48 สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้เมืองปัตตานีและไทรบุรีส่งทัพเข้ามาร่วมสู้รบกับพม่า แต่เมืองทั้งสองไม่ได้ส่งก าลังมา เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงแต่งเจ้านครฯให้เป็นพระเจ้านครศรีธรรมราช นั้น มีพระราชโองการให้พระเจ้านครศรีธรรมราชลองใจเจ้าเมืองปัตตานีและไทรบุรีด้วยการน าตราโกษาธิ บดีบัวแก้วออกไปขอยืมเงินเมืองละ 1,000 ชั่ง "เมืองไทร เมืองตานี เปนข้าขัณฑสิมาพระนครศรีอยุทธยา มิ ได้มาช่วยการสงคราม เสนาพฤฒามาตย์มุขลูกขุนปฤกษาให้มีตราโกษาธิบดีออกไปลองใจยืมเงินเมืองละ พันชั่งเพื่อจะดูน ้าใจเมืองไทร เมืองตานี แลตราโกษาธิบดีนั้นก็ได้ส่งออกมาด้วยแล้ว ควรให้พระเจ้า นครศรีธรรมราชเสนาธิบดีคิดอ่านอุบายถ่ายเทว่ากล่าว" ปีต่อมาพ.ศ. 2320 พระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) มีใบบอกขอพระราชทานแต่งทัพไปปราบหัวเมืองมลายูที่แข็งเมืองอยู่ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงไม่เห็นด้วย ตรัสว่าการศึกพม่ายังติดพัน ให้ศึกพม่าเรียบร้อยแล้วก่อนจึงจะยกทัพไปตีหัวเมืองมลายู การยึดเมืองพิษณุโลก ในเดือนหก (พฤษภาคม) พ.ศ. 2313 เจ้าพระฝางได้ส่งทัพหัวเมืองเหนือลงมาโจมตีแย่งชิงข้าวปลาอาหาร เผาบ้านเรือนราษฎรลมาจนถึงเมืองอุทัยธานีและเมืองชัยนาท สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีพระราชโองการ ให้แต่งทัพไปปราบชุมนุมเจ้าพระฝาง จ านวนรวม 10,000 คน ดังนี้; • เจ้าพระยาพิชัยราชา ยกทัพ 5,000 คน ยกไปทางฟากตะวันตกของแม่น ้าน่าน • พระยายมราช (บุญมา) ยกทัพ 5,000 คน ยกไปทางฟากตะวันออกของแม่น ้าน่าน สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดฯให้เจ้าพระยาพิชัยราชา และพระยายมราช (บุญมา) ยกทัพหน้าจ านวน 10,000 ล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงน าทัพหลวงจ านวน 12,000 คน เสด็จออกจาง กรุงธนบุรีทางชลมารค ในวันเสาร์ แรม 14 ค ่า เดือน 8 (21 กรกฎาคม พ.ศ. 2313) ในเวลานั้นราคาข้าวแพง ถึงเกวียนละสามชั่ง บังเอิญมีเรือก าปั่นค้าข้าวสารมาจากทิศใต้ โปรดฯให้ซื้อเกณฑ์ข้าวเข้ากองทัพแล้วจึง แจกจ่ายแก่สมณชีพราหมณ์รวมทั้งยาจกวณิพก รวมทั้งให้แก่ครอบครัวของข้าราชการ ในเวลานั้นแขกเมือง ยักกะตรา (จาการ์ตา - น าปืนคาบศิลาของฮอลันดามาถวาย) และแขกเมือตรังกานูน าปืนคาบศิลาจ านวน ทั้งสิ้น 2,200 กระบอกเข้ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพไปถึงเมืองนครสวรรค์ และถึงปากพิงวันแรม 2 ค ่า เดือน 9 (8 สิงหาคม พ.ศ. 2313) ฝ่ ายเจ้าพระฝางส่งหลวงโกษา (ยัง) แม่ทัพที่เคยสามารถเอาชนะสมเด็จพระเจ้าตาก สินที่เกยไชย มาตั้งรับทัพธนบุรีอยู่ที่เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงยกทัพเข้าตีเมืองพิษณุโลกใน
49 วันนั้นเวลายามหนึ่งเศษ น าไปสู่การรบที่เมืองพิษณุโลก สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสามารถยึดเมือง พิษณุโลกได้ส าเร็จ ฝ่ ายหลวงโกษา (ยัง) ถอยไปยังต าบลโทก จากนั้นหลวงโกษายังจึงหลบหนีไป สมเด็จ พระเจ้าตากสินเสด็จเข้าเมืองพิษณุโลกในอีกสองวันต่อมา แรม 4 ค ่า (10 สิงหาคม) เสด็จนมัสการพระพุทธ ชินสีห์และพระพุทธชินราช ประทับอยู่ในเมืองพิษณุโลกเป็นเวลาเก้าวันจนกระทั่งทัพของเจ้าพระยาพิชัย ราชาและพระยายมราช (บุญมา) มาถึง มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาพิชัยราชาและพระยายมราชเร่งยกทัพขึ้นไปตีเมืองฝางสวางคบุรี ตรัสว่าเวลานั้นน ้าน้อยตลิ่งอยู่สูง ข้าศึกอาจยิงลงมาใส่กองเรือได้ แต่อีกไม่นานน ้าจะสูงขึ้น เวลผ่านไปสาม วัน น ้าในแม่น ้าน่านสูงขึ้นเสมอตลิ่งดังพระราชด ารัส การยึดเมืองฝางสวางคบุรี ฝ่ ายเจ้าพระยาพิชัยราชาและพระยายมราชยกทัพถึงเมืองฝางสวางคบุรีแล้วตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ เมืองสวางคบุรีนั้นมีก าแพงเมืองเป็นเพียงแต่ถมเป็นเนินดินขึ้นเท่านั้น เจ้าพระฝางให้คนขึ้นเชิงเทินเตรียม ป้องกันเมือง ในเวลานั้นช้างพังเชือกหนึ่งในเมืองสวางคบุรีตกลูกเป็นช้างเผือก เจ้าพระฝางจึงเสี่ยงทายน า หญ้าเมืองเหนือและหญ้าเมืองใต้ให้ลูกช้างเผือกกิน ปรากฏว่าลูกช้างเผือกนั้นเลือกกินหญ้าเมืองใต้เจ้า พระฝางจึงมีความตกใจ คิดว่าลูกช้างเผือกนี้เกิดมาเป็นบุญแก่แม่ทัพจากทิศใต้ไม่ได้เป็นของตนเอง ฝ่ าย เมืองสวางคบุรีสู้รบอยู่ได้สามวัน เจ้าพระฝางจึงเดินทางหลบหนีออกจากเมืองสวางคบุรีไปทางเหนือ น าแม่ ช้างพังและลูกช้างเผือกไปด้วย ฝ่ ายทัพกรุงธนบุรีเจ้าพระยาพิชัยราชาและพระยายมราชจึงสามารถเข้ายึด เมืองฝางสวางคบุรีได้ในที่สุด เจ้าพระยาพิชัยราชาและพระยายมราชมีใบบอกลงมากราบทูลสมเด็จพระเจ้าตากสินว่าได้เมืองสวางคบุรี แล้วแต่นายเรือนเจ้าพระฝางหลบหนีไปได้ จึงมีพระราชโองการให้ติดตามตัวเจ้าพระฝาง (บริติชมิวเซียม: อ้ายเรือนผ์าง) พร้อมทั้งน าช้างเผือกกลับไปให้ได้ ในวันอาทิตย์แรม 7 ค ่า เดือน 9 (13 สิงหาคม พ.ศ. 2313) สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพหลวงออกจากเมืองพิษณุโลก ต่อมาในวันแรม 13 ค ่า หลวงคชชาติใน กองของพระยาอินทรวิชิตเมืองวิเศษไชยชาญ สามารถจับนางพระยาช้างเผือกมงคลเศวตคชสารศรีเมืองตัว ประเสริฐ (บริติชมิวเซียม: นางพญามงคลเสวตรคชสารศรีเมืองต่อประเสรีฐ) จากชายป่ าแม่น ้ามืด มาถวาย ได้ส าเร็จ สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพถึงแม่น ้ามืดวันพฤหัสบดี ขึ้น 10 ค ่า เดือน 10 (30 สิงหาคม) มี พระราชโองการให้เกลี้ยกล่อมกวาดต้อนราษฎรที่กระจัดกระจายหนีภัยสงครามให้กลับเข้ามาอยู่ตามเดิม และทรงให้ตั้งด่านทั้งชั้นในและชั้นนอกดักจับตัวเจ้าพระฝางให้จงได้ แล้วจึงเสด็จไปประทับที่พระต าหนัก ค่ายหาดสูง (ต าบลคุ้งตะเภา อ าเภอเมืองอุตรดิตถ์)
50 ช าระพระสงฆ์ฝ่ ายเหนือ วันจันทร์เดือน 11 ขึ้น 6 ค ่า (25 กันยายน พ.ศ. 2313) ได้ตัวแม่ทัพนายกองของพระฝางได้แก่ พระ ครูคิริมานนท์ อาจารย์จัน อาจารย์ทอง พระอาจารย์เกิด แต่ยังไม่ได้ตัวเจ้าพระฝางและพระครูเพชรรัตน์ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีพระราชโองการให้สึกพระภิกษุทั้งสี่รูปออกจากสมณเพศ และจองจ าทั้งสี่คนลง ไปช าระไต่สวนที่กรุงธนบุรี ในวันเดียวกันนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินโปรดฯให้นิมนต์พระสงฆ์ฝ่ ายหัวเมืองเหนือ มาประชุม พร้อมกันหน้าพระที่นั่งที่ค่ายหาดสูง มีพระราชโองการว่า บรรดาพระภิกษุสงฆ์ฝ่ ายเหนือ ล้วนแต่เป็นพรรค พวกของนายเรือนเจ้าพระฝางทั้งสิ้น ประพฤติผิดศีลจับอาวุธท าสงครามดื่มสุราเสพสีกา จะละไว้ให้คงอยู่ ในสมณเพศต่อไปไม่ได้ อีกทั้งพระสงฆ์ที่ทรงศีลและไม่ทรงศีลก็อยู่ปะปนกันอยู่ไม่สามารถจ าแนกแยกได้ จึงทรงเห็นว่าให้พระภิกษุหัวเมืองเหนือทั้งปวงออกจากสมณเพศ • ถ้าภิกษุรูปใดยอมรับผิดออกจากสมณเพศแต่โดยดีจะพระราชทานให้เข้ารับราชการ • ถา้ภิกษุรูปใดไม่ยอมรบัทรงใหด้า นา ้พิสจูนส์กู้บันาฬิกาสามกลนั้ • หากชนะพิสูจน์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอธิการพระราชาคณะฝ่ายเหนือ • ถ้าแพ้พิสูจน์จะลงพระราชอาญาสักข้อมือไม่ให้บวชเป็นพระสงฆ์อีก • ถ้าเสมอนาฬิกาจะพระราชทานผา้ไตรจีวรใหบ้วชใหม่ • ถ้าแต่เดิมไม่ยอมรับ แต่จะให้ด าน ากลับคืนว่าว่ายอมรับผิด จะลงพระราชอาญาประหารชีวิตเสีย สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้ตั้งศาลกั้นม่านดาดเพดาน จัดพิธีพลีกรรมเทพยดาแล้ว ทรงตั้ง จิตอธิษฐาน หากพระภิกษุองค์ใดยังทรงศีลมิได้ขาด ขอให้พระบารมีโพธิญาณและอ านาจของเทวดาช่วย ปกปักษ์รกัษาพระสงฆร์ูปนนั้ไม่ใหแ้พแ้ก่นาฬิกา หากภิกษุรูปไดศ้ีลวิบตัิดว้ยจตปุาราชิก จงสงัหารใหแ้พแ้ก่ นาฬิกาเป็นประจกัษ์แก่ปวงชน ในการดา นา ้พิสจูนช์า ระพระสงฆฝ์่ายเหนือในครงั้นนั้มีพระภิกษุท่ีชนะแก่ นาฬิกาบา้ง แพแ้ก่นาฬิกาบา้ง ขนุนางขา้ราชการจึงตดัสินตามพระราชโองการ บรรดาผา้จีวรของพระสงฆท์่ี แพ้พิสูจน์นั้น ทรงให้น าไปเผาเพื่อน าสมุกไปทาพระธาตุสวางคบุรี แล้วสมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีพระราช โองการให้เย็บผ้าไตรจีวร 1,000 ผืนเพื่อบวชพระสงฆ์หัวเมืองเหนือใหม่ทั้งหมด สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะจากกรุงธนบุรี ให้มาเป็นพระราชาคณะฝ่ ายเหนือ ได้แก่ พระพิมลธรรมไปอยู่เมืองฝางสวางคบุรี พระธรรมโคดมไปอยู่เมืองพิชัย พระธรรมเจดีย์อยู่เมือง
51 พิษณุโลก พระพรหมมุนีไปอยู่เมืองสุโขทัย พระเทพกวีไปอยู่เมืองสวรรคโลก พระโพธิวงศ์ไปอยู่เมืองศรีพนม มาศทุ่งยั้ง ในวันขึ้น 3 ค ่า เดือน 12 (21 ตุลาคม พ.ศ. 2313) สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จพระราชด าเนินกลับถึง เมืองพิษณุโลก มีพระราชโองการให้สมโภชพระศรีรัตนธาตุเมืองพิษณุโลกเป็นวลาสามวัน แล้วจึงทรง แต่งตั้งปูนบ าเหน็จแม่ทัพที่มีความชอบในสงครามให้รั้งเมืองฝ่ายเหนือดังนี้; • เจ้าพระยาพิชัยราชา เป็น เจ้าพระยาสวรรคโลก เจ้าเมืองสวรรคโลก มีก าลังพล 7,000 คน • พระยายมราช (บุญมา) เป็น เจ้าพระยาสุรสีห์ เจ้าเมืองพิษณุโลก มีก าลังพล 15,000 คน • พระสีหราชเดโช (ทองดี-ดาบหัก) เป็น พระยาพิชัย เจ้าเมืองพิชัย มีก าลังพล 9,000 คน • พระท้ายน ้า (พระเชียงเงิน) เป็น พระยาสุโขทัย เจ้าเมืองสุโขทัย มีก าลัง 5,000 คน • พระยาสุรบดินทรฤๅชัย (บุญมี) เป็น พระยาก าแพงเพชร มีก าลัง 3,000 เศษ คน • เจ้าพระยาอนุรักษ์ภูธร เป็น เจ้าพระยานครสวรรค์ มีก าลังพล 3,000 เศษ คน โดยชุมนุมเจ้าพระฝาง เป็นชุมนุมอิสระสุดท้ายหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึก ปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝางได้นั้น นับเป็นการพระราชสงครามสุดท้ายที่ ท าให้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรง บรรลุพระราชภารกิจส าคัญ ในการรวบรวมพระราชอาณาเขตให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวดังเดิมหลังภาวะ จลาจลเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ในปี พ.ศ. 2310 และท าให้สิ้นสุดสภาพจลาจลการแยกชุมนุมอิสระ ภายหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง และนับเป็นการสถาปนากรุงธนบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ เมื่อ ส าเร็จศึกปราบชุมนุมก๊กเจ้าพระฝาง ในปี พ.ศ. 2313 เจ้าพระฝางหลบหนีไปฝ่ ายกรุงธนบุรีไม่สามารถตามจับกุมตัวได้ เจ้าพระฝางจึงสูญหายไปจาก ประวัติศาสตร์ในที่สุด กรมพระยาด ารงราชานุภาพทรงมีพระวินิจฉัยว่า เจ้าพระฝางอาจหลบหนีขึ้นไปทาง เหนือพึ่งพิงโป่ มะยุง่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ เป็นเหตุให้โป่ มะยุง่วนส่งทัพลงมาโจมตีเมืองสวรรคโลกในปีต่อมา พ.ศ. 2314 ฝ่ ายพรรคพวกของเจ้าพระฝางยังคงถูกจองจ าอยู่ในธนบุรี จนกระทั่งพ.ศ. 2319 ก่อนเสด็จยก ทัพไปเมืองพิษณุโลกในสงครามอะแซหวุ่นกี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้น าอดีตพรรคพวก ของเจ้าพระฝางไปส าเร็จโทษประหารชีวิตทั้งหมด สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงปราบชุมนุมเจ้าพระฝางเมืองสวางคบุรีลงได้ส าเร็จในพ.ศ. 2313 ใน เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2314 โป่ มะยุง่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพลงมาตีและล้อมเมืองสวรรคโลก เจ้าพระยาสวรรคโลกบอกลงมาธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้หัวเมืองเหนือ
52 ประกอบด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา) เมืองพิษณุโลก พระยาพิชัย (ทองดี) พระยาสุโขทัย (พระเชียงเงิน) ยกไปตีกระหนาบหลังทัพพม่าของโป่ มะยุง่วนที่สวรรคโลกได้ส าเร็จ โป่ มะยุง่วนแตกพ่ายกลับคืนไปเมือง เชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชด าริที่จะตีเมืองเชียงใหม่ จึงเสด็จเรือพระที่นั่งยกทัพเสด็จพระราช ด าเนินทางชลมารคขี้นไปตีเมืองเชียงใหม่ในเดือนมีนาคมพ.ศ. 2314 ไปประทับที่เมืองพิชัย พระยาแพร่มัง ไชยเจา้เมืองแพร่มาขอสวามิภกัดิ์ทรงแต่งตัง้พระยาแพร่มงัไชยเป็นพระยาศรีสุริยวงศม์าเขา้ร่วมทพัดว้ย สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงรวบรวมก าลังพลที่เมืองพิชัยได้ 15,000 คน มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี (หมุด) และพระยามหาราชครูฯอยู่รักษาเรือพระที่นั่งและเรือทั้งปวงที่เมืองพิชัย ให้เจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพ หัวเมืองเหนือไปเป็นทัพหน้าก่อน จากนั้นเสด็จยกทัพทางบกไปเมืองเชียงใหม่ ยกไปทางเมืองสวรรคโลก เมืองเถิน และเมืองลี้ จนเสด็จกยกทัพถึงเมืองล าพูน โป่ มะยุง่วนตั้งค่ายรับทัพไทยอยู่ที่นอกเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาสุรสีห์ยกเข้าตีค่ายของโป่ มะยุง่วน แตกพ่ายถอยเข้าเมืองไป ฝ่ายพม่าสละก าแพงดินเมืองเชียงใหม่ชั้นนอก เข้าไปขึ้นเชิงเทินรักษาก าแพงเมือง เชียงใหม่ชั้นใน ฝ่ ายธนบุรีเข้าไปตั้งที่ก าแพงเมืองชั้นนอกล้อมเมืองเชียงใหม่ไว้ ในเวลากลางคืนมีพระราช โองการให้แม่ทัพนายกองทั้งหลายยกก าลังเข้าโจมตีก าแพงเมืองเชียงใหม่ ต านานพื้นเมืองเชียงใหม่ระบุว่า ฝ่ายธนบุรีมี"พระโกษาปาน" เป็นทัพหน้า น าก าลัง 7,000 คน เข้าประชิดประตูไลแกง (ประตูหล่ายแกง หรือ ประตูระแกง) ในวันเดือนห้าขึ้นสามค ่า (18 มีนาคม พ.ศ. 2314) ฝ่ายพม่ายิงปืนตอบโต้อย่างสามารถท าให้ ฝ่ ายไทยถอยออกมา หลังจากสู้รบกันเก้าวัน สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีพระด าริว่าเมืองเชียงใหม่มีป้อม ปราการที่มั่นคง ดังค าปรัมปราที่กล่าวกันมาแต่สมัยอยุธยาว่า กษัตริย์พระองค์ใดยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งแรกจะไม่ส าเร็จต้องยกมาตีครั้งที่สองจึงจะส าเร็จ การรบครั้งนี้ฝ่ ายพม่ามีก าลังเข้มแข็งเกินกว่าจะ เอาชนะได้ หลังจากประทับที่เมืองเชียงใหมได้เก้าวัน จึงมีพระราชโองการให้ถอยทัพกลับ ในวันขึ้นสิบเอ็ด ค ่าเดือนห้า (26 มีนาคม พ.ศ. 2314) ฝ่ ายโป่ มะยุง่วนเมื่อเห็นว่าฝ่ ายไทยถอยทัพกลับแล้ว จึงให้ทัพพม่ายกติดตามหลังมา ระดมยิงปืน ใส่กองทัพหัวเมืองเหนือทัพหลัง จนแตกพ่ายถอยลงมาถึงทัพหลวง สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงหยุดทัพถอด พระแสงดาบ ทรงพระแสงดาบขับไล่ข้าศึกด้วยพระองค์เอง ไล่ต้อนพลทั้งหลายให้กลับขึ้นสู้กับพม่าใหม่อีก ครั้ง เข้าสู้รบถึงขั้นตะลุมบอน ฝ่ายพม่าพ่ายแพ้ถอยกลับไปเชียงใหม่ ในพ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชด าริที่จะยกทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง ด้วยเหตุว่าฝ่ าย พม่าในล้านนายกทัพลงมาโจมตีหัวเมืองเหนือเช่นสวรรคโลก พิชัย บ่อยครั้ง และมีข่าวว่าฝ่ายพม่าที่ล้านนา จะยกลงมาโจมตีในอีกไม่ช้า มีพระราชโองการให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองเหนือสิบเมือง จ านวน 20,000 คน ไป
53 ชุมนุมไว้ที่เมืองตาก และเกณฑ์ทัพจากกรุงธนบุรีเป็นจ านวน 15,000 คน สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จกรีฑา ทัพออกจากพระนครธนบุรี พร้อมทั้งช้างม้าสรรพาวุธต่าง ๆ ในวันอังคารแรมสิบเอ็ดค ่าเดือนสิบสอง (29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2317) เสด็จยกพยุหยาตราทัพเรือทางชลมารค ขึ้นไปถึงเมืองก าแพงเพชร แล้วเสด็จไป ประทับที่บ้านระแหงแขวงเมืองตาก มีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) ยกทัพหน้าจากกรุง ธนบุรีขึ้นไปเมืองเถิน ในเวลานั้น โป่มะยุง่วนเจ้าเมืองเชียงใหม่ ถวายรายงานเข้าไปที่กรุงอังวะว่าพระยาจ่าบ้านและพระ ยากาวิละเป็นกบฏ ทางกรุงอังวะจึงมีท้องตราเรียกตัวพระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละไปเมืองอังวะ แต่เน เมียวสีหบดีได้ปกป้องพระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละตั้งทัพอยู่ที่ประตูท่าแพ ไม่ยอมให้โป่ มะยุง่วนจับตัว พระยาจ่าบ้านและพระยากาวิละไป พระยาจ่าบ้านเมื่อเห็นว่าฝ่ ายธนบุรียกทัพขึ้นมาโจมตีเมืองเชียงใหม่ จึงมีความคิดท่ีจะยา้ยไปสวามิภกัดิ์ต่อสยามกรุงธนบุรีพระยาจ่าบา้นส่งสารลบัถึงพระยากาวิละท่ีลา ปาง ว่า ขอให้ร่วมมือกันปลดปล่อยตนเองจากอ านาจพม่าและไปเข้ากับฝ่ ายสยาม พระยากาวิละเห็นชอบด้วย พระยาจ่าบ้านจึงบอกแก่เนเมียวสีหบดีว่า ขอรับอาสาเป็นกองหน้ายกทัพลงไปขุดลอกแม่น ้าปิงซึ่งเต็มไป ด้วยหินเกาะแก่งและเศษดินโคลน เพื่อให้สะดวกแก่ทัพเรือพม่าในการยกลงมา เนเมียวสีหบดีจึงมีค าสั่งให้ พระยาจ่าบ้านยกกองก าลังประกอบด้วยชาวพม่าและไทใหญ่ 70 คน และชาวล้านนา 50 คน ลงมาตาม แม่น ้าปิงก่อนเพื่อท าความสะอาดแม่น ้า เมื่อพระยาจ่าบ้านเดินทางลงมาถึงเมืองฮอต พระยาจ่าบ้านได้ สงัหารชาวพม่าและไทใหญ่70 คน และเขา้สวามิภกัดิ์ต่อเจา้พระยาจกัรีท่ีเมืองเถิน เจา้พระยาจกัรีจึงส่งตวั พระยาจ่าบ้านลงไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าตากสินที่เมืองตาก ในขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินประทับอยู่เมืองตากนั้น ชาวมอญได้เริ่มอพยพลี้ภัยจากพม่าเข้ามา ทางด่านแม่ละเมา ขุนอินทคีรีนายด่านเมืองตากน าชาวมอญและสมิงสุหร่ายกลั่นหัวหน้าชาวมอญมาเข้า เฝ้า ฝ่ ายเมืองล าปาง พระยากาวิละและพี่น้องรวมกันเจ็ดคนคิดออกอุบายก าจัดพม่าออกไปจากเมือง ล าปาง พระยากาวิละให้พระยาค าโสมแสร้งยกทัพออกไปตั้งรับฝ่ ายไทย เหลือกองก าลังพม่ารักษาเมือง ล าปางอยู่จ านวนหนึ่ง พระยากาวิละยกกองก าลังเข้าสังหารทหารพม่าในเมืองล าปาง ทหาารพม่าจาก ล าปางหลบหนีไปฟ้องพระยาค าโสม พระยาค าโสมจึงว่าพระยากาวิละเป็นกบฏต่อพม่า เป็นความคิดของ พระยากาวิละคนเดียวพี่น้องคนอื่นไม่เกี่ยวข้อง บรรดาทหารพม่าไม่เชื่อน าความไปแจ้งแก่โป่ มะยุง่วนที่ เมืองเชียงใหม่ โป่ มะยุง่วนตระหนักว่าพระยากาวิละและพี่น้องเมืองล าปางเป็นกบฏต่อพม่า จึงจับกุม เจ้าชายแก้วบิดาของพระยากาวิละที่เชียงใหม่จ าคุกไว้ พระยาค าโสมจึงรีบมีหนังสือถึงโป่ มะยุง่วน กล่าวว่า พระยากาวิละเป็นกบฏคนเดียวคนอ่ื ่นไม่เกี่ยวขอ้ง โป่มะยงุ่วนตอบว่าจะยงัไม่ประหารเจา้ชายแกว้แต่จา คกุ ไว้รอสอบสวน
