The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมแผนการสอน หน่วย-1 เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์ ม.2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kansuda Chaiyo, 2022-09-13 10:01:28

รวมแผนการสอน หน่วย-1 เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์ ม.2

รวมแผนการสอน หน่วย-1 เรื่องระบบในร่างกายมนุษย์ ม.2

แผนการจดั การเรียนรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว22102 ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 2
เวลาเรียน 6 ชั่วโมง
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 เร่อื ง ระบบร่างกายมนษุ ย์ เวลาเรียน 6 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 1 เร่อื ง ระบบหายใจ

มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 1.2 เขา้ ใจสมบัติของสงิ่ มชี วี ิต หนว่ ยพน้ื ฐานของส่ิงมชี วี ติ การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ ความสมั พนั ธข์ อง

โครงสรา้ ง และหน้าท่ีของระบบตา่ ง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ที่ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ ง และหนา้ ที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชท่ีทางานสมั พนั ธก์ นั รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตัวช้ีวัด
ว 1.2 ม.2/1 ระบอุ วยั วะและบรรยายหนา้ ที่ของอวยั วะทีเ่ กีย่ วข้องในระบบหายใจ
ม.2/2 อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใชแ้ บบจาลอง รวมทั้งอธิบายกระบวนการ แลกเปล่ยี นแกส๊
ม.2/3 ตระหนกั ถึงความสาคญั ของระบบหายใจ โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวยั วะในระบบ
หายใจให้ทางานเป็นปกติ
สาระสาคัญ
ระบอุ วัยวะและบรรยายหนา้ ท่ีของอวยั วะทเ่ี กี่ยวข้องในระบบหายใจ
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายโครงสร้างและหน้าท่ีของอวยั วะทเ่ี กยี่ วข้องในระบบหายใจได้ (K)
2. อธิบายการเคล่ือนท่ีของอากาศเข้าและออกจากปอดได้ (K)
3. อธบิ ายกลไกการหายใจเขา้ และออกได้ (K)
4. อธิบายการแลกเปลี่ยนแก๊สบรเิ วณปอดและบริเวณเซลลข์ องร่างกายได้ (K)
5. เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของกระดูกซี่โครงและกะบังลมขณะหายใจเข้าและออกได้ (K)
6. เปรยี บเทยี บการทางานของปอดจาลองกับการทางานของปอดในร่างกายได้ (K)
7. เปรียบเทียบสดั สว่ นของแก๊สตา่ ง ๆ ในอากาศท่ีเขา้ และออกจากรา่ งกายได้ (K)
8. เขียนลาดับการเคลื่อนที่ของอากาศผา่ นอวัยวะตา่ ง ๆ เข้าและออกจากปอดได้ (P)
9. จาลองการทางานของปอดในการหายใจเขา้ และออก (P)

10. วัดความจุอากาศของปอด (P)

11. ตระหนกั ถึงความสาคัญของอวยั วะในระบบหายใจและการดูแลรักษาอวัยวะในระบบหายใจ (A)

12. สนใจใฝร่ ู้ในการศึกษา (A)

สมรรถนะสาคัญและคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

1. ความสามารถในการสือ่ สาร 1. มวี นิ ยั

2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รยี นรู้

1) ทกั ษะการสังเกต 3. ม่งุ ม่นั ในการทางาน

2) ทกั ษะสารวจคน้ หา

3) ทกั ษะการลงความเห็นจากข้อมูล

4) ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลง

ข้อสรปุ

3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

สาระการเรียนรู้
- ระบบหายใจมีอวัยวะตา่ ง ๆ ท่เี กี่ยวข้อง ได้แก่ จมูก ทอ่ ลม ปอด กะบงั ลม และกระดกู ซี่โครง
- มนษุ ยห์ ายใจเข้าเพื่อนาแก๊สออกซิเจนเขา้ สู่รา่ งกายเพ่ือนาไปใช้ในเซลล์ และหายใจออกเพอื่ กาจัดแก๊ส

คารบ์ อนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
- อากาศเคล่ือนทเ่ี ข้าและออกจากปอดได้ เน่ืองจากการเปลยี่ นแปลงปรมิ าตร และความดันของอากาศ

ภายในช่องอกซ่ึงเกย่ี วข้องกบั การทางานของกะบังลมและกระดกู ซีโ่ ครง
- การแลกเปลีย่ นแก๊สออกซิเจนกบั แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในรา่ งกายเกิดขน้ึ บริเวณ ถุงลมในปอดกบั หลอด

เลอื ดฝอยที่ถงุ ลม และระหวา่ งหลอดเลือดฝอยกบั เน้ือเย่ือ
- การสบู บหุ รี่ การสูดอากาศทมี่ ีสารปนเปื้อน และการเป็นโรคเกีย่ วกับระบบหายใจบางโรค อาจทาใหเ้ กิด

โรคถุงลมโป่งพอง ซง่ึ มีผลให้ความจอุ ากาศของปอดลดลง ดังน้ัน จึงควรดูแลรักษาระบบหายใจให้ทาหนา้ ทเี่ ปน็ ปกติ

กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขน้ั นา
กระตนุ้ ความสนใจ (Engage) (ช่วั โมงที่ 1)

1. นักเรยี นทาแบบทดสอบกอ่ นเรยี น หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 ระบบร่างกายมนุษย์
2. ถามคาถามกระตุน้ ความสนใจของนักเรียนว่า นักเรยี นรู้จักระบบของรา่ งกายระบบใดบา้ ง และระบบท่ี
ร้จู ักมคี วามสาคัญอย่างไร
(แนวตอบ คำตอบขนึ้ อยู่กับดุลยพินิจของครผู ้สอน เช่น ระบบย่อยอำหำรทำหน้ำทีย่ ่อยอำหำรให้เปน็ สำรอำหำร
เพ่ือนำไปใชใ้ นกำรสร้ำงพลงั งำนเพ่อื กำรดำรงชวี ติ หรือระบบขับถ่ำยทำหนำ้ ท่ีกำจัดของเสยี ต่ำงๆ ออกจำก
รำ่ งกำย)
3. ถามคาถาม Big Question จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 กับนกั เรยี นว่า ระบบตา่ ง ๆ ใน
รา่ งกายมนุษย์มีการทางานอย่างไร
(แนวตอบ คำตอบขึน้ อยู่กับดุลยพนิ จิ ของครผู ้สอน เช่น ระบบหำยใจมกี ำรหำยใจนำอำกำศจำกภำยนอกเข้ำสู่
ร่ำงกำยเพ่อื นำอำกำศท่ีมีแก๊สออกซิเจนสูงไปแลกเปลย่ี นแก๊สท่ปี อดและนำอำกำศทมี่ ีแกส๊ คำรบ์ อน- ไดออกไซดส์ งู
มำกำจดั ออกจำกร่ำงกำยผำ่ นกำรหำยใจออก หรือระบบหมุนเวียนเลือดมหี วั ใจ ทำหน้ำท่ีสบู ฉดี เลือดไปตำมหลอด
เลือดอำร์เตอรีเพ่อื นำเลือดที่มีแกส๊ ออกซเิ จนสงู ไปหล่อเลีย้ งเซลล์ต่ำง ๆ ทวั่ ร่ำงกำย และนำเลือดท่ีมีแก๊ส
คำร์บอนไดออกไซด์สงู กลับเข้ำสหู่ ัวใจทำงหลอดเลอื ดเวนหรอื นำเลอื ดทม่ี ีของเสยี ไปกำจดั ออกทำงอวยั วะต่ำง ๆ เช่น ไต)
4. นักเรยี นทา Understanding Check จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจ
ของตนเองกอ่ นเรยี น
5. ถามคาถาม Prior Knowledge จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 เพ่อื ทบทวนความรู้เดมิ ของ
นักเรยี นว่า มนุษยห์ ายใจเข้าและออกผา่ นทางอวัยวะใด (แนวตอบ จมูกและปำก)

ช้ันสอน
สารวจค้นหา (Explore) (1 ช่วั โมง)

1. เกริน่ ให้นักเรยี นฟงั วา่ ระบบหายใจเป็นระบบแลกเปลยี่ นแก๊สของร่างกายกบั สงิ่ แวดล้อม โดยแกส๊ ออกซิเจนจาก
สิง่ แวดลอ้ มเขา้ ส่รู า่ งกายและถกู นาไปใช้สลายสารอาหารภายในเซลลเ์ พ่ือสรา้ งพลงั งาน ซึง่ ได้แกส๊
คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเป็นผลติ ภัณฑท์ จี่ ะถูกนาไปกาจัดออกทางการหายใจออก ระบบหายใจมปี อดเป็น
อวยั วะสาคัญในการแลกเปล่ยี นแกส๊

2. นักเรียนศึกษาโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องอวัยวะในระบบหายใจ ประกอบด้วยจมกู ท่อลม ปอด และอวัยวะที่ทา
หนา้ ท่เี กีย่ วกบั การหายใจ ได้แก่ กะบงั ลมและกระดกู ซโี่ ครง โดยใช้แบบจาลองอวัยวะในระบบหายใจ หรือ
ภาพจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หรือใช้วดี ิทัศนจ์ ากสอื่ ออนไลน์ เรอ่ื ง ระบบหายใจ เช่น

- https://www.youtube.com/watch?v=uyqt7ekkP2E
- https://www.youtube.com/watch?v=mOKmjYwfDGU
- https://www.youtube.com/watch?v=PLFq-1h4870

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากหมายเลขของนักเรียน 5 คน อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ทขี่ องอวยั วะในระบบหายใจ ประกอบด้วยจมกู

ท่อลม ปอด กะบังลม และกระดกู ซ่ีโครง
2. จับสลากหมายเลขของนักเรียน 3 คน ร่วมกันเขียนแผนผังแสดงการเคลื่อนท่ีของอากาศเขา้ และออกจาก

ร่างกาย พร้อมอธบิ ายแผนผังแสดงการเคลื่อนที่ของอากาศ
3. ถามคาถามนักเรียน โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
- อากาศจากสิ่งแวดล้อมทผี่ ่านเขา้ ส่รู ่างกายจะผา่ นอวยั วะใดบ้าง
(แนวตอบ อำกำศเคล่ือนที่เข้ำสู่ร่ำงกำยทำงจมกู หรือปำก ผำ่ นเข้ำสู่โพรงจมูก ทอ่ ลม ปอด และถงุ ลม ตำมลำดับ)
- ในอากาศประกอบด้วยฝนุ่ ละอองและเชื้อโรคจานวนมาก ระบบหายใจจะมีการป้องกันการหายใจนาฝุ่นละออง

และเชือ้ โรคเข้าสรู่ า่ งกายได้อย่างไร
(แนวตอบ ภำยในโพรงจมกู มีขนทำหนำ้ ท่ีกรองฝนุ่ ละออง เชอ้ื โรค และสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เขำ้ สทู่ ำงเดินหำยใจ

และบรเิ วณเซลลเ์ ยื่อบุของผนังทอ่ ลมสำมำรถดักจับฝุ่นละออง เชื้อโรคและสงิ่ แปลกปลอมไมใ่ หเ้ ข้ำส่ปู อด)
- ถงุ ลมมีลกั ษณะสาคญั ทเี่ หมาะสมต่อการแลกเปลีย่ นแก๊สอย่างไร
(แนวตอบ ถุงลมมลี ักษณะเป็นถุงขนำดเล็ก มผี นงั บำง และมหี ลอดเลือดฝอยมำหล่อเลย้ี งจำนวนมำก ซึง่ ทำให้

เกดิ กำรแลกเปล่ยี นแก๊สระหว่ำงถงุ ลมกับหลอดเลือดฝอย)
- กะบังลมและกระดูกซโี่ ครงเกี่ยวข้องกบั การหายใจอย่างไร
(แนวตอบ กะบังลมทำหน้ำท่ีร้งั ปอดลงเพอื่ ให้อำกำศผ่ำนเข้ำสู่ปอดขณะหำยใจเขำ้ และดนั ปอดขึ้นเพื่อไล่อำกำร

ออกจำกปอดขณะหำยใจออก สว่ นกระดกู ซโี่ ครงทำงำนรว่ มกบั กล้ำมเนื้อยึดกระดูกซโี่ ครงในกำร
เปลยี่ นแปลงปรมิ ำตรของช่องอกระหวำ่ งกำรหำยใจเข้ำและออก)
4. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างและหนา้ ท่ีของอวัยวะในระบบหายใจ เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดงั น้ี
ระบบหายใจประกอบดว้ ยจมูกซง่ึ ภายในมีขนทาหนา้ ท่ีกรองฝุ่นละออง เชื้อโรคและสงิ่ แปลกปลอมไม่ให้เข้าสู่
ทางเดินหายใจ ท่อลมเป็นทอ่ กลวง ประกอบดว้ ยกระดูกออ่ นรปู เกอื กม้าช่วยป้องกนั การแฟบหรอื ยุบตวั ขณะ
หายใจเข้าและออก ท่อลมเป็นทางผ่านของอากาศเข้าสปู่ อดและชว่ ยดักจับฝนุ่ ละออง เชื้อโรค และสิ่ง

แปลกปลอมไมใ่ ห้เข้าสู่ปอด ปอดประกอบด้วยถุงลมจานวนมาก ซ่ึงจะมีการแลกเปลยี่ นแกส๊ ระหวา่ งถุงลมกบั
หลอดเลือดฝอย และอวัยวะที่เกยี่ วขอ้ งกับระบบหายใจ ได้แก่ กะบังลมทาหน้าที่ร้ังหรอื ดันปอดในขณะ
หายใจเขา้ และออก และกระดูกซีโ่ ครงทาหน้าท่รี ว่ มกบั กล้ามเน้อื ยึดกระดูกซ่ีโครงในการเปลยี่ นแปลง
ปรมิ าตรของช่องอกระหวา่ งการหายใจเข้าและออก

ขน้ั สอน (ช่วั โมงที่ 2)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ทบทวนความรู้จากชัว่ โมงท่ีแล้วใหน้ ักเรียนทราบพอสงั เขปวา่ ระบบหายใจประกอบด้วยอวยั วะท่ีเปน็ ทางผา่ น

ของอากาศ ได้แก่ จมูก ท่อลม ปอด และอวยั วะท่ที าหน้าท่ีเก่ยี วกับการหายใจ ไดแ้ ก่ กะบังลมและกระดูก
ซ่โี ครง พรอ้ มอธบิ ายหน้าทีข่ องแต่ละอวัยวะให้นักเรียนฟังพอสังเขป
2. นกั เรยี นลองสดู ลมหายใจเข้าและออกและสังเกตว่าการเปลยี่ นแปลงอวยั วะตา่ ง ๆ แลว้ ถามนักเรียนว่า เมื่อ
หายใจเขา้ และออกจะมีการเปล่ียนแปลงของอวยั วะใดบ้าง
(แนวตอบ กำรเปลี่ยนแปลงของปอด กะบงั ลม และกระดูกซโ่ี ครง)
3. เกรนิ่ ให้นกั เรียนฟงั วา่ เมื่อหายใจเขา้ และออกจากรา่ งกายจะมกี ารเปล่ยี นแปลงของกระดูกซ่โี ครงและ กะบังลม
ทาใหป้ ริมาตรของช่องอกและความดนั ภายในชอ่ งอกเปล่ียนแปลง
5. นกั เรียนศึกษากลไกการหายใจเขา้ และการหายใจออกจากรา่ งกาย จาก QR Code เร่อื ง กลไกการหายใจ หรอื
จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
6. เกริน่ ใหน้ ักเรียนฟงั วา่ เมื่อหายใจนาอากาศเขา้ ส่ปู อดจะเกิดการแลกเปล่ียนแก๊สระหว่างแก๊สออกซิเจนกับแก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ เกิดขนึ้ 2 บรเิ วณ ได้แก่ บรเิ วณปอดและบรเิ วณเซลล์ต่าง ๆ ของรา่ งกาย
7. นกั เรียนศึกษาการแลกเปล่ยี นแกส๊ บรเิ วณปอดและบริเวณเซลลต์ ่าง ๆ ของร่างกาย จากหนังสือเรยี น
วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรอื ใช้วิดที ศั นจ์ ากสือ่ ออนไลน์ เร่ือง การแลกเปล่ยี นแกส๊ เช่น
- https://www.youtube.com/watch?v=kacMYexDgHg

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากหมายเลขของนักเรยี น 3 คู่ เปรียบเทียบการเปลีย่ นแปลงของอวัยวะในช่องอกระหว่างการหายใจเข้า

และหายใจออก
2. จับสลากหมายเลขของนักเรียน 2 คน อธบิ ายการแลกเปล่ยี นแกส๊ ทเี่ กิดขึ้นบริเวณปอดและบรเิ วณเซลล์ ตา่ ง ๆ

ของร่างกาย
3. ถามคาถามนักเรียน โดยใช้คาถามต่อไปน้ี
- เม่อื หายใจเขา้ และออก กลา้ มเนอ้ื ยดึ กระดูกซโี่ ครงและกล้ามเนอ้ื กะบงั ลมมกี ารทางานอยา่ งไร

(แนวตอบ เมื่อหำยใจเขำ้ กลำ้ มเน้ือยดึ กระดกู ซีโ่ ครงหดตัวทำให้กระดูกซีโ่ ครงเลอื่ นสงู ขึน้ กลำ้ มเนือ้ กะบงั ลม
หดตัวทำใหก้ ะบงั ลมเล่ือนตำ่ ลง แต่เม่อื หำยใจออก กลำ้ มเน้ือยึดกระดกู ซโ่ี ครงคลำยตวั ทำใหก้ ระดูกซโี่ ครง
เลือ่ นตำ่ ลง กลำ้ มเน้ือกะบังลมกะบังลมคลำยตัวทำใหก้ ะบังลมเล่ือนสงู ขึ้น)

- เมอ่ื หายใจเขา้ และออก ปริมาตรและความดันในชอ่ งอกเป็นอยา่ งไร
(แนวตอบ ขณะหำยใจเข้ำ ปรมิ ำตรช่องอกเพ่มิ ขึ้น ควำมดันในช่องอกลดลง ทำให้อำกำศจำกภำยนอกไหลเข้ำสู่

รำ่ งกำย แต่ขณะหำยใจออก ปรมิ ำตรช่องอกลดลง ควำมดันในช่องอกเพ่ิมข้นึ ทำใหอ้ ำกำศจำกภำยในไหล
ออกภำยนอกร่ำงกำย)
- อวัยวะใดทม่ี ีผลทาให้ปริมาตรและความดนั ในชอ่ งอกเปล่ียนแปลงระหว่างการหายใจเข้าและออก
(แนวตอบ กะบังลมและกระดูกซ่โี ครง เนือ่ งจำกเม่ือกระดูกซ่ีโครงเลือ่ นสงู ขึน้ และกะบงั ลงเลื่อนตำ่ ลง ทำให้
ปริมำตรชอ่ งอกเพิ่มขึน้ และควำมดนั ในช่องอกลดลง แต่เม่ือกระดกู ซโี่ ครงเล่อื นต่ำลงและกะบงั ลงเลอ่ื นสงู ขนึ้
ทำให้ปรมิ ำตรช่องอกจะลดลงและควำมดนั ในชอ่ งอกเพิม่ ขึ้น)
- การแลกเปล่ยี นแกส๊ เกดิ ขน้ึ ทีส่ ่วนใดของร่างกาย และเกิดขน้ึ อยา่ งไร
(แนวตอบ กำรแลกเปล่ียนแก๊สเกดิ ขึ้น 2 บรเิ วณ ได้แก่ บริเวณปอดเปน็ กำรแลกเปลีย่ นแก๊สระหว่ำงถงุ ลมกับหลอด
เลือดฝอย โดยแก๊สออกซเิ จนแพรจ่ ำกถงุ ลมเขำ้ สู่หลอดเลอื ดฝอย สว่ นแก๊สคำร์บอนไดออกไซดแ์ พรจ่ ำกหลอดเลือด
ฝอยเขำ้ สถู่ ุงลม และบริเวณเซลลเ์ ปน็ กำรแลกเปลย่ี นแกส๊ ระหวำ่ งหลอดเลอื ดฝอยกบั แซลล์ โดยแกส๊ ออกซเิ จนแพร่
จำกหลอดเลือดฝอยเขำ้ สเู่ ซลล์ ส่วนแกส๊ คำร์บอนไดออกไซด์แพรจ่ ำกเซลลเ์ ข้ำหลอดเลือดฝอย)
4. นักเรยี นและครรู ่วมกันอภปิ รายเกย่ี วกับกลไกการหายใจ เพอ่ื ให้ไดข้ ้อสรปุ ดังน้ี ในการหายใจเขา้ กระดกู ซ่ีโครง
เล่ือนสูงข้นึ และกะบงั ลมเลื่อนตา่ ลง ทาให้ปรมิ าตรช่องอกเพิม่ ขึ้นและความดนั ในชอ่ งอกลดลง สว่ นการ
หายใจออก กระดูกซ่โี ครงเลอ่ื นต่าลงและกะบงั ลมเลื่อนสูงข้ึน ทาใหป้ ริมาตรชอ่ งอกลดลงและความดนั ใน
ช่องอกเพ่ิมขน้ึ
5. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายเก่ียวกับการแลกเปลยี่ นแก๊ส เพือ่ ให้ไดข้ ้อสรปุ ดังน้ี การแลกเปล่ยี นแก๊สเกดิ ขึน้
2 บริเวณ ไดแ้ ก่ บรเิ วณปอด แกส๊ ออกซิเจนแพรจ่ ากถุงลมเข้าสูห่ ลอดเลือดฝอย แก๊สคาร์บอน - ไดออกไซด์
แพรจ่ ากหลอดเลอื ดฝอยเข้าสู่ถงุ ลม และบรเิ วณเซลล์ แก๊สออกซเิ จนแพร่จากหลอดเลอื ดฝอยเข้าสู่เซลล์
แกส๊ คาร์บอนไดออกไซดแ์ พร่จากเซลลเ์ ขา้ สหู่ ลอดเลือดฝอย
6. นกั เรียนทาใบงานที่ 1.1 เรือ่ ง ระบบหายใจ

