The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทำเนียบรุ่น76 ครบรอบ 50 ปี รวม Text N1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ophasanond.c, 2021-11-28 23:57:03

ทำเนียบรุ่น76 ครบรอบ 50 ปี

ทำเนียบรุ่น76 ครบรอบ 50 ปี รวม Text N1

ประเพณรี บั น้องข้ามฟาก

นายแพทยจ์ รลั ตฤณวฒุ พิ งษ์

การรับน้องใหมค่ รง้ั แรกในประเทศไทยเกิดขึ้นที่ศิริราช คณะแพทยศาสตรแ์ หง่ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
เมื่อ พ.ศ. 2475 ผู้เสนอแนวคิดนี้คือนิสิตแพทย์ อวย เกตุสิงห์ เลขานุการสโมสรนิสิตฯ ในขณะนั้น เนื่องจากมี
การแข่งขนั ฟุตบอลระหว่างคณะแพทยศาสตร์ กับ คณะวทิ ยาศาสตร์และอกั ษรศาสตร์ จฬุ าลงกรณมหาวิทยาลัย
ผู้เล่นคนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ถูกฝ่ายตรงข้าม 2 คน รุมชกต่อยโดยไม่มีสาเหตุยั่วยุแต่อย่างใด ซึ่งทราบ
ต่อมาว่าตัวการอยู่เตรียมแพทย์ ซึ่งจะข้ามฟากมาเรียนที่ศิริราชใน พ.ศ. 2475 คณะกรรมการสโมสรสาขา
ศิริราช ได้ประชุมหาทางลงโทษเสียให้หายแค้นด้วยวิธีต่างๆนานา แต่เลขานุการสโมสรฯ ให้ความเห็นว่า
การแก้แค้นจะทำให้ผกู ใจเจบ็ และเสียความสามัคคี ทางที่ดีควรยกโทษใหร้ ุ่นน้องและแสดงน้ำใจด้วยการต้อนรบั
อยา่ งอบอุน่ ท่ปี ระชุมเห็นชอบด้วย ผ้ทู ถ่ี ูกตอ่ ยตีกไ็ ม่ตดิ ใจแกแ้ คน้ อีกต่อไป

224499

พิธีรับน้องใหม่เริ่มต้นด้วยรุ่นพี่แจวเรือไปรับน้องใหม่ที่ท่าพระจันทร์ข้ามฟากมาฝั่งศิริราช ขึ้นที่ท่าน้ำ
หอพักชาย โดยมีรุ่นพี่กลุ่มใหญ่มารอต้อนรับ และพารุ่นน้องไปกราบพระพุทธรูป ที่หน้าหอพักชายเป็นการ
อโหสกิ รรม (ก่อนปี พ.ศ. 2493 ยงั ไมม่ ีพระรูปสมเด็จพระราชบิดา)

หลังจากสังสรรค์และลบรอยร้าวในใจแล้ว รุ่นพี่กับรุ่นน้องก็รับประทานข้าวราดแกงด้วยกัน โดยมี
อนุสาสก (จ.อ.นพ.แดง กาญจนรัตน์) เป็นประธาน ลงท้ายด้วยการร้องเพลงปลุกใจให้มีความ รักสามัคคี
ในหม่คู ณะ คณะแพทยศาสตรแ์ ละศิริราชพยาบาลจงึ มีความสามัคคี ดงั เกลยี วเชอื กฟ่นั

งานรับน้องใหม่ครั้งนี้ สร้างความประทับใจให้กับทุกคนทั้งอาจารย์และนิสิตแพทย์ จึงได้จัดให้มีการับ
นอ้ งขา้ มฟากในปตี ่อๆมาทุกปี และยังคงสบื สานเปน็ ประเพณรี บั น้องข้ามฟากมาจนถึงปัจจุบนั และเปน็ ประเพณี
รับน้องใหม่ครั้งแรกของประเทศไทย ที่ศิริราช จึงกลายเป็นประเพณีรับน้องใหม่ที่กระจายไปยัง
สถาบันการศึกษาอืน่ ๆ ท่ัวประเทศ

ศิริราชรุ่น 76 ข้ามฟากมาจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย และจากเตรียมแพทย์ Sc
รุ่น 6 มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ซึ่งส่วนหนึ่งข้ามไปคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี รุ่นที่ 1) เมื่อปี
พ.ศ. 2510 โดยนัดรวมกันรอที่ท่าพระจันทร์ รุ่นพี่ใช้เรือแจวมารับและพายเรือแจวข้ามฟากมาขึ้นที่ศาลา
ท่าน้ำศิริราช มีรุ่นพี่จำนวนมากมาต้อนรับ และแห่กลองยาวมาที่ลานพระรูปสมเด็จพระราชบิดา เพื่อกล่าว
คำปฏิญาณตนและกราบถวายบังคมพระรูปสมเด็จพระราชบิดาอย่างพร้อมเพรียงกัน และพาไปไหว้
พระพุทธรูปตามที่ได้ปฎิบัติสืบสานต่อเนื่องกันมาทุกปี ตกเย็น มีงานเลี้ยงสังสรรค์ที่สนามริมแม่น้ำเจ้าพระยา
หลังหอประชุมราชแพทยาลัย เป็นประเพณีรับน้องที่งดงามและประทับใจไม่รู้ลืม และความประทับใจนี้รวม
ไปถึงการอบรมใหญ่ 8-9 ชว่ั โมง จากรนุ่ พ่ีกอ่ นการรับน้องข้ามฟากดว้ ย

และเมื่อพวกเราเป็นรุ่นพี่ เราก็ปฎิบัติสืบสานจัดประเพณีรับน้องข้ามฟากเช่นเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2512
ขณะที่พวกเราเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 เป็นปีที่พิเศษที่สุดของประเพณีรับน้องข้ามฟาก สมเด็จพระ
เจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ
เจา้ ฟา้ วชิราลงกรณฯ เสด็จมาร่วมงานประเพณรี บั น้องข้ามฟากดว้ ย

225500

การรับน้องข้ามฟากนอกจากเป็นการสืบ
สานวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของศิริราช
ที่ปฎิบัติสืบต่อกันมายาวนานแล้ว ยังเป็นกิจกรรม
แรกเริ่มให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนรู้วิถีการอยู่
ร่วมกัน เข้าใจถึงความเสียสละ ปลูกฝังจิตสำนึก
สำหรับการเปน็ แพทยท์ ดี่ ีในอนาคต

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระอิสริยยศขณะนั้น ได้เสด็จมา
ร่วมงานรบั นอ้ งขา้ มฟากหลายครั้ง ครงั้ สดุ ท้ายเม่อื วนั ท่ี 11 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ปัจจุบันเรือที่ใช้รับน้องข้ามฟากไม่ได้ใช้เรือแจว หรือ เรือเอ้ียมจุ้นอีกแล้ว เพื่อความปลอดภัยจึงใช้
เรือยนต์โดยสารขา้ มฟากแทน มาขน้ึ ท่ีศาลาท่าน้ำศิรริ าช มีคณบดีและอาจารย์ผู้ใหญ่มารอตอ้ นรบั ขนึ้ จากเรือ

