โครงการศ ึ กษาต ้ นแบบการท่องเท ี่ยวเชิงวัฒนธรรมและสถานฟื้นฟู สุขภาพผ ู ้ ช่วยศาสตราจารย ์ ดร.อนันต ์ พงศ ์ ธรกุลพานิชอาจารย ์ ว ี ณัฐกานต ์ รัตนธ ี รวงศ ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลย ี ราชมงคลตะวันออก 2566
บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มุงศึกษาเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแบ่งมี 3 ขั้นตอนคือ ขั้นแรกเป็น การสร้างเรื่องเล่าจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์ อักษรอัน ได้แก่การสร้างด้วยการคัดลอก การสร้างด้วยการเรียบเรียงใหม่ การสร้างด้วยการ ปรับแต่งข้อมูล และ การสร้างด้วยการตีความใหม่ ขั้นที่สอง การสร้างเรื่องเล่าจากตํานานคํา บอกเล่าท้องถิ่นและศาสตร์อื่นๆอัน ได้แก่ การสร้างที่สอดคล้องกับเอกสารทางประวัติศาสตร์ และการสร้างที่ปฏิเสธเอกสารทาง ประวัติศาสตร์และขั้นตอนสุดท้าย การสร้างเรื่องเล่าที่ไม่ ปรากฏในหลักฐานทางประวัติศาสตร์อันได้แก่การสร้างที่ ปฏิเสธเอกสารทางประวัติศาสตร์และ การสร้างใหม่ เอกสารทางประวัติศาสตร๋ที่ถูกนํามาอ้างอิงและ สร้างเรื่องเล่ามากที่สุดคือพระ ราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา วิธีการประกอบสร้างความหมายสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชมี 3 ลักษณะ คือ ลักษณะแรกเป็นการสืบทอดความหมายดั้งเดิมจากหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์อันได้แก่เหตุการณ์พระราชกําเนิดที่ เป็นสามัญชนเชื้อสายจีน อาการพระสติ วิปลาส และการถูกประหารชีวิตตัดศีรษะที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ลักษณะที่สอง คือ การสร้าง ความหมายใหม่อันได้แก่การสร้างวีรกษัตริย์จากสามัญชน และนําเสนอความเป็น มหาราช และลักษณะสุดท้ายเป็นการสืบทอดและสร้างความหมายใหม่อันมีเนื้อหาเฉพาะช่วงรอยต่อ ระหว่างรัชกาล ที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและรัชกาลที่1 วิธีการประกอบสร้างเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับการเลือกใช้ หลักฐานทางประวัติศาสตร์มีความสัมพันธ์กันในเรื่องการนําเสนอเนื้อหากับรูปแบบของ วรรณกรรม ตลอดจนชุดเหตุการณ์ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นอกจากนั้นทั้งวิธีการ ประกอบสร้างเรื่องเล่า และการเลือกใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังส่งผลต่อการประกอบ สร้างความหมายสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช
สารบัญ บทที่1 บทนํา 1 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6 บทที่3วิเคราะห์การประกอบสร้างเรื่องเล่า พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราชและงานศิลปะร่วมสมัยจนถึง ปัจจุบัน 18 บทที่4วิเคราะห์การประกอบสร้างความหมาย “สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช 110 บทที่5 สรุปผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ 193 บรรณานุกรม 202
บทที่1 บทน ำ 1.1 บทน ำ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” เป็นที่รับรู้ใด้ในวงกว้างของสังคมปัจจุบันได้ว่า พระองค์ทรงมี ก าเนิดเป็นสามัญชน ซึ่งบิดาท่านเป็นชาวจีนและมารดาของพระองค์ท่านเป็นชาวไทย ซึ่งในเวลาต่อมา ทรง เข้ารับราชการจนได้เป็นพระยาตากเจ้าเมืองตาก เมื่อคราวเกิดสงครามกับพม่าจวบจนถึงการเสียกรุงศรี อยุธยา ครั้งที่ 2 โดยที่พระองค์ได้ท าการรวบรวมผู้คนตีฝ่ าวงล้อมทัพพม่า หลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา เพื่อไปตั้งหลักที่ จังหวัดจันทบุรี และในท้านที่สุดพระองค์ก็สามารถกอบกู้เอกราชชาติไทยได้ส าเร็จ จึงได้มี การสถาปนาพระองค์ ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์และได้ตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ต่อมาในปลายรัชกาล ได้มี การบันทึกว่าพระองค์มีพระสติวิปลาสด้วย เหตุที่คิดว่าพระองค์ทรงบรรลุโสดาบัน ท าให้พสกนิกรได้รับ ความเดือดร้อน จนเกิดกรณีขบถพระยาสรรค์ สมเด็ดพระเจ้าตากสินมหาราชทรงถูกส าเร็จโทษ ณ ป้อม วิชัยประสิทธิ์เม่ือวันท่ี6 เมษายน พ.ศ. 2325 แล้วจึงอัญเชิญพระศพไปฝังไว้ ณ วัดบางยี่เรือใต้ โดยมี ประชนมายุได้เพียง 48 พรรษา ครองราชสมบัติศิริรวมแล้ว 15 ปี (ชัยมงคล อุดมทรัพย์; ประยุทธ สิทธิพันธ์. 2553: 187) ส่วนเรื่องราวพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ท าการช าระครั้งแรกในพระ ราชพงศาวดารเมื่อปี พ.ศ. 2338 ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของพระราชพงศาวดารฉบับจันทนุมาศ (เจิม) (นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2523:17) และได้มีการพิมพ์ซ ้าลงในพงศาวดารกรุงธนบุรี ซึ่งได้มีค ากล่าวโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า “... ฉบับบริติชมิวเซียมคัดจาก ฉบับพันจันทนุมาศ และฉบับพระราชหัตถเลขาคัดจากฉบับหมอหมอบ รัดเลย์” (นิธิ เอียวศรีวงศ์. 2550ก:113) ประกอบกับหลักฐานอื่นๆ ที่กล่าวถึงพระองค์แต่ไม่สามารถระบุ ที่มาได้อย่างชัดเจน อาทิเช่น จดหมายเหตุความทรงจ ากรมหลวงนรินทรเทวี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือ อภินิหารบรรพบุรุษซึ่งกล่าวถึงพระราชประวัติเมื่อทรงพระเยาว์ ด้วยเหตุนี้พระราชประวัติ ของสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราช ที่รับรู้โดยทั่วไปมีพื้นฐานที่รับการช าระขึ้นในสมัยกรุงรัตนสินทร์ เมื่อศึกษาพระราชประวัติของพระองค์ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ร่วมยุคสมัยจนถึงปัจจุบันเป็น ที่สังเกตุได้ว่ามีการประเปลี่ยนบทบาทความส าคัญของพระราชประวัติตามในแต่ยุคสมัย และสภาพของ สังคมที่อยู่ในการเขียนพระราชประวัติ จากสถานภาพพระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงธนบุรี ดังในโครงยอพระ เกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี (กรมศิลปากร. 2539: 277) ความว่า
2 “ เสมอองค์หริรักษ์เรื้อง รงค์รุท ลล่วงพาหนะครุฑ สู่หล้า ฤาจรจากเกษียรสมุทร มาทวีป นี้แฮ เนื้อหน่อพุทธพงศ์กล้า ก่อสร้างโพธิญาณฯ” นายสวน มหาดเล็ก จากบทประพันธ์ดังกล่าว แสดงถึงสถานภาพของพระองค์ที่อยู๋ในฐานะกษัตริย์อย่างสมบูรณ์ซึ่ง สอดคล้องกับคติเรื่องกษัตริย์ คือ องค์นารายณ์อวตาร หรือในถ้อยค าจากพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับ พันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงพระนามว่า “พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหารนับในเนื้อ หน่อพุทธางกูรเจ้า”แต่ใน จดหมายรายวันทัพ อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่นๆ จะปรากฏเป็นชื่อ “เจ้าตากสิน” แต่ในพระราช พงศาวดารที่ถูกช าระ ได้ใช้ค าว่า “ประหารชีวิต ตัดศรีษะ” แทนที่จะเป็นค าว่า “ส าเร็จโทษ” การที่พระราช พงศาวดารที่ถูกช าระขึ้นใหม่ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เลือกใช้ค าดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สังคมในสมัยนั้น มิได้ยอมรับพระองค์ หรือยกย่องพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ แต่ความเปลี่ยนแปลงสถานภาพสมเด็กพระ เจ้าตากสินมหาราช จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ท่ามกลางบรรยากาศการสร้างความชอบ ธรรมทางการเมือง (ณัฎฐ์พร บุนนาค. 2545: 2) และใน พ.ศ. 2475 ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจาก ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบระชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตย์ทรงเป็นประมุข โดยในสมัยนั้น ได้มีการสร้างนโยบายชาตินิยมเพื่อประโยชน์ด้านการปกครอง เพื่อสงเสริมอุดมการณ์ว่าด้วย เรื่อง “ชาติ” รวมทั้ง “ชาติไทย” จึงได้มีการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชด้วยการน าเสนอมุ่งแสดงให้ เห็นถึง ความกล้าหาญของพระองค์ในฐานะวีรบุรุษที่กอบกู้เอกราช “ชาติไทย” อันเนื่องมาจากมีความโดด เด่นที่สุดด้วยเหตุเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนพระนามของพระองค์มาใข้อย่างเป็นทางการว่า “สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช” รวมถึงมาการสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่วงเวียนใหญ่ โดยที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงพระ ราชด าเนินทรงเปิดในวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2497 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การสถาปนาพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ที่วงเวียนใหญ่ จึง เปรียบเสมือนการยกย่องพระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ อย่างสมบูรณ์ อีกครั้งของประชาชนยุค หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งส่งผลให้สถานะทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รับการเฉลิมพระเกียรติสูงสุด (ณัฎฐ์พร บุนนาค. 2545: 166)
3 เห็นได้ว่าจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมท าให้เกิดความพยายามที่อธิบาย เรื่องราวอันคลุมเคลือต่างๆ ใน รัชกาลของพระองค์ อาทิเช่น พระราชก าเนิด การสวรรคต พระจริยาวัตร เป็นต้น ตลอดจนถึงมีการน าเสนอ เรื่องราวพระราชประวัติของพระองค์ ในบริบทที่แตกต่างจากเดิม เพื่อแสดงถึงว่าพระองค์ทรงเป็นวีรบุรุษ ตลอดจนเป็นพระมหากษัตริย์ที่ส าคัญยิ่งของประเทศชาติ ซึ่งท าให้เกิดกระแสการรับรู้ในลักษณะของ “เรื่อง เล่า” ซึ่งแตกต่างไปจากการรับรู้ในลักษณะแบบทางการแพร่หลายในหมู่ประชาชนมากขึ้น อาทิเช่น สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นผู้สืบเชื้อสายจากพระราชวงศ์ในสมัยอยุธยา ซึ่งปรากฏทั้งเป็นพระราชโอรส ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้านสระ และบางเรื่องเล่าทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ และ เรื่องเล่าที่ว่า พระองค์ไม่ได้มีอาการพระสติวิปราส หรือบางเรื่องเล่า พระองค์เสด็จหนีการประหารชีวิตไปยัง เมื่องนครศรีธรรมราช เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรื่องเล่าต่างๆ ที่กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ช่วงหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองมีความแตกต่างไปจากพระราชพงศาวดาร โดยที่เรื่องเล่าเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงถูก สร้างขึ้นในรูปแบบบันเทิงคดี เกิดเป็นปฏิวาทะระหว่างวาทกรรมดั้งเดิมและวาทกรรมใหม่ ซึ่ง “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่เกิดขึ้นเป็นจ านวนมาก โดยที่เรื่องเล่าเหล่านั้นยังคง อ้างอิงข้อมูลในพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ หากแต่มี เนื้อหาในบางประเด็นที่แตกต่างไปจากดั้งเดิม หรือ ที่ไม่ได้กล่าวถึงในพงศาวดาร ซึ่งเป็นผลอันเกิดมาจากการประกอบสร้างทางความหมายด้วยการเลือกสรร คัดแยก เพิ่มเติม หลักฐานข้อมูลชุดต่างๆ มาสนับสนุนอ้างอิงและผสานกับจินตนาการความคิดของแต่ละ บุคคล ด้วยเหตุในข้างต้นผู้วิจัยจึงสนใจซึกษา กระประกอบสร้างความหมายในเรื่องเล่าที่เกี่ยวของกับ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีผลต่อการรับรูปของประชาชนอันส่งผลกระทบต่อสถานะทาง ประวัติศาสตร์ของพระองค์ ซึ่งมีความส าคัญต่อการรับรู้ทางวัฒนธรรมของไทย ตลอดจนถึงส่งผลต่อการ ส่งเสริมการท่องเที่ยว และการเผยแพร่ศิลปะที่เกี่ยวของตั้งแต่สมัยธนบุรีจนถึงปัจจุบัน 1.2 วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย • เพื่อวิเคราะห์การประกอบการสร้างเรื่องเล่า ที่มีเนื้อหากล่าวถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราช • เพื่อวิเคราะห์การประกอบสร้างความหมายของ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราข”
4 • เพื่อออกแบบแบบจ าลองอุทยานประวัติศาสตร์อันรวบรวมเรื่องราวของ “สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช” 1.3 ควำมส ำคัญของกำรวิจัย งานวิจัยขิ้นนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลเรื่องเล่า เพื่อประกอบเนื่อหาที่มีการกล่าวถึงพระราชประวัติ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยรวบรวมและเลือกสรรหลักฐานข้อมูลชุดต่างๆ เพื่อเข้าใจและ ประกอบเครื่องหมายของ “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ว่าความหมายหรือภาพลักษณ์ของพระองค์ ในช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่มีการปรับเปลี่ยนเป็นอย่างไร ที่สงผลกระทบต่อสถานะทาง ประวัติศาสตร์ของพระองค์ 1.4 ขอบเขตของกำรวิจัย การศึกษาและวิเคราะห์เรื่องเล่าที่มีเนื้อหากล่างถึงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชตั้งแต่ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน จ านวน 15 เรื่อง ดังนี้ พระเจ้ากรุงธน (2480) ใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน (2492) สามกรุง (2495) ใครฆ่าพระเจ้าตากสิน (2516) ฟ้าใหม่ (2534) พระ เจ้าตากสินกู้ชาติ (2544) แผ่นดินพระเจ้าตาก (2545) ผู้อยู่เหนือเงื่อนไข (2545) ตากสินมหาราช (2548) ตากสินมหาราชชาตินักรบ (2549) ความหลงในสงสาร (2549) ตามรอยเลือดพระเจ้าตาก (2550) พระเจ้า ตากฯ สิ้นพระชนม์ที่เมืองนคร (2550) จอมกษัตริย์แห่งนักรบ (2550) และ ดวงพระเจ้าตากไม่ถูกประหาร (2551) ตลอดจนถึงเรื่องเล่าเส้นทางเดินทัพของพระเจ้าตากสินที่น าเสนอตามสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน 1.5 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การศึกษาเรื่อง “พระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) และน าเสนอผลของการศึกษาค้นคว้าแบบพรรณาวิเคราะห์ (Analytical Research) โดยท าการก าหนดวิธีวิจัยเป็นขั้นตอนดังนี้ 1. รวบรวมเรื่องเล่าที่มีเนื้อหาที่กล่าวถึงเรื่องราวพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งแต่ ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จนถึงปัจจุบัน 2. รวบรวมและศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยอื่นๆ เกี่ยวกับ
5 2.1. พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสิน 2.2. การประกอบสร้างทางความหมาย 3. วิเคราะห์การประกอบสร้าง 3.1. เรื่องเล่า 3.2. การประกอบสร้างทางความหมาย 4. น าเสนอผลการศึกษาค้นคว้าแบบพรรณนาวิเคราะห์
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั ้งนี ้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่ข้องกับการศึกษา สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราช: เรื่องเล่าและการประกอบสร้างความหมาย และได้จัดหมวดหมู่ตามหัวต่อไปนี ้ 1. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบสร้างความหมาย 1. เอกสารและง านวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องเล่า พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช 1.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สุพร อิศรเสนา (2540) ได้ศึกษารวมรวมพระราชประวัติ และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชและได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชว่าเป็ นผู้สืบ เชื ้อสายจากเจ้าจอมมารดาสําลีวรรณ ซึ่งเป็ นพระราชธิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้เขียนได้ศึกษาพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในด้านต่างๆ เช่น พระราชประวัติ ส่วนพระองค์ในวัยเยาว์ว่าพระองค์มีเชื ้อสายจีน มีอภินิหารต่างๆเมื่อแรกประสูติ และได้รับการทํานาย จากซินแสว่าจะได้เป็ นพระมหากษัตริย์ และพระราชประวัติในด้านการศึกสงครามครั ้งต่างๆ นอกจากนี ้ ยังศึกษารวบรวมถึงงานพระราชนิพนธ์ พระประวัติพระราชโอรสและพระราชธิดา รวมถึงนามสกุลที่ สืบเชื ้อสาย มาจาก สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช เช่น รุ่งไพโรจน์ ณ นคร สินสุขโกมารกุล ณ นคร อินทรโยธิน สุประดิษฐ์ และอิศรเสนา เป็ นต้น จรรยา ประชิตโรมรัน (2549) ได้ศึกษาพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แบ่ง ออกเป็ น 2 ส่วนคือ พระราชประวัติช่วงวัยเยาว์มีความสอดคล้องกับพระราชประวัติในอภินิหารบรรพ บุรุษที่ผู้เขียน กล่าวไว้เพียงสังเขป และพระราชประวัติด้านก ารศึกสงครามที่ผู้เขียนได้กล่าวไว้อย่าง ละเอียดถึงการศึกสงครามตลอดระยะพระชนม์ชีพของพระองค์ ผู้เขียนได้ศึกษาการศึกในช่วงก่อนครองราชย์ของพระองค์โดยใช้คําว่า “ปฏิบัติการทางทหาร” ที่มีจํานวนถึง 17 ครั ้ง และรวมการศึกตลอดรัชสมัยของพระองค์กว่า 50 ครั ้ง เรียงตามพระราชประวัติที่ ปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ เช่น ครั ้งแรกคือพม่าตีเมืองปักษ์ใต้ การรบที่วัดป่ าแก้ว การรบที่ บ้านโพธิ์ สังหาร การรบที่บ้านพรานนก การตีเมืองเขมร พม่าตีเมืองเชียงใหม่ และครั ้งสุดท้ายเหตุการณ์ จลาจลในกรุงธนบุรี เป็ นต้น ผู้เขียน ได้ทําการศึกษาถึงการศึก สงคราม แต่ละครั ้งอย่างละเอียด คือ ศึกษาถึงผู้นําทัพ กําลังพล ทั ้งฝ่ ายไทย และฝ่ ายข้าศึก รวมถึงวิธีการรบ และเส้นทางเดินทัพ อีกทั ้งยัง แสดงความคิดเห็นต่อการศึกแต่ละครั ้งไว้ด้วย
