ระยะเวลาที่สอน
ทศั นคติ สขุ ภาพ

36

สิทธิชัย สระตอมูฮัมหมัด (2561, น.21) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นมอี งคป์ ระกอบอยหู่ ลายประการที่เกย่ี วข้องกับตวั นักเรียน ได้แก่ ความพรอ้ มทางร่างกาย
สติปัญญา อารมณ์ และการปรบั ตวั องค์ประกอบทเ่ี กี่ยวข้องกับครู ไดแ้ ก่ วธิ กี ารสอน การจัดกิจกรรม
การเรียน การสอนของครู รวมทั้งองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม ได้แก่ ความสัมพันธ์
ระหว่างสมาชิกใน ครอบครัว ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของครอบครัว สภาพแวดล้อม
ทางบ้าน การอบรมทางบา้ น และฐานะทางบา้ น

บลูม (Bloom, 1976 : 167-176) ได้ศึกษาถึงองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นไว้ 3 องค์ประกอบ ดังน้ี

1. พฤติกรรมค้านความรู้ความคิด (Cognitive Entry Behavior) หมายถึง ความสามารถ
ทั้งหลายของผู้เรยี นที่ทำใหเ้ ขาเรยี นได้ ซงึ่ ประกอบลว้ นความถนัดและพื้นฐานความรเู้ ดิมของผู้เรยี น

2. คุณลักษณะค้านจิตพิสัย (Affective Entry Characteristics) หมายถึง สภาพการณ์หรือ
แรงจูงใจ ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ใหม่ ได้แก่ ความสนใจและเจตคติที่มีต่อเนื้อหาวิชาและ
คุณลักษณะบคุ ลิกภาพ ซ่งึ คณุ ลักษณะตา่ ง ๆ ทางดา้ นจิตพสิ ัยน้บี างอยา่ งอาจเปลยี่ นแปลงได้บางอย่าง
กค็ งอยู่

3. คุณภาพทางการสอน (Quality of Instruction) หมายถงึ การ ไดร้ ับคำแนะนำ การมสี ่วน
ร่วมในการเรยี นการสอน การเสรมิ แรงจากครู การแไชข้อผิดพลาด และรผู้ ลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้อง
หรอื ไม่

เพรสคอตต์ (Prescott, 1961 : 14-16) ได้ใช้ความรู้ทางชีววิทยา สังคมวิทยาจิตวิทยาและ
การแพทย์ ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน สรุปผลการศึกษาว่า
องคป์ ระกอบทม่ี อี ทิ ธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นมี ดงั น้ี

1. องคป์ ระกอบทางดา้ นร่างกาย ไดแ้ ก่ อัตราการเจริญเตบิ โตของร่างกายสขุ ภาพข้อบกพร่อง
ทางกายและบคุ ลกิ ภาพท่าทาง

2. องค์ประกอบทางความรัก ได้แก่ ความสมพนั ธ์ของบดิ ามารดาความสัมพนั ธ์ของบิดากับลูก
มารดากบั ลูก ความสมั พันธ์ระหวา่ งลกู ๆดว้ ยกัน และความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสมาชิกในครอบครัวทง้ั หมด

3. องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสังคม ได้แก่ ขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่ของ
ครอบครัว สภาพแวดล้อมทางบ้าน การอบรมทางบ้าน และฐานะทางบา้ น

4. องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่ สติปัญญา ความสนใจเจตคติของนักเรียนต่อ
การเรยี น

5. องค์ประกอบทางการปรับตน ได้แก่ ปัญหาปรับตัว การแสดงออกทางอารมณ์ของ
องค์ประกอบต่างๆ ที่มีผลต่อระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน โดยนำเอาครู นักเรียน และ

37

หลักสูตรมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยเชื่อว่าเวลาและคุณภาพของการสอนมีอิทธิพลโดยตรงต่อ
ปรมิ าณความรู้ทน่ี กั เรยี นได้รับ

แคร์รอล (Carol, 1963 : 723-733) ได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มี
อทิ ธิพลต่อระดับผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของผู้เรยี นโดยครนู ักเรียนและหลักสูตรมาเป็นองค์ประกอบท่ี
สำคัญโดยเช่อื วา่ เวลาและคณุ ภาพของการสอนมีผลโดยตรงต่อปรมิ าณความร้ทู ี่นักเรียนไดร้ บั