54 สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้พระยาก าแหงวิชิต คุมทัพ 2,000 คน คอยรับชาวมอญและรักษา ด่านแม่ละเมาไว้ที่เมืองตาก สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จทรงช้างต้นพังเทพลีลา เสด็จออกจากเมืองตาก ทางสถลมารคในวันศุกร์เดือนอ้ายแรมห้าค ่า (23 ธันวาคม พ.ศ. 2317) ไปเมืองล าปาง เจ้าพระยาจักรีแบ่ง ทัพจ านวน 5,000 คน ให้พระยาก าแพงเพชร (บุญมี) ยกทัพขึ้นไปทางเมืองลี้อีกทาง โดยมีพระยาจ่าบ้าน เป็นผู้น าทาง ปรากฏว่าพระยาจ่าบ้านและพระยาก าแพงเพชรพบกับทัพของฝ่ ายพม่าที่ท่าวังตาล น าไปสู่ การรบที่วังตาล พระยาก าแพงเพชรพ่ายแพ้แตกพ่ายลงมา เจ้าพระยาจักรียกทัพจากเมืองเถินขึ้นไปเมืองล าปาง พระยากาวิละส่งน้องชายคือพระยาดวงทิพย์ ออกมาต้อนรับเจ้าพระยาจักรี และพระยากาวิละเองออกไปรับเสด็จต้อนรับสมเด็จพระเจ้าตากสิน พระยา กาวิละน าทางทัพหลวงจากล าปางไปล าพูนทางดอยดินแดงและดอยขา ฝ่ ายพระยาก าแพงเพชรและพระ ยาจ่าบ้านยกทัพเข้าโจมตีพม่าที่วังตาลอีกครั้ง จนได้รับชัยชนะ พม่าถอยจากวังตาลกลับไปเชียงใหม่ ฝ่ ายพม่าตั้งค่ายขุดสนามเพลาะรับฝ่ ายไทยที่ริมแม่น ้าปิงเหนือเมืองล าพูน เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ และเจ้าพระยาสวรรคโลก ยกทัพเข้าสู้กับพม่าที่เมืองล าพูน น าไปสู่การรบที่ล าพูน เจ้าพระยาจักรียังติดพันค่ายพม่าไม่สามารถข้ามแม่น ้าปิงไปได้ เจ้าพระยาจักรีให้หมื่นศรีสหเทพลงมา กราบทูลที่ล าปางว่ายกข้ามแม่น ้าปิงไปไม่ได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชด าริ ว่าฝ่ ายพม่าอาจยก ติดตามชาวมอญเข้ามาทางด่านแม่ละเมาหรือด่านเจดีย์สามองค์ได้ทุกเมื่อ การศึกตีเมืองเชียงใหม่ไม่ควร รั้งรอเนิ่นช้า ควรรีบส าเร็จโดยเร็ว จึงพระราชทานปื่นใหญ่จ่ารงค์ให้หมื่นศรีสหเทพน าพระราชโองการไป ถ่ายทอดให้แก่เจ้าพระยาจักรี ให้ท านั่งร้านเอาปืนใหญ่จ่ารงค์ขึ้นยิงพม่าที่ล าพูน เจ้าพระยาจักรีถึงสามารถ เอาชนะพม่าได้ที่ล าพูน ให้พระยาธิเบศร์บดีลงมากราบทูลให้ทรงทราบ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระ โสมนัส พระราชทานพระแสงปืนสั้นให้เจ้าพระยาจักรีสองกระบอก ให้เจ้าพระยาสุรสีห์หนึ่งกระบอก ให้ เจ้าพระยาสวรรคโลกหนึ่งกระบอก จากนั้นแม่ทัพทั้งสามจึงยกทัพเข้าล้อมเมืองเชียงใหม่ หลังจากเอาชนะพม่าที่ล าพูนได้แล้ว เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสุรสีห์ และเจ้าพระยาสวรรคโลก ยกทัพเข้าประชิดล้อมเมืองเชียงใหม่ ตั้งค่าย 34 ค่าย ล้อมเมืองเชียงใหม่ชักปีกกาถึงกันตลอดสามด้าน สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพหลวงมาประทับที่ล าพูนในวันอังคารเดือนยี่ขึ้นสองค ่า (3 มกราคม พ.ศ. 2318) ชาวล้านนามากราบทูลว่า กองทัพพม่าจ านวน 2,000 คนเศษ จากเมืองเมาะตะมะ ยกติดตามชาว มอญเข้ามาทางบ้านนาเกาะดอกเหล็ก จึงมีพระราชโองการให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้ารามลักษณ์ ยกทัพ 1,800 คนเศษไปทางบ้านจอมทอง ไปตีพม่าที่บ้านนาเกาะดอกเหล็กนั้น เนเมียวสีหบดีและโป่ มะยุง่วนป้องกันเมืองเชียงใหม่ ยกเข้าโจมตีฝ่ ายไทยที่ล้อมไว้หลายครั้งแต่ไม่ ส าเร็จ ชาวล้านนาเมืองเชียงใหม่หลบหนีออกจากเมืองจ านวนมาก ฝ่ ายพม่ายิงปืนใหญ่ใส่ค่ายของ
55 เจ้าพระยาสวรรคโลกทางเหนือ เจ้าพระยาสวรรคโลกเดินทางมาเข้าเฝ้าที่ล าพูนน ากระสุนปืนใหญ่ทองค า สองลูกมาถวาย และเสมียนตราของเจ้าพระยาสวรรคโลกถวายรายงานว่าได้เกลี้ยกล่อมชาวล้านนาซึ่งลี้ภัย อยู่ในป่าเขา เป็นชาวเชียงใหม่และชาวลา พนูใหเ้ขา้มาสวามิภกัดิ์เป็นจา นวน 5,000 คนเศษ สมเด็จพระ เจ้าตากสินมีพระราชโองการให้พราหมณ์น าลูกกระสุนปืนทองค าทั้งสองลูกนั้น ไปท าพิธีฝังไว้ที่วัดพระ มหาธาตุเมืองล าพูน และทรงแต่งตั้งเสมียนตราคนนั้นของเจ้าพระยาสวรรคโลกให้เป็นพระยาอักษรวงศ์ ควบคุมชาวล้านนาชายฉกรรจ์ที่เกลี้ยกล่อมมาได้ไปเข้ากับทัพของเจ้าพระยาจักรี พระยาก าแหงวิชิตที่เมืองตากส่งพระราชฤทธานนท์มากราบทูลที่ล าพูนว่า นายสุวรรณเทวะกับทา มุมวยหัวหน้าชาวมอญ สู้รบกับพม่าหลบหนีเข้ามาทางบ้านนาเกาะดอกเหล็ก มีพระราชโองการให้พระเจ้า หลานเธอเจ้ารามลักษณ์ยกทัพกลับมา แล้วให้พระยาก าแหงวิชิตแบ่งก าลังจากเมืองตากยกไปรักษาที่บ้าน นาเกาะดอกเหล็กแทน ทางฝั่งเหนือของเมืองเชียงใหม่เจ้าพระยาสวรรคโลกมีความล่าช้าในการตั้งค่าย ตั้ง ค่ายไม่ตลอดถึงกัน เจ้าพระยาจักรีให้พระยาวิจิตรนาวีลงมากราบทูลว่า ถ้าเจ้าพระยาสวรรคโลกตั้งค่าย ทางเหนือเรียบร้อยเมื่อใดจะให้ยกทัพเข้าตีเมืองเชียงใหม่พร้อมกันทุกด้าน สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงห้าม ไว้ มีพระราชโองการไม่ให้เข้าตีเมืองเชียงใหม่พร้อมกันทุกด้าน ให้เข้าตีทีละด้าน เพราะหากฟากไหนเสียที ข้าศึกจะท าให้ฟากอื่นทั้งหมดพ่ายแพ้ไปด้วย มีพระราชโองการให้ขุดคูเป็นทางเข้าประชิดเมืองเชียงใหม่ ให้ คนเดินเลี่ยงทางปืนเข้าไป และวางปืนจุกช่องเตรียมทุกค่าย พระยาวิจิตรนาวีน าพระราชโองการมา ถ่ายทอดให้แก่เจ้าพระยาจักรี ในวันเสาร์ เดือนยี่ขึ้นสิบสามค ่า (14 มกราคม พ.ศ. 2318) สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จทรงช้างต้น พลายคเชนทร์บรรยงค์ เสด็จยกทัพหลวงจากล าพูน ไปทอดพระเนตรค่ายล้อมเมืองเชียงใหม่ เพื่อเร่งให้ตี เมืองเชียงใหม่ให้ได้โดยเร็ว ในวันเดียวกันนั้น เจ้าพระยาจักรียกทัพเข้าตีค่ายพม่าทางตะวันออกของเมือง เชียงใหม่แตกพ่ายไปหมดสิ้น เจ้าพระยาสุรสีห์เข้าตีค่ายพม่าสามค่ายที่ประตูท่าแพแตกพ่ายไป ต ารวจน าค วามากราบทูล สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระโสมนัส ยกพระหัตถ์ตบที่พระเพลาทั้งสองข้าง ตรัสว่า "จะว่า พี่ฤาน้องดีไฉนในครั้งนี้" ในคืนวันนั้น เนเมียวสีหบดีและโป่ มะยุง่วนสละเมืองเชียงใหม่ ยกทัพฝ่ าวงล้อมของฝ่ ายไหนหนีไป ทางประตูช้างเผือกทางทิศเหนือ ซึ่งเจ้าพระยาสวรรคโลกตั้งค่ายไม่ชิดกันตลอดเปิดช่องให้พม่าฝ่ าออกไป ได้ ฝ่ ายพม่ากรูแย่งกันออกทางประตูท่าแพเหยียบกันเสียชีวิตประมาณสองร้อยคนเศษ วันรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ ขึ้นสิบสี่ค ่า (15 มกราคม พ.ศ. 2318) สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จมาทอดพระเนตรค่ายล้อมเมืองเชียงใหม่ แม่ทัพนายกองท้าวพระยาทั้งหลายเข้าเฝ้าพร้อมกัน ตรัสถามว่าการที่พม่าปราชัยถอยทัพหนีไปครั้งนี้เป็น ผลงานของผู้ใด แม่ทัพขุนนางทั้งปวงตอบว่า เป็นเพราะพระราชกฤษดาเดชานุภาพ
56 ในวันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกพยุหยาตราเข้าเมืองเชียงใหม่ พระราชทาน ฉลองพระองค์เข้มขาบและผ้าส่านให้แก่เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นรางวัลเสมอกัน และปรึกษา โทษของเจ้าพระยาสวรรคโลกที่ตั้งค่ายไม่ตลอดถึงกันเป็นเหตุให้พม่าสามารถฝ่ าหนีออกไปได้ ให้ลงพระ ราชอาญาเฆี่ยนเจ้าพระยาสวรรคโลก 50 ทีแล้วกุมขังไว้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชโองการให้ เจ้าพระยาพิชัยราชายกทัพไปตีเมืองพะเยาของพม่าเพื่อชดใช้ความผิด แต่เจ้าพระยาพิชัยราชาปฏิเสธทูล ขอให้ลงพระราชอาญาตนแก่เองให้ถึงสิ้นชีวิต หลังจากที่ฝ่ ายไทยได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ได้ปืนใหญ่น้อย 2,110 กระบอก ม้า 200 ตัว ชาวมอญ 500 คน และชาวสยามเมืองสวรรคโลก 500 คน สมเด็จพระเจ้าตากสินพิโรธชาวเมืองสวรรคโลก ที่น าทาง ทัพพม่าให้มาเมืองเชียงใหม่ ให้ลงพระราชอาญาคลอกไฟเสียสิ้น แม่ทัพนายกองขอพระราชทานอภัยโทษ ให้เป็นตะพุ่นหญ้าช้างแทน สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนมัสการพระพุทธสิหิงค์ที่วัดพระสิงห์เมืองเชียงใหม่ และเสด็จทอดพระเนตร เรือนของโป่ มะยุง่วน วันรุ่งขึ้นวันพฤหัสบดี เดือนยี่แรมสามค ่า (19 มกราคม พ.ศ. 2317) สมเด็จพระเจ้า ตากสินประทับ ณ พระต าหนักริมน ้าเมืองเชียงใหม่ ทรงแต่งตั้งขุนนางเข้าปกครองหัวเมืองล้านนาดังนี้; • พระยาจ่าบ้าน (บุญมา) เป็นพระยาวิเชียรปราการ เจ้าเมืองเชียงใหม่ • พระยาวังพร้าว หรือ นายน้อยก้อนแก้ว หลานของพระยาจ่าบ้าน เป็นอุปราชเมืองเชียงใหม่ • นายนอ้ยโพธิ์เป็นราชวงศเ์มืองเชียงใหม่ • จักกายแคง เป็นพระยาอภัยวงศ์ เจ้าเมืองล าพูน • นายน้อยต่อมต้อ น้องชายของจักกายแคง เป็นอุปราชเมืองล าพูน • นายนอ้ยโพธิ์กอ้นทอง เป็น พระยาสรุวงศ์ สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี น าก าลัง 3,000 คน อยู่รักษาการเมือง เชียงใหม่ คอยระวังพม่าที่อาจยกทัพมารุกรานอีก จากนั้นจึงเสด็จจากเชียงใหม่ไปนมัสการพระธาตุล าปาง หลวง พระยากาวิละน าพี่น้องรวมกันเจ็ดคนเข้าเฝ้าฯ ทรงแต่งตั้งพระยากาวิละเป็นเจ้าเมืองล าปาง นาย น้อยธรรมน้องชายของพระยากาวิละเป็นอุปราชเมืองล าปาง ถือน ้าพิพัฒน์สัตยาที่วิหารหลวงวัดพระธาตุ ล าปางหลวง เจ้าพระยาสุรสีห์ ได้สู่ขอนางศรีรจจาผู้เป็นน้องสาวของพระยากาวิละ แล้วเจ้าพระยาสุรสีห์จึง เดินทางกลับพิษณุโลกทางเมืองสวรรคโลก
57 สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จจากล าปางไปทางเมืองตาก กลับคืนสู่พระนครธนบุรีในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2317 ในเวลานั้น อะแซหวุ่นกี้ส่งทัพเข้ารุกรานสยามทางด่านเจดีย์สามองค์ น าไปสู่ สงครามบางแก้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรีที่เชียงใหม่เร่งยกทัพลงมา ช่วยรบพม่าที่บางแก้วราชบุรี เกลีย้กล่อมเมืองน่าน ในระหว่างการล้อมเมืองเชียงใหม่นั้น เจ้าน้อยวิธูรแห่งเมืองน่านอยู่ภายในเมืองเชียงใหม่ เมื่อฝ่ าย ธนบรุีไดเ้มืองเชียงใหม่แลว้เจา้พระยาจกัรีไดเ้กลีย้กล่อมเมืองน่าน ใหเ้ขา้สวามิภกัดิต์่อสยาม ฝ่ายธนบุรีตั้ง ให้เจ้าน้อยวิธูรเป็นเจ้าเมืองน่านในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2318 เจ้าหนานมโนเจ้าเมืองน่านองค์เดิมจึงสละ ราชสมบัติให้เจ้าน้อยวิธูรมาเป็นเจ้าเมืองน่านแทนตามการแต่งตั้งจากธนบุรี เมื่อเจ้าพระยาจักรียกทัพลงไป ที่ศึกบางแก้วได้น าขุนนางเมืองน่านไปเข้าเฝ้าฯด้วย อีกสองเดือนต่อมา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2318 ฝ่ าย พม่าที่เมืองเชียงแสนเมื่อทราบว่าเมืองน่านหันไปขึ้นกับธนบุรีแล้ว จึงยกทัพลงมาโจมตีเมืองน่านผ่านทาง ปากงาว เจ้าน้อยวิธูรพาชาวเมืองน่านอพยพหนีพม่าลงมาอยู่ที่ท่าปลา แล้วยกทัพขึ้นไปรบพม่าสามารถขับ ไล่พม่ากลับไปได้ เจ้าน้อยวิธูร พร้อมทั้งบิดาคือเจ้าอริยวงษ์ น าชาวเมืองน่านไปลี้ภัยพม่าอยู่ที่บ้านนาพัง แล้วเจ้าน้อยวิธูรจึงเดินทางไปยังเมืองล าปางเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระยากาวิละ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2319 ในขณะที่เจ้าน้อยวิธูรก าลังอยู่ที่เมืองล าปาง เจ้าอริยวงษ์ตัดสินใจ น าชาวเมืองน่านทั้งหมดอพยพไปพึ่งพระเจ้าศิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ เจ้าอริยวงษ์และชาวเมืองน่าน ทั้งหมดจึงอาศัยอยู่ที่เวียงจันทน์ ในพ.ศ. 2320 เจ้าน้อยวิธูรเดินทางจากล าปางมาก่อตั้งเมืองน่านขึ้นใหม่ที่ เมืองอวน พระยากาวิละกล่าวว่าเจ้าน้อยวิธูรเป็นกบฏต่อธนบุรีเรียกตัวให้เจ้าน้อยวิธูรมาพบที่เมืองงั่ว เมื่อ เจ้าน้อยวิธูรมาพบกับพระยากาวิละที่เมืองงั่วแล้ว พระยากาวิละให้จับกุมเจ้าน้อยวิธูรพร้อมทั้งครอบครัวใส่ ขื่อคาลงไปยังกรุงธนบุรี เจ้าน้อยวิธูรถึงแก่พิราลัยที่กรุงธนบุรี เมืองน่านจึงกลายเป็นเมืองร้างนับแต่นั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินเมื่อทรงทราบว่าเจ้าพระวอถูกทัพเวียงจันทน์สังหารจึงทรงพระพิโรธ ว่าเจ้า พระวอได้ถวายเครื่องบรรณาการเป็นข้าขัณฑสีมาของกรุงธนบุรีแล้วพระเจ้าสิริบุญสารแห่งเวียงจันทน์ยัง ส่งทัพมาสังหารพระวอ จึงมีพระราชโองการให้จัดทัพเข้าโจมตีอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ในเดือนอ้าย (ธันวาคม) พ.ศ. 2320 โดยมีสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกฯและเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) น าทัพจ านวน 20,000 คนไปทางนครราชสีมา เมื่อถึงเมืองนครราชสีมาแล้ว สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกมีค าสั่งให้เจ้าพระยาสุรสีห์เดินทาง ไปยังกัมพูชา เพื่อไปเกณฑ์ทัพที่กัมพูชา ให้ได้จ านวน 10,000 คน จากนั้นยกทัพล่องไปตามแม่น ้าโขงผ่าน แก่งหลี่ผีเพ่ือเขา้โจมตีเมืองจา ปาศกัดิแ์ละเมืองเวียงจันทน์ต่อไปอีกทางหนึ่ง จากนั้นสมเด็จเจ้าพระยามหา
58 กษัตริย์ศึก พร้อมทั้งพระยานครราชสีมา (ขุนชนะ) ยกทัพสยามจากนครราชสีมา ไปทางเมืองภูเขียวและ หนองบัวล าภู เข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์ เจ้าพระยาสุรสีห์เดินทางไปยังกรุงกัมพูชาเมืองอุดงบันทายเพชร ถ่ายทอดค าสั่งให้แก่สมเด็จ พระรามราชาฯนักองค์โนนกษัตริย์กัมพูชาซึ่งฝักใฝ่ สยาม ให้เกณฑ์ทัพชาวเขมรให้ได้หมื่นหนึ่งแล้วยกไปตี เมืองเวียงจันทน์ พระรามราชานักองค์โนนจึงมีพระราชโองการให้เกณฑ์ไพร่พลเขมรจากเมืองก าปงสวาย เมืองศรีสุนทร เมืองไพรแวง และเมืองตะโบงคมุม จนได้จ านวนหนึ่งหมื่นคน แล้วมอบให้แก่เจ้าพระยาสุร สีห์เดินทางยกขึ้นไปตามแม่น ้าโขง อีกทั้งพระรามราชานักองค์โนนยังทรงสัญญาว่าจะเกณฑ์เสบียงข้าวส่ง ให้แก่เจ้าพระยาสุรสีห์ขึ้นไปอีก สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปพบกับทัพลาวที่หนองบัวล าภูน าไปสู่การรบที่ หนองบัวล าภู ฝ่ ายสยามได้รับชัยชนะ ท าให้พระยาสุโพแม่ทัพลาวจ าต้องถอยกลับไปตั้งมั่นที่เวียงจันทน์ ฝ่ายเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพจากเมืองอุดงไปตามแม่น ้าโขง ผ่านเมืองสมบุกเมืองสมบูรณ์ จนถึงน ้าตกแก่งห ลี่ผี เจ้าพระยาสุรสีห์มีค าสั่งให้เกณฑ์พลชาวเขมรและลาวขุดคลองอ้อมแก่งหลี่ผีเพื่อยกทัพเรือขึ้นไปเมือง ลาวต่อไป (พงษาวดารกัมพูชาระบุว่าทลายหินแก่งและยกเรือข้ามแก่งไป) เมือขุดคลองเสร็จแล้ว เจ้าพระยาสุรสีห์จึงยกทัพผ่านทางคลองขุดอ้อมแก่งลี่ผีไป ตีเมืองจา ปาศักดิ์นครพนม และหนองคาย เจา้พระยาสรุสีหย์กทพัเขมรเจา้โจมตีเมืองจา ปาศกัดิ์และเมืองโขงสีทนัดร เจา้องคห์ลวงไชยกุมาร กษัตริยจ์า ปาศกัดิ์เสด็จหลบหนีไปยงัเกาะไชย แต่ฝ่ ายสยามสามารถจับกุมเจ้าไชยกุมารได้ส่งลงมายังกรุง ธนบุรี จากนั้นเจ้าพระยาสุรสีห์จึงยกทัพไปตียึดเมืองนครพนม (เมืองนครพนมเดิมอยู่ฝั่งซ้ายแม่น ้าโขง ที่ เมืองท่าแขกในปัจจุบัน ต่อมาในรัชกาลที่ 1 จึงย้ายมาฝั่งขวาแม่น ้าโขง) พระบรมราชา (กู่แก้ว) เจ้าเมือง นครพนมหลบหนีออกจากเมืองและล้มป่ วยถึงแก่กรรม เจ้าพระยาสุรสีห์ยกต่อไปยึดเมืองหนองคายได้ ส าเร็จ ในเวลานั้น พระเจ้าสุริยวงศ์แห่งหลวงพระบาง ซึ่งมีความแค้นเคืองต่อพระเจ้าสิริบุญสารแห่ง เวียงจันทน์อยู่เดิม เมื่อทราบว่าฝ่ ายสยามยกทัพจ านวนมากขึ้นมีโจมตีเมืองเวียงจันทน์ พระเจ้าสุริยวงศ์จึง เขา้สวามิภกัดิต์่อสยามและมอบกองกา ลงัจา นวน 3,000 คน เขา้ช่วยสยามในการตีเมืองเวียงจนัทน์สมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงมีค าสั่งให้พระยาเพชรบูรณ์ (ปลี) เจ้าเมืองเพชรบูรณ์ เป็นผู้น าทัพลาวหลวง พระบางเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์ทางเหนืออีกทางหนึ่งเป็นทางที่สาม ตีเมืองพะโค เวียงคุก และพานพร้าว
