The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (2566-2570)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nuttaya Fuanfhoi, 2023-07-21 04:03:25

แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4

แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (2566-2570)

แผนการจัจัด จั ด จั สวัวัส วั ส วั ดิดิ ดิ ก ดิ การสัสัง สั ง สั คม จัจัง จั ง จั หวัวัด วั ด วั พิพิษ พิ ษ พิ ณุณุโ ณุ โ ณุ ลก ฉ บั บ ที่ ๔ ( พ . ศ . ๒ ๕ ๖ ๖ - ๒ ๕ ๗ ๐ ) พม. จัจัดจัจัทำทำทำทำโดย สำสำสำสำนันักนันังานพัพัฒพัพันาสัสังสัสัคมและความมั่มั่งมั่มั่คง ของมนุนุษนุนุย์ย์จัย์จัย์ งจัจัหวัวัดวัวัพิพิษพิพิณุณุโณุณุลก


~ ก ~ ค าน า สวัสดิการสังคม ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ. 2546 ซึ่งปรับปรุงแก้ไข ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2550 หมายถึง ระบบการจัดบริการทางสังคม เกี่ยวกับการป้องกัน การแก้ไขปัญหา การพัฒนาและการส่งเสริมความมั่นคงทางสังคม เพื่อตอบสนองความจ าเป็น ขั้นพื้นฐานของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้อย่างทั่วถึง เหมาะสม เป็นธรรม และให้เป็นไป ตามมาตรฐาน ทั้งทางด้านการศึกษา สุขภาพอนามัย ที่อยู่อาศัย การท างานและการมีรายได้ นันทนาการ กระบวนการยุติธรรม และบริการทางสังคมทั่วไป โดยคานึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์สิทธิที่ประชาชนจะต้องได้รับ และมีส่วนร่วมในการจัดสวัสดิการสังคมทุกระดับด้วย แผนพัฒนางานสวัสดิการสังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ถือเป็นแผนพัฒนางาน สวัสดิการสังคมแม่บทที่คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติจัดทาขึ้น ตามมาตรา 3 แห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม และถือเป็นการแปลงยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี(พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติแผนแม่บทเฉพาะกิจแผนปฏิรูปประเทศฉบับปรับปรุงและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) ไปสู่การปฏิบัติ จังหวัดพิษณุโลก ได้จัดท าแผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.2566-2570โดยบูรณาการ แผนงานโครงการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับท้องถิ่น เพื่อให้การด าเนินงานครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ภายในระยะเวลาของแผนนี้ ประชาชนในจังหวัดทุกคนจะได้รับ หลักประกันถ้วนหน้าและมีศักยภาพในการปฏิบัติหน้าที่ในสังคมในการดูแลสวัสดิการของตนเอง และมีส่วนร่วม ในการดูแลระบบสวัสดิการสังคมของจังหวัดต่อไป ส านักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จังหวัดพิษณุโลก


~ ข ~ สารบัญ ค าน า ก สารบัญ ข บทที่ 1 บทน า 1 ส่วนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยส าคัญกับสวัสดิการ 2 ส่วนที่ 2 ข้อมูลสภาพทั่วไปของจังหวัดพิษณุโลก 12 บทที่ 2 สถานการณ์ทางสังคมจังหวัดพิษณุโลก 52 สถานการณ์กลุ่มเป้าหมายทางสังคมระดับจังหวัดพิษณุโลก 52 บทที่ 3 แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2566 - 2570 ) 57 บทที่ 4 การบริหารจัดการแผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดสู่การปฏิบัติ 85


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 1 บททีี่1 บทน า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และทําการ กำหนดรูปแบบการจ ัดทําแผน เพื่อวางกรอบท ิศทางการพัฒนาประเทศ ในมาตรา 65 ภายใต ้หมวด แนวนโยบายแห ่งรัฐ โดยกำหนดให้ร ัฐพึงจ ัดให ้มีย ุทธศาสตร์ชาต ิ (แผนระด ับท ี่ 1) เป็นเป้าหมายการพัฒนา ประเทศอย ่างยั่งย ืนตามหล ักธรรมาภิบาล เพื่อใช ้เป็นกรอบในการจ ัดทําแผนระด ับท ี่ 2 และ 3 ตลอดจนการจ ัดทํา กรอบงบประมาณรายจ ่ายประจำป ีให้ สอดคล ้อง และเก ิดการบ ูรณาการก ัน เพ ื่อผล ักด ันไปส ู่การบรรลุ เป้าหมายการพัฒนาประเทศที่กําหนดไว้ในแผน ยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นระบบ ในแง่นี้ แผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นแผนระด ับท ี่ 1 จ ึงเป็นกรอบ ท ิศทางของการพัฒนา ประเทศในภาพใหญ ่ท ี่มองในท ุกมิต ิ ท ั้งการพัฒนา ประเทศ ความมั่นคง เศรษฐกิจ ส ังคม และส ิ่งแวดล ้อม เป็นต ้น โดยมี แผนระด ับที่ 2 อาท ิแผนแม ่บทภายใต ้ ย ุทธศาสตร ์ชาต ิจํานวน 23 ฉบ ับ แผนการปฏ ิร ูปประเทศฉบ ับปรับปร ุง และ แผนพ ัฒนาเศรษฐก ิจและส ังคม แห ่งชาต ิเป นต ้น เป นกลไกสําค ัญในการถ ่ายทอดแนวทาง กําหนดเป ้าหมาย และท ิศ ทางการขับเคล ื่อนประเทศ ในมิต ิต ่าง ๆ ของแผนยุทธศาสตร์ชาต ิไปส ู่การปฏิบ ัต ิ โดยมีแผนระด ับท ี่ 3 ซึ่งเป็นแผนปฏ ิบ ัต ิราชการหรือ แผนปฏิบัติการด้าน... ที่เป็นแผนพัฒนาเชิงประเด น (Issue Based) ที่ไม่ใช่ดําเนินการในภารกิจปกติและมี การบ ูรณาการมากกกว ่า1 หน ่วยงานท ี่เก ี่ยวข ้อง รวมถ ึงได ้ระบ ุการดำเน ินงานภายใต ้แผนงาน โครงการท ี่ช ัดเจน ตามภารกิจของแต ่ละหน ่วยงานของรัฐ เพื่อนำไปส ู่การสน ับสน ุนการดำเน ินงานของแผนระด ับท ี่ 2 และ ยุทธศาสตร์ชาติให้ บรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้อย่างเป็นระบบ มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันของแผนทุกระดับ เมื่อกฎหมายส ูงส ุดของประเทศได ้กำหนดรูปแบบของแผนด ังกล ่าว เป นผลทําให้แผนพัฒนางาน สว ัสด ิการ ส ังคมไทย ตามพระราชบ ัญญ ัต ิส ่งเสร ิมการจ ัดสว ัสด ิการส ังคม พ.ศ. 2546 และท ี่แก ้ไขเพ ิ่มเต ิม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 ได้ถูกจัดระดับให้เป็นแผนระดับที่ 3 ซึ่งเป็นการแปลงแผนระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ดังที ่กล ่าวมาข้างต ้น ไปส ู่การ ปฏิบ ัต ิ และเพื่อให ้การข ับเคล ื่อนแผนงาน โครงการด ้านสว ัสด ิการส ังคม ในแผนการจ ัดสวัสด ิการส ังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) มีความสอดคล ้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร ว ทั้งการ แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า (โควิด– 19) หรือโรคอุบัต ิ ใหม่อื่น ๆ การเปล ี่ยนแปลงสภาพแวดล ้อม และ ความก้าวหน ้าของเทคโนโลยีเป นต ้น คณะกรรมการส ่งเสริม การจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติจึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในการจัดทําแผนการจัดสวัสดิการสังคมไทย ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570) ให้เป็นแผนท ี่เน้นการจ ัดสว ัสด ิการ จ ัดสวัสด ิการส ังคมเช ิงรุก และเช ิงรับแบบมีส ่วนร่วม ของท ุกภาคส ่วนท ี่ม ีความสอคล ้องกับสถานการณ ์ทางส ังคม เต ิมเต มระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิสวัสดิการอย่างทั่วถึง เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ําทางสังคม ประชาชน มีค ุณภาพช ีวิตท ี่ด ีขึ้น และส ังคมมีความมั่นคง


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 2 ส่วนที่ี1 การเปลี่ยนแปลงที่มีีนีัยส าคัญกีับสวีัสดีิการ ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความผันผวน เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร ว ได้ส่งผลกระทบซึ่งกัน และกัน จนนำไปส ู่การเปล ี่ยนแปลงท ั้งภายในประเทศและท ั่วโลกในหลากหลายรูปแบบ โดยแนวโน ้มการ เปล ี่ยนแปลงท ี่มีน ัยสําค ัญกับสวัสด ิการ มีด ังน ี้ ความยากจนและความเหลื่อมล้ า จากรายงานสถานการณ ์ความยากจนและความเหล ื่อมล ้ำของประเทศไทยป ี พ.ศ.2563 ของสำน ักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและส ังคมแห ่งชาต ิ พบว่า ส ัดส ่วนคนจนท ี่พิจารณาจากเส ้น ความยากจน เพิ ่มขึ้น จากร ้อยละ 6.24 ในป ีพ.ศ. 2562 เป นร ้อยละ 6.84 ในป ีพ.ศ. 2563 หร ือม ีคนจน จํานวน 4.8 ล้านคน เพิ่มจาก 4.3 ล้านคนในปีก่อนหน้า (ตามภาพที่ 1) โดยคนจนที่เพิ่มขึ้นมาก คือ คนจนมาก1 โดยเพิ่มขึ้นถึง 3.3 แสน คน จากปีก่อนหน้า (เพิ่มขึ้น ร้อยละ 25.8) ขณะที่คนยากจนน้อย2 เพิ่มขึ้น 0.9 แสนคน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.95 เท่านั้น และเมื่อพิจารณาสถานะเศรษฐกิจและสังคมระดับครัวเรือน พบว่า ภาพรวม ครัวเรือนทั้งประเทศมีความ เปราะบางเพิ่มขึ้น กล่าวคือ ปีพ.ศ. 2563 ครัวเรือนมีความสามารถในการหารายได้ ลดลง ซึ่งสะท้อนจากชั่วโมง การทํางานที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดลงอยู่ในระดับต่ํากว่าปี พ.ศ.2562 หนี้สินครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้น และเงินออมในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย มีแนวโน้มลดต่ําลง จากภาพเช่นนี้เป็นผล ทําให้ในปีพ.ศ. 2563 มีจํานวนครัวเรือนยากจน/เปราะบาง ทั้งสิ้น 1.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 5.51 ของครัวเรือนทั้งหมด ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2562 ที่มีจํานวนประมาณ 1.31 ล้านครัวเรือน ภาพที่ี1 เส ้นความยากจน ส ัดส ่วนคนจน จํานวนคนจน ปีพ.ศ. 2531 - 2563 ที่มาี: รายงานการวิเคราะห์สถานการณ ์ความยากจนและความเหล ื่อมล ้ำในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2564, สําน ักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและส ังคมแห ่งชาต ิ 1 คนจนมาก ค ือ ม ีระด ับรายจ่ายเพ ื่อการอุปโภคบรโ ิภคต่ํากว ่าเส ้นความยากจนเก ินกว ่าร ้อยละ 20 2 คนจนน ้อยค ือ ม ีระด ับรายจ่ายเพ ื่อการอุปโภคบร ิโภคต่ํากว ่าเส ้นความยากไม ่เก ินร ้อยละ 20


