มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี จัดท าโดย นางสมจิตต์ วัฒนวงศ์ ครู วิทยฐานะ ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๕
ความเป็ นมาของเรื่อง เรื่องมหาเวสสันดรชาดกเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มีเค้าโครงเรื่องมาจากที่พระพุทธเจ้า ทรงเทศนา ณ วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ ขณะที่ประทับอยู่ที่วัดนิโครธาราม บรรดาพระประยูรญาติ ได้ เข้าเฝ้าแต่ก็มีใจกระด้างถือตนไม่ยอมน้อมไหว้ พระองค์จึงท าให้บรรดาพระประยูรญาติสิ้นความมานะถือตน ด้วยพุทธบารมีให้บังเกิดฝนโบกขรพรรษ ซึ่งฝนนี้มีลักษณะพิเศษ คือ มีสีแดงใสบริสุทธิ์ หากผู้ใดปรารถนาให้ เปียกก็เปียก หากผู้ใดไม่ปรารถนาให้เปียกก็ไม่เปียก ภิกษุทั้งหลายเห็นถึงความอัศจรรย์จึงทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์จึงตรัสว่าฝนโบกขรพรรษไม่มี ความอัศจรรย์ เพราะเมื่อชาติก่อนก็เคยตกลงมาแล้ว เป็นเหตุให้พระองค์ทรงเทศนาเรื่อง มหาเวสสันดร ชาดก ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบพระชาติก่อนบรรลุธรรม แต่ละชาติทรงบ าเพ็ญบารมีแตกต่างกัน ดังนี้
ความเป็นมาของเรื่อง (ต่อ) พระชาติที่ ชื่อชาดก พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น ๑ เตมิยชาดก (เต) พระเตมีย์กุมารบ าเพ็ญเนกขัมบารมี ๒ มหาชนกชาดก (ชะ) พระชนกกุมารบ าเพ็ญวิริยะบารมี ๓ สุวัณณสามชาดก (สุ) พระสุวรรณสามบ าเพ็ญเมตตาบารมี ๔ เนมิราชชาดก (เน) พระเนมิราชกุมารบ าเพ็ญอธิษฐานบารมี ๕ มโหสถชาดก (มะ) มโหสถกุมารบ าเพ็ญปัญญาบารมี ๖ ภูริทัตชาดก (ภู) พญานาคชื่อภูริทัตบ าเพ็ญศีลบารมี ๗ จันทกุมารชาดก (จะ) พระจันทกุมารบ าเพ็ญขันติบารมี ๘ พรหมนารทชาดก (นา) พระพรหมนารทกุมารบ าเพ็ญอุเบกขาบารมี ๙ วิธุรชาดก (วิ) พระวิธุรบัณฑิตบ าเพ็ญสัจจะบารมี ๑๐ เวสสันดรชาดก (เว) พระเวสสันดรบ าเพ็ญทานบารมี
มหาชาติที่ปรากฏในประเทศไทย อานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติ * เมื่อตายจากโลกนี้แล้ว จะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า พระนามว่า พระศรีอริยเมตไตย ในอนาคต * เมื่อดับขันธ์ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ จะเสวยทิพยสมบัติมโหฬาร * เมื่อตายแล้วจะไม่ตกนรก * เมื่อถึงยุคพระพุทธเจ้าพระนามว่า ศรีอริยเมตไตย จะได้จุติไปเกิดเป็นมนุษย์ * ได้ฟังธรรมต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ จะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็น พระอริยบุคคล ที่มา : ส านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ https://onab.go.th/
