The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

016_อภิญญา-_โรงเรียนอนุบาลฤชากร-1-3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by cckaow, 2022-03-06 00:05:45

016_อภิญญา-_โรงเรียนอนุบาลฤชากร-1-3

016_อภิญญา-_โรงเรียนอนุบาลฤชากร-1-3

เค้าโครงการวิจยั ในช้ันเรยี น

เรื่อง

การพฒั นาความสามารถในการอ่านคำของนักเรยี นช้นั อนบุ าล 2
โรงเรียนอนบุ าลฤชากร โดยใช้กิจกรรมการเลา่ นิทานประกอบเกม

โดย

อภิญญา แสงมกุ ดา

เคา้ โครงการวิจยั ในชนั้ เรียนนเี้ ปน็ ส่วนหนึ่งของการศกึ ษาตามหลักสตู รครุศาสตรบณั ฑิต
สาขาวิชาการศึกษาปฐมวยั คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา
ปีการศึกษา 2564

2

บทที่ 1

บทนำ

1. ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา

ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติ ท่ีควรค่าแก่การสืบสานต่อ และควรใช้อย่างถูกต้อง
ภาษาไทยจึงมีความสำคัญ เพ่ือใช้ในการติดต่อส่ือสารในสังคมไทยของเรา นอกจากภาษาพูดแล้วยัง
รวมถึงภาษาเขยี นอกี ด้วย พยญั ชนะไทย ตั้งแต่ ก – ฮ มีท้ังหมด 44 ตัว คนไทยทกุ คนจำเป็นตอ้ งร้จู ัก
และสามารถอ่าน เขียน สื่อสารในภาษาไทยออก ซึ่งควรต้องให้เด็กรู้จักเรียนรู้ตั้งแต่ช้ันอนุบาล
เพื่อใหเ้ กิดการคุ้นเคย และสามารถอา่ นเขยี นภาษาไทยไดถ้ ูกตอ้ ง ในหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั สำหรับ
เด็กอายุ 3 - 6 ปี เป็นการจัดประสบการณ์ในลักษณะการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษา เด็กจะได้รับ
การพัฒนาท้ังทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญาตามวัยและความสามารถของ
แต่ละบุคคล จึงได้มีการกำหนดจุดมุ่งหมาย ซ่ึงเป็นมาตรฐานการใช้ภาษาส่ือสารได้เหมาะสมกับวัย
(กระทรวงศึกษาธกิ าร, 2560: 26) ในการสอนภาษาให้กับเด็กสำหรับเด็กปฐมวัยนั้น เรอื่ งของภาษา
นับว่าเป็นหนึ่งในทักษะพ้ืนฐานท่ีเด็กจะต้องเรียนรู้ เพื่อใช้ในการส่ือสารและดำเนินชีวิตประจำวัน
ดังนั้นการสอนภาษาสำหรับเด็กอนุบาลจึงเป็นเรื่องท่ีสำคัญ และมีความท้าทายอย่างมาก
เพราะในระดับปฐมวัยน้นั เป็นวัยเริ่มตน้ แห่งการเรียนรู้ การสง่ เสริมทกั ษะต่าง ๆ จำเป็นอย่างยิง่ ท่ตี ้อง
คำนึงถึงพัฒ นาการ และความพร้อมของเด็กเป็นสำคัญ เพื่อให้เด็กเติบโต และเรียนรู้ได้
อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับวัย ซ่ึงวิธีการสอนภาษาแบบหนึ่งท่ีได้รับความนิยมคือ
การสอนภาษาแบบองค์รวม (นรรัชต์ ฝันเชียร, 2561: 18) ทักษะการอ่านเป็นทักษะหน่ึง
ทม่ี ี ความจำเป็นตอ่ การศกึ ษา หรอื การส่อื สารกับผูอ้ ่นื เพราะเป็นเคร่ืองมือในการแสวงหาความรู้ และ
ช่วยเพ่ิมประสบการณ์ต่าง ๆ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญาของเด็กให้มีการเรียนรู้คำศัพท์
ใหม่ ๆ มีจินตนาการและได้ประสบการณ์ท่ีดีจากการอ่าน อีกทั้งยังทำให้เด็กคุ้นเคยกับตัวหนังสือ
พยัญชนะต่าง ๆ เพื่อนำไปใชใ้ นการศึกษาระดับช้ันต่อไปได้ (ภัทราพร พนั ธ์สิวการต์, 2558: 2)

โรงเรียนอนุบาลฤชากร เป็นโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน
เปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับช้ันอนุบาล 1 ถึง ชั้นอนุบาล 3 ผู้วิจัยในฐานนะนักศึกษาฝึกประสบการณ์
วิชาชีพครู ได้ปฏิบัติการสอนในระดับช้ันอนุบาล 2 โดยทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนที่เน้น
ผู้เรียนเป็นสำคัญบนพ้ืนฐานการอบรมเล้ียงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ
พฒั นาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเดก็ แต่ละคนให้เต็มตามศกั ยภาพ
รวมถึงบรูณาการจัดการเรียนรู้ผ่าน 6 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ
กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรม

3

เกมการศึกษา ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนและสนุกสนานในการเรียนรู้ จากการเรียน
การสอนในภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 พบวา่ เน่ืองจากสถานการณ์การแพรร่ ะบาดของเชอื่ ไวรัส
COVID – 19 ทางโรงเรียนจึงมีนโยบายจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2
โรงเรียนอนุบาลฤชากร พบว่า นักเรียนจำนวน 23 คน มีปัญหาเก่ียวกับความสามารถในการอ่านคำ
สังเกตจากนักเรียนไมส่ ามารถอ่านคำได้ อ่านคำไม่คล่อง อ่านสะกดคำผสมสระเองไม่ได้ ออกเสียงคำ
อา่ นท่ีผสมกับสระบางตัวไม่ถูก โดยไม่สามารถอ่านคำพ้ืนฐานท่ีอยู่หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยสัตว์
ไม่สามารถอ่านคำที่มีสระประสมได้ ดังต่อไปนี้ สระอะ คำว่า กระต่าย กระรอก สระอา คำว่า ปลา
ม้าลาย สระอิ คำว่า สงิ โต จิงโจ้ สระอี คำวา่ หมี ผีเสอื้ สระอู คำว่า หมู ปูนา และสระแอ คำว่า แมว
แมงมุม ซ่ึงปัญหาดังกล่าวจะทำให้เด็กไม่มีทักษะการอ่านท่ีถูกต้อง ไม่มีความมั่นใจในการอ่าน
จึงจำเป็นท่ีจะต้องพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ ซึ่งการอ่านจะนำไปสู่การเขียนท่ีเป็นพ้ืนฐาน
ของการศึกษาในระดับสูงต่อไป

จากสภาพปัญหาท่ีพบ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารแนวคิด และนวัตกรรมท่ีเกี่ยวข้อง
เพ่ือหาแนวทางสร้างนวัตกรรมรูปแบบต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความสามารถในการอ่านคำ
จงึ พบวา่ กจิ กรรมการเล่านิทานประกอบเกม จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสามารถในการอ่านคำเพิ่มข้ึน
การเล่านิทานประกอบเกมเป็นกิจกรรมท่ีเหมาะสมต่อการเรียนรู้ เป็นกจิ กรรมหน่ึงที่สนับสนุนทฤษฎี
การเรียนรู้ของเด็ก คือจัดให้เด็กได้เรียนรู้จากการเล่น และเล่นจากส่ิงท่ีเป็นรูปธรรม เกมการเล่นจึง
เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เป็นกิจกรรมท่ีช่วยฝึกทักษะด้านต่าง ๆ อันเป็นพื้นฐาน
และเป็นการสร้างความน่าสนใจ ความสนุกสนาน เป็นอีกทางหนึ่งท่ีจะช่วยพัฒนาอารมณ์จิตใจของ
เดก็ และช่วยฝึกทักษะทางภาษาคอื ฝึกการฟัง พดู อ่าน เขียน และส่งเสรมิ การอ่านใหส้ นุกเพลิดเพลิน
(ศุภมาส จิรกอบสกุล, 2559: 42) ทักษะทางการอ่านของเด็กปฐมวัยที่มีการเล่นเกมแบบเน้นภาษา
มกี ารเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น เพราะเด็กมีโอกาสได้เล่นเกมทกุ วัน โดยจะมีท้ังเกมที่เลน่ แล้ว และเกมใหม่
ที่เพิ่มขึ้นแต่ละครงั้ ซงึ่ สอดคล้องกับ (อัจฉรา ชีวพันธุ 2556: 27) ท่ีกล่าววา เกมช่วยพัฒนาความคิด
ทักษะทางภาษา แสดงความสามารถของแต่ละบุคคล ช่วยใหเห็นพฤติกรรมของเด็กชัดเจนย่ิงข้ึน
ท้งั ยงั เกดิ ความเพลิดเพลิน และผอนคลายความตึงเครียดในการเรียนและเป็นการฝก ความรบั ผิดชอบ
ฝกใหเด็กรูจักการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไวจึงทำใหมีความเชื่อวา เกมการศึกษาสามารถ
พัฒนาความพรอมในดนต่าง ๆ ใหแกผู้เรียนในระดับปฐมวัยได้ นอกจากน้ีการเล่นเกมยงั เป็นวิธีการ
ท่ีส่ งเส ริม ให้เด็ ก เกิ ดก ารเรี ยน รู้ช่ วยให้เด็ กเกิดคว ามคิ ดรวบย อดรวมท้ั งเสริมก ระ บว น กา รทำงาน
และช่วยเพิ่มพัฒนาการด้านต่าง ๆ การเล่นเกมสามารถกระตุ้นพฤติกรรมทางสังคมในทางบวก
และยังส่งเสรมิ ทักษะทางสังคม ทางรา่ งกาย ทางอารมณ์ จิตใจ ทางสติปัญญา การสื่อสาร การเคารพ
กฎ กติกา ได้แสดงความรู้สึกของตนเอง และรับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น (สุมาลี บัวหลวง, 2559: 13)
ซง่ึ สอดคลอ้ งกับทฤษฎี เพยี เจต์ (Piaget) ซึ่งเป็นนักจติ วิทยาพัฒนาการได้กล่าวว่า การเรียนรู้ของเด็ก

4

เป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น แต่การจัด
ประสบการณ์ส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงท่ีเด็กกำลังจะพัฒนาไปสู่ขั้นท่ีสูงกว่า สามารถช่วยให้
เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ดังน้ัน การเล่นเกมจะช่วยให้ผู้เรียนน้ันเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์
การสมั ผสั สิ่งตา่ ง ๆ จากที่เป็นนามธรรมไป สู่รูปธรรมอยา่ งเห็นได้ชดั ทำให้ผู้เรยี นไดเ้ กดิ ทกั ษะพ้นื ฐาน
ต่าง ๆ ไปในทิศทางท่ีดี และถูกต้อง (ภวิกา เลาหไพฑรูย์, 2561: 157) ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัย
ของ (บัณฑิตา พึ่งแก้ว, 2559: 32) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนช้ัน
อนุบาล 3/3 โดยใช้นิทานคำซ้ำประกอบเกม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนท่ีได้รับการใช้กิจกรรม
การพฒั นาการอา่ นคำของนักเรยี นชน้ั อนุบาล 3/3 โรงเรียนเซนฟรงั ซสี ซาเวียร์คอนแวนต์โดยใช้นทิ าน
คำซ้ำประกอบเกมมีความสามารถในการอ่านคำอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ และมีคะแนนความสามารถ
ในการอา่ นคำหลังการทดลองสูงกว่าการทดลอง

ดังนั้นผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอน จึงสนใจจะศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ
ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม
และจะสง่ ผลชว่ ยพฒั นาความสามารถในการอ่านคำของเด็กปฐมวัยได้หรือไม่อย่างไร ท้ังนี้เพื่อให้เด็ก
ปฐมวยั เกดิ การพฒั นาตามมาตรฐาน และตามตวั ชว้ี ัดทกี่ ำหนดไว้ในหลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย 2560

2. วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย

1. เพื่อสร้างและหาคุณภาพแผนการใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม เพื่อพัฒนา
ความสามารถในการอา่ นคำ ของนกั เรยี นชัน้ อนบุ าล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร

2. เพื่อสรา้ งและหาคุณภาพแบบประเมินความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนบุ าล 2
โรงเรียนอนบุ าลฤชากร

3. เพ่ือเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาล
ฤชากร โดยใชก้ จิ กรรมการเลา่ นิทานประกอบเกม

3. สมมตฐิ านการวจิ ยั

1. การใชก้ ิจกรรมการเลา่ นทิ านประกอบเกม มีประสทิ ธิภาพช่วยพฒั นาความสามารถใน
การอ่านคำ ของนกั เรียนชนั้ อนุบาล 2 โรงเรียนอนบุ าลฤชากรได้

2. ความสามารถในการอ่านคำ ของนักเรยี นชนั้ อนบุ าล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร หลังใช้
กิจกรรมการเลา่ นทิ านประกอบเกม สูงกวา่ กอ่ นใชก้ ิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม

5

4. ขอบเขตของการวจิ ัย

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือนักเรียนระดับช้ันอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาล

ฤชากร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 23 คน
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ คือนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาล

ฤชากร ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 อนุบาล 2 จำนวน 23 คน โดยใช้วิธีสุ่ม
แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เพอ่ื เปน็ ตัวแทนท่ีดที ีส่ ดุ ของประชากร

ตวั แปรที่ใชใ้ นการศกึ ษา
ตัวแปรต้น คือ แผนการใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม และแบบประเมิน

ความสามารถในการอ่านคำ
ตวั แปรตาม คือ 1. ประสทิ ธภิ าพของแผนการใชก้ ิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม

และแบบประเมนิ ความสามารถในการอ่านคำ
2. ความสามารถในการอ่านคำ

ระยะเวลาท่ีดำเนินการวิจัย
ผู้วิจัยจะดำเนินการวิจัยในช่วงภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ระหว่างเดือน

พฤศจิกายน – ธนั วาคม 2564 เปน็ ระยะเวลา 6 สปั ดาห์

5. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

ความสามารถในการอ่านคำ หมายถึง ความสามารถในการสะกดคำ อ่านออกเสียงคำ
อ่านท่ีผสมกับสระได้ถูกต้องตามหลักการอ่านคำ อ่านออกเสียงคำพื้นฐานในหน่วยการเรียนรู้
หน่วยสัตว์ สามารถอ่านคำทมี่ สี ระประสมได้ ดงั ต่อไปนี้ สระอะ คำวา่ กระต่าย กระรอก สระอา คำว่า
ปลา ม้าลาย สระอิ คำว่า สิงโต จิงโจ้ สระอี คำว่า หมี ผีเส้ือ สระอู คำว่า หมู ปูนา และสระแอ
คำว่า แมว แมงมมุ

กิจกรรมการเล่านิทาน หมายถึง การเล่าเร่ืองราว ท่ีผู้วิจัยแต่งขึ้น เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมใน
กจิ กรรม เป็นนิทานที่เน้นให้สอดคลอ้ งเกีย่ วกับการอ่านคำ การสะกดคำ เพ่ือส่งเสริมการอ่านของเด็ก
ให้ถูกต้อง เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กได้ทำกจิ กรรมรว่ มกนั เพอ่ื พัฒนาทกั ษะทางด้านภาษา โดยมวี ตั ถุประสงค์
อ่านคำพ้ืนฐานที่อยู่หน่วยการเรียนรู้ ได้แก่ หน่วยสัตว์ เพ่ือให้เด็กอ่านคำออกเสียงที่มีสระประสมได้
ดังต่อไปน้ี สระอะ คำว่า กระต่าย กระรอก สระอา คำว่า ปลา ม้าลาย สระอิ คำว่า สิงโต จิงโจ้
สระอี คำว่า หมี ผีเสื้อ สระอู คำว่า หมู ปูนา และ สระแอ คำว่า แม ว แมงมุม ถูกต้อง

6

ประกอบด้วยนิทาน 12 เร่ืองได้แก่ 1. มิล่ากระต่ายขี้กลัว 2. ต้นไม้ของกระรอก 3. ปลาน้อยหลงฝูง
4. ม้าลายคึกคัก 5. สิงโตผู้พิทักษ์ 6. ครอบครัวจิงโจ้หรรษา 7. คุณป้าหมีใจดี 8. ผีเส้ือกับดอกไม้
9. เจา้ หมูจอมข้เี กียจ 10. ปนู าไปทะเล 11. แมวเหมยี วของฉัน 12. แมงมมุ น้อยช่างฝัน

เกม หมายถึง เกมการเล่นที่มีลักษณะเป็นเกมผจญภัย ท่ีผู้วิจัยสร้างข้ึน เพื่อใช้ประกอบการ
เล่านทิ าน เปน็ กิจกรรมที่มกี ฎเกณฑ์ กตกิ า เงอื่ นไข ข้อตกลงร่วมกนั ทำใหเ้ กิดความสนุกสนานร่าเริง
พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ เป็นการแลกเปล่ียนเรียนรู้
และประสบการณ์ร่วมกันกับผู้อื่นเป็นเกมท่ีเลน่ หลังจากฟังนิทานจบ ประกอบด้วยเกม 12 เกม ได้แก่
1. เกมหาคำตามคำบอก 2. เกมจับคู่ภาพกับคำ 3. เกมตามล่าหาคำ 4. เกมสนุกคิดคำซ้ำ
5. เกมหาคำผจญ ภัย 6. เกมเติมคำหรรษา 7. เกมเรียงคำท่ีถูกต้อง 8. เกมบิงโกคำอ่าน
9 . เก ม ค ำไห น ถูก ค ำไห น ผิ ด 1 0 . เก ม บั น ได งูค ำอ่ าน 1 1 . เก ม ค ำไห น น ะ ที่ ห าย ไป
12. เกมหาคำตามนิทาน

นักเรียน หมายถึง เด็กนักเรียนชาย หญิง มีอายุระหว่าง 4 ถึง 5 ปี ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ
ความสามารถในการอ่านคำ จำนวน 23 คน กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนอนบุ าลฤชากร

6. ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ บั

1. นกั เรยี นช้ันชั้นอนบุ าล 2 ทีไ่ ดร้ ับการจัดกจิ กรรมการเล่านิทานประกอบเกม มีความ
สามารถในการอ่านคำดขี ึ้น

2. ครูผ้สู อนมีแนวทางในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน โดยใชก้ ิจกรรมการเลา่ นิทาน
ประกอบเกม เพ่ือพฒั นาความสามารถในการอ่านคำ ให้มีประสทิ ธิภาพมากข้ึน

3. โรงเรียนสามารถนำผลการวิจยั ไปใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบายพัฒนานวัตกรรม
การเล่านิทานประกอบเกมใหก้ บั ครูผู้สอนในระดับการศกึ ษาปฐมวัย

7

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจยั ทเี่ กยี่ วขอ้ ง

การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าเอกสาร และงานวิจัย
ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งโดยนำเสนอผลการศึกษาตามลำดับดังนี้

1. แนวคิดและทฤษฎเี ก่ียวกับการอา่ น
2. แนวคดิ และทฤษฎีเกีย่ วกบั นทิ าน
3. แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกบั เกม
4. หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย พ.ศ.2560
5. งานวิจยั ท่เี ก่ยี วข้อง
6. กรอบแนวคิดในการวิจยั

1. แนวคิดและทฤษฎเี กย่ี วกบั การอ่าน

ผวู้ จิ ัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวกบั แนวคิดและทฤษฎที เี่ กี่ยวกับการอา่ น ดังน้ี
1.1 ความหมายของการอา่ น
ความหมายของการอา่ นมีผ้ใู ห้คำนิยามไวห้ ลายทา่ น ดงั น้ี
มยุรี กันทะลือ (2543: 12 อ้างถึงใน จิราวรรณ อารยัน, 2556: 14) ได้ให้ความหมายของ
การอ่านไว้ว่า การอ่าน คือการบวนการในการแปลความหมายของตัวอักษร เคร่ืองหมาย
หรือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ของผู้เขียน การอ่านเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนในการแปลความหมาย
ของตัวอักษร ออกมาเป็นถ้อยคำและความคิด จึงต้องอาศัยประสบการณ์เดิมของผู้อ่านเป็นพ้ืนฐาน
เพ่ือกอ่ การเกดิ ความเข้าใจในเร่อื งราวน้ัน ๆ และสามารถทำความเข้าใจ และนำความคิดไปใช้ให้เกิด
ประโยชน์ต่อชีวติ ประจำวนั ได้
ภณิสันติวัฒน์ จันทร์ใด (2558: 18) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน เป็นการ
ทำความเข้าใจนำผลการอ่านไปใช้ และสะท้อนความคิดเกี่ยวกับเนื้อหา และรูปแบบของบทอ่าน
อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายของบทอ่านแต่ละประเภท วัตถุประสงค์การอ่าน และสถานการณ์ใน
การอ่าน เพื่อให้สามารถนำผลการอ่านไปใช้ให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาความรู้ศักยภาพ การมี
ปฏิสัมพันธ์ในสังคม โรงเรยี น และชีวิตประจำวันมีความพลดิ พลิน มีความรกั และผูกพนั กับการอา่ น

8

วันเพ็ญ วัฒฐานะ (2558, หน้า 25) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่านหมายถึง
การรับรู้ความหมายจากข้อความตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ผ่านกระบวนการคิดวิเคราะห์
แปลความ ตีความ ขยายความ และจับใจความ สำคัญ โดยอาศัยทักษะความรู้ด้านภาษา
และประสบการณ์ทำให้ส่ือสารได้อยางมปี ระสิทธิภาพ

กรวุฒิ แผนพรหม (2559: 20) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน คือ พฤติกรรม
ของผู้เรียนท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงความตอ้ งการ ความสนใจของแต่ละบุคคลในการอ่านหนังสือ และการใช้
เวลาว่างในการอ่านหนังสือที่หลากหลาย หรือ ที่ตนเองสนใจโดยมิต้องมีผู้ใดมาบังคับเป็นประจำ
สม่ำเสมอจนติดเป็นนิสัย ซึ่งการอ่านงานวิจัยที่เป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่า เช่ือถือได้ จะช่วยพัฒนา
ผู้เรียนให้มคี วามรู้ มที ักษะในการคิด วเิ คราะห์ และทักษะทางการวิจยั

ณฐมน คุนิรัตน์ (2559: 12 ) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน หมายถึง
การทำความเข้าใจตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ที่ปรากฏอยู่ โดยผ่านกระบานการรับรู้ ตีความ
และแปลความของผู้อา่ น ซ่ึงประกอบดว้ ยการอา่ นออกเสยี ง และการอา่ นในใจ