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 3 นอกจากนี้จากการคาดการณ์ของธนาคารโลกในปีพ.ศ. 2563 พบว่า จํานวนคนจนในประเทศไทย จะเพ ิ่มข ึ้น 7.8 แสนจากป ีพ.ศ. 2562 สำหร ับป ีพ.ศ. 2564 ธนาคารโลกคาดว ่าจํานวนคนจนจะลดลงมาอยู่ ที่4.2ล้านคน ประเทศไทยมีคนที่น่าจะ'ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง' จํานวนมากถึงร้อยละ30-40โดยเป็นคนที่อายุมากกว่า40 ปี และมีการศ ึกษาไม่เกินมัธยมต้น เริ่มถูกให้ออกจากงานเพราะตามไม ่ท ันเทคโนโลย ีท ี่เปล ี่ยนแปลงเร ว หรือเป น เกษตรกรท ี่ม ีท ี่ทำก ินน ้อย อาศ ัยเง ินส ่งกล ับจากล ูกหลานหร ือร ับเง ินสว ัสด ิการ เง ินสงเคราะห ์จากภาคร ัฐเป น หล ัก ประกอบก ับเม ื่อเผช ิญก ับสถานการณ ์การแพร ่ระบาดของโคว ิด-19 ในป ีพ.ศ. 2563 ต ่อเน ื่องถ ึงป ัจจ ุบ ัน ย ิ่งส ่งผลกระทบกับคนกล ุ่มน ี้และกล ุ่มเปราะบาง จนเกิดเป นปัญหาความเหล ื่อมล้ําทางส ังคมท ี่ยังคงเป็นปัญหา เรื้อรัง และต ้องเร่งดําเน ินการแก้ไขโดยเร ว ซึ่งภาพเหล ่าน ี้สะท ้อนให ้เห นอย่างช ัดเจนจากค ่าส ัมประส ิทธิ ์ความไม่ เสมอภาคด ้านรายได ้แม้จะลดลงจาก 0.45 ในป ีพ.ศ. 2560 เป น 0.43 ในป ีพ.ศ. 2562 แต ่ย ังไม ่เป นไปตาม เป ้าหมายท ี่กําหนดไว้ท ี่ 0.41 จ ึงทำให ้ความแตกต ่างด ้านรายได ้ระหว ่างกล ุ่มประชากรยังอยู่ในระดับสูง โดยรายได้ เฉลี่ยของประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ําสุด (Decile 1) กับกลุ่มที่มีฐานะดีที่สุด (Decile 10) ยังคงห่างกันถึง เกือบ 16 เท่า ขณะเดียวกันความเหลื่อมล้ําด้านรายจ่ายมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค ด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภค ในปีพ.ศ. 2563 อยู่ท ี่ 0.350 ปรับต ัวเพิ่มขึ้นจาก 0.348 ในปีพ.ศ. 2562 ทํา ให้รายจ่ายเพื่อการอุปโภค บริโภคในกลุ่มประชากร Decile 3 - 10 เพ ิ่มส ูงข ึ้น เน ื่องจากต ้นท ุนค ่าใช ้จ ่ายในการ ดําเน ินช ีว ิตประจําว ันส ูงขึ ้น ขณะท ี่กล ุ่มประชากรท ี่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่อ Decile 1 – 2 มีรายจ ่ายเพื่อการ อุปโภคบริโภคลดลงจากการส ูญเส ียรายได ้และความเปราะบางทางการเงิน (สำน ักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ และส ังคมแห ่งชาต ิ, 2564) สําหรับความเหลื่อมล้ําที่ดํารงอยู่จะเป็นความเหลื่อมล้ําในการถือครองทรัพย์สินในระดับสูง โดยวัดจาก ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคของการถือครองทรัพย์สินอยู่ที่ 0.62 ในปี2562 ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าความ เหลื่อมล้ําทางด้านรายได้มาก โดยเมื่อจําแนกตามรายได้พบว่ากลุ่มรายได้สูงที่สุด (Decile 10) มีส่วนแบ่งมูลค่า สินทรัพย์สูงถึงเกือบ 1 ใน 3ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศในปีพ.ศ. 2562 นอกจากนี้ยังมีช่องว่างรายได้ระหว่าง ภาคที่สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ําในเชิงพื้นที่ที่ปรากฎให้เห นมาอย่างยาวนาน โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ ภาคเหนือที่มีสัดส่วนประชากรถึง 1 ใน 3 ของทั้งประเทศ ยังคงมีผลิตภัณฑ์ภาคต่อหัวต่ํากว่าค่าเฉลี่ยของ ประเทศ กว่า 2 เท่า และต่ํากว่ากรุงเทพมหานครปริมณฑล และภาคตะวันออกถึง 1 - 6 เท่า ซึ่งเป็นผลจากการ กระจุกตัว ของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ประกอบกับปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพทุนมนุษย์ที่มี ความสําคัญ ต่อการพัฒนาในระดับพื้นที่ โดยดัชนีความก้าวหน้าของคน (Human Achievement Index : HAI) ซึ่งเป็นเครื่องมือ ประเมินความก้าวหน้าของการพัฒนาคนในระดับจังหวัดของไทย ชี้ให้เห นว่ากรุงเทพมหานคร และภาคกลาง มีดัชนีที่ สูงกว่าจังหวัดและภูมิภาคอื่น ๆ ในเกือบทุกด้าน สะท้อนให้เห นถึงความเหลื่อมล้ําในการ เข้าถึงบริการสาธารณะที่มี คุณภาพ อาทิด้านสุขภาพ การศึกษา ชีวิตการงาน รายได้ตลอดจนการคมนาคมและ การสื่อสาร ผลการศึกษาดังกล่าว มีความสอดคล้องกับการศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ้งภากรณ์ ของธนาคารแห ่งประเทศไทย (ธปท.) ท ี่พบว ่า ความเหล ื่อมล้ําในส ังคมไทยย ังคงดำรงอย ู่และม ีหลายร ูปแบบ ท ั้งความเหล ื่อมล้ําด ้านการบร ิโภคต ่ำกว ่ารายได ้โดยม ีสาเหต ุจากคร ัวเร ือนจะพยายามร ักษาการบร ิโภคให ้อย ู่ ใน ระด ับคงท ี่โดยใช ้เง ินออมหรือเง ินกู้ยืมเมื ่อรายได ้เปล ี่ยนแปลงช ั่วคราว หรือรายได ้ผ ันผวนมารักษาระด ับการ บริโภคของครัวเรือน ยิ่ง ไปกว ่าน ั้น กล ุ่มรายได ้ต่ําจะม ีส ัดส ่วนรายได ้ท ี่ไม ่เป นต ัวเง ินค ่อนข ้างมาก (เช ่น รายได ้ จากพ ืชผลเกษตร) ซ ึ่งแสดงถึง สภาพคล ่องท ี่ต ่ำกว ่ากล ุ่มอื่นมากกว ่าท ี่เห น อีกท ั้งส ัดส ่วนของรายได ้ท ี่มาจากเง ิน โอนภายนอกครัวเรือนม ีส ัดส ่วนส ูงขึ้น เร ื่อย ๆ แสดงให ้เห นว ่าแม ้ความเหล ื่อมล ้ำโดยรวมจะลดลง แต ่ไม ่ได ้ เก ิดจากการท ี่ครอบคร ัวรายได ้ต่ําน ั้นสามารถ พึ่งพาตนเองได ้หากเกิดจากเง ินอุดหน ุนและเงินโอน ซึ่งทําให้คน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 4 กล ุ่มรายได ้ต่ําน ี้มีความเปราะบางส ูงและไม ่สามารถ ทนผลกระทบของความผ ันผวนของรายได ้ท ี่รุนแรงได ้ (เน ื้อแพร เล กเฟื่องฟูและคณะ, 2563) ความเหล ื่อมล ้ำเพราะ ผ ูกขาด โดยการผ ูกขาดในระบบเศรษฐก ิจไทย ม ีแนวโน ้มส ูงข ึ้น ผ ู้ประกอบการรายใหญ ่ ร ้อยละ 5 แรกท ี่ม ีม ูลค ่า ทรัพย์ส ินมากท ี่ส ุดครอบครองตลาดถึงร้อยละ 80 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร ้อยละ 60 ในปีพ.ศ. 2542 กล ุ่มท ี่ม ีการกระจ ุกต ัว ส ูงส ุด ค ือ กล ุ่มส ื่อสาร กล ุ่มการเง ินและ ประกันภ ัย กล ุ่มการผล ิต กล ุ่มเหม ืองแร ่ และเหม ืองห ิน (ทศพล อภ ัยทาน, 2558) บริษัทส ่วนใหญ่ของไทย เป นบริษัทขนาดเล กและประมาณร้อยละ 60 ของบริษัทเหล ่านี้ม ีการลงท ุนต ิดลบ (ค ือลงท ุนน ้อยกว่าค ่าเส ื่อม ตามบ ัญช ี) สะท ้อนป ัญหาการลงท ุนรวมของไทยท ี่ตกต่ํามาเป นเวลานาน และการ จ ัดสรรทรัพยากรท ี่ไม่มี ประส ิทธิภาพ (วรดา ล ิ้มเจริญรัตน ์, 2559) อีกท ั้ง จากการระบาดของโควิด - 19 ได ้แสดงให้เห นโครงสร้างความเหล ื่อมล้ํา และทำให ้ครัวเรือนจำนวน มากเข ้าส ู่ความยากจน เช ่น การเร ียนออนไลน ์ท ี่ผ ู้เร ียนขาดท ั้งอ ุปกรณ ์อ ัจฉร ิยะและค ่าใช ้บร ิการอ ินเทอร ์เน ต จนทําให ้เก ิด ความเหล ื่อมล้ําทางเทคโนโลย ีหร ือช ่องว ่างทางด ิจ ิท ัล ซ ึ่งจากผลการศ ึกษาของสถาบ ันว ิจ ัยเพื ่อการ พ ัฒนาประเทศไทย (TDRI) (2563) ได ้ระบ ุว ่า การเปล ี่ยนมาเร ียนออนไลน ์ไม ่ใช ่เร ื่องง ่ายในประเทศไทย เพราะม ี นักเรียน/นักศึกษาจํานวน มากที่เข้าไม่ถึงคอมพิวเตอร์ในที่นี้หมายรวมถึงคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ พกพาแท บเล ต และอ ินเทอร ์เน ต สำหร ับใช ้ เรียนออนไลน ์ท ี่บ้าน ซึ่งมักจะเกิดกับครอบครัวท ี่ม ีรายได ้น ้อยและเป็นกล ุ่มท ี่ได ้รับ ผลกระทบอย ่างรุนแรง ในขณะท ี่บ ุคคล เหล ่าน ี้ควรจะต ้องได ้รับการพัฒนาท ุนมน ุษย ์มากท ี่ส ุด และในประเทศไทย ครัวเรือนท ี่ม ีรายได ้เฉล ี่ยต ่อปีน ้อยกว ่า 2 แสน บาท ม ีคอมพ ิวเตอร ์เช ื่อมต ่ออ ินเทอร ์เน ต เพ ียงร ้อยละ 3 ของ คร ัวเร ือนท ั้งหมด ขณะท ี่คร ัวเร ือนท ี่ม ีรายได ้เฉล ี่ยต ่อปี2 แสนบาทข ึ้นไป ม ีคอมพ ิวเตอร ์ท ี่เช ื่อมต ่ออ ินเทอร์เน ต ร ้อยละ 19 ของคร ัวเร ือนท ั้งหมด และหากจำแนกตามภ ูม ิภาค พบว่า กรุงเทพมหานครม ีส ัดส ่วนครัวเรือนท ี่ม ี คอมพิวเตอร์ส ูงถึงร้อยละ 42ของครัวเรือนท ั้งหมด ซึ่งอยู่ในระด ับท ี่ส ูงกว ่า ในภาคอ ื่น ๆ มากกว่าเท ่าต ัว กล ่าวค ือ คร ัวเรือนท ี่ม ีคอมพิวเตอร์ม ีส ัดส ่วนร้อยละ 21 ในภาคกลาง ร ้อยละ 19 ใน ภาคเหน ือ ร้อยละ 17 ในภาคใต ้และ ร้อยละ 14 ในภาคตะว ันออกเฉ ียงเหน ือ (สถาบ ันวิจ ัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, 2563) เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเหลื่อมล้ําที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด ก ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และเมื่ออายุ มากขึ้นความเหลื่อมล้ํายิ่งมากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายของการจัดระบบสวัสดิการเพื่อความอยู่ดีมีสุขของ ประชาชนในประเทศ การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมสูงวีัย (Aging Society) ด ้วยการเปล ี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทยในช ่วง 30 - 40 ป ีส ่งผลให้ประเทศไทยเริ่มต ้นเข ้าส ู่ “ส ังคมส ูงอายุ” ในปี2548 และมีอัตราส ่วนของประชากรอายุ60 ปีข ึ้นไปส ูงขึ้นอย่างต ่อเน ื่องจนถึงร้อยละ 10 ทํา ให้ประเทศ ไทยกลายเป น“ส ังคมส ูงอาย ุอย ่างสมบ ูรณ ์” ในป ี พ.ศ. 2565 ใช ้ระยะเวลา 17 ป ี จาก ปรากฏการณ ์เช ่นน ี้ ทำให้ โครงสร ้างอาย ุของประชากรไทยได ้เปล ี่ยนไปอย ่างมากในรอบคร ึ่งศตวรรษท ี่ผ ่าน มา จากประชากรเยาว ์ว ัยมาเป็น ประชากรส ูงว ัย โดยในป ีพ.ศ. 2513 ประเทศไทยม ีประชากรส ูงอายุ60 ป ี ข ึ้นไปเพ ียง 1.7 ล ้านคน หร ือค ิดเป็น ร้อยละ 4.9 ของประชากรท ั้งหมด แต ่ในปีพ.ศ. 2563 ประชากรส ูงอาย ุ ได ้เพิ่มเป็น 12.0 ล ้านคน ค ิดเป นร้อยละ 18.1 ของประชากรท ั้งหมด (ภาพที่ี2) ปัจจุบันประชากรไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรช้าลง และคาดว่าในอนาคตอีก 20 ปีข้างหน้า อัตราเพิ่มประชากรไทยจะยิ่งช้าลงจนถึงขั้นติดลบ แต่ในขณะที่ประชากรสูงอายุกลับจะเพิ่มขึ้นด้วยอัตราที่สูงมาก ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปีและประชากรสูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) จะ เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 7.1 ต่อปีอีก 20 ปีข้างหน้า จํานวนผู้สูงอายุวัยปลาย (80 ปีขึ้นไป) จะมี มากถึง 3.4 ล้านคน โดยคิดเป็นร้อยละ 5.2 ของประชากรทั้งหมด


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 5 ภาพที่ี2 โครงสร้างอายุประชากรของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2513 เทียบกับปี พ.ศ. 2563 ที่มาี: รายงานสถานการณ ์ผ ู้ส ูงอาย ุ, 2563 สําหรับปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เนื่องจากอัตราการเกิดลดลง เห นได้จากในช่วง 30 ปีที่ ผ่านมา ช่องว่างระหว่างจํานวนคนเกิดและคนตายในแต่ละปีแคบลงอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2563 คน เกิดมากกว่าคนตายเพียง 85,930 คน หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มประชากรเพียงร้อยละ 0.12 ต่อปี เท่านั้น และจาก การคาดการณ์จํานวนเด กและผู้สูงอายุ ในระหว่างปี พ.ศ. 2563 – 2583 พบว่า ประชากร เยาว์วัยจะลดลง ในขณะที่ประชากรสูงอายุจะเพิ่มขึ้น ปี พ.ศ. 2562 เป็นปีแรกที่ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุ มากกว่าเด ก ประชากรวัยแรงงานอายุ 15 - 59 ปีจะค่อยๆ ลดลง จาก 43 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 เหลือเพียง 36 ล้านคนใน ปี 2583 อัตราส่วนประชากรวัยแรงงานต่อประชากรสูงอายุจะลดลงจาก 3.6 คน เหลือเพียง 1.8 คน อีกทั้ง จาก ข้อมูลอัตราการเจริญพันธุ์ ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ได้ตอกย้ําให้เห นภาพดังกล่าว ชัดเจนขึ้น โดย ชี้ให้เห นว่าอัตราการเจริญพันธุ์มีแนวโน้มลดลง กล่าวคือ จํานวนบุตรเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีบุตร ไต้ตลอดวัยเจริญพันธุ์ ลดลงจาก 1.5 คน ในปี พ.ศ. 2558 เป็น 1.4 คน ในปีพ.ศ. 2562 ซึ่งจะเห นว่า อัตรา เจริญพันธุ์รวม 1.4 ไม่พอเพียงที่จะทดแทนรุ่นพ่อแม่ในอนาคต นอกจากนี้ อัตราการมีบุตรของวัยรุ่นในกลุ่ม อายุ 15 - 19 ปี ลดลงจาก 51 คน ต่อผู้หญิง 1,000 คน ในปี พ.ศ. 2558 เป็น 23 คน ต่อผู้หญิง 1,000 คน ใน ปี พ.ศ. 2562 และพบว่าการสมรสของผู้หญิงในกลุ่มอายุ 20 - 49 ปี ที่สมรสก่อนอายุ 18 ปี ลดลงจากร้อยละ 21.3 ในปี พ.ศ. 2558 เป็นร้อยละ18.3 ในปี พ.ศ. 2562 และเมื่อพิจารณาอัตราการเกิด พบว่า ลดลงจาก 11.2 คน ต่อประชากร 1,000 คน ในปี พ.ศ.2558 เหลือ 9.3 คน ต่อประชากร 1,000 คน ในปี พ.ศ.2562 และอัตรา การตายเพิ่มขึ้นเล กน้อย จาก 6.9 คน ต่อประชากร 1,000 คน ในปี พ.ศ. 2558 เป็น 7.6 คน ต่อประชากร 1,000 คน ในปี พ.ศ. 2562 จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2583 ประชากรไทยจะมีจํานวนลดลง จาก 66.5 ล้านคน เหลือ 65.4 ล้านคน ประชากรเยาว์วัย (0 - 14 ปี) จะมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 16.9 เหลือร้อยละ 12.8 ประชากรวัยแรงงาน (15 - 59 ปี) ลดลงจากร้อยละ 65.0 เหลือร้อยละ 55.8 อัตราผู้สูงอายุ จะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 18.1 ในปี พ.ศ. 2563 เป็นร้อยละ 31.4 ในปี พ.ศ. 2583 จํานวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้น เกือบเท่าตัวจาก 12.0 ล้านคนเป็น 20.5 ล้านคนเมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีแนวโน้มอัตราส่วนการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ต่อวัยแรงงานที่เพิ่มขึ้น ฉะนั้น รัฐต้องเตรียมความ พร้อมบริการพื้นฐานที่จําเป็นต่อการครองชีพของผู้สูงอายุ รวมถึงงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมและสุขภาพที่ เพิ่มขึ้น