ประวต ัิ ผแ ้ ู ต ่ ง กัณฑ์มัทรี เจ้าพระยาพระคลัง นามเดิมว่า หน เป็นเสนาบดีจตุสดมภ์กรมท่า เดิมเป็นหลวงสรวิชิต เมื่อครั้งหลวงสรวิชิตรับราชการอยู่ที่กรุงธนบุรี มี ความดีความชอบด้านการเรียบเรียงหนังสือมาก รัชกาลที่ ๑โปรดให้แต่งตั้ง เป็นพระยาพิพัฒโกษา และต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ท่านมีบุตรชาย ๒ คน คนหนึ่งเป็นจินตกวี และอีกคนหนึ่งเป็นครู พิณพาทย์ ส่วนบุตรหญิงคนหนึ่ง คือ เจ้าจอมมารดานิ่ม เป็นเจ้าจอมมารดา สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ในรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๘ ในสมัย รัชกาลที่ ๑ หนังสือที่เจ้าพระยาพระคลัง (หน) แต่ง ที่ส าคัญ ได้แก่ มหาชาติกลอนเทศน์หรือเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมารและกัณฑ์มัทรี
ลักษณะค าประพันธ์ มหาเวสสันดรชาดกเป็นมหาชาติกลอนเทศน์ มีลักษณะค าประพันธ์เป็นร่ายยาว ที่มีคาถา บาลีน าร่ายยาว ๑ บท จะไม่จ ากัดจ านวนวรรค แต่ที่นิยม คือ ตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไป แต่ละวรรค ไม่ควรน้อยกว่า ๕ ค า ค าสุดท้ายของวรรคหน้าจะสัมผัสกับค าใดค าหนึ่งของวรรคหลัง แต่เว้น ค าสุดท้ายของวรรค และอาจจบลงด้วย “ค ำสร้อย”
ย่อหน้าที่ ๑ สา มทฺที ปางนั้นส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรเทพกัญญา จ าเดิมแต่พระนาง เธอลีลาล่วงลับพระอาวาส พระทัยนางให้หวั่นหวาดพะวงหลัง ตั้งแต่พระทัย เป็นทุกข์ถึงพระเจ้าลูกมิลืมเลย เดินพลางทางเสวยพระโศกพลาง พระนัยเนตร ทั้งสองข้างไม่ขาดสายพระอัสสุชล พลางพิศดูผลาผลในกลางไพรที่นางเคยได้ อาศัยทรงสอยอยู่เป็นนิตย์ผิดสังเกต เหตุไฉนไม้ที่ผลเป็นพุ่มพวง ก็กลายกลับ เป็นดอกดวงเดียรดาษอนาถเนตร แถวโน้นก็แก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง ถัดนั่น ก็สายหยุดประยงค์และยมโดย พระพายพัดก็ร่วงโรยรายดอกลงมูนมอง เดินมาไกลจนไม่เห็นพระอาศรม มีแต่ความเศร้าโศก น้ าตา เป็นประจ า