ไกรษร ประดับเพชร (2561: 22) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า การอ่าน หมายถึง
กระบวนการทางสมองท่ีสามารถรับรู้ และเข้าใจความหมายของคำ หรือ สัญลักษณ์โดยแปลออกมา
เป็นความหมาย ใช้ส่ือความคิด และความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ให้เข้าใจตรงกัน ขึ้นอยู่กับ
ประสบการณ์ของผู้อา่ น และผู้อา่ นสามารถนำเอาความหมายน้ัน ๆ ไปใชใ้ ห้เปน็ ประโยชนไ์ ด้

จากความหมายของการอ่านตามที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า การอ่าน หมายถึง กระบวน
การส่ือสาร สื่อความหมาย การแปลความหมายตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เพ่ือส่ือความหมาย
ในสิ่งทีไ่ ด้อ่าน หรือ ส่ิงได้รบั รมู้ าแล้วตีความออกมาตามที่ผเู้ ขียนต้องการทจ่ี ะสอื่ สาร ให้เข้าใจตรงกัน
แล้วจงึ ถา่ ยทอดออกมาเปน็ ถอ้ ยคำของผูอ้ า่ น

1.2 ความสำคัญของการอ่าน
นกั การศึกษาได้ให้ความสำคญั ของการอ่านไว้ ดังน้ี
ณัฐภัทร ปันปนิ (2559: 14) ได้ให้ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอา่ นเปน็ ทักษะพื้นฐาน
ท่ีมนุษย์ใช้ในการแสวงหาความรู้ในยุคข้อมูลข่าวสาร เป็นเครื่องมือสำคัญท่ีช่วยให้การเรียนรู้เป็นไป
อย่างมปี ระสิทธิภาพ และเป็นเครื่องมอื ที่สามารถนำไปใช้ได้ต่อเน่ืองตลอดชีวิต มนุษยส์ ามารถใช้การ
อ่านในการเพ่ิมพูนสติปัญญา ความรู้และความคิดให้แก่ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดกระบวนการพัฒนา
คณุ ภาพชีวติ ให้ดีย่งิ ขนึ้ ตอ่ ไปในอนาคต

9

สุณา กังแฮ (2559: 54) ได้ให้ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นเคร่ืองมือสำคัญ
ในการเรียนรู้ก่อให้เกิดการพัฒนาด้านความคิดก่อให้เกิดความรู้ที่กว้างขวาง เป็นเคร่ืองมือในการ
ประกอบอาชีพในอนาคต และการอ่านเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เพ่ือพัฒนาตนเองให้เกิดความชำนาญ
และนำความรูท้ ีไ่ ด้ไปใช้ใหเ้ กดิ ประโยชน์สูงสุดทนั ต่อการเปลยี่ นแปลงของสงั คมโลก

ภณิตา พงศ์วัชร์ (2560: 26) ได้ให้ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านมีความสำคัญ
มีคุณค่าต่อการแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ การพัฒนาความรู้ ความคิด การสร้างเสริม
ประสบการณ์ให้กับตนเองเปรียบเทียบได้ขุมทรัพย์ทางปัญญาท่ีส่งผลต่อการพัฒนาตนเองสู่การ
พัฒนาประเทศชาติต่อไป

ไกรษร ประดบั เพชร (2561: 22) ไดใ้ หค้ วามสำคัญของการอา่ นไว้ว่าความสำคญั ของการอา่ น
มีความจำเป็นที่ต้องฝึกให้เกิดความชำนาญ เพ่ือสะสมประสบการณ์ทำให้เกิดความคิดที่กว้างขวาง
เข้าใจเรื่องท่ีอ่านได้รวดเร็ว และถูกต้อง ช่วยเพ่ิมพูนความรู้ความคิด ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาชีวิต
ท่ีดีงาม และยังช่วยประสานความรู้ของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษาเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการพัฒนา
ส่ิงท่เี ปน็ ประโยชน์มากมาย

อุทุมพร พิมพิลา (2562: 7) ได้ให้ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นส่ิงจำเป็น
และเป็นความต้องการของมนุษย์ในการแก้ปัญหา เพ่ิมพูนความรู้ เกิดความคิดสร้างสรรค์
ความเพลิดเพลิน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคญั ในการเรียนรู้ส่ิงต่าง ๆ ที่สง่ ผลให้เกิดการพัฒนาบุคคล
และประเทศชาติ โดยการเริ่มปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็กด้วยการสร้างนิสัยรกั การอ่าน เพ่ือให้เด็กเกิดความ
สนใจในการอ่านตอ่ ไป

Xlaolin Yang (2562: 23) ไดใ้ ห้ความสำคัญของการอ่านไว้ว่า ทักษะดา้ นการอ่านเปน็ ทกั ษะ
ท่ีมีความสำคัญต่อชีวิตของเราทุก ๆ คน การอ่านเป็นทักษะข้ันพ้ืนฐานในการเรียนรู้แสวงหาความรู้
ความต้องการ ค้นคว้าข้อมูล และหาความรู้ท้ังปวง การอ่านทำให้ชีวิตของเรามีประโยชน์ในเวลาว่าง
เพ่อื นำความรู้ และความเขา้ ใจจากการอา่ นไปพัฒนาตนเอง

จากความสำคัญของการอ่านตามท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า การอ่านมีความสำคัญ
ต่อการใช้ชีวิตของคนเราอย่างมาก เพราะการอ่านนอกจากจะช่วยเพ่ิมพูนความรู้ และมีไว้
เพื่อติดต่อส่ือสาร เพ่ือให้เข้าใจตรงกัน การอ่านยังสามารถช่วยในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ท่ีส่งผลให้เกิด
การพัฒนาบุคคล และประเทศชาติ โดยเริม่ จากการปลูกฝังตั้งแตว่ ยั เด็กด้วยการสร้างนิสัยรักการอ่าน
เพือ่ ให้เดก็ เกิดความสนใจในการต่อไป

10

1.3 ประโยชนข์ องการอ่าน
นักการศกึ ษาได้กล่าวถงึ ประโยชน์ของการอา่ นไว้ ดงั น้ี
ไพพรรณ อินทนิล (2546: 7 – 9 อ้างถงึ ใน วราภรณ์ จารเุ มธีชน, 2555: 13 - 15) ได้กล่าวถึง
ประโยชน์ของการอ่านไว้ว่า
1. การอ่านช่วยให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น การศึกษาชีวิตหลากหลายแบบจากหนังสือนับว่าเป็น
การเรียนรชู้ ีวิตทางอ้อม เน่ืองจากในชีวติ จริงมนุษยไ์ ม่สามารถรบั รู้ความเป็นจริงของชวี ิตเพ่ือนมนุษย์
ไดท้ ั้งหมด ดังนัน้ การอ่านจึงเป็นการชว่ ยให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวติ ของผู้อื่น ทีถ่ ่ายทอดมาเป็น
ตวั อักษร ทำให้นำเรื่องราวชีวิตของผู้อื่นมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของตัวเอง และช่วยให้มี
ความเข้าใจในชวี ิตมากข้นึ
2. การอ่านช่วยให้เราเป็นคนรอบรู้ เป็นคนทันสมัย ทันต่อโลก และทันเหตุการณ์
เพราะหนังสือคือการบันทึกเร่ืองราวของอดีต ปัจจุบัน และบางเร่ืองอย่างเป็นการทำนายอนาคตอีก
ด้วย เรื่องราวเหล่าน้ีสะท้อนสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ศาสนาวัฒนธรรม ประเพณี ดังน้ัน
การอ่านเรื่องราวเหล่านี้ผ่านตัวหนังสือจึงเปรียบเสมือนการเรียนรู้สภาพสังคม และวิถีชีวิตของคน
แต่ในละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี การรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น จะช่วยทำให้ผู้อ่าน
มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสังคมอย่างมีประสิทธิภาพมากข้ึน นอกจากนี้ยังเป็นการเปิด
โลกทัศน์ทางด้านการเรียนรู้ และสร้างความม่ันใจในการดำเนินชีวิต ทำให้ผู้อ่านสามารถเผชิญ
สถานการณ์ใหม่ ๆ ไดอ้ ยา่ งมั่นใจ
3. การอ่านช่วยให้เป็นคนท่ีมีวิสัยทัศน์ และความคิดกว้างไกล มีเหตุผล เนื่องจากหนังสือ
หรือวรรณกรรมส่วนใหญ่ เป็นการบันทึกทัศนคติ และแนวความคิดของผู้เขียนไว้ ดังนั้นการรับรู้
แนวคิดของผู้อื่นในประเด็นต่าง ๆ จึงเป็นการช่วยขยายความคิดของผู้อ่านให้กว้างขวางมากขึ้น
ทำให้เปน็ คนที่มีวสิ ัยทัศน์กว้างไกลรู้ จักการหาเหตุผลประกอบการคิด และตัดสนิ ใจ
4. การอ่านเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นการตอบสนองความต้องการ อยากรู้
อยากเห็นของมนุษย์ และยังก่อให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน บางคนใช้กิจกรรม
การอ่านเป็นงานอดิเรก นอกจากน้ีการรับรู้ข้อมูลข่าวสารบางอย่างยังเป็นการเพ่ิมรสชาติให้กับชีวิต
ทำใหไ้ ดร้ ับรู้สิ่งทอี่ ยากรบั รู้ อีกทั้งยงั เปน็ การช่วยเร้าความสนใจ เพราะผอู้ ่านสามารถเลอื กอ่านหนังสือ
ท่เี หมาะสมกับอารมณ์ และความต้องการของตนเองได้ อันจะเป็นเคร่อื งมือท่ีทำให้เราได้รบั ความสุข
และสรา้ งความพึงพอใจแกก่ ารอาศัยอยใู่ นโลก

11

5. การอ่านช่วยพัฒนาตนเอง เพราะวัตถุประสงค์ข้ันสูงสุดของการอ่านคือ การนำความรู้
ที่ได้มาประมวลผลความคิดรวบยอด องค์ความรู้ หรือ ปัญญาที่เกิดขึ้นจากการอ่าน จะช่วยยกระดับ
ความคดิ จติ ใจ และภมู ิปญั ญาของผูอ้ ่านใหส้ ูงย่ิงข้ึน

6. การอ่านชว่ ยสะทอ้ นสภาพสังคม หนังสือ หรือวรรณกรรม เป็นผลงานทเี่ กดิ ขนึ้ จากความรู้
ประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียน ย่อมได้รับอิทธิพลทางทัศนคติ และความคิดจาก
สภาพสังคม และวัฒนธรรมในยุคสมัยของผู้เขียนเอง ดังนั้นหนังสือจึงมิได้เป็นเฉพาะสื่อที่นำเสนอค
สาระความรู้ประสบการณ์ตลอดจนความคิดเห็น และความบันเทิงแก่ผู้อ่านเท่าน้ัน แต่หนังสือยัง
เปรียบเทียบได้กับกระจกเงาทสี่ ะทอ้ นภาพความเปน็ ไปไดใ้ นสงั คมต่าง ๆ อกี ดว้ ย

7. การอ่านช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคม ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการวัดความเจริญ
ก้าวหน้าของประเทศ คือจำนวนผู้อ่านหนังสือออก อีกทั้งในการกำหนดยุทธศาสตร์ และ
สร้างแผนพัฒ นาประเทศย่อมต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์ และการส่ือสารสัมพันธ์ท่ีดี
( Communication media) ซึง่ การอาจจะเป็นพน้ื ฐานเบอ้ื งตน้ ในการรบั ข่าวสารข้อมลู ของประชากร
ในประเทศ การอา่ นเปน็ สิง่ ที่ชว่ ยให้ประชากรของแต่ละประเทศเกิดการเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับ
ความเจริญก้าวหน้าในวิชาทุกแขนง ดังนั้นการสรา้ งวัฒนธรรมการอ่านให้แก่ประชากรในประเทศจึง
เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคน และเป็นส่ิงจำเป็นท่ีจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาบ้านเมือง
ดังคำกล่าวของ กิลเลท (Gillete) นักวิชาการด้านบรรณารักษศาสตร์ ท่ีกล่าวไว้ว่าหากการพัฒนา
เป็นเรือ และการไม่รู้หนังสอื เปน็ สมอ แล้วเรอื จะแลน่ ไปได้อย่างไรหากสมยั คงทอดอยู่

อภิญชลิต พุทธมาตย์ (2530: 9 อ้างถึงใน จิราวรรณ อารยัน, 2556: 18) ได้กล่าวถึง
ประโยชนข์ องการอ่านไวว้ ่า

1 ส่วนท่ีจำเป็นระดบั พนื้ ฐาน
1.1 การอา่ น เปน็ การเสริมสรา้ งชวี ิตทมี่ ่ันคง และปลอดภยั ได้ เพราะการอา่ นจะนำ

มาซึ่งความรู้ ความเข้าใจในสภาพสังคม เช่นผทู้ ป่ี ระกอบอาชีพในทางธรุ กิจ ถ้ามีนิสัยชอบอา่ นหนังสือ
จะทราบความเคลื่อนไหวในวงการธรุ กิจ

1.2 การอา่ นเปดิ โอกาสใหค้ น มอี ิสระเสรภี าพ ตามสทิ ธมิ นษุ ย์ชน ไม่ถกู ครอบงำใน
ทางความคิดสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนในการแสดงความคดิ เห็นได้ในขอบเขตของกฎหมาย
และประเพณขี องสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม ผทู้ ีอ่ ่านมากยอ่ มมีโลกทศั น์ท่ีกวา้ งขวาง

12

2 ส่วนท่ีจำเป็นต่อการเพ่ิมคุณภาพชวี ิต
2.1 การอ่านจะเสรมิ สร้างจดุ มงุ่ หมายในชีวติ ทำใหบ้ ุคคลสามารถยกระดับคุณภาพ

ของชีวิตของตนเองได้
2.2 การอา่ นทำให้เกิดความรู้พน้ื ฐาน เกี่ยวกับตน และสิ่งแวดลอ้ ม ที่ตนอาศัยอยู่

จะชว่ ยใหบ้ ุคคลน้นั สามารถปรับตัวได้ดีแลว้ กก็ ลมกลนื กบั สง่ิ แวดลอ้ มทอี่ ย่รู อบตัวได้
2.3 การอ่านจะช่วยเสริมสรา้ งการอย่รู ่วมกนั อยา่ งสันติ หนังสือทเี่ หมาะสมกับแต่

ละบคุ คลจะสนองความต้องการของแต่ละบคุ คลทำใหเ้ กดิ ความสขุ
สุขเพ็ญ เหรียญเกษมสกุล (2558: 13 – 14 ) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอา่ นไว้ว่า การอา่ น

มีประโยชน์ต่อการเรยี นรู้ และจําเป็นอยา่ งย่งิ ตอ่ การดำเนนิ ชีวติ ของมนษุ ย์ในสงั คม เพราะเป็นทักษะ
พ้ืนฐานที่จําเป็นที่ ใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ในด้านอื่น ๆ ต่อไป
และสามารถนําไปใชใ้ นการประกอบอาชีพการดำเนนิ ชีวิตให้อย่ใู นสังคมได้อย่างมคี วามสขุ

พนอใจ โยธิการ (2559: 24) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการอ่านไว้ว่า ประโยชน์ของ
การอ่านหนงั สือจะไม่เกิดขึ้นเฉพาะผู้ใหญ่เท่านัน้ เดก็ ที่อ่านหนงั สือเป็นประจำอาจจะชว่ ยให้เดก็ ไดร้ ับ
รู้ทงั้ ด้านภาษา ทง้ั ดา้ นท่ีเพิ่มพูนคำศัพท์ และสำนวนภาษา ย่ิงอ่านมาก ยิ่งช่วยใหแ้ ตกฉานในการอ่าน
ทำให้มีความคลอ่ งแคลว่ ในการใช้ภาษา ทั้งดา้ นการพูด การอา่ นมปี ระโยชน์ต่อผู้อา่ นคือเปน็ สง่ิ จำเป็น
และความต้องการของมนษุ ย์ในการแกไ้ ขปัญหา และเพ่มิ พูนความรู้ เกดิ ความคดิ สรา้ งสรรค์ความสนุก
เพลิดเพลินการอ่าน เป็นทักษะท่ีต้องได้รับการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ โดยเฉพาะกับเด็ก
ซงึ่ จะเปน็ แนวทางในการใชภ้ าษา เพ่ือพฒั นาเดก็ ใหเ้ จริญงอกงาม

รพีภรณ์ เผอื ดจันทึก (2562: 22) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของการอ่านไว้ว่า ประโยชน์ท่ีได้จาก
การอ่านช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาสติปัญญาให้เกิดความรู้ในวิชาการด้านต่าง ๆ อาจเป็นความรู้ทั่วไป
หรือ ความรู้เฉพาะด้านท่ีสามารถถ่ายทอดให้แก่ผู้อ่ืน และสร้างสัมพันธภาพต่อมนุษย์ด้วยกัน
ทำให้เกิดภูมิคมุ้ กันท่ีดีในชวี ิต และจิตใจ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ และทำให้
มนุษย์เกิดความรู้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักคิดแก้ไขปัญหาในชีวิต
และรอบรู้ทันต่อเหตกุ ารณโ์ ลก

13

จากประโยชน์ของการอ่านตามท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า การอ่านมีประโยชน์
สำหรับคนเราอยา่ งมาก เพราะการอ่านจะทำให้เราได้เรยี นรู้ส่ิงตา่ ง ๆ ที่เราไมเ่ คยรู้ ซึ่งเราสามารถร้ไู ด้
จากการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือจากบทเรียน การอ่านบทความ การอ่านบทวิจัย
แม้แต่ การอ่านนิทานก็ยังมีประโยชน์ เพราะในนิทานนั้นก็แฝงไปด้วยข้อคิด ความรู้ดี ๆ สอดแทรก
เข้าไปด้วย มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีทักษะในการอ่าน เพราะเป็นทักษะพื้นฐานที่จําเป็น
เปน็ เครื่องมือในการเรียนศกึ ษาค้นควา้ หาความรใู้ นดา้ นอนื่ ๆ ต่อไป

2. แนวคดิ และทฤษฎเี กยี่ วกบั นทิ าน

ผวู้ ิจัยได้ศกึ ษาเอกสารและงานวิจยั ที่เก่ียวกบั แนวคดิ และทฤษฎีท่ีเก่ียวกบั นิทาน ดงั น้ี
2.1 ความหมายของนิทาน
ความหมายของนิทานมีผู้ใหค้ ำนยิ ามไวห้ ลายทา่ น ดังนี้
กนกรัตน์ ศิริมาสนุก (2557: 31) ได้ให้ความหมายของนิทาน ไว้ว่า นิทานเป็นเรื่องเล่า
ที่แต่งขึ้นมา โดยอาศัยประวัติ ความเป็นจริง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือ แต่งขึ้นมาจากจิตนาการ
เพ่ือมีความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีคติสอนใจ และมีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ให้เป็นแนว
ทางการปฏบิ ตั ติ นท่ีดี
กรรณิกา พุ่มสุวรรณ (2559: 12) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่า นิทานหมายถึง
เร่ืองเลา่ หรือ เร่ืองที่แต่งขึ้นมา เพอ่ื มุ่งใหค้ วามรู้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และนทิ านยงั แฝงด้วยคติ
สอนใจเพือ่ สอน หรอื เตือนสตมิ นษุ ยใ์ นการดำรงชวี ติ
บณั ฑติ า พึ่งแกว้ (2559: 13) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่า นิทานเป็นเร่ืองราวท่ีเล่าต่อ ๆ
กันมา เป็นเรื่องท่ีเกิดข้ึนจริง หรือมีการผูกเรื่องข้ึน โดยใช้วาจา เป็นการเล่าที่มีภาพประกอบ
เป็นการเล่าโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น หนังสือภาพ หุ่น การเล่าปากเปล่า การใช้คนแสดง
เพ่ือให้ผฟู้ งั เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ให้ความรู้ เป็นเครื่องบันเทิงใจยามว่าง และถ่ายทอดความ
เชอ่ื ความศรัทธาเล่อื มใสในสิ่งศกั ดส์ิ ิทธิ์ บางครั้งกส็ อดแทรกคติ หรือ คุณธรรมสอนใจลงไปดว้ ย
ชตุ ิมณฑน์ อำพันธ์ (2560: 11) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้วา่ นิทาน หมายถึง เรือ่ งเล่าที่แต่ง
ข้ึนมาด้วยการผูกเร่ืองข้ึนโดยอาศัยประวัติของความจริงบ้าง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบ้าง
หรือ อาจเป็นเร่ืองท่ีแต่งข้ึนมาจากจินตนาการ หรือ อิงจากความจริง มีวัตถุประสงค์ เพื่อความ
สนุกสนานเพลิดเพลิน สอดแทรกแง่คิดคติสอนใจ และแฝงด้วยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
อันดงี าม เพ่ือผ้ฟู งั นำไปเป็นแนวทางปฏบิ ัติตนที่ดีในการอยรู่ ่วมกันในสังคม

14

ทิพถวิล ชาตาคม (2560: 152) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่า นิทาน หมายถึง เร่ืองราว
ที่เล่าสืบต่อกันมา โดยมีจุดมุ่งหมายท่ีความสนุกสนานเพลิดเพลิน เพ่ือให้เด็กเกิดจินตนาการจาก
เร่ืองที่อ่าน อาจเป็นเร่ืองจริง หรอื เรื่องทีส่ มมติข้ึน แต่นิทานจะสอดแทรกคุณธรรม คติสอนใจ แงค่ ิด
และวัฒนธรรมประเพณี เพอื่ ให้เดก็ นำไปเป็นแบบอย่าง หรือ ประยกุ ตใ์ ชใ้ นชวี ิตประจำวันได้

รุ่งนภา สุขเทียน ( 2560: 12) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่า เร่ืองราวท่ีเล่าสืบต่อกันมา
โดยใช้วาจา หรือ การเล่าแบบมีสื่อเข้ามาประกอบ ซ่ึงเป็นเร่ืองที่เน้นความสนุก และแฝงด้วย
การปลูกฝังคณุ ธรรม จริยธรรม เพ่ือให้ผู้ฝงั นำไปเปน็ แนวทางในการปฏบิ ัตติ น

ชลนธร ยอดจิตร์ (2561: 12) ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่า เป็นเร่ืองราวท่ีเล่าสืบต่อ
กันมา หรือเป็นนิทานท่ีแต่งข้ึนใหม่ มีวัตถุประสงค์ เพ่ือให้เกิดความสนุกสนาน โดยแฝงคุณธรรม
คตธิ รรมสอนใจมนษุ ย์