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 6 การย้ายถิ่นฐาน ในประเทศไทยการย้ายถิ่นส่วนใหญ่ จะเป็นการย้ายจากพื้นที่ชนบทเข้าสู่เมือง เพื่อเข้ามาทํางาน ใน ภาคอุตสาหกรรม เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นและต้องการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และให้บุตรหลานเข้าถึง การศึกษามาก ขึ้น ซึ่งจาการสํารวจการย้ายถิ่นของประชากรในช่วงปี พ.ศ. 2558 - 2553 พบว่า การย้ายถิ่น ของประชากรมี แนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.1 ในปี พ.ศ. 2559 เป็นร้อยละ 1.5 ในปี พ.ศ. 2563 ส่วนการ ย้ายภายในภาคลดลง และการย้ายถิ่นระหว่างภาคเพิ่มขึ้น เหตุผลหลักของการย้ายถิ่น เพื่อการหางานทํา และ ติดตามครอบครัว (สํานักงาน สถิติแห่งชาติ, 2563) ซึ่งผลพวงจากการย้ายถิ่น ทําให้ในบางพื้นที่มีความ หนาแน่นของประชากรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จาก 128.09 คน ต่อ ตร.กม. ในปี พ.ศ. 2558 เป็น 129.71 คน ต่อ ตร.กม. ในปี พ.ศ. 2562 อีกประการหนึ่งที่ สําคัญคือ ความเป็นเมืองและชนบท วิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของ ประชากรที่อยู่ในพื้นที่เมืองและชนบทนั้นมีความ แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน จากข้อมูลทะเบียนราษฎร์ในปี พ.ศ. 2562 จํานวนประชากรผู้อาศัยอยู่ในเขตเทศบาล ร้อยละ 34.5 อาจต่ํากว่าความเป็นจริง เพราะไม่ได้ ครอบคลุมกลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ในเขตเมืองโดยไม่ได้ย้ายทะเบียน บ้านหรือผู้ที่มาทํางานแบบเช้ามา - เย นกลับ ประชากรที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในเขตเมือง โดยไม่มีการย้ายทะเบียนบ้าน ประชากรกลุ่มนี้นับเป็น ประชากรแฝง จากการสํารวจประชากรแฝง พบว่าประชากรแฝงทั้งประเทศเพิ่มขึ้นเล กน้อยจากร้อยละ 11.7 ในปี พ.ศ. 2561 เป็นร้อยละ 11.8 ในปี พ.ศ. 2562 คิดเป็นประชากรแฝงกลางวัน ร้อยละ 1.6 และแฝง กลางคืน ร้อยละ 10.1 โดยจังหวัดที่มีประชากรแฝงกลางวันมากที่สุดคือ อยู่ในปริมณฑล (นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครปฐม สมุทรสาคร) คิดเป็นร้อยละ 50 และจังหวัดที่มีประชากรแฝงกลางคืนมากที่สุดคือ กรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 32.8 ซึ่งผลพวงที่ตามมาจากการย้ายถิ่นของประชากรเหล่านี้ ได้ทําให้เกิดการ ขยายตัวของเมือง (Urbanization) เนื่องจากในเมืองใหญ่มีประชากรหนาแน่น ผู้คนอาศัยอยู่รวมกันแบบ กระจุกตัวในพื้นที่ที่เป็นแหล่งงาน จนทําให้ โครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะที่มีอยู่ ไม่สามารถรองรับ ผู้คนจํานวนมาก จนทําให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมา อาทิ ชุมชนแออัด ปัญหาการลักขโมย และอาชญากรรม เพิ่มขึ้น เป็นต้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีี(Disruptive Technology)ปัจจุบัน สังคมไทยมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี จนทําให้สิ่งเหล่านี้ ได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ในชีวิตประจําวัน และส่งผลกระทบต่อคนในสังคมในหลากหลายแง่มุม ทั้งในครอบครัว เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การเมือง และสังคม เป็นต้น โดยในมิติทางด้านเศรษฐกิจ ได้สะท้อนให้เห นจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ได้ทําการศึกษาในประเด นการแทนที่การจ้างงานมนุษย์ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (Ai) พบว่า อัตราการแทนที่แรงงานมนุษย์ด้วยหุ่นยนต์ มีความสัมพันธ์กับอัตราแรงงาน ในประเทศ ปัจจัยแรกที่ทํา ให้เกิดการ แทนที่มนุษย์ด้วยหุ่นยนต์ คือ อัตราแรงงานที่ลดลง เนื่องจากอัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่องในแต่ ละช่วง ทําให้มี ผู้สูงอายุเป็นจํานวนมาก ซึ่งผู้สูงอายุก ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ แรงงานที่เหลือจึงมี จํานวนน้อย และด้วยสภาพ เศรษฐกิจทําให้แรงงานเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการที่สูงขึ้น ทําให้ต้นทุนในการ จ้างงานของภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้น รวมไปถึงปัญหาความเสี่ยงจากการจ้างงานมนุษย์ เช่น ความผิดพลาดของ บุคคล อันตรายในงาน และปัจจัยที่ ควบคุมไม่ได้อื่น ๆ ทําให้ภาคอุตสาหกรรมนําหุ่นยนต์เข้ามาแทนที่แรงงาน มนุษย์ จนก่อให้เกิดผลต่อการจ้างงานใน ภาคอุตสาหกรรม


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 7 โดยผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการจ้างานในกรณีดังกล่าว จะส่งผลกระทบโดยตรงกับแรงงานที่ไม่เป็น แรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห นได้จากรายงานของ International Federation of Robotics (IF R,ILO (2033 - 2036) ที่บ่งชี้ว่าประเทศที่มีอัตราการใช้หุ่นยนต์แทน แรงงานมนุษย์ มี ความสัมพันธ์กับอัตรา แรงงานระดับปริญญาตรีขึ้นไป โดยความต้องการของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมจึง กลายเป็นการต้องการแรงงานที่ มีฝีมือ เพื่อทํางานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ เช่น การควบคุมระบบ การสั่งการระบบ การออกแบบและการประเมินผลประสิทธิภาพของอุปกรณ์ แรงงานที่เป็นแรงงานมีฝีมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยี เทคโนโลยีจะเข้ามาสร้างงานให้กับแรงงานกลุ่มนี้ และในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีเหล่านี้จะเข้ามาแย่งงานของ แรงงานไร้ฝีมือ เนื่องจากทักษะของแรงงานไร้ฝีมือในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนสายพานการผลิตนั้น ถูกแทนที่โดยเบ ดเสร จจากหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการสร้าง ผลผลิตได้ไวกว่า ประหยัดกว่า ปลอดภัยกว่า ทําให้ แรงงานกลุ่มนี้ ได้รับผลกระทบโดยตรงต่ออัตราการ ทดแทนอีกทั้ง เพิ่มความเหลื่อมล้ําในการจ้างงาน โดยเน้นการ สร้างงานไปที่แรงงานมีฝีมือที่ได้ค่าจ้างต่อหัวสูง กว่า ในขณะเดียวกัน ได้ลดการจ้างงานของแรงงานไร้ฝีมือที่มีค่าจ้าง ต่อหัวถูกกว่า ทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําใน สังคมมากขึ้น จนเกิดผลเสียต่อแรงงานกลุ่มล่าง ทําให้แรงงานกลุ่มนี้ถูกเลิก จ้าง หรือว่างงานในที่สุด เมื่อเป็น เช่นนี้ รัฐจึงต้องกําหนดให้มีระบบสวัสดิการสังคม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ทาง สังคมเช่นนี้ โดยการพัฒนา แรงงาน ให้เข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมีคุณภาพ สร้างแรงงานที่มีทักษะเป็นไปตามความ ถนัดและเหมาะสมกับ แรงงาน แต่ละกลุ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) แรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวได้จนถูกเลิกจ้าง แรงงานกลุ่มนี้ควรต้องได้รับการบรรเทาทุกข์ และการ ให้ความคุ้มครองทางสังคม รวมไปถึงการเข้าสู่กระบวนการอบรมพัฒนาทักษะ และสร้างทักษะใหม่ (UpSkilling, Re-Skilling) 2) แรงงานที่ไม่สามารถปรับตัวไต้ แต่จําเป็นต้องได้รับการยกระดับทักษะ แรงงานกลุ่มนี้ต้องเข้าสู่ กระบวนการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อให้มีทักษะพร้อมต่อความต้องการทักษะใหม่ ๆ ในภาคอุตสาหกรรม โดย เน้น การพัฒนาทักษะ สร้างทักษะใหม่ สร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Up-Skilling, Re-Skilling) 3) บุคคลที่กําลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน คนกลุ่มนี้ต้องการการเตรียมความพร้อม ในการสร้างทักษะให้ ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงาน โดยเน้นสร้างแรงงานมีฝีมือที่มีทักษะอันเป็นที่ต้องการ พร้อมทํางาน ร่วมกับเทคโนโลยีที่เข้ามาในภาคอุตสาหกรรมได้ ปัจจุบันแม้ว่าสถานการณ์ของวิกฤตโควิด-19 มีแนวโน้มดีขึ้น ที่ผ่านมาประชาชนมีการปรับเปลี่ยนการ ดํารงชีวิต เช่น มีการซื้อขายออนไลน์ ปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ และผู้คนในสังคมส่วนใหญ่ สามารถ กลับมาใช้ชีวิต ประกอบอาชีพได้ดังเดิม แต่สถานการณ์ยังเน้นย้ําให้เกิดบาดแผลความเหลื่อมล้ําที่ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัญหา “ช่องว่างทางดิจิทัล” ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเปราะบางอย่างเด กและผู้สูงอายุ รวมไปถึง ผู้ประกอบการรายย่อยขนาดเล กที่ต้องเผชิญกับวิกฤตอย่างหนักไม่เปลี่ยนแปลง กลุ่มเปราะบางใน สังคมไทย ทั้งเด ก ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายย่อย ต่างต้องประสบปัญหาความเหลื่อมล้ําจากปัจจัยต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการ เข้าถึงเทคโนโลยี ในโลกที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยกระแสดิจิทัล ทําให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูก ทิ้งไว้ข้างหลัง จนเกิดช่องว่าง ทางดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่างเท่าเทียม สัญญาณอินเทอร์เน ต ที่แรงพอต่อการใช้งาน อุปกรณ์ เชื่อมต่อต่างๆ ไปจนถึงความรู้เท่าทันในการใช้เทคโนโลยี


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 8 การส่งเสริมการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณอินเทอร์เน ต อุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ ไปจนถึง ความรู้เท ่าทันในการใช้เทคโนโลยี จะสะท้อนให้ทุกภาคส ่วนในสังคมมองเห นถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาและสนับสนุนให้ทุกคนปรับตัวให้ทันกับอัตราเร่งของโลกดิจิทัลทั่วโลก (ช่องวางทาง ดิจิตัล: ต้นเหตุของความเหลื่อมล้ําที่รอการแก้ไข, 2564) การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลก มีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรวดเร ว และ รุนแรงขึ้น โดยคาดว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจเพิ่มสูงขึ้นจากระดับอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.5 องศาเซลเซียส ภายใน พ.ศ. 2573 – 2595 และในประเทศไทยช่วง 9 ปีล่าสุด (พ.ศ. 2555 - 2563) เป็นช่วงที่มีอุณหภูมิร้อนมากที่สุด โดยอุณหภูมิเฉลี่ย อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย และอุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ยสูงกว่าค่า ปกติตลอดช่วง โดยเฉพาะ อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ยที่สูงกว่าค่าปกติชัดเจน (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2564) สําหรับปริมาณฝน เมื่อพิจารณาข้อมูลฝนตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึกข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2494 พบว่า มีความผันแปรและมีทิศทางไม่แน่นอน เช่นเดียวกับจํานวนวันฝนตก หากพิจารณาในช่วง 21 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา พบว่าปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่สูงกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะปี พ.ศ. 2560 ซึ่ง ประเทศ ไทยมีปริมาณฝนสูงที่สุดและสูงกว่าค่าปกติถึง ร้อยละ 27.9 อย่างไรก ตามในปี พ.ศ. 2563 กลับมี ปริมาณฝนต่ํา กว่าค่าปกติ ร้อยละ 4 (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2564) จากสภาพอากาศดังกล่าว ได้ส่งผลให้หลายภูมิภาคต้องเผชิญกับความผันผวนของภูมิอากาศในระดับ ความรุนแรงที่มากขึ้นและบ่อยครั้งขึ้น อาทิ ภาวะฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง และพายุ จนอาจสร้างความเสียหายให้กับ ประชาชนที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ คาดการณ์ว่า จะมีมูลค่าความเสียหายถึงร้อยละ 1.0 – 3.3 ของผลผลิตมวลรวมของโลก ภายใน พ.ศ. 2603 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.0 – 10.0 ภายใน พ.ศ. 2643 หากไม่มีการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย ภาคการเกษตร จะได้รับความเสียหายมากกว่าภาคการผลิตอื่น เนื่องจากต้องพึ่งพาสภาพอากาศและฤดูกาล ตามธรรมชาติ จนทําให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรลดลง นําไปสู่การมีรายได้น้อยลง จนทําให้มีปัญหาสภาพ ความเป็นอยู่ของครอบครัว เกษตรกร นอกจากนี้ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ยังส่งผลทําให้การแพร่ระบาดของโรคตามฤดูกาลมีความ รุนแรง มากขึ้น รวมทั้งอาจนําไปสู่การเกิดโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ําในหลายพื้นที่ของโลก เนื่องจากอากาศร้อน ทําให้พาหะ นําโรคติดต่อบางชนิดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร ว อาทิ ยุง แมลงวัน และหนู ซึ่งการแพร่ระบาดของโรค ที่เกิดขึ้นยอม ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ประชาชนทั่วไป สังคม และมิติอื่น ๆ ในขณะที่ อาจเกิดการเพิ่มขึ้น ของอุณหภูมิในชั้น บรรยากาศ ที่ทําให้ระดับน้ําทะเลเพิ่มสูงและปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ําลดลง เกิดการ สูญเสียทรัพยากรชายฝั่ง จากการกัดเซาะที่รุนแรง และจํานวนสัตว์ทะเลมีปริมาณลดลงจากการที่ทะเลมีสภาวะ ของการเป็นกรดสูงขึ้น รวมถึง ใน ส่วนของพื้นที่ราบที่อยู่ใกล้ทะเลจะถูกน้ําทะเลท่วม จนเกิดความเสี่ยงในชีวิต และทรัพย์สิน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 9 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดี- 19 สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด - 19 ในประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2564 ระบุว่า 1) มีจํานวนผู้ป่วยสะสม จํานวน 4,388,610 คน 2) จํานวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด 29,595 คน (WorkpointToday, 2565) ผลจากการระบาดที่เกิดขึ้น ได้ทําให้ที่ผ่านมามีการดําเนินการมาตรการควบคุมโรคดังกล่าวอย่าง ต่อเนื่องจนส่งผลกระทบต่อมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะตลาดแรงงาน ได้ส่งผลให้มีผู้ว่างงานและอัตราการว่างงาน สูงสุดตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งจากการสํารวจของกระทรวงแรงงาน พบว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ผู้มีงานทํามีจํานวนลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การจ้างงานใน ภาคเกษตรกรรม เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.0 เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกข้าว ขณะที่การจ้างงานนอกภาค เกษตรกรรมลดลงร้อย ละ 1.3 โดยสาขาที่มีการจ้างงานลดลงมาก ได้แก่ สาขาก่อสร้าง โรงแรม/ภัตตาคาร ส่วน สาขาที่ขยายตัวได้ ได้แก่ สาขาการผลิต ขายส่ง/ขายปลีก และขนส่ง/เก บสินค้า ทั้งนี้ การว่างงานเพิ่มขึ้นสูงสุด ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด - 19 โดยมีจํานวนผู้ว่างงาน 8.7 แสนคน คิดเป็นร้อยละ 2.25 ส่วนการว่างงาน ของแรงงานในระบบ (กระทรวงแรงงาน, 2564) กลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบแล้วมีการฟื้นตัวที่ช้าลงมากกว่ากลุ่มอื่น อัตราการจ้างงาน โดยรวม ของประเทศยังคงตัวอยู่ที่ร้อยละ 68 นับตั้งแต่เริ่มมีการระบาด แม้อัตรานี้จะแตกต่างไปบ้างตามกลุ่ม ประชากรและ ภูมิภาคต่าง ๆ แม้การจ้างงานในเมืองจะลดลง การจ้างงานในแถบชนบทกลับเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ผู้คนที่ต้องออกจาก งานในตัวเมืองหวนคืนสู่ภาคการเกษตร ผู้ให้ข้อมูลร้อยละ 50 กล่าวว่างานของตนได้รับ ผลกระทบจากโควิด-19 บางคนต้องออกจากงาน บ้างถูกลดจํานวนชั่วโมงทํางานหรือค่าตอบแทนลง ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อ ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ํา ผู้หญิง ผู้มีการศึกษาไม่สูงนัก และผู้ที่อาศัยอยู่ ภาคใต้อย่างมีนัยสําคัญ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่มี ครอบครัวและผู้มีบุตรหลานก ต้องแบกรับภาระด้านการเลี้ยงดู เพิ่มเติมในช่วงการระบาดอีกด้วย (World Bank, 2564) นอกจากนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ยังส่งผลกระทบ ต่อเด กและเยาวชนไทย ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้/การศึกษาของเด กและเยาวชนไทยมีทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยน รูปแบบการเรียนรู้ของเด กและเยาวชน ฐานะและภาระทางเศรษฐกิจของครัวเรือน และการเจ บป่วยและ การเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ทั้งของเด ก/เยาวชน และพ่อแม่/แม่/ผู้ปกครอง ซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด กและ เยาวชน ไทย ประกอบด้วย ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ที่ลดน้อยลงไป การเข้าไม่ถึงรูปแบบการเรียนรู้แบบออนไลน์ ภาวะขาดแคลนสารอาหารของนักเรียน ภาระค่าใช้จ่าย และการเป็นหนี้สินจากระบบการศึกษาที่เพิ่มมากขึ้น การหลุดออกนอกระบบการศึกษา การสูญเสียบุพการีและ/หรือผู้ปกครองจากสถานการณ์โควิด -19 (Think forward center, 2564) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประมาณการณ์ว่า ผลทางเศรษฐกิจที่ลากยาวและรุนแรงสําหรับคน บางกลุ่มจะส่งผลกระทบด้านสังคมที่จะตามมาอีกหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางได้รับผลกระทบทาง เศรษฐกิจและ สังคมมากกว่ากลุ่มอื่นตั้งแต่ระลอกแรก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้หารายได้หลักในครอบครัวกลุ่ม เปราะบางมักทํางาน นอกระบบ ขาดความมั่นคงของการทํางาน และรายได้เป็นปกติอยู่แล้ว ก่อนเกิดการระบาด