59 ทัพฝ่ ายไทยเข้าโจมตีเมืองเมืองพะโค (หรือปะโค ต าบลปะโค อ าเภอเมืองหนองคาย) และเมือง เวียงคุก (ต าบลเวียงคุก) ซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้กับเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองหน้าด่าน ยังไม่สามารถเข้ายึด เมืองได้ เจ้าพระยาสุรสีห์จึงมีค าสั่งให้ตัดศีรษะชาวลาวเมืองหนองคายจ านวนมากใส่ลงเรือ แล้วให้หญิง ชาวลาวพายเรือไปหน้าเมืองพะโค ป่ าวประกาศร้องขายศีรษะชาวลาว ท าให้ชาวลาวเมืองพะโคมีความ หวาดกลัวและท้อถอย ทัพฝ่ายไทยจึงสามารถเข้ายึดเมืองพะโคและเมืองเวียงคุกได้ในที่สุด สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพเข้าโจมตีเมืองพานพร้าว (อ าเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัด หนองคาย) ซึ่งอยู่ต่อหน้าตรงข้ามเมืองเวียงจันทน์บริเวณลานช้างข้าม ชาวเมืองพานพร้าวออกสู้รบเป็น สามารถ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกสามารถยึดเมืองพานพร้าวได้ชาวลาวถูกสังหารจ านวนมาก แล้ว ทัพสยามจึงยกข้ามแม่น ้าโขงเข้าล้อมเมืองเมืองเวียงจันทน์ในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2320 เมื่อฝ่ ายสยามเข้าล้อมเมืองเวียงจันทน์แล้ว พระเจ้าสิริบุญสารมีพระราชโองการให้ท าการป้องกัน เมือง เกณฑ์ไพร่พลขึ้นรักษาเชิงเทนรอบเมือง พระเจ้าสิริบุญสารให้พระโอรสคือเจ้านันทเสนขี่ช้างพลายชื่อ ค าเพียงสูงหกศอกสามนิ้ว ยกทัพลาวเวียงจันทน์ออกมาสู้รับกับทัพไทย แต่ไม่สามารถขับทัพไทยออกไปได้ ทัพไทยได้รับชัยชนะชาวลาวล้มตายจ านวนมาก เจ้านันทเสนจึงถอยทัพกลับเข้าเวียงจันทน์ การล้อมเมืองเวียงจันทน์ด าเนินไปเป็นเวลาประมาณสี่เดือน จนกระทั่งเมื่อพระเจ้าสิริบุญสารเห็น ว่าเหลือก าลังที่จะต้านทานทัพสยามได้อีกต่อไป จึงเสด็จลงเรือพร้อมกับพระโอรสคือเจ้าอินทรและเจ้า พรหมพร้อมข้าหลวงคนสนิทโดยมิให้ใครล่วงรู้ พระเจ้าสิริบุญสารเสด็จหนีไปถึงเมืองค าเกิด ฝ่ ายเจ้านันท เสนเมื่อทราบว่าพระเจ้าสิริบุญสารบิดาของตนได้หลบหนีไปจากเวียงจันทน์แล้ว จึงยอมแพ้และเปิดประตู เมือง ฝ่ ายสยามน าโดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์จึงสามารถเข้ายึดเมืองเวียงจันทน์ได้ในที่สุด เมื่อวัน จันทร์ขึ้น 14 ค ่า เดือนสี่ (1 มีนาคม) พ.ศ. 2321 เมื่อได้เมืองเวียงจันทน์แล้ว ฝ่ ายสยามจึงกวาดต้อนชาวลาวเมืองเวียงจันทน์ทั้งหมด รวมทั้ง พระโอรสของพระเจ้าสิริบุญสารได้แก่ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ์เจ้าอนุวงศ์ พระธิดาคือนางแก้วยอดฟ้า กัลยาณีเชื้อพระวงศ์ลาวเวียงจันทน์ นางสนมพระก านัลท้าวเพี้ยขุนนางใหญ่น้อยและศัสตราวุธทั้งปวง ข้ามฝั่งแม่น ้าโขงมาที่เมืองพานพร้าว นอกจากนี้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อาราธนาพระพุทธ ปฏิมากรแก้วมรกตและพระบางจากเวียงจันทน์มาประดิษฐานไว้ที่พานพร้าวเป็นการชั่วคราว สร้างพระ อารามขึ้นใหม่ที่เมืองพานพร้าวไว้เป็นที่ประดิษฐาน แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงมีหนังสือบอก ลงมากราบทูลฯที่กรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงพระโสมนัสทรงมีท้องตราพระราชก าหนดให้เลิก กองทัพกลับธนบุรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกตั้งให้พระยาสุโพและขุนนางลาวบางส่วนอยู่รั้งรักษา เมืองเวียงจันทน์ แล้วจึงน าชาวลาวเวียงจันทน์เชื้อพระวงศ์และทรัพย์สินอาวุธกลับมายังกรุงธนบุรี
60 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางขึ้นราชรถ มาถึงเมืองสระบุรีใน เดือนยี่ (มกราคม) พ.ศ. 2323 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงนิมนต์พระสังฆราชและพระราชาคณะทั้งปวงให้ ขึ้นไปรับพระแก้วมรกตที่สระบุรี เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์พระโอรสเสด็จไปรับพระแก้วมรกตที่ท่าเจ้าสนุก เมื่อพระแก้วมรกตมาถึงบางธรณี (ต าบลท่าทราย อ าเภอเมืองนนทบุรี) สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงเสด็จพระ ราชด าเนินทางชลมารคพร้อมขบวนนาวาพยุหยาตราแห่ไปรับพระแก้วมรกต ทรงให้สร้างโรงประดิษฐาน พระแก้วมรกตและพระบางขึ้นริมอุโบสถวัดแจ้ง ตั้งเครื่องสักการะบูชาอย่างมโหฬารมีงานมหรสพถวาย พระพุทธรูปเป็นเวลาสามวัน วันอาทิตย์ แรมสิบเอ็ดค ่าเดือนสิบเอ็ด (3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2314) สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงเรือพระที่นั่ง ส าเภาพร้อมเรือแม่ทัพนายกองไทยจีนทั้งหลายประกอบด้วยเรือรบ 200 ล า เรือทะเล 200 ล า ก าลังพล 15,000 คน ยกพยุหยาตราจากธนบุรีไปยังปากน ้าสมุทรปราการ จากนั้นเสด็จยกทัพต่อไปยังจันทบุรี มีพระ ราชโองการให้พระยาพิพิธ (ตั้งเลี้ยง) ยกทัพล่วงหน้าไปโจมตีเมืองก าปงโสม ทัพเรือหลวงใช้เวลาห้าวันจึง เดินทางถึงปากน ้าเมืองบันทายมาศในวันพฤหัสบดีขึ้นแปดค ่าเดือนสิบสอง (14 พฤศจิกายน) สมเด็จพระ เจ้าตากสินเสด็จขึ้นไปบนตึกจีนแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองบันทายมาศ มีพระราชโองการให้ เจ้าพระยาจักรี (หมุด) และพระยาทิพโกษา ไปท าค่ายน ้าสองฟากไว้ส าหรับเรือรบปืนใหญ่ ขณะนั้นมีนาย มาชาวญวนเขา้สวามิภักดิ์นายมากราบทูลว่าพระยาราชาเศรษฐีก าลังคิดวางแผนที่จะหนี จึงมีพระราช โองการให้พระยาพิชัยไอศวรรย์ (หยางจิ้นจง) แต่งสาสน์ให้นายมาชาวญวนถือเข้าไปหาพระยาราชาเศรษฐี ใจความว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวยกกองทัพบกทัพเรือมานี้ พระราชประสงค์จะเศกพระองค์รามราชาให้ ครองกรุงกัมพูชาธิบดี แล้วจะเอาตัวเจ้าจุ้ยเจ้าเสสังแลข้าหลวงชาวกรุงซึ่งไปอยู่เมืองใดๆจงสิ้น ถ้าและพระ ยาราชาเศรษฐีมิได้ภักดีด้วยเห็นว่าต้านทานได้ก็ให้แต่งการป้องกันเมืองจงสรรพ ถ้าเห็นว่าจะสู้มิได้ ก็ยัง ทรงพระกรุณาโปรดอยู่ ให้ออกมากราบถวายบังคม เราจะช่วยท านุบ ารุง เถิงว่าแก่แล้วมามิได้ ก็ให้แต่งหุ เอียบุตรออกมาถวายบังคงจงฉับพลัน ถ้าช้าอยู่จะทรงพิโรธฆ่าเสียให้สิ้น ฝ่ ายพระยาราชาเศรษฐีหมักเทียนตื๊อได้รับสาสน์แล้ว ตอบว่าขอเวลาปรึกษาหารือขุนนางกันก่อน ถ้าได้ข้อตกลงแล้วจะกราบทูลอีกครั้ง หลักฐานเวียดนามระบุว่า เมืองบันทายมาศนั้นเป็นป้อมปราการมี ก าแพงเพียงท าจากไม้เท่านั้น ฝ่ายเมืองบันทายมาศสูญเสียก าลังพลไปมากจากการโจมตีเมืองจันทบุรีก่อน หน้านี้ เกณฑ์ก าลังพลมาป้องกันเมืองได้เพียง 1,000 คนเท่านั้น หมักเทียนตื๊อขอความช่วยเหลือจากเหงียน ฟุกถ่วน (Nguyễn Phúc Thuần, 阮福淳) เจ้าญวนใต้ตระกูลเหงียน แต่ฝ่ ายเวียดนามยังไม่ให้การ สนับสนุนแก่หมักเทียนตื๊อ เนื่องจากในครั้งก่อนเมื่อพ.ศ. 2310 หมักเทียนตื๊อเคยขอทัพญวนมา ทัพญวน
61 มารออยู่เป็นเวลานานแต่ทัพสยามไม่ได้ยกมา ฝ่ ายสยามน าปืนใหญ่ขึ้นไปบนเขายิงถล่มใส่เมืองบันทาย มาศ ส่วนในเมืองบันทายมาศนั้นคลังกระสุนดินด าเกิดระเบิดขึ้นสร้างความสับสนวุ่นวาย หมักเทียนตื๊อให้ บุตรชายคือหมักตื๊อซุง (Mạc Tử Dung, 鄚子溶) น าทัพเข้ารบกับสยามทางบก และหมักตื๊อถั๋ง (Mạc Tử Thảng, 鄚子淌) รบกับสยามทางเรือ ผ่านไปสามวันหมักเทียนตื๊อยังไม่ตอบสาสน์ของพระยาพิชัยไอศวรรย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึง ตรัสเรียกประชุมแม่ทัพ ตรัสถามว่าจะให้เข้าโจมตีหักเอาเมืองบันทายมาศในคืนนี้ได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ให้ว่าได้ ถ้าไม่ได้ก็ว่าไม่ได้ ถ้าว่าได้แต่บุกเข้าไปแล้วไม่ได้ถอยออกมาจะให้ประหารชีวิตเสีย ถ้าบุกเข้าไปยึดเมืองบัน ทายมาศได้จะทรงปูนบ าเหน็จ มีพระราชโองการให้ตั้งค่ายล้อมเมืองและเกณฑ์ก าลังพล 2,400 คน และอา ทมาท 111 คน เข้าสมทบกองอาจารย์ พระราชทานฤกษ์และอุบายให้เข้าโจมตีเมืองบันทายมาศในคืนนั้น ในเวลาสองยามคืนนั้น กองอาจารย์พร้อมไพร่พลและอาทมาทเข้าโจมตีเมืองบันทายมาศ สามารถปืน ก าแพงขึ้นไปได้ ฝ่ ายสยามจุดไฟเผาเมืองบันทายมาศเกิดแสงสว่างสู้รับกับฝ่ ายญวนในเมืองนั้น ฝ่ ายทัพ สยามที่ล้อมเมืองไม่สามารถยกเข้าไปช่วยได้ เนื่องจากฝ่ ายญวนยังรักษาเชิงเทินไว้อยู่ยิงปืนใหญ่ใส่ทัพ สยาม ฝ่ ายสยามยกก าลังเข้าโจมตีเมืองบันทายมาศทั้งทางน ้าทางบก เข้ายึดเมืองบันทายมาศได้ส าเร็จใน เช้าวันรุ่งขึ้นวันอาทิตย์ขึ้นสิบเอ็ดค ่าเดือนสิบสอง (17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2314) แม่ทัพฝ่ายญวนได้ช่วยเหลือ พระยาราชาเศรษฐีหมักเทียนตื๊อให้ลงเรือหลบหนีออกจากเมืองบันทายมาศไปได้ ไปอยู่ที่เมืองเจิวด๊ก (พงศาวดารกัมพูชาว่าไปที่ตึกเขมา) ส่วนบุตรชายสามคนของหมักเทียนตื๊อได้แก่ หมักตื๊อฮว่าง (Mạc Tử Hoàng, 鄚子潢) หมักตื๊อถั๋ง และหมักตื๊อซุง หลบหนีไปเกียนซาง อยู่ภายใต้ความคุ้มครองของเวียดนาม วันรุ่งขึ้นเสด็จไปประที่วังหรือจวนของพระยาราชาเศรษฐี ให้พลทหารทั้งปวงเที่ยวเก็บทรัพย์สินใน เมืองมาไดจ้า นวนมาก ตรสัถามพระญาณประสิทธิ์พระสธุรรมาจารย์และอาจารยจ์นัทร์แห่งกองอาจารย์ นั้นว่า เมื่อคุมทหารเข้าโจมตีเมืองบันทายมาศนั้นเข้าทางด้านใดของเมือง อาจารย์ทั้งสามตอบไม่ เหมือนกันและไม่ตรงกับความจริง จึงลงพระราชอาญาให้เฆี่ยนอาจารย์ทั้งสาม ทรงได้บุตรีของพระยาราชา เศรษฐีสองคนมีผู้น ามาถวายฯ ฝ่ายเจ้าจุ้ยซึ่งประทับอยู่ที่เมืองบันทายมาศลงเรือเสด็จหนีออกไปเช่นกันแต่ ถูกจับกุมกลับมาได้ มีพระราชโองการให้เฆี่ยนเจ้าจุ้ยหนึ่งยกแล้วจองจ าไว้ พระราชทานเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่ สามารถเข้าตีเมืองบันทายมาศได้ก่อน เป็นเงินถึงสามร้อยยี่สิบห้าชั่ง แล้วมีประกาศกฏห้ามมิให้ก าลังพล สยามท าร้ายราษฏรจีนญวน ให้ค้าขายดังแต่ก่อน ทรงแต่งตั้งพระยาพิพิธ (ตั้งเลี้ยง) ผู้ว่าราชการที่โกษา เป็นพระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองปากน ้าพุทไธมาศ นับจากนั้น พระยาพิพิธ (ตั้งเลี้ยง) จึงได้รับสมยานามว่า" พระยาราชาเศรษฐีจีน" ในขณะที่หมักเทียนตื๊ออดีตเจ้าเมืองบันทายมาศได้รับสมยานามว่า"พระยาราชา เศรษฐีญวน"
62 ฝ่ ายพระยายมราช (ทองด้วง) ยกทัพสามารถเข้ายึดเมืองพระตะบอง เมืองโพธิสัตว์ เมืองบริบูรณ์ และเข้าโจมตีเมืองอุดง เมื่อเสียเมืองบันทายมาศให้แก่สยามแล้ว หมักเทียนตื๊อจึงส่งคนไปแจ้งข่าวทูลแก่ สมเด็จพระนารายณ์ราชานักองค์ตนกษัตริย์กัมพูชา พระนารายณ์ราชาพร้อมทั้งพระราชวงศ์รวมทั้งเจ้าศรี สังข์จึงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง พร้อมกับข้าราชการข้าราชบริพารกัมพูชา เสด็จหนีไปยังตระโลงโขศบทอันเจียน ที่บาพนม บรรดาราษฏรชาวกัมพูชาจึงพากันแตกตื่น ลงเรือตามเสด็จหนีไปด้วย พระยายมราชจึงสามารถ เข้ายึดเมืองอุดงได้ส าเร็จ ราษฏรชาวกัมพูชาตั้งค่ายตัดไม้มาปักเป็นรั้วขึ้นที่คลองปากกระสาหรือคลองมัก กะสาที่บาพนมเพื่อป้องกันตนเอง โดยมีออกญายมราช (ทุย) เป็นผู้น า วันพุธเดือนสิบสองขึ้นสิบสี่ค ่า (20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2314) สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จยกทัพเรือก าลังพล 5,000 คน ออกจากเมืองบันทาย มาศไปตามคลองเพื่อตามหาพระยาราชาเศรษฐี ทรงให้ชาวจีนผู้หนึ่งทางไป ปราบฏว่าชาวจีนผู้นั้นน าทาง ผิด จึงทรงให้ประหารชีวิตชาวจีนคนนั้นเสีย จากนั้นให้เชลยชาวกัมพูชาน าทาง ปรากฏว่าเชลยชาวกัมพูชา นั้นกระโดดหนีลงน ้า ข้าหลวงจึงแทงชาวกัมพูชานั้นเสียชีวิต สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จมาถึงเกาะ พนมเปญเมื่อวันพุธเดือนสิบสองแรมหกค ่า (27 พฤศจิกายน) เจ้าพระยาจักรี (หมุด) น าความมากราบทูล ว่า เจ้ากัมพูชาหลบหนีไปอยู่ที่บาพนม จึงมีพระราชโองการให้เจ้าพระยาจักรี พระสีหราชเดโช และพระท้าย น ้า ยกทัพติดตามไป วันรุ่งขึ้นทัพหลวงจึงเสด็จตามไป เจ้าพระยาจักรีมีหนังสือมาบอกว่าญวนลูกหน่ายมา รับเจ้ากัมพูชาไปเมืองญวนแล้ว ทัพหลวงเสด็จไปถึงคลองมักกะสาพบกับค่ายของราษฏรชาวกัมพูชาซึ่งได้ ตั้งขึ้นไว้ป้องกันตนเอง ประกอบด้วยก าลังพลชาวกัมพูชา 1,000 คน ตั้งค่ายสองฟากคลองมีแพผูกกั้นไว้ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงให้เจ้าพระยาจักรีน ากองก าลังเข้าโจมตีค่ายกัมพูชา น าไปสู่การรบที่คลองมักกะ สา ในวันแรมแปดค ่าเดือนสิบสอง (29 พฤสจิกายน) ค่ายราษฏรกัมพูชานั้นแตกพ่ายฝ่ ายสยามจับได้เชลย ชาวกัมพูชาจ านวนมาก สมเด็จพระเจ้าตากสินเสด็จกลับมาที่พนมเปญ พระรามราชานักองค์โนนมาจากเมืองอุดงบันทาย เพชรมาเข้าเฝ้าที่พนมเปญ จึงพระราชทานเครื่องต้น ปืนใหญ่น้อย และครัวราษฏรชาวกัมพูชาที่กวาดต้อน มาได้นั้นให้แก่นักองค์โนน ครองเมืองอุดงเป็นใหญ่ในกัมพูชา โปรดฯให้พระยายมราช (ทองด้วง) และพระ ยาโกษานอกราชการ อยู่ช่วยราชการนักองค์โนนในกัมพูชาจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ จากนั้นมีพระราช โองการให้เจ้าพระยาจักรี (หมุด) ตั้งอยู่ที่บ้านจินจงคอยเกลี้ยกล่อมเมืองป่ าสัก (เมืองซ้อกจัง Sóc Trăng) ใหเ้ขา้สวามิภกัดิ์และสมเด็จพระเจา้ตากสินเสด็จกลบัถึงเมืองบนัทายมาศในวนัจนัทรเ์ดือนอา้ยขึน้สามค่า (9 ธันวาคม พ.ศ. 2314) มีพระราชโองการให้พระยาพิชัยไอศวรรย์ (หยางจิ้นจง) แต่งคนไปแจ้งข่าวที่พระ นครธนบุรีฝ่ ายหมักเทียนตื๊อ ซึ่งหลบหนีไปเมืองเจิวด๊ก ได้ขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพญวนชื่อต๊งเฟื๊ อก เหียป (Tống Phước Hiệp, 宋福洽) จากเมืองล็องโห่ เจ้าพระยาจักรี (หมุด) น าทัพเข้าโจมตีเมืองเจิวด๊ก
63 น าไปสู่การรบที่เมืองเจิวด๊ก ต๊งเฟื๊อกเหียปน าทัพเข้าป้องกันการรุกรานของสยามที่เมืองเจิวด๊กสามารถขับ ทัพสยามให้ถอยร่นไปได้เจ้าพระยาจักรีกราบทูลรายงานว่า รบกับญวนที่เมืองป่ าสักเสียหลวงรักษมณเฑีย รถกู ญวนสงัหารในท่ีรบกบัเสียเรือ 8 ลา พระยาอธิกวงศาเจา้เมืองป่าสกัชาวกมัพชูาเขา้สวามิภกัดิ์ต่อสยาม เอกสารเวียดนามระบุว่าทัพเรือฝ่ ายสยามไม่ช านาญเส้นทางแม่น ้า ฝ่ ายเวียดนามสามารถเอาชนะทัพเรือ สยามได้ สังหารพลสยามได้ 300 คน และยึดเรือสยามได้ 5 ล าและฝ่ายสยามทิ้งเรือหนีขึ้นบกไป สมเด็จพระเจ้าตากสินพระราชทานปืนใหญ่ 5 กระบอก และปืนคาบศิลา 100 กระบอก ไว้ให้แก่นัก องค์โนนไว้ป้องกันกัมพูชาจากญวน เจ้าพระยาจักรีมีหนังสือถึงนักองค์โนนว่าให้อย่าพึ่งเก็บส่วยภาษีจากรา ษฏรเนื่องจากยังอยู่ในภาวะสงคราม และเจ้าพระยาจักรี (หมุด) ได้กล่าวโทษแก่พระยาพิชัยไอศวรรย์ว่าตี เมืองบันทายมาศไม่ส าเร็จร้อนถึงทัพหลวงต้องเสด็จตีเมืองบันทายมาศด้วยพระองค์เอง สมเด็จพระเจ้า ตากสินจึงทรงคาดโทษพระยาพิชัยไอศวรรย์ให้ก่อก าแพงพระนครธนบุรีให้ส าเร็จในเวลาที่ก าหนดเพื่อเป็น การไถ่โทษ และพระราชทานข้าวเปลือก 70 เกวียนไว้ให้แก่พระยาราชาเศรษฐี (ตั้งเลี้ยง) เพื่อแบ่งให้แก่นัก องค์โนนในเวลาที่ขัดสน เจ้าพระยาศรีธรรมธิราชผู้รักษาพระนครธนบุรีส่งความมากราบทูลข่าวการศึกพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงเสด็จยกทัพออกจากเมืองบันทายมาศในวันอังคารแรมสามค ่าเดือนอ้าย (24 ธันวาคม พ.ศ. 2314) กลับไปยังพระนครธนบุรี โดยน าเชลยประกอบด้วยสมาชิกครอบครัวของหมักเทียน ตื๊อที่จับกุมได้ รวมทั้งเจ้าจุ้ยและพระยาจันทบุรี (เจ้าขรัวหลาน) อดีตเจ้าเมืองจันทบุรีที่จับตัวได้กลับไปด้วย เสด็จถึงธนบุรีในวันจันทร์เดือนยี่ขึ้นเก้าค ่า (13 มกราคม พ.ศ. 2315) โปรดฯพระราชทานญวนข้างในให้แก่ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยามหาสมบัติ และเจ้าพระยามหา มณเฑียร ให้โขลนน าไปพระราชทานถึงเรือน เอกสารเวียดนามระบุว่า ต่อมาเจ้าจุ้ยถูกส าเร็จโทษประหาร ชีวิต หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเข้ายึดและท าลายเมืองห่าเตียนลงแล้ว และเจ้าศรีสังข์และ เจ้าจุ้ยได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว ราชส านักจีนมีทัศนคติต่อสมเด็จพระเจ้าตากสินในทางที่ดีขึ้น เอกสารจีนเริ่มที่ จะเรียกขานพระนามว่า"เจิ้งเจา" สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งผู้แทนพระองค์เป็นพ่อค้าจีนน าราชสาสน์ไป ถึงเมืองกวางตุ้งในพ.ศ. 2317 และพ.ศ. 2318 เพื่อขอซื้อก ามะถันมาใช้ในการสงคราม ในพ.ศ. 2320 หลี่ ซื่อเหยา (李侍堯 พินอิน: Lǐ Shìyáo) ข้าหลวงประจ ามณฑลกวางตุ้งและกว่างสี กราบทูลพระจักรพรรดิ เฉียนหลงว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินในฐานะกษัตริย์แห่งสยามมีความสามารถและความทุ่มเทในการสู้รบ กับพม่าซึ่งเป็นศัตรูของจีน แสดงให้เห็นจากการส่งเชลยชาวพม่าให้แก่จีน ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2320 สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งผู้แทนสามคนไปพบกับหยางจิ่งสู้ (楊景素 พินอิน: Yáng Jǐngsù) ข้าหลวง ประจ ามณฑลกวางตุ้งและกว่างสีคนใหม่ แจ้งว่าทางธนบุรีต้องการขอการรับรองจากราชส านักจีน เป็นเหตุ ให้พระจักรพรรดิเฉียนหลงมีกระแสรับสั่งไปยังหยางจิ่งสู้ว่า ทรงอนุญาตให้ทางธนบุรีเข้ามาติดต่อและซื้อ
