The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนเสริมหรือเพิ่มเติม วิชาวิทยาศาสตร์ ม.1 (การตำรงชีวิตของพืช) Group 6 Sec. 02

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by นันทวรรณ จันทร์กอง, 2021-10-31 12:11:26

หนังสือเรียนเสริมหรือเพิ่มเติม วิชาวิทยาศาสตร์ ม.1 (การตำรงชีวิตของพืช) Group 6 Sec. 02

หนังสือเรียนเสริมหรือเพิ่มเติม วิชาวิทยาศาสตร์ ม.1 (การตำรงชีวิตของพืช) Group 6 Sec. 02

หนงั สอื เรียนรายวชิ าพื้นฐาน วชิ าวทิ ยาศาสตร์

ตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชวี ัดกล่มุ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ฉบับหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551

ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1

คณะผู้เรียบเรียง

นางสาวนนั ทวรรณ จนั ทรก์ อง รหสั นักศกึ ษา 62031050111

นางสาววรรัตน์ จนั ทรล์ อย รหสั นักศึกษา 62031050122

นางสาวสพุ ิชฌาย์ จันทิกา รหัสนกั ศกึ ษา 62031050128

ผตู้ รวจ นางสาวอักษราภัค เก๋ียงดู รหสั นักศึกษา 62031050132

อาจารย์อสิ ระ ทบั สสี ด

คำนำ

พืช เป็นสิ่งมีชีวิต มีการเจริญเติบโต มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่แตกต่างกันออกไป การดำรงชีวิต
ของพืชย่อมแตกต่างกันตามขนาดและชนิดของพืช พืชที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาเป็นต้นไม้ใหญ่ได้นั้น ต้องอาศัย
ปัจจัยต่าง ๆในธรรมชาติเช่น ดิน น้ำ อาหาร อากาศ อุณหภูมิ แสงแดด หากขาดปัจจัยเหล่านี้อาจจะทำให้พืช
ไม่สามารถเจรญิ เตบิ โตได้ หรือเจริญเตบิ โตได้ไม่สมบูรณ์

หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ดำเนินการจัดทำขึ้นให้สอดคล้องตาม
มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับโครงสร้างของพืช การสืบพันธุ์ของพืช
การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการ
ดำรงชวี ติ รวมทั้งการพัฒนาความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทักษะศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี

คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือเรียนวิทยาสาสตร์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้
และเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ขอขอบคุณ
อาจารย์ที่ปรึกษารายวิชาตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนทำให้หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
สำเรจ็ ลุล่วงไปด้วยดี ขอขอบคณุ ไว้ ณ โอกาสนี้

คณะผู้จดั ทำ

สารบัญ

หน้า

บทท่ี 1 โครงสรา้ งของพืช 1

▪ ส่วนประกอบของพืช 2

▪ รากของพชื 3

▪ ลำต้น 5

▪ ใบ 7

▪ ดอก 9

▪ ผล 11

▪ เมลด็ 11

บทท่ี 2 การสืบพนั ธข์ุ องพชื 15

▪ การสืบพนั ธแ์ุ บบอาศัยเพศ 16

- โครงสรา้ งของดอก 16

- ประเภทของดอก 21

- กระบวนการสืบพนั ธ์ุของพชื ดอก 23

▪ การสบื พนั ธแ์ุ บบไม่อาศยั เพศ 29

- การปกั ชำ 29

- การตอนกงิ่ 30

- การตดิ ตา 30

- การทาบกงิ่ 31

สารบญั

หน้า

บทท่ี 3 การสังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื 35
35
▪ การสงั เคราะหแ์ สง 37
▪ แหลง่ ท่ีเกิดการสงั เคราะหแ์ สง 38
▪ ปัจจัยท่ีมผี ลตอ่ การสังเคราะห์แสงของ
43
พืช
▪ ความสัมพันธ์ระหว่างการสังเคราะห์ด้วย 45

แสงกบั การหายใจของพชื
▪ ความสำคญั ของกระบวนการสังเคราะห์

ดว้ ยแสงทม่ี ตี อ่ ส่งิ มีชวี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม

บทท่ี 4 การลำเลียงน้ำและอาหารของพชื 49
▪ การลำเลยี งน้ำและอาหารของพชื 49
- โครงสร้างและระบบการเรียงตวั ของ
ทอ่ ส่งนำ้ และอาหานในพชื 50
- ไซเล็ม 51
- โฟลเอม็ 52
▪ การแพร่ 53
- การแพรใ่ นพชื 54
- ปัจจัยที่มีผลตอ่ การแพร่ 54
▪ การออสโมซสิ 55
55
- การออสโมซสิ ในเซลล์พชื 56
- ปัจจัยท่ีมีผลตอ่ การออสโมซิส

Z หนา้

สารบัญภาพ 3หนา้

ภาพที่ 4
1 รากของพืช (Root plant) 4
2 รากสะสมอาหาร 4
3 รากยึดเกาะ 4
4 รากค้ำจนุ 4
5 รากสังเคราะห์แสง 5
6 รากหายใจ 5
7 ลำตน้ (Stems) 7
8 ข้อ ปล้อง ตา 7
9 ใบ (Leaf) 7
10 ใบสรา้ งอาหาร 7
11 ใบหายใจ 7
12 การคายน้ำ 8
13 ใบสะสมอาหาร 8
14 ใบขยายพันธ์ุ 8
15 ใบลอ่ แมลง 8
16 ใบดักจับแมลง
17 ใบลดการคายนำ้ 8
18 ใบยดึ และพยุงลำต้น
19 ดอก (Flower) 9

สารบญั ภาพ หนา้

ภาพที่ 9
20 ดอกชบา 10
21 อัญชนั 10
22 ดอกมะละกอ 11
23 ผล (Fruit) 11
24 เมลด็ (Seed) 13
25 ภาพ ก. 13
26 ภาพ ข. 13
27 ภาพ ค. 13
28 ภาพ ง. 16
29 โครงสรา้ งของดอก 17
30 กลีบเลยี้ งและกลบี ดอกของดอกกหุ ลาบ 18
31 เกสรเพศผ้ขู องดอกชบา กบั ดอกลลิ ล่ี 18
32 เกสรเพศผู้ 19
33 เกสรเพศเมียของดอกบัว 19
34 เกสรเพศเมีย 21
35 ดอกไม้ครบส่วน 21
36 ดอกไมไ้ มค่ รบส่วน
22
37 ดอกสมบูรณ์เพศ
22
38 ดอกไม่สมบรู ณ์เพศสารบัญภาพ

สารบัญภาพ หนา้

ภาพที่ 23
23
39 การสืบพนั ธุ์โดยอาศัยลม 24
40 การสืบพันธโุ์ ดยอาศยั แมลง 24
41 การสบื พันธโ์ุ ดยอาศัยน้ำ 25
42 การสืบพันธุโ์ ดยอาศัยสตั ว์ 26
43 การปฏิสนธิ 26
44 เมลด็ ของพืชใบเล้ียงคู่ (เมล็ดถ่วั ) 27
45 เมล็ดของพชื ใบเลี้ยงเดี่ยว (เมล็ดข้าวโพด) 28
46 การงอกเมล็ดท่ีชูใบเลี้ยงขนึ้ มาเหนอื ดิน 29
47 การงอกเมล็ดท่ฝี ังใบเล้ยี งไวใ้ ต้ดิน 29
48 การปักชำ 30
49 การปักชำมะนาว 30
50 การตอนกิ่ง 31
51 การติดตา
52 การทาบกิง่ 32
53 แผนผงั สรุปการสืบพนั ธุ์แบบอาศยั เพศ 32
54 แผนผังสรุปการสืบพนั ธ์แุ บบไมอ่ าศัยเพศ
55 กระบวนการการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื 35
56 ทอ้ งและหลังใบไม้ 37

สารบัญภาพ

ภาพท่ี หนา้

57 กระบวนการสังเคราะหด์ ้วยแสง 37

58 ความเข้มของแสง 38

59 ความเขม้ ของแสง 38

60 ความเข้มขน้ ของคารบ์ อนไดออกไซด์ 39

61 อณุ หภมู ิกับพชื 40

62 ก๊าซออกซเิ จนสังเคราะห์แสง 40

63 นำ้ ในการสังเคราะห์แสง 41

64 เกลือแรใ่ นดิน 41

65 อายขุ องใบ 42

66 การสงั เคราะห์ด้วยแสง 45

67 การแสดงโครงสรา้ งของราก ลำต้นและใบลำเลยี งนำ้ และอาหารของพชื 49

68 การลำเลยี งนำ้ และอาหารเพอื่ การดำรงชีวติ 50

69 โครงสร้างของรากพืช 50

70 โครงสรา้ งของลำต้นพชื 51

71 ตดั ลำต้นของตน้ หมอนอ้ ย 52

72 การลำเลียงสารในไซเลม็ และโฟลเอม็ ของพชื 52

73 ตัวอยา่ งการแพร่ของสาร 53

74 การแพร่ของสารผา่ นเย่ือหุ้มเซลล์ 53

สารบญั ภาพ หน้า

ภาพที่ 54
55
75 นำ้ เข้าสู่เซลล์ขนรากของพืช 56
76 รากขา้ วโพด 57
77 ความแตกตา่ งระหว่างการแพร่และการออสโมซิส
78 วธิ กี ารตัดเย่อื พืช

หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทท่ี 1 โครงสรา้ งของพชื

1. บอกส่วนประกอบของพชื และ
โครงสรา้ งของพชื

2. ทำกจิ กรรม มีทักษะกระบวนการสงั เกต

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้า และ

ออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงาน

สมั พันธ์กัน ความสัมพันธข์ องโครงสร้างและหนา้ ที่ ของอวยั วะต่าง ๆ ของพชื ท่ที ำงานสมั พันธก์ นั รวมท้ัง

นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ 1

หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 บทท่ี 1 โครงสร้างของพชื

บทที่ 1 โครงสร้างของพืช

ส่วนประกอบของพชื

พืชประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต

ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล และเมล็ด ซึ่งอวัยวะ

แต่ละส่วนของพืชนั้นมีหน้าที่และส่วนประกอบแตกต่าง
กัน แต่ทำงานเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันหากขาดอวัยวะ
ส่วนใดส่วนหนึ่งไป อาจทำให้พืชนั้นผิดปกติหรือตายได้
และยังมีปัจจัยบางประการที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต
ของพืช

2

หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทที่ 1 โครงสรา้ งของพืช

1. ราก (Root)

รากคอื อวยั วะทเ่ี ปน็ สว่ นประกอบ ภาพที่ 1 รากของพชื (Root plant)
ของพืชที่ไม่มีคลอโรฟิลล์ ไม่มีข้อ ปล้อง ท่ีมา : Advanced Nutrients Homepage (2564)
ตาและใบ รากเจริญเติบโตตามแรงดึงดูด
ของโลกลงสู่ดิน มีขนาดและความยาว
แตกต่างกัน รากของพืชมีหลายชนิด
ได้แก่ รากแก้ว รากแขนง รากฝอย
ขนอ่อนหรอื ขนราก

หนา้ ทีข่ องราก
1. ยดึ ลำตน้ ใหต้ ดิ กบั พ้นื ดนิ
2. ดดู น้ำและธาตอุ าหารท่ีละลายน้ำจากดิน แลว้ ลำเลยี ง
ขึ้นไปยงั ส่วนต่างๆ ของพืช โดยผ่านทางลำต้นหรือกง่ิ

นักเรียนเคยสังเกตหรือไม่ว่าต้นไม้
ในบ้านของเรามีรากสีเขียวนักเรียน
คิดว่า รากสเี ขยี วนี้มีหน้าทไ่ี ว้ทำอะไร

3

หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 1 โครงสรา้ งของพืช

นอกจากนรี้ ากพชื อกี หลายชนิดยังทำหน้าทพี่ เิ ศษตา่ งๆ อกี เช่น
1. รากสะสมอาหาร เป็นรากทที่ ำหนา้ ท่เี ปน็ แหลง่ เกบ็ สะสมอาหารไวส้ ำหรบั ลำตน้ เช่น รากมนั แกว รากแครอท
รากมันสำปะหลัง และรากหัวผกั กาด เป็นต้น
2. รากคำ้ จนุ เปน็ รากทชี่ ว่ ยคำ้ ยันและพยุงลำต้นไว้ เชน่ รากโกงกาง รากขา้ วโพด เป็นต้น
3. รากยึดเกาะ เป็นรากสำหรบั ยึดเกาะลำต้นหรอื กิง่ ไมอ้ นื่ เช่น รากพลดู า่ ง รากฟโิ ลเดนดรอน เป็นตน้
4. รากสังเคราะหแ์ สง พชื บางชนิดมสี เี ขยี วตรงปลายของรากไวส้ ำหรับสรา้ งอาหาร โดยวธิ กี ารสงั เคราะหด์ ้วยแสง
เชน่ รากกลว้ ยไม้ รากไทร เป็นตน้
5. รากหายใจ เป็นรากทมี่ ลี ักษณะแหลมๆ โผลข่ ึ้นมาเหนอื ดินและน้ำ ชว่ ยในการดูดอากาศ เชน่ รากแสม
รากลำพู เป็นต้น

ภาพท่ี 2 รากสะสมอาหาร ภาพท่ี 3 รากยึดเกาะ
ทมี่ า : Zoe Denenberg (2564) ทีม่ า : Stock Photo (2564)

ภาพท่ี 4 รากค้ำจุน
ทม่ี า : Madthai (2557)

ภาพท่ี 5 รากสงั เคราะหแ์ สง ภาพที่ 6 รากหายใจ
ทีม่ า : สวนนำ้ ผ้ึง (2550) ทม่ี า : oknation.net (2557)

4

หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทที่ 1 โครงสร้างของพชื

2. ลำตน้ (Stems)

ลำตน้ คอื อวยั วะของพชื ทโ่ี ดยทัว่ ไปเจริญอยเู่ หนอื ภาพที่ 7 ลำตน้ (Stems)
พื้นดินต่อจากราก มขี นาด รปู รา่ ง และลักษณะแตกตา่ งกนั ไป ที่มา : sanook.com
ลำตน้ มที ง้ั ลำต้นอย่เู หนือดนิ เช่น มะละกอ มะม่วง มะนาว ชมพู่ (2563)
เป็นต้น และลำต้นอยู่ใต้ดิน เช่น ขิง ข่า ขมิ้น กล้วย หญ้าแพรก
พุทธรกั ษา เป็นตน้
ลำต้นประกอบดว้ ยส่วนสำคญั 3 ส่วน ได้แก่ ข้อ ปล้อง และตา ดังน้ี

ตา เปน็ สว่ นประกอบทีส่ ำคญั ของลำต้น ขอ้ เปน็ ส่วนของลำตน้ บรเิ วณท่ีมีกิ่ง ใบ
ทำใหเ้ กดิ ก่งิ ใบและดอก ตามีรูปรา่ งโค้งนนู หรอื ตา งอกออกมา ลำต้นบางชนิดอาจมี
หรอื รูปกรวย ประกอบดว้ ยตายอดและตาขา้ ง ดอกงอกออกมาแทนก่งิ หรือมีหนาม

ตา งอกออกมาแทนก่ิงหรอื ใบ
ขอ้
ปล้อง ปล้อง เป็นสว่ นของลำต้น
ทอ่ี ยู่ระหว่างข้อแตล่ ะขอ้
ภาพที่ 8 ข้อ ปลอ้ ง ตา
ทม่ี า : Atriumplants (2564) 5

หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทที่ 1 โครงสร้างของพชื

หน้าทีข่ องลำต้น

นอกจากน้ีลำต้นของพชื อีกหลาย 1. เป็นแกนช่วยพยุงอวัยวะต่างๆ
ชนดิ ยังทำหน้าทีพ่ ิเศษตา่ งๆ อกี เช่น ไดแ้ ก่ ก่งิ ใบ ดอก ผล และเมล็ด
1. ลำต้นสะสมอาหาร เป็นลำต้นที่ทำ ลำต้นช่วยให้ใบกางออก รับแสงแดด
หน้าที่เป็นแหล่งเก็บสะสมอาหาร จะมีลำ เพื่อประโยชน์ในการสร้างอาหาร
ต้นอยู่ใตด้ ิน โดยวิธีการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
2. ลำต้นสังเคราะห์แสง พืชบางชนิดมลี ำ
ต้นเป็นสีเขียวไว้สำหรับสร้างอาหาร โดย 2. เป็นทางลำเลียงน้ำและแร่ธาตุที่
วิธกี ารสังเคราะห์ดว้ ยแสง รากดูดขึ้นมาส่งต่อไปยังใบและ
3. ลำต้นขยายพนั ธุ์ เช่น โหระพา พลดู า่ ง ส่วนต่างๆ ของพชื
4. ลำต้นเปลี่ยนไปเป็นมือพัน เพื่อช่วย
พยงุ คำ้ จุนลำตน้ 3. เป็นทางลำเลียงอาหารที่ใบ
สร้างขึ้น ส่งผ่านลำต้นไปยังราก
และส่วนอน่ื ๆ