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 10 จึงมักเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ ถูกกระทบอย่างรุนแรงในแง่การสูญเสียรายได้ ส่วนด้านสังคมก ถูกกระทบรุนแรง มากกว่ากลุ่มอื่น เช่น เด กใน ครอบครัวยากจนมีความสามารถในการเรียนรู้ออนไลน์น้อยกว่าเด กฐานะดี ผู้ปกครองมีความพร้อมและ ความสามารถในการเรียนร่วมกับลูกน้อยกว่า คนแก่ที่มีโรคประจําตัว ในครอบครัว เปราะบางก เข้าถึงบริการทาง การแพทย์ลดลงมากกว่า จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปประเด นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญกับสวัสดิการ ผลกระทบ ที่ เกิดขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาระบบสวัสดิการ ได้ดังนี้ ประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่มีี นีัยส าคัญกีับสวีัสดีิการ ผลกระทบที่เกีิดขึ้น การปรับปรีุงและพัฒนาระบบ สวีัสดีิการ 1. ความยากจนและความ - ประชาชนยากจนเพ ิ่มมากขึ ้น -กระจายอำนาจส ู่ท ้องถ ิ่นท ั้งใน เหล ื่อมล้ํา ไม่สามารถดํารงช ีพอย่างสมศ ักดิ์ศรี ระด ับภ ูม ิภาค จ ังหว ัด อำเภอ - ปัญหาเศรษฐกิจ ตำบล และหมู่บ ้าน - การเข ้าไม ่ถ ึงโอกาส เช ่น โอกาส - สน ับสน ุนและส ่งเสร ิมการ ทางการศ ึกษา การเข ้าถึงเทคโนโลยี บร ิการสาธารณะท ี่ม ีค ุณภาพ แก่ - เก ิดความเหล ื่อมล ้ำในการเข ้าถ ึง ประชาชนท ี่ม ีรายได ้น ้อยท ั่ว บร ิการสาธารณะท ี่ม ีค ุณภาพ เช ่น ประเทศ ด ้านส ุขภาพ - สว ัสด ิการด ้านการศ ึกษาอย ่าง - ป ัญหาส ืบเน ื่องอ ื่น ๆ เช ่น ป ัญหา ท ั่วถ ึง ครอบคล ุมประชาชนในถิ ่น ทางส ังคม ท ุรก ันดาร และพ ื้นท ี่ห ่างไกล รวมทั้งคนไร้รัฐ ไร้ส ัญชาต ิ 2. การเปล ี่ยนแปลงไปส ู่ส ังคม - อัตราการเจริญพันธุ์ลดน ้อยลง - เพิ่มอัตราเบ ี้ยผ ู้ส ูงอาย ุ ส ูงวัย - ผ ู้ส ูงอาย ุม ีจํานวนมากกว ่าว ัย - สว ัสด ิการช ่วยเหล ือผ ู้ส ูงอายุ แรงงาน จ ึงก่อให ้เกิดการพึ่งพิงของผ ู้ เปราะบาง/ผ ู้ส ูงอาย ุพึ่งพิง ส ุงอาย ุต ่อวัยแรงงานมากขึ้น 3. การย้ายถ ิ่นฐาน - ครอบครัวแหว่งกลาง - สว ัสด ิการสำหรับครอบคร ัว - เก ิดความหนาแน ่นของประชากร แหว่งกลาง ในพ ื้นท ี่มากข ึ้น ผ ู้คนอาศ ัยอย ู่อย ่าง - สวัสดค ิรอบครัวเล ี้ยงเด ี่ยว กระจ ุกตัว - สว ัสด ิการท ี่อย ู่อาศ ัยสำหร ับคน - โครงสร ้างพ ื้นฐานและการบร ิการ รายได ้น ้อย/ คนย้ายถ ิ่นฐาน สาธารณะท ี่ไม ่เพ ียงพอต ่อความ ต ้องการท ี่มากขึ้น - ป ัญหาส ืบเน ื่องอ ื่น ๆ เช ่น ป ัญหา ทางส ังคม 4. การเปล ี่ยนแปลงทาง เทคโนโลยี - ใช ้ห ุ่นยนต ์/เทคโนโลย ีทดแทน - อบรมพ ัฒนาท ักษะ และสร ้าง การทํางานแทนมน ุษย์ ท ักษะใหม่ (Up-Skilling, Re -


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 11 ประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่มีี นีัยส าคัญกีับสวีัสดีิการ ผลกระทบที่เกีิดขึ้น การปรับปรีุงและพัฒนาระบบ สวีัสดีิการ - การปร ับต ัวและการเข ้าไม ่ถ ึง Skilling) โอกาสด ้านเทคโนโลย ี(ช ่องว ่าง - ยกระด ับท ักษะแรงงาน สร ้าง ทางด ิจ ิต ัล) ท ักษะใหม ่สร ้างการเร ียนรู้ตลอด ช ีวิต (Up-Skilling, Re - Skilling) - สวัสด ิการด ้านเทคโนโลย ี/ด ิจ ิต ัล ท ี่ครอบคล ุมท ุกกล ุ่มเป ้าหมาย เช ่น เด กและเอาวชนท ี่ม ีความ ต ้องการด้านเทคโนโลยี/ด ิจ ิต ัล - สน ับสน ุนการจ ัดต ั้งห ้องสม ุด/ ห ้องคอมพ ิวเตอร ์และศ ูนย ์การ เรียนรู้ในช ุมชน 5. การเปล ี่ยนแปลงของสภาพ - ทำให ้การแพร ่ระบาดของโรคตาม - นโยบายและสวัสด ิการเพ ื่อการ ภูมิอากาศ ฤด ูกาลม ีความร ุนแรงมากข ึ้น และ รองรับการเปล ี่ยนแปลงในอนาคต เกิดโรคอุบัต ิใหม่ในอนาคต - เก ิดการส ูญเส ียทร ัพยากร เช ่น ส ูญเส ียท ี่ด ินทำกิน ส ูญเสย ีทรัพยากร ชายฝ ั่งจากการก ัดเซาะท ี่รุนแรง และ จํานวนส ัตว ์ทะเลม ีปร ิมาณลดลง รวมถึง ในส ่วนของพื้นท ี่ราบท ี่อยู ่ใกล ้ ทะเลจะถูกน ้ำทะเลท ่วม จนเกิดความ เส ี่ยงในช ีวิตและทรัพย์ส ิน เป็นต ้น 6. สถานการณ ์การแพร ่ระบาด - การว่างงาน - สว ัสด ิการด ้านการศ ึกษา ไม ่เส ีย ของเช ื้อไวร ัสโควิด - 19 - ปัญหาเศรษฐกิจในครอบครัว ค ่าใช ้จ ่าย อย่างแท ้จริง - เด กและเยาวชนหล ุดออกจาก - สวัสด ิการอาหารเช ้า/กลางวัน ระบบการศ ึกษา เข ้าไม่ถ ึงโอกาสทาง แก่เด กน ักเรียน การศ ึกษาในด ้านเทคโนโลยี/ด ิจ ิต ัล - สวัสด ิการด้านเทคโนโลยี/ด ิจ ิต ัล - เข ้าไม่ถ ึงการบริการสาธารณส ุข ท ี่ครอบคล ุมท ุกกล ุ่มเป ้าหมาย - ภาวะขาดแคลนสารอาหารของ เช ่น เด กและเอาวชนที่มีความ น ักเรียน ต ้องการด้านเทคโนโลยี/ด ิจ ิต ัล


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 12 ส่วนที่ี2 ข้อมูลสภาพทั่วไปของจังหวัดพิษณุโลก 1.ข้อมูลพื้นฐานทางกายภาพ (1)ีที่ตั้งและขนาดพื้นที่ จังหวัดพิษณุโลก ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง มีพื้นที่ประมาณ 10,815.8 ตาราง กิโลเมตร (6,759,909 ไร่) หรือ ร้อยละ 6.37 ของพื้นที่ภาคเหนือ และร้อยละ 2.1 ของพื้นที่ของทั้งประเทศ (2)ีอาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับ อําเภอน้ําปาด อําเภอพิชัย อําเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทิศใต้ ติดต่อกับ อําเภอเมือง อําเภอสามง่าม อําเภอวังทรายพูน และ อําเภอสากเหล กจังหวัดพิจิตร ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อําเภอเขาค้อ อําเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อําเภอลานกระบือ จังหวัดกําแพงเพชร อําเภอคีรีมาศ อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย รูปภาพ แสดงขอบเขตจังหวัดพิษณุโลก


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 13 (3) ลักษณะภูมิประเทศ ทางตอนเหนือและตอนกลางเป็นเขตเทือกเขาสูงและที่ราบสูง โดยมีเขตภูเขาสูงด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ในเขตอําเภอวังทอง อําเภอวัดโบสถ์อําเภอเนินมะปราง อําเภอนครไทย และอําเภอ ชาติตระการ พื้นที่ตอนกลางมาทางใต้เป็นที่ราบ และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะบริเวณลุ่มแม่น้ําน่าน และ แม่น้ํายม ซึ่งเป็นแหล่งการเกษตรที่สําคัญที่สุดของจังหวัดพิษณุโลก อยู่ในเขตอําเภอบางระกํา อําเภอเมือง พิษณุโลก อําเภอพรหมพิราม อําเภอเนินมะปราง และบางส่วนของอําเภอวังทอง (4) ลักษณะภูมิอากาศ ฤดูร้อนเริ่มประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม มีอากาศร้อนอบอ้าวทั่วไป โดยเฉพาะในเดือนเมษายนเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนอบอ้าวมากที่สุดในรอบปี ฤดูฝนเริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระยะที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทย อากาศจะเริ่มชุ่มชื้นและมีฝนตกชุกตั้งแต่ประมาณกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป เดือนที่มีฝนตกมากที่สุดคือเดือนสิงหาคม ฤดูหนาวเริ่มประมาณกลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ลมมรสุม ตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทย อากาศโดยทั่วไปจะหนาวเย นและแห่ง เดือนที่มีอากาศหนาวที่สุด คือเดือนธันวาคมและมกราคม เนื่องจากจังหวัดพิษณุโลกตั้งอยู่ในภาคเหนือตอนล่าง อุณหภูมิเฉลี่ยจึงค่อนข้างสูงตลอดปีโดยอุณหภูมิเฉลี่ย ทั้งปี27.8องศาเซลเซียส ในฤดูร้อนมีอากาศร้อนอบอ้าว อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 33.4องศาเซลเซียส มีอากาศร้อนที่สุด อยู่ในเดือนเมษายนอุณหภูมิสูงที่สุด42.8องศาเซลเซียส ส่วนในฤดูหนาวมีอากาศหนาวเย น อุณหภูมิต่ําสุดเฉลี่ย 23.1 องศาเซลเซียส โดยมีอากาศหนาวที่สุดอยู่ในเดือนมกราคม และอุณหภูมิต่ําที่สุดวัดได้คือ 7.5องศาเซลเซียส (5)ีข้อมูลการปกครอง จังหวัดพิษณุโลก แบ่งการปกครองออกเป็น 9 อําเภอ 1,048 หมู่บ้าน อบจ. 1 แห่ง เทศบาลนคร 1แห่งเทศบาลเมือง 1 แห่ง เทศบาลตําบล 24 แห่ง องค์การบริหารส่วนตําบล 76 แห่ง มีประชากรรวมทั้งสิ้น 849,841 ราย จําแนกเป็นเพศชาย 415,234 ราย และเพศหญิง จํานวน 433,247 ราย อ าเภอ เนื้อที่ (ตร.กม.) เขตการปกครอง จํานวน ครัวเรือน อบจ. เทศบาล นคร เมือง ต าบล อบต. ต าบล หมู่บ้าน เมืองพิษณุโลก 750.8 1 1 1 5 14 20 173 129,327 ชาติตระการ 1,586.2 - - - 1 6 6 72 14,009 นครไทย 2,220.4 - - - 2 9 11 145 30,751 เนินมะปราง 1,029.6 - - - 3 5 7 77 20,466 บางกระทุ่ม 447.0 - - - 4 5 9 87 15,638 บางระกํา 936.0 - - - 5 8 11 142 31,549 พรหมพิราม 832.7 - - - 2 12 12 123 30,966 วังทอง 1,677.1 - - - 1 11 11 168 14,760 วัดโบสถ์ 1,326.2 - - - 1 6 6 61 14,132 รวมยอด 10,815.9 1 1 1 24 76 93 1,048 328,517


