ศิริพร ดาบเพชร| 45
ส่งผลให้เกิดความแปลกแยกในสังคมและเป็นสิ่งท่ีล้าสมัย รัฐบาลเมจิจึงยกเลิก
อภิสิทธท์ิ างชนชัน้ โดยเฉพาะชนชน้ั นักรบถูกลดบทบาทลง การยกเลิกชนช้ันทา
อย่างเป็นขั้นตอน คือ การออกประกาศยกเลิกระบบชนช้ันใน ค.ศ.1869 ทาให้
ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกัน ยกเลิกประเพณีที่ล้าสมัยและแสดงถึง
การแบง่ ชนช้นั เช่น การหา้ มเดินสวนทางกับชนชนั้ นกั รบ ให้ทกุ คนมีสิทธใิ นการ
ประกอบอาชีพตามท่ีตนต้องการ สามารถเลือกที่พักอาศัย ย้ายท่ีอยู่ ต้ัง
นามสกลุ ของตนเองได้ ทกุ ชนชั้นสามารถแต่งงานกนั ได้ ยกย่องสตรมี ากขน้ึ
ใน ค.ศ.1873 รัฐบาลออกประกาศให้เก็บภาษีเงินรายได้ของซามูไร
และออกกฎหมายเกณฑ์ทหารตามแบบสากล โดยชายทุกคนท่ีมีอายุ 20 ปี
ต้องเกณฑ์ทหาร ใน ค.ศ. 1876 ออกกฎหมายห้ามซามูไรพกดาบ ซ่ึงเป็น
สัญลักษณ์และสิทธิพิเศษของชนชั้นซามูไร ทาให้เกียรติยศและสิทธิพิเศษตา่ งๆ
ของชนชนั้ นักรบลดลง และหลงั เข้าส่สู มัยเมจเิ กือบ 10 ปี สิทธิพิเศษและบทบาท
สาคญั ของชนชนั้ นักรบในสงั คมญ่ปี ุ่นที่ดาเนินมานานสิน้ สดุ ลงดว้ ย13
ปัญหาสาคัญประการหน่ึงของรัฐบาล คือ การที่ยังต้องจ่ายเงิน
บานาญให้แก่ขุนนางและซามูไรเป็นรายปี การใช้ระบบนี้เป็นการประกันความ
จงรักภักดีของกลุ่มคนจานวนมากที่มีต่อรัฐบาลใหม่ แต่ก็เป็นภาระหนักแก่
รัฐบาล ใน ค.ศ.1876 รัฐบาลจึงประกาศยกเลิกระบบการจ่ายเงินรายปี เปล่ียน
การจ่ายเงินปีของซามูไรเป็นพันธบัตร ทาให้รายไดต้ ่อปีของซามไู รลดลงร้อยละ
10-75 การดาเนินการเหลา่ นที้ าใหร้ ะบบชนชนั้ ในสงั คมฟิวดัลสนิ้ สดุ ลง
ผลที่ตามมาคือ ซามูไรที่ไม่พอใจก่อความวุ่นวายข้ึน หน่ึงใน
เหตุการณ์สาคัญคือ กบฏซะสึมะ ใน ค.ศ. 1877 โดยเหตุการณ์เกิดจากการท่ี
46 | ญี่ปนุ่ กับการสรา้ งจกั รวรรดนิ ิยม
เกิดความวุ่นวายในหลายพื้นที่ เช่น แคว้นโชชู ทาให้รัฐบาลได้ย้ายอาวุธ
ยุทธภัณฑ์ออกจากเมืองคะโงะชิมะ เมืองหลวงของแคว้นซะสึมะ เพื่อป้องกันไว้
ก่อน แตซ่ ามไู รในแคว้นน้ไี ด้ยึดอาวุธกลบั คืนมาและอ้างว่าสืบทราบว่ามแี ผนการ
ลอบสังหารไซโง ทะกะโมริ หัวหน้าซามูไรจากแควน้ ซะสึมะ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุน
การปฏิรูปประเทศและการทหาร และเป็นหน่ึงในผู้บริหารของรัฐบาลเมจิ
ชว่ งแรก
เม่ือเกิดความวุ่นวายข้ึนในซะสึมะ ไซโงเดินทางไปโตเกียวเพื่อช้ีแจง
เหตุการณ์ แต่คณะของไซโงถูกต่อต้านจากกองทหารท่ีเมืองคุมะโมะโตะเพราะ
ทางโตเกียวไม่แน่ใจในสถานการณ์ ทาให้เกิดการต่อสู้กันข้นึ ระหว่างซามูไรของ
แคว้นซะสึมะกับกองทหารสมัยใหม่ของรัฐบาล การต่อสู้ดาเนินอยู่ถึง 6 เดือน
ไซโงและบริวารเสียชีวิต ไซโงได้รับการยกย่องว่าเป็นซามูไรคนสุดท้ายของ
ญ่ีปุ่น เหตุการณ์กบฏซะสึมะแสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปประเทศไม่ได้ดาเนินไป
อย่างราบร่ืนท้ังหมด การยกเลิกสิทธิพิเศษของชนช้ันซามูไรทาให้เกิดกระแส
ต่อต้านท่ีรุนแรง แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นการพิสูจน์ให้ทั้งผู้ปฏิรูปและผู้ต่อต้านเห็น
ว่ากองทัพซามูไรแบบเก่าท่ีใช้ดาบเป็นอาวุธ ไม่อาจสู้กับกองทัพสมัยใหม่ที่
ทหารส่วนใหญม่ าจากชาวไร่ชาวนาท่ีไดร้ ับการฝึกทหารแบบตะวันตก14
การรับวัฒนธรรมตะวันตก สองปีแรกของสมัยเมจิเป็นช่วงท่ีญี่ปุ่น
ลอกเลียนแบบจากชาติตะวันตกในทุกด้าน โดยเฉพาะการปฏิบัติตาม
วัฒนธรรมตะวันตก เพราะเชื่อว่าประเทศตะวันตกมีความเจริญกว่า ประกอบ
กับชาวตะวันตกดูถูกขนบธรรมเนียมของญี่ปุ่นหลายอย่างว่าเป็นสิ่งโบราณ
ล้าสมัย การเดินทางเยือนต่างประเทศของคณะทูตอิวากุระยิ่งทาให้ผู้นาญ่ีปุ่น
เห็นว่าการปรับปรุงตนให้ทันสมัยแบบตะวันตกอาจจะช่วยให้ชาติตะวันตกมอง
ศิรพิ ร ดาบเพชร| 47
ญ่ีปุ่นดีข้ึน และจะทาให้ญ่ีปุ่นมีความเจริญก้าวหน้า ญ่ีปุ่นจึงควรเอาแบบอย่าง
จากตะวันตก ส่วนพวกหัวรุนแรงที่ต่อต้านการติดต่อกับชาติตะวันตกได้เห็นว่า
ชาติตะวนั ตกมคี วามกา้ วหนา้ กว่าญ่ีปุ่นมาก การตอ่ ตา้ นจึงไม่มีประโยชน์15
รัฐบาลเมจิยกเลิกขนบธรรมเนียมประเพณีหลายอย่างท่ีเห็นว่า
ล้าสมัย เช่น การให้ทหารเปลี่ยนทรงผมจากแบบซามูไรมาเป็นแบบตะวันตก
เพื่อความสะดวกในการสวมหมวกทหารแบบตะวันตก การเปล่ียนเครื่องแบบ
ทหารและข้าราชการเป็นแบบตะวันตก การใช้ปฏิทินของตะวันตกที่ให้ 1
สัปดาห์มี 7 วัน หยุดวันอาทิตย์ แทนปฏิทินแบบจันทรคติของเอเชียตะวันออก
และการดาเนินวถิ ชี ีวิตแบบตะวนั ตก เช่น การไวเ้ ครา การแตง่ กายแบบตะวนั ตก
การรับประทาน การเตน้ รา การฟงั และเล่นดนตรตี ะวนั ตก การฝกึ ภาษาองั กฤษ
โดยมจี ักรพรรดิเปน็ ผู้นาในการรับอารยธรรมตะวนั ตก
กลุม่ ปญั ญาชน นกั คิด นักเขียน ตา่ งมีสว่ นช่วยเผยแพร่วิทยาการของ
ตะวันตก งานเขียนของฟูกุซาวะ ยูกิชิ ทาให้ชาวญี่ปุ่นได้รับรู้เร่ืองราวของชาติ
ตะวันตกมากข้ึน เพราะอธิบายเก่ียวกับสถาบันทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรมของชาติตะวันตก การปฏิวัติของชาวอเมริกัน และแปลคา
ประกาศอิสรภาพของสหรฐั อเมรกิ า ฟูกุซาวะ ยูกิชิเขียนโจมตีระบบสังคมฟิวดัล
ลทั ธิขงจอื่ และเรียกร้องใหช้ าวญป่ี ุน่ ใช้ความคิดรเิ รม่ิ และมคี วามพยายาม16
นักเขียนคนอ่ืนๆ ได้แปลหนังสือของตะวันตกเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกเปน็
จานวนมาก และมีการรวมกลุ่มปัญญาชนขึ้น มีเป้าหมายเพ่ือเผยแพร่ความรู้
และวิทยาการตะวนั ตกให้แก่ชาวญี่ปุน่ โดยต้ังเป็นสมาคม เรียกว่า สมาคมเมจิ
ที่ 6 หรอื เมโรคุชะ (Meirokusha) สมาคมนี้ออกวารสาร ชือ่ เมโรคุ ซาชชิ พมิ พ์
48 | ญ่ปี นุ่ กับการสร้างจักรวรรดนิ ิยม
เผยแพร่ในญ่ีปุ่น แต่ละฉบับมียอดจาหน่ายถึงสามพันกว่าเล่ม บทความใน
วารสารมีทง้ั เรอื่ งการเมือง สงั คม และวฒั นธรรม เชน่ การตง้ั สภาของประชาชน
ความแตกต่างระหว่างสามีภรรยา ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ศาสนาและ
วัฒนธรรมตะวันตก ความคิดเห็นส่วนใหญ่ในบทความเป็นความคิดท่ีก้าวหน้า
และกระตุ้นให้สังคมญี่ปุ่นรับรูปแบบและค่านิยมตะวันตก โดยมีเป้าหมายเพ่ือ
เปลี่ยนโลกทัศน์ของคนญ่ีปุ่น อย่างไรก็ตาม การลอกเลียนแบบวัฒนธรรมและ
การปฏิบัติของชาติตะวันตกของญี่ปุ่นน้ันเป็นเพียงช่ัวระยะเวลาหนึ่งเท่าน้ัน
ต่อมาส่ิงท่ีญ่ีปุ่นเห็นว่าไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่เข้ากับสังคมญี่ปุ่นได้ถูกยกเลิก
ไป พรอ้ มกับมีการฟ้นื ฟูขนบธรรมเนียมเดมิ ของตนขึ้นมา
การปฏริ ปู ระบบกฎหมาย
จุดประสงค์สาคัญประการหนึ่งในการส่งคณะทูตอิวากุระไปยังประเทศ
สหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป ใน ค.ศ. 1872 คือ เพ่ือขอแก้ไขสนธิสัญญาไม่เป็น
ธรรม แต่ญี่ปุ่นได้รับการแจ้งว่า สัญญาจะได้รับการแก้ไขเม่ือญ่ีปุ่นมีระบบ
กฎหมายท่เี ป็นไปตามมาตรฐานตะวนั ตก17 เพราะระบบกฎหมายเดมิ ทเี่ ป็นแบบ
จารีตประเพณี ทาให้ชาติตะวันตกใช้เป็นข้ออ้างในการขอสทิ ธิสภาพนอกอาณา
เขต ผู้นาญ่ีปุ่นจึงเห็นความจาเป็นในการปฏิรูประบบกฎหมายเพื่อนาไปสู่การ
ขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยเร่ิมด้วยการยกเลิกกฎเกณฑ์ต่างๆ ท่ี
ล้าสมัย เช่น ออกพระราชกฤษฎีกาห้ามทาแท้ง ห้ามเปลือยกายอาบน้าในท่ี
สาธารณะ ห้ามอาบน้าร่วมกันในที่สาธารณะระหว่างชายหญิงเมื่อ ค.ศ. 1869
ห้ามการเขียนเรื่องลามก ห้ามสักบนผิวหน้าและการเปิดเผยร่างกายของ
กรรมกรในเมอื งโตเกียวเมอ่ื ค.ศ. 1872 และยกเลิกการลงโทษด้วยวธิ ีทรมาน
เมื่อ ค.ศ. 1876
ศริ ิพร ดาบเพชร| 49
การปฏิรูปกฎหมายของญี่ปุ่นนาแบบอย่างมาจากตะวันตก โดยเริ่ม
ตั้งแต่ปลาย ค.ศ. 1873 กุสตาฟ บัวซงนาด เดอ ฟงตาราบี (Gustave
Boissonade de Fontarabie) นักกฎหมายชาวฝร่ังเศส ได้รับการแต่งต้ังให้เป็น
ที่ปรึกษาของกระทรวงยตุ ิธรรม ฟงตาราบีได้จัดทารา่ งประมวลกฎหมายอาญา
โดยใช้ส่วนประกอบของกฎหมายในระบบฟิวดัลของญี่ปุ่นและประมวล
กฎหมายนโปเลียน (The Code of Napoleon, ค.ศ. 1810) เป็นพ้ืนฐานและ
เสรจ็ สมบูรณ์ใน ค.ศ. 1877 และประกาศใช้เมอ่ื ตน้ ค.ศ.1882
ข้อกาหนดสาคัญของระบบกฎหมายใหม่ ได้แก่ การยกเลิกการ
ทรมาน การสร้างบุคลากรฝ่ายตุลาการที่ได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างดี การ
กาหนดกฎเกณฑ์เรื่องพยานหลักฐานและวิธีการพิจารณาคดีของศาล ส่วน
ประมวลกฎหมายแพ่งของฟงตาราบีนั้น สภามีความเห็นว่ามีลักษณะเป็นแบบ
ฝร่ังเศสมากเกินไป จึงมีการพิจารณาแก้ไขหลายคร้ัง จนประกาศใช้เมื่อ ค.ศ.