6

หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 1 โครงสร้างของพชื

3. ใบ (Leaf) ภาพท่ี 9 ใบ (Leaf)
ทมี่ า : schmelz.de (2564)
ใบ คอื อวยั วะของพชื ที่เจริญออกมา
จากขอ้ ของลำตน้ และก่งิ ใบส่วนใหญ่จะมี
สารสีเขยี วเรยี กว่า คลอโรฟิลล์ ใบมรี ปู รา่ ง
และขนาดแตกตา่ งกันไปตามชนิดของพชื
ใบประกอบด้วย ก้านใบ แผ่นใบ เสน้ กลาง
และเส้นใบ นอกจากน้ใี บของพชื ยงั มลี กั ษณะอ่ืนๆ
ทแ่ี ตกต่างกนั อกี ไดแ้ ก่ ขอบใบ เสน้ ใบ ผวิ และสี
ของใบ

หนา้ ทีข่ องใบ

1. สรา้ งอาหาร ใบของพืชจะดูดแก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์เพื่อนำไปสร้างอาหาร
เรียกกระบวนการสร้างอาหารของพชื วา่ การสงั เคราะห์ด้วยแสง
2. การคายนำ้ พืชคายนำ้ ทางปากใบ
3. หายใจ ใบของพืชจะดดู แกส๊ ออกซิเจนและคายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
4. สะสมอาหาร เช่น ใบว่านหางจระเข้ กลีบของกระเทียม และหัวหอม เป็นตน้

ภาพท่ี 10 ใบสรา้ งอาหาร
ทม่ี า : NUTTHATIDA (2554)

ภาพท่ี 11 ใบหายใจ ภาพท่ี 12 การคายน้ำ ภาพท่ี 13 ใบสะสมอาหาร
ที่มา : cemmitrading (2564) ทม่ี า : pixnio (2560) ที่มา : stevepb (2560)

7

หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทที่ 1 โครงสรา้ งของพืช

หนา้ ทขี่ องใบ (ต่อ)

5. ขยายพันธ์ุ เช่น ใบคว่ำตายหงายเปน็ ใบเศรษฐีพนั ลา้ น
6. ยดึ และพยุงลำต้นใหไ้ ต่ขน้ึ ท่ีสงู ได้ เช่น ใบตำลงึ ใบมะระ และถ่ัวลนั เตา
7. ล่อแมลง เช่น ใบดอกของหนา้ วัว ใบดอกของเฟือ่ งฟา้
8. ดกั และจับแมลง ทำหนา้ ทีจ่ ับแมลงเป็นอาหาร เชน่ ใบหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
ใบกาบหอยแครง
9. ลดการคายนำ้ ของใบ เช่น ใบกระบองเพชรจะเปลี่ยนเป็นหนามแหลม

ภาพที่ 14 ใบขยายพันธุ์ ภาพที่ 18 ใบยดึ และพยงุ ลำต้น
ทีม่ า : เทคโนโลยชี าวบา้ นออนไลน์ (2564) ทีม่ า : samunpidede.com (2564)

ภาพท่ี 15 ใบล่อแมลง ภาพที่ 17 ใบลดการคายน้ำ
ทม่ี า : โรงเรยี นเบญจมราชทู ิศ (2564) ทมี่ า : pikist.com (2564)

ภาพที่ 16 ใบดักจบั แมลง 8
ทมี่ า : Jinyong (2555)

หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 1 โครงสรา้ งของพชื

4. ดอก (Flower)

ดอก คือ อวยั วะสบื พันธ์ุของพืช ทำหนา้ ท่ี ภาพที่ 19 ดอก (flower)
สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ที่เกิดมาจากตาชนิดตาดอกที่อยู่ตรง ที่มา : cydonia (2564)
บริเวณปลายยอด ปลายกิ่ง บริเวณลำตน้ ตามแต่ชนิดของพืช
ดอกประกอบดว้ ยส่วนตา่ งๆ ดังนี้

เกสรเพศผู้

เกสรเพศเมยี

กลีบดอก

ภาพท่ี 20 ดอกชบา กลบี เลี้ยง
ทีม่ า : Chiradech Chotchuang (2560)

9

หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 บทท่ี 1 โครงสร้างของพืช

ชนิดของดอก

1. ดอกสมบรู ณ์ คือ ดอกที่มีส่วนประกอบครบ 4 ส่วน ไดแ้ ก่
กลีบเลยี้ ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมีย เช่น ดอกชบา ดอกกหุ ลาบ
ดอกอัญชนั เปน็ ตน้

2. ดอกไมส่ มบรู ณ์ คือ ดอกทม่ี ีสว่ นประกอบไม่ครบ 4 สว่ น
เช่น ดอกหน้าววั ดอกตำลึง ดอกฟกั ทอง ดอกมะละกอ เปน็ ตน้

ภาพท่ี 21 อัญชัน ภาพท่ี 22 ดอกมะละกอ
ทีม่ า : Kapook.com (2564) ทีม่ า : saleman (2553)

10

หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 บทที่ 1 โครงสรา้ งของพืช

5. ผล (Fruit) ภาพท่ี 23 ผล (Fruit)
ทีม่ า : thaihealth.or.th (2559)
ผล (fruit) คือรังไข่ที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว
(mature ovary) รังไข่ดังกล่าวอาจเจรญิ เปลีย่ นแปลงมา
ภายหลังการปฏิสนธิ ซึ่งจะมีเมล็ดอยู่ภายในหรือเจริญมา
โดยไม่ไดร้ บั การปฏสิ นธิโดยท่วั ไปจะไมม่ เี มลด็
เมล็ด เป็นแหล่งสะสมสารพันธุกรรมของพืชชนิดนั้น ๆ
และสามารถขยายพันธุ์ตอ่ ไปได้ ผลของพชื บางชนิดอาจมี
ส่วนอื่น ๆ ของดอกเจริญควบคู่มากับรังไข่และกลายเป็น
ส่วนหนึ่งของผลด้วย เช่น มังคุด แอปเปิล ฝรั่ง ทับทิม
มีกลีบเลี้ยงรวมอยู่ ชมพู่ แอปเปิ้ล และมะเดื่อมีส่วนของ
ฐานดอกรวมอยู่ เป็นตน้

6. เมลด็ (Seed)

เมล็ด (Seed) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ คือ เปลือกหุ้ม
เมล็ด ตน้ ออ่ น และอาหารสำหรับเล้ยี งตน้ อ่อน สว่ นทีค่ ลา้ ยต้น
และ ใบเล็ก ๆ อยู่ภายในเมล็ด คือ ต้นอ่อนและ ส่วนที่มีสี
ขาวหนา แยกออกได้เปน็ 2 ซกี คอื อาหารสำหรบั เลี้ยงตน้ อ่อน

ภาพท่ี 24 เมล็ด (Seed)
ท่มี า : kasetkawna.com (2564)

11

หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทที่ 1 โครงสรา้ งของพชื

กจิ กรรมที่ 1

คำชแ้ี จง : ให้นกั เรียนสังเกตและเติมส่วนประกอบของตน้ สตอเบอร่ี ลงในช่องว่างให้ถูกต้อง
วตั ถุประสงค์ : 1. บอกสว่ นประกอบของพชื และ โครงสรา้ งของพืช

2. ทำกจิ กรรม มีทักษะกระบวนการสงั เกต

12

หนังสือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 1 โครงสรา้ งของพชื

แบบฝกึ หัดท้ายบทท่ี 1

คำช้ีแจง จงตอบคำถามต่อไปน้ี นกั เรยี นคิดว่าภาพข้างล่างนเ้ี ป็นส่วนใดของพืชเพราะอะไร

ภาพ ก. ภาพ ข.

ภาพ ค. ภาพ ง.