ข้นั สอน (ช่ัวโมงที่ 3)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ทบทวนความรจู้ ากชว่ั โมงที่แล้วใหน้ กั เรยี นทราบพอสงั เขปวา่ การเปล่ยี นแปลงของกระดูกซี่โครงและ กะบัง

ลมทาให้ปริมาตรของช่องอกและความดนั ภายในชอ่ งอกเปลี่ยนแปลง ทาให้เกิดการหายใจเขา้ และออกจาก
ร่างกาย ซึง่ เมื่อหายใจเข้า รา่ งกายนาแกส๊ ออกซิเจนไปแลกเปลย่ี นแกส๊ ทปี่ อดและเซลลต์ า่ ง ๆ ของรา่ งกาย
และนาแก๊สคารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากการแลกเปล่ียนแก๊สมากาจดั ผ่านการหายใจออก
2. นักเรยี นแบง่ กลุ่ม กลุม่ ละ 5-7 คน ทากิจกรรม แบบจาลองการทางานของปอด เพ่อื จาลองการทางานของ
ปอด จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 โดยแนะนาอุปกรณ์ปอดเทยี มท่ปี ระกอบด้วยลูกโป่ง วงแหวน
ยาง หลอดพลาสติกรูปตัว Y และกล่องพลาสติก

อธิบายความรู้ (Explain)
1. สุม่ เลอื กกลมุ่ นักเรยี นอย่างน้อย 5 กลมุ่ นาเสนอผลการทากิจกรรม แบบจาลองการทางานของปอด
2. ถามคาถามท้ายกิจกรรมนักเรียน โดยใช้คาถามต่อไปนี้
- สว่ นตา่ ง ๆ ของแบบจาลองเปรยี บเทียบได้กบั อวัยวะใด
(แนวตอบ ลูกโป่งเปรียบไดก้ ับปอดทง้ั 2 ขำ้ ง แผน่ ยำงเปรียบไดก้ บั กะบังลม หลอดพลำสตกิ รปู ตวั Y เปรยี บไดก้ บั

หลอดลม และกล่องพลำสตกิ เปรยี บไดก้ บั ผนังทรวงอก)
- เมอื่ ดึงแผน่ ยางข้ึนหรือลง จะมกี ารเปลยี่ นแปลงของลกู โป่งหรือไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ เม่ือดึงแผ่นยำงลง ลูกโปง่ จะพองออก แต่เม่ือดึงแผน่ ยำงขน้ึ ลกู โปง่ จะแฟบลง)
- การเปลย่ี นแปลงของลูกโปง่ เกยี่ วขอ้ งกบั ปรมิ าตรและความดนั ของอากาศอยา่ งไร
(แนวตอบ เมื่อดึงแผน่ ยำงลง ลูกโป่งจะพองออก เนื่องจำกปรมิ ำตรอำกำศภำยในกล่องพลำสติกเพมิ่ ขนึ้ ทำให้

ควำมดนั อำกำศลดลง อำกำศจำกภำยนอกจึงเคลื่อนทเี่ ข้ำสู่ลูกโปง่ แตเ่ มื่อดันแผ่นยำงขึน้ ลูกโป่งจะแฟบลง
เน่ืองจำกปริมำตรอำกำศภำยในกล่องพลำสติกลดลง ทำให้ควำมดันอำกำศเพิม่ ขึ้น อำกำศจำกภำยในจงึ
เคลอ่ื นที่ออกจำกลูกโป่ง)
- จากการทากิจกรรมสามารถอธบิ ายการทางานของปอดและอวัยวะต่าง ๆ ได้อยา่ งไร
(แนวตอบ เมื่อดงึ แผ่นยำงลงเปรียบเสมอื นกะบังลมเลื่อนต่ำลง ทำให้ปรมิ ำตรภำยในช่องอกเพิ่มขน้ึ ควำมดนั
ภำยในชอ่ งอกลดลง อำกำศจึงเคลือ่ นเขำ้ สปู่ อด แตเ่ มื่อดนั แผน่ ยำงขนึ้ เปรียบเสมือนกะบังลมเล่ือนสูงขึ้น ทำ
ใหป้ รมิ ำตรภำยในชอ่ งอกลดลง ควำมดนั ภำยในช่องอกเพ่มิ ขนึ้ อำกำศจงึ เคล่ือนท่ีออกจำกปอด)
3. นักเรียนและครูรว่ มกนั อภิปรายผลกิจกรรม แบบจาลองการทางานของปอด เพ่ือให้ได้ข้อสรปุ ดังน้ี การ
เปล่ียนแปลงความดันอากาศภายในกล่องพลาสตกิ ที่บรรจลุ กู โปง่ ส่งผลให้มกี ารเคล่ือนท่ีของอากาศเข้าและ
ออกจากลูกโปง่ เม่อื ดึงแผ่นยางลง ลูกโป่งจะพองออก เนือ่ งจากปรมิ าตรอากาศภายในกล่องพลาสติกเพ่ิมข้ึน

และความดนั อากาศลดลง อากาศจากภายนอกจึงเคล่ือนเขา้ สูล่ ูกโปง่ ทาให้ลูกโปง่ พองออก แตเ่ มอื่ ดันแผน่
ยางข้ึน ปริมาตรอากาศภายในกลอ่ งพลาสติกลดลง ทาให้ความดันอากาศเพ่ิมขึ้น อากาศภายในลกู โป่งจึง
เคลอ่ื นออกสูภ่ ายนอก สง่ ผลทาใหล้ กู โป่งแฟบลง

ข้นั สอน (ชั่วโมงท่ี 4)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ถามคาถามกบั นักเรียนว่า ในอากาศประกอบด้วยแก๊สชนดิ ใดบ้าง

(แนวตอบ ในอำกำศประกอบดว้ ยแกส๊ ไนโตรเจนร้อยละ 28 แกส๊ ออกซเิ จนร้อยละ 21 แก๊สอำรก์ อนร้อยละ
0.93 แก๊สคำร์บอนไดออกไซดร์ ้อยละ 0.04 และแกส๊ อืน่ ๆ ร้อยละ 0.03)

2. นาแผนภมู วิ งกลมแสดงสดั สว่ นของแก๊สตา่ ง ๆ มาให้นักเรยี นศึกษา โดยแบ่งกลุ่มศึกษา กลุม่ ละ 4-5 คน และ
เกรน่ิ ใหน้ ักเรยี นฟังวา่ ในการหายใจเข้าและออก สดั ส่วนของแกส๊ ต่าง ๆ ท่เี คล่ือนที่เข้าและออกจากปอดจะ
แตกตา่ งกนั

3. นกั เรียนศกึ ษาสัดส่วนของแก๊สชนดิ ต่าง ๆ ท่ีเข้าและออกจากปอด จากตารางที่ 1.1 และปริมาตรอากาศที่
หายใจเข้าและออกแต่ลครัง้ จากหนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากเลือกกลมุ่ นกั เรยี น 3 กลมุ่ นาเสนอการเปลี่ยนแปลงของแกส๊ ต่าง ๆ ระหวา่ งการหายใจเข้าและการ

หายใจออก
2. ถามคาถามนักเรียน โดยใช้คาถามต่อไปนี้

- สัดสว่ นของอากาศทเ่ี ข้าและออกจะมีการเปล่ียนแปลงอย่างไร
(แนวตอบ อำกำศที่เขำ้ สรู่ ่ำงกำยมีปรมิ ำณแก๊สออกซเิ จนสูง แต่แกส๊ คำรบ์ อนไดออกไซด์ต่ำ ส่วนอำกำศทอ่ี อก

จำกร่ำงกำยมแี กส๊ ออกซเิ จนต่ำ แต่แก๊สคำร์บอนไดออกไซด์สงู )
- นักเรียนสามารถแปลผลข้อมูลในแผนภูมวิ งกลมท่ีครูนามาให้ศกึ ษาได้อยา่ งไร
(แนวตอบ จำกแผนภูมิวงกลมอธิบำยได้วำ่ สดั ส่วนของแก๊สออกซิเจนในลมหำยใจเข้ำมีมำกกวำ่ ลมหำยใจออก แต่

สัดสว่ นของแก๊สคำรบ์ อนไดออกไซดใ์ นลมหำยใจออกมีมำกกว่ำในลมหำยใจเข้ำ แสดงว่ำร่ำงกำยนำแก๊ส
ออกซิเจนจำกกำรหำยใจเข้ำไปใชใ้ นกจิ กรรมต่ำง ๆ ซึ่งไดแ้ ก๊สคำรบ์ อนไดออกไซดเ์ ปน็ ผลติ ภณั ฑ์ซ่ึงจะถูก
กำจดั ออกโดยกำรหำยใจออก ส่วนสดั ส่วนของแกส๊ ไนโตรเจนในลมหำยใจเข้ำและออกจะคงที่ เนอ่ื งจำก
รำ่ งกำยไม่ได้นำแกส๊ ไนโตรเจนไปใช้)
- เพราะเหตใุ ดแผนภมู ิวงกลมที่นามาจงึ แสดงสัดสว่ นของแกส๊ เพยี ง 3 ชนิดเท่าน้นั

(แนวตอบ ในอำกำศประกอบด้วยแก๊ส 3 ชนิดนี้เป็นส่วนใหญ่ สว่ นแก๊สอ่ืน ๆ เช่น อำรก์ อน ฮีเลยี ม และไฮโดรเจน
มีปริมำณน้อยมำก)

- รา่ งกายของมนษุ ย์สามารถจุอากาศได้ก่ลี ิตร
(แนวตอบ รำ่ งกำยของมนุษย์สำมำรถจุอำกำศไดม้ ำกถึง 6 ลิตร ซ่งึ ในกำรหำยใจเขำ้ นำอำกำศเขำ้ ประมำณ 0.5

ลิตร โดยอำกำศอยูใ่ นปอด 0.35 ลิตร และในทำงเดนิ หำยใจ 0.15 ลิตร)
3. ถามคาถามท้าทายการคดิ ข้ันสูง (H.O.T.S.) จากหนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 กับนกั เรยี นวา่ เพราะ

เหตใุ ดสัดสว่ นของแก๊สต่าง ๆ ระหวา่ งการหายใจเขา้ และออกจงึ แตกตา่ งกนั
(แนวตอบ อำกำศท่หี ำยใจเข้ำมสี ดั สว่ นของแกส๊ ต่ำง ๆ คงท่ี ประกอบด้วยแก๊สไนโตรเจนร้อยละ 78 แก๊ส

ออกซิเจนร้อยละ 21 แกส๊ คำรบ์ อนไดออกไซด์รอ้ ยละ 0.04 แตอ่ ำกำศทหี่ ำยใจออกมีสัดส่วนของแก๊ส
เปลย่ี นแปลงไป เนอื่ งจำกร่ำงกำยนำแกส๊ ออกซิเจนไปใชใ้ นกจิ กรรมตำ่ ง ๆ และนำแก๊สคำร์บอนไดออกไซด์ท่ี
เป็นผลติ ภณั ฑม์ ำกำจดั ออกจำกร่ำงกำย ทำให้สดั ส่วนของแกส๊ ทั้ง 2 ชนิด เปล่ียนแปลง โดยสัดสว่ นของแก๊ส
ออกซเิ จนลดลงเหลอื ประมำณร้อยละ 16 แตส่ ัดส่วนของแกส๊ คำร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นเปน็ ประมำณร้อย
ละ 4 ทำใหส้ ดั ส่วนของแก๊สต่ำง ๆ ระหว่ำงกำรหำยใจเขำ้ และออกแตกต่ำงกนั )
4. นักเรยี นและครรู ่วมกนั อภิปรายเกยี่ วกับสดั สว่ นของแกส๊ ตา่ ง ๆ ที่หายใจเขา้ และออกจากรา่ งกาย เพื่อให้ได้
ขอ้ สรุป ดงั นี้ ในการหายใจเข้ามีสัดส่วนของแก๊สออกซเิ จนสงู แต่แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ต่า แต่ในการ
หายใจออกมีสดั ส่วนของแกส๊ ออกซเิ จนลดลง แต่แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดเ์ พิ่มขนึ้ เน่ืองจากร่างกายนาแก๊ส
ออกซิเจนไปใชใ้ นกจิ กรรมตา่ ง ๆ และได้แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์ออกมาเปน็ ผลติ ภณั ฑ์ ซึ่งจะถูกกาจัดออก
ทางร่างกายทางการหายใจออก

ขั้นสอน (ชวั่ โมงที่ 5)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ทบทวนความร้จู ากช่ัวโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปวา่ ในการหายใจเข้าแตล่ ะครั้งนาอากาศเขา้ สูป่ อด

ประมาณ 0.5 ลติ ร (อยู่ในถุงลม 0.35 ลิตร และในทางเดนิ หายใจ 0.15 ลิตร) แต่ปริมาณอากาศท่หี ายใจเข้า
แต่ละครัง้ จะแตกตา่ งกันตามเพศ อายุ และสขุ ภาพของรา่ งกาย
2. นกั เรยี นจบั คทู่ ากิจกรรม ความจอุ ากาศของปอด จากหนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพ่ือวดั ความจุ
อากาศของนักเรยี นในช้ันเรยี น โดยให้นกั เรียนจบั คูก่ ับเพ่ือนและวัดความจุอากาศปอดของแตล่ ะคน ซ่ึงต้อง
ทาการวัดความจุอากาศของปอด 3 ครง้ั เพอ่ื นามาหาคา่ เฉล่ยี
3. นักเรยี นแต่ละคนหาคา่ เฉลย่ี ความจขุ องปอดของตนเอง และเปรยี บเทียบคา่ เฉลยี่ ความจุอากาศปอดของ
นักเรยี นชายและนักเรยี นหญิง

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. จับสลากเลือกนักเรียน 10 คู่ นาเสนอผลการทากิจกรรม ความจุอากาศของปอด
2. ถามคาถามท้ายกิจกรรมกับนักเรยี น โดยใชค้ าถามตอ่ ไปน้ี
- ระหว่างการหายใจเข้าปกติกบั การหายใจเขา้ เต็มท่ี ปรมิ าตรของอากาศทีว่ ดั ได้แตกตา่ งกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
(แนวตอบ แตกต่ำงกนั โดยกำรหำยใจเขำ้ เตม็ ทม่ี ปี ริมำตรของอำกำศมำกกว่ำกำรหำยใจเข้ำปกติ)
- ความจอุ ากาศของปอดเฉล่ียระหวา่ งนักเรียนหญิงกับนักเรียนชายแตกตา่ งกนั หรือไม่ อย่างไร
(แนวตอบ คำตอบขึ้นอยูกบั ผลกำรทำกิจกรรม ซงึ่ ปกติเพศชำยจะมคี วำมจุอำกำศของปอดสูงกว่ำเพศหญิง)
- นักเรยี นคดิ ว่าปจั จยั ใดบ้างที่ส่งผลตอ่ ความจุอากาศของปอด
(แนวตอบ ปจั จัยท่ีมีผลต่อควำมจอุ ำกำศของปอด ได้แก่ เพศ อำยุ โรคบำงโรค เช่น คนที่เปน็ โรคถงุ ลมโป่งพองจะ

มีควำมจุอำกำศน้อยกวำ่ คนปกติท่ไี มไ่ ด้เปน็ โรค เนือ่ งจำกผนงั ถงุ ลมมีควำมยืดหย่นุ น้อยกว่ำปกติ)
3. นกั เรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายผลกจิ กรรม ความจุอากาศของปอด เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดงั นี้ ความจอุ ากาศของ

ปอดของแตล่ ะคนแตกตา่ งกัน ขน้ึ อย่กู บั เพศ ซึ่งโดยเฉลยี่ เพศชายมีความจุอากาศของปอดมากกวา่ เพศหญิง
นอกจากนน้ั ความจุอากาศของปอดขน้ึ อยู่กบั ปจั จจัยอื่น ๆ อีกดว้ ย เชน่ อายุ สภาพรา่ งกายของแต่ละบคุ คล

ข้ันสอน (ช่ัวโมงท่ี 6)
สารวจค้นหา (Explore)
1. เกร่ินให้นกั เรียนฟังว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตหุ ลักของโรคถุงลมโปง่ พอง ทาให้พ้นื ทผี่ ิวแลกเปลยี่ นแก๊สลดลง

เนอ่ื งจากสารพิษในบุหรี่ทาให้ผนงั ถุงลมฉีกขาด ซึ่งอาจใชภ้ าพหรอื วดี ทิ ัศนจ์ ากส่ือออนไลน์แสดงลกั ษณะของ
ถงุ ลมโป่งพอง เชน่ - https://www.youtube.com/watch?v=T1G9Rl65M-Q
2. นักเรยี นศกึ ษาโรคระบบทางเดินหายใจและการดแู ลรกั ษาอวัยวะในระบบหายใจ จากหนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์
ม.2 เลม่ 1
3. นกั เรยี นแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 4-5 คน รว่ มกนั วางแผนเพ่ือแสดงบทบาทสมมตุ ิ เร่อื ง โทษของการสูบบหุ ร่ี

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มนาเสนอบทบาทสมมุติ เรื่อง โทษของการสูบบุหร่ี
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใช้คาถามต่อไปน้ี

- การสบู บหุ ร่มี ีผลตอ่ ระบบหายใจอย่างไร

(แนวตอบ สำรเคมีในบุหร่ี เช่น แก๊สไฮโดรเจนไซยำไนด์ แก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ มีฤทธทิ์ ำลำยเน้อื เย่ือของ
ผนงั ถงุ ลมทำใหผ้ นังถงุ ลมฉีกขำด พ้ืนทีผ่ วิ แลกเปลีย่ นแก๊สจึงลดลง จงึ ตอ้ งหำยใจเร็วและถเี่ พื่อใหไ้ ดร้ ับแก๊ส
ออกซิเจนทเี่ พียงพอกับควำมตอ้ งกำรของรำ่ งกำย)

- เพราะเหตุใดจึงมกี ารออกกฎหมายหา้ มขายบุหรีใ่ ห้กบั ผู้ที่มอี ายุตา่ กวา่ 18 ปี
(แนวตอบ เพ่ือป้องกนั กำรทดลองสบู บุหรี่ของเยำวชนอำยุต่ำกว่ำ 18 ปี ซึง่ จะช่วยลดจำนวนคนท่สี บู บุหรี่)
- นกั เรียนเหน็ ดว้ ยหรือไม่กับการจัดพ้ืนท่ไี วส้ าหรบั ผู้สูบบุหรโี่ ดยเฉพาะ
(แนวตอบ นกั เรียนควรตอบว่ำเหน็ ด้วย เน่ืองจำกสำรพิษในควันบุหรี่ เช่น แก๊สไฮโดรเจนไซยำไนด์ แก๊ส

