หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื
ภาพท่ี 61 อุณหภมู ิกับพืช
ท่ีมา : https://www.jorakay.co.th/ (2564)
3. อณุ หภูมิ
นับว่าเปน็ ปัจจยั ท่มี ีผลต่อการสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพืช โดยท่ัวไปอตั ราการสังเคราะห์ด้วยแสง
จะเพิม่ ขนึ้ เรื่อย ๆ เมือ่ อณุ หภมู สิ งู ขนึ้ 10-35 °C ถา้ อุณหภมู ิสูงขึน้ กวา่ น้ีอัตราการสงั เคราะหด์ ้วย
แสงจะลดตำ่ ลงตามอณุ หภูมทิ เ่ี พมิ่ ขึ้น อตั ราการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงท่ีอณุ หภูมิสงู ๆ ยังขึ้นอยูก่ บั เวลา
อีกปจั จยั หนึง่ ดว้ ย
ภาพท่ี 62 ก๊าซออกซิเจนในการสังเคราะห์แสง
ท่มี า : Somzom (2564)
4. กา๊ ซออกซเิ จน
ในส่วนของก๊าซออกซิเจนมผี ลในดา้ นปริมาณ ถ้าก๊าซออกซิเจนลดลงจะมีผลทำใหอ้ ัตรา
การสังเคราะห์ด้วยแสงสูงข้ึน แตถ่ ้ามีมากเกินไปจะทำใหเ้ กิดปฏิกริ ิยาออกซิเดชนั ของสารตา่ งๆ
ภายในเซลล์ โดยเปน็ ผลจากพลังงานแสง (Photorespiration) รุนแรงข้นึ การสงั เคราะหด์ ้วยแสง
จึงลดลง
40
หนังสอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทที่ 3 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช
5. น้ำ
น้ำ (H2O) ถือเป็นวัตถุดบิ ที่จำเปน็ ต่อกระบวนการสงั เคราะห์ด้วย
แสง (แต่ตอ้ งการประมาณ 1% เทา่ นั้น จึงไม่สำคญั มากนกั เพราะพืชมีน้ำอยู่
ภายในเซลล์อย่างเพียงพอ) อิทธิพลของน้ำมีผลต่อกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง ในส่วนช่วยกระตุน้ การทำงานของเอนไซม์ให้ปฏกิ ริ ิยาเกิดขึ้นอย่าง
สมบรู ณ์
ภาพที่ 63 นำ้ ในการสงั เคราะหแ์ สง
ที่มา : MThai.com - Decor (2564)
6. เกลอื แร่
ธาตแุ มกนีเซียม (Mg), และไนโตรเจน (N) ของเกลือในดิน มคี วามสำคัญต่ออตั ราการ
สงั เคราะห์ด้วยแสง เพราะธาตุดังกล่าวเปน็ องค์ประกอบอยู่ในโมเลกุลของคลอโรฟลิ ล์
ดงั นัน้ ถ้าในดนิ ขาดธาตทุ ้ังสอง พืชก็จะขาดคลอโรฟลิ ล์ ทำให้การสังเคราะห์ด้วยแสง
ลดลงด้วย นอกจากนี้ยงั พบว่าเหล็ก (Fe) จำเป็นตอ่ การสรา้ งคลอโรฟิลล์ และสาร
ไซโตโครม (ตวั รับและถ่ายทอดอิเล็กตรอน) ถา้ ไมม่ ีธาตุเหล็กในดนิ เพียงพอ
การสังเคราะหค์ ลอโรฟลิ ลก์ จ็ ะเกิดขึน้ ไม่ได้
ภาพท่ี 64 เกลือแรใ่ นดิน
ท่มี า : http://www.burinonline.org/ (2563)
41
หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช
7. อายขุ องใบ
ใบจะตอ้ งไมแ่ ก่หรืออ่อนจนเกินไป ซงึ่ ในใบออ่ นคลอโรฟลิ ลย์ ังเจรญิ ไมเ่ ตม็ ท่ี สว่ นใบทแี่ ก่
มากๆ คลอโรฟิลลจ์ ะสลายตวั ไปเปน็ จำนวนมาก
ภาพที่ 65 อายขุ องใบ
ที่มา : https://davesgarden.com/ (2564)
สาระนา่ รู้
มนษุ ย์และสัตว์มีกระบวนการหายใจโดยใชแ้ กซ๊ ออกซิเจน
ทไี่ ด้รับจากกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงของพชื
42
หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 1 บทท่ี 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพืช
ความสัมพันธ์ระหวา่ งการสังเคราะห์ดว้ ยแสงกับการหายใจของพืช
คารบ์ อนไดออกไซด์ ปล่อย
ใช้
ออกซิเจน
1. เวลากลางวนั
พืชมีการหายใจตลอดเวลาไม่วา่ จะเป็นกลางวนั หรอื กลางคืนในเวลากลางวนั พชื จะใช้ก๊าซ
คารบ์ อนไดออกไซด์จากการหายใจและปล่อยออกสสู่ ่ิงแวดลอ้ มแล้วนำกา๊ ซคาร์บอนไดออกไซดน์ ี้
ไปใช้ในการสงั เคราะห์ด้วยแสง และพืชจะปลอ่ ยกา๊ ซออกซิเจนเป็นผลผลิตจากการสงั เคราะห์
ดว้ ยแสงออกสู่สงิ่ แวดล้อม
43
หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทที่ 3 การสงั เคราะห์ด้วยแสงของพืช