ภาพที่ 25 ภาพ ก. ท่มี า konkao kittypew kittima (2556)
ภาพที่ 26 ภาพ ข. ทม่ี า : phutthaisong school (2552)
ภาพท่ี 27 ภาพ ค. ที่มา : Sainsmania.com (2562)
ภาพที่ 28 ภาพ ง. ทมี่ า : b-bneyclub (2564)

13

หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 บทที่ 2 การสบื พันธ์ุของพืช

1. อธิบายการสืบพันธแ์ุ บบอาศัยเพศของพืชดอก
2. อธิบายการสืบพันธแุ์ บบไมอ่ าศัยเพศของพชื ดอก
3. ทักษะในการแยกส่วนประกอบของดอกไม้

ตัวชี้วดั

ว 2.1 ม1/11 อธิบายการสบื พนั ธ์ุแบบอาศยั เพศ และ ไมอ่ าศยั เพศของพชื ดอก
ว 2.1 ม1/12 อธิบายลกั ษณะโครงสรา้ งของดอกทมี่ ีส่วน ทำใหเ้ กดิ การถา่ ยเรณูรวมทั้งบรรยาย การปฏสิ นธิของพชื ดอก
การเกดิ ผลและเมล็ด การกระจายเมล็ด และการงอกของเมล็ด
ว 2.1 ม1/16 เลือกวธิ ีการขยายพันธพ์ุ ืชให้เหมาะสมกับ ความต้องการของมนุษย์โดยใชค้ วามรู้ เกย่ี วกับการสบื พนั ธข์ุ องพชื

หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสบื พันธ์ขุ องพชื

บทที่ 2 การสบื พนั ธุ์ของพืช

การสืบพนั ธุ์ของพชื

เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตใช้ในการดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้สูญหายไป
จากโลกพืชมีมากมายหลายชนิด ดังน้ัน การสืบพันธุ์ของพืชจึงมีวิธีการแตกต่าง
กั น อ อ ก ไ ป โ ด ย ทั่ ว ไ ป ส า ม า ร ถ แ บ่ ง ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ก า ร สื บ พั น ธ์ุ ข อ ง พื ช ไ ด้ เ ป็ น
2 ประเภท คือ

• การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
• การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ

ทำไมพชื ถึงตอ้ งมีการสบื พนั ธ์ุ ?

15

หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทท่ี 2 การสืบพนั ธ์ุของพชื

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของพชื

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (Sexual reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่เกิด
จากการปฏิสนธิ (Fertilization) ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (Sperm) และเซลล์
สืบพันธ์ุเพศเมีย (Egg cell) ท่ีดอกไม้สร้างข้ึน

1. โครงสร้างของดอก

ดอกไม้ (Flower) เป็นอวัยวะพืชที่เปลี่ยนแปลงมาจากใบและกิ่งเพื่อทำหน้าที่สืบพันธ์ุ

ดอกไม้มีทั้งชนิดที่เป็นดอกเดี่ยว ดอกช่อ โดยทั่วไปดอกไม้จะมีโครงสร้างและส่วนประกอบต่างๆ

ตั้งอยู่บนฐานรองดอก และมีก้านชูดอกเกาะอยู่กับกิ่งหรือลำต้น ดอกไม้มีส่วนประกอบที่สำคัญ

4 สว่ น คือ

ยอดเกสรเพศเมีย กลีบดอก (Petal)

เกสรเพศเมีย (Pistil) เกสรเพศผู้
ก้านชูเกสรเพศเมยี (Stamen)

กา้ นชเู กสรเพศผู้ อบั เรณู

กลบี เลีย้ ง (Sepal)

ภาพท่ี 29 โครงสรา้ งของดอก
ทมี่ า : Siriporn Anong (2564)

16

หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 2 การสบื พันธข์ุ องพชื

1. กลีบเล้ยี ง (Sepal) เปน็ กลีบเลก็ ๆ สเี ขยี วอยลู่ า่ งสุดของดอก ในระยะท่ดี อกเริม่ ผลิดอก
ออกมาใหม่ๆ เราจะเห็นดอกตูมสีเขียว เมื่อดอกตูมขยายโตขึ้น สีเขียวที่หุ้มดอกจะแยกออกมา
รองรับกลีบดอก กลีบสีเขียวนั้นคือ กลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงจะทำหน้าที่ห่อหุ้มดอกตูมและป้องกัน
อนั ตรายให้กลีบดอกในขณะท่ยี งั อ่อนอยู่

กลีบเลีย้ ง (Sepal)

กลบี ดอก (Petal)

ภาพที่ 30 กลบี เลย้ี งและกลีบดอกของดอกกหุ ลาบ
ทม่ี า : SMYCKA (2564)

2. กลบี ดอก (Petal) เป็นส่วนทีอ่ ยูถ่ ดั มา มักมสี สี วย และมกี ลน่ิ หอม ชว่ ยให้ต้นไม้มีความ
สวยงาม ดอกไมบ้ างชนิดจะมีต่อมนำ้ หวานอยู่ที่โคนกลีบดอกทำให้ดอกมีกล่นิ หอมช่วยล่อแมลงให้
บินมาตอมและผสมเกสร เมื่อดอกยังตูมอยู่จะช่วยหุ้มเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียไว้อีกชั้นหน่ึง
ซึ่งเกสรเพศผ้แู ละเกสรเพศเมยี ไว้ผสมพันธุ์ ถ้าดอกไมไ้ ม่มเี กสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียกไ็ ม่สามารถ
ผสมพันธไุ์ ด้

17

หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสบื พันธข์ุ องพืช

ดอกชบา ดอกลลิ ลี่

ภาพที่ 31 เกสรเพศผขู้ องดอกชบา กบั ดอกลลิ ลี่
ทมี่ า : Sanook (2559)

3. เกสรเพศผู้ (Stamen) มีลักษณะทั่วไปคล้ายหลอดอันเล็กๆ มักมีสีขาว ปลายหลอด
จะมีอับใส่ละอองเกสร รูปร่างค่อนข้างกลม ดอกไม้ดอกหนึ่งๆ อาจมีเกสรเพศผู้ตั้งแต่หนึ่งอันไป
จนถงึ หลายๆ อนั เกสรเพศผ้ปู ระกอบด้วย

1. อบั เรณู (Anther) คือ มลี กั ษณะเปน็ กระเปาะหมุ้ ละอองเรณู เมือ่ แก่จะแตกออก
เพอ่ื ให้ละอองเรณปู ลวิ ไปตามทีต่ า่ งๆ

2. ละอองเรณู (Pollen grain) คือ เซลล์สบื พันธเ์ุ พศผู้ เป็นละอองเล็กๆ
3. ก้านชูอับเรณู (Filament) คือส่วนที่ชูอับเรณู มีลักษณะเป็นก้านยาว ด้านปลายติดกับ
อบั เรณู

ภาพที่ 32 เกสรเพศผู้
ทม่ี า : ICT Since lab On Demand (ม.ป.ป)

18

หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทที่ 2 การสบื พนั ธ์ขุ องพชื

ดอกบวั

ภาพที่ 33 เกสรเพศเมียของดอกบัว
ท่ีมา : บัวสวยงาม (2563)

4. เกสรเพศเมีย (Pistil) เกสรเพศเมียเปน็ ส่วนทีอ่ ยูช่ ั้นในสุด ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธ์ุ
เพศเมยี ประกอบด้วย

1. ยอดเกสรเพศเมีย (Stigma) คือ ส่วนปลายสุดของก้านเกสรเพศเมีย เป็นปุ่ม มีขนหรือ
มีน้ำหวานเหนยี วๆ อยู่

2. กา้ นชเู กสรเพศเมีย (Style) คือ เป็นทอ่ ยาวเรียวลงมาถงึ รงั ไข่
3. รงั ไข่ (Ovary) คือ มีลกั ษณะพองโตออกเปน็ กระเปาะ มหี น้าทส่ี รา้ งเซลลส์ ืบพันธุ์
4. ออวุล (Ovule) คือ ส่วนท่เี รยี งอยู่ภายในรงั ไข่มลี กั ษณะเป็นเม็ดกลมๆ เลก็ ๆสขี าวนวล

ภาพท่ี 34 เกสรเพศเมีย
ท่ีมา : ICT Since lab On Demand (ม.ป.ป)

19

หนงั สอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 2 การสืบพันธขุ์ องพืช

กิจกรรมที่ 2

จดุ ประสงคการเรยี นรู สงั เกต รวบรวมขอ้ มูลและอธบิ ายโครงสรา้ งของพืชดอก

วัสดแุ ละอุปกรณ์ 1. ดอกชบา 4. แวน่ ขยาย
2. ดอกกล้วยไม้ 5. ใบมดี โกน
3. ดอกมะเขอื

ขอ้ ควรระวงั

ใบมดี มคี วามคม ควรใชด้ ว้ ยความระมัดระวัง

วธิ กี ารดำเนนิ กจิ กรรม ในการสงั เกตดอก

1. สงั เกตรูปร่างลักษณะ และเปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของ นักเรียนสามารถใชใ้ บมดี

ดอกพชื แต่ละชนิด วาดภาพและบรรยายสิ่งที่สังเกตุได้ โกนผ่าสว่ นตา่ งๆของดอก

2. รว่ มกนั อภปิ รายเกย่ี วกับโครงสรา้ งของดอกพืชทศ่ี ึกษา พรอ้ มบอกเไหดต้ ผุ ล

3. รวบรวมข้อมลู เก่ียวกับโครงสร้างของพืชดอก

4. นำข้อมูลโครงสรา้ งของพชื ดอกท่ีไดจ้ ากการรวบรวม เปรียบเทยี บขอ้ มลู ทไ่ี ดจ้ ากการอภปิ ราย