ไนโตรเจนออกไซด์ เป็นแกส๊ พิษท่ีมผี ลต่อระบบทำงเดนิ หำยใจ ดงั น้นั กำรจดั พืน้ ทส่ี บู บหุ รี่จงึ เปน็ กำรจำกดั
พน้ื ท่ีในกำรแพรก่ ระจำยของแกส๊ เหลำ่ น้ี)
- นกั เรียนมวี ธิ ีการดูแลรกั ษาอวัยวะในระบบหายใจอยา่ งไร
(แนวตอบ กำรออกกำลังกำยอยำ่ งสมำ่ เสมอทำให้ปอดมคี วำมจเุ พ่มิ มำกข้ึน หล่ีกเลยี่ งกำรอย่ใู นสถำนท่ีแออัด
และมมี ลพิษ งดสูบบหุ ร่แี ละหลกี เลย่ี งกำรอยู่ใกล้กบั ผสู้ ูบบุหรี่ เน่อื งจำกในบุหร่ีมีสำรพิษที่เปน็ อนั ตรำยต่อ
ระบบหำยใจ รวมทง้ั หลกี เล่ยี งกำรอยู่ใกลช้ ิดกบั ผปู้ ่วยโรคระบบทำงเดนิ หำยใจทเ่ี ปน็ โรคติดตอ่ )
3. นกั เรียนและครูรว่ มกนั อภิปรายเกย่ี วกับโรคระบบทางเดนิ หายใจ เพอ่ื ให้ได้ของสรปุ ดังนี้ โรคถงุ ลมโปง่ พองมี
สาเหตจุ ากการสบู บหุ ร่ี เน่อื งจากสารเคมใี นบุหรท่ี าใหเ้ นื้อเยอ่ื ถุงลมฉีกขาด พ้ืนท่ีผวิ แลกเปลีย่ นแกส๊ จึงลดลง
จงึ ควรดแู ลรกั ษาอวยั วะในระบบหายใจโดยการออกกาลงั กายอย่างสมา่ เสมอจะทาให้ปอดมีความจุอากาศ
เพม่ิ ขน้ึ หลีกเลย่ี งการอยู่ในสถานทแี่ ออดั และมมี ลพิษ งดสูบบหุ ร่ี หลกี เลยี่ งการอยู่ใกล้กับผสู้ บู บหุ ร่ีและ
ผปู้ ว่ ยโรคระบบทางเดนิ หายใจที่เปน็ โรคติดต่อ

ขยายความเข้าใจ (Elaborate)
1. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กลมุ่ ละ 5 คน สบื ค้นข้อมลู เร่ือง สารพิษในบหุ ร่ที สี่ ่งผลตอ่ ระบบหายใจ หรอื เรื่อง สารพษิ ใน

อากาศท่ีสง่ ผลต่อระบบหายใจ โดยทาเป็นแผ่นพับสง่ ครผู ้สู อนและแจกนกั เรียนในโรงเรียน กลุ่มละ 50 ชุด
2. นักเรียนทา Topic Question ทา้ ยหัวขอ้ เรื่อง ระบบหายใจ จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
3. นักเรียนทาแบบฝึกหัดในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1

ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. นักเรียนและครรู ว่ มกนั สรปุ เร่อื ง ระบบหายใจ ในประเดน็ ต่าง ๆ ดังนี้

- ความสาคัญของระบบหายใจ
- โครงสรา้ งและหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบหายใจ
- การทางานของระบบหายใจ
- การดูแลรกั ษาระบบหายใจ
นักเรยี นสรุปในรปู ผงั มโนทัศน์ลงกระดาษ A4 ส่งครผู ู้สอน
2. ตรวจสอบผลจากแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
3. ตรวจสอบผลจากแผน่ พับ เรอื่ ง สารพษิ ในบหุ รท่ี ส่ี ง่ ผลต่อระบบหายใจ หรือเรอ่ื ง สารพิษในอากาศทส่ี ่งผลตอ่
ระบบหายใจ
4. ตรวจผังมโนทัศน์ เร่อื ง ระบบหายใจ
5. ตรวจสอบผลจากใบงานท่ี 1.1 เร่อื ง ระบบหายใจ
6. ประเมนิ จากการทากจิ กรรม แบบจาลองการทางานของปอด
7. ประเมินจากการทากจิ กรรม ความจอุ ากาศของปอด
8. ประเมินจากการแสดงบทบาทสมมุติ เร่ือง โทษของการสูบบหุ ร่ี
9. ตรวจสอบผลจากการทา Topic Question ทา้ ยหวั ข้อ เรอ่ื ง ระบบหายใจ
10.ตรวจสอบผลจากการทาแบบฝกึ หัดในแบบฝึกหัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

การวัดและประเมินผล วิธีวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์กำรประเมิน
รำยกำรวดั - ตรวจแผน่ พบั - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน - ระดบั คุณภาพ 2

7.1 การประเมินชน้ิ งาน/ เรือ่ ง สารพษิ ในบหุ รท่ี ี่ - แบบประเมนิ ช้นิ งาน ผ่านเกณฑ์
ภาระงาน (รวบยอด) สง่ ผลต่อระบบหายใจ
หรือเรอ่ื ง สารพษิ ใน - ระดบั คุณภาพ 2
อากาศทส่ี ง่ ผลต่อระบบ ผ่านเกณฑ์
หายใจ
- ตรวจผงั มโนทศั น์ เรอื่ ง
ระบบหายใจ

7.2 การประเมินก่อน - ตรวจแบบทดสอบ - แบบทดสอบ - ประเมินตาม
เรยี น ก่อนเรียน กอ่ นเรียน สภาพจริง

- แบบทดสอบ - ตรวจใบงานที่ 1.1 - ใบงานที่ 1.1 - รอ้ ยละ 60
ก่อนเรยี นหนว่ ยการ ผา่ นเกณฑ์
เรยี นรทู้ ่ี 1
7.3 ประเมินระหวา่ ง - รอ้ ยละ 60
ผ่านเกณฑ์
การจดั กิจกรรม
การเรยี นรู้ - รอ้ ยละ 60
1) ระบบหายใจ ผ่านเกณฑ์

- ตรวจ Topic Question - Topic Question - ระดับคุณภาพ 2
- ตรวจแบบฝึกหดั ผา่ นเกณฑ์

- แบบฝกึ หดั - ระดบั คุณภาพ 2
ผา่ นเกณฑ์
2) การนาเสนอ - ประเมนิ การนาเสนอ - แบบประเมิน
ผลงาน - ระดับคุณภาพ 2
ผลงาน การนาเสนอ ผา่ นเกณฑ์
3) การปฏบิ ัตกิ าร
- ประเมนิ การ ปฏบิ ตั ิการ - แบบประเมิน - ระดับคุณภาพ 2
4) พฤติกรรม ผ่านเกณฑ์
การทางาน การปฏบิ ตั ิการ
รายบคุ คล - ระดบั คุณภาพ 2
- สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม ผา่ นเกณฑ์
5) พฤติกรรม
การทางานกล่มุ การทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล

6) คณุ ลักษณะ - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม
อันพึงประสงค์ การทางานกลุ่ม การทางานกล่มุ

- สงั เกตความมีวินัย - แบบประเมิน
ใฝเ่ รยี นรู้ และม่งุ ม่ัน คณุ ลักษณะ
ในการทางาน อันพึงประสงค์

ส่ือ/แหล่งกำรเรียนรู้
สือ่ การเรียนรู้

1) หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 ระบบร่างกายมนษุ ย์
2) แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 1 ระบบร่างกายมนุษย์
3) แบบทดสอบก่อนเรยี น หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 ระบบร่างกายมนุษย์
4) ใบงานที่ 1.1 เร่ือง ระบบหายใจ
5) PowerPoint เรอ่ื ง ระบบหายใจ
แหลง่ การเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี นวทิ ยาศาสตร์
2) หอ้ งคอมพวิ เตอร์

แผนการจัดการเรียนรู้

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวชิ า ว22102 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2
เวลาเรยี น 4 ช่ัวโมง
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เร่อื ง ระบบรา่ งกายมนุษย์ เวลาเรยี น 4 ช่วั โมง

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2 เร่ือง ระบบขับถ่าย

มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสิ่งมชี ีวติ หน่วยพน้ื ฐานของสง่ิ มชี วี ติ การลาเลียงสารผา่ นเซลล์ ความสัมพันธข์ อง

โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบตา่ ง ๆ ของสัตว์และมนุษยท์ ่ีทางานสัมพนั ธ์กนั ความสัมพันธ์ของ
โครงสรา้ ง และหนา้ ที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธ์กัน รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
ตัวช้วี ดั
ว 1.2 ม.2/4 ระบุอวยั วะ และบรรยายหน้าที่ของอวยั วะในระบบขับถา่ ยในการกาจัดของเสยี ทางไต
ม.2/5 ตระหนักถึงความสาคัญของระบบขับถ่ายในการกาจัดของเสยี ทางไต โดยการบอกแนวทางในการ
ปฏิบัตติ นทช่ี ว่ ยให้ระบบขบั ถ่ายทาหนา้ ท่ีไดอ้ ยา่ งปกติ
สาระสาคัญ
ระบุอวยั วะ และบรรยายหนา้ ทีข่ องอวัยวะในระบบขับถ่ายในการกาจัดของเสียทางไต
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายโครงสรา้ งและหนา้ ทข่ี องอวัยวะในระบบขับถา่ ยได้ (K)
2. อธิบายการทางานของหนว่ ยไตได้ (K)
3. เปรยี บเทียบปรมิ าณสารต่าง ๆ ในน้าเลือดและในนา้ ปัสสาวะได้ (K)
4. เขยี นขัน้ ตอนการเคลื่อนที่ของของเสยี ออกจากร่างกายในรปู ปัสสาวะได้ (P)
5. ตระหนกั ถึงความสาคัญของไตและการดแู ลรักษาไต (A)
6. สนใจใฝร่ ู้ในการศึกษา (A)

สมรรถนะสาคญั และคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น
1. มีวินยั
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 2. ใฝเ่ รยี นรู้
2. ความสามารถในการคิด 3. มุง่ ม่ันในการทางาน

1) ทกั ษะสารวจคน้ หา
2) ทักษะการเปรยี บเทียบ
3) ทกั ษะการจาแนกประเภท
4) ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

สาระการเรียนรู้
- ระบบขับถ่ายมีอวยั วะทีเ่ ก่ียวขอ้ ง คือ ไต ทอ่ ไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ โดยมีไต ทาหนา้ ท่ี

กาจัดของเสีย เชน่ ยูเรีย แอมโมเนยี กรดยูริก รวมทั้งสารที่รา่ งกายไม่ต้องการ ออกจากเลือด และควบคุมสารที่มี
มากหรอื น้อยเกินไป เช่น นา้ โดยขบั ออกมาในรูปของปัสสาวะ

- การเลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม เชน่ รบั ประทานอาหารที่ไม่มีรสเค็มจดั การดม่ื น้าสะอาดให้
เพียงพอเป็นแนวทางหนึง่ ทีช่ ว่ ยให้ระบบขับถา่ ยทาหน้าท่ีได้อยา่ งปกติ

กระบวนการจัดการเรียนรู้
ขนั้ นา

1. นกั เรยี นทา Understanding Check จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ
ของตนเองกอ่ นเรยี น

2. ถามคาถามเพอ่ื นาเขา้ สบู่ ทเรียน โดยใชค้ าถามดังน้ี
- ในแตล่ ะวัน นักเรียนขับถ่ายปัสสาวะและอจุ าระวันละกี่ครงั้

(แนวตอบ นกั เรียนอาจตอบว่า อจุ จาระประมาณ 1-2 ครง้ั แต่ปัสสาวะประมาณ 8-10 คร้ัง ขนึ้ อย่กู บั ปรมิ าณ
อาหารและน้าที่ร่างกายได้รับ)
- นอกจากปัสสาวะและอจุ าระ รา่ งกายขบั ถ่ายของเสยี อ่นื ๆ อกี หรือไม่
(แนวตอบ เหงื่อและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด)์

3. ถามคาถาม Prior Knowledge จากหนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 เพอื่ ทบทวนความรูเ้ ดมิ กับ
นักเรียนว่า มนุษยข์ บั ถา่ ยของเสยี ออกจากร่างกายทางใดบา้ ง

(แนวตอบ มนษุ ย์ขบั ถ่ายของเสียออกจากร่างกายไดห้ ลายทาง ทง้ั ทางการหายใจในรปู แก๊ส
คารบ์ อนไดออกไซด์ ทางผวิ หนงั ในรปู เหง่ือ ทางท่อปัสสาวะในรปู น้าปสั สาวะ และทางทวารหนักในรปู อจุ จาระ)

ช้นั สอน
สารวจค้นหา (Explore) (ชั่วโมง 1)

1. เกร่นิ ใหน้ กั เรียนฟงั วา่ ระบบขับถา่ ยเปน็ ระบบกาจัดของเสียออกจากรา่ งกาย ทัง้ ในรปู แก๊สผา่ นการหายใจออก
รปู ของแข็งผา่ นการอุจจาระ และท่เี นน้ ในหนว่ ยการเรยี นรู้นี้ คือ การขับถา่ ยของเสียในรปู ของเหลวผ่านการ
ปสั สาวะ ซง่ึ มีไตเป็นอวยั วะหลักของระบบขบั ถ่ายของเสียในรปู ปสั สาวะ

2. นกั เรยี นศึกษาโครงสร้างและอวัยวะในระบบขับถ่าย ประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และ ท่อปสั สาวะ
โดยใชแ้ บบจาลองอวยั วะในระบบขบั ถา่ ยปัสสาวะ หรือภาพจากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรือใช้
วดี ทิ ัศนจ์ ากสอื่ ออนไลน์ เร่อื ง ระบบขบั ถ่ายปัสสาวะ เช่น

- https://www.youtube.com/watch?v=dZREDWD_5bA
- https://www.youtube.com/watch?v=_NO8n48AKJY

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากหมายเลขของนักเรยี น 4 คน อธบิ ายโครงสร้างและหน้าทข่ี องอวยั วะในระบบขับถ่ายปัสสาวะ

ประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปสั สาวะ และท่อปัสสาวะ
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใช้คาถามต่อไปนี้

- ระบบขับถ่ายประกอบด้วยอวยั วะใด แตล่ ะอวัยวะมลี กั ษณะและหน้าท่ีอย่างไร
(แนวตอบ ระบบขับถ่ายประกอบด้วยไต มี 2 ขา้ ง ลกั ษณะคลา้ ยเมล็ดถว่ั มีสแี ดง ภายในมีหน่วยไต ทาหน้าท่ี

กรองของเสยี และสารต่าง ๆ ออกจากเลือด ท่อไตมีลกั ษณะเปน็ ท่อขนาดเล็กและยาวทตี่ ่อมาจากไตท้งั 2
ข้าง ทาหนา้ ทล่ี าเลยี งปัสสาวะจากไตเขา้ สู่กระเพาะปสั สาวะ กระเพาะปสั สาวะมลี ักษณะเปน็ ถงุ ขนาดใหญ่ที่
ยดื หยุ่นได้ ทาหนา้ ท่ีเกบ็ น้าปัสสาวะ และทอ่ ปสั สาวะมีลักษณะเปน็ ท่อทต่ี ่อมาจากกระเพาะปสั สาวะ ทา
หน้าทข่ี ับนา้ ปสั สาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย)

- ไตเกย่ี วข้องกับการกาจดั ของเสยี ในรปู ปสั สาวะอย่างไร
(แนวตอบ ภายในไตประกอบด้วยหน่วยไต ซึง่ ทาหน้าท่ีกรองของเสยี ต่าง ๆ ออกจากเลอื ด โดยของเสียจะถกู

ลาเลียงจากไตผ่านทอ่ ไตไปเก็บยงั กระเพาะปัสสาวะในรปู น้าปัสสาวะ เพ่อื กาจัดออกจากร่างกายผา่ นท่อ
ปสั สาวะ)

3. นกั เรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกับโครงสรา้ งและอวยั วะในระบบขับถา่ ย เพือ่ ใหไ้ ด้ข้อสรุป ดังนี้ ระบบ
ขับถา่ ยปัสสาวะประกอบดว้ ยไต ซง่ึ ภายในมหี น่วยไตทาหน้าทก่ี รองของเสยี ออกจากเลอื ด ท่อไตทาหนา้ ที่
ลาเลียงปสั สาวะจากไตไปยงั กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปสั สาวะทาหนา้ ที่เกบ็ น้าปสั สาวะ และท่อปสั สาวะ
ทาหนา้ ท่ีขบั นา้ ปสั สาวะออกจากรา่ งกาย

ข้นั สอน (ชั่วโมงที่ 2)
สารวจคน้ หา (Explore)
1. ทบทวนความรู้จากชัว่ โมงที่แลว้ ใหน้ ักเรยี นทราบพอสังเขปวา่ ระบบขับถ่ายปสั สาวะประกอบด้วยไต ทอ่ ไต

กระเพาะปัสสาวะ และท่อปสั สาวะ พรอ้ มอธบิ ายหนา้ ที่ของแตล่ ะอวยั วะใหน้ กั เรียนฟังพอสงั เขป
2. นาไตจากสตั ว์บางขนดิ เช่น วัว สกุ ร มาใหน้ ักเรยี นศึกษาโครงสร้างภายนอกของไต และนามาผ่าตามยาวเพือ่

ศกึ ษาโครงสร้างภายในของไต
3. เกรน่ิ ให้นกั เรยี นฟังว่า ภายในไตประกอบด้วยหน่วยไตจานวนมาก ทาหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือด และดูด

สารทม่ี ีประโยชน์กลบั เขา้ สเู่ ลือด
4. นักเรยี นศึกษาการทางานของหน่วยไตในการกาจัดของเสยี ออกจากรา่ งกาย จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2

เลม่ 1 จาก QR Code เรื่อง การกาจดั ของเสยี ของหนว่ ยไต หรือใชว้ ีดทิ ศั น์จากส่ือออนไลน์ เรอ่ื ง การทางาน
ของหนว่ ยไต เช่น https://www.youtube.com/watch?v=3nc3yGZr4ik&t=156s

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. สมุ่ จบั สลากหมายเลขของนักเรยี น 3 คน รว่ มกนั อธบิ ายการทางานของหนว่ ยไต
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใช้คาถามต่อไปนี้

- หนว่ ยไตทาหนา้ ทอ่ี ะไร
(แนวตอบ หนว่ ยไตทำหนำ้ ที่กรองของเสยี และสำรตำ่ ง ๆ ออกจำกเลอื ด และทำหน้ำท่ีดดู สำรท่ีมปี ระโยชน์กลับ
เขำ้ สู่เลอื ด)
- สารชนิดใดที่ผา่ นการกรองของหน่วยไตและสารชนิดใดทไี่ มผ่ า่ นการกรองของหนว่ ยไต
(แนวตอบ สำรทีผ่ ำ่ นกำรกรองของหนว่ ยไตเป็นสำรท่ีมโี มเลกุลขนำดเล็ก ไดแ้ ก่ นำ กลูโคส กรดอะมโิ น ไอออน
ของแรธ่ ำตุ ยเู รีย สว่ นสำรทไี่ มผ่ ำ่ นกำรกรองของหน่วยไตเปน็ สำรท่ีมโี มเลกลุ ขนำดใหญ่ ได้แก่ โปรตนี เซลล์เม็ด
เลอื ด)
- สารชนิดใดที่มกี ารดดู กลบั เข้าสู่เลอื ดอีกคร้งั
(แนวตอบ สำรทมี่ กี ำรดดู กลับเข้ำสู่เลอื ด ไดแ้ ก่ นำ กลโู คส กรดอะมิโน ไอออนของแร่ธำตุ เนอ่ื งจำกเปน็ สำรที่มี
ประโยชน์ต่อร่ำงกำย)

3. ถามคาถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 ว่า สารชนิดใดท่ีไม่ควร
พบในปสั สาวะของคนปกติ เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ โปรตีน กลโู คส กรดอะมิโน เนื่องจำกโปรตีนเป็นสำรท่ไี ม่ผ่ำนกำรกรองของหน่วยไต สว่ นกลูโคสและ
กรดอะมิโนเป็นสำรที่มีประโยชน์จึงถูกหน่วยไตดูดกลับเข้ำสู่เลือด ดังนัน ในนำปัสสำวะจึงไม่ควรพบโปรตีน
กลโู คส และกรดอะมโิ น)

4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับการกาจัดของเสียของหน่วยไต เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังน้ี หน่วยไต ทา
หน้าท่ีกรองสารโมเลกุลขนาดเล็ก เช่น น้า กลูโคส กระดอะมิโน และของเสียออกจากเลือด แต่สารโมเลกุล
ขนาดใหญ่ เช่น โปรตีน เซลล์เม็ดเลือด ไม่ผ่านการกรอง รวมท้ังยังดูดสารท่ีมีประโยชน์ เช่น น้า กลูโคส กลับ
เข้าส่เู ลอื ดอีกครัง้

ขน้ั สอน (ชวั่ โมงที่ 3)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ทบทวนความรจู้ ากช่ัวโมงที่แล้วใหน้ ักเรียนทราบพอสังเขปวา่ ภายในไตประกอบด้วยหน่วยไตทาหน้าท่ีกรองสารต่าง ๆ

และของเสียออกจากเลอื ดและดูดสารที่มีประโยชน์กลบั ทาให้ของเสียถูกขับออกจากร่างกายในรปู ปัสสาวะ
2. เกร่ินให้นักเรียนฟังว่า สารที่ถูกกรองและสารท่ีไม่ถูกดูดกลับจะไหลผ่านท่อไตไปรวมยังกระเพาะปัสสาวะเป็น

นา้ ปัสสาวะเพ่อื กาจัดออกจากร่างกาย โดยกระเพาะปัสสาวะเก็บน้าปสั สาวะไดป้ ระมาณ 0.7-0.8 ลติ ร
3. นักเรียนศึกษาการเปล่ียนแปลงของผนังกระเพาะปัสสาวะระหว่างท่ีมีน้าปัสสาวะอยู่เต็มกับไม่มีน้าปัสสาวะอยู่

จากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
4. นักเรียนเปรียบเทียบปริมาณสารต่าง ๆ ในน้าเลือด และในน้าปัสสาวะ จากตารางท่ี 1.2 หนังสือเรียน

วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพ่ือศึกษาสารที่ถูกกรองผ่านหน่วยไต สารที่ถูกดูดกลับ และสารท่ีถูกขับออกจาก
ร่างกายในรูปน้าปสั สาวะ
5. อธิบายเพิ่มเติ่มให้นักเรียนฟังว่า นอกจากไตจะทาหน้าที่กาจัดของเสียและดูดสารท่ีมีประโยชน์กลบั แล้ว ไตยัง
ทาหน้าทรี่ ักษาดลุ ยภาพน้าและดุลยภาพของกรด-เบสในรา่ งกายเชน่ กัน

อธิบายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากหมายเลขของนักเรยี น 5 คน เปรียบเทียบปริมาณนา้ โปรตีน คลอไรด์ กลูโคส และยูเรยี ระหวา่ งในน้า

เลือดกบั นา้ ปสั สาวะ พร้อมให้เหตุผลประกอบ
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใชค้ าถามตอ่ ไปนี้

- เพราะเหตใุ ดจึงไม่พบโปรตนี และกลูโคสในน้าปสั สาวะ
(แนวตอบ เนื่องจำกโปรตีนเป็นสำรที่ไม่ผ่ำนกำรกรองของหน่วยไต ส่วนกลูโคสเป็นสำรท่ีมีประโยชน์ จึงถูกดูด
กลับเข้ำสเู่ ลือด)

- ไตมีสว่ นช่วยในการรักษาดลุ ยภาพของน้าในรา่ งกายอยา่ งไร
(แนวตอบ หนว่ ยไตสำมำรถดดู นำกลับเข้ำสเู่ ลือดได้ ซงึ่ หำกรำ่ งกำยขำดนำ หนว่ ยไตจะดดู นำกลบั มำกขึน ทำให้
ปัสสำวะออกมำน้อย แต่เข้มข้น ในทำงตรงกันขำ้ ม หำกรำ่ งกำยได้รบั นำมำกเกนิ ไป หน่วยไตจะดูดนำกลับน้อย
ทำใหป้ สั สำวะออกมำมำก แตเ่ จือจำง ดังนัน ไตจึงมสี ่วนชว่ ยในกำรรักษำดลุ ยภำพของนำ ในรำ่ งกำย)
- การตรวจปสั สาวะบ่งบอกความผดิ ปกตขิ องไตได้อย่างไร
(แนวตอบ เนื่องจำกภำยในไตมีหน่วยไต ทำหน้ำที่กรองของเสียและสำรต่ำง ๆ และดูดสำรบำงชนิดกลับ เข้ำสู่
เลือด ซง่ึ สำรบำงชนดิ ที่ไมผ่ ำ่ นกำรกรอง เชน่ โปรตีน เซลลเ์ ม็ดเลอื ด หรอื สำรบำงชนดิ ที่ถูกดูดกลับ เช่น กลูโคส
กรดอะมิโน ไม่ควรพบปนออกมำพร้อมกับนำปัสสำวะ ซ่ึงหำกพบสำรเหล่ำนีในนำปัสสำวะ อำจบ่งบอกถึงกำร
ทำงำนทผี่ ดิ ปกตขิ องหน่วยไตได้)
3. นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปรายเก่ียวกบั ปริมาณสารต่าง ๆ ทพี่ บในน้าเลอื ดและในนา้ ปสั สาวะ เพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อสรุป
ดงั น้ี สารทพี่ บในน้าเลือดและในน้าปสั สาวะมสี ัดส่วนที่แตกตา่ งกัน เชน่ ในน้าเลือดพบโปรตีนและกลโู คส แต่ไม่
พบในน้าปัสสาวะ เนื่องจากโปรตีนไม่ผ่านการกรองของหน่วยไต ส่วนกลูโคสถูกหน่วยไตดูดกลับเข้าสู่หลอด
เลอื ดฝอยอกี ครั้ง จึงไม่พบสารเหลา่ นใ้ี นน้าปสั สาวะ
4. นักเรียนทาใบงานที่ 1.2 เรื่อง ระบบขบั ถา่ ย

ขั้นสอน (ชวั่ โมงท่ี 4)
สารวจค้นหา (Explore)
1. ทบทวนความรจู้ ากช่วั โมงที่แลว้ ให้นกั เรียนทราบพอสังเขปว่า ไตเปน็ อวัยวะสาคัญของระบบขับถา่ ย หากไม่

ทางานบกพร่องอาจก่อใหเ้ กิดโรคตา่ ง ๆ ตามมา
2. นักเรยี นศึกษาโรคไตวายและโรคน่ิว และการดูแลรักษาอวัยวะในระบบขับถา่ ย จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์

ม.2 เลม่ 1

อธิบายความรู้ (Explain)
1. ถามคาถามนักเรยี น โดยใชค้ าถามดังต่อไปนี้

- หากหน่วยไตทางานบกพร่อง จะเกดิ ผลเสยี ตอ่ ร่างกายอย่างไร
(แนวตอบ หากหนว่ ยไตทางานบกพร่องจะทาให้ไมส่ ามารถกรองของเสยี ออกจากเลือดและขับออกทางปสั สาวะ

ได้ รวมทัง้ ไมส่ ามารถดูดสารที่มปี ระโยชนก์ ลับเขา้ สูร่ ่างกายได้ จงึ พบสารเหล่านี้ปนออกมาพรอ้ มกบั น้า
ปสั สาวะ)
- โรคไตวายและโรคน่วิ เกดิ จากสาเหตใุ ด และมีวธิ ีการรักษาอยา่ งไร

(แนวตอบ โรคไตวายเกิดจากไตท้ัง 2 ขา้ ง ไมส่ ามารถทาหนา้ ทกี่ รองของเสยี ออกจากเลอื ดได้ ทาใหไ้ มส่ ามารถขบั
ของเสียออกทางน้าปัสสาวะได้ ซ่ึงสามารถรกั ษาได้โดยการฟอกเลือดดว้ ยเครอื่ งไตเทียม หรอื การปลกู ถ่ายไต
ส่วนโรคนว่ิ เกิดจากการจับตวั ของแร่ธาตุและตกตะกอนเป็นกอ้ นนว่ิ บริเวณไต ทอ่ ไต และกระเพาะปสั สาวะ
ซงึ่ มสี าเหตุจากการสญู เสยี เหงื่อมากและด่ืมนา้ นอ้ ย หรือการรบั ประทานอาหารทมี่ ีสารออกซาเลตสูง
สามารถรกั ษาได้โดยการใชย้ า การผ่าตดั หรือการสลายน่ิวโดยใช้คลน่ื เสียงความถ่ีสงู )

- นกั เรียนสามารถดแู ลรักษาอวัยวะในระบบขับถา่ ยไดอ้ ยา่ งไร
(แนวตอบ เลอื กรับประทานอาหาร โดยหลีกเลีย่ งอาหารท่มี ีรสเค็มจดั รสเผ็ดจดั และมีโปรตีนสูง ดม่ื นา้ สะอาด

อยา่ งเพียงพอเพอื่ ใหไ้ ตไมท่ างานหนกั เกนิ ไป งดสบู บหุ ร่ีและงดดื่มเครื่องดืม่ แอลกอฮอล์ หลกี เล่ียงการใช้ยา
หรอื อาหารเสริมทีม่ ผี ลต่อไต และออกกาลังกายอยา่ งสมา่ เสมอ)
- การดื่มน้าสะอาดอยา่ งเพยี งพอมีส่วนชว่ ยในการทางานของไตอย่างไร
(แนวตอบ การดม่ื นา้ สะอาดอยา่ งเพียงพอทาให้ไตไมต่ ้องกรองน้าเลอื ดทม่ี ีความเข้มขน้ สงู ซง่ึ ทาให้ไตไม่ตอ้ งทางาน
หนักเกินไป ซง่ึ แพทย์แนะนาใหด้ มื่ น้าสะอาดวันละ 2 ลติ ร)
2. นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภิปรายเก่ยี วกับโรคทีเ่ กย่ี วกบั ไต เพือ่ ให้ไดข้ ้อสรุป ดงั น้ี โรคไตวายเกิดจากการสูญเสยี
การทางานของไต จึงไมส่ ามารถกรองของเสยี ออกจากเลือดได้ สามารถรักษาไดโ้ ดยการปลูกถ่ายไต หรอื การ
ฟอกเลอื ดดว้ ยเครอื่ งไตเทียม โรคนิว่ เกดิ จากการจับตวั และตกตะกอนของแร่ธาตเุ ปน็ ก้อนนิ่วบรเิ วณไต ทอ่ ไต
กระเพาะปัสสาวะ สามารถรกั ษาโดยการใช้ยา ผา่ ตัด หรอื คลื่นเสียงความถสี่ ูง จงึ ควรดแู ลรักษาอวยั วะใน
ระบบขบั ถ่าย โดยการเลอื กรับประทานอาหาร หลีกเลยี่ งอาหารรสเคม็ จัด เผด็ จัด และมีโปรตีนสูง ดืม่ น้า
สะอาดอยา่ งเพียงพอ ประมาณวนั ละ 2 ลติ ร หลกี เล่ยี งการใชย้ าหรอื อาหารเสรมิ ทีม่ ีผลต่อ

ขยายความเข้าใจ (Elaborate)
1. นักเรยี นแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน สืบคน้ ข้อมลู เรอ่ื ง ไตเทียม แล้วทาเปน็ รายงานสง่ ครูผสู้ อน โดยเนื้อหาตอ้ ง

ระบหุ ลกั การทางานของเครื่องไตเทยี ม และข้อด/ี ขอ้ เสยี ของการรักษาโรคดว้ ยเครื่องไตเทยี ม และนาเสนอ
หน้าชนั้ เรยี น
2. นักเรยี นทา Topic Question ท้ายหัวข้อ เรื่อง ระบบขบั ถ่าย จากหนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
3. นกั เรยี นทาแบบฝึกหัดในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

ขั้นสรปุ เกณฑก์ ำรประเมิน
ตรวจสอบผล (Evaluate) - ระดบั คุณภาพ 2

1. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั สรุป เรอ่ื ง ระบบหายใจ ในประเด็นตา่ ง ๆ ดงั น้ี ผา่ นเกณฑ์
- ความสาคญั ของระบบขบั ถ่าย - ระดบั คุณภาพ 2
- โครงสรา้ งและหนา้ ที่ของอวัยวะในระบบขบั ถา่ ย
- การทางานของระบบขบั ถ่าย ผา่ นเกณฑ์
- การดูแลรักษาระบบขบั ถ่าย
- รอ้ ยละ 60
นกั เรียนสรปุ ในรปู ผงั มโนทัศน์ลงกระดาษ A4 สง่ ครผู สู้ อน ผ่านเกณฑ์
2. ตรวจสอบผลจากรายงานกลมุ่ เรื่อง ไตเทยี ม
3. ตรวจผงั มโนทศั น์ เรื่อง ระบบขบั ถ่าย - ร้อยละ 60
4. ตรวจสอบผลจากใบงานท่ี 1.2 เรื่อง ระบบขับถ่าย ผ่านเกณฑ์
5. ตรวจสอบผลจากการทาแบบฝกึ หัดในแบบฝึกหดั วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
การวัดและประเมนิ ผล - ร้อยละ 60
ผ่านเกณฑ์
รำยกำรวัด วิธีวัด เครือ่ งมือ
1. การประเมินช้นิ งาน/ - ตรวจรายงาน เรอ่ื ง - แบบประเมินรายงาน - ระดบั คุณภาพ 2
ผา่ นเกณฑ์
ภาระงาน (รวบยอด) ไตเทียม
- ตรวจผังมโนทัศน์ - แบบประเมินชนิ้ งาน
เร่อื ง ระบบขับถา่ ย

2. ประเมินระหว่าง
การจัดกจิ กรรม
การเรยี นรู้
1) ระบบขบั ถ่าย - ตรวจใบงานที่ 1.2 - ใบงานที่ 1.2

- ตรวจ Topic - Topic Question
Question - แบบฝกึ หัด

- ตรวจแบบฝึกหัด

2) พฤติกรรม - สงั เกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางาน การทางานรายบคุ คล การทางานรายบุคคล
รายบุคคล

รำยกำรวดั วิธวี ดั เครื่องมอื เกณฑก์ ำรประเมิน
3) พฤติกรรม - สังเกตพฤติกรรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2

การทางานกลุ่ม การทางานกล่มุ การทางานกลมุ่ ผ่านเกณฑ์
4) คุณลกั ษณะ - สงั เกตความมีวนิ ัย - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2

อนั พงึ ประสงค์ ใฝเ่ รยี นรู้ และมุ่งมน่ั คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อนั พงึ ประสงค์

ส่อื /แหลง่ กำรเรยี นรู้
ส่ือกำรเรียนรู้

1) หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 1 ระบบร่างกายมนษุ ย์
2) แบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 1 ระบบรา่ งกายมนุษย์
3) ใบงานที่ 1.2 เรื่อง ระบบขับถา่ ย
4) PowerPoint เรอื่ ง ระบบขับถา่ ย

แหล่งกำรเรยี นรู้
1) หอ้ งเรยี นวทิ ยาศาสตร์
2) ห้องคอมพวิ เตอร์
3) แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศ

แผนการจัดการเรียนรู้

กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วิชา ว22102 ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2
เวลาเรยี น 7 ชัว่ โมง
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 เรอื่ ง ระบบร่างกายมนุษย์ เวลาเรียน 7 ช่ัวโมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 เรอื่ ง ระบบหมนุ เวยี นเลือด

มาตรฐานการเรยี นรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่งิ มชี วี ิต หน่วยพ้ืนฐานของส่งิ มชี วี ติ การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของ

โครงสรา้ ง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทางานสมั พนั ธก์ นั ความสัมพันธข์ อง
โครงสรา้ ง และหน้าที่ของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ีทางานสัมพันธก์ ัน รวมท้งั นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตัวชว้ี ดั
ว 1.2 ม.2/6 บรรยายโครงสร้างและหนา้ ที่ของหวั ใจ หลอดเลอื ด และเลือด
ม.2/7 อธิบายการทางานของระบบหมนุ เวยี นเลือดโดยใช้แบบจาลอง
ม.2/8 ออกแบบการทดลองและทดลองในการเปรยี บเทียบอตั ราการเตน้ ของหัวใจขณะปกตแิ ละหลังทา
กจิ กรรม
ม.2/9 ตระหนกั ถงึ ความสาคัญของระบบหมนุ เวยี นเลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแลรกั ษาอวัยวะใน
ระบบหมุนเวียนเลอื ดใหท้ างานเปน็ ปกติ
สาระสาคัญ
ระบบหมนุ เวียนเลือดประกอบด้วยหวั ใจ แบง่ ออกเป็น 4 หอ้ ง ได้แก่ ห้องบน 2 หอ้ ง และห้องล่าง 2 ห้อง
โดยมลี ิ้นหัวใจก้นั ระหว่างห้องบนและหอ้ งลา่ ง หัวใจทาหนา้ ที่สบู ฉดี เลอื ดที่มแี กส๊ ออกซิเจนสูงผ่านหลอดเลอื ดไปยงั
เซลลต์ ่าง ๆ ของร่างกาย หลอดเลือด แบง่ ออกเป็นหลอดเลือดอารเ์ ตอรที าหน้าทล่ี าเลียงเลือดทมี่ แี กส๊ ออกซเิ จนสงู
ไปยงั เซลล์ หลอดเลือดเวนทาหนา้ ทล่ี าเลียงเลอื ดที่มีแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์สูงจากเซลลม์ ายังปอดเพื่อกาจดั ออก
จากรา่ งกาย
ระบบหมุนเวยี นเลอื ดมกี ารหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ โดยเลือดท่มี แี กส๊ ออกซเิ จนตา่ แต่แกส๊
คารบ์ อนไดออกไซดส์ ูงเข้าสหู่ ัวใจห้องบนขวาผา่ นล้นิ หวั ใจลงสหู่ วั ใจห้องล่างขวา แล้วลาเลียงไปยงั ปอดเพ่ือ
แลกเปลยี่ นแก๊ส กลายเปน็ เลือดทม่ี ีแก๊สออกซิเจนสงู แตแ่ ก๊สคารบ์ อนไดออกไซดต์ ่า กลับเข้าสหู่ วั ใจหอ้ งบนซา้ ย
ผา่ นลน้ิ หัวใจลงสหู่ ัวใจห้องล่างซา้ ยเพื่อนาเลือดที่มีแกส๊ ออกซิเจนสงู ไปยังเซลล์ต่าง ๆ

จดุ ประสงค์กำรเรยี นรู้
1. อธิบายโครงสรา้ งและหนา้ ทีข่ องอวยั วะในระบบหมนุ เวียนเลอื ดได้ (K)
2. อธบิ ายการหมุนเวยี นเลอื ดผ่านหวั ใจได้ (K)
3. เปรียบเทียบความแตกตา่ งของหลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี หลอดเลอื ดเวน และหลอดเลือดฝอยได้ (K)
4. เปรียบเทียบความแตกต่างของเซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลล์เมด็ เลือดขาว และเพลตเลตได้ (K)
5. เปรยี บเทยี บความแตกต่างระหว่างวัคซีนกบั เซรมุ่ ได้ (K)
6. นบั ชพี จรบริเวณขอ้ มือ (P)
7. จาลองการทางานของหวั ใจ (P)
8. วดั อัตราการเต้นของหัวใจ (P)
9. สรา้ งแบบจาลองการหมนุ เวยี นเลือดผ่านหวั ใจ (P)
10. ตระหนกั ถึงความสาคญั ของระบบหมุนเวยี นเลือดและการดแู ลรกั ษาอวัยวะในระบบหมุนเวยี นเลือด (A)
11. สนใจใฝร่ ู้ในการศึกษา (A)

สมรรถนะสาคัญและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน

1. ความสามารถในการส่อื สาร 1. มวี ินยั

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝ่เรียนรู้

1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ่ มัน่ ในการทางาน

2) ทกั ษะสารวจคน้ หา

3) ทกั ษะการทดลอง

4) ทกั ษะการกาหนดและควบคมุ ตวั แปร

5) ทักษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู

6) ทักษะการตีความหมายข้อมูลและการลง

ข้อสรุป

7) ทักษะการจัดกระทาและส่ือความหมาย

ข้อมูล

3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

สาระการเรยี นรู้
- ระบบหมุนเวียนเลือดประกอบด้วยหวั ใจ หลอดเลือด และเลอื ด
- หวั ใจของมนุษย์แบ่งเป็น 4 หอ้ ง ได้แก่ หัวใจหอ้ งบน 2 หอ้ ง และห้องล่าง 2 ห้อง ระหว่างหัวใจห้องบน

และหัวใจหอ้ งลา่ งมลี ิน้ หวั ใจกั้น
- หลอดเลอื ด แบง่ เปน็ หลอดเลือดอารเ์ ตอรี หลอดเลือดเวน และหลอดเลือดฝอย ซงึ่ มีโครงสรา้ งต่างกนั
- เลือด ประกอบด้วยเซลลเ์ ม็ดเลือด เพลตเลต และพลาสมา
- การบีบและคลายตวั ของหวั ใจทาให้เลอื ดหมนุ เวียน และลาเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอ่นื ๆ

ไปยงั อวัยวะและเซลลต์ ่าง ๆ ท่ัวรา่ งกาย
- เลือดท่ีมปี ริมาณแกส๊ ออกซิเจนสงู จะออกจากหวั ใจไปยงั เซลล์ต่าง ๆ ทว่ั ร่างกาย ขณะ เดียวกนั แก๊ส

คาร์บอนไดออกไซดจ์ ากเซลล์จะแพรเ่ ขา้ สู่เลอื ด และลาเลียงกลบั เข้าส่หู ัวใจและถูกส่งไปแลกเปล่ยี นแก๊สทป่ี อด
- ชีพจรบอกถงึ จังหวะการเตน้ ของหัวใจซึ่งอัตราการเต้นของหัวใจในขณะปกติและหลงั จาก ทากจิ กรรม

ต่าง ๆ จะแตกต่างกัน ส่วนความดันเลอื ดเกดิ จากการทางานของหัวใจและ หลอดเลือด
- อตั ราการเต้นของหัวใจมีความแตกต่างกนั ในแต่ละบุคคล คนทเี่ ปน็ โรคหวั ใจและหลอดเลือดจะส่งผลทาให้

หัวใจสูบฉดี เลือดไมเ่ ปน็ ปกติ
- การออกกาลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การพักผ่อน และการรักษาภาวะทางอารมณใ์ ห้เปน็ ปกติ

จึงเป็นทางเลอื กหนึ่งในการดูแลรักษาระบบหมนุ เวียนเลือดใหเ้ ปน็ ปกติ

กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ขนั้ นา (ชัว่ โมงท่ี 1)
กระตุ้นความสนใจ (Engage)

1.นกั เรียนทา Understanding Check ในหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจก่อน
เรยี นของตนเอง

2.ถามคาถามเพื่อนาเข้าสู่บทเรียนว่า แกส๊ ออกซเิ จนและแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซดจ์ ากการแลกเปลย่ี นแก๊ส ถูก
ลาเลียงไปยงั สว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายไดอ้ ย่างไร
(แนวตอบ แกส๊ ออกซเิ จนและแกส๊ คำรบ์ อนไดออกไซดถ์ ูกลำเลียงไปยังสว่ นตำ่ ง ๆ ของรำ่ งกำย โดยผ่ำนระบบ
หมุนเวยี นเลือด)

3. ถามคาถาม Prior Knowledge จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพอื่ ทบทวนความรู้เดิมกับนักเรยี น
วา่ มนุษย์มีหวั ใจทงั้ หมดกหี่ อ้ ง (แนวตอบ มนุษย์มหี ัวใจ 4 ห้อง แบ่งออกเปน็ หอ้ งบน 2 หอ้ ง และห้องล่ำง 2 ห้อง)

ชัน้ สอน
สารวจค้นหา (Explore)

1. เกร่นิ ใหน้ กั เรยี นฟงั ว่า ระบบหมุนเวียนเลือดเปน็ ระบบขนส่งสารตา่ ง ๆ เช่น สารอาหาร แกส๊ ของเสียไปยงั ส่วน
ต่าง ๆ ของร่างกาย รวมท้ังควบคุมอุณหภูมิและปริมาณสารต่าง ๆ ในร่างกาย โดยระบบหมนุ เวียนเลอื ด
ประกอบด้วยหวั ใจ หลอดเลือด และเลือด

2. นาหัวใจของสัตว์เลี้ยงลกู ดว้ ยนา้ นม เช่น หมู ววั มาผา่ เพอ่ื ใชป้ ระกอบการสอน เร่ือง หวั ใจ
3. นักเรยี นศึกษาหวั ใจ ซึง่ ประกอบดว้ ยหัวใจหอ้ งบน 2 ห้อง และหอ้ งลา่ ง 2 ห้อง โดยใชแ้ บบจาลองหวั ใจ หรอื

ภาพจากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หรอื ใชว้ วีดิทศั นจ์ ากส่อื ออนไลน์ เรื่อง หัวใจ เชน่
- https://www.youtube.com/watch?v=fOMuh8d3n7w

อธิบายความรู้ (Explain)
อธิบายความรู้ (Explain)
1. จบั สลากหมายเลขของนักเรียน 4 คน อธบิ ายโครงสรา้ งและหน้าทขี่ องหัวใจแตล่ ะหอ้ ง
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
- หัวใจห้องบนและหอ้ งลา่ งมีขนาดแตกตา่ งกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ดจึงเป็นเช่นนนั้
(แนวตอบ หัวใจห้องบนมขี นำดเล็กและผนงั บำงกว่ำหัวใจห้องล่ำง เน่อื งจำกหัวใจห้องล่ำงทำหนำ้ ทส่ี ูบฉดี เลือดไป
ยงั ส่วนตำ่ ง ๆ ของรำ่ งกำย (หัวใจหอ้ งล่ำงขวำสบู ฉดี เลือดไปปอดและหวั ใจหอ้ งล่ำงซ้ำยสบู ฉดี เลอื ดไปส่วนต่ำง ๆ
ของร่ำงกำย) จงึ ต้องมผี นงั หนาเพอ่ื ให้สูบฉดี เลอื ดไปยงั บรเิ วณตา่ ง ๆ ได้อย่างมีประสิทธภิ าพ)
- หวั ใจแต่ละหอ้ งทาหน้าที่เหมอื นหรือแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ หวั ใจห้องบนขวำทำหน้ำทรี่ บั เลือดทมี่ แี กส๊ ออกซิเจนตำ่ จำกส่วนตำ่ ง ๆ ของรำ่ งกำย หัวใจหอ้ งล่ำงขวำ

ทำหนำ้ ทีส่ ่งเลือดท่ีมีแกส๊ ออกซิเจนต่ำไปแลกเปล่ยี นแกส๊ ท่ีปอด หวั ใจหอ้ งบนซ้ำยทำหน้ำทีร่ บั เลอื ดท่ีมแี กส๊
ออกซเิ จนสูงจำกปอด หัวใจห้องล่ำงซำ้ ยทำหน้ำทส่ี ่งเลือดท่ีมีแก๊สออกซเิ จนสูงไปยังเซลลต์ ำ่ ง ๆ ทวั่ ร่ำงกำย)
- ลนิ้ หัวใจที่กน้ั ระหวา่ งหอ้ งล่างกับหอ้ งบนทาหน้าที่ใด
(แนวตอบ ลิ้นหัวใจทำหนำ้ ท่ีกัน้ หัวใจห้องบนกับหอ้ งล่ำงเพอื่ ป้องกนั กำรไหลย้อนกลบั ของเลอื ด)
3. นักเรยี นและครรู ่วมกันอภิปรายเกี่ยวกบั หัวใจ เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดงั น้ี หวั ใจของมนุษยป์ ระกอบด้วยห้องบน 2
ห้อง หอ้ งลา่ ง 2 ห้อง ซ่ึงหวั ใจหอ้ งบนมีขนาดเลก็ และผนงั บางกวา่ ห้องลา่ ง และระหวา่ งหวั ใจหอ้ งบนกับ
หวั ใจห้องลา่ งมลี ้นิ หัวใจกนั้ ป้องกนั การไหลยอ้ นกลับของเลือด

ขนั้ สอน (ชัว่ โมงที่ 2)
สารวจคน้ หา (Explore)
1. ทบทวนความรู้จากช่ัวโมงที่แลว้ ให้นักเรียนทราบพอสงั เขปวา่ หัวใจประกอบด้วยห้องบน 2 ห้อง และห้องล่าง

2 หอ้ ง ซ่งึ มลี นิ้ หวั ใจกั้นระหว่างหวั ใจหอ้ งบนและหอ้ งล่าง
2. เกร่ินให้นักเรียนฟังว่า การศึกษาหัวใจของสัตว์เม่ือชั่วโมงที่แล้ว นักเรียนสังเกตเห็นว่ามีหลอดเลือดที่ต่อจาก

หัวใจจานวนมาก หลอดเลอื ดทต่ี อ่ จากหวั ใจประกอบด้วยหลอดเลือดอารเ์ ตอรีและหลอดเลอื ดเวนเปน็ หลัก
3. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ร่วมกันศึกษาหลอดเลือดท้ัง 3 ชนิด ได้แก่ หลอดเลือดอาร์เตอรี หลอด

เลือดเวน และหลอดเลือดฝอย รวมท้ังเปรียบเทียบความแตกต่างของหลอดเลือดแต่ละชนิด จากหนังสือ
เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธบิ ำยควำมรู้ (Explain)
1. สุ่มเลอื กกล่มุ นักเรียน 5 กลุ่ม นาเสนอผลการศึกษาเก่ียวกบั หลอดเลือด
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
- หลอดเลือดทั้ง 3 ชนิด มลี กั ษณะเหมอื นหรือแตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ หลอดเลือดท้ัง 3 ชนิด มลี กั ษณะแตกตำ่ งกัน หลอดเลือดอำรเ์ ตอรมี ีผนงั หนำและมคี วำมยืดหยุ่นสงู

หลอดเลอื ดเวนมผี นังบำงกว่ำและมลี ิน้ ภำยในหลอดเลือด ส่วนหลอดเลอื ดฝอยมีขนำดเล็กและมีผนงั บำงมำก
ประกอบดว้ ยเซลล์เพียงชน้ั เดียว)
- เพราะเหตใุ ดหลอดเลอื ดเวนจึงต้องมีลนิ้ ภายในหลอดเลอื ด แตห่ ลอดเลอื ดอาร์เตอรีไมม่ ีลน้ิ
(แนวตอบ เนื่องจำกควำมดันเลอื ดเลอื ดในหลอดเลอื ดเวนตำ่ จงึ ต้องมีล้นิ กนั้ เปน็ ระยะเพอ่ื ป้องกันกำรไหล
ยอ้ นกลบั ของเลือด)
- หลอดเลอื ดเวนท่ลี าเลียงเลือดจากปอดกลับเขา้ สหู่ ัวใจแตกต่างจากหลอดเลอื ดเวนทวั่ ไปอยา่ งไร
(แนวตอบ หลอดเลอื ดเวนท่ัวไปลำเลยี งเลอื ดท่ีมีแกส๊ ออกซิเจนต่ำจำกส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยกลบั เขำ้ สูห่ วั ใจ แต่
หลอดเลือดเวนท่ีลำเลยี งเลือดจำกปอดกลบั เข้ำสหู่ วั ใจมีแก๊สออกซเิ จนสูง)
- หลอดเลือดอารเ์ ตอรีที่ลาเลียงเลือดจากหวั ใจไปสปู่ อดแตกต่างจากหลอดเลือดอารเ์ ตอรีทั่วไปอยา่ งไร
(แนวตอบ หลอดเลือดอำร์เตอรีท่วั ไปลำเลียงเลือดทม่ี ีแก๊สออกซเิ จนสงู จำกหวั ใจไปยังส่วนต่ำง ๆ แต่หลอดเลือด
อำรเ์ ตอรีท่ลี ำเลยี งเลอื ดจำกหัวใจไปสปู่ อดเปน็ หลอดเลอื ดที่ลำเลยี งเลือดทีม่ ีแก๊สออกซเิ จนต่ำจำกหัวใจไป
ฟอกท่ปี อด)
- ทศิ ทางการไหลของเลือดในหลอดเลอื ดอาร์เตอรีและหลอดเลือดเวนเหมอื นหรือแตกต่างกันอยา่ งไร
(แนวตอบ ทิศทำงกำรไหลของเลือดในหลอดเลือดอำรเ์ ตอรีและหลอดเลือดเวนแตกตำ่ งกัน โดยกำรไหลของเลอื ด
ในหลอดเลือดอำร์เตอรมี ีทิศออกจำกหวั ใจ สว่ นกำรไหลของเลอื ดในหลอดเลอื ดเวนมีทิศเข้ำสหู่ วั ใจ)

3. นักเรยี นและครูร่วมกนั อภปิ รายเกีย่ วกับหลอดเลือดทงั้ 3 ชนิด เพอ่ื ให้ไดข้ อ้ สรปุ ดังน้ี หลอดเลอื ดอาร์เตอรีทา
หนา้ ทีล่ าเลยี งเลือดออกจากหัวใจ มคี วามหนาและยืดหยนุ่ มแี รงดนั เลือดคงที่ หลอดเลือดเวนทาหน้าที่
ลาเลียงเลือดกลับเข้าส่หู ัวใจ มีผนังบางกวา่ และความดันเลือดต่ากว่าหลอดเลอื ดอารเ์ ตอรี และมลี ้ินก้นั ภายใน
หลอดเลอื ด และหลอดเลอื ดฝอยทาหน้าทีแ่ ลกเปลย่ี นแก๊ส ซง่ึ ผนงั ของหลอดเลือดมีเซลลเ์ พียง ชัน้ เดียว

4. นักเรยี นทาใบงานที่ 1.3 เร่ือง หัวใจและหลอดเลอื ด

ขั้นสอน (ชั่วโมงท่ี 3)
สารวจคน้ หา (Explore)
1. นักเรียนแบง่ กลุ่ม กล่มุ ละ 4-5 คน ทากิจกรรม แบบจาลองการทางานของหวั ใจ เพ่ือศึกษาการหมนุ เวียน-เลือด

ผา่ นหวั ใจและจาลองการทางานของหวั ใจ จากหนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
อธิบายความรู้ (Explain)
1. สุม่ เลือกกลมุ่ นกั เรียนอยา่ งน้อย 5 กลมุ่ นาเสนอผลการทากิจกรรม แบบจาลองการทางานของหัวใจ
2. ครูถามคาถามท้ายกิจกรรมกบั นักเรียน โดยใชค้ าถามต่อไปน้ี
- เมือ่ คลายมือจากลกู บบี ส่ิงใดทาให้น้าสแี ดงในทอ่ ไม่ไหลกลับไปตามท่อเดิม
(แนวตอบ กำรบีบและปล่อยลูกบบี ออกจะทำใหน้ ำถูกดดู ขนึ มำในทอ่ )
- น้าสไี หลเข้าสู่ทอ่ ปั๊มในเสน้ ทางใด
(แนวตอบ ภำพจำกคมู่ ือครู วทิ ยำศำสตร์ ม.2 เลม่ 1 หนำ้ 29)
- นกั เรียนสามารถอธบิ ายหลักการทางานของแบบจาลองการทางานของหวั ใจมกี ารทางานอย่างไร
(แนวตอบ เม่ือใชมือขวำบีบลูกบีบเปรียบเสมือนกำรบบี ตัวหัวใจเพ่ือนำเลือดจำกสวนตำง ๆ ของรำงกำย เข้ำสูหวั

ใจหองบนขวำและผำ่ นไปยงั หองลำงขวำเพ่ือสง่ เลอื ดไปยังปอด โดยมีลินกันระหวำงหัวใจทังสองห้อง เม่อื บบี ลูก
บีบท่ีมือซำยเปรียบเสมือนกำรบีบตัวของหัวใจและนำเลือดจำกปอดกลับเข ำสูหัวใจหองบนซำยและผำนไปยัง
หัวใจหองลำงซำย เพือ่ สง่ เลอื ดไปเลียงสวนตำง ๆ ของรำงกำย)
- แบบจาลองการทางานของหวั ใจมสี ง่ิ ที่เหมอื นและสิง่ ท่ีแตกต่างจากการทางานของหวั ใจมนษุ ย์อยา่ งไร
(แนวตอบ แบบจำลองมีส่ิงท่ีเหมือนกับกำรทำงำนของหัวใจมนุษย ได้แก่ หัวใจมี 4 หอง คลำยกับหัวใจมนุษย์ มี
ลินปด-เปดเพื่อปองกันกำรไหลยอนกลับของนำคลำยกับกำรทำงำนของลินหัวใจ ซ่ึงของเหลวจะมีปริมำณ
เทำเดมิ และจะหมนุ เวยี นอยใู นระบบ ไมตองเติมของเหลวจำกภำยนอก)
3. นกั เรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรม แบบจาลองการทางานของหวั ใจ เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อสรปุ ดังนแี้ บบจาลอง
การทางานของหวั ใจมีการทางานคล้ายคลึงกบั หวั ใจของมนุษย์ ขณะบบี ลูกบีบด้านขวาเปรียบเสมือนการบีบตัว
ของหัวใจเพ่ือนาเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาและห้องล่างขวาตามลาดับ เพื่อส่งไป
ยังปอด โดยมีลิ้นก้ันระหว่างหัวใจทั้งสองห้อง และในขณะบีบลูกบีบด้านซ้ายเปรียบเสมือนการบบี ตัวของหัวใจ

เพื่อนาเลือดจากปอดกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายและล่างซ้ายตามลาดับ เพ่ือลาเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของ
รา่ งกาย

ข้ันสอน (ชว่ั โมงที่ 4)
สารวจคน้ หา (Explore)
1. ทบทวนความรู้จากชวั่ โมงที่แลว้ ใหน้ ักเรียนทราบพอสงั เขปวา่ หัวใจทาหน้าท่ีสบู ฉีดเลือดเพ่ือลาเลยี งเลือดผ่าน

หลอดเลอื ดไปยงั อวยั วะต่าง ๆ ของร่างกาย ซึง่ หลอดเลือดแต่ละประเภททาหนา้ ที่แตกต่างกนั หลอดเลือด
อารเ์ ตอรลี าเลยี งเลือดที่มแี ก๊สออกซิเจนสงู จากหัวใจไปยงั อวัยวะตา่ ง ๆ ของร่างกาย (ยกเวน้ หลอดเลือดอาร์
เตอรีทล่ี าเลยี งเลือดจากหัวใจไปยังปอด) หลอดเลือดเวนลาเลียงเลอื ดท่ีมีแกส๊ ออกซิเจนต่าจากอวัยวะต่าง ๆ
กลบั เขา้ สูห่ ัวใจ (ยกเว้นหลอดเลือดเวนทล่ี าเลียงเลอื ดจากปอดกลับเขา้ สู่หัวใจ) และหลอดเลอื ดฝอยทา
หน้าทแี่ ลกเปลีย่ นแก๊ส
2. นาสไลด์ถาวรของเซลล์เม็ดเลือดของมนุษย์มาส่องภายใตก้ ลอ้ งจลุ ทรรศน์เพ่อื ใช้ประกอบการสอน เช่น

3. เกริน่ ใหน้ กั เรียนฟงั ว่า เลอื ดประกอบดว้ ย 2 สว่ น ได้แก่ สว่ นทเ่ี ป็นของเหลว และสว่ นทเ่ี ปน็ เซลลเ์ ม็ดเลือด ซ่ึง
ประกอบด้วยเซลล์เมด็ เลอื ดแดง เซลลเ์ ม็ดเลือดขาว และเพลตเลต