7 มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา (2550) ได้จัดพิมพ์หนังสือนามานุกรมวรรณคดีไทยชุดที่1 ชื่อวรรณคดี โดยได้กล่าวถึงประวัติและความสําคัญของวรรณคดีเรื่องต่างๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระราช ประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชคือโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ระบุชื่อผู้แต่ง และเวลาที่แต่งไว้ในโคลงบทแรกว่า นายสวนมหาดเล็ก เป็ นผู้แต่ง ในปี เถาะ ตรีศก วันอังคาร เดือน 9 ขึ ้น 10 คํ่า จุลศักราช 1133 (ตรงกับ พุทธศักราช 2314 ซึ่งเป็ นปี ที่4ในรัชกาลของพระองค์) จุดประสงค์ในการแต่งเพื่อ สรรเสริญสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราช เนื ้อหากล่าวถึง ตั ้งแต่ตอนที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองจันทบุรีมาตั ้งราชธานีที่ กรุงธนบุรี และทรงทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา ทรงปราบหัวเมืองต่างๆ และกล่าวถึงการสมโภชพระนคร เนื่องจากผู้แต่งโคลงนี ้ซึ่งทําหน้าที่เป็ นมหาดเล็กจึงทราบเรื่องราวภายในพระราชสํานักเป็ นอย่างดี เช่น กล่าวถึงว่า ทรงมีพระมเหสีฝ่ ายซ้ายขวา และพระสนมจากประเทศราชต่างๆ สมเด็จพระเจ้าบรมเธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงนิพนธ์ในคํานําในการพิมพ์ครั ้งแรกเมื่อ พ .ศ. 2465 ว่าพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเรื่องพระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจํา ของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี ทรงค้นหนังสือเก่าสอบทานกับพระราชพงศาวดารครั ้งกรุง ธนบุรี พระองค์ก็ทรงได้ข้อสําคัญในโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรีนี ้หลายเรื่อง ผู้เขียนยังกล่าวอีกว่านอกจากโคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุง ธนบุรีจะแสดงเรื่องราวพระราช ประวัติของพระองค์แล้ว ยังเป็ นการแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้แต่ง คือนายสวน มหาดเล็ก ที่ เป็ น ตัวแทนของคนในสมัยนั ้นที่มีต่อพระมหากษัตริย์คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชอย่างชัดเจน นิธิ เอียวศรีวงศ์(2550ข) ได้ศึกษาถึงการเมืองไทยสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ในงาน ชิ ้นนี ้ใช้คําว่า พระเจ้ากรุงธนบุรี) โดยผู้เขียนได้เริ่มศึกษาสภาพแวดล้อมตั ้งแต่ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อยมาจนถึง สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้เขียนได้ชี ้ให้เห็นปัจจัยต่างๆที่ทําให้การปกครองของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชภายใต้การปกครอง “ การเมืองแบบชุมชุม” ต้องประสบความผิดพลาด ดังจะเห็น ได้จากการเกิดเหตุจลาจลในช่วงปลายรัชกาล งานเขียนชิ ้นนี ้ได้ศึกษาพิจารณาประวัติศาสตร์สมัย กรุงธนบุรีที่มีหลายมิติและซับซ้อนอย่างรอบด้าน เริ่มตั ้งแต่การประกาศนโยบายฟื ้นฟูพระราชอาณาจักร อยุธยาขึ ้นมา การปราบชุมนุม การเสด็จขึ ้นครองราชย์ การแบ่งกลุ่มทางการเมือง การเน้นอาณาบารมี การขึ ้นมามีอํานาจของเจ้าพระยาจักรี และการนําไปสู่การปราบดาภิเษกของราชวงศ์ใหม่ในที่สุด โดยเฉพาะ การศึกษา ด้านพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เช่น ประสูติเมื่อไร โดย ผู้เขียนได้นําเสนอว่า เป็ นวันที่ 23 มีนาคม พ .ศ. 2277 โดยใช้ข้อมูลจากหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษ จดหมายเหตุโหร พระราชพงศาวดาร ฉบับกรมพระปรมานุชิตชิโนรสเป็ นผู้ชําระ และหลักฐานบันทึก ของฝรั่งเศส จากการศึกษา ของนิธิยังพบว่าหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษมีข้อผิดพลาดเกือบทุกตอน และทําให้เห็นว่าอภินิหารบรรพบุรุษเป็ นผลผลิตจากจินตนาการของคนในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือที่ 5 โดยแทบไม่มีเค้ามูลจากหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้เลย อีกทั ้งนิธิการนําเสนอว่าพระองค์เป็ นพ่อค้าเกวียน มาก่อนที่จะได้รับราชการ โดยใช้หลักฐานที่หลากหลายทั ้งเอกสารไทย และเอกสารต่างชาติ
8 ปรามินทร์ เครือทอง (2551) ได้ศึกษาถึงตัวบทหนังสือ “อภินิหารบรรพบุรุษ” ว่า ต้นฉบับเป็ น สมบัติของหม่อมเจ้าปิ ยภักดีนารถ “นักเลงหนังสือเก่า ” ลําดับต้นของเมืองไทย สมเด็จฯ เจ้าฟ้ ากรม พระนครสวรรค์วรพินิตโปรดให้ตีพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ้าปิ ยภักดีนารถ เมื่ อปี พ.ศ. 2473 และทรงพระนิพนธ์ไว้ในคํานําว่า ต้นฉบับเป็ นสมุดไทยกระดาษข่อยขาวตัวหมึก 2 เล่ม ซึ่ง ปัจจุบันต้นฉบับสมุดไทยได้หายสาบสูญไป เหลือเพียงสําเนาพิมพ์ดีด ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดํารง ราชานุภาพมีรับสั่งให้คัดลอกจากต้นฉบับสมุดไทยของหม่อมเจ้าปิ ยภักดีนารถไว้ ปัจจุบันสําเนา พิมพ์ดีดเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ โดยมีลายพระหัตถ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ ทรงแสดงพระวินิจฉัยกํากับไว้ตลอดเอกสาร เนื ้อหาหลักของอภินิหารบรรพบุรุษกล่าวถึงพระราชประวัติ “ก่อนเสวยราชย์” ของพระมหากษัตริย์ ผู้ยิ่งใหญ่ 2 พระองค์ คือสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก มหาราช รวมกับเรื่องย่อยอีก 2 เรื่อง ซึ่งเป็ นพระราชประวัติของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวความพิเศษของหนังสือเล่มนี ้คือ พระราชประวัติ “ก่อนเสวยราชย์” เพราะเอกสารที่จะกล่าวถึงพระราชประวัติ “วัยเด็ก” มักไม่ปรากฏในเอกสารอื่นๆ อภินิหารบรรพบุรุษฉบับพิมพ์ปี 2473 แบ่งออกเป็ น 2 ภาคใหญ่ๆ คือ ภาคแรกเป็ นพระราช ประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภาคหลั งเป็ นพระราชประวัติพระเจ้าแผ่นดินและพระประวัติ วังหน้าสมัยรัตนโกสินทร์ 3 รัชกาล โดยเน้นที่พระราชประวัติรัชกาลที่ 1 เป็ นสําคัญ เนื ้อความทั ้ง 2 ภาค เป็ นหนังสือคนละชุด มีที่มาต่างกันบันทึกขึ ้นคนละคราว เพิ่งจัดเข้าเป็ นชุดเดียวกันเมื่อนํามาพิมพ์ ครั ้งแรกนี ้ เนื่องจากมีเนื ้อความพ้องกันในเรื่อง “อภินิหาร” ของพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์พอดี จากการเทียบเคียง อภินิหารบรรพบุรุษฉบับปี 2473 กับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่นๆ ผู้เขียนคิดว่า อภินิหารบรรพบุรุษฉบับปี 2473 “ไม่บริสุทธิ์” ตามที่สมเด็จฯ กรม พระยาราชานุภาพได้ ทรงวินิจฉัยไว้และได้ทรงเชื่ออย่างหนักแน่นว่า ท่านผู้เรียบเรียงคือ ก.ศ.ร. กุหลาบ ซึ่งอาจเป็ นเช่นนั ้นจริง ก.ศ.ร. กุหลาบอาจจะอาศัยต้นฉบับของกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสส่วนหนึ่ง และแทรกแซงแต่ง เพิ่มตามวิสัยอีกส่วนหนึ่ง ผู้เขียนได้ให้ข้อสังเกตอีกว่า หากย้อนกลับไปดู ในเนื ้อหามีการใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 เมื่อ กล่าวถึงผู้แต่งว่า “ท่านผู้ซึ่งเป็ นผู้เรียบเรียงร้อยกรอง ” ดังนั ้นหากกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสเป็ น ผู้นิพนธ์ ก็ไม่น่าจะเรียกพระองค์เองด้วยสรรพนามบุรุษที่ 3 เช่นนั ้น นอกจากนี ้ในส่วนของเนื ้อหาพระราช ประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยังมีการกล่าวถึงตําแหน่ง “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช” ซึ่งเป็ นตําแหน่งที่ปรากฏครั ้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2429 แต่กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส สิ ้นพระชนม์ตั ้งแต่รัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2396 ส่วนเรื่อง “ปฐมวงศ์” ซึ่ง ก.ศ.ร. กุหลาบอ้างว่า คัดมาจาก ฉบับกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส และผู้แต่งเรียกแทนตนเองว่า “วันเมื่อ ข้าพเจ้า บวชเปนเณร” ก็ มีการกล่าวถึงตําแหน่ง “พระบรมโอรษาธิราช” เช่นกัน จึงเป็ นไปไม่ได้ที่สมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส จะนิพนธ์ทั ้ง 2เรื่องนี ้
9 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2552) ทรงศึกษา และทรงพระราชวิจารณ์ตัวบท จดหมายเหตุความทรงจํา กรมหลวงนรินทรเทวี(เจ้าครอกวัดโพธิ์) ในประเด็นต่างๆไว้อย่างน่าสนใจ ปัจจุบันได้ตีพิมพ์เป็ นหนังสือชื่อ “ พระราชวิจารณ์ ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง จดหมายเหตุความทรงจําของพระเ จ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั ้งแต่ จ.ศ. ๑๑๒๙ ถึง ๑๑๘๒ เป็ นเวลา ๕๓ ปี ” เป็ นเอกสารประวัติศาสตร์เล่มสําคัญ มีความเป็ นมาค่อนข้าง ซับซ้อนเนื่องจากเอกสารต้นฉบับซึ่งได้มา 2 ครั ้งในระยะเวลาห่างกัน 9 ปี โดยฉบับแรกพบเมื่อปี พ.ศ. 2451 ฉบับนี ้มีเนื ้อความกล่าวถึงตั ้งแต่ พ .ศ. 2310 จนถึง พ .ศ. 2363 (เป็ นระยะเวลา 53 ปี) โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชวิจารณ์ พร้อมทั ้งค้นหาเอกสารประก อบการ วิจารณ์(อธิบาย) และมีพระบรมราชวินิจฉัยถึงผู้แต่งบันทึกฉบับนี ้ คือ พระองค์เจ้ากุ พระเจ้าน้องนาง เธอในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก ซึ่งเรียกกันในสมัยนั ้นว่า “เจ้าครอกวัดโพธิ์” มีพระนาม กรมแต่ในรัชกาลที่ 4 ว่า “กรมหลวงนรินทรเทวี” และฉบับที่ 2 พบปี พ.ศ. 2459 มีเนื ้อความกล่าวถึง ตั ้งแต่ พ.ศ. 2310 เช่นกัน แต่มีเนื ้อความกล่าวจนถึงประมาณ พ .ศ. 2381 กล่าวเลยฉบับแรกถึง 18 ปี ซึ่งกรมหลวงนรินทรเทวีสิ ้นพระชนม์ พ .ศ. 2370 จึงแสดงให้เห็นว่าฉบับที่ 2 กล่าวเกินอายุกรมหลวง นรินทรเทวีถึง 11 ปี พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเรื่องจดหมายความทรงจําของ พระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี(เจ้าครอกวัดโพธิ์) มีเนื ้อหาแบ่งออกเป็ น 2 ส่วน คือ เนื ้อหาใน จดหมายความทรงจําและพระราชวิจารณ์ เช่น เนื ้อหาตอนกล่าวถึงช่วงปลายรัชกาลในจดหมายความ ทรงจําว่า “เหตุผลกรรมของสัตว์พื ้นแผ่นดินร้อน ราษฎรเหมือนผลไม้ เมื่อต้นแผ่นดินเย็นด้วยพระบารมี ชุ่มพื ้นชื่นผลจนมีแก่น ปลายแผ่นดินแสนร้อนรุมสุมรากโคน โค่นล้มถมแผ่นดิน ด้วยสิ ้นพระบารมีแต่ เพียงนั ้น”ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า “ปรารภถึงเรื่องความ เดือดร้อนในที่นี ้ เป็ นสํานวนเก่าดี กล่าวด้วยความสังเวชแลความเคารพ ” อีกทั ้งพระองค์ได้กล่าวไว้ใน “ทางพิจารณาหาตัวผู้เขียนจดหมาย” ว่า “ข้อที่เห็นเช่นนี ้ เพราะผู้เขียนนับถือพระเจ้ากรุงธนบุรี ...เมื่อ กล่าวถึงสัญญาวิปลาสก็กล่าวด้วยความเห็นใจ ว่าเป็ นการบังเอิญเป็ นไปเช่นนั ้นด้วยเป็ นเวลาเคราะห์ กรรม แลเป็ นเวลาที่จะสิ ้นบุญสิ ้นวาสนา” 1.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อุบลศรี อรรถพันธุ์ (2524) ศึกษาการชําระพระราชพงศาวดารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระ พุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก จํานวน 7 ฉบับ หนึ่งในนั ้นคือพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ(เจิม) หรืออีกชื่อหนึ่งคือพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับ จ .ศ. 1157 (พ.ศ. 2338) ซึ่งได้รับมอบต้นฉบับ จากพันจันทนุมาศ (เจิม)
10 อุบลศรีได้ศึกษาถึงพระราชพงศาวดารฉบับนี ้ไว้ว่า พระราชพงศาวดารฉบับนี ้ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง สํานวนเนื ้อหาในเรื่องแสดงให้เห็นว่าผู้แต่งมีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และเป็ นผู้มี ความรู้ดี จึงสันนิษฐานว่าอาจเป็ นพระอาลักษณ์แก้ว หรือพระธรรมธีรราชมุนี เนื ้อความเริ่มใน พ.ศ. 2309 บรรยายถึงความแตกแยกของอาณาจักรสยาม ภายหลังที่กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าทําลายในปี พ.ศ. 2310 ยังแสดงถึงความพยายามของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่จะสร้างศูนย์กลางของอาณาจักรใหม่ รัชสมัย ของพระองค์ทําสงครามหลายครั ้งเพื่อรวบรวมป้ องกัน และขยายอาณาเขต ปลายรัชกาล เกิดกบฏ หลังจากที่พระองค์ทรง ครองราชย์ได้ 15 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกขึ ้นครองราชย์สืบ ต่อมา และย้ายเมืองหลวงมาตั ้งที่กรุงเทพฯ เนื ้อความจบลงในปี ที่สามของรัชกาลนี ้ พ.ศ. 2327 ตอนที่ พระเจ้าอังวะให้แองแซะราชบุตรถอยทัพจากเมืองยะไข่กลับกรุงอังวะ นอกพระราชพงศาวดารฉบับนี ้จะมีควา มสําคัญในตัวเอง คือ แสดงถึงประวัติศาสตร์สมัย ธนบุรีและเป็ นตัวประสานให้เกิดแนวร่วมทางประวัติศาสตร์อันเดียวกันระหว่างอาณาจักรอยุธยา และ อาณาจักรรัตนโกสินทร์แล้ว ยังเป็ นการอธิบายสาเหตุการขึ ้นมามีอํานาจทางการเมืองของราชวงศ์จักรี อีกด้วย และพระราชพงศาวดารฉบับนี ้เป็นต้นฉบับของการชําระพระราชพงศาวดารสมัยกรุงธนบุรีใน ฉบับอื่นๆ ผลการวิจัยการชําระพระราชพงศาวดารในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก พบว่า การชําระพระราชพงศาวดารสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกิดจากพระบรมราชโองการใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลก โปรดฯให้ชําระเรียบเรียงขึ ้นเพื่อเป็ นเอกสารสําหรับบ้านเมือง ผู้รับสนองพระบรมราชโองการในการเรียบเรียงพระราชพงศาวดารคือ พระภิกษุ และ ข้าราชสํานักที่มี ความรู้สมัยนั ้น โดยผู้ที่ชําระใช้วิธีการชําระพระราชพงศาวดาร 5 ประการ คือ การแต่งเ นื ้อความต่อ แต่งเรื่องเพิ่มเติม แต่งเรื่องใหม่แทรกลงไป แก้ไขสํานวน และแก้ไขปี ศักราช เนื่องจากผู้ชําระส่วนใหญ่ มีพื ้นความรู้ และภูมิหลังเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั ้งสิ ้น การบรรยายความในพระราชพงศาวดารจึงได้รับ อิทธิพลส่วนใหญ่จากพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการประพฤติตนของชนชั ้นปกครอง เช่นการบรรยาย ถึงพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวงที่ไม่ทรงประพฤติอยู่ในศีลธรรมจึงเป็ นสาเหตุความเสื่อม ของอาณาจักรกรุงศรีอยุธยา ณัฏฐ์พร บุนนาค (2545) ศึกษาสถานภาพทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช พ.ศ. 2310 -2497 ซึ่งเป็ นปี ที่มีการเปิ ดพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่วงเวียนใหญ่ โดยมุ่งเน้นสถานภาพทางประวัติศาสตร์ และการให้คําอธิบายเกี่ยวกับเรื่องราวของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในบริบททางประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลง
11 ผลการวิจัยสถานภาพทางประวัติศาสตร์ของสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช พ .ศ. 2310 ถึง 2497 พบว่า ในสมัยกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีสถานภาพเป็ นพระมหากษัตริย์ แต่ มีความแตกต่างจากพระมหากษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยาทั ้งในเรื่องที่มา แนวพระราชดําริ และการเป็ น ผู้นําของพระองค์ ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราชไม่ได้รับการยกย่องสถานะให้เทียบเท่าพระมหากษัตริย์พระองค์อื่นๆ เพราะ ผู้นําในราชวงศ์จักรียังจําเป็ นต้องรักษาความชอบธรรมทางการเมืองของตนให้คงอยู่ จนกระทั่งยุคหลัง เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็ นระบอบประชาธิปไตย สมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราชจึงได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างสูงสุดกว่าสมัยใดๆ ทั ้งนี ้เป็ นผลมาจากความ พยายามของผู้นําในสมัยนั ้นที่ต้องการยกย่อง และเผยแพร่เรื่องราวของบุคคลสําคัญในอดีตเพื่อน สนับสนุนนโยบายทางการเมืองของตน การรับรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ขยายตัวเป็ นวงกว้างสู่ประชาชนทุกระดับชั ้น ก่อให้เกิดการศึกษาค้นคว้าหาหลักฐานต่างๆเพื่อพยายาม อธิบายเหตุการณ์ที่ยังไม่ชัดเจน ตลอดจนการเกิดความเชื่อ หรือเรื่องเล่าเฉพาะกลุ่ม เฉพาะบุคคลเป็ น จํานวนมาก เรื่องราวของ พระองค์เป็ นตัวอย่างของการที่ “ผู้นํา” หรือ “ชนชั ้นนํา” ได้ใช้การอธิบาย ประวัติศาสตร์เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อจุดประสงค์ของตน และเรื่องราวของพระองค์ก็ได้ถูกนํามาพูดถึงทุก ยุคทุกสมัย ต่างกันไปตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง ดังนั ้นสถานะทางประวัติศาสตร์ของพระองค์จึงไม่เค ย หยุดนิ่ง พระราชประวัติของพระองค์จึงถูกปรับเปลี่ยน ละเลย และเน้นยํ ้า ไปตามบริบททางการเมือง และสังคมตลอดมา วรุณญา อัจฉริยบดี (2554) ได้ศึกษาเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในวรรณกรรมเฉลิม พระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์: เรื่องเล่าและภาพแทน ศึกษาเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจากวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิง ประวัติศาสตร์จํานวน 11 เรื่อง คือ โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี โคลงภาพพระราชพงศาวดาร สามกรุง ลิลิตสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพลงเจ้าตาก นวนิยายเรื่องใครฆ่าพระเจ้ากรุงธน นวนิยาย เรื่องผู้อยู่เหนือเงื่อนไข นวนิยายเรื่องฟ้ าใหม่ นวนิยายเรื่องรัตนโกสินทร์ :กําเนิดกรุงเทพ และนวนิยาย เรื่องตากสินมหาราช มีวัตถุประสงค์สามข้อ คือ เพื่อศึกษาถึงเรื่องเล่าและภาพแทน สมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราชที่นําเสนอในวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติ ศาสตร์ไทย เพื่อศึกษา กลวิธีการนําเสนอเรื่องเล่าและกระบวนการนําเสนอภาพแทนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชใน วรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทย และเพื่อศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการ นําเสนอเรื่องและภาพแทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยาย อิงประวัติศาสตร์ไทย โดยใช้กรอบแนวคิดการวิจัยเกี่ยวกับลักษณะวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ รวมทั ้งทฤษฎีเรื่องเล่าและภาพแทน
