45
ครอบคลุมเนื้อหาความรู้ทั้งหมดเช่น ในเรื่องประชากรศึกษา จำแนกเป็นหัวข้อย่อยดังน้ี ความสำคัญ
ของประชากรศึกษา ภาวะประชากรของประเทศไทย ผลกระทบและปัญหา เนื่องจากการเพิ่ม
ประชากรของประเทศไทย แนวทางการแก้ปัญหาเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงภาวะประชากรของ
ประเทศไทย เปน็ ต้น
2. เลือกชนดิ ของข้อสอบและจำนวนขอ้ สอบ
ผู้วิจัยต้องพิจารณาว่าจะใช้ข้อสอบชนิดใด ข้อสอบอัตนัยหรือปรนัย ถ้าเป็นปรนัยจะใช้
รูปแบบใด ข้อดีของข้อสอบปรนัย คือ ออกได้ครอบคลุมเนื้อหาและพฤติกรรม การตรวจให้คะแนนมี
ความเที่ยงและยุติธรรมในกรณีที่ต้องการออกข้อสอบเป็นแบบปรนัย ควรนำเนื้อหาและพฤติกรรมที่
กำหนดไว้ในข้อ 1. มาสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร (Test specification) ตารางนี้จะช่วยการออก
ข้อสอบครอบคลมุ เนื้อหาและพฤตกิ รรมทางสมอง
3. รา่ งข้อคำถาม
เมื่อกำหนดเนื้อหา พฤติกรรม และชนิดของข้อสอบแล้วในขั้นนี้ ก็จะต้องร่างข้อคำถามตาม
เนอ้ื หาและพฤตกิ รรมท่ีกำหนดไว้
4. จดั ชุดขอ้ สอบ
หลังจากออกข้อสอบได้ครบตามจำนวนข้อที่ต้องการแล้ว ก็รวบรวมจัดเป็นชุดข้อสอบหรือ
แบบทดสอบ ซ่ึงประกอบด้วยการจัดเรียงลำดบั ข้อคำถาม และการเขยี นคำช้ีแจง การจดั เรียงลำดับข้อ
คำถามมีขอ้ เสนอแนะดงั น้ี
1) ถ้าในแบบทดสอบ 1 ฉบับ มีข้อสอบหลายๆ รูปแบบ เช่น ข้อสอบแบบเลือกตอบ แบบ
จับคแู่ บบถกู ผดิ กค็ วรจะจัดข้อสอบที่มีรูปแบบชนิดเดียวกนั ไว้ด้วยกัน และจดั เรียงลำดับจากชนิดง่าย
ไปชนิดยาก เชน่ จัดลำดับดงั น้ี แบบถกู -ผดิ แบบจบั คู่ แบบเลอื กตอบ ตามลำดบั
2) ถ้าในแบบทดสอบ 1 ฉบับ มีข้อสอบเพียงรูปแบบเดียวหรือหลายรูปแบบก็ตาม ในแต่ละ
รูปแบบใหจ้ ดั เรียงข้อสอบตามเกณฑ์ใดเกณฑห์ นง่ึ ดังน้ี
2.1 จัดตามกลุ่มพฤติกรรมทางสมองโดยจัดเรียงลำดับจากพฤติกรรมต่ำสุดไปสูงสุด
คือความรู้ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่า
ตามลำดบั
2.2 จัดตามกลุ่มเนื้อหา เป็นการจัดเรียงตามลำดับเนื้อหาก่อน-หลังตามที่สอน
โดยเฉพาะในกรณีทีว่ ัดผลสมั ฤทธิใ์ นชัน้ เรยี น หรอื อาจเรยี งตามหัวขอ้ เน้ือหาในเร่ืองน้ัน
2.3 จัดเรียงตามลำดับความยากง่ายของข้อสอบ เริ่มจากข้อสอบง่ายและยากข้ึน
ตามลำดับในทางปฏบิ ัติ ส่วนใหญจ่ ะเรียงข้อสอบตามลำดับของกลมุ่ เน้ือหา
46
การเขียนคำชี้แจง หลังจากจัดเรียงลำดับข้อสอบเรียบร้อยแล้วก็ต้องจัดเตรียมคำชี้แจง
ซึง่ ประกอบดว้ ยรายละเอียดต่างๆ เก่ยี วกบั แบบทดสอบ ไดแ้ ก่ ชอ่ื เรื่องหรอื ช่ือของหวั ข้อเนื้อหา เวลา
ท่ีใช้ในการสอบ วธิ กี ารตอบคำถาม
5. ตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข
การตรวจสอบในขนั้ นเ้ี ปน็ การตรวจสอบคุณภาพของข้อสอบในด้านความเทีย่ งตรง (validity)
ได้แก่การตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) และการตรวจสอบความเที่ยงตรง
เชิงโครงสร้าง (Construct validity โดยผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการในเนื้อหาที่สอบ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ
ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาว่าข้อสอบแต่ละข้อ วัดได้ตรงตามเนื้อหาและพฤติกรรมท่ี
ต้องการหรือไม่ ผลการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด นำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of
Congruence)
6. ตรวจสอบคณุ ภาพรายขอ้ และรวมฉบบั
การตรวจสอบคุณภาพรายข้อเป็นการตรวจสอบความยาก-ง่าย และอำนาจจำแนกของ
ข้อสอบแต่ละข้อ ส่วนการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบโดยรวมทั้งฉบับเป็นการตรวจสอบใน
ด้านความเชื่อมั่น (Reliability) ตามปกติถ้าเป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จะตรวจสอบโดยวิธีของ
คูเดอร์และริชาร์ดสัน (Kuder and Richardson) มี 2 สูตร คือ KR20 และ KR21 ซึ่งรายละเอียดจะ
ได้นำเสนอในหวั ขอ้ ทเ่ี กย่ี วกับการหาคุณภาพของเครอ่ื งมือการวิจัยต่อไป
จากแนวความคิดที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนนั้นต้องเริ่มจากการกำหนดทิศทางในการออกข้อสอบก่อนซึ่งก็คือการวิเคราะห์หลักสูตร
เมื่อผู้สอนสามารถกำหนดทศิ ทางของแบบทดสอบได้แล้วกต็ อ้ งกำหนดจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ จากนั้น
ก็ต้องออกแบบชนิดของข้อสอบว่าควรจะเป็นแบบปรนัยหรืออัตนัย โดยจะต้องมีความสอดคล้องกับ
จุดประสงค์การเรียนรู้และช่วงชั้นของผู้เรียน จากนั้นก็เริ่มเขียนข้อสอบขึ้นแล้วทำการตรวจทานใน
เนือ้ หาวิชาและภาษาว่ามีจดุ บกพร่องอยา่ งไรบ้าง เมือ่ แกไ้ ขเรยี บร้อยแลว้ กน็ ำไปพิมพเ์ ป็นฉบับทดลอง
เพื่อทำการตรวจคุณภาพและทำการทดลองกับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายก่อน เพื่อต้องการหา
ข้อบกพรอ่ งของแบบทดสอบ ซ่งึ เมอ่ื ทำการแก้ไขฉบับทดลองเสร็จแลว้ จากน้ันก็เริ่มจัดทำข้อสอบฉบับ
จริงขึ้นมาเพอื่ นำไปใช้กบั กล่มุ เป้าหมายตอ่ ไป
งานวจิ ยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
งานวจิ ยั ในประเทศ
สุกัญญา จันทร์แดง (2556) ได้วิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มี
ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการทำงานรว่ มกนั วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนช้นั
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผลการเรียนรู้ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการ
47
สอนแบบร่วมมือ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ความสามารถในการทำงานร่วมกันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนด้วยชุดการสอนแบบ
รว่ มมอื มีพฤตกิ รรมในการทำงานรว่ มกันอยู่ในระดับ ดีมาก และความคดิ ของนกั เรียนเหน็ ต่อการเรียน
การสอนดว้ ยชุดการสอนแบบร่วมมืออยใู่ นระดบั ดมี าก
ณรงค์ โคตรศรี (2557) ได้วิจยั เรอื่ ง ผลการใช้ชดุ การสอนร่วมกับเทคนคิ การเรียนแบบร่วมมือ
แบบกลุ่มช่วยรายบุคคล (TAI) ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และ
เจตคติต่อวิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนร่มเกล้า สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 ซึ่งผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของชุดการสอนร่วมกับเทคนิค