64 ก ามะถันเพิ่มเติมได้ ในครั้งนี้ราชส านักจีนได้เรียกขานสมเด็จพระเจ้าตากสินว่าเป็น"อ๋อง" ซึ่งเปรียบเสมือน เป็นการยอมรับจากราชส านักจีน จักรพรรดิเฉียงหลงมีพระราชด าริที่จะพระราชทานตราตั้งให้แก่สมเด็จ พระเจ้าตากสิน แต่ทว่าในปีต่อมาพ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้าตากสินมีพระราชสาสน์ประทับตราบัวแก้วบน อักษร"ปิ้น"ไปยังกรุงปักกิ่ง ขออนุญาตเลื่อนการส่งบรรณาการออกไป เนื่องจากการที่สยามได้รับความ เสียหายจากสงครามอะแซหวุ่นกี้ สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งคณะทูตอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบไปจิ้มก้องยังราชส านักปักกิ่งใน เดือนพฤษภาคมพ.ศ. 2324 ในครั้งนี้พระราชสาสน์ค าหับไม่มีตราโลโต เนื่องจากฝ่ ายธนบุรียังไม่ได้รับตรา โลโตมาจากราชส านักจีน ใช้ตราไอยราพตแทน ราชส านักจีนมอบตราตั้งหรือตราโลโตให้แก่สยามอย่างเป็น ทางการในพ.ศ. 2330 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อเดือน 5 ปีกุน พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยา เสียแก่พม่า ความคิดของผู้ที่มีก าลัง และอ านาจตามหัวเมืองได้เปลี่ยนแปลง พระยาจันทบุรี ก็นิ่งเฉยอยู่ ฝ่ายขุนรามหมื่นซ่องกรมการเก่าเมืองระยอง ซึ่งเคยปล้นค่ายพระยาตากสิน แล้วหนีไปนั้น ก็ไป ตั้งก าลังซ่องสุมอยู่ที่เมืองแกลง อันเป็นเมืองขึ้นของเมืองจันทบุรี คุมสมัครพรรคพวกมาปล้นแย่งชิงช้าง ม้า พาหนะของพระยาวชิรปราการ (สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช) ในหมู่นั้นด้วย พระยาวชิรปราการ จึงยก ก าลังไปก าราบ ขุนนามหมื่นซ่องสู้ไม่ได้ จึงหนีไปอยู่กับพระยาจันทบุรี พระยาวชิรปราการ เห็นว่า การจะท า ก าลังให้เป็นปึกแผ่นในพื้นที่ภาคตะวันออก จะต้องด าเนินการเป็นขั้นตอนในขณะนั้น เมืองชลบุรี มีนายทอง อยู่ นกเล็ก ที่ประพฤติตนเป็นมิจฉาชีพ คิดมิชอบต่อบ้านเมือง ตั้งตัวขึ้นเป็นใหญ่ พระยาวชิรปราการ จึงยก ก าลังมายังเมืองชลบุรี ตั้งก าลังอยู่ที่หนองมนต่อแดนเมืองบางละมุง แล้วยกก าลังต่อไปยังเมืองชลบุรี มา ตั้งค่ายพักไพร่พลอยู่บริเวณหน้าวัดหลวง (วัดใหญ่อินทาราม) ครั้งเมื่อยังมีต้นหว้าใหญ่อยู่ จนถึงสะพาน หัวค่าย (สะพานป้อมค่าย) จากนั้นบัญชาการเข้าปราบ นายทองอยู่ นกเล็ก ส่งคนไปเกลี้ยกล่อม นายทอง อยู่ นกเล็ก ให้เข้ามอบตัวสวามิภกัดิ์นายทองอยู่นกเล็ก เห็นจะสรู้บไม่ไหวจึงยอมเขา้มอบตวัมาสวามิภกัดิ์ จึงโปรดตั้งให้เป็นพระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร ครองเมืองชลบุรี แต่ต่อมาปรากฏว่าประพฤติมิชอบ ท าตัว เป็นโจรสลัดเข้าปล้นเรือส าเภา เมื่อเจ้าตากสินจึงเคลื่อนทัพเรือมุ่งไปยังปากน ้าเจ้าพระยาได้ทราบความ จึง หยุดประทับไต่สวนที่เมืองชลบุรี ได้ความว่าพระยาอนุราชผิดจริง จึงถูกประหารชีวิต 3.2 การค้ากับชาวต่างชาติในสมัยกรุงธนบุรี กรุงธนบุรีศรีมหาสมุท (๑) ชื่อเดิมว่า เมืองบางกอก เป็นเมืองที่เคยเป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่และ มีความเจริญ รุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ภายหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาล่มสลายเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนศรีมหาสมุทรแห่งนี้เป็นราชธานีแห่งใหม่ กรุงธนบุรีมี
65 อายุครบรอบ ๒๕๐ ปีแห่งการสถาปนาเป็นราชธานีของไทย เมื่อพ.ศ.๒๕๖๐ มีความส าคัญและเป็นความ ภาคภูมิใจของคนไทยไม่แพ้ราชธานีใด เพราะการก่อก าเนิดของราชธานีแห่งนี้เกิดขึ้นจากความเสียสละ และจิตใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวยิ่งของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผู้ทรงอุทิศทั้งแรงกายและแรงใจของ พระองค์ด้วยความวิริยะอุตสาหะ พระองค์ทรงตรากตร าทั้งพระวรกายและทรงทุ่มเทแรงใจเพื่อน าพาเหล่า บรรพชนผู้กล้าหาญเข้ากร าศึกกับข้าศึกศัตรูทั้งจากภายในและภายนอก เพื่อให้ได้มาซึ่งการด ารงอยู่ของ คนไทยจนน าไปสู่การตั้งราชธานีแห่งใหม่และกอบกู้เสถียรภาพของชาติไทยให้กลับคืนมาได้อีกครั้ง รูปที่3.4(ก) รูปภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ข) ภาพจิตกรรมฝาผนัง พระมหากรุณาธิคุณอันเป็นที่ประจักษ์ชัดของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็คือการสถาปนา ศูนย์กลางอ านาจของราชอาณาจักรไทยขึ้นสืบต่อจากกรุงศรีอยุธยาที่ถูกพม่าท าลายจนพินาศย่อยยับได้ ส าเร็จ และกลายเป็นหลักแหล่งมั่นคงที่เป็นรากฐานให้กรุงเทพมหานครได้เติบโตตามมาจนมีอายุสองร้อย กว่าปีในปัจจุบัน ความส าเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียเลือดเนื้ออันเกิดจากความรักชาติ และความเสียสละของพระยาตากอย่างแท้จริง ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันแต่เพียงว่าท่านคือผู้กอบกู้ เอกราช เพราะพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่นอกเหนือกว่านั้นคือพระราชปณิธานและ วีรกรรมอันมุ่งมั่นที่สร้างชาติบ้านเมืองให้กลับมาหยัดยืนสืบแทนอยุธยาให้ได้อีกครั้ง หากปราศจาก พระองค์ท่าน ประเทศไทยในวันนี้จะเป็นเช่นไรก็คงเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการได้ ภายหลังจากที่ทรงปราบดาภิเษก พระราชภารกิจส าคัญล าดับแรกของพระเจ้าตากสินมหาราชก็ คือการสร้างชาติบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น แต่การกอบกู้ชาติบ้านเมืองของพระองค์ในระยะแรกเริ่มเต็มไป ด้วยความยาก ล าบากแสนสาหัส ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวของประชาชนและสภาพ
66 บ้านเมืองที่ถูกข้าศึกท าลายจนย่อยยับจนเกิดสภาวะจลาจลไปทั่วทุกหนแห่งในขณะนั้น การที่จะท าให้ บ้านเมืองมีเสถียรภาพเพื่อให้ผู้คนเกิดความเชื่อมั่นที่จะกลับเข้ามาด าเนินชีวิตตามปกติอีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่อง ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่บ้านเมืองยังเต็มไปด้วยปัญหาภายในซับซ้อนหลายด้าน ประกอบกับ ภาวะศึกสงครามก็ยังไม่ได้สงบลงอย่างแท้จริง ยังคงมีทั้งศึกภายนอกและศึกภายในมาจากทุกภูมิภาค มี การตั้งตนเป็นใหญ่ของผู้น าชุมนุมต่างๆ ได้แก่ ชุมนุมเจ้าพระฝาง (เรือน) ชุมนุมเจ้าเมืองพิษณุโลก (เรือง) ชุมนุมเจ้าพิมาย (กรมหมื่นเทพพิพิธ) และชุมนุมเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช (หนู) ดังนั้นการจะสร้างชาติ บ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง ในล าดับแรกพระองค์จึงทรงต้องปราบปรามชุมนุมที่ต่างฝ่ ายก็พยายามจะ แก่งแย่งช่วงชิงอ านาจเพื่อตั้งตนขึ้นมาเป็นใหญ่เสียก่อน ซึ่งต้องใช้ทั้งสรรพก าลังและต้องสูญเสียเลือดเนื้อ มิใช่น้อย สิ่งที่สร้างความยากล าบากเพิ่มมากขึ้นก็คือเหตุแห่งทุพภิกขภัย หรือภัยแห่งการขาดแคลนอาหาร ภายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม เกิดข้าวยากหมากแพงและขาดแคลนอาหารอย่างหนัก เพราะราษฎรพากันทิ้งไร่ทิ้งนาในระหว่างศึกสงคราม ดังนั้นในยามที่ว่างเว้นจากการกร าศึกเพื่อกอบกู้เอก ราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ยังทรงต้องแก้ปัญหาปากท้องทั้งของราษฎรและกองทัพ พระองค์ทรง เริ่มชักจูงให้ราษฎรค่อยๆ อพยพกลับสู่กรุงธนบุรีเพื่อกลับมาเป็นก าลังส าคัญในการสร้างชาติ เหตุผลหนึ่งที่ ทรงเลือกเมืองธนบุรีนั้น เพราะแต่เดิมเมืองธนบุรีเป็นชุมชนที่มีความส าคัญทั้งทางด้านยุทธศาสตร์และ การค้า และเป็นชุมชนขนาดใหญ่มาตั้งแต่ก่อนสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นเมืองเกษตรกรรมและอาชีพหลัก ของประชาชนคือการท าสวนผลไม้ หมู่บ้านส่วนใหญ่ที่อยู่ริมน ้าปลูกเป็นกระท่อมไม้ไผ่เรือนยกสูงเพื่อ แก้ปัญหาน ้าท่วม โดยปลูกบ้านเป็นแนวยาวไปตามแนวทางน ้า ถัดเข้าไปตอนในจึงเป็นที่นาหรือป่ า ละเมาะ ลักษณะการท าสวนของเมืองธนบุรีซึ่งเป็นแบบยกท้องร่อง เป็นลักษณะการท าสวนแบบชาวจีนใน มณฑลกวางตุ้งและมณฑลกวางสี จึงมีความเป็นไปได้ว่าชาวจีนตอนใต้ได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามปาก แม่น ้าเจ้าพระยาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว ในเมืองธนบุรีมีการท าเกษตรกรรมที่ให้ผลผลิตดี สินค้าส าคัญของธนบุรีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เป็นประเภทผลไม้และหมาก(๒) แต่ในขณะนั้นการท าไร่ท านาก็ยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควรเพราะฝนฟ้าไม่ตก ต้องตามฤดูกาล สภาวะการขาดแคลนดังกล่าวนี้ปรากฏตรงกันอยู่ในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ เช่นที่ปรากฏข้อความในบันทึกของคณะบาทหลวงฝรั่งเศส ว่า“..เมื่อข้าพเจ้าได้ไปในเมืองไทยได้เห็นราษฎร พลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้น ยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดูเหมือนดินฟ้าอากาศจะ ช่วยกันท าโทษพวกเขา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้งก็มีตัวแมลงคอยกินรากต้นข้าว และรากทุกอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วไปทุกหนแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนก็ต้องมีอาวุธติดตัวไปด้วย เสมอ..”(๓)
67 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการใช้พระราชทรัพย์ส่วน พระองค์เพื่อรับซื้อข้าวสารจากเรือส าเภาของชาวต่างชาติในราคาสูงเพื่อน ามาแจกจ่ายแก่ราษฎร ชาวบ้าน ที่เคยหลบหนีออกไปอยู่ตามป่ าเขาจึงเริ่มอพยพกลับเข้ามาในกรุงธนบุรีเพิ่มมากขึ้น แม้แต่ชาวต่างชาติที่ได้ ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์ในช่วงนี้ก็ยังได้บันทึกไว้เช่นกันว่า “..ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ พระยาตากได้แสดง ให้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระองค์ ความขัดสนไม่ได้ท าให้อดอยากต่อไปอีกนานนัก เพราะพระองค์ ทรงเปิดพระคลังหลวงเพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ ชาวต่างชาติได้ขายผลิตผลซึ่งไม่มีในประเทศสยามให้โดย ต้องใช้เงินสดซื้อ ทรงใช้พระเมตตากรุณาของพระองค์เพื่อพิสูจน์ให้เห็นถึงความถูกต้องในการเข้ายึดครอง อ านาจ ทรงลบล้างเรื่องการกดขี่ ความปลอดภัยทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สินได้ฟื้นคืนกลับมา..”(๔) ส่วนในพระราชพงศาวดารก็ได้บันทึกไว้เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค ่า เดือน ๓ ว่า “ข้าวสารเป็น เกวียนละ ๒ ชั่ง อาณาประชาราษฎรขัดสน จึงทรงพระกรุณาให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยท า นาปรัง”(๕) แม้กระทั่งระดับเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์(๖) ซึ่งเป็นแม่ทัพก็ยังต้องมาคุมท านาพื้นที่ ฝั่งซ้ายขวา กินเนื้อที่กว้างให้เป็นทะเลตมเพื่อป้องกันข้าศึก และในเวลาต่อมาเมื่อบ้านเมืองได้กลับเข้าสู่ ภาวะปกติ กรุงธนบุรีจึงได้เริ่มมีการติดต่อค้าขายทั้งกับชาติตะวันออกและตะวันตก ทางตะวันออก พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้ส่งเรือส าเภาไปค้าขายถึงเมืองจีนตลอดจนอินเดียใต้ แต่กว่าที่จะเปิดการค้ากับ ราชส านักจีนได้นั้นพระเจ้าตากต้องส่งพระราชสาสน์ไปเมืองจีนถึง ๔ ครั้ง(๗) เพื่อให้จีนรับรับรองฐานะ ความเป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ของสยาม พระราชสาสน์ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินส่งไปถวายจักรพรรดิจีน รายการเครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปยังราชส านักจีน จักรพรรดิเฉียนหลง หลังจากตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ส่งพระราช สาสน์ไปเมืองจีนเพื่อถวายพระเจ้าเฉียนหลงจักรพรรดิจีนเพื่อให้รับรองฐานะกษัตริย์พระองค์ใหม่ โดยส่ง พระราชสาสน์ไปกับเรือสินค้าของพ่อค้าจีน ชื่อ หยังจิ้นจง เนื้อความในพระราชสาสน์อธิบายการขึ้น ครองราชย์ของพระองค์ พร้อมทั้งขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตซื้อเหล็กและปืนใหญ่มาท าสงคราม กับพม่า แต่ในปีเดียวกันหัวหน้าชุมนุมต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นอิสระก็ได้ส่งพระราชสาสน์ไปถวายพระเจ้าเฉียนห ลงเพื่อให้ทรงรับรองฐานะการเป็นกษัตริย์ของสยามด้วยเช่นกัน ครั้งนั้น พระเจ้าเฉียนหลงจึงได้ตอบปฏิเสธ การรับรองฐานะของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช รวมทั้งปฏิเสธการขอซื้อเหล็กและปืนใหญ่ด้วย(๘) การเจริญไมตรีทางการทูตกับจีนในอีก ๓ ครั้งต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๓๑๘ พ.ศ.๒๓๒๐ และพ.ศ.๒๓๒๑ ท าให้กรุงธนบุรีได้รับการตอบรับด้วยไมตรีจากจักรพรรดิจีนมากยิ่งขึ้น ในที่สุดสมเด็จพระจักรพรรดิจีนก็ ทรงพระราชทานสิทธิให้กรุงธนบุรีสามารถท าการค้ากับจีนได้เต็มที่เช่นเดียวกับสมัยอยุธยา โดยไม่ต้อง จ ากัดอยู่แค่เมืองกวางตุ้งเช่นในระยะแรกๆ(๙) สินค้าที่กรุงธนบุรีซื้อจากจีนนั้น ได้แก่ ก ามะถัน กระทะ เหล็ก แผ่นทองแดง เหล็ก เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกมากที่สุดของกรุงธนบุรีจะเป็นพวกของป่ า ได้แก่ ไม้ฝาง
68 ไม้แดง ไม้ด า รวมทั้งการค้าพริกไทยซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจส าคัญที่เกิดจากความช านาญด้านการเพาะปลูก ของชาวจีนอพยพซึ่งส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋ว และมีแหล่งเพาะปลูกส าคัญอยู่ตามเมืองท่าชายฝั่ งทะเล ตะวันออก รวมทั้งที่เมืองสงขลาซึ่งมีชาวจีนฮกเกี้ยนอยู่เป็นจ านวนมาก ส าหรับไม้ฝางนั้นนอกจากจะใช้ ส่งออกแล้ว ยังเป็นสินค้าที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นด้วย(๑๐) จะเห็นได้ว่าเวลาที่ประเทศจีนได้เปิด สัมพันธไมตรีการค้าอย่างเต็มที่กับกรุงธนบุรีเป็นยามที่บ้านเมืองเริ่มมีความมั่นคง แม้ในระยะแรกจีนจะ ปฏิเสธความสัมพันธ์กับกรุงธนบุรีมาโดยตลอด เพราะมองว่าพระองค์เป็นคนธรรมดาสามัญ แต่ท้ายที่สุด จีนก็ยอมรับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมากขึ้น สังเกตได้จากหลักฐานบันทึกที่มีการออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา” ในช่วงปลายรัชสมัย นอกจากนั้นเมื่อมีการส่งคณะทูตเพื่อถวายพระราชสาสน์อย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๔ ราชส านักจีนได้ออกพระนามพระองค์ว่า “เจิ้งเจา พระเจ้าแผ่นดินสยาม” อันเป็นการ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับของจีน แต่กว่าที่จะได้มีการส่งราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีอย่างเป็น ทางการนั้นก็เป็นปีสุดท้ายในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีพอดี(๑๑) และจากการที่มีการเปลี่ยนรัชกาล เสียก่อน ดังนั้นผลพลอยได้จึงตกอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์แทนในเวลาต่อมา(๑๒) ส าหรับกลุ่มชาวจีนที่เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของธนบุรีในขณะนั้น ก็คือชาวจีนที่ หลั่งไหลเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจ านวนมาก บ้างก็ท าการค้าขายจนได้เข้า รับราชการในต าแหน่งส าคัญและมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างยิ่ง อาทิ ชาวจีน กวางตุง้ช่ือ หยังจิน้จง รบัราชการจนไดบ้รรดาศักดิ์เป็นโกษาธิบดีซ่ึงทา หนา้ท่ีดูแลซือ้ขายสินคา้ชาวจีน แต้จิ๋วชื่อ จีนมั่วเส็ง ต่อมาโปรดฯให้เป็นหลวงอภัยพานิช หรือจีนเรือง ซึ่งต่อมาได้เป็นพระพิชัยวารี จีน ฮกเกี้ยนมีขุนนางคนส าคัญคือ เฮาเหยี่ยง หรือ วูหยาง เป็นพ่อค้าจีนฮกเกี้ยนที่เดินทางมายังสงขลาและ ปลูกยาสูบขายจนร ่ารวย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดให้เป็นเจ้าภาษีรังนกของสงขลา ต่อเมื่อมี ความดีความชอบทา อากรรงันกถวายเงินปีละ ๕๐ ช่งัจึงแต่งตงั้ใหม้ีบรรดาศกัดิ์เป็น หลวงอินทรคีรีสมบัติ (๑๓) เป็นต้น จนอาจกล่าวได้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ท าให้กรุงธนบุรีก้าวสู่ระบบการค้าจีนในเอเซียตะวันออกเฉียง ใต้ได้นั้นก็เพราะมีกลุ่มชาวจีนอพยพเป็นก าลังส าคัญ ด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตสินค้า ผู้จัดหา เป็นทั้งขุนนาง และลูกจ้างที่สร้างความเชื่อมโยงจนเกิดเป็นเครือข่ายการค้าในแต่ละเมืองขึ้น เครื่องราชบรรณาการที่ส่งไป ถวายพระเจ้ากรุงจีน ปัจจุบันอยู่ที่ไทเป นอกจากจะเปิดการค้ากับจีนแล้ว กรุงธนบุรีก็ยังได้ติดต่อการค้ากับชาวญวนและแขก เนื่องจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเรียนรู้ภาษาทั้งสามจนทรงสามารถพูดได้อย่างช านาญมาตั้งแต่เมื่อครั้ง ทรงเริ่มรับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา นอกจากนั้นก็ยังมีการท า การค้ากับญี่ปุ่ นและชาติอื่นๆด้วย แต่เป็นการค้าที่ไม่ได้สร้างรายได้ให้กรุงธนบุรีมากเท่าการค้ากับจีน และ การได้ท าการค้าที่ผ่านพ่อค้าจีนนั้นก็ยังส่งผลดีที่ท าให้การค้าเริ่มขยายตัวออกสู่วงกว้างมากขึ้นด้วย(๑๔)