จากที่กล่าวมาข้างต้นสามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ได้ 3 ประการ คือ

1. ด้านตัวนักเรียน เช่น เพศ อายุ สติปัญญา อารมณ์ เจตคติต่อการเรียนวิชานั้น ๆ
พื้นฐานความร้เู ดมิ การเรยี นพเิ ศษ ความพรอ้ มของอุปกรณก์ ารเรียน ความเอาใจใสต่ อ่ การเรยี น

2. ด้านตัวครู เช่น คุณภาพของครู ประสบการณ์ วุฒิภาวะของครู ความเอาใจใส่ในหน้าที่
ทัศนคติเกี่ยวกับนักเรียน การจดั ระบบการเรยี นการสอน การบรหิ ารของผบู้ ริหาร

3. ด้านสังคม เช่น สภาพเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวของนักเรียน อยู่ในชุมชนแออัด
มลพิษทางเสียงทำให้ขาดสมาธิในการเรียน ระยะทางไปเรียน อัตราส่วนนักเรียนต่อครู อัตราส่วน
นักเรยี นต่อหอ้ งเรียน

ความหมายของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
นกั การศึกษาหลายท่านไดใ้ หค้ วามหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นไว้ ดังนี้
สมนึก ภัททิยธนี (2556) ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า
หมายถึง แบบทดสอบวดั สมรรถภาพทางสมองตา่ ง ๆ ท่นี กั เรยี นได้รับการเรียนร้ผู ่านมาแลว้
ศิริชัย กาญจนวาสี (2556, น.165) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางมีบทบาท สำคัญ
ในการใชเ้ ป็นเครื่องมืออย่างหน่ึงสำหรับการวัดและประเมินผลสัมฤทธ์ิของการเรียนรู้ของ ผู้เรียนตาม
เปา้ หมายที่กำหนดไว้ทำใหผ้ ู้สอนทราบว่า ผเู้ รยี นไดพ้ ฒั นาความรู้ ความสามารถถึง ระดับมาตรฐานท่ี
กำ หนดไว้หรือยัง หรือมีความรู้ความสามารถถึงระดับใดหรือมีความรู้ ความสามารถดีเพียงไร
เม่อื เปรียบเทียบกบั เพือ่ น ๆ ท่ีเรียนด้วยกนั
พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2559, น.96) ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็น
แบบทดสอบที่ใช้ความรู้ทักษะและความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผล
สำเรจ็ ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพยี งใด
รอสส์และสแตนลีย์ (Ross & Stanley) (อ้างถึงใน เยาวดี วิบูลย์ศรี, 2540, น.28) ให้
ความหมายว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์หมายถึงแบบทดสอบท่ีใช้วัดความสามารถทางวิชาการเช่น
แบบสอบวิชาเลขคณติ แบบสอบวชิ าพีชคณิต เป็นต้น

38

ฮูเซ็น และโพสเล็ทเวท (Husen and Postlethwaite, 1985 : 35) ได้ให้ความหมายว่า
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลสะท้อนของความรอบรู้ และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน
ระหว่างทีท่ กั ษะและความรู้ กำลงั พฒั นา

กรอนลันด์ (Gronlund, 1993 : 1) ให้แนวคิดว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นกระบวนการ
เชิงระบบ เพื่อการวัดพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากกิจกรรมการเรียนรู้ โดย
หน้าที่ หลกั สำหรับการปรับปรงุ และพฒั นาการเรียนรูข้ องผเู้ รียน

พัคเคทท์ และแบล็ค (Puckett and Black, 2000 : 211) กล่าวว่า แบบทดสอบผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนเป็น แบบทดสอบที่ใช้วัดสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว หรือเป็นทักษะที่ผู้เรียนได้รับจาก
การสอนและการฝึกฝนมาแล้ว วา่ ผู้เรยี นมคี วามร้มู ากน้อยเพยี งใด