12 ผลการวิจัย เรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยาย อิงประวัติศาสตร์: เรื่องเล่าและภาพแทนพบว่า เรื่องราวของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทั ้งที่ปรากฏ ในวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็ น 3 ลักษณะคือ เรื่องราว ที่ แสดงถึงการยกย่องสรรเสริญ เรื่องราวที่แสดงถึงการวิพากษ์วิจารณ์ และเรื่องราวที่เสนอความจริงที่ แตกต่าง ซึ่งขึ ้นอยู่กับประเภทของวรรณกรรมและจุดมุ่งหมายของผู้แต่ง ภาพแทนของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชปรากฏ 2 ลักษณะซึ่งมีความขัดแย้งกันคือ ภาพวีรบุรุษผู้กู้ชาติไทยและภาพของ กษัตริย์ผู้ล้มเหลว ปัจจัยสําคัญที่ส่งผลต่อเรื่องเล่าและภาพแทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทั ้งใน วรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ไทยคือ แนวคิดเรื่องชาติไทย แนวคิดเรื่อง พระมหากษัตริย์ และแนวคิดเรื่องวีรบุรุษ วรุณญายังได้นําเสนอไว้อีกว่าแนวคิดเหล่านี ้ส่งผลให้เรื่อง เล่าและภาพแทนสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีความสอดคล้ องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยกระแสหลัก จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตาก สินมหาราชข้างต้น ทําให้ทราบถึงพระราชประวัติที่ปรากฏในหลักฐานต่างๆทั ้งปฐมภูมิ และทุติยภูมิที่ ผ่านการวิเคราะห์ อีกทั ้งยังได้ทร าบถึงยุคสมัยในการเรียบเรียงเรื่องเล่า ที่กล่าวถึงพระราชประวัติของ พระองค์ ทั ้งในรูปแบบวรรณคดี พระราชพงศาวดาร ตํานาน ที่ แสดงให้เห็นถึงทัศนะ ที่แตกต่างกัน ระหว่างบุคคลที่ร่วม ยุคสมัย และบุคคลในสมัยต่อมา ซึ่งจะเป็ นประโยชน์ในการศึกษา วิเคราะห์ด้าน การประกอบสร้างเรื่องเล่าที่กล่าวถึงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช อย่างไรก็ตามแม้งานวิจัย “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช: เรื่องเล่า และการประกอบสร้าง ความหมาย” นี ้จะใช้ข้อมูลในการวิเคราะห์บางส่วนพ้องกับงานวิจัย “สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช ในวรรณกรรมเฉลิมพระเกียรติและนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ : เรื่องเล่าและภาพแทน ” ตลอดจนนํา ประเด็นเรื่องเล่ามาศึกษาเช่นกัน แต่งานวิจัยของวรุณญา อัจฉริยบดีมุ่งศึกษาเรื่องเล่าและกลวิธีเสนอ เรื่องเล่าที่แสดงถึงภาพแทนของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยใช้ทฤษฎีเรื่องเล่าและภาพแทน ขณะที่งานวิจัย “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช :เรื่องเล่า และการประกอบสร้างความหมาย ” นี ้มุ่ง วิเคราะห์วิธีประกอบสร้างเรื่องเล่า และจําแนกข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่นํามาใช้ประกอบ สร้าง รวมถึงการ ประกอบสร้างความหมายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาร าชอันแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชุดข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อการประกอบสร้าง ทางความหมาย
13 2. เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบสร้างทางความหมาย 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการประกอบสร้างทางความหมาย ไชยรัตน์ เจริญโอฬาร (2543) ได้อธิบายถึงวาทกรรมไว้ว่า คือระบบที่ทําให้การพูดการเขียน ในสังคมหนึ่งๆเป็ นไปได้ เพราะวาทกรรมจะเป็ นตัวกําหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไข และกลไกต่างๆ ในการพูด การเขียน และกระบวนการนี ้ทําหน้าที่สร้างเอกลักษณ์ ความหมายให้สรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้ม เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็ นความรู้ ความจริง อํานาจ หรือตัวตนของเราเอง นอกจากนี ้วาทกรรมยังทําหน้าที่ ตรึงสิ่งที่สร้างขึ ้นให้ดํารงอยู่ และเป็ นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง การที่จะเข้าใจวาทกรรมที่ถูกถ่ายทอด ผ่านภาษานั ้น จึงจําเป็ นต้องทําความเข้าใจสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่มีส่วนในการก่อรูปวาทกรรมนั ้นด้วย กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และจันทิมา เอียมานนท์ (2549ก) กล่าวถึง ภาษา สังคม และ วาทกรรม ไว้ว่าภาษาไม่ใช่เป็ นเพียงสื่อสัญลักษณ์ที่อยู่ในระบบที่มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยเสียง คํา ประโยคที่ถูกสร้างขึ ้นมาให้มีความหมายเท่านั ้น แต่เป็ นสื่อและเครื่องมือในวงจรปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการผลิต การตีความและการแลกเปลี่ยนสิ่งที่มีความหมายระหว่างกัน ด้วย กระบวนการปฏิสัมพันธ์เหล่านี ้ทําให้เกิดการเคลื่อนไหวและเลื่อนไหลของภาษาในหลากมิติของ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ ้นในสัง คมผ่านกิจกรรมและการกระทําของมนุษย์ผู้ใช้ภาษาเอง ผู้ที่ศึกษาและไข ปัญหาทางสังคมหลายต่อหลายยุคเล็งเห็นถึงพลังอํานาจของภาษา และได้ใช้ระบบของการศึกษา ภาษาเป็ นกุญแจสําคัญเปิ ดหนทางเข้าสู่วังวนอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเรื่องราวทางสังคมหลายกรณี ในการมองสังคมผ่านเครื่องมือทางภาษา การเปลี่ยนจุดเน้นจากการศึกษาวิเคราะห์ในเชิง บรรยายและพรรณนาลักษณะรูปแบบของภาษามาเป็ นการศึกษาเชิงวิพากษ์ที่มุ่งเน้นการตีความและ อธิบายแนวคิดที่แฝงเป็ นเบื ้องหลังรูปแบบภาษาที่สื่อออกมาเหล่านั ้น ก็เป็ นไปเพื่อให้ได้คําตอบเชิงมิติ ทางสังคมบางประการ เน้นยํ ้าให้เห็นว่าลักษณะทางภาษาในรูปแบบต่างๆ ที่ถูกสื่อออกมานั ้นเกิดขึ ้น และดํารงอยู่ท่ามกลางความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสังคมและผู้ใช้ภาษาที่ไม่ได้มุ่งเน้นจะตอบ คําถาม “อย่างไร”แต่ต้องการที่จะหาคําตอบว่า “ทําไม” และ “จะเกิดประโยชน์อย่างไร” เมื่อการศึกษาวิเคราะห์วาทกรรมขยายและก้าวข้ามจากศาสตร์ทางภาษาไปสู่ศาสตร์ทาง สังคม และเมื่อใช้ทฤษฎีทางสังคมหันกลับมามองภาษาจึงทําให้เห็นว่าภาษาไม่ได้ดํารงอยู่เพื่อการ สะท้อนความคิดความรู้สึกหรือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในสังคมเท่านั ้น แต่ภาษาและวาทกรรมก็อยู่ ในรูปแบบมายาคติที่มีการประกอบสร้างกันขึ ้นมาผ่านการตีความ และการทําความเข้าใจของผู้คน หลายคน หลายรุ่นและหลายทอดที่หล่อหลอมจากเบ้าทางสังคมที่หลากหลาย แรงจูงใจและแรงผลักดันที่ ต้องทําให้สื่อสาร และปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่างๆ จึงทําให้ต้องใช้ภาษาและวาทกรรมเพื่อการกระทํา สื่อสารนั ้น ภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้สื่อสารล้วนแฝงด้วยความคิดบางอย่างของสังคมผ่าน ผู้ใช้ภาษา และผ่านการกระทําทางสังคมที่เกิดขึ ้น ความสัมพันธ์เชิงอํานาจ อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ ทางสังคมบางประการย่อมแทรกอยู่ในภาษาที่ถูกใช้เหล่านั ้น การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาใน เชิง วาทกรรมไม่ว่าจะเป็ นมิติทางภาษาหรือมิติทางสังคมย่อมทําให้เห็นอํานาจ อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่ แฝงอยู่เป็ นเบื ้องหลัง
14 2.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประกอบสร้างทางความหมาย วรัชญ์ วานิชวัฒนากุล (2549) ได้ศึกษาการสื่อสารความหมาย หรือการประกอบสร้าง ความหมายในการ์ตูนไทยพันธุ์ใหม่ ศึกษาด้วยการวิเคราะห์ตัวบทจากการ์ตูนพันธุ์ใหม่ 2 เรื่อง คือ หนุแมน และไกรทอง มาวิเคราะห์และนําเสนอลักษณะการประกอบสร้างความหมายของวรรณคดีและ นิทานพื ้นบ้านไทยในรูปแบบหนังสือการ์ตูนพันธุ์ใหม่และการสัมภาษณ์กลุ่ มตัวอย่างแบบเจาะลึก โดยพิจารณา 2 ประเด็นหลัก คือ 1) การวิเคราะห์ตัวบท ทั ้งในการ์ตูนพันธุ์ใหม่ และเรื่องต้นฉบับ คือ วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ และเรื่องไกรทอง นํามาเปรียบเทียบกัน โดยใช้หลักเกณฑ์การเล่าเรื่องของ Cawelti ในการวิเคราะห์ ซึ่งมีองค์ประกอบ คือ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง พระเอก นางเอก ตัวประกอบ ตัวร้าย เวลา สถานที่ เครื่อง แต่งกาย วิธีการเดินทาง และอาวุธ 2) การถอดรหัส และการตีความ จากการ์ตูนพันธุ์ใหม่ของเยาวชน รวมถึงครูภาษาไทย ซึ่ง หลักเกณฑ์การถอดรหัส และการตีความหมายของผู้รับสารมีอยู่ 3 รูปแบบ คือ 1. Preferred code เป็ นการถอดรหัสด้วยจุดยืนแบบที่ผู้ส่งสารเข้ารหัสมา 2. Negotiated code เป็ นการถอดรหัสด้วย จุดยืนที่มีการต่อรองความหมายใหม่ที่แตกต่างไปจากความตั ้งใจของผู้ส่งสาร แต่มิได้คัดค้านโดยตรง หรือเป็ นการสร้างกฎเกณฑ์มาต่อรองนั่นเอง และ 3. Oppositional code เป็ นการถอดรหัสด้วยจุดยืนที่ ต่อต้าน หรือขัดแย้งกับความหมายที่ผู้ส่งสารใส่รหัสมา ผลการวิเคราะห์โดยเฉพาะการประกอบสร้างทางความหมายสามารถเปรียบเทียบความ เหมือน และความต่างได้ดังนี ้ การประกอบสร้างความหมายที่คงเดิม มี 2 ข้อ คือ 1) การให้คติสอนใจว่า “ธรรมะย่อมชนะอธรรม” 2) การแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ การประกอบสร้างความหมายที่เปลี่ยนไป มี 5 ข้อ คือ 1) การเปลี่ยนจากโครงเรื่องแบบ Romantic-Fantasy และ Erotic-Fantasy มาเป็ นโครง เรื่องแบบ Action-Comedy-Fantasy และ Action-Fantasy 2) การเปลี่ยนจากความเชื่อในเรื่องโลกแห่งความศักดิสิทธิ์ ์ และสิ่งเหนือธรรมชาติมาสู่ความ เชื่อในเรื่องโลกแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ 3) การเปลี่ยนจากเรื่องราวในจินตนาการที่ไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้มาสู่เรื่องราวที่มี ช่วงเวลาเชื่อมโยงกับโลกในปัจจุบัน 4) การเปลี่ยนแปลงจากการเน้นยํ ้าในเรื่องความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดีมาเป็ นการเน้น ยํ ้าในเรื่องความเป็ นฮีโร่
15 5) การเปลี่ยนแปลงจากการสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมแบบชายเป็ นใหญ่ที่นิยมมี ภรรยามากกว่า 1 คน มาเป็ นการสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมของสังคมแบบผัวเดียวเมียเดียว ธนธรณ์ ฤทธิ์ ถกล (2551) ได้ศึกษาการประกอบสร้างความหมายในภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ “ตํานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” พบว่ากระบวนการในการถ่ายทอดความจริง เกี่ยวกับวีรกรรมของ สมเด็จพระนเรศวรในภาพยนตร์เรื่องนี ้ ผู้สร้างได้อ้างอิงจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่สอดรับกับ ความเชื่อ และการรับรู้ของคนในสังคมเป็ นสําคัญ รวมทั ้งได้มา จากการสร้างสรรค์เนื ้อหาเรื่องราวจาก จินตนาการของผู้สร้างภาพยนตร์ไม่ว่าจะเป็ น การเพิ่มเติมรายละเอียดของเรื่องราวให้มีความสมบูรณ์ ในการเขียนบทภาพยนตร์ การเพิ่มเติมรายละเอียดหรือสร้างสรรค์ตัวละครขึ ้นมาใหม่ และการ ผสมผสานระหว่างข้อเท็จจริงกับความสวยงาม ด้วยเทคนิคการใช้สีสันเพื่อสื่ออา รมณ์ความรู้สึกใน การออกแบบองค์ประกอบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ นฉาก อุปกรณ์ประกอบฉาก หรือเครื่องแต่งกาย เพื่อให้ ภาพยนตร์มีความสมบูรณ์ สมจริง และได้อรรถรสความบันเทิง จากการวิเคราะห์โดยแยกตามเรื่องราวแต่ละภาคพบว่า ในภาคแรกคือ “ภาคองค์ประกัน หงสา” ผู้สร้างมีเจตนาที่มุ่งจะสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจถึงแก่นสาระของคํา ว่า “การสูญเสียอิสรภาพ ” เป็ นสําคัญ ดังนั ้นแนวทางการประกอบสร้างความหมายจึงเป็ นการนําเสนอเหตุการณ์ต่างๆ อันจะนําไปสู่ประเด็น ดังกล่าว โดยเริ่มจากจุดเริ่มต้นและสาเหตุแห่งการสูญเสียอิสรภาพ ซึ่งมาจากการที่สยามถูกกองทัพ ของหงสาวดียกมารุกรานจนต้องประสบกับ ความพ่ายแพ้ถึง 3 ครั ้ง คือ สงครามระหว่างหงสาวดีกับ พิษณุโลก สงครามช้างเผือกระหว่างหงสาวดีกับอโยธยา และสงครามเสียกรุงครั ้งที่ 1 โดยการแพ้ แต่ละครั ้งนั ้นมีสาเหตุมาจาก การมีกําลังที่ด้อยกว่า การแตกความสามัคคี และการมีไส้ศึก ซึ่งนําเสนอ ผ่านเหตุการณ์การสู้รบ ระหว่างฝ่ ายรุกรานและฝ่ ายที่ต้องตกเป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้จากนั ้นจึงนําเสนอให้เห็น ว่าผลที่เกิดขึ ้นจากการพ่ายแพ้แต่ละครั ้งได้นําความโศกเศร้าเสียใจ และความสูญเสียประการใดมาสู่ ชาวสยามบ้าง โดยยก ให้เห็นภาพเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่เป็ นฝ่ ายชนะ กับผู้ที่เป็ นฝ่ ายพ่ายแพ้และ ต้องสูญเสียอิสรภาพ แต่ในขณะเดียวกันผู้สร้างยังให้ภาพแห่งความหวังของความมุ่งมั่นอดทนไม่ย่อ ท้อต่ออุปสรรค และความหยิ่งทระนงในศักดิศรี แม้จะต้องเป็ นผู้ที่ต้องสูญเสียอิสรภาพไป เพื่อรอเวลา ์ ที่เหมาะสมในการกอบกู้อิสรภาพที่สูญเสียไปนั ้นกลับคืนมา โดยสื่อความหมายผ่านการเปรียบเทียบ ระหว่างไก่เชลย กับองค์ตัวประกันคือตัวละครของสมเด็จพระนเรศวรในเหตุการณ์ชนไก่ ระหว่างที่ พระองค์ต้องตกไปเป็ นองค์ประกันอยู่ที่เมืองหงสาวดี ภาคสอง คือ “ภาคประกาศอิสรภาพ ” ผู้สร้างมุ่งจะสื่อความหมายถึงการกอบกู้อิสรภาพ ว่า จะต้องอาศัยความพร้อม และความพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ได้อิสรภาพที่สูญเสียไปกลับคืนมา ไม่ ว่าจะเป็ นความพร้อมในด้านกําลังคนที่มีความสามารถ ที่นําเสนอผ่านทางภาพเหตุการณ์ที่ผู้คนจาก หลายกลุ่มหลายฝ่ ายต่างเข้ามาให้ความสวามิภักดิให้ความช่วยเหลือแก่พระนเรศวร เพราะ์คุณความดี
16 และชื่อเสียงความสามารถของพระองค์ ประกอบกับการที่สมเด็จพระนเรศวรทรงเป็ นผู้นําที่มีความ เหมาะสมทั ้งสติปัญญา ความสามาร ถ และคุณธรรมบารมี อันนํามาซึ่งความศรัทธาแก่ราษฎร ซึ่งแสดงให้เห็นผ่านเหตุการณ์การกระทําของพระองค์ในการวางแผนการรบ และการปฏิบัติ ต่อ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเท่าเทียม นอกจากนี ้ยังต้องอาศัย จังหวะเวลาที่เหมาะสม คือ เมื่อ ฝ่ายหงสาวดี อ่อนกําลังลง และขาดซึ่งคุณธรรมของผู้ปกครอง เพื่อให้การประกาศอิสรภาพของสยามเป็ นไปอย่าง ชอบธรรมด้วย ซึ่งผู้สร้างได้สื่อความหมายเหล่านี ้ไว้โดยสอดแทรกอยู่ในการนําเสนอเหตุการณ์หลัก 2 เหตุการณ์ คือ ศึกเมืองคัง และการประกาศอิสรภาพก่อนจะอพยพผู้คนข้าม แม่นํ ้า สโตงของสมเด็จ พระนเรศวร โสภา ชานะมูล (2546) ศึกษาวาทกรรมเรื่องชาติไทย ของปัญญาชนหัวก้าวหน้าระหว่าง พ.ศ. 2490-2505 เกี่ยวกับการผลิตวาทกรรมเรื่องชาติไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทย และศัตรูของชาติไทย สรุปผลได้ว่า การรวมกลุ่มของกลุ่มปัญญาชนในทศวรรษ 2490 เกิดจากการหลอมรวมปัญญาชนสองรุ่น เข้าด้วยกัน คือบางส่วนเป็ นปัญญาชน รุ่นที่เติบโตมาในทศวรรษ 2470 แต่ยังมีบทบาทต่อเนื่องมา จนกระทั่งทศวรรษ 2490 และกลุ่มที่สองเป็ นปัญญาชนที่เพิ่งเติบโตและ ก้าวเข้ามามีบทบาทใน ทศวรรษ 2490 ปัญญาชนทั ้งสองรุ่นมีการรวมกลุ่มกันโดยมีสื่อก ลางที่เป็ นสื่อสิ่งพิมพ์ได้ติดต่อสื่อสาร ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความคิดแก่กันและกัน เช่นแนวคิดแบบสังคมนิยมและมาร์กซิสม์ อันทําให้เป็ น ช่องทางในการเปิ ดประเด็นวิพากษ์โครงสร้างสังคม และที่สําคัญนําไปสู่การวิพากษ์ “ชาติไทย” ที่ เป็ น อุดมการณ์กระแสหลักที่ครอบงําความรู้ในสังคมขณะนั ้น กลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้าได้สร้างวาทกรรมใหม่ ได้แก่ สร้างแนวการอธิบายประวัติศาสตร์ ความเป็ นมาของ “ชาติไทย” ก่อนรัฐสมัยใหม่ว่ามีที่มาจากกลุ่มชนที่หลากหลายชาติพันธุ์ ทําให้เกิด การอธิบายเรื่อง “อัตลักษณ์ไทย ” ใหม่ว่ามีหลากหลายทั ้งทางด้านภาษา ศิล ปวัฒนธรรม จารีต ประเพณีที่แตกต่างไปตามกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างแนวการอธิบายเรื่อง “เอกราชของชาติ” ว่าหมายถึงการ มีอิสระในการดําเนินนโยบายกับต่างประเทศโดยไม่ต้องขึ ้นอยู่กับอิทธิพลของชาติมหาอํานาจ และการ นิยามเรื่อง “ศัตรูของชาติ” ซึ่งหมายถึงจักรพรรดินิยมแผนใหม่ คือสหรัฐอเมริกา รวมทั ้งกลุ่มข้าราชการ และนักการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์จากการร่วมมือกับต่างชาติ ถึงแม้ช่วงเวลาทศวรรษ 2490 จนมาถึงต้นทศวรรษ 2500 กลุ่มปัญญาชนจะพยายามสร้าง วาทกรรมเพื่อโต้ตอบ แต่ที่สุดแล้วไม่สามารถต้านทานกระแสหลักจากอํานาจรัฐที่มีกลไก จัดการ เหนือกว่า ต้องรอจนกระทั่งอีกทศวรรษต่อมาวาทกรรมของกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้าจึงถูกนํามา รื ้อฟื ้นอีกครั ้ง
17 วรมาศ ยวงตระกูล (2547) ศึกษาวาทกรรมสงครามและสันติภาพในกวีนิพนธ์สงคราม โดยต้องการศึกษาแนวคิด และกระบวนการสร้างวาทกรรมสงครามและสันติภาพในกวีนิพนธ์สงคราม จากสงคราม 5 ครั ้ง คือ สงครามโลกครั ้งที่หนึ่ง สงครามโลกครั ้งที่สอง สงครามเวียดนาม สงคราม แบ่งแยกดินแดนคาบสมุทรบอลข่าน และเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน ค .ศ. 2001 จํานวน 83 บท พบว่า กวีนิพนธ์สงครามยุคใหม่นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับสงครามสองประการ คือ แนวคิดสนับสนุน สงคราม และแนวคิดต่อต้านสงคราม แนวคิดสนับสนุนสงครามเป็ นวาทกรรมดั ้งเดิมของกวีนิพนธ์สงครามที่ยอมรับ และสนับสนุน ความชอบธรรมในการทําสงคราม โดยนําเสนอว่าสงครามเป็ นส่วนหนึ่งของวิ ถีแห่งความเป็ นมนุษย์ เป็ นกิจกรรมที่กําหนดโดยพระเจ้า และเชื่อว่าสงครามจะสามารถทําให้บุคคลธรรมดาสามารถขึ ้นเป็ น วีรบุรุษได้ ทั ้งนี ้แนวคิดแบ่งแยกแบบคู่ปรปักษ์กระตุ้นให้เกิดความเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถบรรลุถึง สภาพแห่งสันติภาพได้ด้วยการทําสงคราม แนวคิดต่อต้านสงครามเป็ นวาทกรรมหลักของกวีนิพนธ์สงครามยุคใหม่ซึ่งปฏิเสธความชอบ ธรรมในการทําสงคราม โดยนําเสนอถึงผลกระทบของสงครามที่มีต่อมนุษย์ทั ้งทางด้านร่างกาย และ จิตใจ วาทกรรมต่อต้านสงครามได้โต้แย้งแนวคิด “สงครามเพื่อยุติสงคราม ” ทั ้งนี ้ กวีนิพนธ์ที่ต่อต้าน สงครามแนะว่า การต ระหนักถึงผลกระทบอันน่ากลัวของสงครามจะทําให้มนุษยชาติยุติการสู้รบและ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การประกอบสร้างความหมาย ข้างต้น ทําให้ ทราบถึงวิธีการศึกษา การเปรียบเทียบรวม ถึงการวิเคราะห์การประกอบสร้างความหมายในเรื่องเล่า อื่นๆ เช่น ระหว่างเรื่องเล่าในรูปแบบวรรณคดีมรดกกับเรื่องเล่า ในรูปแบบห นังสือการ์ตูน หรือใน รูปแบบเรื่องเล่าภาพยนตร์ แม้ไม่พบเอกสารเกี่ยวกับการประกอบสร้างความหมายโดยตรง แต่เอกสาร และงานวิจัยเกี่ยวกับวาทกรรมเป็ นส่วนหนึ่งของการประกอบสร้างทางความหมาย เพราะการประกอบ สร้างเป็ นผลจากกระบวนการเลือกสรร เพื่อทําให้เกิดความหมายที่ต้องการ การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องเล่าพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช รวมถึงการประกอบสร้างความหมายในบทนี ้เป็ นประโยชน์ ต่อผู้วิจ ัย และเป็ นแนวทางใน การศึกษา “สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช: เรื่องเล่า และการประกอบสร้างความหมาย” ในบทต่อไป