ใช้ คารบ์ อนไดออกไซด์
ออกซิเจน ปล่อย
2. เวลากลางคนื
พชื จะไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงหรือมีการสังเคราะห์ดว้ ยแสงนอ้ ยมากเพราะปริมาณแสง
มีไม่เพียงพอพืชจะใช้ก๊าซออกซิเจนในการหายใจและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา
เพราะฉะน้นั เราไมค่ วรนำต้นไม้ไปไวใ้ นห้องนอนเวลากลางคนื
44
หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทท่ี 3 การสงั เคราะห์ดว้ ยแสงของพชื
ความสำคัญของกระบวนการสังเคราะหด์ ว้ ยแสงที่มตี อ่ ส่งิ มีชีวติ และสงิ่ แวดล้อม
จะเหน็ ได้ว่าผลผลติ ทไ่ี ด้จากการสังเคราะห์ด้วยแสง คือ นำ้ ตาลกลูโคส น้ำ และกา๊ ซออกซิเจน
สงิ่ เหลา่ นีม้ ีความสำคญั ตอ่ สิ่งมีชีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม คือ
1. ช่วยเพิม่ ก๊าซออกซเิ จนให้สิง่ แวดลอ้ ม สิง่ มีชวี ติ ต้องใชก้ ๊าซออกซเิ จนในการหายใจ
2. ชว่ ยลดก๊าซคารบ์ อนไดออกไซดใ์ นสภาพแวดลอ้ ม
3. ชว่ ยเพิม่ ความชุ่มช้นื และไอนำ้ ใหบ้ รรยากาศเนื่องจากผลผลิตที่ไดจ้ ากการสังเคราะห์
ดว้ ยแสงคือ น้ำ
4. เป็นท่ีเกบ็ สะสมพลังงานในรูปแบบของแปง้ ในเนอื้ เยื้อพชื เมือ่ คนหรือสัตวก์ นิ พืชเขา้
ไปกจ็ ะทำใหม้ พี ลังงานไปใช้ในการดำรงชีวิต
ภาพที่ 66 การสงั เคราะห์ด้วยแสง
ท่ีมา : Thai Education jobs (2564)
45
หนงั สือเรียนวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 บทที่ 3 การสังเคราะห์ดว้ ยแสงของพชื
จุดประสงค์ กจิ กรรมท่ี 3
ผลผลิตท่เี กิดจากกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง
มีทกั ษะในการทดลองเกย่ี วกบั การสงั เคราะหด์ ้วยแสงของพชื
วัสดุอปุ กรณ์ 1. นำ้
วธิ ีดำเนินกจิ กรรม 2. อ่างนำ้
3. กรวยแกว้ ก้านส้นั
4. หลอดทดลอง
5. ตน้ สาหร่ายหางกระรอก
1. ใส่ตน้ สาหร่ายหางกระรอกไวใ้ นกรวยแกว้ ก้านสนั้ แล้วคว่ำลงในอา่ งแก้วซึ่งมีน้ำอยู่ โดยให้
ปากของกรวยแก้วจมอยใู่ นน้ำ
2. ใสน่ ้ำจนเตม็ หลอดทดลองที่มขี นาดใหญ่กว่าก้านกรวยแก้วเลก็ น้อย คว่ำหลอดทดลอง
ครอบก้านกรวยแกว้ ดงั รูป (ระวังอย่าใหม้ ฟี องอากาศเกดิ ขนึ้ ในหลอดทดลอง)
3. นำอ่างนี้ไปตัง้ ไวก้ ลางแดดประมาณ 3-4 ช่วั โมง สังเกตและบันทึกผลการเปล่ยี นแปลงท่ี
เกดิ ขน้ึ ในหลอดทดลอง
4. ทำการทดลองซ้ำ ขอ้ 1-2 แต่นำชดุ การทดลองไปไวใ้ นห้องมดื เปรยี บเทียบผลการทดลอง
และบนั ทึกผลการเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ ขน้ึ ในหลอดทดลอง
คำถามทา้ ยกจิ กรรม
1. ผลการทดลองท้งั สองเหมอื นหรือแตกตา่ งกัน อยา่ งไร
2. สาเหตทุ ท่ี ำให้ระดบั นำ้ ในหลอดทดลองลดลงคอื อะไร เพราะเหตใุ ด
3. แก๊สทีไ่ ด้จากการทดลองคอื อะไร มีวธิ ที ดสอบอยา่ งไร
46
หนงั สอื เรียนวิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทที่ 3 การสังเคราะห์ด้วยแสงของพชื
แบบฝึกหัดท้ายบทท่ี 3
คำช้ีแจง : ใหน้ ักเรยี นตอบคำถามต่อไปนี้
ตอนที่ 1 นำคำทีก่ ำหนดให้เติมในช่องวา่ งให้ถกู ต้อง แสง คลอโรฟลิ ล์
แปง้ น้ำตาล แก๊สออกซิเจน น้ำ
แก๊สคารบ์ อนไดออกไซด์
1. สารใดในสมการทพ่ี ืชไดร้ บั จากการดูดของขนราก…………………………………………………………………..
2. กระบวนการสงั เคราะห์ด้วยแสงทำให้.....................................เปล่ยี นเปน็ ........................................
เก็บสะสมในรูปของ...............................................
3. ผลติ ภัณฑ์ที่ไดจ้ ากการสังเคราะห์ด้วยแสงมีประประโยนอ์ ย่างไร.....................................................