4. นกั เรยี นศึกษาสว่ นประกอบของเลอื ด จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หรือใช้วดี ทิ ศั น์จากส่ือออนไลน์
เร่อื ง เลือด เชน่

- https://www.youtube.com/watch?v=co6iuDpaQTM
5. อธิบายใหน้ กั เรียนฟงั ว่า เนือ่ งจากเซลล์เม็ดเลือดขาวสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งแอนตบิ อดสี ามารถทาลายเช้อื

โรคและสิง่ แปลกปลอมที่เขา้ สู่รา่ งกาย จงึ มีการนาแอนตบิ อดที ่ีสร้างขน้ึ มาผลิตวคั ซีนหรือเซรุม่
6. นกั เรียนจบั คู่ศึกษาเก่ยี วกับวัคซนี และรุ่ม และเปรยี บเทียบความแตกต่างของวัคซนี และเซรุ่ม จากหนังสอื เรยี น

วทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธบิ ายความรู้ (Explain)

1. จับสลากหมายเลขของนักเรียนออกมาอธิบายลักษณะและหน้าที่ของส่วนประกอบต่าง ๆ ของเลือด ซึ่ง
ประกอบด้วยน้าเลือดและเซลล์เมด็ เลือด (เซลล์เม็ดเลอื ดแดง เซลลเ์ ม็ดเลือดขาว และเพลตเลต)

2. จบั สลากหมายเลขนักเรยี น 3 คู่ เปรียบเทียบความแตกต่างของวคั ซนี กบั เซรุ่ม
3. ถามคาถามนกั เรยี น โดยใช้คาถามต่อไปน้ี

- เลือดแบ่งออกเปน็ กี่ส่วน อะไรบา้ ง
(แนวตอบ เลอื ดแบง่ ออกเปน็ 2 สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นของนำเลอื ดหรอื พลำสมำประกอบด้วยนำ สำรอำหำร เอนไซม์
ฮอรโ์ มน แกส๊ และของเสยี ตำ่ ง ๆ และสว่ นทเี่ ป็นเซลลเ์ มด็ เลือดประกอบดว้ ยเซลลเ์ ม็ดเลือดแดง เซลล์เมด็ เลือด
ขำว และเพลตเลต)
- ลกั ษณะของเซลล์เม็ดเลือดแดงเหมาะสมกบั การทาหน้าท่ีอยา่ งไร
(แนวตอบ เซลล์เม็ดเลือดแดงมีลักษณะกลมแบน ตรงกลำงบุ๋ม และไม่มีนิวเคลียส ซ่ึงช่วยเพ่ิมพืนที่ผิวในกำร
รบั -สง่ แก๊สออกซเิ จนไปยังเซลล์ต่ำง ๆ)
- เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขาวทาลายเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมไดอ้ ย่างไร
(แนวตอบ เซลลเ์ ม็ดเลอื ดขำวทำลำยเชอื โรคโดยกำรสรำ้ งแอนตบิ อดีเข้ำทำลำยเชอื โรคที่เข้ำสู่รำ่ งกำย หรือกลืน
กินเชือโรคทเ่ี ข้ำสรู่ ำ่ งกำย แลว้ ยอ่ ยสลำยดว้ ยไลโซโซมภำยในเซลล์)
- หากรา่ งกายไม่มเี พลตเลตจะส่งผลอยา่ งไรเม่ือเกิดบาดแผล
(แนวตอบ เพลตเลตทำหน้ำท่ีช่วยในกำรแข็งตัวของเลือด ซึ่งหำกร่ำงกำยไม่มีเพลตเลตจะทำให้เลือดไหลไม่
หยดุ เมอ่ื เกดิ บำดแผล ซ่ึงอำจทำใหร้ ่ำงกำยสูญเสยี เลอื ดมำกจนอำจเสยี ชวี ิตได้)
- วคั ซีนกับเซรุม่ แตกต่างกนั อยา่ งไร
(แนวตอบ วัคซีนเป็นเชือโรคท่ีตำยแล้วหรืออ่อนฤทธ์ิลงจนไม่ก่อโรคที่ถูกนำมำฉีดเข้ำสู่ร่ำงกำยเพ่ือให้สร้ำง
แอนติบอดี ซึ่งมักฉีดให้ก่อนกำรเกิดโรค และมีระยะเวลำในกำรออกฤทธ์ินำน ส่วนเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่สร้ำง
ขึนจำกสัตว์ โดยกำรฉีดเชือโรคที่อ่อนกำลังให้กับสัตว์เพื่อให้สัตว์สร้ำงแอนติบอดีขึนมำ แล้วจึงนำแอนติบอดี
ของสัตวม์ ำฉดี เข้ำสู่รำ่ งกำย ซึง่ มักจะฉดี ให้หลังเกิดโรค และมีระยะเวลำในกำรออกฤทธสิ์ นั )
4. ถามคาถามท้าทายการคิดขั้นสูง (H.O.T.S.) จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 กับนักเรียนว่า หาก
นกั เรยี นถูกงเู ห่ากดั แพทยจ์ ะฉีดวคั ซนี หรอื เซรุ่มให้กบั นักเรยี น เพราะเหตใุ ด
(แนวตอบ ฉีดเซรุ่ม เน่ืองจำกเป็นกำรฉีดให้หลังจำกได้รับพิษจำกงู ซ่ึงเซรุ่มเป็นแอนติบอดีจำกสัตว์ท่ีได้รับกำร
ฉดี เชอื โรคท่อี อ่ นฤทธิ์ โดยเซรมุ่ จะมรี ะยะเวลำในกำรออกฤทธ์ชิ ว่ งสนั ๆ)
5. นกั เรยี นและครรู ว่ มกันอภิปรายเกยี่ วกับเลือด เพ่ือใหไ้ ด้ข้อสรุป ดังน้ี เลอื ดประกอบด้วย 2 ส่วน ไดแ้ ก่ นา้ เลือด
ทาหนา้ ที่ลาเลียงสารไปส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย ประกอบด้วยน้า สารอาหาร เอนไซม์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
และของเสียต่าง ๆ และเซลล์เม็ดเลอื ดประกอบด้วยเซลลเ์ ม็ดเลือดแดงทาหน้าท่ีขนส่งแก๊สออกซิเจน เซลล์เม็ด

เลอื ดขาวทาหน้าทที่ าลายเชื้อโรคและส่ิงแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจากคณุ สมบัติของเซลล์เม็ดเลือดขาวจึง
นามาผลิตวัคซนี และเซรุ่ม และเพลตเลตทาหนา้ ท่ชี ว่ ยการแขง็ ตวั ของเลอื ด
6. นักเรียนและครูร่วมกันเปรียบเทียบความแตกต่างของวัคซีนกับเซรุ่ม เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังน้ี วัคซีนเป็นการฉีด
เชื้อโรคท่ีตายแล้วหรืออ่อนกาลังเข้าสู่ร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีเข้าทาลายเช้ือโรค ซ่ึงมักฉีดเข้าสู่
ร่างกายก่อนเกิดโรคและมีระยะเวลาคุ้มกันโรคหลายปี ส่วนเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่แยกจากเลือดของสัตว์ เมื่อ
ฉดี เขา้ สรู่ า่ งกายจะทาลายเชื้อโรคทนั ที จึงฉดี หลงั การเกดิ โรค แต่มีระยะเวลาคุ้มกนั โรคในช่วงสนั้ ๆ
7. นกั เรยี ทาใบงานที่ 1.4 เรอ่ื ง เลือด

ข้นั สอน (ชั่วโมงท่ี 5)
สำรวจค้นหำ (Explore)
1. นาคลปิ วดิ โี อเกยี่ วกับการหมุนเวยี นเลอื ดมาใชป้ ระกอบการสอน เชน่

- https://www.youtube.com/watch?v=CWFyxn0qDEU

2. นักเรียนศึกษาการทางานของระบบหมุนเวียนเลือด จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรือจาก QR
Code เร่อื ง การหมุนเวยี นเลอื ด

3. นกั เรียนแบง่ กลมุ่ กลมุ่ ละ 5 คน ศึกษาเรอ่ื ง โครงสรา้ งและหน้าที่ของอวยั วะในระบบหมุนเวยี นเลือด และเรื่อง
การทางานของระบบหมุนเวียนเลือด แล้วสร้างแบบจาลองระบบหมนุ เวยี นเลือดของร่างกายมนุษย์ ในกิจกรรม
แบบจาลองระบบหมุนเวียนเลือดของร่างกายมนุษย์ จากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธิบำยควำมรู้ (Explain)
1. นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ นาเสนอแบบจาลองระบบหมุนเวียนเลอื ดของมนุษย์
2. ถามคาถามท้ายกิจกรรมกับนักเรียน โดยใชค้ าถามดงั ต่อไปน้ี

- ระบบหมุนเวยี นเลอื ดของมนษุ ยป์ ระกอบด้วยอวัยวะใดบา้ ง แตล่ ะอวยั วะทาหน้าท่เี ชือ่ มโยงกนั อย่างไร
(แนวตอบ ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ ประกอบด้วยหัวใจทำหน้ำท่ีสูบฉีดเลือดซ่ึงประกอบด้วยสำรอำหำร
แกส๊ ฮอรโ์ มน เอนไซม์ และของเสียไปยังสว่ นต่ำง ๆ ของรำ่ งกำยผ่ำนทำงหลอดเลือด ซง่ึ แบ่งออกเป็น หลอดเลือด
อำรเ์ ตอรี หลอดเลอื ดเวน และหลอดเลอื ดฝอย)
- บริเวณส่วนใดของหัวใจท่ีมีแกส๊ ออกซิเจนสงู และส่วนใดทีม่ แี กส๊ ออกซิเจนตา่
(แนวตอบ หัวใจห้องบนขวำเป็นบริเวณท่ีมีแก๊สออกซิเจนต่ำสุด เนื่องจำกรับเลือดดำที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำจำก
ส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำย แล้วส่งไปยังหัวใจห้องล่ำงขวำเพื่อส่งไปแลกเปล่ียนแก๊สที่ปอด ส่วนหัวใจห้องบนซ้ำย
เป็นบรเิ วณท่ีมแี กส๊ ออกซิเจนสงู สุด เน่อื งจำกรับเลอื ดแดงท่ีมแี กส๊ ออกซิเจนสูงจำกปอดส่งไปยังห้องล่ำงซำ้ ยเพื่อ
สง่ ไปส่วนต่ำง ๆ ของรำ่ งกำย)
- ระบบหมุนเวียนเลอื ดของมนุษยม์ ีการหมนุ เวียนอย่างไร

(แนวตอบ เลือดดำซ่งึ เปน็ เลือดท่ีมีแกส๊ ออกซเิ จนต่ำจำกส่วนต่ำง ๆ ของรำ่ งกำยเขำ้ สู่หวั ใจห้องบนขวำ ไหลผำ่ น
ลินหัวใจไปยังหัวใจห้องล่ำงขวำ แล้วส่งต่อไปแลกเปล่ียนแก๊สท่ีปอด กลำยเป็นเลือดแดงท่ีมีแก๊สออกซิเจนสูง
ซึ่งจะไหลกลับเข้ำสู่หัวใจห้องบนซ้ำย ไหลผ่ำนลินหัวใจไปยังหัวใจหอ้ งล่ำงซ้ำย แล้วส่งต่อไปยังส่วนต่ำง ๆ ของ
รำ่ งกำย ซง่ึ จะมกี ำรหมุนเวยี นอย่ำงเปน็ ระบบเช่นนี)
3. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับการทางานของระบบหมุนเวียนเลือด เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ เลือดที่มี
แก๊สออกซิเจนต่าจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เข้าสู่หัวใจห้องบนขวาและผ่านลิ้นหัวใจไปยังหัวใจห้องล่างขวา
แล้วส่งต่อไปแลกเปลี่ยนแก๊สที่ปอด กลายเป็นเลือดแดงที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ซ่ึงจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบน
ซา้ ยและไหลผ่านลิ้นหัวใจไปยงั หัวใจห้องล่างซ้าย แล้วส่งตอ่ ไปยังส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย ซงึ่ จะมกี ารหมุนเวียน
อย่างเปน็ ระบบเช่นน้ี

ขนั้ สอน (ช่วั โมงที่ 6)
สำรวจคน้ หำ (Explore)
1. ทบทวนความรจู้ ากชั่วโมงที่แลว้ ใหน้ กั เรยี นทราบพอสังเขปว่า ระบบหมุนเวียนเลอื ดมกี ารทางานอยา่ งเปน็ ระบบ

ซ่งึ หวั ใจจะบบี ตัวและคลายตัวตลอดเวลาเพือ่ สบู ฉดี เลอื ดไปยังอวยั วะตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
2. นักเรียนลองใช้นิ้วชี้และน้ิวกลางจับข้อมืออีกข้างของตนเอง เพ่ือสังเกตและนับการเต้นของชีพจร ในเวลา 1

นาที แลว้ ถามนักเรียนวา่ นกั เรยี นนับจานวนครั้งทชี่ พี จรเต้นภายใน 1 นาที ไดเ้ ท่าใด
(แนวตอบ คำตอบขนึ อย่กู ับผลกำรนับของนักเรียน โดยปกติจะอยทู่ ่ี 60-100 ครงั /นำท)ี
3. เกริ่นให้นักเรียนฟังว่า ระหว่างการหมุนเวียนเลือดผ่านหัวใจจะทาให้หัวใจหดตัวและคลายตัวอย่างเป็นจังหวะ
เกิดเป็นชีพจร และระหว่างท่ีหัวใจหดตัวและคลายตัวจะทาให้เกิดแรงดันไปกระทบกับผนังของหลอดเลือดเกดิ
เปน็ ความดันเลอื ด
4. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ทากิจกรรม การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อศึกษาอัตราการเต้นของหัวใจ
ขณะทากจิ กรรมตา่ ง ๆ จากหนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 โดยใหน้ กั เรียนวดั อตั ราการเต้นของหัวใจก่อน
และหลังการทากิจกรรม แลว้ นาค่ามาทวี่ ัดไดเ้ ปรียบเทียบกนั

อธิบำยควำมรู้ (Explain)
1. นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มออกมานาเสนอผลการวัดอตั ราการเตน้ ของหัวใจ
2. ถามคาถามท้ายกิจกรรมกบั นกั เรียน โดยใช้คาถามตอ่ ไปน้ี

- อัตราการเต้นของหวั ใจก่อนและหลงั ทากิจกรรมแตกต่างกนั อย่างไร
(แนวตอบ อัตรำกำรเตน้ ของหวั ใจหลังทำกจิ กรรมสูงกวำ่ ก่อนทำกจิ กรรม เนื่องจำกหวั ใจหดตัวและคลำยตัวเร็ว
ขึน เพื่อนำเลอื ดแดงที่มแี ก๊สออกซิเจนสูงไปเลยี งเซลล์ต่ำง ๆ ของร่ำงกำย)
- เพราะเหตใุ ดจึงต้องนบั อัตราการเต้นของหวั ใจถึง 3 คร้ัง

(แนวตอบ เพอื่ ให้ไดค้ ำ่ อัตรำกำรเต้นของหัวใจท่ีใกลเ้ คียงควำมเป็นจริงมำกทสี่ ดุ )
- อัตราการเต้นของหัวใจของนกั เรยี นแต่ละคนเหมือนหรือแตกตา่ งกนั อย่างไร
(แนวตอบ แตกต่ำงกนั เลก็ นอ้ ย เนือ่ งจำกนกั เรยี นอยู่ในวัยเดยี วกัน)
- นักเรียนคิดว่า มปี ัจจัยใดบ้างทส่ี ง่ ผลตอ่ อัตราการเตน้ ของหวั ใจ
(แนวตอบ เพศ อำยุ กจิ กรรมท่ีทำ และสขุ ภำพร่ำงกำย)
- หากนักเรียนอ่านค่าความดันเลือดได้เท่ากับ 120/90 มิลลิเมตรของปรอท นักเรียนจะสามารถอธิบายได้
อยา่ งไร
(แนวตอบ ค่ำควำมดันขณะท่ีหัวใจบีบตัว เท่ำกับ 120 มิลลิเมตรของปรอท และค่ำควำมดันขณะที่หัวใจคลำย
ตวั เท่ำกบั 90 มิลลเิ มตรของปรอท ซ่ึงเปน็ ค่ำควำมดันปกต)ิ
3. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับชีพจร ความดันเลือด และกิจกรรม การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ อัตราการเต้นของหัวใจหรือชีพจรของแต่ละคนมีค่าแตกต่างกัน ข้ึนอยู่กับกิจกรรมท่ีทา
เชน่ การวงิ่ หรอื การเดินขึน้ และลงจากบนั ได ทาให้อตั ราการการเตน้ ของหัวใจเพ่ิมสูงข้ึนจากปกติ นอกจากน้ี ยงั
มีปัจจัย อื่น ๆ ที่ทาให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลงได้ เช่น อายุ เพศ อุณหภูมิของร่างกาย ยา
ความเครียด

ขั้นสอน (ชั่วโมงท่ี 7)
สำรวจคน้ หำ (Explore)
สำรวจคน้ หำ (Explore)
1. ทบทวนความรู้จากชั่วโมงที่แล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า ระบบหมุนเวียนเลือดมีความสาคัญต่อร่างกาย

อย่างมาก เน่ืองจากเป็นระบบขนส่งสารอาหาร แก๊ส และของเสียไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งหากเกิด
ความผดิ ปกติอาจทาให้เกิดโรคต่าง ๆ
2. นักเรียนศึกษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบและโรคความดันโลหิตสูง และการดูแลรักษาระบบหมุนเวียนเลือดให้
ทางานอย่างปกติ จากหนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธิบำยควำมรู้ (Explain)
1. ถามคาถามนกั เรียน โดยใชค้ าถามตอ่ ไปน้ี

- โรคหลอดเลอื ดหัวใจตีบเกดิ จากสาเหตุใด และมีวิธีการรกั ษาอย่างไร
(แนวตอบ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจำกกำรสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดตีบตัน จึงนำ
เลอื ดไปเลียงหัวใจไดน้ ้อยลง และมีปจั จัยอื่น เชน่ โรคเบำหวำน ควำมดนั โลหติ สงู ควำมเครยี ด กำรสบู บุหร่ี)
- หากวัดความดันเลอื ดได้เทา่ กับ 150/90 มิลลิเมตรของปรอท หมายความว่ามคี วามดนั ปกตหิ รอื ไม่

(แนวตอบ หำกวัดควำมดันเลือดเท่ำกับ 150/90 มิลลิเมตรของปรอท แสดงว่ำ มีควำมดันเลือดสูงกว่ำปกติ
เนอ่ื งจำกควำมดนั เลือดปกติเท่ำกับ 120/80 มลิ ลเิ มตรของปรอท)
- นักเรียนสามารถดูแลรกั ษาระบบหมุนเวยี นเลอื ดให้ทางานปกตไิ ด้อย่างไร
(แนวตอบ ควรเลือกรับประทำนอำหำรท่ีมีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอำหำรท่ีมีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ควร
ออกกำลังกำยอย่ำงสม่ำเสมอเพื่อให้หัวใจสูบฉีดไปเลียงส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยอย่ำงมีประสิทธิภำพ หลีกเลี่ยง
กำรด่มื เคร่อื งด่มื แอลกอฮอล์ และกำรใช้สำรเสพตดิ )
- การรับประทานอาหารทมี่ ไี ขมนั สงู สง่ ผลตอ่ ระบบหมุนเวียนเลอื ดอยา่ งไร
(แนวตอบ กำรรับประทำนอำหำรท่ีมีไขมันสูงจะทำให้มีกำรสะสมของไขมันบริเวณหลอดเลือด ซึ่งทำให้หลอด
เลอื ดตีบตนั จงึ นำเลอื ดไปเลียงส่วนต่ำง ๆ ของร่ำงกำยได้อย่ำงไม่มีประสิทธิภำพ และหำกมีไขมันสะสมมำกจน
อุดตันหลอดเลือด จะทำให้ไม่สำมำรถนำเลือดไปยังท่ีอุดตันได้ จึงทำให้เซลล์หรือเนือเยื่อบริเวณท่ีไม่มีเลือดไป
เลียงเกดิ กำรตำยของเซลล์หรือเนอื เยอ่ื ได้)
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายผลกิจกรรมเกี่ยวกับโรคในระบบหมุนเวียนเลือด เพ่ือให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ โรค
หลอดเลือดหัวใจตีบเกิดจากการสะสมของไขมันบริเวณผนังหลอดเลือดท่ีนาเลือดไปเลี้ยงหัวใจ สามารถรักษา
โดยการใช้ยา หรือการผ่าตัด โรคความดันโลหิตสูงเกิดจากความดันในหลอดเลือดสูงว่าปกติซ่ึงเกิดจากความ
อ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องด่ืมแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่มีน้าตาลสูง สามารถรักษาได้โดยการใช้ยา
ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงควรดูแลรักษาระบบหมุนเวียนเลือด โดยการหลีกเลี่ยงการรับประทาน
อาหารท่ีมีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง ออกกาลังกายอย่างสม่าเสมอ หลีกเล่ียงการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์
และตรวจความดันเลือดหรอื ตรวจเลอื ดเป็นประจา