แม่ยังได้เก็บดอกมาร้อยกรองไปฝากลูก เมื่อวันวานก็เพี้ยนผิดพิสดารเป็นพวงผล ผิดวิกลแต่ก่อนมา สพฺพา มุยฺหนฺ เม ทิสา ทั้งแปดทิศก็มืดมิดมัวมนทุกหนแห่ง ทั้งขอบฟ้าก็ดาดแดงเป็นสายเลือด ไม่เว้นวายหายเหือดเป็นลางร้ายไปรอบข้าง ทกฺขิณกฺขิพระนัยนเนตรก็พร่าง ๆ อยู่พรายพร้อย ในจิตใจของแม่ยังน้อยอยู่ นิดเดียว ทั้งอินทรีย์ก็เสียว ๆ สั่นระรัวริก แสรกคานบันดาลพลิกพลัดลงจาก พระอังสา ทั้งขอน้อยในหัตถาที่เคยถือก็เลื่อนหลุดลงจากมือไม่เคยเป็นเห็นอนาถ ทิศทั้งแปด อุดร(เหนือ) ทักษิณ (ใต้) บูรพา (ตะวันออก) ประจิม (ต.ต) อีสาน (ต.อ/น) อาคเนย์ (ต.อ/ต) พายัพ (ต.ต/น) หรดี (ต.ต/ต) ร่างกาย ไม้คาน บ่า ไม้สอย มือ อัพภาส คือค้าซ ้าที่กร่อนสียงหน้าให้เป็นเสียง อะ
เอ๊ะประหลาดหลากแล้วไม่เคยเลย โอ้อกเอ๋ยมหัศจรรย์จริง ยิ่งคิดก็ยิ่งกริ่ง ๆ กรอมพระทัยเป็นทุกข์ถึงพระลูกรักทั้งสองคน เดินพลางนางก็รีบเก็บผลาผล แต่ตามได้ ใส่กระเช้าสาวพระบาทบทจรดุ่มเดินมาโดยด่วน พอประจวบจวน พญาพาฬมฤคราช สะดุ้งพระทัยไหวหวาดวะหวีดวิ่งวนแวะเข้าข้างทาง พระทรวงนางสั่นระรัวริกเต้นดั่งตีปลา ทรงพระกันแสงโศกาไห้พิไรร่ า ว่า กรรมเอ๋ยกรรม กรรมของมัทรี โอเวลาปานฉะนี้พระลูกน้อยจะคอยหา อนึ่ง มรคาก็ช่องแคบหว่างคีรีเป็นตรอกน้อยรอยวิถีที่เฉพาะจร หวั่นเกรง เป็นห่วง เสือโคร่ง เสือเหลือง ราชสีห์ เป็นอุปมา เปรียบเทียบว่าใจสั่นเหมือนปลาที่ถูกตี ภูเขา ทางแคบๆใช้เดิน
ทั้งสามสัตว์ก็มาเนื่องนอนสกัดหน้า ครั้นจะลีลาหลีกลัดตัดเอาไปทางใดก็เหลือเดิน ทั้งสองข้างเป็นโขดเขินขอบคันข้นกั้นไว้ นีเจ โวลมฺพเก สุริเย ทั้งเวลาก็เย็นลงเย็นลง ไร ๆ จะค่ าแล้ว ยังไม่เห็นหน้าพระลูกแก้วของแม่เลย อกเอ๋ยจะท าไฉนดี จึ่งจะได้ วิถีทางที่จะครรไล พระนางจึ่งปลงหาบคอนลงวอนไหว้แล้วอภิวาทน์ ข้าแต่ พญาพาฬมฤคราชอันเรืองเดช ท่านก็เป็นพญาสัตว์ในหิมเวศวนาสณฑ์ จงผินพักตร์ ปริมณฑลทั้งสามรา มารับวันทนาน้อมไปด้วยทศนัขเบญจางค์ ไป วางหาบ กราบ เสือโคร่ง เสือเหลือง ราชสีห์ ป่าหิมพานต์ หันหน้า ไหว้เบญจางคประดิษฐ์ด้วยนิ้วทั้งสิบ
เม เมาะ มยา แห่งน้องนางนามชื่อว่ามัทรี ราชปุตฺตี น้องก็กลายเป็นกัลยาณี หน่อกษัตริย์มัททราชสุริยวงศ์ อนึ่งน้องเป็นเอกองค์อัครบริจาริกากรแห่ง พระเวสสันดรราชฤๅษี อันจ าจากพระบุรีมาอยู่ไพร น้องนี้ก็ตั้งใจสุจริตติดตามมา ด้วยกตเวทีอนึ่งพระสุริยศรีก็ย่ าสนทยาสายัณห์แล้ว เป็นเวลาพระลูกแก้ว จะอยากนมก าหนดเสวย พระพี่เจ้าของน้องเอ๋ยพระสามรา ขอเชิญกลับไปยัง รัตนคูหาห้องแก้ว แล้วจะได้เชยชมซึ่งลูกรักและเมียขวัญ อนึ่งน้องนี้จะแบ่งปัน ผลไม้ให้สักกึ่ง ครึ่งหนึ่งนั้นน้องจะขอไปฝากพระหลานน้อย ๆ ทั้งสองรา ลูกกษัตริย์เมืองมัททราช ภรรยา เมือง ป่า พระอาทิตย์ เย็น ถ้ า