1898 และประมวลกฎหมายพาณิชย์ประกาศใช้เมื่อ ค.ศ. 1899 นอกจาก
รูปแบบกฎหมายของฝรั่งเศสแล้ว ต่อมาญ่ีปุ่นได้นารูปแบบกฎหมายของ
เยอรมนมี าใช้ด้วย18
การพัฒนาดา้ นการศกึ ษาและการปลกู ฝงั ชาตินยิ ม
การพัฒนาประเทศจาเป็นต้องมีประชากรท่ีมีความรู้ และจากคา
ปฏิญาณกฎบัตร 5 มาตรา ที่ผู้นาญ่ีปุ่นใช้เป็นหลักในการพัฒนาประเทศข้อที่ 5
ที่ว่า “จะต้องแสวงหาความรู้จากทั่วโลก” ทาให้ผู้นาญ่ีปุ่นให้ความสาคัญกับการ
พฒั นาการศกึ ษา รฐั บาลได้วางมาตรการไว้ 2 ดา้ น เพอ่ื ให้บรรลวุ ัตถุประสงค์
50 | ญป่ี นุ่ กับการสร้างจักรวรรดนิ ยิ ม
คือ การเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก และการจัดระบบการบริหาร
การศึกษาแผนใหม่
การเรียนรู้วิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก การเรียนรู้
วิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตกประกอบด้วย 3 แนวทาง คือ การแปลตารา
ตะวันตก การจ้างครูชาวตา่ งประเทศ และการสง่ คนไปศกึ ษายงั ต่างประเทศ
การแปลตาราตะวนั ตก การแปลตาราตะวันตกเริ่มมาตั้งแต่สมัยโทกุ
งาวะ โดยกลุ่มดัตช์ศึกษา งานแปลท่ีมีช่ือเสียงมากคือ ตาราคู่มือการผ่าตัด ช่ือ
“Kaitai Shinsho” พิมพ์เมื่อ ค.ศ. 1774 ของนายแพทย์สุงิตะ เก็นปากุ และ
คณะ นบั เป็นหนังสือแปลตาราแพทยส์ มัยใหมเ่ ล่มแรกของญ่ปี ุ่น ใน ค.ศ. 1811
โชกุนต้ังสถาบันและคณะกรรมการสาหรับแปลตาราต่างชาติขึ้นท่ีโตเกียว หลัง
การเข้ามาของสหรัฐอเมริกาใน ค.ศ. 1853 การศึกษาความรู้ของชาติตะวันตก
ได้รับความสนใจมากข้ึน “สถาบันการศึกษาตาราของชนป่าเถ่ือน” เปล่ียนช่ือ
เป็น “สถาบันสาหรับหนังสือตะวันตก” และ “สถาบันเพื่อการพัฒนา”
ตามลาดับ19 แสดงให้เหน็ ถึงความคดิ ท่เี ปลยี่ นไปของผูน้ าญป่ี ุ่นต่อการติดต่อและ
หาความร้จู ากชาติตะวนั ตก
ในสมัยเมจิ รัฐบาลต้ังกรมการแปลและส่งเสริมการแปลตารา
ตะวันตกอย่างแพร่หลาย เอกชนจานวนมากท่ีเห็นความสาคัญของการศึกษา
ความรู้จากต่างชาติได้แปลหนังสือตาราต่างๆ ออกมาโดยเฉพาะด้าน
วิทยาศาสตร์ ซ่งึ เปน็ ความรู้ท่ญี ่ปี นุ่ เห็นวา่ จาเปน็ มากสาหรับการพัฒนาประเทศ
ให้ทันสมัย การ แปลหนังสือจากชาติตะวันตก ทาให้คนญ่ีปุ่นที่ไม่รู้
ภาษาตา่ งประเทศมีทางลดั ในการศึกษาวชิ าความร้ขู องต่างชาติ ทาใหก้ ารศกึ ษา
ศริ ิพร ดาบเพชร| 51
ของญ่ีปุ่นพัฒนาเร็วข้ึน ในปัจจุบันญี่ปุน่ ยังคงให้ความสาคัญกับการแปลหนงั สือ
ต่างประเทศและส่งเสริมการอ่าน ทาให้ประชากรญ่ีปุ่นก้าวทันความรู้ท่ีทันสมัย
อยเู่ สมอ
การจ้างครูชาวต่างประเทศ ผู้นาญ่ีปุ่นเห็นวา่ การจ้างชาวต่างประเทศ
เข้ามาสอนหนังสือเป็นวิธีลัดที่ได้ผลเร็วท่ีสุด เพราะช่วยให้เด็กจานวนมากและ
รัฐบาลเรียนรู้วิทยาการตะวันตกได้อย่างเต็มที่ ระยะแรกของสมัยเมจไิ ด้จ้างครู
ชาวต่างประเทศจานวนมาก สาขาท่ีจ้างมากที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ การจ้างครู
ชาวต่างชาติมีอยู่มากในช่วง 20 ปีแรก จากน้ันค่อยๆ ลดจานวนลง เพราะ
รัฐบาลมีนโยบายตัดทอนรายจ่าย ประกอบกับมีนักศึกษาชาวญี่ปุ่นจานวนมาก
กลบั จากการไปศึกษายงั ต่างประเทศเข้ามาทาหน้าท่แี ทนครชู าวตา่ งชาติ
การส่งคนไปศึกษาและดงู านในต่างประเทศ เร่ิมมาต้ังแต่ปลายสมัยโทกุ
งาวะเช่นกัน โดยใน ค.ศ. 1860 ส่งคณะทูตไปเยือนสหรัฐอเมริกา และไปเยือน
ยุโรปใน ค.ศ. 1861 รวมท้ังส่งคนไปศึกษาสภาพการขยายอิทธิพลของตะวนั ตก
บริเวณเมืองเซี่ยงไฮ้ (ซ่ังไห่ - Shanghai) ในจีนเม่ือ ค.ศ.1862 บุคคลเหล่าน้ีได้
ไปศึกษาเร่ืองราวของต่างชาติท้ังในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง
การปกครอง แล้วนามาพัฒนาญ่ีปุ่น คณะทูตท่ีไปต่างประเทศได้ไปศึกษา
วิทยาการตะวันตก และนาหนงั สอื ของตะวนั ตกกลบั มาเปน็ จานวนมาก20
ส่วนการส่งนักเรียนไปศึกษาท่ีต่างประเทศนั้น ใน ค.ศ. 1862 นักเรียน
คณะแรกถูกสง่ ไปฮอลแลนด์ ต่อมาส่งไปเยอรมนี อังกฤษ ฝร่ังเศส โดยมีทั้งโช
กุนและไดเมียวเป็นผู้ส่งไป ระหว่าง ค.ศ. 1864–1867 มีนักเรียนของแคว้น
ต่างๆ ไปศึกษายังต่างประเทศจานวนหลายร้อยคน และมีซามไู รอีกจานวนหนึ่ง
52 | ญีป่ นุ่ กับการสรา้ งจักรวรรดนิ ิยม
ท่ีหลบหนีออกไปเรียนยังต่างประเทศ บุคคลเหล่าน้ีได้เป็นกาลังสาคัญในการ
พฒั นาประเทศญีป่ ุ่นในเวลาตอ่ มา
ในสมัยเมจิ การส่งคนไปศึกษาและดูงานยังต่างประเทศเป็นเร่ืองที่
รัฐบาลและเอกชนส่งเสริมอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายเพ่ือสารวจหาความรู้
และได้ผลคือนาไปสู่การปฏิรูปทางการเมือง การศาลและสังคมอย่างจริงจัง
โดยผู้นาในรัฐบาลเมจิส่วนหน่ึงคือสมาชิกในคณะทูตอิวากุระท่ีเดินทางไปเยือน
สหรัฐอเมริกาและยุโรปใน ค.ศ. 1871–1873 นอกจากนี้รัฐบาลส่งนักเรียนไป
ศึกษาด้วยทุนรัฐบาลจานวนมาก กระทรวงหรือกรมใดท่ีขาดผู้เช่ียวชาญก็จะมี
การคัดเลอื กบุคลากรเพอ่ื สง่ ไปศกึ ษา
ในช่วงแรกผู้ที่ถูกส่งไปมากท่ีสุดคือกลุ่มเช้ือพระวงศ์และข้าราชการ
ระดับสูง ซึ่งไปในรูปแบบของการดูงานระยะส้ัน ในภาคเอกชนส่งคนไปดูงาน
เชน่ กนั เช่น บรษิ ทั มิตซยุ สง่ คนไปศกึ ษาวชิ าบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัยเคโอส่ง
อาจารย์ไปศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1875 รัฐบาลคัดเลือกคนไป
ศึกษายังต่างประเทศอย่างเข้มงวดมากข้ึน ผู้ท่ีไปเรียนมีฐานะเป็นนักเรียนนอก
อย่างแท้จริง คือ มีสาขาวิชาท่ีชัดเจนและได้รับการควบคุมอย่างใกล้ชิด สาขา
ท่ีเรียนกันมากที่สดุ คอื วิทยาศาสตร์ รองลงมาคอื สงั คมศาสตร์
การจัดระบบการบริหารการศึกษาแผนใหม่ การศึกษาแตเ่ ดิมของ
ญี่ปุ่นรับแนวทางการศึกษาแบบขงจื่อของจีน ในสมัยโทกุงาวะมีการจัดระบบ
การศึกษาหลายอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นต่างๆ ในสังคม
จาแนกได้สองแบบ คือ การศึกษาตามแบบแผนในโรงเรียนท่ีโชกุนหรือไดเมียว
ตั้งขึ้นเพ่ือบุตรหลานของชนช้ันสูงและชนชั้นนักรบ กับโรงเรียนราษฎร์ที่รับท้ัง
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 53
ชนชนั้ สงู และสามัญชน อีกแบบคอื การศึกษาท่ีไม่มีแบบแผน คือการศึกษาตาม
วัดประจาหมู่บ้านหรือโรงเรียนวัดโดยพระเป็นผู้สอน21 และซามูไรบางคนได้
เรยี นความรู้ตะวนั ตก
รัฐบาลเมจิต้ังกระทรวงศึกษาธิการตามแบบตะวันตกใน ค.ศ. 1871 และ
ประกาศแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติใน ค.ศ. 1872 รัฐบาลประกาศ
จุดมุ่งหมายของการศกึ ษาว่า เพอ่ื สง่ เสริมการเรียนภาคปฏบิ ตั ิ ใหโ้ อกาสทางการ
ศึกษาแก่ประชาชนทุกคนอย่างไม่จากัด เน้นให้ทุกคนได้เรียนเพื่อสร้างคนให้
เด่นขึ้นตามลัทธิปัจเจกชนนิยมของตะวันตก ไอซาวะ ยาสุชิ นักคิดคนสาคัญ
ของสมัยโทกุงาวะเคยเสนอข้อกังวลไว้ว่า “ประชาชนที่โง่เขลาจะถูกชักจูงง่าย
โดยมิชชันนารีและอาจทรยศต่อญ่ีปุ่น” ดังนั้นเมื่อเร่ิมการปฏิรูปการศึกษา ผู้นา
รัฐบาลเมจิซ่ึงคานึงถึงข้อกังวลน้ี จึงให้ความสาคัญต่อการขยายโอกาสทาง
การศึกษา เพราะเห็นว่าประชากรท่ีไม่มีการศึกษาน้ันเป็นอันตรายต่อประเทศ
มากกว่าสิ่งอ่ืน และเน้นว่าต้องปลูกฝังให้คนญี่ปุน่ มีทั้งการศึกษาและตอ้ งเชื่อฟงั
ผู้นา 22 และผู้นาในรัฐบาลมีมุมมองท่ีแตกต่างกันสาหรับการจัดการศึกษา
สาหรับเด็กชายและเด็กหญิง โดยเด็กชายได้รับการคาดหวังว่าจะนาความรู้ไป
พฒั นาประเทศชาติ ส่วนเดก็ หญงิ ไดร้ ับการคาดหวังว่าจะไดเ้ รียนทักษะที่จาเป็น
ต่อบทบาทภายในประเทศในอนาคต ในฐานะที่จะเป็นภรรยาและแม่ และ
ประชาชนทมี่ คี วามจงรกั ภักดีต่อจกั รพรรดิ23
แผนการศึกษาใน ค.ศ. 1872 นี้ นาไปสกู่ ารจดั ระบบการศึกษาให้เป็น
แบบเดียวกันทั่วประเทศ โดยเริ่มจากต่าไปหาสูงรวม 3 ข้ันตอน คือ ระดับ
ประถมศกึ ษา มธั ยม และอดุ มศกึ ษา จากแผนการศกึ ษานไ้ี ด้แบ่งประเทศญี่ปุ่น
ออกเป็น 8 เขตการศึกษา แต่ละเขตมีมหาวิทยาลัยหนึ่งแห่ง และโรงเรียน
54 | ญีป่ นุ่ กบั การสร้างจักรวรรดนิ ยิ ม
มัธยมศึกษา 32 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษา 210 แห่ง แต่ละแห่งสาหรับ
ประชากร 600 คน ซ่งึ ใหเ้ ด็กทกุ คนทีม่ อี ายุ 6 ปี เข้ามารบั การศึกษาภาคบงั คับ
เป็นเวลา 16 เดือน โครงการนี้ก้าวหน้าอย่างรวดเรว็ โดยเมอื่ ถึง ค.ศ. 1880 มี
โรงเรียนประถมศึกษา 28,000 แห่ง มีนักเรียนกว่า 2 ล้านคน (ร้อยละ 40 ของ
เด็กวัยเรียน) และได้ขยายการศึกษาภาคบังคับออกไปเป็นสามปี ใน ค.ศ.
1886 มีผู้เข้าเรียนร้อยละ 46 และใน ค.ศ. 1900 การศึกษาภาคบังคับขยาย
ออกไปอกี หนึง่ ปี รวมบงั คับ 4 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลต้ังมหาวิทยาลัยข้ึนเพื่อส่งเสริมการศึกษาท่ีสมบูรณ์
โดยพัฒนามาจากสถาบันชั้นสูงโตเกียวอิมพีเรียล (Tokyo Imperial) ต้ังเมื่อ
ค.ศ. 1869 ต่อมาเปล่ียนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยโตเกียวเมื่อ ค.ศ.1877 และเป็น
มหาวิทยาลัยโตเกียวอิมพีเรียล (Tokyo Imperial University) เมื่อ ค.ศ. 1886
ซึ่งเป็นปีท่ีถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ มีหลายคณะเปิดสอน24 (หลัง
สงครามโลกครั้งท่ี 2 เปล่ียนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยโตเกียว) และมีมหาวิทยาลัย
ของเอกชนเกิดขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยเมจิ (Meiji University) ตั้งข้ึนใน ค.ศ.