225511

ธงทรี่ ะลึกวันมหดิ ล

แพทยห์ ญงิ พรลดา องั ศุสงิ ห์

วันมหิดลตรงกับวันที่ 24 กันยายน ของทุกปี อันเป็นวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร
อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เพื่อดำเนินตามรอยพระองค์ท่านที่ทรงเสียสละ พระราชทานทรัพย์ส่วน
พระองค์ ปรับปรุงและพัฒนาโรงพยาบาลศิริราชเพื่อประชาชน ในปี พ.ศ. 2503 ศาสตรจารย์ นายแพทย์กษาณ
จาติกวณิช ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราชในขณะนั้น มีดำริให้จัดทำของที่ระลึกเพื่อมอบเป็นสิ่งตอบแทนแก่
ผู้บริจาคช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ของโรงพยาบาล โดยจัดทำธงวันมหิดล มอบให้แก่ผู้บริจาคในวันมหิ ดล
24 กันยายน ของทุกปี เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเศรษฐานะสามารถร่วมทำบุญให้โรงพยาบาลศิริราช
ได้ตามศรัทธา มีคณะกรรมการจำหน่ายธงวันมหิดล นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาแขนงต่างๆของศิริราช
ช่วยกันทำธงและจัดกิจกรรมจำหน่ายธงในวันมหิดล เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ปีแรกทำธงขนาดเล็ก จำหน่าย
ราคา 1 บาท ทำด้วยริบบิ้น และธงขนาดกลางเป็นรูปสามเหลี่ยม ราคา 10 บาท ออกแบบโดยนายกอง สมิงชัย
อาจารย์สอนศิลปะของโรงเรียนช่างภาพการแพทย์ พิมพ์ภาพพระราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระบรมราชชนก
ล้อมรอบด้วยอักษรข้อความ “ที่ระลึกวันมหิดล วันที่ 24 กันยายน” อยู่ด้านบนและข้อความ “โรงพยาบาล
ศิราช” อยู่ด้านล่าง พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์สีเขียวทั้งหมดบนผ้าต่วนสีขาว ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2509 จึงเริ่มใช้สีธง
ตามวันในสัปดาหท์ ี่ตรงกบั วันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2509 โดยในปีน้ันตรงกับ วันเสาร์ จึงทำธงด้วยผ้าสกั หลาด
สีม่วงเป็นครั้งแรก และพิมพ์ พ.ศ. 2509 ที่ใต้ภาพพิมพ์ในธง และ ใช้หลักการเดียวกันมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนกิจกรรมรับบริจาคสมทบทนุ ศริ ิราชมูลนิธิ เรมิ่ กอ่ ตง้ั เม่ือ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2512

225522

พวกเรานักศึกษาแพทย์ศิริราชรุ่น 76 มีโอกาสได้ทำกิจกรรมขายธง 2 ปี คือ พ.ศ. 2510 (ปี 1) และ
พ.ศ. 2511 (ปี 2) ทุกคนตื่นเต้นที่ได้ทำประโยชน์หาทุนช่วยผู้ป่วยยากไร้ ปีแรกเรารวมกลุ่มกัน กลุ่มละ 5-6 คน
ออกเดินขายธงไปยังที่ต่างๆ ปีแรกธงเป็นสีแดง เนื่องจากวันมหิดล 24 กันยายน พ.ศ. 2510 ตรงกับวัน
อาทิตย์ ประชาชนสนใจทำบุญกันมาก จนตกเย็นจึงนำเงินบริจาคในกล่องรับบริจาคมาส่งและช่วยกันนับเงิน
แมว้ ่าพวกเราจะเหนด็ เหนือ่ ย และรอ้ นมาก แตก่ ็ภาคภูมิใจเปน็ ท่ีสดุ

ปี พ.ศ. 2511 พวกเราเรยี นอยปู่ ี 2 จึงมนี ้องปี 1 นอ้ งนกั เรียนพยาบาล รวมทัง้ บคุ ลากรโรงพยาบาล
อื่นๆ ร่วมไปขายธงด้วย ปีนี้ธงเป็นสีชมพูเนื่องจากวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2511 ตรงกับวันองั คาร กิจกรรมปี
นี้สนุกสนานและเป็นที่จดจำมาก เพราะพวกเราได้ไปขายธงทางเรือ ด้วยความกรุณาของศาสตรจารย์
นายแพทย์หม่อมราชวงศ์ กัลยาณกิติ์ กิติยากร (อาจารย์หม่อมกร๋อย) ขับเรือพาเราล่องเรือเลียบชายฝั่งแม่น้ำ
เจ้าพระยา เข้าคลองบางกอกน้อย มีประชาชนรอซื้อธง ริมฝั่งจนถึงเวลาเที่ยง มีอาหารรับประทานกันบนเรือ
ขากลับคณะของเราโชคดีมากที่ อาจารย์หม่อมกร๋อย แวะเลี้ยงของว่างที่วังของท่าน วังเทเวศร์ หรือ วังกรม
พระจันทบุรีนฤนาถ ท่านเป็นศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทรวงอกและหัวใจ ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาล
รามาธบิ ดี ทา่ นศึกษาวิชาแพทยศาสตรท์ ี่ประเทศองั กฤษ Guy’s Hospital Medical School

225533

ประสบการณ์ในการขายธงวันมหิดลในครั้งนั้น ยังอยู่ในความทรงจำและความภาคภูมิใจของพวกเรา
ตลอดไป และเป็นที่น่าสังเกตว่า ธงที่ระลึกวันมหิดลรวมทั้งกล่องรับบริจาค ยังคงเหมือนเดิมตั้งแต่เริ่มแรกมา
จนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เงินที่ได้รับจากการบริจาคนำไปซื้ออุปกรณ์การแพทย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรักษา
ผปู้ ว่ ยของโรงพยาบาลศริ ิราชต่อไป

225544

การแขง่ เรือประเพณีศิรริ าชศลิ ปากร

พลเอก นายแพทย์ฉตั รชัย ทัศนยี านนท์

เดิมที มหาวทิ ยาลยั แพทยศาสตร์กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึง่ อยูต่ รงขา้ มกันของฝ่ังแม่น้ำเจ้าพระยา
มีการแข่งขันเรือประเพณีเมื่อปี พ.ศ. 2499 ประเภทเรือดั้ง เรือกรรเชียง และว่ายน้ำข้ามเจ้าพระยา
ผลปรากฎว่าทีมแพทย์ชนะเลศิ 2 ปีซ้อน มีประเพณีแข่งเรือเพียง 2 ปีเท่านั้น เนื่องจากในปีสุดท้ายเกิดอุบัติเหตุ
รุนแรงจากเรือล่ม ทำให้ทั้งสองมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกการแข่งเรือประเพณี ต่อมาในปี พ.ศ. 2507
มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ได้ติดต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรให้ร่วมแข่งเรือประเพณี และเริ่มมีการแข่งเรือ
ประเพณีครั้งแรก พ.ศ. 2507 มหาวทิ ยาลัยแพทยศาสตรโ์ ดยศริ ริ าชเปน็ เจา้ ภาพ