69 ส าหรับความสัมพันธ์ที่มีกับชาติตะวันตกนั้น มีหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในเอกสารส าคัญของฝ่ าย ไทยและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของกรุงธนบุรี นั่นก็คือ เรื่องจดหมายเหตุของ พวกบาทหลวงฝรั่งเศส(๑๕) พวกเขาได้บันทึกเรื่องราวครั้งกรุงธนบุรีไว้ เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกที่เดินทางเข้ามา ในช่วงต้นรัชสมัย อย่างเช่นที่มองซิเออร์คอร์บันทึกไว้ว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้มาถึงบางกอก พระยาตากพระเจ้า แผ่นดินองค์ใหม่ ได้ทรงต้อนรับข้าพเจ้าอย่างดี และโปรดให้ข้าพเจ้าเลือกหาที่ดินตามใจชอบ ข้าพเจ้าได้ เลือกที่ไว้แห่ง ๑ เหนือหมู่บ้านพวกเข้ารีต..”(๑๖) แต่ในส่วนประเด็นส าคัญคงเป็นเรื่องชะตากรรมของชาว ยุโรป ที่ท าให้ได้รับรู้เรื่องราวของพวกคริสตังโปรตุเกสที่ต้องหนีตายจากการถูกควบคุมตัวของทหารพม่า ตลอดจนการบันทึกในช่วงหลังการเสียกรุงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการค้าขายทั้งกับชาวอังกฤษ โปรตุเกส และฮอลันดา หลักฐานเรื่องสินค้าส าคัญตามที่ปรากฏในบันทึก นอกจากจะเป็นการค้าข้าวซึ่งเป็นสินค้า บริโภคที่จ าเป็นยิ่งส าหรับการเสริมสร้างก าลังแก่กองทัพแล้ว ในภาวะที่บ้านเมืองยังอยู่ในช่วงมีศึกสงคราม ติดพันเช่นนั้น สินค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ก็จะมีความส าคัญและจ าเป็นไม่แพ้กัน ดังที่ปรากฏเรื่องของการ ติดต่อซื้อดินปืนและปืนนานาชนิด ที่เรือสินค้าต่างชาติตามหัวเมืองชายทะเลได้บรรทุกเข้ามาจ าหน่าย การ ที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้บันทึกถึงเรื่องการอาศัยเรือแขกมัวร์ไปยังบางกอก (พ.ศ.๒๓๑๓) แสดงให้เห็นว่ามี การน าเรือสินค้าเข้ามาค้าขายที่เมืองบางกอกแล้วตั้งแต่ตอน ต้นรัชสมัย นอกจากนั้น ยังมีข้อความที่บันทึก ไว้ในเวลาต่อมาว่า “ในปี พ.ศ.๒๓๒๒ แขกมัวร์จากเมืองสุราตในประเทศอินเดีย ได้น าสินค้าเข้ามาขายใน กรุงธนบุรี และฝ่ายไทยก็ได้ส่งส าเภาหลวงไปค้าขายถึงอินเดีย”(๑๗) การค้าที่ส าคัญอีกด้านหนึ่งนั้นก็คือการค้ากับฮาเตียน(๑๘) สินค้าที่น าเข้าจ านวนมากคือข้าว นอกจากนั้นก็ยังปรากฏหลักฐานการค้ากับบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา (V.O.C.) ว่า “ในปีพ.ศ. ๒๓๑๒ ออกญาพิพัทธโกศาได้ส่งจดหมายไปถึงข้าหลวงใหญ่ของบริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดาใน เมืองปัตตาเวีย เพื่อชักชวนให้กลับมาตั้งสถานีการค้าในกรุงธนบุรี และติดต่อขอซื้ออาวุธปืนจ านวน ๑,๐๐๐ กระบอก บริษัทอินเดีย ตะวันออกของฮอลันดาได้ตกลงขายปืนให้ ๕๐๐ กระบอก โดยแลกกับไม้ฝาง หากมี ไม้ฝางไม่พอก็สามารถจ่ายเป็นขี้ผึ้งได้”(๑๙) ถึงแม้บริษัทอินเดียตะวัน ออกของฮอลันดาจะไม่ได้กลับมาตั้ง สถานีการค้าในธนบุรี แต่ก็ยังมีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าอีกหลายครั้ง เช่นในพ.ศ.๒๓๑๗ ธนบุรี ได้ซื้อปืนอีก ๓,๐๐๐ กระบอก และการซื้อขายแต่ละครั้งก็ยังด าเนินการผ่านชาวจีนที่เดินเรืออยู่ระหว่าง สยามและปัตตาเวีย โดยส่วนมากเป็นการซื้ออาวุธ รองลงมาคือข้าวและม้า(๒๐) จากการได้ติดต่อการค้าระหว่างกรุงธนบุรีกับชาติตะวันตกในช่วงเวลาดังกล่าว ท าให้เราได้รู้จัก พ่อค้าชาวอังกฤษ ชื่อ ฟรานซิส ไลต์ (Francis Light) ตลอดจนได้รับรู้เรื่องราวที่เขาที่ได้เข้ามามีส่วน เกี่ยวข้องกับกรุงธนบุรีอีกด้วย เขาเป็นผู้ที่ท าให้กรุงธนบุรีได้ท าการซื้ออาวุธปืนกับชาติตะวันตกอีกครั้ง
70 และมีคุณงามความดีจนกระท่ังสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไดพ้ระราชทานบรรดาศักดิ์พระยาราช กปิตัน แก่เขาในภายหลัง(๒๑) ฟรานซิส ไลต์ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๒๘๘ ที่เมืองดัลลิงฮู (Dallinghoo) ซัฟฟอล์ก (Suffolk) ประเทศ อังกฤษ หลังส าเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการกับราชนาวีอังกฤษเป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่พ.ศ.๒๓๐๒ ถึงพ.ศ. ๒๓๐๖ ต าแหน่งสุดท้ายในการรับราชการคือนายเรือโท จากนั้นจึงได้ลาออกจากราชการมาเป็นนายเรือ พาณิชย์สังกัดบริษัทบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (British East India Company) มีส านักงานใหญ่ อยู่ที่เบงกอลซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และเดินเรือท าการค้าอยู่ระหว่างท่าเรือตามชายฝั่ ง อินเดียกับคาบสมุทรมลายู นายจอห์น ครอเฟิ ร์ด (John Crawfurd) ให้ข้อมูลไว้ว่า ฟรานซิส ไลต์ ได้สมรส กับสาวลูกครึ่งไทย-โปรตุเกสชาวเมืองถลาง ชื่อ มาร์ตินา โรเซล และตั้งรกรากอยู่ที่เมืองถลางมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๕ และต่อมาได้ย้ายศูนย์กลางการค้าไปอยู่ที่ปีนังหรือเกาะหมาก สินค้าส าคัญที่ค้าขายอยู่ในเวลา นั้นก็คือ ข้าว ซึ่งมีลักษณะการค้าขายที่ใช้ดีบุกในการช าระอัตราค่าซื้อขายแทนการใช้เงิน แต่สิ่งที่ท าให้ การค้าของฟรานซิส ไลต์กับสยามประสบความส าเร็จอย่างดียิ่งและกลายเป็นบุคคลส าคัญของภูมิภาคนี้ ก็คือการค้าอาวุธปืนนานาชนิด โดยเฉพาะปืนใหญ่ประเภทต่างๆ รวมทั้งการค้าดินปืนให้กับเมืองถลางและ เมืองชายทะเลอื่น ๆทางภาคใต้ของสยาม เพราะขณะนั้นสยามยังขาดแคลนทั้งอาวุธและยุทธปัจจัยใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพเพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันประเทศในระหว่างการศึกกับพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราชจึงทรงโปรดให้ฟรานซิส ไลต์เป็นธุระในการติดต่อขอซื้ออาวุธ ซึ่งปรากฏหลักฐานในบันทึกว่า กรมการเมืองถลางซื้อปืนคาบศิลา ๙๖๒ กระบอก ปืนชาติเจะระมัด ๙๐๐ กระบอก โดยมีกปิตันมังกูเป็นผู้ น าส่งมายังกรุงธนบุรี และเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับดีบุก(๒๒) ซึ่งเรื่องการค้าขายกับชาติตะวันตก ในช่วงดังกล่าวนี้ก็ปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ปีวอกอัฐศก (พ.ศ.๒๓๑๙) เป็นข้อความเพียง สั้น ๆว่า “เจ้ากรุงปัญยีจัดซื้อปืนถวายเข้ามา ๑๔๐๐ และสิ่งของเครื่อบรรณาการต่างๆ”(๒๓) เพื่อมอบเป็น บรรณาการแก่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช นอกจากนี้ก็มีเอกสารต่างประเทศฉบับอื่นๆ บันทึก เหตุการณ์เดียวกันนี้ไว้ และบางฉบับ(๒๔)ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กรุงธนบุรีได้สั่งซื้อปืนจากอังกฤษ โดยมี จดหมาย โต้ตอบระหว่างกัน และในการจัดซื้อครั้งหนึ่ง ฟรานซิส ไลต์ได้เขียนจดหมายไปถึงนายยอร์ช สแตรตตัน(๒๕) ฉบับลงวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๐ ข้อความตอนหนึ่งว่า พระเจ้าแผ่นดินสยามได้ สดับว่าพม่าก าลังให้ความสนใจฝรั่งเศสมาก ล าพังพม่าพวกเดียวแล้วพระองค์ไม่กลัว แต่ทรงวิตกว่าพม่า จะเข้ารวมกับพวกฝรั่งเศสซึ่งมีอยู่มากในหงสาวดีและอังวะ จึงทรงเห็นภัยที่จะมีมาถึงประเทศ(๒๖) ในเวลาต่อมาพระยาราชกปิตันได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าราชการเกาะปรินซ์ ออฟ เวลส์ (Governor of Prince of Wales) หรือเจ้าเมืองปีนังคนแรก แต่เขาก็ยังคงมีบทบาทพ่อค้าอาวุธกับราชอาณาจักรไทย อยู่อย่างต่อเนื่องนับจากสมัยกรุงธนบุรีเรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดังปรากฏอยู่ใน
71 เอกสารเมืองถลาง หรือจดหมายของพระยาถลางและคุณหญิงจันที่มีไปถึงฟรานซิส ไลต์ เจ้าเมืองปีนัง เอกสารประวัติศาสตร์ชิ้นส าคัญนี้เป็นจดหมายอักษรไทยจ านวนกว่า ๖๐ ฉบับซึ่งได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ มหาวิทยาลัยลอนดอน มีสาระส าคัญเกี่ยวกับเรื่องการติดต่อการค้าระหว่างพระยาราชกปิตันกับเมือง ถลางในระหว่าง พ.ศ.๒๓๒๘ ถึง ๒๓๓๓ เนื้อความส่วนใหญ่บอกเล่าถึงสถานการณ์ในช่วงวิกฤตของเมือง ถลาง เมืองตะกั่วป่ า และเมืองตะกั่วทุ่งภายหลังการศึกสงครามกับพม่า สภาพบ้านเมืองที่ได้รับความ เสียหาย ยุ้งฉางข้าวที่ถูกพม่าเผาท าลายเพื่อมิให้หลงเหลือเป็นเสบียงอาหาร จนท าให้ประชาชนต้องอด อยากขาดแคลนและการต้องใช้ดีบุกในการแลกเปลี่ยนกับสินค้าต่างๆ เป็นต้น แม้ยามนั้นบ้านเมืองจะตกอยู่ในภาวะศึกสงคราม แต่ต้องยอมรับว่าการขับเคลื่อนของกลุ่มชาว จีนที่อพยพเข้ามาคือกลไกส าคัญที่ช่วยผลักดันให้กรุงธนบุรีมีการค้าที่เจริญรุ่งเรือง ทั้งยังท าให้การติดต่อ ค้าขายสามารถเชื่อมโยงไปสู่อาณาจักรอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อีกด้วย การค้าในสมัย กรุงธนบุรีทั้งการค้าภายในและภายนอกนั้นมีแต่ชาวจีนที่เป็นคนด าเนินการ แม้แต่ชาวตะวันตกที่เดิน ทางเข้ามาในช่วงนั้นก็ยังได้บันทึกว่า การค้าส าคัญของที่นี่อยู่ในมือชาวจีนทั้งหมด และพระมหากษัตริย์เอง ก็พอใจจะให้เป็นเช่นนั้น(๒๗) 3.2.1 สังคมและวัฒนธรรมสมัยกรุงธนบุรี การเมืองการปกครองสมัยกรุงธนบุรี กรุงธนบุรี อาณาจักรธนบุรี เป็นอาณาจักรของคนไทยในช่วงเวลาสั้น ๆ ระหว่าง พ.ศ. 2310 –2325 มีพระมหากษัตริย์ ปกครองเพียงพระองค์เดียว คือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ภายหลังจากที่อาณาจักรอยุธยาล่มสลายไป พร้อมกับการปล้นกรุงศรีอยุธยาของกองทัพพม่า ทว่า ในเวลาต่อมา สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และทรงย้ายเมืองหลวงไปยังฝั่ งตะวันออกของแม่น ้าเจ้าพระยา คือ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน
72 รูปที่3.5 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี การปกครองในสมัยกรุงธนบุรียังคงมีรูปแบบเหมือนกับสมัยอยุธยาตอนปลาย พอสรุปได้ดังนี้ การปกครองส่วนกลาง หรือ การปกครองในราชธานีมีพระมหากษัตริย์เป็ นประมุขสูงสุด เปรียบเสมือนสมมุติเทพ มีเจ้าฟ้าอินทรพิทักษ์ด ารงด าแหน่งพระมหาอุปราช มีต าแหน่งอัครมหาเสนาบดี ฝ่ ายทหารหรือสมุหพระกลาโหม มียศเป็นเจ้าพระยามหาเสนา และอัครมหาเสนาบดีฝ่ ายพลเรือนหรือสมุ หนายก(มหาไทย) มียศเป็นเจ้าพระยาจักรี เป็นหัวหน้าบังคับบัญชาเสนาบดีจตุสดมภ์ 4 กรมได้แก่ • กรมเมือง (นครบาล) มีพระยายมราชเป็นผู้บังคับบัญชา ท าหน้าที่เกี่ยวกับการปกครอง ภายในเขตราชธานี การบ าบัดทุกข์บ ารุงสุขของราษฎรและการปราบโจรผู้ร้าย • กรมวัง (ธรรมาธิกรณ์) มีพระยาธรรมาเป็นผู้บังคับบัญชาท าหน้าที่เกี่ยวกับกิจการภายในราช ส านักและพิพากษาอรรถคดี • กรมพระคลัง (โกษาธิบดี) มีพระยาโกษาธดีเป็นผู้บังคับบัญชาท าหน้าที่เกี่ยวกับการรับจ่ายเงิน ของแผ่นดิน และติดต่อ ท าการค้ากับต่างประเทศ • กรมนา (เกษตราธิการ) มีพระยาพลเทพเป็นผู้บังคับบัญชาท าหน้าที่เกี่ยวกับเรือกสวนไร่นาและ เสบียงอาหารตลอดจน ดูแลที่นาหลวง เก็บภาษีค่านา เก็บข้าวขึ้นฉางหลวงและพิจารณาคดีความ เกี่ยวกับเรื่องโค กระบือ และที่นา การปกครองส่วนภูมิภาค หรือ การปกครองหัวเมือง การปกครอง ส่วนภูมิภาคแบ่งออกเป็น หัวเมืองชั้นใน หัวเมืองชั้นนอก หัวเมืองประเทศราช
73 หัวเมืองชั้นใน จัดเป็นเมืองระดับชั้นจัตวา มีขุนนางชั้นผู้น้อยเป็นผู้ดูแลเมือง ไม่มีเจ้าเมือง ผู้ปกครองเมือง เรียกว่า ผู้รั้ง หรือ จ่าเมือง อ านาจในการปกครองขึ้นอยู่กับเสนาบดีจัตุสดมภ์ หัวเมืองชั้นในสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ พระประแดง นนทบุรี สามโคก(ปทุมธานี) หัวเมืองชั้นนอก หรือเมืองพระยามหานคร เป็นเมืองที่อยู่นอกเขตราชธานีออกไป ก าหนดฐานะเป็น เมืองระดับชั้น เอก โท ตรี จัตวา ตามล าดับ หัวเมืองฝ่ ายเหนือขึ้นอยู่กับอัครมหาเสนาบดีฝ่ ายสมุหนายก ส่วนหัวเมืองฝ่ ายใต้และหัวเมืองชายทะเลภาคตะวันออก ขึ้นอยู่กับกรมท่า(กรมพระคลัง) ถ้าเป็นเมืองชั้น เอก พระมหากษัตริย์ จะส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ออกไปเป็นเจ้าเมือง ท าหน้าที่ดูแลต่างพระเนตรพระกรรณ หัวเมืองประเทศราช เป็นเมืองต่างชาติต่างภาษาที่อยู่ห่างไกลออกไปติดชายแดนประเทศอื่น มีกษัตริย์ ปกครอง แต่ต้องได้รับการแต่งตั้งจากกรุงธนบุรี ประเทศเหล่านั้น ประมุขของแต่ละประเทศจัดการปกครอง กันเอง แต่ต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองและเครื่องราชบรรณาการมาให้ตามที่ก าหนด หัวเมืองประเทศราช ใน สมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ เชียงใหม่ (ล้านนาไทย) ลาว (หลวงพระบาง,เวียงจันทน์, จา ปาศกัดิ์) กมัพชูุา (เขมร) และนครศรีธรรมราช 3.2.2 เศรษฐกิจสมัยกรุงธนบุรี การเสียกรุงครั้งที่ 2ก่อให้เกิดความเสียหายย่อยยับแก่เศรษฐกิจไทย นอกเหนือจากชาวไทยต้อง บาดเจ็บล้มตายในสงครามกับพม่าหลายหมื่นคนแล้ว ผู้รอดชีวิตจ านวนมากต้องอพยพหนีตายในสภาพอด อยากยากแค้น บางส่วนอพยพหนีเข้าป่ า บางส่วนซัดเซพเนจรหาที่พักพิงใหม่ เมื่ออดอยากหนักเข้าจึงใช้วิธี ปล้นสะดมฆ่าฟันกันเพื่อความอยู่รอด บ้างก็ล้มตายเพราะขาดอาหาร หรือไม่ก็ตายเพราะโรคระบาด พลเมืองบางส่วนก็หนีไปพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงธนบุรีหลังจากที่พระเจ้าตากสินได้ทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีแล้วได้ด าเนินวิธีการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจดังนี้ • ทรงสละพระราชทรัพย์ซื้อข้าวสารจากต่างชาติที่น ามาขาย แล้วน าไปแจกจ่ายให้กับราษฎรเพื่อ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า • ทรงเร่งรัดการท านา เพื่อให้มีข้าวบริโภคเพียงพอ โดยการสนับสนุนให้ข้าราชการท านาปรัง • ทรงส่งเสริมการค้าขายกับต่างประเทศ เพื่อน ารายได้มาใช้เกี่ยวกับการท าสงครามและ บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอาราม รายได้เกี่ยวกับการค้ากับต่างประเทศ ได้แก่ การเก็บภาษีเบิกร่องหรือ ค่าปากเรือ ภาษีขาเข้า – ภาษีขาออก
74 • ทรงด าเนินนโยบายประหยัด โดยการใช้ของที่เป็นเครื่องอุปโภค บริโภค ให้คุ้มค่ามากที่สุด แม้ว่าพระเจ้าตากสินจะพยายามแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แก้ไขปัญหาความอดอยาก ของประชาชน แต่ก็ยังไม่ประสบผลส าเร็จนัก เป็นเพราะสาเหตุดังต่อไปนี้ • มีสงครามตลอดรัชกาล ท าให้ราษฎรไม่มีเวลาท ามาหากิน • เกิดภัยธรรมชาติ เช่น พ.ศ.2311 – พ.ศ.2312 ฝนแล้งติดต่อกัน ท านาไม่ได้ผล ที่พอท าได้บ้างก็ถูก หนูกัดกินข้าวในนาและยุ้งฉาง รวมทั้งทรัพย์สินสิ่งของทั้งปวงเสียหาย จึงมีรับสั่งให้ราษฎรดักหนู นามาส่งกรมพระนครบาล ท าให้เหตุการณ์สงบลงไปได้ • ผู้คนแยกย้ายกระจัดกระจายกัน ยังไม่มารวมกันเป็นปึกแผ่น • พ่อค้าชาติต่างๆยังไม่กล้ามาลงทุน เพราะสภาพการณ์บ้านเมืองไม่น่าวางใจนัก อีกประการหนึ่ง เกรงจะถูกยึดทรัพย์สินเป็นของหลวง การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ค่อยได้ผลนัก ทั้งนี้เพราะต้อง ท าควบคู่ไปกับการท าสงครามด้วย แม้กระนั้นพระเจ้าตากสินก็พยายามส่งเสริมการค้าขายกับ ต่างประเทศ โดยส่งเสริมการต่อเรือพาณิชย์ อันเป็นผลให้มีหนทางเก็บภาษีเข้าท้องพระคลัง เรือ ค้าขายจากเมืองจีนมาติดต่อบ่อยครั้ง ใน พ.ศ.2324 คณะทูตจากกรุงธนบุรีเดินทางไปเมือง กวางตุ้ง น าพระราชสาสน์ไปเจริญทางพระราชไมตรีและได้เจรจาเรื่องการค้าด้วย การปรับปรุงฟื้นฟูประเทศด้านการศึกษาและศาสนาสมัยกรุงธนบุรี การศึกษาสมัยกรุงธนบุรีมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดกับวัง โดยวัดจะเป็นสถานศึกษาส าหรับราษฎรทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กผู้ชายเพราะต้องไปศึกษาและพักอยู่กับพระที่วัด วิชาที่เรียนได้แก่ การอ่าน เขียน ภาษาไทย ภาษาบาลี – สันสกฤต และวิชาเลข ซึ่งสามารถน าไปใช้ในชีวิตประจ าวัน ส่วนวังเป็นสถานศึกษา ส าหรับบุตรของพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางผู้ใหญ่ วิชาที่เรียนส่วนใหญ่เน้นเรื่องการปกครอง วิชาการ ป้องกันตัว เพื่อเตรียมรับราชการต่อไปในอนาคต ส่วนวิชาชีพนั้นจะเป็นการศึกษากับพ่อแม่ คือ พ่อแม่ ประกอบอาชีพอะไร ก็มักจะถ่ายทอดให้ลูกหลานท าต่อ เช่นวิชาแพทย์แผนโบราณ หรือวิชาช่างต่างๆ ส่วน เด็กผู้หญิงจะเรียนเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือนในอนาคต ดังนั้นการเรียนของเด็กผู้หญิงจะเรียนอยู่กับ บ้าน มีแม่เป็นผู้สอน วิชาที่เรียน เช่น การเย็บปักถักร้อย ท ากับข้าว การฝึกอบรมมารยาทของสตรี โดยพ่อ แม่ไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ การปรับปรุงฟื้นฟูประเทศด้านศาสนาสมัยกรุงธนบุรี
75 พระพุทธศาสนาตกต ่ามากในช่วงการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อพระเจ้าตากสินขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงตั้งพระทัยจะฟื้นฟูพระพุทธศาสนาอย่างแน่วแน่ พระราชภารกิจทางด้านศาสนา ได้แก่ • นิมนต์พระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ตามที่ต่างๆให้มาประชุมกันที่วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆษิตาราม) แต่งตั้งเจ้าอาวาสวัดประดู่ขึ้นเป็นพระสังฆราช และตั้งพระราชาคณะให้ปกครองพระอารามต่างๆ ในเขตกรุงธนบุรี • ในคราวเสด็จไปปราบชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช พระองค์เสด็จบ าเพ็ญพระราชกุศลที่พระอาราม วัดพระศรีมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช และให้เชิญพระไตรปิฎกขึ้นมายังกรุงธนบุรี เพื่อคัดลอก จารไว้ทุกหมวด แล้วเชิญกลับไปนครศรีธรรมราชตามเดิม • เมื่อเสด็จหัวเมืองเหนือ พระเจ้าตากสินก็ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะตามหัวเมืองต่างๆ และโปรดให้ รวบรวมพระไตรปิฎกทางหัวเมืองเหนือมาสอบช าระที่กรุงธนบุรี แล้วให้ส่งกลับไปใช้เป็นฉบับหลวง • 4 .ทรงอุปถัมภ์พระภิกษุ สามเณร ทรงบ าเพ็ญพระราชกุศลทางศาสนาเป็นประจ า • ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามหลายแห่ง เช่น วัดบางยี่เรือใต้ (วัดอินทาราม)อันเป็นพระอารามหลวง และ ประดิษฐานพระอัฐิสมเด็จพระพันปี หลวงกรมพระเทพามาตย์ นอกจากนี้เมื่อครั้งสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เป็นแม่ทัพไปตีเมืองเวียงจันทร์ใน พ.ศ.2321 ได้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานไว้ในกรุงธนบุรีด้วย รูปที่3.5 กรุงธนบรี สภาพสังคมไทยสมัยกรุงธนบุรี สภาพสังคมไทยสมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะคล้ายคลึงกับสมัยอยุธยา คือมีการแบ่งชนชั้นออกเป็น 1. พระมหากษัตริย์ เป็นชนชั้นสูงสุดในสังคม
