โครงการวิจัยการพัฒนาแพลตฟอร ์ มระบบการเร ี ยนร ู ้ ผ่านส ื่ออิเล็ กทรอนิกส์ (platform development e-learning system) อาจารย ์ ว ี ณัฐกานต ์ รัตนธ ี รวงศ ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลย ี ราชมงคลตะวันออก 2566
(6) สารบัญ หนา กิตติกรรมประกาศ............................................................................................... (-) บทที่ 1 บทนํา...................................................................................................... 1 1.1 ความเปนมาและความสําคัญ........................................................... 1 1.2 วัตถุประสงคของการวิจัย................................................................ 4 1.3 ขอบเขตของการศึกษา..................................................................... 4 1.4 นิยามศัพทเฉพาะ............................................................................. 4 1.5 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ.............................................................. 5 1.6 กรอบแนวความคิดในการวิจัย......................................................... 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ................................................................. 10 2.1 กฎกระทรวง มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565........................................................................................ 7 2.2 เกณฑมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2565................... 12 2.3 ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทาง การดําเนินงานคลังหนวยกิตในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565................. 19 2.4 ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑและ วิธีการเทียบโอนหนวยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษ พ.ศ. 2565 22 2.5 ความสําคัญของการเรียนรูตลอดชีวิตในยุทธศาสตรและแผนระดับชาติ 25 2.6 การจัดการศึกษาตลอดชีวิตในแตละรูปแบบและประเภทการศึกษาของ ประเทศไทย............................................................................................ 26 2.7 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive technology).......... 29 2.8 การพัฒนาระบบสารสนเทศ และ สังคมดิจิทัล (Digital society).. 29 2.9 มาตรการการพัฒนากําลังคนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC)................................................. 31 2.10 การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบตอบโจทยรายบุคคล (Personalized curriculum)............................................................... 31 2.11 แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวของ..................................................... 32
(7) 3. วิธีดําเนินการวิจัย..................................................................................... 43 ระยะที่ 1 การศึกษาขอมูลพื้นฐานเพื่อใชในการสรางนวัตกรรมการเรียนรูแบบพลิก โฉมผานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา................................ 43 ระยะที่ 2 ทดลองใชนวัตกรรมการเรียนรูแบบพลิกโฉมผานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา....................................................................... 44 ระยะที่ 3 นําเสนอนวัตกรรมการเรียนรูแบบพลิกโฉมผานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา....................................................................... 45 4. ผลการวิจัย............................................................................................... 46 5. สรุปผล อภิปรายผลและขอเสนอแนะ..................................................... 63 บรรณานุกรม ...................................................................................................... 66 ประวัติผูเขียน...................................................................................................... 69
1 บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญ ตามที่พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 มาตรา 69 ได้ก าหนดให้สถาบันอุดมศึกษาหรือส่วน งานในสถาบันอุดมศึกษาสามารถจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากมาตรฐานการอุดมศึกษาได้ โดยให้ถือว่าการจัด การศึกษานั้น เป็นไปตามมาตรฐานการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขข้อจ ากัดในการพัฒนาและยกระดับ ก าลังคนด้านอุดมศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน เพื่อให้การผลิตก าลังคนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน ประกอบกับสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้เห็นชอบในหลักการของข้อเสนอการจัดการศึกษาที่แตกต่างไป จากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher education sandbox) ซึ่งน าไปสู่การแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะ เรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนสภานโยบายฯ ในการเห็นชอบให้ สถาบันอุดมศึกษาทดลองจัดการศึกษาและก าหนดทาง กลไก และมาตรการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนและออก ข้อก าหนดสภานโยบายฯ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการ อุดมศึกษา พ.ศ. 2564 ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ครม. ได้พิจารณาเห็นชอบการมอบ อ านาจให้สภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ท าหน้าที่พิจารณากลั่นกรอง เรื่องการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา และเห็นชอบให้สถาบันอุดมศึกษาหรือส่วนงาน ในสถาบันอุดมศึกษาจัดการศึกษาที่แตกต่างไปจากมาตรฐานการอุดมศึกษาแทนคณะรัฐมนตรี โดยให้ถือว่า การอนุมัติและความเห็นชอบดังกล่าวเป็นมติของคณะรัฐมนตรี และรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบเป็นระยะ ตามนัยมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ตามที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สอวช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการสภานโยบายฯ เสนอคณะรัฐมนตรี โดย สอวช. ร่วมกับส านักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) ได้จัดท า ข้อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) ขึ้น และสภานโยบายฯ ในการประชุมครั้งที่ 2/2564 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการ และกลไกการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อน าไปจัดท า ประกาศสภานโยบายฯ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนสภานโยบายฯ และมอบหมายให้ สอวช. น าเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา เห็นชอบในครั้งนี้ส าหรับแนวคิดการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox เกิดจากความตระหนักถึงความจ าเป็นในการปรับเปลี่ยนการศึกษาระดับอุดมศึกษาของ ไทยให้ทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็น ความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยี การเข้าสู่สังคมสูงวัย และวิถีชีวิตแบบหลายช่วง (Multistage life) จึงเปิดโอกาสให้สถาบันอุดมศึกษาได้ทดลองพัฒนานวัตกรรม การจัดการศึกษารูปแบบใหม่ ที่ไม่มีมาตรฐานการอุดมศึกษาในปัจจุบันมารองรับ หรือติดข้อจ ากัดของ มาตรฐานการอุดมศึกษาในปัจจุบันท าให้ไม่สามารถด าเนินการได้ เพื่อให้สามารถผลิตและพัฒนาก าลังคนที่ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่เพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเกิดการสร้าง มาตรฐานอุดมศึกษาในกระบวนทัศน์แบบใหม่
(8) สารบัญภาพ หนา ภาพที่ 2.1 แสดงโครงสรางการแบงระดับและประเภทการศึกษา............... 27 ภาพที่ 2.2 กรอบทักษะการเรียนรูในศตวรรษที่ 21..................................... 33 ภาพที่ 2.3 ลักษณะของ Digital Learning.................................................. 38 ภาพที่ 2.4 การออกแบบการเรียนรู Digital Learning................................ 38 ภาพที่ 2.5 แนวทางการจัดการเรียนรูแบบ Digital Learning..................... 39 ภาพที่ 4.1 แสดงภาพรวมของหลักสูตร............................................................ 52 ภาพที่ 4.2 แสดงบทบาทของผูเกี่ยวของกอนดําเนินการหลักสูตร........................ 53 ภาพที่ 4.3 แสดงบทบาทของผูเกี่ยวของระหวางดําเนินการหลักสูตร.................... 54 ภาพที่ 4.4 แสดงบทบาทของผูเกี่ยวของหลังดําเนินการหลักสูตร......................... 55 ภาพที่ 4.5 แสดงวัตกรรมการเรียนรูแบบพลิกโฉมผานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา................................................................ 62
(9) สารบัญตาราง หนา ตารางที่ 4.1 องคประกอบที่ 1 การออกแบบบทเรียน .............................................. 47 ตารางที่ 4.2 องคประกอบที่ 2 ดานการรวบรวมทรัพยากรประกอบบทเรียน ........... 48 ตารางที่ 4.3 องคประกอบที่ 3 การใชโปรแกรมทบทวนบทเรียน.............................. 49 ตารางที่ 4.4 โครงสรางเนื้อหาและโครงสรางเวลาเรียน ............................................ 49 ตารางที่ 4.5 ขอมูลพื้นฐานของกลุมตัวอยาง (n=30)................................................ 56 ตารางที่ 4.6 คะแนนรวมจากการตรวจสอบการเรียนรูของกลุมตัวอยาง................... 57 ตารางที่ 4.7 ผลการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุมตัวอยาง ระหวาง กอน ดําเนินการหลักสูตรกับระหวางการดําเนินการหลักสูตร....................... 58 ตารางที่ 4.8 ผลการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุมตัวอยาง ระหวาง กอนดําเนินการหลักสูตรกับหลังดําเนินการหนวยที่ 4........................... 59 ตารางที่ 4.9 ผลการเปรียบเทียบคาเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุมตัวอยาง ระหวาง ดําเนินการหลักสูตรกับหลังดําเนินการหนวยที่ 4.................................. 59 ตารางที่ 4.10 คะแนนการทดสอบสมรรถนะการเรียนรู ของกลุมตัวอยางจําแนก องคประกอบ 3 ดาน.......................................................................... 59
2 สภานโยบายฯ จึงได้ออกข้อก าหนด เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจัดการศึกษาที่แตกต่างจาก มาตรฐานการอุดมศึกษา พ.ศ. 2564 เพื่อเป็นหลักเกณฑ์และแนวทางส าหรับสถาบันอุดมศึกษาในการเสนอขอ จัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา โดยจะต้องเป็นการจัดการศึกษาเพื่อน าไปสู่การให้ ปริญญา ทั้งระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา รวมถึงการจัดการศึกษาแบบปริญญาที่มาจากการ เทียบโอนการศึกษาและการเรียนรู้ที่ไม่มุ่งปริญญา และการจัดการศึกษารูปแบบใหม่อื่น ๆ ที่เป็นต้นแบบ นวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบัณฑิตที่ตอบโจทย์นโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนา ประเทศ ที่มีความแตกต่างจากการจัดการศึกษาแบบปกติอย่างมีนัยส าคัญ ให้ความส าคัญกับผลสัมฤทธิ์เชิง สมรรถนะและทักษะที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการ อุดมศึกษาจะมีการก ากับและการติดตามประเมินผล และพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาที่ สอดคล้องกับการจัดการศึกษารูปแบบใหม่ เพื่อน าไปสู่การปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานการอุดมศึกษาต่อไป "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" แนวทางจาก สอวช. ชี้ให้สถาบันอุดมศึกษาไทยปรับตัว ผลิตบัณฑิตตอบโจทย์ ความต้องการในอนาคต จากการพลิกผันของเทคโนโลยี (Technology Disruption) ข้อมูลจาก World Economic Forum (WEF) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 งานประมาณ 85 ล้านต าแหน่ง จะถูกทดแทนด้วย เครื่องจักร และจะมีต าแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น 97 ล้านต าแหน่ง โดยงานที่มีความต้องการมากขึ้นจะเป็นงานด้าน เทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล ระบบอัตโนมัติอีกทั้งประเทศไทยยังเข้าสังคมสูงวัยและความหลากหลายของขั้นชีวิต (Multi-stage life) คนจะมีอายุยืนยาวขึ้น มีระยะเวลาท างานนานขึ้น และหนึ่งคนจะมีมากกว่าหนึ่งอาชีพ ซึ่ง ในแต่ละช่วงชีวิตอาจมีทั้งการศึกษาและการท างานผสมผสานกัน จึงมีแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เข้ามาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการท างานและชีวิตส่วนตัว มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากทุกช่องทาง ในส่วนการแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดว่าจะมีผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยในระยะสั้น จะมีการลดจ านวนพนักงานลงชั่วคราว 25% และเลิกจ้างถาวร 20% ส่วนผลกระทบในระยะ ยาว จะท าให้คุณภาพของประชากรและแรงงานในอนาคตลดลงและภาคอุตสาหกรรมจะขาดแคลนแรงงานที่มี ทักษะตรงกับความต้องการ ปัจจุบันยังพบว่า เด็กและเยาวชนไทย ก าลังเผชิญกับความเหลื่อมล้ าทางการ ศึกษา จากปัญหาของการเข้าถึงการศึกษาในยุคโควิดที่ท าให้เกิดภาวะความรู้และทักษะถดถอย (Learning & Skill Losses) และอาจท าให้โอกาสในการท างานลดลงด้วย นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของ โลกด้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Divide),เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform economy) หรือ Gig economy, การเปลี่ยนขั้วอ านาจเศรษฐกิจโลก และโอกาสทางการศึกษา, สถานการณ์ การช่วงชิงแรงงานทักษะสูง (War of Talents), รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ ยังมีข้อมูล ผลการส ารวจสมรรถนะบุคลากรในอนาคตส าหรับ 12 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (พ.ศ. 2563 – 2567) ที่ สอวช. รวบรวมจัดท าขึ้น พบว่าต าแหน่งงานที่มีความต้องการสูงอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล, อุตสาหกรรม การบินและโลจิสติกส์, อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เป็นต้น ส าหรับการปรับตัวของระบบอุดมศึกษาไทย ดร. กิติพงค์ ได้ยกตัวอย่างทิศทางการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เช่น การใช้ ชีวิตที่เปลี่ยนจาก Three-stage life ไปสู่ Multi-stage life ท าให้ต้องมีการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต, การ เปลี่ยนจาก Supply-driven ไปสู่ Co-creation เป็นการออกแบบโมเดลการศึกษาร่วมกับภาคเอกชน, การ เปลี่ยนจาก Degree-oriented ไปสู่ Employability-oriented ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้อง กับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม, การเปลี่ยนจาก Supply-side ไปสู่ Demand-directed financing เป็นนโยบายการสนับสนุนงบประมาณเพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ ตอบโจทย์ความต้องการของภาคที่ต้องใช้ บุคลากร เป็นต้น กระทรวง อว. และ สอวช. ได้ผลักดันให้เกิดนโยบาย รวมถึงมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อตอบ รับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้ริเริ่มหลายโปรแกรมที่ท างานร่วมกับภาคเอกชน รวมถึง
3 กระตุ้นให้มหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยเอกชนท างานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม มีการผลักดันให้เกิด การจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา (Higher Education Development Fund) เพื่อช่วยเหลือในด้าน การเงิน ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและการผลิตก าลังคนระดับสูง เฉพาะทางตามความต้องการของประเทศ รวมถึงมีแนวทางการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการ อุดมศึกษา หรือ Higher Education Sandbox ที่เป็นการพัฒนานวัตกรรมการอุดมศึกษา ผ่านการออกแบบ หลักสูตรการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคผู้ใช้ บุคลากร กลไกการขับเคลื่อนประเทศไทยมุ่งสู่ Thailand 4.0 ที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมนั้น ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ชาติระยาว 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) และ แผนการศึกษาแห่งชาติ (2560-2579) ต่างก็ให้ความส าคัญในเรื่องของการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน เนื่องจากการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยที่ส าคัญในการน าพาประเทศไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยมีเป้าหมายของคุณลักษณะของคนไทย 4.0 ต้องเป็นคนไทยที่มีความรู้ มีทักษะและความสามารถสูง มีจิต สาธารณะรับผิดชอบต่อสังคม เป็นคนไทยที่เท่าทันดิจิทัล และเป็นคนไทยที่มีความเป็นสากล ซึ่งการบรรลุ เป้าหมายดังกล่าวมีแนวทางการพัฒนาที่ส าคัญ ได้แก่ การปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม การพัฒนา ศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม การพัฒนาและรักษากลุ่มผู้มีความสามารถสูง ที่ เน้นเรื่องของคุณภาพการศึกษา และการศึกษาทุกช่วงวัย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาที่เสนอ โดยคณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศที่เป็น รูปธรรม อันประกอบด้วย การสร้างพลเมืองเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การปฏิรูปการจัดท าหลักสูตร การ ปฏิรูปอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา การปฏิรูปกระบวนการและวิธีการจัดการเรียนรู้ การปฏิรูปการวิจัย การ กระจายโอกาสและลดความเหลื่อมล้ าทางการศึกษา และการส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การศึกษา อันเป็นการปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ผู้วิจัยเห็นถึงความส าคัญของหลักสูตร Non Degree ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จัดการเรียนการสอน แบบชุดวิชา (module) โดยแต่ละชุดวิชามีเป้าหมายด้านวิชาชีพที่ชัดเจนและมีความสมบูรณ์ในตัว ผู้เรียน สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องได้ นอกจากนั้น ผู้เรียนยังสามารถเรียนและเก็บสะสม หน่วยกิตเพื่อขอรับปริญญาได้อีกด้วย การพัฒนาการเรียนการสอนในรูปแบบดังกล่าวเป็นต้นแบบเพื่อให้ สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลก และนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นการปฏิรูปการ เรียนรู้แบบพลิกโฉม (transformation of learning) เพื่อสร้างคนไทย 4.0 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นต้นแบบ ของหลักสูตรระยะสั้น (module) ที่มีการบูรณาการศาสตร์ในหลากหลายด้านเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ในตัว ผู้เรียนสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพได้ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากผู้เรียนเป็นได้ทั้งผู้ ที่อยู่ในวัยเรียน วัยท างาน และผู้สูงอายุ รวมถึงผู้ด้อยโอกาส ที่ต้องการความรู้จากชุดรายวิชาเพื่อการประกอบ อาชีพ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในการเป็นผู้ประกอบการ และการเกษตรสมัยใหม่ (smart farming) แบบเน้น การปฏิบัติจริง โดยผู้เรียนสามารถเริ่มต้นธุรกิจใหม่ (start-up) หรือเป็นเกษตรกรผู้ประกอบการ ตามชุดวิชาที่ เลือกส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบสร้างนวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถาน ประกอบการ/ชุมชน ในรูปแบบ work integrated learning เพื่อพัฒนาทักษะที่จ าเป็นในการท างาน และมี ความพร้อมที่จะท างานส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ร่วมกับสถานประกอบการ/ชุมชน ในรูปแบบ work integrated learning เพื่อพัฒนาทักษะที่จ าเป็นในการท างาน และมีความพร้อมที่จะท างาน
4 1.2 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 2. เพื่อประเมินคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษา โดย 2.1 ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษา จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 2.2 ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทางการศึกษา 3. เพื่อน าเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่เหมาะสม 1.3 ขอบเขตของกำรศึกษำ การวิจัยเรื่องการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษา ได้ก าหนดขอบเขตการวิจัยได้ 3 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านพื้นที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก 2. ด้านเนื้อหา ด าเนินการศึกษาเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2565 แนวทางการด าเนินงานคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 และความส าคัญของการ เรียนรู้ตลอดชีวิตในยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติ 3. ด้านเวลา ระยะเวลาในการศึกษาจ านวน 1 ปีงบประมาณ (1 ตุลาคม 2566ถึง วันที่ 30 กันยายน 2567) 1.4 นิยำมศัพท์เฉพำะ 1.4.1 การศึกษาตลอดชีวิต คือ กระบวนการจัดการศึกษาของบุคคลในทุกช่วงวัยที่ได้รับความร่วมมือ หลายฝ่ายอย่างต่อเนื่อง สามารถด าเนินการได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ การศึกษานอก ระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย หรือหลายระบบผสมผสานบูรณาการกันเพื่อให้บุคคลเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ในการพัฒนาความรู้ ทักษะ เจตคติ สมรรถนะ ความสามารถและประสบการณ์ให้สมบูรณืตามศักยภาพและ ความต้องการของตนเอง 1.4.2 การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล เป็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของบุคคล จากการได้รับความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์ และเจตคติอย่างต่อเนื่องทุกช่วงวัยของชีวิต อันเป็นผลจาก การศึกษาตลอดชีวิต โดยครอบคลุมการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย หรือหลายแบบผสมกันอย่างเหมาะสมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน 1.4.2 รูปแบบการจัดการศึกษา คือ ลักษณะของการจัดการศึกษา แบ่งออกเป็นสามรูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 1.4.3 ระดับการศึกษา คือ กระบวนการจัดการศึกษาที่แบ่งออกเป็นช่วง โดยการแบ่งระดับของ การศึกษาในระบบ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ การศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมีการ แบ่งดังนี้