บทที่3 วิเคราะหก ์ ารประกอบสร้างเรื่องเล่า พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและงานศิลปะร่วมสมัยจนถึง ปัจจุบัน 3.1 ประวัติพระเจ้าตาก 3.1.1 ช่วงเกิด สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระนามเดิมว่า “สิน” เป็นบุตรของนายหยง แซ่แต้ ชาวจีนจาก มณฑลกว้างตุ้ง กับนางนกเอี้ยง เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2277 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินอยุธยา ต่อมาเจ้าพระยาจักรีได้รับเป็นบุตรบุญธรรม และมีโอกาสได้ เรียนวิชาจากส านักวัดโกษาวาสตั้งแต่อายุ 5 ปี จนมีวิชาความรู้ขั้นพื้นฐาน เมื่ออายุ 13 ปีได้บรรพชาเป็น สามเณร ก่อนจะศึกษาเรียนรู้วิชาและภาษาจนแตกฉาน 3.1.2 วัยรุ่น เมื่ออายุครบ 21 ปี พระเจ้าตากสินได้เข้าสู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์นานถึง 3 พรรษา เมื่อสึกออกมาได้รับ ราชการต่อ และได้รับการเลื่อนยศต าแหน่งด้วยความสามารถ เป็นสมเด็จเจ้าพระยาตากสินมหาราชหรือ พระยาตากสิน ผู้ปกครองหัวหน้าฝ่ ายเหนือ ในช่วงระยะเวลาต่อมาได้มีการร่วมรบ เพื่อกอบกู้เอกราช ทั้ง จากการปราบชุมชนุมของศัตรู รวบรวมก าลังพล รวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ น าไปสู่การรวบรวมอาณาจักร ให้เป็นหนึ่งเดียวเช่นเดิม 3.1.3 การสวรรคต หลังจากที่พระเจ้าตากสินทรงครองราชย์เป็นเวลา 15 ปี ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ในวันเสาร์ เดือน เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้เสด็จสวรรคต ขณะพระชนมายุ 48 พรรษา 3.1.4 เริ่มการศึกสงครามอยุธยา บ้านพันนกอยู่ที่อ าเภออุทัย ฝ่ ายพระเจ้าตากทรงมีก าลังพลทหาร 1,000 คน และน าก าลังคนมา 500 นายเพื่อมาปกป้องพระนครศรีอยุธยาแต่ปกป้องไม่ได้เห็นท่าไม่ดีและแม่ทัพพม่าก าลังจะโจมตีแม่ทัพ อยุธยาแตกพระเจ้าตากเล็งเห็นว่าต้องฝ่ าวงล้อมออกไปก็เลยน าทหาร 500 ฝ่ าวงล้อมออกไปยัน สาม
19 บัณฑิต และไปยันบ้านพันนกที่อ าเภออุทัย ฝ่ายพระเจ้าตากมีก าลังทหารเพียง 1,000 นาย แต่ฝ่ายทหารฝั่ง พม่ามีก าลัง 3,000 นาย ก าลังพลทหารทั้งสองฝ่ายได้มีการต่อสู่กันและฝ่าวงล้อมออกมา ซึ่งเหตุนี้จึงท าให้ วัดพานนกได้มีการจัดงานระลึกถึงพระเจ้าตากอยู่ทุกๆปี จากนั้นท่านและทหารได้ไปที่บ้านดงสระบุรีและได้ ไปที่นครนายก ต่อด้วย ปราจีนบุรี ตรงไปถึงชะเชิงเทราเมื่อพระเจ้าตากและพลทหารได้ไปที่ชะเชิงเทราก็พล กับเหล่าทัพทหารพม่าที่ส านักหนองน ้า ท่านจึงได้ใช้กลยุทธ์กล่อมโจรท าให้ผ่านวงล้อมพม่ามาได้ และต่อ ด้วยชลบุรีไปเจอนายทองยู่นกเล็ก นายทองยู่นกเล็กเป็นผู้ที่มีวิชาอาคมแต่มีนิสัยที่ไม่ดีและเป็นภัยเกเรมาก พระเจ้าตากจึงเรียกมาปรามและก่อตั้งให้เป็นเจ้าเมืองลพบุรี ต่อมาท่านได้เดินทางไปบ้านนาเกลือได้พบกับ นายกล ่า และไประยองเจรจากับเจ้าเมืองระยอง และเจ้าเมืองระยองท่านได้เปิดประตูให้แต่สุดท้ายมีผู้ ประสงค์ดีได้บอกข่าวท่านว่าเจ้าเมืองระยองจะจ้องท าร้ายท่านท่านจึงฆ่าเจ้าเมืองระยองทิ้ง และท่านได้ รวบรวมก าลังพลทหารไปตีเมืองจันทร์ การตีเมืองจันทร์ครั้งที่ 1 ไม่ส าเร็จ ครั้งที่ 2 ได้มีการรบส าเร็จ ครั้งนี้ ท่านทรงช้างเข้าไปตีเมืองจันทร์ และท่านได้ไปตาก ท่านได้ไปพบพ่อค้าเมืองจีนเป็นกลุ่มที่พบพ่อค้าเพื่อขอ เรือกลับไปพระนครศรีอยุธยา ครั้งแรกที่เจรจาพ่อค้าไม่ให้ท่านจึงคิดวิธีการปล้นเรือและปล้นของ พ่อค้าชาว จีนจึงยอมไปด้วย หลังจากนั้นจึงเดินทางไปอยุธยา และขึ้นฝั่งไปรวบรวมนายพลเพื่อเตรียมตีสุกี้นายกอง ท่านท าส าเร็จจากการตีสุกี้นายกอง พอท่านขึ้นฝั่งจึงไปที่พูสามต้นเพื่อไปตีพม่า ต่อมาอยุธยาล่มสลายโดนท าลาย จึงมีก าลังพลที่ขอไปด้วยและท่านก็ไปตั้งกรุงธนบุรี สงคราม แรกที่ได้เกิดขึ้นคือบางกุ้ง พิษณุโลก เพื่อไปปราบกับกองทัพที่แข็งข้อกับท่าน และท่านได้พระแก้วที่หลวง พระบาง พิษณุโลกและอุตรดิตถ์มีพระที่วิปริตคลั่งอาคมและคาถาและไปยึดเมืองพิษณุโลกเนื่องจากก าลัง พลทหารน้อย ต่อมาพระเจ้าตากรู้จึงได้ไปปราบพระวิปริตและได้ไปท าสงครามที่เขมร และเวียงจันท์เหตุผล ที่ไปปราบเวียงจันท์เนื่องจากเวียงจันทน์ได้ไปฆ่าก าลังพลของพระเจ้าตากเลยยกทัพไปแก้แค้นและไปหลวง พระบาลท่านได้พระมาสององค์ ในช่วงที่ราชวงศ์ตองอูของพม่าอ่อนแอลงนั้น ชาวมอญในพม่าลุ่มแม่น ้าอิรวะดีตอนล่างสามารถ แยกตัวเป็นอิสระฟื้นฟูอาณาจักรหงสาวดีขึ้นมาใหม่ได้ส าเร็จ ในพ.ศ. 2295 พญาทะละ (Binnya Dala) กษัตริย์มอญหงสาวดียกทัพเข้ายึดเมืองอังวะราชธานีของพม่าได้ จับองค์กษัตริย์พม่ากลับไป เป็นการ สิ้นสุดราชวงศ์ตองอูของพม่าที่ธ ารงอยู่มาเป็นเวลาหลายร้อยปี ในสูญญากาศทางการเมืองที่เกิดขึ้นในพม่า ตอนบน เปิดโอกาสให้ชาวบ้านนายพรานชาวพม่าชื่อว่าอองไจยะ (Aung Zeiya) ตั้งตนเป็นใหญ่ขึ้นที่ หมู่บ้านมุกโซโบ (Moksobo ปัจจุบันคือชเวโบ Shwebo) เพื่อต่อต้านอ านาจการยึดครองของชาวมอญ ออง ไจยะปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นพระเจ้าอลองพญา (Alaungpaya) ก่อตั้งราชวงศ์โก้นบอง (Konbaung dynasty) พระเจ้าอลองพญาทรงรวบรวมอ านาจและดินแดนในพม่าตอนบนและแผ่ขยายอ านาจไปยังพม่า
20 ตอนล่างซึ่งเป็นดินแดนของชาวมอญ พระเจ้าอลองพญาทรงสามารถยึดและท าลายเมืองหงสาวดีราชธานี ของมอญได้ส าเร็จในพ.ศ. 2300 ท าให้อาณาจักรมอญหงสาวดีสิ้นสุดลง เมื่อกรมพระราชวังบวรสถานมงคลเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ถูกลงพระราชอาญาจนถึงสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2298 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงแต่งตั้งกรมขุนพรพินิตเจ้าฟ้าอุทุมพรเป็นที่มหาอุปราชต่อมา โดยที่ทรงไม่แต่งตั้งให้กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้าฟ้าเอกทัศน์ให้เป็นอุปราชเนื่องจากทรงเห็นว่ากรมขุนอนุรักษ์ มนตรีนั้นขาดความสามารถ “กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้า จะให้ ดา รงฐานาศักดิ์อุปราชสา เร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง ก็จะเกิดวิบัติ ฉิบหายเสีย” เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคตในเดือนเมษายน พ.ศ. 2301 “เจ้าสามกรม” ยกก าลังพลขึ้นท าสงครามเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ น าไปสู่สงครามกลางเมืองอยุธยา แม้ว่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจะทรงเอาชนะเจ้าสามกรมได้ เจ้าสามกรม ถูกส าเร็จโทษประหารชีวิต แต่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรทรงอยู่ในราชสมบัติเพียงหนึ่งเดือนกว่าก็สละราช สมบัติถวายเวนคืนราชสมบัติให้แก่พระเชษฐากรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเจ้าอุทุมพรเสด็จออกผนวชเป็น พระภิกษุสงฆ์ได้รับการขนานพระนามว่า “ขุนหลวงหาวัด” กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็นสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์เป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรอยุธยา ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2303 พระเจ้าอลองพญาแห่งพม่าราชวงศ์โก้นบองยกทัพพม่าเข้าโจมตี เมืองทวายมะริดตะนาวศรี เป็นจุดก าเนิดของสงครามพระเจ้าอลองพญา ฝ่ายพม่ายกทัพเข้ามาถึงล้องกรุง ศรีอยุธยาในเดือนเมษายน แต่ทัพพม่าต้องเผชิญกับปรากฏการณ์น ้าท่วมรอบกรุงศรีอยุธยาและพระเจ้าอล องพญาประชวร เป็นเหตุให้พม่าจ าต้องยกทัพถอยกลับ พระเจ้าอลองพญาเสด็จสวรรคตที่กลางทางในครั้ง นั้น ต่อมาพม่าสามารถตีได้หัวเมืองเชียงใหม่ล้านนาในพ.ศ. 2306 และได้อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง และอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ในพ.ศ. 2308 เป็นเหตุให้อาณาจักรต่อแดนทางทิศเหนือของสยามล้วน แต่ตกอยู่ภายใต้อ านาจของพม่าทั้งสิ้น ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2308 พระเจ้ามังระกษัตริย์พม่าพระองค์ใหม่ มีพระราชโองการให้ยกทัพเข้ารุกรานโจมตีอยุธยาจากสองทางได้แก่จากทางเหนือและจากทางตะวันตก ฝ่ ายกรุงศรีอยุธยาระดมก าลังพลป้องกันกรุงศรีอยุธยาอยู่ภายในเมือง บรรดาหัวเมืองรอบนอกบ้างต่อสู้กับ พม่าบ้างยอมจ านนต่อพม่า พม่าสามารถยกเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาได้อย่างรวดเร็ว เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา อีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพระคลังยกทัพออกไปรบกับทัพของเนเมีย วสีหบดีที่ปากน ้าประสพทางเหนือของอยุธยา ถูกพม่าตีโอบล้อม เจ้าพระยาพระคลังและบรรดาแม่ทัพ นายกองต่างถอยลงมาอยู่ท่ีโพธิ์สามตน้มีเพียงแต่พระยาตากเท่านัน้ท่ียงัรอสูร้บอยู่แลว้ถึงถอยตามมาใน ภายหลัง ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2309 ฝ่ ายกรุงศรีอยุธยาให้พระยาตาก พระยาเพชรบุรี (เรือง) และหลวงศรเสนี ยกทัพออกไปตั้งสกัดพม่าที่วัดใหญ่ชัยมงคล สู้รบกับพม่า พระยาเพชรบุรี (เรือง) ถูก
21 สังหารสิ้นชีวิตในที่รบ ในพงศาวดารระบุว่าพระยาตากเฝ้าดูอยู่ไม่ได้ยกออกมาช่วย (พันจันทนุมาศ: พระยา ตาก หลวงศรเสนี ถอยมาแอบดูหาช่วยหนุนไม่ พระพนรัตน์: กองพญาก าแพงเพชญ หลวงศรเสนี จอดรอดู เสีย หาเข้าช่วยอุดหนูนกันไม่) 3.1.5 พระยาตากออกจากอยุธยา วัดพิชัยสงคราม ทางตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา สถานที่ซึ่งพระยาตากได้รวบรวมก าลังพลเพื่อตีฝ่ าวง ล้อมพม่าออกไปในเดือนมกราคม พ.ศ. 2310 ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2309 (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ. 2310) ซึ่งตรงกับวันเสาร์ ขึ้น 4 ค ่า เดือนยี่ จุลศักราช 1128 ปีจอ อัฐศก ประมาณสามเดือนก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาฯ พระยาตากเห็นว่ากรุงศรี อยุธยาคงต้องเสียทีแก่พม่า จึงตัดสินใจร่วมกับพระเชียงเงิน หลวงพรหมเสนา หลวงพิชัยราชา หลวงราช เสน่หา ขุนอภัยภักดี พร้อมด้วยพลทหารไทยและจีนราว 500 คน มีปืนเพียงกระบอกเดียว แต่ช านาญด้าน อาวุธสั้น ยกออกไปตั้งกองก าลังที่วัดพิชัยสงคราม ทางตะวันออกของเกาะเมืองอยุธยา และยกก าลังออก จากค่ายวัดพิชัยฯในคืนนั้น ตีฝ่าวงล้อมทหารพม่าไปทางทิศตะวันออก ไปทางบ้านข้าวเม่า เมื่อพระยาตาก เดินทัพถึงสามบัณฑิตในเวลาเที่ยงคืนสองยามเศษ ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่กรุงศรีอยุธยา สว่างโชติช่วงจน สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ในวันรุ่งขึน้วันอาทิตยข์ึน้5 ค่า เดือนย่ีทัพพม่าติดตามมาพบกับพระยาตากท่ีบา้นโพธิ์สังหาร (ตา บลโพสาวหาญ อา เภออุทัย) ทัพของพระยาตากไดต้ ่อสูก้ับกองทหารพม่าในการรบท่ีบา้นโพธิ์สงัหาร (บริติชมิวเซียม: โพสาวหาญ) จนฝ่ ายพม่าล้มตายและบางส่วนแตกหนีไป ก่อนเดินทางไปตั้งค่ายพักอยู่ บ้านพรานนก ในขณะนั้นมีทหารพม่ากองหนึ่งซึ่งประกอบด้วยทหารม้าประมาณ 30 คน ทหารเดินเท้า ประมาณ 200 คน เดินทางมาจากบางคางแขวงเมืองปราจีนบุรีสวนทางมาพบทหารพระยาตากที่เที่ยวหา เสบียงอาหาร ทหารพม่าก็ไล่ตามมาแต่ถูกกลอุบาย "วงกับดักเสือ"ถูกตีกระหนาบจนแตกหนีไป 3.1.6 เส้นทางเดินทัพของพระยาตาก รุง่ขึน้วนัจนัทรข์ึน้6 ค่า ขนุชา นาญไพรสณฑ์(บรติิชมิวเซียม: ขนุชา นาญไพรส่น) เขา้สวามิภกัดิ์ต่อ พระยาตาก และน าช้างหกเชือกมามอบให้ จากนั้นพระยาตากเดินทางไปถึงบ้านดง (อ าเภอเมือง จังหวัด นครนายก) ขุนหมื่นพันทนายผู้น าท้องถิ่นไม่ยินยอมเข้าร่วมกับพระยาตาก กลับซ่องสุมก าลังพลไว้ต่อสู้ พระยาตากให้ทหารไปเกลี้ยกล่อมถึงสามครั้งไม่เป็นผล จึงในวันอังคารขึ้นเจ็ดค ่าเดือนยี่ (6 มกราคม พ.ศ. 2310) พระยาตากยกทัพเข้าโจมตีค่ายบ้านดง น าไปสู่การรบที่บ้านดง ฝ่ ายค่ายบ้านดงน าก าลังจ านวน
22 1,000 คน ออกมาต้านทานพระยาตาก พระยาตากน าทัพเข้ายึดค่ายบ้านดงได้ส าเร็จ ชาวบ้านบ้านดงแตก กระจายหนีไป ยึดได้ช้างเจ็ดเชือกและเสบียงเงินทองต่างๆ หลังจากนั้นเจ้าตากจึงยกกองทหารไปทางนาเริง เมืองนครนายก ผ่านด่านกบแจะ ข้ามล าน ้า ปราจีนบุรีไปตงั้พกัอยู่ชายดงศรีมหาโพธิ์ขา้งฝ่ังตะวนัออก พม่าท่ีตงั้ทพัอยู่ปากนา ้เจา้โล้หรือปากนา ้โจโ้ล้ (บริติชมิวเซียม: ปากน ้าเจ้าโล้) เมืองฉะเชิงเทรา ปรากฏว่าพระเชียงเงิน ขุนพิพิธวาที (ตั้งเลี้ยง) และนักองค์ รามฯ (นักองค์โนน) เจ้าชายกัมพูชา สามคนนี้เดินทางตามมาไม่ทัน พระยาตากจึงควบม้าไปกับหลวง พรหมเสนาย้อนไปตามตัวทั้งสามคนแต่ไม่พบ ต่อมาพระเชียงเงินเดินทางมาถึง พระยาตากมีค าสั่งให้โบย พระเชียงเงินสามสิบที จากนั้นพระยาตากเห็นว่ากิริยาของพระเชียงเงินไม่เป็นใจกับราชการ จึงมีค าสั่งให้ ประหารชีวิตพระเชียงเงินเสีย แต่บรรดาแม่ทัพนายกองได้ขอให้ไว้ชีวิต ในวันจันทร์ขึ้นสิบสามค ่าเดือนยี่ (13 มกราคม พ.ศ. 2310) พม่าติดตามมาและไล่ฟันแทงคนที่ เลื่อยล้าล่าช้าอยู่ข้างหลัง พระยาตากได้เห็นแล้วจึงให้นายบุญมีควบม้าลงไปดูว่าพม่ายกมาจากที่ใด นาย บุญมีพบว่าพม่ายกทัพมาจากปากน ้าโจ้โล้ ยกมาทั้งทางบกและทางเรือ มาขึ้นบกที่ท่าข้าม พระยาตากตั้ง รับอยู่ที่ปราจีนบุรีออกค าสั่งให้ตั้งปืนใหญ่เป็นตับซุ่มอยู่สองข้างทาง เมื่อพม่ายกทัพมาถึง พระยาตากพร้อม ทั้งขุนช านาญไพรสณฑ์ พระเชียงเงิน นายบุญมี นายทองดี และนายแสง ยกก าลังทหาร 100 คน ออกมา ลวงพม่าให้เข้ามาในที่ซี่งซุ่มปืนใหญ่ไว้ จากนั้นให้ยิงปืนใหญ่ออกพร้อมกันฝ่ ายพม่าล้มตายลงไป พระยา ตากล่อลวงฝ่ายพม่าให้เข้ามาในช่องซุ่มอีกรวมทั้งหมดสามครั้ง ฝ่ายพม่าจึงพ่ายแพ้ไปในที่สุด จากนั้นพระยาตากเดินทางยกทัพลงมาตามแม่น ้าบางปะกง ไปถึงบางปลาสร้อย ที่บ้านนาเกลือ บางละมุงพระยาตากไดต้ ่อสูก้ับนายกลม (พันจันทนุมาศ: นายกล่า ) จนนายกลมไดย้อมสวามิภกัดิ์และ นายกลมยังได้น าพระยาตากเดินทางไปยังพัทยา ต่อไปยังนาจอมเทียน ต่อไปยังสัตหีบถึงชายทะเล และพัก ที่หินโด่งและน ้าเก่า 3.1.7 พระยาตากทเี่มืองระยอง ค่ายท่าประดู่ วัดลุ่มมหาชัยชุมพล เมืองระยอง สถานที่ซึ่งพระยาตากได้มาตั้งค่ายและพ านักอาศัย อยู่เป็นเวลาประมาณห้าเดือนในพ.ศ. 2310 ก่อนที่จะยกทัพไปตีเมืองจันทบุรีในวันพุธแรมเจ็ดค ่าเดือนยี่ (21 มกราคม พ.ศ. 2310) พระระยอง (บุญเมือง พระพนรัตน์: พระรยองบุญเมือง) ผู้รั้งเมืองระยองและ กรมการเมืองระยอง ออกมาต้อนรับพระยาตากที่น ้าเก่าและมอบอาหารเสบียงให้ พระยาตากจึงมอบปืน คาบศิลากระบอกหนึ่งให้แก่ผู้รั้งเมืองระยองเป็นการตอบแทน ในวันนั้นพระยาตากได้ยกทัพมาตั้งค่ายที่ ค่ายท่าประดู่วัดลุ่มมหาชัยชุมพลในเมืองระยอง ที่เมืองระยองพระยาตากได้แต่งตั้งพระเชียงเงินให้ด ารง ต าแหน่งเป็นที่ "ท้ายน ้า" เรียกว่า พระเชียงเงินท้ายน ้า
23 อีกสองวันต่อมามีนายบุญรอดแขนอ่อน นายหมอก และนายบุญมา ทั้งสามคนนี้เป็นน้องชายของ ภรรยาของพระยาจันทบุรี (เจ้าขรัวหลาน) ได้น าความมาบอกแก่พระยาตากที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล ใจความ ว่าขุนรามและหมื่นซ่อง นายทองอยู่นกเล็ก (พระพนรัตน์: นายทองอยู่น้อย) ขุนจ่าเมือง (ด้วง) และหลวงพล แสนหาญฝ่ ายกรมการเมืองระยอง วางแผนยกทัพจ านวน 1,500 คน เข้าโจมตีพระยาตาก พระยาตากจึง เรียกตัวพระระยอง (บุญเมือง) ผู้รั้งเมืองระยองมาพบ ถามพระระยองว่าฝ่ ายกรมการเมืองระยองวางแผน จะลอบโจมตีพระยาตากจริงหรือไม่ พระระยองปฏิเสธแต่พระยาตากไม่ไว้วางใจพระระยองจึงให้หลวง พรหมเสนาน าตัวไปกุมขังไว้ แล้วพระยาตากจึงเตรียมอาวุธก าลังพลไว้รับป้องกันการโจมตี ดังนี้; • กองก าลังฝ่ายไทย ถือปืนคาบศิลา มีผู้น าได้แก่ พระเชียงเงินท้ายน ้า หลวงช านาญไพรสณฑ์ หลวง พรหมเสนา นายบุญมี นายแสง นายอยู่ศรีสงคราม นายนาค ธ ามะรงค์อิ่ม • กองก าลังฝ่ ายจีน ถือดาบและง้าว ประกอบด้วย หลวงพิพิธ (ตั้งเลี้ยง) หลวงพิชัยราชา ขุนจ่าเมือง เสือร้าย หมื่นท่อง หลวงพรหม ในคืนของวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2310 เวลาประมาณทุ่มเศษ ขุนรามหมื่นซ่อง นายทองอยู่นกเล็ก ฯลฯ ยกทัพซุ่มเข้ามาในเมืองระยองเพื่อโจมตีพระยาตากที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพล น าไปสู่การรบที่ระยอง ฝ่าย ขุนรามหมื่นซ่องตั้งค่ายล้อมพระยาตากสองด้าน จากนั้นโห่ร้องเข้าโจมตี ขุนจ่าเมือง (ด้วง) ยกก าลังข้าม สะพานวัดเนินเข้ามาโจมตี พระยาตากให้ยิงปืนใส่สะพานถูกขุนจ่าเมือง (ด้วง) และทหารตกสะพาน เสียชีวิตจ านวนมาก ฝ่ายขุนรามหมื่นซ่องจึงพ่ายแพ้ไปในที่สุด โดยที่ขุนรามและหมื่นซ่องหลบหนีไปตั้งหลัก ที่เมืองแกลง ในขณะที่นายทองอยู่นกเล็กไปอยู่ที่ชลบุรี ฝ่ายพระยาตากเก็บได้เสบียงอาวุธและเชลย ภายใน เวลาไม่ถึงเดือนหลังจากที่เดินทางออกจากกรุงศรีอยุธยา พระยาตากสามารถยึดเมืองระยองเป็นที่มั่นได้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่เหนือกว่าชุมนุมอื่น ๆ ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา ประมาณเจ็ดวันหลังจากได้รับชัยชนะที่ระยอง พระยาตากประกาศว่าจะน าเมืองจันทบุรีมาไว้ใน อ านาจให้จงได้ โดยในชั้นแรกใช้วิธีทางการทูตก่อน โดยให้นายเผือกชาวญวนและนักมาชาวเขมร น าผู้แทน พระยาตากสามคนได้แก่ นายบุญมีมหาดเล็ก นายบุญรอดแขนอ่อน และนายบุญมา ทั้งสามคนนี้เป็น น้องชายของภรรยาพระยาจันทบุรีเดินทางโดยเรือออกไปจากปากน ้าเมืองระยองอีกห้าวันถึงเมืองจันทบุรี พระยาจันทบุรี (เจ้าขรัวหลาน) ให้การต้อนรับผู้แทนของพระยาตากเป็นอย่างดี พร้อมทั้งให้สัญญาว่าในอีก สิบวันจะจะจัดขบวนออกไปรับพระยาตากด้วยตนเองไปที่เมืองจันทบุรี พระยาจันทบุรีกระท าสัตย์สาบาน ต่อหน้าศาลเทพารักษ์บรรดาผู้แทนพระยาตากเห็นว่าพระยาจันทบุรีให้สัญญาแล้ว จึงเดินทางกลับเมือง
