The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุดบันทึกการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jenny230345, 2023-03-16 08:09:53

สมุดบันทึกการเรียนรู้

สมุดบันทึกการเรียนรู้

สมุดบันทึกการเรียนรู้ จัดทําโดย นางสาวจุฑารัตน์ตรงกงนาม รหัสนักศึกษา 64115244121 เสนอ รองศาสตราจารย์ดร. สําราญ กําจัดภัย สมุดบันทึกการเรียนรู้นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รหัสวิชา 21042103 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 หลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร


คํานํา บันทึกการเรียนรู้ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้รหัส 21042103 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จัดทําขึ้นเพื่อสรุปองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับวิชาการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้รวมถึงเกร็ดความรู้ต่างๆ เพื่อใช้ในการทบทวนองค์ความรู้ที่ได้รับในห้องเรียนให้เกิดความรู้และความ เข้าใจในเนื้อหาวิชามากยิ่งขึ้น ผู้จัดทําขอขอบคุณรองศาสตราจารย์ดร. สําราญ กําจัดภัย อาจารย์ผู้สอนที่มอบความรู้และแนวทางการ ศึกษาเกี่ยวกับวิชาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบันทึกการเรียนรู้ฉบับนี้จะ สามารถให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่านไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัย มา ณ ที่นี้ด้วย นางสาวจุฑารัตน์ตรงกงนาม ผู้จัดทํา


ประวัติส่วนตัว ชื่อ-สกุล: นางสาวจุฑารัตน์ตรงกงนาม ชื่อเล่น: เจนนี่ ปัจจุบันศึกษาอยู่: ชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์สาขาวิชาคณิตศาสตร์ สถานศึกษา: มหาวิยาลัยราชภัฏสกลนคร รหัสนักศึกษา: 64115244121 วัน/เดือน/ปีเกิด: 23/03/2545 อายุ: 20 ปี หมายเลขโทรศัพท์: 06-2476-8262 คติประจําใจ: ทําวันนี้ให้ดีที่สุด


อาจารย์ผู้สอน รองศาสตราจารย์ดร. สําราญ กําจัดภัย อาจารย์ประจํารายวิชาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ รหัสวิชา 21042103 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร


ใบสัญญาการเรียนและบันทึกการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน ใบสัญญาการเรียน บันทึกการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน


สัปดาห์ที่ 1 แนวคิดเกี่ยว กับการเรียนรู้ 4 . / ·


ความหมายของการเรียนรู้ การเรียนรู้หมายถึง “การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร อันเนื่องมา จากการได้รับประสบการณ์ พฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากพลังความ สามารถของสมอง ซึ่งไปปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อม เช่น ความจํา ความ เข้าใจ การคิดในรูปแบบต่างๆ พฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านจิตพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านทักษะพิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความ รู้สึก ความเชื่อ เจตคติซึ่งเป็นราก ฐายที่ก่อให้เกิดบุคลิกภาพ หรือ ลักษณะนิสัยของบุคคล เป็นความสามาถของบุคคลในการใช้อวัยวะ ต่าง ๆ ของร่างกายทํางานอย่างประสานสัมพันธ์ กัน ด้านความรู้หรือความจํา ความเข้าใจ การแปลความ การนําไปใช้ การตีความ การขยายความ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การวิเคราะห์ส่วนประกอบ การวิเคราะห์หลักการ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ Bloom และคณะ ได้จําแนกระดับความสามารถทาง สมอง 6 ระดับ ลําดับขั้นลักษณะนิสัยของบุคคล 2. ขั้นตอบสนอง 3. ขั้นเห็นคุณค่า 4. ขั้นจัดค่านิยม 5. ขั้นสร้างลักษณะนิสัยจากค่านิยม 1. ขั้นการรับรู้ ขั้นการเกิดทักษะของ Dave 1. รับรู้และเลียนแบบ 3. ลดความผิดจนสามารถทําได้ถูกต้อง 2. ลงมือปฏิบัติและทําตามได้ 4. ปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและตรอเนื่อง 5. ปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขั้นการเกิดทักษะของ simpson 1. การรับรู้ 2. การเตรียมความพร้อม 3. การตอบสนองตามแนวชี้แนะ 4. การปฏิบัติได้ด้วยตนเอง 5. การตอบสนองที่ซับซ้อน 6. การดัดแปลง 7. การริ่เริม / · - : ↳ · & - · บ - -


การเรียนรู้หมายถึง “การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวรทั้งที่เป็นพฤติกรรมที่ แสดงออกให้ชัด หรือพฤติกรรมที่แฝงอยู่ในตัว พร้อมที่จะแสดงออกมาได้ทุกเมื่อ และใน ความหมายของพฤติกรรมการเรียนรู้ Bloom และคณะ ได้ให้ความหมายพฤติกรรมการเรียนรู้ 3 ด้านใหญ่ ๆ ได้แก่ 1) พฤติกรรมด้านพุทธิพิสัย ก็จะเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากพลังความสามารถ ทางสมอง มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทําให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นในตัวบุคคล 2) พฤติกรรมด้านจิต พิสัย เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ความเชื่อ เจตคติค่านิยม จนทําให้เกิดเป็นลักษณะ นิสัยของบุคคล และ 3) พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย เป็นทักษะของบุคคลในการ เคลื่อนไหว การปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การวาดภาพ การอ่านออกเสียงบทร้อยกลอง การร้อง เพลง การพูด อภิปราย การเต้นตามจังหวะดนตรีเป็นต้น


สัปดาห์ที่ 2 แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ == ( ..


แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการ วัดและประเมินผลการเรียนรู้ แนวคิดเกี่ยวกับการวัดผล แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผล แนวทางการนําผลการประเมิน การเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์ บทสรุป การวัดผลการเรียนรู้เกิดจากสองคํามารวมกัน คือ การวัดผล กับการ เรียนรู้ซึ่งหมายถึง กระบวนการที่ครูผู้สอนนําเครื่องมืออย่างใดอย่าง หนึ่งไปใช้กับผู้เรียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนตอบสนอง พฤติกรรมการเรียนรู้ออกมา การประเมินผลการเรียนรู้คือ การเก็บรวบรวมข้อมูล และจัดกระทํา หรือวิเคราะห์ข้อมูล มีการใช้ในขณะดําเนินการจัดการเรียนการสอน อย่างต่อเนื่อง และการจัดการเรียนการสอนเพื่อหาข้อสรุป 1. การใช้ผลการประเมินเพื่อวางแผนจัดการเรียนรู้ 2. การใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงพัฒนา 3. การใช้ผลการประเมินเพื่อสรุปและตัดสินผลการเรียนรู้ 4. การใช้ผลการประเมินเพื่อรายงานต่อผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง การวัดผล มีวิธีการวัด 2 อย่าง คือการวัดทางตรง และทางอ้อม การวัด และประเมินผลการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ครอบคลุม ส่วนการวัดผล เป็น เพียงองค์ประกอบย่อยหนึ่งในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล * · # #


สรุปแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ การวัด เป็นกระบวนการกําหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทนปริมาณหรือคุณภาพของสิ่งที่ต้องการวัด แต่การวัดผล คือการวัด สิ่งที่สนใจเพียงแค่อันเดียวที่เกิดจากการกระทําหรือกิจกรรมต่าง ๆ การวัดผลการเรียนรู้มีวิธีการใหญ่ ๆ 2 วิธีคือ การวัดทางตรง คือ การวัดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรม และการวัดทางอ้อม คือ การวัดที่มีลักษณะเป็นนามธรรม การวัดผลการเรียนรู้มีองค์ประกอบ สําคัญ ได้แก่ สิ่งที่ต้องการวัดผล วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผล และข้อมูลซึ่งเป็นตัวเลขหรือสัญลักษณ์แทนปริมาณคห รือคุณภาพของพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ได้จากการวัด การประเมินผลการเรียนรู้คือการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูล มีการใช้ในขณะดําเนินการจัดการเรียนการสอนอย่าง ต่อเนื่อง (Fomative) และเพื่อตัดสินผลการเรียนรู้ (Summative) แนวทางการนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์คือ 1. การใช้ผลการประเมินเพื่อวางแผนการเรียนรู้ 2. การใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงพัฒนา 3. การใช้ผลการประเมินเพื่อสรุปและตัดสินผลการเรียนรู้ 4. การใช้ผลการประเมินเพื่อรายงานต่อผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง


สัปดาห์ที่ 3 ความสําคัญ ประเภท หลักการ และจุดมุ่งหมาย ของการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ 4 ส ~ 1 =กร


ความสําคัญ ประเภท หลักการ และจุดมุ่งหมาย ของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ความสําคัญของการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ประเภทของการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ หลักการของการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายของการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ ความสําคัญต่อผู้เรียน: วัดประเมินผลก่อนเรียนเพื่อ ให้ผู้เรียนทราบพื้นฐานความรู้ตัวเอง วัดระหว่าง เรียนเพื่อให้ผู้เรียนได้แก้ไขข้อผิดพลาดของตัวเอง และวัดเพื่อสรุปผลการเรียน ความสําคัญต่อผู้สอน: เพื่อจะทําให้ทราบว่านักเรียนมี พื้นฐานมากน้อยเพียงใด และสามารถนําไปเตรียมการ จัดการเรียนการได้เหมาะสมกับนักเรียน 1. จําแนกตามขั้นตอนการจัดการเรียน 1.1 การวัดและการประเมินเพื่อจัดวางตําแหน่ง 1.2 การวัดและการประเมินเพื่อวินิจฉัย 1.3 การวัดและการประเมินเพื่อการพัฒนา 1.4 การวัดและการประเมินเพื่อสรุปผลการเรียนรู้ 2. จําแนกตามวิธีแปลความหมายผลการ เรียนรู้หรือตามอ้างอิง 2.1 การวัดและการประเมินแบบอิงตน 2.2 การวัดและการประเมินแบบอิงกลุ่ม 2.3 การวัดและการประเมินแบบอิงเกณฑ์ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจ สอบ ตีความผลการเรียนรู้และพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดของหลักสูตร นําผลไปปรับปรุง พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และใช้เป็นข้อมูลสําหรับการตัดสิน ผลการเรียนรู้ การกําหนดจุดมุ่งหมายตามบทบาทและหน้าที่สําคัญ ของ การวัดและประเมินผลนั้น จะครอบคลุมทั้งระบบ การศึกษา และทุกระดับชั้นของการวัดและประเมินผล การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถาน ศึกษา และระดับที่สูงกว่าขึ้นไป · · @ · - * # · # # ·


สรุปความสําคัญ ประเภท หลักการ และจุดมุ่งหมาย ของการวัดและเมินผลการเรียนรู้ ความสําคัญของการวัดและประเมินผลของการเรียนรู้มีความสําคัญที่สุดคือผู้เรียนและผู้สอน การวัดและประเมิน ผล จะมีการวัดก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน จะทําให้ผู้เรียนทราบพื้นฐานความรู้ของตัวเอง และสามารถ นําไปแก้ไขข้อบกพร่องของตัวเองได้หรือหาความรู้เพิ่มเติม ในส่วนของผู้สอนก็จะทําให้ทราบพื้นฐานความรู้ของ นักเรียนและสามารถนําไปจัดระเบียบการสอนได้อย่างดี ประเภทของการวัด ในการวัดประเมินผลการเรียนรู้ตามขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน ก็จะมีการวัดประเมิน เพื่อวางตําแหน่ง กาาวัดประเมินเพื่อวินิจฉัย การวัดประเมินผลเพื่อการพัฒนา และการวัดประเมินเพื่อสรุปผลการ เรียนรู้ในการวัดผลการเรียนรู้จําแนกตามวิธีการแปลผลการเรียนรู้จะมี 3 ประเภท ได้แก่ การวัดและการประเมิน แบบอิงตน การวัดและประเมินแบบอิงกลุ่ม การวัดและประเมินแบบอิงเกณฑ์ หลักการของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม ตรวจสอบ ตีความผลการเรียนรู้ และพัฒนาด้านต่างๆของผู้เรียน จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้การกําหนดจุดมุ่งหมายตามบทบาทและหน้าที่สําคัญของ การวัดและประเมินผล จะครอบคลุมทั้งระบบการศึกษา และทุกระดับของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้


สัปดาห์ที่ 4 แบบทดสอบความเรียง หรือแบบทดสอบอัตนัย 1. .....