5 1.4.3.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับ ประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา 1.4.3.2 การศึกษาระดับอุดมศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ ากว่าปริญญา และระดับ ปริญญา 1.4.4 ประเภทการศึกษา คือ การศึกษาประเภทสามัญศึกษาและอาชีวศึกษา 1.4.5 คลังหน่วยกิต คือ ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตส าหรับผู้เรียนที่เข้าศึกษารายวิชาต่าง ๆ ของ หลักสูตรในระบบ หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรม หรือหลักสูตรระยะยาว ในระดับอนุปริญญา หรือ ปริญญาตรี ของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดไว้ส าหรับการจัดการศึกษา และที่ได้จากการเทียบโอน โดยมีหลักฐาน การสะสมหน่วยกิต ไว้ในฐานข้อมูลของสถาบันอุดมศึกษา 1.4.6 คลังหน่วยกิตดิจิทัล คือ ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตส าหรับผู้เรียนที่เข้าศึกษารายวิชาต่าง ๆ ของหลักสูตรในระบบ หลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรฝึกอบรม หรือหลักสูตรระยะยาวในระดับอนุปริญญา หรือ ปริญญาตรี ของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดไว้ส าหรับการจัดการศึกษา และที่ได้จากการเทียบโอน โดยมีหลักฐาน การสะสมหน่วยกิต ไว้ในฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ร่วมกันได้ของสถาบันอุดมศึกษา 1.4.7 ระบบเทียบโอน คือ กระบวนการน าผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่ ความรู้ ทักษะและเจตคติ ที่เกิด จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และประสบการณ์บุคคลที่สั่งสมไว้ ที่ เทียบได้ตามมาตรฐานผลการเรียนรู้ และเนื้อหาสาระส าคัญของรายวิชาต่าง ๆ ของการเรียนตามหลักสูตร เพื่อให้ได้หน่วยกิต โดยผู้เรียนสามารถแสดงความรู้ ทักษะและเจตคติของตน พร้อมหลักฐานแสดงว่าตนเองมี ผลสัมฤทธิ์ตรงตามวัตถุประสงค์หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ก าหนดในรายวิชาหรือกลุ่มวิชาของหลักสูตรที่ผู้เรียน ศึกษาอยู่หรือประสงค์จะศึกษาโดยจะได้รับการประเมินผลการเรียนรู้เพื่อเทียบโอนประสบการณ์ที่มีเพื่อ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและไม่ต้องศึกษาซ้ าในเนื้อหาสาระที่ผู้เรียนมีความรู้ หรือทักษะมาก่อนแล้ว 1.4.8 ประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ ผลการประเมินระบบสารสนเทศตามแนวคิดการ ประเมิน ประกอบได้ด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์ ด้านความเป็นไปได้ในการน าไปใช้ ด้านความ เหมาะสม และด้านความถูกต้อง 1.5 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 2. ทราบถึงประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และทราบระดับความพึงพอใจของผู้ใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 3. สามารถน าเสนอนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่เหมาะสม
6 1.6 กรอบแนวควำมคิดในกำรวิจัย ระบบคลังหน่วยกิต หรือระบบธนำคำรหน่วยกิต (Credit Bank System) - เชื่อมโยงหลักสูตรระยะสั้น(ฝึกอบรม) หลักสูตร Sandbox และหลักสูตรระดับปริญญาตรีเข้าด้วยกันหรือ ผูกระบบหน่วยกิตให้สามารถถ่ายโอนกันได้ ทดสอบกำรใช้งำน นวัตกรรมกำรเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่ำนระบบเทคโนโลยี สำรสนเทศทำงกำรศึกษำ 1. ศึกษารูปแบบ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอัธยาศัย (ข้อมูลจาก : พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542) 2. ศึกษาระบบการเทียบโอน (ข้อมูลจาก : ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาใน ระดับอุดมศึกษ พ.ศ. 2565) 3. ศึกษาระบบการสะสมหน่วยกิต (ข้อมูลจาก : ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการด าเนินงานคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565) 4. เว็บไซต์บริการข้อมูล (ข้อมูลจาก : อรยา ปรีชาพานิช, 2557) ประเมินประสิทธิภำพ น ำเสนอ นวัตกรรมกำรเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่ำนระบบ เทคโนโลยีสำรสนเทศทำงกำรศึกษำ
7 บทที่ 2 เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในบทนี้จะกล่าวถึงรายละเอียดของเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในดําเนินการวิจัย เรื่อง การสร้าง นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 1. กฎกระทรวง มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 2. เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2565 3. ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการดําเนินงานคลังหน่วยกิตใน ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 4. ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิต และผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 5. ความสําคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติ 6. การจัดการศึกษาตลอดชีวิตในแต่ละรูปแบบและประเภทการศึกษาของประเทศไทย 7. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive technology) 8. การพัฒนาระบบสารสนเทศ และสังคมดิจิทัล (Digital society) 9. มาตรการการพัฒนากําลังคนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) 10. การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบตอบโจทย์รายบุคคล (Personalized curriculum) 11. แนวคิดที่เกี่ยวข้อง 11.1 แนวคิดด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต 11.2 แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 11.3 แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ 11.4 ความหมายของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ 11.5 แนวคิดและหลักการการออกแบบการเรียนรู้แนวดิจิทัล 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 กฎกระทรวง มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 อาศัยอํานาจตามความในบทนิยามคําว่า “มาตรฐานการอุดมศึกษา” ในมาตรา 4 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 17 (6) และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 และบทนิยามคําว่า “มาตรฐานการอุดมศึกษา” ในมาตรา 3 และ มาตรา 4 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมโดยข้อเสนอแนะและความเห็นชอบของคณะกรรมการมาตรฐานการ อุดมศึกษาออกกฎกระทรวงไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป ข้อ 2 ให้ยกเลิก (1) ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย เรื่อง หลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญาเข้าสู่ การศึกษาในระบบ พ.ศ. 2545 ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2545
8 (2) ประกาศทบวงมหาวิทยาลัย ข้อแนะนําเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีในการเทียบโอนผลการเรียน ระดับปริญญา ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2545 (3) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอนุปริญญา พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2548 (4) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาหลักสูตรควบระดับปริญญาโท สองปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาไทย พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (5) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การขอเปิดและดาเนินการหลักสูตรระดับ ปริญญาในระบบการศึกษาทางไกล พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2548 (6) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางความตกลงร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สถาบันอุดมศึกษาไทยกับสถาบันอุดมศึกษาต่างประเทศ พ.ศ. 2550 ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2550 (7) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาหลักสูตรควบระดับปริญญาตรี สองปริญญาในสถาบันอุดมศึกษาไทย พ.ศ. 2552 ลงวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2552 (8) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรีพ.ศ. 2558 ลง วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558 (9) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558 (10) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง แนวทางการบริหารเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2558 ลงวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558 (11) ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การกําหนดชื่อปริญญา พ.ศ. 2559 ลงวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559 (12) ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการ ดําเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ลงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2562 (13) ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการ ดําเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563 (14) ประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง แนวปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การขอเปิดและ ดําเนินการหลักสูตรระดับปริญญา ในระบบการศึกษาทางไกล พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2548 (15) ประกาศคณะกรรมการการอุดมศึกษา เรื่อง นโยบายการยกระดับมาตรฐานภาษาอังกฤษใน สถาบันอุดมศึกษา ลงวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559 ข้อ 3 ในกฎกระทรวงนี้ “สถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่า สถาบันที่จัดการอุดมศึกษาระดับปริญญาและระดับต่ํากว่า ปริญญาทั้งที่เป็นของรัฐและของเอกชน “มาตรฐานการอุดมศึกษา” หมายความว่า ข้อกําหนดขั้นต่ําเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพและ เกณฑ์อื่นในการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา ข้อกําหนดขั้นต่ําของหลักสูตรการศึกษาและข้อกําหนดขั้นต่ํา ของเกณฑ์ในการขอตําแหน่งทางวิชาการในสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐานอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการส่งเสริม การกํากับดูแล การตรวจสอบติดตามและประเมินผล และการประกันคุณภาพ การศึกษาระดับอุดมศึกษา
9 “มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา” หมายความว่า ข้อกําหนดขั้นต่ําของหลักสูตร การศึกษา คุณลักษณะ คุณภาพ และเกณฑ์อื่นเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการส่งเสริม การกํากับดูแลการตรวจสอบ ติดตามและประเมินผลและการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา “มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา” หมายความว่า มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาตาม กฎกระทรวงว่าด้วยมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา “ผลลัพธ์การเรียนรู้” หมายความว่า ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จาก การศึกษา ฝึกอบรม หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติ หรือการเรียนรู้จริงในที่ทํางานระหว่าง การศึกษา “หลักสูตรการศึกษา” หมายความว่า หลักสูตรระดับปริญญาและต่ํากว่าปริญญาตามที่ คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษากําหนดซึ่งสภาสถาบันอุดมศึกษาได้ให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติ “ระบบทวิภาค” หมายความว่า ระบบการจัดการศึกษาในหนึ่งปีการศึกษา โดยแบ่งออกเป็นสอง ภาคการศึกษาปกติ และหนึ่งภาคการศึกษาปกติมีระยะเวลาการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบห้าสัปดาห์ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ข้อ 4 ให้ใช้มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามกฎกระทรวงนี้ ในการส่งเสริม การกํากับดูแล การตรวจสอบ การติดตามและประเมินผล และการประกันคุณภาพการศึกษาระดับอุดมศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษาทุกแห่ง ข้อ 5 มาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาประกอบด้วย (1) มาตรฐานหลักสูตรระดับอนุปริญญา (2) มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี (3) มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ข้อ 6 มาตรฐานหลักสูตรระดับอนุปริญญา ต้องมีระยะเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนคิดเป็นจํานวน หน่วยกิตรวมตามระบบทวิภาค ดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรอนุปริญญาที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติสองปี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าหก สิบหน่วยกิต (2) หลักสูตรอนุปริญญาที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติสามปี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าเก้า สิบหน่วยกิต การสําเร็จหลักสูตรตามวรรคหนึ่ง ผู้เรียนต้องมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอนุปริญญาด้วย ข้อ 7 มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี ต้องมีระยะเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนคิดเป็นจํานวน หน่วยกิตรวมตามระบบทวิภาค ดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติสี่ปี มีจานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า หนึ่งร้อยยี่สิบหน่วยกิต (2) หลักสูตรปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติห้าปี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า หนึ่งร้อยห้าสิบหน่วยกิต (3) หลักสูตรปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติไม่น้อยกว่าหกปี มีจํานวนหน่วยกิตรวม ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบหน่วยกิต (4) หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบสองหน่วยกิต การสําเร็จหลักสูตรตามวรรคหนึ่ง ผู้เรียนต้องมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีด้วย
10 ข้อ 8 มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ต้องมีระยะเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนคิดเป็นจํานวน หน่วยกิตรวมตามระบบทวิภาค ดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตและหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง มีจํานวนหน่วย กิตรวมไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่หน่วยกิต (2) หลักสูตรปริญญาโท มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าสามสิบหกหน่วยกิต (3) หลักสูตรปริญญาเอก กรณีผู้เรียนสําเร็จปริญญาตรี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบ สองหน่วยกิต สําหรับกรณีผู้เรียนสําเร็จปริญญาโท มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่าสี่สิบแปดหน่วยกิต การ สําเร็จหลักสูตรตามวรรคหนึ่ง ผู้เรียนต้องมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับบัณฑิตศึกษา ของแต่ละระดับคุณวุฒิด้วย ข้อ 9 ให้คิดหน่วยกิตในระบบทวิภาคตามข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ดังต่อไปนี้ (1) รายวิชาภาคทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่าสิบห้าชั่วโมงต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (2) รายวิชาภาคปฏิบัติที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่าสามสิบชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (3) การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนามที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (4) การทําโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายที่ใช้เวลาทาโครงงาน หรือ กิจกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (5) การค้นคว้าอิสระที่ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติให้มี ค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (6) วิทยานิพนธ์ที่ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติให้มีค่า เท่ากับหนึ่งหน่วยกิต (7) กิจกรรมการเรียนอื่นใดที่สร้างการเรียนรู้นอกเหนือจากรูปแบบที่กําหนดข้างต้นการนับ ระยะเวลาในการทํากิจกรรมนั้นต่อภาคการศึกษาปกติให้มีค่าเท่ากับหนึ่งหน่วยกิต ให้เป็นไปตามที่สภา สถาบันอุดมศึกษากําหนด สถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบทวิภาค ให้นับระยะเวลาการศึกษาและ การคิดหน่วยกิตเทียบเคียงได้กับระบบทวิภาคโดยให้สภาสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวเป็นผู้กําหนด ข้อ 10 มาตรฐานหลักสูตรควบระดับปริญญาตรีสองปริญญา หรือหลักสูตรควบระดับปริญญาโทสอง ปริญญา ในสาขาวิชาที่ต่างกัน ต้องมีระยะเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนคิดเป็นจํานวนหน่วยกิตรวมตาม ที่คณะกรรมการประกาศกําหนด และต้องมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐานคุณวุฒิของทั้งสองปริญญา นั้น ข้อ 11 มาตรฐานหลักสูตรควบระดับปริญญาตรีและปริญญาโท หรือหลักสูตรควบระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาเดียวกันหรือต่างสาขาวิชา ต้องมีระยะเวลาการเรียนรู้ของผู้เรียนคิดเป็น จํานวนหน่วยกิตรวมตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด และต้องมีผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นไปตามมาตรฐาน คุณวุฒิของทั้งสองปริญญานั้น ข้อ 12 หลักสูตรการศึกษาแต่ละระดับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตรบัณฑิต ชั้นสูง ต้องประกอบด้วยรายการดังต่อไปนี้ (1) ชื่อปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง และสาขาวิชา
11 (2) ปรัชญา วัตถุประสงค์ และผลลัพธ์การเรียนรู้ (3) โครงสร้างหลักสูตร รายวิชาและหน่วยกิต (4) การจัดกระบวนการเรียนรู้ (5) ความพร้อมและศักยภาพในการบริหารจัดการหลักสูตร ซึ่งรวมถึงคณาจารย์และที่ปรึกษา วิทยานิพนธ์ (6) คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา (7) การประเมินผลการเรียนและเกณฑ์การสําเร็จการศึกษา (8) การประกันคุณภาพหลักสูตร (9) ระบบและกลไกในการพัฒนาหลักสูตร (10) รายการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด คณะกรรมการอาจประกาศกําหนดเกณฑ์ซึ่งเป็นรายละเอียดในแต่ละรายการตามวรรคหนึ่ง ให้เหมาะสมกับหลักสูตรการศึกษาในแต่ละระดับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือประกาศนียบัตร บัณฑิตชั้นสูงได้ ข้อ 13 เพื่อประโยชน์ในการสร้างความมั่นใจในคุณภาพของผู้สําเร็จการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาต้อง มีระบบการประกันคุณภาพผลลัพธ์การเรียนรู้จริงของทุกหลักสูตรการศึกษา ในแต่ละระดับมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา และติดตามประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ดังกล่าวที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ตามหลักธรร มาภิบาล และนําไปใช้ปรับปรุงกระบวนการบริหารจัดการหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ให้ได้ผลลัพธ์การ เรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ข้อ 14 การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี หรือระดับบัณฑิตศึกษา ของสถาบันอุดมศึกษาหนึ่ง เพื่อเข้าศึกษาในระดับอนุปริญญา ปริญญาตรี หรือระดับบัณฑิตศึกษาในอีก สถาบันอุดมศึกษาหนึ่ง ให้เทียบโอนได้ตามหลักการดังต่อไปนี้ (1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรการศึกษาที่คณะกรรมการรับรองมาตรฐานและมี สาระสําคัญครอบคลุมรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน (2) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่ประเมินผลการเรียนได้ไม่ต่ํากว่าระดับที่คณะกรรมการกําหนด (3) มีสัดส่วนจํานวนหน่วยกิตรวมที่รับเทียบโอนไม่เกินสัดส่วนที่คณะกรรมการกําหนด (4) หลักการอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกําหนด ข้อ 15 การสะสมผลการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อพัฒนาตนเอง หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อ สําเร็จหลักสูตรการศึกษาหรือเพื่อขอรับปริญญา ให้กระทําได้โดยระบบคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษาตามที่ คณะกรรมการประกาศกําหนด โดยมีหลักการดังต่อไปนี้ (1) การนําผลการเรียน ผลลัพธ์การเรียนรู้ สมรรถนะ หรือประสบการณ์มาเทียบหน่วยกิต และ สะสมในคลังหน่วยกิตได้ตามหลักเกณฑ์การเทียบโอน (2) การไม่มีข้อจํากัดเรื่องอายุ คุณวุฒิของผู้เรียน และระยะเวลาในการเรียน (3) การลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตได้ตลอดชีวิต โดยไม่มีเงื่อนไขของระยะเวลาในการสะสม (4) การลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตในสถาบันอุดมศึกษามากกว่าหนึ่งแห่งได้ ข้อ 16 การเทียบหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศกับหลักสูตรการศึกษาของ สถาบันอุดมศึกษาในประเทศเพื่อรับรองคุณวุฒิของผู้สําเร็จการศึกษา โดยมีหลักการดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศต้องได้รับการรับรองมาตรฐานตามกฎหมาย ของประเทศนั้น หรือได้รับการรับรองจากองค์กรวิชาชีพหรือวิชาการของประเทศนั้น