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 14 (6)ีโครงสร้างพื้นฐานที่ส าคัญ ระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ไฟฟ้า: ในปี พ.ศ. 2563 จังหวัดพิษณุโลก มีจํานวนผู้ใช้ไฟฟ้าจํานวนทั้งสิ้น 283,399 ราย การจําหน่ายกระแสไฟรวม 1,340,257.71 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมงจําแนกออกตามประเภทการใช้ไฟได้ดังนี้ ที่อยู่อาศัย 554,413.84 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง สถานธุรกิจและอุตสาหกรรม 756,163.58 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง สถานที่ราชการและสาธารณะ 19,209.56 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง อื่น ๆ 6,762.04 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง ไฟฟรี 3,708.69 ล้านกิโลวัตต์/ชั่วโมง ประปาจังหวัดพิษณุโลก มีอัตรากําลังการผลิต 1,090 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงปริมาณน้ําที่ผลิตได้ 26,160 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ปริมาณน้ําที่จําหน่ายแก่ผู้ใช้12,859 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน การไปรษณีย์จังหวัดพิษณุโลก มีที่ทําการไปรษณีย์กระจายอยู่ทุกอําเภอ รวม 15 แห่ง และมี เคาน์เตอร์ไปรษณีย์3 แห่ง คือ เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์มหาวิทยาลัยนเรศวร เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์ บรมไตรโลกนาถ และ เคาน์เตอร์บริการไปรษณีย์สี่แยกอินโดจีน และไปรษณีย์เคลื่อนที่ 1 แห่ง โทรศัพท์จังหวัดพิษณุโลก มีชุมสายโทรศัพท์ 96 แห่ง จํานวน หมายเลขโทรศัพท์ทั้งสิ้น 53,294 เลขหมายโดยเปิดใช้งาน 31,343 เลขหมาย ระบบอินเตอร์เน ต ในปี2563 จังหวัดพิษณุโลก มีการเข้าถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน ตมากที่สุดใน ภาคเหนือตอนล่าง 1 จํานวน 254,700 ครัวเรือน ครัวเรือนทั้งสิ้น ครัวเรือนที่มีอุปกรณ์/เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร Household by having devices of information and communication technology (หน วยเป•นพัน : In Thousands) โทรศัพท์พื้นฐาน คอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต มี ไม่มี มี ไม่มี เชื่อมต่อ ไม่เชื่อมต่อ 302.0 3.5 298.4 79.2 222.7 254.7 47.2 การคมนาคม จังหวัดพิษณุโลก เป็นศูนย์กลางภาคเหนือตอนล่าง 1 และเป็นจุดตั้งของระเบียงเศรษฐกิจที่สําคัญแนว ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภายใต้โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ําโขง (GreaterMekong Sub-region – GMS) ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) โดยเส้นทาง เริ่มจากเมืองท่าดานังของเวียดนาม ผ่านเมืองเว้และเมืองลาวบาว (Lao Bao) อันเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ของเวียดนามซึ่งติดกับชายแดนสปป.ลาว จากนั้นเส้นทางหมายเลข 9 จะผ่านเข้าแขวงสะหวันนะเขตใน สปป.ลาว และมาข้ามสะพานมิตรภาพ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ข้ามแม่น้ําโขงสู่ไทยที่จังหวัดมุกดาหาร ผ่านจังหวัด กาฬสินธุ์ขอนแก่น เพชรบูรณ์พิษณุโลก จนไปสุดที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก และเข้าไปยังประเทศพม่าจนทะลุ อ่าวเมาะตะมะที่เมืองเมาะลําไย หรือมะละแหม่ง (Mawlamyine / Mawlamyaing)


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 15 ระเบียงเศรษฐกิจ เหนือ – ใต้ (North-South Economic Corridor: NSEC) เชื่อมโยง ระหว่างไทย เมียนมา ลาว และจีน ประกอบด้วย 3 เส้นทางย่อย คือ เส้นทาง R3A เชื่อมโยงระหว่างจีนตอนใต้ กับลาวและไทย โดยมีจุดเริ่มต้นที่คุนหมิง มายังโมฮาน บ่อเต น และห้วยทรายของลาว เข้าเขตไทยที่ อ. เชียง ของ และสิ้นสุดที่กรุงเทพฯ เส้นทาง R3B มีจุดเริ่มต้นที่นครคุนหมิงเช่นเดียวกับ R3A แต่ผ่านเข้ามาทางเมียน มาที่ท่าขี้เหล กแล้วเข้าไทยที่เขต อ. แม่สาย จ.เชียงราย และมีปลายทางที่กรุงเทพฯ และเส้นทาง R5 มี จุดเริ่มต้นจากเมืองหนานหนิงในมณฑลกว้างสีของจีน มายังเมืองฮานอยและท่าเรือไฮฟองของเวียดนาม สําหรับจังหวัดของไทยตามแนวเส้นทางเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ มี 13 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ ลําพูน ลําปางแพร่ตาก กําแพงเพชร อุตรดิตถ์พิษณุโลก นครสวรรค์พระนครศรีอยุธยา และกรุงเทพฯ ระเบียงเศรษฐกิจ หลวงพระบาง อินโดจีน เมาะลําไย (Luangprabang-lndochinaMawlamyine Economic Corridor : LIMEC) ประกอบด้วย ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์เพชรบูรณ์และพิษณุโลก แขวงหลวงพระบาง แขวงไชยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และรัฐกะเหรี่ยง ,รัฐมอญ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา รูปภาพแสดงเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ GMS จากลักษณะทางภูมิศาสตร์ทําให้จังหวัดพิษณุโลก เป็นจุดศูนย์กลางในด้านคมนาคมของภูมิภาค อินโด จีนโดยเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างภาคกลางกับภาคเหนือ รวมทั้งภาคเหนือกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้วย จังหวัดพิษณุโลก จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น "เมืองบริการสี่แยกอินโดจีน" ดังนั้น การคมนาคมขนส่งหรือ เส้นทางการเดินทาง จึงมีทั้งทางบก และทางอากาศ


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 16 การเดินทางทางบก สามารถเดินทางได้โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (แม่สอด-มุกดาหาร)ทาง หลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (อินทร์บุรี-เชียงใหม่) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117 (พิษณุโลก-นครสวรรค์) โดยทางหลวงทั้ง 3 สายเชื่อมโยงกันด้วยโครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองพิษณุโลก และมีสถานีขนส่ง ผู้โดยสาร 2 แห่งด้วยกัน คือ 1) สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 ตั้งอยู่ภายในตัวเมือง สําหรับรถโดยสารที่วิ่งบริเวณจังหวัดที่ใกล้เคียง 2) สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกอินโดจีน เป็นสถานีขนส่งผู้โดยสารที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในภาคเหนือ ก่อสร้างบนเนื้อที่ 10 ไร่ 12 ตารางวา รองรับรถโดยสารที่มีเส้นทางผ่านจังหวัดพิษณุโลกรวม 20 เส้นทาง มีชานชาลาสําหรับจอดรถโดยสารทั้งหมด 40 ช่อง แบ่งเป็นอาคารสถานีฯหลังใหญ่ จํานวน 20 ช่อง อาคารสถานีฯหลังเล ก จํานวน 20 ช่อง มีช่องจําหน่ายตั๋ว 27 ช่อง มีสถานที่จอดรถสําหรับประชาชน จํานวน 100 ช่อง มีการจัดสถานที่นั่งรอรถ สําหรับพระภิกษุและประชาชนอย่างเพียงพอ การเดินทางทางอากาศ จังหวัดพิษณุโลก เป็นสนามบินพาณิชย์ในความดูแลของกรมท่าอากาศยาน ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 3 กิโลเมตร มีขนาดพื้นที่ 243 ไร่ ทางวิ่ง 1 เส้นทาง ยาว 3,000.เมตร กว้าง 45 เมตร ลานจอดขนาด 137.50x300 เมตร รองรับเครื่องบินขนาด 737 ได้ 5 ลําในเวลาเดียวกัน อาคารผู้โดยสาร สามารถรองรับผู้โดยสาร ในชั่วโมงคับคั่งได้ประมาณ 1,000 คน ต่อ ชม. ปีพ.ศ. 2563 ท่าอากาศยานพิษณุโลก ได้ให้บริการแก่สายการบินแบบประจํา รวม 3 สายการบิน คือ ไทยแอร์เอเชีย นกแอร์ และไลอ้อนแอร์รวม ผู้โดยสารใช่บริการทั้งขาเข้าขาออกทั้งสิ้น 372,021 คน ซึ่งลดลงจากปี 2562 ที่มีจํานวนผู้โดยสารรวม 699,991 คน และปี 2561 ที่มีจํานวนผู้โดยสารรวม 672,084 คน เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นอกจากนี้ ด้านการคมนาคมขนส่งของจังหวัดพิษณุโลก ยังมีแผนงาน/องค์การขนาดใหญ่ ของ กระทรวงคมนาคม ในพื้นที่ที่สําคัญ คือ โครงการก่อสร้าง รถไฟทางคู่/ความเร วสูง สายกรุงเทพฯ-พิษณุโลก โครงการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบระบบขนส่งสาธารณะเมืองพิษณุโลก โครงการปรับปรุงขยายท่า อากาศยานพิษณุโลก (7) การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในปีพ.ศ. 2561 จังหวัดพิษณุโลกมีการใช้ที่ดินทั้งหมดจํานวน 6,759,909 ไร่สามารถจําแนกได้ดังนี้ พื้นที่ชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง จํานวนรวม 369,885 ไร่คิดเป็นร้อยละ 5.47 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่เกษตรกรรม จํานวนรวม 3,536,544 ไร่คิดเป็นร้อยละ 52.35 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่ป่าไม้จํานวนรวม 2,583,565 ไร่คิดเป็นร้อยละ 38.21 ของพื้นที่ทั้งหมด พื้นที่เบ ดเตล ด(เช่น ทุ่งหญ้าธรรมชาติ พื้นที่ลุ่ม เหมืองเก่า เหมืองแร่ ฯลฯ) จํานวนรวม 141,173 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.07 ของพื้นที่ทั้งหมด


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 17 2. ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ (1)ีด้านเศรษฐกิจ ภาพรวมของเศรษฐกิจและสาขาเศรษฐกิจหลักที่สําคัญของจังหวัด ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดพิษณุโลก (Gross Provincial Products : GPP) ประจําปีพ.ศ.2562 มีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจําปีเท่ากับ 101,788 ล้านบาท ลําดับที่ 5 ของภาคเหนือ ลําดับที่ 30 ของประเทศ รายได้เฉลี่ยต่อหัว (GDP) 113,593 บาท/คน/ปีดังตารางที่ปรากฏ ดังนี้ สาขาการผลิต 2560r 2561r 2561p ภาคเกษตร 24,936 26,480 26,411 เกษตรกรรมการล่าสัตว์และการป่าไม้และการประมง 24,936 26,480 26,411 ภาคนอกเกษตร 69,400 72,075 75,377 ภาคอุตสาหกรรม 11,305 11,525 12,106 การทําเหมืองแร่และเหมืองหิน 166 170 156 การผลิตอุตสาหกรรม 8,509 9,100 9,506 ไฟฟ้า ก๊าชและระบบปรับอากาศ 2,441 2,075 2,199 การประปาและการจัดการของเสีย 190 180 245 ภาคบริการ 58,095 60,550 63,271 การก่อสร้าง 5,101 4,722 4,882 การขายส่งการขายปลีก การซ่อมยานยนต์ และ จักรยานยนต์ 12,170 13,400 13,970 การขนส่งและสถานที่เก บ สินค้า 1,510 1,984 2,081 ที่พักแรมและการบริการด้านอาหาร 914 1,026 1,125 ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร 676 763 910 การเงินและการประกันภัย 6,567 6,701 6,975 กิจกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ 3,979 4,213 4,272 กิจกรรมวิชาชีพวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิชาการ 364 377 536 กิจกรรมการบริหารและบริการสนับสนุนอื่น ๆ 591 628 623 การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ ฯ 9,404 10,000 10,337 การศึกษา 12,081 11,545 12,126 กิจกรรมด้านสุขภาพและงานสังคมสงเคราะห์ 3,804 4,132 4,217 ศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ 290 339 420 กิจกรรมการบริการด้านอื่นๆ 646 719 796 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด 94,336 98,554 101,788 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อคน (บาท) 105,213 109,939 113,593 ประชากร (1,000 คน) 897 896 896


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 18 ด้านการเกษตร ครัวเรือนและแรงงานภาคการเกษตร อ าเภอ จ านวนครีัวเรือนเกษตรกร จ านวนแรงงานภาคเกษตร เพิ่ม/ลด 2561 2562 2563 เพิ่ม/ลด 2561 2562 2563 อําเภอเมืองพ ิษณ ุโลก 11,651 12,197 11,400 -6.5% 32,218 32,258 29,626 8.2% อําเภอนครไทย 14,720 15,282 15,586 2.0% 42,278 43,035 40,132 6.7% อําเภอชาติตระการ 7,419 7,619 7,790 2.2% 24,795 24,545 24,208 1.4% อําเภอบางระกํา 11,288 11,635 10,709 8.0% 34,795 34,515 31,446 8.9% อําเภอบางกระท่ม ุ 7,784 8,361 8,167 2.3% 21,033 20,758 18,789 9.5% อําเภอพรหมพิราม 14,549 15,335 15,194 0.9% 32,975 32,762 31,451 4.0% อําเภอวัดโบสถ ์ 6,485 6,917 6,774 2.1% 15,321 15,413 14,706 4.6% อําเภอวังทอง 15,458 16,776 17,903 6.7% 29,968 31,478 31,065 1.3% อําเภอเนินมะปราง 8,223 8,662 8,794 1.5% 29,167 29,163 27,980 4.1% รวม 97,577 102,784 102,317 0.5% 262,550 263,927 249,403 5.5% ีีการใช่ที่ดินเพื่อการเกษตรแยกตามรายอ าเภอีจังหวัดพิษณุโลก ในปี 2563 จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่ในกาทําการเกษตรรวม 3,3,87,938.95 ไร่ จําแนกออกเป็นที่นา 1,588,548 ไร่ ไม้ผล/ผลไม้ยืนต้น จํานวน 681,180 ไร่ พืชไร่/พืชผัก/ไม้ดอก/อื่นๆ จํานวน 1,118,211 ไร่ อ าเภอ พื้นที่การใช้ ประโยชน์ ทีั้งหมด (ไร่) พื้นที่ทำการเกษตร ที่นา ไมี้ผล/ไม้ยีืนตี้น พืชไร่/พืชผัก/ไมี้ดอก/อีื่น รวมพีื้นทีี่ทำการเกษตร จำนวน(ไร่) รี้อยละ จำนวน(ไร่) รี้อยละ จำนวน(ไร่) รี้อยละ จ านวน(ไร่) รี้อยละ เมืองพิษณุโลก 447,988 233,302 3.5227 10,328 0.1559 30,571 0.4616 274,201 4.1402 นครไทย 1,475,940 105,508 1.5931 214,450 3.2380 311,399 4.7019 631,357 9.5331 ชาต ิตระการ 1,032,924 46,191 0.6975 81,672 1.2332 167,887 2.5350 295,750 4.4656 บางระกํา 605,318 247,380 3.7353 17,394 0.2626 188,170 2.8412 452,944 6.8391 บางกระท ุ่ม 220,975 151,699 2.2905 6,071 0.0917 26,524 0.4005 184,294 2.7827 พรหมพ ิราม 519,934 390,434 5.8953 8,536 0.1289 37,663 0.687 436,633 6.5929 ว ัดโบสถ์ 554,466 69,923 1.0558 44,682 0.6747 133,693 2.0187 248,298 3.7491 ว ังทอง 1,071,563 215,056 3.2472 199,280 3.0090 148,295 2.2392 562,631 8.4953 เน ินมะปราง 693,713 129,055 1.9486 98,767 1.4913 74,009 1.1175 301,831 4.5574 รวม 6,622,821 1,588,548 23.9860 681,180 10.2853 1,118,211 16.8842 3,387,938.95 51.1555 ที่มา : กรมพัฒนาที่ดิน ข้อมูลสินค้าเกษตรที่สําคัญของจังหวัด พืชเศรษฐกิจ แหล่งผลิตสินค้าเกษตรที่สําคัญของจังหวัดพิษณุโลก ประกอบด้วย ข้าวนาปีและนาปรัง ที่อําเภอ พรหมพิราม บางระกํา เมือง วังทอง และบางกระทุ่ม อ้อยโรงงาน ที่อําเภอบางระกํา พรหมพิราม และ บางกระทุ่ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อําเภอนครไทย วังทอง และชาติตระการ มะม่วง ที่อําเภอวังทอง เนินมะปราง และวัดโบสถ์มันสําปะหลัง ที่อําเภอวัดโบสถ์และวังทอง สับปะรด ที่อําเภอนครไทย และวังทอง ยางพารา ที่อําเภอนครไทย วังทอง ชาติตระการ และวัดโบสถ์ ปาล์มน้ํามัน ที่อําเภอนครไทย ชาติตระการ พรหมพิราม และวังทอง