47
หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทที่ 4 การลำเลยี งนำ้ และอาหารของพชื
1.อธบิ ายกระบวนการสารผา่ นเซลล์โดยกระบวนการ
แพร่และออสโมซสิ ได้
2.บอกความแตกด่างของการจดั เรยี งตัวของท่อลำเลียง
ในพืชใบเลยี้ งเดยี่ งและพืชใบเล้ยี งคู่
3.มีทักษะในการทดลองเกี่ยวกบั โครงสร้างระบบ
ลำเลียงของพชื
ว 1.2 ม.1/5 ระบุ อธิบายกระบวนการแพร่และออสโมซิสจาก หลกั ฐานเชิงประจกั ษแ์ ละยกตวั อย่างการแพร่
และออสโมซิสในชีวิตประจำวัน
ว 1.2 ม.1/9 ระบุ บรรยายลกั ษณะ และหนา้ ท่ีของไซเลม็ และโฟลเอ็ม
ว 1.2 ม.1/10 ระบุ เขยี นแผนภาพท่บี รรยายทิศทางการลำเลียงสารในไซเลม็ และโฟลเอม็ ของพืช
หนังสอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 บทท่ี 4 การลำเลยี งนำ้ และอาหารของพืช
บทที่ 4 การลำเลียงน้ำและอาหารของพชื
การลำเลียงนำ้ และอาหารของพชื ภาพท่ี 67 การแสดงโครงสร้างของราก
ลำต้น และใบลำเลยี งน้ำและอาหารของพชื
พืชทุกชนิดมีการลำเลยี งนำ้ และอาหารเพ่ือ
การดำรงชวี ิต นำ้ และอาหารจากดนิ จะถูกดูดซมึ ผา่ น ทม่ี า : trueplookpanya (2564)
ขนรากแล้วลำเลียงแยกกนั ผ่านเนอื้ เยื่อลำเลยี ง
น้ำ และเนือ้ เยื่อลำเลยี งอาหาร เนอ้ื เยื่อเหลา่ นจ้ี ะมี 49
รูปร่างแตกต่างกันในพืชแต่ละชนิด 49
พชื ตอ้ งลำเลียงน้ำและแร่ธาตุท่ลี ะลายในนำ้
จากรากไปยงั ใบ และเนอื้ เยือ่ อนื่ ๆ ท่ีมกี ระบวนการ
สงั เคราะหด์ ้วยแสง และพืชต้องลำเลยี งอาหารจาก
บริเวณทม่ี ีกระบวนการสังเคราะห์ดว้ ยแสง ไปยัง
เนือ้ เยอ่ื สว่ นต่างๆ เพ่อื ใชใ้ นการหายใจ ทำใหไ้ ด้
พลงั งานไปใชใ้ นการเจริญเตบิ โต การสบื พันธ์ุ
การเคล่ือนไหว และกิจกรรมอนื่ ๆ ในการดำรงชีวิต
หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทที่ 4 การลำเลยี งนำ้ และอาหารของพชื
ขนราก
ภาพที่ 68 การลำเลยี งนำ้ และอาหารเพื่อการดำรงชีวิต
ทีม่ า : คัดคณฐั ช่นื วงศอ์ รณุ (2564)
ขนรากบนส่วนของรากที่เรียกว่า บริเวณขนราก ขนราก (root hair) มีลักษณะเป็นขนเส้นเล็กๆ
จำนวนมากอยู่รอบๆ ราก ขนรากทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุที่ละลายอยู่ในน้ำซึ่งดูดสารต่าง ๆ
ขึ้นมาจากพื้นดินและนำส่งต่อไปยังระบบท่อลำเลียงหรือกลุ่มเซลล์ที่เรียกว่า “มัดท่อลำเลียง”
(Vascular Bundle)
โครงสรา้ งและระบบการเรียงตัวของทอ่ ส่งนำ้ และอาหารในพชื
ราก
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว : ไซเล็มเรียงตัวอย่รู อบพธิ (Pitch) ซ่งึ เปน็ เนือ้ เยอ่ื อยตู่ รงส่วนกลางของราก ขณะทโ่ี ฟลเอม็
แทรกตัวอยู่ระหวา่ งไซเลม็
พืชใบเลีย้ งคู่ : ไซเล็มเรยี งตัวคล้ายดวงดาวหลายแฉก (2-5 แฉก) บรเิ วณกง่ึ กลางของราก สว่ นโฟลเอม็
แทรกอยรู่ ะหวา่ งไซเลม็
ภาพท่ี 69 โครงสรา้ งของรากพืช
ทม่ี า : รศ.เรณู ศรสำราญ(2556)
51
หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 บทที่ 4 การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช
ลำตน้
พืชใบเลีย้ งเด่ียว : ไซเลม็ และโฟลเอ็มอยู่รวมกันอย่างกระจัดกระจายทว่ั ท้ังตน้
พชื ใบเลีย้ งคู่ : ไซเล็มและโฟลเอม็ รวมตัวอยู่ดว้ ยกนั อยา่ งเปน็ ระเบยี บรอบลำต้นโดยมีโฟลเอม็ เรยี งตัวอยู่
ด้านนอกและไซเล็มเรยี งตวั อยู่ดา้ นใน มีเน้อื เยื่อแคมเบยี ม (Cambium)แทรกอยูต่ รงก่ึงกลางระหวา่ งไซเล็ม
และโฟลเอ็ม
ภาพท่ี 70 โครงสรา้ งของลำตน้ พชื
ทมี่ า : รศ.เรณู ศรสำราญ(2556)
สำหรบั ลำตน้ พืชใบเลย้ี งคูเ่ น้อื แขง็ หรอื พืชที่มีอายุมาก โดยเฉพาะในกลุม่ ของพชื ยืนตน้ กลุ่มเซลล์ตั้งแต่เนอื้ เยอื่
แคมเบียมออกไปจนถงึ ช้ันนอกสดุ คือ สว่ นทเ่ี รยี กวา่ “เปลอื กไม้” ขณะที่กล่มุ เซลล์บรเิ วณถัดจากเนือ้ เย่อื แคมเบยี มเขา้ มา
ด้านในท้ังหมด คือ ส่วนของ “เนอื้ ไม”้ หรอื ไซเลม็
สาระนา่ รู้
“มดั ทอ่ ลำเลยี ง” (Vascular Bundle) ที่ประกอบดว้ ย เนือ้ เย่ือสำคญั 2 กลุ่ม คอื
1.ท่อลำเลยี งนำ้ และแร่ธาตุ หรือ “ไซเลม็ ” (Xylem)