12 (2) เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานเทียบได้กับมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาและ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ข้อ 17 การเทียบหลักสูตรการศึกษาที่จัดโดยองค์กรวิชาชีพ หน่วยงานของรัฐ หรือ หน่วยงานของ เอกชน กับหลักสูตรการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อรับรองคุณวุฒิของผู้สําเร็จการศึกษา โดยมีหลักการ ดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรการศึกษาที่ขอเทียบต้องจัดโดยองค์กรวิชาชีพ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงาน ของเอกชน ที่มีวัตถุประสงค์ หน้าที่และอํานาจในการจัดหลักสูตรดังกล่าว (2) เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐานเทียบได้กับมาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษาและ มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา ข้อ 18 ให้สํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเผยแพร่หลักสูตรที่ ให้ปริญญาทั้งที่ดําเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานการอุดมศึกษาและที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยข้อเสนอแนะและความเห็นชอบของคณะกรรมการไม่รับรองมาตรฐาน การอุดมศึกษาของหลักสูตรการศึกษาให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกําหนด ข้อ 19 ให้คณะกรรมการส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถยกระดับคุณภาพ การศึกษาให้สูงกว่ามาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่กําหนด ข้อ 20 ให้สานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีหน้าที่ ให้คาแนะนาและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้ ข้อ 21 คณะกรรมการอาจออกประกาศหรือแนวปฏิบัติอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานหลักสูตร การศึกษาระดับอุดมศึกษานี้ได้การออกประกาศหรือแนวปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ต้องคํานึงถึงความแตกต่าง หลากหลายของประเภทและกลุ่มของสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการอุดมศึกษา ข้อ 22 ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประเมินผลและทบทวนข้อกําหนดในกฎกระทรวงนี้ทุกห้าปีนับ แต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ โดยรับฟังความคิดเห็นของสถาบันอุดมศึกษา ผู้เรียน คณาจารย์ และผู้ใช้ บัณฑิตอย่างกว้างขวาง ข้อ 23 หลักสูตรการศึกษาที่สถาบันอุดมศึกษาเปิดสอนอยู่หรือที่สถาบันอุดมศึกษาแจ้งให้สํานักงาน ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมทราบตามมาตรา 55 วรรคหนึ่ง แห่ง พระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่า เป็นการดาเนินการตาม กฎกระทรวงนี้แล้ว ข้อ 24 ในวาระเริ่มแรก การใด ๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่กําหนดไว้ ตามประกาศว่าด้วยมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา บรรดาที่ถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวงนี้ ซึ่ง ดําเนินการอยู่ในวันก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ และสถาบันอุดมศึกษาได้แจ้งให้สํานักงานปลัดกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมทราบภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา ให้ดําเนินการต่อไปตามประกาศดังกล่าวจนกว่าจะแล้วเสร็จ เว้นแต่คณะกรรมการ มาตรฐานการอุดมศึกษาจะกําหนดเป็นอย่างอื่น 2.2 เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2565 อาศัยอํานาจตามความในข้อ 21 แห่งกฎกระทรวงมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ประกอบกับมติคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 6/2565 (นัดพิเศษ) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
13 1. ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐาน หลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. 2565” 2. ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ให้ใช้ประกาศนี้สําหรับ หลักสูตรระดับปริญญาตรีทุกสาขาวิชา โดยใช้สําหรับหลักสูตรที่จะเปิดใหม่และหลักสูตรปรับปรุงของ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน 3. ในประกาศนี้ “คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา “อาจารย์ประจํา” หมายถึง บุคคลที่ดํารงตําแหน่งอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์ และตําแหน่งอื่นที่เทียบเท่าในสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้นตามที่สภาสถาบันอุดมศึกษากําหนด หรือบุคคลในองค์กรภายนอกที่มีการตกลงร่วมผลิต ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบตามพันธกิจของการอุดมศึกษา และมี ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา สําหรับอาจารย์ประจําที่สถาบันอุดมศึกษารับเข้าใหม่ ตั้งแต่เกณฑ์มาตรฐานนี้เริ่มใช้บังคับ ต้องมีคะแนนทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษได้ตามเกณฑ์ที่สภา สถาบันอุดมศึกษากาหนด “อาจารย์ประจําหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจําที่มีคุณวุฒิตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาของ หลักสูตรที่สภาสถาบันอุดมศึกษาเห็นชอบหรืออนุมัติ มีหน้าที่สอนและค้นคว้าวิจัยในสาขาวิชาดังกล่าว ทั้งนี้ สามารถเป็นอาจารย์ประจําหลักสูตรหลายหลักสูตรได้ในเวลาเดียวกัน “คุณวุฒิที่สัมพันธ์กับสาขาวิชาของหลักสูตร” หมายถึง คุณวุฒิที่กําหนดไว้ในมาตรฐานสาขาวิชา หากสาขาวิชาใดยังไม่มีประกาศมาตรฐานสาขาวิชา หรือประกาศมาตรฐานสาขาวิชาไม่ได้กําหนดเรื่องนี้ไว้ ให้หมายถึงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้องกับวิชาการหรือวิชาชีพของหลักสูตร หรือคุณวุฒิอื่นแต่มีประสบการณ์ตรงที่ เกี่ยวข้องกับหลักสูตรเป็นที่ประจักษ์ที่จะส่งเสริมให้การเรียนการสอนในหลักสูตรสาขาวิชานั้นบรรลุผลลัพธ์ การเรียนรู้ของนักศึกษาได้ตามที่กําหนดไว้ในหลักสูตร โดยการพิจารณาคุณวุฒิที่สัมพันธ์กันให้อยู่ในดุลยพินิจ ของสภาสถาบันอุดมศึกษา “อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร” หมายถึง อาจารย์ประจําหลักสูตรที่มีภาระหน้าที่ในการบริหาร และพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน ตั้งแต่การวางแผน การควบคุมคุณภาพ การติดตามประเมินผล และการพัฒนาหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรต้องอยู่ประจําหลักสูตรนั้นตลอดระยะเวลาที่จัด การศึกษา โดยจะเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรเกินกว่า ๑ หลักสูตรในเวลาเดียวกันไม่ได้ยกเว้นหลักสูตร พหุวิทยาการหรือสหวิทยาการ ให้เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรได้อีกหนึ่งหลักสูตร ในกรณีนี้ อาจารย์ ผู้รับผิดชอบหลักสูตรสามารถซ้ําได้ไม่เกิน ๒ คน “อาจารย์พิเศษ” หมายถึง ผู้สอนที่ไม่ใช่อาจารย์ประจํา “การตกลงร่วมผลิต” หมายถึง การทําข้อตกลงร่วมมือกันอย่างเป็นทางการระหว่าง สถาบันอุดมศึกษากับองค์กรภายนอกในการพัฒนาและบริหารหลักสูตร โดยผ่านความเห็นชอบของ สภาสถาบันอุดมศึกษาและองค์กรภายนอกนั้น ๆ “องค์กรภายนอก” หมายถึง สถาบันอุดมศึกษาในหรือต่างประเทศที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบการศึกษาของประเทศนั้น หรือเป็นหน่วยราชการระดับกรมหรือเทียบเท่า หรือหน่วยงาน รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน หรือบริษัทเอกชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเท่านั้น หากเป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้อยู่ในดุลยพินิจของสภา สถาบันอุดมศึกษา โดยต้องแสดงศักยภาพและความพร้อมในการร่วมผลิตบัณฑิตของบริษัทดังกล่าว และต้อง ให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานการอุดมศึกษา
14 “ประสบการณ์ด้านปฏิบัติการ” หมายถึง การทํางานร่วมกับสถานประกอบการโดยมีหลักฐาน รับรองผลการปฏิบัติงานที่เกิดประโยชน์กับสถานประกอบการ หรือหลักฐานรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือมีผลงานทางวิชาการประเภทการพัฒนาเทคโนโลยี หรือผลงานสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับภาคอุตสาหกรรมเผยแพร่มาแล้ว 4. ชื่อปริญญา สถาบันอุดมศึกษาที่มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญาในสาขาวิชาและอักษร ย่อสําหรับสาขาวิชาไว้แล้ว ให้ใช้ชื่อปริญญาตามที่กําหนดในพระราชกฤษฎีกานั้น ในกรณีที่ปริญญาใดยังมิได้ กําหนดชื่อไว้ในพระราชกฤษฎีกา หรือกรณีที่สถาบันอุดมศึกษาใดไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยปริญญา ในสาขาวิชา และอักษรย่อสาหรับสาขาวิชา ให้ใช้ชื่อปริญญาตามหลักเกณฑ์การกําหนดชื่อปริญญาที่ คณะกรรมการกําหนด 5. ปรัชญา และวัตถุประสงค์มุ่งให้การผลิตบัณฑิตมีความสัมพันธ์สอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของชาติ ปรัชญาของการอุดมศึกษา ปรัชญาของสถาบันอุดมศึกษา และมาตรฐานวิชาการ และวิชาชีพที่เป็นสากลให้การผลิตบัณฑิตระดับอุดมศึกษาอยู่บนฐานความเชื่อว่ากาลังคนที่มีคุณภาพ ต้องเป็นบุคคลที่มีจิตสํานึกของความเป็นพลเมืองดีที่สร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคม และมีศักยภาพในการพึ่งพา ตนเองบนฐานภูมิปัญญาไทยภายใต้กรอบศีลธรรมจรรยาอันดีงาม เพื่อนําพาประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและ ทัดเทียมมาตรฐานสากล ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อกํากับส่งเสริมกระบวนการผลิตบัณฑิตที่เน้นการพัฒนาผู้เรียน ให้มีลักษณะของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถดํารงตนอยู่ในสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้กระแสโลกาภิ วัตน์ที่มีการสื่อสารแบบไร้พรมแดน มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถในการปฏิบัติงานได้ตาม กรอบมาตรฐานและจรรยาบรรณที่กําหนด สามารถสร้างสรรค์งานที่เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมทั้งใน ระดับท้องถิ่นและสากล โดยแบ่งหลักสูตรเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 5.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.1.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ทั้งภาคทฤษฎีและ ภาคปฏิบัติ โดยอาจมีการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ เน้นความรู้และทักษะด้านวิชาการ สามารถนํา ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างสร้างสรรค์ 5.1.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาการ ซึ่งเป็นหลักสูตรปริญญาตรีสําหรับผู้เรียน ที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถระดับสูง โดยใช้หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่ แล้ว แต่ให้เสริมศักยภาพของผู้เรียนโดยกําหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาในระดับบัณฑิตศึกษาที่เปิดสอน อยู่แล้วและสนับสนุนให้ผู้เรียนได้ทําวิจัยทางวิชาการที่ลุ่มลึก หลักสูตรก้าวหน้าแบบวิชาการต้องมีการเรียน รายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 5.2 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่ 5.2.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ที่มุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรอบรู้ทั้ง ภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เน้นความรู้ สมรรถนะและทักษะด้านวิชาการและวิชาชีพหรือมีสมรรถนะและ ทักษะด้านการปฏิบัติเชิงเทคนิคในศาสตร์สาขาวิชานั้น ๆ โดยผ่านการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ หลักสูตรแบบนี้เท่านั้นที่จัดหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ได้ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญาตรีและ จะต้องสะท้อนปรัชญาและเนื้อหาสาระของหลักสูตรปริญญาตรีนั้น ๆ โดยครบถ้วน และให้ระบุคําว่า “ต่อเนื่อง” ในวงเล็บต่อท้ายชื่อหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องการผลิตบุคลากรในระดับปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) จะต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะการปฏิบัติการหรือทักษะวิชาชีพอยู่แล้วให้มีความรู้ ด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น รวมทั้งได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงเพิ่มเติม เพื่อให้บัณฑิตจบไปเป็นนักปฏิบัติเชิงวิชาการ โดยเน้นการจัดการเรียนการสอนแบบมีส่วนร่วมระหว่างสถานประกอบการกับสถาบันอุดมศึกษา และการ
15 บริหารจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการภาคทฤษฎีและปฏิบัติในบริบทของการทํางานตามสภาพจริงเพื่อให้ นักศึกษาบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการนักปฏิบัติขั้นสูงตามเจตนารมณ์ของ หลักสูตรในด้านอาจารย์ผู้สอนจํานวนหนึ่งต้องเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการมาแล้ว และหากเป็นผู้สอน จากสถานประกอบการต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา 5.2.2 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ซึ่งเป็นหลักสูตรสาหรับผู้เรียน ที่มีความสามารถพิเศษ มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ สมรรถนะทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการขั้นสูง โดยใช้ หลักสูตรปกติที่เปิดสอนอยู่แล้วให้รองรับศักยภาพของผู้เรียน โดยกําหนดให้ผู้เรียนได้ศึกษาบางรายวิชาใน ระดับบัณฑิตศึกษาที่เปิดสอนอยู่แล้ว และทําวิจัยที่ลุ่มลึกหรือได้รับการฝึกปฏิบัติขั้นสูงในองค์กรหรือสถาน ประกอบการ หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการต้องมีการเรียนรายวิชาระดับ บัณฑิตศึกษาไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 6. ระบบการจัดการศึกษา ใช้ระบบทวิภาค โดย 1 ปีการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษาปกติ 1 ภาคการศึกษาปกติมีระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ หรือเทียบเคียงได้ไม่น้อยกว่า 15 สัปดาห์ สถาบันอุดมศึกษาที่เปิดการศึกษาภาคฤดูร้อน ให้กําหนดระยะเวลาและจํานวนหน่วยกิต โดยมีสัดส่วน เทียบเคียงกันได้กับการศึกษาภาคปกติสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบอื่น ให้มีการนับระยะเวลาใน การศึกษาเทียบเคียงได้กับระบบทวิภาค โดยให้สภาสถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้กําหนด ซึ่งจะต้องแสดง รายละเอียดเกี่ยวกับระบบการศึกษานั้นไว้ในหลักสูตรให้ชัดเจน ประกอบด้วยรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลา ของหน่วยการเรียนรู้เทียบเคียงกับหน่วยกิตในระบบทวิภาค รายวิชาภาคทฤษฎีและรายวิชาภาคปฏิบัติการ ฝึกงานหรือการฝึกภาคสนาม การทําโครงงานหรือกิจกรรมอื่นใดที่เสริมสร้างการเรียนรู้ให้มีความสอดคล้อง และเหมาะสมกับระบบการจัดการศึกษาที่สภาสถาบันอุดมศึกษากําหนด 7. การคิดหน่วยกิตตามระบบทวิภาค 7.1 รายวิชาภาคทฤษฎีที่ใช้เวลาบรรยายหรืออภิปรายปัญหาไม่น้อยกว่า 15 ชั่วโมงต่อภาค การศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 7.2 รายวิชาภาคปฏิบัติที่ใช้เวลาฝึกหรือทดลองไม่น้อยกว่า 30 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติให้มี ค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 7.3. การฝึกงานหรือการฝึกภาคสนามที่ใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 7.4 การทําโครงงานหรือกิจกรรมการเรียนอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายที่ใช้เวลาทําโครงงานหรือ กิจกรรมนั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 45 ชั่วโมงต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต 7.5 กิจกรรมการเรียนอื่นใดที่สร้างการเรียนรู้นอกเหนือจากรูปแบบที่กาหนดข้างต้น การนับ ระยะเวลาในการทํากิจกรรมนั้นต่อภาคการศึกษาปกติ ให้มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกิต ให้เป็นไปตามที่สภา สถาบันอุดมศึกษากําหนดสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาในระบบอื่นที่ไม่ใช่ระบบทวิภาค ให้นับระยะเวลา การศึกษาและการคิดหน่วยกิตเทียบเคียงได้กับระบบทวิภาค โดยให้สภาสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวเป็นผู้ กําหนด 8. จํานวนหน่วยกิตรวมและระยะเวลาการศึกษา 8.1 หลักสูตรปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติ 4 ปี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 120 หน่วยกิต 8.2 หลักสูตรปริญญาตรีที่มีระยะเวลาการศึกษาปกติ 5 ปี มีจานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต
16 8.3 หลักสูตรปริญญาตรีมีระยะเวลาการศึกษาปกติไม่น้อยกว่า 6 ปี มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อย กว่า 180 หน่วยกิต 8.4 หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต 9. โครงสร้างหลักสูตร ประกอบด้วย หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือก เสรี โดยมีสัดส่วนจํานวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชา ดังนี้ 9.1 หมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง หมวดวิชาที่เสริมสร้างความเป็นมนุษย์ให้พร้อมสําหรับโลกใน ปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้เป็นบุคคลผู้ใฝ่รู้และมีทักษะที่จําเป็นสําหรับศตวรรษที่ 21 อย่างครบถ้วน เป็นผู้ ตระหนักรู้ถึงการบูรณาการศาสตร์ต่าง ๆ ในการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหา เป็นผู้ที่สามารถสร้างโอกาสและคุณค่า ให้ตนเองและสังคม รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมและของโลกเป็นบุคคลที่ดํารงตนเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง มีจริยธรรมและยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง รู้คุณค่าและรักษ์ชาติกําเนิดร่วมมือรวมพลังเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนา สังคมอย่างยั่งยืน และเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคมสถาบันอุดมศึกษาอาจจัดวิชาศึกษาทั่วไปในลักษณะ จําแนกเป็นรายวิชาหรือลักษณะบูรณาการใด ๆ ก็ได้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป โดยให้มีจํานวนหน่วยกิตรวม ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต และต้องแสดงการวัดและประเมินผลที่สะท้อนการ บรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่สอดคล้องกับปรัชญาและวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาวิชาศึกษา ทั่วไปได้อย่างชัดเจนการจัดวิชาศึกษาทั่วไปสําหรับหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) อาจได้รับการยกเว้นรายวิชา ที่ได้ศึกษามาแล้วในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือระดับอนุปริญญา 9.2 หมวดวิชาเฉพาะ หมายถึง วิชาแกน วิชาเฉพาะด้าน วิชาพื้นฐานวิชาชีพและวิชาชีพที่มุ่งหมาย ให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และปฏิบัติงานได้ โดยให้มีจานวนหน่วยกิตรวมของหมวดวิชาเฉพาะ ดังนี้ 9.2.1 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาการ ให้มีจํานวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะรวมไม่ น้อยกว่า 72 หน่วยกิต 9.2.2 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี) ทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ ให้มีจํานวนหน่วยกิตหมวดวิชา เฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 72 หน่วยกิต โดยต้องเรียนวิชาทางปฏิบัติการไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต และทางทฤษฎี ไม่น้อยกว่า 24 หน่วยกิต สําหรับหลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) ให้มีจํานวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะรวมไม่ น้อยกว่า 42 หน่วยกิต ในจํานวนนั้นต้องเป็นวิชาทางทฤษฎีไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกิต 9.2.3 หลักสูตรปริญญาตรี (5 ปี) ให้มีจานวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อยกว่า 90 หน่วยกิต 9.2.4 หลักสูตรปริญญาตรี (ไม่น้อยกว่า 6 ปี) ให้มีจํานวนหน่วยกิตหมวดวิชาเฉพาะรวมไม่น้อย กว่า 108 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจจัดหมวดวิชาเฉพาะในลักษณะวิชาเอกเดี่ยว วิชาเอกคู่ หรือวิชาเอก และวิชาโทก็ได้ โดยวิชาเอกต้องมีจํานวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่า 30 หน่วยกิต และวิชาโทต้องมีจํานวนหน่วยกิต ไม่น้อยกว่า 15 หน่วยกิต ในกรณีที่จัดหลักสูตรแบบวิชาเอกคู่ต้องเพิ่มจํานวนหน่วยกิตของวิชาเอกอีกไม่น้อย กว่า 30 หน่วยกิต และให้มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 150 หน่วยกิต สําหรับหลักสูตรปริญญาตรีแบบ ก้าวหน้า ผู้เรียนต้องเรียนรายวิชาระดับบัณฑิตศึกษาในหมวดวิชาเฉพาะไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต 9.3 หมวดวิชาเลือกเสรี หมายถึง วิชาที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจ ตามที่ตนเองถนัดหรือ สนใจ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนรายวิชาใด ๆ ในหลักสูตรระดับปริญญาตรีตามที่สถาบันอุดมศึกษา กําหนด และให้มีจํานวนหน่วยกิตรวมไม่น้อยกว่า 6 หน่วยกิต สถาบันอุดมศึกษาอาจยกเว้นหรือเทียบโอน หน่วยกิตรายวิชาในหมวดวิชาศึกษาทั่วไป หมวดวิชาเฉพาะ และหมวดวิชาเลือกเสรี ให้กับนักศึกษาที่มีความรู้ ความสามารถ ที่สามารถวัดมาตรฐานได้ โดยเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผล
17 การศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่คณะกรรมการกําหนด ทั้งนี้ นักศึกษาต้องศึกษาให้ครบตามจํานวนหน่วยกิตที่ กําหนดไว้ในหลักสูตรที่เข้าศึกษา 10. คุณวุฒิ คุณสมบัติ และจานวนอาจารย์ 10.1 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการ ประกอบด้วย 10.1.1 อาจารย์ประจําหลักสูตร มีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาโทหรือเทียบเท่าหรือมีตําแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือเทียบเท่า และต้องมีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา ของตนเอง และเป็นผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในการพิจารณาแต่งตั้งให้ บุคคลดํารงตําแหน่งทางวิชาการอย่างน้อย 1 เรื่อง ในรอบ 5 ปีย้อนหลัง กรณีมีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กร ภายนอกที่ไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษาหากจําเป็นบุคคลที่มาจากองค์กรนั้น อาจได้รับการยกเว้นคุณวุฒิปริญญาโท และผลงานทางวิชาการแต่ต้องมีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาตรีหรือเทียบเท่าที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาของ หลักสูตรและมีประสบการณ์การทํางานในองค์กรแห่งนั้น หรือการทํางานประเภทเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 ปี 10.1.2 อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร มีคุณวุฒิและคุณสมบัติเช่นเดียวกับอาจารย์ประจํา หลักสูตร จํานวนอย่างน้อย 5 คน กรณีมีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กรภายนอก ต้องมีอาจารย์ประจําหลักสูตร จากสถาบันอุดมศึกษาเจ้าของหลักสูตรนั้นเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอย่างน้อย ๓ คน กรณีที่หลักสูตร จัดให้มีวิชาเอกมากกว่า 1 วิชาเอก ให้จัดอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรที่มีคุณวุฒิและคุณสมบัติตรงหรือ สัมพันธ์กับสาขาวิชาที่เปิดสอนไม่น้อยกว่าวิชาเอกละ 3 คน กรณีที่มีความจาเป็นอย่างยิ่งสาหรับสาขาวิชาที่ไม่ สามารถสรรหาอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรครบตามจานวน สถาบันอุดมศึกษาต้องเสนอจานวนและคุณวุฒิ ของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรที่มีนั้นให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี 10.1.3 อาจารย์ผู้สอน อาจเป็นอาจารย์ประจําหรืออาจารย์พิเศษที่มีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญา โทหรือเทียบเท่า หรือมีตําแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน หรือในสาขาวิชาของรายวิชาที่สอน ในกรณีที่มีอาจารย์ประจาที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่าและทําหน้าที่ อาจารย์ผู้สอนก่อนที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๖๕ จะประกาศใช้ให้สามารถ ทําหน้าที่อาจารย์ผู้สอนต่อไปได้สาหรับหลักสูตรที่มีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กรภายนอกที่ไม่ใช่ สถาบันอุดมศึกษา หากจําเป็นบุคคลที่มาจากองค์กรนั้น อาจได้รับการยกเว้นคุณวุฒิปริญญาโท แต่ต้องมี คุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาตรีหรือเทียบเท่าและมีประสบการณ์การทํางานในองค์กรแห่งนั้น หรือการทํางานประเภท เดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปีกรณีอาจารย์พิเศษที่ไม่มีคุณวุฒิตามที่กําหนดข้างต้น ต้องเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับ ซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับรายวิชาที่สอน โดยผ่านความ เห็นชอบ จากสภาสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ทั้งนี้ หากรายวิชาใดมีความจําเป็นต้องใช้อาจารย์พิเศษ ต้องมี อาจารย์ประจําร่วมรับผิดชอบกระบวนการเรียนการสอนและพัฒนานักศึกษา ตลอดระยะเวลาของ การจัดการเรียนการสอนรายวิชานั้น ๆ ด้วย 10.2 หลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการ และหลักสูตรปริญญาตรี(ต่อเนื่อง) ประกอบด้วย 10.2.1 อาจารย์ประจําหลักสูตร มีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาโทหรือเทียบเท่าหรือมีตําแหน่งผู้ช่วย ศาสตราจารย์หรือเทียบเท่า และต้องมีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญาของ ตนเอง และเป็นผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในการพิจารณาแต่งตั้งให้บุคคล ดํารงตําแหน่งทางวิชาการอย่างน้อย 1 เรื่อง ในรอบ 5 ปีย้อนหลัง กรณีมีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กร ภายนอกที่ไม่ใช่สถาบันอุดมศึกษา หากจําเป็นบุคคลที่มาจากองค์กรนั้น อาจได้รับการยกเว้นคุณวุฒิปริญญาโท
18 และผลงานทางวิชาการแต่ต้องมีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาตรีหรือเทียบเท่าที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาของ หลักสูตรและมีประสบการณ์การทํางานในองค์กรแห่งนั้นหรือการทํางานประเภทเดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 6 ปี 10.2.2 อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร มีคุณวุฒิและคุณสมบัติเช่นเดียวกับ อาจารย์ประจํา หลักสูตร จํานวนอย่างน้อย 5 คน ในกรณีของหลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการที่เน้นทักษะด้าน การปฏิบัติเชิงเทคนิคในศาสตร์สาขาวิชานั้น อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอย่างน้อย 2 ใน 5 คน ต้องมี ประสบการณ์ด้านปฏิบัติการกรณีมีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กรภายนอก ต้องมีอาจารย์ประจําหลักสูตรจาก สถาบันอุดมศึกษาเจ้าของหลักสูตรนั้นเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรอย่างน้อย 3 คน กรณีที่หลักสูตรจัดให้มีวิชาเอกมากกว่า 1 วิชาเอก ให้จัดอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรที่ มีคุณวุฒิและคุณสมบัติตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาที่เปิดสอนไม่น้อยกว่าวิชาเอกละ 3 คน และต้องมีสัดส่วน อาจารย์ที่มีประสบการณ์ด้านปฏิบัติการ 1 ใน 3 กรณีที่มีความจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับสาขาวิชาที่ไม่สามารถสรรหาอาจารย์ผู้รับผิดชอบ หลักสูตรครบตามจํานวน สถาบันอุดมศึกษาต้องเสนอจํานวนและคุณวุฒิของอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรนั้น ให้คณะกรรมการพิจารณาเป็นรายกรณี 10.2.3 อาจารย์ผู้สอน อาจเป็นอาจารย์ประจําหรืออาจารย์พิเศษที่มีคุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาโท หรือเทียบเท่า หรือมีตําแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์หรือเทียบเท่า ในสาขาวิชานั้นหรือสาขาวิชาที่สัมพันธ์กัน หรือในสาขาวิชาของรายวิชาที่สอนในกรณีที่มีอาจารย์ประจําที่มีคุณวุฒิปริญญาตรีหรือเทียบเท่าและทําหน้าที่ อาจารย์ผู้สอนก่อนที่เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี พ.ศ. ๒๕๖๕ จะประกาศใช้ ให้สามารถทํา หน้าที่อาจารย์ผู้สอนต่อไปได้สําหรับหลักสูตรที่มีการตกลงร่วมผลิตกับองค์กรภายนอกที่ไม่ใช่ สถาบันอุดมศึกษา หากจําเป็นบุคคลที่มาจากองค์กรนั้น อาจได้รับการยกเว้นคุณวุฒิปริญญาโท แต่ต้องมี คุณวุฒิขั้นต่ําปริญญาตรีหรือเทียบเท่าและมีประสบการณ์การทางานในองค์กรแห่งนั้นหรือการทํางานประเภท เดียวกันอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 ปี กรณีอาจารย์พิเศษที่ไม่มีคุณวุฒิตามที่กําหนดข้างต้น ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และ ประสบการณ์เป็นที่ยอมรับ ซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับรายวิชาที่สอน โดยผ่านความเห็นชอบจากสภา สถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ทั้งนี้ หากรายวิชาใดมีความจําเป็นต้องใช้อาจารย์พิเศษต้องมีอาจารย์ประจําร่วม รับผิดชอบกระบวนการเรีนการสอนและพัฒนานักศึกษาตลอดระยะเวลาของการจัดการเรียนการสอนรายวิชา นั้น ๆ ด้วย 10. คุณสมบัติของผู้เข้าศึกษา 11.1 หลักสูตรปริญญาตรี (4 ปี 5 ปี และไม่น้อยกว่า 6 ปี) จะต้องเป็นผู้สําเร็จการศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า 11.2 หลักสูตรปริญญาตรี (ต่อเนื่อง) จะต้องเป็นผู้สําเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นสูงหรือเทียบเท่า หรือระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ในสาขาวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับสาขาวิชาที่จะเข้า ศึกษาตามที่สภาสถาบันอุดมศึกษากําหนด 11.3 หลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าทั้งทางวิชาการ และทางวิชาชีพหรือปฏิบัติการต้องเป็น ผู้สําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า โดยมีคะแนนเฉลี่ยสะสม ไม่น้อยกว่า 3.50 จาก ระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทียบเท่า และมีผลการเรียนในหลักสูตรปริญญาตรีแบบก้าวหน้าไม่น้อยกว่า 3.50 ทุกภาคการศึกษาในระหว่างการศึกษาในหลักสูตรแบบก้าวหน้าหากภาคการศึกษาใดภาคการศึกษาหนึ่งมีผล
19 การเรียนต่ํากว่า 3.50 จากระบบ 4 ระดับคะแนน หรือเทียบเท่า จะถือว่าผู้เรียนขาดคุณสมบัติในการศึกษา หลักสูตรแบบก้าวหน้า 12. การลงทะเบียนเรียน ให้ลงทะเบียนเรียนได้ไม่เกิน 22 หน่วยกิต ในแต่ละภาคการศึกษาปกติ สําหรับการลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา และให้ลงทะเบียนเรียนได้ไม่เกิน 9 หน่วยกิต ในแต่ละภาคการศึกษา ปกติสําหรับการลงทะเบียนเรียนไม่เต็มเวลาสําหรับการลงทะเบียนเรียนในภาคฤดูร้อน ให้ลงทะเบียนเรียนได้ ไม่เกิน 9 หน่วยกิต หากสถาบันอุดมศึกษาใดมีเหตุผลและความจําเป็นพิเศษ การลงทะเบียนเรียนที่มีจํานวน หน่วยกิตแตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้นก็อาจทําได้ โดยการอนุมัติของสภาสถาบันอุดมศึกษา แต่ต้องไม่กระทบ ต่อมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา 13. เกณฑ์การวัดผลและการสําเร็จการศึกษา ต้องเรียนครบตามจํานวนหน่วยกิตที่กําหนดไว้ใน หลักสูตร โดยได้ระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ํากว่า 2.00 จากระบบ 4 ระดับคะแนนหรือเทียบเท่าและบรรลุผลลัพธ์ การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรีสถาบันอุดมศึกษาที่ใช้ระบบการวัดผลและการสําเร็จ การศึกษาที่แตกต่างจากนี้ จะต้องกําหนดให้มีค่าเทียบเคียงกันได้การพ้นสภาพโดยไม่สําเร็จการศึกษาให้เป็นไป ตามที่สภาสถาบันอุดมศึกษากําหนด 14. ปริญญาบัตรและใบแสดงผลการศึกษา การออกใบปริญญาบัตรและใบแสดงผลการศึกษา ให้ระบุชื่อปริญญา ชื่อสาขาวิชา และชื่อ รายวิชาให้ตรงกับที่ระบุไว้ในเอกสารหลักสูตรฉบับที่คณะกรรมการรับรอง 15. การประกันคุณภาพของหลักสูตร ให้ทุกหลักสูตรกําหนดระบบการประกันคุณภาพของหลักสูตร ตามที่สภาสถาบันอุดมศึกษากาหนด 16. การพัฒนาหลักสูตร ให้ทุกหลักสูตรพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยโดยมีการประเมินและรายงานผล การดําเนินการของหลักสูตรทุกปีการศึกษาเพื่อนําข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรเป็นระยะ ๆ อย่างน้อย ตามรอบระยะเวลาของหลักสูตร หรือทุกรอบ 5 ปี 17. ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวได้ หรือมีความจําเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจากที่ กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ และให้ถือคําวินิจฉัยของคณะกรรมการนั้นเป็น ที่สุด 2.3 ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการด าเนินงานคลังหน่วยกิตในระดับ อุดมศึกษา พ.ศ. 2565 อาศัยอํานาจตามความในข้อ 15 และข้อ 21 แห่งกฎกระทรวงมาตรฐานหลักสูตรการศึกษา ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ประกอบกับมติคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ในคราวประชุม ครั้งที่ 8/2565 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง แนวทางการ ดําเนินงานคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565” ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ข้อ 3 ในประกาศนี้ “คลังหน่วยกิต” หมายถึง ระบบทะเบียนสะสมหน่วยกิตและผลการศึกษาสําหรับผู้เรียนทั้งจาก การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย อาทิ หลักสูตรเพื่อรับปริญญา หลักสูตร ฝึกอบรม การสร้างประสบการณ์ โดยมีหลักฐานที่เป็นองค์ประกอบในการเทียบหน่วยกิตรวบรวมไว้ด้วย
20 “การศึกษาในระบบ” หมายถึง การศึกษาที่กําหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตรระยะเวลา ของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสําเร็จการศึกษาที่แน่นอน “การศึกษานอกระบบ” หมายถึง การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกําหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสําคัญของการสําเร็จ การศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของ บุคคลแต่ละกลุ่ม “การศึกษาตามอัธยาศัย” หมายถึง การศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่ง ความรู้อื่น ๆ “ผลการเรียน” หมายถึง ความรู้ ทักษะ จริยธรรม และลักษณะบุคคลที่ได้จากการศึกษาในระบบซึ่ง สามารถแสดงในรูปของคะแนนตัวอักษร หรือแต้มระดับคะแนนที่นํามาคิดคะแนนผลการเรียนหรือคํานวณ แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้ “ผลลัพธ์การเรียนรู้” หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการศึกษา ฝึกอบรม หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติ หรือการเรียนรู้จริงในที่ทํางานระหว่างการศึกษา “ผู้เรียน” หมายถึง ผู้ที่ลงทะเบียนสะสมหน่วยกิตกับสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย “คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ข้อ 4 การดําเนินงานคลังหน่วยกิตในระดับอุดมศึกษามีวัตถุประสงค์ ดังนี้ (1) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่กําหนดอายุและคุณวุฒิของ ผู้เรียน เป็นการเชื่อมโยงทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตที่ได้รับจากการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ไว้ในคลังหน่วยกิต ข้อ 5 คลังหน่วยกิต มีหลักการ ดังนี้ (1) คลังหน่วยกิต ประกอบด้วย คลังหน่วยกิตที่ดําเนินการโดยสถาบันอุดมศึกษาเพื่อส่งเสริมให้ ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตไว้ใช้ประโยชน์ได้ และคลังหน่วยกิตกลางที่ดําเนินการโดยสํานักงานปลัดกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในการพัฒนากําลังคนในระดับอุดมศึกษา ทั้งนี้ คลังหน่วยกิตที่ดําเนินการโดยสถาบันอุดมศึกษาต้องเชื่อมต่อกันได้กับคลังหน่วยกิตกลางในรูปแบบดิจิทัล (2) ผู้เรียนสามารถนําผลการเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ มาเทียบหน่วยกิตและสะสมในคลัง หน่วยกิตได้ตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วย กิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 (3) ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตในคลังหน่วยกิตได้ตลอดชีวิตโดยไม่จํากัดอายุและคุณวุฒิของ ผู้เรียน รวมทั้งระยะเวลาในการสะสมหน่วยกิต และระยะเวลาในการเรียน ทั้งนี้ ต้องมีความทันสมัยต่อ ความก้าวหน้าในศาสตร์นั้น ๆ (4) ข้อมูลหน่วยกิตที่สะสมไว้ในคลังหน่วยกิตเป็นของผู้เรียน และการดําเนินการใด ๆ ต้อง เป็นไปตามความประสงค์ของผู้เรียน ข้อ 6 การสะสมหน่วยกิต มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ดังนี้ (1) การสะสมหน่วยกิตจากการลงทะเบียนเรียน ให้ผู้เรียนที่ลงทะเบียนเรียนใน สถาบันอุดมศึกษาสามารถสะสมหน่วยกิตไว้ในคลังหน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนได้
21 (2) การสะสมหน่วยกิตที่ได้จากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย สถาบันอุดมศึกษาต้องดําเนินการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้จากการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตาม อัธยาศัยตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิต และผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนสะสมหน่วยกิตในคลังหน่วย กิตในสถาบันอุดมศึกษามากกว่าหนึ่งแห่งได้ ข้อ 7 การบันทึกผลการเรียน และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนในคลังหน่วยกิตให้ดําเนินการ ดังนี้ ของสถาบันอุดมศึกษา หรือจากสถาบันอุดมศึกษาที่มีบันทึกข้อตกลงร่วมกันให้บันทึกผลการเรียนตามระดับ คะแนนตัวอักษรหรือแต้มระดับคะแนนที่สอบได้ (2) กรณีที่ผู้เรียนได้รับหน่วยกิตจากการเทียบโอนจากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัย ให้บันทึกตามวิธีการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยไม่กําหนดระดับคะแนนตัวอักษรหรือแต้มระดับ คะแนน และให้จัดทําหลักฐานข้อมูลประกอบการเทียบโอนบันทึกไว้ด้วย ข้อ 8 การนําหน่วยกิตที่สะสมไว้ในคลังหน่วยกิต เพื่อไปใช้ในการศึกษาเพื่อรับปริญญาให้เป็นไปตาม ระเบียบการเทียบโอนของแต่ละสถาบันอุดมศึกษา โดยต้องสอดคล้องตามประกาศคณะกรรมการมาตรฐาน การอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ทั้งนี้การให้ปริญญา หรือประกาศนียบัตรใด ๆ ต้องเป็นไปตามระเบียบของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้คลังหน่วยกิต กลางสามารถออกรายงานการสะสมหน่วยกิต เพื่อใช้ในการแสดงการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับอุดมศึกษา ข้อ 9 สถาบันอุดมศึกษาที่ประสงค์จะดําเนินการคลังหน่วยกิต ให้ดําเนินการ ดังนี้ (1) ยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อคณะกรรมการ โดยความเห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา (2) ให้สภาสถาบันอุดมศึกษากําหนดระเบียบคลังหน่วยกิต ที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับผู้เรียนเข้ามา สะสมหน่วยกิต การสะสมหน่วยกิต (Credit Depository) จากผลการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย การเรียกใช้หน่วยกิต (Credit Reimbursement) รายละเอียดของผู้เรียน (Learner Attributes) รายละเอียดที่มาของหน่วยกิตที่สะสมไว้ (Credit Attributes) การทําให้มั่นใจว่าข้อมูล และสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนและหน่วยกิตที่สะสมไว้มีคุณภาพ (Quality) มีความพร้อมใช้ (Availability) มี ความมั่นคง (Security) และมีการยืนยันตัวตนของผู้เรียน (Authentication) แล้วจัดทําเป็นข้อเสนอขอขึ้น ทะเบียนที่มีรายละเอียดข้างต้นครบถ้วน เพื่อให้คณะกรรมการใช้พิจารณาขึ้นทะเบียน (3) สํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประกาศรายชื่อ สถาบันอุดมศึกษาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนต่อสาธารณะ (4) ให้สถาบันอุดมศึกษาจัดทํารายงานผลการดําเนินงานเสนอต่อคณะกรรมการเป็นประจําทุกปี หลังสิ้นปีการศึกษา ข้อ 10 การเปิดดําเนินการหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับคลังหน่วยกิตที่สถาบันอุดมศึกษาดําเนินการอยู่หรือ ที่สถาบันอุดมศึกษาแจ้งให้สํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมทราบ ตาม ประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เรื่อง แนวทางการดําเนินงานระบบคลัง หน่วยกิตระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 ให้ถือว่าเป็นการดําเนินการตามประกาศนี้ แล้ว แต่ต้องดําเนินการขอขึ้นทะเบียน ตามข้อ 9 ภายใน 3 ปี ข้อ 11 คณะกรรมการอาจกําหนดให้มีการกํากับดูแล ติดตาม และประเมินผล การดําเนินงานคลัง หน่วยกิตของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐานตามเจตนารมณ์และแนวปฏิบัติของประกาศนี้ได้ ข้อ 12สถาบันอุดมศึกษาต้องตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูลที่เก็บสะสมในคลังหน่วยกิต ก่อนส่งไปสู่คลังหน่วยกิตกลาง และรับผิดชอบต่อความเสียหายและเยียวยาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากมีการ
22 กระทําใด ๆ ที่เชื่อได้ว่าข้อมูลหน่วยกิตที่ส่งให้กับคลังหน่วยกิตกลางเป็นไปโดยไม่สุจริต หรือไม่มีความพร้อม ตามที่กําหนดไว้ในข้อ 9 (2) คณะกรรมการสามารถเพิกถอนการขึ้นทะเบียน พร้อมประกาศให้สาธารณะทราบได้ ข้อ 13 ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวได้ หรือมีความจําเป็นต้องปฏิบัติ นอกเหนือจากที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ และให้ถือคําวินิจฉัยของ คณะกรรมการนั้นเป็นที่สุด 2.4 ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผล การศึกษาในระดับอุดมศึกษ พ.ศ. 2565 อาศัยอํานาจตามความในข้อ 14 และข้อ 21 แห่งกฎกระทรวงมาตรฐานหลักสูตรการศึกษา ระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565 ประกอบกับมติคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2565 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2565 จึงออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ประกาศนี้เรียกว่า “ประกาศคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา เรื่องหลักเกณฑ์และ วิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา พ.ศ. 2565” ข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2565 เป็นต้นไป ข้อ 3 ในประกาศนี้ “การศึกษาในระบบ” หมายถึง การศึกษาที่กําหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษาหลักสูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสําเร็จการศึกษาที่แน่นอน “การศึกษานอกระบบ” หมายถึง การศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกําหนดจุดมุ่งหมายรูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสําคัญของการสําเร็จ การศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของ บุคคลแต่ละกลุ่ม “การศึกษาตามอัธยาศัย” หมายถึง การศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อหรือแหล่ง ความรู้อื่น ๆ “ผลการเรียน” หมายถึง ความรู้ ทักษะ จริยธรรม และลักษณะบุคคลที่ได้จากการศึกษาในระบบ ซึ่งสามารถแสดงในรูปของคะแนนตัวอักษร หรือแต้มระดับคะแนนที่นํามาคิดคะแนนผลการเรียน หรือ คํานวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้ “ผลลัพธ์การเรียนรู้” หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการศึกษา ฝึกอบรม หรือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการฝึกปฏิบัติ หรือการเรียนรู้จริงในที่ท างานระหว่างการศึกษา “ผู้เรียน” หมายถึง บุคคลที่เรียนรู้จากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ หรือ การศึกษา ตามอัธยาศัย “คณะกรรมการ” หมายถึง คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา ข้อ 4 สถาบันอุดมศึกษาพึงใช้ผลลัพธ์การเรียนรู้เป็นหลักสําคัญในการเทียบโอนโดยสถาบันอุดมศึกษา จัดทํารายละเอียดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ของรายวิชาที่เปิดสอนในสถาบันอุดมศึกษาไว้ล่วงหน้าก่อนที่ จะมีผู้ยื่นคําขอเทียบโอนเพื่อเป็นเกณฑ์เทียบเคียงในการพิจารณาโดยผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ต้องเทียบ ได้ตามมาตรฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ของแต่ละระดับคุณวุฒิตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาซึ่งสามารถ ทดสอบและประเมินผลได้โดยวิธีการต่าง ๆ ข้อ 5 การดําเนินงานเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษามีวัตถุประสงค์ดังนี้