ผัสสพรรณ ถนอมพงษช์ าติ (2562: 34)ไดใ้ ห้ความหมายของนทิ านไวว้ า่ นิทานมี ความหมาย
ใน 3 ลกั ษณะ คอื

1. เรื่องราวที่แตง่ ขึ้น
2. เรอื่ งราวท่ีบันทึกความเป็นมาของมนุษย์ สตั ว์ สิ่งของ หรือประสบการณ์ชีวติ
3. เร่ืองราวทีเ่ ลา่ สืบต่อกนั มา
โดยมจี ดุ มุ่งหมาย เพ่ือใหเ้ กิดความสนกุ สนาน ตอบสนองตอ่ ความต้องการทางดา้ น
จิตใจ หรือ เป็นเครอ่ื งกระต้นุ การพฒั นาไปสทู่ ิศทางท่ีพงึ ปรารถนาของผู้ฟัง ชว่ ยใหก้ ่อเกิดความเขา้ ใจ
ซึง่ กันและกัน และอาจจะสอดแทรกคติสอนใจเอาไวด้ ว้ ย
จากความหมายของนิทานตามที่ได้กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า นิทาน หมายถึง เรื่องเล่า
เร่ืองราว ที่สืบทอดต่อกันมา หรือ มีผู้แต่งขึ้น อาจจะอ้างอิงจากความจริงของประวัติศาสตร์
หรอื อาจเป็นเรื่องท่ีแต่งขน้ึ มาใหม่ เพอื่ ให้ผูฟ้ ังได้รับความสนุกสนานเพลดิ เพลิน ในเน้อื เรื่องของนทิ าน
ก็จะมีเน้ือหาที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ส้ัน กระชับ สอดแทรกคติสอนใจ แนวคิดคุณธรรมจริยธรรม
ตา่ ง ๆ เพ่อื ใหเ้ ดก็ ได้คดิ และนำไปเปน็ แนวทางในการดำเนนิ ชวี ิต

2.2 ความหมายของการเล่านิทาน
ความหมายของการเล่านิทานมีผู้ให้คำนิยามไว้หลายท่าน ดังน้ี
ญาณี ช่อสงู เนิน (2557: 21) ได้ใหค้ วามหมายของการเล่านทิ านไวว้ ่า การเล่านิทาน หมายถึง
การถ่ายทอดเรื่องราว ของนิทานให้เด็กเข้าใจ ด้วยการเล่าโดยใช้น้ำเสียง ท่าทางสื่อวัสดุอุปกรณ์
ตลอดจนวิธีการประกอบการเลา่ และยงั ครอบคลมุ ถงึ การส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กได้มโี อกาสเป็นผ้เู ล่าด้วยตน

15

สุธีรา เเก้วเลิศ (2558:16) ได้ให้ความหมายของการเล่านิทานไว้ว่า การเล่านิทาน หมายถึง
วัสดุอุปกรณ์ และวิธีการที่นำมาเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจ อารมณ์ ความรู้สึก
ความสนใจประสบการณ์ ทัศนคติ และค่านิยมท่ีเหมาะสมสำหรับเด็ก มาใช้ในการเล่านิทาน
นอกจากนยี้ ังครอบคลุมถงึ วัสดอุ ปุ กรณ์ และวิธีการที่ครูควรส่งเสริมใหเ้ ด็กใช้เพื่อเลา่ นทิ านให้เพ่ือนชม
ละฟังบ้างเพราะเด็กมีจินตนาการ และมโนภาพสูง เด็กสามารถเล่านิทานโดยแต่งเรื่องนิทานเอง
อาจจะแต่งเร่อื งใหม่ ๆ แปลก ๆ ขึ้นเองได้

ศุภมาส จิรกอบสกุล (2559: 47) ได้ให้ความหมายของการเล่านิทานไว้ว่า การเล่านิทาน
เป็นศิลปะเพื่อความบันเทิงท่ีถูกต้องท่ีสุด เป็นอีกทางหนึ่งท่ีจะช่วยพัฒนาอารมณ์ สังคม ของเด็ก
ช่วยฝึกทักษะภาษาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียน ส่งเสริมการอ่าน และสนจริยธรรมแก่เด็ก เช่น
ความซอื่ สัตย์ ความเอ้ือเฟอ้ื การแสดงออกถึงความรัก และความเขาใจใส่

Bloggang (2560: ออนไลน)์ ได้ใหค้ วามหมายของการเลา่ นิทานไวว้ ่า
1. การเล่านทิ านมจี ุดมงุ่ หมาย เพอ่ื สอนให้แนวคดิ แฝงคติเตอื นใจ มุ่งใหป้ ฏิบัติ
2. การเดินเร่อื งโดยไม่สอดคล้องกับความเปน็ จริง ตามความเขา้ ใจของคนปจั จุบัน
3. นิทานทีน่ ำมาเลา่ มกั เป็นเร่อื งสบื ต่อกนั มา แตอ่ าจมเี รือ่ งทีเ่ ขา้ คุณสมบัติ
4. นทิ านที่นักศกึ ษาปัจจุบันผมู้ ีความร้คู วามเข้าใจเด็กปฐมวยั ได้แตง่ เรือ่ งนทิ านขน้ึ

ได้อย่างเหมาะสม เพ่ือเสริมสร้างและเพิ่มพูนประสบการณ์ช่วยให้เด็กปรับตัว และเตรียมรับ
สถานการณใ์ นชีวติ ประจำวนั

ชลนธร ยอดจติ ร์ (2561: 13) ได้ให้ความหมายของการเล่านิทานไว้ว่า หมายถึง การเล่าเรื่อง
หรือการถ่ายทอดเรื่องราวของนิทานให้เด็กนั้นได้ฟังได้เข้าใจ โดยครูเล่าเรื่องให้เด็กฟัง อาจมีสื่อ
อุปกรณต์ ่าง ๆ มาใชป้ ระกอบในการเล่า เพ่อื ใหเ้ กดิ ความน่าสนใจ เกดิ ความสนกุ สนาน

เกวลนิ ผิวสุข (2562: 14) ได้ให้ความหมายของการเลา่ นทิ านไว้วา่ หมายถึง การเลา่ เร่ืองราว
หรือ สืบทอดเรื่องราวของนิทาน ให้เด็ก ๆ เข้าใจ ผ่านน้ำเสียง ท่าทาง คำพูด สื่อ และวัสดุอุปกรณ์ที่
ทำใหก้ ารเล่านิทานนั้นมคี วามน่าสนใจ และสนุกสนานยิ่งข้ึน

จากความหมายของการเล่านิทานตามที่ได้กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า รูปแบบของการเล่า
นทิ านมีมากมายหลากหลายรูปแบบ เช่น การเล่านิทานประกอบอปุ กรณ์ การเล่านทิ านประกอบภาพ
การเล่าไปวาดไป การเล่าไปพับไป การเล่านิทานประกอบท่าทาง ผู้เล่านิทานจะต้องเลือกลักษณะ
การเล่านทิ านให้เหมาะสม และสอดคลอ้ งกับบุคลกิ ของผเู้ ลา่ ดว้ ย

16

2.3 รปู แบบการเล่านทิ าน
นักการศึกษาได้กลา่ วถงึ รูปแบบของการเล่านทิ านไว้ ดงั น้ี
พัณณ์ ชิตา สิรภัทรศรีเสมอ (2555: 24) กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานไว้ว่า
การเล่านิทานที่มีประสิทธิภาพน้ัน ผู้เล่าต้องมีการเตรียมตัวให้พร้อม โดยศึกษาเน้ือหาในนิทาน
ให้เข้าใจ และเตรียมส่ือประกอบการเล่าให้พร้อม น่ังให้สูงกว่าเด็กเล็กน้อย เตรียมเด็กด้วยการให้ดู
ภาพ หรือ ร้องเพลงก่อนการเล่าใช้ภาษาท่ีเด็ก เข้าใจง่ายในการเล่านิทาน เมื่อเล่าจบควรมีการสรุป
เน้ือเร่ือง และซักถามเกี่ยวกับใจความสำคัญของเร่ือง รายละเอียด ลักษณะของตัวละคร
และมีกิจกรรมเพ่ิมเติมหลังจากจบนิทาน การนำความรู้เกี่ยวกับวิธีการเล่านิทานจากการศึกษา
วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการดำเนินการเล่า โดยกำหนดวิธีการ และข้ันตอนการเล่านิทาน
แบ่งเป็น 3 ขน้ั ตอน ดังน้ี

ข้ันที่ 1 ขั้นนำ เป็นข้ันสร้างความสนใจเพ่ือเตรียมเด็กเข้าสู่เรื่องราว เช่น
การสนทนา และสรา้ งขอ้ ตกลงร่วมกนั ระหวา่ งครูกบั เดก็ ในการปฏิบตั ติ วั ระหวา่ งการฟงั นิทาน

ข้ันท่ี 2 ขน้ั ดำเนินกิจกรรม ครเู ล่านทิ านให้เด็กฟังตั้งแตต่ น้ จนจบ โดยใชร้ ูปภาพที่
สอดคล้องกับเน้ือหาของเร่ือง มาประกอบในขณะเล่า โดยใช้น้ำเสียงให้สอดคล้องกับบทบาทของ
ตวั ละคร เปิดโอกาสใหเ้ ดก็ มีสว่ นรว่ มกบั การเลา่ นิทาน

ขั้นท่ี 3 ขั้นสรุป เดก็ และครูร่วมกันสนทนาสรปุ เนื้อหา ตอบคำถามแสดงความ
คดิ เหน็ และข้อคดิ ท่ไี ดจ้ ากนทิ านท่ฟี งั

นภิ าพร มงุ่ สงู เนนิ (2556) กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานไว้ว่า
1. การเลา่ นิทานแบบปากเปลา่ เปน็ นทิ านที่ผ้เู ลา่ เรอ่ื งจะต้องเตรียมตวั ให้พรอ้ มต้งั

แต่การเลือกเรื่องให้เหมาะสม และสอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟัง นิทานปากเปล่าเป็นนิทานท่ีดึงดูด
และเร้าความสนใจของผู้ฟัง ด้วยน้ำเสียง แววตา และท่าทางประกอบการเล่าของผู้เล่าที่สง่างาม
และพอเหมาะพอดี

2. นิทานท่เี ล่าโดยใชส้ อื่ อุปกรณ์ในขณะทีเ่ ลา่ เปน็ นิทานท่ผี ู้เลา่ จะต้องใช้ส่ือที่เตรียม
หรือหามา เพ่ือใช้ประกอบการเล่า เช่น เล่าโดยใช้หนังสือ นิทานหุ่นน้ิวมือ นิทานเชิด นิทานเชือก
เปน็ ต้น หรือขณะเล่าอาจมดี นตรีประกอบจงั หวะ เพอ่ื ทำใหก้ ารเล่าสนุกสนานยง่ิ ข้ึน

3. การเลา่ นทิ านประกอบท่าทาง เปน็ การเล่านทิ านท่ีมีชีวิตชวี ามากกว่าการเลา่
นิทานปากเปล่า เพราะเด็กสามารถติดตามเร่ืองที่เล่าได้ และจินตนาการเป็นรูปธรรมมากข้ึน
ตามท่าทางของผูเ้ ลา่ สนุกสนานมากขึ้น เพราะเห็นภาพพจน์ของเรื่องทเ่ี ล่า ทา่ ทางที่ใช้ประกอบการ
เล่านิทาน อาจเป็นท่าทางของผู้เล่า ท่าทางแสดงร่วมของเด็ก ได้แก่ การทำหน้าตา การแสดงท่า
ทางกาย หรือการเลน่ นิว้ มอื ประกอบการเลา่

17

4. การเล่านิทานประกอบภาพ ภาพที่ใชใ้ นการเลา่ มหี ลายชนดิ มที ง้ั ภาพถ่าย ภาพ
โปสเตอร์ ภาพจากหนังสือ ภาพวาด ภาพสไลด์ ภาพเคล่ือนไหว หรือภาพฉาย การที่มีภาพสวย ๆ
มาประกอบการเล่า เป็นการจูงใจให้เด็กติดตามเร่ืองราวด้วยความอยากรู้ เด็กจะสนุกสนานมากข้ึน
ถ้าในขณะฟังเร่ืองและดูภาพ ผู้เล่าจะต้องกระตุ้นให้เด็กแสดงความคิดเห็นและร่วมสร้างจินตนาการ
ให้กับนิทานที่เล่า

5. นิทานวาดไปเล่าไปเปน็ การเล่านิทานทีผ่ ู้เลา่ จะตอ้ งมปี ระสบการณ์ในการเล่า
นิทานแบบปากเปล่าอยู่มากพอสมควร แต่ต้องเพ่ิมการวาดรูปในขณะเล่าเร่ืองราว รูปหรือภาพที่เล่า
ออกมา อาจสอดคล้องกับเร่ืองที่เล่า หรือ บางครั้งเมื่อเล่าจบ รูปที่วาดจะไม่สอดคล้องกับเร่ืองที่เล่า
เลยกไ็ ด้ คอื จะไดภ้ าพใหมเ่ กิดขนึ้

6. นทิ านพับกระดาษ และ ฉกี กระดาษ เปน็ นทิ านทผ่ี ้เู ลา่ จะต้องเล่านิทานพร้อม ๆ
กบั การพับกระดาษ และฉกี กระดาษ จะต้องพอดีกับเหตุการณ์ หรอื สมั พันธ์กนั อย่างพอดีพอเหมาะ
ตลอดเรื่องการเล่านิทานทั้งหมดน้ัน จะน่าสนใจหรือไม่ อยู่ท่ีวิธีการเล่า น้ำเสียง การเว้นจังหวะ
และระยะเวลาในการนำเสนอนิทาน

7. การเลา่ นทิ านประกอบเส้นเชือกเป็นนทิ านท่ีผู้เล่าจะเลา่ แบบปากเปล่าประกอบ
กับการสร้างสรรค์เชือก ให้มีความสัมพันธ์กับการเล่าอย่างต่อเน่ือง ผู้ดูหรือผู้ฟังจะต่ืนเต้นกับ
การสรา้ งสรรค์เชือกจากผู้เลา่ เป็นรูปร่างต่าง ๆ ประกอบกบั การเลา่ เรอื่ ง

ปรีดา ปัญญาจันทร์ และชีวันวิสาสะ (2552: 21 – 86 อ้างถึงใน วราภรณ์ พิมราช,
2559: 33 - 34) กล่าวถงึ รปู แบบของการเลา่ นทิ านไว้ว่า

1. การเลา่ โดยใชห้ นงั สอื ประกอบการเลา่ คือการเล่านิทานโดยใช้หนงั สอื ประกอบ
การเล่าหมายถึงการใช้หนงั สอื ทมี่ ีภาพประกอบ

2. การเล่าโดยใช้สือ่ ใกลต้ วั สอื่ ใกลต้ วั ในท่ีน้ีหมายถงึ ส่ือหรืออปุ กรณ์ประกอบการ
เล่านิทาน เมื่อผู้เล่าไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย ก็สามารถหยิบฉวยเอาสิ่งท่ีวางอยู่ใกล้ตัวมาเป็น
สื่อประกอบการเล่าได้ เช่น ครูอาจจะหยิบชอล์ก หรือ แปรงลบกระดาน มาประกอบการเล่าก็ได้
โดยไม่ต้องตกแต่งอะไรเพิ่มเติมท้ังส้ิน เพราะว่าเด็ก ๆ มีจินตนาการอยู่แล้ว ง่ายแก่การสมมติ
ซง่ึ จะนำไปส่จู นิ ตนาการท่สี อดคลอ้ งกับเนื้อหาของนิทานน้ัน ๆ

18

3. การเลา่ โดยใช้ศิลปะ การเล่าโดยใชศ้ ลิ ปะนี้ ผ้เู ลา่ จะตอ้ งมีความสามารถในทาง
ศิลปะด้วยแต่ไม่ถึงกับเก่งมาก แค่มีความรู้ทางศิลปะเบื้องต้นเท่านั้นก็พอ การเล่าโดยใช้ศิลปะ
จะแบ่งได้ดังนี้

3.1 เลา่ ไปพับไป การเลา่ วิธนี ี้คือการพับกระดาษเป็นรปู ต่าง ๆ แล้วแต่ง
นิทานใส่เข้าไป ถ้านำข้ันตอนของการพับมาพิจารณาในแต่ละขั้นตอนนั้น กระดาษที่พับก็มีรูปร่าง
ลักษณะคล้ายกบั อะไรก็สมมตใิ ห้รปู น้ัน ๆ เปน็ สถานท่ี หรือ วา่ เป็นตวั ละครของนิทาน

3.2 เลา่ ไปตัดไปวธิ ีการนี้จะง่ายกวา่ วธิ ีเล่าไปพบั ไปเพราะขน้ั ตอนไม่ซบั ซ้อน
เท่าวธิ ีเล่าไปพับไป การตัดกระดาษตามนิทานน้ันแล้วแตว่ ่าผู้เล่าจะตัดกระดาษให้ออกมาเป็นตวั ละคร
ของนิทาน หรือ ตัดออกมาให้เป็นฉากของนิทาน ระหว่างท่ีเล่านั้น ผู้เล่าก็จะตัดกระดาษออกมาเป็น
รูปต่าง ๆ หรือ ถ้าผู้เล่าสามารถแต่งนิทานให้มีเหตุการณ์ท่ีเก่ียวกับการตัดเข้าไปในนิทานด้วย
ก็จะเป็นการดี เพราะจะทำให้การเล่านทิ าน และการตดั กลมกลนื กันไดเ้ ป็นอย่างดี

3.3 เล่าไปวาดไป วธิ ีการเล่าแบบวาดภาพประกอบไปดว้ ยมี 2 แบบ คือ

3.3.1 วาดประกอบการเล่า วธิ ีการนผี้ ูเ้ ลา่ จะต้องมีความสามารถใน
การวาดรูปที่ฉับไวพอสมควร เพราะว่าภาพท่ีวาดประกอบการเล่านิทานนั้น นอกจากฉากในนิทาน
แล้วยังจะต้องวาดตัวละครในนิทานอีกด้วย และผู้เล่าควรเลือกนิทานที่มีตัวละครน้อย ๆ หรือ
ตัวละครท่ีผู้เล่าเองต้องม่ันใจว่าวาดได้ทันทีทันใด ถ้าผู้เล่าฝึกวาดก่อนออกไปเล่านิทานให้เด็กฟัง
ก็จะยิ่งดี วิธีการเล่านิทานแบบวาดไปเล่าไปนี้ จะได้รับความสนใจจากเด็ก ๆ เป็นอย่างมาก
เพราะรูปท่ผี ูเ้ ล่าเป็นรูปวาดสด ๆ ให้เดก็ ๆ ได้ดอู ย่างทนั ที หมายถึงการปรากฏตัวของตัวละครในเรือ่ ง
ซง่ึ เปน็ สิง่ มหศั จรรยส์ ำหรับเดก็ ๆ ทีจ่ ู่ ๆ ก็มตี ัวละครไมค่ าดคดิ เกดิ ข้นึ พร้อมกบั นทิ าน

3.3.2 วาดไปด้วยเลา่ ไปดว้ ย วธิ ีการเลา่ นทิ านแลว้ วาดรูปประกอบ
นำมาจากวิธกี ารของเด็ก ถ้าสังเกตดี ๆ เวลาเด็กน่ังอยู่คนเดียวจะใชด้ ินสอขดี เขียนบนกระดาษพร้อม
กับเล่าเร่ืองอยู่คนเดียว เรื่องท่ีเล่าส่วนมากจะตอ้ งมีการเดินทางของตัวละคร หรือ สิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
เช่น เจ้าลิงเดินทางไปหาเจ้าเสือ ก็จะขีดเส้นการเดินทางของเจ้าลิง ยิ่งมีการเดินทางมากเท่าไหร่
ก็จะยิ่งมเี ส้นมากขน้ึ เมือ่ ไปดจู ะเหน็ ไดว้ ่ามีเสน้ ยุ่งเหยิงเตม็ ไปหมด ดูไมร่ ู้เรื่อง แต่เดก็ กับเล่าเร่อื งให้ฟัง
ได้อย่างเป็นตุเป็นตะ ถ้านำเส้นการเดินทางมาประยุกต์กับการเล่านิทาน วิธีการน้ีผู้เราไม่จำเป็น
จะต้องวาดรูปเก่ง เพราะไม่ต้องวาดตัวละครใด ๆ เลย เพียงต้องน่ังวิเคราะห์ หรือพิจารณาก่อนว่า
นิทานเรื่องน้ี ถ้าวาดการเดินทางของตัวละครแล้วสุดท้ายรูปที่เกิดจากการเล่า การลากเส้น
จะเปน็ รูปอะไร และรูปน้นั ก็ไม่จำเปน็ ตอ้ งเกย่ี วกบั ตัวละครด้วยกไ็ ด้

19

วรัญญา ศรีบัว (2560: 45-46) กล่าวถึงรูปแบบของการเล่านิทานไว้ว่า การเล่านิทาน
สามารถแบ่งได้หลากหลายต้องอาศัยหลกั การเพื่อพจิ ารณาในการแบง่ รูปแบบของนทิ าน นทิ านแตล่ ะ
ประเภทมีลักษณะเฉพาะที่เห็นเด่นชัด เช่น รูปแบบตามทฤษฎีวิวัฒนาการของนิทาน แบ่งตาม
ระดับชั้น หรือความสามารถของตัวละคร แบ่งตามชนิดของนิทาน เขตพื้นท่ีทางภูมิศาสตร์ แบ่งตาม
ชนิดการเล่า แบ่งตามชนิดของนิทาน เพราะนิทานเร่ืองหนึ่งอาจจัดอยู่ได้หลายรูปแบบ แล้วแต่
จุดมุ่งหมายในการศึกษา นอกจากนี้นิทาน ซ่ึงมีเค้าโครงเรื่องเดียวกัน อาจอยู่ในรูปแบบที่ต่างกันได้
ดงั น้ันการแบง่ นทิ านไมค่ วรไปติดอยู่กับรูปแบบใดรปู แบบหนึ่งของนิทาน แต่ควรจะได้ศกึ ษาในรูปแบบ
อืน่ ๆ เช่น สะท้อนวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของมนุษย์ สะทอ้ นจิตใจของบุคคล สะท้อนประวัติศาสตร์
สะทอ้ นสภาพภมู ิศาสตร์ เพอ่ื ใหเ้ กิดประโยชน์สูงสดุ กบั เด็กปฐมวัย

วศรัญญา พมิ เสน (2562: 24) กล่าวถงึ รูปแบบของการเล่านิทานไว้ว่า การเลา่ นทิ านแบบ
ปากเปล่า นิทานที่เล่า โดยใช้ส่ืออุปกรณ์ในขณะที่เล่าการเล่านิทานประกอบภาพ นิทานวาดไปเล่าไป
นิทานพบั กระดาษและ ฉีกกระดาษ การเล่านิทานประกอบเสน้ เชอื ก