การแข่งเรือสำหรับฝีพายชายเป็นเรือดั้ง
และเรือแซงสำหรับฝีพายหญิง และเรือแจว
สำหรับฝีพายเดี่ยว โดยขอยืมเรือจากกองทัพเรือ
มาใช้ในการแข่งขัน โดยยืมมาก่อนแข่งขัน 1
สัปดาห์ เพื่อซ้อมพายกันก่อน ในการแข่งขันครั้ง
แรก เรือดั้งฝีพายชายของศิริราชเป็นฝ่ายชนะทิ้ง
ห่างหลายช่วงตัว เรือแซงฝีพายหญิงของศิลปากร
เป็นฝ่ายชนะ เมื่อการแข่งขันจบลงตอนเย็น ศิริราชเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอย่างดี มีนักศึกษาทั้งสองสถาบัน
เข้ารว่ มงานเปน็ จำนวนมาก

225555

ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2508 ศิลปากรเป็นเจ้าภาพ โดยสลับปีกันเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันเรือประเพณี
แพทย์ศิริราชรุ่น 76 เป็นเจ้าภาพ พ.ศ. 2511 พวกเราซ้อมพายเรือกันทุกเย็นประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนการ
แข่งขัน ทั้งเรือดั้งฝีพายชาย และเรือแซงสำหรับฝีพายหญิง ในวันแข่งจริงมีสาวงามศิริราช 76 แต่งชุดเป็นแม่
ย่านางไปยืนกลางเรือดั้งของฝีพายชายด้วย เพื่อเป็นการเอาฤกษ์ เอาชัย ผลการแข่งขันที่ผ่านๆมา ส่วนใหญ่
ศิริราชเป็นฝ่ายชนะ เพราะเราขยันซ้อมมากกว่า ศิลปากรใช้เวลาไปทำงานศิลปะ ประดิษฐ์เรือแฟนซี และ
ซอ้ มพอเป็นพธิ ี หนกั ไปทางดืม่ เหล้าหลังการซ้อมมากกว่า

ความสนุกของการแข่งเรือ นอกจากการเชียร์และเรือแฟนซีของศิลปากรแล้ว คืองานเลี้ยงหลังการแข่งขัน อันนี้
เราแพ้เขาอยู่ 2 เรื่อง คือนักศึกษาแพทย์ชายโดนสาวศิลปากรแซวมากกว่าไปจีบเขา และเรื่องการดื่มเหล้าเรา
แพ้ราบคาบ แม้เราจะมีนักดื่มอยู่หลายคนแต่เขาระดับมืออาชีพ แต่งานก็สนุกสนานทุกครั้งและได้เพื่อนมาอีก
หลายคน บางคนยังเป็นเพื่อนสนิทกันจนถึงทุกวันนี้ การจัดงานแข่งเรือประเพณีทำให้ได้ความสามัคคี ทั้งพวก
เราเองที่ร่วมมือกันจัดงาน ขยันซ้อม จัดงานเลี้ยงและเชื่อมความสัมพันธ์กับเพ่ือนต่างมหาวิทยาลัย ต่อมาในปี
พ.ศ. 2512 มกี ารเปล่ียนนามมหาวิทยาลัย จากมหาวิทยาลยั แพทยศาสตร์ เป็น มหาวิทยาลัยมหิดล การแข่งเรือ
จึงเป็นการแข่งเรือประเพณีระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล กับ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีฝีพายจากคณะอื่นๆ
ของมหาวทิ ยาลยั มหดิ ล เขา้ รว่ มการแข่งขัน

ในปี พ.ศ. 2516 เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทำให้ต้องยกเลิกการแข่งเรือประเพณีระหว่าง
มหาวทิ ยาลัยมหดิ ล กบั มหาวิทยาลัยศลิ ปากร และไม่มีการแข่งขันอีกเลย

225566

ประวตั ิศาสตรห์ นา้ ใหม่ ”แพทย์ใหม่ใชท้ ุน”

แพทยห์ ญิงมยรุ า กุสมุ ภ์

แพทย์สมัยที่พวกเราเข้าเรียนส่วนใหญ่จะมีเป้าหมายไปเรียนต่อหรือทำงานในเมืองนอก คือ อเมริกา
เพราะรายได้ดีและได้ฝึกความชำนาญด้วยเทคนิกชั้นสูงทันสมัย เมื่อเรียนต่อจนจบบอร์ดเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน
ต่างๆ แล้วกลับมาจะมีโอกาสสูงที่จะเป็นอาจารย์ในคณะแพทย์ต่อไป มีส่วนน้อยมากที่คิดจะออกไปทำงานอยู่
ตามโรงพยาบาลต่างจังหวัด รุ่นพี่ที่จบออกมาจึงไปต่างประเทศกันมากกล่าวได้ว่าแทบจะเหมาเครื่องบินกันไป
เลย ผลคือรัฐลงทุนด้านการศึกษาของแพทย์สิ้นงบประมาณมากแต่กลับมีแพทย์อยู่ทำงานในประเทศน้อย ทำ
ใหป้ ระเทศขาดแคลนแพทย์

จากหนังสือศิริราชบัณฑิต ร่นุ 76 พ.ศ. 2514

225577

จากความจำเป็นที่ต้องมีแพทย์คงอยู่ในระบบราชการ เพื่อรับใช้ประชาชนทั้งในเมืองและชนบท จึงทำ
ให้รัฐบาลได้มีมติในปี พ.ศ. 2515 ให้นักศึกษาแพทย์ทุกคนทำสัญญาผูกพันว่าจบแล้วต้องปฏิบัติงานในทาง
ราชการนาน 3 ปี ไม่มีสิทธิเลือกสถานที่ปฏิบัติงาน สัญญาใช้ทุนเริ่มจากมติคณะรัฐมนตรี ปี พ.ศ. 2510
ให้นักศึกษาแพทย์ผู้ไม่ประสงค์จ่ายค่าบำรุงการศึกษาปีละ 10,000 บาท ทำสัญญาทำงานใช้ทุนโดยสมัครใจ
ในระบบราชการ หากฝ่าฝืนสัญญาจะถูกปรับ 3 เท่า 120,000 บาท (ปีที่เป็นแพทย์ฝึกหัดนับเป็นการใช้ทุนด้วย
จึงเสยี คา่ ปรบั 80,000 บาท)

ตอนที่มติ ครม. ออกมานั้นพวกเรากำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่ 1 ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงความ
ไม่เป็นธรรมที่ได้รับ เพราะกติกาดังกล่าวมาแบบมัดมือชกไม่เคยทราบเบาะแสมาก่อน พวกเราอยากต่อสู้ขอ
ความเป็นธรรม แต่ในที่สุดก็ลงเอยด้วยการต้องทำตามระเบียบที่รัฐออกมาแบบยอมจำนนเป็นเหตุให้พวกเรา
ส่วนหนึ่งทำสัญญาไม่รับทุน ยอมจ่ายปีละ 10,000 เช่น ก๋อย อี๊ด ขวด เพื่อนเหล่านี้ระหว่างเรียนก็พยายาม
สอบเทยี บ ECFMG เพอ่ื เตรยี มไปต่อตา่ งประเทศ