76 2. พระบรมวงศานุวงศ์ 3. ขุนนางข้าราชการ 4. ไพร่ เป็นชนชั้นที่มีมากที่สุดในสังคม 5. ทาส เป็นชนชั้นต ่าสุดในสังคม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายเงินมาก สังคมไทยสมัยกรุงธนบุรีถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมาก ด้วยเป็นเวลาที่บ้านเมืองอยู่ในระหว่างอันตรายเพิ่ง กอบกู้เอกราชคืนมาได้ ทั้งประสบความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผู้คนหลบหนีเข้าป่ าอย่างมากมาย ถูก กวาดต้อนไปพม่าก็มีมาก นอกนั้นต่างก็พยายามเอาตัวรอดโดยการตั้งเป็นก๊ก เป็นเหล่า ครั้นกู้กรุงศรี อยุธยากลับคืนมาได้ก็ยังต้องระมัดระวังภัยจากพม่าที่จะมาโจมตีอีก การควบคุมก าลังคนจึงมีความส าคัญ มาก เพราะถ้ามีผู้คนน้อย ก็จะท าให้พ่ายแพ้แก่ข้าศึกศัตรูได้ ผู้คนในกรุงธนบุรีถูกควบคุมโดยการสักเลก ผู้ ที่ถูกสักเลกทั้งหลายเรียกกันว่าไพร่หลวง ซึ่งมีหน้าที่รับราชการปีละ 6 เดือน โดยมาท าราชการหนึ่งเดือน และหยุดพักผ่อนไปท ามาหากินหนึ่งเดือนสลับกันไป ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าเข้าเดือนออกเดือน มีไพร่หลวงอีก พวกหนึ่งเรียกว่าไพร่ส่วย คือเป็นไพร่ที่ส่งส่วยเป็นสิ่งของหรือเงินแทนการรับใช้แรงงานแก่ทางราชการ ส่วน ไพร่สมเป็นไพร่ที่สังกัดมูลนายรับใช้แต่เจ้านายของตนเอง เพราะพวกนี้ถูกแยกเป็นอีกพวกหนึ่งเด็ดขาดไป เลย แต่บางครั้งไพร่สมก็ถูกแปลงมาเป็นไพร่หลวงได้เหมือนกัน การสักเลกก็เพื่อเป็นการลงทะเบียนชาย ฉกรรจ์เป็นไพร่หลวงเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงและหลบหนี ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยธนบุรี ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยธนบุรี กรุงธนบุรีมีอายุเพียง 15 ปีแต่ก็ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีคุณค่าอันสืบทอดมาจนถึง ปัจจุบัน โดยเกิดจากปัจจัยส าคัญ คือ • การรับอิทธิพลด้านภูมิปัญญาและวัฒนธรรมสืบทอดมาจากอยุธยา เช่น ด้านศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ • การรับอิทธิพลจากอารยธรรมตะวันตก มีผลต่อภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยสมัยธนบุรีน้อยมาก ถึงแม้จะมีการเผยแผ่คริสต์ศาสนา แต่สิ่งที่ส าคัญมากคือ ความต้องการอาวุธปืนที่ใช้ในการ ป้องกันประเทศ ดังปรากฏหลักฐานที่บริษัทอินเดียตะวันออกของฮอลันดา ได้ถวายปืน 50 กระบอก เพื่อแลกกับไม้ฝางของไทย
77 ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยในการพิจารณาทา เลที่ตั้งของราชธานี อยู่ริมแม่น ้าและอยู่ใกล้ทะเล การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลือกชัยภูมิให้เมืองธนบุรี เป็นราชธานีแห่งใหม่ของไทยเพื่อป้องกันมิให้พม่าโจมตีได้ เพราะแถบนี้น ้าลึก ถ้าข้าศึกยกทัพมาทางบก ไม่มีทัพเรือเป็นก าลังด้วยแล้วยากที่จะเข้ามาตีกรุงธนบุรีได้ ประกอบกับธนบุรีมีป้อมปราการมาตั้งแต่สมัย อยุธยา เป็นเมืองขนาดย่อม ทัพบกและทัพเรือของธนบุรี ย่อมสามารถรักษาราชธานีไว้ได้ แต่ถ้ารักษาไม่ได้ ก็สามารถยกทัพกลับไปตั้งมั่นอยู่ที่เมือง จันทบุรีดังเดิม นอกจากนี้การที่กรุงธนบุรีตั้งปิดปากน ้าย่อมป้องกันมิให้หัวเมืองฝ่ ายเหนือทั้งปวงที่ไม่ได้อยู่ ใต้อ านาจของธนบุรีสามารถไปมาค้าขายหรือแสวงหาอาวุธจากต่างประเทศได้ยากขึ้น ขณะที่ทางธนบุรี ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยในการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาการดา รงชีวิต สมัยธนบุรีได้ประสบกับภาวะสงครามและการขาดแคลนข้าว ท าให้เป็นปัญหาของสังคมไทยใน ขณะนั้น จึงมีภูมิปัญญาเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการด ารงชีวิต เช่น • สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแก้ปัญหาด้วยการโปรดให้ผู้คนที่อดอยากเข้ามารับพระราชทาน ข้าวปลาอาหาร ขณะนั้นข้าวสารที่พ่อค้าส าเภาจีนน ามาขายมีราคาแพงมากแต่พระองค์ก็ซื้อ ข้าวสารแจกจ่ายราษฎรข้าวมาขายเพื่อหวังผลก าไรเป็นจ านวนมาก เมื่อข้าวสารในท้องตลาดมี มากจึงส่งผลให้มีข้าวสารมีราคาถูกลง • พระองค์ทรงให้บรรดาข้าราชการทั้งผู้ใหญ่และผู้น้อยหันไปท านาเพิ่มปีละ 2 ครั้ง ทั้งนาปีและนา ปรัง ท าให้มีข้าวบริโภคมากขึ้น ครั้นเมื่อเกิดหนูชุกชุมกัดกินข้าวในยุ้งฉางและทรัพย์สินของราษฎร เสียหายก็ทรงรับสั่งให้จับหนูมาส่งกรมนครบาล ท าให้จ านวนหนูลดลง ภูมิปัญญานี้ส่งผลถึง ปัจจุบันท าให้ประเทศไทยติดอันดับในการส่งออกข้าวไปขายยังต่างประเทศ • ให้ขุดคูเมืองทั้งสองฟากซึ่งเดิมเป็นสวนปลูกผักผลไม้ให้ขุดออกเป็นที่ท้องนา เรียกว่าทะเลตม เพื่อไว้ท านาใกล้พระนคร ส าหรับเป็นเสบียงในยามขาดแคลนข้าว แต่เมื่อข้าศึกยกมาก็สามารถ ท าเป็นที่ตั้งค่ายไว้ต่อสู่กับข้าศึกได้สะดวกต่อการค้าขายทางทะเลกับต่างประเทศ และสามารถ แสวงหาอาวุธได้ง่ายเพราะอยู่ติดทะเล 3.2.3 ภมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยด้านศิลปกรรม ู เนื่องจากสมัยธนบุรีเป็นราชธานีในระยะเวลาสั้น ๆ และต้องตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลาภูมิ ปัญญาและวัฒนธรรมด้านศิลปกรรมจึงมีอยู่บ้าง เช่น เรือ การต่อเรือเจริญมากเพราะมีการต่อเรือรบ เรือ
78 ส าเภา ตลอดจนเรือกระบวนไว้ใช้ในราชการเป็นจ านวนมาก สถาปัตยกรรม กรุงธนบุรีเป็นยุคของการสร้าง บ้านแปลงเมือง จึงมีการก่อสร้างเป็นจ านวนมาก อาทิ พระราชวัง ป้อมปราการ ก าแพงพระนคร พระ อารามต่าง ๆ ลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยนี้ล้วนสืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ฐานอาคาร จะมีลักษณะอ่อนโค้งดุจรูปเรือส าเภา ทรงอาคารจะสอบชะลดขึ้นทางเบื้องบน ส่วนประกอบอื่น ๆ ของ อาคารก็ไม่แตกต่างจากอยุธยามากนัก เป็นที่น่าเสียดายว่าสถาปัตยกรรมสมัยธนบุรีมักได้รับการบรูณะ ซ่อมแซมในสมัยหลังหลายครั้งด้วยกัน ลักษณะในปัจจุบัน จึงเป็นแบบสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่บูรณะ ครงั้หลงัสดุเท่าท่ียงัปรากฏเคา้เดิมในปัจจุบนั ไดแ้ก่ ปอ้มวิชยัประสิทธิ์กา แพงพระราชวงัเดิม พระตา หนกั ท้องพระโรง และพระต าหนักเก๋งคู่ในพระราชวังเดิมที่ได้รับอิทธิพลการก่อสร้างมาจากจีน พระอารามทั้งใน พระนครและหัวเมืองที่ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ในรัชกาลนี้ล้วนแต่ได้รับการบรูณะใหม่ในรัชกาลต่อมา เช่นกัน ที่ยังแสดงลักษณะศิลปกรรมสมัยกรุงธนบุรี ได้แก่ พระอุโบสถและพระวิหารน้อย วัดอรุณราชวรา ราม พระอุโบสถและพระวิหารเดิมวัดราชคฤห์ พระอุโบสถเดิมวัดอินทาราม ต าหนักแดง วัดระฆังโฆสิตา ราม และพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม ประณีตศิลป กรุงธนบุรีมีนายช่างผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างพร้อมมูล ทั้งช่างรัก ช่างประดับ ช่างแกะสลัก ช่างปั้นและช่างเขียน งานประณีตศิลป์ ชิ้นส าคัญสมัยนี้ ได้แก่ ตู้ พระไตรปิฎกลายรดน ้า 4 ตู้ ในหอวชิรญาณ ซึ่งได้มาจากวัดราชบูรณะ วัดจันทาราม และวัดระฆังโฆสิตา ราม ช่างหล่อคนส าคัญปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า โปรดให้หลวงวิจิตรนฤมล ปั้นพระพุทธรูปให้ต้อง ตามพุทธลักษณะที่โปรดให้สอบสวน แล้วหล่อพระพุทธรูปสมัฤทธิ์ยืนองคห์นึ่งปางสมาธิองคห์นึ่ง งาน แกะสลัก ได้แก่พระแท่นบรรทมในพระอุโบสถน้อย วัดอรุณราชวราราม ในพระวิหารวัดอินทาราม และตั่ง จากอ าเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเก็บรักษาไว้ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ จิตรกรรม ภาพ จิตรกรรมสมัยธนบุรีอาจดูได้จาก ต าราภาพไตรภูมิ (ฉบับหลวง) มีการวาดภาพเกี่ยวกับไตรภูมิหรือโลกทั้ง สาม เพื่อปลูกฝังให้คนไทยเกิดความเชื่อในเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประพฤติกรรมดี ละเว้นความชั่ว ซึ่งเก็บ รักษาอยู่ ณ หอสมุดแห่งชาติ และลวดลายรดน ้าที่ปรากฏบนตู้พระไตรปิฎกและภาพจิตรกรรมสมัยรัชกาล ที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์19 วรรณกรรม วรรณกรรมส าคัญที่เกิดในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี มีดังนี้ • บทละครเรื่องรามเกียรติ์พระราชนิพนธใ์นสมเด็จพระเจา้ตากสินกรุงธนบรุี • ลิลิตเพชรมงกุฎ ประพันธ์โดยหลวงสรวิชิต (หน) • อิเหนาค าฉันท์ ประพันธ์โดยหลวงสรวิชิต (หน)
79 • กฤษณาสอนน้องค าฉันท์ ประพันธ์โดยพระยาราชสุภาวดี และพระภิกษุอินท์ • โคลงยอพระเกียรติพระเจ้ากรุงธนบุรี ประพันธ์โดย นายสวนมหาดเล็ก • นิราศกวางตุ้ง หรือนิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีนครั้งกรุงธนบุรี พ.ศ. 2324 บทประพันธ์ของพระยามหานุภาพ เป็นวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงในสมัยนี้นาฏดุริยางค์และ การละเล่น แม้ว่าศิลปกรรมเหล่านี้จะได้รับความกระทบกระเทือนจากภัยสงคราม โดยถูกพม่ากวาดต้อน ไปบ้าง แต่ก็ยังไม่สูญหายไปเสียทีเดียว ยังคงหลงเหลืออยู่ตามหัวเมืองส าคัญ เช่น เมืองนครศรีธรรมราช และหลบซ่อนตัวตามเมืองอื่นบ้าง นอกจากในพระราชส านักแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ได้ พระราชทานโอกาสให้บุคคลทั่วไปมีครูฝึกสอนละครนาฏศิลป์ และจัดแสดงได้โดยไม่จ ากัด ทั้งนี้เพื่อบ ารุง ขวัญประชาชนซึ่งเพิ่งรวบรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นใหม่ ๆ นาฏศิลป์ และการละเล่นสมัยกรุงธนบุรีที่ปรากฏ หลักฐานในจดหมายเหตุ สมโภชพระแก้วมรกต พ.ศ. 2323 คือ โขน หนัง หุ่น ละคร ร า (ร าหญิง,รามัญร า ,ชวาร า,ญวนร าถือโคมดอกบัว) มโหรี ปี่พาทย์ ระเม็งโมงครุ่ม ญวนหกและคนต่อเท้า โจนหกร้านหอก หก ไม้ล าเดียว หกไม้สูง 3 ต่อ ไต่ลวดลังกาไม้ลวดต ่า คุลาเล็ก มังกรตรีวิสัย(แทงวิสัย) โตกระบือหรือโตกระบือ จีนเงาะ มวย คู่ปล ้า เสลหรือดาบดั้ง คู่ง้าว คู่ทวน คู่หอก คู่กฤช ชนช้าง แข่งม้า ทวนหลังม้า กระบี่หลังม้า และม้าคลุมม้าคลี และยังโปรดให้เจ้านครศรีธรรมราชจัดละครมาร่วมงานเป็นการประกวดประชันกับของ หลวงด้วย รูปที3.6ขอบเขตปกครองกรุงธนบุรี สังคมและวัฒนธรรมสมัยธนบุรี
80 สภาพสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ถือได้ว่ามีการควบคุมกันอย่างเข้มงวดเพราะบ้านเมืองตกอยู่ในสภาวะสงคราม ต้องสู้รบกับพม่าข้าศึกอยู่ตลอดเวลานอกจากนี้ยังมีการเกณฑ์พลเรือนเข้ารับราชการทั้งนี้เพื่อป้องกันการ หลีกเลี่ยงและหลบหนีการเกณฑ์แรงาน การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม รัชสมัยของพระเจ้าตากแม้จะไม่ยาวนานนักแต่ก็ยังได้ฟื้นฟูปรับปรุงบ้านเมืองในด้านวัฒนธรรมอัน มากที่ส าคัญมีดังนี้ • ด้านศาสนา พระเจ้าตากทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระศาสนาอย่างมั่นคงทรงให้มีการช าระ ความบริสุทธิ์ของสงฆท์ ั้งหมดรูปใดท่ีประพฤติไม่ดีให้ศึกออกไปพระองค์ทรงบริจาคทรัพย์ส่วน พระองค์ในการสร้างอุโบสถ และทรงคัดลอกพระไตรปิ ฎกที่น ามาจากวัดพระธาตุเมือง นครศรีธรรมราชเมื่อปี 2312 • ด้านศิลปวัฒนธรรม พระเจ้าตากทรงมีภารกิจมากมายโดยเฉพาะการสร้างบ้านเมืองการป้องกัน ประเทศ และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ จึงท าให้ผลงานในด้านนี้จึงไม่เด่นชัด สาเหตุอีกประการหนึ่ง ก็คือ บรรดาช่างฝีมือและช่างศิลป์ ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นจ านวนมาก ช่างที่มีอยู่ก็เป็นช่างฝึกหัด ไม่อาจเทียบเท่าช่างในอยุธยาได้ ผลงานที่มีคือ วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวรราม) และด้านก่อสร้างได้แก่ การสร้างพระราชวังป้อมปราการ เชิงเทิน ขาดความสวยงาม ส่วนทางด้าน วรรณกรรมมีผลงาน สา คญัคือรามเกียรติ์เป็นตน้ o ด้านนาฏศิลป์ มีการฟื้นฟูและเล่นฉลองในงานพิธีส าคัญตามแบบประเพณีสมัยอยุธยา ดังเห็นได้จากพิธีสมโภชพระแก้วมรกตและพระบางซึ่งสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ อันเชิญมาจากเวียงจันทร์เพื่อประดิษฐานที่กรุงธนบุรีซึ่งในครั้นนั้นมีการจัดงานอย่าง ยิ่งใหญ่ใช้เวลา 7 วันมีการประชันการแสดงละคร การแสดงโขน การเล่นมโหรีพิณพาทย์ การเล่นบทดอกสร้อยสัดวาฯ o ด้านการศึกษา ในสมัยธนบุรียังคงอยู่ที่วัดเหมือนเมื่อสมัยอยุธยานั้นคือการเรียนที่วัดมี พระสอนหนังสือและยังคงใช้แบบเรียนจินดามณีซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องวิธีแต่งกาพย์ กลอน ศึกษาศัพท์เขมร บาลีสันสฤตด้วยเพื่อประโยชน์ในการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกนั้นก็เป็นวิชาเลขซึ่งน าใช้ในชีวิตประจ าวัน ส าหรับวิชาชีพพ่อแม่มีอาชีพอะไรก็ ถ่ายทอดวิชานั้นให้แก่ลูกหลาน เช่น วิชาแพทย์โบราณ วิชาช่างปั้น ช่างถม ช่างแกะสลัก
81 ช่างปั้นปูน ช่างเหล็กฯ ส่วนเด็กหญิงถือตามประเพณีโบราณคือ การเย็บปักถักร้อย ท ากับข้าว และการฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือจึง มีน้อยคนนักที่อ่านออกเขียนได้ การเมืองการปกครองและพัฒนาการด้านต่าง ๆ สมัยกรุงธนบุรี ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตกใน พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตาก (สิน) ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระยาวชิร ปราการตีฝ่ าวงล้อมพม่าเดินมุ่งหน้าไปทางหัวเมืองชายทะเลตะวันออก และได้รวมผู้คนที่อยู่ในบริเวณนี้ตั้ง เป็นชุมนุมโดยยึดเมืองจันทบุรีเป็นฐานทัพ ให้ต่อเรือเตรียมไว้ จนกระทั่งเมื่อสิ้นฤดูมรสุม สมเด็จพระเจ้าตา (สิน) จึงเข้าโจมตีค่ายพม่าท่ีธนบุรีและค่ายโพธิ์สามต้นท่ีอยุธยา และสามารถยึดค่ายนี้ได้ในวันท่ี๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๑๐ การที่สมเด็จพระเจ้าตากสินสามารถยึดธนบุรี และกรุงศรีอยุธยา คืนจากพม่าได้ ท าให้พระองค์มีความชอบธรรมในการสถาปนาพระองค์เองเป็นพระมหากษัตริย์ จึงได้ทรงสถาปนาธนบุรี ขึ้นเป็นราชธานีในปีเดียวกัน การสถาปนาธนบุรีเป็ นราชธานี เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสามารถกู้เอกสารของชาติได้แล้ว ปัญหาส าคัญของไทยใน ขณะนั้นคือ การป้องกันตนเองให้พ้นจากการโจมตีโดยพม่า และหาอาหารให้พอเลี้ยงผู้คนที่มีชีวิตรอดจาก สงคราม แต่สภาพอยุธยาอยุธยาขณะนั้นไม่อาจบูรณะฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วด้วยก าลังคนเพียงเล็กน้อย อีก ทั้งพม่าได้รู้ลู่ทางและจุดอ่อนของอยุธยาเป็นอย่างดีแล้ว ดังนั้นพระองค์จ าเป็นที่จะต้องหาชัยภูมิที่เหมาะ ในการสถาปนาราชธานีแห่งใหม่คือ กรุงที่ได้รับพระราชทานนามว่า “กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร” กรุงธนบุรี ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของแม่น ้าเจ้าพระยา ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองบางกอกเดิมซึ่งในสมัยอยุธยา เมืองบางกอก มีฐานะเป็น “เมืองท่าหน้าด่าน” คือ เป็นที่จอดเรือสินค้า และเป็นเมืองหน้าด่านท าหน้าที่ป้องกันข้าศึกษาที่ ยกทัพเข้ามาทางปากน ้าเจ้าพระยารวมทั้งตรวจตราเก็บภาษีเรือและสินค้าที่ขึ้นล่องตามล าน ้าเจ้าพระยา ตอนล่าง บางกอกจึงมีป้อมปราการ และ มีด่านภาษีเป็นด่านใหญ่ที่เรียกว่า ขนอนบางกอก เมืองบางกอก จึงมีชุมชนชาวต่างชาติ เช่น ชุมชนชาว จีน อินเดียมุสลิม ที่เดินทางมาติดต่อค้าขายและเป็นทางผ่านของ นักเดินทาง เช่น นักการทูต พ่อค้า นักการทหาร และนักบวชที่เผยแผ่ศาสนา รวมทั้งนักเผชิญโชคที่ต้องการ เดินทางไปยังอยุธยา ดังนั้นโดยพื้นฐานที่ตั้งของธนบุรีจึงอยู่ในบริเวณที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ของปากน ้าเจ้าพระยา และเป็นเมืองที่มีความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจมาก่อนตลอดจนเป็นเมืองที่มีความปลอดภัย เพราะมีทั้งป้อง ปราการและแม่น ้าล าคลองที่ป้องกันไม่ให้ข้าศึกษาโจมตีได้โดยง่าย เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
82 สถาปนาธนบุรีเป็นราชธานี พระองค์โปรดเกล้าให้สร้างพระราชวังเป็นที่ประทับ โดยสร้างพระราชวังชิดกับ กา แพงเมืองทางใต้มีอาณาเขตตงั้แต่ป้องวิชยัประสิทธิ์และวดัทา้ยตลาดมาจนถึงวดัแจง้วดัทงั้สองจึงเป็น วัดในเขตพระราชฐาน ส าหรับวัดแจ้งนั้นมีฐานะเป็นพระอารามหลวง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แผนภูมิแสดงการท าสงคราม สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงฟื้นฟูบ้านเมืองให้มีความเป็นปึกแผ่น โดย ชักชวนให้ผู้คนที่หลบหนีสงครามกระจัดกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ให้กลับมาตั้งบ้านเรืองใหม่ พร้อมทั้ง ฟื้นฟูระบบระเบียบในการบริหารราชการแผ่นดินตามแบบสมัยอยุธยา การปกครองหัวเมืองในสมัยธนบุรี ยศของผู้ปกครองเมือง – การปกครองหัวเมืองชั้นใน – การปกครองหัวเมืองชั้นนอก – การปกครองเมืองประเทศราช ผู้รั้งเมือง เจ้าพระยา ผู้ครองนคร พัฒนาการด้านเศรษฐกิจ ในตอนต้นสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ภาวะทางเศรษฐกิจของไทยอยู่ในสภาพล าบาก เนื่องจากเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างหนักทั้งนี้เพราะราษฎรมิได้ท านาในระหว่างการศึกสงครามแม้ว่า ภายหลังจากที่พระองค์กู้เอกราชได้แล้ว การท านาก็ยังไม่ได้ผล เพราะฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล ในการ ขจัดปัญหาเรื่องการขาดแคลนอาหารนั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงมีวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ทรงรับซื้อข้าวจากพ่อค้าจากเรือส าเภา พัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับต่างชาติ ขณะที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นผู้น า คนไทยร่วมแรงร่วมใจสร้างความเป็นเอกภาพ ให้กับบ้านเมืองอยู่นั้น คนไทยยังมีความกังวลที่จะรักษาชาติบ้านเมืองให้อยู่รอดปลอดภัย ดังนั้น ความสัมพันธ์กับต่างชาติสมัยธนบุรี จึงมีลักษณะการท าสงครามตลอดสมัย ทั้งสงครามป้องกันอาณาจักร และขยายอาณาเขต ตลอดจนความสัมพันธ์ทางด้านสังคมสมัยธนบุรีคล้ายกับสังคมอยุธยา คือ โครงสร้าง ทางสังคมประกอบด้วยกลุ่มคน คือ