แบบทดสอบความเรียง หรือแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบความเรียง เป็นชุดของข้อคําถามที่ผู้สอนกําหนดขึ้น เพื่อให้ผู้เขียนเรียบเรียงคําตอบได้อย่างอิสระ โดยใช้ความรู้ความ สามารถในการคิดระดับสูง อาทิวิเคราะห์สังเคราะห์ริเริ่ม สร้างสรรค์และประเมินค่า ความหมาย หลักการ แนวทางการให้คะแนน 1) เลือกและกําหนดผลการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ สติปัญญาขั้นสูง 2) กําหนดแต่จํานวนข้อคําถามในแต่ละผลการเรียนรู้ 3) เขียนข้อคําถามโดยใช้ถ้อยคําที่ชัดเจน 4) ระบบุนํ้าหนักคะแนน ความยาวของคําถาม ระยะ เวลาทําแต่ละข้อ 5) ระบุเกณฑ์การให้คะแนนข้อสอบความเรียงให้ผู้ เรียนทราบด้วย 6) ตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของข้อสอบก่อนนําไปใช้ ตรวจสอบด้วยตนเอง สอบถามเพื่อนร่วมงานที่มีความรู้ 7) หลังการนําข้อสอบไปใช้ควรมีการทบทวนแนวคํา ตอบของผู้เรียนในแต่ละข้อ 1) สร้างเกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) อย่างชัดเจน 2) ควรระมัดระวังเกี่ยวกับความลําเอียงหรืออคติ 3) ควรตรวจให้คะแนนคําตอบผู้เรียนทุกคนเสร็จทีละ ข้อคําถามในเวลาที่ต่อเนื่องกัน 4) ในกรณีที่จําเป็นต้องใช้ให้ตรวจหลายคน และผู้ ตรวจทุกคนไม่สามารถตรวจทุกข้อคําถามได้ “ควรแบ่ง ข้อสอบให้ผู้ตรวจคนละหนึ่งหรือสองข้อ แล้วตรวจให้ คะแนนข้อนั้นๆ ของผู้เรียนทุกคน 5) ในขณะตรวจข้อคําถามหนึ่ง ควรเก็บรวบรวม บันทึกข้อผิดพลาดต่างๆไว้ 6) ไม่ควรนําเอาประเด็นความถูกต้องเกี่ยวกับไวยากรณ์ หรือการผิดพลาดเกี่ยวกับการสะกดคํา มาเป็นเกณฑ์ ให้คะแนนคําตอบ # · ·


สรุปแบบทดสอบความเรียง หรือแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบความเรียง เป็นชุดของข้อคําถามที่ผู้สอนกําหนดขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนเรียบเรียงคําตอบอย่างอิสระ โดยใช้ ความรู้ความสามารถในการคิดระดับสูง จะมีหลักการในการสร้างแบบทดสอบความเรียง คือเลือกและกําหนดผลการเรียนที่ เกี่ยวข้องกับการใช้สติปัญญาขั้นสูงที่ไม่สามารถวัดได้ได้แบบทดสอบปรนัย กําหนดจํานวนข้อคําถามได้แต่ละผลการเรียน รู้ที่เลือกไว้โดยใช้ข้อคําถามที่คําตอบไม่ยาวนัก มีการเขียนข้อคําถามโดยใช้ถ้อยคําที่ชัดเจน มีการระบุนํ้าหนักคะแนน ความยาวของคําตอบและช่วงเวลาในการทําข้อสอขแต่ละข้อ แนวทางการตรวจให้คะแนนของข้อสอบความเรียง จะต้องมีเกณฑ์การให้คะแนน Rubrics อย่างละเอียดชัดเจน โดย ได้แต่ละข้อคําถามควรสร้างแบบจําลองคําตอบที่แยกย่อยคําตอบเป็นประเด็นๆ สําคัญพร้อมระบุนํ้าหนักคะแนนได้แต่รับ ประเด็นย่อย ระมัดระวังเกี่ยวกับความเอียงหรืออคติไม่ควรเอาประเด็นความถูกต้องของไวยากรณ์หรือข้อผิดพลาด เกี่ยวกับการสะกดคํา มาเป็นเกณฑ์ในการตรวจให้คะแนนคําตอบของผู้เรียน


สัปดาห์ที่ 5 แบบทดสอบปรนัย ชนิดถูกผิด * ส ! =


แบบทดสอบ ปรนัย ชนิดถูกผิด แบบทดสอบปรนัยชนิดถูกผิด เป็นชุดของ ข้อความซึ่งเขียนอยู่ในรูปประโยคบอกเล่าธรรมดา หรือประโยคคําถามก็ได้ให้ผู้เรียนพิจารณา โดย เลือตอบ “ถูก-ผิด” หรือ “จริง-ไม่จริง” หรือ “ใช่-ไม่ใช่” เป็นต้น ความหมาย หลักการ 1) เขียนคําชี้แจงในการทําแบบทดสอบให้ชัดเจน ว่าให้ผู้เรียน ตอบอย่างไร เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ 2) ข้อความที่เป็นสถานการ์ของข้อคําถามจะต้องถูกต้องแท้จริงอย่าง ใดอย่างหนึ่ง 3) ควรเขียนคําถามด้วยภาษาเรียบง่าย 4) ในแต่ละข้อคําถามควรถามเพียงประเด็นเดียว 5) ในแต่ละข้อคําถามควรมีข้อมูลสารสนเทศพื้นฐานที่เพียงพอ 6) หลีกเลี่ยงการลอกข้อคําถามมาจากหนังสือ 7) ข้อคําถามทั่วไปนิยมอยู่ในประโยคบอกเล่า 8) ควรหลีกเลี่ยงคําศัพท์ที่ผู้เรียนไม่คุ้นเคย 9) ควรหลีกเลี่ยงคําถามบ่งชี้คําตอบ 10) ไม่ควรใช้ข้อความปฏิเสธซ้อน 11) คําถามควรถูกหลักวิชาการ 12) สิ่งที่กําหนดถูกหรือผิดเป็นส่วนสําคัญ ของข้อความ 13) ข้อคําถามควรเป็นอิสระแก่กัน 15) ข้อถูกและข้อผิดควรอยู่กระจายกันออกไป 14) ควรให้มีจํานวนถูกหรือผิดใกล้เคียงกัน 16) ในกรณีข้อสอบหลายประเภทอยู่รวมกัน ควรจัด ข้อสอบแบบถูก-ผิด ไว้ต้นๆ แบบทดสอบ * - -


สรุปแบบทดสอบปรนัย ชนิดถูกผิด แบบทดสอบปรนัยชนิดถูกผิด (True or false test) เป็นชุดของ ข้อความซึ่งอาจเขียนอยู่ในรูปประโยคบอกเล่าธรรมดา หรือประโยคคําถามก็ได้ เพื่อให้ผู้เรียนพิจารณาว่าข้อความนั้น ๆ ถูกหรือผิดตามหลักวิชา โดยอาจเลือก ตอบจากสองทางเลือกระหว่าง “ถูก-ผิด” หรือ “จริง-ไม่จริง” หรือ “ใช่- ไม่ใช่” เป็นต้น แบบทดสอบประเภทนี้มีประโยชน์สําหรับการค้นหาว่าผู้ เรียนสามารถที่จะแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และระบุข้อเท็จจริง เหล่านั้นได้ว่าถูกหรือผิด ตามหลักวิชาการของศาสตร์นั้น ๆ หรือหลักความ จริงทั่วไป