จากรูปแบบการเล่านิทานท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า การเล่านิทานนั้นมี วิธีการเล่า
ท่ีหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการเล่าปากเปล่า เล่าประกอบท่าทาง เล่าประกอบอุปกรณ์ และเล่า
ประกอบภาพ ซ่ึงผู้เล่าต้องมีความรู้ ความชำนาญ หรือมีเทคนิควิธีการ ในการเล่านิทานแต่ละแบบ
ท่จี ะทำให้เกดิ ความสนกุ สนาน เพลิดเพลิน และสามารถดึงดดู ผู้ฟงั ได้

2.4 ประเภทของนิทาน
นกั การศึกษาได้กลา่ วถึงประเภทของนทิ านไว้ ดังน้ี
เกริก ท่วมกลางและจินตนา ท่วมกลาง (2555: 78 – 81) ได้อธิบายประเภทของนิทานไวว้ ่า

1. เทวดาตำนานเป็นเร่ืองราวการอธิบายการกำเนิดเทพ จักวาลโลก มนุษย์ สัตว์
สรรพส่ิงในโลก โครงสรา้ งความสัมพนั ธ์ของสิ่งต่าง ๆ และกฎเกณฑ์ การควบคมุ ความประพฤติใหอ้ ยู่
ร่วมกันอย่างมีความสุข รูปแบบนิทานเป็นการประพฤติปฏิบัติท่ีผิดศีลธรรม และละเมิดกฎท่ีวางไว้
สาเหตุมาจากความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความประมาท ทำให้เกิดความเสียหายผู้เก่ียวข้อง
ได้รับความเดือดร้อน เทพ หรือ เทวดาผู้มีบทบาทดู และความทุกข์สุข หรือ ควบคุมกฎเกณฑ์
การอยู่ร่วมกันจึงลงโทษด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ ทีเ่ ปน็ คตเิ ตือนใจ ไม่ให้มกี ารปฏบิ ตั ิละเมิดกฎข้อบงั คบั อกี

20

2. นิทานศาสนา เป็นเร่ืองเล่าท่ีเก่ียวกับศาสนา ความศรัทธา พระพุทธศาสนา
พระพุทธเจ้า บุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล รวมถึงบุคคลสำคัญด้านศาสนา
ท่ีมีคนเลื่อมใสศรัทธา ลักษณะนิทานเป็นเร่ืองประวัติพระพุทธเจ้า เสด็จไปในท่ีต่าง ๆ การปราบมาร
การทำกิจที่สำคัญ ซ่ึงเรอ่ื งเลา่ มักเก่ียวกับสถานที่สำคัญท่ีประชาชนนับถือ และในปัจจุบันยังมีนิทาน
ท่ีเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในพระพุทธศาสนา ซ่ึงเป็นการเล่าถึงประวัติหรือผลงานท่ีสำคัญ
ของพระสงฆท์ เ่ี ก่ยี วข้องกบั ศาสนา

3. นิทานคติ เปน็ นิทานที่เก่ียวกับหลักศาสนา เร่ืองกฎแห่งกรรม หรือ การทำดีได้ดี
ทำชั่วได้ชั่ว ลักษณะนิทานเป็นการประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมกับความโลภ แก้แค้น อิจฉา
ต้องการให้ผู้อื่นได้รับทุกข์ และผู้กระทำได้รับความทุกข์ความเสียหายจากการกระทำของตนเอง
เรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ในตอนท้ายมีแนวคิดส่ังสอนเป็นคติเตือนใจแก่ผู้อ่าน
ไม่ให้ประพฤติปฏบิ ตั ติ าม

4. นิทานชีวิต เป็นเร่ืองราวเก่ียวกับความรัก การต่อสู้ การผจญภัยของมนุษย์ สัตว์
ส่ิงของ ซึ่งตัวเอกของเร่ืองต้องใช้ความอดทน กล้าหาญ เสียสละ การประพฤติดี มีคุณธรรม
ความฉลาดในการแก้ปัญหา ซึ่งนิทานประเภทน้ี บางคร้ังมีลักษณะเหมือนจริงเก่ียวกับความเช่ือ
สถานท่ี และเวลาที่มีรายละเอียดแน่นอน

5. นิทานมหัศจรรย์หรือเทพนิยาย เป็นเร่ืองราวท่ีเก่ียวกับอิทธิปาฏิหาริย์
ความมหัศจรรย์ท่ีเกิดข้ึนจากของวิเศษ รูปแบบนิทานตัวละคร มักเป็นกษัตริย์ เจ้าหญิง ยักษ์
เกี่ยวข้องกับจักร ๆ วงศ์ ๆ การดำเนินเรื่องมักเป็นความรัก ความอิจฉา การพลัดพราก การผจญภัย
การต่อสู้ การค้นหาสิ่งของสำคัญ ท่ีตัวเอกของเรื่องจะต้องเอาชนะให้ได้ ฉากดินแดนอาจเป็น
แดนมหศั จรรย์ หรอื ดนิ แดนในฝัน

6. นิทานประจำถ่ิน เป็นเร่ืองราวขนบธรรมเนียม ประเพณี และบุคคลสำคัญในแต่
ละท้องถ่ิน ซ่ึงแต่ละเรื่องมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งของ บุคคลท่ีมีช่ือจริงในแต่ละท้องถิ่น
รูปแบบนิทาน เป็นการเล่าประวตั ิ บุคคล สถานที่ ในแตล่ ะท้องถิ่นที่นำมาเล่าต่อกันมาจนถึงปจั จุบนั

7. นิทานอธบิ ายเหตุ เป็นเรอื่ งราวท่ีอธบิ ายความเป็นมาของสรรพสงิ่ ต่าง ๆ คน สัตว์
สิง่ ของ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียม รูปแบบนิทานมักอธิบายอะไรเป็นอยา่ งไร
ทำไมต้องเป็นอย่างน้ัน การดำเนินเรื่องเป็นการตอบข้อสงสัยอธิบายคำตอบท่ีสงสัยของสิ่งต่าง ๆ
อย่างสมเหตุสมผล หรอื หาเหตผุ ลมาสนับสนนุ ใหม้ ีความนา่ เช่อื

8. นทิ านสัตว์ เปน็ เรื่องราวที่เกยี่ วข้องกบั สตั ว์ ความฉลาด ความเกง่ ความโงเ่ ขลา
ความเจ้าเล่ห์กลโกงของสัตว์ ที่มีโครงเรื่องแสดงลักษณะคล้ายมนุษย์ พฤติกรรมชิงความเป็นผู้ชนะ
ในด้านการเป็นผู้นำ เจ้าป่า ไหวพริบ เพ่ือให้ได้รับการยกย่องยอมรับจากสัตว์ทั้งหลาย เรื่องมักจบ
แบบมีคตเิ ตอื นใหท้ กุ ชีวิตอยรู่ ว่ มกันอย่างมีความสุข

21

9. นิทานผี เป็นเรื่องราวลึกลับท่ีเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ที่มีประวัติยาวนานเป็นท่ี
ช่ืนชอบของผู้ฟังท่ีผีแสดงอิทธิฤทธิ์ กระทำให้เกิดความกลัวต่อมนุษย์ตามลักษณะของผู้แต่ง
แต่ละประเภท ท่ีมีลักษณะการแสดงหลอก การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ตลอดท้ังมีรูปร่างหน้าตา
อาการแสดงออกให้เกิดความน่าต่ืนเตน้ ขยาดกลัวตามธรรมชาตขิ องผี

10. นทิ านตลก เปน็ เร่ืองราวตลกขบขัน ลักษณะนิทานแสดงถึงความฉลาด ความโง่
กลโกง การดำเนินเร่ืองจะสนุกสนานอยู่ที่ความไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เพราะพฤติกรรมของตัวละคร
ทแ่ี สดงความฉลาด ความโง่ออกมาแกป้ ญั หาเฉพาะหนา้ ทำใหเ้ กดิ มขุ ตลกขบขันข้ึนมา

11. นิทานเข้าแบบ เปน็ เร่ืองเล่าที่สร้างและวางโครงเรื่องเป็นพิเศษเฉพาะตัวในการ
เล่าให้มีความคล้องจอง สามารถพูดหรือเล่าได้ง่ายในรูปประโยคที่ใช้ภาษาเรยี บง่ายเพ่ือให้เล่างา่ ย ๆ
ได้ถูกตอ้ ง นทิ านประเภทนม้ี กี ารแตง่ ไว้น้อยเพราะตอ้ งใช้รูปแบบเฉพาะ

เกรกิ ยุ้นพนั ธ์ (2539: 20 อ้างถึงใน กนกรัตน์ ศิริมาลนุก, 2557: 31) ได้อธบิ ายประเภทของ
นิทานไว้วา่ นทิ านแบ่งออกเป็นประเภทตา่ ง ๆ 8 ประเภท คือ

1. ประเภทเทพนิยายหรือปรมั ปรา (Fairy tale) เป็นเร่ืองเกยี่ วกับเทวดา นางฟ้า
เรื่อง มหัศจรรย์ เหนือธรรมชาติเป็นความฝันและจินตนาการของผู้แต่ง เรียกหลายอย่างเช่น นิทาน
มหัศจรรย์นทิ าน บรรพบุรุษ เร่อื งราวมักเกย่ี วข้องกับราชสำนัก เจา้ หญิง เจา้ ชาย มีแม่มด มียกั ษ์สัตว์
ประหลาด ตัวละครทดี่ ีจะเปน็ ฝา่ ยชนะ เช่น เรื่องพรอภัยมณคี าวสี งั ข์ทอง พระสธุ นมโนห์ราฯลฯ

2. ประเภทชีวติ จริง (Novella) เป็นเร่อื งทีด่ ำเนนิ อยูใ่ นโลกของความจริง มกี าร
บ่งบอกสถานที่ และตัวละครชัดเจน อาจมีปาฏิหาริย์อิทธิฤทธิ์ แต่เป็นไปในลักษณะท่ีเป็นไปได้
โดยใชส้ ถานที่ เวลา ตัวละครท่ีมาจากความจริง เช่น ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี (บางส่วนที่มาจาก
ชวี ิตจริงของ ผู้แตง่ ) พระลอ พระรถเมรีพระรว่ ง ไกรทอง เป็นตน้

3. ประเภทวรี บรุ ษุ (Hero tale) เปน็ เรือ่ งทมี่ หี ลายตอนขนาดยาว อาจคล้ายชวี ิต
จริงหรือจินตนาการที่แต่งขึ้นมาหรือเป็นเร่ืองเล่าที่กล่าวถึงวีรบุรุษที่ต้องผจญภัย ที่มีลักษณะ
เหนือมนษุ ย์ เช่นเร่ือง เฮอร์คิวลิสเซซีอสุ และเพอรซ์ อี สุ ของกรีก เปน็ ต้น

4. ประเภทนทิ านประจำถิ่น (Sage) มกั เป็นเรื่องแปลกพสิ ดาร ซึง่ เชื่อว่าเคยเกดิ
ขึ้นจริง ณ สถานที่ใดสถานท่ีหน่ึง บ่งบอกสถานที่และตัวละครชัดเจน อาจมาจากประวัติศาสตร์
อาจเป็นไปได้ทั้งมนุษย์ สตั ว์ เทวดา หรือผีเชน่ เร่ือง พระยาพาน พระรว่ ง เจา้ แมส่ ร้อยดอกหมาก

5. ประเภทเล่าอธบิ ายเหตุ (Explanatory tale) เปน็ เร่อื งอธิบายกำเนิดความเปน็
มาของส่ิงที่เกิดข้ึนในธรรมชาติ กำเนิดของสัตว์ ว่าเหตุใดจึงมีรูปร่างลักษณะ ต่าง ๆ กำเนิดของพืช
มนษุ ย์ดวงดาวต่าง ๆ เป็นตน้ เชน่ ทำไมจระเข้จงึ ไมม่ ลี ิ้น กำเนดิ ดาวลกู ไก่ กำเนิดจนั ทรคราส เป็นต้น

22

6. ประเภทเทพปกรณมั หรอื เทวปกรณ์ (Myth) เป็นเร่อื งอธิบายถงึ การกำเนิดของ
จักรวาล สัตว์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตเิ ชน่ ลม ฝน กลางวนั กลางคืน ฟ้ารอ้ ง ฟา้ ผ่า แสดงถงึ ความ
เชื่อทางศาสนา มีเร่อื งของเทพที่เรารู้จักกนั ดีเชน่ เมขลา รามสรู เปน็ ตน้

7. ประเภทสัตว์ (Animal tale) เป็นเรือ่ งท่มี ีสตั วเ์ ปน็ ตวั เอก โดยจะแสดงให้เหน็ ถงึ
ความฉลาด และความโง่เขลาของสัตว์ โดยเจตนาจะมุ่งสอนจริยธรรม หรือคติธรรม ซ่ึงจัดเป็นเร่ือง
ประเภทให้คติสอนใจ เชน่ นิทานอีสป และปัญจะตนั ตระ เป็นต้น

8. ประเภทมขุ ตลก (Merry tale) เปน็ เรอ่ื งขนาดสนั้ อาจเป็นเรื่องเก่ียวกบั มนษุ ย์
หรอื สตั ว์จุดสำคัญของเร่ืองอยู่ที่ความไม่นา่ เป็นไปไดซ้ ง่ึ เกีย่ วขอ้ งกับความโง่ ความฉลาด การใช้กลลวง
การแขง่ ขนั ความเกียจครา้ น เร่ืองเพศ พระกับชี ลกู เขยกับแมย่ าย กระต่ายกับเตา่ เปน็ ตน้

วชั ราภรณ์ วงษ์จนั ทรา (2557: 17) ได้อธิบายประเภทของนิทานไว้ว่า ประเภทของนิทานมี
แบ่งไว้หลายประเภท โดยใชห้ ลักเกณฑ์ท่แี ตกตา่ งกัน แบ่งตามรูปแบบของนทิ าน เชน่ ตำนานนิทานคติ
นิทานปรัมปรา แบ่งตามชนิดของนิทาน เช่น นิทานเก่ียวกับสัตว์ นิทานเก่ียวกับชาวบ้าน แบ่งตาม
สารัตถะ แบ่งตามพ้ืนท่ี หรือ ท้องถ่ิน นิทานที่แต่งขึ้นใหม่ท่ี เป็นรูปแบบของนิทานที่ผู้แต่งขึ้นตาม
วตั ถปุ ระสงคข์ องตนเอง และรูปแบบอน่ื ๆ

สณั หพัฒน์ อรุณธารี (2542: 17 อ้างถึงใน ภาวิดา แป้นห้วย, 2560: 17) ได้อธบิ ายประเภท
ของนทิ านไว้วา่ ประเภทของนิทานแบง่ ออกเปน็ 8 ประเภท ดังนี้

1. นิทานปรัมปรา
2. นทิ านทอ้ งถิ่น
3. นิทานเทพนิยาย
4. นิทานตลกขบขัน
5. นทิ านสร้างเสริมคณุ ธรรม
6. นิทานเรอื่ งเกี่ยวกับสัตว์
7. นทิ านท่ีใหค้ วามรูเ้ ฉพาะเรอื่ ง เชน่ เรื่องยาเสพตดิ เรือ่ งสิง่ แวดลอ้ ม เปน็ ต้น
8. นิทานส่งเสรมิ จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

23

ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2550 : 9 - 15 อ้างถึงใน วริญญา ศรีบัว, 2560: 30 - 35)
ไดอ้ ธิบายประเภทของนิทานไวว้ ่า นทิ านสำหรับเด็กแบ่งออกเปน็ 11 ประเภท ไดแ้ ก่

1. นิทานเทพปกรณ์ หรือ นิทานปรัมปรา เป็นเรื่องอธิบายถึงกำเนิดของจักรวาล
โครงสร้าง และระบบของจักรวาล มนษุ ย์ สัตว์ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น ลม ฝน กลางวันกลางคืน
ตลอดจนพิธีกรรม การประพฤติปฏิบัติต่าง ๆ สำหรับนิทานพ้ืนบ้านของไทยทีกล่าวถึงโลกจักรวาล
เทวดา กำเนิดมนุษย์และสัตว์ตลอดจนบทบาทหน้าทีของเทวดา และของผู้ครองแผ่นดิน ท่ีมีอยู่บ้าง
เช่น เรื่องเมขลารามสูร เร่ืองจันทคราสและสุริยคราส เร่ืองพญาคันคาก (พญาแถน) เป็นต้น
ตัวอยา่ งหนังสือนิทานปรัมปราจากท่ัวโลกเป็นเร่ืองค่อนข้างยาว มเี หตุการณ์ท่เี ป็นจดุ ขดั แยง้ ประกอบ
อยู่หลายเหตุการณ์ เน้ือเรื่องจะประกอบด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ซึ่งพ้นวิสัยมนุษย์
และจบลงด้วยความสุข เนื้อหาของนิทานประเภทน้ีสนุกสนานต่ืนเต้น การดำเนินเรอ่ื งอยูใ่ นโลกของ
จนิ ตนาการ บางแห่งจึงเรียกนทิ านประเภทนว้ี ่า “นทิ านมหัศจรรย์

2. นิทานมหัศจรรย์ ตามรูปศัพท์ทำให้เข้าใจว่า เป็นนิทานเกี่ยวกับเทวดา นางฟ้า
ตามท่ีจริงแล้วอาจไม่มีเทวดานางฟ้าก็ได้ แต่จะเป็นเร่ืองราวของความมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติ
ซง่ึ มลี ักษณะ ที่สำคัญ 4 ประการ คอื

1. เปน็ เรือ่ งคอ่ นข้างยาว มหี ลายอนภุ าค หรือ หลายตอน
2. ดำเนนิ เรอ่ื งอยใู่ นโลกแห่งจนิ ตนาการ ไม่บอกสถานที่ หรอื เวลาแนน่ อน
3. ตัวละครเอกของเร่ืองต้องผจญภัย หรือ ประสบชะตากรรม ได้รับความ
ชว่ ยเหลือ อาจแต่งงานแลว้ เปล่ยี นฐานะดขี น้ึ
4. เกย่ี วขอ้ งกับอมนษุ ย์ อิทธิฤทธ์ิ หรอื สง่ิ มหัศจรรยเ์ หลอื วสิ ยั มนษุ ย์นทิ าน
มหัศจรรย์ของไทย อาจจัดเข้าเป็นนิทานประเภทอ่ืนได้ เช่น นิทานศาสนา หรือ นิทานคติ และ
บางครั้งระบุสถานที่กำเกิดที่ไหนก็มี ส่วนผู้ช่วยพระเอกนางเอกนั้นส่วนมากเป็นพระอินทร์ พระฤษี
สำหรับความมหัศจรรย์ที่พบในนิทานของไทยน้ัน ได้แก่ การเหาะเหินเดินอากาศ การแปลงกาย
การสาป การชุบชีวิต ของวิเศษ การเนรมิต เป็นต้น ตัวอย่างงนิทานมหัศจรรย์ของไทย ได้แก่
เร่ืองปลาบู่ทอง สังข์ทองพระสุธน ลักษณะวงศ์ จันทะโครบ นางสิบสอง โสนน้อยเรือนงาม
นางผมหอม การะเกดิ หงสเ์ หินจำปาส่ตี ้น ฯลฯ นิทานลำนำ นทิ านประเภทนี้ผูเ้ ลา่ จะเล่าด้วยความเชื่อ
ว่าเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และ มักมีหลักฐานอ้างอิงประกอบเร่ือง
มีตัวบคุ คลจริง ๆ มสี ถานที่จริง ๆ กำหนดไว้ แน่นอนกว่าในนิทานปรัมปรา หรอื เรียกว่า “ตำนาน”
5. นิทานชีวิตมีลักษณะคลา้ ยคลึงกบั นิทานมหศั จรรย์ตรงท่ีมขี นาดค่อนขา้ ง
ยาวมีหลายอนุภาค หรือ หลายตอน ท่ีต่างกันก็คือ นิทานชีวิตดำเนินเรื่องอยู่ในโลกแห่งความจริง
มกี ารบ่งบอกสถานที่และตัวละครชัดเจน อาจมีเรื่องอิทธิปาฏิหารยิ ์หรือความมหัศจรรย์ แต่มีลักษณะ
ทผ่ี อู้ ่านผฟู้ ังเชื่อวา่ เป็นสง่ิ ทเี่ ปน็ ไปได้มากกว่านทิ านชวี ติ ของคนไทย

24

6. นิทานประจำท้องถิ่น นิทานที่มีขนาดเรื่องไม่แน่นอน บางเร่ืองก็ส้ัน
บางเร่ืองก็ยาว บางเร่ืองก็อาจมีอนุภาคที่สำคัญเพียงอนุภาคเดียว มกั เปน็ เรือ่ งแปลกพสิ ดาร ซงึ่ เชื่อว่า
เคยเกิดขึ้นแล้วจรงิ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหน่ึง ตัวละครและสถานที่บอกไว้ชัดเจน อาจเป็นเรื่องของ
บคุ คลในประวัตศิ าสตรห์ รือคนสำคัญของเมือง ตัวละครอาจเป็นมนุษย์ เทวดา สัตว์หรือผีสางนางไม้
นิทานประจำถ่ินของไทยเป็นเรือ่ งที่เล่าสบื กนั มา มีเน้ือเรื่องเชื่อว่าเคยเกิดขึน้ จริงและมักอธิบายความ
เปน็ มาของสง่ิ ทม่ี อี ยใู่ นท้องถนิ่

7. นิทานคตสิ อนใจ แนวทางหรอื แบบอย่าง นทิ านคติเปน็ เรื่องขนาดไมย่ าว
นกั การดำเนินเรื่องไม่ซับซ้อน ตัวละครอาจเป็นคนหรอื สัตว์กไ็ ด้ เรื่องหนึ่ง ๆ อาจมีตัวละครประมาณ
2 – 4 ตัวแนวคิดที่ปรากฏในนิทานคอื คุณค่าของจรยิ ธรรมและผลแหง่ กรรมดี หรือ กรรมชว่ั

8. นิทานอธิบายสาเหตุ เพื่ออธิบายความเป็นมาของบุคคล สัตว์
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติอธิบายชื่อสถานที่ต่าง ๆ สาเหตุของความเชื่อบางประการ
รวมท้ังเรื่องเก่ียวกบั สมบัติที่ฝังไว้ นิทานประเภทน้ีของไทยได้แก่ เหตุใดกาจงึ มีสีดำ ทําไมมดตะนอย
จึงเอวคอด ทําไมจึงห้ามนําน้ำส้มสายชูเข้าเมืองลพบุรี ปู่โสมเฝ้าทรัพย์ นิทานท่ีพบมากคือ
เร่ืองเกี่ยวกับสถานท่ี เช่น เกาะหนูเกาะแมว ในจังหวัดสงขลา ถ้ำผานางคอย จังหวัดแพร่
เขาตาม่องลา่ ย เปน็ ต้น ส่วนมากเปน็ นิทานขนาดส้นั แบ่งตามเร่ืองทอี่ ธบิ ายได้ 4 ลักษณะ คอื