การเรียนแบบร่วมมือแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล (TAI) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80.19/81.19 ซึ่งสูง
กว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้เรียนรู้ด้วยชุดการสอนร่วมกบั
เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือแบบกลุ่มช่วยรายบุคคล (TAI) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้เรียนรูด้ ้วย
ชดุ การสอนรว่ มกบั เทคนิคการเรียนแบบรว่ มมอื แบบกลมุ่ ช่วยรายบุคคล (TAI) มคี วามสามารถทางการ
คิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) เจตคติของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังได้เรียนรู้ด้วยชุดการสอนร่วมกับเทคนคิ การเรยี นแบบร่วมมือแบบกล่มุ ช่วย
รายบุคคล (TAI) อยู่ในระดับมากขึ้นไป อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ.055)การแก้ปัญหาและ
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่มีการคิดวิเคราะห์ต่างกัน หลังได้เรียนรู้
ดว้ ยชดุ การสอนร่วมกบั เทคนิคการเรยี นแบบร่วมมือแบบกลุ่มชว่ ยรายบุคคล (TAI) มีความแตกต่างกัน
อย่างมนี ยั สาํ คญั ทางสถติ ิทีร่ ะดบั .05
อัษฎายุธ พุทโธ (2559, น.106) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
และความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์ เรื่อง การหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคจิ๊กซอว์ ประกอบผังความคิด โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบร่วมมือเทคนิคจิ๊กซอว์ ประกอบผังความคิด
เรื่อง การหาข้อเท็จจริงทางประวตั ศิ าสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสทิ ธิภาพ (E,/E.2)
กำหนดเกณฑ์ 80/80 2) ศกึ ษาดชั นปี ระสทิ ธผิ ลของการเรยี นร้ขู องนักเรยี น 3) เปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการของนกั เรยี นก่อนเรยี นและหลงั เรยี น 4) ศึกษาความสามารถดา้ นการคดิ วิเคราะห์ของนักเรียน
ก่อนเรียนและหลังเรียน และ 5 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบา้ นหนองคูขาด อำเภอบรบือ จังหวดั มหาสารคาม
จุฬาลักษณ์ การอรุณ (2562) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชา
พระพุทธศาสนา โดยใช้ทักษะกระบวนการ กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 สรุปผลการศกึ ษา ได้ดงั น้ี 1) ประสทิ ธิภาพของแผนการจัดกิจกรรม
48
การเรียนโดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เท่ากับ 81.60/80.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่มการเรียนรู้
แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีค่าเฉลี่ย 4.63 คือมีความพึงพอใจ
มากที่สุด
เบญจวรรณ นันทะเสน (2564) ได้วิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ที่เรียนโดยใช้โดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) ผลการศึกษาคน้ คว้า ปรากฏดงั นี้ 1) ประสิทธิภาพของแผนการจดั กจิ กรรม
การเรียนโดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มการ เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 เท่ากับ 81.60/80.93 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) นักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่มการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา มีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน หลงเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ . 01 3) นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 1/12 ที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนโดยใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่มการเรียนรู้
แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เรื่อง หลักธรรมทางพระพุทธศาสนามีค่าเฉลี่ย 4.63 คือมี
ความพงึ พอใจมากทสี่ ดุ
ธนกฤต รชตะศิรกุล (2564) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนก่อนเรียนและหลัง
เรียนและศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอน โดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มการเรียนรู้
แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง “พุทธ
สาวก พุทธสาวิกา” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้
ทักษะกระบวนการกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) มคี วามพงึ พอใจมากท่ีสดุ ( ̅ = 4.62, S.D. = 0.54)
งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
เวนดี เมียดอร์ส ไกเกอร์ (Geiger, 1996) ได้ศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมของ
นักเรียนที่เรียนแบบสนทนาในชั้นเรียน, เรียนแบบร่วมมือ, และเรียนแบบจดบันทึกในโรงเรียน
มัธยมศึกษา วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อทดสอบว่านักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือจะมีผลกระตุ้นให้
49
นักเรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนหรือไม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่เรียน
ภาษาอังกฤษและสังคมศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาเขตตะวันออกเฉียงใต้ของเวอร์จิเนีย (Virginia)
ใช้วิธีเรียนแบบจดบันทึก, เรียนแบบสนทนา และเรียนแบบร่วมมือ ผลการวิจยั พบว่า นักเรียนที่เรยี น
แบบร่วมมือมรี ะดับการมีสว่ นร่วมสูงกว่าการเรียนแบบจดบันทกึ และแบบสนทนาและนักเรียนที่เรยี น
แบบจดบันทึกกับแบบสนทนามีระดบั การมีส่วนรว่ มในช้นั เรยี นไม่แตกต่างกัน
อัสเตช ซิลเวสเตอร์ ลฟิ วิงสโตน เอสไดลล์ ี (Esdaille, 1997) ได้ศกึ ษาเรือ่ ง ผลของการเรียนรู้
แบบร่วมมือต่อทักษะการแก้ปัญหาในนักเรียนที่เรียนการบัญชีและการจัดการการศึกษาในครั้งนี้ใช้
เวลา 6 สัปดาหเ์ พ่ือหาความสมั พันธ์ระหวา่ งวธิ ีการสอนกับความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียน
การบัญชีและการจัดการ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ใช้วิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ กลุ่มที่ 2 ใช้
วิธีการเรียนแบบปกติ เพื่อหาความสัมพันธ์ของวิธีการสอนกับทักษะการแก้ปัญหา เพศ คะแนนเมื่อ
เร่มิ เรยี น และคะแนนเฉลีย่ สะสมในการเรยี น ผลการวิจยั พบว่า มคี วามสมั พันธ์ในทางบวกของวิธีการ