สัปดาห์ที่ 6 แบบทดสอบปรนัย ชนิดจับคู่


ความหมาย แบบทดสอบปรนัย ชนิดจับคู่ แบบทดสอบปรนัยชนิดจับคู่ เป็นรูปแบบ ทดสอบปรนัยหนึ่ง ซึ่งลักษณะทั่วไปมักจะวาง กลุ่มคํา วลีตัวเลข ไว้เป็น 2 คอลัมน์คอลัมน์ ซ้าย และคอลัมน์ขวา หลักการ 1) คํา วลีตัวเลข สัญลักษณ์ต่างๆ ทางที่อยู่คอลัมน์คําถาม คอลัมน์คําตอบ ควรเป็นเนื้อหาเดียวกัน 2) เขียนคําชี้แจงในการจับคู่ระหว่างชุดรายการคําถามกับชุด รายการคําตอบให้ชัดเจน 3) ทบทวนรายการข้อคําถามและข้อคํา ตอบของชุดข้อสอบจับคู่อย่างรอบคอบ 4) ควรกําหนดจํานวนรายการข้อ คําถามอยู่ในช่วง 5 ถึง 8 ข้อ ไม่ ควรเกิน 10 ข้อ 6) เรียงลําดับก่อนหลังของรายการ ข้อคําตอบอยู่ทางขวามือ 7) ควรจัดข้อสอบจับคู่ให้อยู่ใน กระดาษหน้าเดียวกัน 5) ชุดข้อสอบจับคู่ แต่ละข้อมี โอกาสเดาถูกไม่เท่ากัน ข้อแรกๆ เดาถูกน้อย ส่วนข้อหลังๆ เดาถูก มากขึ้น


สรุปแบบทดสอบปรนัยชนิดจับคู่ แบบทดสอบปรนัยชนิดจับคู่ (Matching test) เป็นรูปแบบหนึ่งของแบบทดสอบปรนัย ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปมักจะวางกลุ่มของคํา วลีตัวเลข หรือ สัญลักษณ์ไว้เป็น 2 คอลัมน์คือ คอลัมน์ซ้ายและคอลัมน์ขวา โดยที่คอลัมน์ซ้ายจะวางคํา วลีตัวเลข หรือสัญลักษณ์เป็นข้อ ๆ เรียกว่า กลุ่มข้อคําถาม ส่วนคอลัมน์ขวาจะวางคํา วลีตัวเลข หรือสัญลักษณ์ตามลําดับตัวอักษร เรียกว่า กลุ่มคําตอบ ซึ่งในการตอบผู้เรียนจะอ่านหรือสังเกตคํา วลีตัวเลข หรือสัญลักษณ์ใน คอลัมน์ซ้ายแต่ละข้อ จากนั้นก็จะพิจารณาดูว่ามีความเกี่ยวข้อง หรือสามารถจับคู่ได้กับคํา วลี ตัวเลข หรือสัญลักษณ์ในคอลัมน์ขวาใด


สัปดาห์ที่ 7 แบบทดสอบปรนัย ชนิดเติมคําและตอบสั้น ( /


ความหมาย แบบทดสอบเติมคํา เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดหนึ่งที่มุ่งให้ผู้ เรียนคิดหาคําตอบด้วยตนเอง ซึ่งอาจเป็นคํา วลีหรือประโยค แล้ว เขียนคําตอบนั้นลงในช่องว่างต่อจากข้อความ แบบทดสอบชนิดตอบสั้น เป็นแบบทสอบปรนัยชนิดหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนตอบข้อสอบในรูป ของประโยคหรือประโยคคําสั่ง โดยการเขียนตอบสั้นๆ กระชับ ตรงตามขอบเขตคําตอบ หลักการ แบบทดสอบปรนัยชนิดเติมคํา แบบทดสอบปรนัยชนิดตอบสั้น 1) ให้ข้อแนะนําในการตอบข้อสอบอย่างชัดเจน 2) เขียนประโยคข้อความที่เป็นข้อคําถามให้ชัดเจนและสมบูรณ์ 3) ประโยคข้อความที่เป็นคําถามควรสร้างขึ้นใหม่ ไม่ควรนํามาจากบทเรียน หนังสือ 4) ควรเว้นช่องสําหรับเติมคําตอบให้มีความยาวเพียงพอในการเขียนตอบ 5) ข้อคําถามควรเป็นเรื่องที่สําคัญของบทเรียน 1) ให้ข้อแนะนําในการตอบข้อสอบอย่างชัดเจน 2) เขียนข้อคําถามให้ชัดเจนในรูปของประโยคคําถาม หรือประโยคคําสั่ง 3) ข้อคําถามควรให้มีคําตอบถูกต้องเพียงคําตอบเดียว 4) โดยปกติข้อสอบชนิดเขียนตอบแบบสั้น ๆ มักจะวัดเนื้อหา ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม · · · & / & & ·> ( *


แบบทดสอบปรนัยชนิดเติมคําและชนิดตอบแบบสั้น แบบทดสอบชนิดเติมคํา (Completion test) เป็น แบบทดสอบปรนัยชนิดหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียนคิดหาคําตอบด้วยตนเอง ซึ่งอาจเป็นคํา วลีหรือประโยค แล้วเขียนคํา ตอบนั้นลงในช่องว่างต่อจากข้อความที่ได้เขียนค้างไว้เพื่อให้เป็นข้อความที่ถูกต้องสมบูรณ์สมเหตุสมผล หรือ ตรงตามข้อเท็จจริง ข้อสอบประเภทนี้เหมาะสําหรับการวัดด้านเนื้อหา ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ แบบทดสอบชนิดตอบแบบสั้น (Short answer test) เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดหนึ่งที่มุ่งให้ผู้เรียน ตอบข้อสอบซึ่งอยู่ในรูปของประโยคคําถามหรือประโยคคําสั่ง (ไม่ใช่ประโยคบอกเล่า) โดยการเขียนคําตอบขึ้นมา เองสั้น ๆ กระชับ ตรงตามความเป็นจริง หรืออยู่ในขอบเขตคําตอบที่ข้อสอบกําหนด ข้อสอบชนิดตอบแบบสั้นนั้น โดยปกติมักจะวัดความสามารถด้านเนื้อหาความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถประยุกต์ใช้วัด สติปัญญาในระดับสูงได้เช่นกัน ซึ่งการประยุกต์ใช้นี้สามารถทําได้ง่ายและดีกว่าข้อสอบแบบเติมคํา