2.ท่อลำเลียงอาหาร หรือ “โฟลเอ็ม” (Phloem)
ท่อลำเลยี งน้ำและแร่ธาตุ หรือ “ไซเล็ม” (Xylem)
ท่อลำเลยี งน้ำและแรธ่ าตุ หรือ “ไซเลม็ ” (Xylem) คอื เน้ือเยอื่ ท่ีทำหนา้ ท่ลี ำเลยี ง
นำ้ และแรธ่ าตจุ ากดินผา่ นรากข้ึนสลู่ ำตน้ ไปยงั ใบและปลายยอดของพชื ประกอบดว้ ย
เวสเซล (Vessel) และเทรคดี (Tracheid) ซึง่ เปน็ กล่มุ เซลลท์ ีต่ ายแล้วเรยี งตอ่ กนั
ซงึ่ จะสลายตวั ไปเมอื่ พชื เจริญเตบิ โตเต็มที่ สง่ ผลใหท้ อ่ ลำเลยี งหรอื ไซเล็มมลี กั ษณะกลวง
ตลอดท้ังแนว เรยี กวา่ พิธ (Pith) โดยทกี่ ารลำเลยี งนำ้ และแร่ธาตุจะมีทิศทางการลำเลียง
ขนึ้ สปู่ ลายยอดของตน้ ไม้เท่าน้นั ไม่มกี ารลำเลยี งกลบั ลงดา้ นล่างเปน็ ระบบทอ่ี าศยั การแพร่
แบบออสโมซสิ (Osmosis) ตง้ั แต่ในรากและแรงดึงตามธรรมชาติ
51
หนังสอื เรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 บทท่ี 4 การลำเลยี งนำ้ และอาหารของพชื
ภาพท่ี 71 ตัดลำต้นของตน้ หมอนอ้ ย
ท่มี า : นางปารฉิ ัตร พวงมณี พร้อมทง้ั คณะ (2558)
ท่อลำเลยี งอาหาร หรอื “โฟลเอ็ม” (Phloem)
ท่อลำเลยี งอาหาร หรอื “โฟลเอม็ ” (Phloem) คือ เนอื้ เยอ่ื ที่ทำหน้าท่ีลำเลียงสารอาหาร
โดยเฉพาะ “น้ำตาลกลโู คส” (Glucose) ทีไ่ ด้จากกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสงในรูปของ
สารละลาย นำส่งจากใบไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืชทีก่ ำลงั มกี ารเจริญเติบโต รวมถงึ การนำไป
เก็บสะสมไว้ท่ี ใบ ราก และลำต้น การลำเลยี งอาหารสามารถเกิดไดใ้ นทุกทิศทาง
ภาพท่ี 72 การลำเลยี งสารในไซเล็มและโฟลเอม็ ของพชื
ท่มี า : นางปาริฉตั ร พวงมณี พรอ้ มทัง้ คณะ (2558)
สาระน่ารู้
การลำเลยี งอาหารในโฟลเอม็ เกิดจากกลมุ่ เซลลท์ ี่ยังมชี วี ิตอยู่ ทำหนา้ ทสี่ รา้ งความแข็งแรงให้แก่ลำต้นของพืช การ
ลำเลยี งสารของพชื มคี วามเก่ียวข้องกับกระบวนการตา่ ง ๆ มากมาย เป็นการประสานงานกันระหว่างกลุม่ เนอื้ เยอื่ ในมัดทอ่
ลำเลียง เพอื่ นำสง่ น้ำ แร่ธาตุ และสารตา่ ง ๆ ไปยังเนอ้ื เย่ือเปา้ หมายของพืช
ม
52
หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทที่ 4 การลำเลยี งน้ำและอาหารของพชื
การแพร่ (Diffusion)
การแพร่ คือการเคล่ือนทข่ี องโมเลกลุ สารหรอื สสาร จากบริเวณที่สารละลายมคี วามเขม้ ขน้
สงู ไปยงั บรเิ วณทสี่ ารละลายทม่ี ีความเข้มขน้ ต่ำ เพ่ือปรบั ให้ความเขม้ ขน้ ของทั้งสองบริเวณเทา่ กัน
เรียกว่า สมดุลของการแพร่ (Diffusion Equilibrium) โดยการแพร่นัน้ สามารถเกิดขน้ึ ทกุ
สถานะ ทั้งของแขง็ ของเหลว และแก๊ส เชน่ การแพร่ของกลิน่ อยา่ งน้ำมนั หอมระเหย ดอกไม้
อาหาร หรือการแพรข่ องหยดสลี งบนกระดาษทเี่ ปยี กน้ำ เปน็ ต้น
ภาพที่ 73 ตวั อย่างการแพรข่ องสาร
ทีม่ า : Tempo de leitura (2559)
เมอื่ การแพร่เกิดขนึ้ ทีเ่ ซลล์ จะมเี ยอ่ื บาง ๆ ทีเ่ รียกวา่ เย่อื หุ้มเซลล์ ซ่ึงส่วนใหญ่ประกอบดว้ ยลพิ ิดและ
โปรตนี มาเป็นหนว่ ยคัดกรองและควบคุมสารทผ่ี ่านเขา้ ออกเซลลย์ กตวั อยา่ งเชน่ การแพร่ของแก๊สออกซิเจน
และคาร์บอนไดออกไซดบ์ รเิ วณถุงลมปอด หรือการแพร่ของแกส๊ ออกซเิ จนและคารบ์ อนไดออกไซด์บริเวณ
ปากใบของพชื
ภาพท่ี 74 การแพรข่ องสารผ่านเยอื่ หุ้มเซลล์
ทม่ี า : shutterstock (2564)
53
หนงั สือเรยี นวิทยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทที่ 4 การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช
การแพร่ในพชื
แกส๊ ออกซเิ จนที่อยใู่ นดินจะแพร่เขา้ สู่เซลล์ขนรากโดยวธิ ีการแพร่ แล้วแพรเ่ ขา้ ไปสู่เซลล์
ข้างเคยี ง ทำใหแ้ กส๊ ออกซเิ จนเขา้ สู่เซลลพ์ ืชและใช้ในกระบวนการเมแทบอลซิ มึ หรือกระบวนการ
หายใจ ได้แกส๊ คาร์บอนไดออกไซด์ และแพรอ่ อกจากพชื ทางปากใบแกส๊ คารบ์ อนไดออกไซด์แพร่
ผ่านทางปากใบของพชื เข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้ในกระบวนการสงั เคราะห์แสง หรือสร้างอาหารใหแ้ ก่พชื