มคฺค เม เทถ ยาจิตา พระเจ้าพี่ทั้งสามของน้องเอ่ย จงมีจิตคิดกรุณา สังเวชบ้าง ขอเชิญล่วงครรไลให้หนทาง พนาวันอันสัญจร แก่น้องที่ วิงวอนอยู่นี้เถิด
ย่อหน้าที่ ๑ เมื่อพระมัทรีเสด็จออกมาเพื่อหาผลไม้ในป่า ก็ให้รู้สึกเป็นห่วงลูกทั้งสอง เมื่อเห็นต้นไม้ที่เคยสอยผิดปกติ เพราะไม้ผลกลายเป็นไม้ดอก ไม้ดอกกลายเป็น ไม้ผล ทั่วทั้งป่ามืด ขอบฟ้าเป็นสีแดงเหมือนกับจะเป็นลางร้าย อีกทั้งเนื้อตัวก็สั่น ไม้คานก็พลัดตกลงจากบ่า ไม้ขอก็หลุดมือ ยิ่งท าให้เป็นห่วงลูกมากขึ้น จึงรีบเก็บ ผลไม้เท่าที่ได้ แล้วรีบเสด็จกลับ แต่เมื่อมาถึงระหว่างทางที่เป็นช่องแคบระหว่าง ภูเขา ก็มีสัตว์ร้าย ๓ ตัว นอนขวางทางไว้ ไม่มีทีท่าว่าจะหลีกทาง พระนางจึง วางหาบแล้วยกมือกราบไหว้ขอให้สัตว์ร้ายหลีกทางให้ แล้วพระนางจะแบ่ง ผลไม้ให้ครึ่งหนึ่ง
ย่อหน้าที่ ๒ ตโย เทวปุตฺตา ส่วนเทพเจ้าทั้งสามองค์ได้ทรงฟังพระเสาวนีย์ พระมัทรีเธอ ไหว้วอนขอหนทาง พระพักตร์นางนองด้วยน้ าพระเนตร เทพเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ ก็พากันอุฏฐาการคลาไคลให้มรคาแก่นางพระยามัทรี พอแจ่มแจ้งแสงศศิธร นางก็ยกหาบคอนขึ้นใส่บ่า เปลื้องเอาพระภูษามาคาดพระถันให้มั่นคง วิ่งพลาง นางทรงกันแสงพลางยะเหยาะเหย่าทุกฝีย่างไม่หย่อนหยุด พักหนึ่งก็ถึงที่สุด บริเวณพระอาวาสที่พระลูกเจ้าเคยประพาสแล่นเล่น ประหลาดแล้วแลไม่เห็น ก็ใจหาย ดั่งว่าชีวิตนางจะวางวายลงทันที ค าสั่ง ลุกขึ้น ทาง พระจันทร์ ผ้า หน้าอก ร้องไห้ เที่ยว วิ่ง อุปมาเปรียบเหมือนว่าจะตายลงทันที
จึ่งตรัสเรียกว่าแก้วกัณหาพ่อชาลีของแม่เอ่ย แม่มาถึงแล้ว เหตุไฉนไยพระลูกแก้ว จึ่งมิมาเล่าหลากแก่ใจ แต่ก่อนแต่ไรสิพร้อมเพรียง เจ้าเคยวิ่งระรี่เรียงเคียงแข่งกัน มาคอยรับพระมารดา ทรงพระสรวลส ารวลร่าระรื่นเริงรีบเอาขอคานแล้วก็พากัน กราบกรานพระชนนีพ่อชาลีเจ้าเลือกเอาผลไม้ แม่กัณหาฉะอ้อนวอนไห้ว่าจะเสวยนม ผทมเหนือพระเพลาพลางฉอเลาะแม่นี้ต่างๆ ตามประสาทารกเจริญใจ วจฺฉา พาลาว มาตร มีอุปไมยเสมือนหนึ่งลูกทรายทรามคะนอง ปองที่ว่าจะชมแม่เมื่อ สายัณห์ โอพระจอมขวัญของแม่เอ่ย เจ้ามิเคยได้ยากย่างเท้าลงเหยียบดิน ริ้นก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ตอม หัวเราะ ไม้สอยและไม้คาน แม่ ตัก เปรียบเหมือนลูกทรายที่ก าลังซนที่อยากจะอยู่กับแม่เมื่อยามเย็น เป็นอุปลักษณ์ เปรียบลูกเป็นจอมขวัญ เดิน