สัปดาห์ที่ 8 แบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ส ↑ <


แบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ ความหมาย หลักการ แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ เป็นปรนัย ชนิดหนึ่งที่มีการกําหนดคําตอบไว้หลาย ตัวเลือกในข้อสอบแต่ละข้อ สําหรับให้ ผู้เรียนได้เลือกตอบ 1) ควรเขียนข้อคําถามให้ชัดเจน กระชับ รัดกุม 2) ข้อสอบแต่ละข้อควรมีจํานวนตัวเลือกอยู่ในช่วง 3 ถึง 5 ตัวเลือก 3) ในส่วนที่เป็นคําถามของข้อสอบ นิยมเขียนให้มีรายละเอียดเนื้อหาไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้งว 4) หลีกเลี่ยงการใช้ข้อความต่างๆที่คัดลอกจากหนังสือตํารา 5) ข้อคําถามประเภทให้เลือกคําตอบที่ดีที่สุด 6) หลีกเลี่ยงการสร้างข้อคําถามที่เป็นเชิงลบหรือปฏิเสธ 7) ต้องแน่ใจว่าข้อสอบข้อหนึ่ง ที่ตัวเลือกซึ่งเป็นคําตอบที่ ถูกที่สุดเพียงคําตอบเดียว 8) หลีกเลี่ยงการใช้คํา ข้อความ หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่ เป็นการชี้แนะคําตอบที่ถูก 9) ต้องมั่นใจว่าตัวเลือกทั้งหมดมีความถูกต้องตามหลัก ไวยากรณ์ 10) หลีกเลี่ยงการสร้างข้อสอบที่มีตัวเลือก ผิดทุกข้อ หรือ ถูกทุกข้อ 11) หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่คลุมเครือ 12) หลีกเลี่ยงการใช้คําขยายบ้างคําที่ไม่เหมาะสมในตัวเลือก


สรุปแบบทดสอบ ปรนัยชนิดเลือกตอบ แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple choice test) เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดหนึ่งที่มีการกําหนดคําตอบไว้หลาย ตัวเลือกในข้อสอบแต่ละข้อสําหรับให้ผู้เรียนได้เลือกตอบตามต้องการซึ่งข้อสอบแต่ละข้อจะประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ 1) ส่วนของ คําถามนําหรือคําถามหลัก (Stem) ซึ่งสามารถเขียนได้ 2 รูปแบบ คือ เขียนเป็นคําถาม โดยตรง (Direct-question format) กับเขียนเป็นประโยคหรือข้อความที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete-sentence format) และ 2) ส่วนของตัวเลือก (Alternatives) หรือคําตอบทั้งหมดที่กําหนดให้เป็นทางเลือกในการตอบคําถามข้อนั้น ๆ ซึ่งตัวเลือกมี 2 ชนิด คือ ตัวเลือกที่เป็นคําตอบถูกและตัว เลือกที่เป็นคําตอบผิดหรือตัวลวง การสร้างแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบควรพิจารณาและวางแผนอย่างรอบคอบเกี่ยวกับความเหมาะสมของแบบทดสอบทั้ง ฉบับ ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ ความสอดคล้องและครอบคลุมกับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการวัด จํานวนข้อของแบบ ทดสอบกับระยะเวลาในการทําข้อสอบ และความชัดเจนในคําชี้แจงของแบบทดสอบ


สัปดาห์ที่ 9 การตรวจสอบคุณภาพ ของแบบทดสอบ * ส /


การตรวจสอบคุณภาพ ของแบบทดสอบ ความเที่ยงตรง ความเป็นปรนัย ความยากรายข้อ ความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา เป็นคุณภาพของแบบ ทดสอบที่บ่งบอกว่า ตัวอย่างข้อสอบทั้งหมดของ แบบทดสอบฉบับนั้นวัดได้ถูกต้อง สอดคล้องและ ครบถ้วนตามขอบเขตของเนื้อหาที่ต้องการ ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง เป็นคุณภาพของ แบบทดสอบที่บ่งบอกว่า ข้อสอบทั้งหมดใน แบบทดสอบฉบับและสามารถวัดตัวแปรที่ ต้องการวัดได้ถูกต้อง สอดคล้องตามโครงสร้าง เชิงทฤษฎีของตัวแปรที่ต้องการวัด ความเที่ยงตรงเกณฑ์สัมพันธ์ ความเที่ยงตรงตามสภาพ ความเที่ยงตรงตามพยากรณ์ ความเป็นปรนัย เป็นลักษณะที่ดีอย่างหนึ่ง ของแบบทดสอบทั้งฉบับ ที่บ่งบอกว่าแบบ ทดสอบชุดนั้นมีความชัดแจ้งในการเคลียร์ ครับชี้แจงและข้อคําถามแต่ละข้อ คุณสมบัติ 3 ประการ 1) ภาพชัดแจ้งของข้อคําถามที่ไม่ว่าจะเป็นทดสอบหรือผู้ตรวจได้ก็ แปลความหมายได้ตรงกัน 2) ความสอดคล้องหรือตรงกันในการตรวจให้คะแนนแต่ละข้อ 3) ความสอดคล้องตัวการในการแปลความหมายของคะแนน การวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบเป็นรายข้อคําถาม ที่มีความสําคัญสมควรพิจารณาก็คือ การวิเคราะห์ “ดัชนี ความยากรายข้อ” จําแนกเป็น 2 กรณีคือ 1) กรณีที่คะแนนเป็น 0 กับ 1 2) กรณีที่คะแนนไม่ใช่ 0กับ1 อํานาจจําแนก ระดับคุณภาพของข้อสอบแต่ละ ข้อของแบบฉบับที่บ่งบอกว่า สามารถแยกเป็นกลุ่ม คือกลุ่มสูง และกลุ่มตํ่า ความเชื่อมั่น เป็นคุณสมบัติที่ดีอย่างหนึ่ง ของแบบทดสอบทั้งฉบับ ที่บ่งบอกว่า สามารถวัดได้ตรงคงเส้นคงวา ซึ่งหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับได้จาก แบบทดสอบอิงกลุ่ม และแบบทดสอบอิงเกณฑ์ * M * # M * * My · AMD * &