1881
ในช่วงแรกของการปฏิรูปการศึกษามีผู้ไม่พอใจกับข้อบังคับให้เข้าเรียน
และต้องจบช้ันประถมศึกษาจากโรงเรียนในท้องถ่ินจึงจะได้รับเงินสนับสนุนรอ้ ย
ละ 10 จากเงินภาษี ในทศวรรษ 1890 ผู้เสียภาษีที่ไม่พอใจนโยบายของรัฐบาล
ก่อจลาจลประท้วง โรงเรียนกว่าสองพันแห่งหรือ 1 ใน 10 ของโรงเรียนท่ัว
ประเทศถกู ทาลาย สว่ นใหญถ่ ูกเผา แต่การศกึ ษายังคงไดร้ ับการส่งเสรมิ และเมอื่
สน้ิ สุดครสิ ต์ศตวรรษที่ 19 จานวนผูเ้ ข้าเรียนคิดเป็นรอ้ ยละ 90 ใน ค.ศ. 1905 มี
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 55
เด็กชายที่เข้าเรียนร้อยละ 98 และเด็กหญิงร้อยละ 9525 ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูง
มาก
ในด้านการบริหารการศึกษาน้ัน รัฐบาลให้ส่วนท้องถิ่นควบคุมดูแล
การศึกษาในแต่ละท้องถิ่นเอง แต่กระทรวงศึกษาธิการเปน็ ผู้กาหนดแบบเรยี น
ท้ังหมด ส่วนโรงเรียนเอกชนต้องมีใบอนุญาตจากทางราชการและต้องรับการ
ตรวจสอบจากทางการด้วย เม่ือเป็นเช่นน้ีระบบการศึกษาทั้งระบบจึงส่งเสริม
ความต้องการของรัฐบาล คือ จัดให้มีการฝึกอบรมด้วยการปฏิบัติจริงตาม
หลกั สตู รแนวทางของชาติตะวันตก และสอนจริยธรรมศึกษาตามหลกั จริยธรรม
ขงจอ่ื และลัทธิชาตนิ ยิ ม โดยมีจักรพรรดเิ ปน็ ศูนย์รวมจติ ใจเพือ่ สรา้ งพลเมืองท่ีมี
ความจงรักภักดีต่อระบอบการปกครอง และมีทักษะพ้ืนฐานที่จาเป็นสาหรับ
การดารงชีวิตสมัยใหม่ ดังปรากฏว่าในห้องเรียนช้ันประถมศึกษาสมัยเมจิ มี
ภาพตัวหนังสือติดไว้สองภาพ คือคาว่า จงรักภักดี และคาว่า กตัญญู อันเป็น
จุดมุ่งหมายทางการศึกษาสมัยเมจิที่ต้องการให้ประชาชนมีความจงรักภักดีต่อ
จักรพรรดแิ ละประเทศชาติ26
โมริ อะริโนะริ (Mori Arinori) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กาหนดให้สอนประวัติศาสตร์ว่าญ่ีปุ่นเป็นชาติท่ีแตกต่างจากชาติอื่น ท่ีสืบเช้ือ
สายมาจากเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ทาให้ชาวญี่ปุ่นเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจใน
ชาติและรสู้ ึกว่าตนเหนือกวา่ ชาติอ่ืน ใน ค.ศ.1889 โมริ อะริโนะริ สร้างประเพณี
บนั ไซ (Banzai) เพ่ือเป็นการแสดงความเคารพจักรพรรดิให้นักเรียนปฏิบัติ ซงึ่
แนวคิดในการศึกษาที่ปลูกฝังเรื่องชาตินิยมและความจงรักภักดีนี้จะเห็นผล
อย่างชัดเจนในคริสต์ศตวรรษท่ี 20 เมื่อญี่ปุ่นประสบความสาเร็จทางการพัฒนา
เศรษฐกิจและการทหาร และเขา้ ส่ลู ัทธิทหารนิยม
56 | ญี่ปนุ่ กบั การสร้างจกั รวรรดนิ ยิ ม
การปฏริ ปู เศรษฐกจิ
นอกเหนือจากอิทธิพลต่อสังคมญี่ปุ่นของผลงานของฟูคุซาวา ยูกิชิ
แล้ว บันทึกของ คิโดะ โคอิน (Kido Koin) ซามูไรหัวก้าวหน้าจากแคว้นโชชู ซ่ึง
เป็นผู้หน่ึงที่ได้ร่วมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกับคณะทูตอิวากุระ
ได้แสดงความช่ืนชมและความประทับใจต่อความเจริญของชาติตะวันตก ความ
สวยงามเป็นระเบียบของบ้านเมืองและสถาปัตยกรรม การศึกษา และ
อุตสาหกรรมของชาติตะวันตก ความเห็นของคิโดะ โคอิน มีส่วนสาคัญที่ทาให้
ผู้นาเมจิเห็นความสาคัญและความจาเป็นในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ
อุตสาหกรรม เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งท่ีนามาซ่ึงความม่ังค่ังและเข้มแข็ง เพราะจะ
ทาให้ญี่ปุ่นมีเงินไปพัฒนาการทหาร เม่ือเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจในทศวรรษ 1870
น้ัน การปฏิรูปท่ีสาคัญ คือ การปฏิรูประบบภาษีที่ดิน การพัฒนาการเกษตร
การปฏิรูประบบการเงิน การพัฒนาด้านการคมนาคมและการส่ือสาร และการ
พัฒนาอุตสาหกรรม
การปฏิรูประบบภาษีที่ดิน ในช่วงแรกของสมัยเมจิ ระบบการถือ
ครองที่ดินยังคงเป็นแบบเดิมคือระบบฟิวดัล และรายได้หลักของรัฐบาลมาจาก
ภาษีที่ดิน แต่รายจ่ายกลับเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็วเพราะการพัฒนาประเทศให้
ทันสมัยต้องใช้เงินจานวนมาก และในช่วงแรกรัฐบาลยังต้องรับภาระการจ่าย
เงินเดือนให้ไดเมียวและซามูไร แต่ก็แลกกับการขยายการเก็บภาษีในดินแดนท่ี
ถูกรวมเข้ามาเป็นของรัฐบาลกลาง แต่รายจ่ายที่มากทาให้ฐานะทางการคลังมี
ปัญหารายรับไม่พอกบั รายจ่าย ประกอบกบั ระบบการเกบ็ ภาษีในสมยั โทกุงาวะ
ไร้ประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการท่ีในแต่ละแคว้นมี
ระดับของภาษีและขนบธรรมเนียมของระบบฟิวดัลแตกต่างกัน และการเก็บ
ศริ ิพร ดาบเพชร| 57
ภาษีนั้นจัดเก็บในรูปของผลผลิต ซ่ึงวิธีนี้เสียค่าใช้จ่ายสูงและเปลี่ยนเป็นเงิน
สดได้ยาก
ขั้นแรกในการแก้ปัญหาและจัดระบบภาษีให้มีมาตรฐานชัดเจน คือ
การแก้ปัญหาเร่ืองความเป็นเจ้าของที่ดิน โดยใน ค.ศ.1872 รัฐบาลยกเลิกกฎ
ห้ามการโอนหรือขายท่ีดิน และเร่ิมออกโฉนดขึ้นใหม่ โอกุมะ ชิเงะโนบุ
รฐั มนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลงั จดั ทารายละเอียดเกี่ยวกับระบบภาษที ด่ี ิน
ข้ึนใหม่ ประกาศใช้เม่ือวันท่ี 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1873 สาระสาคัญคือ ที่ดิน
ท้ังหมดจะได้รับการตีราคาโดยถือตามราคาตลาดถ้าเพิ่งเปลี่ยนมือ และถือตาม
ราคาประเมินถ้ายังไม่เปลี่ยนมือ เจ้าของท่ีดินต้องเสียภาษีร้อยละ 3 ของราคา
ท่ีดิน27 แต่ใน ค.ศ. 1877 ลดเหลือร้อยละ 2.5 การชาระภาษีจ่ายในรูปของเงิน
แทนผลผลิต ผู้จ่ายภาษีคือเจ้าของที่ดิน จากเดิมผู้เพาะปลูกซ่ึงอาจเช่าท่ีดิน
เป็นผจู้ า่ ย
การปฏิรูปภาษีน้ที าให้รฐั บาลมรี ายไดป้ ระจาปที ่แี น่นอนจากภาษีที่ดิน
ทาให้สามารถกาหนดแผนการพัฒนาประเทศได้ดีขึ้น และภาษีท่ีดินยังเป็น
รายได้หลักของรัฐบาล ระบบภาษีใหม่ทาให้เอกชนทุกครัวเรือนเข้าสู่ระบบ
ภาษี มีส่วนร่วมโดยตรงในการจ่ายภาษี ส่งผลทางอ้อมคือทาให้ประชาชนเกิด
สานกึ วา่ เปน็ ส่วนหนงึ่ ของระบบเศรษฐกจิ ของประเทศ
นอกจากนี้การท่ีรัฐบาลเก็บภาษีเป็นเงินแทนการเก็บเป็นผลผลิต
เช่น ข้าว อย่างแต่ก่อน ยังลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า
ข้าว แต่ผู้เส่ียงกลับกลายเป็นชาวนาซ่ึงต้องเสี่ยงกับการที่หากราคาข้าวตกต่า
ชาวนาก็ต้องขายเพื่อนาเงินมาจ่ายภาษี และภาระภาษีของชาวนาไม่ได้ลด
น้อยลง เพราะในการกาหนดอัตราการจา่ ยภาษีที่ดินและราคาที่ดนิ น้ัน รัฐบาล
58 | ญ่ีปนุ่ กับการสร้างจักรวรรดนิ ยิ ม
ได้ต้ังเป้าหมายไว้ก่อนแล้วว่า จะต้องได้ผลผลิตใกล้เคียงกับที่เคยเก็บได้ จึงตั้ง
อัตราภาษไี ว้สูงเพราะรฐั บาลตอ้ งการเงินไปใช้ในการพฒั นาประเทศ
การพัฒนาการเกษตร ในสมัยเมจิได้พัฒนาการเกษตร โดยเริ่ม
จากการยกเลิกข้อจากัดต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ อนุญาตให้
เพาะปลูกอย่างอิสระ จัดตั้งสถานีทดลองเกษตรข้ึนใน ค.ศ. 1874 ที่โตเกียว
ต่อมาย้ายไปต้ังที่เมืองซัปโปโร (Supporo) บนเกาะฮอกไกโด โดยมีหัวหน้า
หน่วยการเกษตรของสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ดูแล28 เพื่อช่วยในการปรับปรุง
การเกษตรให้ทนั สมยั โดยเฉพาะการปรับปรุงพนั ธพุ์ ืชจากตา่ งประเทศใหเ้ ขา้ กับ
สภาพดินฟ้าอากาศของญี่ปุ่น ตั้งโรงเรียนการเกษตรท้ังของรัฐและเอกชน ส่ง
คนไปศึกษาเร่ืองการเกษตรยังต่างประเทศ ปรับปรุงระบบการทานา ปรับปรุง
พันธุ์ข้าวท่ีทนต่ออากาศหนาว จัดระบบชลประทาน และใช้ปุ๋ยมากข้ึน ส่งผล
ให้ผลผลิตเพิ่มมากข้ึน นอกจากข้าวแล้วรัฐบาลยังส่งเสริมการผลิตไหมดิบจน
กลายเปน็ สินคา้ ทม่ี ีความสาคัญเปน็ อันดับ 2 รองจากขา้ ว29
การปฏิรูประบบการเงิน ในปลายสมัยโทกุงาวะ รัฐบาลโชกุนไม่
สามารถควบคมุ การออกเงินตราได้ ในภูมภิ าคตา่ งๆ มคี วามแตกต่างกนั ในเรือ่ ง
มาตรฐานของเงินตรา แต่ละแคว้นพิมพ์ธนบัตรขน้ึ ใช้เองและผลิตเหรียญข้ึนใช้
ต่างกัน เช่น ที่โอซากะนิยมใช้เหรียญเงิน ท่ีโตเกียวนิยมใช้เหรียญทอง การ
แลกเปล่ียนเงินตราจึงต้องมีผู้เช่ียวชาญทาหน้าที่พิจารณาคุณภาพและน้าหนัก
ของโลหะ ทาให้ขาดความคล่องตัวในระบบการเงิน นอกจากนี้เงินเหรียญของ
ญี่ปุ่นไหลออกนอกประเทศเป็นจานวนมาก เพราะเป็นเงินเหรียญท่ีมีส่วนผสม
ของทองคาสูง ทาให้เป็นที่ต้องการของตา่ งชาติ สง่ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจญี่ปนุ่
ศิรพิ ร ดาบเพชร| 59
ดังนั้นเพ่ือให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประสบความสาเร็จ
รัฐบาลจึงจัดระบบการเงินท่ีทันสมัยและมีมาตรฐานเดียวกันท้ังประเทศ โดย
ออกมาตรการจดั ระบบการเงินใน ค.ศ. 1871 มีข้อกาหนดว่ารฐั บาลกลางเป็นผู้
ผกู ขาดการออกเงินตรา ใช้ระบบเงนิ ตราแบบทศนิยม กาหนดเงินเยนเปน็ หนว่ ย
เงนิ มลู ฐานแทนระบบที่ยุ่งยากในสมยั โทกงุ าวะ และใชม้ าตรฐานทองคา
รัฐบาลเมจิตั้งธนาคารชาติขึ้นใน ค.ศ. 1872 เพ่ือทาหน้าท่ีอานวย
ความสะดวกด้านการเงินและสินเช่ือที่ม่ันคง ในช่วงแรกธนาคารชาติท่ีตั้งขึ้นมี
หลายแห่ง และรัฐบาลให้สิทธิธนาคารเหล่านี้ในการพิมพ์ธนบัตรด้วย ต่อมา
รัฐบาลต้ังโรงกษาปณ์ขนึ้ ที่เมืองโอซากะ เพื่อผลิตเหรียญเงินชนดิ ใหมอ่ อกมาใช้
และยกเลิกการใช้เหรียญทอง เหรียญเงินชนิดเก่า และพิมพ์ธนบัตรแบบใหม่
ออกใช้แทนแบบเก่า ซ่ึงค่อยๆ ลดการใช้ธนบัตรแบบเดิมลงไปจนกระท่ัง ค.ศ.
1879 การใช้ธนบัตรของแคว้นต่างๆ จึงหมดไป
ระบบการเงินของญี่ปุ่นประสบปัญหาเพราะญ่ีปุ่นใช้มาตรฐานทองคา
แต่ในช่วงน้ันประเทศในเอเชียส่วนใหญ่ยังใช้มาตรฐานเงินอยู่ รัฐบาลจึงออก
เหรียญกษาปณ์เงินมูลค่า 1 เยน มาใช้ในบางพ้ืนท่ี เพ่ือให้เกิดความคล่องตัว
สาหรับพ่อค้าที่ติดต่อค้าขายกับต่างชาติ โดยมีส่วนผสมของโลหะเท่ากับเงิน
ดอลลารส์ หรัฐฯ แตร่ ะบบการเงนิ ของญ่ีปุน่ ยังคงมปี ัญหาและเกิดภาวะเงินเฟ้อ
ขึน้ เม่ือ ค.ศ. 1878 เพราะรฐั บาลแก้ปัญหาการขาดแคลนเหรยี ญโดยออกธนบตั ร
เพ่ิม ทาให้มูลค่าของธนบัตรลดลง ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น30 รัฐบาลจึงหาทาง
แก้ปัญหาโดยจัดระบบการเก็บภาษีใหม่ ลดรายจ่าย จัดต้ังธนาคารแห่งประเทศ
ญ่ีปุ่นข้ึนใน ค.ศ. 1882 ทาหน้าที่ออกธนบัตรเพียงแห่งเดียวโดยมีทุนสารอง
ตามระบบธนาคารกลางแบบยุโรป จนถึง ค.ศ. 1894 ระบบการเงินจึงเริ่มดีขึ้น
60 | ญี่ปนุ่ กบั การสรา้ งจกั รวรรดนิ ิยม
และใน ค.ศ. 1897 ญี่ปุ่นได้ใช้มาตรฐานทองคาอย่างเป็นทางการเช่นเดียวกับ
ประเทศตะวันตก
การพัฒนาดา้ นการคมนาคมและการสือ่ สาร
รฐั บาลเมจิเร่งพฒั นาระบบการส่ือสารคมนาคมของประเทศดา้ นต่างๆ
เพอื่ พฒั นาประเทศและป้องกันประเทศ ที่สาคัญ คอื
การรถไฟ เป็นระบบการคมนาคมท่ีสาคัญท้ังในด้านการเปิดตลาด
การค้าภายในประเทศ และความม่ันคงของประเทศ รฐั บาลรับผดิ ชอบการสร้าง
ทางรถไฟสายสาคัญ ส่วนเอกชนรับผิดชอบทางรถไฟสายท้องถ่ิน ต่อมา
รฐั บาลเปิดโอกาสใหเ้ อกชนเข้ามามสี ว่ นรว่ มในการลงทุนได้ บริษัทรถไฟเอกชน
แห่งแรกจึงตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1881 และเกิดข้ึนอีกหลายบริษัทในช่วงครึ่งหลัง
ทศวรรษ 1880 ส่งผลให้เส้นทางรถไฟของเอกชนเพ่ิมข้ึนอย่างรวดเร็ว โดยใน
ค.ศ. 1885 มีระยะทาง 130 ไมล์ หรอื ประมาณ 209 กโิ ลเมตร เม่ือถงึ ค.ศ. 1895
ทางรถไฟของเอกชนขยายระยะทางเปน็ กวา่ 15,000 ไมล์ หรอื ประมาณ 24,140
กิโลเมตร31 หลังสงครามกับรัสเซีย (ค.ศ. 1904–1905 ) ทางรถไฟถูกสร้างเพ่ิม
มากข้นึ ดว้ ยเหตผุ ลว่าการคมนาคมขนส่งควรมคี วามเชือ่ มโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน
ทาใหใ้ น ค.ศ. 1906 รฐั บาลออกกฎหมายโอนกิจการรถไฟเปน็ ของรัฐเพ่ือความ
คล่องตัวในการพัฒนากิจการรถไฟ และเพ่ือความม่ันคงทางการเมืองการทหาร
เพราะเสน้ ทางรถไฟถือไดว้ ่าเป็นทั้งเส้นทางยทุ ธศาสตรแ์ ละเสน้ ทางการค้า
การเดินเรอื ในต้นสมัยเมจิ การขนส่งทางทะเลของญปี่ ุ่นสว่ นใหญ่
ยังอาศัยเรอื สาเภา สว่ นการเดนิ เรือในแถบตะวนั ออกไกลอยภู่ ายใต้การผูกขาด
ของบริษัทเดินเรือต่างชาติซึ่งเข้มาประกอบกิจการต้ังแต่ปลายสมัยโทกุงาวะ
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 61
แล้ว ประกอบกับการค้าต่างประเทศของญี่ปนุ่ เกือบท้ังหมดตกเปน็ ของต่างชาติ
ทาให้รัฐบาลตระหนักถึงความจาเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมให้คนญี่ปุ่นเข้ามา
จัดการด้านการเดินเรือและการค้าต่างประเทศโดยตรง แต่สิ่งแรกที่ต้องทาคือ
การจัดตั้งบริษัทเดินเรือท่ีทันสมัย ดังนั้นต้ังแต่ ค.ศ. 1870 เป็นต้นมา รัฐบาล
จึงสง่ เสริมการต้ังบริษทั เดินเรือขึน้ 3–4 แหง่ บางบริษัทอยใู่ นรูปของรฐั วสิ าหกิจ
บางบรษิ ัทเป็นของเอกชน แต่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
บรษิ ัททมี่ ีชอื่ เสยี งที่สุด คือ บรษิ ัทเดนิ เรือมติ ซูบชิ ิ ซึ่งรฐั บาลให้ความ
ช่วยเหลือและปกป้องอย่างเต็มท่ีในการแข่งขันกับบริษัทเดินเรือต่างชาติ เช่น
มอบเรือให้ 30 ลา และให้เงินช่วยเหลือ32 บริษัทเดินเรือของสหรัฐอเมริกาและ
อังกฤษต้องถอนตัวออกไปในท่ีสุด ทาให้บริษัทมิตซูบิชิสามารถขยายกิจการ
และต่อมากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่นที่มีกิจการครอบคลุมหลายด้าน
ต่อมาได้เกิดความขัดแยง้ และแข่งขันกันเองระหวา่ งบรษิ ทั เดินเรอื มติ ซูบชิ กิ บั มิต
ซุย จนรัฐบาลต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยจนสามารถรวมกันเป็นบริษัทเดียวกันได้
สาเร็จใน ค.ศ. 1885 จากน้ันรัฐบาลได้ส่งเสริมให้จัดต้ังบริษัทเดินเรือขึ้นอีก
หลายแหง่ และออกกฎหมายส่งเสรมิ การเดินเรอื และตอ่ เรือใน ค.ศ. 1896
การส่ือสาร รัฐบาลเมจินาระบบไปรษณีย์และโทรเลขมาใช้ใน ค.ศ.