และ บันทึกผล

คำถามท้ายกจิ กรรม

1. ลกั ษณะโครงสร้างของพชื ดอกแต่ละชนิดมีความเหมอื นหรอื แตกตา่ งกัน
หรอื ไม่ อยา่ งไร
2. จากกิจกรรม สรปุ ได้วา่ อย่างไร

20

หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทที่ 2 การสืบพันธ์ุของพชื

2. ประเภทของดอก

การแบ่งประเภทของดอกสามารถแบง่ ได้หลายรปู แบบ โดยขึ้นอยู่กบั เกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่ง
ดงั น้ี

1. แบง่ ตามองค์ประกอบของดอกเปน็ เกณฑ์ แบ่งได้ 2 ประเภท

• ดอกครบสว่ น (Complete flower) เปน็ ดอกไม้ทมี่ สี ่วนประกอบครบทั้ง 4 ส่วน
คือ กลีบเล้ยี ง กลีบดอก เกสรเพศผู้ และเกสรเพศเมียอยภู่ ายในดอกเดียวกนั เชน่
ดอกกหุ ลาบ ดอกพูร่ ะหง ดอกชบา ดอกบัว

ดอกชบา ดอกบวั

ภาพที่ 35 ดอกไม้ครบสว่ น
ทมี่ า : Sanook (2559)

• ดอกไม่ครบส่วน (Incomplete flower) เป็นดอกไม้ที่มีส่วนประกอบไม่ครบ
4 ส่วน เนอื่ งจากขาดสว่ นใดส่วนหน่ึงไป เช่น ดอกตำลึง ดอกขา้ วโพด ดอกมะพรา้ ว
ดอกฟกั ทอง ดอกจำปี ดอกลลิ ลี่ ดอกหนา้ ววั ดอกแตงชนดิ ตา่ งๆ

ดอกจำปี ดอกหน้าววั

ภาพที่ 36 ดอกไม้ไมค่ รบสว่ น

ทมี่ า : NGThai (2564)

21

หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 บทที่ 2 การสบื พนั ธข์ุ องพชื

2. แบง่ ตามองค์ประกอบของเซลลส์ ืบพันธุ์เป็นเกณฑ์ แบ่งได้ 2 ประเภท

• ดอกสมบูรณ์เพศ (Perfect flower) เป็นดอกไม้ที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ครบ คือ มีท้ัง
เกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน ได้แก่ ดอกครบส่วนทุกชนิด
และดอกไม่ครบส่วนบางชนิดที่ไม่มีกลีบเลี้ยง แต่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่
ภายใน ดอกเดียวกัน เชน่ ดอกชบา ดอกมะเขอื ดอกกหุ ลาบ

ดอกกหุ ลาบ ดอกมะเขอื

ภาพที่ 37 ดอกสมบรู ณ์เพศ

จาก : NGThai (2564)

• ดอกไม่สมบูรณ์ (Imperfect flower) เป็นดอกไม้ที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ไม่ครบในดอก
เดียวกัน คือ มีเกสรเพศผู้หรือเกสรเพศเมียอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ดอกตำลึง
ดอกฟกั ทอง ดอกบวบ ดอกขา้ วโพด ดอกมะพร้าว ดอกหน้าวัว

ดอกฝกั ทอง ดอกหนา้ วัว

ภาพท่ี 38 ดอกไมส่ มบูรณเ์ พศ

จาก : NGThai (2564)

22

หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 2 การสบื พันธ์ุของพชื

3. กระบวนการสบื พนั ธข์ุ องพชื ดอก

การสบื พันธ์ุของพชื ดอกมกี ระบวนการท่ีเก่ียวข้อง คอื การถ่ายเรณู การปฏสิ นธิ
และการงอกของเมลด็

การถ่ายเรณู
(pollination)
การท่ลี ะอองเรณูไปตกบนยอดเกสรเพศเมยี เปน็ กระบวนการที่เกดิ ข้นึ เมอ่ื อับเรณูทีแ่ กจ่ ัด
แตกออก ทำใหล้ ะอองเรณูกระจายออกไปตกบนยอดเกสรเพศเมยี ซงึ่ มสี ารเหนียวๆ คอยดักจบั
ละอองเรณู โดยอาศัยปัจจยั สำคัญดังนี้

อาศัยลม ลักษณะของดอกไม้ที่อาศัยลมช่วยในการ
ถ่ายเรณูจะมีละอองเรณูที่เรียบแห้ง และเบา
เกสรเพศผู้จะอยู่สูงกว่าเกสรเพศเมียหรือห้อยอยู่ด้าน
นอกของดอกไม้ ส่วนยอดของเกสรเพศเมียจะมีขนาด
ใหญห่ รอื มขี นฟู และสว่ นใหญ่จะไมม่ กี ลีบดอก

ภาพที่ 39 การสืบพนั ธโ์ุ ดยอาศยั ลม
ท่ีมา : AMYAMPS HEALTHYLIFE (2564)

ภาพท่ี 40 การสืบพันธโ์ุ ดยอาศยั แมลง อาศัยแมลง ลักษณะของดอกไม้ที่อาศัยแมลงช่วยใน
ทมี่ า : Bloggang.com (2551) การถ่ายเรณูจะมีสีสันสวยงาม มีกลิ่นหอม และมีต่อม
น้ำหวาน เพื่อล่อแมลง ละอองเรณูที่เหนียวจะติดไปกับ
ปีก ปาก และขาของแมลง จนไปตกบนยอดเกสรเพศ
เมีย

23

หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสืบพันธ์ุของพืช

อาศยั น้ำ ดอกไมข้ องพืชน้ำอาศยั น้ำ ภาพท่ี 41 การสบื พนั ธโุ์ ดยอาศยั น้ำ
ช่วยในการถ่ายเรณู เช่น สาหร่าย ทมี่ า : ONTOUSIN (2563)
ผักสันตะวา

อาศยั สตั ว์ ชนดิ ตา่ งๆ เชน่ นก
แมลง ค้างคาว มนุษย์

ภาพท่ี 42 การสบื พนั ธ์ุโดยอาศยั สัตว์
ท่ีมา : ONTOUSIN (2563)

สาระนา่ รู้

ประเภทของการถ่ายเรณู การถา่ ยละอองเรณมู ี 2 ประเภท
1. การถ่ายเรณภู ายในดอกเดยี วกัน หรอื คนละดอกในต้นเดยี วกัน (Self-pollintion) โดยการถ่ายเรณู
ลักษณะนจ้ี ะทำให้รนุ่ ลกู มีลักษณะทางพนั ธุกรรมเหมอื นรุ่นเดิม
2. การถ่านเรณคู นละตน้ (Cross-pollintion) โดยการถา่ ยเรณลู กั ษณะนี้จะทำให้รุ่นลกู ท่ีเกดิ ใหมม่ ีความ
หลากหลายทางพันธกุ รรม

24

หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสืบพันธขุ์ องพืช

กระบวนการสบื พันธุ์ของพชื ดอก

กระบวนการที่เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้ (ละอองเรณู) ผสมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (ไข่อ่อน)
เมื่อเกิดการถ่ายละอองเรณู ละอองเรณูจะตกอยู่ที่บริเวณ Stigma ซึ่งจะมีสารกึ่งเหลวคอยดักจับ
เรณูไว้ เมื่อมีสภาพที่เหมาะสม ละอองเรณูจะงอกหลอด เรียกว่า หลอดเรณู (Pollen tube)
เพื่อเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่ (Egg cell) โดยภายในท่อเรณูจะมีสเปิร์มอยู่ 2 ชนิด ทำให้เกิดการผสม
2 ครั้ง (Double fertilization) คือสเปิร์ม 1 อันจะผสมกับไข่ได้เป็น Zygote ซึ่งจะพัฒนาต่อไป
เปน็ ต้นอ่อน (Embryo)

สเปริ ม์ ตวั ที่ 1 + เซลลไ์ ข่ (Egg cell) →ไซโกต (Zygote) ซึ่งเจรญิ ไปเปน็ เอ็มบรโิ อ
(Embryo)

ส่วนสเปิร์มอีกหนึ่งชนิดจะผสมกับ Polar nuclei ได้เป็น Endosperm ทำหน้าที่เป็น
อาหารสะสมให้กับต้นอ่อน แต่ในพืชบางชนิดอาหารสะสมให้ต้นอ่อนเกิดจากเนื้อเยื่อที่อยู่ในรังไข่
(Nucellus) หรือ Perisperm การผสมซึ่งเกิดจากการผสม 2 ครั้งนี้เรียกว่า การปฏิสนธิซ้อน
(Double Fertilization) ซ่ึงพบเฉพาะในพชื ดอกเทา่ น้ัน