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 19 ที่มา:สํานักงานเกษตรจังหวัดพิษณุโลก ▪ การประมง ด้านการประมงของจังหวัดพิษณุโลก แบ่งชนิดสินค้าประมงเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย 1) สินค้าเศรษฐกิจสําคัญมี 5 ชนิด ได้แก ปลาสวาย ปลานิล ปลาทับทิม ปลากดแก้ว/ปลากดหลวง และปลาดุก โดยการเลี้ยงในบ่อดินและกระชัง 2) สินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่น จํานวน 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอ ปลาตะเพียน ปลาช่อนและปลากระดี่ ซึ่งพบได้จากแหล่งน้ําธรรมชาติ อําเภอ การเพาะเลี้ยงส ัตวน้ําจืดปริมาณการจับสต ัว น้ําจืด (กก.) 2561 2562 2563 จํานวน ปร ิมาณการ มูลค ่า (บาท) จำนวน ปริมาณการ มูลค ่า(บาท) จํานวน ปร ิมาณการ มูลค ่า(บาท) คร ัวเรือน จ ับส ัตว ์น้ํา คร ัวเรือน จับส ัตว ์น้ํา คร ัวเรือน จับส ัตว ์น้ํา จืด(กก.) จืด(กก.) จืด(กก.) ยอดรวม 8,527 3,822,656.14 135,746,875.54 9,009 4,764,931.19 257,079,178.11 9,009 4,764,931.19 257,079,178.11 เม ืองพ ิษณุโลก 1,342 682,883.30 27,315,332.15 874 1,311,247.37 73,648,202.41 874 1,311,247.37 73,648,202.41 นครไทย 1,360 330,660.00 9,919,800.00 922 40,425.34 1,863,653.81 922 40,425.34 1,863,653.81 ชาต ิตระการ 404 181,309.13 5,439,273.78 1,270 65,115.39 3,562,191.62 1,270 65,115.39 3,562,191.62 บางระกำ 1,017 1,082,418.86 43,296,754.60 2,314 555,315.25 22,176,987.17 2,314 555,315.25 22,176,987.17 บางกระทุIม 1,437 91,613.67 2,748,410.24 710 873,370.18 51,135,011.34 710 873,370.18 51,135,011.34 พรหมพิราม 1,120 344,689.91 13,787,596.42 986 1,564,963.69 90,615,261.75 986 1,564,963.69 90,615,261.75 ว ัดโบสถ 543 325,661.05 9,869,076.10 275 35,244.84 644,584.75 275 35,244.84 644,584.75 ว ังทอง 1,276 777,405.67 23,190,196.08 1,253 297,909.97 12,458,263.32 1,253 297,909.97 12,458,263.32 เนินมะปราง 28 6,014.54 180,436.18 405 21,339.17 975,021.95 405 21,339.17 975,021.95 ที่มา : สํานักงานประมงจังหวัดพิษณุโลก


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 20 การเพาะเลี้ยงสัตว น้ําในกระชัง จังหวัดพิษณุโลก มีจํานวนผู้เลี้ยงปลาในกระชัง 302 ราย 4,599 กระชัง พื้นที ่รวม 55,537 ตารางเมตร ผลผลิตรวม 6,283,169 กิโลกรัม มูลค ่าผลผลิตรวม 454,252,888 บาท ลำด ับ ท ี่ ประเภทสัตวน้ํา จำนวน (ราย) จำนวน (กระชัง) พื้นท ี่ กระชัง (รวม)/ตร. ม. ผลผล ิต(2ร ุ่น/ป ี) ราคา เฉลี่ย บาท/กก. มูลค ่า บาท แหล ่งเลี้ยง พ ื้นท ี่อําเภอ กก./ป ตัน/ป 1 ปลาทับทิม 97 1,321 14,645 1,742,755 1,742.75 72 125,478,360 แม่น้ําน่าน เม ือง 2 ปลาทับทิม 123 2,235 30,317 3,607,723 3,607.72 72 259,756,056 แม่น้ําน่าน พรหมพิราม 3 ปลาทับทิม 43 669 7,025 761,243 761.24 72 54,089,496 แม่น้ําน่าน บางกระทุ ่ม 4 ปลาทับทิม 1 10 180 21,420 21.42 72 1,542,240 แม่น้ําแควน้อย ว ัดโบสถ ์ 5 ปลากดหลวง 3 88 583 16,193 16.19 110 1,781,230 แม่น้ําน่าน พรหมพิราม 6 ปลากดหลวง 3 42 410 11,388 11.38 110 1,252,680 แม่น้ําน่าน บางกระทุ ่ม 7 ปลากดหลวง 12 34 360 9,999 9.99 110 1,099,890 แม่น้ําน่าน เมือง 8 ปลากดคัง 4 126 1,215 17,010 17.01 140 2,381,400 แม่น้ําน่าน บางกระทุ ่ม 9 ปลานิลดํา 7 46 481 57,239 57.23 72 4,121,208 แม่น้ําน่าน บางกระทุ ่ม 10 ปลานิลดํา 7 23 252 29,988 29.98 72 2,159,136 แม่น้ําน่าน เมือง 11 ปลานิลดํา 2 5 69 8,211 8.21 72 591,192 แม่น้ําน่าน พรหมพิราม รวม 302 4599 55,537 6,283,169 6,283.16 454,252,888 ที่มา :สํานักงานประมงจังหวัดพิษณุโลก การปศ ุส ัตว์ การผล ิตท ี่สำค ัญท ี่ม ีม ูลค ่าส ูง ได ้แก่ ส ุกร โคเน ื้อ กระบ ือ เป ดไข่ ไก่เน ื้อ ไก่พ ื้นเม ือง ม ีผลผล ิต และมูลค่าการผลิตที่สําคัญ คือ สุกร 101,552 ตัว/ปี(318 ตัว/วัน) มูลค่าปีละ 695 ล้านบาท ไข่ไก่ 49.2 ล้านฟอง/ปี (135,000 ฟอง/ว ัน) ม ูลค ่าป ีละ179ล ้านบาท คำนวณท ี่อ ัตราการไขเฉล ี่ย75%ต ่อว ัน ตลอดป ี ไข่ เป ด70ล ้านฟอง/ ป ี (194,287 ฟอง/ว ัน) ม ูลค ่าป ีละ283ล ้านบาท คำนวณท ี่อ ัตราการไข่ เฉล ี่ย 45%ต ่อว ันตลอดปี ไก ่เนื้อ 3.95ล ้าน ตัว/ป ี(10,822ตัว/ว ัน) มูลค ่าป ีละ190ล ้านบาท คำนวณท ี่การเลี้ยง5 ร ุ่น กก.ละ48 บาท โคเนื้อ30,779 ตัว/ปีกระบือ 10,030 ตัว/ปีแพะเนื้อ 4,652 ตัว/ปีแกะเนื้อ 226 ตัว/ป ีไก่พื้นเมือง 1,414,839 ตัว/ปีมูลค่า198ล ้านบาท


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 21 สินค้าเกษตรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(GI) สินค้าเกษตรที่ได้รับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร (GI) ได้แก่“กล้วยตากบางกระทุ่ม” (จังหวัด พิษณุโลก มีพื้นที่ปลูกกล้วยทั้ง 9 อําเภอ จํานวน 8,070 ไร่ผลผลิต 7,762 ตัน) ลักษณะเด่นของสินค้า กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก” เป็นผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่ผลิตกล้วยน้ําว้าพันธุ์มะลิอ่อง,พันธุ์ นวลจันทร์,พันธุ์ปากช่อง 50 และพันธุ์พื้นเมือง ที่มีลักษณะลูกกลม เปลือกบาง ผิวสวย เนื้อ ละเอียด ไม่มีเม ด และรสหวาน ที่ปลูกและแปรรูปในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และตําบลท่าฬ่อ อําเภอเมืองพิจิตร จังหวัดพิจิตร และด้วยลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในบริเวณรับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่า บริเวณอื่น ๆ และ ภูมิอากาศที่อยู่ ในเขตร้อน และอยู่ภายใต อิทธิพลของลมมรสุมที่พัดผ่านจากมหาสมุทร แปซิฟิก และ มหาสมุทรอินเดีย จึงส่งผลทําให้ได้ผลิตภัณฑ์กล้วยตากที่มีความนุ่ม กลิ่นหอม รสหวาน และไม่มีเม ด 1) กล้วยกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.9 – 2.1 เซนติเมตร ยาว 6.0 – 6.5 เซนติเมตร เนื้อแห่งสีน้ําตาล รสชาติหวาน 2) กล้วยแบน มีความหนา 0.5 – 0.7 เซนติเมตร กว้าง 3.0– 3.4 เซนติเมตร ยาว 6.7 – 8.0 เซนติเมตร เนื้อแห่ง สีน้ําตาล รสชาติหวาน 3) กล้วยแผ่น มีความหนา 0.5 – 0.6 มิลลิเมตร เนื้อแห้ง สีน้ําตาลอ่อน รสชาติหวาน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 22 ด้านอุตสาหกรรม (1) การจดทะเบียนนิติบุคคลจังหวัดพิษณุโลกีปี2561 – 2563 (3) สินค้าที่มีศักยภาพของจังหวัดพิษณุโลก กล้วยตาก กล้วยตากเป็นผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดพิษณุโลก สามารถสร้างรายได้สร้างความเข้มแข งใน ชุมชน โดย กล้วยตากบางกระทุ่มพิษณุโลก ได้รับการขึ้นทะเบียน เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ Geographical Indication : GI ทะเบียนเลขที่ สช 61100107 ประกาศ ณ วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 23 มะม่วง มะม่วงเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพของจังหวัดพิษณุโลก โดยในแต่ละปีสามารถสร้างมูลค่าทาง เศรษฐกิจไม่ ต่ํากว่า 100 ล้านบาท มีกลุ่มผู้ผลิต/วิสาหกิจชุมชน ที่ทําการส่งออกมะม่วงที่สําคัญ ซึ่งส่วนใหญ่ส่งออกผ่านตัวแทน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 24 (4) ข้อมูลโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ด้านการท่องเที่ยว จังหวัดพิษณุโลกเป็นจังหวัดใหญ่ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือตอนล่าง และเป็นเมืองที่มี ความสําคัญทาง ประวัติศาสตร์เพราะเจริญรุ่งเรืองมายาวนานตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย อีกทั้งเคยเป็นเมืองหลวง แทนกรุศรีอยุธยา ถึง 25 ปีมีการเรียกขานว่าเป็นเมืองสองแควเพราะมีแม่น้ําไหลผ่านสองสายคือแม่น้ําน่าน และแม่น้ําแควน้อย ปัจจุบันพิษณุโลกมีความเจริญในหลายด้านทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สําคัญที่นับวันจะยิ่ง เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น เนี่องจากเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวสําคัญและมีชื่อเสียงหลายแห่งในหลากหลาย รูปแบบทั้งด้าน ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประเพณีวิถีชีวิต ทั้งยังเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการรองรับ นักท่องเที่ยวได้อย่างดี และมีสิ่งอํานวยความสะดวกในด้านการท่องเที่ยวครบครัน ทั้งที่พัก ร้านอาหาร รวมไป จนถึงกิจกรรมการ ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ทําให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดพิษณุโลกมีความประทับใจ และเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมือง 3 ธรรม” เพราะที่นี่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์ที่สําคัญ คือ วัฒนธรรม ประเพณีมีสถานที่ท่องเที่ยวทาง ธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน และวัดวาอารามที่สําคัญ


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 25 “เมืองธรรมะ” จังหวัดพิษณุโลกเต มไปด้วยวัดวาอารามที่สําคัญเป นที่สักการะของประชาชน ในระดับจังหวัด และระดับประเทศ ที่นกท่องเที่ยวให้ความสนใจมาเยี่ยมเยือน ได้แก่ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร มีองค์หลวงพ่อพระพุทธชินราช ซึ่งเป็นพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะที่ งดงามที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปโบราณสถาน โบราณวัตถุที่สําคัญ คือพุทธชินสีห์พระศรีศาสดา พระอัฎฐารส พระเหลือ และพระปรางค์พระศรีมหาธาตุ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระพุทธชินราช วัดจุฬามณีตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าสมเด จพระบรมไตรโลกนารถทรงสร้างพระวิหารและเด จออก ผนวชที่วัดนี้เมือ พ.ศ.2007 มีโบราณสถานที่สําคัญ คือ ปรางค์แบบขอม วัดราชบูรณะ มีโบราณสถานที่สําคัญ คือ พระปรางค์วัดราชบูรณะที่มีความงดงาม และพระอุโบสถ ชายคาตกแต่งด้วยนาค 3 เศียร วัดนางพญา เป็นวัดที่มีสุดยอดพระเครื่องหนึ่งในพระเบญจภาคีคือพระนางพญา ซึ่งมีอานุภาพความ ศักดสิทธิ์ด้านเมตตามหานิยม “เมืองธรรมชาติ” จังหวัดพิษณุโลกมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติท่ีอุดมสมบูรณ์ที่ไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ทั้งยังมีศักยภาพในการรองรับนักท่องที่ยว ได้แก่ อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า สถานที่พักผ่อนเป็นอุทยานแห่งชาติที่ติดอันดับในระดับประเทศ ที่มี อากาศเย นสบายตลอดทั้งปีมีพันธุ์ไม้ที่อุดมสมบูรณ์สามารถชมความงามของธรรมชาติอาทิลานหินปุ่ม ลาน หินแตก นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งศึกษาประวัติศาสตร์การสู้รบของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีต ซึ่ง เทือกเขาแห่งนี้เคยใช เป็นฐานที่มั่นในการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นพื้นที่สีแดงที่เคยเป็นสถานที่สู้รบ ระหว่างคนไทยฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์กับทหารไทยที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เขตติดต่อจังหวัดเพชรบูรณ์ชมความงดงามของทุ่งหญ้าสะวันนาที่ใหญ่ ที่สุดของประเทศไทย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ําผาท่าพล มีความงดงามของหินงอก หินย้อย ภายในถ้ําลอด ซากดึกดําบรรพ์ของ หอย ปะการัง ภาพเขียนโบราณบนผาหิน และอักษรญี่ปุ่นบนก้อนหิน น้ําตกที่สวยงามในจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกมีน้ําตกที่สวยงามหลากหลาย ได้แก่น้ําตกแก่ง โสภา เป็นน้ําตก 3 ชั้น น้ําตกแก่งซอง น้ําตกวังนกแอ่น น้ําตกปอย อยู่ในเขตอําเภอวังทอง น้ําตกชาติตระการ เป็นน้ําตก 7 ชั้น อยู่ในแขตอําเภอชาติตระการ “เมืองวัฒนธรรม” กิจกรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่อันละเมียดละไมของผู้คนในชุมชน และ ความงดงามของประเพณีดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์ได้แก่ งานสมโภชพระพุทธชินราช หรืองานวัดใหญ่เป็นงานประจําปีที่จัดในวันขึ้น 2 ค่ํา เดือน 3 ของทุกปี เป็นงานบุญที่เป็นโอกาสอันดีของพุทธศาสนิกชน ที่จะเดินทางมานมัสการพระพุทธชินราช พระคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศนูย์รวมจิตใจของประชาชน ประเพณีปักธงชัย เป็นงานประเพณีที่สําคัญของอําเภอนครไทย ที่มาจากความเชื่อและศรัทธาถือ ปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานและกลายเป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณเีฉพาะของชาวนครไทยที่จัดขึ้นเป็นประจํา ทุกปีเพื่อเทิดพระเกียรติพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นการรําลึกถึงชัยชนะของพ่อขุนบางกลางท้าวที่มีชัยชนะศึก จัด ขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปีณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และยอดเขา ช้าง ล้วง อําเภอนครไทย