จากความหมายข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง
แบบสอบที่สร้างขึ้นเพื่อใชใ้ นการวัดผลการเรียนรู้ด้านเนื้อหาของวิชานั้น ๆ และทักษะต่าง ๆ ของแต่
ละวิชา เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถที่เกิดจากการเรียนเป็นไปตามเป้าหมาย
หรือมาตรฐานท่ีผสู้ อนต้งั ไว้หรอื ไม่

ประเภทของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบความรู้
ความสามารถของผู้เรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีนักการศึกษาได้จำแนกประเภทของ
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ดังน้ี
สมบุญ ภู่นวล (2555, น.17–22) ได้แบ่งแบบทดสอบออกเป็น 6 ชนิด คือแบบทดสอบ
รายบุคคลและสอบเป็นกลุ่ม (Individual and Group Test) แบบทดสอบปรนัยและอัตนัย
แบบทดสอบไม่จำกัดเวลาและจำกัดเวลา (Power and Speed Tests) แบบทดสอบตัวหนังสือ
ไม่เปน็ ตวั หนังสอื และไม่ใช่ภาษา (Verbal, Nonverbal, and Nonlanguage Test) แบบทดสอบการ
ปฏิบัติจริงและข้อเขียน (Performance and Pencil–Paper Test) แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง
และแบบทดสอบมาตรฐาน (Teacher Made Test and Standardized Test)
ชวาล แพรัตกิ ลุ (2556, น.112-115) แบง่ แบบทดสอบออกเปน็ 2 ชนิด ใหญ่ ๆ คือ
1. แบบทดสอบที่ผู้สอนสร้างขึ้นเอง (Teacher Made Test) เป็นแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ใน
วิชาต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือภาษาเป็นต้นโดยแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ แบบให้ตอบ
เสรีและแบบจำกัดคำตอบ ซึ่งคุณประโยชน์ของแบบทดสอบชนิดนี้อยู่ที่สามารถพลิกแพลงให้เหมาะ
กับสภาพและเหตุการณไ์ ด้
2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) แบบทดสอบมาตรฐานเปน็ ตวั อย่างของการ
กระทำหรือความรู้ของบุคคลแต่ละคนของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรับมาภายใต้สภาพการณ์ที่กำหนด
การให้คะแนนเปน็ ไปตามกฎเกณฑ์และการตีความหมายก็อาจจะเป็นไปตามตารางเกณฑ์ตามปกติ

39

สมนกึ ภัททิยธนี (25, น.69-94) กลา่ วว่า แบบทคสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นอาจแบ่งได้
เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทคสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทำหน้าท่ี
วดั ผลและประเมนิ ผลนกั เรียน คือ เขยี นขอ้ สอบ วัดผลสมั ฤทธิ์ในวชิ าทีต่ นได้สอน ซึ่งเกย่ี วข้องโดยตรง
กับแบบทคสอบที่ครูสร้างขึ้น ดังนั้นในที่นี้จะกล่าวรายละเอียดเฉพาะแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ประ
เกททค่ี รสู รา้ งขนึ้ ซง่ึ มีหลายแบบแต่ทนี่ ิยมใชม้ ี 6 แบบ ดงั นี้

1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or essay test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม
แลว้ ใหน้ ักเรยี นตอบอยา่ งเสรี เขยี นบรรยายตามความรู้ และขอ้ คิดเห็นของแตล่ ะคน

1.1 ข้อดีของข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรยี ง
1.1.1 สามารถวัดพฤติกรรมด้านการคิด โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์และ

ด้านการสังเคราะห์
1.1.2 ผตู้ อบไดม้ ีโอกาสแสดงความคิดเห็น หรอื เจตคตขิ องตน
1.1.3 โอกาสในการตอบเดาโดยไมม่ ีความรใู้ นเรื่องน้ันแลว้ ได้คะแนนมนี ้อย
1.1.4 วดั ความสามารถในการเขยี นและสง่ เสริมการใช้ภายาได้เปน็ อยา่ งดี

1.2 ข้อจำกดั ของขอ้ สอบแบบอัตนยั หรือความเรยี ง
1.2.1 ออกคำถามวัดได้น้อยข้อ เนื่องจากแต่ละข้อต้องใช้เวลาตอบนานจึง