1) อธิบายท่มี าของชื่อ รปู ลกั ษณะและสว่ นประกอบของคน สัตว์
และพืช เช่น เร่ืองเหตุที่ควายไม่มีขนบน เหตุท่ีงูเหลือมไม่มีพิษ เหตุที่กามีสีดำ เหตุที่เสือตัวลาย
เหตทุ นี่ กตะกรมุ หัวลา้ น และ ลิงตดู ดา้ น เป็นต้น

2) อธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เร่ืองดาวลูกไก่
เรอื่ งจนั ทรคราสเป็นตน้

3) อธิบายเก่ียวกับของพิธีกรรม ขนบประเพณี เช่น เหตุที่
คนภาคเหนือใช้ผูกส้มป่อยในพิธีดำหวั เป็นต้น

4) อธิบายที่มาของส่ิงอื่น ๆ เช่น อาหารการกิน หรือ ข้าวของ
เคร่อื งใช้

25

9. นิทานเรอ่ื งสตั ว์ เป็นนิทานเรอื่ งสตั ว์เป็นนทิ านท่ีมีตัวเอกเปน็ สตั ว์
แต่สมมติให้มีความนึกคิด การกระทำและพูดได้เหมือนคน มีทั้งท่ีเป็นสัตว์ป่า และสัตว์บ้าน บางทีก็
เป็นเร่ืองทมี่ ีคนเกย่ี วข้องด้วยและพูดโต้ตอบ ปฏิบัติตอ่ กนั เสมือนเป็นคนด้วยกัน นิทานสัตว์ถ้าเล่าโดย
เจตนาจะสั่งสอนคติธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างชัดเจน ก็จัดเป็นนิทานคติสอนใจ นิทานเร่ืองสัตว์
อาจแบ่งเนอ้ื หาออกเปน็ 3 ประเภท ดังนี้

1) นิทานทีแ่ สดงนิสัยสันดานแท้จรงิ ของสัตว์ มุ่งแสดงใหเ้ ห็นว่า
แมส้ ัตวจ์ ะเปล่ียนรูปร่างลักษณะ แต่สตั ว์กม็ กั ไมท่ ิง้ สนั ดานเดมิ ของมนั

2) นทิ านเกี่ยวกบั สัตว์โง่ สตั ว์ฉลาด และสตั วเ์ จ้าเล่ห์
3) นิทานเกี่ยวกับสัตว์ที่ดี เช่น เป็นสัตว์กตัญ ญู เป็นสัตว์
ที่มใี จโอบอ้อมอารี เป็นตน้
10. นทิ านเรื่องผี มีผเี ป็นตัวเอกของเร่ือง แทบทกุ สังคมมีเร่ืองเล่าเกี่ยวกับผี
ตา่ ง ๆ มากมาย ผใี นนทิ านไทยอาจแบ่งไดเ้ ป็น 6 ประเภท คือ
1) ผคี นตาย
2) ผีบ้านผีเรอื น (ผีป่ยู ่าตายาย)
3) ผปี ระจำต้นไม้ (นางไม้ รกุ ขเทวดา)
4) ผีป่า (ผกี องกอย)
5) ผีที่สิงอยูใ่ นร่างคน (ผปี อบ ผีกะ ผโี พลง)
6) ผเี บด็ เตลด็ หรอื ผีเร่ร่อน (ผีกระสือ ผกี ระหาง ผโี ขมด ผเี ปรต)
เรื่องผี กล่าวได้ว่า มเี ลา่ อยู่ทกุ ถิน่ ในขณะที่เลา่ ทั้งผ้เู ล่า และผู้ฟงั
มักเช่ือว่าเป็นเรื่องจริง เร่ืองเล่าที่เกี่ยวกับผีนี้ จึงสะท้อนให้เห็นความเช่ือ ในเร่ืองวิญญาณ และเรื่อง
ภูตผีต่าง ๆ ของคนไทยได้เป็นอย่างดี ผีในเร่ืองเล่ามีทั้งผีท่ีดี ซึ่งให้ความช่วยเหลือ หรือคุ้มครองคน
หรือบอกลาภให้ และผีร้าย ที่คอยหลอกหลอนรังควานคน ผีในนิทานไทยมีหลายประเภท คือ ผีคน
ตาย ผบี า้ นผเี รอื น ผปี ระจำต้นไม้ ผปี ่า ผีท่ีสงิ อยใู่ นร่างคน และผีเบด็ เตลด็
11. นิทานมุขตลก มักจะมีขนาดส้ัน โครงเรื่องไม่ ซับซ้อน มีเพียง
อนุภาคเดียว ตัวละครอาจเป็นมนุษยห์ รือสัตว์ก็ได้ จุดสำคัญของเรื่องอยู่ทีค่ วามไม่น่าเป็นไปได้ตา่ ง ๆ
นิทานมุขตลก ส่วนใหญ่เป็นนิทานสั้น ๆ ซ่ึงจุดสำคัญของเรื่องอยู่ที่พฤติกรรม หรือเหตุการณ์ที่ไม่น่า
จะเป็นไปได้ต่าง ๆ อาจเป็นเร่ืองเกี่ยวกับความโง่ การแสดงไหวพริบปฏิภาณ การแก้เผ็ดแก้ลำการ
พนนั ขนั ตอ่ การเดินทางผจญภัยที่ก่อเรอื่ งผิดปกตใิ นแง่ขบขนั ตา่ ง ๆ ตัวเอกของเร่อื งอาจจะเป็นคนที่โง่
เขาทส่ี ุดและทำเร่อื งผิดปกติวิสยั มนุษยท์ ี่มสี ติปัญญาธรรมดาเขาทำกนั

26

12. นิทานเรือ่ งโม้ นิทานที่เป็นเร่ืองโมข้ องไทย อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท
คอื เร่ืองโม้เก่ียวกับส่ิงที่ใหญ่โตอย่างเหลือเชอื่ เรือ่ งโม้เกีย่ วกับความสามารถพิเศษ หรือพลังมหาศาล
อยา่ งเหลือเชอื่ และเรื่องโมเ้ กยี่ วกับเหตกุ ารณ์อนั ผิดวิสัย หรอื เหตุบงั เอิญอย่างเหลอื เช่อื

13. นิทานเข้าแบบ มี 2 ประเภท คือ นิทานไม่รู้จบ นิทานประเภทนี้ไม่มี
อะไรมากมักเกี่ยวกับการนับ ผู้เล่าสามารถที่จะเล่าไปได้นานเท่าที่ผู้ฟังต้องการโดยเรื่องไม่มีวันจบ
ปกติผู้ฟังมักจะรําคาญจนต้องบอกให้หยุดเล่านิทานไม่รู้จบของไทยมักเร่ิมเรื่องด้วยการปูพื้นให้
น่าสนใจ จนผู้ฟังตามฟังอย่างตั้งอกต้ังใจ แล้วพอถึงตอน้ีหน่ึงก็จะหยุดเล่า ผู้ฟังคาดว่าน่าจะมีอะไร
น่าสนใจต่อไป ก็จะคะยันคะยอให้เล่า ผู้เล่าก็จะเล่าออกมาทีละประโยค โดยเปลี่ยนจำนวนตัวเลข
เทา่ น้ัน จงึ สามารถทำให้เลา่ เร่ืองไปได้โดยไม่รู้จบ อย่างไรก็ตาม นิทานประเภทนี้นับว่ามีประโยชน์ใน
ด้านการสอนการนับจำนวนให้แก่เด็ก ๆ นิทานลูกโซ่ และนิทานลูกโซ่ การแบ่งตามรูปแบบ
การเล่านิทาน นิทานประเภทเล่าซ้ำซากหรือเล่าไม่รู้จบ (Cumulative Tale) มีวิธีเล่าเฉพาะ มักเล่น
คํามัก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์หน่ึงที่เกิดข้ึนซ้ำหลาย ๆ คร้ัง หรือ เก่ียวกับสิ่งหลาย ๆ สิ่ง
มีการแจกแจงเรียงลาดับจานวนเลข หรือ วันเดือนปี นิทานลูกโซ่ของไทยท่ีรู้จักกันดีก็คือ
นทิ านตากับยายปลูกถ่ัวปลกู งาให้หลานเฝา้

บุษยมาส เทยี มศักด์ิ (2562: 14) ได้อธิบายประเภทของนิทานไวว้ ่า นิทานแบ่งออกได้หลาย
ประเภทท้ังแบ่งตามยุคสมัยหรอื รูปแบบวธิ ีการเล่า แตโ่ ดยสว่ ยใหญแ่ ละประเภทของนิทานจะแบง่ ตาม
ความเชื่อ ประเพณี ขนบธรรมเนียม หรือยคุ สมัยทส่ี ืบทอดกันมาเป็นเวลานานตามลำดบั

จากประเภทของการเล่านิทานตามที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า นิทานแบ่งออกได้หลาย
ประเภท ส่วนใหญ่จะแบ่งตามลักษะของเรื่อง วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ความเช่ือ ขนบธรรมเนียม
ประเพณี ตามแต่ละยุคสมัย โดยใช้เกณฑ์การแบ่งที่แตกต่างกันไป และมีการแบ่งตามวิธีการ
เล่านิทานในแบบต่าง ๆ

2.5 ประโยชน์ของนทิ าน
นกั การศกึ ษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของนทิ านไว้ ดังนี้
เวียงศักดิ์ สารฤทธิ์ (2558: 52) ได้อธิบายโยชน์ของนทิ านไว้ว่า นิทาน เปน็ สอื่ ท่ีสามารถช่วย
ให้เดก็ มีพฒั นาการในทุกดา้ นนอกจากนี้ นิทานยงั เป็นเครอ่ื งมอื ก่อให้เกดิ ความรู้ ซึง่ สามารถนำมาใช้ให้
เกิดประโยชน์แก่เด็กได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นสิ่งท่ีเด็กช่ืนชอบ ดังนั้นนิทานจึงช่วยให้เด็กได้เรียนรู้
ภาษาได้ดี พร้อมกับการปลกู ฝังคุณธรรมจริยธรรม ความละเอยี ดออ่ นขึ้นจติ ใจของเดก็ สร้างความคิด
ริเร่มิ สร้างสรรค์ และการเลียนแบบทด่ี ใี หแ้ ก่เดก็ อกี ดว้ ย

27

สุขเพ็ญ เหรียญเกษมสกุล (2558: 28) ได้อธิบายโยชน์ของนิทานไว้ว่า นิทานเป็น
สอ่ื ในการพัฒนาทักษะการฟัง พูด อา่ นและเขียนได้ดี โดยเฉพาะอย่างย่ิงในการอ่าน เพราะนทิ านเป็น
สิง่ ทเี่ ด็กระยะเริ่มฝึกอา่ นสนใจ การใช้นิทานเป็นสอื่ ในการพฒั นาทักษะการอ่าน จะทำใหผ้ ูเ้ รียนพฒั นา
ได้อย่างรวดเร็ว สามารถจำคํา อ่านคํา และ นําคําไปใช้ได้ การพัฒนาทักษะการอ่านจะทำให้ผู้เรยี น
พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว สามารถจำคํา อ่านคํา และนําคําไปใช้ได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้นิทานยัง
สามารถปลกู ฝังคุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยม ทด่ี ีแก่ผู้อา่ น รวมท้ังให้ความรู้ สึกสนุกสนานเพลิดเพลิน
อกี ด้วย การเลือกนิทาน เพื่อให้เป็นสือ่ ในการพัฒนาทักษะการอ่านสำหรับนักเรียน ควรเลอื กเรื่องท่ีมี
ตวั ละครเป็น สตั ว์ หรอื คนทมี่ อี ายรุ ุน่ ราวคราวเดยี วกับเด็ก เป็นเรื่องท่ไี มซ่ ับซอ้ น มตี ัวละครไม่มากนัก
ไม่เป็นเร่ือง ท่ีน่ากลัว โหดร้าย ครูต้องใช้ภาษาง่าย ๆ ที่เหมาะสมกับเด็ก ใช้ท่าทางน้ำเสียง รูปภาพ
ประกอบการเลา่ นทิ านจงึ จะน่าสนใจ บรรลุวัตถปุ ระสงคท์ ่ตี ้ังไว้

กรมวิชาการ (2546: 143-144 อ้างถึงใน สุชีรา แก้วเลิศ, 2558: 21) ได้อธิบายโยชน์
ของนิทานไวว้ ่า

1. เป็นเร่ืองราวท่มี ีการข้ึนต้นดำเนนิ เรอื่ ง และจบแบบมีความสมบูรณ์ในตวั เองมกี าร
เคล่ือนไหวต่อเนอ่ื ง ใครทำอะไร ท่ีไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

2. สรา้ งความรูส้ กึ ตา่ ง ๆ
3. ก่อให้เกดิ คณุ ธรรมในจติ สำนกึ
4. สนองความปรานารถบางอยา่ งท่ไี มอ่ าจมไี ดใ้ นชีวิตจรงิ
5. สง่ เสริมจนิ ตนาการอันเป็นสุข ความพอใจ อยา่ งหน่งึ ของเรา
6. ทำให้มองเหน็ ภาพไดด้ ี
7. มกี ารเคลื่อนไหว การเดินเรอ่ื งอย่างรวดเรว็
8. เป็นเร่ืองง่าย ๆ เน้นเหตกุ ารณ์เดียว แตม่ ีความสมบรู ณใ์ นตัว
9. ตัวละครน้อย มีลกั ษณะเด่นที่จำงา่ ย แต่อาจสมมุตติ วั แทนได้
10. ใช้ภาษางา่ ย ประโยคส้นั คำกลา่ วคำซำ้ หรอื คำสมั ผัส จะชว่ ยให้เด็กจดจำไดง้ า่ ย
11. สร้างความรสู้ ึกความสนใจ
12. เป็นเร่อื งราวท่ีใกล้ตัวเดก็ เชน่ ครอบครวั โรงเรียน สตั ว์เลยี้ ง
13. ความยาวไมค่ วรเกนิ 15 นาที

28

วราภรณ์ พิมราช (2559: 25 ) ไดอ้ ธบิ ายโยชน์ของนิทานไวว้ ่า นทิ านมีประโยชน์ และจำเป็น
ต่อการพัฒนาเด็ก เพราะเด็กทุกคนชอบฟังนิทาน และรู้จักฟังอยา่ งมีสมาธิ มีจินตนาการเกิดข้ึนจาก
การฟังนิทาน ให้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินสนองตอบความสนใจ ความต้องการในวัยอยากรู้
อยากเห็นและเป็นส่ือจูงใจในการใฝ่รู้ ใฝ่เรียนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย
อารมณ์จิตใจสังคม และสติปัญญา และนิทานยังช่วยปรับแต่งบุคลิกภาพ แก้ไขพฤตกิ รรมของเด็กให้
เป็นให้เป็นไปตามตัวแบบในนิทานท่ีเด็กช่ืนชอบ นิทานเป็นตัวกลางที่จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กมี
คุณธรรมจริยธรรมเพราะนิทานให้ข้อคิดเตือนใจ อีกท้ังยังเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้เด็กนำส่ิงที่ดี
ไปประยกุ ตใ์ ชใ้ ห้เกดิ ประโยชนก์ บั ตนเองและสังคม

สายฝน เล่าเรียนดี (2560: 12) ได้อธิบายโยชน์ของนทิ านไว้ว่า นิทานมีประโยชน์ และจำเป็น
สำหรับเด็กมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเสริมสร้าง
พัฒนาการด้านต่าง ๆ ทั้งด้านร่างกายอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา แล้วนิทานยังปลูกฝัง
คณุ ธรรมจริยธรรม ช่วยแก้ไขพฤตกิ รรมที่ไม่ถงึ ประสงคแ์ ก่เดก็ และทีส่ ำคญั การเล่านิทานให้เดก็ ฟังยัง
ช่วยเพิ่มพูนความรู้ความเขา้ ใจทางภาษาชว่ ยให้เด็กรจู้ กั คำมากขนี้

สมศักด์ิ ปริปุรณะ (2542: 59 – 62 อ้างถึงใน ภาวิดา แป้นห้วย, 2560: 18) ได้อธิบาย
โยชนข์ องนทิ านไวว้ า่ นิทานมีประโยชน์ตอ่ เด็ก ดังนี้

1. เป็นเคร่ืองมือในการสอนที่มีประสิทธิภาพในการชักจูงให้ผู้เรียนได้คล้อยตาม
เปน็ ตวั กระตุ้นและแรงจูงใจในตัวผู้เรียน ทั้งยงั เป็นการกระตุ้นความคิดสร้างสรรคแ์ ละการ แสดงออก
ซึง่ มผี ลต่อการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมและบุคลิกภาพของผู้เรยี น

2. เป็นเครื่องกระตุ้น และโน้มน้าวให้เด็กเปิดใจที่จะยอมรับพฤติกรรมด้านต่าง ๆ
และตอบสนองความต้องการทางธรรมชาตขิ องเดก็ ด้วย

3. เป็นตัวแทนในการหล่อหลอมพฤติกรรม และบุคลิกภาพของเด็ก นอกจากน้ี
นิทานมีประโยชน์ และคุณค่าต่อเด็กปฐมวัยเป็นอย่างมาก นิทานช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก
ทง้ั ทางรา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้เหมาะสมกับพัฒนาการตามวยั และยังชว่ ยปรุงแต่ง
บุคลิกภาพ แก้ไขพฤติกรรมของเด็กให้เป็นไปตามตัวแบบ ในนิทานท่ี เด็กชื่นชอบ รวมท้ังยังเปิดโลก
จินตนาการให้กว้างไกล และมีสัมพันธภาพอันดีกับ บุคคลรอบข้าง เป็นเคร่ืองกระตุ้นให้เด็กยอมรับ
พฤตกิ รรมต่าง ๆ และเปน็ ต้นแบบในการหล่อหลอมพฤติกรรมและบุคลกิ ภาพของเด็ก

29

แปลน ฟอร์ คิดส์ (2562: ออนไลน์) ได้อธิบายโยชน์ของนิทานไว้ว่า ประโยชน์ของนิทานมี
หลายประการ ดังนี้

1. นิทานชว่ ยเสรมิ สรา้ งความรัก ความผูกพนั ระหว่างพอ่ แม่ลูก
2. นทิ านช่วยสง่ เสรมิ ให้เดก็ เรียนร้ภู าษาไดเ้ ร็ว รักการอา่ น
3. นิทานชว่ ยสรา้ งสมาธเิ ด็ก
4. นทิ านชว่ ยสง่ เสริมให้เด็กเปน็ คนดมี ีคุณธรรม
5. นิทานชว่ ยสง่ เสรมิ ให้เด็กเปน็ คนเก่ง ชา่ งคิด ช่างถาม ช่างสงั เกต
6. นิทานช่วยส่งเสริมให้เดก็ มจี นิ ตนาการ
จากประโยชน์ของการเล่านิทานตามท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า นิทานมีประโยชน์
และมีความสำคัญต่อเด็กอย่างมาก เม่ือเด็กได้ฟังนิทานที่สนุก มีเนื้อหาที่ดีเหมาะสมกับวัย นิทานจะ
ช่วยส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่าง ๆ เพราะเป็นนิทานส่ิงที่เด็กสนใจ และช่ืนชอบ เม่ือเด็กฟังนิทาน
จะเกดิ พฤติกรรมเลยี นแบบ และจะช่วยส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กมีพฤติกรรมไปในทิศทางทีด่ ี

3. แนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกบั เกม
ผู้วจิ ยั ได้ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ียวกบั แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกี่ยวกับนิทาน ดังนี้
3.1 ความหมายของเกม
ความหมายของเกมมีผ้ใู หค้ ำนิยามไวห้ ลายท่าน ดังนี้
วรนาท รักสกุลไทย (2554: 57) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง เกมการเล่นท่ี

จะช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียว หรือ เล่นเป็นกลุ่มก็ได้
เด็ก ๆ จะได้ฝึกทักษะการสังเกต การคิดหาเหตุผล และความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสี รูปร่าง จำนวน
ประเภท ความสัมพันธ์ ของระยะ และพื้นที่ เกมการศึกษานี้จะช่วยให้ฝึกเด็ก ๆ เข้าใจถึงเรื่อง
มิติสัมพันธ์ และความเช่ือมโยงของส่ิงของต่าง ๆ เช่น เกมจับคู่ เกมจัดหมวดหมู่ เกมภาพตัดต่อ
เกมเรยี งลำดบั เกมโดมิโน่ การตอ่ เลโก้ หรือ การร้อยลูกปดั ขนาดตา่ ง ๆ

รุ่งอรุณ ลียะวณิชย์ (2555: 17) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกมจัดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์
ในการเรียนการสอนหรือ ด้านการศึกษา บางคร้ังอาจนำเกมท่ีไม่เกี่ยวกับการศึกษาที่เด็กชอบมา
ดดั แปลงเปน็ เกมการศกึ ษาได้ โดยยดึ เน้ือหา และจดุ ประสงคข์ องการสอนบทเรยี นนน้ั ๆ

ลดาวัลย์ แย้มครวญ (2559: 11) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกมหมายถึง กิจกรรม
หรือ การเล่นที่ทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย พัฒนาทักษะทางด้านร่างกาย
และการเรยี นรู้ส่งเสริมความคิดสรา้ งสรรค์ และสรา้ งความสมั พันธท์ ี่ดีต่อกัน ซึง่ ต้องกำหนด กฎเกณฑ์
หรือ กติกาการเล่น กระบวนการเล่น การเล่นอาจเล่นคนเดียว หรือ มากกว่า โดยแบ่งเป็นกลุ่ม
อาจมอี ุปกรณป์ ระกอบการเลน่ ด้วยหรอื ไมก่ ็ได้

30

สุภาวิณี ลายบัว (2559: 23) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกมเป็นกิจกรรมการเล่นท่ีช่วย
พัฒนาด้านต่าง ๆ ของเด็ก แต่เน้นพัฒนาการทางด้านสติปัญญา มีกฎ กติกาง่าย ๆ ซึ่งเหมาะสม
สำหรับเด็กปฐมวัย และทำให้เด็กได้รบั ความสนกุ สนานจากการเล่น อีกทั้งยังช่วยสง่ เสริมสติปัญญาใน
การคิด และการสงั เกต การคดิ หาเหตุผลต่าง ๆ จากเกม เกมมงุ่ พฒั นาทักษะความคิดสร้างสรรค์ เป็น
กจิ กรรมท่ีตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการ ตามวัยของเดก็