สเปิร์มตวั ท่ี 2+ โพลารน์ ิวเคลยี ส (Polar nucleus) → เอนโดสเปิร์ม (Endosperm)

หลงั จากปฏสิ นธแิ ลว้ นวิ เคลียสทไ่ี ด้รับผสมจะเกดิ สว่ นประกอบตา่ งๆ ของพืชดงั นี้
- รงั ไข่ (Ovary) เจริญเปน็ ผล
- ผนงั รงั ไข่ (Ovary wall ) เจรญิ เป็น เปลอื กและเนือ้ ของผลไม้
- ออวลุ (Ovule) เจรญิ เปน็ เมลด็
- ไข่ (Egg ) เจรญิ เป็น ตน้ อ่อนอยภู่ ายในเมล็ด
- โพลารน์ ิวเคลียส (Polar nucleus ) เจรญิ เป็น เอนโดสเปริ ์ม
- เยอื่ หมุ้ ออวลุ (Integument ) เจรญิ เป็น เปลอื กห้มุ เมล็ด

ภาพที่ 43 การปฏสิ นธิ
ท่มี า : ทรูปลกู ปญั ญา (2563)

25

หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสบื พนั ธข์ุ องพืช

การงอกของเมล็ด

หลังจากเกิดการปฏิสนธิซ้อนแล้ว รังไข่เจริญไปเป็นผล ส่วนออวุลเจริญไปเป็นเมล็ด
ซึ่งภายในประกอบด้วยเอ็มบริโอและเอนโดสเปิร์ม โดยมีเปลอื กหมุ้ เมลด็ ล้อมรอบ ดังน้ี

1. เอ็นบริโอ (Embryo) คอื ตน้ อ่อนในเมล็ดเจรญิ มาจากไซโกต ประกอบดว้ ยสว่ นต่างๆ
ดงั น้ี - เอพิคอทลิ (Epicotyl) อยเู่ หนอื ใบเลีย้ ง

- ใบเลี้ยง (Cotyledon) ในพชื ใบเล้ยี งคูม่ ี 2 ใบ สว่ นในพชื ใบเลย้ี งเดย่ี วมี 1 ใบ
- ไฮโพคอทิล (Hypocoty) อยูใ่ ตใ้ บเลีย้ ง
- แรดิเคลิ (Radicle) อยู่ใตไ้ ฮโพคอทิล ในพชื ใบเลยี้ งคูจ่ ะเจรญิ ไปเปน็ รากแก้ว ส่วนในพืช
ใบเลยี้ งเดีย่ วจะมรี ากแกว้ อยู่ในช่วงส้นั ๆ จากนัน้ จะเจรญิ เปน็ รากฝอย
2. เอนโดสเปริ ์ม (Endosperm) อาหารของต้นอ่อน จะเปน็ แป้ง โปรตีนและไขมัน
3. เปลือกหุ้มเมล็ด (Seed coat หรือ Testa) อยู่นอกสุด ทำหน้าที่ป้องกันอันตราย
ให้กบั สว่ นท่อี ยู่ภายใน

ภาพท่ี 44 เมล็ดของพชื ใบเล้ียงคู่ (เมลด็ ถ่ัว)
ทมี่ า : จิราพร สมพงศ์ (ม.ป.ป.)

ภาพที่ 45 เมลด็ ของพชื ใบเลี้ยงเดี่ยว (เมลด็ ข้าวโพด)
ทม่ี า : จริ าพร สมพงศ์ (ม.ป.ป.)

26

หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 บทท่ี 2 การสบื พนั ธข์ุ องพชื

จากนั้นเมื่อเมล็ดอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมล็ดจะงอกมาเป็นต้นอ่อน โดยปัจจัย
ภายนอกท่มี ผี ลต่อการงอกของเมล็ด มีดังน้ี

- นำ้ หรือความช้ืน ทำใหเ้ ปลือกหุม้ เมลด็ อ่อนตัว ช่วยให้รากสามารถงอกออกมาได้ง่าย
- แกส๊ ออกซเิ จน ชว่ ยกระตนุ้ การงอกของเมลด็
- อุณหภมู ิ มีผลตอ่ การทำงานของเอนไซม์ และปฏกิ ริ ยิ าทางชีวเคมใี นเมล็ดพชื
ต้นออ่ นจะงอกออกจากเมลด็ โดยดึงเอาพลังงานจากอาหารสะสมภายในเมล็ดซ่งึ การงอก
ของเมล็ดมีอยู่ 2 แบบ
1. การงอกเมล็ดที่ชูใบเลี้ยงขึ้นมาเหนือดิน (Epigeal germination) เป็นการงอกที่ต้น
อ่อนใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyl) มีการยืดตัวเร็วมากถึงเอาใบเลี้ยง (Cotyledon) และต้นส่วนเหนือ
ใบเลี้ยง (Epicotyl) ออกจากเปลือกโผล่พ้นเหนือต้น และเมื่อต้นส่วนใต้ใบเล้ียงตั้งตรงมีผลให้ยอด
แรกเกิด (Plumule) และต้นอ่อนเหนอื ใบเลี้ยง (Epidermis) ยืดตัวใบเลี้ยงกางออก เมื่ออาหารใน
ใบเลี้ยง ถูกใช้ไปหมดใบเลี้ยงจะหลุดล่วงไปในที่สุด พืชที่มีการงอกแบบนี้ได้แก่ พืชใบเลี้ยงคู่
เช่น ละหุ่ง มะขาม ทานตะวัน ถ่ัวเขยี ว ถ่วั ดำ

ภาพท่ี 46 การงอกเมล็ดทชี่ ใู บเลี้ยงขนึ้ มาเหนือดิน
ท่มี า : สธุ ารี คำจนี ศรี และภคพร จิตตรีขันธ์ (2564)

27

หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสบื พันธ์ขุ องพชื

2. การงอกเมล็ดที่ฝังใบเลี้ยงไว้ใต้ดิน (Hypogeal germination) เป็นการงอกที่ต้น
อ่อนใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyl) เจริญเติบโตและมีการยืดตัวช้าๆจึงมีผลให้ยอดแรกเกิด (Plumule)
งอกขึ้นบนดินได้ แต่ต้นอ่อนใต้ใบเลี้ยง (Hypocotyl) และใบเลี้ยง (Cotyledon) ยังอยู่ใต้ดินพืชที่
งอกแบบนม้ี ักเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เชน่ ขา้ ว ข้าวโพด มะพร้าว หญ้า เปน็ ตน้

ภาพที่ 47 การงอกเมล็ดที่ฝังใบเลย้ี งไว้ใต้ดนิ
ทีม่ า : สธุ ารี คำจนี ศรี และภคพร จิตตรขี ันธ์ (2564)

การงอกของเมลด็ พืชใบเล้ียงเดย่ี ว
และพืชใบเล้ยี งคู่ เหมือนและแตกตา่ งกันอยา่ งไร ?

28

หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 2 การสบื พนั ธ์ขุ องพชื

การสืบพันธ์ุแบบไม่อาศยั เพศของพืช

การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ (Asexual Reproduction) เป็นการสืบพันธุ์ที่พืชต้นใหม่
ไม่ได้เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างสเปิร์ม กับเซลล์ไข่ แต่เกิดจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ราก
ลำต้น ใบ มีการเจริญเติบโตและพัฒนาขึ้นมา เป็นต้นใหม่ได้ มนุษย์ได้นำความรู้เรื่องการสืบพันธุ์
แบบไม่อาศยั เพศมาใช้ในการขยายพันธพุ์ ืช ดงั นี้

1. การปักชำ (Cutting)

การปักชำ คือ การนำส่วนใดส่วนหนึ่งของต้นพืช ไม่ว่าจะเป็นลำต้น ราก กิ่ง ใบ และหัว
ที่ได้จากต้นแม่หรือต้นเดิมมาปักลงดิน วัสดุปลูกหรือน้ำที่มีแร่ธาตุหรือสารอาหารสำหรับ
การแตกราก และแตกยอดเพื่อเจริญเตบิ โตเปน็ ต้นใหม่