1871 และอีก 6 ปีต่อมา ญี่ปุ่นได้เข้าเป็นสมาชิกสหภาพไปรษณีย์สากล ทาให้
การส่ือสารพัฒนาอย่างรวดเร็ว การวางสายโทรเลขท่ีสาคัญๆ ในประเทศเสร็จ
สมบูรณ์ และมีการวางสายเคเบิ้ลใต้น้าเช่ือมระหว่างเมืองนางะซะกิกับเมืองซั่ง
ไห่ในจนี ส่วนโทรศพั ทถ์ ูกนาเขา้ มาใช้ในหนว่ ยราชการของญ่ปี ่นุ เมื่อ ค.ศ. 1877
และรัฐบาลไดเ้ รม่ิ พัฒนาเครือขา่ ยโทรศพั ทอ์ ย่างจรงิ จังใน ค.ศ. 189033
62 | ญี่ปนุ่ กับการสรา้ งจักรวรรดนิ ยิ ม
การพัฒนาอตุ สาหกรรม
ในต้นสมัยเมจิรัฐบาลมีนโยบายรับความรู้และเทคนิคและการผลิต
จากตะวันตกมาใช้โดยตรง ทส่ี าคญั คอื
1. การจ้างผู้เชี่ยวชาญชาวต่างประเทศ ระหว่าง ค.ศ. 1870–1885
รัฐบาลญ่ีปุ่นจ้างผู้เช่ียวชาญชาวต่างประเทศเป็นจานวนมากเข้าทางานในเกือบ
ทุกโครงการสาคัญของรัฐบาล โดยอยู่ในความควบคุมของกระทรวงอุตสาหกร
อุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้มีหน้าที่สาคัญในการให้คาแนะนาด้านเทคนิค
และฝกึ อบรมวิศวกรชาวญ่ปี ่นุ
2. การส่งเสริมบริษัทและธรุ กิจเอกชน รัฐบาลส่งเสริมกิจการของ
เอกชนโดยให้ความช่วยเหลอื ทง้ั ทางตรงและทางออ้ ม เชน่ ใหเ้ งินชว่ ยเหลือ ให้
ส่ิงของที่รัฐบาลมีอยู่ ดังกรณีท่ีรัฐบาลให้เอกชนเช่าเครื่องป่ันด้ายในเงื่อนไข
พิเศษ ให้กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยต่า ให้ความช่วยเหลือด้านความรู้และเทคนิค
การผลิตโดยส่งผู้แทนไปดงู านในต่างประเทศ และรัฐบาลปกป้องอุตสาหกรรมที่
เปน็ ของชาวญ่ีปุ่นให้แข่งขันกับบริษทั ต่างชาติได้ทง้ั อตุ สาหกรรมการเดินเรือ ส่งิ
ทอ อุตสาหกรรมการผลิตเคร่ืองอุปโภคบริโภค34
3. การสง่ นักศึกษาไปเรียนตา่ งประเทศ
4. การสร้างพ้ืนฐานและถ่ายโอนเทคโนโลยีจากตะวันตก เช่น
การส่งครูสัญจรออกไปสอนตามท่ีต่างๆ ท่ัวประเทศ การนาตัวอย่างอาหาร
หรือเคร่ืองจักรของต่างชาติส่งไปยังท้องถิ่นต่างๆ เพ่ือใช้เป็นแบบสาหรับการ
ผลติ ในประเทศ การจดั ตัง้ โรงเรียน วทิ ยาลัยเทคนิค
ศิริพร ดาบเพชร| 63
5. การต้งั รฐั วิสาหกิจ อุตสาหกรรมที่อยู่ในรปู รฐั วิสาหกิจนส้ี ่วนใหญ่
เป็นพ้ืนฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนากองทัพ และเพื่อช่วยลดการ
เสียดุลการค้า เช่น ระบบการคมนาคม อุตสาหกรรมเหมืองแร่ การผลิตอาวุธ
การผลิตผ้าขนสัตว์ การกรอไหมและป่ันด้าย รวมถึงการจัดต้ังโรงงานผลิต
เครื่องมือต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานแก้ว
โรงงานผลิตปูนขาว เพื่อผลิตวัสดุสาหรับก่อสร้างอาคารสถานท่ีราชการแบบ
ตะวนั ตก เพื่อให้ต่างชาติตระหนักถงึ ความทนั สมยั ของญปี่ นุ่
ต่อมารัฐบาลได้ขายโรงงานอุตสาหกรรมและวิสาหกิจบางประเภทท่ี
ไม่เก่ียวข้องกับด้านยุทธศาสตร์และการทหารให้เอกชน เพื่อลดภาระการเงิน
และด้านการบริหารของรัฐบาล แต่การขายกิจการบางประเภทในราคาต่าทาให้
รัฐบาลถูกวิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใส ทาให้ใน ค.ศ. 1880 รัฐบาลออกกฎหมาย
ว่าด้วยเรื่องการขายโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้รัฐวิสาหกิจจานวนมากถูก
ขายโอนให้แก่ภาคเอกชน โดยให้เหตุผลว่าโรงงานอุตสาหกรรมถูกตั้งเพื่อ
กระตุ้นเศรษฐกิจ จึงควรให้เอกชนดาเนินการ และเพื่อลดภาระต้นทุน35 แต่
กิจการท่ีเก่ียวกับด้านความมั่นคง เช่น การผลิตอาวุธ รัฐเป็นผู้ดาเนินการเอง
และหลังจากชนะสงครามกับจีน (ค.ศ.1894 – 1895) ญ่ีปุ่นได้รับเงินค่า
ปฏิกรรมสงคราม ทาให้การพัฒนาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก
เพมิ่ มากข้นึ
การส่งเสริมการคา้ กับต่างประเทศ
รัฐบาลเมจิมีนโยบายส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศ โดยดาเนินการ
ต่างๆ ประการแรก คือ การโฆษณาเผยแพร่สินค้าของญี่ปุ่นให้เป็นท่ีรู้จักใน
64 | ญีป่ นุ่ กับการสรา้ งจกั รวรรดนิ ิยม
ต่างประเทศ โดยไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เช่น งานแสดงสินค้า
นานาชาติที่กรุงเวียนนา ค.ศ. 1873 ส่งเจ้าหน้าท่ีไปสารวจตลาดต่างประเทศ
และหาล่ทู างตลาดต่างประเทศ รวมถึงเพือ่ เรียนรู้และนากรรมวิธแี บบยโุ รปมาใช้
ในญ่ีป่นุ
ประการที่สอง คือ การกาหนดนโยบายส่งเสริมการค้าโดยตรง คือ
รัฐบาลรับซื้อสินค้าจากเอกชนแล้วส่งไปขายยังต่างประเทศ สินค้าที่ขาย เช่น
ไหมดิบ ชา ปอ ข้าว ยาสูบ ซีอ๊ิว โดยมีตลาดท้ังในยุโรป สหรัฐอเมริกา อินเดีย
และจีน และประการที่สาม คือ การสนับสนุนให้พ่อค้าญี่ปุ่นทาการค้ากับ
ต่างประเทศท้งั ส่งออกและนาเขา้ โดยรฐั บาลใหก้ ารชว่ ยเหลือค้มุ ครอง เช่น การ
ให้เงินก่อต้ังบริษัท การจัดต้ังสานักงานตรวจสอบใบชา ทาให้ใน ค.ศ. 1875
ญี่ปุ่นส่งใบชาไปขายยังยุโรปเป็นคร้ังแรก36 จากการที่รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริม
การส่งออก ทาให้อัตราการเติบโตทางการค้ากับต่างประเทศพัฒนามากย่ิงข้ึน
ต่อมาญป่ี ุ่นเร่มิ ขยายตลาดและแหล่งวัตถดุ บิ โดยเขา้ ไปในแมนจูเรียของจีน
การปฏิรูปการเมืองการปกครอง
ผู้นาสมัยเมจิตระหนักดีว่าการจะรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติ
ไว้ได้นั้นต้องพัฒนาให้ญี่ปุ่นมีความทันสมัยและมั่นคง สิ่งแรกท่ีต้องทาคือการ
สถาปนารฐั บาลกลางที่เข้มแข็งและทันสมยั เพื่อดาเนนิ การปกครองประเทศให้
มีระเบยี บและมน่ั คง
การรวมอานาจเขา้ สศู่ ูนย์กลาง
ศิริพร ดาบเพชร| 65
หลังจากระบบโชกุนส้ินสุดอานาจไปแล้ว จักรพรรดิเมจิ ออก
แถลงการณ์ให้ยุบเลิกหน่วยงานของรัฐบาลโชกุนและตั้งรัฐบาลช่ัวคราวขึ้นเพื่อ
บริหารประเทศ โดยจักรพรรดิเป็นผู้นาสูงสุดของรัฐบาล ขณะเดียวกันได้
ดาเนินการปราบปรามกลุ่มต่อต้านที่สนับสนุนรัฐบาลโชกุน แต่ปัญหาใหญ่ที่
รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญ คือ ความไร้เอกภาพในการบริหารประเทศ เน่ืองจาก
ดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมและการปกครองโดยตรงของรัฐบาลมีเฉพาะ
พ้ืนที่เดิมของรัฐบาลโชกุนกับแคว้นที่อยู่ฝ่ายโชกุนเท่าน้ัน นอกนั้นยังคง
ปกครองตนเองในลักษณะเป็นแคว้นอิสระเหมือนเดิม และที่สาคัญคือรัฐบาล
ใหม่ขาดกองทัพท่ีเป็นของตนเอง ต้องอาศัยกองทัพของแคว้นท่ีมีส่วนร่วมใน
การโค่นล้มโชกุน ซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อรัฐบาลใหม่อย่างยิ่ง เพราะใน
ขณะน้ันแคว้นต่าง ๆ ได้พยายามเสริมสร้างความเข้มแข็งทางทหารของตนจน
หลายแควน้ มีกองทพั ที่เขม้ แข็ง
ดังนั้นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้ คือ การสถาปนารัฐบาลกลางท่ี
เขม้ แขง็ เพ่อื รักษาเอกราชและพัฒนาประเทศญ่ปี ุ่นให้ทันสมยั จงึ เปิดโอกาสให้
กลมุ่ ตา่ งๆ ทม่ี ีความคดิ กา้ วหน้าเข้ามามีสว่ นรว่ มในการบริหารประเทศ โดยเร่มิ
จากการเรียกประชุมไดเมียวจากทุกแคว้นเพ่ือจัดตั้งสภาท่ีปรึกษา ซ่ึงเป็นการ
ประชุมเพื่อแสวงหาความคิดเห็นและการสนับสนุนจากขุนนาง การประชุมครั้ง
นไ้ี ดน้ าไปสู่การออกคาปฏิญาณกฎบตั ร 5 มาตรา ใน ค.ศ.1868 ซึง่ เปน็ นโยบาย
ที่เนน้ ถงึ การท่ีจะต้องมกี ารปรึกษาหารือกนั อย่างกว้างขวาง และขจัดประเพณีท่ี
ล้าสมัยต่างๆ มาตรการนี้เป็นหลักประกันให้แก่กลุ่มที่ระแวงว่าแคว้นซะสึมะ
และโชชูจะคุมอานาจ เพราะได้มีขุนนางจากหลายแคว้นเข้าร่วมบริหารประเทศ
66 | ญป่ี นุ่ กับการสรา้ งจกั รวรรดนิ ยิ ม
ด้วย และเป็นการประนีประนอมกับฝ่ายโทกุงาวะและขุนนางเก่า เพราะรัฐบาล
ใหม่ยังตอ้ งการใหข้ นุ นางกลมุ่ เดมิ เข้ามาช่วยบรหิ ารประเทศดว้ ย
ต่อมาผู้นารัฐบาลเมจิจัดให้มีการค้นคว้าเก่ียวกับระบบการปกครองท่ี
เคยใช้ในอดตี ของประเทศจีน ญ่ปี ุ่น และประเทศตะวนั ตกชาติต่างๆ เพื่อนามา
ปรบั ปรุงการปกครอง ซ่ึงในเดอื นมถิ นุ ายน ค.ศ.1868 รัฐบาลได้เสนอโครงสร้าง
ใหม่ของรัฐบาล เรียกว่า เซอิไตโช (Seitaisho) ขึ้น โดยมีหลักการแบ่งแยก
อานาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซ่ึงเป็นการ
ปรับปรุงการปกครองเพื่อให้มีรัฐบาลกลางท่ีเข้มแข็ง มีอานาจเด็ดขาด
หน่วยงานบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญน้ีประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาสูงท่ีมี
สมาชิกเป็นขุนนางท่ีได้รับการแต่งต้ัง และสภาล่างที่เป็นตัวแทนของไดเมียว37
หลักการปกครองนี้ถือกันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรก38 รัฐธรรมนูญน้ีมี
ลักษณะบางอย่างเป็นแบบตะวันตกแต่ยังไม่ใช่ประชาธิปไตย ต่อมาเปลี่ยนชื่อ
เมืองเอโดะเป็น โตเกียว ประกาศใช้ชื่อรัชสมัยเมจิ หรือ รัฐบาลท่ีรู้แจ้ง และใน
ค.ศ. 1869 จักรพรรดเิ มจยิ ้ายมาประทับทีโ่ ตเกยี วเปน็ การถาวร
ในส่วนความพยายามเพ่ือรวมอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ได้มีการ
ดาเนินการตา่ งๆ ดงั นี้
การถวายดินแดนคืนจักรพรรดิ การถวายดินแดนคืนจักรพรรดิ
เป็นข้ันแรกในการรวมอานาจเข้าสู่ศูนย์กลาง คิโดะ โคอิน แห่งแคว้นโชชูเป็น
ผู้นาในการโน้มน้าวให้ไดเมียวแคว้นโชชู ซะสึมะ ฮิเซ็น และโทะซะ ถวาย
ดินแดนคืนแด่จกั รพรรดิในเดือนมีนาคม ค.ศ.1869 เพื่อสรา้ งความเข้มแข็งใหแ้ ก่
รฐั บาลกลางและเปน็ ตัวอยา่ งแก่แควน้ อนื่ ๆ ซ่ึงแควน้ ส่วนใหญ่ปฏบิ ัติตาม ต่อมา
ศริ ิพร ดาบเพชร| 67
รัฐบาลมีคาส่ังให้ไดเมียวถวายดินแดนคืนจกั รพรรดิทั้งหมด โดยแต่งตั้งไดเมยี ว
เหล่าน้ันให้เป็นผู้ปกครองแคว้นต่อไปตามเดิม แต่เปลี่ยนรูปแบบมาเป็น
ข้าราชการของรฐั บาล39
การยกเลิกแคว้นและตั้งจังหวัด (เค็ง) แม้ว่าไดเมียวถวายดนิ แดน
คืนจักรพรรดิและกลายเป็นข้าราชการที่ข้ึนต่อองค์จักรพรรดิ แต่ในความเป็น
จริงแล้วแต่ละแคว้นยังมีลักษณะเป็นรัฐอิสระ การปกครองยังเป็นไปในรูป
แบบเดิม ความเป็นอยู่ของประชาชนยังไม่ดีขึ้น การลุกฮือของชาวนาและ
ซามูไรที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลใหม่ยังคงมีอยู่ทั่วไป รวมท้ังยังมีความขัดแย้ง
ระหว่างแคว้น ทาให้รัฐบาลดาเนินการยกเลิกแคว้นทั้งหมดเพื่อสร้างความ
ม่ันคงภายใน ในวันท่ี 29 สิงหาคม ค.ศ.1871 รัฐบาลประกาศยกเลิกแคว้น
ต่างๆ พร้อมกันท่ัวประเทศ ผู้ว่าราชการทุกแคว้นต้องพ้นจากตาแหน่งและให้
ทกุ คนเขา้ มาอยู่ในโตเกียว ซง่ึ ได้รับการยินยอมจากแคว้นต่างๆ ด้วยดี ใน ค.ศ.