ทศิ นา แขมมณี (2560: 44) ไดใ้ ห้ความหมายของเกมไว้วา่ เกม คือกระบวนการที่ผสู้ อนใชใ้ น
การช่วยให้ผู้เรียนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยการให้ผู้เรียนเล่นเกม
ตามกติกา ตามเน้ือหา ตามขอ้ มลู ของเกม ตามพฤตกิ รรมการเล่น ตามวิธีการเล่น และผลการเล่นเกม
ของผเู้ รียนมาใช้ในสรุปการเรยี นรู้

พัชรี กัลยา (2551: 39 อ้างถึงใน ปณิดา แก้วกัลยา, 2560: 27) ได้ให้ความหมายของเกม
ไว้ว่า เกม เป็นอุปกรณ์เคร่อื งช่วยสอน ที่ชว่ ยให้นักเรยี นได้พัฒนาสติปัญญาในด้านการคิด การสังเกต
การคิดหาเหตุผล เน่ืองจากเกมแต่ละชุดจะมีวิธีเล่นโดยเฉพาะ อาจเล่นคนเดียว หรือเป็นกลุ่ม
และผู้เล่นสามารถตรวจสอบว่าเล่นถูกต้อง หรือ ไม่ ด้วยตนเอง รวมทั้งเด็กได้ใช้ประสาทสัมผัส
กบั กล้ามเนื้อมอื หลังจากเล่นเกมแล้วเด็กจะเกดิ ความคิดรวบยอดในเรื่องนั้น ๆ ได้

ขวัญชนก ชมกลาง (2562: 13) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกมหมายถึง ส่ือที่ทำให้เกิด
ความสนุกสนาน ผ่อนคลายความเครียด และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ และฝึกสมรรถนะต่าง ๆ
จากประสบการณ์ตรง มีกติกาการเล่นที่กำหนดไว้ สามารถใช้ในการจูงใจนักเรียน และส่งเสริม
พัฒนาการทางดา้ นร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสตปิ ญั ญา

ณฐั ญา นันทราช (2563 : 45) ได้ให้ความหมายของเกมไว้ว่า เกม หมายถึง กจิ กรรมการเล่น
ที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการด้านทักษะ การคิดอย่างเป็นระบ บซ่ึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนที่กำหนด
ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมให้เกิดการเรียนรู้ เกิดทักษะ เกิดการคิด เพื่อส่งเสริมพัฒนาการทาง
ด้านสตปิ ญั ญา และตอบสนองความต้องการตามวยั ของผู้เรยี น

ณัฐดนัย อทิ รสมใจ (2564: 11) ได้ใหค้ วามหมายของเกมไว้วา่ เกมเป็นกิจกรรม ท่ีสรา้ งความ
สนุกสนาน เพลิดเพลิน ดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เข้าใจ
และจดจำบทเรียนได้ง่าย สามารถพัฒนาทักษะต่าง ๆ ได้รวดเร็ว อีกท้ังยังส่งผลให้ผู้เรียนได้รู้จัก
ทำงานร่วมกัน การเล่นเกมมีท้ังแบบ เล่นคนเดียว หรือ เล่นเป็นกลุ่ม ซึ่งการเล่นเกมต้องมี
การทำตาม กฎ กติกา ข้อตกลงก่อนการเริ่มเล่น

31

จากความหมายของเกมตามที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า เกมเป็นกิจกรรมท่ี กฎ กติกา
วิธีการเล่น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในการจัดการเรียน การสอนได้ และเกมยังเป็นกิจกรรมท่ีเด็ก
เล่นแล้วสามารถพัฒนาสติปัญญา ฝึกการมีเหตุผล การแก้ไขปัญหา และเกิดความคิดรวบยอด
สามารถจดจำเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ เกมจะครอบคลุมจุดประสงค์ในการเรียนรู้ได้หลายประการ
เพือ่ ให้ผู้เล่นสามารถบรรลุเป้าหมาย นอกจากเกมจะช่วยพฒั นาทางด้านสติปญั ญาแล้ว เกมยงั จะชว่ ย
พัฒนาด้านร่างกาย ในการใช้ประสาทสัมผัสกับกล้ามเน้ือมือ ด้านอารมณ์ จิตใจ ในการให้ความ
สนกุ สนานเพลิดเพลิน ผ่อนคลาย ด้านสังคม เด็กสามารถเล่นเกมคนเดียว หรือ เล่นกนั เป็นกลมุ่ หลาย
คน อาจจะมีการแข่งขันกัน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และการเล่นเกมก็มีส่วนช่วยใน
การพัฒนาความพร้อมให้กบั ผู้เล่นครบทกุ ด้านโดยองค์รวม

3.2 จดุ มงุ่ หมายของเกม
นักการศึกษาไดก้ ล่าวถึงจุดมุ่งหมายของเกมไว้ ดงั นี้
สุคนธ์ สิทธพานนท์ (2554: 42) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของเกมไว้ว่า จุดมุ่งหมายของการใช้
เกมประกอบการจัดการเรียนรู้ ต้องมีจุดมุ่งหมายแน่ชัดว่าต้องการให้นักเรียนได้เน้ือหาอะไร เข้าใจ
สามารถนำไปใชค้ วามรู้ได้จรงิ และจำแนกจุดมุ่งหมายของเกมได้ ดังนี้

1. เพื่อสง่ เสริม การเรยี นรู้ และพฒั นาสตปิ ัญญาของนักเรยี น ให้นักเรียนได้ฝกึ ทกั ษะ
และเทคนิคต่างๆ

2. เพื่อกระตุ้นความสนใจ ในบทเรยี น ทำให้เกิดการเรียนรโู้ ดยไม่รู้ตัว ช่วยให้เขา้ ใจ
และจดจำเนอ้ื หาได้รวดเรว็ และสามารถนำความร้ปู ระยกุ ต์ใช้

3. เพ่ือเป็นการฝึก เพื่อให้รู้จักปฏิบัติตามกฎ กติกา การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
มโี อกาสแลกเปลีย่ นประสบการณก์ ารเรียนรรู้ ว่ มกบั ผู้อื่น

4. ฝกึ ใหน้ กั เรยี นรจู้ ักคดิ และตดั สนิ ใจ ส่งเสริมใหน้ ักเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ และ
คดิ รวมยอด

5. เพ่ือใหน้ กั เรยี นมีความกลา้ แสดงออก กลา้ คดิ กลา้ พูด กลา้ เขยี น และแสดงออก
อยา่ งถูกตอ้ ง

6. ฝกึ ให้นกั เรียนมนี ำ้ ใจเปน็ นักกฬี า รู้แพ้ รู้ชนะ

32

สณุ ี บุญพทิ กั ษ์ (2557: 254) ไดก้ ลา่ วถึงจดุ มงุ่ หมายของเกมไว้วา่
1. เพอ่ื ฝกึ การสังเกต และการจจำแนกด้วยสายตา
2. เพอ่ื ฝกึ การคดิ หาเหตุผล
3. เพอ่ื ฝึกประสาทสัมพนั ธร์ ะหว่างมือกบั ตา
4. เพื่อฝึกการตัดสินใจในการแกป้ ัญหา
5. เพื่อฝึกคุณธรรม ความรับผดิ ชอบ ความมรี ะเบียบวินยั
6. เรยี นรูท้ ักษะพืน้ ฐานด้านต่างๆ เชน่ ดา้ นคณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาไทย
7. เพื่อทบทวนเนื้อหาทไ่ี ดเ้ รียนรจู้ ากหนว่ ยการเรยี นรู้

สพุ ิชฌาย์ ทนทาน (2559: 22) ได้กลา่ วถึงจุดมงุ่ หมายของเกมไว้วา่ มจี ดุ ม่งุ หมาย เพื่อฝกึ การ
สังเกตเปรียบเทยี บ และการคิดอย่างมเี หตุผล เรยี นรกู้ ารเล่น และปฏิบัตติ าม กฎ กติกา การตัดสินใจ
ในการแก้ปัญหา ฝึกคุณธรรม สร้างเสริมการเรียนรู้ทางสังคม ทบทวนเน้ือหาตามจุดประสงค์
เกิดความคดิ รวบยอดเกยี่ วกับสิ่งทเี่ รียน

จิรกฤต ยศประสิทธ์ิ (2563: 29) ได้กลา่ วถึงจุดมุ่งหมายของเกมไว้ว่า เกม มีจดุ มุ่งหมายเพอ่ื
ก่อให้เกิดการเรียนรู้ หรือ ประโยชน์ทางด้านการศึกษาแก่ผู้เรียน โดยขนะแข่งขัน ผู้เล่นจะได้ฝึก
กระบวนการคิด ฝึกปฏิบัติ หรือ ทบทวนเนื้อหาวิชาท่ีเรียน และเมื่อจบการแข่งขัน ผู้เล่นจะได้รับองค์
ความรู้ และความแมน่ ยำในเนือ้ หาวิชา ทเ่ี รียนมากขน้ึ รวมท้งั ได้รับความสนุกสนานควบคู่กนั ไปด้วย

ราศี ทองสวัสดิ์ (2533: 12 – 15 อ้างถึงใน สุพตั รา แอระหมี , 2563: 8 ) ไดก้ ล่าวถึงจดุ มงุ่
หมายของเกมไว้ว่า เป็นการให้รู้จักสังเกต และเปรยี บเทียบรูปภาพ และวัสดุสิ่งของต่าง ๆ ใชค้ วามคิด
อยา่ งมีเหตุผล ในการตัดสินใจ เปน็ กจิ กรรมที่จะพัฒนาทางด้านร่างกาย ช่วยผ่อนคลายความตงึ เครยี ด
เสริมสร้างให้มีการตน่ื ตวั และมบี รรยากาศท่ีแตกต่างไปจากการเรียนปกติ

อมรรัตน์ จลุ นยี ์ (2564: 22) ไดก้ ลา่ วถึงจดุ มุง่ หมายของเกมไวว้ า่ การจดั เกมใหเ้ ป็นกิจกรรมที่
สนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยเร้าความสนใจของนักเรียน การเคล่ือนไหวของร่างกาย เกิดกระบวน
การคิด ทำงานร่วมกนั เปน็ กล่มุ เหมาะกับการนำใช้ประกอบการจดั การเรียนรู้ เพราะเกมจะกระตุน้ ให้
นักเรยี นสนใจในการเรียน และทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในบทเรียนมากข้ึน

จากจุดมุ่งหมายของเกมตามท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า เกมมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กเกิด
การเรียนรู้ เกิดความคิดรวบยอด รู้จักการคิดและหาเหตุผล มีอิสระในการเล่น มีความสนุกสนาน
เพลิดเพลนิ ในการเลน่ บางคร้ังเดก็ กอ็ าจจะได้ขอ้ คิดจากการเลน่ เกม ทำให้เด็กมีพฒั นาการที่ดขี ้นึ

33

3.3 ประเภทของเกมของเกม
นกั การศึกษาไดก้ ล่าวถึงประเภทของเกมไว้ ดงั น้ี
สำนั ก งาน ค ณ ะ ก ร รม ก าร ป ระ ถ ม ศึ ก ษ าแห่ งช าติ (2 5 2 7 : 35 – 37 อ้ างถึ งใน
ศุภางคจ์ ติ พนั ธุเ์ ทศ, 2556: 28 - 30) ไดก้ ลา่ วถงึ ประเภทของเกมไว้ ดังนี้

1. เกมจับคู่ เกมชนิดนี้เป็นเกมฝึกการสังเกต การเปรียบเทียบ การคิดหาเหตุผล
เกมจบั คู่ เป็นการจัดของเป็นคู่ ๆ ชุดละต้ังแต่ 5 คู่ ข้ึนไป อาจจะเป็นการจับคู่ภาพ หรอื วสั ดุอุปกรณ์
ตา่ ง ๆ ก็ได้ เกมประเภทนสี้ ามารถจดั ไดห้ ลายหลายชนดิ ไดแ้ ก่

1.1 การจบั คู่ส่งิ ท่ีเหมือนกัน
1.1.1 จับคู่ภาพ หรือ สงิ่ ของทเ่ี หมอื นกันทกุ ประการ
1.1.2 จับคู่ภาพกับเงาของสง่ิ เดยี วกัน
1.1.3 จบั คู่ภาพกับโครงร่างของสิ่งเดยี วกัน
1.1.4 จบั คภู่ าพที่ซ่อนอยใู่ นบตั รหลัก

1.2 การจบั คสู่ ิ่งที่เปน็ ประเภทเดียวกัน เช่น ไม้ขีด - ไฟแช็ค เทยี น - ไฟฟา้
1.3 การจบั คู่สิ่งที่มคี วามสมั พันธก์ ัน ใชค้ ู่กนั เชน่ แม่ – ลูก สตั ว์ - อาหาร
1.4 การจบั คสู่ ิ่งท่ีมคี วามสำคัญแบบตรงกันข้ามกนั เชน่ คนอว้ น - คนผอม
1.5 การจบั คู่ภาพสว่ นเตม็ กบั ส่วนยอ่ ย
1.6 การจบั คูภ่ าพเต็มกับชิ้นส่วนที่หายไป
1.7 จับคภู่ าพที่สอนกัน
1.8 จับคู่ภาพทีเ่ ปน็ ส่วนตัดกับภาพใหญ่
1.9 การจับคู่สที ีเ่ หมือนกันกับสที ต่ี า่ งกัน
1.1.0 การจับคู่ภาพทีม่ เี สียงสระเหมือนกนั เช่น กา – นา ปู - งู
1.11 การจบั ค่ภู าพท่ีมเี สยี งพยัญชนะต้นเหมือน กัน เชน่ นก – หนู กุ้ง - ไก่
1.12 การจบั คู่แบบอปุ มาอปุ ไมย
1.13การจบั คูแ่ บบอนุกรม
2.เกมภาพตัดต่อ เป็นเกมฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพ รอยตัดต่อของภาพ
ท่เี หมือนกัน หรือ ต่างกัน ในเรอ่ื งของ สี รูปร่าง ขนาด ลวดลาย เกมประเภทนี้ มีจำนวนชนิ้ ของภาพ
ตัดต่อต้ังแต่ 5 ชิ้นข้ึนไป ซึ่งข้ึนอยู่กับความยากง่ายของภาพชุดน้ัน เช่น หากสีของภาพไม่มี
ความแตกตา่ งกันจะทำใหย้ ากแกเ่ ดก็ ยิ่งข้นึ

34

3. เกมวางภาพตัดต่อปลาย (โดมิโน่) เกมเครื่องฝึกการสังเกต การคิดคำนวณ
เป็นเหตุ เป็นผล เกมประเภทนี้มีหลากหลายชนิด ประกอบด้วยช้ินส่วน เป็นรูปสี่เหลี่ยม
หรือ รูปส่ีเหล่ียมตั้งแต่ 9 ชิ้นขึ้นไป ในแต่ละด้านจะมี ภาพ จำนวน ตัวเลข จุด ให้เด็กเลือกต่อกัน
ในรูปท่ีเหมอื นกันแลว้ แต่ละด้านไปเรือ่ ย ๆ

4. เกมเรียงลำดับ เป็นเกมฝึกทักษะการจำแนก การคาดคะเน เกมประเภทนี้มี
ลักษณะเปน็ ภาพสิง่ ของของเร่อื งราวเหตุการณต์ ้งั แต3่ ภาพขน้ึ ไปแบ่งเปน็

4.1 การเรียงลำดบั ภาพ และเหตุการณ์ต่อเนอ่ื ง
4.2 การเรียงลำดับขนาด ความยาว ปริมาณ ปริมาตร จำนวน เช่น
ใหญ่ – เล็ก สน้ั – ยาว หนัก -เบา มาก - น้อย
5. เกมจัดหมวดหมู่ เพ่ือฝึกทักษะการสังเกต การจัดแยกประเภท เกมประเภทน้ีมี
ลักษณะเป็นแผ่นภาพ หรือ ของจริงประเภทส่ิงของต่าง ๆ เป็นเกมท่ีให้เด็กนำภาพมาจัดเป็นพวก ๆ
ตามความคดิ ของเด็ก
6. เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกบั สญั ลักษณ์ เกมน้ีจะช่วยให้เดก็ ก่อนท่ีจะอ่าน
หนังสอื ให้เดก็ คนุ้ เคยกับสัญลกั ษณ์ทมี่ ภี าพกับคำ หรอื ตวั เลขแสดงจำนวนกำหนดให้ตัง้ แต่ 3 ค่ขู ึน้ ไป
7. เกมหาภาพท่ีมีความสำพันธ์ลำดบั ที่กำหนด ฝกึ การสังเกตลำดับท่ี ถ้าเก็บตน้ แบบ
จะฝึกเรื่องความจำ เกมประเภทนี้ภาพต่าง ๆ 5 ภาพ เป็นแบบให้เด็กสังเกตลำดับ ภาพส่วนท่ีเป็น
คำถามจะมีภาพกำหนดให้ 2 ภาพ ให้เด็กหาภาพที่ 3 ที่เป็นคำตอบ ที่จะทำให้ภาพท้ัง 3 เรียงลำดับ
ถูกตอ้ งตามตน้ แบบ
8. เกมสังเกตรายละเอียดของภาพ (ลอตโต) ฝึกการสังเกตรายละเอียดของภาพ
เกมจะประกอบไปด้วยภาพแผ่นหลัก 1 ภาพ และชิ้นส่วนท่ีมีภาพส่วนย่อยสำหรับเทียบกับภาพแผ่น
หลักอีกจำนวนหน่ึง ต้ังแต่ถึง 4 ช้ินขึ้นไป ให้เด็กเลือกภาพชิ้นส่วนเฉพาะท่ีมีอยู่ในภาพหลัก หรือ
ภายใต้เง่อื นไขท่กี ำหนดใหเ้ ก่ียวกบั ภาพหลกั
9. เกมหาความสัมพันธ์แบบอุปมาอุปไมย เกมนี้ประกอบไปด้วยช้ินส่วนแผ่นยาว
จำนวน 2 ชิ้น ต่อกันด้วยผ้า หรือ วัสดุอ่ืน ชิ้นส่วนตอนแรก มีภาพ 2 ภาพ ที่มีความสัมพันธ์ หรือ
เก่ียวขอ้ งอย่างใดอย่างหน่ึง ชน้ิ ส่วนท่ีสอง มีภาพ 1 ภาพ เป็นภาพท่ี 3 ท่ีมขี นาด ½ ของช้ินส่วนทำให้
เด็กหาภาพท่ีเหลอื ซึ่งเม่ือจับคู่กับภาพที่ 3 แล้วจะมคี วามสัมพันธท์ ำนองเดียวกับภาพคู่แรก ตัวเลือก
เป็นภาพขนาดเท่ากบั ภาพท่ี 3 สาระของเกมอาจจะเป็นเรอ่ื งของรูปร่างจำนวน

35

10. เกมพื้นฐานการบวก เป็นการฝึกให้มคี วามคิดรวบยอด เกยี่ วกับการรวมกัน หรือ
การบวก โดยเกมแต่ละเกม จะประกอบไปด้วยภาพหลัก 1 ภาพท่ีแสดงจำนวนต่าง ๆ และจะมี
ภาพช้ินส่วนต้ังแต่ 2 ภาพข้ึนไป ภาพชิ้นส่วนท่ีมีขนาด ½ ของภาพหลัก ให้เด็กหาภาพช้ินส่วน
2 ภาพท่ีรวมกนั แล้วมีจำนวนเทา่ กบั ภาพหลักแล้วนำมาวางเทยี บเคยี งกบั ภาพหลัก

11. เกมจับคู่ตารางสัญลักษณ์ เป็นภาพการฝึกคิด การสังเกต และฝึกการ
คิดเชื่อมโยงความสัมพันธ์ ประกอบด้วยช่องขนาดเท่ากัน และมีบัตรเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับช่องตาราง
เพื่อเลน่ เข้าชุดกัน โดยมีบัตรท่ีกำหนดไว้เป็นตัวนำวางไว้ข้างบนของแต่ละช่อง โดยการเล่นอาจจับคู่
ภาพท่มี สี ่วนประกอบของภาพพี่อยขู่ า้ งบนกบั ภาพทอ่ี ยู่ดา้ นขา้ งกไ็ ด้

สำนกั นันทนาการ กรมพลศึกษา (2557: 25) ได้กลา่ วถึงประเภทของเกมไว้ ดงั น้ี
1. เกมฝึกทักษะทางร่างกาย (Physical Game) หมายถึง เกมพลศึกษา หรือ เกม

ทไ่ี ด้เคลือ่ นไหวร่างกาย เช่น บรหิ ารกาย ฝึกตามคำสั่ง เกมทำตามผู้นำ เป็นต้น ซ่ึงท่าทางที่ใช้กับเด็ก
ควรเป็นทา่ ท่ที ำงา่ ยไมส่ ลบั ชบั ซ้อน

2. เกมฝึกการกระทำ (Manipulation) หมายถึง เกมพัฒนาทักษะการเคล่ือนไหว
ต่าง ๆ ของเด็ก เพ่ือสร้างความสัมพันธ์ของกล้าม เนื้อ และสายตา เพ่ือให้เกิดความจำ
และความคล่องแคล่ววอ่ งไว

3. เกมพัฒนาความรู้ (Cognitive Game) หมายถึง เกมท่ีมุ่งพัฒนาให้เด็กมีความรู้
รู้จักคิด และเป็นการเสริมทักษะให้เด็กสามารถใช้ความคิดหาเหตุผลในการเล่นเกมของตนเอง
สามารถอธิบายหาเหตุผลได้ ซึ่งเกมชนิดนี้จะทำให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ต่อการเรียนรู้
ได้อย่างชัดเจน

4. เกมฝึกทักษะทางภาษา (Language Game) หมายถึง เกมที่เด็กต้องอาศัย
ความคิดการรับฟัง การฝึกความจำ และการใช้คำพูด การเล่นเกมทางภาษานี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็ก
เกิดทักษะในการฟัง มีความจำ และสามารถเดา หรือ คาดคะเนได้ ซ่ึงจะเป็นการส่งเสริมสติปัญญา
ของเด็กใหม้ ีความเฉลียวฉลาดมากข้นึ

5. เกมทายบัตร (Card Game) หมายถึง เกมที่มุ่งเสริม และฝึกให้เด็กมีสมาธิ
ฝกึ ฝนสมาธิ ฝึกฝนความจำ สามารถพิจารณารูจ้ ักแยกแยะ และรู้จักการใช้เหตผุ ล