เรียนรู้แบบร่วมมือกับทักษะการแก้ปัญหา เพศ คะแนนเฉลี่ยสะสมในการเรียน โดยนักเรียนชายมี
ความสัมพันธ์ทางบวกกับวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ สูงกว่านักเรียนหญิง ผลการวิจัยชี้ชัดว่าวิธีการ
เรียนร้แู บบร่วมมือมีผลทางบวกต่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียน
จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson & Johnson, 2001) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบ
ร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีผลการศึกษางานวิจัย 122 เรื่อง ที่แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้
แบบร่วมมือช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึน้ จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทัง้ ในประเทศและ
ต่างประเทศ พบว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ (Cooperative Learning) มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ สูงกว่านกั เรยี นท่ีได้รับการสอนโดยวิธีปกติ และยงั พบว่านอกจากจะทำให้มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงแล้วยังส่งผลให้นักเรียนได้รับความรู้ความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น มี
การทำงานรว่ มกันเปน็ กลมุ่ เป็นการฝึกทักษะทางสงั คมไปในตัว
วอห์น (Vaughan, 2002 : 359-363) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ผลของการเรียนแบบร่วมมือต่อ
ผลสัมฤทธิ์และเจตคติต่อการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนผิวสี โดยทดลองกับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้ทดลองได้จัดกระบวนการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันแบบร่วมมือในวิชา
คณิตศาสตร์ ตลอดภาคการศึกษาและทำการทดสอบนักเรียนในสัปดาห์ที่ 5,9 และ 13 ปรากฎว่า
นักเรียนมผี ลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและเจตคติต่อวิชาคณิตศาสตรด์ ขี นึ้
จิลลีส์ (Gillies, 2002 : 15-20) ได้ทำการศึกษาถึงผลที่ยังเหลืออยู่ของประสบการณ์การ
เรียนรู้แบบร่วมมอื หลังจากได้ให้ประสบการณ์แบบร่วมมอื ไปแล้ว 2 ปี โดยทดลองให้การเรียนรูแ้ บบ
ร่วมมือกับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 52 คน และใช้กลุ่มควบคุมอีก 36 คน หลังจากนั้น
2 ปีจึงทำการตรวจสอบระหว่างทั้งสองกลุ่มพบว่า นักเรียนที่ได้รับ 47 ประสบการณ์การเรียนรู้แบบ
ร่วมมือ มีลักษณะที่เป็นด้านบวกของการเรียนแบบร่วมมือมากว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับประสบการณ์ ได้แก่
50
การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการเรียนมีการควบคุมอารมณ์ได้ดีใน การทำงานร่วมกัน ผู้เรียนยังคง
รักษาไว้ซ่งึ การคน้ คว้าอยา่ งกระตือรือร้น
บาซามห์ (Basamh, 2003) ไดศ้ ึกษาทศั นคติของครแู ละอาจารย์ใหญ่ต่อเคร่ืองมือท่ีใช้ในการ
เรยี นร้แู บบกลมุ่ รว่ มมือในโรงเรียนมธั ยมสตรีเอกชนแห่งเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย จุดมุ่งหมาย
เพื่อสอบดูทัศนคติของอาจารย์ใหญ่และครูต่อเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนรู้แบบร่วมมือในโรงเรียนสตรี
เอกชนในระดบั มัธยมศกึ ษา ในนครเจดดาห์ ประเทศซาอุดอิ าระเบีย โดยมปี ระชากร กลุ่มตวั อย่างท่ีใช้
ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ครูใหญ่ 30 คน และครู 225 คน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามที่เน้นไปใน
ด้านทัศนคติต่อเครื่องมือที่ใช้ในการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ รวมทั้งความพอใจและการสนับสนุน
ตลอดจนอุปสรรค ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติของครูใหญ่และครูต่อเครื่องมือที่ใช้กับการเรียนแบบ
กลุ่มร่วมมือเป็นไปในด้านบวก ครูใหญ่ส่วนมากประเมินว่าการเรียนแบบร่วมมือมีผลดีและเป็น
ประโยชน์ ร้อยละ 87 พอใจต่อเครื่องมือ ร้อยละ 83 เชื่อว่าพวกครูของพวกเขาสามารถใช้เครื่องมือ
และวิธีการเรียนรู้แบบร่วมมือ ซึ่งมี 5 วิธี คือ STAD, TGT, JIGSAW, GI, NHT ครูส่วนใหญ่ประเมิน
ออกมาเป็นบวก ครูส่วนมากคิดว่าสามารถนำวิธีนี้ไปสอนได้ทั้ง 5 แบบ จากร้อยละ 41-61 พอใจใน
เครอ่ื งมอื เหล่าน้ีทใ่ี ช้ในห้องเรยี น รอ้ ยละ 81 เชือ่ ว่าไม่มคี วามจำเปน็ ใดๆ ในการใช้แบบการเรียนน้ีกับ
นักเรียน รอ้ ยละ 84 ของครูคดิ วา่ จำนวนรายวิชาในหลักสูตรจะไมส่ มยั ทันกับเคร่ืองมือท่ีใช้ในการสอน
แบบร่วมมือ ร้อยละ 81 รู้สึกว่าจำนวนเวลาที่ใช้ในการเรียนอาจเปน็ อุปสรรค และร้อยละ 59 เชื่อว่า
จำนวนนักเรียนในชน้ั จะเปน็ ปญั หา
จากการศึกษางานวิจัยท่ีเก่ียวข้องทัง้ ในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สรุปได้ว่า การจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการสอนที่มีวิธีการแบบหลากหลายกิจกรรม
สามารถบูรณาการได้กับรายวิชาต่าง ๆ โดยเนน้ การทำงานร่วมกันเปน็ กลุ่ม ซง่ึ เปน็ การส่งเสริมผู้เรียน
ใหไ้ ดฝ้ กึ ทักษะในการรว่ มกันวางแผน ทำงานเปน็ เป็นทีม มีความรับผดิ ชอบต่อหน้าที่ของตนๆ ที่ได้รับ
มอบหมาย เพอ่ื ใหท้ มี บรรลุเป้าหมายทีต่ ้งั ไว้ทำใหผ้ ้เู รยี นไดเ้ รียนรู้ผา่ นกจิ กรรมท่หี ลากหลาย มีท้งั สาระ
และความสนุก ผู้เรียนจะได้ทั้งประสบการณ์ ความรู้ และนำไปปรับใชใ้ นชวี ติ ประจำวนั ได้ นอกจากนี้
การจัดการเรียนร้แู บบรว่ มมือ (Cooperative Learning) ยังทำใหผ้ ูเ้ รียนมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นร้สู ูง
กวา่ ผู้เรียนที่ได้รบั การสอนโดยวิธปี กติ
51
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั
การวิจัยนี้ เป็นวิจัยเชิงทดลอง โดยมีวัตุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน
รายวิชาสังคมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
โดยมีรายละเอยี ดแสดงขัน้ ตอนดำเนนิ การวิจัย ดังนี้
ภาพท่ี 3.1 กรอบแสดงขั้นตอนดำเนนิ การวจิ ยั
52
ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กำลังศึกษาในภาคเรียน
ที่ 2 ปีการศกึ ษา 2566 โรงเรยี นปัญญาวรคุณ จำนวน 9 หอ้ ง รวมทัง้ สิ้น 315 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กำลังศึกษาในภาค
เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนปัญญาวรคุณ ห้อง ม.4/3 จำนวน 35 คน โดยใช้วิธีการสุ่ม
ตวั อยา่ งแบบกลุม่ (Cluster sampling)
แบบแผนการวิจยั
การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยประเภททดลอง โดยใช้แบบแผนการวิจัยเป็นการทดสอบสอบก่อน
และหลังการจัดการเรียนรู้ One Group Pretest-Posttest Design (Fitz-Gibbon, 1987 : 113)
ซง่ึ มีแบบแผนการวจิ ัยดังนี้
ตารางที่ 3.1 แบบแผนของการวิจัยแบบ One Group Pretest-Posttest Design
สญั ลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นแบบแผนการวิจยั
T1 หมายถงึ การทดสอบก่อนการจดั การเรยี นรู้
X หมายถึง การจดั การเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื
T2 หมายถงึ การทดสอบหลังการจดั การเรียนรู้
เคร่ืองท่ใี ช้ในการวิจัย
เนื่องจากเป็นวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจึงจำเป็นท่ี
จะต้องมีการใช้แผนการจดั การเรียนรู้ เพ่ือท่จี ะนำการจดั การเรียนรู้ที่ผวู้ จิ ยั ศึกษาเข้าไปสอดแทรกเพ่ือ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงมีการใช้แบบทดสอบ แบบตรวจผลงาน และแบบสังเกตพฤติกรรม
มาเป็นเครื่องมือในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและวิเคราะห์
คุณภาพของเคร่อื งมือ ดังรายละเอียดต่อไปนี้
แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชา
สังคมศึกษา เรื่อง โครงสร้างสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้การ
จดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื ผวู้ ิจัยดำเนินการสร้างโดยมขี นั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี
ข้นั ตอนการสร้างเครอ่ื งมือ
53
1. ศกึ ษาหลกั สตู รสถานศึกษา พทุ ธศกั ราช 2544 คมู่ ือครู และแบบเรยี นกลุม่ สาระการเรียนรู้
สังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระหนา้ ทีพ่ ลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนนิ ชวี ติ ในสงั คม
2. วิเคราะห์โครงสร้างหลักสูตร จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหาเวลาเรียนและกิจกรรมการ
เรียนการสอน สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระหน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม
และการดำเนนิ ชวี ติ ในสังคม
3. กำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เนอ้ื หา กจิ กรรมการเรียนรู้ และสือ่ การเรยี นการสอน
4. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนแบบร่วมมือเพื่อเป็นแนวทางในการจัด
กิจกรรมการเรยี นการสอน
5. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ได้กำหนด จำนวน 10 แผน
แผนละ 2 ชั่วโมง ดังน้ี
5.1 แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง สงั คม
5.2 แผนการจัดการเรียนรทู้ ี่ 2 เรือ่ ง โครงสรา้ งทางสังคม
5.3 แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง การจดั ระเบยี บทางสังคม
5.4 แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรื่อง บรรทัดฐานทางสงั คม
5.5 แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 5 เรอ่ื ง สถานภาพและบทบาททางสังคม
5.6 แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 6 เร่อื ง สถาบนั ทางสงั คม
5.7 แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 7 เรอ่ื ง การขัดเกลาทางสังคม
5.8 แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 8 เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
5.9 แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 9 เรอ่ื ง ปัญหาสังคม
5.10 แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 10 เรื่อง การแกป้ ญั หาและแนวทางการพัฒนาสงั คม
โดยการกำหนดขั้นตอนของการจัดการเรียนการสอนให้เป็นไปตามขั้นตอนการสอนแบบ
ร่วมมือ 4 แนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ของจอห์นสันและจอห์นสัน
(Johnson and Johnson, 1989 : 22-23) ซง่ึ ประกอบดว้ ย 6 ข้ันตอน ดังน้ี
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั คำนวณคะแนนพนื้ ฐาน
ข้ันท่ี 2 ขัน้ นำเขา้ สู่บทเรียน
ขั้นท่ี 3 ข้ันจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
ขน้ั ท่ี 4 ขั้นทดสอบ
ขั้นท่ี 5 ข้ันสร้างความประทบั ใจ
ขน้ั ที่ 6 ข้ันสรุป
54
6. นำแผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่สรา้ งข้นึ เสนอตอ่ อาจารยน์ เิ ทศก์
7. นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์นิเทศก์ ไปให้
ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการวัดและประเมินผล และผู้เชี่ยวชาญการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของจุดประสงค์ เนื้อหา และ
วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหลง่ เรียนรู้ การวัดผลประเมินผล และตรวจสอบความถกู ต้องของ
เนื้อหาการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน และนำคะแนนของผ้เู ชย่ี วชาญมาหาค่า IOC
8. ปรบั ปรงุ แกไ้ ขแผนการจดั การเรียนรแู้ บบรว่ มมอื ตามคำแนะนำของผเู้ ชย่ี วชาญ
9. นำแผนการจดั การเรียนรทู้ ี่แกไ้ ขแลว้ ไปใช้กับกลมุ่ ทดลอง
ภาพท่ี 3.2 ข้ันตอนการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม รายวิชาสังคมศกึ ษา เรื่อง โครงสร้างสังคมและการเปล่ียนแปลงทางสังคม ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 4 แบบทดสอบที่สร้างขึ้นเป็นแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีคำถามสอดคล้อง
55
กับจุดประสงค์การเรียนรู้และครอบคลุมเนื้อหาสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรร ม
เรื่อง โครงสร้างสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งใช้ทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียน ผวู้ จิ ยั ดำเนนิ การสร้างโดยมีขั้นตอนดังต่อไปน้ี
ขน้ั ตอนการสรา้ งเครอ่ื งมือ
ขั้นที่ 1 ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
จากเอกสาร ตำรา ที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการวัดและประเมินผลกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม และผลงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การสรา้ งแบบทดสอบในลกั ษณะท่คี ล้ายคลงึ กนั