สรุปการตรวจสอบคุณภาพ ของแบบทดสอบ การตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ เป็นสิ่งสําคัญที่ช่วยทําให้การวัดผลมีคุณภาพ ซึ่งเกณฑ์หรือ คุณลักษณะในการประเมินคุณภาพแบบทดสอบที่สําคัญ ได้แก่ ความเที่ยงตรง ความเป็นปรนัย ความยาก อํานาจ จําแนก และความเชื่อมั่น โดยที่แบบทดสอบทุกประเภททั้งที่เป็นแบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm-reference test) และแบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion-reference test) จะต้องมีคุณภาพทั้ง 4 ด้าน คือ ความเที่ยงตรง ความ เป็นปรนัย อํานาจจําแนก และความเชื่อมั่น ส่วนคุณภาพด้าน “ความยาก” จะเน้นเฉพาะแบบทดสอบอิงกลุ่ม ส่วน แบบทดสอบอิงเกณฑ์ไม่นิยมหาความยากเนื่องจากข้อสอบแต่ละข้อมุ่งวัดให้ตรงและครอบคลุมจุดประสงคก์ารเรียนรู้ จุดเน้นของการทดสอบคือการรอบรู้หรือบรรลุตามเกณฑ์มาตรฐานที่กําหนด ความยากหรือความง่ายของข้อสอบจึง ไม่ใช่ประเด็นสําคัญ


สัปดาห์ที่ 10 การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ 1) ·


การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ความหมาย ประเภทของตัวชี้วัด การกําหนดหลักฐาน การเรียนรู้ วิธีการวิเคราะห์ตัวชี้วัดเพื่อ ออกแบบหน่วยการเรียนรู้ 1. มาตรฐานการเรียนรู้หมายถึง สิ่งที่ผู้เรียน ฝึกปฏิบัติมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ที่พึงประสงค์ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน 2. ตัวชีเวัด หมายถึง สิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และ ปฏิบัติไว้รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนใน แต่ละระดับชั้น ซึ่งสะท้อนมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม และเป็นเกณฑ์สําคัญสําหรับการวัดและ ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพของผู้เรียน แนวคิดของ Stiggins 1. ตัวชี้วัดด้านความรู้ความเข้าใจ 2. ตัวชี้วัดการคิดอย่างมีเหตุผล 3. ตัวชี้วัดด้านทักษะการปฎิบัติ 4. ตัวชี้วัดด้านผลผลิต 5. ตัวชี้วัดด้านจิตนิสัย หลักฐานการเรียนรู้จําแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1) ผลผลิต เช่น สิ่งประดิษฐ์แบบจําลอง แผนภูมิเป็นต้น 2) ผลการปฏิบัติ เช่น การสาธิต การนําเสนอ การอภิปราย เป็นต้น ขั้นที่ 1 ค้นหา “คําสําคัญ” ขั้นที่ 2 กําหนดหลักฐานการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 กําหนดวิธีการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ ขั้นที่ 4 กําหนดเครื่องมือที่ใช้ในการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ขั้นที่ 5 กําหนดกิจกรรมการเรียนรู้หรือวิธีการ จัดการเรียนการสอน


สรุปการวิเคราะห์ตัวชี้วัด สู่การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ การวิเคราะห์ตัวชี้วัดสู่การออกแบบหน่วยการเรียนรู้เป็นกิจกรรมสําคัญที่ผู้สอนควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง เพราะ มันคือเป้าหมายการเรียนรู้ที่ต้องยึดในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน อันจะนําไปสู่การบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ ที่สัมพันธ์กันเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติมีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้ เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้ง ระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้สะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร ต้องสอนอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวม ทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา ส่วนตัวชี้วัดเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้รวมทั้ง คุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นํา ไปใช้ในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหน่วยการเรียนรู้จัดการเรียนการสอนและเป็นเกณฑ์สําคัญสําหรับการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน


สัปดาห์ที่ 11 การออกแบบ หน่วยการเรียนรู้ 1 / /


การออกแบบ หน่วยการเรียนรู้ ความหมาย “ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน“ เป็นการ วางแผนและจัดทําหน่วยการเรียนรู้ซึ่งเป็นสาระการ เรียนรู้กลุ่มย่อยของรายวิชา โดยมี “มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัด“ เป็นเป้าหมายสําคัญของการเรียนรู้ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยใช้วิธีกระบวนการออกแบบย้อนกลับ ประกอบด้วย 1) ชื่อหน่วยการเรียนรู้ 2) มาตรฐานและตัวชี้วัด หรือผลการเรียนรู้(รายวิชาเพิ่มเติม) 3) สาระสําคัญ 4) สาระการเรียนรู้ 5) ชิ้นงานหรือภาระงานที่ให้ผู้เรียนปฏิบัติ 6) วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 7) กิจกรรมการเรียนรู้หรือวิธีการจัดการเรียนรู้ 8) เวลาเรียน และนํ้าหนักคะแนนประจําหน่วยการเรียนรู้ ขั้นตอนการออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยใช้วิธีกระบวนการออกแบบย้อนกลับ ขั้นตอนที่ 1 ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือขั้นกําหนดเป้าหมาย หรือกําหนดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 2 กําหนดหลักฐานการเรียนรู้ที่ยอมรับได้ ขั้นตอนที่ 3 วางแผนและจัดประสบการณ์การเรียนรู้หรือการเรียนการสอน # - #


สรุปการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ การออกแบบหน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐาน โดยใช้กระบวนการออกแบบย้อนกลับ เป็นการวางแผนและจัดทําหนว่ยการเรียนรู้ซึ่ง เป็นสาระการเรียนรู้ย่อยของรายวิชาโดยมี “มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด” เป็นเป้าหมายสําคัญของการเรียนรู้ซึ่งในการออกแบบจะ ต้องมีการวิเคราะห์เชื่อมโยงมาตรฐานและตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้วิธีการจัดการเรียนการสอน วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้อย่าง สัมพันธ์กัน เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในหน่วยการเรียนรู้นั้น ๆ ซึ่งเกี่ยวกับการออกแบบ หน่วยการเรียนรู้อิงมาตรฐานนี้จัดว่าเป็นขั้นตอนสําคัญที่สุดในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาในแบบหลักสูตรอิงมาตรฐาน เพราะเป็น ส่วนที่จะนํามาตรฐานการเรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติในการเรียนการสอนอย่างแท้จริง การออกแบบหลักสูตรหรือหน่วยการเรียนรู้จะต้องเริ่มต้นจากการระบุผลลัพธ์ที่ต้องการให้ชัดเจนว่า อะไรคือสิ่งที่ผู้เรียนควรรู้เข้าใจ และควรทําได้เพื่อเป็นเป้าหมายปลายทางของการเรียนรู้จากนั้นพิจารณากําหนดหลักฐานการเรียนรู้ที่ยอมรับได้รวมทั้งวิธีการวัดและ ประเมินผลตัวหลักฐานการเรียนรู้นั้น ๆ เพื่อตรวจสอบการบรรลุตามมาตรฐานผลลัพธ์ที่ต้องการ ท้ายสุดของการออกแบบให้พิจารณา วางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้หรือการเรียนการสอน เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะให้ผู้เรียนได้ทําในระหว่าง การจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสื่อและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จําเป็น ซึ่งทุกขั้นตอนของกระบวนการออกแบบย้อนกลับ ต้องเชื่อมโยง สัมพันธ์กันอย่างเป็นเหตุเป็นผล