แลว้ ได้นำ้ ตาลกลูโคส และแก๊สออกซเิ จน เมือ่ ในเซลล์มแี ก๊สออกซิเจนมากจึงแพร่ผ่านออกสู่
ภายนอกโดยผ่านทางปากใบธาตอุ าหารในดนิ จะแพร่เข้าสู่เซลลข์ นรากโดยวิธีการแพร่
ปัจจัยทม่ี ีผลตอ่ การแพร่ ภาพที่ 75 นำ้ เขา้ สู่เซลล์ขนรากของพชื
ทมี่ า : คณุ สุธารี คำจีนศรั พร้อมท้งั คณะ (2562)
1. ความเขม้ ขน้ ของสาร บรเิ วณที่มคี วามเขม้ ข้นของสารแตกต่างกันมาก การแพรจ่ ะเกดิ ได้เร็ว
2. ขนาดของอนุภาค สารท่ีมขี นาดของอนภุ าคเลก็ จะเคลอ่ื นทไ่ี ดด้ ี การแพรจ่ งึ เกดิ ข้นึ ไดเ้ รว็
3. อณุ หภมู ิ บรเิ วณทท่ี ี่มอี ุณหภมู ิสงู อนภุ าคของสารจะเคลอ่ื นที่ได้เรว็ มพี ลงั งานจลนเ์ พมิ่ ข้นึ การแพร่
จงึ เกิดขน้ึ ไดเ้ ร็ว
4. ความดัน ถา้ มคี วามดนั มากจะชว่ ยให้การแพร่เกดิ ขนึ้ ได้เร็วขน้ึ
5. สถานะ สารทีม่ ีสถานะแกส๊ อนภุ าคเปน็ อสิ ระ มแี รงยดึ เหนย่ี วนอ้ ย จะเกดิ การแพรไ่ ดเ้ รว็ กว่า รองลงไป
คอื สถานะของเหลว และของแข็ง ตามลำดบั
6. ตัวกลาง ตัวกลางทีม่ คี วามหนืดสูงจะเกดิ การแพร่ได้ชา้ หรือถา้ ตวั กลางทม่ี อี นุภาคอน่ื เจือปนกท็ ำให้การ
แพร่เกิดไดช้ ้า
7. ความสามารถในการละลายของสาร สารทสี่ ามารถละลายได้ดี การแพร่จะเกิดได้เรว็ กว่า
54
หนังสือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 บทท่ี 4 การลำเลียงน้ำและอาหารของพืช
การออสโมซิส (Osmosis)
การออสโมซิส คือ การเคลอ่ื นท่ขี องน้ำหรอื
ตัวทำละลาย ผ่านเย่ือเลอื กผา่ น ซึ่งในเซลลข์ องเราจะมี
เยอ่ื หมุ้ เซลล์ ท่ีมคี ุณสมบัตเิ ปน็ เยอื่ เลือกผ่าน โดยนำ้ จะ
เคลอื่ นทจี่ ากบริเวณท่สี ารละลายมีความเข้มขน้ ต่ำ
(โมเลกุลของนำ้ มาก) ไปยังบรเิ วณท่มี สี ารละลายท่ีมี
ความเข้มขน้ สูง (โมเลกลุ ของนำ้ น้อย) เชน่ การดูดซมึ นำ้
ของรากพชื
ภาพท่ี 76 รากขา้ วโพด
ที่มา : kasetkawna.com (2562)
การออสโมซสิ ในเซลล์พืช
ออสโมซสิ เปน็ กระบวนการดดู นำ้ ที่พบมากที่สุดในพืชทั่ว ๆ ไป ในสภาวะปกตแิ ละ เกดิ ขึ้นอย่าง
ตอ่ เน่ืองตลอดเวลา เนอื่ งจากสารละลายในดินท่ัวไปจะมคี วามเข้มขน้ นอ้ ยกวา่ สารละลายในเซลล์
รากทำใหเ้ กิดการออสโมซิสขนึ้ โดยน้ำในดนิ จะแพรเ่ ข้าสู่เซลลร์ ากทำให้ เซลล์รากทร่ี บั นำ้ จากดนิ
เขา้ ไปมีความเขม้ ข้นของสารนอ้ ยกว่าเซลลร์ ากทอ่ี ยูถ่ ัดไปจงึ เกดิ การออสโมซสิ ต่อไป นำ้ มกี ารแพร่
ไปยังเซลล์ท่ีอยู่ถัดไปเป็นเชน่ นอี้ ย่างต่อเนื่องกันไปเรือ่ ย ๆ จนถงึ ทอ่ ไซเล็ม (Xylem) ซ่งึ จะ
ลำเลยี งนำ้ สง่ ไปยงั สว่ นต่างๆ ของพชื ตอ่ ไป
ไอนำ้
สาระนา่ รู้
การลำเลยี งนำ้ จากรากไปสสู่ ว่ นบนของพืชเกิดข้ึนไดโ้ ดย
อาศัยแรงดึงเนอื่ งจากการคายน้ำเปน็ หลัก การคายนำ้ คือ การที่พชื
ปลอ่ ยนำ้ ในรูปของไอน้ำ ออกสสู่ ่งิ แวดลอ้ มผ่านทางปากใบ
น้ำ
55
หนังสอื เรียนวทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 บทท่ี 4 การลำเลยี งน้ำและอาหารของพชื
ปัจจยั ทมี่ ีผลต่อการออสโมซิส
1. ความเขม้ ขน้ ของสาร ถ้าความเข้มขน้ ของสารแตกตา่ งกันมาก การอออสโมซิสจะเกิดได้ดี
2. อณุ หภูมิ ถา้ อณุ หภูมิสูง กระบวนการออสโมซิสจะเกดิ ได้ดี
3. ขนาดของอนภุ าค อนภุ าคท่ีมีขนาดเลก็ จะเกดิ การออสโมซิสไดด้ ี
4. สมบัตขิ องเยื่อก้ัน เย่ือก้ันบางชนิดจะยอมให้สารผา่ นได้ การอออสโมซสิ จงึ เกดิ ขึ้นไดด้ ี
สรุปความแตกตา่ งระหว่างการออสโมซสิ และการแพร่
การออสโมซิส คอื การเคลอ่ื นท่ีของโมเลกลุ นำ้ จากสว่ นท่มี คี วามหนาแน่ของโมเลกุลนำม้ ากไปยังบรเิ วณท่มี ี
โมเลกุลนำ้ นอ้ ยโดยผา่ นเยอ่ื เลอื กผ่าน
การแพร่ คือการปรับสมดลุ โดยโมเลกุลของสารจะเคลอ่ื นทผ่ี า่ นของไหลจากบริเวณที่มคี วามเขม้ ขน้ มากไปยัง
บริเวณทีม่ ีความเข้มข้นน้อยของสารน้อย
56
ภาพที่ 77 ความแตกต่างระหวา่ งการแพร่และการออสโมซิส
ทีม่ า Thanyarat Khotwanta (2020)
56
หนังสือเรยี นวิทยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 บทท่ี 4 การลำเลียงนำ้ และอาหารของพืช
กจิ กรรมท่ี 4