ขยำยควำมเขำ้ ใจ (Elaborate)
1. นกั เรียนแบง่ กลุม่ กลุ่มละ 5-7 คน สบื ค้นข้อมูล เร่อื ง ระบบหมนุ เวียนเลือดของสัตว์ต่าง ๆ ได้แก่ ปลา สตั วส์ ะเทิน

นา้ สะเทินบก สตั ว์เลอื้ ยคลาน และสัตว์เล้ียงลูกด้วยน้านม พรอ้ มเปรียบเทยี บระบบหมนุ เวียนเลือดของสัตว์ต่าง ๆ
กับระบบหมุนเวยี นเลือดของมนุษย์ แล้วทารปู เล่มรายงานส่งครผู สู้ อน และนาเสนอหนา้ ช้ันเรียน
2. นกั เรยี นทา Topic Question ทา้ ยหัวข้อ เร่ือง ระบบหมุนเวยี นเลือด จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
3. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบฝึกหัดในแบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1

ขัน้ สรุป
ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. นกั เรยี นและครูร่วมกันสรปุ เรอ่ื ง ระบบหมนุ เวยี นเลือด ในประเดน็ ต่าง ๆ ดังนี้

- ความสาคัญของระบบหมุนเวยี นเลือด
- โครงสรา้ งและหน้าท่ีของอวยั วะในระบบหมนุ เวียนเลอื ด
- การทางานของระบบหมนุ เวยี นเลอื ด
- การดูแลรักษาระบบหมุนเวยี นเลอื ด
นกั เรียนสรปุ ในรปู ผังมโนทัศน์ลงกระดาษ A4 สง่ ครูผูส้ อน
2. ตรวจสอบผลจากรายงาน เร่ือง ระบบหมุนเวียนเลือดของสัตว์
3. ประเมินจากแบบจาลองระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษยแ์ ละการนาเสนอแบบจาลองระบบหมุนเวยี นเลอื ดของมนษุ ย์
4. ตรวจสอบผลจากผังมโนทศั น์ เรื่อง ระบบหมนุ เวียนเลอื ด
5. ประเมินจากกิจกรรม แบบจาลองการทางานของหัวใจ
6. ประเมินจากกิจกรรม การวัดอตั ราการเตน้ ของหัวใจ
7. ตรวจสอบผลจากใบงานท่ี 1.3 เร่อื ง หัวใจและหลอดเลอื ด
8. ตรวจสอบผลจากใบงานท่ี 1.4 เร่อื ง เลอื ด

กำรวัดและประเมินผล วธิ ีวดั เครื่องมอื เกณฑ์กำรประเมิน
รำยกำรวดั
- ตรวจรายงาน เรือ่ ง - แบบประเมนิ รายงาน - ระดบั คุณภาพ 2
1. การประเมนิ ชน้ิ งาน/ ระบบหมุนเวียนเลอื ด - แบบประเมนิ ชิ้นงาน ผ่านเกณฑ์
ภาระงาน (รวบยอด) ของสัตว์ - แบบประเมนิ ชนิ้ งาน
- ระดบั คุณภาพ 2
- ตรวจผงั มโนทัศน์ ผา่ นเกณฑ์
เรื่อง ระบบหมนุ เวียน
เลือด - ระดับคุณภาพ 2
ผ่านเกณฑ์
- ตรวจแบบจาลอง
แบบจาลองระบบ
หมนุ เวยี นเลอื ดของ
มนุษย์

รำยกำรวดั วธิ ีวดั เคร่อื งมอื เกณฑ์กำรประเมิน
2. ประเมนิ ระหว่าง
- ตรวจใบงานท่ี 1.3 - ใบงานที่ 1.3 - รอ้ ยละ 60
การจัดกิจกรรม ผา่ นเกณฑ์
การเรยี นรู้ - ตรวจใบงานท่ี 1.4 - ใบงานท่ี 1.4
1) ระบบหมุนเวียน - ร้อยละ 60
- ตรวจ Topic - Topic Question ผา่ นเกณฑ์
เลือด Question
- แบบฝึกหัด - รอ้ ยละ 60
2) การนาเสนอ - ตรวจแบบฝกึ หัด ผ่านเกณฑ์
ผลงาน - แบบประเมิน
- ประเมนิ การนาเสนอ การนาเสนอ - ร้อยละ 60
3) การปฏิบัติการ ผลงาน ผา่ นเกณฑ์
- แบบประเมนิ
4) พฤติกรรม - ประเมินการ การปฏบิ ตั ิการ - ระดับคุณภาพ 2
การทางาน ปฏบิ ัตกิ าร ผา่ นเกณฑ์
รายบุคคล - แบบสังเกตพฤติกรรม
- สงั เกตพฤตกิ รรม การทางานรายบคุ คล - ระดับคุณภาพ 2
5) พฤติกรรม การทางานรายบุคคล ผา่ นเกณฑ์
การทางานกล่มุ
- ระดบั คุณภาพ 2
6) คณุ ลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
อันพึงประสงค์
- สงั เกตพฤติกรรม - แบบสงั เกตพฤติกรรม - ระดับคุณภาพ 2
การทางานกลุ่ม การทางานกลุ่ม ผา่ นเกณฑ์

- สงั เกตความมวี นิ ัย - แบบประเมนิ - ระดบั คุณภาพ 2
ใฝ่เรยี นรู้ และมุ่งมัน่ คณุ ลกั ษณะ ผา่ นเกณฑ์
ในการทางาน อันพงึ ประสงค์

สอื่ /แหลง่ กำรเรียนรู้
สื่อกำรเรยี นรู้

1) หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 ระบบรา่ งกายมนุษย์
2) แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 ระบบร่างกายมนษุ ย์
3) ใบงานท่ี 1.3 เรอ่ื ง หวั ใจและหลอดเลอื ด
4) ใบงานที่ 1.4 เรื่อง เลือด
5) PowerPoint เร่อื ง ระบบหมุนเวียนเลือด

แหลง่ กำรเรียนรู้
1) ห้องเรยี น
2) หอ้ งสมดุ
3) แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศ

แผนการจดั การเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว22102 ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 2
เวลาเรียน 3 ชัว่ โมง
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 เรอ่ื ง ระบบร่างกายมนุษย์ เวลาเรยี น 3 ชั่วโมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 4 เรอ่ื ง ระบบประสาท

มาตรฐานการเรียนรู้
ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของส่งิ มีชีวติ หนว่ ยพนื้ ฐานของสิง่ มีชวี ติ การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ ความสัมพนั ธ์ของ

โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตวแ์ ละมนุษย์ท่ีทางานสมั พนั ธ์กัน ความสมั พันธข์ อง
โครงสร้าง และหนา้ ที่ของอวัยวะตา่ ง ๆ ของพชื ที่ทางานสัมพนั ธ์กนั รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ตัวชีว้ ดั
ว 1.2 ม.2/10 ระบอุ วัยวะและบรรยายหน้าทข่ี องอวัยวะในระบบประสาทส่วนกลางในการควบคุมการทางาน

ต่าง ๆ ของร่างกาย
ม.2/11 ตระหนักถึงความสาคัญของระบบประสาท โดยการบอกแนวทางในการดูแลรกั ษา รวมถงึ การ

ป้องกันการกระทบกระเทือนและอนั ตรายต่อสมองและไขสันหลงั
สาระสาคัญ

ระบบประสาทสว่ นกลาง ประกอบด้วยสมอง ทาหนา้ ที่ควบคุมการทางานต่าง ๆ ของรา่ งกาย ไขสนั หลัง
ทาหนา้ ท่ีสง่ ผ่านกระแสประสาท และมเี ส้นประสาทเปน็ ระบบประสาทรอบนอกทาหนา้ ทร่ี ับ-ส่งกระแสประสาทซ่ึง
มเี ซลลป์ ระสาทอยู่จานวนมาก

การทางานของระบบประสาทเกิดจากการส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรบั ความรู้สกึ ไปยังไขสนั หลงั และส่งตอ่ ไป
ยงั สมอง ซ่งึ สมองสง่ กระแสประสาทผ่านไขสันหลังไปยงั หน่วยปฏิบตั กิ ารตา่ ง ๆ เพ่อื ตอบสนองตอ่ ส่งิ เรา้ ทไี่ ดร้ บั

ระบบประสาทเกย่ี วข้องกับการทางานของทุกระบบจึงควรป้องกนั การกระทบกระเทอื นของสมองและไข
สนั หลัง หลกี เลี่ยงการดมื่ เครื่องดืม่ แอลกอฮอลแ์ ละการใชส้ ารเสพติด รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ หลกี เลี่ยง
ภาวะเครยี ด เพื่อดแู ลรกั ษาระบบประสาทให้ทางานอยา่ งเป็นปกติ
จดุ ประสงค์การเรียนรู้

1. อธบิ ายโครงสร้างและหน้าทขี่ องอวยั วะในระบบประสาทได้ (K)
2. อธบิ ายการทางานของระบบประสาทได้ (K)
3. เขยี นการทางานของระบบประสาทอยา่ งเป็นลาดบั ขน้ั ได้ (P)

4. ตระหนกั ถงึ ความสาคัญของระบบประสาทและการดูแลรักษาอวัยวะในระบบประสาท (A)
5. สนใจใฝร่ ู้ในการศกึ ษา (A)

สมรรถนะสาคัญและคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์
สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน
1. มวี นิ ยั
1. ความสามารถในการส่อื สาร 2. ใฝเ่ รยี นรู้
2. ความสามารถในการคดิ 3. มงุ่ มนั่ ในการทางาน

1) ทักษะการสารวจคน้ หา
2) ทักษะการจาแนกประเภท
3) ทกั ษะการลงความเหน็ จากข้อมูล
3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

สาระการเรียนรู้
- ระบบประสาทสว่ นกลาง ประกอบดว้ ยสมองและไขสันหลัง จะทาหนา้ ท่ีร่วมกบั เส้นประสาท ซง่ึ เปน็ ระบบ

ประสาทรอบนอกในการควบคมุ การทางานของอวยั วะตา่ ง ๆ รวมถงึ การแสดงพฤติกรรมเพื่อการตอบสนองต่อสิ่งเรา้
- เม่อื มีส่ิงเรา้ มากระตุ้นหนว่ ยรับความรสู้ ึกจะเกิดกระแสประสาทส่งไปตามเซลล์ประสาทรับความรู้สึกไปยัง

ระบบประสาทสว่ นกลาง แลว้ ส่งกระแสประสาทมาตามเซลลป์ ระสาทสง่ั การไปยังหนว่ ยปฏิบตั ิงาน เช่น กล้ามเนอ้ื
- ระบบประสาทเป็นระบบท่ีมีความซบั ซอ้ นและมีความสัมพนั ธ์กับทุกระบบในร่างกาย ดงั น้ัน จงึ ควรปอ้ งกนั

การเกิดอบุ ัตเิ หตุที่กระทบ กระเทือนต่อสมอง หลกี เลยี่ งการใชส้ ารเสพตดิ หลีกเลี่ยงภาวะเครียด และรบั ประทาน
อาหารทม่ี ปี ระโยชน์ เพอื่ ดแู ลรักษาระบบประสาทให้ทางานเป็นปกติ

กระบวนการจดั การเรยี นรู้
ข้ันนา
กระตุน้ ความสนใจ (Engage)
1. นักเรียนทา Understanding Check จากหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจของ

ตนเองกอ่ นเรยี น
2. ถามคาถามเพือ่ นาเขา้ สบู่ ทเรยี นวา่ ระบบตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย ทางานประสานกันได้อย่างไร

(แนวตอบ ระบบตำ่ ง ๆ ของรำ่ งกำยจะทำงำนประสำนกัน โดยมรี ะบบประสำททำหนำ้ ทรี่ บั -สง่ กระแสประสำท
ไปควบคุมกำรทำงำนของระบบต่ำง ๆ ของรำ่ งกำย ให้เปน็ ไปอย่ำงปกติ)

3. ถามคาถาม Prior Knowledge จากหนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 เพือ่ ทบทวนความรเู้ ดิมกบั นักเรียนว่า
สมองทาหน้าที่อะไร
(แนวตอบ สมองทำหนำ้ ที่เปน็ ศูนยก์ ลำงควบคุมกำรทำงำนของระบบตำ่ ง ๆ ของร่ำงกำย)

ชนั้ สอน (ช่วั โมงที่ 1)
สารวจค้นหา (Explore)

1. เกร่ินให้นักเรียนฟังว่า ระบบประสาทเป็นระบบควบคุมและประสานการทางานของระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
ประกอบดว้ ยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท

2. นักเรียนศึกษาโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาท ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และ
เส้นประสาท โดยใช้แบบจาลองอวยั วะในระบบประสาท หรอื ภาพจากหนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธิบายความรู้ (Explain)
1. จับสลากหมายเลขของนักเรียน 9 คน อธิบายหน้าท่ีของสมอง (เซรีบรัม เซรีเบลลัม ไฮโพทาลามัส ทาลามัส

พอนส์ เมดลั ลาออบลองกาตา) ไขสันหลงั และเส้นประสาท
2. ถามคาถามนักเรยี น โดยใช้คาถามดังตอ่ ไปนี้

- ระบบประสาทสว่ นกลางประกอบด้วยอวยั วะใดบ้าง
(แนวตอบ ระบบประสำทส่วนกลำง ประกอบดว้ ยสมองและไขสนั หลงั )
- เพราะเหตุใดมนุษยจ์ ึงมีสมองสว่ นเซรบี รมั ขนาดใหญม่ าก
(แนวตอบ เน่ืองจำกมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกำรใช้ควำมคิด ควำมจำ และสติปัญญำมำก ซึ่งสมองส่วน เซรีบรัม
ทำหน้ำที่ควบคุมควำมคิด ควำมจำ สติปัญญำ และกำรทำงำนต่ำง ๆ ของร่ำงกำย จึงทำให้สมองส่วนนีมีขนำด
ใหญ่กว่ำสมองสว่ นอนื่ ๆ )

- เซลล์ประสาทมรี ูปรา่ งแตกตา่ งจากเซลล์อนื่ ๆ อย่างไร
(แนวตอบ เซลล์ประสำทแบ่งออกเป็นตัวเซลล์ซ่ึงประกอบด้วยนิวเคลียสและไซโทพลำซึมที่มีออร์แกเนลล์อยู่
ภำยใน ทำหน้ำที่สังเครำะห์สำรท่ีจำเป็นสำหรับเซลล์ประสำท และใยประสำทเป็นส่วนท่ีแยกออกมำจำกตัว
เซลล์ ทำหน้ำท่รี ับ-สง่ กระแสประสำท ซ่ึงมีลกั ษณะแตกตำ่ งจำกเซลลอ์ น่ื ๆ)
- เดนไดรต์กับแอกซอนมลี กั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไร
(แนวตอบ เดนไดรต์เปน็ ใยประสำทท่นี ำกระแสประสำทเขำ้ สู่ตัวเซลล์ ส่วนแอกซอนเปน็ ใยประสำทที่นำกระแส
ประสำทออกจำกตัวเซลล์ ซงึ่ เซลล์ประสำทแตล่ ะเซลล์ อำจมเี ดนไดรต์เพยี ง 1 เส้น หรอื หลำยเส้น แตแ่ อกซอน
จะมเี พยี งเส้นเดียวเท่ำนนั )

2. ถามคาถามท้าทายการคดิ ข้ันสูง (H.O.T.S.) จากหนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 กบั นักเรยี นวา่ หากถูกทา
ร้ายโดยใช้ของแข็งตีบรเิ วณท้ายทอยอย่างรนุ แรง จะส่งผลตอ่ รา่ งกายอยา่ งไร
(แนวตอบ บรเิ วณทำยทอยเปนบริเวณสมองสว่ นเซรเี บลลัม ซ่งึ ทำหน้ำทค่ี วบคุมกำรเคล่ือนไหว และกำรทรงตัว
ของรำ่ งกำย หำกสมองสว่ นนีได้รบั กำรกระทบกระเทอื นอำจมีผลต่อกำรทรงตวั และกำรเคล่ือนไหวของรำ่ งกำย
ท่ีผดิ ปกติ)

3. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะในระบบประสาท เพื่อให้ได้ข้อสรุปว่า
ระบบประสาทประกอบด้วยสมองทาหน้าท่เี ปน็ ศนู ยก์ ลางการทางานของอวัยวะตา่ ง ๆ ซึ่งสมองแตล่ ะสว่ นจะทา
หน้าท่ีแตกต่างกัน ไขสันหลังทาหน้าทีส่ ่งผ่านกระแสประสาทจากหน่วยรับความรู้สึกไปยังสมอง และจากสมอง
ไปยังหน่วยปฏิบัติงาน และเส้นประสาททาหน้าท่ีส่งผ่านกระแสประสาทไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งใน
สมองและไขสันหลังจะมีเซลลป์ ระสาทจานวนมาก ประกอบดว้ ยตวั เซลลแ์ ละใยประสาท (แอกซอนและเดนไดรต์)

4. นกั เรยี นทาใบงานท่ี 1.5 เรอื่ ง ระบบประสาท

ข้นั สอน (ช่ัวโมงท่ี 2)
สำรวจค้นหำ (Explore)
4. ทบทวนความรูจ้ ากชว่ั โมงทีแ่ ล้วให้นักเรียนทราบพอสังเขปวา่ ระบบประสาททาหนา้ ท่ีควบคุมและประสานการ

ทางานของระบบต่าง ๆ ของรา่ งกาย ประกอบดว้ ยสมอง ไขสันหลงั และเสน้ ประสาท
5. ถามคาถามนักเรียนวา่ เพราะเหตุใด เมอื่ นักเรยี นเดินเหยียบตะปู จะยกเทา้ หนีทันที

(แนวตอบ เนื่องจำกมีกำรส่งกระแสประสำทจำกเท้ำไปยังสมอง ทำให้สมองรับรู้ถึงควำมเจ็บปวดจำกกำร
เหยยี บตะปู จงึ ส่ังกำรมำยังกลำ้ มเนอื บรเิ วณขำให้ยกเท้ำหนอี อกทนั ที)
6. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ร่วมกันศึกษาการทางานของระบบประสาทเมื่อถูกหนามทิ่ม จากหนังสือเรียน
วิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1 หรอื ใชว้ ีดทิ ศั น์จากสอ่ื ออนไลน์ เรื่อง การทางานของระบบประสาท เชน่

- https://www.youtube.com/watch?v=Nn2RHLWST-k

อธิบายความรู้ (Explain)
1. สุ่มเลือกกล่มุ นักเรยี นอย่างน้อย 3 กลมุ่ เขียนแผนผงั แสดงการทางานของระบบประสาทเมื่อถูกหนามท่ิม
2. ถามคาถามนกั เรียน โดยใชค้ าถามดงั ต่อไปน้ี

- เพราะเหตใุ ด เมื่อถกู หนามทิม่ หรือเดินเหยียบตะปู จงึ ร้สู ึกเจบ็
(แนวตอบ เน่ืองจำกมีกำรสง่ กระแสประสำทไปยงั ไขสันหลังและสมอง ทำใหส้ มองรับรู้ถงึ ควำมเจ็บปวด)
- กระแสประสาทจะส่งต่อไปยังไขสนั หลงั และสมองได้อย่างไร