เจ้าเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยงเขาขับกล่อมบ าเรอด้วยดุริยางค์ยามบรรทมธุลีลมก็มิได้ พัดมาแผ้วพาน แม่สู้พยาบาลบ ารุงเจ้าแต่เยาว์มา เจ้ามิได้ห่างพระมารดาสักหายใจ โอความเข็ญใจครั้งนี้นี่เหลือขนาด สิ้นสมบัติพลัดญาติยังแต่ตัว ต้องไปหามาเลี้ยงลูก และเลี้ยงผัวทุกเวลา แม่มาสละเจ้าไว้เป็นก าพร้าทั้งสององค์ ห สาว เสมือนหนึ่ง ลูกหงส์เหมราชปักษิน ปราศจากมุจลินท์ไปตกคลุกในโคลนหนองสิ้นสีทองอัน ผ่องแผ้ว แม่กลับเข้ามาถึงแล้วได้เชยชมชื่นสบาย ที่เหนื่อยยากก็เสื่อมหาย คลายทุกข์ทุเลาลง ลืมสมบัติทั้งวงศาในวังเวียง โอ แต่ก่อนเอยแม่เคยได้ยิน แต่เสียงเจ้าเจรจาแจ้ว ๆ อยู่ตรงนี้ ขับกล่อมด้วยเสียงเพลง เปรียบเหมือนลูกหงส์ที่ไม่มาสระน้ าเล่น ต้องไปเล่นในโคลน
อิท ปทวลญฺช นั่นก็รอยเท้าพ่อชาลี นี่ก็บทศรีแม่กัณหาพระมารดายังแลเห็น โน่นก็ กรวดทราย เจ้ายังรายเล่นเป็นกอง ๆ สิ่งของทั้งหลายเป็นเครื่องเล่นยังเห็นอยู่ น ทิสฺสเร แต่ลูกรักทั้งคู่ไปอยู่ไหนไม่เห็นเลย อย โส อสฺสโม โอ พระอาศรมเจ้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์ใจ แต่ก่อนดูนี่สดใสด้วยสีทอง เสียงเนื้อนกนี่ร่ าร้องส าราญรังเรียกคู่คู ขยับขัน ทั้งจักจั่นพรรณลองไน เรไรร้องอยู่หริ่ง ๆ ระเรื่อยโรย โหยส าเนียงดั่งเสียง สังคีตขับกระโคมไพร โอ เหตุไฉนเหงาเงียบเมื่อยามนี้ ทั้งอาศรมก็หมองศรีเสมือน หนึ่งว่าจะโศกเศร้า เออชะรอยว่าพระเจ้าลูกจะวิโยคพลัดพรากไปจากอกพระมารดา เสียจริงแล้วกระมังในครั้งนี้ นางก็กลับเข้าไปทูลพระราชสามีด้วยสงสัยว่า พระพุทธเจ้าข้า ประหลาดใจกระหม่อนฉันอันสองกุมารไปอยู่ไหนไม่แจ้งเหตุ เปรียบดั่งเสียงดนตรี เป็นบุคลาธิษฐาน ว่าพระอาศรมเศร้าโศก
หรือพากันไปเที่ยวลับพระเนตรนอกต าแหน่ง สิงห์สัตว์ที่ร้ายแรงคะนองฤทธิ์ มาพานพบขบกัดตัดชีวิตพระลูกข้าพาไปกินเป็นอาหาร ถึงกระนั้นก็จะพบพาน ซึ่งกเลวระร่าง มิเลือดก็เนื้อจะเหลืออยู่บ้างสักสิ่งอันแต่พอแม่ได้รู้ส าคัญว่าเป็น หรือตาย สุดที่แม่จะมุ่งหมายสุดประมาณแล้ว จึ่งตรัสว่าโอ้เจ้าแว่นแก้ว ส่องสว่างอกของแม่เอ่ย แม่เคยได้รับขวัญเจ้าทุกเวลา เป็นไรเล่าเจ้าจึ่งไม่มา เหมือนทุกวัน มตา หรือว่าพระลูกเจ้าอาสัญสูญสิ้นพระชนมาน อยู่ในป่า พระหิมพานต์นี้แล้วแล ซากศพ เป็นอุปลักษณ์ เปรียบพระชาลี พระกัณหาเป็นแว่นแก้ว ตาย
ย่อหน้าที่ ๒ เทพเจ้าทั้งสามเห็นพระนางมัทรีร้องไห้วิงวอนขอหนทาง ประกอบกับเวลาค่ าแล้ว จึงลุกขึ้นหลีกทางให้ พระนางมัทรีจึงวิ่งกลับไปพระอาศรม แต่เมื่อมาถึงก็ไม่พบลูกจึงแปลกใจ เพราะแต่ก่นเด็กทั้งสองจะวิ่งแข่งกันออกมารับ มาออดอ้อน พระนางเห็นรอยเท้า เห็นของเล่น ของลูก แต่ลูกของนางไปไหน นางยิ่งหวั่นวิตก จึงกลับเข้าไปทูลถามพระเวสสันดร แต่พระเวสสันดร