23 (1) ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนทั้งการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย สามารถเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาได้อย่างคล่องตัวและ รักษาไว้ซึ่งมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษา (2) ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษามีอิสระในการกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการ เทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษา โดยต้องมีมาตรฐานไม่ต่ํากว่าหลักเกณฑ์ตามประกาศฉบับนี้ ข้อ 6 การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาในระดับอุดมศึกษา มีหลักการ ดังต่อไปนี้ (1) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องสามารถเทียบโอนได้ทั้งจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (2) การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต้องยึดหลักความเสมอภาคและธํารงไว้ซึ่งคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษา (3) สถาบันอุดมศึกษาต้องจัดให้มีหน่วยงานทําหน้าที่ให้คําแนะนําปรึกษาและดําเนินการให้มี การเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กําหนด (4) สถาบันอุดมศึกษาต้องกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการทดสอบและประเมินผลเพื่อ การเทียบโอนที่มีมาตรฐาน ข้อ 7 สถาบันอุดมศึกษาต้องด าเนินการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาภายใต้หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 7.1 หลักเกณฑ์การเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ ระดับอนุปริญญาและปริญญาตรี (1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจตามกฎหมายรับรอง (2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนํามาขอเทียบโอนต้องมีสาระสําคัญครอบคลุมรายวิชาหรือ กลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน (3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนํามาขอเทียบโอน ต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ํา กว่า 2.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า (4) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถนํามาคํานวณ แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้ ระดับบัณฑิตศึกษา (1) เป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาในหลักสูตรระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่าที่คณะกรรมการ หรือหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจตามกฎหมายรับรอง (2) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนํามาขอเทียบโอนต้องมีสาระสําคัญครอบคลุมรายวิชาหรือ กลุ่มรายวิชาที่ขอเทียบโอน (3) ผลการเรียนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะนํามาขอเทียบโอนต้องมีระดับคะแนนไม่ต่ํา กว่า 3.00 จากระบบ 4.00 หรือเทียบเท่า (4) การเทียบโอนในรายวิชาวิทยานิพนธ์ให้เป็นไปตามที่สถาบันอุดมศึกษากําหนดโดยความ เห็นชอบของสภาสถาบันอุดมศึกษา (5) รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่เทียบโอนจากต่างสถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถนํามาคํานวณ แต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้
24 7.2 หลักเกณฑ์การเทียบโอนจากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (1) ผู้ขอเทียบโอนมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ของ รายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่จะขอเทียบโอน (2) ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ขอเทียบโอนไม่จํากัดระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้และสั่งสม ประสบการณ์ในผลลัพธ์การเรียนรู้เรื่องนั้น แต่ต้องทันต่อความก้าวหน้าทางวิชาการของสาขาที่จะขอเทียบโอน (3) ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เทียบโอนไม่สามารถมาคํานวณแต้มระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมได้ทั้งนี้ การเทียบโอนสําหรับการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ให้สามารถเทียบ โอนได้โดยรวมแล้วไม่เกินสามในสี่ของจํานวนหน่วยกิตรวมของหลักสูตรที่รับโอนสําหรับระดับปริญญาตรี และ ไม่เกินกึ่งหนึ่งของจํานวนหน่วยกิตรวมของหลักสูตรที่รับโอนสําหรับระดับบัณฑิตศึกษา โดยให้คํานึงถึงการ สร้างบัณฑิตที่พึงประสงค์และสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของสถาบัน กรณีการเทียบโอนจากการศึกษาใน ระบบของสถาบันเดียวกันสามารถเทียบโอนได้มากกว่าที่กําหนดการเทียบโอนจากการศึกษาในสถาบันหนึ่ง ไปยังอีกสถาบันหนึ่ง ไม่สามารถเทียบโอนต่อช่วงไปยังสถาบันอุดมศึกษาอื่นได้ และต้องระบุไว้ในใบแสดงผล การเรียน (Transcript) ว่าเป็นรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาที่มีการเทียบโอน ข้อ 8 วิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษา (1) สถาบันอุดมศึกษากําหนดระบบและกลไกการเทียบโอน โดยได้รับความเห็นชอบจากสภา สถาบันอุดมศึกษา (2) ให้มีคณะกรรมการระดับสถาบันท าหน้าที่ก ากับดูแลระบบและกลไกการเทียบโอนให้มี คุณภาพและมาตรฐาน และมีคณะกรรมการระดับคณะและระดับหลักสูตรทําหน้าที่ทดสอบและประเมินผล เพื่อการเทียบโอนโดยอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรและอาจารย์ผู้สอนมีส่วนร่วม (3) การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการทดสอบและประเมินผลเพื่อการเทียบโอน ต้อง มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน มีความโปร่งใส และเสมอภาค โดยมีการทบทวนและปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ใช้ประเมินผลเพื่อการเทียบโอนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการและสังคม ทั้งนี้ ต้องคํานึงถึง ความต้องการจําเป็นของแต่ละบุคคล (4) การกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการทดสอบและประเมินผลเพื่อการเทียบโอน ต้อง พิจารณาองค์ประกอบขั้นต่ําตามแต่ละกรณี ดังนี้ (4.1) กรณีเทียบโอนจากการศึกษาในระบบ ให้พิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ สาระสําคัญ จํานวนหน่วยกิตและชั่วโมงสอน และผลการวัดและประเมินผลของผู้เรียน (4.2) กรณีเทียบโอนจากการศึกษานอกระบบ ให้พิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้ที่พึงประสงค์ สาระสําคัญ จํานวนชั่วโมงสอน วิธีการวัดและประเมินผล รูปแบบและวิธีการจัดการศึกษา คุณสมบัติของ ผู้สอน ผลการวัดและประเมินผลของผู้เรียน เอกสารยืนยันการศึกษาจากหน่วยงานที่จัดการศึกษา และข้อมูล ประวัติและผลงานของหน่วยงานที่จัดการศึกษา (4.3) กรณีเทียบโอนจากการศึกษาตามอัธยาศัย ให้พิจารณาผลลัพธ์การเรียนรู้จากบันทึก ประสบการณ์ ข้อมูลของแหล่งที่ผู้เรียนได้รับประสบการณ์นั้น และการเทียบเคียงประสบการณ์กับผลลัพธ์การ เรียนรู้ที่พึงประสงค์ของรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชา (4.4) กรณีการเทียบโอนที่ไม่สามารถพิจารณาองค์ประกอบตามข้อ (4.1) - (4.3) สถาบันอุดมศึกษาสามารถดําเนินการทดสอบสมรรถนะได้ (5) การบันทึกผลการศึกษาจากการเทียบโอนในรายวิชาหรือกลุ่มรายวิชาให้บันทึกตามวิธีการ ประเมิน เช่น หน่วยกิตที่ได้รับการยกเว้นการเรียนที่เคยศึกษามาแล้วจากสถาบันอุดมศึกษาหน่วยกิตที่ได้จาก
25 การทดสอบ หน่วยกิตที่ได้จากการเสนอแฟ้มสะสมงาน หน่วยกิตที่ได้จากการทดสอบมาตรฐาน หน่วยกิตที่ได้ จากการประเมินหรืออบรมที่จัดโดยหน่วยงานต่าง ๆ เป็นต้น (6) ให้สถาบันอุดมศึกษาเผยแพร่หลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนหน่วยกิตและผลการศึกษาต่อ สาธารณะ ข้อ 9 ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าวได้ หรือมีความจําเป็นต้องปฏิบัตินอกเหนือจาก ที่กําหนดไว้ในประกาศนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ และให้ถือคําวินิจฉัยของคณะกรรมการนั้นเป็น ที่สุด 2.5 ความส าคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตในยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติ ยุทธศาสตร์และแผนระดับชาติที่สําคัญหลายฉบับได้ให้ความสําคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นหนึ่งใน ทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยมีประเด็นที่สําคัญจากยุทธศาสตร์และแผนต่าง ๆ ดังนี้ ยุทธศาสตร์ชาติ20 ปีพ.ศ. 2561 – 2580 ได้กําหนดยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์โดยมีประเด็นที่สําคัญคือ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ที่มุ่งเน้นการพัฒนา คนเชิงคุณภาพในทุกช่วงวัย เช่น ช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น เน้นปลูกฝังทักษะการเรียนรู้ที่สอดรับกับศตวรรษที่ 21 ช่วงวัยแรงงาน เน้นการยกระดับศักยภาพ ทักษะและสมรรถนะแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และช่วงวัยผู้สูงอายุ เน้นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ และการปฏิรูปกระบวนการ เรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นผู้เรียนให้มีทักษะการเรียนรู้และมีใจใฝ่เรียนรู้ ตลอดเวลา การพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอด การวางพื้นฐานระบบรองรับการเรียนรู้โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์ม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564 ได้กําหนดยุทธศาสตร์ด้านการ เสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ที่มีมีแนวทางการพัฒนาที่สําคัญ เช่น ส่งเสริมแรงงานให้มีความรู้และ ทักษะในการประกอบอาชีพที่เป็นไปตามความต้องการของตลาดงาน พัฒนาศักยภาพของกลุ่มผู้สูงอายุช่วงต้น ให้สามารถเข้าสู่ตลาดงานเพิ่มขึ้น ยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ได้ระบุถึงความเสี่ยงและโอกาสสําคัญของ การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เช่น ความเสี่ยงในการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและสามารถทดแทนกับแรงงานที่ลดลง โอกาสในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรมด้วยเทคโนโลยีและประชากรวัยเรียนที่ลดลง ความเหลื่อมล้ําทางการศึกษา และการพัฒนาทักษะจากความไม่พร้อมทางเทคโนโลยีและความแตกต่างระหว่างพื้นที่ โอกาสในการส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาทักษะให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงและรองรับกับคนทุกช่วงวัยความเสี่ยงใน การขาดแคลนทักษะทางพฤติกรรม (Soft Skills) ค่านิยมวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและการทํางาน รูปแบบใหม่ และความเสี่ยงต่อการขยายตัวของแรงงานนอกระบบ แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2560 – 2579 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ - ยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและพัฒนาก าลังคน การวิจัย และนวัตกรรรม เพื่อสร้างขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ก าลังคนมีทักษะที่ส าคัญจ าเป็นและมีสมรรถนะตรงตามความต้องการของ ตลาดงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ - ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้มีเป้าหมาย เพื่อให้คนทุกช่วงวัยมีทักษะ ความรู้ความสามารถ และสมรรถนะตามมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพ
26 และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ตามศักยภาพ มีแหล่งเรียนรู้สื่อต าราเรียน นวัตกรรม และสื่อการเรียนรู้มีคุณภาพ และมาตรฐาน และประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่จ ากัดเวลาและสถานที่ - ยุทธศาสตร์ที่ด้านการสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษา เน้นการเพิ่ม โอกาสทางการศึกษาผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาส าหรับคนทุกช่วงวัย (ร่าง) นโยบายและยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2563 – 2570 ประกอบด้วยแพลตฟอร์มที่ 1 การพัฒนากําลังคนและสถาบันความรู้ โดยมีโปรแกรมที่สําคัญ เช่น การสร้าง ระบบผลิตและพัฒนากําลังคนให้มีคุณภาพ การผลิตกําลังคนระดับสูงรองรับ EEC และการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต เป็นต้น แผนด้านวิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม พ.ศ.2563 – 2565 มีการผลักดันโปรแกรมที่สําคัญ เช่น การสร้างระบบผลิตและพัฒนากําลังคนให้มีคุณภาพ การขยายผลหลักสูตรอุดมศึกษาและอาชีวศึกษาที่ เชื่อมโยงสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมแบบบูรณาการการเรียนรู้กับการทางาน ( Work integrated Learning: WiL) การส่งเสริมการพัฒนาก าลังคนหรือการวิจัยร่วมระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการใน พื้นที่ EEC การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต การยกระดับระบบฝึกอบรมเพื่อ พัฒนาทักษะส าหรับบุคลากรวัยท างาน (Re-skill/Up-skill) เป็นต้น แผนด้านการอุดมศึกษาเพื่อผลิตและพัฒนากําลังคนของประเทศ พ.ศ. 2564-2570 ได้กําหนด ยุทธศาสตร์ที่ด้านการพัฒนาศักยภาพคน (Capacity Building) โดยมุ่งเน้นด้านการจัดการศึกษาเพื่อการ เรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้ผู้เรียนที่มาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อย ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนผู้สูงวัย สามารถเข้าถึงบริการทางการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพสูง 2.6 การจัดการศึกษาตลอดชีวิตในแต่ละรูปแบบและประเภทการศึกษาของประเทศไทย การดําเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาตลอดชีวิต มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตลอดชีวิตและการศึกษา ทําให้การศึกษาตลอดชีวิตมิได้สิ้นสุดลงหลังออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว แต่เป็น การพัฒนาตนเองไปตลอด ชีวิต อีกทั้งยังเป็นการรวมเอาการศึกษาทุกประเภทมาไว้ด้วยกัน ดังนั้น การศึกษาตลอดชีวิตต้องใช้ภาคี เครือข่ายต่าง ๆ ร่วมกันจัด โดยต้องมีความต่อเนื่อง เนื่องจากกระแสโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา นอกจากนั้นการจัดการศึกษาตลอดชีวิตยังบ่งบอกถึงความเป็นประชาธิปไตย ในการศึกษา การจัดการศึกษา ให้แก่กลุ่มบุคคลทุกกลุ่มจําเป็นต้องมีความยืดหยุ่นและนําเอาทรัพยากรทุกด้านเข้ามาบูรณาการกันให้เกิด ความรู้ทั่วไปจนถึงความชํานาญ เพื่อให้เกิดกระบวนทัศน์ใหม่ ในการเรียนรู้ และนํามาพัฒนาคุณภาพชีวิตของ ตนเอง (อาชัญญา รัตนอุบล, 2557) ในประเทศไทย มีการดําเนินงานในหลายระดับการศึกษาและประเภท การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับอุดมศึกษา หรือประเภทสามัญศึกษาและประเภท อาชีวศึกษา ซึ่งหากแบ่งการจัดการศึกษา ของประเทศไทยออกเป็นรูปแบบตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะมีการให้ ความหมายและกําหนดรูปแบบการศึกษา ระดับการศึกษา และประเภท การศึกษา ดังนี้(พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ, 2542) 1. รูปแบบการศึกษา หมายถึง ลักษณะของการจัดการศึกษา แบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย 2. ระดับการศึกษา หมายถึง กระบวนการจัดการศึกษาที่แบ่งออกเป็นช่วง โดยการแบ่งระดับของ การศึกษาในระบบ แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับ อุดมศึกษา โดยมีการ แบ่งดังนี้
27 2.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา 2.1.1 การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา เป็นการศึกษาก่อนการศึกษาภาคบังคับเพื่อเตรียม ความพร้อมให้กับเด็กก่อนที่จะเรียนในชั้นประถมศึกษา 2.1.2 การศึกษาระดับประถมศึกษา เป็นการศึกษาภาคบังคับที่มุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถขั้นพื้นฐาน 2.1.3 การศึกษาระดับมัธยมศึกษา เป็นการศึกษาต่อจากระดับประถมศึกษา แบ่งออก เป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2.1.3.1 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นการศึกษาภาคบังคับต่อเนื่องจากระดับ ประถมศึกษา 2.1.3.2 การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการศึกษาต่อจาก มัธยมศึกษา ตอนต้น โดยไม่เป็นการศึกษาภาคบังคับ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภท สามัญศึกษา และประเภท อาชีวศึกษา 2.2 การศึกษาระดับอุดมศึกษา เป็นการศึกษาหลังมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งออก เป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ํากว่าปริญญา และระดับปริญญา 3. ประเภทการศึกษา หมายถึง การศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แบ่งออกเป็นประเภทสามัญ ศึกษาและอาชีวศึกษาแสดงโครงสร้างตามแผนภาพ 2.1 ภาพที่ 2.1 แสดงโครงสร้างการแบ่งระดับและประเภทการศึกษา ทั้งนี้ การรายงานการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในแต่ละรูปแบบและประเภทการศึกษาของประเทศไทย จะนําเสนอโดยแบ่งเป็น การจัดการศึกษาตลอดชีวิตของสํานักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย การจัดการศึกษาตลอดชีวิตของสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และการจัดการศึกษา ตลอดชีวิตของอุดมศึกษา ดังนี้
28 การจัดการศึกษาตลอดชีวิตของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษาตลอดชีวิตในประเทศไทยของกระทรวงศึกษาธิการ จะมีสํานักงานการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ทําหน้าที่บริหารจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย โดยมีขอบเขตงานการศึกษาตลอดชีวิตในความรับผิดชอบหลักคือการจัดทํา ยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และ แผนพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในแต่ละ จังหวัดและกรุงเทพมห านคร ให้ สอดคล้องกับนโยบาย มาตรฐานการศึกษา แผนการศึกษาชาติ แผนพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัยตามสภาพท้องถิ่นและชุมชนศึกษา และ มีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนและการสะสมผลการ เรียนรู้ตามกรอบงานการศึกษาของสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยคือกลุ่ม งานแผนงาน ที่มีหน้าที่พัฒนาระบบเครือข่ายและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการพัฒนาทั้งด้าน ซอฟท์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และพัฒนาบุคลากร ส่วนกลุ่มพัฒนาการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมี หน้าที่เกี่ยวข้องกับ กลไกการเทียบโอนผลการเรียน ความรู้และประสบการณ์ โดยการพัฒนาหลักสูตร การศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งสายสามัญและสายอาชีพ หลักสูตรส่งเสริมการรู้หนังสือ และ หลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พัฒนาแนวทางการจัดกิจกรรม พัฒนาการวัดและประเมินผล การเทียบโอน ผลการเรียน การพัฒนาระบบการเทียบระดับการศึกษา จัดทําคู่มือการบริหารหลักสูตร และเอกสาร อื่น ๆ พัฒนาคู่มือการดําเนินงานโปรแกรมงานทะเบียน และส่งเสริมสนับสนุนการดําเนินงาน เทียบโอน เทียบระดับ การศึกษาของสถานศึกษา พัฒนาเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ พัฒนาระบบคลังข้อสอบ และการ สอบหน้าจอ สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยได้พัฒนา การประเมินเทียบระดับ การศึกษา (แนวใหม่) ฉบับปรับปรุงปี พ.ศ. 2555 โดยกําหนดให้ศูนย์การศึกษา นอกระบบและการศึกษาตาม อัธยาศัยอําเภอหรือเขตที่มีความพร้อมเป็นศูนย์เทียบระดับการศึกษา ซึ่งเป็นการให้ความสําคัญกับความรู้และ ประสบการณ์จากการศึกษานอกระบบของประชาชนทั่วไป ที่มีการสั่งสมความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่องที่ เกิดจากประสบการณ์ตรงในการทํางานการประกอบอาชีพ หรือความรู้ที่เกิดจากการศึกษาดูงาน การศึกษาจาก สถาบันการศึกษา หน่วยงาน แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ หรือจากสื่อเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างแพร่หลาย สามารถนํามา ประเมินเพื่อให้ การรับรองความรู้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ให้ได้รับการศึกษาในระดับประถมศึกษา ระดับ มัธยมศึกษา ตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินเทียบระดับการศึกษา เพื่อ (1) เปิดโอกาสให้ผู้มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และคุณธรรมจริยธรรม ได้รับการรับรอง คุณวุฒิ ทางการศึกษา (2) สร้างแรงจูงใจให้บุคคลทั่วไปมีความกระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ เพิ่มทักษะและสั่งสม ประสบการณ์อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และ (3) ตอบสนองความต้องการการยอมรับ ความรู้และประสบการณ์ของ ผู้เข้ารับการประเมินเทียบระดับการศึกษา ซึ่งจะทําให้บุคคลมีความมั่นใจในตนเองและมั่นใจในสถานภาพทาง สังคม (สํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย, 2555) หน่วยงานที่จัดการศึกษาและการเรียนรู้ควรปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการจัดการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ โดยปรับเปลี่ยนปรัชญาการศึกษาที่มุ่งเน้นตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มวัยเรียน ให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ของกลุ่มนอกวัยเรียน (non-age group) มากขึ้น โดยบริหารการจัดการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่นและใช้ นวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้มากขึ้น เปลี่ยนการเรียนรู้แบบเน้นบรรยายเป็นหลัก (lecture-based learning) ไปเป็นการให้ประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับโลกความเป็นจริงมากขึ้น (more experience-based learning) ส่งเสริมการฝึกอบรมที่ตอบความต้องการของประชากรวัยทํางานแบบที่ไม่มีการให้ปริญญา (non-degree) ส่งเสริมให้การเรียนรู้สามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลานอกเหนือจากการเข้าเรียนในชั้นเรียน มุ่งเน้นกระจาย