จดุ ประสงค์ อธบิ ายกระบวนการสารผ่านเซลลโ์ ดยกระบวนการแพรแ่ ละออสโมซิสได้
บอกความแตกดา่ งของการจดั เรียงตวั ของทอ่ ลำเลียงในพชื ใบเลยี้ งเดยี่ งและพชื ใบเลย้ี งคู่
มที กั ษะในการทดลองเกย่ี วกบั โครงสรา้ งระบบลำเลยี งของพืช
วสั ดแุ ละอปุ กรณ์ 1. ตน้ ออมเงนิ ออมทอง 4. สไลด์ 7. ใบมดี โกน
ข้อควรระวัง
2. แวน่ ขยาย 5. กระจกปิดสไลด์ 8. สีผสมอาหาร
3. บีกเกอร์ 6. กล้องจุลทรรศน์ 9. สารละลายซาฟรานนิ
• ระวงั มีดโกนบาดขณะตดั เนือ้ เย่อื พืช
• ระวงั ไม่ใหส้ ไลดห์ รอื กระจกปดิ สไลด์แตก ทำใหม้ ีคมและบาดได้
วิธีการดำเนนิ การ
1. สังเกตลกั ษณะภายนอกของราก และลำต้น ของตน้ ออมทองแลว้ บันทกึ ผล
2. นำตน้ ออมทองท่ขี ดุ มาจากดนิ ไปล้างน้ำตัดรากที่สมบรู ณม์ า 2-3 ราก แล้วนำไปแช่นำ้ ที่ผสมดว้ ยสี
ผสมอาหารในบีกเกอร์ที่เตรียมไว้แลว้ สงั เกตทิศทางการเคลื่อนทีข่ องน้ำสใี นรากและลำต้นของตน้ ออม
ทอง จนกระท้ังเหน็ นำ้ สเี คลอื่ นไปทว่ั ท้ังตน้ บนั ทกึ ผลโดยการเขียนแผนภาพทศิ ทางการเคล่อื นทข่ี องสนี ำ้
ในต้นออมทอง
3. ตัดรากและลำตน้ ของตน้ ออมทองทผ่ี ่านการแชน่ ำ้ สตี ามยาวและตามขวาง หนาประมาณ 0.5
เซนตเิ มตรสงั เกตการณ์ติดสีในเน้ือเยื่อราก และ ลำตน้ ดว้ ยแว่นขยายแลว้ บันทกึ ผล
วิธกี ารตัดเยอ่ื พชื
การตดั ตามยาว การตัดตามขวาง
ภาพที่ 78 วธิ ีการตัดเย่อื พชื
ทม่ี า : คุณสธุ ารี คำจนี ศรั พรอ้ มท้งั คณะ (2562)
57
หนงั สอื เรยี นวิทยาศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 1 บทที่ 4 การลำเลยี งนำ้ และอาหารของพืช
การตดั ตามขวาง กจิ กรรมท่ี 4
วธิ ีการดำเนินการ (ต่อ)
4. ตดั รากและลำตน้ ของต้นออมทองท่ีผ่านการแช่น้ำสีตามยาวและตามขวางบาง ๆ นำเนอ้ื เยอื่ ไปแชใ่ น
นำ้ เปล่า จากนั้นย้ายไปแชใ่ นสารละลายซาฟรานนิ ความเขม้ ข้น 10 เปอร์เซน็ ต์ เปน็ เวลา 10 วินาที แล้ว
นำเนอื้ เยื่อไปวางบนหยดนำ้ บนสไลด์ ปิดดว้ ยกระจกปิดสไลด์แลว้ สังเกตลกั ษณะของเนอ้ื เยอ่ื ทต่ี ิดสีดว้ ย
กลอ้ งจุลทรรศน์ บนั ทึกผลโดยการวาดภาพหรือถ่ายภาพ
5. อภปิ รายเกย่ี วกบั เนื้อเยื่อที่เกีย่ วขอ้ งกับการลำเลยี งและธาตอุ าหารของตน้ ออมทองและรวบรวม
ข้อมูลเพม่ิ เตมิ เกี่ยวกบั เน้ือเยอื่ ของรากและลำตน้ ที่เกี่ยวขอ้ งกับการเคลอื่ นท่ีของนำ้ และธาตุอาหาร
เปรียบเทียบกับขอ้ มลู ทีไ่ ด้จากการสังเกต
คำถามทา้ ยกิจกรรม
1.สผี สมอาหารทใ่ี สล่ งไปในนำ้ ทใี่ ชแ้ ชต่ ้นออมทองมีความสำคญั อยา่ งไร?
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
2.นกั เรยี นคิดว่าลักษณะการจดั เรยี งของท่อลำเลยี งของพืชเปน็ เชน่ ไร?
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………….
58
หนงั สือเรยี นวทิ ยาศาสตร์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 บทที่ 4 การลำเลียงนำ้ และอาหารของพชื
แบบฝึกหดั ท้ายบทท่ี 4
คาํ ช้ีแจง ให้นักเรยี นตอบคาํ ถามต่อไปน้ี
1. ไซเลม็ และโฟลเอม็ คืออะไร มีหนา้ ที่อยา่ งไร
................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................
2. พืชใบเลยี้ งคู่กับพชื ใบเลย้ี งเดี่ยว มีการจัดเรียงทอ่ ลาํ เลยี งนำ้ และแรธ่ าตุ กับท่อลาํ เลยี งอาหารเหมอื นหรอื
แตกตา่ งกนั อย่างไร
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
3. การลาํ เลยี งน้ำและแร่ธาตกุ บั การลาํ เลียงอาหารของพชื มที ศิ ทางในการลําเลยี งเหมอื นหรือแตกต่างกันอยา่ งไร
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
4. มีอะไรเป็นปัจจยั สำคญั ที่มีผลตอ่ การลําเลยี งนำ้ และแร่ธาตุของพืช
..........................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
5. กระบวนการคายนำ้ ของพชื เกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร และช่วยในการลาํ เลียงของพืชไดอ้ ย่างไร จงอธบิ ายมาพอสังเขป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
HAVE A GOOD DAY.