วดั ได้ไมค่ รอบคลุมหลักสูตร หรอื เนื้อหาสาระทส่ี ำคญั ๆ
1.2.2 การตรวจให้คะแนนมักจะมีความคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมากควบคุม

ใหเ้ กดิ ความยตุ ธิ รรมได้ยาก
1.2.3 ไม่เหมาะสมที่จะใช้สอบกับนักเรียนจำนวนมาก ๆ เพราะใ ช้

ระยะเวลาในการตรวจนาน
1.2.4 ลายมือของผู้ตอบและประสิทธิภาพในการเขียนบรรยายคำตอบอาจ

มีผลตอ่ การใหค้ ะแนน
2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่

ตัวเลือกคังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง
เหมอื นกนั -ตา่ งกัน เปน็ ตน้ การสังเคราะห์

2.1 ข้อดีของขอ้ สอบแบบกาถูก-ผดิ
2.1.1 สรา้ งไดง้ า่ ยสะดวกรวดเรว็
2.1.2 ถามได้จำนวนมากขอ้ และครอบคลุมเน้ือหา
2.1.3 ใชเ้ วลาในการสอบนอ้ ย
2.1.4 ตรวจใหค้ ะแนนได้งา่ ยและยุตธิ รรม

2.2 ข้อจำกัดของข้อสอบแบบกาถกู -ผดิ

40

2.2.1 มกั วัดพฤติกรรมด้านความรู้ความจำมากกว่าด้านอ่นื ๆ
2.2.2 ไม่สามารถชีจ้ ดุ ออ่ นของการเรยี นได้อย่างแทจ้ รงิ
2.2.3 โอกาสที่ตอบโคยการเคาแล้วถูกได้คะแนนมีมากกว่าข้อสอบแบบ
อื่น ๆ จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้วัดโดยทั่วไป ดังนั้น ควรปรับปรุงให้เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี
ตวั เลือก 4-5 ตัวเลือกจะดกี ว่า
3. ขอ้ สอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นขอ้ สอบท่ีประกอบด้วยประโยคหรือข้อความ
ที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ผู้ตอบเดิมคำ หรือประ โยก หรือข้อกวามลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้ มี
ใจความสมบูรณ์และถกู ต้อง
3.1 ข้อดขี องขอ้ สอบแบบเตมิ คำ
3.1.1 สรา้ งได้งา่ ยสะดวกรวดเร็ว
3.1.2 สามารถสร้างคำถามวดั ในเรอื่ งหนง่ึ ๆ ได้หลายข้อ
3.1.3 โอกาสเดาโดยไม่มคี วามรแู้ ล้วไดค้ ะแนนมนี ้อยมาก
3.2 ขอ้ จำกดั ของข้อสอบแบบเติมคำ
3.2.1 มักจะวัดความรู้ความจำเพียงอย่างเดียว ไม่ได้วัดสมรรถภาพสมองท่ี
ลึกกวา่ น้ี เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ หรอื การประเมนิ ค่า ฯลฯ ซึ่งนับวา่ เป็นจดุ อ่อนอยา่ งยง่ิ
3.2.2 ถา้ สว่ นทตี่ อ้ งเตมิ มีหลายเรื่อง หรือหลายประ โยคจะไมเ่ หมาะในการ
สรา้ งข้อสอบแบบเตมิ คำ เพราะการเวน้ ทอ่ี าจแนะนำคำตอบแกน่ ักเรียน
3.2.3 ถ้าเขียนข้อความหรือประโยคนำไม่ดี ผู้ตอบจะตอบไปคนละทิศทาง
เพราะเขา้ ใจไม่ตรงกนั (ขาดความเป็นปรนัย)
4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ (Short answer test) คล้ายกับข้อสอบแบบเติมคำ แต่แตกต่าง
กันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเดิมคำเป็นประโยคหรือ
ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้
ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงจึงจะเหมาะกับการถาม
ความคิดรวบยอด (Concept) หรอื หลักการ (Principle) ของเรอ่ื งตา่ ง ๆ
4.1 ขอ้ ดขี องข้อสอบแบบตอบสน้ั ๆ
4.1.1 เดาคำตอบได้ยากเพราะต้องเขียนตอบ
4.1.2 เหมาะที่จะวัดพฤติกรรมด้านความรู้ความจำ หรือให้จำข้อความทุก
ประโยคทกุ คำพูดหรือความรเู้ กย่ี วกับกฎ นิยาม ทฤษฎี หลักการ และความคิดรวบยอด
4.1.3 สามารถวัดข้อเท็จจริงในเนื้อหาวชิ าที่เสนอในรปู แบบแผนที่ รูปภาพ
รปู จำลองต่างๆ
4.2 ข้อจำกัดของข้อสอบแบบตอบสนั้ ๆ