ขัน้ ที่ 2 ศึกษาหลักสตู รกลมุ่ สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลกั สูตร
ขั้นพื้นฐานสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เกี่ยวกับสาระมาตรฐานการเรียนรู้และ
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ตามแผนการจดั การเรียนรู้
ขั้นที่ 3 วิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลาที่ใช้ในการเรียนจากหลักสูตรที่กำหนด
ไว้โดยดำเนินการสร้างเป็นตารางวิเคราะห์หลักสตู ร เพอ่ื ใช้เปน็ แนวในการสร้างแบบทดสอบเพ่ือสร้าง
แผนผังการออกข้อสอบจำแนกพฤติกรรมออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ
การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า สำหรับเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่า
ต้องการวดั พฤติกรรมในเน้อื หาระดับใด เป็นจำนวนมากนอ้ ยเพียงใด
ขั้นที่ 4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการรายวิชาสังคมศึกษา สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning : Johnson and
Johnson, 2003) เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 47 ข้อ แต่ต้องใช้จริง
30 ข้อ ให้สอดคล้องกับตารางวเิ คราะห์หลกั สตู ร
ขั้นท่ี 5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์นิเทศก์ ปรับปรุง
แก้ไขตามข้อเสนอแนะของอาจารย์นิเทศก์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม และครอบคลุม
จุดประสงค์การเรียนรู้ และวัดความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบ
ความสอดคล้องของแบบทดสอบกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้ หาค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ ง (IOC)
ขั้นที่ 6 นำแบบทดสอบที่สร้างเสร็จแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านตรวจสอบ ซึ่งเป็น
ผเู้ ชีย่ วชาญชุดเดิม การพิจารณาความเทยี่ งตรงดา้ นเนื้อหาของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
โดยใช้ คะแนนของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเกณฑ์โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้
(พิชิต ฤทธ์ิจรูญ, 2550)
ให+้ 1 คะแนน เม่อื แน่ใจว่าขอ้ สอบนั้นวัดตามผลการเรียนรู้ทค่ี าดหวงั
ให้ 0 คะแนน เมือ่ ไม่แนใ่ จว่าข้อสอบน้นั วัดตามผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวงั
ให้ -1 คะแนน เมอื่ แน่ใจว่าขอ้ สอบนัน้ ไมว่ ัดตามผลการเรียนรทู้ ค่ี าดหวัง
56
ขั้นที่ 7 นำแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ไปทดลองใช้กับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4/3 โรงเรียนปัญญาวรคุณ ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 จำนวน 35 คน
ทเี่ คยเรียนมาแล้ว
ขั้นที่ 8 นำผลการทดสอบท่ีได้มาวเิ คราะห์หาคณุ ภาพรายข้อทั้งฉบบั โดยคำนวณหาค่าความ
ยากและคา่ อำนาจจำแนกของแบบทดสอบ
ขั้นที่ 9 นำผลคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์แบบทดสอบรายข้อ เพื่อหาค่าความยากง่าย โดยหา
ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้ วิธีของ Brennan (อ้างถึงใน ไพศาล วรคำ, 2558, น.306) และ
ทำการเลือกข้อสอบที่มีค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.23-0.80 โดยคัดเลือกข้อที่เข้าเกณฑ์ให้
เหลอื 30 ข้อ
ขั้นที่ 10 นำแบบทดสอบที่ผ่านการตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก มาวิเคราะห์ค่าความเชื่อม่ัน
ของแบบทดสอบทั้งฉบับแบบอิงเกณฑ์ที่อาศัยแนวคิดการวัดความสอดคล้องภายในของแบบสอบ
โดยใช้สูตรของ Lovett Method (อ้างถึงใน ไพศาล วรคำ, 2558, น.292)
ขั้นที่ 11 นําแบบทดสอบไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ซึ่งข้อสอบเป็นแบบปรนัย
ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ชดุ จำนวน 30 ขอ้ โดยมเี กณฑ์การให้คะแนนดงั น้ี
ตอบถกู ให้ 1 คะแนน
ตอบผดิ ให้ 0 คะแนน
แบบประเมินผลงาน/ชิ้นงานเชิงประจักษ์ รายวิชาสังคมศึกษา เรื่อง โครงสร้างสังคม
และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ผ้วู จิ ยั ดำเนนิ การสรา้ งโดยมีขัน้ ตอนดังตอ่ ไปน้ี
ข้ันตอนการสร้างเครอ่ื งมอื
ขัน้ ท่ี 1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั การสร้างแบบประเมินผลงาน/ช้ินงาน
ข้นั ที่ 2 กำหนดรายการประเมนิ ที่ครอบคลุมผลงานในทุกๆ ดา้ น
ขั้นที่ 3 นำแบบประเมินผลงาน/ชิ้นงานเชิงประจักษ์ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน
เพื่อตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ และทำการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหากับ
จดุ ประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence หรือ IOC) ได้คา่ อยรู่ ะหว่าง แสดงวา่ เครอ่ื งมือ
มีความถกู ต้อง เหมาะสมทางภาษา รายการประเมนิ ครอบคลมุ ผลงานในทกุ ๆ ด้าน
ขั้นที่ 4 ปรับปรุงแก้ไขข้อคำถามตามที่ผู้เช่ียวชาญเสนอแนะ โดยผู้เช่ียวชาญให้ข้อเสนอแนะ
ดังน้ี รายการประเมินควรมีขอ้ คำถามทีเ่ กยี่ วกบั การกำหนดมาตรฐาน/ตวั ช้ีวดั การจดั กจิ กรรมทีพ่ ฒั นา
ทักษะการคิดวิเคราะห์ของนกั เรียน การใช้ส่ือการเรียนรู้ ตลอดจนการวดั และประเมนิ ผลท่ีสอดคล้อง
กบั จุดประสงค์ทกี่ ำหนดดว้ ย
57
ขัน้ ที่ 5 จดั พมิ พท์ ำเป็นฉบบั สมบรู ณ์และนำไปใชเ้ พื่อเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ตอ่ ไป
แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
มลี กั ษณะเปน็ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) 4 ระดับ โดยสงั เกตพฤตกิ รรม
ของนักเรยี น จำนวน 1 ฉบบั ผู้วจิ ยั ดำเนินการสร้างดังมขี นั้ ตอน ดงั น้ี
ขน้ั ตอนการสรา้ งเคร่อื งมอื
1. ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม แล้วนำมาสร้างเป็นแบบ
สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลมุ่
2. สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มซึ่งประเมินโดยครู เป็นแบบมาตรประมาณค่า
(Rating scale) มี 4 ระดับ ได้แก่ ดีมาก ดีปานกลาง และปรับปรุง ในการวางแผนแบ่ง หน้าที่
การสอ่ื สารตอบโต้ การระดมความคดิ และการช่วยเหลอื ซ่งึ กันและกนั โดยมีความถ่ใี นการ สังเกตการ