1872 รฐั บาลได้แบ่งเขตการปกครองออกเปน็ 72 จงั หวัด (Ken) และแต่งตัง้ ผ้วู ่า
ราชการจังหวัดจากส่วนกลางไปปกครอง และลดเหลือ 45 จังหวัดใน ค.ศ.
189040 การยกเลิกระบบแคว้นทาให้อิทธิพลของฝ่ายโชกุน ไดเมียว และซามูไร
ลดลงอยา่ งรวดเรว็ และทาใหก้ ลมุ่ ปัญญาชนรุ่นใหม่ทมี่ ีความคดิ ก้าวหน้าเข้ามามี
บทบาทในรัฐบาลมากขึ้น
สว่ นในการปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบขา้ ราชการสว่ นท้องถ่ินค่อยๆ ก่อ
ตวั ขึน้ โดยมกี ารออกขอ้ บังคับ ค.ศ. 1875 กาหนดตาแหนง่ หน้าท่ี อานาจของ
ข้าราชการท้องถิ่น เช่น ดูแลศาลเจ้า วัด โรงเรียน อาคารสาธารณะ ลิขสิทธ์ิ
ต่างๆ การประเมินภาษี ดูแลสาธารณูปโภค สามะโนประชากร จดทะเบียน
68 | ญี่ปนุ่ กับการสร้างจกั รวรรดนิ ยิ ม
ที่ดิน และผู้ว่าราชการจังหวัดมีอานาจควบคุมกิจการตารวจในท้องถ่ิน การ
บริหารท้องถิ่นขน้ึ ต่อกระทรวงมหาดไทยซง่ึ ตั้งขึ้นใน ค.ศ.1873
การวางระบบกองทพั แห่งชาติ การทแี่ คว้นตา่ งๆ มีกองทพั เป็นของ
ตนเอง นับวา่ เป็นอันตรายตอ่ ความมัน่ คงของรัฐบาลกลาง ดังน้นั ผ้นู ารัฐบาลเมจิ
จึงค่อยๆ ดาเนินการสร้างกองทัพท่ีข้ึนตรงต่อตน เร่ิมจากการต้ังหน่วยทหาร
ขึ้นหน่วยหน่ึงใน ค.ศ.1868 ภายใต้สังกัดสานักราชเลขาธิการ ประกอบด้วย
ทหารประมาณ 400 คน จากแคว้นซะสึมะ โชชู และโทะซะ เป็นกาลังหลัก ทา
การฝึกทหารที่เกียวโต และออกคาสั่งในนามของจักรพรรดิให้แคว้นต่างๆ ลด
กาลังทหารลง พร้อมกับให้ช่วยออกค่าใช้จ่ายในการฝึกทหารที่ค่ายฝึกในเกียว
โต ซ่งึ ในสมัยโทกงุ าวะ ไดเมยี วเปน็ ผรู้ บั ผิดชอบคา่ ใช้จ่าย
ใน ค.ศ.1870 รัฐบาลวางแผนจัดระบบทหารแห่งชาติข้ึน โดยกาหนด
วา่ กิจการทหารท้งั ของส่วนกลางและทอ้ งถิ่นตอ้ งเปน็ แบบเดียวกัน คือ ทหารบก
ใช้แบบแผนของเยอรมนี ทหารเรือใช้ของอังกฤษ41 และจัดตั้งกองทหารรักษา
พระองค์ขึ้นใน ค.ศ. 1871 ประกอบด้วยหน่วยทหารปืนใหญ่และทหารราบ มี
กาลังพลประมาณ 10,000 คน เป้าหมายแรกของการตั้งกองกาลังน้ีคือ เพ่ือ
รองรับสถานการณ์จากการประกาศยกเลิกแควน้ 42 หลังจากการประกาศยกเลกิ
แคว้นสาเร็จลงแล้ว จึงมีประกาศยกเลิกกองทัพที่มีอยู่ในแคว้นต่างๆ โดยให้
รัฐบาลกลางเท่าน้ันท่ีมีกองทัพได้ ดังนั้นใน ค.ศ. 1871 ระบบการทหารได้รวม
ศูนย์อยทู่ ี่รัฐบาลกลาง
ใน ค.ศ.1873 รัฐบาลออกประกาศการเกณฑ์ทหาร กาหนดให้ผู้ชาย
ชาวญี่ปุ่นทุกคนท่ีมีอายุ 20 ปี เข้าเป็นทหารประจาการ 3 ปี ผู้ท่ีสามารถเว้น
ศิริพร ดาบเพชร| 69
จากการเกณฑ์ทหารได้แก่ นักเรียน ข้าราชการ ทายาทและหัวหน้าครอบครัว
ตลอดจนผู้ท่ีสามารถจ่ายเงินทดแทน ประกาศเกณฑ์ทหารน้ีทาให้บทบาทของ
ชนช้ันซามูไรในฐานะนักรบของประเทศส้ินสุดลง รวมทั้งเป็นการปลูกฝัง
ความคิดค่านิยมแบบใหม่แก่คนรุ่นใหม่ เป็นการช่วยกาหนดรูปแบบของความ
จงรักภักดีที่กองทัพต้องมีต่อองค์จักรพรรดิ และสร้างความเป็นเอกภาพแก่
ประเทศด้วย จากน้ันทางการได้เร่งปรับปรุงกองทัพใหม่ สร้างเรือรบ เสริมการ
ปอ้ งกันทางทะเล ตงั้ โรงงานสรรพาวธุ และโรงเรียนนายรอ้ ย
อนึ่ง ในเดือนมนี าคม ค.ศ. 1876 รัฐบาลไดย้ กเลิกการจ่ายเงนิ บานาญ
ใหซ้ ามไู ร และยกเลกิ สิทธกิ ารพกดาบ ทาใหซ้ ามูไรบางกลุ่มไม่พอใจจึงกอ่ ความ
วุ่นวายขึ้นในแคว้นโชชูและซะสึมะใน ค.ศ. 1877 คือ กบฏซะสึมะ แต่ถูกปราบ
ลงได้โดยทหารท่ีไม่ใช่ซามูไร แต่เป็นทหารที่ได้รับการฝึกแบบสมัยใหม่ เป็น
กองทัพสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีซามไู รก่อการต่อตา้ นรัฐบาลต่อมาด้วยการ
ลอบสังหารบุคคลในรัฐบาล ซ่ึงจะดาเนินการเช่นนี้เพื่อความต้องการของตน
ยาวนานกว่า 40 ปี43
การปฏริ ูปการปกครองระหว่าง ค.ศ.1871 - 1889
หลงั จากการยกเลิกแควน้ ต่างๆ และการรวมอานาจเขา้ สศู่ ูนย์กลางใน
เบ้ืองต้นสาเร็จลงแล้ว ต่อมาได้มีการจัดรูปแบบการปกครอง โดยแบ่งออกเป็น
ส่วนกลางและสว่ นภมู ภิ าค
การปกครองส่วนกลาง ระหว่าง ค.ศ.1871-1875 รัฐบาลได้นา
รูปแบบการปกครองที่แบ่งแยกอานาจการบริหารส่วนกลางออกเป็น 3 ฝ่าย มา
ใช้ โดยแยกออกเป็น 3 สภา คือ
70 | ญ่ปี นุ่ กบั การสรา้ งจกั รวรรดนิ ิยม
สภากลาง (เชยอิน) เป็นองค์การบริหารสูงสุดของรัฐ มีหน้าท่ีเกี่ยวกับ
การบรหิ ารกิจการทกุ อย่างของรัฐ
สภาขวา (ยูอิน) เป็นองค์การบริหารท่ีแยกออกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก
แต่ในทางปฏิบัติสภาน้ีถือเป็นองค์การบริหารหน่วยย่อยของสภากลาง ผู้ที่
ได้รับแต่งต้ังให้เป็นหัวหน้ากระทรวงต่างๆ ของสภาขวา คือ พวกซามูไรซง่ึ เป็น
ที่ปรึกษาของสภากลาง ทาให้ซามูไรเหล่านี้เป็นทั้งผู้กาหนดนโยบายและ
ควบคุมการบริหาร
สภาซ้าย (ซาอิน) มีหน้าท่ีในการบัญญัติกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ
กลบั ไม่มีอิสระในการดาเนินการ เพราะเป็นเสมือนทป่ี รกึ ษาของสภากลาง
ต่อมาใน ค.ศ.1875 สภาท้ังสามถูกยกเลิกไป คงเหลือแต่สภาที่
ปรึกษาเท่าน้ัน โดยมีการจัดต้ังสภาบริหาร (ซันโย) วุฒิสภา (เกนโรอิน) และ
สภาตรวจสอบ (ไดชินอิน) การปฏิรูปรัฐบาลในครั้งน้ีเป็นไปเพ่ือการ
ประนีประนอมระหว่างกลุ่มคณาธิปัตย์ (oligarchy) ซ่ึงเป็นกลุ่มหรือคณะบุคคล
ท่ีมีบทบาทในการบริหารประเทศในช่วงแรกของสมัยเมจิ กับผู้ที่ต้องการจัดต้ัง
สภาผู้แทนราษฎรตามหลักการประชาธิปไตย แต่อย่างไรก็ตามผู้นากลุ่มเดิม
ยงั คงมีอานาจในการบรหิ ารอยเู่ ช่นเดมิ
ในเดือนธันวาคม ค.ศ.1885 รัฐบาลดาเนินการปฏิรูปทางการเมืองท่ี
สาคัญอีกข้ัน คือ การจัดตั้งคณะรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล
การดาเนินการนี้นอกจากจะทาให้องค์การบริหารของญ่ีปุ่นมีรูปแบบตามอย่าง
ตะวนั ตกแลว้ ยงั ทาใหฝ้ า่ ยบริหารมอี านาจและมพี ื้นฐานอานาจทม่ี นั่ คง ซ่งึ เปน็
การเตรียมการรองรับรูปแบบการปกครองโดยระบบรัฐธรรมนูญ และใน
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 71
ค.ศ.1887 รัฐบาลได้นาเอาระบบการสอบเข้ารับราชการตามแบบเยอรมนีเข้า
มาใชด้ ว้ ย
การปกครองส่วนภูมิภาค หลังจากแบ่งการปกครองออกเป็น 72
จังหวัดแล้ว รัฐบาลได้จัดต้ังกระทรวงมหาดไทยข้ึนใน ค.ศ.1873 เพื่อทาหน้าที่
ควบคุมดูแลการบริหารราชการส่วนภูมิภาคท้ังหมด โดยแบ่งหน่วยการ
ปกครองจังหวัดออกเป็น อาเภอ เขต ตลาด และหมู่บ้าน ต่อมาใน ค.ศ.1889
ไดม้ ีการปรับปรงุ แบง่ เขตจงั หวดั ใหม่อีกครงั้ จนเหลือ 45 จังหวดั
3. การกาเนดิ พรรคการเมืองและการเรยี กร้องรฐั ธรรมนูญ
ในช่วงแรกของสมัยเมจิมีการตั้งรัฐบาลใหม่ข้ึนมา แต่กล่าวได้ว่าการ
ปกครองยงั คงรูปแบบเดมิ คอื มีสภาท่ีปรึกษาของจักรพรรดิ 2 คณะ มาจากราช
สานักและขุนนางจากตระกูลต่างๆ และจากตัวแทนไดเมียว ต่อมาเร่ิมมีกระแส
เรียกร้องสิทธิพลเมืองและเรียกร้องให้มีรัฐสภาท่ีเป็นตัวแทนของประชาชนท่ีมา
จากการเลือกต้ัง และมีแนวคิดทางการเมืองต่างๆ เผยแพร่ในญ่ีปุ่นท้ังแนวคิด
อนุรักษ์นิยม หัวก้าวหน้า เสรีนิยม และกลุ่มท่ีต่อต้านการผูกขาดอานาจของ
คณาธปิ ตั ย์44
ในเดือนมกราคม ค.ศ.1874 กลุ่มชนชั้นผู้นาส่วนหน่ึงท่ีมาจากแคว้น
โทะซะได้รณรงค์หาเสียงกระตุ้นให้รัฐบาลจัดต้ังสภาผู้แทนราษฎร โดยจัดต้ัง
กลุม่ การเมืองขึ้น เรียกวา่ สาธารณพรรคของผู้รักชาติ หรอื ไอโคกุโคไต โดย
นักศึกษาหนุ่มหลายคนที่กลับมาจากต่างประเทศได้เข้าร่วมด้วย กลุ่มนี้ยื่น
ขอ้ เสนอใหร้ ัฐบาลยกเลกิ อานาจเผดจ็ การของรฐั บาลและเรยี กร้องให้จดั ต้ังสภาที่
72 | ญีป่ นุ่ กบั การสร้างจักรวรรดนิ ิยม
ประชาชนเป็นผู้เลือกสมาชิก ซ่ึงการดาเนินการในขั้นแรกของสภาไม่
จาเป็นต้องเป็นตัวแทนของประชาชนทั่วไป แต่ให้มีการเลือกต้ังโดยมีข้อจากัด
เรื่องคุณสมบัติบางประการ ข้อเรียกร้องนี้ถูกคัดค้านจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญดา้ น
การเมอื งในมหาวิทยาลยั เพราะเหน็ ว่าญ่ีปุ่นยังไม่พร้อมทจี่ ะนาระบบสภามาใช้
และประชาชนยังไม่มีความสนใจทางการเมือง จึงจาเป็นต้องปกครองโดย
ข้าราชการรูปแบบเดิมไปก่อน แต่ต้องเน้นถึงผลประโยชน์ของชาติให้มากทีส่ ดุ
ซ่งึ เป็นความเห็นทต่ี รงกบั ความเหน็ ของผู้นาประเทศ
ต่อมาได้มีการจัดต้ังองค์กรที่เรียกว่า สมาคมริชชิฉะ หรือ สมาคม
เพื่ออสิ รภาพ โดยมจี ุดประสงค์เพ่ือรวบรวมซามูไรที่มีนโยบายเรียกร้องให้จัดตั้ง
สภาแห่งชาติส่วนท้องถิ่นและเรียกร้องสิทธิทางการเมือง สิทธิส่วนบุคคล
ตลอดจนให้การช่วยเหลือดา้ นเศรษฐกิจแก่อดีตซามไู ร เช่น ต้ังสหกรณเ์ งินกู้ใน
อัตราดอกเบ้ียต่า ฝึกหัดอาชีพแก่ซามูไร45 และในภูมิภาคต่างๆ ก็ได้นารูปแบบ
ของสมาคมนี้ไปปฏิบัติตามดว้ ย จุดประสงค์ขององค์การนี้ คือ เพอ่ื กฐู้ านะทาง
เศรษฐกิจของชนชั้นทหาร และต่อมาประสบความสาเรจ็ มากในฐานะขบวนการ
ทางการเมืองที่ทมุ่ เทเพือ่ สรา้ งสภาประชาธิปไตย
นอกจากกลุ่มหัวก้าวหน้าแล้ว ความต่ืนตัวเรื่องประชาธิปไตยไดแ้ พร่
ไปยังกลุ่มปญั ญาชนต่างๆ โดยเฉพาะนกั หนังสอื พิมพ์ ซึง่ หนงั สือพิมพบ์ างฉบับ
ได้ออกข่าวสนับสนุนกลุ่มประชาธิปไตย รัฐบาลจึงมีมาตรการกาหนดโทษผู้
เสนอข่าวการเมืองที่เป็นอันตรายต่อรัฐบาล ใน ค.ศ.1875 ทาให้เกิดการต่อสู้
ระหวา่ งหนงั สอื พิมพก์ บั รัฐบาล
หลังเหตุการณ์กบฏซะสมึ ะใน ค.ศ.1877 กลุ่มผู้เรียกร้องสิทธิทางการ
เมืองแข็งแกร่งข้ึน เนื่องจากมีการรวมตัวกันระหว่างสมาคมของผู้รักชาติกับ
ศริ ิพร ดาบเพชร| 73
กลุ่มซามูไรที่ต่อต้านรัฐบาล รวมทั้งชาวนาที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจ ตลอดจน
ได้รับความร่วมมือจากกลุ่มพ่อค้า นักธุรกิจท่ีสาคัญ ๆ ทาให้มีสมาคมทาง
การเมืองเกิดขึ้นทั่วประเทศญี่ปุ่นหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในเขตเมืองและเขตท่ี
เศรษฐกิจเติบโต กลุ่มผเู้ รียกร้องสิทธิทางการเมืองเรมิ่ รวมตัวกนั ได้เหนียวแน่น
มากขึน้ โดยมี อิตางากิ ไทสเุ กะ (Itagaki Taisuke) แหง่ แควน้ โทะซะเป็นผู้นา
รัฐบาลจึงออกมาตรการเพื่อควบคุมขบวนการเรียกร้องทางการเมือง โดยใน
ค.ศ.1880 ได้ออกกฎหมายจากัดสิทธิการชุมนุมในที่สาธารณะเว้นแต่ได้รับ
อนุญาตจากทางการ ห้ามการรวมตัวกันทางการเมือง ห้ามครู นักเรียน
นักศกึ ษา ทหาร เข้ารว่ มกลุ่มการเมอื ง กลุ่มองค์กรทมี่ วี ตั ถปุ ระสงคท์ างการเมือง
โดยเฉพาะกลมุ่ ทหารจะถูกเพง็ เล็งเปน็ พิเศษ
ใน ค.ศ. 1881 ได้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่กลายเปน็ สิ่งเร่งให้มี
การปกครองตามรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน วิกฤติการณ์ทางการเมืองน้ีเกิดจาก
ความไม่โปร่งใสของการดาเนินการขายโอนกิจการอุตสาหกรรมบางชนิดใน
เกาะฮอกไกโดให้แก่บริษัทเอกชนที่มีคนของรัฐบาลถือหุ้นอยู่ในราคาต่ากว่า