ย่อหน้าที่ ๓ เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอกราบทูลพระราชสามีสักเท่าใด ๆ ท้าวเธอมิได้ตรัสปราศรัย จ านรรจา นางยิ่งกลุ้มกลัดขัดพระอุราผะผ่าวร้อน ข้อนพระทรวงทรงพระกันแสงว่า เจ้าแม่เอ่ย แม่มิเคยได้เคืองแค้นเหมือนหนึ่งครั้งนี้ เมื่อจากบุรีทุเรศมา ก็พร้อมหน้าทั้ง ลูกผัวเป็นเพื่อนทุกข์ ส าคัญว่าจะเป็นสุขประสายากเมื่อยามจน ครั้นลูกหายทั้งสองคน ก็สิ้นคิด บังคมทูลพระสามีก็มิได้ตรัสปรานีแต่สักนิดสักหน่อยหนึ่ง ท้าวเธอก็ขึงขังตึงพระองค์ ดูเหมือนพระขัดเคืองเต็มเดือดด้วยอันใด นางก็เศร้าสร้อยสลดพระทัย ดั่งเอาเหล็กแดง มาแทงใจให้เจ็บจิตนี่เหลือทน อุปมาเหมือนคนไข้หนักแล้วมิหน ายังแพทย์เอายาพิษ มาวางซ้ าให้เวทนา เห็นชีวานี้คงจะไม่รอดไปสักกี่วัน พระคุณเอ่ย เมื่อแรกอยู่ไอศวรรย์ มาอยู่ดงก็ปลงจิตมิได้คิดเป็นจิตสอง เมือง ไกล เปรียบเหมือนถูกเหล็กที่เผาไฟทิ่มแทง เปรียบเหมือนคนไข้ที่มีอาการหนักอยู่แล้ว หมอยังเอายาพิษมาให้ ความเป็นใหญ่ ป่า
หวังว่าจะเป็นเกือกทอง ฉลองบาทยุคลทั้งคู่แห่งพระคุณผัวกว่าจะสิ้นบุญ ตัวตายตามไปเมืองผีอนิจจาเอ่ย วาสนามัทรีไม่สมคะเนแล้ว พระทูลกระหม่อมแก้ว จึ่งชิงชังไม่พูดจา ทั้งลูกรักดังแก้วตาก็หายไป อกเอ๋ยจะอยู่ไปไยให้ทนเวทนา อุปมาเสมือนหนึ่งพฤกษาลดาวัลย์ย่อมจะอาสัญลงเพราะลูกเป็นเที่ยงแท้ ถ้าแม้นพระองค์ไม่ทรงเลี้ยงมัทรีไว้ จะนิ่งมัธยัสถ์ตัดเยื่อใยไม่โปรดบ้าง ก็จะเห็นแต่ กเลวระร่างซากศพของมัทรี อัมโทรมตายกายกลิ้งอยู่กลางดง เสียเป็นมั่นคงนี้ แล้วแล เป็นอุปลักษณ์ เปรียบเทียบเป็นรองเท้า รักลูกเหมือนแก้วตา เปรียบเหมือนต้นไม้ ดอกไม้ที่ตามเมื่อผลิดอกออกผลแล้ว ซากศพ
ย่อหน้าที่ ๔ อถ มหาสตฺโต สมเด็จพระราชสมภาร เมื่อได้สดับสารพระมัทรีเธอแสนวิโยค โศกศัลย์สุดก าลัง ถึงแม้นจะมิตรัสแก่นางมั่งจะมิเป็นการ จ าจะเอาโวหารการหึง เข้ามาหักโศกให้เสื่อมลง จึ่งเอื้อนโองการตรัสประภาษว่า นนุ มทฺทิดูกรนางนาฏ พระน้องรัก ภทฺเท เจ้าผู้มีพักตร์อันผุดผ่องเสมือนหนึ่งเอาน้ าทองมาทาบทับประเทือง ผิว ราวกะว่าจะลอยลิ่วเลื่อนลงจากฟ้า ใครได้เห็นเป็นขวัญตาเต็มจะหลงละลายทุกข์ ปลุกเปลื้องอารมณ์ชายให้เชยชื่น จะนั่งนอนเดินยืนก็ต้องอย่าง วราโรหา พร้อมด้วย เบญจางคจริตรูปจ าเริญโฉมประโลมโลกล่อแหลมวิไลลักษณ์ ลักษณะงาม ๕ ประการ คือ ผมงาม ผิวงาม เนื้องาม ฟันงาม และวัยงาม เบี่ยงเบนความเศร้าให้คลายลง เหมือนกับจะล่องลอยมาจากฟ้า