59
การปฏิสนธิของพชื อภธิ านศัพท์
การแพร่ การทเี่ ซลล์สบื พนั ธเุ์ พศผู้เขา้ ผสมกับเซลล์สบื พนั ธเ์ุ พศเมีย โดยหลังจาก
การลำเลยี ง ที่ละอองเรณูตกลงบนยอดเกสรตัวเมียแล้ว ละอองเรณูจะงอกหลอด
การสังเคราะหด์ ว้ ยแสง แทงลงไปในก้านเกสรตัวเมียจนถึงไข่อ่อน ( ออวุล ) ที่อยู่ภายในรังไข่
ภายในหลอดละอองเรณูจะมีเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้อยู่ ซึ่งจะเข้ามาไป
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ผสมกับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย(เซลล์ไข่ ) ที่อยู่ในไข่อ่อนโดยผ่านทางรู
คลอโรฟลิ ล์ เปิดที่อยู่ข้างใต้ ได้เป็นเซลล์ใหม่อยู่ภายในไข่อ่อน ( เซลล์ใหม่ที่ได้ก็
ไซเล็ม คือเซลล์ทจี่ ะเจรญิ เป็นตน้ พชื ตน้ ใหม่ )
การเคลื่อนที่ของโมเลกุลสารหรือสสาร จากบริเวณที่สารละลายมี
ความเขม้ ขน้ สงู ไปยงั บรเิ วณทสี่ ารละลายทม่ี คี วามเข้มข้นต่ำ
การเคลื่อนที่ของโมเลกุลหรือไอออนของสาร จากบริเวณหนึ่งไปสู่อีก
บริเวณหน่งึ โดยใช้พลังงานจากเซลล์
กระบวนการซ่ึงพชื สังเคราะหส์ ารอนิ ทรียจ์ ากสารประกอบอนนิ ทรยี ์
โดยมีแสงปรากฏอยู่ด้วย สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการพลังงานเพื่อใช้ใน
การเจริญเติบโตและรักษาสภาพเดิมให้คงอยู่ สาหร่ายพืชชั้นสูง และ
แบคทีเรยี บางชนิดสามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ และใช้
พลังงานนี้ในการสังเคราะห์สารที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ แต่สัตว์ไม่
สามารถรับพลังงานโดยตรงจากแสงอาทิตย์ ต้องรับพลังงานโดย
การบรโิ ภคพืชและสัตวอ์ ื่น ดังน้นั แหล่งของ พลังงานทางเมตาบอลิสม์
ในโลกคือดวงอาทิตย์ และกระบวนการสังเคราะห์แสง จึงจำเป็น
สำหรับชวี ติ บนโลก
แกส๊ ชนดิ หน่งึ ไมม่ สี ี สูตรเคมี CO2 มีปรากฏในบรรยากาศ เกิดจาก
การเผาไหม้โดยสมบรู ณอ์ งธาตุคาร์บอนหรือสารอนิ ทรยี ์ เป็นแก๊สหนกั
กวา่ อากาศและไม่ชว่ ยการเผาไหม้ จึงใชป้ ระโยชนใ์ นการดับเพลงิ ใช้
ในอุตสาหกรรมเครอื่ งดืม่ อดั ลม เชน่ น้ำโซดา น้ำหวาน ใช้ทำ
น้ำแข็งแหง้ ซึ่งเปน็ ตัวทำความเยน็
สารสีเขยี ว มีปรากฏในพชื ซึ่งสามารถดดู กลนื พลงั งานแสงอาทิตยม์ า
ใชใ้ นกระบวนการสงั เคราะหด์ ว้ ยแสง โดยใช้นำ้ และแกส๊
คารบ์ อนไดออกไซดใ์ นอากาศมาผลติ คาร์โบไฮเดรตได้
เนอื้ เยอ่ื ท่ีทำหนา้ ทลี่ ำเลยี งน้ำและแร่ธาตจุ ากดินผ่านรากขึ้นสูล่ ำต้นไป
ยงั ใบและปลายยอดของพชื
เทรคดี อภิธานศพั ท์
ทอ้ งใบ
นำ้ ตาลกลโู คส เซลล์ชนิดหนึ่งของไซเลม มรี ปู ร่างยาวปลายแหลม เม่ือเจรญิ เตม็ ท่ีจะ
ใบเศรษฐีพันล้าน ไมม่ ีนวิ เคลยี ส ผนังเซลล์หนาไม่เท่ากันทง้ั เซลล์
ใบหม้อข้าวหมอ้ แกงลิง บรเิ วณท้องใบมสี ว่ นทเ่ี รยี กว่า ปากใบ (Stoma) อยู่เปน็ จำนวนมาก
ทำหนา้ ทเี่ ปดิ ปดิ เพื่อรกั ษาความสมดุลของของเหลวภายในใบและ
พธิ ลำตน้
พืชใบเล้ียงเดย่ี ว น้าํ ตาลชนดิ หนงึ่ ประเภทโมโนแซก็ คาไรด์ ชนดิ แอลโดเฮ็กโซส มรี ส
พืชใบเลีย้ งคู่ หวานนอ้ ยกว่านา้ํ ตาลทราย ลกั ษณะเปน็ ของแข็งสีขาวมใี นนํ้าผง้ึ และ
โพลารน์ ิวเคลยี ส ผลไมท้ ่ีมรี สหวาน
ไม้ล้มลุก อวบน้ำ ใบเด่ียว เรียงตรงข้าม รูปไข่แกมรูปใบหอก
ปลายใบแหลม คนใบสอบ ขอบใบหยักมนมีตาพิเศษท่ีเกิดเป็น
ต้นเล็กๆ ตามขอบใบจำนวนมาก
พืชท่ีเจริญอยู่ในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ซึ่งเป็นบริเวณที่ขาดธาตุ