สำหรับพวกเรารุ่นแรกที่ได้รับภาระการเป็นลูกหนี้แบบไม่รู้ตัว ต้องถือเป็นเกียรติประวัติ พวกเราเป็น
เด็กดี ยอมรับ และช่วยกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย ประโยชน์ชัดเจน
อีกข้อหนึ่งคือช่วยให้ง่ายในการเทียบรุ่น เพราะพวกเราเป็นแพทย์ใช้ทุนรุ่น 1 นั่นเอง เมื่อเรียนจบเพื่อนที่ไม่รับ
ทุนจะไปทำงานที่ไหนก็ได้ ส่วนใหญ่ที่สอบ ECFMG ผ่าน และ มีโรงพยาบาลต่างประเทศรับทำงานก็จะไป
ต่างประเทศ หรือส่วนที่ไม่ได้ไปก็จะเลือกที่ทำงานที่ใดก็ได้ เพื่อนๆ ก็จะอยู่โรงเรียนแพทย์ต่อ ส่วนผู้ที่รับทุน
การใช้ทุนปีแรกคือการเป็นแพทย์ฝึกหัด ซึ่งแพทย์จบใหม่ทุกคนต้องผ่านแพทย์ฝึกหัดจึงจะได้ใบประกอบ
โรคศิลปะ โดยพวกเราจะถูกส่งไปฝึกตามโรงพยาบาล ที่รับฝึก เช่น โอ๊ค ไปอยู่พระปิ่นเกล้า ตี้ โอ ไปอยู่
พระมงกุฎ ติ๋ม อยู่ศิริราช สำราญ บรรเจิด ไปโคราช การเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลจะถือเป็นลูกจ้างของ
โรงพยาบาลรับเงินเดือน 1,800 บาท จะต้องหมุนเวียนไปอยู่ตามภาควิชาหรือแผนกต่างๆ จะได้ฝึกมือมาก
หรือน้อยขึ้นกับ ตัวเราที่ต้องขยันไฝ่รู้ ต้องสร้างสัมพันธ์กับพี่ที่ดูแล เพื่อจะได้ปรึกษาและบอกสอน และขึ้นกับ
ช่วงนั้นมีคนไข้อะไรผ่านมาให้เราได้เรียนบ้าง ถ้าผ่านไปที่สูติ septic ward ช่วงที่ไม่มีคนไข้แท้งผ่านมา ก็ไม่ได้
ฝึกขูดมดลูก เพราะช่วงเวลาแต่ละแผนกจะสั้นมาก ส่งผลต่อการทำงานเป็นแพทย์จริงๆในเวลาต่อมาได้
การเป็นแพทย์ฝึกหัดจึงมีความสำคัญทำให้เราได้ลงมือตรวจรักษาคนไข้ด้วยตัวเอง หัตถการต่างๆจำเป็นต้องหัด

225588

ให้เป็นจะมั่นใจมากขึ้น นับเป็นช่วงที่สำคัญสำหรับหมอใหม่อย่างเรา ปัจจุบันนี้หลักสูตรแพทย์เปลี่ยนไปไม่มี
แพทย์ฝึกหดั แลว้

เมื่อจบการเป็นแพทย์ฝึกหัด ก็ได้เวลาออกไปใช้ทุนต่ออีก 2 ปี ก่อนไปเขามีโควต้าให้สมัครว่าอยาก
ทำงานกระทรวงไหน มหาดไทย รับน้อยหน่อยเพราะมีโรงพยาบาลไม่มากส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลของ
กรุงเทพ เช่น โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลกลาง กระทรวงกลาโหม มีบ้างเพราะทุกกองทัพมี
โรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุขรับเยอะ และผู้ที่อยู่สาธารณสุขจะต้องอยู่กรมอนามัย 1 ปี กรมก ารแพทย์
1 ปี สมัยนั้นโรงพยาบาลจังหวัดจะสังกัดกรมการแพทย์ ส่วนกรมอนามัย จะมีอนามัยจังหวัดดูแลด้านป้องกัน
โรค สุขาภิบาล น้ำกินน้ำใช้ ส้วมสะอาด มีสถานีอนามัยอยู่ตามอำเภอและตำบลใหญ่ๆ พวกไปอยู่กระทรวง
สาธารณสขุ ตอ้ งจบั ฉลากว่าจะไปอยู่จังหวัดใด วนั จบั ฉลากคอื วนั ที่ 1 เมษายน ปัจจุบันน้ีก็ยงั คงเป็นเช่นน้ี

ผลการจับฉลากพวกเราส่วนหนึ่งก็ได้ไปอยู่โรงพยาบาลจังหวัด ส่วนหนึ่งก็ไปอยู่สถานีอนามัยตาม
อำเภอ ซึ่งแน่นอนว่ากระทรวงสาธารณสุขมีแพทย์ไปทำงานใช้ทุนมากที่สุด เพราะนอกจากจะมีโรงพยาบาล
ประจำทุกจังหวัดแล้ว ยังมีโรงพยาบาลเฉพาะเช่นโรงพยาบาลหญิง โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลโรคปอด
โรงพยาบาลโรคจิต โรงพยาบาลโรคเรื้อน เปน็ ต้น

ในระดับอำเภอ ก็มีสถานีอนามัยชั้น 1 ในหลายอำเภอหลายจังหวัด กติกาของกระทรวงสาธารณสุข
ใน 2 ปีนี้ คือ แพทย์ใช้ทุนต้องแบ่งเปน็ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งไปทำงานทีโ่ รงพยาบาลจงั หวัด อีกกลุ่มหนึ่งไปทำงาน
ที่ สถานีอนามัยชั้น 1 ในอำเภอ พอครบ 1 ปี ก็ให้สลับกัน การเลือกสถานท่ีปีแรกใช้วธิ ีจับฉลาก ปีที่ 2 ใช้วธิ ี
แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยภาระงบประมาณของประเทศแล้วยังถือเป็นการผูกมัดให้แพทย์ต้องอยู่ใน
เมอื งไทยและทำงานในประเทศให้มาก

นโยบายการให้ผู้ที่เรียนแพทย์ต้องทำสัญญารับทุนโดยสมัครใจ และทำงานใช้ทุนนี้ที่เริ่มใน รุ่นพวก
เรานี้ ช่วยทำให้มีแพทย์กระจายอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ จำนวนมากช่วยดูแลรักษาโรคให้ประชาชนใน
ต่างจังหวัดและในชนบทได้ทั่วถึงมากขึ้น ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการแพทย์และสาธารณสุขไทย
แต่ก็มีแพทย์จำนวนมากที่ลาออกหรือย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงเทพมหานคร เรียกว่าสมองไหล เป็นเหตุให้มีการ

225599

เพิ่มค่าปรับกรณีผิดสัญญาใช้ทุนจาก 120,000 บาท ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 รัฐบาลก็ให้ผู้เรียนแพทย์ทุกคนลง
นามเป็นคู่สัญญารับทุนและเพิ่มค่าปรับเป็น 400,000 บาท ล่าสุด ปี พ.ศ. 2561 มีการเสนอให้เพิ่มค่าปรับ
เปน็ 2,500,000 บาท ตามอัตราเงินเฟ้อและการลงทุนผลติ แพทย์ทตี่ ้นทนุ สงู ขนึ้