ปกติ และโอกุมะ ชิเงโนบุ แห่งแคว้นฮิเซ็น ซ่ึงเป็นรัฐมนตรีว่าการคลังถูกปลด
ออกเน่ืองจากคัดค้านนโยบายขายโอนกิจการน้ี และยังเนื่องมาจากปัจจัยทาง
การเมืองด้วย เนื่องจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมสงสัยว่า โอกุมะ ร่วมมือกับ อิตางากิ
และฟูคุซาวา ยูกิชิ สนับสนุนให้มีการเลือกต้ังและต้ังรัฐสภาแบบอังกฤษท่ีมี
คณะรัฐมนตรีรับผิดชอบ เม่ือข่าวถูกเผยแพร่ออกมาทาให้รัฐบาลถูก
หนังสือพิมพ์โจมตีอย่างหนัก รัฐบาลจึงระงับการขายโอนกิจการ46 ส่วนโอกุ
มะได้นากลุ่มข้าราชการที่มีความสามารถจานวนหน่ึงไปเข้าร่วมกับกลุ่มผู้
เรยี กร้องประชาธิปไตย
74 | ญี่ปนุ่ กบั การสรา้ งจักรวรรดนิ ยิ ม
การออกจากคณะรัฐบาลของโอกุมะ ทาให้ผู้นาในรัฐบาลท่ีเหลืออยู่
สว่ นใหญ่เป็นคนท่มี าจากแคว้นโชชูและซะสึมะ ทาใหเ้ กดิ กระแสวพิ ากษว์ ิจารณ์
รัฐบาลมากขน้ึ จากการทค่ี ณะรัฐบาลมาจากคนเพียงสองกลุ่ม รฐั บาลเห็นว่าการ
เคล่ือนไหวทางการเมืองมีแนวโน้มจะรุนแรงข้ึนจึงได้มีประกาศพระบรมราช
โองการเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ.1881 เพื่อให้คาสัญญาแก่ประชาชนว่า
จักรพรรดิจะพระราชทานกฎหมายรัฐธรรมนูญแก่ประชาชนและจัดตั้งรัฐสภา
แหง่ ชาตขิ ึ้นภายใน ค.ศ.189047 แต่กไ็ ม่อาจระงบั การเคล่ือนไหวทางการเมืองได้
กลับกลายเป็นว่ากลุ่มการเมืองต่างๆ ได้เคลื่อนไหวเพ่ือเตรียมจัดต้ังพรรค
การเมอื งข้นึ พรรคทีส่ าคญั เชน่
พรรคเสรีนิยม (จิยูโต Jiyuto Party) ตั้งขึ้นใน ค.ศ.1881 พรรคนี้
เกิดจากสมาคมเพื่อการสถาปนาสภาแห่งชาติหรือสมาคมรักชาติ มีอิตางากิ
เปน็ หัวหนา้ พรรค นโยบายของพรรคยดึ หลักการของฝร่ังเศสที่วา่ “เสรภี าพเป็น
ภาวะธรรมชาติของมนุษย์” และสร้างทฤษฎีใหม่ขึ้นมาเพ่ือให้สอดคล้องกับ
สังคมญ่ีปุ่น ว่า “เจตนารมย์ของประชาชนและจักรพรรดิเป็นส่ิงเดียวกัน” ฐาน
เสียงของพรรคจิยูโตสว่ นใหญ่อย่ใู นชนบท โดยเฉพาะกลุ่มเจา้ ที่ดนิ และนกั ธรุ กจิ
ขนาดเลก็ ท่ีไม่พอใจระบบภาษใี หม่ของรัฐบาล48
พรรคปฏิรูปรัฐธรรมนูญ (ริกเกนไคชินโตะ – Rikken Kaishinto
party) ตั้งขึ้นใน ค.ศ.1881 สมาชิกส่วนใหญ่มาจากข้าราชการเก่าและกลุ่ม
ปัญญาชนจากมหาวิทยาลัยเคโอะ มีโอกุมะเป็นหัวหน้าพรรค พรรคน้ีได้รับ
การสนับสนุนจากนักธุรกิจบริษัทมิตซูบิชิ จึงถูกเรียกว่า “พรรคธุรกิจชุมชน”
นโยบายทางการเมืองของพรรคสนับสนุนการปกครองแบบเสรีนิยม แต่ยึด
หลักการสนับสนุนระบบรัฐสภาที่มีกษัตริย์แบบอังกฤษ และส่งเสริมให้มีการ
ศิรพิ ร ดาบเพชร| 75
ปกครองส่วนท้องถ่ิน ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจในชนบทเพื่อเป็นพื้นฐาน
เศรษฐกจิ ของรฐั
พรรคราชรัฐธรรมนูญ (ริกเกน ไตเซโตะ – Rikken Taiseito Party)
ต้ังขึ้นใน ค.ศ.1882 เพื่อต่อต้านสองพรรคแรก สมาชิกของพรรคประกอบด้วย
บุคคลหลายอาชีพ เช่น ข้าราชการ นักบวชในศาสนาชินโต ครู นักธุรกิจ
ฯลฯ พรรคน้ีใกล้ชิดกับรัฐบาลจนกล่าวได้ว่ารัฐบาลเป็นผู้ดาเนินการจัดต้ัง แต่
ไม่เป็นท่ีนิยมของประชาชน พรรคนี้ยึดหลักลัทธิการเมืองแบบเยอรมันท่ีเน้น
ผลประโยชน์ของรัฐเป็นหลัก และสนับสนุนการปกครองที่ให้จักรพรรดิเป็นผู้
ทรงไว้ซึ่งอานาจอธิปไตย มีพระราชอานาจยับย้ังกฎหมายได้ แต่ต้องเป็นไป
ตามบทบญั ญัติของรัฐธรรมนูญ
นอกจากน้ียังมีการก่อต้ังพรรคการเมืองต่างๆ อีกมากมาย แต่ก็ต้อง
สลายตัวไปใน ค.ศ.1884 เน่ืองจากรัฐบาลออกนโยบายควบคุมการรวมกลุ่มกัน
ทางการเมือง รวมท้ังทาการแทรกแซงพรรคจิยูโตและพรรคริกเกน ไคชินโต
จนเกิดความขัดแย้งกันเอง ทาให้ไม่สามารถร่วมมือกันต่อต้านรัฐบาลได้สาเรจ็
และยงั ทาใหป้ ระชาชนเสอ่ื มศรัทธาในพรรคการเมอื งท้งั สองด้วย
แมว้ ่าการดาเนนิ การต่าง ๆ จะล้มเหลว แตน่ ับได้ว่ายงั มีผลดีประการ
หนง่ึ คอื ประชาชนญปี่ นุ่ ไดเ้ รียนร้กู ารดาเนินการทางการเมอื งรูปแบบตา่ งๆ ทงั้
การเรียกร้องและการต่อต้านในระบบประชาธิปไตย ส่วนผู้นาก็ได้เรียนรู้ถึง
ปัญหาและข้อบกพร่องของการดาเนินงานในระบบพรรคการเมือง ต่อมาใน
ค.ศ.1889 พรรคการเมืองต่าง ๆ จงึ ไดร้ บั การฟ้ืนฟูและกลับเข้ามามีบทบาททาง
การเมอื งใหม่อีกครั้ง
76 | ญี่ปนุ่ กับการสรา้ งจักรวรรดนิ ยิ ม
4. รัฐธรรมนญู เมจกิ บั การสรา้ งแนวคิดชาตนิ ิยม
รัฐธรรมนูญเมจิเป็นรัฐธรรมนูญท่ีเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับแรกใน
โลกตะวันออก การประกาศใชร้ ฐั ธรรมนูญเมจถิ ือเป็นความพยามในการปรบั ปรุง
ประเทศให้ทันสมัยของญ่ีปุ่น โดยยึดตามหลักการของโลกตะวันตกที่เน้นระบบ
รัฐสภาและการมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายในการปกครองประเทศ แม้ว่า
รัฐธรรมนูญเมจิยังไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยแบบ
ตะวันตกโดยสมบูรณ์ แต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้และการมีรัฐสภาทา
ให้ญี่ปุ่นได้รับการยอมรับจากชาติตะวันตกในระดับหน่ึง ท่ีสาคัญสาระใน
รัฐธรรมนูญเมจิมีผลทาให้แนวคิดชาตินิยมที่เน้นจักรพรรดิเป็นศูนย์กลา งและ
เจ้าของอานาจท้ังมวลได้รับการเน้นยา้ มากข้นึ
การดาเนินการร่างรัฐธรรมนูญ ความสนใจที่จะให้มีรัฐบาลตาม
ระบอบรัฐธรรมนญู ได้เรม่ิ ข้ึนต้ังแต่ปลายสมัยโทกุงาวะ ส่วนกลุ่มคณาธปิ ัตยก์ ็มี
ความสนใจในลทั ธกิ ารเมืองของตะวนั ตกเชน่ กัน แตก่ ็เห็นวา่ ในชว่ งท่ีญ่ปี นุ่ กาลัง
เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสร้างชาติให้ม่ันคงเข้มแข็งน้ัน ญ่ีปุ่นยังไม่พร้อม
ทีจ่ ะใช้ระบอบประชาธปิ ไตยแบบตะวนั ตกโดยทันที แต่ต้องมกี ารเตรียมตัวด้าน
ต่างๆ เชน่ การดึงอานาจเข้าสู่ศนู ยก์ ลาง และต้องศกึ ษาการสรา้ งรฐั บาลกลางท่ี
มีอานาจเด็ดขาดตามแบบตะวันตกเสียก่อน ดังนั้นใน ค.ศ.1869 รัฐบาลได้
แต่งตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษข้ึน เพื่อศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับ
ต่างๆ ของประเทศตะวันตก โดยมี เอโตะ ชิมเป แห่งแคว้นฮิเซน็ เปน็ ผนู้ า
การแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกบั รฐั ธรรมนูญแพร่หลายมากข้นึ หลังจาก
การกลับจากต่างประเทศของคณะทูตอิวากุระ แต่มีความขัดแย้งกันเรื่อง
ศิริพร ดาบเพชร| 77
ระยะเวลาท่ีจะเริ่มประกาศใช้หลักการสาคัญๆ เช่น เจ้าชายอิวากุระ ผู้นาคณะ
ทูตอิวากุระเห็นว่าจักรพรรดิควรเป็นองค์อานาจสาหรับทุกข้ันตอนในการร่าง
รัฐธรรมนูญ และควรดาเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปในการปกครองระบอบ
รัฐธรรมนูญ จักรพรรดิควรมีอานาจสูงสุดในการบังคับบัญชากองทัพ การ
ประกาศสงคราม การตกลงสันติภาพและสนธิสัญญา อานาจในการควบคุมการ
ผลติ เงนิ การเปดิ -ปิดประชุมสภา การถอดถอนขา้ ราชการระดบั ต่างๆ49
คิโดะ โคอิน แห่งแคว้นโชชูซึ่งร่วมเดินทางไปกับคณะทูต เห็นว่า
ญ่ีปุ่นควรมีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ควรดาเนินการอย่างช้าๆ
ส่วนจักรพรรดิควรมีอานาจสงู สุดในการบริหารประเทศ โดยมีนายกรัฐมนตรีซ่งึ
เป็นรัฐบุรุษอาวุโส หรือ เกนโร (genro)50 เป็นผู้รับสนองพระราชโองการและ
รับผิดชอบการทางานร่วมกับรัฐสภา ประชาชนทุกคนต้องมีความเท่าเทียมกัน
ทางกฎหมาย ส่วนอิโตะ ฮิโระบูมิมีความเห็นว่าจักรพรรดิควรมีอานาจสูงสุด
รัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายต่างๆ ต้องคานึงถึงศักด์ิศรีและอานาจจักรพรรดิ
การให้หรือจากัดเสรีภาพของประชาชนต้องระวังไม่ให้กระทบเกียรติภูมิของ
จกั รพรรดิ51
ความแตกต่างด้านความคิดของผู้นาและความขัดแย้งกรณีเกาหลี
ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มคณาธิปัตย์52 ตามมาด้วยการลาออกจาก
รัฐบาลของผู้นาบางคน เช่น อิทางากิ ไทสุเกะ ซ่ึงได้ออกมาเคล่ือนไหวทางการ
เมืองโดยได้รับการสนับสนุนจากปัญญาชนและหนังสือพิมพ์ จนทาให้รัฐบาล
ต้องใช้มาตรการควบคุมทางการเมืองท่ีเด็ดขาดในช่วง ค.ศ.1876 -1881 เช่น
จากัดสิทธิผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง รัฐบาลกลางเป็นผู้แต่งตั้งข้าราชการส่วน
78 | ญปี่ นุ่ กบั การสร้างจักรวรรดนิ ิยม
ท้องถิ่น ให้อานาจตารวจในการจับกุมคุมขังและลงโทษผู้ต่อต้านรัฐบาล ห้าม
การปราศรัยและชมุ นมุ ทางการเมือง เปน็ ต้น
ในช่วงนี้รัฐบาลถูกกดดันให้ริเริ่มศึกษาและค้นคว้าเพื่อสร้างรัฐธรรมนูญ
ของรัฐข้ึนเช่นกัน และรัฐธรรมนูญที่จะร่างข้ึนต้องมีเนื้อหาท่ีสอดคล้องกับ
แนวความคิดของกลุ่มคณาธปิ ัตย์ท่ีมาจากแคว้นซะสึมะและโชชู ซ่ึงเป็นตัวแทน
และเทิดทูนอานาจองค์จักรพรรดิอย่างสูงสุด โดยสนใจที่จะนารูปแบบของ
รัฐธรรมนูญเยอรมนีมาใช้ และเพ่ือท่ีจะให้การต่อต้านรัฐบาลของกลุ่ม
ประชาธิปไตยบรรเทาลง รัฐบาลจึงประกาศว่าจักรพรรดิจะพระราชทาน
รัฐธรรมนูญใน ค.ศ.1890 แต่กลับทาให้เกิดการเคล่ือนไหวทางการเมืองมากข้นึ
เช่น การจัดตั้งพรรคการเมือง รัฐบาลจึงต้องถ่วงดุลย์อานาจของฝ่ายตรงข้าม
โดยต้ังพรรคการเมืองท่ีเป็นของรัฐบาลข้ึนเช่นกัน ได้แก่ พรรครัฐธรรมนูญแห่ง
องคจ์ ักรพรรดิ (Rikken Teiseito) และดาเนนิ การแทรกแซงพรรคการเมอื งต่างๆ
จนเกดิ ความแตกแยกกันเอง และต้องสลายตัวไปในที่สดุ
รัฐบาลเห็นความจาเป็นที่จะต้องมีรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ปกครองประเทศ
ดังน้ันจึงได้ส่งคณะศึกษารัฐธรรมนูญท่ีมี อิโตะ ฮิโระบูมิ เป็นผู้นา เดินทางไป
ศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ ในตะวันตกและเห็นว่ารัฐธรรมนูญของ
เยอรมนีเหมาะสมท่ีสุด เพราะเน้นอานาจสูงสุดของจักรพรรดิและคณะรัฐมนตรี
ไม่ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและทหารขึ้นตรงต่อ
จักรพรรดิ อิโตะและคณะได้ศึกษารัฐธรรมนูญอยู่ท่ีเยอรมนีเป็นเวลา 9 เดือน
เมื่อเดินทางกลับมาก็ได้ทาการร่างรัฐธรรมนูญข้ึนทันทีในวันที่ 17 มีนาคม
ค.ศ.1883 โดยตั้งสานักงานร่างรัฐธรรมนูญขึ้นสังกัดกระทรวงสานักพระราชวัง
ทั้งที่ควรจะเป็นงานโดยตรงของวุฒิสภา (เกนโรอิน) อิโตะได้รับการแต่งต้ังให้
ศิริพร ดาบเพชร| 79
เปน็ รฐั มนตรวี า่ การสานักพระราชวังและเป็นประธานสานักรา่ งรฐั ธรรมนญู การ
ดาเนินการดังกล่าวแสดงถึงความต้องการที่จะร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่เปิดเผย
เพื่อหลีกเลี่ยงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก และทาให้สาธารณชนคาดเดา
ว่าจกั รพรรดอิ าจเปน็ ผู้ควบคุมการร่างรฐั ธรรมนูญนีด้ ้วยพระองค์เอง
การร่างรัฐธรรมนูญดาเนินไปอย่างช้าๆ และค่อนข้างเป็นความลับ
ภายใต้การกากับของอิโตะ ฮิโระบูมิ และอิโนะอุเอะ โควาชิ (Inoue Kowashi)53
อิโตะดาเนินการปฏิรูปการบริหารหลายอย่าง เพ่ือปูทางให้กับรัฐบาลในการ