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 26 งานประเพณีปีใหม่ม้ง เป็นงานประเพณีประจําปีของอําเภอชาติตระการ อําเภอนครไทย จังหวัด พิษณุโลกนับเป็นเทศกาลที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อชาวม้งเป็นงานประเพณีที่เป็นการอนุรักษ์สืบสาน วัฒนธรรมประเพณีปีใหม่ม้งอันเป็นเอกลักษณ์ประจําท้องถิ่นของชุมชนชาวไทยภูเขาเผ่าม้งให้คงอยู่สืบไป งานสมเด จพระนเรศวรมหาราชและกาชาดจังหวัดพิษณุโลก เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรําลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณของสมเด จพระนเรศวรมหาราช และจัดร่วมกับงานกาชาดจังหวัด เป็นงานที่ได้ชมทั้งกิจกรรม เทิดพระเกียรติสมเด จพระนเรศวรมหาราชและงานออกร้านกาชาดเพื่อส่งเสริมการค้าขายและการท่องเที่ยว ของจังหวัด พระราชวังจันทน์: ศาลสมเด จพระนเรศวรมหาราช ตั้งอยู่ในกําแพงเมืองพิษณุโลก นับเป็นพระราชวัง โบราณแห่งเดียวในจังหวัดพิษณุโลกเคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยสุโขทัยหรือสมัย อยุธยา ตอนต้น และเป็นที่พระราชสมภพของสมเด จพระนเรศวรมหาราชกษัตริย์ผู้ทรงคุณยิ่งของเมืองสยาม ภายใน ติดบริเวณพระราชวังจันทน์เป็นที่ตั้งศาลสมเด จพระนเรศวรมหาราช สําหรับประชาชน ตลอดจน นักท่องเที่ยวได้สักการะ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี: โรงหล่อพระบูรณะไทย เป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่นในอดีต และประวัติศาสตร์ของเมืองพิษณุโลก การจําลอง/จัดแสดงให้เห นถึงภาพชีวิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการ ดํารงชีวิตของบรรพชนตั้งแต่โบราณกาล จังหวัดพิษณุโลก มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมประเพณีรวมถึง ธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ โดยข้อมูลจากกรมการท่องเที่ยว ในปี2563 จังหวัดพิษณุโลก อยู่ในอันดับที่ 6 จากจํานวน 55 จังหวัดของการท่องเที่ยวเมืองรอง ซึ่งรายได้รวมอยู่ที่ 4,441.52 ล้านบาท ศักยภาพด้านการท่องเที่ยว จังหวัดพิษณุโลก มีแนวทางในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวโดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่า (Value Creation) การท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นแหล่งรายได้ที่สําคัญของจังหวัดพิษณุโลก โดย การฟื้นฟูและพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลกให้เป็นเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักของ นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติส่งเสริมพัฒนาการด้านการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและส่งเสริมการมี ส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและชุมชน ในการกระจายประโยชน์จากการท่องเที่ยวไปสู่ การสร้างคุณค่าทางสังคม พัฒนาและเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว การตลาดและบุคลากร สร้างความปลอดภัย และมาตรฐานของการท่องเที่ยวด้านที่พัก อาหาร และการเดินทาง รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของนักท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาองค์ความรู้การศึกษาวิจัยเพื่อสร้างคุณค่าของทรัพยากรการท่องเที่ยวและ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น โดยภาพรวมจํานวนผู้มาเยี่ยมเยียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆปีในปี2562 นั้น มีจํานวนผู้มาเยี่ยมเยียน รวมทั้งสิ้น 3,346,393 คน เพิ่มขึ้นมาจากปี2561 จํานวน 41,510 คน คิดเป็นร้อยละ 1.26 โดยแบ่งเป็นชาว ไทย 3,126,657 คน คิดเป็นร้อยละ 1.23 เป็นชาวต่างชาติ 219,736 คิดเป็นร้อยละ 1.70 ในส่วนของสถิติ จํานวน นักท่องเที่ยวปี2560-2562 มีจํานวนเพิ่มขึ้นทุกปีในปี2562 มีจํานวนนักท่องเที่ยวทั้งสิ้น 2,021,367 คน เพิ่มขึ้นจากปี2561 จํานวน 21,976 คน คิดเป็นร้อยละ 1.10 โดยแบ่งเป็นชาวไทย 1,838,692 คน คิดเป็น


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 27 ร้อยละ 1.07 เป็นชาวต่างชาติ 160,699 คน คิดเป็นร้อยละ 1.41 ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพื่อการท่องเที่ยว ปี2560- 2562 มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเล กน้อย ในปี2562 เพิ่มขึ้นจากปี2561 จํานวน 1,836 คน คิดเป็นร้อยละ 3.28


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 28 การค้าและธุรกิจขนาดย่อม ผลิตภัณฑ์มวลรวม สาขาการขายปลีกฯ ณ ราคาประจําป 2561 มีมูลค่า 13,897 ล้านบาท


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 29 ด้านการค้าและธุรกิจขนาดย่อม มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสาขาขายส่งและขายปลีกรวมเท่ากับ 13,897 ล้านบาท มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีวิสาหกิจชุมชนได้รับการอนุมัติจดทะเบียน ปรับตัวลดลง เช่นเดียวกับด้านรายได้จากการจําหน่ายสินค้า OTOP ปรับตัวลดลงเช่นกัน มีมูลค่ารวม 883 ล้านบาท และด้านกําไรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีมูลค่ารวมเท่ากับ 11,414 ล้านบาท การพัฒนาเมือง การพัฒนาไมซ์ซิตี้ี(MICE City) มีจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับเมืองต่างๆ ของไทยให้เป็นจุดหมาย ปลายทางแห่งอุตสาหกรรมการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการแสดงสินค้านานาชาติ หรือ อุตสาหกรรมไมซ์ เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีความสําคัญต่อประเทศไทย เนื่องจากอุตสาหกรรมไมซ์สร้าง รายได้ให้แก่ประเทศมหาศาลจากการนํานักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีการใช้จ่ายเงินสูงเข้าสู่ประเทศเป็น จํานวนมาก โดยผ่านการจัดประชุมสัมมนาการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมองค์กรนานาชาติ และ งานแสดงสินค้านานาชาติ ทิศทางการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนโยบายรัฐบาล แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ให้ความสําคัญกับการสร้างความสามารถในการแข่งขัน การสร้างความ เข มแข งทางเศรษฐกิจและการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ของภาค เมือง และพื้นที่เศรษฐกิจ ดังนั้น แผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกระยะ 20 ปีและแผนพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกระยะ 5 ปี(พ.ศ. 2561 - 2565) จึงได้ กําหนดจุดเน้นการในการพัฒนาที่สําคัญในด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขันโดยการส่งเสริมเมือง สร้างสรรค์และนวัตกรรม และ MICE City เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สอดคล้องกับนโยบายและศักยภาพของพื้นที่ อย่างแท้จริง การขับเคลื่อนจังหวัดพิษณุโลกสู่เมืองแห่งไมซ์ (MICE City) ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด พิษณุโลก ให้เกิดการพัฒนาในระดับพื้นที่ (Area Based) อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 30 (Sustainable Development Goals) จึงมีความจําเป็นที่จะต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน หรือการบริหารจัดการภาครัฐแบบมีส่วนร่วม (Participatiory Governance) โดยภาครัฐ ภาคเอกชน ภาค ประชาสังคม และสถาบันการศึกษา ในพื้นที่ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการกลไกหลัก/เจ้าของพื้นที่ ที่สําคัญในการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัด ตั้งแต่กระบวนการวางแผน การตัดสินใจ การดําเนินงาน และการติดตาม ประเมินผล เข้ามามีส่วนร่วมความร่วมมือในการบริหารราชการจังหวัด (Collaborative Governance) เพื่อให้ การพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกสู่เมืองแห่งไมซ์ (MICE City) บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน จังหวัดพิษณุโลก เป็นจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนา/ศูนย์กลางความเจริญแห่งภูมิภาค ภาคเหนือ ตอนล่าง ในการพัฒนาจังหวัดพิษณุโลกให้บรรลุเป้าหมายสู่เมืองแห่งไมซ์(MICE City) และเกิดการพัฒนาอย่าง ยั่งยืน จึงต้องอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะภาคประชาชน และภาคธุรกิจเอกชน โดย ความร่วมมือร่วมใจและบูรณาการการทํางานอย่างมีส่วนร่วมอย่างเข้มแข งของทุกภาคส่วน อาทิ ส่วนราชการ/ หน่วยงานภาครัฐ หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบริษัท พิษณุโลกพัฒนาเมือง สมาคม MICE จังหวัดพิษณุโลก สมาคมผู้ประกอบการร้านค้า ชมรมร้านอาหารชมรม โรงแรม ชมรมท่องเที่ยว ธุรกิจเอกชน และภาคีการพัฒนาทุกภาคส่วน เข้ามาเป็นคณะกรรมการส่งเสริม อุตสาหกรรม MICE ของจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกได้รับการรับรองให้เป็นไมซ์ซิตี้ระดับภูมิภาค จะก่อให้เกิดการพัฒนา อุตสาหกรรมการจัดประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการแสดงสินค้านานาชาติ ในจังหวัดพิษณุโลกซึ่ง ถือว่าเป็นหนึ่ง ในอุตสาหกรรมหลักของประเทศที่มีการสร้างรายได้เข้าสู่เศรษฐกิจของประเทศชาติได้อย่าง ต่อเนื่อง โดยผลประโยชน์ของการจัดการประชุมและนิทรรศการนั้นนอกจากจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ อุตสาหกรรมไมซ์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ภาคการท่องเที่ยว การโรงแรม ธุรกิจร้านอาหาร และอื่นๆ จากการใช้จ่ายของทั้งผู้จัดงาน ผู้เข้าร่วมงานไมซ์และค้าใช้จ่ายในภาคธุรกิจต่อเนื่องแล้วอุตสาหกรรมไมซ์ยังมี บทบาทสําคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลัก เนื่องจากในการจัดงานไมซ์แต่ละครั้งจะก่อให้เกิด ผลประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่างๆ เป็นวงกว้าง เช่น เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า การจับคู่ร่วมมือทาง ธุรกิจ การทําสัญญาซื้อขายนําเข้าส่งออกสินค้า การขยายการลงทุน อาหารและการจัดเลี้ยง สถานบันเทิงและ นันทนาการ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ผลิตและจําหน่ายผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึก และยังมีการ กระจายรายได้สู่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เป็นต้น ซึ่งผลจากการจัดงานเหล่านี้ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนเข้ามาใน จังหวัดเป็นจํานวนมาก นอกจากผลประโยชน์ที่สามารถสร้างมูลค่าได้แล้ว การจัดงานไมซ์ยังก่อให้เกิด ผลประโยชน์ด้านอื่นๆ อีก เช่น การบูรณาการการแลกเปลี่ยนข้าวสาร ความรู้ การอัพเดทเทคโนโลยี และ นวัตกรรมต่างๆ การท่องเที่ยววิถีชุมชน เป็นต้น Phitsanulok Smart City จังหวัดพิษณุโลก โดยคณะกรรมการและคณะทํางานขับเคลื่อน การพัฒนาเมืองอัจฉริยะจังหวัดพิษณุโลก เห นชอบจัดส่งข้อเสนอโครงการเมืองอัจฉริยะจังหวัดพิษณุโลก (Phitsanulok Smart City) ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณา อนุมัติประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะ โดยให้สํานักงานจังหวัดพิษณุโลกเป็นผู้ยื่นข้อเสนอต่อสํานักงานเมืองอัจฉริยะ ประเทศไทยในนามของจังหวัดพิษณุโลก ซึ่ง Phitsanulok Smart City ประกอบด้วย


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 31 (1) Smart Governance โดยเสนอโครงการศูนย์พัฒนาเมืองอัจฉริยะจังหวัดพิษณุโลกี Phitsanulok Smart City (Pilok Smart Lab) และโครงการศูนย์ปฏิบัติการยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อ การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างี1 (LAB-SAP 1) คือการเชื่อมต่อ การบริหารจัดการเมืองทั้งภายในเมืองและต่างเมือง รวมไปถึงการสื่อสารและบริการที่เชื่อมต่อกันรวมไปถึง การบูรณาการของภาครัฐ เอกชน ประชาชน ซึ่งจะทําให้เมืองทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดเป็นระบบ ที่มีประสิทธิผล เครื่องมือสําคัญที่จะทําให้เกิด Smart Governance คือ แนวคิดการบริหารจัดการบนพื้นฐาน การจัดการข้อมูลบูรณาการ (Integrated data oriented management concept) ที่มุ่งแก้ไขปัญหา โครงสร้างการทํางานที่ถูกแบ่งออกอย่างชัดเจนตามขอบข่ายอํานาจหน้าที่ของหน่วยงาน โดยพยายามสลาย ข้อจํากัดด้านการจัดเก บข้อมูลที่มีลักษณะเอกเทศแยกตามหน่วยงานที่จัดเก บ โดยเป้าหมายนั้นจะรวมไปถึง ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ของข้อมูลโดยระบบสารสนเทศ ในการมีส่วนร่วมตัดสินใจร่วมสร้างสรรค์ บริการ ผ่านระบบอิเล กทรอนิกส์Smart Governance นั้นมีปัจจัยที่สามารถนําข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดมาดัดแปลง วิเคราะห์ บูรณาการร่วมกับ Smart ในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งจะทําให้ชาวเมืองพิษณุโลกสามารถเข้าถึงข้อมูลของ ภาครัฐทําให้เกิดความโปร่งใส มีการจัดการที่เป็นระบบทําให้การติดต่อราชการมีความรวดเร วมากยิ่งขึ้นรวมถึง การใช้ประโยชน์สูงสุดในแง่กฎหมาย เช่นการออกเทศบัญญัติต่างๆ (2) Smart Environment โดยเสนอโครงการลดของเสียในแหล่งน้ าวิกฤตและการจัดการ คุณภาพน้ าในแหล่งน้ าสายหลัก คือ การรวมเอา Smart Energy ตลอดจนพลังงานหมุนเวียน, การเปิดใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศกับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ, การควบคุมมาตรวัด, ตรวจสอบมลภาวะ, การปรับปรุง อาคารและสิ่งอํานวยความสะดวก อาคารสีเขียว และผังเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงการใช้ ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนํากลับมาใช้ใหม่ และการใช้ทรัพยากรทดแทนเพื่อตอบสนองความ ต้องการ ระบบสาธารณูปโภค เช่น ไฟถนน, การจัดการขยะ, การระบายน้ําเสีย, ระบบจัดการทรัพยากรน้ํา โดย ทั้งหมดสามารถทําการตรวจสอบและประเมินระบบได้ตลอดเวลา และยังรวมไปถึงการจัดการพื้นที่สีเขียว ภายในเมือง ชุมชน และอาคารอีกด้วย รถโดยสารประจําทางอัจฉริยะที่สามารถทราบตําแหน่งและเส้นทางการ วิ่งของรถได้ตลอดเวลา โดยเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2563 จังหวัดพิษณุโลกเข้ารับใบประกาศเขตพื้นที่ส่งเสริม เมืองอัจฉริยะ เพื่อพัฒนาไปสู่เมืองอัฉริยะต่อไป ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ เศรษฐกิจระดับครัวเรือน จํานวนหมู่บ้านข้อมูลพื้นฐานระดับหมู่บ้านตามระดับการพัฒนาปี2562 มีหมู่บ้านเร่งรัดพัฒนาอับดับ หนึ่งจํานวน 17 หมู่บ้าน อันดับสองจํานวน 452 หมู่บ้าน เร่งรัดพัฒนาอันดับสามจํานวน 522 หมู่บ้าน


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 32 ครัวเรือนยากจนเป้าหมายีการแก้ไขปัญหาความยากจนลดความเหลื่อมล้ าด้วยีTPMAP จังหวัดพิษณุโลกีประจ าปีงบประมาณี2564 จังหวัดพิษณุโลก มีครัวเรือนตกเกณฑ์(จปฐ.ป 2562) และลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งชาติ จากระบบ TPMAP Logbook จํานวน 13,831 ครัวเรือน แยกเป็นรายอําเภอ ดังนี้


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 33 (2) ด้านสังคมและความมั่นคง


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 34 การศึกษา จ านวนโรงเรียนีจ าแนกตามสังกัดีเป็นอ าเภอีปีการศึกษาี2562 จ านวนครูจ าแนกตามสังกัดีเป็นรายอ าเภอีปีการศึกษาี2562