สัปดาห์ที่ 12 การประเมินจากการสื่อสาร ระหว่างบุคคล 1 / =


การประเมิน จากการสื่อสาร ระหว่างบุคคล ความหมาย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการสื่อสาร ระหว่างบุคคล หมายถึง กระบวนการเก็บ รวบรวมวิเคราะห์ตีความ บันทึกข้อมูลที่ได้จาก การติดต่อสื่ิอสาร ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ การสื่อสารระหว่างบุคคล องค์ประกอบ เป็นกระบวนการของติดต่อสื่อสาร หรือการแสดงปฏิกิริยา โต้ตอบ ระหว่างบุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นขึ้นไป อาจ เป็นสามคนหรือกลุ่มย่อยๆแล้วแต่จํานวนที่เกี่ยวข้องในแต่ สถานการณ์เช่น การพูดคุย การอภิปราย การโต้วาที เป็นต้น วิธีการที่หลากหลายของ การวัดและประเมินผลจาก การสื่อสารระหว่างบุคคล • วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการพบปะพูดคุยกับผู้เรียน • วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการอภิปรายในชั้นเรียน • วิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้จากการสอบปากเปล่า • วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการบันทึกเหตุการณ์ของผู้เรียน • วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการตรวจการบ้าน - -


สรุปการประเมินจาก การสื่อสารระหว่างบุคคล การสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นกระบวนการของการติดต่อสื่อสาร หรือการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ (Reciprocal interaction) ระหว่างบุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นขึ้นไป อาจเป็นสามคนหรือ กลุ่มย่อยแล้วแต่จํานวนคนที่เกี่ยวข้องในแต่ละสถานการณ์เช่น การ พูดคุย การอภิปราย การโต้วาทีการประชุมสัมมนา ตลอดจนการติดต่อสื่อสารอื่น ๆ ในชีวิตประจําวัน การสื่อสารลักษณะนี้ถือว่า เป็นการสื่อสารที่สมบูรณ์และมีโอกาสบรรลุจุดประสงค์ได้ดีที่สุด เพราะผู้สื่อสารสามารถแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อกันได้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้จากการสื่อสารระหว่างบุคคล เป็นกระบวนการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ตีความ บันทึกข้อมูลที่ ได้จากการติดต่อสื่อสารหรือการแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยการดําเนินการดังกล่าวเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาของการจัดการเรียนการสอน โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน มีความสอดคล้อง และเหมาะสมกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการวัด นําผลที่ได้มาตีค่าเปรียบเทียบกับ เกณฑ์ที่กําหนดไว้ข้อมูลที่ได้นําไปใช้ในการ ให้ข้อมูลป้อนกลับเกี่ยวกับความก้าวหน้า จุดเด่น จุดที่ต้องปรับปรุงให้แก่ผู้เรียน การตัดสินผลการเรียนรู้รวบยอดในเรื่อง หรือ หน่วยการเรียนรู้หรือในรายวิชารวมถึงการวางแผนออกแบบการจัดการเรียนการสอนของตน


สัปดาห์ที่ 13 การประเมินปฏิบัติ 4 / /


การประเมินปฏิบัติ การประเมินปฏิบัติหมายถึง กระบวนการเก็บ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้ เรียน ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตามภาระงานที่ผู้ สอนได้ออกแบบไว้แล้วนําข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ ให้ข้อมูลสารสนเทศสําหรับพัฒนาผู้เรียน แนวคิด ลักษณะสําคัญ 1) การประเมินปฏิบัติต้องมีภาระงาน 2) อาจทําเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่มก็ได้ 3) เป็นงานที่ใช้ความสามารถด้านใดก็ได้ 4) เป็นงานประเภทที่ปฏิบัติแล้วได้ผลหรือ ไม่ได้ผลผลิตก็ได้ 5) การประเมินปฏิบัติมีความเป็นอัตนัย 6) การประเมินปฏิบัติที่เน้นการประเมิน กระบวนการปฏิบัติงาน ขั้นตอนการประเมินปฏิบัติ ขั้นที่ 1 กําหนดจุดมุ่งหมายของการปฎิบัติ ขั้นที่ 2 กําหนดรายการทักษะ ขั้นที่ 3 ออกแบบงานหรือภาระงานให้ผู้เรียนปฏิบัติ ขั้นที่ 4 พัฒนาเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติแต่ละงาน เพื่อเป้าหมายอย่างชัดเจน ขั้นที่ 5 เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นที่ 6 จะทําใบงานเพื่อชี้แจงการปฎิบัติงานอย่าง ชัดเจน ขั้นที่ 7 วางแผนและดําเนินการลดความคาดเคลื่อน ในการให้คะแนน


สรุปการประเมินปฏิบัติ การประเมินการปฏิบัติ (Performance assessment) เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านการลงมือปฏิบัติจริงตามภาระงานที่ผู้สอนได้ออกแบบไว้แล้วนําข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์ให้ได้สารสนเทศสําหรับพัฒนาผู้เรียน หรือตัดสินคุณภาพการเรียนรู้ซึ่งพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มุ่ง ประเมินโดยทั่วไปมักเป็นทักษะต่าง ๆ ทั้งทักษะการปฏิบัติ (Practical skills or manual skills) และทักษะ ทางสมอง หรือทางสติปัญญา (Cognitive skills) และบางงานที่ปฏิบัติอาจประเมินรวมไปถึงคุณลักษณะนิสัยใน การทํางาน หรือเจตคติต่อการทํางาน การประเมินการปฏิบัติสามารถวัดทักษะหรือความสามารถต่าง ๆ ที่ไม่อาจวัดโดยวิธีอื่นได้สามารถประเมิน ได้ครอบคลุมในจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ซับซ้อนในลักษณะเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง ซึ่งสอดคล้อง กับทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยที่เชื่อว่า “การเรียนรู้ที่ดีที่สุดที่จะเกิดกับผู้เรียนนั้นผู้เรียนจําเป็นต้องบูรณาการข้อมูล สารสนเทศใหม่กับความรู้ที่มีอยู่และได้ลงมือปฏิบัติภาระงานที่ซับซ้อนและสะท้อนการประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง อย่างกระตือรือร้น”