ปัญหาการกระจายตัวของแพทย์ในชนบทที่ลดลง แต่มีการกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานคร และ
เมืองใหญ่ๆ ปัญหาสมองไหลแพทย์ลาออกจากระบบ ทำให้ในปี พ.ศ. 2537 เกิดโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพ่ือ
ชาวชนบท (Collaborative Project to Increase Production of Rural Doctor หรอื CPIRD) ของกระทรวง
สาธารณสุขที่ร่วมกับคณะแพทย์ต่างๆ ให้โควตาการเรียนแพทย์แก่นักเรียนที่มีภูมิลำเนาในต่างจังหวั ด โดยมี
สัญญาว่าเมื่อเรียนจบแล้วต้องไปทำงานที่ภูมิลำเนา โครงการนี้ช่วยให้มีแพทย์กระจายตัวในชนบทมากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีปัญหาจากแพทย์ไม่ทำตามสัญญา หรือ ผิดสัญญาเป็นเหตุให้มีการเสนอให้เพิ่มค่าปรับ
ให้มากขน้ึ

การเป็นแพทย์รับทุนรุ่นที่ 1 ถือเป็นตำนานให้พวกเราได้มีเรื่องจดจำมีเรื่องเล่า มีงานที่มีคุณค่า
มีชื่อเสียง มียศมีตำแหน่ง เป็นที่รักของผู้ร่วมงานและประชาชน หลายคนได้กำไรมีสามี มีภริยา มีครอบครัว
ตอนออกไปทำงานใช้ทุน ไม่มีใครสร้างความเสื่อมเสียหรือสิ่งไม่ดีให้เสียชื่อรุ่นพวกเราจึงเป็นความภาคภูมิใจ
ของกันและกัน การเป็นแพทย์รับทุนรุ่นที่ 1 ทำให้พวกเราหลายคนทำงานในระบบราชการจนเกษีย ณอายุ
สมกบั เจตนารมยข์ องรฐั บาลท่ีต้องการใหแ้ พทย์ได้ทำงานรบั ใชป้ ระเทศชาติ

226600

ธรรมจลุ ทรรศน์ โลหติ ทานํ

นายแพทย์สมเกยี รติ กีรตกิ รณ์สภุ ัค

ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ใช้กล้องจุลทรรศน์ในการเรียนและวินิจฉัยโรค
ต่างๆในวิชาปรสิตวิทยา รวมถึงใช้ในการดูพยาธิ ไข่พยาธิ และเชื้อโรคต่างๆ ซึ่งในสมัยที่พวกเราเป็นนักศึกษา
แพทย์ กล้องจุลทรรศน์มีราคากล้องละ 6,000 บาท (พ.ศ. 2512) คิดเท่ากับราคาทองคำหนัก 15 บาท (คิดเป็น
เงนิ 405,000 บาท ใน พ.ศ. 2563 ราคาทองคำบาทละ 27,000 บาท)

อย่างไรก็ตาม ใน พ.ศ. 2512 ภาควิชาปรสิตวิทยา มีกล้องจุลทรรศน์ไม่เพียงพอกับการใช้งาน และเป็น
ของเก่าโบราณ นักศึกษาแพทย์ศิริราชปีที่ 2 รุ่น 76 จึงได้ประชุมร่วมกันเพื่อหาทางช่วยภาควิชาฯ ในโครงการ
จัดหากล้องจุลทรรศน์ ผลการประชุมได้ข้อสรุปว่า ให้นักศึกษาแพทย์แจ้งผู้ปกครองที่มีจิตศรัทธาและมีกำลัง
ทรพั ย์ รว่ มบรจิ าคเงินเพอ่ื ซอื้ กล้องจุลทรรศน์

นอกจากนี้นักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2 ทั้งชั้นมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ที่จะสละโลหิตคนละ 1 ยูนิต
(ประมาณ 500 ซีซี) เพื่อนำไปใชก้ ับผปู้ ่วยของโรงพยาบาลศิริราช มีศาสตราจารยแ์ พทย์หญิงทัศยานี จันทนยิ่งยง
หวั หน้าธนาคารเลอื ดในขณะน้นั (ปจั จบุ นั คอื ภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด) คิดราคาใหย้ นู ติ ละ 300 บาท
จึงสามารถรวบรวมเงินได้ 12,000 บาท และมอบเงินทั้งหมดให้แก่ ศาสตราจารย์นายแพทย์วิจิตร ไชยพร
หัวหน้าภาควิชาปรสิตวิทยา เพื่อซื้อกล้องจุลทรรศน์ จำนวน 2 กล้อง (กล้องละ 6,000 บาท) เป็นกล้อง
จุลทรรศน์ 2 ตา ยี่ห้อโอลิมปัส รุ่น KHC และขอให้จารึกชื่อท่ีตัวกล้องว่า “น.ศ.พ. ปีที่ 2 ศิริราช 2511 – 2512
บริจาค 6,000 บาท พ.ศ. 2513

226611

จากการร่วมกนั บริจาคโลหิต เพื่อนำเงนิ มาซื้อกล้องจุลทรรศน์ของนกั ศึกษาแพทย์ปีท่ี 2 ในคร้ังน้ัน ทำ
ให้มีผู้บริจาคสมทบทุน และสามารถซื้อกล้องจุลทรรศน์ เพิ่มเติมกว่า 80 กล้อง นับเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่และเป็น
ความภาคภูมใิ จของแพทย์ศิริราชรุ่น 76 ซงึ่ ไดอ้ ยู่ในความทรงจำของนกั ศึกษาแพทยร์ ่นุ ต่อๆ มาอยา่ งไมร่ ู้ลืม

ภายหลัง นายแพทย์สมเกียรติ กีรติกรณ์สุภัค
หัวหน้านักศึกษาแพทย์ปีที่ 2 ในสมัยนั้น (พ.ศ. 2511 -
2512) ได้ตั้งชื่อกล้องจุลทรรศน์นี้ว่า “ธรรมจุลทรรศน์
โลหิต ทานํ หรือ การบริจาคโลหิตซื้อกล้องจุลทรรศน์ เพ่ือ
เปน็ ธรรมทาน”

ปัจจุบัน กล้องจุลทรรศน์ทั้งสองกล้องนี้อยู่ใน
พพิ ิธภณั ฑ์ของภาควชิ าปรสิตวทิ ยา และถอื เป็นหน่ึงใน 120
ชิ้นเอกของศิริราช พวกเราแพทย์ศิริราชรุ่น 76 ภาคภูมิใจ
เป็นอย่างย่ิง