83 • กลุ่มชนชั้นผู้ปกครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และขุนนาง • กลุ่มชนชั้นที่ถูกปกครอง ได้แก่ ไพร่ ทาส • กลุ่มชนชั้นพิเศษ ได้แก่ นักบวช เช่น พระสงฆ์ และพราหมณ์ พุทธศาสนาสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินครองราชสมบัติอยู่เพียง 15 ปี ทรงพระนามเดิมว่า “พระยาวชิรปราการ” (พ.ศ. 2310–2325) เป็นสมัยที่บ้านเมืองเริ่มตั้งตัว และระยะการกอบกู้ชาติ พระมหากษัตริย์พระองค์ใด พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่า พุทธศาสนาเสื่อมลงจนถึงกับพระสงฆ์แท้ๆ ตั้งเป็นก๊กด้วย และยกตนขึ้น เป็นเจ้าทั้งๆ ที่เป็นพระ ครองผ้ากาสาวพัสต์แต่เสพสุราฆ่าคน ท าอนาจารนานาประการ คือชุมนุมพระเจ้า ฝาง ซึ่งเป็นก๊กที่ใหญ่ที่สุดในขณะนั้น มีก๊กต่าง ๆ ทั้งหมด 4 ก๊ก คือ • ก๊กเจ้าพระฝาง • ก๊กเจ้าพิมาย • ก๊กเจ้านครศรีธรรมราช • ก๊กพระเจ้าตาก ส่วนพระเจ้าตากสินนั้นตั้งก๊กเป็นชุมนุมพระเจ้าตาก พระองค์ทรงปราบก๊กต่างๆ ได้ชัยชนะ ทรงใช้เวลาอยู่ 3 ปี จึงปราบได้ส าเร็จ บ้านเมืองจึงมีความสงบสุข และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ มีราชธานีอยู่ที่ธนบุรี ทรง สนพระทัยพระศาสนามาก พระราชกรณีกิจของพระองค์พอสรุปได้ดังนี้
84 รูปที่3.6 วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) 1. จัดสังฆมณฑล (พ.ศ. 2311) ช่วงนี้พระสงฆ์แตกแยกและบกพร่องในด้านธรรมวินัย ไม่มีพระเถระที่ คุณวุฒิ จึงทรงให้มีการประชุมสงฆ์เท่าที่มีในขณะนั้น ณ วัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม) เลือกพระ เถระผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งให้เป็นสมเด็จพระสังฆราช และพระราชาคณะ ฐานานุกรมใหญ่น้อยตามล าดับ ต ่าแหน่งสังฆราชดังนี้ คือ • องค์ที่ 1 พระอาจารย์ดี ชาวจังหวัดอยุธยา ซึ่งเป็นพระภิกษุธรรมดาทั่วไป • องค์ที่ 2 พระอาจารย์ศรี ชาวจังหวัดอยุธยา วัดพนัญเชิง • องคท์่ี3 พระครูสธุรรม ภายหลงัไดส้มณศกัดิ์เป็น “พระครูสธุรรมธีรราชมหามนุีมีพระชนย์มายุอยู่ ถึง 2 รัชกาล คือสมัยพระเจ้าตากสิน-รัชกาลที่ 1 ต่อมาภายหลังรัชกาลที่ 1 ไม่ทรงชอบจึงถูกถอด ยศ 2. ทรงบูรณะพระอารามต่างๆ มากกว่า 200 หลัง ส่วนมากทรงบูรณะวัดแทบนครศรีธรรมราช เป็นจ านวน มาก ทรงขอให้พระสงฆ์ตั้งมั่นอยู่ในพระธรรมวินัย อย่าให้ศาสนามัวหมอง ดังมีพระด ารัสว่า.. “ถ้าพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมรศีลคุณบริบูรณ์ในพระพุทธศาสนาแล้ว แม้นจะปรารถนามังสะ รุธิระ (เลือด) ของโยม โยมก็อาจจะเชือดเนื้อแลโลหิต ออกมาบ าเพ็ญทานได้” 3. บ ารุงการเล่าเรียนพระไตรปิ ฎก โปรดให้สังฆการีธรรมการ ท าบัญชี พระสงฆ์องค์ได้บอกเรียน พระไตรปิฎกได้มาก ก็ทรงถวายไตรจีวรเนื้อละเอียดพร้อมถวายจตุปัจจัย และโปรดให้ช่างเขียนภาพ จิตรกรรม ที่เป็นสมุดภาพไตรภูมิ
85 4. บ ารุงศาสนา ที่เมืองนครศรีธรรมราช นอกจากบูรณะแล้ว ยังสนับสนุนโดยถวายจีวรและปัจจัย รูปละ 1 บาท และยังถวายโดยมอบปัจจัยให้แก่คนยากจน 1 สลึงในวันอุโบสถ 5. รวบรวมพระไตรปิฎก การเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าเมื่อ พ.ศ. 2310 บ้านเมืองถูกเผาเป็นจ านวนมาก คัมภีร์พระไตรปิฎกสูญหายมาก ทรงโปรดให้สืบหาคัมภีร์ต้นฉบับตามหัวเมืองต่างๆ น ามาคัดลอกเพื่อสร้าง พระไตรปิฎกฉบับหลวงขึ้น แต่ยังไม่ทันเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน นอกจากนี้โปรดนิมนต์พระเทพกวีให้ไป เขมร และพระพรหมมุนีไปนครศรีธรรมราช เพื่อรวบรวมคัมภีร์วิสุทธิมรรคเอามาคัดลอกไว้ด้วย 6. ช าระพระอลัชชี เวลานั้นพระอลัชชีมีอยู่เป็นจ านวนมากที่เป็นพวกก๊กพระเจ้าฝาง และตั้งตนเป็นหัวหน้า กองทัพต่างๆ ที่เป็นพระ จึงประกาศให้บรรดาพระสงฆ์หัวเมืองฝ่ ายเหนือมาสารภาพผิด แล้วให้สึกรับ ราชการ ถา้ไม่ยอมรบัจะตอ้งพิสจูนค์วามบริสทุธิ์คือใหด้า นา ้ต่อหนา้พระท่ีน่งั3 กล่นัใจ ผูใ้ดทนไดโ้ปรดให้ ดา รงอยู่ในฐานานุศักดิ์ผูใ้ดแพใ้หโ้ปรดสึกออกมาสักขอ้มือใชใ้นราชการจงหนัก ถา้ผูใ้ดกล่าวเท็จว่าตน บริสทุธิ์แต่พอดา นา ้พิสูจน์กลับมาสารภาพว่าตนเป็นปาราชิก ก็โปรดให้เอาตัวไปประหารชีวิต ในคราวนั้น พระองค์รวบรวมไทยเป็นปึกแผ่นได้ภายในเวลา 3 ปีเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงสนพระทัยใน พระพุทธศาสนาเป็ นอย่างยิ่ง ได้รับสั่งสนทนาปัญหาธรรมกับพระเถระอยู่เป็ นประจ า ทรงเป็ น พระมหากษัตริย์ไทยเพียงพระองค์เดียวที่ทรงปฏิบัติวิปัสสนาเป็นพิเศษ ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือทางพุทธ ศาสนาไว้เรื่องหนึ่งชื่อ “ลักษณะบุญ” เป็นหนังสือที่ว่าด้วยวิธีท ากรรมฐาน พุทธศาสนาสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสวยราชย์เมื่อ พ.ศ. 2325 ทรงย้ายพระนครจากฝั่ ง ตะวันตกแห่งแม่น ้าเจ้าพระยามาอยู่ทางฝั่งตะวันออก ทรงเป็นปฐมกษัตริย์ไทยแห่งบรมราชจักรี การวางผัง เมืองนั้นได้ลอกแบบผังเมืองของกรุงศรีอยุธยาทั้งหมด รวมทั้งพระอารามทั้งหลาย มาใช้เป็นแบบในการ สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชกรณีกิจที่พระองค์บ าเพ็ญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาพอสรุปได้ดังนี้ • สร้างพระอาราม คือ พระศรีรัตนศาสดาราม (พ.ศ. 2325) เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้มา จาก เวียงจันทร์ วัดนี้ประสงค์จะให้แทนวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยอยุธยา ทรงให้เป็นพุทธวาส ไม่มี พระสงฆ์อยู่ สร้างปราสาทพระเทพบิดร สร้างวัดสุทัศน์ ได้ทรงปฏิสังขรณ์พระอารามและที่ส าคัญ ในสมัยนี้ คือ วัดพระเชตุพน (ชื่อ วัดโพธาราม เดิมสร้างสมัยอยุธยา) และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม”
86 • การรวบรวมพระพุทธรูปโบราณ ทรงรวบรวมพระพุทธรูปจ านวนพันกว่าองค์ (1,248 องค์) เฉพาะที่ วัดพระเชตุพนแห่งเดียวทรงพระราชทานไว้ 200 กว่าองค์ ส่วนองค์พระศรีสรรเพชญ์นั้นถูกพม่าเผา ลอกทองไป ทรงโปรดให้สร้างเจดีย์แบบย่อไม้ 12 สูงเส้นเศษ บรรจุหุ่นพระศรีสรรเพชญ์ ทรง อัญเชิญพระโลกนาถ เป็นพระยืนสูง 5 วา มาจากอยุธยา ประดิษฐานไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ นอกจากนี้ยังอัญเชิญพระศรีศากยมุนี มาจากวัดมหาธาตุเมืองสุโขทัย ประดิษฐานไว้ที่วัดสุทัศน์ ซ่งึเป็นพระพทุธรูปสมัฤทธิ์ท่ีมีขนาดใหญ่โตมาก • ทรงสังคายนาพระไตรปิฎก ทรงโปรดให้พระเถระผู้ทรงคุณวุฒิทรงจ าพระไตรปิฎก จ านวน 218 รูป และฆราวาสที่เป็นราชบัณฑิตอีก 32 คน ประชุมท าสังคายนาพระไตรปิฎก ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ (วดัมหาธาตยุวุราชรงัสฤษดิ์) เม่ือวนัเพ็ญ เดือน 12 ปีวอก พ.ศ. 2331 เสรจ็เม่ือเดือน 5 ปีระกา ทา อยู่ 5 เดือน และพระราชทานไปตามอารามต่างๆ ในพระนคร-ธนบุรี และสร้างหอมณเฑียรธรรมขึ้น ในวัดพระแก้ว เพื่อเก็บพระไตรปิฎก ในครั้งนั้นสมเด็จพระวันรัตน์วัดพระเชตุพน ฯ ได้รจนาคัมภีร์ ขึ้นเป็นอนุสรณ์ จัดเป็นการสังคายนาครั้งที่ 9 และจัดท าในประเทศไทยเป็นครั้งที่ 2 เรียก “ฉบับ ทองใหญ่” (ครั้งที่ 1 พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2020 ท าอยู่ 1 ปี เป็นการช าระ ตัวอักษรในพระไตรปิฎก) • ทรงออกกฏหมายคณะสงฆ์ เรียกในปัจจุบันว่า “พระราชบัญญัติคณะสงฆ์” (พ.ร.บ. คณะสงฆ์) มี จุดมุ่งหมายเพื่อให้คณะสงฆ์ สะดวกในการปกครองสังฆมณฑล นอกเหนือจากการปกครองคณะ สงฆ์ มีด้วยกัน 10 ฉบับ ฉบับแรก พ.ศ. 2325 ฉบับที่2 เมื่อ พ.ศ. 2944 ตัวอย่างกฎหมายมีดังนี้คือ o ห้ามพระเทศน์ตลกคะนอง o ห้ามพระสงฆ์รับฝากสมบัติ หรือพัวพันกับสมบัติของฆราวาส o วางโทษอย่างหนักส าหรับผู้ปกปิดอาบัติปาราชิก o ห้ามภิกษุกินจุกจิก กินร่วมกับฆราวาส
87 • จัดระเบียบสังคมสงฆ์ สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน มีสังฆราชที่สถาปนาขึ้น ชื่อ ดี, ศรี, ชื่น ตามล าดับ 3 องค์ มาในสมัยรัชกาลที่ 1 ทรงโปรดสถาปนาสังฆราช ศรีขึ้นเป็นสังฆราช และทรง ถอดยศสงัฆราชช่ืนลงมา และทรงตงั้สมณศกัดิพ์ระรามญั3 รูป คือ o พระมหาสุเมธาจารย์ (สุเมธาใหญ่) o พระไตรปีสรณธัช o พระสุเมธาจารย์ (สุเมธาน้อย) • ทรงปฏิบัติธรรม ทรงฝักใฝ่ การศึกษาพุทธศาสนา และมีพระราชปุจฉากับพระเถระบ่อยๆ ดังมี ตัวอย่างพระราชปุจฉากับพระเถระ คือ o พระราชปุจฉาเรื่องสมบัติของสงฆ์ เกี่ยวกับสมบัติของวัดที่ร้างลงไป แล้วมีผู้อุทิศให้วัด o พระราชปุจฉาเรื่องอานิสงส์แห่งการบ าเพ็ญบุญเป็นล าดับชั้น เกี่ยวกับ ศีล ทาน ภาวนา เป็นต้น. รัชกาลที่2 เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสวยราชย์ใน พ.ศ. 2352 และได้พระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาลัย” ประสูติเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2310 ครองราชย์อยู่ 15 ปี เป็นพระราชโอรสของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระราชกรณีกิจเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่พอสรุปได้ดังนี้ • ส่งสมณทูตไปลังกา ได้เคยมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแต่ขาดตอน เพราะภัยจากสงคราม และให้ พระศาสนวงศ์ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุกับต้นโพธิลังกาเข้ามาถวาย เมื่อ พ.ศ. 2357 ต่อมา ส่งคณะทูตเป็นพระสงฆ์จ านวน 9 รูป กลับมาเมื่อ พ.ศ. 2361 ได้อัญเชิญหน่อพระศรีมหาโพธิ จ านวน 6 ต้นมาไทย สองต้นปลูกที่นครศรีธรรมราช ต้นหนึ่งมีพระขอไปปลูก เหลืออีก 3 ต้นน าไป ปลูกที่ วัดมหาธาตุ วัดสุทัศน์ วัดสระเกศแห่งละต้น • ทรงฟื้นฟูประเพณีวิสาขบูชา ได้เคยท ามาแล้วสมัยสุโขทัย แต่ม่ขาดตอนสมัยอยุธยา เพราะภัย สงคราม ทรงทราบว่าประเทศลังกามีพิธีวิสาขบูาใหญ่โตมาก จึงโปรดให้มีขึ้น
88 • การปริยัติศึกษา แต่เดิมมีเพียงการสอนก าหนดไว้ 3 ชั้น คือ o บาเรียนตรี เรียนพระสูตร o บาเรียนโท เรียนพระสูตร-พระวินัย o บาเรียนเอก เรียนพระสูตร-พระวินัย-พระอภิธรรม ทรงเห็นว่าความรู้ของพระสงฆ์อาจจะไม่เพียงพอ จึงโปรดให้เปลี่ยนแปลงใหม่เป็น 9 ประโยค ก าหนด หลักสูตรให้ยากขึ้นตามล าดับ ต้องสอบได้ 3 ประโยคจึงตะได้เป็นเปรียญ (พระมหา) เมื่อสอบได้ 4 ประโยค ก็เรียกว่าเปรียญ 4 ประโยค ต่อไปจนสอบได้ 9 ประโยค เรียกว่าเปรียญ 9 ประโยค นอกจากนี้ยังซ่อมแซม คัมภีร์พระไตรปิฎกที่ยังไม่ครบในสมัยรัชกาลที่ 1 ทั้งยังสร้างขึ้นใหม่อีก 1 จบเรียกชื่อว่า “ฉบับรดน ้าแดง” • สังคายนาสวดมนต์ ซึ่งถือเป็นเรื่องส าคัญเทียบกับการท าสังคายนาครั้งรัชกาลที่ 1 ทีเดียว โปรดให้ แปลพระปริตรทั้งหลายออกมาเป็นภาษาไทย และให้ข้าราชกาลฝ่ ายในฝึกหัดสวด คือสวดเหมือน อย่างที่พระสวด ให้มีความช านาญและออกเสียงอักขระพยัญชนะถูกต้อง ท่วงทีท านองชัดเจน เวลากลางคืนสวดพร้อมกันที่ท้องพระโรง รัชกาลที่3 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. 2367–2394) เป็นรัชสมัยที่พระพุทธศาสนา เจริญรุ่งเรืองมาก ทรงประสูติเมื่อ 31 มีนาคม 2330 ครองราชย์อยู่ 27 ปี ทรงก่อสร้างและบูรณะอาราม ต่างๆ มาก เช่น • การสร้างพระพุทธรูปต่างๆ ได้แก่ o พระพุทธอนันตคุณ วัดราชดฮรส o พระพุทธตรีโลกเชษฐ์ วัดสุทัศน์ (เป็นพระพุทธรุปใหญ่ที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์) o พระเสรฐมุนี วัดราชนัดดา o พระพุทธมหาโลกาภินันท์ วัดเฉลิมพระเกียรติ o พระพุทธไตรรัตนนายก ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโต” อยู่วิหารวัดกัลยาณมิตร นับว่าเป็น พระปางมารวิชัยที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร ชาวจีนให้ความเคารพมาก
89 o พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระปางไสยาสน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และ อีกองค์หนึ่งสร้างไว้ที่วิหารวัดราชโอรส ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ มีการสร้างรูปพระโพธิสัตว์ทั้ง 550 ชาติ มาสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงรังเกียจ โปรด ให้สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ตรวจค้นคัมภีร์เรื่องพุทธประวัติ เลือกพระอริยาบถ ต่างๆ แล้วสร้างรวมถึง 40 ปาง ประดิษฐานไว้ที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม • ทรงสร้างวัดจอมทอง คือวัดราชโอรส เป็นศีลปะแบบจีนที่สวยงามมาก โปรดให้ปั้นประดับ กระเบื้องเคลือบ และเป็นที่นิยมต่อมาถึงปัจจุบัน สร้างเจดีย์สถาน โดยให้แปลงสถูปที่ร้างตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 2 ที่วัดอรุณราชวรารามเป็นปรางค์สูงเส้นเศษ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ ทรง ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ ทรงสร้างเจดีย์ 2 องค์ อุทิศพระราชบิดา และส าหรับพระองค์เององค์ หนึ่ง พร้อมทั้งให้ประชุมกวีช่างหลวงแผนกต่างๆ หมอหลวงแต่งต ารา โคลงฉันท์ กาพย์ กลอน ต ารายา สมุนไพร ต าราเล่นแร่แปรธาตุ ท าเป็นแผ่นศิลาประดับไว้ตามวิหารและศาลาส าหรับ ประชาชนได้ศึกษา สร้างเจดีย์ที่วัดสระเกศ คือ เจดีย์ภูเขาทอง สร้างวัดเทพธิดา วัดราชนัดดา สร้าง โลหะปราสาท กวีในยุคนี้คือ สมเด็จกรมพระยาด ารงราชานุภาพ ได้ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในต านานพระพุทธเจดีย์(หน้า 206) ความว่า “วัดและหนังสือฝ่ ายพระศาสนาในกรุงเทพฯ นี้ นับว่าเกิดในรัชกาลที่ 3 มากกว่ารัชกาลอื่น แต่ก่อนมา” • ก าเนิดธรรมยุติกนิกาย พระราชโอรสองค์หนึ่งในรัชกาลที่ 2 คือเจ้าฟ้ามงกุฏ ออกผนวชเมื่อ พ.ศ. 2367 ได้รับพระฉายาว่า “วชิรญาโณ” เดิมจะทรงผนวชเพียง 1 เดือน ประทับที่วัดมหาธาตุ 3 วัน แล้วเสด็จประทับที่วัดสมอราย (คือวัดราชาธิวาส) ทรงปฏิบัติพระกรรมฐาน ทรงผนวชได้ 15 วัน พระราชบิดาก็สวรรคต กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ขึ้นเสวยราชย์ พระองค์จึงยังไม่สึกออกไป และเสด็จ กลับมาอยู่ที่วัดมหาธาตุอีก ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน ทรงเห็นว่าคณะสงฆ์ในตอนนั้น ประพฤติย่อหย่อนทางการปฏิบัติ และทรงเห็นว่าพระมอญปฏิบัติเคร่งจึงเสด็จไปศึกษากับพระ มอญ ชื่อพระสุเมธมุนี วัดบวรมงคล ฉายา พุทฺธว โส เดิมนั้นบวชมาจากเมืองมอญ สมัยนั้น พระบาทสมเด็จพระเมื่อรัชกาลที่ 3 ขึ้นครองราชย์แล้ว ได้แต่งตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ต่อมาจึง เชิญ วชิรญาโรภิกขุมาครองวัดบวรนิเวศน์ พระวชิรญาโณได้ทรงวางระเบียบคณะธรรมยุตขึ้น ทรง
90 เป็นอุปัชฌาย์เสียเอง ตอนนั้นยังพรรษาไม่ถึง 10 และพระองค์แปลงเป็นธรรมยุตเมื่อ พ.ศ. 2370 ที่ วัดสมอราย การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นท าให้สงฆ์แตกออกเป็น 2 นิกาย คือ คณะสงฆ์ไทยเดิม เรียกว่า “มหานิกาย” ส่วนคณะสงฆ์ที่ตั้งขึ้นใหม่ เรียกว่า “ธรรมยุติกนิกาย” สืบมา ครั้งนั้นพระสงฆ์ ธรรมยุติกนิกายห่มผ้าแบบพระมอญ ก่อนปลายสมัยรัชกาลที่ 3 เปลี่ยนมาห่มแบบมหานิกาย เมื่อ รัชกาลที่ 3 สวรรคตแล้ว พระวชิรญาโณ เสด็จลาผนวชขึ้นครองราชย์ พระสงฆ์ก็ขอกลับไปแบบ มอญอีก รัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฏ) ประสูติเมื่อ 18 ตุลาคม 2347 ขึ้น ครองราชย์เมื่อพระชนม์ได้ 47 พรรษา ทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ 7 เดือน และผนวชเป็นภิกษุเมื่อ พ.ศ. 2367 พระชนมายุได้ 21 พรรษา ทรงผนวชอยู่ 27 ปี ทรงลาผนวชมาครองราชย์สมบัติเมื่อ พ.ศ. 2394 ขณะที่ทรงผนวช ทรงเอาพระทัยใส่ในการพิทักษ์คุ้มครองโบราณวัตถุ เช่น เมื่อเสด็จธุดงค์ไปถึงเมืองสุโขทัย ทรงพบพระแท่นมนังคศิลาอาสน์ของพ่อขุนรามค าแหง จึงอัญเชิญมาไว้ที่วัดบวรนิเวศน์ ทรงเป็นคนแรกที่ อ่านศิลาจารึกนั้น ทรงเป็นคนแรกที่อ่านจารึกคาถา เย ธมฺมา ฯ อักษรคฤนถ์ และวินิฉัยว่าที่นั่นเป็นจุด เริ่มแรกที่พุทธศาสนาแผ่มาถึง ข้อนี้แสดงถึงความเป็นนักโบราณคดีของพระองค์ ทรงศึกษาสันสกฤตกับพราหมณ์ที่มาจากอินเดีย ภาษาลาตินจากบาทหลวง และภาษาอังกฤษกับ บาทหลวงอเมริกัน ปรากฏว่าเป็นกษัตริย์เอเซียพระองค์แรกทีรู้ภาษาอังกฤษจนสาามารถตรัสได้ แต่ง จดหมายได้ ทรงเป็นกษัตริย์ที่รอบรู้พระไตรปิฎกกว่ากษัตริย์พระองค์ใดในรัชวงศ์จักรี งานที่ทรงสร้างไว้ใน พุทธศาสนา พอสรุปได้ดังนี้ • สร้างอารามหลวง 5 แห่งคือ o วัดบรมนิวาส สร้างครั้งยังทรงผนวช เพื่อเป็นที่ประทับพระอริยาบถ (เดิมชื่อวัดนอก) o วัดโสมนัสวิหาร พ.ศ. 2396อุทิศพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางโสมนัสวัฒนาวดี o วัดปทุมวนาราม พ.ศ. 2400 พระราชทานเป็นวัดแด่สมเด็จพระเทพสิรินทราบรมราชินี o วัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมาราม พ.ศ. 2407 อุทิศเพื่อคณะสงฆ์ธรรมยุต ซึ่งเป็นศิษย์ ของพระองค์ o วัดมกุฏกษัตริยาราม พ.ศ. 2403