6. เกมพิเศษอ่ืน (Special Game) เกมท่ีเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นเป็นครั้งคราว
เป็นการฝึกใหเ้ ด็กมีความรับผดิ ชอบ รจู้ ักการร่วมมือรว่ มใจกัน ซงึ่ การเล่นเปน็ หม่หู รอื กลุ่มใหญก่ ็ได้

36

7. เกมเล่นเป็นนิยาย หรือ นทิ าน ไดแ้ ก่ การเล่นตามเรื่องราวของนยิ าย หรอื นิทาน
โดยให้เด็กแสดงกิริยา หรือท่าทางตามเนื้อเร่อื งของนิยาย หรือ นิทาน ผู้เล่นอาจจะแสดงท่าทางของ
คน หรือ สตั วก์ ไ็ ด้ เกมเล่นเปน็ นทิ านคนตดั ไม้กับเทพารักษเ์ ปน็ ต้น

8. เกมเลียนแบบ ได้แก่ การเล่นท่ีใช้เลียนแบบท่าทางต่าง ๆ ของคน หรือ สัตว์
หรอื เลียนแบบเสียงกไ็ ด้ เช่น ใหเ้ ดก็ ทำทา่ เดินเป็ด และร้องเหมอื นเปด็ รอ้ งแบบตัวผู้ และตัวเมีย

9. เกมเบ็ดเตล็ด ได้แก่ การเล่นท่ีมุ่งเสริมสร้างทักษะการเคล่ือนไหวของกล้ามเนื้อ
มี กฎ กติกา ระเบียบการเล่นน้อย ไม่ยุกยาก สลับซับซ้อน ไม่ต้องใช้สถานท่ีที่กว้างขวาง หรือ
ตอ้ งมีอุปกรณ์ใหญ่จำนวนมาก และใช้เวลาสั้น แต่ก่อให้เกิดความสนุกสนาน สร้างความขบขันให้แก่
ผ้เู ลน่ เกมประเภทนไี้ ด้แก่ มอญซอ่ นผ้า ปดิ ตาตหี มอ้ เป็นต้น

10. เกมนำ ได้แก่ การเล่นที่มุ่งสร้างทักษะให้กับผู้เล่น เพ่ือสามารถนำไปใช้ในกีฬา
ทต่ี อ้ งการทักษะประเภทนัน้ ๆ เกมประเภทนีย้ ังมุง่ สง่ เสรมิ ให้ผเู้ ลน่ มีความสนใจในการเล่นกีฬาอกี ด้วย
เกมประเภทน้ีไดแ้ ก่ เกมลิงชงิ บอล เกมขวา้ งไกล เป็นต้น

11. เกมประกอบเพลง ได้แก่ การเล่นที่มีดนตรีประกอบไปดว้ ย อาจมีการร้องเพลง
และทำท่าทางตามเน้ือเพลงไปด้วยก็ดี

สุภาวิณี ลายบัว (2559: 28) ได้จำแนกประเภทของเกมไว้ ดังน้ี เกม มีหลากหลายประเภท
แต่ละประเภทนั้นจะพัฒนาให้เด็กฝึกสังเกต และการคิดอย่างมีเหตุผล เป็นการพัฒนาในด้าน
สติปญั ญา ช่วยในการพัฒนาเดก็ และสนองตอ่ ความต้องการธรรมชาตขิ องเด็กปฐมวยั

ทิศนา แขมมณี (2560: 44) ไดจ้ ำแนกประเภทของเกมไว้ ดงั น้ี
1. เกมแบบไม่มีการแข่งขัน เช่น เกมการส่อื สาร เกมการตอบคำถาม
2. เกมแบบแข่งขัน มีผู้แพ้ ผู้ชนะ เกมส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ เพราะการแข่งขัน

ช่วยให้การเล่น เพิ่มความสนุกสนานมากข้ึน
3. เกมจำลองสถานการณ์ (simulation game) เป็นเกมที่จำลองความเป็นจริง

สถานการณ์จริง ซึ่งผู้เล่นจะต้องตัดสินใจจากข้อมูลที่มี และได้รับผลของการตัดสินใจ เหมือนกับท่ีควร
จะไดร้ ับในความเปน็ จริง

ธญั พร ผุยบวั ค้อ (2562: 48) ไดก้ ล่าวถึงประเภทของเกมไว้ ดังนี้ เกมเปน็ สื่อการเรียนรู้ท่ีเปิด
โอกาสให้เด็กมีอิสระในการเล่นผ่านกระบวนการคิด สังเกต ใช้เหตุผล และสนทนาซักถามระหว่าง
เพ่อื น และครู การนำเกม แตล่ ะประเภท ไปใช้จัดกรรมใหก้ บั เด็ก ต้องคำนึงถึงวตั ถุประสงค์ในการเล่น
วธิ ีการเล่น กตกิ าการเล่น ทสี่ ำคัญคือตอ้ งมคี วามเหมาะสมกบั วัย และพัฒนาการของเด็ก

37

ปิยะดา กาญจนสกุล (2562: 14) ได้กล่าวถึงประเภทของเกมไว้ ดังน้ี ประเภทของเกม
มีเกมที่สามารถเล่นได้ต้ังแต่ 1 คนข้ึนไป มีลักษณะการเล่นเกมท่ีแตกต่างกันออกไป ให้เด็กได้
เพลิดเพลนิ รู้สึกสนุกสนาน และได้เป็นการทบทวนบทเรียนไปในตัวดว้ ย การเลือกเกมจะต้องเลือกให้
เหมาะกับจุดประสงค์ทตี่ ้องการ โดยเกม แตล่ ะชนิดจะมีการเล่นท่เี หมอื นกัน หรือ แตกต่างกันออกไป
โดยมีประโยชน์ท่ีคล้ายกันคือช่วยส่งเสริมทักษะด้านการคิด ด้านร่างกาย ด้านสังคม ด้านอารมณ์
และสติปญั ญา

จากประเภทของเกมตามที่กล่าวมาสรปุ ไดว้ ่า เกมมีหลากหลายลักษณะ สามารถแบง่ ได้หลาย
ประเภท จำแนกตามวตั ถุประสงค์ของการเล่น จำนวนผู้เล่น และลักษณะการเลน่ รูปแบบวิธีการเล่น
แบ่งตามสถานท่ี หรืออุปกรณ์ที่ใช้เล่น โดยทุกเกมจะฝึกทักษะไหวพริบ ความคิด ความสามารถ
การเล่นเกม มีการใช้ทักษะงา่ ย ๆ มกี ฎ กติกาที่ไม่ยุง่ ยากซับซอ้ น ผจู้ ดั กิจกรรมโดยใช้เกมต้องคำนึงถึง
พฒั นาการของเดก็ และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เพอื่ ทจ่ี ะบรรลุตามจดุ มงุ่ หมายตามท่ตี ้องการ

3.4 ประโยชน์ของเกม
นักการศกึ ษาไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชน์ของเกมไว้ ดงั นี้

อัจฉรา ชีวพันธ์ (2533: 3 อ้างถึงใน พรพิมล ช่วยชูวงศ์, 2555: 32) ได้กล่าวถึงประโยชน์

ของเกมไว้ว่า
1. ชว่ ยใหเ้ กดิ พัฒนาการทางด้านความคิดให้กบั นักเรยี น
2. ชว่ ยสง่ เสริมทักษะการใช้ภาษา ดา้ นการฟงั การพูด การอ่าน และการเขยี น
3. ชว่ ยในการฝกึ ทกั ษะทางภาษา และทบทวนเน้ือหาวิชาตา่ ง ๆ
4. ชว่ ยปดิ โอกาสใหน้ กั เรียนได้แสดออก ซึง่ ความสามารถทม่ี ีอยู่
5. ช่วยประเมนิ ผลการเรียน และการสอน
6. ชว่ ยให้นกั เรียนเกิดความเพลิดเพลนิ และผ่อนคลายความตงึ เครียดในการเรียน
7. ชว่ ยจงู ใจ และเรา้ ความสนใจของนักเรยี น
8. ช่วยสง่ เสริมใหน้ ักเรียนมีความสามคั คี รูจ้ ักความเอือ้ เฟ้อื ช่วยเหลอื กัน
9. ชว่ ยฝกึ ความรับผดิ ชอบ และฝกึ ให้นักเรียนร้จู ักกรปฏบิ ตั ิตามระเบยี บกฎเกณฑ์
10.ชว่ ยให้ครูได้เห็นพฤติกรรมของนกั เรยี นได้ชัดเจนยง่ิ ขึ้น
11.ใช้เปน็ กิจกรมขั้นนำเข้าสบู่ ทเรียน เสริมบทเรยี น และสรุปบทเรียน

38

สมใจ ศรีสินรุ่งเรือง (2535: 9 อ้างถึงใน อรณี นพวรรณ, 2558: 33 - 34 ) ได้กล่าวถึง
ประโยชน์ของเกมไว้ว่า

1. ด้านร่างกาย การเล่นเกม จะช่วยสนองความต้องการของร่างกายตามหลัก
สรีวทิ ยา สามารถควบคุมบุคลภิ าพการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างดี ไปตามความต้องการของ
ผู้เลน่ ซึ่งเป็นการแสดงออกทางสรีวิทยาอย่างกว้างขวาง และถกู ต้องหมาะสม นับว่าเป็นการสง่ เสริม
ทกั ษะขัน้ พื้นฐาน

2. ด้านอารมณ์ เกมจะช่วยพัฒนอารมณ์ของผู้เล่น ให้รู้จักยับย้ังช่ังใจ มีใจคอ
หนักแน่น เด็ดขาด สุขุมรอบคอบ และกล้าตัดสินใจ ทั้งช่วยให้ผู้เล่นได้รับความสนุกสนาน
และเพลดิ เพลิน

3. ด้านสังคม เกมจะช่วยส่งเสริมความสามัคคีในหมู่คณะ รู้จักช่วยเหลือ
เอื้อเฟอื้ เผ่ือแผ่ สามารถปฏบิ ัติตามระเบยี บกฎเกณฑ์ของสังคม จะชว่ ยให้ปรบั ตวั เข้ากับบุคคลในสงั คม
สง่ เสรมิ ความมนี ้ำใจเป็นนักกฬี า รูแ้ พ้ รชู้ นะอภยั และสง่ เสรคิ ุณลกั ษณะของผ้นู ำ และผู้ตามที่ดี

4. ด้านสติปัญญา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีเจคติท่ีดีช่วยให้มีความรู้ และทักษะต่าง ๆ
ตามเนื้อหาของเกม รู้จักบูรณการความรู้ และทักษะหลายด้านเข้าด้วยกัน อนั จะก่อให้เกิดการเรียนรู้
จดจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้รวดเร็ว แม่นยำ และเก็บไว้ในความทรงจำได้นาน ท้ังยังส่งเสริมการพัฒนา
ความคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ และฝึกใหม้ ไี หวพรบิ ทด่ี ี

ปณิดา แกว้ กลั ยา (2560: 30) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไวว้ ่า ประโยชนข์ องเกม หมายถึง
เกมเป็นสื่อท่ีช่วยส่งเสริม และพัฒนาการเรียนรู้เป็นอย่างดี และตอบสนองความต้องการของเด็กใน
หลาย ๆ ด้าน เป็นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อม รวมทั้งเป็นพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ และภาษา
เด็กได้รู้จักการสังเกต การจำแนก การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การแก้ปัญหา เพ่ือให้เกิดความ
พรอ้ มทางการเรยี นในระดับชนั้ ตอ่ ไปอย่างมีประสิทธิภาพ

39

ณัฐญา นันทราช (2563: 51) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของเกมไวว้ ่า เกมเป็นกจิ กรรมที่เนน้ การเล่น
มีสื่อการเรียน การสอนที่หลากหลาย โดยมีครู และ กติกา ท่ีช่วยพัฒนาความคิด เป็นพ้ืนฐานสำคัญ
ของการเตรียมความพร้อมสำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อฝึกการสังเกต เปรียบเทียบ การคิด ให้เกิดการ
เรียนรู้ด้วยความสนกุ สนาน สามารถเล่นคนเดียว หรือเล่นเป็นกลมุ่ และมีกระบวนการเล่น ท่ีช่วยฝึก
ทักษะความพร้อมท้ัง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เพื่อตอบสนอง
ความต้องการตามวัยของผู้เรียน ผู้เล่นได้ใช้ประสาทสัมผัส และกล้ามเน้ือมือในการเล่น และการ
พฒั นาทักษะการคิดพ้ืนฐาน ในการหาคำตอบ และตรวจสอบผลลัพธ์ดว้ ยตนเอง เป็นเคร่ืองมอื ในการ
จงู ใจให้เกิดการเรยี นรู้ มีความรู้ความเข้าใจมากข้ึน โดยลองผดิ ลองถกู ได้สงั เกต จะเป็นสิ่งท่ีช่วยให้
เดก็ ค่อย ๆ เกิดความเข้าใจตนเอง และผ้อู ่ืน รู้จักค้นหาเหตุผล และการตัดสินใจ และยังมีสว่ นช่วยใน
การพฒั นาทักษะการคิดด้านต่าง ๆ ของผ้เู รยี นอกี ดว้ ย

น้ำเพ็ชร กระแจเหิน (2563: 25) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า เกมเป็นสื่อที่ช่วยให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ตอบสนองความต้องการของเด็ก หลาย ๆ ด้าน เกมเป็นส่ิงท่ีช่วยเป็น
พื้นฐานในการเตรียมความพร้อมทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะอย่างย่ิงเมื่อ เด็กได้เล่นเกม เด็กได้รู้จักการ
สังเกต การจำแนก การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การเช่ือมโยง ฝึกการรับรู้ ซ่ึงทักษะเหล่าน้ี
เป็นทักษะพ้ืนฐานในการคิด ขณะที่เด็กเล่นเกมได้มาก เด็กก็จะได้ฝึกคิดมาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็น
พ้ืนฐานในการทำงานของเด็ก ในอนาคต และเมื่อเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่
ทีม่ ีคณุ ภาพ

ปพิชญา วชิ าสิทธ์ิ (2564: 18) ไดก้ ล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเกม
เป็นกิจกรรมที่สร้างความสนใจ และสนุกสนานให้แก่นักเรียน มีกฎเกณฑ์ กติกา ส่งเสริมให้นักเรยี น
เกิดการเรียนรู้ เข้าใจ และจดจำบทเรียนได้ง่าย เขา้ ใจ และพัฒนาทักษะต่าง ๆ ของนักเรียนได้อย่าง
รวดเร็ว อกี ท้ังยงั ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนไดร้ ูจ้ กั ทำงานร่วมกัน มกี ระบวนการในการทำงานและอยู่ร่วมกนั

อัชราภรณ์ ฟักปลั่ง (2564: 45) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเกมไว้ว่า เกมเป็นสื่อการเรียน
การสอน ทีส่ ง่ เสริม และฝึกภาษาให้เดก็ เกดิ ความรู้ ความเขา้ ใจ กระจ่างในเน้ือหา เป็นวิธกี ารท่ผี ู้เรยี น
ชอบ เพราะเพลิดเพลิน ไม่น่าเบื่อ ทำให้ผู้เรียนเกิดเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ ส่งเสริมพฤติกรรมทาง
ดา้ นสังคม การช่วยเหลอื การแบ่งปนั และสร้างความสัมพนั ธ์ที่ดีกับครู และผู้เรียน

40

จากประโยชน์ของเกมท่ีกล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า เกมมีประโยชน์หลายด้าน เกมชว่ ยให้เด็ก
สนใจในการเรียนรู้ เกมสามารถช่วยทำให้เด็กได้ผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด ช่วยให้สนุกสนาน
เพลิดเพลิน และได้ฝึกการคิดวิเคราะห์ คิดเชิงเหตุผล แก้ไขปัญ หา ตัดสินใจด้วยตนเอง
เกมมีความสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กท้ัง 4 ด้านโดยเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญา
และการเล่นเกม เป็นพื้นฐานในการเตรยี มความพรอ้ มทางการเรียนรู้ของเด็กให้อยา่ งมีประสิทธิภาพ
สามารถปรับตัวใหเ้ ข้ากบั สงั คมและส่ิงแวดลอ้ มได้ดี

4. หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พ.ศ. 2560

กระทรวงศึกษาธิการ (2560: 2 - 42) กล่าวไว้วา่ การประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
เป็นการวางแผนการเรียนการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน
ประกอบด้วยความหมาย องค์ประกอบของหลักสูตร แนวคิดหลักในการวางแผนพัฒนาหลักสูตร
ดังมีรายละเอยี ดดงั นี้

1. ปรชั ญาการศึกษาปฐมวยั
ได้กำหนดปรัชญาการศึกษาไว้ดังน้ี การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กต้ังแต่แรก
เกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดู และการส่งเสริมกระบวน
การเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติ และพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้
บรบิ ทสังคม และวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน
เพื่อสร้างรากฐาน คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง
ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
2. วสิ ัยทัศน์การศึกษาปฐมวัย
ได้กำหนดวิสัยทัศน์ไว้ดังนี้ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับ
การพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอยา่ งมคี ุณภาพ และต่อเน่ือง ไดร้ บั การจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมีความสุข และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และสำนึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่าง
สถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทกุ ฝา่ ยทีเ่ กีย่ วขอ้ งกบั การพฒั นาเดก็

41

3. หลกั การจัดการศกึ ษาปฐมวัย
ได้กำหนดหลักการไว้ดังนี้ เด็กทุกคนมีสิทธิท่ีจะได้รับการอบรมเล้ียงดูและส่งเสริม
พัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ตลอดจนได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่าง
เหมาะสม ด้วยปฏิสัมพนั ธท์ ่ีดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เดก็ กับผู้เลี้ยงดูหรือผู้ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับ
การอบรมเล้ียงดู การพัฒนา และให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพ่ือให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเอง
ตามลำดับขน้ั ของพัฒนาการทุกด้านอย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพ โดยกำหนด
หลักการดงั นี้

3.1 ส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้พัฒนาการทคี่ รอบคลุมเด็กปฐมวัยทกุ คน
3.2 ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดู และให้การศึกษาท่ีเน้นเด็กเป็นสำคัญ
โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็ก ตามบริบทของชุมชน สังคม
และวฒั นธรรมไทย
3.3 ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่าง
มีความหมาย และมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้ลงมือกระทำในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
เหมาะสมกบั วัย และมีการพกั ผอ่ นเพียงพอ
3.4 จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตน
ตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินยั และมีความสุข
3.5 สร้างความรู้ ความเข้าใจ และประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก
ระหวา่ งสถานศกึ ษากบั พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายท่เี กี่ยวข้องกับการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
4. จุดหมายการศึกษาปฐมวัย
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ
และมีความพร้อมในการเรียนรู้ต่อไป จึงกำหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็ก เมื่อจบการศึกษา
ระดับปฐมวยั ดังนี้
4.1 รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวยั แขง็ แรง และมสี ขุ นิสยั ทด่ี ี
4.2 มีสขุ ภาพจติ มีสุนทรียภาพ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และจิตใจท่ีดงี าม
4.3 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มวี ินัย และอยรู่ ่วมกับผู้อืน่ ได้อยา่ งมีความสุข
4.4 มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาค วามรู้
ได้เหมาะสมกับวัย

42

5. โครงสรา้ งการศึกษาหลักสูตรปฐมวัย
เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จุดหมายที่กำหนดไว้ให้สถานศึกษา
และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมเล้ียงดูเด็ก ปฏิบัติ ในการจัดหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยจึงกำหนด
โครงสรา้ งของหลักสตู รการศึกษาปฐมวยั ดงั น้ี

5.1 การจัดเวลาเรยี น
5.2 สาระการเรียนรู้ ประกอบดว้ ยประสบการณ์สำคัญ สาระที่ควรเรยี นรู้
6. การจดั ประสบการณส์ ำหรับเด็กปฐมวยั
การจัดประสบการณ์สำหรบั เดก็ ปฐมวัยอายุ 3 - 6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะ
บูรณการผ่านการเล่น การลงมือกระทำจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ
คุณธรรม จริยธรรม รวมท้ังเกิดการพัฒนาท้ังทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา
ไม่จัดเปน็ รายวิชา โดมีหลักการ และแนวทางการจดั ประสบการณด์ ังน้ี
6.1 หลกั การจัดประสบการณ์

6.1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลาย
เพ่อื พัฒนาเดก็ โดยองคร์ วมอยา่ งสมดลุ และตอ่ เน่อื ง

6.1.2 เน้นเด็กเป็นสำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ
ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล และบริบทของสังคมทีเ่ ด็กอาศยั อยู่

6 .1 .3 จั ด ให้ เด็ ก ได้ รับ ก าร พั ฒ น า โด ย ให้ ค ว าม ส ำคั ญ
กบั กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก

6.1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เปน็ กระบวนการอย่างต่อเนอื่ ง
และเป็นส่วนหน่ึงของการจัดประสบการณ์ พร้อมทง้ั นำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างตอ่ เนื่อง

6.1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายท่ีเก่ียวข้อง
มีสว่ นร่วมในการพัฒนาเดก็

6.2 แนวทางการจดั ประสบการณ์
6.2.1 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ

และการทำงานของสมองท่ีเหมาะสมกับวัย อายุ วุฒิภาวะ และระดับพัฒนาการ เพ่ือให้เด็กทุกคน
ได้พฒั นาเต็มตามศกั ยภาพ

6.2.2 จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก
เด็กได้ลงมือกระทำ เรยี นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้เคลื่อนไหว สำรวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง
และคดิ แกป้ ญั หาด้วยตนเอง

6.2.3 จัดประสบการณ์แบบบูรณการ โดยบูรณการท้ังกิจกรรม
ทักษะ และสาระการเรียนรู้

43

6.2.4 จัดประสบการณ์ให้เด็กได้ริเร่ิมคิด วางแผน ตัดสินใจลงมือ
กระทำ และนำเสนอความคิด โดยผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวก
และเรียนรรู้ ว่ มกบั เด็ก

6.2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น กับผู้ใหญ่
ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอ้อื ต่อการเรียนรใู้ นบรรยากาศทอ่ี บอุ่นมีความสุข และเรียนรู้การทำกจิ กรรม
แบบรว่ มมอื ในลกั ษณะต่าง ๆ กัน

6.2.6 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ และแหล่งการ
เรยี นรู้ทหี่ ลากหลาย อยใู่ นวิถีชีวิตของเด็ก สอดคลอ้ งกับบรบิ ท สังคม และวัฒนธรรมทีแ่ วดล้อมเดก็