หมายเหตุ
นายแพทยส์ มเกยี รติ กีรตกิ รณส์ ภุ ัค

เขียนบทความ 11 ธันวาคม 2563

ถงึ แกก่ รรม 10 กมุ ภาพันธ์ 2564

226622

ศาลาทา่ น้ำศริ ิราช

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงภาวิณี สุวรรณกลู
ศาลาท่าน้ำเป็นอาคารเก่าที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงพยาบาลศิริราชหลังหนึ่ง สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2431
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หัว รชั กาลที่ 5 เปน็ เรอื นไมห้ ลังคาจวั่ มีหอสูงด้านข้าง ด้านหน้าจั่ว
มีป้ายเขียนว่า “โรงศิริราชพยาบาล” ด้านล่างลงมา เขียนว่า “SIRIRAJA HOSPITAL” ตัวศาลามีรั้วล้อมรอบ
โป๊ะทำด้วยไม้ส่วนตัวท่าเรือเป็นไม้ระแนงทาสีขาว ในสมัยนั้นราษฎรที่เจ็บป่วยส่วนใหญ่ จะโดยสารมาทางเรือ
และขึ้นที่ท่านำ้ แห่งน้ี
เมื่อขึ้นจากท่าน้ำ ทางซ้ายมือคือโรงเรียนกุลสตรีวังหลังซึ่งปัจจุบันเป็นคณะพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนทางขวามือเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ นั่นคือตึกผู้ป่วยนอกหลังแรกของโรงพยาบาลศิริราช
ปจั จบุ ันตกึ ผู้ปว่ ยนอกได้ยา้ ยไปอยทู่ ่ีริมถนนอรณุ อมรนิ ทร์

226633

ต่อมาในปี พ.ศ. 2466 “ศาลาท่าน้ำศิริราช” ได้รับการบูรณะ และสร้างใหม่ให้มั่นคงแข็งแรงข้ึน
จากพระราชดำริของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ศาลาแห่งนี้เป็น
สถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิค ซึ่งจะมีลักษณะเป็นศาลาโล่ง รูปร่างสมมาตรทั้งสี่ด้าน หลังคาปั้นหยา
มุงกระเบื้องว่าวประดับด้วยหัวเสาแบบไอโอนิค รับกับซุ้มโค้ง รูปแบบของศาลาท่าน้ำยังคงอนุรักษ์ไว้ตาม
แบบเดิม ส่วนตัวโป๊ะและสะพานปรับปรุงเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อความแข็งแรงทนทาน ผู้ออกแบบคือ
หลวงวิศาลศิลปกรรม ท่านเป็นช่างศิลปกรรมของโรงเรียนเพาะช่าง ซึ่งมีชื่อเสียงมากในสมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกฏุ เกล้าเจา้ อยหู่ วั

เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ในประวัติศาตร์ศิริราชจึงมักเริ่มต้นขึ้นที่ “ศาลาท่าน้ำศิริราช” แห่งนี้ เช่น ในปี
พ.ศ. 2470 พระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พรอ้ มด้วยพระบรมราชนิ ี ได้เสดจ็ เขา้ มาทางศาลาทา่ นำ้ ศิริราช
เพื่อทอดพระเนตรการก่อสรา้ งตึกต่าง ๆ และกจิ การของโรงพยาบาล

พ.ศ. 2493 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสดจ็ ฯ ร่วมงานฉลองโรงพยาบาลศิริราช
ในวาระต่าง ๆ และขณะประทับอยู่ที่โรงพยาบาล ทรงลอยพระประทีปในวันประเพณีลอยกระทงเมื่อปี
พ.ศ. 2552 และ พ.ศ. 2553 ณ ศาลาท่าน้ำศิริราชแหง่ น้ี

226644

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ เสด็จร่วมงานประเพณีรับน้องข้ามฟากในปี พ.ศ. 2512 ณ ศาลาท่าน้ำ
แห่งนี้เช่นกัน ศาลาท่าน้ำศิริราชได้รับการดูแลรักษาสภาพอาคารให้สมบูรณ์สวยงามอยู่เสมอจนได้รับรางวัล
อนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารในปี พ.ศ. 2549 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรม
ราชูปถมั ภ์

ศาลาท่าน้ำศิริราชจึงเปรียบเสมือนประตูประวัติศาสตร์ที่นักศึกษาแพทย์ทุกรุ่น จะต้องข้ามฟากผ่าน
ศาลาท่านำ้ นี้ สำหรับศิรริ าชรนุ่ 76 ไดข้ ้ามฟากผ่านศาลาทา่ นำ้ ศิรริ าช เม่ือ พ.ศ. 2510

สำหรับ”พระพุทธเมตตาคุณากร” ที่ประดิษฐาน ณ บริเวณหน้าศาลาท่าน้ำศิริราชได้รับการจัดสร้าง
ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ใน
วโรกาสที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 3 รอบ ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน บุคลากร
และนกั ศึกษาในวิทยาเขตบางกอกน้อยมาตราบจนทุกวันน้ี

แม้ว่าในปัจจุบันศาลาท่าน้ำศิริราชจะไม่ได้ใช้เป็นท่าน้ำสำหรับเรือโดยสารข้ามฟากอีกต่อไป แต่ศาลา
ท่าน้ำศิริราชยังคงใช้ในโอกาสสำคัญๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะประเพณีรับน้องข้ามฟาก ความเป็นพี่เป็นน้องของ
ชาวศิรริ าช เร่มิ ตง้ั แต่นักศกึ ษาแพทย์ก้าวขึน้ ทา่ ณ ศาลาทา่ น้ำศิรริ าช

226655

หนังสอื ร่นุ ศิริราช 76

คณะบรรณาธิการ

การทาหนังสือรุ่นของแพทย์ศิริราช เริ่มตั้งแต่เป็นนักศึกษาแพทย์คือ หนังสือ “เวชชนิสสิต”
รวมทาเนียบรุ่นของนักศึกษาแพทย์ทุกชั้นปี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กาหนดให้ทาหนังสือ
เวชชนิสสติ ทุก 4 ปี จงึ มีทาเนยี บรนุ่ ของนักศึกษาแพทยช์ น้ั ปีท่ี 1–4 อย่างต่อเนอ่ื ง โดยให้นักศึกษาแพทย์ช้ัน
สูงสุดเป็นผู้ดาเนินการในปีท่ีครบวาระ 4 ปี เริ่มทา ครั้งแรกเมือ่ ปี พ.ศ. 2473 เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่
ทาหนังสือรุ่นที่ระลึก เป็นวัฒนธรรมศิริราช ที่ปฎิบัติต่อเนื่องทุก 4 ปี ยาวนานมาถึงปัจจุบันมากว่า 90 ปีแลว้
ในหนังสือมีรายชื่อแพทย์ที่จบการศึกษาแพทย์ตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นปีที่ทาหนังสือ มีบทความและภาพถ่าย
ที่มีคุณค่าทางประวตั ิศาสตร์ บุคคลสาคัญ และการเปล่ียนแปลงทางกายภาพของศิริราช เป็นข้อมูลหลกั ฐานท่ี
สมบรู ณใ์ หเ้ ห็นการพฒั นาทางการแพทย์ และการเรียนการสอนของแพทยศ์ ิรริ าช และของประเทศไทย