ปฏบิ ัตติ ่อการสอน 1 แผน แลว้ แปลงเปน็ คะแนนตามเกณฑท์ ี่กำหนดโดยมเี กณฑใ์ ห้คะแนน ดงั นี้
3. ระดมความคิด = นักเรยี นมีการแสดงความคิดเหน็ ใหเ้ หตุผล ตอ่ งานท่ไี ด้รับมอบหมาย
4. ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน = นักเรียนมีน้ำใจต่อกัน, แบ่งปันสิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ, ช่วย
อธิบายหรอื ใหค้ ำแนะนำกนั แกเ่ พือ่ นท่ีไม่เขา้ ใจ
3. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อประเมิน
ความเที่ยงตรง (Content validity) โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องของข้อคำถามกับ จุดประสงค์
(Index of Objectives Congruence; IOC) และหาคุณภาพของเคร่อื งมือ โดยใช้เกณฑ์ดงั นี้
คะแนน +1 หมายถึง แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานกล่มุ มคี วามสอดคล้องและเหมาะสม
คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มมีความสอดคล้องและ
เหมาะสม
คะแนน -1 หมายถึง แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มไม่มีความสอดคล้องและไม่
เหมาะสม
จากการประเมินความเที่ยงตรง (Content validity) โดยหาค่าดัชนีความ สอดคล้องของข้อ
คำถามกับจุดประสงค์ (Index of Objectives Congruence : IOC) ของแบบสังเกตพฤติกรรมการ
ทำงานกล่มุ จากผู้เชยี่ วชาญ
4. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มที่ปรับปรุงแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว มาจัดพิมพ์
เพอ่ื เตรยี มนำไปใช้จริงกบั นกั เรียนกลุ่มตัวอยา่ ง
58
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิจัยเร่อื ง ผลการใช้การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือ (Cooperative learning) เพ่ือส่งเสริม
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ดำเนนิ การ
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดงั น้ี
1. ระยะก่อนการทดลอง
ในการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative learning) เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสังคมศึกษา ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปัญญาวรคุณ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้ระยะเวลา
ในชว่ ง 1–31 พฤศจกิ ายน 2566 ในการศึกษาขอ้ มลู ปญั หาทีต่ ้องการวจิ ัย ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การ ดงั นี้
1.1 มีหนังสือขออนุญาตผู้อำนวยการโรงเรียนในการดำเนินการวิจัยกับนักเรียน
มธั ยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปัญญาวรคุณ ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2566
1.2 ขออนุญาตผปู้ กครอง เพอ่ื ให้นักเรยี นเขา้ รว่ มเปน็ กลุม่ ตวั อย่าง
1.3 ชี้แจงนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง เพื่อทำความเข้าใจกับนักเรียนเกี่ยวกับจุดประสงค์
ของการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน บทบาทของผู้เรียน
และวธิ กี ารประเมนิ การจัดการเรียนรู้
1.4 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ด้วยแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม รายวิชาสังคมศึกษา
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง โครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จำนวน 30 ข้อ
ด้วยตนเองทำการประเมินทักษะการทำงานร่วมกันด้วยแบบประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน
แล้วบนั ทกึ ผลกอ่ นการทดลองไว้สำหรับการวเิ คราะหข์ ้อมูล
2. ระยะทดลอง
ในงานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนปัญญาวรคุณ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มเดี่ยว (One
Group Pretest – Posttest Design) เพื่อดำเนินการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative
learning) ใชร้ ะยะเวลาในการทดลองช่วงธันวาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2567 ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การ ดงั นี้
2.1 ดำเนินการทดลองโดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการ
เรียนรู้แบบร่วมมือ ใหก้ บั นกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่าง ซึ่งใชร้ ะยะเวลาการจัดการเรียนรู้ทัง้ ส้นิ 20 ช่ัวโมง
3. ระยะหลังการทดลอง
เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามแผนจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning)
ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจัดการเรียนรู้ (Post Test) นักเรียน
กลุ่มตัวอยา่ งอีกครงั้ ใช้ระยะเวลาในการทดลองช่วง 16 - 27 กุมภาพันธ์ 2567 ผูว้ ิจยั ดำเนนิ การ ดังน้ี
59
3.1 หลังจากนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง ได้รับการเรียนรู้จบเนื้อหาตามที่กำหนดแล้ว
ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบหลังเรียน (Post-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รายวิชาสังคมศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
เรื่อง โครงสร้างทางสังคมและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันกับ
แบบทดสอบก่อนเรียนและนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำการประเมินทักษะการทำงานร่วมกันด้วยแบบ
ประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน ตรวจผลจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบ
ประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน แล้วนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป
(SPSS) เพื่อนำมาใช้ในการสรปุ การวิจยั และเสนอความคิดเห็นท่ไี ด้จากการศกึ ษา
การวเิ คราะห์ข้อมูล
เมื่อนักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ในรายวิชาสงั คมศึกษาเสรจ็ ส้นิ แลว้ ผู้วจิ ยั จึงนำผลมาดำเนนิ การโดยใชโ้ ปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูป
เพ่อื วเิ คราะห์ข้อมลู ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. วิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ( x̅ ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างทั้งก่อนเรียนและหลังจากที่ได้เรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ
ในรายวชิ าสงั คมษา
2. วเิ คราะห์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นรู้ก่อนเรียนกบั หลังเรียน โดยใช้โปรแกรม
สำเร็จรปู (SPSS) ซ่ึงมกี ารหาคา่ เฉล่ยี , คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน, และค่า T-Test
3. ข้อเสนอแนะการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ โดยใช้แบบสอบถามเป็นข้อเสนอแนะจาก
แผนการจัดการเรียนการสอนผา่ นบคุ ลากรของโรงเรียน
60
บรรณานกุ รม
กลุ ิสรา จิตรชญาวณชิ . (2562). การจดั การเรียนร.ู้ กรุงเทพมหานคร: จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
จันทิมา เมยประโคน. (2555). การศกึ ษาวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความพึงพอใจในการเรียน
วิชาศิลปะ เรื่อง การสร้างสรรค์จากเศษวัสดุ ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปี ที่ 5 ที่เรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบ 4 MAT. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชา
ศลิ ปศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ.
จุฬาลักษณ์ การอรุณ. (2562). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาพระพุทธศาสนา โดยใช้
ทักษะกระบวนการ กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. รายงานการวิจัย โรงเรียนภูเขียววิทยาคม: สำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 25.
ชวาล แพรัตกุล. (2556). เทคนคิ การวัดผล. กรงุ เทพฯ: วัฒนาพานิช.
โชติกา ภาษีผล. (2559). การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Learning Measurement and
Evaluation). กรุงเทพมหานคร: สำนกั พิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย.
ณรงค์ โคตรศรี. (2557). ผลการใช้ชุดการสอนร่วมกับเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือแบบกลุ่มช่วย
รายบุคคล (TAI) ที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
และเจตคติต่อวิชาสังคมศึกษาของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนร่มเกล้า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23. วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัย
ราชภัฏสกลนคร.
ทิศนา แขมมณี. (2551). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย. (พิมพ์ครั้งที่ 7).
กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
ธนาวุฒิ วิชัย. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป วิชาโปรแกรม
จัดการฐานข้อมูลนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชา
เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ. งานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วน
หนึ่งของการพัฒนาทางการศกึ ษา วทิ ยาลยั เทคโนโลยอี รรถวิทย์พณิชยการ กรุงเทพมหานคร.
เบญจวรรณ นันทะเสน. (2564). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 1/12 ที่เรียนโดยใช้โดยใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning). รายงานการวิจัย โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์: สำนักงาน
เขตพื้นท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษาเชยี งราย.
พรพิมล คำาแสน. (2556). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นเรื่องแรงและการ
61
เคลื่อนที่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. (การศึกษาค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต
ไม่ไดต้ ีพมิ พ์). มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
พิชิต ฤทธิ์จรูญ. (2559). เทคนิคการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์
แห่งจุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.
พิชิต ฤทธ์ิจรูญ. (2559). หลักการวัดและประเมินผลการศึกษา. (พิมพ์คร้ังที่ 10). กรุงเทพมหานคร:
เฮ้าส์ออฟเคอร์มสิ ท์.
ไพโรจน์ คะเชนทร์. (2556). การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น.[ออนไลน]์ .
เข้าถึงเม่ือ 12 พฤศจกิ ายน 2565. เข้าถงึ ไดจ้ าก: http://www.wattoongpel.com
รังสิยา นรินทร์. (2561). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านโดยการใช้
กิจกรรมเป็นฐานในการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างความมุ่งมั่นแน่วแน่ของนักเรีย นระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา
ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎ
นครศรีธรรมราช.
ลักขณา สริวฒั น์. (2557). จิตวทิ ยาสำหรบั ครู. กรงุ เทพมหานคร: โอ.เอส.พรนิ้ ต้งิ เฮา้ ส์.
วชิราภรณ์ อำไพ. (2560). ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการเรียนรู้เชิงสถานการณ์จากสื่อใน
ชีวิตประจำวันที่ส่งเสริมความสามารถในการคิดไตร่ตรองการบริโภค ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา
การศกึ ษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสตู รและการสอน มหาวทิ ยาลยั นเรศวร.
วัชรินทร์ กงภูธร. (2555). การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเร่ืองสารใน ชีวิตประจำวันการ
คิดวิเคราะหแ์ ละทกั ษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ขัน้ พ้นื ฐาน ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษา
ปีที่ 6 ระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานและการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร
การเรียนรู้ 7 ขั้น. วิทยานพิ นธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม.
ศศิธร เวยี งวะลัย. (2556). การจดั การเรยี นรู.้ กรุงเทพมหานคร: โอ. เอส. พรน้ิ ตงิ้ เฮ้าส.์
ศิริชัย กาญจนวาสี. (2556). มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนของการวัดและประเมินผลทางการศึกษา.
วารสารมหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนดสุ ิต.
ศริ พิ ร พรหมนา. (2561). การพัฒนาชดุ กจิ กรรมทักษะการเขียนภาษาอังกฤษด้วยการจัดการเรียนรู้
โดยใช้สมองเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษาตามหลักสูตรปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
บณั ฑติ วทิ ยาลัย มหาวทิ ยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี.