29 โอกาสการเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ที่มีคุณภาพมากกว่าการสงวนไว้ให้เป็นเกียรติยศ (prestige) แก่ผู้ที่มี ความสามารถสูงเท่านั้น 2.7 การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Disruptive technology) การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม โดย เทคโนโลยีด้านดิจิทัล หุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ได้ช่วยภาคธุรกิจลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพการผลิต ซึ่งจะ ช่วยเพิ่มข้อได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับธุรกิจ แต่ก็ส่งผลให้แรงงานถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ โดย World Economic Forum (WEF) ได้คาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ.2025 การแบ่งแยกหน้าที่การทํางาน ระหว่างมนุษย์เครื่องจักร และอัลกอริธึม จะทําให้งานประมาณ 85 ล้านตําแหน่งจะถูกทดแทนด้วยเครื่องจักร และจะมีตําแหน่งงานใหม่เกิดขึ้น 97 ล้านตําแหน่ง โดยตําแหน่งงานที่มีความต้องการมากขึ้นส่วนใหญ่จะเป็น งานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ข้อมูล ระบบอัตโนมัติ (แสดงดังตารางที่ 1.1) 7 ทั้งนี้อัตราการแพร่กระจายของ เทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมากขึ้นนับตั้งแต่การเกิดขึ้นของ World Wide Web ยิ่งทําให้การคาดการณ์ความ ต้องการทักษะงานทําได้ยากขึ้น และทักษะจะยิ่งล้าสมัยได้เร็วขึ้น ประการต่อมา การเปลี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยีทําให้เกิดความต้องการแรงงานทักษะสูงมากขึ้น หรือที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ skill-biased technological change ในทางตรงกันข้าม แรงงานที่มีทักษะต่ําจะมีความต้องการน้อยลง เนื่องจากการเพิ่ม ผลิตภาพการผลิตโดยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ๆจะสามารถทําได้ด้วยกําลังแรงงานทักษะสูงเท่านั้น 9 ทั้งนี้กลุ่มทักษะที่เป็นที่ต้องการ จะขึ้นอยู่กับประเภทของอุตสาหกรรมว่ามีรูปแบบการใช้เทคโนโลยีแบบใด เช่น อุตสาหกรรมที่เน้นใช้ความรู้วิทยาศาสตร์พื้นฐาน (เช่น อุตสาหกรรมยา เทคโนโลยีชีวภาพเคมีภัณฑ์) จะ ต้องการบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการวิจัย การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาด้านวิทยาศาสตร์ส่วน อุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณของการผลิต (scale intensive) (เช่น อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์สําหรับผู้บริโภค อุตสาหกรรมยานยนต์) จะต้องการบุคลากรที่สามารถบูรณาการฟังก์ชั่นงานต่างๆในกระบวนการผลิตได้ เป็น ต้น 10 ในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ล้วนแล้วแต่ต้องใช้กําลังคนที่มีความเชี่ยวชาญใน วิทยาการสมัยใหม่ในลักษณะข้ามศาสตร์ (cross-disciplinary) และแบบสหวิทยาการ (multidisciplinary) เช่น การพัฒนาบุคลากรนักชีวสถิติศาสตร์ (biostatistician) ที่มีความสําคัญต่อการวิจัยในอุตสาหกรรมยาและ การแพทย์จําเป็นต้องมีความรู้ทั้งด้านชีววิทยา สถิติ และมีทักษะพื้นฐานด้านการใช้ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น การผลิตบุคลากรให้มีคุณลักษณะดังกล่าว จําเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาคส่วนที่มีความ เชี่ยวชาญ ต่างกันมาร่วมมือกันพัฒนาบุคลากร เช่น ความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับ ภาคอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยี เป็นต้น นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (information and telecommunication technology – ICT) ได้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบ การศึกษาและการเรียนรู้ โดยช่วยอํานวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้ ทุกที่และทุกเวลา (ubiquitous learning) รวมถึงเพิ่มโอกาสในการให้คนทุกกลุ่ม แม้แต่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล จากสถาบันการศึกษา สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นผ่านเครื่องมือต่างๆ เช่น การ เรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ (online learning) หรืออุปกรณ์สื่อสารทางไกล(mobile learning) 2.8 การพัฒนาระบบสารสนเทศ และ สังคมดิจิทัล (Digital society) การพัฒนาระบบสารสนเทศ การพัฒนาระบบสารสนเทศเป็นการสร้างระบบงานใหม่ หรือปรับเปลี่ยนระบบงานเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ สามารถทํางานเพื่อแก้ไขปัญหาการดําเนินงานได้ตามต้องการของผู้ใช้งาน โดยนํา คอมพิวเตอร์มาช่วยในการ
30 นําข้อมูลเข้าสู่ระบบเพื่อประมวลผล เรียบเรียง เปลี่ยนแปลงและจัดเก็บ ให้ได้ผลลัพธ์ตามความต้องการได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการพัฒนาระบบหนึ่ง ๆ ในองค์กรมักจัดทํา ในรูปแบบของโครงการพัฒนาระบบ (System Development Project) ภายใต้แผนการดําเนินงาน และแผนการใช้ทรัพยากรที่กําหนดไว้ โดยมี ทรัพยากรหลักคือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ระบบนั้น จะต้องเข้าร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ ของการพัฒนา ระบบ เพื่อให้ได้ระบบสารสนเทศ ที่สอดคล้องต่อความต้องการใช้งานขององค์กร และมีประสิทธิภาพตรงตาม เป้าหมายที่กําหนดไว้ (อรยา ปรีชาพานิช, 2557) 2.8.1 ความจําเป็นในการพัฒนาระบบสารสนเทศ ปัจจุบันระบบสารสนเทศ มีบทบาทที่สําคัญต่อองค์กรเป็นอย่างมาก เพราะองค์กร มีความจําเป็นต้องแข่งขันให้ ทันกับเวลา ตลอดจนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดําเนินงานต่าง ๆ จึงได้ มีการพัฒนาระบบสารสนเทศด้วย เหตุผลดังต่อไปนี้ (สนั่น หวานแท้, 2553) 2.8.1.1 การบริหารงานมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากปริมาณงานเพิ่มขึ้น องค์กรขยาย ใหญ่ขึ้น ปัญหาภายในและภายนอกองค์กรมีมากขึ้น จึงต้องมีการเตรียมการขยายตัวของ องค์กรในอนาคต เนื่องจากการขยายตัวขององค์กรและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ระบบที่ออกแบบ จะต้องรองรับการขยายตัว ทั้งจํานวนพนักงานและปริมาณขององค์กรที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งความซับซ้อน ในการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ 2.8.1.2 ความจําเป็นในเรื่องกรอบเวลา ที่ในปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงาน ในกรอบ ของเวลาที่สั้นลง เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันต่าง ๆ และการที่สังคมมีการใช้ระบบสื่อสาร ข้อมูลที่ทันสมัย เพิ่มมากขึ้น เป็นผลทําให้การแข่งขันในธุรกิจมีมากขึ้นตามลําดับ 2.8.1.3 การพัฒนาทางเทคนิค หรือเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจ เช่น การใช้เทคนิคทางคอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อ การ ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีความต้องการใช้ระบบสารสนเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แพร่หลาย มี การนําเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารข้อมูลมาใช้ติดต่อทางด้านธุรกิจ เช่น การสั่งซื้อ สินค้า ตลาดหุ้น การ แลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลทั้งภายในและต่างประเทศ เป็นต้น 2.8.1.4 การตระหนักถึงคุณค่าและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง มีความสามารถมากขึ้น มีการใช้ อย่างแพร่หลาย อย่างรวดเร็ว ระบบสื่อสารมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นจึงเป็นผลที่จะทําให้องค์กร ต่าง ๆ จําเป็นต้องใช้ เทคโนโลยีในการสร้างสารสนเทศ หากแต่การสร้างหรือการพัฒนาระบบ สารสนเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจาก โดยปกติแล้ว หน่วยงานต่าง ๆ จะมีข้อมูลและข่าวสาร ที่กระจัดกระจายอยู่ค่อนข้างมาก และผู้ใช้งาน สารสนเทศมักมีหลายฝ่ายและต่างฝ่ายต่างมี ความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงจําเป็น จะต้องวางแผนการพัฒนาระบบ โดยรอบคอบ และใช้แนวทางการพัฒนาที่ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจได้ระบบที่สร้าง ปัญหายุ่งยากและ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก แทนที่จะได้ระบบที่ดีมีประสิทธิภาพ สังคมดิจิทัล (Digital society) การเข้ามาของสังคมดิจิทัลมีนัยต่อการเรียนรู้ที่สําคัญหลายประการ ประการแรก ในสังคมดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในการใช้ชีวิตในหลายด้านมากขึ้น เช่น การทําธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบ ออนไลน์ การใช้ระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เพื่ออํานวยความสะดวกในการจับจ่ายและการ ทําธุรกิจบนโลกออนไลน์การเข้าสังคมผ่านระบบออนไลน์ที่ผู้คนเชื่อมโยงกันผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล การใช้บริการ ภาครัฐผ่านแพลตฟอร์มรัฐบาลอิเล็คทรอนิกส์ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลในมิติต่าง ๆ ของการใช้ชีวิต ทํา ให้ผู้คนจําเป็นต้องมีทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลเท่าทันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ประการต่อมา เทคโนโลยี
31 ดิจิทัลช่วยอํานวยความสะดวกและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการผลิต การเกษตร และบริการ ทําให้เกิดการ พัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง (Internet of Things) ที่ถูกนําไปประยุกต์ใช้ในอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกในการใช้ชีวิต ข้อมูลขนาดใหญ่และ การวิเคราะห์ข้อมูล (Big data and analytics) ที่ถูกประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลทางการตลาดของภาค ธุรกิจ เป็นต้น ทําให้เกิดความต้องการกําลังคนที่มีทักษะและความรู้ดังกล่าวเพื่อรองรับงานที่ใช้ความรู้ด้าน ดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง ประการสุดท้าย เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาและการ เรียนรู้ในวงกว้างมากขึ้น โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลาและในราคาที่ประหยัดผ่าน แพลตฟอร์มหรือหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ (Massive Open Online Courses: MOOCs) จากการสํารวจ ของ Eurostat พบว่า อัตราการเข้าถึงการศึกษาสําหรับกลุ่มประชาชนวัย 25 ถึง 64 ปี เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 35 ในปี ค.ศ.2007 เป็น ร้อยละ 45 ในปี ค.ศ. 2016 เนื่องจากการแพร่หลายของแอพพลิเคชั่นด้านดิจิทัล 15 อย่างไรก็ตาม การเรียนผ่านระบบออนไลน์ยังคงมีความท้าทายในด้านการพัฒนาระบบรองรับ เช่น ระบบ มาตรฐาน ระบบประเมินและรับรองสมรรถนะการฝึกอบรมแบบออนไลน์ เป็นต้น นอกจากนี้ ปัญหาด้าน ช่องว่างทางด้านดิจิทัล (Digital divide) ซึ่งหมายถึงการมีข้อจํากัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และการขาด ความรู้และทักษะด้านดิจิทัลและข้อมูลอันจะนําไปสู่ความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงการเรียนรู้ จะเป็นความท้า ทายหนึ่งที่ต้องคํานึงถึงเมื่อการเรียนรู้ถูกเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบดิจิทัลมากขึ้น 2.9 มาตรการการพัฒนาก าลังคนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นับเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ของภาครัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนและเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และทําให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว โดยการสนับสนุนการลงทุนใน 12 กลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมายในพื้นที่ EEC ส่งผลให้มีความต้องการบุคลากรในพื้นที่เป็นจํานวนมาก ประกอบกับในพื้นที่จังหวัด ชลบุรีซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ตั้งของโครงการ เป็นพื้นที่ที่มีจํานวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาสูงเป็น อันดับต้น ๆ ของประเทศ 88 ดังนั้นการนําเด็กและเยาวชนกลุ่มดังกล่าวเข้ารับการพัฒนาทักษะอาชีพจึง นับเป็นโอกาสในการสร้างกําลังแรงงานที่สําคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่ รวมถึงยังก่อให้เกิดการ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับตัวเด็กและเยาวชน โดยในปีพ.ศ. 2562 ได้มีการบูรณาการความร่วมมือระหว่าง สํานักงาน กศน. และสํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการจัดหลักสูตรการฝึกอบรมทักษะอาชีพขั้น สูงให้แก่ นักศึกษา กศน. แรงงานในสถานประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ EEC และมีผู้ได้รับการฝึกอบรม อาชีพทั้งสิ้น 11,468 คน 2.10 การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาแบบตอบโจทย์รายบุคคล (Personalized curriculum) ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยในกํากับ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ช่วยหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องพัฒนารูปแบบหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นและตอบโจทย์รายบุคคล (personalized curriculum) ทํา ให้การศึกษาไม่กระทบภาระส่วนตัวหรือการทํางาน สอดคล้องตามบริบทการดําเนินชีวิตของกลุ่มเป้าหมายที่ อาจมีภาระส่วนตัวที่เป็นข้อจํากัดในการเข้าถึงการศึกษา ในการดําเนินงานดังกล่าว ภาครัฐควรส่งเสริมให้ สถาบันอุดมศึกษาริเริ่มพัฒนาร่วมกับ กศน. เนื่องจากเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการจัดการศึกษานอก ระบบให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ครอบคลุมทั้งการศึกษาเพื่อคุณวุฒิ การพัฒนาทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต โดย ดําเนินการพัฒนาหลักสูตรที่มีลักษณะดังนี้
32 หลักสูตรที่ผู้เรียนสามารถออกแบบแผนการเรียนได้เอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ไม่กําหนดจํานวนชั่วโมง เรียนและเวลาเรียนตามภาคการศึกษา เน้นการประเมินจากสมรรถนะ(competency-based) มากกว่าเวลา เรียน ผู้เรียนสามารถเลือกเข้ารับการศึกษาและการประเมินได้ตามความสะดวกและความพร้อมของผู้เรียน ดังนั้นแผนการเรียนและระยะเวลาเรียนของผู้เรียนแต่ละคนจะมีความยืดหยุ่นและแตกต่างกันขึ้นกับความ พร้อมในการเรียนและเป้าประสงค์ของผู้เรียน สามารถใช้ได้ทั้งกับหลักสูตรเพื่อคุณวุฒิและหลักสูตรระยะสั้น ส าหรับหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ ควรมีความเฉพาะกับแต่ละพื้นที่ที่มีบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อให้สอดคล้องกับการประกอบอาชีพในพื้นที่ ผู้เรียนสามารถน าความรู้และทักษะที่ได้ไปยกระดับการ ประกอบอาชีพได้ หลักสูตรที่เท่าทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยพัฒนาสมรรถนะ ของบุคลากร กศน. ด้านการออกแบบการเรียนรู้แบบรายบุคคล สนับสนุนให้ผู้เชี่ยวชาญจากแต่ละอาชีพในพื้นที่ เช่น ผู้ประกอบการชุมชน ปราชญ์ชุมชน ร่วมเป็น ผู้สอน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการจัดการศึกษา และลดปัญหาการขาดแคลนครู กศน. ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยพัฒนาระบบเทียบโอนประสบการณ์ และระบบสะสมหน่วยกิต เพื่อ ดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้าสู่การศึกษาและสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้านเทคโนโลยีการศึกษา (education technology startups) นํา เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษา เช่น แพลตฟอร์มการเรียนออนไลน์ แอปพลิเคชันด้านการศึกษา เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา 2.11 แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.11.1 แนวคิดด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้เรียนทุกกลุ่มช่วงวัย (life-long) ตั้งแต่เด็ก เยาวชนนักศึกษา ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ โดยแต่ละกลุ่ม อาจมีบริบทการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน (lifewide) เช่น การเรียนรู้ภายในสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ชุมชน หรือสถานประกอบการ 47 รูปแบบ ของการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ 1. การเรียนรู้ในระบบ (formal learning) ที่อยู่ ในสถาบันการศึกษาหรือการฝึกอบรมและนําไปสู่คุณวุฒิทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับ 2. การเรียนรู้นอก ระบบ (non-formal learning) ซึ่ง เป็นการเรียนรู้ที่มีสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เหมือนการเรียนในระบบ แต่ไม่ได้ นําไปสู่การให้คุณวุฒิ และ 3. การเรียนรู้ตามอัธยาศัย (informal learning) ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นใน ชีวิตประจําวัน โดยที่ผู้เรียนรู้อาจไม่ได้ตระหนักถึงการสร้างความรู้และทักษะจากการเรียนรู้ดังกล่าวก็ได้ ความสําคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต จากการวิเคราะห์สถานการณ์ข้างต้น จะเห็นว่าการเรียน จากระบบการศึกษาเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้งานตลอดชีวิตจะไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่คนต้อง ทํางานหลายอาชีพ และความรู้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจึงต้องการระบบส่งเสริมการศึกษาและ การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เอื้อให้คนได้พัฒนาทักษะอย่างเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ การเรียนรู้เป็น องค์ประกอบสําคัญของนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง แรงงาน เพื่อตอบโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจและการ พัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน 49 นอกจากนี้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ยังสัมพันธ์กับการลดระดับความเหลื่อมล้ําและ ความยากจนของสังคมในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกอบรมพัฒนาทักษะแบบอาชีวศึกษาให้แก่ผู้ใหญ่ที่ เป็นกําลังแรงงาน มีความสัมพันธ์กับโอกาสการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น การได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้นและยังสัมพันธ์กับการ
33 เปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านสุขภาวะ การมองโลกในแง่ดี และการรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (perceived control) 2.11.2 แนวคิดเกี่ยวกับทักษะการเรียนรู้ในทศวรรษที่ 21 กรอบแนวคิด “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21” มีจุดเริ่มต้นมาจากภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (P21) ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มสมาชิกที่ประกอบด้วย องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และ สํานักงาน ด้าน การศึกษาของรัฐ หน่วยงานเหล่านี้มีความกังวลเพราะเล็งเห็นความจําเป็นที่ประชาชน จะต้องมีทักษะที่ ใช้ ประโยชน์ได้จริงมากกว่าทักษะที่เน้นในสถาบันการศึกษา จึงมีการประชุมร่วมกัน ของนักวิชาการ หลากหลายสาขา โดย รัฐบาลต้องการพัฒนาคุณภาพประชากรของประเทศ เพื่อ ยกระดับขีดความสามารถ ของประเทศกับนานาชาติ และต้องการให้ประชากรนั้นมีคุณภาพ และศักยภาพในสังคม สามารถดํารงขีวิตอยู่ ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว จึงเป็นที่มาของความรู้และทักษะที่จําเป็นในการดํารงชีวิตในศตวรรษ ที่ 21 ภาพที่ 2.2 กรอบทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่มา : https://webs.rmutl.ac.th/assets/upload/files/2016/09/20160908101755_51855.pdf ความรู้ในวิชาแกน เนื้อหาประเด็นที่สําคัญสําหรับศตวรรษที่ 21 และ ทักษะที่จําเป็นสําหรับ ศตวรรษที่ 21 (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์, 2554) มีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. ความรู้ในวิชาแกนและเนื้อหาประเด็นที่สําคัญสําหรับศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย ความรู้ในวิชาแกน ได้แก่ ภาษาแม่และภาษาโลก คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมืองและการปกครอง เนื้อหาประเด็นที่ สําคัญสําหรับศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อ ความสําเร็จและมีความสําคัญในที่ทํางานและชุมชน ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับโลก (Global Awareness) ความรู้ เกี่ยวกับการเงิน เศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการ (Financial, Economics, Business and Entrepreneurial Literacy) ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี (Civic Literacy) ความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Literacy) 2. ทักษะที่จําเป็นสําหรับศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วยทักษะที่สําคัญ 3 ประการ ดังนี้ ชีวิตและการทํางาน (Life and Career Skills) ในการดํารงชีวิตและในการ ทํางาน นั้นไม่เพียงต้องการ คนที่มีความรู้ ความสามารถในเนื้อหาความรู้ หรือทักษะการคิดเท่านั้น หากแต่ยัง ต้องการ ผู้ที่สามารถทํางานในบริบทที่มีความซับซ้อนมากขึ้นอีกด้วยทักษะที่จําเป็น ได้แก่