สัปดาห์ที่ 14 การประเมินตามสภาพจริง ในชั้นเรียน 4 ก ) =


แนวคิด ประเมินความสามารถของผู้เรียนแบบองค์รวม การที่ผู้เรียนได้ตอบสนองหรือแสดงออกอย่าง หลากหลายโดยใช้ความเข้าใจอย่างลุ่มลึก ผล การประเมินที่ผู้เรียนได้รับความรู้มีความรู้ต้อง แม่นยํา ลักษณะสําคัญ การประเมินตามสภาพจริงการมุ่งประเมินความสามารถ ของผู้เรียนแบบองค์รวม ต้องใช้ทักษะขั้นสูงและ ประยุกต์ใช้ความรู้มีการวัดความรู้ของผู้เรียนที่มี ลักษณะเฉพาะเจาะจง มีการให้ผู้เรียนประเมินผลงาน ตนเอง มีการใช้เครื่องมือวิธีที่หลากหลาย สามารถใช้ ควบคู่กับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้และ นอกชั้นเรียนไดั ข้อแตกต่างระหว่างการประเมินปฏิบัติ กับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินการปฏิบัติจะมุ่งตรวจสอบการ ตอบสนองของผู้เรียน ในการประเมินตาม สภาพจริง ให้ความสนใจบริบทสิ่งแวดล้อมที่ เกี่ยวข้องกับการตอบสนอง ไม่ใช่ทั้งหมดของ การประเมินการปฏิบัติจะเป็นการประเมินตาม สภาพจริง แนวทางการประเมินตามสภาพจริงใน การจัดการเรียนการสอน ผู้สอนควรใช้การประเมินตามสภาพจริงดําเนิน การไปพร้อม และผสมผสานก็ไปกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียน เป็นสําคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อการประเมินผู้เรียนโดยองรวมได้ แง่มุมต่างๆ ในการปฎิบัติตามภาระงานหรือผลงาน ที่ได้ กําหนดร่วมกับผู้สอนเพื่อนําไปพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ สูงสุดเต็มตามศักยภาพที่ควรจะเป็น ขั้นตอนการประเมินตามสภาพจริง จะต้องมีการกําหนดภาระงานให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ กําหนดขอบเขตของสิ่งประเมินให้ชัดเจน กําหนด วัตถุประสงค์กําหนดผู้ประเมิน เลือกวิธีและเครื่องมือที่ใช้ ในการวัดประเมินผลการเรียนรู้จะทําเอกสารใบงานให้ ชัดเจน กําหนด ติดตาม ตรวจสอบ ให้คําแนะนํา ประเมิน ผลสรุปรวบยอดกับการปฏิบัติภาระงานที่มอบหมาย


สรุปการประเมินตามสภาพจริง ในชั้นเรียน การประเมินตามสภาพจริงในชั้นเรียน เป็นกระบวนการวัดและประเมินศักยภาพของผู้เรียนแบบองค์รวมทั้งด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย ผ่านการลงมือปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและมีความหมายต่อผู้เรียนส่งเสริมสนับสนุนและเป็น ส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ซึ่งในการปฏิบัติงานทั้งที่เป็นรายบุคคลและเป็นทีม ผู้เรียนได้ตอบ สนองหรือแสดงออกอย่างหลากหลาย ได้ใช้ทั้งความเข้าใจที่ลุ่มลึก เจตคติทักษะในการแก้ปัญหา และทักษะทางสังคม มีโอกาสได้ ประเมินการปฏิบัติงานของตนเอง ผู้สอนใช้วิธีการและเครื่องมือที่หลากหลาย สําหรับใช้ในการวัดและประเมินการปฏิบัติงานของผู้ เรียนเพื่อให้ผลการประเมินสิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มีความถูกต้องแม่นยําสอดคล้องความสามารถแท้จริงของผู้เรียน สําหรับใช้เป็น สารสนเทศในการให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้หรือเพื่อตัดสินผลการเรียน การประเมินตามสภาพจริงมักใช้ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงหรือเกิดการเรียนรู้ ตามสภาพจริง (Authenticlearning) โดยที่การเรียนตามสภาพจริงถือเป็นการเรียนรู้ในชีวิตจริง (Real life learning) และ เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างผลผลิต หรือผลงานที่เป็นรูปธรรมมีประโยชน์และมีความหมายต่อชีวิตจริง ของพวกเขา โดยงานที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัตินั้นต้องเป็นงานในชีวิตจริง (Real life tasks) หรือจําลองคล้ายชีวิตจริง


สัปดาห์ที่ 15 การใช้รูบริกส์ในการวัด และประเมินผลการเรียนรู้ 1 /


ความหมาย Rubrics เป็นชุดของเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ ออกแบบไว้อย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการ เรียนรู้สําหรับใช้เป็นแนวการให้คะแนน คุณภาพของการปฎิบัติของผู้เรียน องค์ประกอบของ Rubrics Rubrics มี 3 องค์ประกอบ คือ เกณฑ์การ ประเมินหรือประเด็นที่จะประเมิน ระดับ ความสามารถหรือระดับคุณภาพ และการ บรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ การแบ่งประเภทของ Rubrics ประเภทของ Rubrics แบ่งได้ 2 ละกษณะ โดยที่ลักษณะ แรกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) รูบริกส์แบบองค์รวม กับ 2) รูบริกส์แบบแยกส่วน และลักษณะที่สองแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นเดียวกัน คือ 1) รูบริกส์แบบทั่วไป กับ รูบริกส์ แบบเฉพาะงาน ในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ซึ่งโดย ทั่วไปจะครอบคลุมทั้งด้านความรู้ทักษะ และเจตคติต่อมา กําหนดหลักฐานการเรียนรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงผล การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นรูปธรรมหลักฐานการเรียนรู้ก็จะ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) ผลผลิต 2) ผลการ ปฏิบัติ แนวทางและขั้นตอนการสร้างรูบริกส์


Click to View FlipBook Version