บรหิ ารงานตามระบบรัฐธรรมนูญ เช่น การสถาปนาสถาบันข้าราชการใหม่ การ
ปรับปรุงคณะรัฐมนตรี การแต่งตั้งข้าราชการระดับต่าด้วยการเน้น
ความสามารถ โดยอิโตะจ้างที่ปรึกษากฎหมายชาวเยอรมันคือ เฮอร์มานน์ รอส
เลอร์ (Hermann Roessler) มาให้คาปรึกษาในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย
จนกระท่ัง ค.ศ.1886 จึงได้มกี ารร่างและศึกษารายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ซงึ่
เสร็จสน้ิ ลงในเดือนกันยายน ค.ศ.1887
การดาเนนิ การข้ันสดุ ทา้ ยของอโิ ตะเพ่อื ใหร้ ัฐธรรมนูญนี้ไดป้ ระกาศใช้
อย่างสมบูรณ์ คือ การสถาปนากลุ่มผู้บริหารขึ้นมาใหม่เป็นองค์กรพิเศษ
เรียกว่า คณะองคมนตรี (Privy Council) เพื่อทาหน้าที่พิจารณาร่างรัฐธรรมนญู
ตามพระบรมราชโองการของจักรพรรดิ โดยอิโตะเป็นประธานองคมนตรี และ
ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1889 จักรพรรดิทรงมีพระบรมราชโองการ
พระราชทานรัฐธรรมนูญเมจิ ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณอ์ ักษรฉบบั
แรกของโลกตะวันออก และได้ถูกเน้นย้าว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มาด้วยการท่ี
จกั รพรรดิพระราชทานให้เปน็ ของขวัญแกป่ ระชาชน
80 | ญปี่ นุ่ กับการสร้างจกั รวรรดนิ ยิ ม
สาระสาคัญของรัฐธรรมนูญเมจิ รัฐธรรมนูญน้ีมี 76 มาตรา แบ่ง
ออกเป็น 7 หมวดใหญ่ มีส่วนท่ีเป็นข้อบังคับเดิมของญ่ีปุ่นอยู่เพียง 3 มาตรา
คือ อารัมภบท (มาตรา 1) มาตราที่ว่าด้วยการสงครามและภาวะฉุกเฉิน
(มาตรา 31) และมาตราว่าด้วยงบประมาณ (มาตรา 71) นอกนั้นเป็นการ
เลียนแบบรัฐธรรมนูญเยอรมนี และรัฐธรรมนูญของประเทศอื่นๆ อีก 9 มาตรา
สาระสาคญั ของรฐั ธรรมนญู เมจิ ประกอบด้วย54
ส่วนท่ี 1 ว่าด้วยสถาบันจักรพรรดิ (มาตรา 1-17) ถือว่าจักรพรรดิ
เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ มีสถานะศักด์ิสิทธิท์ ่ีผู้ใดล่วงละเมิดไม่ได้ ทรงใช้
อานาจสงู สดุ ทั้งการปกครองและการทหารผา่ นคณะรัฐมนตรีและกองทัพบกและ
กองทัพเรอื
ส่วนที่ 2 ว่าด้วยสทิ ธิและหน้าที่ของพลเมือง (มาตรา 18-32) เช่น
พลเมืองทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย หน้าท่ีในการต้องเกณฑ์ทหารของชายญี่ปุ่น
หน้าที่ในการเสียภาษี สิทธิเสรีภาพขั้นพ้ืนฐาน สิทธิในการได้รับความยุติธรรม
การนับถือศาสนาและแสดงความคิดเห็นภายใต้กฎหมาย สิทธิเสรีภาพและ
หน้าท่ีของพลเมืองเปลี่ยนแปลงได้หากประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรืออยู่ใ น
ภาวะฉุกเฉิน
ส่วนที่ 3 ว่าด้วยสภา (เรียกว่าสภาไดเอท) (มาตรา 33-54)
กาหนดให้มี 2 สภา คือ สภาขุนนาง (House of peer) และสภาผู้แทนราษฎร
(House of Representatives) สภาขุนนางประกอบด้วยสมาชิกท่ีเป็นเช้ือพระ
วงศ์และผู้ท่ีจักรพรรดิแต่งตั้ง สภาขุนนางเป็นตาแหน่งถาวร สามารถตรวจสอบ
การใช้อานาจการปกครองของสภาผู้แทนราษฎร มีสิทธิยับยั้งกฎหมายท่ีสภา
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 81
ผู้แทนราษฎรเสนอมา ส่วนสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรได้รับการเลือกต้ังจาก
ประชาชนตามกฎหมายการเลอื กตง้ั
ส่วนที่ 4 ว่าด้วยคณะรัฐมนตรีและสภาองคมนตรี (มาตรา 55-
56) เป็นสภาบริหารของรัฐ ประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีและสภาองคมนตรี
คณะรฐั มนตรมี หี น้าทีถ่ วายคาแนะนาในการบรหิ ารประเทศตอ่ จักรพรรดโิ ดยตรง
และรับผิดชอบในด้านปฏิบัติ และเป็นผู้ลงนามรับรองกฎหมายท้ังหมดของ
แผ่นดิน สภาองคมนตรีเป็นผู้ตัดสนิ และกาหนดนโยบายท่ีสาคัญของรัฐและเป็น
ที่ปรึกษาขององค์จักรพรรดิ
ส่วนท่ี 5 ว่าด้วยศาลยุติธรรม (มาตรา 57-61) ศาลเป็น
ผู้รับผิดชอบต่อขบวนการยุติธรรม ผู้พิพากษามาจากการแต่งต้ังตามคุณสมบัติ
ท่แี ละมีอานาจอิสระในการพิพากษาคดี
ส่วนที่ 6 ว่าด้วยการคลัง (มาตรา 62-72) สภาไดเอทมีอานาจ
หน้าท่ีในการผ่านงบประมาณ กาหนดระบบภาษี แต่ไม่รวมการใช้จ่ายของ
สานกั พระราชวงั
ส่วนที่ 7 ว่าด้วยกฎหมายเพ่ิมเติม (มาตรา 73-76) การเพิ่มเติม
กฎหมายรัฐธรรมนูญทาได้เม่ือมีความจาเป็น โดยต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อย
กว่า 3 ใน 4 ของจานวนสมาชิกสภา และการแก้ไขกฎมณเทียรบาลเป็นอานาจ
จกั รพรรดิ กฎหมายหรอื ขอ้ บงั คับใดๆ จะขดั ต่อรัฐธรรมนูญไมไ่ ด้
จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญให้อานาจสูงสุดแด่จักรพรรดิ และกาหนด
สถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของจักรพรรดิไว้ รวมท้ังการทหารของรัฐไม่ถูกควบคุมโดย
สภาไดเอท ทาให้รัฐธรรมนูญเมจิถูกวิจารณ์ว่าเป็นรัฐธรรมนูญท่ีสนับสนุนให้
ผู้บริหารใช้อานาจอย่างเผดจ็ การ มีลกั ษณะไม่เปน็ ประชาธปิ ไตย เชน่ การระบุ
82 | ญ่ปี นุ่ กบั การสรา้ งจกั รวรรดนิ ยิ ม
ว่าอานาจอธิปไตยเป็นของจักรพรรดิไม่ได้มาจากประชาชน จากัดผู้มีสิทธิออก
เสยี งเลอื กตั้งว่าตอ้ งเป็นชายฉกรรจท์ เี่ สียภาษีใหร้ ัฐจานวน 15 เยนขึน้ ไป
อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าจุดมุ่งหมายของการใช้รัฐธรรมนูญน้ี
ไม่ได้มีเป้าหมายหลักเพ่ือประชาธิปไตย แต่เป็นไปเพื่อสร้างรูปแบบการ
ปกครองแบบประชาธิปไตยท่ีมีจักรพรรดิเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ และ
เพ่ือแสดงให้ชาติตะวนั ตกเห็นว่าญ่ีปุ่นมีรฐั ธรรมนญู ใช้ในการปกครอง เพ่ือเป็น
ข้ออ้างในการเรียกร้องขอแก้ไขสนธิสัญญาท่ีไม่เป็นธรรมกับต่างชาติ และเพื่อ
สร้างความเท่าเทียมทางการเมืองกับชาติตะวันตกที่มีรัฐธรรมนญู เป็นกฎหมาย
ในการปกครองประเทศ โดยองั กฤษซ่ึงเห็นการปรับปรุงประเทศของญปี่ ุ่น จงึ ได้
ตกลงยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตให้ญี่ปุ่นใน ค.ศ. 1899 และชาติอ่ืนได้
ยกเลกิ ตามมา นบั เป็นความสาเรจ็ ในการปรับปรงุ ประเทศของญป่ี ่นุ
รัฐธรรมนูญเมจิได้รับการประกาศใช้เม่ือ ค.ศ.1889 และญี่ปุ่นได้ใช้
รัฐธรรมนญู ฉบับนี้โดยไม่ได้แก้ไขไปจนถึง ค.ศ.1946 ภายใตร้ ัฐธรรมนญู ฉบับนี้
ผู้นาญี่ปุ่นสามารถพัฒนาประเทศให้ทันสมัยข้ึนจนกลายเป็นมหาอานาจชาติ
หนึ่ง
ส่ิงสาคัญอีกประการที่เกิดขึ้นเมื่อมีการนารัฐธรรมนูญเมจิมาใช้แล้ว
คือ กลุ่มคณาธิปัตย์กลายเป็นสถาบันการเมืองขึ้นมา และมีลักษณะเป็น
ผู้บรหิ ารพเิ ศษ หรอื เรียกว่า สภาเกนโร (คณะรฐั บุรุษอาวุโส)55
สรปุ
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 83
การปฏิรูปประเทศในสมัยเมจิดาเนินไปใน 4 ด้านใหญ่ คือ ด้าน
การเมือง – สังคม ด้านการสร้างสถาบันสมัยใหม่ ด้านการสร้างสัญลักษณ์ของ
ชาติ และด้านสาธารณูปโภค
ด้านการเมือง-สังคม เป็นการเคล่ือนไหวเพื่อเสรีภาพและสิทธิของ
ประชาชน มีการอภิปรายกันอย่างแพร่หลายว่าระบบการเมืองแบบใดดีที่สุด
สาหรับญ่ีปุ่น ใครควรมีส่วนร่วมในการเมือง หนังสือพิมพ์มีบทบาทในการ
เผยแพร่และเสนอแนวคิด รวมทั้งเกิดสมาคมทางการเมืองในท้องถ่ินกว่า 200
แห่ง นักคิดอย่างฟูกุซาวะ ยูกิชิ เสนอความเห็นว่าระบบชนช้ันเป็นอุปสรรคตอ่
การสร้างญ่ีปุ่นสมัยใหม่ ควรยกเลิกการให้ความสาคัญกับการสืบตระกูล ซึ่ง
นาไปสู่การยกเลิกระบบชนชั้นในสังคมในที่สุด โดยมีการกาจัดระบบไดเมียว
ระบบชนช้ัน ลดสิทธิพิเศษซามูไรเพื่อเปล่ียนให้เป็นสามัญชน เน้นสร้างความ
เท่าเทียมของชนชั้นต่างๆ การยกเลิกชนชั้นนักรบ นาไปสู่ระบบการทหาร
สมยั ใหม่และทางการไดส้ ร้างอตั ลกั ษณ์รว่ มของคนญ่ีปุ่นให้มีความรสู้ ึกของความ
เป็นประชาชนของจักรพรรดิและของประเทศชาติ แต่เดิมมีความรู้สึกเป็นคน
ของแคว้น โมริ อะริโนะริ (Mori Arinori) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กาหนดให้สอนประวัติศาสตร์ว่าญี่ปุ่นเป็นชาติที่แตกต่างจากชาติอ่ืน ท่ีสืบเชื้อ
สายมาจากเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ทาให้ชาวญี่ปุ่นเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจใน
ชาติและรู้สึกว่าตนเหนือกว่าชาติอื่น ซ่ึงจะส่งผลต่อมาเม่ือญี่ปุ่นสามารถขยาย
จักรวรรดินยิ มญป่ี ่นุ ได้สาเร็จและเข้าสู่ลทั ธิทหารนยิ มท่ีรกุ รานประเทศอ่ืน
ในด้านการสร้างสัญลักษณ์ของชาติ ผู้นาญี่ปุ่นได้สร้างและปลูกฝัง
แนวคดิ วา่ “จกั รพรรดเิ ปน็ สญั ลกั ษณข์ องชาติ” จกั รพรรดคิ อื หนง่ึ เดียวของญี่ปุน่
84 | ญ่ปี นุ่ กับการสร้างจักรวรรดนิ ยิ ม
สรา้ งภาพลักษณใ์ ห้จักรพรรดิเมจิเปน็ จักรพรรดิท่ีทนั สมัย และยงิ่ ใหญ่เผยแพร่สู่
ชาวญป่ี นุ่ ผา่ นหนงั สือพมิ พ์ ขบวนเสดจ็ และพระราชพิธตี า่ งๆ
ในด้านการสร้างความเจริญด้านสาธารณูปโภคต่างๆ น้ันเป็นไปตาม
คาขวัญ “ฟุโกกุ เคยี วเฮ” หรือประเทศม่งั คงั่ การทหารเขม้ แขง็ ทส่ี าคัญเชน่ การ
ปรับปรุงการทหาร อุตสาหกรรม ทางรถไฟ วางสายโทรเลข และรับแนวคิด
ของอดัมส์ สมิท (Adam Smith) เร่ืองการค้าเสรี (Laissez faire) มาใช้พัฒนา
เศรษฐกจิ อตุ สาหกรรม การพาณิชย์ ธนาคาร
ความสาเรจ็ ในด้านเศรษฐกิจและความเข้มแขง็ ทางการทหารจากการ
พัฒนาประเทศสมัยเมจิส่งผลอย่างรวดเร็ว โดยหลังจากพัฒนาประเทศได้ไม่
นาน ญปี่ ุ่นกส็ ามารถขยายอานาจทางการทหารไปยังดินแดนเพ่ือนบ้าน อนั เป็น
การเร่มิ จกั รวรรดินิยมญ่ีปุ่นทเ่ี ขม้ แข็ง
ศิรพิ ร ดาบเพชร| 85
ศาลเจา้ เมจิ สรา้ งใน ค.ศ. 1920 เพ่ืออทุ ศิ ถวายแดด่ วงวญิ ญาณของจักรพรรดิเมจิ
และจักรพรรดินี (ภาพถา่ ยโดยผู้เขียน)
ห้องเรียนชนั้ ประถมสมยั เมจิ ตวั หนงั สือทางซา้ ยแปลว่า จงรักภกั ดี ทางขวา แปลวา่
กตญั ญู ซึง่ เป็นจุดมุง่ หมายทางการศกึ ษาสมยั เมจิ (จาก วฒุ ชิ ยั , 2551)
86 | ญี่ปนุ่ กับการสร้างจักรวรรดนิ ิยม
ภาพพิมพ์บล็อกไม้ การเปลย่ี นแปลงทางการศึกษาสมัยเมจิ
(จากพิพิธภัณฑ์เอโดะ กรุงโตเกียว ภาพถ่ายโดยผู้เขียน)
ตารวจระงบั การปราศรยั เรยี กร้องสิทธเิ สรีภาพใน ค.ศ. 1880
(จาก Gordon, 2014)
รถไฟสายโตเกยี ว-โยโกฮามะในต้นสมัยเมจิ
ศริ พิ ร ดาบเพชร| 87
(จาก Reischauer and Craig, 1978)
ยา่ นการค้ากินซ่า (Ginza) ในกรงุ โตเกียว ค.ศ. 1877
(จาก Reischauer and Craig, 1978)
เชิงอรรถ
1 จักรพรรดิมุตซึฮิโตะ ประสูติเม่ือวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1851 ครองราชสมบัติเมื่อวันที่ 31
มกราคม ค.ศ. 1867 แตเ่ รมิ่ นับสมัยเมจิ หรอื การฟ้นื ฟูสมยั เมจิ (Meiji Restoration) เม่อื วนั ท่ี
3 มกราคม ค.ศ. 1868
2 ฮิวจ์ บอร์ตนั . (2526). ศตวรรษใหมข่ องญี่ป่นุ : จากเปอร่ีถึงปัจจบุ ัน. หน้า 95
3 Andrew Gordon. (2014). op.cit. pp. 77-78
4 วุฒิชัย มูลศลิ ป.์ (2551). ไทย จีน ญ่ปี ุ่น ในยุคจักรวรรดินยิ มใหม่ วิเคราะห์ เปรียบเทยี บ.