91 • ประเพณีมาฆบูชา ทรงเห็นว่าวันเพ็ญเดือน 3 ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักส าคัญแห่ง พระพุทธศาสนา คือโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางมหาสันนิบาติ พระอรหันต์ 1250 นั้นมีความส าคัญ มากวันหนึ่ง จึงโปรดให้มีขึ้นที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อ พ.ศ. 2394 ทรงก าหนดให้ราชการถือ เป็นวันส าคัญมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ และเรียกวันดังกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า วันจตุรงคสันนิบาต • ทรงวางพระองค์เป็นกลางในเรื่องลัทธินิกายแห่งศาสนา แม้พระองค์จะนับถือธรรมยุติกนิกาย แต่ เมื่อเสวยราชย์แล้ว ทรงไม่บีบบังคับการนับถือนิกายอื่นแล้วแต่ผู้ใดศรัทธาก็ให้นับถือตามที่ตนเอง ชอบใจ เพื่อให้เห็นว่าทรงเป็นกลางในราชพิธีหลวงทั้งปวง จึงโปรดให้นิมนต์พระทั้ง 2 นิกายรวมกัน เสมอมีฐานะเท่าเทียมกันเสมอมาจนตราบเท่าในปัจจุบัน • ทรงบ ารุงพุทธศาสนามหายาน ลัทธิมหายานได้เสื่อมจากประเทศไทยเป็นเวลานาน ครั้งทรงผนวช รู้จักพระภิกษุญวนบางรูป เช่น องค์ฮึง หรือพระครูสมณานัมคณาจารย์วัดอภัยบ ารุง เมื่อเสวยราชย์ ทรงนิมนต์พระญวนมาท าพิธีกงเต็กเจ้านายส าคัญ ต่อมาพวกญวนมาสร้างบ้านเรือนอยู่แถวริม คลองผดุงกรุงเกษม ได้สร้างวัดขึ้นทรงพระราชทานนามว่า “วัดสมณานัมบริหาร” (วัดญวนสะพาน ขาวในปัจจุบัน) รัชกาลที่5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าหัว หรือ พระปิยมหาราช ประสูติเมื่อ วันอังคาร แรม 3 ค ่า เดือน 10 ตรงกับวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 (ร.ศ.72) เมื่อพระชันษาเพียง 16 พรรษา ต้องมีผู้ส าเร็จ ราชการแทนพระองค์ พอพระชันษาครบ 20 พรรษาจึงเสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาดาราม มูลเหตุแห่งการออกผนวช สันนิฐานได้ 2 ประการ คือ • เพื่อทรงอุทิศส่วนพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถ • เพื่ออนุวัตตามประเพณีนิยมของไทย แต่บางท่านให้ข้อคิดว่า การออกผนวชเป็นพระราชกุศโลบายในเวลานั้น ประชาชนทั้งประเทศยอมรับว่า อ านาจการปกครองแผ่นดิน ตกอยู่กับสมเด็จพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ การ
92 ที่พระองค์จะขอให้ผู้ส าเร็จราชการมอบอ านาจถวาย ดูเป็นการไม่สมควร แต่เมื่อบรรลุนิติภาวะได้ผนวชแล้ว ผู้ส าเร็จราชการคงมอบอ านาจการปกครองแผ่นดินให้แน่และเป็นพิธีที่นุ่มนวล ดังนั้นพระองค์จึงลาผนวช แล้ว ก็ได้มีพิธีบรมราชาภิเษกใหม่อีกครั้ง ซึ่งเป็นไปตามที่พระองค์ทรงคาดไว้ พระราชกรณีกิจที่เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา พอสรุปได้ คือ • ทรงวางแนวการปกครองคณะสงฆ์ โดยทรงกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติลักษณะ ปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ขึ้น นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ 2 ที่ตรากฏหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ ตรงกับ พ.ศ. 2446 เวลานั้นไทยมีพระอยู่ 3 นิกายคือ o มหานิกาย คือ คณะสงฆ์ไทยเดิม o ธรรมยุติกนิกาย คือ คณะสงฆ์ที่สืบมาจากพระวชิรญาณเถระ (เจ้าฟ้ามงกุฏ) ครั้งราชการ ที่ 3 o รามัญนิกาย คือ คณะสงฆ์ที่สืบมาจากประเทศรามัญ ทุกนิกายที่กล่าวนี้รวมเป็นนิกายฝ่ ายใต้ คือ เถรวาท หรือ หินยาน และมีนิกายฝ่ ายเหนืออยู่อีก 2 นิกายคือ อานัมนิกาย (ญวน) และจีนนิกาย ทั้งสองนิกายนี้เป็นมหายาน การปกครองคณะสงฆ์ครั้งสมัยรัชการที่ 5 แบ่งเป็น 4 คณะคือ o คณะเหนือ o คณะใต้ o คณะกลาง o คณะธรรมยุต ด้วยการที่ต้องการให้เป็นสงฆ์มณฑล โปรดตราพระราชบัญญัติ การปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. 121 มีทั้งหมด 45 มาตรา (ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 29 หน้า 214 ร.ศ. 121) • การสร้างและบูรณะวัด ในกรุงเทพฯ กษัตริย์ไทยทุกพระองค์ล้วนมีวัดประจ าราชการ เช่น o รัชการที่ 1 ได้แก่ วัดพระเชตุพน
93 o รัชการที่ 2 ได้แก่ วัดอรุณ o รัชการที่ 3 ได้แก่ วัดราชโอรส o รัชการที่ 4 ได้แก่ วัดราชประดิษฐ์ o รัชการที่ 5 ได้แก่ วัดราชบพิธ นอกจากนี้ยังมีวัดเทพศิรินทราวาส สร้างอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระเทพ ศิรินทราบรมราชชนนี และ วัดเบญจมบพิตร (วัดไทรทอง) ต่อมามีเจ้านาย 5 พระองค์ร่วมกันปฏิสังขรณ์ ครั้นถึงรัชการที่ 4 จึงถวาย พระนามว่า “วัดเบญจมบพิตร” ซึ่งหมายถึงเจ้านาย 5 พระองค์ทรงร่วมกันปฏิสังขรณ์ มาถึงรัชการที่ 5 ทรง ให้รื้อแล้วสร้างใหม่หมด เมื่อ พ.ศ. 2442 พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม” ซึ่งตัว พระอุโบสถสร้างด้วยหินอ่อนจากอิตาลี ฝรั่งเรียกวัดนี้ว่า “วัดหินอ่อน” (Marble-Temple) และทรงหล่อ จ าลองพระพุทธชินราชจากเมืองพิษณุโลกมาไว้เมื่อ พ.ศ.2444 ส่วนทางหัวเมืองทรงสร้างวัดนิเวศน์ธรรม ประวัติ วัดอัษฎางคนิมิตร วัดจุฑาทิศราชธรรมสภา รวมทั้งองค์พระปฐมเจดีย์ด้วย • ให้บรรจุพระบรมสาริกธาตุ ที่เจดีย์ภูเขาทองวัดสระเกศ เมื่อ พ.ศ. 2441 ที่ขุดพบที่เมืองกบิลพัสดุ์ ประเทศอินเดีย มีประเทศที่นับถือ คือ ญี่ปุ่ น พม่า ลังกา ต่างต้องการพระองค์จึงแบ่งให้กับประเทศ เหล่านี้ด้วย • สร้างพระไตรปิฎก เมื่อ พ.ศ. 2431 ทรงสร้างพระไตรปิฎกที่มีอยู่ในประเทศ เวลานั้นยังเป็นอักษร ขอมอยู่ในใบลาน จึงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นวชิรญาณวโรรส และพระเถระช่วยกัน ช าระและถ่ายทอดตัวอักษรขอมเป็นไทย แล้วพิมพ์ เป็นเล่มหนังสือ จ านวน 39 เล่ม พิมพ์ 1,000 ชุดแล้วพระราชทานไปทั้งในประเทศและต่างประเทศ กล่าวได้ว่า ไทยเป็นประเทศแรกที่พิมพ์ พระไตรปิฎกเป็นเล่มหนังสือ • ให้วัดเป็นโรงเรียน โปรดให้พระราชาคณะ และพระครูฐานานุกรมทั้งหลาย เปรียญอันดับ สอนพระ เณรและศิษย์วัด โดยพ่อแม่ได้น าลูกไปฝากเรียนที่วัด เพราะเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อ ศาสนา ถ้าเป็นคฤหัสถ์จะเป็นก าลังแก่ทางราชการ
94 • ทรงวางริเริ่มให้มีมหาวิทยาลัย พระองค์เคยเสด็จประภาสยุโรป ทรงเห็นการศึกษาของพระทาง ศาสนาคริสต์ มีการศึกษาชั้นสูง จึงมีพรระประสงค์ ต้องการให้พระไทยมีการศึกษาที่สูงบ้าง จึงทรง สถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2432 ต่อมา พ.ศ. 2439 พระองค์จึงทรงพระราชทานนาม ว่า “มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” เพื่อให้เป็นที่ศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นสูง และในปี พ.ศ. 2436 โปรดให้เปิดอีกแห่งหนึ่งที่วัดบวรนิเวศน์ พระราชทานนามว่า “มหามกุฏราชวิทยาลัย” เพื่อเป็น อนุสรณ์แด่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้ง 2 สถาบันนี้ทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็ น มหาวิทยาลัย ตอนนั้นยังไม่ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2489 มหามกุฎราชวิทยาลัย เปิด การสอนระดับมหาวิทยาลัยขึ้น และ พ.ศ. 2490 มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จึงเปิดเช่นกัน การ สร้างมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทรงสร้างอาคารหลังยาวข้างสนามหลวง เพื่อเป็นที่เชิญพระศพ พระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฏราชกุมาร มาประดิษฐานบ าเพ็ญพระราชกุศล ณ ท้องสนามหลวง ต่อมาจึงทรงอุทิศถวายอาคารนี้แก่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อถึงรัชการที 6 ทรงเห็นว่าคณะสงฆ์ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะจัดท าเป็นสถานศึกษาชั้นสูง จึงทรงให้ใช้ เป็นหอสมมุดแห่งชาติสืบมา (ปัจจุบันเป็นที่ท างานของราชบัณฑิตสถานและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เพราะหอสมุดแห่งชาติได้ย้ายไปอยู่ที่ท่าวาสุกรีแล้ว) และในรัชสมัยรัชการที่ 6 นั้นโปรดให้ยกโรงเรียน ข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็นมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2459 พระราชทานนามว่า “จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย” ดัง ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนี้ รัชการที่6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโอรสองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ประสูติวันเสาร์ ขึ้น 2 ค ่า เดือนยี่ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม 2423 ทรงพระนามว่าสมเด็จ เจ้าฟ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ทรงเป็นกษัตริย์นักปราชญ์ของไทย จนได้รับการเฉลิมพระนามว่า สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงงานราชนิพนธ์ไว้ เช่น “เรื่องเทศนาเสือป่ า” อีกทั้งพระองค์ยังเป็นกษัตริย์ พระองค์แรกที่ท าพิธีแสดงตนเป็นพุทธมามากะ โดยตามประเพณี พระกุมารทุกองค์ต้องผนวชเป็นสามเณร วิธีการคือ ให้ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ รับไตรสรณคม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จากนั้นก็ทรงรับ ศีล 5 และธรรมจริยาอื่นๆ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้น าเอาพิธีนี้ไปปฏิบัติ คือน าเด็กเข้าแสดงตนเป็น พุทธมามกะทุกปี ในรัชการของพระองค์ทรงมีพระราชนิยมในการศึกษาและสร้างโรงเรียน ดังทรงมีพระราช กรณียกิจ พอสังเขป คือ
95 • สร้างโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย • พระเณรได้รับการยกเว้นการเกณฑ์ทหาร ทางราชการได้ประกาศ พ.ร.บ. เกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 ว่าบรรดาชายร่างกายสมบูรณ์ ต้องเป็นทหารรับใช้ ชาติ ยกเว้นพระภิกษุเท่านั้น เพราะถือว่าได้สละผลประโยชน์ทางโลกและช่วยพัฒนาจิตใจประชาชนอยู่ แล้ว ดังนั้นมหาเถรสมาคม ประชุมกันและอนุมัติหลักสูตรการเรียนคือ มีความรู้ด้านธรรม รู้หลักการเขียน การเรียงความแก้กระทู้ธรรม ต่อมาได้กลายเป็นหลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก ในรัชการนี้อีกทั้งการเรียนบาลี ก็ยังมีเรียนกันอยู่ ปี พ.ศ.2459 จึงได้มีประกาศห้ามสามเณรที่อายุต ่ากว่า 19 ปี สอบนักธรรม เพราะว่ามี สามเณรสอบกันมาก แม้จะสอบได้แต่ก็รับประกาศนียบัตรไม่ได้ เพราะยังไม่ได้บวชเป็นพระ และทาง ราชการก็ก าหนดอายุผู้จะเกณฑ์ทหารเป็น 21 ปี และยกเว้นสามเณรผู้สอบบาลี แม้อายุไม่ครบ 19 ปี ก็ อนุญาตให้สอบ รัชการที่7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช หรือกรมหลวงสุโขทัยธรรม ราชา) ประสูติเมื่อวันพุธ แรม 14 ค ่า เดือน 11 ปีมะเส็ง ตรงกับวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 เป็นโอรส องค์สุดท้ายในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 ในรัชการของพระองค์นี้เป็นสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านการเมือง การเศรษฐกิจและการศึกษา มีเรื่อง ที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งคือ นายนรินทร์ กลึง ได้บวชลูกสาวเป็นสามเณร ณ วัดนารีย์วงศ์ นนทบุรี สมเด็จ พระสังฆราชเจ้า จึงได้ประกาศห้าม ซึ่งสรุปความในประกาศได้ว่า “หญิงซึ่งจักได้สมมติตนเป็นสามเณรีโดย ถูกต้องตามพุทธานุญาตได้นั้น ต้องส าเร็จด้วยนางภิกษุณีผู้มีพรรษา 12 ล่วงแล้ว เป็นปวัตตินี (อุปัชฌาย์) ไม่ได้ทรงอนุญาตให้ภิกษุเป็นอุปัชฌาย์ นางภิกษุณีก็สูญไปนานแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้สามเณรีผู้บวชจากภิกษุ ก็เป็นไปไม่ได้ ผู้ใดให้บรรชา ถือว่าผิดพุทธบัญญัติ ห้ามบวชหญิงเป็นภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี ตั้งแต่บัดนี้” (พ.ศ. 2471) พ.ศ. 2472 อนุญาตให้คฤหัสถ์ เข้าสอบไล่นักธรรมชั้นตรี ร่วมกับพระเณร เนื่องจากการได้รวมเอา การศึกษาฝ่ ายศาสนาและบ้านเมืองเข้าด้วยกัน ในกระทรวงธรรมการ และโปรดให้พระสงฆ์ร่วมมือกัน จัดการสอนจรรยาในโรงเรียนรัฐบาล และในปีเดียวกันนั้นเองก็อนุญาตให้สตรีเข้าสอบนักธรรมร่วมกับพระ เณร โดยเปลี่ยนหลักสูตรเพียงเล็กน้อย เอาวินัยออกเพิ่มเบญจศีล เบญจธรรมกับอุโบสถศีลเข้าไป เรียก การศึกษานี้ว่า “ธรรมศึกษาตรี”
96 พ.ศ. 2473 ก็อนุญาตให้ชายหญิงเข้าสอบ “ธรรมศึกษาโท” และในปี พ.ศ. 2478 จึงอนุญาตให้สอบ “ธรรมศึกษาเอก”แต่ย้อนขึ้นไปเมื่อ พ.ศ. 2471 ได้มีระเบียบกระทรวงธรรมการว่า ใครสอบนักธรรมชั้นตรีได้ ให้ถือเป็นวิชาเลือกขุดหนึ่งส าหรับการเลื่อนวิทยฐานะ จึงท าให้ครูและพระที่สอบวิชาครูได้ประโยชน์ อนึ่ง เกี่ยวกับการศึกษาทางด้านบาลี โดยเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเล็กน้อย คือมีคนต่างชาติเข้ามาสู่ประเทศ ไทยมากขึ้น ต้องการให้พระภิกษุได้อธิบายธรรมวินัยให้ชาวต่างชาติรู้เรื่อง จึงเพิ่มวิชาภาษาอังกฤษเข้าเป็น วิชาปุรภาคในชั้น ป.ธ. 6 โดยวิชานี้ใครต้องการสอบให้ขวนขวายหาเรียนเอง ก าหนดการสอบดังนี้ o เขียนอักษรหวัด o แปลงอังกฤษเป็นไทย o อ่านฟังส าเนียงอย่างละ 10 บรรทัด พ.ศ. 2475 ให้เพิ่มวิชาแปลไทยเป็นอังกฤษเข้าไป นับว่าการศึกษาภาษาอังกฤษได้เริ่มมีแต่นั้น นอกจากนี้ ยังมีพระราชกรณีกิจเกี่ยวกับพุทธศาสนา เช่น ทรงให้พิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ (ฉบับของประเทศสยาม) เป็นจ านวน 45 เล่ม โดยมีตราช้าง เป็นเครื่องหมายอยู่หน้าปกทุกเล่ม ได้อาราธนาพระวรวงศ์เธอกรมหลวงชินวรสิริวัฒน์สมเด็จพระสังฆราช เจ้าทรงเป็นประธานในการสอบช าระ รัชการที่8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงเป็นโอรสองค์ที่ 2 ของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล อดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์กับหม่อมสังวาลย์ ตละภัฏ คือสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีใน ปัจจุบัน ประสูติเมื่อ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 (ปีเดียวกับที่รัชการที่ 7 ขึ้นเสวยราชย์) พระราชกรณีกิจที่ทรง กระท า พอสังเขป คือ • เกี่ยวกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้ทรงเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ร.ศ. 121 ซึ่งใช้ปกครอง คณะสงฆ์มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาเป็นการปกครองแบบสังฆสภามีสังฆนายก สังฆนมตรีเป็นผู้ บริหารงานคณะสงฆ์ ประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2484 โดย พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่พูดถึงนิกายใดๆ เลย จึง นับว่าเป็นฉบับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
97 • การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย มีการช าระพระไตรปิฎกหลายครั้ง คือสมัยรัชกาลที่ 1 ที่ 5 และ ที่ 7 แต่ยังไม่เคยแปลเป็นภาษาไทยให้หมดทุกปิฎก พระไตรปิฎกคงใช้ภาษาบาลีตลอดมา จนถึง พ.ศ. 2483 คือสมเด็จพระสังฆราช (ติสฺสเทว แพ) วัดสุทัศนเทพวรารามพร้อมด้วยคณะรัฐบาล ร่วมมือกันกระท าจนส าเร็จ ท าอยู่นานถึง 12 ปี คือเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2495 จ านวน 80 เล่ม และ จัดพิมพ์ฉลอง 25 พุทธศตวรรษ(ตรงกับพ.ศ. 2500) พิมพ์จ านวนทั้งสิ้น 2,500 ชุด นิมนต์พระสงฆ์ มาเจริญพระพุทธมนต์ถึง 2,500รูป และคณะรัฐบาลได้อุทิศที่ดินแปลงใหญ่ที่ต าบล ศาลายา อ าเภอ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐมให้เป็นพุทธมณฑล • สร้างวัด คือวัดพระศรีมหาธาตุ (บางเขน) โดยคณะรัฐบาลมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายก สมัยนั้น และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้พระสงฆ์ 2 นิกายได้อยู่ร่วมกัน โดยคัดเลือกพระจากวัด ต่างๆ จ านวน 24 รูป นิกายละ 12 รูป แต่ไม่นานนักฝ่ายธรรมยุติกนิกายก็ได้ครองวัดสืบต่อมา รัชกาลที่9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประสูติเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ เมือง แคมบริดจ์ รัฐแมสซาซูเสตต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จครองราชย์สมบัติเมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระชนมายุได้ 19 พรรษา ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ” ทรงเป็น กษัตริย์ที่มีพระชนมายุยาวนานที่สุดของราชวงศ์จักรี พระราชกรณีกิจที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา พอสังเขป ดังนี้คือ • มหาวิทยาลัยสงฆ์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง 2 แห่งนี้ตั้งขึ้นแล้วเมื่อ สมัยรัชกาลที่ 5 คือ สภาการศึกษา มหามกุฏราชวิทยาลัย ณ วัดบวรนิเวศน์ เมื่อพ.ศ.2489 และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราช วิทยาลัย เมื่อพ.ศ. 2490 เพิ่งจะมีการสอนจริงจังในรัชกาลนี้เอง โดย 2 มหาวิทยาลัยนี้ให้ความรู้ อย่างทันสมัยแก่พระภิกษุสามเณรควบคู่ไปกับความรู้ทางพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ ท าให้ พระภิกษุมีความรู้ที่ทันสมัย เหมาะแก่การเผยแผ่พุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน • โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โรงเรียนประเภทนี้มีขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศซีรอน โดยนายทหาร อเมริกันชื่อ Henry Steel Ollcot ได้เปิดการสอนในวันอาทิตย์ เพื่อฝึกเด็กชาวพุทธ ให้มีความรู้แข่ง กับศาสนาคริสต์ ซึ่งชอบลังแกชาวพุทธในซีรอน