24 ระยองน าความบอกแก่พระยาตาก เวลาผ่านไปสิบวัน พระยาจันทบุรีไม่มาตามที่ได้สัญญาไว้แต่ส่ง ข้าวเปลือกสี่เกวียนบรรทุกเรือมามอบให้แก่พระยาตากแทน เมื่อครั้งที่พม่าล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น พระยาราชาเศรษฐีหมักเทียนตื๊อเจ้าเมืองบันทายมาศห่า เตียนได้เคยส่งทัพเรือมาช่วยที่ปากน ้ากรุงศรีอยุธยา พระยาตากจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางทหาร จากหมักเทียนตื๊อที่เมืองพุทไธมาศ ซึ่งเป็นผู้น าชาวจีนที่ทรงอ านาจที่สุดในภูมิภาคในขณะนั้น โดยมีศุภ อักษรให้พระยาพิชัยราชาและนายบุญมีน าไปมอบให้แก่หมักเทียนตื๊อ ในเดือนมีนาคมพ.ศ. 2310 เป็นการ ติดต่อกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกระหว่างพระยาตากและหมักเทียนตื๊อ พระยาพิชัยราชาและนายบุญมี เดินทางถึงเมืองบันทายมาศเมื่อวันแรม 14 ค ่า เดือนสี่ (28 มีนาคม พ.ศ. 2310) น าศุภอักษรและเสื้อผ้า อย่างฝรั่งมอบให้แก่หมักเทียนตื๊อ ฝ่ ายขุนรามและหมื่นซ่องซึ่งได้แตกพ่ายแพ้ไปอยู่ที่เมืองแกลงนั้น ได้ส่ง กองก าลังมาลอบโจมตีลักขโมยโคกระบือช้างม้าที่เมืองระยองอยู่บ่อยครั้ง ในวันอาทิตย์แรม 1 ค ่าเดือนสี่ (15 มีนาคม พ.ศ. 2310) พระยาตากจึงน าทัพออกไปปราบขุนรามหมื่นซ่องและกองก าลังฝ่ ายศัตรูที่เมือง แกลง บ้านประแสร์ บ้านค่าย บ้านกล ่า จนขุนรามหมื่นซ่องพ่ายแพ้อีกครั้งและครั้งนี้หลบหนีไปพึ่งพิงพระยา จันทบุรีที่เมืองจันทบุรี ฝ่ายพระยาตากจับได้เชลยทหารและช้างม้าโคกระบือกลับมาได้ การประกาศยึดเมืองระยองได้กระท ากลางทุ่งนาและไพร่พลจ านวนมาก พระยาตากได้ประทับ ณ บริเวณวดัล่มุมหาชยัชุมพล หลงัจากนนั้บรรดาแม่ทพันายกองท่ีสวามิภกัดิ์ต่างพรอ้มใจกนัยกพระยาตาก ขึ้นเป็นผู้น าขบวนการกอบกู้แผ่นดินและเรียกพระยาตากว่า เจ้าตาก นับตั้งแต่นั้นมา ถึงแม้จะเป็นเสมือนผู้ ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง แต่เจ้าตากก็ระวังตนมิได้คิดตั้งตัวเป็นกบฏ ให้เรียกค าสั่งว่าพระประศาสน์อย่าง เจ้าเมืองเอกเท่านั้น "จึ่งยกพญาก าแพงเพ็ชขึ้นเป็นจ้าวเรียกว่า จ้าวตาก ตามนามเดีมแล้วรับพระประสาตร์ หย่างหัวเมืองเอก" วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณบ่ายสามโมง พม่าจุดไฟสุมรากก าแพงเมืองตรงหัวรอที่ ริมป้อมมหาชัย และยิงปืนใหญ่ระดมเข้าไปในพระนคร จากบรรดาค่ายที่รายล้อมทุกค่าย พอเพลาพลบค ่า ก าแพงเมืองตรงที่เอาไฟสุมทรุดลง เวลา 2 ทุ่ม แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อม กันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่ก าแพงทรุดนั้นก่อน ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือก าลัง จะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค ่าวันนั้นทุกทาง หลังจากกรุงแตกแล้ว กองทัพพม่าได้พักอยู่ ถึงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ก่อนจะรวบรวมเชลยและทรัพย์สมบัติแล้วยกทัพกลับ ในบรรดาเชลยนั้นมี สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไปด้วย เนเมียวสีหบดีได้แต่งตั้งให้สุกี้เป็นนายทัพ คุมพล 3,000 คน ตั้งค่ายอยู่ที่ค่าย โพธิ์สามตน้คอยกวาดตอ้นผคู้นและทรพัยส์ินตามกลบัไปภายหลงั หลังจากนั้นท าให้เกิดชุมนุมทางการเมืองในระดับต่าง ๆ ซึ่งเป็น "รัฐบาลธรรมชาติ" ขึ้นมาใน ท้องถิ่นทันที ส่วนรัฐบาลธรรมชาติซึ่งมีขนาดใหญ่เกิดจากการที่บรรดาเจ้าเมืองขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับ
25 ผลกระทบจากสงครามมากนักได้ตั้งตนเป็นใหญ่ในเขตอิทธิพลของตน เรียกว่า "ชุมนุม" หรือ "ก๊ก" ซึ่งมี จ านวน 4-6 แห่งทีเดียว นับเป็นมหันตภัยร้ายแรงเมื่อไม่มีชุมนุมทางการเมืองใดที่จะกอบกู้เอกราชหรือฟื้นฟู ชาติให้กลับคืนดังเดิม อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยาได้ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 ข่าวกรุงแตกได้แพร่กระจายออกไปขณะที่พระยาตากอยู่ที่เมืองระยอง พระยาตากจึงได้ประกาศตนเป็น ผู้น าในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยาให้กลับรุ่งเรืองดังเดิม พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา กล่าวถึง ค าพูดของพระยาตากไว้ตอนหนึ่งว่า ตัวเราคิดจะซ่องสุมประชาราษฎรในแขวงหัวเมืองให้ได้มาก แล้วจะยก กลับไปกู้กรุงให้คงคืนเป็นราชธานีดังเก่า แล้วจัดท านุบ ารุงสมณพราหมณาประชาราษฎร ซึ่งอนาถาหาที่ พ านักมิได้ให้ร่มเย็นเป็นสุขานุสุข แล้วจะยอยกพระบวรพุทธศาสนาให้โชตนาการขึ้นเหมือนอย่างแต่ก่อน เราจะตั้งตัวเป็นเจ้าขึ้นให้คนทั้งหลายย าเกรงจงมาก ซึ่งจะก่อกู้แผ่นดินจึงจะส าเร็จโดยง่าย ท่านทั้งหลายจะ เห็นประการใด 3.1.8 พระยาตาก วัดใหญ่อินทาราม อ าเภอเมืองชลบุรี สถานที่ซึ่งพระยาตากยกทัพมาปราบนายทองอยู่นกเล็กที่ เมืองชลบุรีพระยาพิชัยราชาและนายบุญมีเดินทางกลับจากเมืองบันทายมาศถึงเมืองระยองในวันอาทิตย์ แรม 15 ค ่าเดือนห้า (27 เมษายน) ในวันเดียวกันนั้นพระยาตากประกาศว่าจะยกทัพไปปราบนายทองอยู่ นกเล็กที่เมืองชลบุรี พระยาตากยกทัพออกจากเมืองระยองในวันศุกร์ขึ้น 4 ค ่าเดือน 6 (1 พฤษภาคม) ยก ทัพไปตั้งที่วัดหลวง (วัดใหญ่อินทาราม) ใกล้กับเมืองชลบุรี ให้นายบุญรอดแขนอ่อนและนายชื่นบ้านค่ายซึ่ง เป็นเพื่อนกับนายทองอยู่นกเล็กเข้าไปเจรจาก่อน นายทองอยู่นกเล็กยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี นายบุญรอด แขนอ่อนจึงนา นายทองอยู่นกเล็กมาพบกบัพระยาตากท่ีวดัหลวง กระทา พิธีสตัยส์าบานสวามิภกัดิ์ต่อพระ ยาตาก แล้วนายทองอยู่นกเล็กจึงน าพระยาตากเข้าเมืองชลบุรี พระยาตากขี่ช้างมีนายบุญมีมหาดเล็กเป็น ควาญท้าย ขี่ช้างเลียบชมเมืองชลบุรี พระยาตากแต่งตั้งนายทองอยู่นกเล็กให้เป็น"พระยาอนุราชบุรีศรี มหาสมุทร"เจ้าเมืองชลบุรี และแต่งตั้งขุนหมื่นกรมการเมืองชลบุรีตามต าแหน่ง พระยาตากมอบเสื้อ เข้มขาบดอกแดกพื้นใหญ่ดุมทอง เข็มขัดทองประดับพลอยให้แก่พระยาอนุราชบุรีฯ รวมทั้งให้โอวาทสั่ง สอนให้ประพฤติสุจริต
26 รูปที่3.1 วัดใหญ่อินทาราม อ าเภอเมืองชลบุรี ฝ่ ายพระยาจันทบุรี (เจ้าขรัวหลาน) ไม่ได้มาสวามิภักดิ์ต่อพระยาตากดังท่ีไดส้ ัญญาไวแ้ต่กลบั ร่วมมือกับขุนรามและหมื่นซ่องวางแผนโจมตีพระยาตาก พระยาจันทบุรีออกอุบายนิมนต์พระสงฆ์สี่รูปมา พบกับพระยาตากที่เมืองระยอง เชื้อเชิญให้พระยาตากเดินทางไปเมืองจันทบุรีเพื่อจับกุมพระยาตากโดยไม่ ทันตั้งตัว พระภิกษุสี่รูปนั้นมาไม่ทันพระยาตากออกไปปราบเมืองชลบุรี เมื่อพระยาตากกลับมาเมืองระยอง แล้วพระภิกษุสี่รูปนั้นจึงได้พบกับพระยาตาก บรรดาแม่ทัพนายกองต่างคัดค้านว่าอาจเป็นอุบายของพระ ยาจันทบุรี แต่พระยาตากพิจารณาแล้วว่าการเดินทางไปเมืองจันทบุรีนั้นจะเกิดประโยชน์ หากพระยา จันทบุรีคิดทรยศจะไดป้ราบเสีย หากพระยาจนัทบรุีสวามิภกัดิจ์รงิจะถือเป็นโอกาสใหโ้อวาทสอนส่งั การยึดเมืองจันทบุรี ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย มีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในหัวเมืองชายทะเล ตะวันออกของสยามได้แก่บางปลาสร้อยและจันทบุรี เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ. 2310 เจ้าขรัวหลาน (เอกสารจีนเรียกว่า ผู่หลาน 普蘭 พินอิน: Pǔ Lán) ด ารงต าแหน่งเป็นเจ้าเมืองจันทบุรี ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 เจ้าตากเดินทัพจากระยองผ่านแกลงเข้าบ้านพลอยแหวนบางกระจะ มุ่งยึดจันทบุรี ฝ่ ายพระยาจันทบุรีให้หลวงปลัดออกมาน าทางให้ทัพของพระยาตากให้เลี้ยวไปทางใต้เมือง จันทบุรี ข้ามแม่น ้าจันทบุรีไปยังฝั่งตะวันออกที่ซึ่งพระยาจันทบุรีได้เตรียมซุ่มก าลังไว้โจมตี แต่พระยาตาก รู้ทันอุบายจึงมีค าสั่งให้นายบุญมีมหาดเล็กควบม้าไปห้ามทัพไม่ให้ข้ามแม่น ้าจันทบุรี พระยาตากยกทัพไป ตั้งที่วัดแก้วบริเวณทางเข้าประตูท่าช้าง พระยาตากตั้งมั่นที่วัดแก้วส่วนพระยาจันทบุรีให้คนเข้าประจ าที่เชิง เทินบนก าแพงเมือง พระยาจันทบุรีให้ตัวแทนของตนได้แก่ "ขุนพรหมธิบาลผู้เป็นที่ท้ายน ้า" นายลิ้ม นาย แก้วแขก ธ ามะรงค์พร นายเมฆแขก ออกมาต้อนรับพระยาตากและเชิญพระยาตากเข้าไปในเมืองจันทบุรี พระยาตากปฏิเสธ กล่าวว่าพระยาจันทบุรีเป็นผู้น้อย จะให้ผู้ใหญ่เข้าไปหาผู้น้อยไม่สมควร ต้องให้ผู้น้อย
27 ออกมาคารวะผู้ใหญ่ และให้พระยาจันทบุรีส่งตัวขุนรามและหมื่นซ่องออกมาให้พระยาตากเสียก่อน พระ ยาตากจึงจะไว้วางใจพระยาจันทบุรี ขุนพรหมธิบาลน าความกลับไปบอกพระยาจันทบุรี พระยาจันทบุรีจึงให้ธ ามะรงค์พรน าอาหารมา มอบให้แก่พระยาตาก และให้พระภิกษุสงฆ์สี่รูปออกมาเชิญพระยาตากเข้าไปในเมืองจันทบุรีอีกครั้ง พระ ยาตากยังคงยืนยันให้พระยาจันทบุรีออกมาพบด้วยตนเอง สุดท้ายพระยาจันทบุรีส่งหลวงปลัดออกมาแจ้ง แก่พระยาตากว่า ต้องการจะส่งตัวขุนรามหมื่นซ่องออกมาแต่ขุนรามหมื่นซ่องเกรงว่าจะถูกพระยาตาก ลงโทษ ฝ่ายพระยาตากเห็นว่าพระยาจันทบุรีบิดพลิ้วหลายครั้งจึงกล่าวว่า "พระยาจันทบูรมิได้ตั้งอยู่ในสัตย ภาพแล้ว แลเห็นว่าขุนรามหมื่นส้องจะช่วยป้องกันเมืองไว้ได้ ก็ให้ตกแต่งการไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาให้ จงได้" เม่ือเจา้เมืองจันทบุรีไม่ยอมสวามิภักดิ์เจา้ตากตอ้งการยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นที่มั่นเพื่อรวบรวม ก าลังมาตีพม่า จึงสั่งทหารทุกคนว่า "เราจะตีเมืองจันทบุรีในค ่าวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเสร็จแล้ว ทั้งนาย ไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกินข้าวเช้าด้วยกันที่ในเมืองเอาพรุ่งนี้ ถ้าตีเอา เมืองไม่ได้ในค ่าวันนี้ ก็จะให้ได้ตายเสียด้วยกันให้หมดทีเดียว" ในวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2310 ครั้นถึงเวลา 19.00 น. เจ้าตากจึงได้สั่งให้ทหารไทยและจีน ลอบเข้าไปอยู่ตามสถานที่ที่ได้วางแผนไว้แล้ว ให้คอยฟังสัญญาณเข้าตีเมืองพร้อมกัน จึงให้โห่ขึ้นให้พวก อื่นรู้ เมื่อเวลา 03.00 น. เจ้าตากก็ขึ้นคอช้างพังคีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณพร้อมกับบอกพวกทหารเข้าตี เมืองพร้อมกัน ฝ่ ายเมืองจันทบุรียิงกระสุนปืนลงมามากราวกับห่าฝน มีกระสุนปืนนัดหนึ่งลอดใต้ช้างของ พระยาตาก ควาญช้างจึงเกี่ยวให้พังคีรีบัญชรถอยหนี แต่พระยาตากไม่ต้องการถอยหนีมีความโกรธเงื้อ ดาบจะฟันลงโทษควาญช้าง ควาญช้างขอให้ไว้ชีวิต พระยาตากจึงเอามีดแทงช้างพังคีรีบัญชร ช้างพังคีรี บัญชรได้รับความเจ็บปวดวิ่งเข้าพังทลายประตูเมืองจันทบุรี เจ้าตากจึงไสช้างเข้าพังประตูเมืองจนท าให้ บานประตูเมืองพังลง ทหารเจ้าตากจึงกรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองต่างพากันละทิ้งหน้าที่หนีไป ส่วน พระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยังเมืองบันทายมาศ (ต่อมาพระยาจันทบุรีเจ้าขรัวหลานถูกจับกุม ตัวได้เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพไปตีเมืองบันทายมาศในพ.ศ. 2314) เจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 7 แรม 3 ค ่า จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เพลา 3 ยามเศษ ตรงกับวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2310 เวลาประมาณ 03.00 น. หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว 2 เดือน ฝ่ ายพระยาตากได้จับได้เชลย เงินทองเสบียงอาหารที่เมืองจันทบุรีได้จ านวนมาก ที่เมืองจันทบุรี พระยาตากไดพ้บกบัหลวงศกัดิ์นายเวร (หมดุ ) ขา้หลวงอยุธยาซึ่งติดอยู่ที่เมืองจันทบุรีตั้งแต่เมื่อเสียกรุงศรี อยุธยา ได้พบกับนายสุดจินดา (บุญมา) และทรงรับอนุเคราะห์พระองค์เจ้าทับทิมหรือ"เจ้าครอกจันทบูร"มา ไว้ในความดูแล
28 การยึดเมืองตราด หลังจากตีเมืองตราดได้แล้ว เจ้าตากได้เคลื่อนทัพทางบกจ านวน 1,000 คนไปยังเมืองทุ่งใหญ่ (ตราด) และให้พระพิชัยราชา หลวงราชนรินทร์ เป็นแม่ทัพเรือคุมเรือ 50 ล า ยกไปเมืองตราด พระยาตาก ยกทัพพบกับฝนตกเจ็ดวันเจ็ดคืน ที่เมืองตราดพวกกรมการและราษฎรเกิดความเกรงกลัวต่างพากันมาอ่อน น้อมโดยดี แต่ทว่าที่ปากน ้าเมืองตราดมีเรือส าเภาจีนมาทอดทุ่นอยู่หลายล า เจ้าตากได้เรียกนายเรือมาพบ แต่พวกจีนนายเรือขัดขืนต่อสู้ เจ้าตากจึงน ากองเรือไปล้อมส าเภาจีนเหล่านั้น ได้ท าการต่อสู้กันอยู่ประมาณ ครึ่งวันเจ้าตากก็ยึดส าเภาจีนไว้ได้หมด ได้ทรัพย์สินสิ่งของมาเป็นจ านวนมาก จีนเจียมหัวหน้าชาวส าเภา จีนเข้าสวามิภักดิ์และยกบุตรสาวให้แก่พระยาตาก เดอเฟลส์ (De Fels) เสนอว่า จีนเจียมนั้นเป็นคน เดียวกันกับเฉินไท่ (陳太 พินอิน: Chén Tài) พ่อค้าชาวจีนแต้จิ๋ว ซึ่งมีความขัดแย้งกับหมักเทียนตื๊อเจ้าเมือง บันทายมาศ และถูกหมักเทียนตื๊อส่งทัพเรือเข้าปราบปรามจนต้องหลบหนีมายังสยาม การกอบกู้กรุงศรีอยุธยา พระยาตากใช้เวลาประมาณสามเดือนในการรวบรวมก าลังพลและต่อเรือจ านวน 100 ล า ที่เมือง จันทบุรี มีการพบหลักฐานทางโบราณคดีที่บ้านเสม็ดงาม (ต าบลหนองบัว อ าเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี) ซึง สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่ต่อเรือของพระยาตาก เมื่อสิ้นฤดูมรสุมในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 พระยาตาก รวบรวมก าลังพลได้ 5,000 คน ยกทัพเรือออกจากจันทบุรีมุ่งหน้าสู่แม่น ้าเจ้าพระยา ที่เมืองชลบุรีพระยา ตากมีค าสั่งให้ประหารชีวิตพระยาอนุราชบุรีฯ (ทองอยู่นกเล็ก) เจ้าเมืองชลบุรี พร้อมทั้งพรรคพวกคือหลวง พลและขุนอินเชียง เนื่องจากพระยาอนุราชบุรีฯได้ประพฤติตนเป็นโจรสลัดตีชิงเรือส าเภาวาณิช รูปที่3.2 ค่ายโพธ์สามต้น
29 การรบทโี่พธิ์สามต้น ฝ่ ายพม่านับตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาฯ จ าต้องยกก าลังส่วนใหญ่กลับไปสู้รบกับจีนในสงครามจีนพม่า (Sino-Burmese War) ฝ่ ายพม่าวางก าลังพลไว้จ านวนหนึ่งเพื่อรักษาการณ์ในลุ่มแม่น ้าเจ้าพระยา ประกอบด้วย; • ค่ายโพธิ์สามตน (อ าเภอบางปะหัน) ทางตอนเหนือของเมืองอยุธยา มีสุกี้พระนายกองหรือนายทอง ้ สุกชาวมอญเป็นผู้น า • เมืองธนบุรี มีชาวสยามชื่อนายทองอินเป็นผู้รักษาการณ์ นอกจากนี้ ยังมีขุนนางและเชื้อพระวงศ์ของอยุธยาบางส่วนที่ไม่ได้ถูกกวาดต้อนไปพม่ายังคงพ านักอยู่ที่ ค่ายโพธิ์สามตน้ พระยาตากยกทัพเรือมาจนถึงปากน ้าสมุทรปราการปากแม่น ้าเจ้าพระยา รุ่งเช้าจึงยกทัพเรือเข้า โจมตีพม่าที่เมืองธนบุรี น าไปสู่การรบที่ธนบุรีในวันพุธขึ้น 13 ค ่าเดือน 12 (4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310) เข้า ยึดเมืองธนบุรีไดส้งัหารนายทองอิน ฝ่ายพม่าแตกหนีขึน้ไปแจง้ข่าวแก่สุกีน้ายกองท่ีโพธิ์สามตน้ สุกีจ้ึงให้ มองย่าแม่ทัพพม่ายกกองก าลังลงมาตั้งสกัดทัพของพระยาตากที่เพนียด เมื่อเจ้าตากยึดเมืองธนบุรีและ ปราบนายทองอินได้แล้ว จึงเคลื่อนทัพต่อไปที่กรุงศรีอยุธยา ในเวลากลางคืนเรือของพระยากลาโหมซึ่ง บรรทุกดินประสิวล่มจมลง พระยาตากจึงมีค าสั่งให้ลงโทษเฆี่ยนพระยากลาโหมและขุนนางทหารหลายคน พระยาตากเคลื่อนทัพเรือไปในเวลากลางคืนถึงกรุงศรีอยุธยา ฝ่ายมองย่าที่เพนียดเมื่อพระยาตากยกทัพมา ไม่สรู้บกลบัถอยหนีไปโพธิ์สามตน้ วันรุ่งขึ้น วันพฤหัสบดีขึ้น 14 ค ่า (5 พฤศจิกายน) เวลาสามโมงเศษ พระยาตากยกทัพเข้าโจมตีค่าย โพธิ์สามตน้ทางฝ่ังตะวนัออกของแม่นา ้สามารถยดค่ายโพธิ์สามตน้ ฝ่ังตะวนัออกไดอ้ย่างรวดเร็ว ฝ่ายพม่า พ่ายแพ้ถอยไปที่ค่ายั่งตะวันตก ฝ่ ายสุกี้พระนายกองอยู่ที่ค่ายฝั่งตะวันตก พระยาตากให้ท าบันไดพาดเข้า ปีนค่ายฝั่งตะวันตก ให้พระยาพิพิธ (ตั้งเลี้ยง) และพระยาพิชัยราชา น ากองก าลังจีนเข้าประชิดที่วัดกลาง ซึ่งอยู่ห่างจากค่ายใหญ่ระยะทางประมาณเจ็ดเส้น วันรุ่งขึ้นวันศุกร์ขึ้น 15 ค ่า (ุุ6 พฤศจิกายน) พระยา ตากใหท้หารจีนเป็นกองหนา้เขา้ตีค่ายโพธิ์สามตน้รบกนัจนถึงเวลาเท่ียง ทหารจีนสามารถเขา้ค่ายโพธิ์สาม ต้นได้ พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และพงศาวดารฉบับบริติชมิวเซียมระบุว่า สุกี้พระนายกองส่ง ให้พระยาธิเบศร์บริรักษ์ผู้เป็นที่เจ้าพระยาศรีธรรมราชธิราช (พระพนรัตน์: พญาธิเบศบดี) ขุนนางอยุธยา ออกมาเจรจากับพระยาตากขอสวามิภักดิ์ในขณะที่พงศาวดารฉบับพระพนรัตน์วัดพระเชตุพนฉบับ ตวัเขียนระบุว่า พระยาตากตีค่ายพม่าโพธิ์สามตน้แตกสกุีพ้ระนายกองเสียชีวิตในท่ีรบ พระยาตากยึดค่าย
30 โพธิ์สามตน้ ปราบพม่าจนราบคาบ สามารถกอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนมา เมื่อวันศุกร์ เดือน 12 ขึ้น 15 ค ่า จุลศักราช 1129 ปีกุน นพศก เวลาบ่ายโมงเศษ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310 เวลา ประมาณ 13.00 น. ใช้เวลา 7 เดือนหลังจากคราวเสียกรุงศรีอยุธยา รูปที่3.3 พระเมรุหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร การเขา้ยึดค่ายโพธิ์สามตน้ทา ใหอ้า นาจอิทธิพลของพม่าถูกก าจัดและขับไล่ออกไปจากสยาม และ ท าให้พระยาตากขึ้นมามีอ านาจครอบคลุมบริเวณภาคกลางตอนล่าง หลังจากยึดค่ายโพธ์สามต้นได้แล้ว พระยาตากเขา้พา นักในจวนของสุกีพ้ระนายกอง พระยาธิเบศรบ์ดีตัวแทนของขุนนางอยุธยาในค่ายโพธิ์ สามตน้มาสวามิภกัดิต์่อพระยาตากขอใหไ้ม่ใหพ้ระยาตากทา อนัตรายแก่ชาวค่ายโพธิ์สามตน้พระยาตาก จึงมีคา ส่งัหา้มไม่ใหพ้ลทหารทงั้ปวงทา อนัตรายแก่ชาวค่ายโพธิ์สามตน้พระยาตากไดเ้ห็นว่าพระบรมวงศา นุวงศแ์ละขุนนางอยุธยาในค่ายโพธิ์สามตน้ ไดร้บัความทุกขย์ากลา บาก พระยาตากจึงมอบทรพัยส์ินและ เสื้อผ้าให้แก่ชาวอยุธยาเก่า จากนั้นพระยาตากจึงเข้าพ านักในพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ พระยาตาก ยังให้อัญเชิญพระศพของพระเจ้าเอกทัศน์กษัตริย์อยุธยา ซึ่งถูกพม่าฝังเอาไว้ที่โคกพระเมรุหน้าพระวิหาร พระมงคลบพิตร อัญเชิญขึ้นมาประกอบพิธีถวายพระเพลิงตามสมควร หลังจากการเสียกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรสยามตกอยู่ในสภาวะข้าวยากหมากแพง พระยาตากให้ น าปืนใหญ่ของพม่ากระบอกหนึ่ง ระเบิดเอาทองลงส าเภาไปซื้อข้าวสารมาเลี้ยงคนโซได้กว่า 1,000 คน พระบรมวงศานุวงศอ์ยุธยาท่ีตกคา้งอยู่ท่ีค่ายโพธิ์สามตน้ ประกอบดว้ย พระธิดาของพระเจา้อยู่หวับรมโกศ ได้แก่ เจ้าฟ้าสุริยา เจ้าฟ้าพินทวดี เจ้าฟ้าจันทวดี และพระองค์เจ้าฟักทอง นอกจากนี้คือ หม่อมเจ้ามิตร พระธิดาของเจ้าฟ้ากุ้ง หม่อมเจ้ากระจาดพระธิดาของกรมหมื่นจิตรสุนทร หม่อมเจ้ามณีพระธิดาของกรม หมื่นเสพภักดี และหม่อมเจ้าฉิมพระธิดาของเจ้าฟ้าจีด สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงอัญเชิญพระบรมวงศ์