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 35 จ านวนนักเรียนีจ าแนกตามสังกัดีเป็นรายอ าเภอีปีการศึกษาี2562 ยาเสพติด สถานการณ์ยาเสพติดเปรียบเทียบผลการปฏิบัติงานย้อนหลัง 3 ปี(ตั้งแต่ ปีพ.ศ.2561 –พ.ศ.2563) มีรายละเอียดดังนี้ 1. ด้านการปราบปราม 1.1 การปราบปราม จับกุม


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 36 ผลการจับกุมในปีพ.ศ.2561 – พ.ศ.2563 มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในปีพ.ศ.2563 มีการดําเนินการ ตามแผน “พิษณุโลกโมเดล ห่างไกลยาเสพติด 2563” ที่มีการบูรณาการร่วมกันทั้งฝ่ายปกครอง ทหาร ตํารวจ ทําให้มีผลการจับกุมเพิ่มมากขึ้นกว่าทุกปี 1.2 ของกลาง


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 37 ปริมาณของกลางยาบ้าจํานวนมาก ตั้งแต่ปีพ.ศ.2561 – พ.ศ.2563 ทําให้ทราบว่ามีการแพร่ระบาด ของยาบ้ามากที่สุด ในส่วนของกัญชา กระท่อม และไอซ์ มีแนวโน้มการแพร่ระบาดลดลง แต่เคตามีน กลับมี แนวโน้มการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น 1.3 การจัดระเบียบสังคม การดําเนินการตรวจสถานบริการ/สถานประกอบการคล้ายสถานบริการ ร้านเกมส์ร้านอินเทอร์เน ตฯ มีการตรวจตราเพิ่มมากขึ้น แต่พบการกระทําผิดลง เนื่องจากการตรวจตราอย่างสม่ําเสมอของชุดปฏิบัติการ ประจําอําเภอ ตามแผนปฏิบัติการ “พิษณุโลกโมเดล ห่างไกลยาเสพติด 2563” 2.ด้านการบ าบัดรักษา


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 38 การบําบัดรักษาผู้เสพยาเสพติด ในปี พ.ศ.2561 และ 2562 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ในปี พ.ศ.2563 มี การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลก ได้มีคําสั่งห้าม จัดกิจกรรมการรวมคนทุกประเภท หรือหากอนุญาตให้มีการรวมคนจะอนุญาตเพียงไม่เกิน 50 คน หรือบาง ห่วงจะอนุญาตไม่เกิน 200 คน ทําให้การบําบัดรักษากระทําได้ในสถานพยาบาลเท่านั้น จึงทําให้จํานวนผู้เข้ารับ การบําบัดลดลงเล กน้อย 3.ด้านป้องกัน 3.1 ผลการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด ในสถานศึกษา การพัฒนาทักษะสมองในเด กปฐมวัย มีจํานวนแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น นักเรียนที่ได้รับการสร้างภูมิคุ้มกัน ป. - ป.6 สถานศึกษา(ประถมศึกษา) ผ่านเกณฑ์เชิงคุณภาพ สถานศึกษาขยายโอกาส มัธยม อาชีวะและ อุดมศึกษาที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพ มีจํานวนลดลงเล กน้อย แม้จะได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แต่ยังมีการดําเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 39 3.2 ผลการเสริมสร้างและป้องกันยาเสพติดในหมู่บ้าน/ชุมชน หมู่บ้าน/ชุมชนที่ไม่มีปัญหายาเสพติด (สีขาว) มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นและหมู่บ้าน/ชุมชนที่มีปัญหามาก (สีแดง) มีแนวโน้มลดลง ทําให้ทราบว่ามีการดําเนินการจับกุมผู้ค้าเพื่อดําเนินคดีและนําผู้เสพยาเสพติดเข้ารับ การบําบัดมีแนวโน้มการดําเนินงานที่มากขึ้นและบรรลุผลสําเร จตามตัวชี้วัดที่สํานักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ (กพร.) กําหนดและในปี2563 ผลการประเมินสถานะหมู่บ้าน/ชุมชนเข้มแข งเอาชนะยาเสพติด ในรอบที่ 2/2563 มีหมู่บ้านปลอดยาเสพติด (สีขาว:ก) จํานวน 855 หมู่บ้าน/ชุมชน เพิ่มขึ้นจากรอบกาณ ประเมินครั้งที่ 1/2563 จํานวน 43 หมู่บ้าน/ชุมชน และมีหมู่บ้านที่มีสภาพปัญหายาเสพติดรุนแรง (สีแดง:ง) จํานวน 34 หมู่บ้าน/ชุมชน ลดลงจากรอบการประเมินครั้งที่ 1/2563 จํานวน 32 หมู่บ้าน/ชุมชน ซึ่งเป็นผล การดําเนินงานตามแผน “พิษณุโลกโมเดล ห่างไกลยาเสพติด 2563” ที่บรรลุผลสําเร จอย่างเป็นรูปธรรม 3.3 ผลการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานประกอบการ


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 40 การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ผู้ใช้แรงงานมีการดําเนินงานอย่างต่อเนื่อง แต่ผลการดําเนินงานแตกต่าง กัน เนื่องจากเป็นไปตามเป้าหมายที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกําหนดไว้ในแต่ละปี ซึ่งการกําหนด เป้าหมายนั้นเป็นไปตามจํานวนของสถานประกอบการและจํานวนลูกจ้างของแต่ละพื้นที่ในปีนั้นๆ ผลการดําเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามเป้าหมายที่สํานักงานปลัดกระทรวงแรงงานร่วมกับสํานักงาน ป.ป.ส. กําหนดรูปแบบการทํางานโดยในปี พ.ศ.2561 และ 2562 กําหนดให้ความรู้ด้านยาเสพติดแบบบูรณาการกับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและแสดงเจตจํานงค์เข้าร่วมดําเนินโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งผลการดําเนินการ เป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนดทั้ง 2 ปี ในส่วนของปี พ.ศ. 2563 มีการเปลี่ยนเป้าหมาย ตัวชี้วัด และวิธีการ ทํางาน แต่ผลการดําเนินงานสามารถทําได้ตามเป้าหมายที่ส่วนกลางกําหนด ด้านการสาธารณสุข จ านวนสถานบริการสาธารณสุขของรัฐจ าแนกรายอ าเภอีปีงบประมาณี2563


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 41 มีโรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง โรงพยาบาลจิตเวช 1 แห่ง โรงพยาบาลชุมชน 8 แห่ง รพ.สต. 146 แห่ง รพ.สต. ของ อบต. 1 แห่ง ศสม.ของโรงพยาบาลศูนย์มี 3 แห่ง ศสช. ของโรงพยาบาลชุมชน 4 แห่งและ โรงพยาบาลสังกัดอื่นๆ ของรัฐ อยู่ในเขตอําเภอเมือง มี 3 แห่ง คือโรงพยาบาลค่ายสมเด จพระนเรศวรมหาราช (150 เตียง), โรงพยาบาลกองบิน 46 (50 เตียง) และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนเรศวร (362 เตียง) จ านวนสถานบริการสาธารณสุขเอกชนจ าแนกรายอ าเภอีปีงบประมาณีพ.ศ.ี2563 โรงพยาบาลเอกชนซึ่งตั้งอยู่ในเขตอําเภอเมือง มีทั้งหมด 5 แห่ง คือ โรงพยาบาลรวมแพทย์ (100 เตียง),โรงพยาบาลพิษณุเวช (150 เตียง), โรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลก (100 เตียง), โรงพยาบาลพิษณุโลก ฮอสพิทอล (60 เตียง) และโรงพยาบาลรังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ (10 เตียง) ส่วนคลินิกเอกชนมี ทั้งหมด 444 แห่ง ร้านขายยาทุกประเภทมี 216 แห่งจํานวนผู้ป่วยนอกและในวันนอนเฉลี่ยและอัตราครอง เตียงจําแนกรายโรงพยาบาล ปีงบประมาณ 2563


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 42 จ านวนและสัดส่วนต่อประชากรของบุคลากรสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขีจ าแนกราย อ าเภอี(สัดส่วนี1 : ประชากร)ีปีงบประมาณี2563 จ านวนและอัตราตายต่อประชากรแสนคนีตามสาเหตุการตายที่ส าคัญี10อันดับีปีงบประมาณี2561-2563


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 43 ด้านแรงงาน อัตราการจ้างงาน/อัตราการมีงานทํา ในปี 2562 จังหวัดพิษณุโลกมีอัตราส่วนในการจ้างงานภาค เกษตรร้อยละ 42.74 และอัตราการจ้างงานนอกภาคเกษตร ร้อยละ 57.26 เมื่อเทียบกับปี 2561 ในภาค เกษตรมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.64 และนอกภาคเกษตรมีอัตราลดลง 1.64 อัตราการจ้างงาน/อัตราการมีงานทําในอุตสาหกรรมการผลิต เมื่อพิจารณอัตราการจ้างงานเฉพาะใน ส่วนอุตสาหกรรมการผลิต เปรียบเทียบกับจํานวนผู้มีงานทําทั้งหมดในจังหวัดพิษณุโลกพบว่า ในปี2562 การ จ้างงานในภาคการผลิตมีอัตราร้อยละ 8.71 ซึ่งมีอัตราลดลงร้อยละ 0.53 จากปี 2561 ซึ่งอาจจเป็นไปได้ว่า ตลาดแรงงานของจังหวัดพิษณุโลกมีสถานประกอบการประเภทอุตสาหกรรมการผลิตที่ลดลง ทําให้มีการ รองรับแรงงานที่ลดลง อัตราการว่างงาน จังหวัดพิษณุโลก เป็นจังหวัดที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดย ในปี2562 ผู้ทํางานในภาคเกษตรลดลง และผู้ทํางานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น รวมถึงภาคการผลิตที่ลดลง ทําให้ ภาวะการว่างงานในจังหวัด มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามฤดูกาล ในปี2562 มีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.89 ซึ่งมีอัตราที่เพิ่มขึ้น จากปี2561 ที่มีอัตราร้อยละ 0.29 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.60


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 44 อัตราการจ้างแรงงานต่างด้าว อัตราการจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายที่ได้รับอนุญาต ทํางาน คงเหลือทั้งหมด ต่อจํานวนผู้มีงานทําทั้งหมด ในปี2563 คิดเป็นร้อยละ1.09 ซึ่งมีอัตราที่เพิ่มขึ้นจากปี2562 ที่มี อัตราร้อยละ 0.51 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.58 อัตราการจ้างแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (พม่า ลาว กัมพูชา) ในปี2563 ต่อจํานวนผู้มีงานทําทั้งหมด อยู่ที่ร้อยละ 0.70 มีอัตราเพิ่มขึ้นจากปี2562 ที่มีอัตราร้อยละ 0.51 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.19 สรุปข้อมูลเปรียบเทียบด้านประชากรและกําลังแรงงานจังหวัดพิษณุโลก ระหว่างปี2561 - 2563


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 45 ข้อมูลด้านสถานประกอบการของจังหวัดพิษณุโลก (3) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ จังหวัดพิษณุโลก มีพื้นที่ป่าไม้ทางตอนเหนือเป็น ป่าดิบเขา (Hill evergreen forest) ป่าสนเขา (Pine forest) ป่าดงดิบ (Tropical rain forest) และป่าเบญจพรรณ (Mixed deciduous forest) ทางตอนกลาง มีป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ กระจายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ และตะวันออก ในเขตพื้นที่บางส่วน ของอําเภอชาติตระการ อําเภอนครไทย อําเภอวัดโบสถ์อําเภอวังทอง และอําเภอเนินมะปราง นอกจากนี้ยังมีป่าแดงหรือป่าแพะหรือป่าโคก (Dry Dipterocarpus forest) หรือป่าเต งรัง (Deciduous Dipterocarpus forest) กระจายอยู่ทั่วไป และบางแห่งเป็นทุ่งหญ้า (Savannah) โดยที่ป่าดิบ เขาขึ้นอยู่ในระดับความสูง จากระดับน้ําทะเลปานกลาง ตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป สังเกตจากพรรณไม้หลักที่ ขึ้นอยู่อันได้แก่ ไม้ก่อชนิดต่างๆ เช่น ก่อแป้น ก่อเดือย ก่อขาว ก่อเลือด ก่อนก ก่อตาหมู เป็นต้น ส่วนพรรณไม้ อื่นๆ ที่ขึ้นประกอบได้แก่ จําปีป่า จําปาป่า อบเชย กํายาน เหมือด เป็นต้น ส่วนไม้พื้นล่างเป็นพวกผักกูดหรือ เฟิร์นขึ้นอยู่เป็นพื้น พบในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ป่าสนเขาเป็นป่าที่มีไม่ สนขึ้นอยู่ล้วนๆ บางครั้งก ขึ้นปนกับไม้เต งรัง เหียง พลวง เป็นต้น โดยธรรมชาติ จะขึ้นอยู่ตามเนินเขาหรือยอด เขาในช่วงระดับความสูงระหว่าง 700-1,000 เมตร จากระดับน้ําทะเลปานกลาง มีอยู่เพียงสองชนิดเท่านั้นคือ สนสองใบ (Pinus merkusii) กับ สนสามใบ (Pinus khasya) แหล่งที่พบ เช่น ในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง เป็นต้น


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 46 เนื้อที่ป่าในไม้จังหวัดพิษณุโลกีปีพ.ศ.ี2563 ส่วนอุทยานและส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าในจังหวัดพิษณุโลก การจ าหน่ายไมี้จากสวนป่าเพีื่อเศรษฐกีิจ


แผนการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัดพิษณุโลก ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2566 - 2570) หน้า 47 มูลคี่าไมี้ยีืนตี้นจากสวนป่าเพีื่อเศรษฐกีิจ การสี่งเสริมเกษตรปลูกไม้เศรษฐกิจในทีี่ดีินของตนเอง ดินและการใช้ที่ดิน ดิน ลักษณะดินโดยทั่วไปในจังหวัดพิษณุโลก จําแนกได้ดังนี้ 1. ดินตะกอน เกิดจากอิทธิพลของน้ําพัดตะกอนมาทับถม ปรากฏอยู่บริเวณสองฝั่งแม่น้ําน่าน และ แม่น้ํายม เขตอําเภอพรหมพิราม อําเภอเมืองพิษณุโลก อําเภอบางกระทุ่ม และอําเภอบางระกํา 2. ดินร่วนกึ่งปนทราย ปรากฏอยู่บริเวณตอนเหนือของอําเภอพรหมพิราม และทางทิศตะวันออกของ อําเภอเมืองพิษณุโลก และอําเภอบางกระทุ่ม 3. ดินลูกรังปน ปรากฏทางทิศตะวันออกของอําเภอพรหมพิราม ทางทิศตะวันตกและทิศตะวันตกเฉียง ใต้ของอําเภอบางกระทุ่ม 4. ดินร่วนและดินทรายที่มีการระบายน้ําได้ดี ปรากฏอยู่ในอําเภอพรหมพิราม อําเภอวังทองอําเภอ เมืองพิษณุโลก อําเภอบางกระทุ่ม และอําเภอเนินมะปราง 5. ดินเหนียวและดินร่วนที่มีการระบายน้ําได้ดี เนื้อดินปนหยาบและมีเนื้อดินละเอียดหรือหยาบปาน กลางอยู่ในชั้นดินล่าง ส่วนใหญ่ใช่ปลูกพืชไร่ภายในเขตที่ราบของหุบเขาทรัพย์ไพรวัลย์ อําเภอวังทองอําเภอ ชาติตระการ อําเภอนครไทย และตอนเหนือของอําเภอวัดโบสถ์ 6. ดินที่มีหินปูนและเป็นดินตื้น พบกระจายอยู่ในเขตอําเภอชาติตระการ อําเภอนครไทยและอําเภอวังทอง


Click to View FlipBook Version