(แนวตอบ กระแสประสำทถูกส่งไปยังสมองและไขสันหลังผ่ำนเส้นประสำท ซึ่งเส้นประสำทจะมีเซลล์ประสำท
ต่อกันเป็นร่ำงแหเพื่อรับ-ส่งกระแสประสำท โดยแอกซอนของเซลล์ประสำทหน่ึงจะแตกออกเป็น กิ่งก้ำน
แล้วไปแนบชิดกับเดนไดรต์ของอีกเซลล์ประสำทหน่ึง จึงมีกำรรับ-ส่งกระแสประสำทจำกเซลล์ประสำทต่อ ๆ
กนั จนไปถงึ เซลล์ประสำททไี่ ขสนั หลังและสมอง ตำมลำดบั )
- ระบบประสาทมกี ารทางานอย่างไร
(แนวตอบ เมอ่ื หน่วยรบั ควำมรู้สกึ ไดร้ บั กำรกระตุ้น กลุ่มเซลล์รับควำมรสู้ กึ จะส่งกระแสประสำทไปยัง ไขสัน
หลัง แล้วส่งกระแสประสำทต่อไปยังสมอง ซ่ึงสมองจะส่งกระแสประสำทผ่ำนไขสันหลังไปยังหน่วยปฏิบัติงำน
เพอ่ื กระตุ้นหรอื ยับยงั กำรทำงำนของอวยั วะที่ได้รบั กำรกระต้นุ ให้แสดงพฤตกิ รรมทตี่ อบสนองต่อส่ิงเร้ำที่ได้รับ)
3. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภปิ รายเก่ยี วกับการทางานของระบบประสาทเมือ่ ถกู หนามท่มิ เพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ สรปุ ว่า เม่ือ
ถูกหนามทิ่ม หน่วยรับความรู้สึกบรเิ วณปลายน้ิวจะส่งกระแสประสาทไปยงั ไขสันหลงั และส่งต่อไปยังสมองทา
ให้รู้สึกเจ็บ และไขสันหลังจะส่งกระแสประสาทไปสัง่ การให้กลา้ มเนื้อโคนแขนพับงอ และยกปลายน้ิวออกจาก
หนาม

ขน้ั สอน (ช่ัวโมงที่ 3)
สำรวจค้นหำ (Explore)
1. ทบทวนความรูจ้ ากชั่วโมงทแี่ ลว้ ให้นักเรียนทราบพอสังเขปว่า ระบบประสาททาหนา้ ทีร่ บั -ส่งกระแสประสาทไป

กระตุน้ หรือยบั ยัง้ การทางานของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งหากระบบประสาททางานผิดปกตอิ าจสง่ ผลให้เกดิ โรคตา่ ง ๆ ตามมา
2. นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับโรคอัมพฤกษ์และอัมพาต โรคอัลไซเมอร์ และการดูแลรักษาระบบประสาท จากหนังสอื

เรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1

อธบิ ายความรู้ (Explain)
1. ถามคาถามนักเรยี น โดยใชค้ าถามต่อไปนี้

- โรคอมั พฤกษแ์ ละอมั พาตเกดิ จากสาเหตใุ ด
(แนวตอบ โรคอัมพฤกษ์และอัมพำตเกิดจำกควำมผิดปกติของสมองในกำรควบคุมกำรทำงำนของกล้ำมเนือ
และกำรรับควำมรู้สึก ซึ่งควำมผิดปกติของสมองเกิดจำกหลำยสำเหตุ เช่น กำรอุดตันของหลอดเลือดแดง ใน
สมองทำให้สมองขำดเลือดและสมองตำย กำรแตกของหลอดเลือดแดงในสมองจำกควำมดนั เลอื ดสูง กำรได้รับ
กำรกระทบกระเทือนบริเวณศรี ษะ หรือเกดิ จำกโรคบำงชนดิ เชน่ โรคเบำหวำน ควำมดนั เลอื ดสูง โรคหวั ใจและ
หลอดเลือด)
- เพราะเหตใุ ดจงึ มักพบการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผสู้ งู อายุ

(แนวตอบ โรคอัลไซเมอร์สำมำรถพบได้ทุกช่วงวัย แต่จะพบมำกในผู้สูงอำยุ เนื่องจำกอำยุท่ีเพิ่มมำกขึน ทำให้
เซลล์สมองหรือเซลลป์ ระสำทเส่ือมลงจำกกำรใช้งำนมำก และยังเกิดจำกสำเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น พันธุกรรม
กำรได้รับบำดเจ็บของสมอง กำรเป็นโรคบำงโรค เชน่ โรคเบำหวำน โรคควำมดนั โลหิตสูง โรคไขมันในเลอื ดสูง)
- การสวมใส่หมวกกนั น็อกขณะขบั ขร่ี ถจักรยานยนตม์ ปี ระโยชน์อย่างไร
(แนวตอบ กำรสวมหมวกกันน็อกจะช่วยป้องกันไม่ให้สมองได้รับกำรกระทบกระเทือน เม่ือเกิดอุบัติเหตุขณะ
ขับข่รี ถจกั รยำนยนต์)
- การรับประทานขา้ วกลอ้ ง เมลด็ ธัญพืช และเครื่องในสตั ว์ มสี ่วนชว่ ยบารุงระบบประสาทอย่างไร
(แนวตอบ เนือ่ งจำกอำหำรดงั กล่ำวมีวิตำมนิ บี 1 สูง ซึ่งเป็นวิตำมนิ ทช่ี ่วยบำรงุ สมอง และช่วยใหร้ ะบบประสำท
บริเวณตำ่ ง ๆ ของรำ่ งกำยทำงำนอยำ่ งปกติ)
2. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับโรคที่เก่ียวข้องกับระบบประสาท เพื่อให้ได้ข้อสรุป ดังนี้ โรค อัม
พฤกษ์และอัมพาตเกิดจากความผิดปกติของสมองในการควบคุมกล้ามเน้ือแขนและขา ซ่ึงอาจเกิดจากการอุด
ตันของหลอดเลือดในสมอง หรือการแตกของหลอดเลือดในสมองทาให้สมองขาดเลือด การได้รับการ
กระทบกระเทือนบรเิ วณศีรษะ หรือเกดิ จากโรคบางโรค เชน่ โรคเบาหวาน โรคความดนั โลหติ สงู โรคอัลไซเมอร์
เกิดจากเซลล์สมองและเซลล์ประสาทในสมองเสือ่ มหรือถูกทาลาย ส่งผลต่อความจา มักพบในผู้สูงอายุ จึงควร
ดูแลรักษาอวัยวะในระบบประสาท โดยระมัดระวังการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะและไขสันหลัง
รับประทานอาหารท่ีมีวิตามินบี 1 หลีกเล่ียงการด่ืมเคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ สารเสพติด และยาบาง
ชนดิ ท่ีมผี ลตอ่ ระบบประสาท พกั ผ่อนใหเ้ พยี งพอและทากจิ กรรมผอ่ นคลายความเครยี ด

ขยายความเขา้ ใจ (Elaborate)
4. นักเรียนสืบค้นข้อมูล เร่ือง อวัยวะรับสัมผัสของมนุษย์ โดยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของอวัยวะรับสัมผัส ต่าง ๆ

กับการทางานของระบบประสาทในรูปผังมโนทัศนล์ งกระดาษ A4 ส่งครผู ูส้ อน
5. นักเรียนทา Topic Question ท้ายหวั ข้อ เร่อื ง ระบบประสาท จากหนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1
6. นักเรียนทาแบบฝึกหดั ในแบบฝกึ หัดวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 1
ข้นั สรุป
ตรวจสอบผล (Evaluate)
1. นักเรยี นและครูรว่ มกันสรุป เรอื่ ง ระบบประสาท ในประเด็นตา่ ง ๆ ดังน้ี

- ความสาคญั ของระบบประสาท
- โครงสร้างและหนา้ ทขี่ องอวัยวะในระบบประสาท
- การทางานของระบบประสาท
- การดูแลรกั ษาระบบประสาท

2. ตรวจสอบผลจากผังมโนทศั น์ เรอื่ ง อวัยวะรับสัมผัสของมนษุ ย์
3. ตรวจสอบผลจากผังมโนทศั น์ เร่ือง ระบบประสาท
4. ตรวจสอบผลจากใบงานที่ 1.5 เรอื่ ง ระบบประสาท

การวัดและประเมินผล วิธวี ัด เครอ่ื งมือ เกณฑก์ ำรประเมนิ
รำยกำรวัด
- ตรวจผังมโนทศั น์ - แบบประเมินชน้ิ งาน - ระดับคุณภาพ 2
1. การประเมินชน้ิ งาน/ เร่ือง อวัยวะรับสมั ผสั - แบบประเมินชิ้นงาน ผา่ นเกณฑ์
ภาระงาน (รวบยอด) ของมนษุ ย์
- ระดบั คุณภาพ 2
2. ประเมินระหวา่ ง - ตรวจผงั มโนทศั น์ ผา่ นเกณฑ์
การจดั กจิ กรรม เรือ่ ง ระบบประสาท
การเรยี นรู้
1) ระบบประสาท - ตรวจใบงานที่ 1.5 - ใบงานที่ 1.5 - ร้อยละ 60
- Topic Question ผ่านเกณฑ์
2) การนาเสนอ - ตรวจ Topic - แบบฝึกหดั
ผลงาน Question - ร้อยละ 60
- ผลงานท่นี าเสนอ ผา่ นเกณฑ์
3) พฤติกรรม - ตรวจแบบฝกึ หดั - แบบสังเกตพฤติกรรม
การทางาน - รอ้ ยละ 60
รายบคุ คล - ประเมินการนาเสนอ การทางานรายบคุ คล ผ่านเกณฑ์
ผลงาน
4) พฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทางานกลมุ่ - สงั เกตพฤตกิ รรม ผา่ นเกณฑ์
การทางานรายบุคคล
5) คณุ ลักษณะ - ระดบั คุณภาพ 2
อนั พึงประสงค์ ผ่านเกณฑ์

- สังเกตพฤตกิ รรม - แบบสังเกตพฤติกรรม - ระดบั คุณภาพ 2
การทางานกลมุ่ การทางานกลมุ่ ผา่ นเกณฑ์

- สงั เกตความมีวินยั - แบบประเมิน - ระดบั คุณภาพ 2
ใฝเ่ รยี นรู้ และมุง่ ม่ัน คุณลกั ษณะ ผ่านเกณฑ์
ในการทางาน อันพึงประสงค์

สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
สือ่ การเรียนรู้

1) หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 ระบบรา่ งกายมนษุ ย์
2) แบบฝกึ หัดวทิ ยาศาสตร์ ม.2 เลม่ 1 หน่วยการเรียนรูท้ ่ี 1 ระบบร่างกายมนษุ ย์
3) ใบงานท่ี 1.5 เรื่อง ระบบประสาท
4) PowerPoint เรอ่ื ง ระบบประสาท

แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งเรียน
2) หอ้ งสมุด
3) แหลง่ ขอ้ มูลสารสนเทศ

แผนการจดั การเรยี นรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รหสั วชิ า ว22102 ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 2
เวลาเรยี น 8 ช่วั โมง
หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 เรอื่ ง ระบบร่างกายมนุษย์ เวลาเรยี น 8 ชัว่ โมง

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 เรอื่ ง ระบบสบื พนั ธุ์

มาตรฐานการเรียนรู้

ว 1.2 เข้าใจสมบตั ิของสิ่งมชี วี ิต หนว่ ยพืน้ ฐานของส่ิงมชี ีวิต การลาเลยี งสารผ่านเซลล์ ความสมั พนั ธ์ของ

โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ที่ทางานสัมพนั ธก์ นั ความสมั พันธ์ของ

โครงสร้าง และหนา้ ที่ของอวยั วะตา่ ง ๆ ของพืชที่ทางานสมั พนั ธก์ นั รวมทง้ั นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตวั ชว้ี ัด

ว 1.2 ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าท่ีของอวยั วะในระบบสืบพนั ธ์ุของเพศชายและเพศหญิงโดยใช้
แบบจาลอง

ม.2/13 อธบิ ายผลของฮอรโ์ มนเพศชายและเพศหญิงทค่ี วบคุมการเปลย่ี นแปลงของร่างกายเม่ือเข้า
สู่วยั หนมุ่ สาว

ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยการดูแลรักษาร่างกาย
และจติ ใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลย่ี นแปลง

ม.2/15 อธบิ ายการตกไข่ การมปี ระจาเดือน การปฏิสนธิ และการพฒั นาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก
ม.2/16 เลอื กวธิ ีการคุมกาเนิดท่เี หมาะสมกบั สถานการณ์ที่กาหนด
ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ก่อนวัยอนั ควร โดยการประพฤตติ นให้เหมาะสม
สาระสาคญั

ระบบสบื พนั ธ์ขุ องมนษุ ย์ แบง่ ออกเป็น 2 ระบบ ดังน้ี
- ระบบสืบพันธ์ุเพศชาย ประกอบด้วยอวัยวะหลายอวัยวะท่ีทาหน้าท่ีสัมพันธ์กัน ได้แก่ อัณฑะ ทาหน้าที่

สรา้ งฮอร์โมนเพศชายและเซลล์อสจุ ิ ถุงหมุ้ อณั ฑะทาหน้าทีห่ ่อหุม้ อัณฑะและปรบั อุณหภมู ิของอัณฑะใหต้ ่ากว่าปกติ
หลอดเก็บอสุจิทาหน้าท่ีเก็บเซลล์อสุจิท่ีสร้างจากอัณฑะ หลอดนาอสุจิทาหน้าที่เป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิ ต่อม
ลูกหมากทาหน้าที่หล่ังสารที่มีสมบัติเป็นเบสเพื่อลดความเป็นกรดในช่องคลอดของเพศหญิง ต่อมคาวเปอร์ทา
หน้าที่สร้างสารหล่อล่ืน ต่อมสร้างน้าเลี้ยงอสุจิทาหน้าที่สร้างน้าเล้ียงเซลล์อสุจิ และองคชาติเป็นอวัยวะสืบพันธุ์
ภายนอกซึ่งเป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิออกจากร่างกาย การสร้างเซลล์อสุจิและการเกิดลักษณะข้ันท่ี 2 ของเพศ
ชายถกู ควบคุมโดยฮอรโ์ มนเทสโทสเทอโรน

- ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะหลายอวัยวะท่ีทาหน้าท่ีสัมพันธ์กัน ได้แก่ รังไข่ทาหน้าท่ี
สร้างเซลล์ไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ท่อนาไข่เป็นบริเวณที่เกิดการปฏิสนธิของเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่ มดลูกเป็น
บริเวณที่ฝังตัวของเอ็มบริโอ และช่องคลอดเป็นทางผ่านของเซลล์อสุจิเข้าสู่มดลูกและเป็นทางออกของทารกเมื่อ
ครบกาหนดคลอด การสร้างเซลล์ไข่และการเกิดลักษณะขั้นที่ 2 ของเพศหญิงถูกควบคุมโดยฮอร์โมน โพรเจสเทอ
โรนและอีสโทรเจน ซึ่งเพศหญิงในวัยเจริญพันธ์ุมีการตกไข่ เดือนละ 1 เซลล์ และหากเซลล์ไข่ไม่ได้รับการปฏิสนธิ
กบั เซลลอ์ สจุ ิ ผนงั มดลูกที่หนาตวั ขน้ึ จะหลุดออกเปน็ ประจาเดือน

การปฏิสนธิของเซลล์ไข่กับเซลล์อสุจิเกิดขึ้นท่ีท่อนาไข่ของเพศหญิง แบ่งเซลล์เป็นไซโกต เอ็มบริโอ และ
เจรญิ เป็นทารกในครรภ์เป็นเวลา 9 เดอื น

อย่างไรก็ตาม มีวิธีการคุมกาเนิดหากไม่พร้อมสาหรับการมีบุตร เช่น การคุมกาเนิดโดยวิธีทางธรรมชาติ
การใช้อปุ กรณ์ การใช้สารเคมี การทาหมัน ซึ่งการคุมกาเนดิ แตล่ ะวิธมี ขี ้อดี-ข้อเสียและความเหมาะสมท่แี ตกต่างกัน

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายโครงสร้างและอวยั วะในระบบสบื พนั ธุ์ของเพศชายและเพศหญิงได้ (K)
2. อธบิ ายการสรา้ งเซลล์สบื พันธุข์ องเพศชายและเซลล์สบื พันธุเ์ พศหญิง และการเกิดประจาเดือนใน เพศหญิงได้ (K)
3. อธิบายผลของฮอรโ์ มนเพศตอ่ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจติ ใจเม่ือเข้าสวู่ ัยหนมุ่ สาวได้ (K)
4. อธิบายการปฏิสนธิและการตง้ั ครรภไ์ ด้ (K)
5. อธบิ ายการคุมกาเนิดวิธตี ่าง ๆ ได้ (K)
6. เลือกวิธีการคมุ กาเนดิ ทเี่ หมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ไดถ้ ูกต้อง (K)
7. แสดงบทบาทสมมตุ ิในการเลือกวธิ กี ารคมุ กาเนิดได้อยา่ งถกู ต้องเหมาะสม (P)
8. ยอมรับการเปลย่ี นแปลงของรา่ งกายและจิตใจเมอ่ื เจรญิ เขา้ สู่วัยหนุม่ สาว (A)
9. ตระหนักถึงการปอ้ งกันการมเี พศสัมพนั ธ์และการตง้ั ครรภก์ ่อนวัยอนั ควร (A)
10. สนใจใฝร่ ้ใู นการศกึ ษา (A)

สมรรถนะสาคัญและคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
สมรรถนะสาคัญของผู้เรยี น

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ัย

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รยี นรู้

1) ทักษะสารวจคน้ หา 3. มุ่งม่นั ในการทางาน

2) ทกั ษะการจาแนกประเภท

3) ทักษะการเปรียบเทียบ

4) ทักษะการลงความเหน็ จากขอ้ มูล

5) ทกั ษะการจัดกระทาและส่อื ความหมายข้อมูล

3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

สาระการเรยี นรู้
- มนุษยม์ รี ะบบสืบพันธท์ุ ปี่ ระกอบด้วยอวัยวะ ตา่ ง ๆ ทท่ี าหนา้ ทเี่ ฉพาะ โดยรงั ไข่ในเพศหญิงจะทาหน้าที่

ผลิตเซลล์ไข่ ส่วนอัณฑะในเพศชายจะทาหนา้ ทสี่ รา้ งเซลลอ์ สุจิ
- ฮอรโ์ มนเพศทาหนา้ ที่ควบคุมการแสดงออก ของลักษณะทางเพศท่แี ตกตา่ งกัน เม่ือเขา้ สวู่ ยั หน่มุ สาวจะมี

การสรา้ งเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ การตกไข่ การมรี อบเดือน และถ้ามกี ารปฏิสนธขิ องเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิจะทาให้
เกิดการต้ังครรภ์

- การมปี ระจาเดือนมคี วามสมั พนั ธ์กับการตกไข่ โดยเปน็ ผลจากการเปล่ยี นแปลงของระดบั ฮอรโ์ มนเพศหญงิ
- เม่อื เพศหญงิ มีการตกไขแ่ ละเซลล์ไข่ได้รบั การปฏสิ นธกิ บั เซลลอ์ สุจจิ ะทาให้ได้ไซโกต ไซโกตจะเจรญิ เป็น
เอ็มบรโิ อและฟีตัส จนกระทั่งคลอดเปน็ ทารก แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เซลล์ไข่จะสลายตัว ผนังดา้ นในมดลกู รวมทง้ั
หลอดเลอื ดจะสลายตวั และหลุดลอกออก เรยี กวา่ ประจาเดือน
- การคุมกาเนิดเป็นวธิ ีป้องกันไม่ใหเ้ กดิ การตง้ั ครรภ์ โดยป้องกนั ไม่ใหเ้ กดิ การปฏิสนธิหรือไม่ใหม้ ีการฝังตัว
ของเอม็ บริโอ ซึ่งมีหลายวธิ ี เชน่ การใชถ้ งุ ยางอนามยั การกินยาคุมกาเนิด


Click to View FlipBook Version