ขั้นตอนการขยายพนั ธุ์พชื ด้วยการปกั ชำ สาระน่ารู้

ภาพที่ 48 การปกั ชำ 1. เลอื กกง่ิ ตดั ใหย้ าวประมาณ 10 ภาพท่ี 49 การปกั ชำมะนาว
ทีม่ า : teeded (2564) เซนตเิ มตร แล้วใช้มดี คม ปาด ที่มา :รัญทม หริ ญั หลวง (2560)
ปลายก่งิ ใหเ้ ฉียงเป็นปากฉลาม
ในปจั จบุ ันการปกั ชำนยิ มนำมาใช้
2. นำกิ่งไปปกั ชำให้เอยี ง 40-70 กับตน้ มะนาว เพือ่ ใหไ้ ดผ้ ลดกและ
องศาและลึกประมาญ 1 ใน 3 ไดผ้ ลดี โดยใชก้ ่ิงที่สมบรณู ์มาทำการ
ของกงิ่ ปกั ชำในถงุ ดำทีไ่ ดเ้ ตรียมดนิ ผสมเอาไว้
เมื่อรากเริ่มงอกจงึ ยา้ ยไปปลกู ในดิน
3. รดน้ำใหช้ ่มุ ประมาณ 2 สปั ดาห์ รว่ นซยุ ซ่งึ จะขดุ หลมุ ลึกประมาณ 30
รากจะเริ่มงอกรอจนรากยาว เซนติเมตร และใส่ปุ๋ยคอกใตก้ น้ หลุม
พอสมควร ให้นำไปปลกู แยกใน จากนน้ั หาไม้หลักมาปักและใช้เชอื ก
กระถาง ผูกกับต้นมะนาวเพ่ือใหต้ น้ แขง็ แรง

29

หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทท่ี 2 การสบื พันธขุ์ องพืช

2. การตอนกงิ่ (Layering)

การตอนกิ่ง คอื การทำใหก้ งิ่ หรือตน้ พชื เกิดรากขณะติดอยกู่ บั ตน้ แม่ จะทำใหไ้ ดต้ น้ พืชใหม่
ท่มี ลี ักษณะทางสายพนั ธุ์ เหมอื นกับต้นแม่ทุกประการ

ขน้ั ตอนการขยายพันธุ์พืชด้วยการตอน
กิง่

1. เลอื กกิ่งแลว้ ทำแผลบนกิ่งใหอ้ ยู่ 2. ใช้มีดผ่าตุ้มตอนใหแ้ ยกออกแล้ว
ชดิ ใตข้ ้อ และแซะเปลอื กออก แล้ว หมุ้ บนบาดแผลของกิง่ ตอนใหป้ ลาย
ทาฮอร์โมนเรง่ ราก ที่รอยควั่น ตมุ้ ตอนอย่ดู า้ นลา่ ง มดั เชอื กใหแ้ นน่
ดา้ นบน ไม่โยกคลอนและติดแน่นกับกง่ิ

3. ประมาณ 2 – 3 สปั ดาห์จะเรม่ิ 4. เมื่อรากเปลย่ี นเป็นสนี ำ้ ตาลจึงตัด
แตกรากใหม่ ถา้ ตุ้มตอนแห้งควรให้ แยกกง่ิ ตอนจากตน้ แม่ แกะถงุ พลาสติก
น้ำเพ่มิ จนขุยมะพรา้ วช้ืนแต่ไม่แฉะ ตมุ้ ตอนออก แล้วชำในถงุ หรอื กระถาง
ใหต้ ้นสมบรู ณก์ ่อนนำไปปลกู ตอ่
ภาพท่ี 50 การตอนกงิ่
ทีม่ า : บ้านและสวน (2564)

3. การติดตา (Budding)

การตดิ ตา คือ การเชื่อมประสานส่วนของตน้ พชื เข้าด้วยกนั เพื่อให้เจริญเป็นพชื ตน้
เดียวกนั โดยการนำแผน่ ตาจากกง่ิ พันธุ์ดี ไปติดบนต้นตอการติดตา เปน็ การขยายพนั ธใ์ุ หไ้ ดพ้ ชื
พนั ธท์ุ ่ีดี

ขนั้ ตอนการขยายพันธ์พุ ืชด้วยการติดตา

1. ใชม้ ดี กรีดตน้ ตอให้ 2. เตรียมตาไม้ท่ตี อ้ งการ 3. นำแผ่นตาสอดเขา้ ไป 4. ใช้พลาสตกิ พันรอย
เปน็ รอยแผลใหเ้ ป็นรตู ัวT แผลให้แนน่ โดยให้ตาโผล่
ขยายพนั ธุ์ ท่ีรอยแผลของต้นตอ
30
ภาพท่ี 51 การตดิ ตา
ทมี่ า : ปาณิสรา เวชสวุ รรณพร้อมคณะ (ม.ป.ป.)

หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทที่ 2 การสบื พนั ธ์ุของพชื

4. การทาบก่งิ (Approach grafting)

การทาบกิง่ คือ การนำต้นพชื 2 ตน้ เป็นต้นเดียวกัน โดยสว่ นของต้นตอทน่ี ำมาทาบกง่ิ
จะทำหน้าที่เปน็ ระบบรากอาหารใหก้ บั ตน้ พันธดุ์ ี

ข้ันตอนการขยายพันธพุ์ ืชด้วยการทาบกิ่ง

1. เฉอื นต้นตอใหเ้ ปน็ รอยแผลรปู โล่ 2. เฉอื นก่งิ พันธุ์ดใี หเ้ ปน็ รอยแผล
เหมอื นกบั ตน้ ตอ

3. นำต้นตอและกงิ่ พนั ธ์ดุ ีประกบกนั โดยให้ 4. ใชพ้ ลาสตกื พนั รอบรอยแผลใหแ้ นน่

รอยแผลประกบกันสนิท ภาพที่ 52 การทาบก่งิ

ทม่ี า : เกษรภมู ิใจ (2562)

สาระน่ารู้

การขยายพันธพ์ุ ชื ดว้ ยโครงสร้างพเิ ศษ
1.โครงสรา้ งพิเศษจากลำต้น
ไหล เป็นตน้ ใหมท่ ี่งอกยาวออกจากต้นเดมิ เช่น ผกั บุ้ง สตรอว์เบอรร์ ี เป็นต้น
เหงา้ เปน็ ตน้ ใหมท่ ีง่ อกออกมาทอดยาวไปใตด้ ิน เช่น ขิง ขา่ เปน็ ต้น
หวั เป็นลำตน้ ใตด้ ินทำหนา้ ท่ีสะสมอาหาร ไดแ้ ก่ หัวแบบทวิ เบอร์ หัวแบบบลั บ์ หัวที่เกดิ จากเหง้า
2.โครงสร้างพเิ ศษจากราก เช่น หัวมนั เทศ รกั เร่ บโี กเนีย เปน็ ตน้
3.โครงสร้างพิเศษจากใบ พืชบาชนดิ มีขอบใบท่ีสามารถแตกตาได้ เช่น ตน้ ตายใบเปน็ ตน้ เศรษฐี
พันลา้ น เปน็ ต้น

31

หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทท่ี 2 การสืบพันธ์ขุ องพชื

ภาพที่ 53 แผนผังสรุปการสืบพันธ์แุ บบอาศัยเพศ
ทมี่ า : ทรปู ลกู ปัญญา (2563)

ภาพท่ี 54 แผนผังสรปุ การสืบพันธ์ุแบบไมอ่ าศยั เพศ
ทม่ี า : ทรปู ลูกปญั ญา (2563)

32

หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 2 การสบื พนั ธ์ขุ องพชื

แบบฝึกหดั ท้ายบทที่ 2

คำชีแ้ จง ให้นักเรยี นตอบคำถามใหถ้ ูกตอ้ ง
1. จงระบโุ ครงสร้างของพชื ดอกท่ีกำหนดให้

2. ปจั จยั ภายนอกท่ชี ่วยในการถ่ายเรณูของพืชดอกมอี ะไรบ้าง
3. ส่วนประกอบของเมล็ดมอี ะไรบา้ ง และทำหนา้ ทอี่ ยา่ งไร
4. จงอธิบายการงอกของเมล็ดพชื ใบเลย้ี งเดย่ี วและพชื ใบเลยี้ งคู่ พอสังเขป
5. จงอธิบายขั้นตอนการสบื พนั ธแุ์ บบไมอ่ าศยั เพศ ดังตอ่ ไปน้ี

- การตอนก่ิง
- การการติดตา
- การทาบก่ิง

33

หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทท่ี 3 การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพืช

1. อธบิ ายความหมายของกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ย
แสง
2. อธิบายความสำคัญของกระบวนการสงั เคราะห์ด้วย
แสงท่มี ตี ่อสิง่ มชี ีวติ และสงิ่ แวดลอ้ ม
3. มที กั ษะในการทดลองเกยี่ วกบั การสังเคราะหด์ ้วย
แสงของพืช