ไนโตรเจน ดังนั้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จึงมีวิวัฒนาการหรือมี
การปรับตัว โดยการเปลี่ยนแปลงของใบไปเป็นถุงดักแมลงหรือหม้อ
(pitcher) เพื่อเพิ่มปริมาณธาตุไนโตรเจนให้แก่ลำต้น มีใบที่ลักษณะ
เปลี่ยนแปลงไปทำหนา้ ที่พิเศษ เป็นถุงดักแมลง (pitcher) ไม่มีกลีบ
ดอกและมีรังไขอ่ ยเู่ หนือวงกลบี
เนื้อเยื่อบริเวณกลางลำต้นและรากเป็นเซลล์ที่มีผนังเซลล์บาง ในพืช
บางชนิดเมื่อมีอายุมากการขึ้นไส้ในจะสลายตัวไปกลายเป็นช่องกลาง
ลำตน้
พืชที่มใี บเลี้ยง 1 ใบในระยะเอ็มบริโอ เป็นพืชที่มีลำต้นเป็นปล้อง เส้น
ใบขนานกัน กลุ่มท่อลำเลียงกระจายอยู่ทั่วไป และไม่มีระบบรากแก้ว
เชน่ หญา้ กล้วย ออ้ ย เป็นต้น
พืชที่มีใบเลี้ยง 2 ใบในระยะเอ็มบริโอ เป็นพืชที่มีลำต้นไม่เป็นปล้อง
เส้นใบเป็นร่างแห กลุ่มท่อลำเลียงเป็นระเบียบ มีระบบรากแก้ว เช่น
ถั่ว มะขาม มะม่วง เป็นตน้
นวิ เคลยี สคหู่ น่งึ ที่อยตู่ รงกลางถงุ เอม็ บริโอของพชื ดอก เมอ่ื ผสมกบั
สเปิร์มนิวเคลยี สแลว้ จะเจรญิ เป็นเอนโดสเปิรม์ อยู่ภายในเมล็ดพืช
โฟลเอ็ม อภิธานศัพท์
มัดท่อลำเลียง
รากขน เนื้อเยือ่ ทีท่ ำหน้าทีล่ ำเลียงอาหารในพืชช้นั สูง ประกอบดว้ ยเซลล์
รากฟิโลเดนดรอน รูปร่างตา่ ง ๆ กนั หลายชนดิ
รากสังเคราะห์แสง กลุม่ เนอื้ เย่อื ของพืชทอี่ ยูถ่ ดั จากช้นั เพริไซเคิลเข้าไป ประกอบด้วย
ลำตน้ สงั เคราะหแ์ สง เน้ือเยอ่ื โฟลเอม็ และไซเลม สำหรบั พืชใบเลี้ยงคูจ่ ะมีวาสคิวลาร์
แคมเบยี มอยู่ด้วย
สเปิร์ม เซลล์พืช ทเี่ ปลยี่ นแปลงรูปร่างไปทำหนา้ ทด่ี ดู น้ำและเกลือแรเ่ ขา้ สู่
สารพันธกุ รรม รากพชื
หลงั ใบ รากของพืชชนิดหนึง่ ท่มี ถี ่นิ กำเนดิ ในอเมริกาใต้ ประเทศบราซลิ เป็น
เวสเซล ไมล้ ม้ ลกุ ลักษณะการเจริญเตบิ โตคือใชร้ ากยดึ เกาะต้นไม้อืน่ หรอื อิง
อวัยวะสืบพันธ์ุของพชื อาศัย
รากของพชื ทรี่ ากน้ันมีสีเขยี วทำหน้าทีส่ รา้ งอาหารให้ตวั เองโดยการ
สังเคราะหด์ ้วยแสง เช่น รากกลว้ ยไม้ ไทร โกงกาง ซึ่งจะมีสีเขยี ว
เฉพาะตรงที่ห้อยอย่ใู นอากาศเทา่ นั้น
พืชบางชนิดมีลำต้นเป็นสีเขียวไว้สำหรับสร้างอาหาร โดยวิธีการ
สังเคราะห์ด้วยแสง เช่น ลำต้นของมังกรคาบแก้ว พญาไร้ใบ
กระบองเพชร เป็นต้น
เช้อื ตวั ผู้ทีผ่ สมกับไข่ในการขยายพันธุ์
สารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid; DNA) เป็น
กรดนวิ คลอิ กิ (Nucleic acid) ทีท่ ำหน้าทเ่ี ก็บข้อมลู ทางพันธุกรรมของ
สิ่งมีชวี ิต ดีเอ็นเอส่วนใหญอ่ ย่ใู นรูปโครโมโซม (chromosome) วางตวั
อยู่ ในส่วนนิวเคลียส ภายในเซลลข์ องสง่ิ มีชีวติ
มักจะมีสารคิวติเคิล (Cuticle) เคลือบไว้ชะลอการสูญเสียนำ้ ออกจาก
ใบ เน่อื งจากความรอ้ นของแสงแดด
เซลล์ชนิดหนึ่งของไซเลม มีลักษณะเป็นท่อสั้น ๆ ผนังเซลล์หนาและ
ผนังตรงหัวท้ายของเซลล์เปิดติดต่อกับเซลล์อื่นเรียงกันเป็นท่อยาว
เมอ่ื เจริญเตม็ ท่จี ะไมม่ ีนวิ เคลยี ส
อยภู่ ายในดอก พชื บางชนิดมอี วยั วะเพศผู้ เพศเมยี อยใู่ นดอกเดียวกนั
บางชนิดแยกเป็นดอกตัวผู้และ ดอกตวั เมยี อวัยวะสืบพันธ์เุ พศเมีย
เรยี กว่า เกสรตวั เมีย อวยั วะสืบพนั ธเุ์ พศผเู้ รียกวา่ เกสรตัวผู้
อนภุ าค อภิธานศัพท์
ออสโมซสิ
ชิ้นหรือส่วนขนาดเลก็ มาก, ในทางวิทยาศาสตรม์ กั ใชเ้ รียกสว่ นทม่ี ี
ขนาดเล็กกว่าอะตอม
การเคลือ่ นทขี่ องนำ้ หรือตัวทำละลาย ผา่ นเยอ่ื เลือกผ่าน จากบรเิ วณ
ที่สารละลายมีความเขม้ ขน้ ต่ำ ไปยังบรเิ วณทม่ี ีสารละลายท่ีมคี วาม
เขม้ ข้นสูง