แพทยศ์ ิรริ าชรุ่น 76 ข้ามฟากมาศิรริ าชในปี พ.ศ. 2510 เป็นวาระที่ทาหนังสอื เวชชนสิ สิต เล่มท่ี 10
โดยรุน่ พ่ปี ี 4 สาราณยี กรกลา่ วตอนหน่ึงว่า “รสู้ ึกลาพองที่ได้ทาหน้าท่ีสานต่อประวตั ิศาสตร์ของศริ ิราช”

หนงั สือรนุ่ ที่สาคญั มากอีกเล่มหนึ่ง คอื หนงั สอื “เวชบณั ฑติ ” ที่แพทยแ์ ต่ละรุน่ ทาขึ้นเองโดยอิสระ
ทาในวาระที่จบการศึกษาเป็นแพทยศาสตรบัณฑิต แพทย์ศิริราชรุ่น 76 ทาหนังสือเล่มนี้ในปี พ.ศ. 2514
ขณะที่กาลังเป็นแพทย์ฝึกหัด สาราณียกร คือ ปิยะพงศ์ วิชาญ และ เชวงเกียรติ และคณะทางานอีก 17
คน เรื่องหลักของหนังสือคือ ทาเนียบรุ่น มีรูปถ่ายของทุกคนที่จบแพทย์ในปีนั้น ซึ่งเป็นรูปแรกในชีวิตของ
การเป็นแพทย์ และพวกเราได้ใชร้ ูปถา่ ยจากหนังสือเล่มน้ีมาจนถึงปจั จุบนั หนังสอื เล่มนเี้ นื้อหาภายในเล่มเป็น
เวชบัณฑิตทั้งหมด และแพทย์ศิริราชทุกรุ่นใช้ชื่อหนังสือว่า “เวชบัณฑิต” แต่แพทย์ศิริราชรุ่น 76 ใช้ชื่อ
หนังสือว่า “ศิริราชบัณฑิต” เพียงเล่มเดียว เวลาผ่านมา 50 ปี สาราณียกรทั้ง 3 ท่าน บอกว่าไม่มีเหตุผล
อะไรเป็นพเิ ศษ หนงั สอื ท่ีทาคือ หนงั สือเวชบัณฑิต

266

แพทย์ศริ ริ าชรนุ่ 76 ทาหนงั สอื รนุ่ เล่มท่ี 2 เน่ืองในวาระครบรอบ 25 ปี ในปี พ.ศ. 2539 เปน็ 1 ใน
3 ของกิจกรรมครบรอบ 25 ปี อีก 2 กิจกรรม ได้แก่ Home Coming Day ครบรอบ 25 ปี และ “งานฉลอง
พรอ้ มครอบครวั ” (reunion) ครบรอบ 25 ปี

หนงั สือ 25 ปี ศริ ริ าช76 ดาเนนิ การโดย “คณะทางานศิริราช 76 ครบรอบ 25 ป”ี มอบให้ วิชาญ
เป็นประธานรับผิดชอบในการจัดทาหนังสือ คณะทาหนังสือประกอบด้วย วิชาญ ไพศาล ภาวิณี ไธวดี
วไิ ลพร พรสวรรค์ ศุภชัย และ ปิยะสกล มเี พ่ือนอีก 20 คน รับผิดชอบกับงานอีก 2 กิจกรรม

เรื่องหลักของหนังสอื คือ ทาเนียบรุน่ งานหนักที่สุดคือการขอข้อมูลส่วนตัวและครอบครัวพร้อมรปู
ถ่ายปัจจุบัน ในยุคที่ยังไม่มี social media สาหรับรูปถ่ายอดีตใช้รูปจากหนังสือ “ศิริราชบัณฑิต” ถึงกับมี
การกล่าวว่าการทาหนังสือเล่มน้ีจะสาเร็จไม่ได้เลยถ้าปราศจากการล่าประวัติอย่างเอาเป็นเอาตายของ “ตั้ว”
และ “หวัน” และพวกเราได้ใช้ประโยชน์จากหนงั สือเลม่ นี้มาตลอดจนถงึ ปจั จุบัน คนท่ีใช้มากทส่ี ดุ คอื อาพล
นายทะเบียนรุ่น ในช่วง 25 ปีแรกมีเพื่อนที่จากไปเพียง 2 คน ไม่น่าเชื่อว่าคณะทาหนังสือ 25 ปี จะพูดถึง
หนงั สือในอนาคตคอื หนังสอื 50 ปี ศิริราช 76 ว่า “เราตั้งใจทาหนงั สอื ครบ 25 ปี เพราะเราคงมีโอกาสน้อย
ที่จะได้ทาหนังสือครบ 50 ปี” เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าโอกาสนั้นมาถึงแล้วจริงๆ โดยเฉพาะ วิชาญ
ผู้ประสานงานกจิ กรรม 50 ปี ศิรริ าช 76

หนังสือ 50 ปี แพทย์ศิริราช รุ่น 76 เปน็ หนังสือแพทย์ศิรริ าช รุ่น 76 เล่มท่ี 3 และสามารถกล่าวได้
เลยว่า “เราตั้งใจทาหนังสอื ครบ 50 ปี เพราะเราจะไม่มีโอกาสไดท้ าหนังสือครบ 75 ปี” ยังไม่มีแพทย์ศิริราช
รุ่นใหนทาได้ ผู้ดาเนินการจัดทาหนังสือ คือ “คณะบรรณาธิการหนังสือ 50 ปี แพทย์ศิริราช รุ่น 76”
ประกอบด้วย คุณไธวดี นภาพิณ ภัทริยา มยุรา มาโนชญ์ วิชาญ อวยพร และ โอกาส มีเอ๋ ธัญญธร
เปน็ ผู้ชว่ ยคณะบรรณาธิการ และเปน็ ท่ีทราบกันดวี ่า วชิ าญ เปน็ ผูป้ ระสานงานหลกั 50 ปี ศิรริ าช 76 ในทุกๆ
กิจกรรม ไดแ้ ก่ Home Coming Day ครบรอบ 50 ปี reunion ครบรอบ 50 ปี และบรหิ ารจดั การทาหนังสือ
50 ปี แพทยศ์ ิรริ าช รุน่ 76 เช่นเดียวกบั ทเี่ คยทามาในอดีต คือ เปน็ สาราณียกรหนังสือ “ศิริราชบัณฑิต” เป็น
ประธานรับผดิ ชอบการทาหนงั สือ 25 ปี ศริ ริ าช 76 และยงั ทาหน้าที่เดิมในหนงั สอื 50 ปี แพทย์ศริ ิราช รนุ่ 76

เราเริ่มประชุมวางแผนงานตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 ในช่วงเวลาที่การระบาดของ corona virus ยัง
เปน็ เพียง endemic ทีเ่ มืองอู่ฮ่นั เริ่มกาหนดรปู แบบของหนังสือ scope ของหนังสอื และ format & style
โดยทาเนียบรุ่นยังเป็นหลัก เดิมต้องการทาเป็น e-book ต่อมาเปลี่ยนเป็นทาหนังสือตามคาแนะนาของ
หลายๆท่าน ให้พิมพ์หนังสือตามจานวนที่เพี่อนต้องการ และทาเป็น e-book ให้กับทุกคน การดาเนินการ
ยาวนานจนการระบาดของโควิด-19 เป็น pandemic ที่น่าวิตกกังวล ทาให้เราต้องประชุมกันทาง online
ต้งั แต่เรมิ่ ทาหนังสือมาจนเสรจ็ ส้ินมเี พือ่ นจากไปถึง 4 คน ทาใหม้ เี พื่อนศิรริ าช 76 จากไปแล้วรวม 22 คน