31 อยุธยาไปประทับที่ธนบุรี ต่อมาเจ้าฟ้าสุริยาและเจ้าฟ้าจันทวดีสิ้นพระชนม์ สมเด็จพระเจ้าตากสิน พระราชทานพระนามให้แก่หม่อมเจ้ามิตรว่าเจ้าประทุม หม่อมเจ้ากระจาดว่าเจ้าบุปผา ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2317 ฉับกุงโบและอุตตมสิงหจอจัว แม่ทัพพม่า ยกทัพหน้าพม่าเข้ามา ทางด่านเจดีย์สามองค์ และให้แมงเยรานนอง (Minye Yannaung) หรือ ตะแคงมระหน่อง ยกทัพอีก 3,000 คน เข้ามาสมทบ ในขณะนั้นพระยายมราช (หมัด) ตั้งขัดตาทัพอยู่ที่สามสบท่าดินแดง อุตตมสิงหจอจัวยก ทัพเข้าตีทัพพระยายมราชแตกพ่ายไปและเข้ายึดค่ายที่สามสบท่าดินแดงได้ส าเร็จ พระยายมราชบอกเข้า มากราบทูลว่ากองทัพพม่ามาเป็นจ านวนมากเหลือก าลังจะต้านทาน ขอพระราชทานทัพไปช่วย สมเด็จ พระเจ้าตากสินจึงมีพระราชโองการให้พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจุ้ย พร้อมทั้งพระยาธิเบศร์บดี ถืออาญา สิทธิ์ยกทพั3,000 คนไปตงั้รบัพม่าท่ีราชบุรีพบกบัพระยาอภยัรณฤทธิ์พระยาเพชรบุรี แตกทัพพม่าหนีมา จึงมีพระราชโองการใหจ้บักุมบุตรภรรยาของพระอภยัรณฤทธิ์ไว้ใหพ้ระยาอภยัรณฤทธิ์ทา ราชการศึกคราม แก้ตัวให้ได้มิฉะนั้นจะประหารชีวิตเสีย ในเวลานั้น กองทัพกองก าลังไทยส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือล้านนา สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระ ราชโองการให้ทัพซึ่งก าลังเดินทางลงมากลับจากศึกเมืองเชียงใหม่ ให้รีบยกทัพต่อไปตั้งรับพม่าที่ราชบุรี ห้ามมิให้แม่ทัพนายกองคนใดจอดเรือแวะบ้านโดยเด็ดขาด พระเทพโยธาจอดเรือแวะบ้าน สมเด็จพระเจ้า ตากสินทรงลงพระอาญาใช้ดาบตัดศีรษะของพระเทพโยธาประหารชีวิตด้วยพระองค์เอง แล้วเสียบประจาน ไวท้่ีหน้าป้อมวิไชยประสิทธิ์เม่ือพระยาเจ่งและบรรดาชาวมอญเดินทางมาถึงธนบุรีแลว้ทรงจัดตั้งกอง มอญขึ้น ทรงแต่งตั้งขุนนางชาวมอญชื่อมะโดด (มอญ: မဍ ောတ်)ซ่งึเคยดา รงตา แหน่งเป็นหลวงบา เรอภกัดิ์ ในสมัยอยุธยา ขึ้นเป็นพระยารามัญวงศ์ที่จักรีมอญ เป็นหัวหน้าควบคุมกองมอญ และทรงแต่งตั้งพระยา เจ่งเป็นท่ีพระยาเกียรติ์ตละเกล็บเป็นที่พระยาราม มีพระราชโองการให้พระยารามัญวงศ์ (มะโดด) น าทัพ กองมอญยกทัพไปรับพม่าที่ราชบุรี และทรงให้มีตราขึ้นไปถึงเจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ที่เชียงใหม่ ให้ เกณฑ์ทัพฝ่ายหัวเมืองเหนือและตะวันออกทั้งปวงมาช่วยที่ราชบุรี ฝ่ ายพม่าที่สามสบท่าดินแดง แบ่งก าลังออกโจมตีเมืองต่างๆจับผู้คนชาวสยาม ทั้งกาญจนบุรี ราชบุรี นครไชยศรี และสุพรรณบุรี ที่เมืองนครไชยศรี กองต ารวจหลังซึ่งเชิญตราพระราชสีห์ไปที่เมือง สุพรรณบุรี ถึงต าบลบ้านภูมิพบพม่าสามสิบคนจึงขี่ม้าไล่จนท าให้ตราพระราชสีห์สูญหาย พม่าเข้าล้อม บ้านภูมิ จึงมีพระราชโองการให้พระยาพิชัยไอศวรรย์ (หยางจิ้นจง) ผู้ว่าที่โกษาธิบดี ยกทัพ 1,000 คน ไปตี พม่าที่นครไชยศรี ทางกาญจนบุรี ฝ่ายพม่าตะแคงมระหน่องเป็นแม่ทัพใหญ่ ตั้งค่ายอยู่ที่ปากแพรก (เมืองกาญจนบุรี ในปัจจุบัน) อะแซหวุ่นกี้ส่งก าลังจากเมาะตะมะมาสมทบอีก 1,000 คน รวมมีก าลัง 4,000 คน ตะแคงมระ หน่องแบ่งก าลังพล 2,000 คน ให้งุยอคงหวุ่นและอุตตมสิงหจอจัว ลงมาตามแม่น ้าแม่กลองไปตั้งที่บ้าน
32 บางแก้วหรือนางแก้ว (อ าเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี) แขวงเมืองราชบุรี เมื่อพระยายมราช (หมัด) ถอยทัพ กลับมาแล้ว พระองค์เจ้าจุ้ยและพระยาธิเบศร์บดีจึงให้หลวงมหาเทพน าทัพกองหน้าจ านวน 1,000 คน เข้า ประชิดค่ายพม่าบางแก้วทางทิศทางด้านตะวันตก และให้เจ้ารามลักษณ์ยกทัพอีก 1,000 คน เข้าประชิด ทางตะวันออก พระองค์เจ้าจุ้ยและพระยาธิเบศร์บดีตั้งทัพอยู่ที่โคกกระต่าย พระยายมราช (หมัด) ตั้งรับ พม่าอยู่ที่ดงรังหนองขาว (ต าบลหนองขาว อ าเภอท่าม่วง) ทางตะวันออกของปากแพรกกาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้าบุญจันทร์ และเจ้าพระยาศรีธรรมธิราช (อดีต เคยเป็นพระยาธิเบศร์บดีในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศน์) เป็นผู้รักษาพระนครธนบุรี เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2318 วันอาทิตย์ แรม 11 ค ่า เดือน 3 สมเด็จพระเจ้าตากสินประทับเรือพระที่นั่งกราบยาวเสด็จยกทัพพยุ หยาตราทางชลมารค พร้อมด้วยท้าวพระยาข้าทูลละอองฯจ านวนมาก เสด็จยกทัพจ านวน 8,863 คน พร้อมแตรสังข์ปี่แพทย์เรือน า ปืนใหญ่น้อย 277 กระบอก ยกมาทางนาวาประทับพักที่เมืองสมุทรสาครบุรี ท่าจีนรอน ้าขึ้น แล้วเสด็จยกทัพต่อไปตามแม่น ้าไปทอดพระเนตรค่ายบางกุ้ง แล้วจึงเสด็จกลับมายังค่าย เมืองราชบุรี มีพระราชโองการให้พระยาวิจิตรนาวีไปสืบข่าวทัพไทยและพม่าที่บางแก้ว งุยอคงหวุ่นแม่ทัพ พม่าที่บางแก้ว มีความประมาทแก่ฝ่ายไทย ถือว่าตนเองมีประสบการณ์ในการรบกับไทย ตั้งค่ายอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้ฝ่ ายไทยตั้งค่ายล้อมไว้ที่บางแก้ว คิดว่าจะสามารถตีฝ่ าวงล้อมของฝ่ ายออกมาอย่างง่ายดาย ฝ่าย พม่าร้องออกมาเป็นภาษาไทยว่า "ตั้งค่ายมั่นแล้วฤๅยัง" ฝ่ ายไทยตอบกลับว่า "ยังไม่ได้มั่น แต่บัดนี้ตั้งค่าย ล้อมพม่าไว้รอบแล้ว" ฝ่ ายไทยตั้งค่ายล้อมพม่าที่บางแก้วไว้ถึงสามชั้น พระยาวิจิตรนาวีกลับจากบางแก้ว มากราบทูล ว่าทัพฝ่ ายไทยได้เข้าล้อมค่ายพม่าที่บางแก้วไว้มิดชิดหมดสิ้นแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินจึง เสด็จจากราชบุรี ไปบางแก้วทอดพระเนตรค่ายล้อมบางแก้ว มีพระราชโองการให้พระยารามัญวงษ์ (มะ โดด) หลวงบา เรอภกัดิ์และหลวงราชเสนา ไปตงั้ค่ายท่ีเขาชะงมุ้อีกค่ายหนึ่ง ทางตะวนัตกของบางแกว้และ ให้เจ้าพระยาอินทรอภัยไปตั้งที่สระน ้าเขาชั่วพราน (เขาช่องพราน) อีกสามค่าย จ านวน 300 คน ขุนปลัดเมืองราชบุรีมากราบทูลว่า พม่าจากเมืองทวายยกมาทางด่านเจ้าขว้าวประมาณ 2,000 คน จับชาวด่านไปได้สองคน จะยกมาทางด่านเจ้าขว้าวอีกหรือไม่ไม่ทราบชัด จึงมีพระราชโองการให้พระเจ้า ลูกเธอพระองค์เจ้าจุ้ย และพระยาราชาเศรษฐี (ตั้งเลี้ยง หรือ เฉินเหลี่ยน) ยกทัพลงไปรักษาค่ายเมืองราชบุรี ให้รื้อค่ายไปทั้งที่ริมแม่น ้าทั้งหมดปักขวากหนามรายรอบ เนเมียวแมงละนรธา แม่ทัพพม่าจากปากแพรก ยกทัพ 1,000 คน มารบกับเจ้าพระยาอินทรอภัยที่ เขาชั่วพรานถึงสามครั้งในคืนเดียว สมเด็จพระเจ้าตากสินจะเสด็จยกไปช่วยเจ้าพระยาอินทรอภัย แต่พระ ยาเทพวรชุนและหลวงด าเกิงรณภพห้ามไว้และทูลอาสายกไปเอง จึงทรงให้เกณฑ์ทหารกองในกองนอก และกองอาจารย์ ได้ 745 คน ให้พระยาเทพวรชุนและหลวงด าเกิงฯยกเป็นกองโจรไปช่วยเจ้าพระยาอินทรอ ภัยที่เขาชั่วพราน
33 ในเดือนมีนาคม เจ้ารามลักษณ์ฯส่งเณรจวงวัดบางนางแก้ว ซึ่งถูกพม่าจับไปหนีกลับมาได้ มา กราบทูลข้อราชการ ให้การว่า พม่าอยู๋ในค่ายบางแก้วประมาณ 1,000 คนเศษ เสบียงอาหารลดน้อยถอย ลงกินได้อีกสิบวัน ส่วนน ้าไว้ดื่มได้อีกครึ่งเดือน ฝ่ ายไทยยิงปืนเข้าไปในค่ายถูกพม่าเสียชีวิตไปจ านวนมาก ต้องขุดหลุมฝังศพกลบไว้ก่อน สมเด็จพระเจ้าตากสินตรัสถามเณรจวงว่า หนีมาเองหรือพม่าใช้ให้มา เถร จวงตอบว่าหนีมาเอง ถ้าพม่าจับได้อาจถูกสังหารไปแล้ว ทรงให้อองวาจาล่ามพม่า สอบถามเชลยพม่าที่ เจ้าพระยาอินทรอภัยจับมาได้ ให้การว่า แม่ทัพพม่าที่ยกมาตีค่ายสระน ้าเขาชั่วพราน ชื่อว่า เนเมียวแมง ละนรธา มีก าลัง 1,000 คน แม่ทัพที่ค่ายบางแก้ว ชื่อยุยองโป (ฉับกุงโบ) มีก าลัง 1,000 คน ที่ปากแพรก กาญจนบุรี ชื่อว่า สะแคงมระนอง (ตะแคงมระหน่อง) เป็นน้าของพระเจ้าอังวะ คุมทัพใหญ่ 3,000 คน และ แม่ทัพไม่ทราบชื่อ คุมก าลัง 1,000 จากทวายมาทางด่านเจ้าขว้าวราชบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้เข้าล้อมทัพพม่าของงุยอคงหวุ่นที่บางแก้วไว้ จนกว่าจะ ขาดเสบียงและหิวโหย ถ้าหากพม่าที่บางแก้วยกทัพฝ่ าวงล้อมออกมา ให้สกัดกั้นไว้แต่ห้ามยกเข้าชิงค่าย ถ้าหากฝ่ ายพม่าสามารถฝ่ าวงล้อมออกไปได้ จะลงพระราชอาญาถึงแก่ชีวิต มีพระราชโองการให้เฆี่ยนขุน อากาศสรเพลิง 60 ที โทษข้อหายิงปืนเกนหาม ยิงทีละนัดไม่ได้ยิงพร้อมกันตามรับสั่งฯ ท าให้ข้าศึกรู้ตัวหนี ไป มีพระราชด ารัสว่า "ข้าราชการทั้งปวง ใช้ให้ไปท าศึกบ้านเมืองใด พ่อมิได้สะกดหลังไปด้วย ก็ไม่ส าเร็จ ราชการ ฯลฯ" มีพระราชโองการให้ให้ตักน ้าจากโคกกระต่ายไปเลี้ยงทัพหน้าไม่ให้ขาดแคลนน ้าดื่ม เสียค่ายเขาชะงุ้ม ฝ่ ายพม่าที่บางแก้วพยายามฝ่ าวงล้อมออกมาทางค่ายของหลวงมหาเทพ หลวงมหาเทพระดมยิง ปืนจนฝ่ ายพม่าถอยกลับเข้าไป ตะแคงมระหน่องนายทัพพม่าที่ปากแพรกส่งกองก าลังมาโจมตีล้อมค่าย เขาชะงุ้มของพระยารามัญวงษ์เพื่อช่วยเหลืองุยอคงหวุ่นที่บางแก้ว จึงมีพระราชโองการให้พระยาธิเบศร์บดี พรอ้มทงั้พระยาอภยัรณฤทธิ์เป็นทัพหนา้พระยาธิเบศรบ์ดีเป็นทพัหลวง ยกทพั ไปช่วยเหลือพระยารามัญ วงษ์ออกจากที่ล้อม น าไปสู่การรบที่เขาชะงุ้ม ได้รบกันอย่างรุนแรง ทั้งฝ่ ายพม่าและฝ่ ายไทยสูญเสียนายก องไปจ านวนมาก พระยาธิเบศร์บดีตั้งค่ายไม่ส าเร็จ ต้องถอยลงมา มีพระราชโองการให้ช่วยพระยารามัญ วงศแ์ละกองมอญออกมาใหไ้ด้จนพระยารามัญวงศ์และหลวงงบา เรอภักดิ์จึงสามารถฝ่าวงลอ้มพม่า ออกมาหาพระยาธิเบศร์บดีได้ส าเร็จ แต่ฝ่ ายพม่าสามารถเข้ายึดเขาชะงุ้มได้ ฝ่ ายไทยจึงเสียค่ายเขาชะงุ้ม ให้แก่พม่า พม่าสามารถตั้งมั่นที่เขาชะงุ้มทางตะวันตกของบางแก้วได้ส าเร็จ ทัพหัวเมืองมาสมทบ
34 ในเวลานั้นเอง กองทัพของเจ้าพระยานครสวรรค์ยกทัพเดินทางมาถึงราชบุรี จึงมีพระราชโองการ ใหเ้จา้พระยานครสวรรคถ์ืออาญาสิทธิ์พรอ้มพระราชทานกองเกนหัดถือปืน 40 คน กองนอกถือปืน 150 คน ยกไปช่วยพระยาธิเบศร์บดีตีทัพพม่าที่เขาชะงุ้ม ทรงถอดพระธ ามะรงค์เพชรองค์หนึ่งให้แก่เจ้าพระยา นครสวรรค์ พระราชทานพรว่า "ชยตุ ภวังค์ สัพพสัตรู วินาสสันติ" แต่ฝ่ ายพม่าสามารถปักหลักอยู่ที่เขา ชะงุ้มได้อย่างมั่นคง จึงมีพระราชโองการให้พระยาธิเบศร์บดีและเจ้าพระยานครสวรรค์ถอยมมาตั้งรับพม่า ที่บางแก้ว ห่างจากค่ายพม่าที่บางแก้วประมาณห้าเส้น และส่งตัวพระยารามัญวงษ์ (มะโดด) หลวงบ าเรอ ภักดิ์และหลวงราชเสนา มาเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินที่พลับพลาโคกกระต่าย ในเดือนมีนาคม ตะแคงมระหน่องแม่ทัพพม่าที่ปากแพรก ส่งทัพเข้าโจมตีค่ายของพระยายมราช (หมัด) ที่หนองขาว พระยา ยมราชบอกลงมากราบทูลว่าพม่าถูกปืนตายจ านวนมากแต่กระสุนดินด าของฝ่ ายไทยจวนจะหมดแล้วขอ พระราชทานไปเพิ่ม สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชด ารัสตอบไปว่าให้รอกระสุนดินด าจากเจ้าพระยาจักรี ที่ก าลังจะยกทัพมาถึง กรมการเมืองคลองวาฬ (ต าบลคลองวาฬ) บอกส่งมาว่าทัพพม่าจากเมืองมะริดยกทัพเข้ามาทาง ด่านสิงขรโจมตีบ้านทัพสะแก ขอพระราชทานกองทัพไปช่วย ทรงมีตราตอบออกไปว่าราชการศึกทางราชบุรี ยังติดพันอยู่ ขอให้ทางกรมการเมืองคลองวาฬรองรับสู้พม่าคอยท่าไปก่อน ทันใดนั้นหลวงมหาแพทย์ เดินทางจากธนบุรีมาถึงราชบุรีเข้าเฝ้ากราบทูลว่า สมเด็จพระพันปีหลวง กรมพระเทพามาตย์ พระราช มารดา ได้ประชวรสิ้นพระชนม์ได้เชลยพม่าสองคนจากค่ายบางแก้ว ให้การว่าฝ่ ายพม่าที่ถูกล้อมอยู่ที่บาง แก้วนั้น ขาดเสบียงอาหารและขาดน ้าอย่างมาก น ้าไม่เพียงพอฝ่ ายพม่าต้องขุดบ่อหาน ้าแต่ไม่ส าเร็จ ปืน ใหญ่น้อยที่ฝ่ายไทยยิงเข้าไปนั้นถูกพม่าล้มตายไปจ านวนมาก จึงมีพระราชโองการให้พระยารามัญวงษ์ยก ทัพกองรามัญใหม่ 400 คน ไปเป็นกองโจรโจมตีทัพพม่าที่เขาชะงุ้ม เจ้าพระยาจักรียกทัพจากเชียงใหม่ลงมาจนถึงราชบุรีในเดือนมีนาคม เจ้าพระยาจักรีน าขุนนาง เมืองน่านมาเขา้เฝ้าท่ีโคกกระต่าย กราบทูลว่าไดเ้กลีย้กล่อมเมืองน่านเขา้สวามิภักดิ์ต่อธนบุรีไดส้า เร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระโสมนัส พระราชทานแสงดาบฝักทองด้ามทอง กับพระธ ามะรงค์ให้แก่ เจา้พระยาจักรีและมีพระราชโองการใหเ้จา้พระยาจักรีเป็นแม่ทัพ ถือพระอาญาสิทธิ์ยกไปตั้งทัพท่ีวัด มหาธาตุเขาพระ และตั้งค่ายเป็นแนวรายป้องกันมาจนถึงบางแก้ว อย่าให้พม่าวกออกหลังได้ และด ารัสให้ หลวงบา เรอภกัดิน์า กอง 400 คน ไปคอยสงัเกตการณพ์ม่าซ่งึมาตกันา ้ท่ีหนองน ้าเขาชะงุ้มนั้น พม่าที่บางแก้วยกทัพพยายามฝ่าวงล้อมออกมาทางค่ายของพระยาพิพัฒโกษาและพระยาเพชรบุรี ถูกฝ่ ายไทยยิงปืนระดับถอยกลับเข้าไปอีกครั้ง และในคืนเดียวกันนั้นพม่ายกออกมาจาหลวงราชนิกูลไม่สา มารถ่าวงล้อมออกไปได้อีกเช่นกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จทรงม้าไปประทัพที่หลังค่ายของหลวง มหาเทพ ทรงให้ชายมอญชื่อจักกายเทวะตะโกนเข้าไปในค่ายบางแก้วเป็นภาษาพม่าว่า ให้พม่าทั้งปวง
35 ยอมแพ้ออกมาหาแต่โดยดี ทรงพระกรุณาไว้ชีวิตทั้งสิ้น งุยอคงหวุ่นแม่ทัพพม่าในค่ายบางแก้วร้องตอบ ออกมาว่า "ท่านล้อมไว้ครั้งนี้ ซึ่งจะหนีไปให้รอดด้วยความตายหามิได้แล้ว แต่เอ็นดูไพร่พลทั้งปวงมากนัก จะพลอยตายเสียด้วย ถึงตัวเราผู้เป็นนายทัพจะตายก็ตามกรรมเถิด แต่จะขอพบตละเกล็บสักหน่อยหนึ่ง" จึงมีพระราชโองการให้พระยาพระราม (ตละเกล็บ) ขี่ม้าพร้อมกั้นร่มระย้าออกไปเจรจาความกับงุยอคงหวุ่น แม่ทัพพม่า ฝ่ายพม่าบางแก้วเขียนข้อความเป็นภาษาพม่า ในชั้นแรกอะแซหวุ่นกี้ส่งทัพพม่าเข้ามาทางด่านเจดีย์สามองค์ ฝ่ ายไทยประสบปัญหากองทัพส่วน ใหญ่อยู่ที่ล้านนาทางเหนือ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงให้เร่งทัพจากทางเหนือลงมาตั้งรับพม่าที่ราชบุรี ทรงให้พระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าหลานเธอยกทัพส่วนหนึ่งมาตั้งรับพม่าก่อนที่บางแก้ว จากนั้นทัพหัวเมือง ฝ่ายเหนือจึงค่อยทยอยเข้ามาสมทบที่ราชบุรี จนกระทั่งกองก าลังฝ่ายไทยมีจ านวนมากถึง 20,000 คน ตาม พงศาวดารพม่า ฝ่ายพม่ามีก าลังน้อยกว่าจึงพ่ายแพ้ไป สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงปูนบ าเหน็จให้แก่พระเจ้าลูกเธอและพระเจ้าหลานเธอที่มีความชอบใน สงครามบางแก้ว ตั้งขึ้นทรงกรมดังนี้; • พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าจุ้ย เป็นกรมขุนอินทรพิทักษ์ • พระเจ้าหลานเธอ เจ้ารามลักษณ์ เป็นกรมขุนอนุรักษ์สงคราม • พระเจ้าหลานเธอ เจ้าบุญจันทร์ เป็นกรมขุนรามภูเบศร์ ตะแคงมระหน่องถอยทัพไปรายงานแก่อะแซหวุ่นกี้ที่เมืองเมาะตะมะว่า ทัพพม่าของฉับกุงโบพ่ายแพ้ต่อ ไทยในการรบที่บางแก้ว อะแซหวุ่นกี้จึงโทษแมงเยชัยจอ แม่ทัพพม่าที่ขัดค าสั่งของอะแซหวุ่นกี้ ว่าเป็น ต้นเหตุให้ฝ่ ายพม่าได้รับความปราชัย อะแซหวุ่นกี้ถวายรายงานแก่พระเจ้ามังระว่า แมงเยชัยจอเป็นกบฏ อ้างว่าพระเจ้ามังระสวรรคตแล้วเจ้าชายอาเมียงสะแคง (Prince of Amyin) พระอนุชาของพระเจ้ามังระได้ ราชสมบัติ พระเจ้ามังระจึงทรงมีตราให้แมงเยชัยจอยกทัพจากเมืองเมาะตะมะกลับเมืองอังวะ แล้วส่งกอง ก าลังมาจับแมงเยชัยจอและแม่ทัพนายกองในสังกัดที่กลางทาง แมงเยชัยจอทูลพระเจ้ามังระว่า ถูกอะแซห วุ่นกี้กดขี่ข่มเหงให้ยกทัพจ านวนน้อยไปเสี่ยงตายในสยาม พระเจ้ามังระตรัสว่าหากเป็นเช่นนั้นจริงแมงเย ชัยจอควรจะต้องถวายฎีกามาโต้แย้งกับอะแซหวุ่นกี้ ไม่ควรขัดค าสั่งนายทัพของตนเอง พระเจ้ามังระจึงทรง ปลดแมงเยชัยจอออกจากต าแหน่ง ลงพระราชอาญาประหารชีวิตแม่ทัพนายกองในสังกัดของแมงเยชัยจอ และส่งตัวแมงเยชัยจอให้แก่อะแซหวุ่นกี้ที่เมืองเมาะตะมะ มีพระราชโองการให้อะแซหวุ่นกี้ลงโทษแมงเยชัย จอตามสมควร อะแซหวุ่นกี้ไว้ชีวิตแมงเยชัยจอ และให้แมงเยชัยจอเข้าร่วมกองทัพของอะแซหวุ่นกี้
36 หลังจากสิ้นสุดสงครามบางแก้ว ฝ่ ายสยามได้มีเวลาพักศึก 5 เดือน หลังจากความพ่ายแพ้ที่บาง แก้ว อะแซหวุ่นกี้ยกทัพขนาดใหญ่จ านวน 35,000 คน เข้ารุกรานหัวเมืองเหนือของสยาม ทางด่านแม่ละ เมา น าไปสู่สงครามอะแซหวุ่นกี้ในเดือนตุลาคมพ.ศ. 2318 ปีเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงถามแม่ ทัพพม่างุยอคงหวุ่น และอุตตมสิงหจอจัว ว่าจะให้เข้าร่วมทัพสยามไปรบกับพม่าท าได้หรือไม่ งุยอคงหวุ่น และอุตตมสิงหจอจัวทูลว่า จะให้ไปรบกับชาติอื่นยินดีถวายชีวิต แต่ให้ไปรบกับพม่าด้วยกันเองมีความอับ อายไม่กล้าสู้หน้า สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงตระหนักว่าแม่ทัพพม่าที่จับมาได้จากสงครามบางแก้ว ไม่มี ความภักดีที่แท้จริง หากยกทัพจากธนบุรีปล่อยให้เชลยพม่าอยู่ในธนบุรีอาจก่อกบฏขึ้นได้ จึงลงพระราช อาญาประหารชีวิตงุยอคงหวุ่น อุตตมสิงหจอจัว รวมทั้งแม่ทัพพม่าทั้งหลายจากสงครามบางแก้วไปใน เดือนมกราคม พ.ศ. 2319 ค่ายบางกุ้งตั้งอยู่ ต าบลบางกุ้ง อ าเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม ริมฝั่งแม่น ้าแม่กลองฝั่งตะวันตก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดสมุทรสงครามประมาณ 10 กิโลเมตร อยู่บริเวณวัดบางกุ้ง มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ เศษ (ปัจจุบันวัดบางกุ้งมีเนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ 42 ตารางวา) • ทิศเหนือ ติดคลองบ้านค่าย • ทิศใต้ ติดคลองแควอ้อม • ทิศตะวันตก ติดกับสวนมะพร้าว • ทิศทิศตะวันออก ติดต่อกับแม่น ้าแม่กลอง ครั้นเจ้าตากกอบกู้เอกราชได้ส าเร็จ ในปี พ.ศ. 2310 โปรดให้คนจีนจาก ระยอง ชลบุรี ราชบุรี และ กาญจนบุรี รวบรวมพลพรรค มาตั้งเป็นกองทหารรักษา ค่ายบางกุ้ง ซึ่งยังไม่มีทหารรักษาหลังจากที่พม่าตี กรุงศรีอยุธยาแตก ค่ายนี้จึงเรียกว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ต่อมาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งฝักใฝ่ อยู่กับพม่า ในสมัยนั้นไปทูลพระเจ้าอังวะถึงข่าวการตั้งตนเป็นใหญ่ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้ามังระจึงให้มี ท้องตราสั่งแมงกี้มารหญ่า เจ้าเมืองทวาย คุมก าลังให้มาตรวจตราดูสถานการณ์ในอาณาจักรอยุธยาเดิม พระยาทวายจึงส่งโปมังเป็นกองทัพหน้าคุมพล 3,000 นาย เข้ามาทางเมืองไทรโยค เมื่อฤดูแล้งปลายปี พ.ศ. 2310 ครั้นถึงบางกุ้งเห็นค่ายทหารจีนของพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ พระยาทวายก็ให้กองทัพล้อมไว้ กรมการเมืองสมุทรสงครามบอกเข้ามายังกรุงธนบุรี ตามพงศาวดารกรุงธนบุรี กล่าวว่า พระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวข้าศึกด้วยความยินดียิ่ง โปรดให้ พระยามหามนตรี (บุญมา) จัดกองทัพเรือ 100 ล าเศษ พร้อมด้วยศาสตราวุธมายังค่ายบางกุ้ง พระยามหา