41

4.2.1 มีปัญหาในการตรวจให้คะแนน เพราะคำตอบที่ผู้เรียนเขียนตอบน้ัน
อาจจะผิดพลาดเล็กน้อยด้านภายา ทำให้ไม่ได้คะแนนหรือได้คะแนนเป็นบางส่วนทั้ง ๆ ที่นักเรียนมี
ความรใู้ นเรื่องนัน้

4.2.2 การเขียนคำตอบให้จำเพาะเจาะจง และมีคำตอบเพียงคำตอบเดียว
จริง ๆ ทำไดย้ าก จึงเปน็ ขอ้ สอบท่ไี มจ่ ูงใจอยากใหต้ อบ

4.2.3 มักจะถามได้เฉพาะพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความรู้ ความจำ จึงไม่ได้
แสดงความสามารถในการวิเคราะห์ หรือสงั เคราะห์

5. ขอ้ สอบแบบจับคู่ (Matching test) เปน็ ข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่ง โดยมคี ำหรือข้อความ
แยกออกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับคำ
หรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามที่ผู้ออกข้อสอบ
กำหนดไว้

5.1 ข้อดีของขอ้ สอบแบบจับคู่
5.1.1 สร้างไดง้ า่ ยสะดวกรวดเรว็
5.1.2 เหมาะสมทจี่ ะนำไปวดั ความจำ หรือความจรงิ ตามทอ้ งเรือ่ ง
5.1.3 ตรวจใหค้ ะแนนได้ง่ายและยตุ ิธรรม

5.2 ข้อจำกัดของขอ้ สอบแบบจับคู่
5.2.1 ขอ้ สอบมักจะไม่เปน็ เอกพันธ์ ทำใหจ้ ับคู่ในกลุ่มเดียวกันเพยี ง 2-3 ข้อ

จึงเปน็ ขอ้ สอบท่งี ่ายกวา่ ท่คี ดิ ไว้
5.2.2 ไมส่ ามารถวัดพฤติกรรมประเภทวิเคราะห์หรอื สังเคราะห์
5.2.3 ผตู้ อบมักจะสบั สนว่าเป็นความสมั พันธใ์ นเรือ่ งหรอื ประเดน็ ใด
5.2.4 ไม่เหมาะที่จะนำข้อสอบชนิดนี้ไปสร้างข้อสอบจำนวนมาก ๆ ข้อ

หรอื นำไปวดั ใหค้ รอบคลมุ ทุกเนอื้ หา
6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คำถามแบบเลือกตอบประกอบด้วย

2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วย
ตัวเลอื กท่เี ป็นคำตอบถูกและตวั เลือกทีเ่ ป็นตวั ลวง ปกติจะมีคำถามท่กี ำหนดใหน้ ักเรยี นพิจารณา แล้ว
หาตัวเลือกที่ถูกต้องมากทีส่ ดุ เพยี งตัวเลือกเดียวจากตวั เลอื กอ่ืน ๆ

6.1 ขอ้ ดีของขอ้ สอบแบบเลอื กตอบ
6.1.1 มีความเที่ยงตรงสูงเพราะสามารถเขียนกำถามวัดได้ครอบคลุมทุก

เนื้อหาและทุกพฤติกรรมของดา้ นพุทธิพสิ ัย
6.1.2 ตรวจให้คะแนนไดง้ า่ ย สะดวกรวดเรว็ และยุติธรรม จึงเหมาะสมกบั