6.2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสรมิ ลกั ษณะนสิ ัยท่ีดแี ละทักษะการใช้
ชีวิตประจำวัน ตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรม
จรยิ ธรรม และการมีวินัยใหเ้ ป็นสว่ นหน่ึงของการจดั ประสบการณ์การเรียนรอู้ ย่างต่อเนื่อง

6.2.8 จัดประสบการณ์ทั้งในลักษณะที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า
และแผนทีเ่ กิดขน้ึ ในสภาพจรงิ โดยไมค่ าดการณ์ไว้

6.2.9 จัดทำสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับการพัฒนา
และการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล นำมาไตร่ตรอง และใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเด็ก
และการวจิ ยั ในช้ันเรยี น

6.2.10 จดั ประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วน
รว่ มทงั้ การวางแผน การสนับสนุนสอื่ แหลง่ เรียนรู้ การเขา้ ร่วมกจิ กรรม และการประเมินพฒั นาการ

6.3 การจดั กจิ กรรมประจำวนั
กิจกรรมสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปีบริบูรณ์ สามารถนำมาจัดเป็นกิจกรรม
ประจำวันได้หลายรูปแบบ เป็นการช่วยให้ผู้สอน หรือ ผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทำ
กิจกรรมอะไร เม่ือใด และอย่างไร ทัง้ นก้ี ารจัดกจิ กรรมประจำวนั สามารถจดั ได้หลายรูปแบบข้ึนอยกู่ ับ
ความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ท่สี ำคัญผูส้ อนต้องคำนงึ ถึงการจัด
กิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน การจัดกิจกรรมประจำวันมีหลักการจัดและขอบข่ายของ
กจิ กรรมประจำวัน ดังน้ี

6.3.1 หลกั การจัดกิจกรรมประจำวนั
6.3.1.1 กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละ

กจิ กรรมใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของเดก็ แต่ละวัน แต่ยดื หยุ่นไดต้ ามความตอ้ งการ และความสนใจของเดก็
6.3.1.2 กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็ก

และกลุ่มใหญ่

44

6.3.1.3 กจิ กรรมทเ่ี ดก็ มอี ิสระเลือกเลน่ เสรี
6.3.1.4 กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรม
ในห้อง และนอกห้อง
6.3.2 ขอบข่ายของกิจกรรรมประจำวัน การเลือกกิจกรรมท่ี
จะนำมาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งน้ีข้ึนอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของ
แต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลมุ พัฒนาการ
ทุกด้าน ดังตอ่ ไปน้ี
6.3.2.1 การพัฒนากล้ามเน้ือใหญ่ เป็นการพัฒ นา
ความแข็งแรง การทรงตัว การยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และจังหวะ
การเคล่ือนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่อง
เลน่ สนาม ปีนป่ายเลน่ อสิ ระ เคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี
6.3.2.2 การพัฒนากลา้ มเนอ้ื เล็ก เปน็ การพัฒนาความ
แข็งแรงของกล้ามเน้ือเล็ก กล้ามเนื้อมือ - นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือ และ
ระบบประสาทตา มือไดอ้ ย่างคลอ่ งแคล่ว และประสานสัมพนั ธ์กัน โดยจัดกิจกรรมใหเ้ ด็กไดเ้ ล่นเคร่ือง
เล่นสัมผัส เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้อุปกรณ์
ศลิ ปะ เช่น สเี ทียน กรรไกร พ่กู ัน ดินเหนียว ฯลฯ
6.3.2.3 การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม
จริยธรรม เป็นการปลูกฝังให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อม่ัน กล้าแสดงออก
มีวินัย รับผิดชอบ ซ่ือสัตย์ ประหยัด เมตตากรุณา เอื้อเฟ้ือ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตาม
วฒั นธรรมไทยและศาสนาท่นี ับถอื โดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเลน่ ใหเ้ ด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก
ไดร้ บั การตอบสนองตามความตอ้ งการ ได้ฝกึ ปฏิบตั โิ ดยสอดแทรกคณุ ธรรม จรยิ ธรรมอยา่ งต่อเนื่อง
6.3.2.4 การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็ก
มีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออกอย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเอง
ในการทำกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเอง และผู้อ่ืน
โดยรวมท้ังระมัดระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ
รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย เล่น และทำงานร่วมกับผู้อื่น
ปฏิบตั ติ ามกฎกติกาขอ้ ตกลงของส่วนรวม เกบ็ ของเข้าท่เี ม่อื เล่นหรือทำงานเสรจ็

45

6.3.2.5 การพัฒนาการคดิ เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความ
สามารถในการคิดแก้ปัญหา ความคิดรวบยอด และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์
โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้สนทนา อภิปราย แลกเปล่ียนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก
ศึกษานอกสถานที่ เล่นเกมการศึกษา ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน ฝึกการออกแบบ
และสร้างชนิ้ งาน และทำกจิ กรรมทงั้ เป็นกล่มุ ย่อย กล่มุ ใหญ่ และรายบคุ คล

6.3.2.6 การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษา
ส่อื สารถ่ายทอดความรูส้ ึกนึกคิด ความรู้ความเข้าใจในส่ิงต่าง ๆ ท่ีเด็กมีประสบการณ์ โดยสามารถตั้ง
คำถามในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ
เรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน เขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคล
แวดล้อมต้องเป็นแบบอย่างท่ีดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาท่ี
เหมาะสมกบั เด็กเปน็ สำคัญ

6.3.2.7 การสง่ เสรมิ จินตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์
เป็นการสง่ เสริมใหเ้ ด็กมีความคิดรเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์ ได้ถา่ ยทอดอารมณค์ วามรู้สึกและเหน็ ความสวยงาม
ของสงิ่ ตา่ ง ๆ โดยใช้กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ ดนตรี การเคล่ือนไหว และจงั หวะตามจินตนาการ
ประดษิ ฐ์สง่ิ ตา่ ง ๆ อย่างอสิ ระ เลน่ บทบาทสมมติ เล่นนำ้ เล่นทราย เล่นบลอ็ ก เลน่ ก่อสรา้ ง

5. งานวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง

งานวิจัยที่เก่ียวข้องกับความสามารถในการอ่านคำ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม
การเล่านทิ าน งานวจิ ยั ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับเกม มนี ักวิชาการสรุปผลการวิจัยไว้หลายท่าน ดงั น้ี

อรวรรณ โนวิรมั ย์ (2557: 87) ไดท้ ำการศึกษา การพัฒนาแบบฝึกทักษะเตรียมความพร้อม
ด้านการอ่านภาษาไทย โดยการใช้เกมการศึกษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 พบว่า
นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะเตรียมความพร้อมด้านการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียน
ช้ันอนุบาลปที ่ี 2 มีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสูงกวา่ ก่อนการเรียนอยา่ งมีวินยั สำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .01

สุกัญญา มัทธุรี (2558: 94) ได้ทำการศึกษา ผลการใช้นิทานเพ่ือส่งเสริมทักษะพื้นฐาน
ภาษาไทยสำหรบั นกั เรียนชั้นอนบุ าลปีที่ 2 พบว่า เดก็ ปฐมวัยท่ไี ด้รบั การจัดประสบการณก์ ารใช้นิทาน
ส่งเสริมทักษะพ้ืนฐานทางภาษาไทย ได้แก่ การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เด็กปฐมวัยมีทักษะ
หลงั การจัดประสบการณส์ ูงกวา่ ก่อนการจดั ประสบการณ์

อรณี นพวรรณ (2558: 32) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาการจำพยัญชนะไทยคู่คล้าย
ของนักเรียนช้ันอนุบาล 2/2 โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาหรรษา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน
ท่ีได้รับการจัดกิจกรรมเกมการศึกษาหรรษา มีความสามารถในการจำพยัญชนะไทยคู่คล้าย
อยู่ในระดบั พอใช้ถงึ ดี และหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง

46

จีราภรณ์ เข็มม่วง (2559: 33 ) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาความสามารถในอ่านพยัญชนะ
ไทยของนักเรียนชั้นอนุบาลปีท่ี 3/2 โรงเรียนโกวิธธำรง โดยใช้กิจกรรมเกมการศึกษาพาสนุก
พบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการศึกษาภาษาพาสนุก มีความสามารถใน
การอ่านคำ อยู่ในระดับดที ุกคน และนักเรียนความสามารถในการอ่านคำ โดยใชก้ ิจกรรมการเล่นเกม
การศึกษาภาษาพาสนุกหลังการจัดกจิ กรรมสงู กว่าก่อนการจัดกจิ กรรมทกุ คน

บัณฑิตา พ่ึงแก้ว (2559: 32) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ
ของนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โดยใช้นิทานคำซ้ำประกอบเกม พบว่านักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรม
การพัฒนาการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 3/3 โรงเรียนเซนฟรังชีสซาเวียร์คอนแวนต์
โดยใช้นิทานคำซ้ำประกอบเกม มีความสามารถในการอ่านคำอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ และมีคะแนน
ความสามารถในการอ่านคำหลังการทดลองสูงกวา่ กอ่ นการทดลอง

ศิรินทรา ทองคำ (2559: 65) ได้ทำการศึกษา การใช้กิจกรรมการอ่านร่วมกันที่มีต่อ
ความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ของเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ผลการวจิ ัยพบว่า หลังการทดลองระดับ
การอ่านร่วมกันท่ีมีต่อความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ ท่ีได้รับการใช้นิทานการอ่านร่วมกัน
โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับดีทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการอ่านคำท่ีคุ้นเคย ด้านการรู้จักคำศัพท์
ด้านการอ่านคำโดยใช้รูปภาพในการคาดคะเน ด้านการจำแนกความเหมือนของคำศัพท์ และด้าน
การรู้จกั คำทีม่ พี ยญั ชนะตน้ เหมือนกัน มีค่าสูงกวา่ กอ่ นการจัดกจิ กรรมมีนัยสำคัญทางสถิตทิ ี่ระดับ .01

ศุภมาส จิรกอบสกุล (2559: 70) ได้ทำการศึกษา ทักษะทางภาษาด้านการอ่าน และ
การเขียนของนักเรียนชั้นอนุบาล ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกั น พบว่า
หลังการจัดกิจกรรมการอ่านนิทานร่วมกันนักเรียนช้ันอนุบาล มีทักษะด้านการอ่าน และการเขียน
เพมิ่ ข้ึน ดงั น้ี นักเรียนชั้นอนุบาลมีทักษะทางภาษาด้านการอ่านหลังการจดั กจิ กรรมการนิทานรว่ มกัน
สูงข้ึนกว่าก่อนการจัดกิจกรรม การอ่านนิทานร่วมกันคิดเป็นร้อยละ 28 นักเรียนช้ันอนุบาล
มีความสนใจในการอ่านหลงั การจัดกิจกรรมการอา่ นนทิ านรว่ มสูงขึ้นกวา่ ก่อนหลังการจัดกิจกรรมการ
อ่านนิทานรว่ มกนั คดิ เปน็ รอ้ ยละ 44.76

ภาวิดา แป้นห้วย (2560: 23) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาจริยธรรมด้านการพูดของเด็ก
ปฐมวัยโดยใช้นิทานของนักเรยี นชั้นเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ วดั ทองหลาง โดยใช้ส่ือ
นิทาน ในการจัดกิจกรรมการเล่านิทานจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่เรื่อง ขอบคุณ ลูกไม้ขอโทษ และเด็ก
เล้ียงแกะ ผลการวิจัยพบว่า เด็กช้ันเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก วัดทองหลางมีการ
พัฒนาจริยธรรมด้านการพูด อยู่ในระดบั สูงมีพัฒนาการที่ดตี ามขอ้ ตกลงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเน่อื งตลอด 3
สัปดาห์ จากระดับค่ารอ้ ยละ 54.2, 62.4 และ 84.4 ตามลำดับ

47

ทับทิม อ่อนสำอางค์ (2561: 34) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ
ของนักเรียนช้ันอนุบาล 3/2 โรงเรียนมาเรียลัย โดยใช้นิทานคำซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า การใช้นิทาน
คำซ้ำ ช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนช้ันอนุบาล 3/2 โรงเรียนมาเรียลัยได้
อยู่ในระดับดี – ดีมาก และนักเรียนท่ีได้รับการจดั กจิ กรรมนิทานคำซำ้ มีความสามารถในการอ่านคำ
หลงั ทดลองสงู กว่ากอ่ นการทดลองทุกคน

รอฮันนี เจะเลาะ (2561: 45) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาทักษะการฟัง และการพูด
ของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ที่ใช้นิทานประกอบภาพ ผลการวิจัยพบว่า
ทักษะการฟัง และการพูดของเด็กปฐมวัย โดยการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ท่ีใช้นิทาน
ประกอบภาพ มคี ะแนนทดสอบหลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สําคัญทางสถิติทรี่ ะดับ 0.1

บุษยมาส เทียมศักดิ์ (2562: 36) ได้ทำการศึกษา การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ
ของนักเรียนช้ันอนุบาลปีท่ี 3/5โรงเรียนพญาไท โดยใช้กิจกรรมนิทานคำพ้องเสียงประกอบ
เกมซ่อนคำ สรุปผลการวิจัยได้ว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมนิทานคำพ้องเสียงประกอบ
เกมซ่อนคำ มีความสามารถในการอ่านคำอยู่ในระดับดีทกุ คน และความสามารถในการอ่านคำโดยใช้
กิจกรรมนทิ านคำพอ้ งเสยี งประกอบเกมซ่อนคำหลังการจดั กิจกรรมสูงกวา่ กอ่ นการจดั กิจกรรมทุกคน

ปัณฑารีย์ ทองขาว (2562: 244) ได้ทำการศึกษา ความสามารถในการอ่านคำไทย
ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 โรงเรียนวัดอมรินทราราม โดยใช้กิจกรรมการเล่นเกมตะลุยสวน
ชวนกันหาคำ พบว่า นักเรียนช้ันอนุบาลปีท่ี 3/3 โรงเรียนวัดอมรินทราราม โดยใช้กิจกรรมการ
เล่นเกมตะลุยสวนชวนกันหาคำ มีความสามารถในการอ่านคำอยู่ในระดับดีทุกคน และนักเรียน
มีความสามารถในการอา่ นคำ โดยใชก้ จิ กรรมการเล่นเกมตะลยุ สวนชวนกนั หาคำ หลังจากจดั กิจกรรม
สูงกว่าก่อนจัดกจิ กรรมทกุ คน

จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาความสามารถ
ในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทาน
ประกอบเกม จะเห็นได้ว่ามเี นื้อหาท่ีเกยี่ วข้องกับการอ่าน การเล่านิทาน และเกม การพัฒนาการอา่ น
เป็นส่ิงที่จำเป็นท่ีต้องมีพ้ืนฐานทักษะการอ่าน มีการอ่านออกเสียงท่ีถูกต้อง ดังนั้น การส่งเสริม
และการพัฒนาการอ่าน สามารถส่งเสริม และพัฒนาได้ด้วยการจัดกิจกรรมท่ีเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง
เรยี นรู้ผ่านการเล่น และการลงมือกระทำ การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำ โดยกิจกรรมการเล่า
นิทานประกอบเกม เป็นกิจกรรมท่ีเด็กสนใจ ทำให้เด็กเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ช่วยให้เด็ก
ผ่อนคลาย และเร้าความสนใจเด็กได้เป็นอย่างดี ซ่ึงผู้วิจัยได้นำวิธีการพัฒนาความสามารถใน
การอา่ นคำ โดยจัดประสบการณด์ ว้ ยกิจกรรมการเลา่ นิทานประกอบเกมมาใชใ้ นการวิจัยครั้งนี้

48

6. กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความสามารถในการอ่านคำ และกิจกรรมการเล่านิทาน
ประกอบเกม ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียน
ช้ันอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาการพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม และเพ่ือเปรียบเทียบการพัฒนาความสามารถในการอ่าน
คำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร ก่อน และหลังใช้กิจกรรมการเล่านิทาน
ประกอบเกม โดยมีกรอบแนวคดิ ในการวิจัย ดงั นี้

แผนการใช้กิจกรรมการเลา่ นิทานประกอบเกมและแบบ 1. ประสทิ ธิภาพของแผนการ
ประเมินความสามารถในการอ่านคำ ใช้กิจกรรมการเลา่ นทิ าน
ประกอบเกม และแบบประเมนิ
1. นิทานเรื่องมิล่ากระตา่ ยขก้ี ลัว + เกมหาคำตามคำบอก ความสามารถในการอา่ นคำ
2. นิทานเรื่องต้นไมข้ องกระรอก + เกมจับคภู่ าพกับคำ 2. ความสามารถในการอ่านคำ
3. นทิ านเรื่องปลานอ้ ยหลงฝงู + เกมตามลา่ หาคำ
4. นทิ านเรื่องมา้ ลายคกึ คัก + เกมสนกุ คดิ คำซำ้
5. นิทานเรอื่ งสงิ โตผู้พิทักษ์ + เกมหาคำผจญภยั
6. นิทานเรื่องครอบครัวจงิ โจห้ รรษา + เกมเตมิ คำหรรษา
7. นทิ านเร่อื งคณุ ป้าหมีใจดี + เกมเรยี งคำที่ถกู ต้อง
8. นิทานเรอ่ื งผีเส้อื กับดอกไม้ + เกมบงิ โกคำอ่าน
9. นิทานเรื่องเจา้ หมจู อมขี้เกียจ + เกมคำไหนถกู คำไหนผิด
10. นิทานเร่ืองปูนาไปทะเล + เกมบนั ไดงูคำอ่าน
11. นทิ านเรื่องแมวเหมยี วของฉัน + เกมคำไหนนะ ทห่ี ายไป
12. นทิ านเรอ่ื งแมงมมุ นอ้ ยชา่ งฝัน + เกมหาคำตามนิทาน

ภาพท่ี 2.1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย

49

บทท่ี 3

วธิ ีดำเนนิ การวิจยั

การพัฒนาความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
โดยใช้กิจกรรมการเล่านิทานประกอบเกม เป็นการวิจัยเชิงการทดลอง ซึ่งมีวัตถุประสงค์
เพ่ือสร้างและหาคณุ ภาพแผนการใช้กจิ กรรมการเล่านทิ านประกอบเกม เพอื่ พฒั นาการความสามารถ
ใน ก ารอ่ าน ค ำ เพื่ อ สร้างและ ห าคุ ณ ภ าพ แ บ บ ป ร ะ เมิ น คว ามส าม ารถใน ก ารอ่ าน ค ำ
และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำของนักเรยี นชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
โดยใชก้ จิ กรรมการเลา่ นิทานประกอบเกม

1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย
3. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
4. การวเิ คราะห์ขอ้ มูลและการนำเสนอขอ้ มูล

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง

ประชากรท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
ทีก่ ำลงั ศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 23 คน

กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ี คือนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนอนุบาลฤชากร
ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 อนุบาล 2 จำนวน 23 คน โดยใช้วิธีสุ่ม แบบกลุ่ม
(Cluster Random Sampling) เพ่อื เปน็ ตวั แทนทด่ี ีทสี่ ดุ ของประชากร

2. เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวิจัย

2.1 เคร่อื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั ครั้งน้ีได้แก่
2.1.1 แผนการใช้กจิ กรรมการเลา่ นิทานประกอบเกม
2.1.2 แบบประเมินความสามารถในการอา่ นคำ

2.2 ขัน้ ตอนการสร้างและหาคณุ ภาพเคร่อื งมือ ผ้วู จิ ยั ดำเนินการสร้างตามข้ันตอน ดังน้ี
2.2.1 ข้ันตอนการสร้างและตรวจสอบคุณภาพแผนการใช้กิจกรรมการเล่า

นิทานประกอบเกม

50

2.2.1.1 ศึก ษาแน วคิด ท ฤษ ฎี และหลักก ารต่าง ๆ จาก เอก สาร
และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับการอ่านคำ การเล่านิทาน และการเลน่ เกม เพ่ือเป็นแนวทางในการสร้าง
แผนการจดั กจิ กรรมการเลา่ นิทานประกอบเกม

2.2.1.2 การสร้างนิทานท่ีมีเนื้อหาเก่ียวกับ หน่วยสัตว์ ที่มีสระอะ คำว่า
กระต่าย กระรอก สระอา คำว่า ปลา ม้าลาย สระอิ คำว่า สิงโต จิงโจ้ สระอี คำว่า หมี ผีเส้ือ สระอู
คำว่า หมู ปูนา และสระแอ คำว่า แมว แมงมุม เพื่อให้เด็กอ่านคำออกเสียงที่ประสมสระถูกต้อง
โดยใชก้ จิ กรรมการเลา่ นทิ านจำนวน 12 เร่อื ง ได้แก่

1. นิทานเร่ืองมลิ า่ กระตา่ ยขีก้ ลัว
มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอา่ นคำทม่ี ีสระอะ
2. นิทานเรอ่ื งต้นไมข้ องกระรอก
มวี ตั ถุประสงค์เพ่ือพัฒนาความสามารถในการอา่ นคำทม่ี ีสระอะ
3. นิทานเรอื่ งปลาน้อยหลงฝงู
มีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคำท่มี ีสระอา
4. นทิ านเรอ่ื งม้าลายคึกคกั
มีวัตถุประสงค์เพ่อื พัฒนาความสามารถในการอา่ นคำทม่ี สี ระอา
5. นทิ านเร่ืองสงิ โตผ้พู ทิ ักษ์
มวี ัตถุประสงค์เพอ่ื พัฒนาความสามารถในการอา่ นคำที่มสี ระอิ
6. นทิ านเรือ่ งครอบครวั จงิ โจห้ รรษา
มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอา่ นคำทม่ี สี ระอิ
7. นิทานเรื่องคณุ ป้าหมใี จดี
มีวตั ถุประสงคเ์ พ่อื พัฒนาความสามารถในการอ่านคำทีม่ สี ระอี
8. นิทานเร่ืองผเี สอื้ กบั ดอกไม้
มีวัตถปุ ระสงคเ์ พอื่ พฒั นาความสามารถในการอ่านคำท่ีมสี ระอี
9. นทิ านเรือ่ งเจ้าหมจู อมข้ีเกียจ
มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อพฒั นาความสามารถในการอ่านคำที่มีสระอู
10. นิทานเรอ่ื งปูนาไปทะเล
มวี ัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคำท่มี สี ระอู
11. นทิ านเรอ่ื งแมวเหมียวของฉัน
มีวตั ถุประสงคเ์ พื่อพฒั นาความสามารถในการอ่านคำทม่ี สี ระแอ
12. นทิ านเรื่องแมงมุมนอ้ ยชา่ งฝัน
มวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื พฒั นาความสามารถในการอ่านคำท่มี ีสระแอ


Click to View FlipBook Version