34 ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว (Flexibility and Adaptability) ความคิดริเริ่มและการชี้นําตนเอง (Initiative and Self Direction) ทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม (Social and Cross-cultural Skills) การเพิ่มผลผลิตและความรู้รับผิด (Productivity and Accountability) ความเป็นผู้นําและความรับผิดชอบ (Leadership and Responsibility) 3. ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (Information, Media and Technology Skills) ซึ่งในศตวรรษที่ 21 นี้ นับได้ว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาก ดังนั้นนผู้เรียนจึงควรมีทักษะ ดังต่อไปนี้ คือ การรู้เท่าทันสารสนเทศ (Information Literacy) การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) การรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT (Information, Communications & Technology) Literacy) 4. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) ได้แก่ ความคิด สร้างสรรค์ และนวัตกรรม (Creativity and Innovation) ซึ่งครอบคลุมไปถึง การคิดแบบ สร้างสรรค์ การทํางานอย่าง สร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น และการนําความคิด นั้นไปใช้อย่างสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) หมายความ รวมถึงการ คิดอย่างมีเหตุผล การคิดเชิงระบบ การคิดตัดสินใจและการคิด แก้ปัญหา การสื่อสารและการร่วมมือ (Communication and Collaboration) ซึ่งเน้นการสื่อสาร โดย ใช้สื่อรูปแบบ ต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจน และการทํางานร่วมกับ ผู้อื่น อย่างมี ประสิทธิภาพ กรอบแนวคิดเชิงมโนทัศน์สําหรับทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เป็นที่ยอมรับในการสร้างทักษะการ เรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 (Model of 21 Century Outcomes and Support Systems) ซึ่งเป็นที่ยอมรับ อย่างกว้างขวางเนื่องด้วยเป็นกรอบแนวคิดที่เน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Student Outcomes) ทั้ง ในด้าน ความรู้ สาระวิชาหลัก (Core Subjects) และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยผู้เรียนได้ เตรียมความพร้อม ใน หลากหลายด้าน รวมทั้งระบบสนับสนุนการเรียนรู้ได้แก่ มาตรฐานและการ ประเมิน หลักสูตรและการ เรียน การสอน การพัฒนาครู สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเรียนใน ศตวรรษที่ 21 ทําให้ทราบถึง องค์ประกอบ ของลักษณะการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ในศตวรรษที่ 21 ที่ เป็นปัจจัยสนับสนุนที่จะทําให้เกิดการ เรียนรู้ดังกล่าว ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21จะช่วยเตรียมความ พร้อมให้นักเรียนรู้จักคิด เรียนรู้ ทํางาน แก้ปัญหา สื่อสาร และ ร่วมมือทํางานได้อย่างมีประสิทธิผล ไปตลอดชีวิต 2.11.3 แนวคิดและหลักการเกี่ยวกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ Clayton Christensen (2560) กล่าวไว้ว่า “นักการศึกษาได้ถกเถียงถึงวิธีการอันหลาหลาย ใน การเข้าถึงเนื้อหาของการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับว่าจําเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงใน อนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าการศึกษา เรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกห้องเรียน ออนไลน์หรือออฟไลน์มี รูปแบบโครงสร้าง ชัดเจนหรือไม่ก็ตาม จะหลุดพ้นจากกระบวนการเรียนรู้แบบเดิมที่เคยเป็นมา หมายถึงว่า แพลตฟอร์มการศึกษาจะกลายเป็นที่ที่ผู้สอนและผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือทํา กิจกรรมแลกเปลี่ยนที่สร้างมูลค่าให้แก่ผู้สอนและผู้เรียน ดังนั้น แพลตฟอร์มการศึกษาที่สามารถ ขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ได้นั้น ควรเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างการเข้าถึงองค์ความรู้และนวัตกรรมที่ ช่วยให้ ผู้สอนและผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันได้สะดวกรวดเร็วขึ้นบนโลกออนไลน์ Peter Fisk (2560) ได้แสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Changing the Game of Education” ไว้ ว่า จากแนวคิดของการใช้ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้มีบทบาทมากขึ้นในสังคมโดย เป็นการ เรียนรู้ต่อเนื่องจากโรงเรียนและมหาวิทยาลัย สู่การเรียนรู้ในการทํางาน และการเรียนรู้ตลอด ชีวิต “การศึกษา 4.0” จึงเป็นวิสัยทัศน์สําหรับอนาคตของการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของ “อุตสาหกรรม 4.0” จาก
35 ศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลทําให้การเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีและข้อมูลส่วนบุคคลเป็นไปโดยสะดวกอีกทั้ง การแข่งขันกันสร้างนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งทําให้เกิดความต้องการทักษะใหม่และองค์ความรู้ใหม่เพื่อให้ทัน กับการเปลี่ยนแปลง รุ่งหทัย บุญพรม (2563) ได้อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงของระบบการเรียนรู้เป็นรูปแบบที่ ตอบ โจทย์ของคนในยุคดิจิทัลที่มีพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา เพื่อพัฒนาความรู้ ความสามารถและ ทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจําวัน ทักษะชีวิต และการทํางาน ทั้งนี้ การ ตอบสนองความต้องการและ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับความสามารถและ วัตถุประสงค์ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของแต่ละบุคคล เช่น การสร้างองค์ความรู้ การเข้าถึง ความรู้และการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือช่วยเรียนรู้ ที่เรียกว่า แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Platform) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ดิจิทัล (Digital Learning Platform) เป็นการนําเทคโนโลยีมาใช้ใน การจัดการเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมให้คนแสวงหา ความรู้ด้วยตนเองจากสื่อดิจิทัล และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) คนในยุคดิจิทัลจึงสามารถมีการ สร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อตอบสนองความต้องการในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความถนัด ผ่านการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้จากสื่อสังคมออนไลน์ที่เปิดให้ใช้แบบไม่คิดค่าบริการ โดยการลงทะเบียนระบุตัวตนเพื่อใช้งาน เช่น Website, Fan page Facebook, Line Open Chat, LINE official Account, Google Sites, Instagram, Twitter, YouTube เป็นต้น แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ดิจิทัลจึง กลายเป็นเทรต์การเรียนรู้ของคนในยุคดิจิทัลที่เราสามารถเป็นได้ทั้งผู้เรียนและเป็นผู้ถ่ายทอด ความรู้ และเกิด เป็นข้อมูลจํานวนมากจาก (Big Data) ที่สามารถวิเคราะห์ และประมวลออกมาเป็น ความรู้ใหม่ และเผยแพร่ ความรู้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ต่อยอดไปอย่างไม่สิ้นสุด 2.11.4 ความหมายของแพลตฟอร์มการเรียนรู้ แพลตฟอร์มเป็นกระบวนการและเทคโนโลยีที่ออกแบบเพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการ เรียนการสอน แพลตฟอร์มเป็นหลักการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนการสอน เพื่อสนับสนุนและจัดสร้าง สิ่งแวดล้อมบรรยากาศทางการเรียน แพลตฟอร์มสนับสนุนในการสร้างและจําลอง สภาพแวดล้อมการเรียน การสอนแนวดิจิทัลในระยะแรก ๆ คือ ระบบบริหารจัดการเรียนรู้(Learning Management System -LMS) วิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์ม ครั้งสําคัญต่อมา คือมุ่งไปสู่การให้บริการที่ตอบสนองเป้าหมายในการ เรียนรู้ของผู้เรียน โดยสนับสนุนการเรียนรู้ที่ ผู้เรียนมีพื้นที่ส่วนตน สามารถเลือกที่จะติดตั้งแอปพลิเคชั่น (Application) เพื่อตอบสนองความ ต้องการในการเรียนรู้เฉพาะของตน แพลตฟอร์มแต่ละประเภทมี คุณสมบัติที่แตกต่างไปตามเป้าหมาย 2.11.4.1 การเรียนรู้ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ ในที่นี้ครอบคลุมเทคโนโลยีระบบบริหารจัดการเรียนที่รวบรวม แอปพลิเคชั่น ที่ทําหน้าที่แตกต่างกัน อาจอยู่ในรูปแบบของระบบการบริหารการเรียนรู้ (Learning/Course Management System) สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนตัว (Personal Learning Environment) เครือข่ายการ เรียนรู้ส่วนตัว (Personal Learning Network) หรือ เครือข่ายการ เรียนแบบเปิด (Open Learning Networks) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ทําหน้าที่ในการสนับสนุน กิจกรรมหลักอยู่ 4 ประการ คือ 1. การจัดเก็บรวบรวม - แหล่งเรียนรู้จากเว็บ บทความ ภาพ ข้อมูล ความคิด 2. การสร้าง - วิจัย กระจายและสร้างความคิด ใช้ระบุค้นหา แสดงออก เขียน สะท้อน ความคิด สังเคราะห์ 3. ความร่วมมือ - การเชื่อมโยง โครงการร่วม การสังเคราะห์ การทบทวน
36 4. การสื่อสาร - การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความคิด สารสนเทศ การวิพากษ์ การ ชี้แจง คําถาม การแก้ปัญหา 2.11.4.2 ปัจจัยในการเรียนบทแพลตฟอร์ม สภาพแวดล้อมสารสนเทศดิจิทัลเปิดโอกาสและให้อิสระในการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียน กําหนดวัตถุประสงค์และเงื่อนไขในการเรียนรู้ของตนเองตามเวลาและสถานที่สะดวกใช้กระบวนการคัดสรร วิเคราะห์ สังเคราะห์แหล่งความรู้ที่มีความหลากหลายและมีความทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จึง จําเป็นต้องมีปัจจัย ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนอย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1. การรู้ดิจิทัล (Digital Literacy) 2. การสื่อสารออนไลน์ (Online Communication) 3. แนวทางการเรียนแบบดิจิทัล (Digital Learning Approaches) 4. ความมุ่งมั่นในการ กระทําจากใจ (Conation) คุ ณ ส ม บั ติ ข อ งแ พ ล ต ฟ อ ร์ม ก ารเรีย น รู้ (Learning Platform Characteristics) แพลตฟอร์มในความหมายของซอฟแวร์ที่สนับสนุนต่อการเรียนรู้แนวดิจิทัล ได้แก่ การเรียนรู้ ที่เป็นเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เครือข่ายการเรียนส่วนบุคคล (Personal Learning Network) และแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้จากความก้าวหน้าของ 1. การเรียนรู้ที่เป็นเฉพาะบุคคล (Personalized Learning) เทคโนโลยีดิจิทัลสร้าง ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองเฉพาะบุคคล และก้าวข้ามไปที่การเรียนรู้ที่ผู้เรียนจัดกระทําเอง ตามความสนใจ จึงเป็นระบบที่รวบรวมเชื่อมโยงบริการที่ให้กับสถาบันหรือกับรายบุคคล โดยเป็นการให้ความ ช่วยเหลือผู้เรียนทั้งที่เป็นแบบทางการและไม่เป็น ทางการ ทั้งเรื่องเรียน และกิจกรรมสันทนาการ มีลักษณะ เป็นสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ส่วนตัว 2. เครือข่ายการเรียนส่วนบุคคล (Personal Learning Network) เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ อย่างไม่เป็นทางการ ประกอบด้วยกลุ่มคนที่ผู้เรียนมีความสัมพันธ์ในเชิงความรู้เชิงวิชาการ ผู้เรียนจะเชื่อมโยง เครือข่ายด้วยตนเองตามความสนใจที่เฉพาะเจาะจง เครือข่ายการเรียนรู้นี้มีที่มาจากสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ส่วน บุคคลที่ผู้เรียนใช้พื้นที่การเรียนรู้ส่วนตนสร้างจุดรวมให้เกิดเป็นเครือข่ายส่วนบุคคล จึงเป็นเสมือนผลจากการ ลงทุนทางสังคมด้วยการเชื่อมโยงที่เกิดจาการสร้างสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ส่วนบุคคล 3. แพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ เป็นลักษณะสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพสูง ผู้เรียนไม่เบื่อหน่ายมี ผู้สอนทําหน้าที่เป็นโค้ช ให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนเป็นการประเมินเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่การประเมิน เพื่อการ ตัดสินใจ ผู้เรียนจะตั้งเป้าหมายการเรียนการสอนของตน ผู้สอนช่วยตรวจสอบความก้าวหน้า ให้คําปรึกษา ผู้สอนช่วยนักเรียนให้เห็นเข้าใจวัตถุประสงค์อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ผู้เรียนตึงศักยภาพในการเรียนเพื่อบ รรลุ วัตถุประสงค์ได้อย่างสูงสุด ผู้ฝึกต้องให้การสนับสนุนช่วยเหลือร่วมกับผู้สอนเพื่อให้ ประยุกต์การเรียนจนถึงที่ ประสบความสําเร็จ 2.11.5 แนวคิดและหลักการการออกแบบการเรียนรู้แนวดิจิทัล แนวคิดและแนวทางการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ในลักษณะ บูรณาการไปกับการจัดการเรียนรู้ประจําวัน เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใน การเรียนรู้ การพัฒนาตนเอง และการสร้างสรรค์นวัตกรรม (วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562 Online) 1. ความหมายของ Digital Learning
37 Digital Learning หมายถึง การเรียนรู้ของผู้เรียนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital technology) เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Application สื่อออนไลน์ เป็นต้น และอุปกรณ์ดิจิทัล (Digital devices & Tools) เช่น Smart Phone, Tablet, Computer เป็นต้น เป็นเครื่องมือ สนับสนุนการเรียนรู้ของตนเองให้การเรียนรู้ มีประสิทธิภาพมากขึ้น (เรียนรู้ได้มากขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น เรียนรู้ได้ ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น เรียนรู้แล้ว นําไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นแต่ใช้เวลาลดลง) 2. ลักษณะของการเรียนรู้แบบ Digital Learning Digital Learning เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีดิจิทัลกับการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้เรียนใช้เทคโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ ใช้โปรแกรม หรือ application มาช่วยให้การเรียนรู้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (เรียนรู้ได้มากขึ้นแต่ใช้เวลาลดลง) ผู้เรียนวิเคราะห์และเลือกใช้เทคโนโลยี ดิจิทัล อุปกรณ์ดิจิทัล เช่น Smart Phone, Computer, Application เป็นต้น ให้สอดคล้องกับ บริบทและเป้าหมาย ของการเรียนรู้ อีกทั้งมีจิตดิจิทัล (Digital mind) หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้วย ความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ผู้สอนมีบทบาทในการออกแบบการเรียนรู้ (Learning design) ที่มี สถานการณ์ให้ผู้เรียนต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและอุปกรณ์ดิจิทัลต่ํา งๆ ในการปฏิบัติกรรมตามเป้าหมาย และ เป็นสถานการณ์ที่มีลักษณะบูรณาการ Main concept ตาม มาตรฐานการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในหลักสูตร ตลอดจนผสมผสานสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์เข้าไปในกิจกรรมการเรียนรู้ในระหว่างที่ผู้เรียนลง มือปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว Digital Learning ผู้สอนทาหน้าที่โค้ช ด้วยการชี้แนะให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ว่าจะต้องใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลหรืออุปกรณ์ดิจิทัลอะไร ในการเรียนรู้ ใช้เมื่อไหร่ ใช้อย่างไร และ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีวินัยใน ตนเอง (self-discipline) ระหว่างการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้วินัยในตนเอง เป็น ปัจจัยพื้นฐานที่ สําคัญของ Digital Learning สาหรับผู้เรียนทุกระดับและการเรียนรู้ทุกเรื่อง เพราะวินัยใน ตนเองจะ เป็นปัจจัยที่ทาให้ผู้เรียนมีเป้าหมายทางการเรียนรู้ของตนเอง ควบคุมตนเองในกระบวนการเรียนรู้ และกํากับตนเองไปสู่เป้าหมาย Learning อย่างมากผู้เรียนที่ขาดวินัยในตนเองจะประสบปัญหาในการเรียนรู้ แบบ Digital Learning อย่างมาก ดังนั้นผู้สอนจึงควรให้ความสําคัญกับการเตรียมพื้นฐานด้านการมีวินัยในตนเองให้กับผู้เรียน อย่างต่อเนื่อง และกระตุ้นให้ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง ระหว่างที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย วิธีการที่ สร้างสรรค์ และพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างเงื่อนไขบังคับให้ผู้เรียนมีวินัยในตนเอง เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ทาให้ ผู้เรียนมีวินัยในตนเองอย่างยั่งยืน แนวทางและวิธีการกระตุ้นวินัยในตนเองของผู้เรียน ในการเรียนรู้แบบ Digital Learning คือ การออกแบบการเรียนรู้ให้ตอบสนองความต้องการและ ความสนใจของผู้เรียน (ใช้ผู้เรียนเป็นตัวตั้งและบูรณาการ Main concept เข้าไป) ซึ่งผู้สอนควร วิเคราะห์ผู้เรียนให้ชัดเจนก่อนที่จะ ออกแบบการเรียนรู้กิจกรรมการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการ และความสนใจของผู้เรียน คือ สิ่งกระตุ้น วินัยในตนเองที่ดีที่สุด
38 ภาพที่ 2.3 ลักษณะของ Digital Learning ที่มา : วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562 : Online 3. การออกแบบการเรียนรู้แบบ Digital Learning การออกแบบชั้นเรียน Digital Learning คือการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลใน การเรียนรู้ ซึ่ง สามารถประยุกต์ใช้ได้ในการจัดการเรียนรู้สาหรับผู้เรียนทุกระดับ ทุกรายวิชา มี แนวทางดังนี้ 1. ออกแบบสถานการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการทํางานร่วมกัน (Collaborative working) ตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียน และอาจนาไปสู่การส ร้าง สรรค์ชิ้นงานหรือนวัตกรรมที่ผู้เรียนสนใจ 2. ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีความหลากหลายในลักษณะของการเรียนรู้ส่วนบุคคล (Personalized learning) ที่ผู้เรียนสามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับธรรมชาติของ ตนเอง ได้ จะทาให้ผู้เรียนมีทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างหลากหลาย แต่ยังคงเชื่อมโยงกับ Collaborative working 3. เตรียมความพร้อมด้าน ทรัพยากรการเรียนรู้อุปกรณ์การเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะแหล่งการเรียนรู้ออนไลน์ ที่ผู้สอนต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้ผู้เรียนสืบค้นเองแบบไม่มี ทิศทางจัดระบบหรือขั้นตอนการเรียนรู้ให้ชัดเจนว่ากิจกรรมลําดับแรกคืออะไร ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อะไร กิจกรรมลาดับถัดไป คืออะไร ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไรหรือกิจกรรมใดไม่ ต้องใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนติดตามหรือปฏิบัติกิจกรรม การเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็น ตอน ไม่สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ภาพที่ 2.4 การออกแบบการเรียนรู้Digital Learning ที่มา : วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562 : Online
39 4. แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Digital Learning การจัดการเรียนรู้แบบ Digital Learning มุ่งเน้นให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เป็นเครื่องมือ สนับสนุนการเรียนรู้โดยไม่มีข้อกําหนดตายตัวว่าจะต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไร และไม่ มีข้อกําหนดว่าจะต้อง ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกกิจกรรมการเรียนรู้แต่จะต้องใช้ให้เหมาะสมกับบริบท ของการจัดการเรียนรู้ เช่น ธรรมชาติของผู้เรียน เนื้อหาสาระ ทรัพยากรที่มีอยู่จริง เป็นต้น ซึ่งการ จัดการเรียนรู้แบบ Digital Learning มีแนวทางดังต่อไปนี้ 1. สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของผู้เรียน แนะนาให้ผู้เรียนเห็น ความสําคัญและคุณค่าที่แท้จริงของการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน 2. เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามความคิดของผู้เรียนเองก่อน หากผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ จึงชี้แนะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หลักการเลือกใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสม และตอบสนองวัตถุประสงค์ 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนแสวงเครื่องมือดิจิทัลใหม่ๆที่ตอบสนองการความต้องการในการใช้งาน ได้ ดีกว่าเครื่องมือดิจิทัลแบบเดิม ๆ และผู้สอนควรชี้แนะให้ผู้เรียนเห็นว่า เครื่องมือดิจิทัลมีความ หลากหลาย ควรเลือกใช้ให้ตอบสนองวัตถุประสงค์ 4. ให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ดิจิทัลในการทํางานเพื่อ เป็นการเปิดโลกทัศน์ของการเรียนรู้แบบดิจิทัลของผู้เรียนให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม ในการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ดิจิทัลเชิงบูรณาการหมายความว่า ผู้สอนควรสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมใน การใช้งานดิจิทัลเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้หรือการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเน้นให้ผู้เรียน ตระหนักในคุณธรรมจริยธรรม ความ ซื่อสัตย์ การให้เกียรติบุคคลอื่นการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือทรัพย์สินทาง ปัญญาของบุคคลอื่นสิ่งเหล่านี้ เป็นพื้นฐานที่สําคัญของ Digital Learning ภาพที่ 2.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Digital Learning ที่มา : วิชัย วงษ์ใหญ่ และมารุต พัฒผล, 2562 : Online