จำนวนผเู้ ข้าสอบมาก ๆ

42

6.1.3 สามารถนำมาวเิ คราะห์และปรับปรุงใหด้ ยี งิ่ ข้นึ จนเป็นมาตรฐานได้
6.1.4 ตดั ปญั หาเร่อื งการอ่านเนื่องจากลายมอื ผู้ตอบอ่านยาก
6.1.5 สามารถวินจิ ฉยั ข้อบกพร่องได้อย่างเปน็ ระบบ
6.2 ข้อจำกดั ของข้อสอบแบบเลือกตอบ
6.2.1 สิ้นเปลอื งคา่ ใชจ้ ่ายสงู
6.2.2 ใชเ้ วลาในการสร้างมาก โดยเฉพาะการเขียนตวั ลวงให้มคี ุณภาพ
6.2.3 ไม่เหมาะท่จี ะวัดความคดิ รเิ ริ่มสรา้ งสรรค์ (หรอื การสังเคราะห์)
พชิ ติ ฤทธิจ์ รูญ (2559, น.96) กลา่ ววา่ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธแิ์ บง่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเฉพาะ
กลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทคสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กัน โดยที่ไปในสถานศึกษา ลักษณะเป็นแบบทดสอบ
ข้อเขียน ซ่งึ แบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ คอื
1.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or essay test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนด
คำถามหรอื ปัญหาใหแ้ ล้วใหผ้ ้ตู อบเขยี นแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อยา่ งเตม็ ท่ี
1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบใหต้ อบสั้น ๆ (Objective test or short answer)
เป็นแบบทดสอบท่ีกำหนดให้ผูส้ อบเขยี นตอบส้ัน ๆ หรอื มคี ำตอบให้เลือกแบบจำกดั คำตอบ ผู้ตอบไม่
มีโอกาสไดแ้ สดงความรู้ ความคดิ ได้อย่างกวา้ งขวางเหมือนแบบทคสอบอัตนยั แบบทคสอบชนดิ นี้แบ่ง
ออกเป็น 4 แบบ คือ แบบทดสอบถูก-ผิด แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบจับคู่ และแบบทดสอบ
เลือกตอบ
2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทคสอบที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนทั่ว ๆ ไปซึ่ง
สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพ มีมาตรฐาน กล่าวคือมี
มาตรฐานในการดำเนนิ การสอบ วิธกี ารใหค้ ะแนนและการแปลความหมายของคะแนน
ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ (2559, น.166-187) ได้แบ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นได้เป็น 2 พวกคอื
1. แบบทดสอบของผู้สอน หมายถึง ชุดคำถามที่ผู้สอนเป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งเป็นข้อ คำถาม
เกี่ยวกับความรู้ที่ผู้เรียนได้เรียนในห้องเรียนว่าผู้เรียนมีความรู้มากแค่ไหน บกพร้องที่ตรงไหน จะได้
สอนซ้อมเสรมิ หรือการวดั ดคู วามพรอ้ มที่จะเรยี นบทเรยี นใหม่ ซ่ึงขึน้ อยู่กับ ความต้องการของผ้สู อน
2. แบบทดสอบมาตรฐาน แบบทดสอบประเภทน้ีสร้างขึ้นจากผู้เชี่ยวชาญในแต่ ละสาขาวิชา
หรือจากผู้สอนที่สอนวิชานั้น แต่ผ่านการทดลองคุณภาพหลายครั้ง จนกระทั่ง คุณภาพดีพอจึงสร้าง
เกณฑ์ปกติของแบบทดสอบนั้น สามารถใช้เป็นหลักเปรียบเทียบผลเพื่อ ประเมินค่าของการเรียนการ
สอนในเรอ่ื งใด ๆ กไ็ ด้ แบบทดสอบมาตรฐานจะมคี ู่มือดำเนนิ การสอบ บอกวิธีสอบและมมี าตรฐานใน
ด้านการแปลคะแนนดว้ ย

43

สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบ่งออกได้ตามลักษณะของการใช้ซึ่งการ
ใช้แบบทดสอบดังกล่าวขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้งาน โดยการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นใช้เพ่อื วดั ความสามารถของผู้เรยี นวา่ มีความสามารถในระดับใด