37 มนตรีคาดการณ์ว่า ค่ายบางกุ้งล่อแหลมก าลังจะแตกอยู่แล้ว จึงรีบเดินทัพเข้าโจมตีพม่าที่ล้อมค่ายบางกุ้ง โดยฉับพลัน ในตอนเรียกประชุมนายทัพนายกองเพื่อปลุกใจและบงการเข้าตีนั้นได้เน้นว่า "ถ้าช้าไปอีกวัน เดียวค่ายบางกุ้งจะแตกและขวัญทหารไทยจะไม่มีวันฟื้นคืนได้ การรบทุกครั้งการแพ้อยู่ที่ขวัญและก าลังใจ ถ้าไทยแพ้อีกในครั้งนี้ พม่าจะฮึกเหิม พวกไทยจะครั้นคร้ามและกู้ชาติไม่ส าเร็จ การรักษาค่ายบางกุ้งไว้ให้ ได้ในครั้งนี้ ได้ชื่อว่าท่านทั้งหลายได้ช่วยขวัญของไทยในการรบครั้งต่อไป" การรบครั้งนี้ตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น ออกพระยามหามนตรีควงดาบสิงห์สุวรรณาวุธ ซึ่งท าด้าม และฝักกนกหัวสิงห์ใหม่ไล่ฆ่าฟันข้าศึกแตกกระจาย แมงกี้มารหญ่าแม่ทัพพม่า ครั่นคร้ามพระมหามนตรีจึง เลี่ยงเชิงดูศึกได้ยินเสียงในค่ายที่ล้อมไว้จุดประทัด ตีม้าล่อเปิดประตูค่าย ส่งก าล าดีกระทุ้งออกมา ท าให้ พม่าอยู่ในศึกกระหนาบ ซ ้ายังเห็นผงคลีมืดครึ้มได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวทัพหนุนเนื่องของไทยอีก แน่ใจว่า ทัพหลวงของไทยติดตามมาก็ยิ่งเสียขวัญ ฝ่ายไทยกลับฮึกเหิมไล่ฟันแทงข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือก็ พากันแตกหนี เจ้าเมืองทวายเห็นเหลือก าลังที่จะต่อสู้จึงสั่งทัพถอยรวบรวมไพร่พลกลับไปเมืองทวายทาง ด่านเจ้าขว้าว กองทัพไทยได้เรือรบศัตรูทั้งหมด และได้เครื่องศาสตราวุธตลอดจนเสบียงอาหารเป็นอันมาก หลังจากเมืองเชียงใหม่แตก พระเจ้ามังระ ทรงเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง แผนการรวบแผ่นดินไทยให้ เป็นส่วนหนึ่งของพม่าต้องพังทลายลง ทรงบัญชาให้อะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพมือหนึ่ง ยกทัพเข้ามาทางด่านแม่ละ เมา เมืองตาก แต่การบุกจากด้านเหนือจะต้องผ่านหัวเมืองส าคัญหลายเมือง และเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อ ทัพพม่ามากที่สุดก็คือพิษณุโลก อะแซหวุ่นกีย้กกองทัพกา ลังพลราวสามหมื่นห้าเข้าล้อมเมืองพิษณุโลกทุกทศิทุกทาง เมืองพิษณุโลกในขณะนั้นมีเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ สองพี่น้อง เป็นผู้ส าเร็จราชการ ดูแลอยู่ ทั้งสองได้ท าการต่อสู้ปกป้องเมืองอย่างสามารถ พระราชพงศาวดารบันทึกไว้ว่า เจ้าพระยาทั้งสอง ผลัดกันน าทัพออกจากก าแพงเมืองเข้าตีค่ายพม่าอย่างดุเดือด ไม่ต ่ากว่าสิบครั้ง แต่ก็ไม่ส าเร็จเมือง พิษณุโลก ถูกล้อมเป็นเวลายาวนาน ท าให้ขาดเสบียงอาหาร แม้กองทัพกรุงธนบุรีจะพยายามส่งเสบียง ล าเลียงขึ้นไป แต่ก็ถูกทหารพม่ามาสกัดตัดเอาไปได้เสียกลางทางทุกครั้ง ชาวพิษณุโลกจ านวนประมาณ หนึ่งหมื่นคนจึงเริ่มเสียชีวิตเพราะขาดอาหาร สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงตัดสินพระทัยน ากองทัพเรือหลวงจากกรุงธนบุรีเข้าตีกองทัพพม่าที่ล้อม เมืองพิษณุโลก โดยยกทัพเข้าระดมตีค่ายพม่าทางด้านตะวันออกแบบสายฟ้าแลบในเวลากลางดึก และรบ กันอย่างชุลมุนจนถึงเช้า แต่ก็ยังตีหักค่ายพม่าไม่ได้ จ าต้องล่าถอยกลับออกมา
38 สองวันต่อมา กองทัพใหญ่ของพม่ารุกไล่มาเข้าตีค่ายกองทัพหลวงบ้าง โดยได้ทุ่มสรรพก าลังทั้งหมด ตั้งใจเอาชนะให้ได้ และสามารถตีค่ายไทยจนแตก แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินก็ทรงใช้พระแสงดาบน าหน้าไล่ ฟาดฟันพม่าจนกระทั่งชิงเอาค่ายกลับคืนมาได้ แล้วรับสั่งว่าต้องทิ้งค่ายโดยด่วน ให้พยายามรวบรวมอาวุธ ที่ตกค้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนใหญ่จ านวนมาก ถอยร่นทัพหลวงลงมาตั้งค่ายแห่งใหม่ที่เมืองพิจิตรแทน จะเห็นได้ว่า กองทัพอะแซหวุ่นกี้ทัพนี้เก่งฉกาจนัก เพราะมีแม่ทัพฝีมือดีหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้องชายของอะแซหวุ่นกี้ และแม่ทัพนามว่ากะละโบ่ ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเป็นผู้มีฝีมือสูงส่งยิ่ง ดังนั้น แม้สมเด็จพระเจ้าตากสิน เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ จะผนึกก าลังกัน ก็ยังไม่สามารถ เอาชนะได้ กลยุทธ์การศึกของอะแซหวุ่นกี้ก็ลึกล ้า โดยได้ส่งทัพใต้อีกทัพเข้ามาทางด่านสิงขร ประจวบคีรีขันธ์ รุกขึ้นมาทางเพชรบุรีเพื่อจะเข้าตีกรุงธนบุรี ในขณะที่ทัพหลวงทั้งหมดต้องยกขึ้นไปช่วยเมืองพิษณุโลก เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบข่าวว่าทหารพม่าบุกเข้ามาทางใต้ถึงเพชรบุรี จึงได้แบ่งก าลังทหารจาก กองทัพหลวงบางส่วนให้รีบเร่งรุดลงมาปกป้องพระนคร ในขณะที่ทัพใหญ่ก็ไม่กล้ารุกขึ้นเหนือ เพราะพะวง ศึกทางใต้ เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ เห็นว่าประชาชนเริ่มทยอยกันขาดอาหารตาย จึงทูลขอพระ บรมราชานุญาตถอนก าลังออกจากเมืองพิษณุโลก วันที่จะทิ้งเมือง เจ้าพระยาจักรีได้ตั้งปืนใหญ่ยิงกราดไป ยังทหารพม่าอยู่ตลอดเวลา เพื่อกันให้ประชาชนอพยพออกจากเมืองได้อย่างปลอดภัย โดยมีทหารกองหน้า ฝีมือดีคอยตีทหารพม่าเพื่อเปิดทาง และใช้เวลาย ่าค ่าสามทุ่มเป็นฤกษ์ในการเริ่มอพยพ หลังจากทหารไทยถอยทัพ พม่าก็บุกเข้ายึดภายในตัวเมืองพิษณุโลกได้อย่างเด็ดขาด อะแซหวุ่นกี้สั่ง เผาเมืองให้สิ้น ไฟลุกโชติช่วงสว่างราวกับกลางวันอยู่ตลอดคืน แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่าวิหารพระพุทธ ชินราชไม่ไหม้ไฟแม้แต่น้อย ในขณะที่ภายในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุราบเรียบเป็นหน้ากลอง เมื่อได้ เมืองพิษณุโลก อะแซหวุ่นกี้เตรียมยกทัพต่อเนื่องลงมายังนครสวรรค์ และตั้งเป้ายึดกรุงธนบุรี โดยประกบ กับทัพใต้ที่ยกมาทางเพชรบุรี ข่าวพิษณุโลกแตก และกองทัพหลวงพ่ายแพ้ สร้างความตระหนกให้กับ ชาวกรุงธนบุรีมาก เพราะถ้าทัพเหนือและทัพใต้ของพม่ามาถึง การจะตีเข้ากรุงธนบุรี ง่ายกว่ากรุงศรีอยุธยา มาก เนื่องจากไม่มีก าแพงเมือง และขณะนั้นจีนก็เข็ดขยาดกับการบุกภาคเหนือของพม่าไปแล้ว ไม่สามารถ มาช่วยเราได้อีก (แม่ทัพที่รบกับจีนก็คืออะแซหวุ่นกี้) แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ปรากฏว่าที่เมืองพม่า พระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์อย่างกะทันหัน มีการ ผลัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน จึงมีท้องตราเรียกกองทัพพม่ากลับเมืองโดยด่วน อะแซหวุ่นกี้จึงรีบยกทัพกลับ ทันทีโดยออกไปทางด่านแม่ละเมา สงครามยุติแบบงวยงง แต่เป็นเรื่องดี มิฉะนั้น นึกภาพไม่ออกเลยว่า กองทัพไทยจะต้านทัพอะแซหวุ่นกี้ ที่ก าลังฮึกเหิมไหวหรือไม่
39 การสงครามคราวนี้ต้องรบกับพม่าแต่เดือนอ้าย พ.ศ.2318 ถึงเดือนสิบ พ.ศ.2319 รวมเป็นเวลาถึงสิบ เดือนจึงเลิกรบ ขณะท่ีไทยติดพนักับศึกอะแซหวุ่นกี้ในปีเดียวกันนัน้เอง เจา้นครจา ปาศักดิ์ไดก้า เริบคิดเป็นกบฏ เมื่อเสร็จศึกกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพบุกไปตีนครจา ปาศักดิ์ และให้จับเจ้าเมืองประหารเสีย หลังปราบกบฏลาวส าเร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยาจักรีเป็น “สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก” (ผู้มีอ านาจสั่งการศึกเทียบเท่า พระมหากษัตริย์)หลังจากที่พระเจ้ามังระสวรรคต ทางพม่าก็เกิดการแย่งชิงอ านาจกันภายในอยู่หลายปี ท า ให้กรุงธนบุรีมีโอกาสได้หายใจหายคอ ระหว่างนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระบรมราชโองการให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับเจ้าพระยาสุรสีห์ฯ ยกทัพไปตีลาวและกัมพูชาเพิ่มเติม จนสร้างเขตแดน ของอาณาจักรกรุงธนบุรี จรดเวียดนาม ส่วนพระองค์เร่งวางรากฐานให้กรุงธนบุรี ครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พม่าไม่ได้เผาเฉพาะเมือง แต่ได้ท าลายวัฒนธรรมไทยทั้งหมดด้วย เพื่อไม่ให้เหลือเชื้อไว้ส าหรับการสร้างชาติขึ้นมาใหม่ได้อีกเลย ช่างฝีมือทุกสาขาถูกต้อนกลับไปพม่าหมด กรุงธนบุรีจึงต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่ง เพื่อสร้างวัฒนธรรมกันใหม่ การสร้างชาติมิใช่เพียงการขยายราชอาณาเขต แต่ประชาชนคนในชาติต้องมีเอกลักษณ์ วัฒนธรรม อันเป็นคุณสมบัติทางนามธรรมของชาตินั้นด้วย สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงพยายามเสาะหาพระเถระต่างๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทั่วราชอาณาจักร เพื่อมาเผยแผ่พระศาสนาในกรุงธนบุรี และพบว่าพระอาจารย์ศรีวัดพนัญเชิงได้หลบภัยพม่าไปอยู่ที่เมือง นครศรีธรรมราช จึงนิมนต์กลับสู่กรุงธนบุรี ทุกครั้งที่ตีหัวเมืองใหญ่ของไทย เช่น นครศรีธรรมราช ราชสีมา พิมาย พิษณุโลก และเชียงใหม่ได้ พระองค์จะโปรดเกล้าฯ ให้น าผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมของแต่ละภาคมาถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นแก่ ชาวกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้รวบรวมความรู้ทุกสาขาที่ยังหลงเหลืออยู่หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตก มา แยกเป็นหมวดหมู่ และตั้งโรงสอนอย่างเป็นระบบ เช่น วิชาแพทย์แผนโบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่าง แกะสลัก ช่างปูนปั้น ช่างเหล็ก ช่างเงิน ช่างทอง วิชาเย็บปักถักร้อย ท ากับข้าว การจัดบ้านเรือน ฯลฯ สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระปรีชาสามารถทางด้านการประพันธ์ จึงทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ถึง 4 ตอน และตา ราการฝึกกรรมฐานอีก 1 เล่ม และทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ฯ ใหผู้ที่มีความรู้ ้ ทางด้านโขน ละคร ร าไทย ปี่พาทย์ ฯลฯ ตั้งโรงฝึกสอนได้อย่างไม่จ ากัด ทรงส่งเสริม ตั้งรางวัลให้มีการ
40 ประกวด ประขัน ประชันกัน อย่างสม ่าเสมอ ส่งผลให้นาฏศิลป์ นาฏดุริยางค์ และศิลปะการละครในสมัย กรุงธนบุรีรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ในสมัยกรุงธนบุรี การค้าระหว่างไทย–จีน เจริญสุดขีด เนื่องจากสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีเชื้อสาย จีน และทรงเชี่ยวชาญภาษาจีนถึงสามส าเนียง คือ จีนแต้จิ๋ว จีนกวางตุ้ง และจีนฮกเกี้ยน พระองค์จึงทรง ติดต่อสื่อสารกับพระเจ้ากรุงจีนได้โดยตรง โดยใช้พระนาม “เสียมล่อก๊กแต้เจียว” เรือส าเภาของไทยที่ส่งสินค้าไปขายยังเมืองจีนท าก าไรได้อย่างมหาศาล โดยที่จีนไม่เก็บภาษีขาเข้า เลย ได้ดุลการค้า จนสามารถน ามาใช้จ่ายเป็นเงินเดือนของข้าราชการทั้งหมดได้โดยที่ไม่ต้องเก็บภาษีจาก ประชาชน บางวันมีเรือส าเภาขนสินค้าออกจากท่าธนบุรีไปยังเมืองจีนถึง 12 ล า พร้อมๆ กัน เนื่องจากเรือสินค้าในสมัยนั้นยังไม่ใช้เครื่องยนต์ และขนาดไม่ใหญ่นัก ต้องแล่นลัดเลาะชายฝั่งเพื่อ ความปลอดภัย เรือจากยุโรปเลาะมาทางนครศรีธรรมราช สุดที่กรุงธนบุรี ในขณะที่เรือจากจีนก็เลาะมาทาง เวียดนาม กัมพูชา จังหวัดตราด สุดที่กรุงธนบุรีเช่นกัน เราจึงเป็นศูนย์กลางของการค้าโลก (ในปัจจุบันเรือ ใช้เครื่องยนต์ จึงพักที่สิงคโปร์ แล้ววิ่งฝ่ ามหาสมุทรไปจีน ญี่ปุ่ นได้เลย) นอกจากนั้น กรุงธนบุรียังเป็น ศูนย์กลางการต่อเรือของโลกอีกด้วย พระองค์ทรงเลือกสถานที่สร้างกรุงแห่งใหม่ที่ “ธนบุรี” ซึ่งแปลความหมายตรงตัวได้ว่า “เมืองแห่งเงิน” หรือ “เมืองแห่งความมั่งคั่ง” เพราะมีชัยภูมิที่เหมาะสมกับการเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าและการเดินเรือ เมื่อเทียบแล้ว กรุงธนบุรีจึงมีความส าคัญมากกว่าเกาะสิงคโปร์ในเวลานั้นเสียอีก กรุงธนบุรีเริ่มเป็นปึกแผ่นมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ในขณะที่ กรุงศรีอยุธยาต้องใช้เวลาถึงกว่าสามร้อยปีจึงจะสามารถพัฒนาขึ้นเป็นศูนย์กลางการค้าของเอเชียอาคเนย์ แต่พระองค์กลับทรงสร้างกรุงธนบุรีให้เจริญมั่งคั่งเกินหน้าสมัยอยุธยาได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาเพียง 10 ปีเท่านั้น .......และแล้ว พม่าก็เริ่มผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งการแย่งชิงอ านาจ ผู้ชนะคือ พระอนุชาของพระเจ้ามังระ นามว่า “พระเจ้าปดุง” ซึ่งมีความหมายมั่นจะยกทัพมายึดแผ่นดินไทยอีกครั้งอย่างแรงกล้ายิ่ง เมฆฝนแห่ง สงครามครั้งใหญ่ ก าลังก่อตัวขึ้น.......คราวนี้หนักกว่าเมื่อครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้เสียอีก...... (ส่วนอะแซหวุ่นกี้ ยอดขุนศึกคู่บัลลังค์กษัตริย์องค์ก่อน ถูกพระเจ้าปดุงยัดข้อหาว่าเป็นกบฏ รับโทษถูกประหารชีวิตไปตาม ระเบียบ) ในรัชสมัยพระเจ้าปดุง ไทยต้องทา สงครามครั้งใหญ่กับพม่า ถึง 7 ครั้ง ฝ่ ายพม่าหลังจากที่ยึดกรุงศรีอยุธยาได้จ าต้องโยกย้ายก าลังโดยส่วนใหญ่กลับไปสู้รบในสงคราม จีน-พม่า (Sino-Burmese War) โดยท่ีวางกา ลงัไวท้่ีค่ายโพธิ์สามตน้ (อา เภอบางปะหนั) ทางเหนือของเมือง
41 อยุธยาโดยมีสุกี้พระนายกองหรือนายทองสุกชาวมอญเป็นผู้น า เพื่อรักษาการณ์ในสยามในลุ่มแม่น ้า เจ้าพระยา ในเดือนตุลาคม พระยาตากยกกองทัพเรือจ านวน 5,000 คน ออกจากจันทบุรีเข้ามาที่แม่น ้า เจา้พระยา ยึดป้อมเมืองธนบุรีไดแ้ละยกทพัต่อไปโจมตีพม่าท่ีค่ายโพธิ์สามตน้นา ไปส่กูารรบท่ีโพธิ์สามตน้ พระยาตากเขา้ตียึดค่ายโพธิ์สามตน้ ไดเ้ม่ือวนัศกุรข์ึน้15 ค่า เดือน 12 (6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310) มองย่า แม่ทพัพม่าจากโพธิ์สามตน้หลบหนีไปเขา้หากรมหม่ืนเทพพิพิธท่ีเมืองพิมาย ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพปรักหักพังเต็มไปด้วยซากศพไม่สามารถใช้ เป็นฐานท่ีม่ันเพ่ือตัง้รบัการรุกรานของพม่าได้ในขณะท่ีเมืองธนบุรีมีป้อมวิชัยประสิทธิ์ตัง้อยู่แล้ว พระยา ตากจึงตั้งฐานที่มั่นอยู่ที่เมืองธนบุรีสถาปนาเมืองธนบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวงพระนครแห่งใหม่ของอาณาจักร ธนบุรี ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อวันจันทร์ขี้น 8 เดือนยี่ ปีกุน จุลศักราช 1128 (28 ธันวาคม พ.ศ. 2310) เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้อธิบายว่า แนวคิดที่ว่าดินแดนสมัยอาณาจักรอยุธยาเดิมถูกแบ่งออกเป็น 5 ชุมนุม อาจ เป็นแนวคิดจากพระวนรัตน์ แต่ชุมนุมที่ถูกนับนี้ เป็นชุมนุมที่มีขนาดใหญ่และมีอิทธิพลทางการเมืองอย่าง มากเท่านั้น ซึ่งพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกตามนี้เช่นกัน ส่วน เทพ สุนทรศารทูล แบ่งออกเป็น 8 ชุมนุม เป็นชุมนุมขนาดใหญ่ 5 ชุมนุม ชุมนุมขนาดย่อม 2 ชุมนุม และชุมนุมชนชาติอื่น 1 ชุมนุม • ชุมนุมเจ้าพิมาย: กรมหมื่นเทพพิพิธ พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เป็นเจ้าชุมนุม เพียงชุมนุมเดียวที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ในราชวงศ์บ้านพลูหลวงแห่งอยุธยาเดิม มีอาณาเขตใน ที่ราบสูงโคราชตั้งแต่เมืองนครราชสีมาไปจนถึงแดนกรุงศรีสัตนาคนหุต แดนกรุงกัมพูชาธิบดี • ชุมนุมพิษณุโลก: เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เจ้าเมืองพระพิษณุโลก ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้า มีอาณาเขต ตั้งแต่เมืองพิชัยลงมาจนถึงเมืองนครสวรรค์ และ ปากน ้าโพ เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เคยเป็น ข้าราชการผู้ใหญ่ในกรุงศรีอยุธยา และเป็นผู้ที่มีความสามารถในการสู้รบ จึงมีผู้นับถืออยู่มาก เมื่อ ตงั้ตนเป็นเจา้แลว้ ไดม้ีขา้ราชการเก่ากรุงศรีอยธุยาขึน้มาสวามิภกัดิ์อยู่ด้วยหลายนาย • ชุมนุมเจ้าพระฝาง: พระสังฆราชาในเมืองสวางคบุรี (ฝาง) ได้ตั้งตนเป็นเจ้า ทั้งที่ยังเป็นพระภิกษุ อยู่ ชาวบ้านทั่วไปเรียก เจ้าพระฝาง หรือ พระเจ้าฝาง มีชื่อเดิมว่า เรือน เป็นชาวเมืองเหนือ • ชุมนุมภาคใต้นครศรีธรรมราช: ในสมัยของพระเจ้าเอกทัศน์ พระยาราชสุภาวดีได้มาเป็นเจ้าเมือง นครศรีธรรมราช ในขณะท่ีหลวงสิทธิ์นายเวร (หน)ูไดม้าเป็นปลดัเมือง ในช่วงท่ีพม่าเขา้รุกรานกรุง ศรีอยุธยาฯ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พระยาราชสุภาวดี) ได้รับมอบหมายให้น าก าลังไปเข้าร่วม