ว 1.2 ม.1/6 ระบปุ ัจจยั ทจี่ ำเป็นในการสังเคราะห์ดว้ ยแสง และผลผลติ ที่เกิดขน้ึ จากการสงั เคราะหด์ ้วยแสง โดยใช้หลกั ฐานเชิง
ประจกั ษ์
ว 1.2 ม.1/7 อธบิ ายความสำคัญของการสงั เคราะห์ด้วยแสง ของพืชต่อสิ่งมชี วี ติ และสงิ่ แวดล้อม
ว 1.2 ม.1/8 ตระหนักในคณุ ค่าของพืชท่ีมีตอ่ สิ่งมีชีวติ และ ส่ิงแวดลอ้ ม โดยการรว่ มกนั ปลกู และดแู ลรกั ษา ต้นไมใ้ นโรงเรยี น
และชมุ ชน

หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

บทท่ี 3 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

การสังเคราะห์ด้วยแสง

พืชสามารถสร้างอาหารด้วยตัวเองได้ เนอื่ งจากพชื มีคลอโรฟิลล์ โดยกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ย
แสง ซงึ่ ปัจจัยที่มีผลตอ่ การสังเคราะหด์ ้วยแสงที่แตกตา่ งกนั จะสง่ ผลใหเ้ กิดปรมิ าณของอาหาร
ท่แี ตกตา่ งกนั อกี ดว้ ย

ออกซเิ จน
แสง

คารบ์ อนไดออกไซด์

น้าตาล

ภาพท่ี 55 กระบวนการการสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื
ท่ีมา : สปุ ราณี รอบคอบ (2564)

35

หนงั สอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทที่ 3 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื

การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื

พชื สร้างอาหารไดเ้ องโดยใช้น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวตั ถุดบิ และใช้คลอโรฟิลล์ดูด
พลังงานจากแสง อาหารทีพ่ ืชสรา้ ง ได้แก่ น้ำตาล และแปง้ และยังไดแ้ กส๊ ออกซเิ จน นำ้
เกิดขน้ึ ด้วย กระบวนการสร้างอาหารเองของพืช เรยี กวา่ การสังเคราะห์ด้วยแสง
ปฏิกิริยาสังเคราะหด์ ว้ ยแสงมดี ังน้ี

น้ำ + แกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์ + คลอโรฟิลล์/แสงสว่าง => กลโู คส + แกส๊ ออกซเิ จน + นำ้
H2O + CO2 + คลอโรฟลิ ล์/แสงสวา่ ง => C6H12O6 + O2 + H2O

ผลผลติ จากการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง จะได้ น้ำตาลกลโู คส ออกซิเจน และน้ำ ส่งิ มชี ีวิตส่วนใหญ่ใช้
แก๊สออกซเิ จนในการหายใจ เพ่ือสลายสารอาหารให้ได้พลังงาน และได้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์
ที่เปน็ ของเสียเกดิ ข้ึนซง่ึ ปล่อยออกสูบ่ รรยากาศแตพ่ ชื สามารถใชแ้ กส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ไปสร้าง
อาหาร แล้วปล่อยแก๊สออกซเิ จนออกสบู่ รรยากาศได้ เพ่อื ให้สิ่งมชี ีวติ ส่วนใหญใ่ ช้ในการหายใจ
พชื จึงเป็นผทู้ ำให้แก๊สออกซเิ จน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซดห์ มนุ เวยี นกันจนเปน็ วฏั จักร

สาระน่ารู้
การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงประกอบด้วยขน้ั ตอนใหญ่ๆ 2 ขั้นตอนต่อเนอื่ งกนั
คอื ขน้ั ตอนปฏิกิริยาทต่ี ้องใชแ้ สง ทเี่ ปล่ยี นพลงั งานแสงเป็นพลงั งานเคมี และข้ันตอน
ปฏิกิริยาทไ่ี มต่ อ้ งใช้แสงซง่ึ เป็นขัน้ ตอนของการสังเคราะห์นำ้ ตาล
(ทม่ี ชี อื่ เรยี กเฉพาะวา่ วฏั จกั รเคลวนิ )

36

หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทที่ 3 การสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช

แหล่งทเี่ กดิ การสังเคราะห์ดว้ ยแสง

การสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นได้ที่ทุกส่วนของต้นพืชที่มีสีเขียว โดยมีใบเป็นส่วนที่
ทำหน้าที่นี้โดยตรง ตามปกติใบของพืชจะกางออกให้ได้รับแสงสว่างเต็มที่และก้านใบมักจะมีการ
บิดตัวตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์เพื่อให้ใบได้รับแสงแดดอยู่เสมอ ผิวด้านบนส่วนที่รับแสง
เรยี กวา่ หลังใบ ส่วนผิวดา้ นล่างทีไ่ มไ่ ด้รับแสงเรยี กว่า ทอ้ งใบ ทางด้านหลังใบมกั มีสเี ขยี วเขม้ และ
ผิวเรยี บกวา่ ทางดา้ นทอ้ งใบ แต่เสน้ ใบทางดา้ นท้องใบจะนนู ออกมาเห็นไดช้ ดั เจนกวา่

ภาพที่ 56 ท้องและหลังใบไม้
ท่ีมา : พจนา เพชรคอน (2563)

สำหรบั ปฏิกริ ยิ าสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืชท่ีนน้ั เกิดขึน้ ได้เฉพาะชว่ งเวลาท่ีมีแสง ผลผลิตที่ได้จาก
ปฏิกิริยาช่วงนี้นำไปใช้ในปฏิกริ ิยาไม่ใช้แสง ซึ่งไมจ่ ำเป็นตอ้ งมีแสงก็สามารถเกดิ ปฏกิ ิริยาช่วงนีไ้ ด้
กระบวนการนจี้ ะเกดิ ในออรแ์ กเนลล์ของพชื ที่เรยี กว่า “คลอโรพลาสต์ (Chloroplast)”

สาระนา่ รู้

คลอโรพลาสตเ์ ป็นโรงงานขนาดเล็กภายในเซลลข์ อง
พืช และยงั สามารถพวกเขายังพบในเซลล์
ของส่งิ มีชีวิตอื่น ๆ ได้

ภาพที่ 57 กระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง
ท่มี า : NGThai (2561)

37

หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื

ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อการ
สังเคราะห์แสงของพชื

ด้วยแสง

ปัจจัยทีส่ ำคญั ต่อกระบวนการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื มีดงั น้ี

ภาพที่ 58 ความเขม้ ของแสง
ทม่ี า : inhabitat.com (2560)

1. ความเข้มของแสง

ถ้ามีความเข้มของแสงมาก อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อุณหภูมิกับ
ความเข้มของแสง มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงร่วมกัน คือ ถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นเพียงอย่าง
เดียว แต่ความเข้มของแสงน้อยจะไม่ทำให้อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงเพิ่มขึ้น อัตราการ
สังเคราะห์ด้วยแสงจะเพม่ิ ข้นึ เรื่อย ๆ จนถึงขดี หนึ่งแล้วอตั ราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะลดต่ำตาม
อุณหภูมิและความเข้มของแสงที่เพิ่มขึ้นอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วง 0-35 °C หรือ 0-40 °C
ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะลดลง ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการสังเคราะห์
ดว้ ยแสงเป็นปฏกิ ิรยิ าท่ีมเี อนไซม์ควบคมุ และการทำงานของเอนไซม์ขน้ึ อยู่กับอุณหภมู ิ

ภาพที่ 59 ความเข้มของแสง 38
ทีม่ า : กมล สมคั รพงษ์ (2560)

หนงั สือเรียนวิทยาศาสตร์ ช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช

ภาพที่ 60 ความเข้มข้นของคารบ์ อนไดออกไซด์
ทมี่ า : ธัญลักษณ์ (2561)

2. ความเขม้ ข้นของคาร์บอนไดออกไซด์
ถ้าความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพิ่มขึ้นจากระดับปกตทิ ี่มีใน

อากาศ อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงจะเพ่ิมสูงขึ้นตามไปด้วย จนถงึ ระดับหน่ึงถึงแม้ว่า
ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์จะสูงขึ้น แต่อัตราการสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้
สูงขึ้นตามไปด้วย และถ้าหากว่าพืชได้รับคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีความเข้มข้นสูงกว่า
ระดบั นำ้ แลว้ เป็นเวลานานๆ จะมีผลทำใหอ้ ตั ราการสงั เคราะห์ดว้ ยแสงลดต่ำลงได้

แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำเป็นตอ่ การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงหรือไม่ ?

39


Click to View FlipBook Version