40 5. การประเมินการเรียนรู้แบบ Digital Learning การประเมิน การเรียนรู้ในลักษณะ Digital Learningใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ดิจิทัลมา สนับสนุนการวัดและประเมินเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนบนพื้นฐานแนวคิดการประเมินเพื่อ พัฒนาการ เรียนรู้ (assessment for learning) ใช้การประเมินเป็นสิ่งกระตุ้นศักยภาพของผู้เรียน (assessment for improvement)ไม่ใช่ประเมินเพื่อตัดสินผู้เรียน (assessment for judgment) เครื่องมือและอุปกรณ์ดิจิทัล สนับสนุนการประเมินการเรียนรู้มีความหลากหลาย เช่น การประเมินผล งานผู้เรียนผ่านอีเมลล์ส่วนตัวการ ประเมินผลงานกลุ่มผ่าน Software ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนหรือ แม้แต่การให้ข้อเสนอแนะผ่าน Application ต่างๆ จะช่วยให้ผู้เรียนทราบผลการประเมินอย่างรวดเร็ว อาจเป็นแบบ Real time feedback ก็สามารถหาได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการออกแบบการประเมิน ของผู้สอนที่สอดคล้องกับบริบททางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จุดเน้น ประการหนึ่งของการประเมินใน ลักษณะ Digital Learning คือ การทาให้ผู้เรียนทราบผลการประเมินและ ข้อมูลย้อนกลับอย่างรวดเร็วซึ่งทาให้ผู้เรียนมีจิตใจจดจ่ออยู่กับการเรียนรู้ของตนเอง อีกทั้งเป็นการกระตุ้น แรงจูงใจภายในในการเรียนรู้อีกด้วย จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบ Digital Learning พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ผู้สอนออกแบบกิจกรรมการ เรียนรู้ที่มี สถานการณ์ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้และปฏิบัติกิจกรรมต่างๆอีกทั้งทํา หน้าที่โค้ช ให้คําชี้แนะ ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด บูรณาการคุณธรรมจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลในกิจกรรมการเรียนรู้ 2.11 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ณัฎฐ์ รัตนศิริณิชกุล และคณะ (2566) ได้ทําการศึกษา การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนสังกัดสํานักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัด ลําปาง วัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของผู้เรียน สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดลําปาง วิธีดําเนินการวิจัย 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 การสร้างรูปแบบ โดยการศึกษาความต้องการจําเป็น กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูศูนย์ กศน.อําเภอ จํานวน 26 คน การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 9 คน และการตรวจสอบรูปแบบ ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 6 คน ตอนที่ 2 การประเมินรูปแบบ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม คู่มือการใช้รูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดย ใช้วิธี Priority Needs Index (PNI) แบบปรับปรุง ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1. การสร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดลําปาง 2.การประเมินรูปแบบ การบริหารสถานศึกษาเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียน สังกัดสํานักงานส่งเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดลําปาง ปิยะ ศักดิ์เจริญ. (2565) ได้ทําการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชา พบว่า การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกสําคัญในการพัฒนามนุษย์ในยุคศตวรรษที่ 21 ที่ กระบวนการเรียนรู้มีความหลากหลายมากกว่าการมานั่งเรียนในห้องสี่เหลี่ยม เป็นการแสวงหาความรู้ที่ไม่มี ขอบเขตและข้อจํากัดใดๆ ในขณะเดียวกันวิกฤติการระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เป็นตัวเร่งและตัวขับเคลื่อนที่ สําคัญในการพลักดันให้การเรียนรู้ไม่ถูกจํากัดแค่ในห้องเรียนอีกต่อไป ประกอบกับการที่สังคมไทยกําลังเข้าสู่
41 สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ซึ่งเป็นสภาวะที่การเจริญพันธุ์ลดลงอย่างรวดเร็ว เด็กเกิดน้อยแต่ ผู้สูงอายุกลับอายุยืนยาวมากขึ้น สถาบันการศึกษาในทุกระดับได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากเหตุผล ดังกล่าวแนวคิดการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิตจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ของสังคมในปัจจุบัน การส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลในทุกช่วงอายุจะช่วยให้เกิดการพัฒนาตนเองและสังคมได้เป็นอย่างมี ประสิทธิภาพ เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ได้ตามที่ตนเองสนใจ ผู้ใหญ่และวัยเกษียณก็เรียนรู้ในการดูแลสุข ภาวะของตนเอง เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการช่วยเหลือตนเอง ลดการพึ่งพาลูกหลานลง สิ่งเหล่านี้ กําลังเกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มหาวิทยาลัยรามคําแหงในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยของปวง ชนที่รับใช้สังคมไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ จําเป็นต้องปรับตัวให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การมีจุดแข็ง เรื่องการจัดการเรียนการสอนแบบตลาดวิชานับว่ามีส่วนช่วยในการส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เกิดขึ้นในสถาบันอุดมศึกษาได้เป็นอย่างดี พระครูวินัยธรวรรธนา ญาณวโร (สุวรรณเพ็ง) และ ปาณจิตร สุกุมาลย์. (2565) ได้ทําการศึกษา การ พัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้การสอนสังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้การสอนสังคม ศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อ ความเข้ารู้ความเข้าใจและนําไปใช้ได้ถูกต้องเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะของผู้เรียน ในด้านการสอนสังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดการเรียนการสอน สังคมศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่มีหลายแนวคิดและกลวิธีที่จะช่วยสร้างความคิดที่เป็นระบบให้แก่ครูผู้สอน และ พัฒนามโนทัศน์เกี่ยวกับการเรียนการสอนสังคม ศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพื่อช่วยให้ครูผู้สอนตัดสินใจในการ วางแผนการจัดการเรียนการสอน การสอนเกี่ยวกับความรู้เรื่องโลก ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจและ การ เป็นผู้ประกอบการ ความรู้ด้านการเป็นพลเมืองที่ดี ความรู้ด้านสุขภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการเลือกกิจกรรมประกอบการเรียนการสอน การเลือกสื่อการเรียนรู้เพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับ ผู้เรียน ซึ่งจะส่งผลให้การพัฒนาหลักการจัดการเรียนการสอนสังคมศึกษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พระมหาเทวินทร์ ชิณ บุตร. (2564) ได้ทําการศึกษา สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตใน สถาบันอุดมศึกษา พบว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นแนวคิดที่เกิดมาพร้อมกับมนุษย์โลกทุกสังคม เพื่อให้เกิด การพัฒนาในทุกด้านของชีวิต มุ่งเน้นส่งเสริมให้บุคคลในสังคมได้เรียนรู้และสามารถพัฒนาตามศักยภาพของ บุคคล เพื่อสนองต่อความต้องการของบุคคลให้รู้เท่าทันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของ สังคม ซึ่งในประเทศไทยได้ให้ความสําคัญกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งระบุไว้ในแผนพัฒนา การศึกษาระดับอุดมศึกษา ฉบับที่ 11 พ.ศ.2555-2559 ว่า อุดมศึกษาเป็นแหล่งองค์ความรู้และพัฒนา กําลังคนระดับสูงที่มีคุณภาพเพื่อการพัฒนาชาติอย่างยั่งยืน สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีบทบาทสูงใน สังคมประชาคมอาเซียนและมุ่งสู่คุณภาพอุดมศึกษาระดับนานาชาติ เนื่องด้วยปัญหาในสังคมส่วนใหญ่ของ ประเทศไทยที่เกิดจากบุคคลในสังคมที่ขาดการเรียนรู้ บทความนี้จึงต้องการเสนอแนวคิดและหลักการ สู่การ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีเป้าหมายสําคัญในการพัฒนาบุคคลให้มีทักษะ การศึกษา ค้นคว้า แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง มีแรงจูงใจที่จะศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง การใช้สื่อและ เทคโนโลยีช่วยในการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมต่อเนื่องตลอดชีวิต สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ สร้างนิสัยการ เรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กับผู้เรียน และส่งเสริมให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีทักษะแก้ปัญหาชีวิต สามารถที่จะดํารงชีวิต และทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบันตลอดจนสู่ยุคแห่งอนาคตและสามารถเรียนรู้ ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมั่นคงยั่งยืน ซึ่งมีความสําคัญกับบุคคลในสังคมตั้งแต่เกิดไปจนตลอดชีวิต ศิริศักดิ์ ทิพย์ทวีชาญ และ ธันวดี ดอนวิเศษ. (2565) ได้ทําการศึกษา การพัฒนาหลักสูตรตามกรอบ แนวคิดการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี ศาสตร์การสอนและเนื้อหา และทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เพื่อ เสริมสร้างความสามารถในการใช้เทคโนโลยีกิจกรรมการเรียนการสอนของนักศึกษาครูสังคมศึกษา มี
42 วัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาหลักสูตรตามกรอบแนวคิด การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรตาม กรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้ เทคโนโลยี ศาสตร์ การสอนและเนื้อหาและทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น วิธีการดําเนินการ วิจัยเป็นการวิจัยประยุกต์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู สาขาวิชาสังคมศึกษา ชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ จังหวัดจันทบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จํานวน 29 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัด ความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีในกิจกรรมการเรียนการสอนและ 2) แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้ค่าเฉลี่ยเลข คณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีหลักการ จุดมุ่งหมาย และแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เป็นไปตามทฤษฎีการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ซึ่งโครงสร้าง เนื้อหาของ หลักสูตรจะเป็นไปตามกรอบแนวคิดที่แพคและผลการประเมินหลักสูตรเท่ากับ 0.90 2) คุณภาพ ของหลักสูตรที่พัฒนาขึ้น พบว่า (1) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมการเรียนการสอนของกลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นนักศึกษาครูสังคมศึกษา หลังการทดลองสูงขึ้นกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และ (2) กลุ่มตัวอย่างที่เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจทั้งในด้านหลักสูตรการฝึกอบรม ด้านการจัด กิจกรรมการฝึกอบรม และด้านการบริหารจัดการฝึกอบรมอยู่ใน ระดับมากที่สุด ซึ่งด้านผลผลิตอยู่ในระดับมาก สุนันทา วงศ์จตุรภัทร. (2565) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการใช้เทคโนโลยีเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้าง กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนพื้นฐานการเรียนรู้ด้วยตนเองในยุควิถีใหม่ การสื่อสารไร้สาย หน่วย ประมวลผลและระยะเวลาการทางานของแบตเตอรี่ คือ 3 องค์ประกอบหลักของสมาร์ตโฟน ที่เป็น ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีเคลื่อนที่เพื่อเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนพื้นฐาน การเรียนรู้ด้วยตนเอง จากนั้นรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จานวน 3 ตอน กับกลุ่มตัวอย่าง 687 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แบบจาลองสมการโครงสร้างพบว่าผู้ใช้ สื่อประสมผ่าน สมาร์ตโฟน ปัจจัยด้านความเหมาะสมระหว่างลักษณะงานและลักษณะเทคโนโลยี (TTF) มี ความสัมพันธ์ต่อความคาดหวังในประสิทธิภาพ (PE) ด้วยค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางที่ 0.13 และค่า R2 ที่ 0.148 ขณะที่ผู้ใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านสมาร์ตโฟน พบว่า TTF ไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อ PE ด้วยค่าสัมประสิทธิ์เส้นทางที่ -0.07 และค่า R2 ที่ 0.298 แสดงถึงความสาคัญของความเหมาะสม ระหว่างงานและเทคโนโลยีที่ได้รับความผันแปรจากประเภทสื่อการเรียนรู้ต่างชนิดกัน และส่งผลต่อ ความคาดหวังในประสิทธิภาพในที่สุด ดังนั้นการใช้สมาร์ตโฟนกับสื่อการเรียนรู้ที่อาศัยการอ่านเป็นหลัก อาจไม่เหมาะสมสาหรับการเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตบนพื้นฐานการ เรียนรู้ด้วยตนเอง เพราะขนาดหน้าจอ ที่อาจส่งผลต่อการรับรู้และการมองสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล แม้ว่า สมาร์ตโฟนจะเป็นเทคโนโลยีที่สร้างแรงจูงใจให้กับผู้เรียนมากขึ้นก็ตาม อติพร เกิดเรือง. (2565) ได้ทําการศึกษา การจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนา คุณลักษณะผู้เรียนไทยยุค 4.0 มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพการจัดการ และ 2) จัดทํา ข้อเสนอแนะแนวทางการจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนไทยยุค 4.0 เป็นการ วิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครองและชุมชน สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สํานักงาน ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา เอกชน ในจังหวัดปราจีนบุรี จํานวน 356 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน ดําเนินการ 2 ขั้นตอน 1) ศึกษาโดยใช้แบบสอบถาม ผลการตรวจสอบเครื่องมือมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.991 วิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูปทางสถิติ และ 2) การสนทนากลุ่ม โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 10
43 คน ผู้เชี่ยวชาญ 15 คน คัดเลือกจากผู้มีประสบการณ์ ความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านการจัดการศึกษา ตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนไทย ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลําดับได้ดังนี้ 1) การวัด และประเมินผลการเรียน 2) คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต 3) ผู้บริหาร 4) ผู้สอน 5) นโยบายและกลไก การบริหารจัดการ 6) บุคลากรและภาคีเครือข่ายที่สนับสนุน 7) การสนับสนุนและให้บริการการเรียนรู้ แก่ผู้เรียนและผู้สอน 8) ด้านการจัดหลักสูตร และ 9) การจัดการเรียนการสอน 2) แนวทางการจัดการ การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนไทยยุค 4.0 พบว่า มีองค์ประกอบ 7 ด้าน ดังนี้ 1) นโยบายและการจัดการ 2) การจัดหางบประมาณและทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ 3) การจัดกิจกรรม การเรียนรู้ 4) การประเมินผลและเทียบโอนความรู้ 5) การเข้าถึงและการมีส่วนร่วม 6) คุณภาพผู้เรียนรู้ ตลอดชีวิต และ 7) คุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต
43 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยนี้มีขั้นตอนการด าเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพื่อใช้ในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 1.1 การศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานในการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยท าการสังเคราะห์ ขอบเขตความรู้ที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตร Non Degree ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้นที่จัดการเรียนการสอนแบบชุด วิชา (module) และ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) มาเป็นหลักการและแนวทางในการสร้าง นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา 1.2 ศึกษากระบวนการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา และการออกแบบชุดวิชา ตามขั้นตอนดังนี้ 1.2.1 ก าหนดหลักการและเหตุผล 1.2.2 ก าหนดวัตถุประสงค์ 1.2.3 ก าหนดโครงสร้างหลักสูตร/ชุดวิชา 1.2.4 ก าหนดแนวทางในการเรียนรู้ 1.2.5 ก าหนดรูปแบบการผลิตสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบชุดวิชา 1.2.6 ก าหนดวิธีการวัดและประเมินผล 1.3 ตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยี สารสนเทศทางการศึกษา จากผู้ทรงคุณวุฒิ จ านวน 3 ท่าน เลือกแบบเจาะจง ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความ เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาหลักสูตร เพื่อพิจารณาความสอดคล้อง (Item Objective Congruence : IOC ) ของนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ผู้วิจัยรวบรวมผลการประเมินและข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิมา วิเคราะห์หาค่า IOC เพื่อพิจารณาความสอดคล้อง จากนั้นน าผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาปรับปรุง แก้ไขนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ซึ่งหลังจากที่ท าการปรับปรุงแก้ไขจากการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ ดังกล่าวแล้ว ผู้วิจัยท าการตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการ น าไปใช้จริง โดยสร้างแผนการเรียนรู้ที่การปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองน าร่อง (try out) โดยผู้วิจัยน าแผนการ เรียนรู้ในแต่ละชุดวิชาไปทดลองใช้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของสถาบันการศึกษาเดียวกันกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งมี ลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง แล้วน าผลที่ได้จากการทดลองมาเป็นแนวทางในการสร้างชุดวิชาของ นวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ประชากรที่ใช้ในงานวิจัย เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย แบบสัมภาษณ์(Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตร และการออกแบบนวัตกรรม การเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
44 วิธีวิเคราะห์ข้อมูล การรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนา สอบถามปากเปล่า โดยมีการบันทึกข้อมูลในแบบสัมภาษณ์ โดย ประเด็นในการสัมภาษณ์จะถูกสร้างขึ้นจากกรอบแนวคิดทฤษฎีของตัวแปรที่ต้องการศึกษา เพื่อช่วยให้ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับความจริง ความคิดเห็น ปัญหา ข้อเสนอแนะ ฯลฯ แล้วน ามาสรุปเป็นข้อมูล โดยการบรรยายเชิง พรรณนา (Content Analysis) ระยะที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษา ก าหนดแบบแผนการทดลอง ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลอง (experimental research) และ ใช้แบบแผนการวิจัยแบบ one group pre-test-post-test design ซึ่งเป็นการศึกษากลุ่มทดลองเพียงกลุ่ม เดียวและมีการวัดก่อนและหลังการทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิภาพชุดวิชาของนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น ด าเนินการทดลองใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษาที่ผู้วิจัย ได้พัฒนาขึ้น หลังการทดลอง เมื่อผู้วิจัยด าเนินการทดลองเสร็จสิ้น ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่าง ท าแบบวัด ความสามารถในการเรียนรู้ชุดวิชา และท าแบบประเมินความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ประชาการที่ใช้ในการวิจัย ผู้ที่สนใจศึกษาในรูปแบบคลังหน่วยกิต และนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้น ปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ผู้ที่สนใจศึกษาในรูปแบบคลังหน่วยกิต จ านวน 15 รายนักศึกษาระดับ ปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 จ านวน 30 คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย แบบทดสอบวัดระดับการเรียนรู้ชุดวิชา และแบบสอบถามวัดระดับความพึงพอใจต่อนวัตกรรมการ เรียนรู้แบบพลิกโฉมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา วิธีวิเคราะห์ข้อมูล โดยการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนและหลังการเรียนรู้ และวิเคราะห์แบบสอบถามความคิดเห็น ของผู้ใช้ที่มีต่อระบบที่พัฒนาขึ้นโดยเป็นแบบสอบถาม ประเมินค่าอัตราส่วน 4 ระดับเป็นการสอบถามทัศนคติ ที่ต้องการให้ผู้ตอบเลือกไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งเมื่อวิเคราะห์ผลแล้วสามารถระบุทิศทางที่แสดงทัศนคติ ด้านบวกหรือด้านลบ มีแนวโน้มให้ค่าความเที่ยงมากกว่า 5 อันดับ โดยมีเกณฑ์ในการวัดมี ดังนี้ ระดับความเห็นด้วย ความพึงพอใจมากที่สุด 4 คะแนน ระดับความเห็นด้วย/ความพึงพอใจมาก 3 คะแนน ระดับความเห็นด้วย/ความพึงพอใจน้อย 2 คะแนน ระดับความเห็นด้วย/ความพึงพอใจน้อยที่สุด 1 คะแนน เกณฑ์ในการแปลความหมายของข้อมูล ดังนี้ คะแนนเฉลี่ย 3.50-4.00 หมายความว่า พึงพอใจมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 2.50-3.49 หมายความว่า พึงพอใจมาก คะแนนเฉลี่ย 1.50-2.49 หมายความว่า พึงพอใจน้อย คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.49 หมายความว่า พึงพอใจน้อยที่สุด