267

การทาหนังสือรุ่นครั้งนี้ เพื่อนๆมีส่วนร่วมในการเขียนมากถึง 35 คน รวมถึงเพื่อนที่สหรัฐอเมริกา
ดว้ ย คณะบรรณาธิการรสู้ ึกเปน็ เกยี รตมิ ากทไ่ี ด้ทางานนี้ และยนิ ดีอยา่ งยงิ่ ทเี่ ราไดเ้ ป็นเพอ่ื นกนั ศริ ริ าช 76

พ.ศ. 2514

พ.ศ. 2539

พ.ศ. 2564
หนงั สอื รุ่นแพทยศ์ ิรริ าช รุน่ 76 ทที่ ำในวาระทเี่ ป็นเวชบณั ฑติ แพทย์ศริ ริ าช

วาระครบรอบ 25 ปี และ ครบรอบ 50 ปี
268

คณะบรรณาธกิ าร
ศาสตราจารย์คลินกิ เกยี รติคุณ แพทย์หญิงคุณไธวดี ดุลยจินดา
แพทย์หญิงนภาพิณ โอภาสานนท์
แพทยห์ ญิงภัทรยิ า จารทุ ศั น์
แพทย์หญิงมยุรา กุสุมภ์
นายแพทย์มาโนชญ์ ลโี ทชวลติ
นายแพทย์วชิ าญ พิทักษ์สิทธ์ิ
แพทย์หญิงอวยพร แกว้ สขุ
นายแพทย์โอกาส ไทยพสิ ทุ ธิกลุ

ผชู้ ่วยคณะบรรณาธิการ
นางสาวธัญญธร เมธาลักษณ์

269

การจัดทาหนังสอื 50 ปี แพทย์ศิริราช รนุ่ 76

นายแพทยว์ ชิ าญ พทิ ักษ์สิทธ์ิ
ผปู้ ระสานงานการจดั ทาหนังสือและกิจกรรม 50 ปี แพทย์ศิรริ าช ร่นุ 76

การจดั ทาหนงั สือ 50 ปี แพทย์ศริ ิราช รนุ่ 76 ผมขอขอบคุณคณะบรรณาธิการทกุ ท่านที่ไดร้ ว่ มแรง
รว่ มใจกนั ทางานใหส้ าเร็จลลุ ว่ งไปได้ดว้ ยดี โดยมที มี งานประกอบด้วย
1. โอกาส ทาหน้าที่หัวหนา้ ทีมงานวางแนวทางเนื้อหา content ของหนังสือ จัดทารายละเอียดทุกข้นั ตอน

ติดต่อเพื่อน ให้ช่วยเขียนบทความต่างๆ รวมทั้งตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ตรวจคาผิดอย่างละเอียด
รวบรวมและเรยี บเรียงส่วนต่างๆของหนังสือ และ เป็นผู้ทาคลิปรุ่นศิริราช 76 ประกอบเพลงหลายชุดลง
ใน Flash Drive 50 ปี แพทยศ์ ิรริ าช รนุ่ 76
2. ภัทริยา แม่งานใหญ่ช่วยติดตามงาน ประสานงาน จดรายงานการประชุม และคอยกระตุ้นและกากับให้
งานเดินหนา้ และลลุ ว่ งไปไดอ้ ย่างดี
3. มยรุ า ช่วยประสานงานติดตอ่ โรงพมิ พ์ และบริษัทผลิต Flash Drive
4. นภาพณิ ช่วยจัดการเรื่องรูปภาพ sound slide และ VDO โดยรวบรวม เรียบเรยี ง จดั ทาเปน็ อลั บ้ัมภาพ
และ sound slide และแปลง file VDO ในรูปแบบ MP4 ใสใ่ น Flash Drive
5. คุณไธวดี เหรัญญิกคอยสนับสนุนทุกอย่างรวมทั้งติดต่อสมาคมศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช และ
หน่วยงานต่างๆของศิริราชในการจัดทาหนงั สอื
6. อวยพร เปน็ หลกั ในการรวบรวมข้อมลู ของรุ่นในทุกกิจกรรม โดยเฉพาะการจองหนังสือ ตลอดจนร่วมกับ
โอกาส ตรวจพิสูจนอ์ กั ษรอยา่ งละเอียด

270

7. มาโนชญ์ ช่วยเสนอแนะและหาทีมช่วยทา e-book และผู้ผลิต e-book และเสนอแนะในเรื่องต่างๆ
โดยเฉพาะเร่อื ง Flash Drive

8. ธัญญธร ผู้ช่วยคณะบรรณาธิการ ที่ช่วยจัดการทุกอย่าง รวบรวมข้อมูล รูปภาพ บทความ จัดพิมพ์
จดั รปู แบบ รวมทงั้ ชว่ ยจดั การประชมุ online โดย zoom ได้อย่างดียิง่

9. วิชาญ ทาหน้าที่ประสานงานกับทีมงานหนังสือและ e-book และ ประสานงานกับผู้เขียนบางท่าน
บริหารจัดการทั่วไป เป็นผู้นัดประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าของงาน และวางแผนงานกิจกรรม 50 ปี
แพทยศ์ ิรริ าช รุ่น 76
การทางานครั้งนี้ค่อนขา้ งยาก ต้องใชค้ วามอุตสาหะอย่างมาก ถกเถยี งกันมากพอสมควร สถานการณ์

โควิด-19 ทาให้เราต้องประชุมทาง online ไม่คล่องตัวนัก แต่จากการร่วมมือร่วมใจกันอย่างดียิ่งทาให้งาน
สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณเพื่อนทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการเขียนบทความต่างๆ และให้ความร่วมมือ
ในการจดั ทาหนงั สอื อยา่ งดียิ่ง

ในวาระสาคัญ 50 ปี ของแพทย์ศิริราช รุ่น 76 ผมมีความประทับใจอย่างมาก ในความร่วมมือของ
เพื่อนๆทุกท่านที่ช่วยให้ทุกกิจกรรมงานของพวกเรา ประสบความสาเร็จ รวมทั้งการร่วมกันบริจาคทุนใหัศิริ
ราชมูลนธิ ิ เป็นจานวนเงนิ มากกว่า 10 ลา้ นบาท ผมขอช่ืนชมและภาคภูมิใจในความเป็นเพ่อื นกนั ของศิริราชรุ่น
76 มาตลอด 50 ปนี ี้

271

เนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี แพทย์ศิริราชรนุ่ 76
ได้มอบเงิน 10,500,000 บาท สมทบกองทนุ “แพทย์ศิริราช 76 เพื่อศิริราช”

โดยมี คณบดคี ณะแพทยศาสตรศ์ ิริราชพยาบาล เป็นผรู้ บั มอบ
เมื่อวนั ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564

272




Click to View FlipBook Version