42 การป้องกันกรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระยาราชสุภาวดีมีความผิดถูกปลดจากต าแหน่งกลับไปที่กรุงศรี ฯ ต าแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่างอยู่ยังไม่มีการแต่งตั้งใหม่ โดยมีพระปลัด (หนู) เป็นผู้รั้ง เมืองอยู่ เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระปลัด (หนู) จึงตั้งตนขึ้นเป็ นเจ้านครฯ ตั้งชุมนุม นครศรีธรรมราช มีอาณาเขตที่หัวเมืองภาคใต้ตั้งแต่เมืองชุมพรจนถึงเขตแดนหัวเมืองมลายู ในเดือนสิบเอ็ด (ตุลาคม) พ.ศ. 2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จกรีฑาทัพยกขึ้นไปโจมตีชุมนุมพิษณุโลก ของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เป็นแห่งแรก ฝ่ ายเจ้าพระยาพิษณุโลกส่งหลวงโกษา (ยัง) เมืองพิษณุโลก ลงมาตั้งรับที่เกยไชย (ต าบลเกยไชย อ าเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์) ทัพฝ่ ายธนบุรีเข้ารบกับฝ่ ายเมือง พิษณุโลกในการรบที่เกยไชย พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ระบุว่าแค่เฉี่ยวพระมังสะ (เนื้อ) ไปเท่านั้น “ฝ่ ายข้าศึกยิงปืนมาดังห่าฝนต้องพระชงฆ์เบื้องซ้าย เลียบติดผิวพระมังสะไป” ในขณะที่จดหมายเหตุทรง จ าในกรมหลวงนรินทรเทวีระบุว่า "ไปตีเกยไชยถูกปืนไม่เข้า" ฝ่ ายเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) เห็นว่าตนเองได้รับชัยชนะเหนือธนบุรี กอปรกับการที่ตนมีขุนนาง ข้าราชการเก่ากรุงศรีอยุธยาเข้าด้วยจ านวนมาก เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จึงประกอบพิธีตั้งตนเองขึ้น เป็นกษัตริย์ที่เมืองพิษณุโลกในพ.ศ. 2311 แต่งตั้งให้พระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) เป็นสมุหนายก แต่ ทว่าต่อมาไม่นานเจ้าพระยาพิษณุโลกก็ถึงแก่อสัญกรรมในเดือนเดือนสิบเอ็ดปีชวดสัมฤทธิศกตรงกับเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2311 ในพระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน ระบุว่า "อยู่ในราช สมบัติ 6 เดือน พระชนมายุได้ 49 ปี ก็เสด็จสวรรคตไปตามยถากรรม" ส่วนพระราชพงศาวดาร ฉบับพระ ราชหัตถเลขา ระบุว่า "ตั้งตัวขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินรับพระราชโองการ อยู่ได้ประมาณเจ็ดวัน ก็บังเกิดวัณ โรคขึ้นในคอถึงพิราลัย" ในขณะที่พระอักษรสุนทรศาสตร์ (ทองดี) ก็ได้ล้มป่ วยถึงแก่อสัญกรรมในพ.ศ. 2311 ในเวลาต่อมาไม่นานเช่นกัน พระอินทรอากร (จัน) น้องชายของเจ้าพระยาพิษณุโลกจึงได้ขึ้นครอง เมืองแทน แต่ก็ท าให้เมืองพิษณุโลกอ่อนแอตามล าดับ ด้วยเหตุนี้ เจ้าพระฝางเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะ จึง ยกทัพลงมาตีเข้าล้อมเมืองพิษณุโลก ตั้งค่ายล้อมเมืองพิษณุโลกทั้งสองฟากแม่น ้าน่าน พระอินทรอากร ต้านทานเจ้าพระฝางอยู่ได้สามเดือน ก็เกิดไส้ศึกขึ้นในเมืองพิษณุโลก เปิดประตูเมืองรับทัพเจ้าพระฝางเข้า ยึดเมืองพิษณุโลก ในที่สุดเจ้าพระฝางก็สามารถเข้ายึดเมืองพิษณุโลกและผนวกชุมนุมพิษณุโลกเข้ารวมกับ ชุมนุมพระฝางไปในที่สุด พระอินทรอากรถูกสังหารน าศพขึ้นเสียบประจาน เป็นการสิ้นสุดของชุมนุม พิษณุโลก
43 เจ้าพระฝางเก็บเอาทรัพย์สินและกวดต้อนผู้คนจากเมืองพิษณุโลกกลับไปที่เมืองสวางคบุรี บรรดา หัวเมืองเหนือทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้อ านาจของเจ้าพระฝาง ชาวเมืองพิษณุโลกและเมืองพิจิตร ได้แตกหนี ลงมายังกรุงธนบุรีจ านวนมาก ปราบชุมนุมเจ้าพิมาย หลงัจากท่ีพระยาตากเขา้ยึดค่ายพม่าโพธิ์สามตน้ ไดใ้นเดือนพฤศจิกายนพ.ศ. 2310 มองย่าแม่ทัพ พม่าได้เดินทางหลบหนีไปยังเมืองนครราชสีมาเพื่อขอความคุ้มครองจากกรมหมื่นเทพพิพิธเจ้าพิมาย ใน พ.ศ. 2311 หลังจากศึกเกยไชย สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงเสด็จยกทัพขึ้นไปตามตัวมองย่าและเพื่อปราบ ชุมนุมเจ้าพิมาย โดยมีพระราชวรินทร์ (ทองด้วง) และพระมหามนตรี (บุญมา) เป็นทัพหน้า ฝ่ ายกรมหมื่น เทพพิพิธเจ้าพิมายทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพมาจึงจัดการป้องกันดังนี้; • เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (พระพิมาย) พระยามหามนตรี (สา) และมองย่า ตั้งรับที่ด่านจอหอ • พระยาวรวงศาธิราช (น้อย) หรือพระยาน้อย ผู้รักษาเมืองนครราชสีมา ตั้งรับที่ด่านขุนทด สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้พระราชวรินทร์ (ทองด้วง) และพระมหามนตรี (บุญมา) โจมตี พระยาวรวงศาธิราชที่ด่านขุนทด ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพด้วยพระองค์เองเข้าตีด่านจอหอ ฝ่ ายชุมนุมพิมายพ่ายแพ้ จับกุมตัวได้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี และมองย่าแม่ทัพพม่า มี พระราชโองการให้ลงพระราชอาญาประหารชีวิตไปทั้งสามคน ส่วนพระยาวรวงศาธิราชนั้นสามารถเดินทาง หลบหนีข้ามเทือกเขาพนมดงรักไปยังเมืองเสียมเรียบกัมพูชาได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงให้พระราชวริ นทร์และพระมหามนตรียกทัพไปติดตามพระยาวรวงศาฯถึงกัมพูชาเมืองเสียมเรียบแต่ไม่พบตัว พระยาว รวงศาธิราชจึงหายสาบสูญไปจากประวัติศาสตร์ ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธเมื่อทราบข่าวว่าเสนาบดีแม่ทัพนายของของชุมนุมพิมายพ่ายแพ้ถูกประหาร ชีวิตไปหมดแล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธจึงเตรียมตัวเสด็จหลบหนีไปยังเมืองล้านช้างศรีสัตนาคนหุต แต่ขุนชนะ กรมการเมืองนครราชสีมาสามารถจับกุมองค์กรมหมื่นเทพพิพิธพร้อมทั้งพระโอรสธิดากลับมาถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าตากสินได้ส าเร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงดีพระทัยโสมนัสทรงแต่งตั้งให้ขุนชนะเป็นพระยา ก าแหงสงครามหรือเจ้าพระยานครราชสีมา เจ้าเมืองนครราชสีมาคนใหม่ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงน าตัวกรมหมื่นเทพพิพิธกลับไปช าระความที่กรุงธนบุรี ทรงให้เบิกตัว กรมหมื่นเทพพิพิธมาเข้าเฝ้าที่หน้าพระที่นั่ง แต่กรมหมื่นเทพพิพิธไม่ยอมกราบถวายบังคม สมเด็จพระเจ้า ตากสินจึงตรัสว่า "ตัวจ้าวหาบุญวาศนาบาระมีมิได้ ไปอยู่ที่ใดก็ภาพวกพ้องผู้คนที่นับถือพลอยพินาศฉิบ
44 หายที่นั่น ครั้นจะเลี้ยงจ้าวไว้ก็จภาคนที่หลงเชื่อถือบุญพลอยล้มตายเสียด้วยกัน จ้าวอย่าอยู่เลยจงตายเสีย ครั้งนี้ทีเดียวเถีด อย่าให้จุลาจลในแผ่นดินสืบไปข้างน่าอีกเลย" แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินจึงลงพระราช อาญาให้ส าเร็จโทษประหารชีวิตกรมหมื่นเทพพิพิธด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลื่อนพระราชวรินทร์ (ทองด้วง) และพระมหามนตรี (บุญมา) ผู้มี ความชอบในการปราบกรมหม่ืนเทพพิพิธเจ้าพิมาย ให้เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์แลัพระยาอนุชิตราชา ตามล าดับ นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินยังทรงแต่งตั้งให้พระโอรสของกรมหมื่นเทพพิพิธสององค์ได้แก่ หม่อมเจ้ามงคลและหม่อมเจ้าล าดวนให้เป็นที่เจ้าราชนิกูลเป็นเจ้าเชษฐกุมารและเจ้าอนุรุทธเทวา ในพ.ศ. 2312 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งทัพกรุงธนบุรีลงใต้เพื่อปราบชุมนุมนครศรีธรรมราช น าโดย เจ้าพระยาจักรี (หมุด) และมีแม่ทัพคนอื่นๆได้แก่พระยายมราช (พงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศระบุว่า คือ พระยายมราชบุญมา ในขณะที่พงศาวดารฉบับพระพนรัตน์ระบุว่า เป็นคนละคนกัน) พระยาศรีพิพัฒน์ และพระยาเพชรบุรี น ากองทัพจ านวน 5,000 คนลงใต้ ไปถึงเมืองปะทิว ชาวเมืองปะทิวและเมืองชุมพรต่าง หลบหนีเข้าไปในป่ า มีนายมั่นชาวเมืองปะทิวเขา้มาสวามิภกัดิ์ต่อเจา้พระยาจกัรีสมเด็จพระเจา้ตากสินจึง โปรดฯมีตราออกไปให้ตั้งนายมั่นเป็นเจ้าเมืองชุมพร จากนั้นทัพเดินทางต่อไปยังเมืองไชยา หลวงปลัดเมือง ไชยาออกมาสวามิภกัดิอ์ีกเช่นกนัจึงทรงแต่งตงั้ใหห้ลวงปลดัเมืองไชยาเป็นพระวิชิตภกัดีเจา้เมืองไชยา การรบทที่่าหมาก ฝ่ ายเจ้านครศรีธรรมราชเมื่อทราบว่าฝ่ ายธนบุรียกทัพลงมา จึงเรียกหลวงสงขลา (วิเถียน) ซึ่งเป็น ญาติกับเจ้านครฯ และพระยาพัทลุง (พระพิมลขัน สามีของคุณหญิงจัน) น าก าลังพลจากเมืองสงขลาและ เมืองพัทลุงมาช่วย ร่วมกับทัพเมืองนครฯจัดทัพออกไปตั้งรับที่ท่าหมาก (อ าเภอสิชล) ทางเหนือของเมือง นครศรีธรรมราช เจ้าพระยาจักรี (หมุด) น าทัพธนบุรีข้ามแม่น ้าบ้านดอนไปสู้กับฝ่ ายเมืองนครฯที่ท่าหมาก น าไปสู่การรบที่ท่าหมาก ฝ่ ายธนบุรีมีก าลังพลน้อยกว่าและขาดเสบียงอาหาร ฝ่ ายเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับชัยชนะ แม่ทัพฝ่ ายธนบุรีพระยาศรีพิพัฒน์และพระยาเพชรบุรีสิ้นชีวิตในที่รบ ขุนลักษมณาบุตรของ เจ้าพระยาจักรีถูกฝ่ ายนครฯจับกุมตัวได้ เจ้าพระยาจักรี (หมุด) จึงถอยทัพกลับไปที่เมืองไชยา เมื่อได้รับชัย ชนะแล้ว เจ้าพระยานครฯ (หนู) ได้จัดละครให้หลวงสงขลาและพระยาพัทลุงได้ชมเป็นการตอบแทน และ อนุญาตให้เจ้าเมืองทั้งสองกลับเมืองของตนไป การยึดเมืองนครศรีธรรมราช
45 พระยายมราชบอกเข้าไปกราบทูลว่า เจ้าพระยาจักรี (หมุด) นั้นเป็นกบฏ ไม่เป็นใจด้วยราชการ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระวินิจฉัยว่า แม่ทัพนายกองท าสงครามไม่ส าเร็จแล้วจึงกล่าวโทษต่อกัน การ ปราบชุมนุมนครศรีธรรมราชเป็นศึกใหญ่ หากให้เสนาบดียกทัพลงไปเพียงอย่างเดียวยากที่จะส าเร็จ จ าต้องเสด็จยกทัพเรือพยุหยาตราไปด้วยพระองค์เอง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงจัดเตรียมทัพเรือก าลังพล 10,000 คน กับฝีพายกรรเชียงอีก 10,000 คน พร้อมทั้งอาวุธปืนใหญ่น้อย เสด็จเรือพระที่นั่งสุวรรณพิไชยนาวา ยกทัพออกจากพระนครธนบุรีทาง ชลมารค ออกจากปากน ้าสมุทรปราการ ถึงบางทะลุ (ต าบลบางทะลุ อ าเภอเมืองเพชรบุรี) ในวันอาทิตย์ แรม 3 ค ่า เดือน 9 (20 สิงหาคม พ.ศ. 2312) บังเกิดคลื่นลมพายุรุนแรง เรือกองทัพล่มบ้างแตกบ้าง จนกอง เรือหลวงจ าต้องจอดหลบพายุอยู่ในอ่าว สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีพระราชโองการให้ปลูกศาลเพียงตา ขึ้นที่บนชายฝั่ งบางทะลุ ตั้งเครื่องสังเวยบวงสรวงเทพารักษ์ผู้พิทักษ์รักษามหาสมุทร แล้วทรงตั้งสัตย์ อธิษฐาน ขอให้คลื่นลมทะเลสงบลงในทันที จากนั้นคลื่นลมพายุจึงสงบลง จากนั้นทัพเรือหลวงจึงสามารถ เดินทางได้ไปต่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จถึงเมืองไชยา เสด็จขึ้นฝั่งที่ท่าพุ่มเรียงประทับที่พลับพลาในเมืองไชยา มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพิชัยราชาเร่งยกทัพไปทางบก ไปสมทบกับเจ้าพระยาจักรี (หมุด) เข้าตีเอา เมืองนครศรีธรรมราชให้จงได้ แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จทางชลมารค ยกทัพเรือถึงต าบลปากคูหา ทอดพระเนตรเห็นดาวหางขึ้นทางทิศใต้ เป็นสัญญาณบอกเหตุว่าเมืองนครฯจะพ่ายแพ้ต่อทัพของธนบุรี พระยายมราชเป็ นทัพหน้ายกข้ามแม่น ้าตาปี ที่ท่าข้ามจนถึงล าพูน เข้ารบกับทัพเมือง นครศรีธรรมราชที่ท่าหมากอีกครั้ง คราวนี้ฝ่ ายธนบุรีได้รับชัยชนะ ฝ่ ายนครศรีธรรมราชแตกพ่ายหนีไป พระ ยายมราชยกไปตั้งที่เขาศีรษะช้าง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งเจ้าขรัวเงิน ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของอุปราช จันทร์ พร้อมทั้งภรรยาคือท่านผู้หญิงแก้ว เดินทางเข้าไปในเมืองนครศรีธรรมราชเป็นความลับ เพื่อเกลี้ย กล่อมให้อุปราชจันทร์ตีตนออกห่างจากเจ้านครฯ พงศาวดารเมืองสงขลาระบุว่า อุปราชจันทร์มี ความคุ้นเคยกันกับสมเด็จพระเจ้าตากสิน จึงให้คนลักลอบแต่งหนังสือไปถวายว่า ทัพเมืองสงขลาและเมือง พัทลุงกลับไปแล้ว ขอให้รีบเสด็จยกทัพมาตีเมืองนครศรีธรรมราชจะได้เมืองโดยง่ายและเร็ว สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จถึงปากน ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในวันพฤหัสบดีแรม 6 ค ่า เดือน 10 (21 กันยายน พ.ศ. 2312) ในเวลาสามโมงเช้า ทัพหลวงก็เข้าโจมตีเมืองนครศรีธรรมราช น าไปสู่การรบที่ นครศรีธรรมราชเจา้พระยานครฯ (หนู) มอบหมายใหอุ้ปราชจันทรย์กทพัมาตัง้รบัท่ีท่าโพธิ์ ปรากฏว่าทัพ ของอุปราชจันทร์พ่ายแพ้ เจ้าพระยานครฯ (หนู) พร้อมทั้งครอบครัว รวมทั้งบุตรเขยคือเจ้าพัฒน์ เดินทาง หลบหนีออกจากเมืองนครศรีธรรมราชไป ทัพฝ่ายธนบุรีจึงสามารถเข้ายึดเมืองนครศรีธรรมราชได้ในวันนั้น
46 นายคง ไพร่คนหนึ่งในกองของพระเสนาภิมุข จับได้ช้างพลายเพชรซึ่งเป็นช้างที่นั่งของเจ้านครฯมี เครื่องยศอยู่น ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงช้างพลายเพชรเสด็จเข้าเมืองนครศรีธรรมราชในวัน นั้น ฝ่ายธนบุรีจับกุมได้อุปราชจันทร์ พร้อมทั้งญาติวงศ์ของเจ้านครฯ และขุนนางนางในของเจ้านครฯ ติดตามเจ้านครฯ ฝ่ ายเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) พร้อมทั้งครองครัวและเจ้าพัฒน์ เดินทางหลบหนีไปยังเมือง จะนะ เมืองเทพา จากนั้นหลบหนีต่อไปยังเมืองสงขลา หลวงสงขลา (วิเถียน) ได้น าพาเจ้านครฯและ ครอบครัว เจ้าพัฒน์ เจ้ากลาง รวมทั้งพระยาพัทลุง (พระพิมลขัน) เดินหลบหนีไปที่เมืองปัตตานี สมเด็จพระ เจ้าตากสินมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี (หมุด) ยกทัพเรือ และเจ้าพระยาพิชัยราชายกทัพทางบก ลง ใต้ต่อไปเพื่อติดตามจับกุมตัวเจ้านครฯ ในวันศุกร์ ขึ้น 6 ค ่า เดือน 11 (6 ตุลาคม พ.ศ. 2312) เสด็จยก ทัพเรือจากนครศรีธรรมราชไปประทับที่สงขลา เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาพิชัยราชาติดตามไปถึงเมือง เทพา จับชาวจีนและแขกมาถามได้ความว่าเจ้านครฯหลบหนีไปปัตตานีแล้ว ฝ่ ายเจ้าพระยาจักรี (หมุด) เมื่อทราบว่าเจ้านครฯหลบหนีไปพึ่งเมืองปัตตานี จึงมีจดหมายถึงสุลต่านมูฮาหมัด (Muhammad) เจ้าเมือง ปัตตานีให้ส่งตัวเจ้านครฯให้แก่ทางธนบุรี ฝ่ ายสุลต่านมูฮาหมัดเจ้าเมืองปัตตานีไม่ต้องการสู้รบกับสยาม จึงจ ายอมส่งตัวเจ้าเมืองทั้งสามได้แก่ เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เจ้าเมืองสงขลา และเจ้าเมืองพัทลุง ให้แก่ ฝ่ ายธนบุรีแต่โดยดี เจ้านครฯพร้อมทั้งครอบครัวจึงถูกเจ้าพระยาจักรี (หมุด) จับกุมน าตัวใส่เรือไปถวายที่ สงขลา สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จน าตัวเจ้านครฯกลับถึงเมืองนครศรีธรรมราชวันศุกร์ ขึ้น 12 ค ่า เดือน 12 (10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2312) สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระกรุณาให้เรือส าเภาบรรทุกข้าวเปลือกมาแจกจ่ายให้แก่ข้าราช บริพารผู้มีความชอบในการตีเมืองนครศรีธรรมราช และให้กรมสังฆการีธรรมการไปนิมนต์พระสงฆ์เมือง นครศรีธรรมราช พระราชทานข้าวสารให้พระภิกษุรูปละหนึ่งถัง เงินรูปละหนึ่งบาท และพระราชทานเงิน ให้แก่ยาจกวนิพกคนละหนึ่งสลึงในทุกวันอุโบสถ โปรดฯให้สมโพชเวียนเทียนพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเวลาสามวัน สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงปรึกษาโทษของเจ้าพระยานครฯ (หนู) ขุนนางทั้งปวงกราบทูลให้ลงพระ ราชอาญาประหารชีวิตเจ้านครฯไปเสีย แต่ทรงไม่เห็นด้วย ตรัวว่าทั้งพระองค์เองและเจ้านครฯต่างคนต่าง เป็นใหญ่ในช่วงเวลาที่บ้านเมืองคับขัน ยังไม่ได้เป็นข้าของพระองค์ถือว่ายังไม่ใช่กบฏ อีกทั้งเจ้านครฯยังมี ความชอบคอยป้องกันขันธสีมาจากปัจจามิตรทางใต้ จึงมีพระวินิจฉัยให้งดโทษเจ้านครฯไว้ก่อน แล้วน าตัว เจ้านครฯไปที่กรุงธนบุรีไว้เป็นข้ารับใช้ในพระองค์ต่อไป สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดฯให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้านราสุริยวงศ์ (บริติชมิวเซียม: หม่อมเจ้าดาราสุริวงษ์พระเจ้าหลานเธ่อ) ขึ้นเป็นเจ้านครศรีธรรมราชองค์
47 ใหม่ โดยให้พระยาราชสุภาวดี (อดีตเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช) และพระศรีไกรลาสอยู่ช่วยราชการเมืองนคร ฯ แต่งตั้งกรมการเมืองนครศรีธรรมราชตามต าแหน่ง ทรงแต่งให้นายโยมเป็นพระสงขลาเจ้าเมืองสงขลาคน ใหม่ ทรงให้ราชบัณฑิตน าพระไตรปิฎกจากเมืองนครศรีธรรมราช ขนลงเรือไปที่กรุงธนบุรีเพื่อคัดลอก ทดแทนพระคัมภีร์ที่สูญไปในสงคราม แล้วจีงน ากลับมาไว้ที่เมืองนครฯตามเดิม และทรงให้นิมนต์พระ อาจารย์ศรีวัดพนัญเชิง พระภิกษุอยุธยาซึ่งได้ลี้ภัยพม่ามาอยู่ที่นครศรีธรรมราช กลับไปที่กรุงธนบุรีด้วย ในเดือนสี่ (มีนาคม) พ.ศ. 2313 สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จออกจากเมืองนครศรีธรรมราช นิวัติ กลับคืนสู่กรุงธนบุรี ทรงแต่งตั้งพระอาจารย์ศรีวัดพนัญเชิงจากเมืองนครศรีธรรมราช เป็นสมเด็จ พระสังฆราชองค์ใหม่แห่งกรุงธนบุรี 3.1.9 สรุปการรบอื่นๆ ในช่วงกรุงธนบุรี เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) พร้อมครอบครัว และหลวงสงขลา (วิเถียน) ถูกน าตัวไปไว้ที่กรุง ธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินพระราชทานอภัยโทษให้แก่เจ้าพระยานครฯ (หนู) ให้ถือน ้าพิพัฒนสัตยา สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้นายจันมหาดเล็กเป็นพระยาพัทลุงเจ้าเมืองพัทลุง แต่ต่อมาในพ.ศ. 2315 ถูก ปลดจากต าแหน่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงแต่งตั้งนายขุน (ขุนคางเหล็ก) บุตรของพระยาราชวังสัน (ตะ ตา) ให้เป็นพระยาพัทลุงคนใหม่แทนที่ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2313 สุลต่านมูฮาหมัดเจ้าเมืองปัตตานีส่ง ต้นไม้เงินต้นไม้ทองเข้ามาถวาย "วันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้นค ่าหนึ่ง (20 กันยายน พ.ศ. 2313) เสด็จอยู่ณ พระต าหนักค่ายหาดสูง แขกเมืองตานีมาสู่พระบรมโพธิสมภาร ถวายดอกไม้ทองเงิน" เจ้าพระยานครศรีธรรมราช (หนู) พ านักอยู่ที่กรุงธนบุรีเป็นเวลาเจ็ดปี บุตรสาวทั้งสองได้แก่ท่าน หญิงฉิมและท่านหญิงปรางได้ถวายตัวเป็นบาทบริจาริกาในสมเด็จพระเจ้าตากสิน จนกระทั่งพ.ศ. 2319 เจ้านราสุริยวงศ์แห่งเมืองนครศรีธรรมราชถึงแก่พิราลัย สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชก าหนดให้ยกอดีต เจ้านครฯเดิมให้เป็นเจ้าขันธสีมาเป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช พระนามว่า พระเจ้าขัตติยราชนิคม สมมติ มไหสวรรค์ พระเจ้านครศรีธรรมราช “เปนเจ้าขัณฑสิมาสืบมาแต่ก่อนนั้นเหมือนกันกับพระยาประเทศราช ประเวณีดุจเดียวกัน” ได้เกียรติยศอย่างเจ้าประเทศราชได้รับพระโองการ ส่วนท่านผู้หญิงทองเหนียวภรรยา ของเจ้านครฯเป็นพระมเหสีได้รับพระเสาวณีย์ มีขุนนางเสนาบดีจตุสดมภ์เป็นของตนเอง ที่ว่าราชการ เรียกว่าท้องพระโรง และเจ้าจอมฉิม ธิดาของเจ้านครฯ (หนู) ได้เลื่อนขึ้นเป็นกรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ พระ อัครมเหสีเบื้องซ้าย กรมบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ประสูติพระโอรสคือเจ้าฟ้าทัศพงษ์ เจ้าฟ้าทัศไพ เจ้าฟ้า นเรนทรราชกุมาร และพระธิดาคือเจ้าฟ้าปัญจปาปี