62
สมเกียรติ อินทสิงห์. (2559). เอกสารประกอบการสอน กระบวนวิชา 100206 การจัดการเรียนรู้
แหล่งเรียนรู้ และส่ิงแวดล้อมเพ่ือการเรียนรู้. เชียงใหม่: คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชยี งใหม.่
สมนกึ ภทั ทยิ ธนี. (2556). การวัดผลการศึกษา. (พิมพค์ รั้งท่ี 9). กาฬสนิ ธ:์ุ ประสานการพิมพ์.
_____. (2560). การวดั ผลการศกึ ษา. (พมิ พ์ครั้งที่ 11). กาฬสนิ ธุ์: ประสานการพมิ พ์.
สมบุญ ภ่นู วล. (2555). การประเมนิ ผลและการสรา้ งแบบทดสอบ. พมิ พ์คร้ังที่ 3. พระนครศรอี ยุธยา:
โรงพิมพ์ เทียนวฒั นา.
สมาน อัศวภูมิ. (2557). การบริหารสถานศึกษาตามแนวการปฏิรูปการศึกษายุคใหม่ (ฉบับ
ปรับปรงุ ). อุบลราชธาน:ี อุบลกจิ ออฟเซทการพิมพ์.
สาขาวิชาการประเมินผลและวิจัยทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
บ้านสมเด็จเจ้าพระยา. (2565). การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning
Innovation Research and Development). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ หจก.
วรานนท์ เอน็ เตอร์ไพรส์.
สำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์.
(2557). คู่มือการจัดระบบการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ. (พิมพ์ครั้งที่ 2).
กรุงเทพฯ: ศูนย์เรียนรู้การผลิตและจัดการธุรกิจสิ่งพิมพ์ดิจิตอล มหาวิทยาลัยราชภัฏ
วไลยอลงกรณ์ ในพระบรม ราชปู ถัมภ์.
สิทธิขัย สระตอมฮัมหมัด. (2561). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเกมมิฟิเคชัน
เพื่อยกระดับ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบสมการเชิงเส้น
ขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน สวนกุหลาบวิทยาลัยธนบรุ .ี รายงานการวิจัย โรงเรียนสวน
กุหลาบวิทยาลัยธนบรุ ี: สำนกั งานเขต พน้ื ท่ีการศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 1.
สุกัญญา จันทร์แดง. (2556). ผลการจัดการเรียนด้วยชุดการสอนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนและความสามารถ ในการทำงานร่วมกัน วิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6. วารสารวชิ าการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.
อมรรัตน์ เตยหอม. (2563). ผลการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด ที่มีต่อความสามารถ
ในการให้เหตุผล และผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ การหาร ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา
ครศุ าสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย
ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์
อัชรา เอบิ สขุ สริ .ิ (2556). จติ วิทยาสำหรับคร.ู กรงุ เทพมหานคร: บริษทั วี.พรน้ิ (1991) จำกดั .
63
อัษฎายุธ พุทโธ. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถด้านการคิด
วิเคราะห์ เรื่อง การหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดย
การใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนคิ จ๊กิ ซอว์ ประกอบผังความคิด. วิทยานิพนธ์น้ีเป็นส่วน
หนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ
เรยี นการสอน บัณฑติ วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัยราชภฏั มหาสารคาม.
Ajose, Sunday A. and Virginia G. Joyner. (1990). Cooperative Learning : The Rebirth
of an Effective Teaching Strategy. Educational Horizons: 24.
Arend, R. I. (1994). Learning to teach (3rd ed.). Singapore: McGraw-Hall.
Artzt, Alice F, & Newman. Chaire M. (1990, September). Cooperative Leaming.
The mathematics teacher. 83(6): 448 – 449.
Basamh, Sheukhan Ahmed. (2003). “Principals and Teachers Attitudes Toward
Implementing Cooperative Learning Methods at Girls Private Middle
Schools in Jeddah, Saudiarabia”. Dissertation Abstract International.
Bloom, B. S. (1976). Human characteristicsand school learning. New York: McGraw-
Hill.
Buroody, A. J. (1993). Problem solving reasoning and communicating k-8 helping
children think Mathematically. New York: Macmillan Publishing Company.
Good, C.V. (1973). Dictionary of education. New York: McGraw-Hill book Company.
Gillies, R. M. (2002). The residual effects of cooperative-learning experiences:
A two-year follow-up. The Journal of Educational Research, 96(1): 15-20.
Hills, P. J. (1982). A Dictionary of Education. London: Routledge & Kegan Page.
Hough, J.B. and Duncan, K. (1970). Teaching description and analysis. Addison-
Westlu.
Johnson, D.W. and R.T. Johnson. (1987). “Research Shows the Benefits of Adult
Cooperation,” Educational Leadership. 45: 27 - 30.
_____. (1984). "Instruction Goal Structure : Cooperation Competitive or Individualistic,"
Review of Education Research. 44: 213 - 240.
_____. (1987). Learning together and alone: Cooperative, competitive and
individualistic learning. (2nd Ed). Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall,Inc.
Joyce Bruce and Marsha Weil . (1986). Models of Teaching . 3rd ed. London: Prentice–
Hall International.
64
Kagan, Spencer. (1994). Cooperative Learning and Mathematics. San Clemente, CA:
Kagan Publishing.
Mehrens, William. (1976). A Measurement and Evaluation and Psychology. New York:
Holt, Rinehart and Winston.
Prescott, Daniel A. (1961). “Report of Conference on Child Study”, Educational
Bulletin. Faculty of Education. Bangkok: Chulalongkorn University.
Ross, C.C and Stanley, J.C. (1967). Measurement in Today’ School. Englewood Cliffs,
New Jersey: Prentice-Hall.
Slavin, E Robert. (1990). Cooperative Learning: Theory, Research, and Practice.
Englewood Cliff, New Jersey: Prentice Hall.
_____. (1995). Cooperative learning theory, Research and Practice (2nd ed.).
Massachsetts: A Simom & Schuster.
_____. (1987). “Cooperative Learning and Cooperative School,” Educational
Leadership. 45(3): 155 - 158.
Thousand, S. J., Villa, R.A. and Nevin, A.I. (2002). Creative and Collaborative Learning.
(2nd ed.) Baltimore: Paul Brooke, 3-16.
Vaughan, W. (2002). Effects of cooperative learning on achievement and attitude
among students of color. The Journal of Educational Researc, 95(6): 359-364.
Wolman, B. B. (1973). Dictionary of behavioral science (1sted.). New York: Van
Norstrand.