หนา้ 170
5 ฟูกุตาเกะ ทาดาช.ิ (2538). โครงสร้างสงั คมญีป่ นุ่ . หนา้ 12
88 | ญ่ีปนุ่ กบั การสร้างจกั รวรรดนิ ยิ ม
6 แมริอุส บี.แจนเสน. (2526). เล่มเดิม. หน้า 64
7 แหลง่ เดมิ . หน้า 64-66
8 แมรอิ ุส บ.ี แจนเสน. (2526). เลม่ เดมิ . หน้า 69 และ James Huffman. (2010). Japan and
Imperialism, 1853-1945. p. 31
9 แมรอิ สุ บี.แจนเสน. (2526). เล่มเดมิ . หนา้ 76
10 แหลง่ เดิม. หนา้ 85-89
11 แหลง่ เดมิ . หนา้ 67
12 ฮิวจ์ บอร์ตนั . (2526). เลม่ เดิม. หน้า 96
13 Edwin O. Reischauer. (1977). op.cit. p. 82 and Andrew Gordon. (2014). op.cit. pp.
65-66
14 ดบั เบลิ ยู.จ.ี บิสลีย.์ (2543). เลม่ เดมิ . หน้า 185-186
15 แมริอุส บ.ี แจนเสน. (2526). เลม่ เดิม. หน้า 77
16 แหล่งเดิม. หนา้ 73-74
17 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 73
18 ดบั เบิลยู จี. บสิ ลีย์. (2543). เลม่ เดมิ . หน้า 213
19 แมริอุส บ.ี แจนเสน. (2526). เล่มเดิม. หน้า 63)
20 แหล่งเดมิ . หน้า 64-68
21 วฒุ ิชัย มลู ศลิ ป.์ (2551). เล่มเดิม. หนา้ 167-168
22 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 67
23 Ibid.
24 ดบั เบลิ ยู จ.ี บิสลีย.์ (2543). เล่มเดมิ . หน้า 215 – 216 และ วฒุ ชิ ัย มูลศลิ ป์. (2551). เลม่
เดมิ . หน้า 182
25 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 68
26 วุฒิชยั มูลศลิ ป.์ (2551). เล่มเดมิ . หน้า 185
27 Ibid. p. 70
28 ฮิวจ์ บอร์ตัน. (2526). เล่มเดิม. หนา้ 155
ศริ ิพร ดาบเพชร| 89
29 ดับเบลิ ยู จี. บิสลยี ์. (2543). เลม่ เดมิ .หน้า 218-219
30 แหล่งเดมิ . หนา้ 161
31 ดับเบิลยู จ.ี บสิ ลยี ์. (2543). เลม่ เดมิ .หน้า 225
32 เพญ็ ศรี กาญจโนมัย. (2538). ญี่ปุน่ สมัยใหม่. หน้า 134
33 แหล่งเดิม. หน้า 159
34 ฮวิ จ์ บอรต์ นั . (2526). เลม่ เดมิ . หน้า 158-159
35 แหลง่ เดิม. หนา้ 170
36 แหลง่ เดมิ . หนา้ 154-156
37 Marius B. Jansen (2000). op.cit. p. 341
38 ฮิวจ์ บอร์ตนั . (2526). เลม่ เดิม. หนา้ 99
39 Marius B. Jansen (2000). op.cit. p. 345 and Andrew Gordon. (2014). op.cit. pp.
62-63
40 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 63
41 ดบั เบลิ ยู จี. บสิ ลยี .์ (2543). เล่มเดิม. หน้า 210-211
42 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 66
43 ดบั เบลิ ยู จี. บสิ ลีย.์ (2543). เล่มเดมิ . หน้า 185-186
44 ฮิวจ์ บอร์ตนั . (2526). เลม่ เดิม. หนา้ 126 – 128
45 แหลง่ เดมิ . หนา้ 133
46 แหล่งเดิม. หนา้ 168-172
47 แหล่งเดิม. หนา้ 177
48 ดบั เบลิ ยู จ.ี บิสลยี .์ (2543). เลม่ เดมิ . หนา้ 194-195
49 ฮิวจ์ บอร์ตนั . (2526). เล่มเดิม. หนา้ 174
50 เกนโร (genro) คือ รัฐบุรุษอาวุโส (ส่วนเกนโรอิน คือ วุฒิสภา) ได้รับยกย่องเป็นผู้สร้าง
ญี่ปุ่นสมัยใหม่ มีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาของจักรพรรดิในสมัยเมจิ ไทโชและต้นสมัยโชวะ
เกนโรในสมยั เมจิและต้นสมัยไทโชส่วนใหญ่เป็นซามูไรจาก 4 แควน้ ที่มบี ทบาทในการฟื้นฟู
อานาจจักรพรรดิ และมีบทบาททางการเมือง เช่น อโิ ตะ ฮโิ รมูมิ เกนโรคนแรกจากแคว้นโชชู
90 | ญ่ปี นุ่ กบั การสร้างจกั รวรรดนิ ยิ ม
เกนโรบางคนดารงตาแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เช่น ไซออนจิ กิมโมชิ (Saionki Kimmichi)
ซ่งึ เป็นเชือ้ พระวงศแ์ ละนายกรัฐมนตรีระหวา่ ง ค.ศ.1906-1908 และ 1911-1912 และคตั ซึระ
ทาโร (Katsura Taro) นายกรัฐมนตรีระหว่าง ค.ศ. 1912-1913 และรัฐบุรุษเหล่าน้ีมีส่วนใน
การ “เลือกสรร” นายกรฐั มนตรีญป่ี นุ่ ในสมัยไทโช
51 ฮวิ จ์ บอรต์ ัน. (2526). เลม่ เดมิ . หนา้ 190
52 ใน ค.ศ. 1873 ญ่ีปนุ่ พยายามเจรจาเปิดความสมั พันธ์กับเกาหลี แตเ่ กาหลีปฏิเสธ ทาให้
ผนู้ าญี่ป่นุ ฝา่ ยหนึ่งเห็นว่าญีป่ ุ่นควรใชก้ าลังกับเกาหลี แต่อกี ฝ่ายไมต่ ้องการใช้กาลงั จงึ เกิด
ความเห็นท่ีแตกต่างกันข้ึน
53 Andrew Gordon. (2014). op.cit. p. 91
54 เพญ็ ศรี กาญจโนมยั . (2538). เล่มเดมิ . หน้า 153-156
55 แหล่งเดมิ . หน้า 157
4
นโยบายตา่ งประเทศ
และการเติบโตของจักรวรรดญิ ่ปี ่นุ
92 | ญ่ีปุ่นกบั การสร้างจักรวรรดินยิ ม
บทนา
หลังจากท่ีญี่ปุ่นเปิดประเทศ และถูกบังคับให้ทาสนธิสัญญาที่ไม่เสมอ
ภาคกับประเทศตะวันตกนั้น ญ่ีปุ่นได้ปรับตัวและปฏิรูปประเทศท้ังในด้าน
การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ตามแนวทางตะวนั ตก โดยมีจุดประสงค์เพ่ือทาให้
ประเทศปลอดภัยจากการคุกคามของต่างชาติ เพ่ือสร้างความเสมอภาคเท่า
เทียมกับชาติตะวันตก และเพื่อแก้ไขสนธิสัญญาท่ีไม่เสมอภาคจนประสบ
ผลสาเร็จ จากความสาเร็จในการพัฒนาประเทศด้านอุตสาหกรรม ทาให้ญี่ปุ่น
ต้องการแสวงหาวัตถุดิบและตลาดท่ีนอกเหนือจากภายในประเทศ นอกจากน้ี
ความต้องการมีศักดิ์ศรีทัดเทียมชาติตะวันตก ทาให้ญ่ีปุ่นเริ่มดาเนินนโยบาย
จกั รวรรดนิ ิยมตามแบบชาติตะวนั ตก และญป่ี ่นุ เปน็ ประเทศเอเชยี ประเทศแรกท่ี
ไดเ้ ป็นเจา้ อาณานคิ ม
ขณะที่ญี่ปุ่นประสบความสาเร็จในการพัฒนาประเทศ แต่จีนกลับต้อง
เผชิญกับปญั หาความมน่ั คงภายในท่ีเกดิ การตอ่ ต้านรัฐบาลขน้ึ ในหลายพืน้ ที่ ซ่ึง
ล้วนแต่มีส่วนทาให้ราชสานักชิงอ่อนแอลง และตามมาด้วยการถูกคุกคามจาก
ต่างชาติท้ังชาติตะวันตกและญ่ีปุ่นในกรณีการแข่งขันกันขยายอานาจใจเกาหลี
ซ่ึงจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทาให้อิทธิพลของจีนในเกาหลีหมดลง ส่วนเกาหลีนั้น
ความแตกแยกภายในทาให้อิทธิพลของจีนและญ่ีปุ่นแทรกซมึ เข้าไปมากขนึ้ จน
เกิดความวุ่นวายและผลสุดท้ายเกาหลีต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของญี่ปุ่นจน
กลายเปน็ อาณานคิ มของญี่ป่นุ ในเวลาตอ่ มา
บทน้ีศึกษาวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของญี่ปุ่นตั้งแต่ ค.ศ. 1874 ท่ี
นาไปสู่ความสาเร็จในการสร้างจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น1 ขณะท่ีจีนและเกาหลี
ศิริพร ดาบเพชร| 93
กลายเป็นชาติท่ีถูกคุกคามและต่างชาติขยายอิทธพิ ลเข้าไปอยา่ งมาก เน้ือหาใน
บทน้ีแสดงให้เห็นพัฒนาการท่ีแตกต่างกันของชาติในเอเชียตะวันออกทั้งสาม
ชาติ อนั เปน็ ผลมาจากการปรับตัวท่ีแตกตา่ งกันของทัง้ สามชาติ
1. นโยบายต่างประเทศและการเตบิ โตของจักรวรรดิญป่ี ุ่น
นโยบายต่างประเทศของญปี่ นุ่ ตั้งแต่ทศวรรษ 1870 ถึงต้นคริสตศ์ ตวรรษ
ที่ 20 มีพัฒนาการไปตามบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์กับ
ต่างประเทศของญี่ปุ่น นโยบายระยะแรกเป็นการดาเนินการเพ่ือยกเลิก
สนธิสัญญาไม่เท่าเทียมกัน และการแสวงความมั่นคงปลอดภัยของดินแดน จึง
มกี ารพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เพื่อให้ชาติตะวันตกยอมรับในความเจริญของ
ญป่ี ุ่น
เม่ือญี่ปุ่นพัฒนาประเทศไประยะหน่ึงแล้ว เศรษฐกิจญ่ีปุ่นขยายตัวทาให้
เห็นความจาเป็นของการแสวงหาดินแดนที่จะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งวัตถุดิบ
และแหล่งระบายสินค้า รวมถึงยังต้องป้องกันประเทศจากชาติตะวันตก ทาให้
ญี่ปุ่นดาเนินนโยบายเพ่ือการป้องกันประเทศด้านความมั่นคงของเขตแดนและ
ความม่ันคงของเศรษฐกิจ ด้วยการเริ่มขยายอิทธิพลเข้าไปในดินแดนท่ีอยู่
ใกล้เคยี ง เช่น เกาหลี
เมื่อการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่นประสบความสาเร็จ ได้รับการยอมรับ
จากชาติตะวันตกด้วยการยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เท่าเทียมกันและการทหาร มี
ความเข้มแข็งมากขึ้น ญ่ีปุ่นจึงใช้ลัทธิจักรวรรดินิยมแบบตะวันตกเพ่ือขยาย
ดินแดนทจ่ี ะยดึ ครองเปน็ อาณานิคมแบบชาติตะวันตก ซง่ึ ประสบความสาเร็จใน
การชนะสงครามกับจนี ใน ค.ศ. 1895 ทาให้ญ่ีป่นุ สามารถขยายอทิ ธพิ ลในเกาหลี
94 | ญ่ีปุ่นกบั การสร้างจักรวรรดินยิ ม
ได้ ตามด้วยการชนะรสั เซยี และการผนวกเกาหลีเป็นรัฐในอารักขาใน ค.ศ. 1905
ตามด้วยการยึดครองเกาหลีเป็นอาณานิคมใน ค.ศ. 1910 จากน้ันในต้น
คริสต์ศตวรรษท่ี 20 จึงมีนโยบายการสร้างและป้องกันผลประโยชน์ในจีนและ
ดนิ แดนใกลเ้ คยี ง ดว้ ยการใชท้ ้งั การแสวงหาพนั ธมิตรและกาลงั ทหาร
นโยบายเพ่ือการยกเลิกสนธิสญั ญาไมเ่ ทา่ เทียมกัน
ในชว่ งแรกของสมัยเมจิ ในทศวรรษ 1870 – 1880 ผนู้ าญ่ปี ่นุ มีเป้าหมาย
หลักและนโยบายเร่งด่วน คือ การดาเนินการยกเลิกสนธิสัญญาไม่เท่าเทียมกัน
ท่ีทากับต่างชาติ เพ่ือทาให้ญี่ปุ่นมีอิสรภาพในการปกครองตนเองอย่างแท้จริง
และมีความเท่าเทียมกับชาติตะวันตก ญี่ปุ่นจึงดาเนินการพัฒนาประเทศในทุก
ด้านโดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถ ดังท่ี
นักปราชญ์คนสาคัญ คือ ฟุคุซาวา ยูกิชิ เขียนกระตุ้นชาวญี่ปุ่นในหนังสือของ
เขาเรื่อง “มุ่งสู่วิทยาการ” ว่า “สวรรค์มิได้สร้างมนุษย์คนหน่ึงให้ดีกว่าหรือเลว
กว่ามนุษย์อีกคนหนึ่ง”2 แต่ส่ิงสาคัญก็คือความรู้ คิโดะ ทะกะโยชิ หนึ่งในผู้ร่วม
เดินทางไปกับคณะทูตอิวากุระท่ีไป “แสวงหาความรู้จากทั่วโลก” ระหว่าง ค.ศ.
1871 – 1873 บันทึกว่า “ไม่มีอะไรจาเป็นรีบด่วนสาหรับเรา (ญ่ีปุ่น) เท่ากับ
โรงเรียน” และ “คนของเรา (ญ่ีปุ่น) ไม่มีอะไรแตกต่างจากคนอเมริกันหรือชาว
ยุโรปเลยในปจั จบุ ัน ทแี่ ตกตา่ งกค็ ือ การศกึ ษา หรือขาดการศกึ ษา”3 เพราะการ
พฒั นาคนใหม้ คี วามรู้ที่ทนั สมัยจะเป็นรากฐานไปสู่การพัฒนาในด้านอ่นื ๆ ตอ่ ไป
และคนญี่ปุ่นท่ีมีความ “ศิวิไลซ์” แบบตะวันตกจะทาให้ชาติตะวันตกไม่ดูถูก
เหยยี ดหยามญ่ีปุ่น