ขนั้ ตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
พชิ ิต ฤทธ์ิจรญู (2557, น.97-98) ได้กลา่ วว่า การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิมขี ั้นตอนใน
การดำเนนิ การดังนี้
1. วิเคราะห์หลักสูตรและสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร การสร้างแบบทดสอบ ควรเริ่มต้น
ดว้ ยการวิเคราะหห์ ลกั สตู รและสร้างตารางวเิ คราะหห์ ลักสตู ร เพอ่ื วิเคราะหเ์ นื้อหาสาระและพฤติกรรม
ที่ต้องการจะวัด จะใช้เป็นกรอบในการออกข้อสอบโดยระบุจำนวนข้อสอบในแต่ละเรื่องและ
พฤติกรรมที่ต้องการจะวัด
2. กำหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ผเู้ รยี นซึ่งผู้สอนจะต้องกำหนดไวล้ ่งหน้าสำหรับเป็นแนวทาง
ในการจัดการเรียนการสอน และการจุดประสงคก์ ารเรียนรูเ้ ปน็ พฤตกิ รรมทีเ่ ปน็ ผลการเรียนรู้ที่ผูส้ อน
มงุ่ หวงั จะให้เกิดขึน้ กับสรา้ งขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิ
3. กำหนดชนิดของข้อสอบ โดยการศึกษาจากตารางวิเคราะห์หลักสูตรและจุดประสงค์การ
เรียนรู้ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาและตัดสินใจเลือกชนิดของข้อสอบที่จะใช้วัดว่าจะเป็นแบบใด โดย
ต้องเลือกให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แล้วศึกษาวิธีเขียน
ข้อสอบชนิดนน้ั ให้มีความรู้ความเขา้ ใจในหลกั และวิธกี ารเขยี นข้อสอบ
4. เขียนข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตาราง
วิเคราะห์หลกั สูตรและใหส้ อดคล้องกบั จุดประสงค์การเรียนรู้ โดยอาศยั หลกั และวธิ ีการเขียนข้อสอบที่
ได้ศึกษาขัน้ ท่ี 3
5. ตรวจทานข้อสอบ เพื่อให้ข้อสอบที่เขียนไว้แล้ว มีความถูกต้องตามหลักวิชา มีความ
สมบูรณ์ครบถ้วนตามรายละเอียดท่ีกำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณา
ทบทวนตรวจทานข้อสอบอีกครง้ั กอ่ นท่ีจะจัดพิมพ์และนำไปใชต้ ่อไป
6. จัดพิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง เมื่อตรวจทานข้อสอบเสร็จแล้วให้พิมพ์ข้อสอบทั้งหมด
จัดทำเป็นแบบทดสอบฉบบั ทดลองโดยมีคำชี้แจงหรือคำอธิบายวธิ ีตอบแบบทดสอบ (direction) และ
จัดวางการพมิ พ์ให้เหมาะสม
7. ทดลองและวิเคราะห์ข้อสอบ การทดลองสอบและวิเคราะห์ข้อสอบเป็นวิธีการตรวจสอบ
คุณภาพของแบบทดสอบก่อนนำไปใช้จริง โดยนำแบบทดสอบไปทดลองสอบกับกลุ่มที่มีลักษณะ
คล้ายคลึงกันกับกลุ่มที่ต้องการสอบจริง แล้วนำผลการสอบมาวิเคราะห์และปรับปรุงข้อสอบให้มี
คุณภาพ โดยสภาพการปฏิบัติจริงของการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียนมักไม่ค่อยมีการทดลอง

44

สอบและวิเคราะห์ข้อสอบ สว่ นใหญ่นำแบบทดสอบไปใชท้ ดสอบแล้วจึงวเิ คราะห์ข้อสอบเพื่อปรับปรุง
ข้อสอบและนำไปใช้ในครง้ั ตอ่ ๆ ไป

8. จัดทำแบบทดสอบฉบบั จริง จากผลการวเิ คราะห์ข้อสอบหากพบว่าข้อใดไม่มีคุณภาพหรือ
มีคุณภาพไม่ดีพอ อาจจะต้องตัดทิ้งหรือปรับปรุงแก้ไขข้อสอบให้มีคุณภาพดีขึ้น แล้วจึงจัดทำเป็น
แบบทดสอบฉบบั จริงท่จี ะนำไปทดสอบกบั กลุ่มเป้าหมายต่อไป

ศิริพร พรหมนา (2561, น.41-42) ไดก้ ลา่ วไว้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนท่ีครู
สรา้ งขนึ้ เป็นแบบทดสอบที่มีความสำคัญ มคี ุณค่าตอ่ การวัดผลการเรยี นรขู้ องผเู้ รียน นอกจากจะต้อง
อาศัยหลักการสร้างที่มีประสิทธิภาพและขั้นตอนการสร้างทีด่ ีแล้ว จะต้องมีการการวิเคราะห์ข้อสอบ
เพื่อเป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบท่ีสร้างขึ้น ก่อนนำไปใช้จริง ซึ่งมีขั้นตอนการสร้างแบบท
คสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ดังน้ี คือ ควรเริ่มตน้ ด้วยการวิเคราะห์หลกั สูตร เพ่ือวิเคราะห์เนื้อหา
สาระและพฤติกรรมที่ต้องการจะวัด กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ไว้วงหน้าสำหรับเป็นแนวทางใน
การจัดการเรียนการสอนและการสร้างข้อสอบวัคผลสัมฤทธิ์ กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธี
สร้าง ผู้ออกข้อสอบลงมือเขียนข้อสอบ ตามรายละเอียดที่กำหนดไว้ในตารางวิเคราะห์หลักสูตร และ
ให้สอดคล้องกับจุคประสงค์การเรียนรู้ ผู้ออกข้อสอบต้องพิจารณาทบทวนตรวจทานข้อสอบอีกครั้ง
กอ่ นที่จะจดั พมิ พแ์ ละนำไปใช้ทำการจดั พมิ พ์แบบทคสอบฉบับทดลองและทดลองสอบและวเิ คราะห์

ธนาวุฒิ วิชัย (2561, น.13) ได้กล่าวว่า การสร้างแบบทดสอบต้องมีการวางแผนใหร้ อบคอบ
คำนงึ ถึงศกั ยภาพของ ผเู้ รียน ทำการวเิ คราะหห์ ลักสตู รและการสรา้ งตารางวิเคราะหห์ ลกั สูตร กำหนด
จุดประสงค์การ เรียนรู้ กำหนดชนิดของข้อสอบและศึกษาวิธีสร้าง เขียนข้อสอบ ตรวจทานข้อสอบ
จัดพิมพ์ แบบทดสอบฉบับทดลอง ทดลองและวิเคราะห์ข้อสอบและ จัดทำข้อสอบฉบับจริง สิ่งที่ไม่
ควร มองขา้ มคือ การพมิ พ์คำชี้แจงในข้อสอบต้องชดั เจน เข้าใจงา่ ย มรี ายละเอียดท่ีชดั เจน เช่น เวลา
ในการทำขอ้ สอบ คะแนนในแตล่ ะตอน พิมพข์ ้อสอบในถกู ตอ้ งชัดเจนดว้ ย

สุภรณ์ ลิ้มบริบูรณ์ และคณะ (2563, น.91-92) ได้กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้กันมาในการวิจัยในหลายสาขา การสร้างแบบทดสอบมีขั้นตอนได้แก่
กำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เลือกชนิดของข้อสอบและจำนวนข้อสอบ ร่างข้อคำถาม
จัดชุดข้อสอบ ตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข ตรวจสอบคุณภาพรายข้อและรวมฉบับ แต่ละขั้นตอนมี
รายละเอียดดังนี้

1. กำหนดเน้อื หาและพฤติกรรมทีต่ อ้ งการวัด
กำหนดเนื้อหาโดยพิจารณาได้จากวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น วัตถุประสงค์ของการวิจัย
กำหนดว่า "เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่องประชากรศึกษา ของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 6" แสดงว่าเนื้อหาที่ต้องการสอบวัดคือ เรื่อง "ประชากรศึกษา" ผู้วิจัยจะต้องนำมา
วเิ คราะหห์ รือจำแนกให้ได้วา่ ในเรื่องประชากรศึกษาจำแนกออกเป็นหัวข้อย่อยอะไรบ้าง เพ่ือจะวัดได้


Click to View FlipBook Version