ราชปุตฺตี ประกอบด้วยเชื้อศักดิ์สมมุติวงศ์พงศ์กษัตรา เออก็เมื่อเช้าเจ้าจะเข้าป่า น่าสงสารปานประหนึ่งว่าจะไปมิได้ท าร้องไห้ฝากลูกมิรู้แล้ว ครั้นคลาดแคล้ว เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ดง ปานประหนึ่งว่าจะหลงลืมลูกสละผัวต่อมืดมัวจึ่งกลับมา ท าเป็นบีบน้ าตาตีอกว่าลูกหาย ใครจะไม่รู้แยบคายความคิดหญิง ถ้าแม้นเจ้า อาลัยอยู่ด้วยลูกจริง ๆ เหมือนวาจา ก็จะรีบกลับเข้ามาแต่วี่วันไม่ทันรอน เออนี่ เจ้าเที่ยวพเนจรนอนตามสนุกใจ ชมนกชมไม้ในไพรวันสารพันที่จะมี ทั้งฤๅษี สิทธ์วิทยาธร คนธรรพ์ เทพารักษ์ผู้มีพักตร์อันเจริญ เห็นแล้วก็น่าเพลิดเพลิน ไม่เมินได้ เหมือนกับว่าไม่อยากไป เหมือนกับว่าจะลืมลูกและสามี มนุษย์พวกหนึ่งมีฐานะต่ ากว่าเทวดา มีหน้าที่รับใช้พระศิวะ สามารถเหาะเหิรเดินอากาศได้ ชาวสวรรค์พวกหนึ่ง มีความช านาญในวิชาดนตรีและขับร้อง ดู
หรือเจ้าปะผลไม้ประหลาด รสสดสุกทรามเสวยไม่เคยกิน เจ้าฉวยชิมชอบลิ้นก็หลงฉัน อยู่จึ่งช้า อุปมาเสมือนหนึ่งภุมรินบินวะว่อน เที่ยวซับซาบเอาเกสรสุคนธมาเลศ พบ ดอกไม้อันวิเศษต้องประสงค์ หลงเคล้าคลึงรสจนลืมรัง เข้าเถื่อนเจ้าลืมพร้าได้หน้า แล้วลืมหลังไม่แลเหลียว เที่ยวทอดประทับมากลางทาง อันว่าพระนางสิเป็น หน่อกษัตริย์จะไปไหนก็มีแต่กลดกั้น พานจะเกรงแสงสุริยันไม่คลาเคลื่อน เจ้ารักเดิน ด้วยแสงเดือนชมดาวพลาง ได้น้ าค้างกลางคืนชื่นอารมณ์สมคะเน พบ กิน เปรียบเหมือนผึ้งบิน ป่า มีด ส านวน “เข้าเถื่อนอย่าลืมพร้า” = สอนไม่ให้ประมาท ลูกกษัตริย์ ร่ม แสงอาทิตย์
พอมาถึงก็ท าเสขึ้นเสียงเลี่ยงเลี้ยวพาโลว่าลูกหาย เออนี่เจ้ามิหมายว่า ใคร ๆ ไม่รู้ทันกระนั้นกระมัง หรือเจ้าเห็นว่าพี่นี้เป็นชีอดจิตคิดอนิจจัง ทิ้งพยศอดอารมณ์เสีย เจ้าเป็นเพียงแต่เมียควรหรือมาหมิ่นได้ ถ้าแม้น พี่อยู่ในกรุงไกรเหมือนแต่ก่อนเก่า หากว่าเจ้าท าเช่นนี้ กายของมัทรี ก็จะขาดสะบั้นลงทันตาด้วยพระกรเบื้องขวาของอาตมานี้ แล้วแล
พระเวสสันดรเห็นพระมัทรีเศร้าเสียใจเช่นนั้น จึงน าเรื่องการหึงหวงมา เบี่ยงเบนความเศร้าของพระนาง โดยกล่าวหาว่าพระมัทรีเสแสร้งแกล้ง เศร้าโศก ที่กลับมามืดค่ าเพราะมัวแต่เพลินเพลินมองพระฤาษีนักบวช วิทยาธร คนธรรพ์ที่หล่อๆ หรือไม่ก็หลงเพลิดเพลินกับการกินผลไม้อร่อยๆ และชอบที่จะกลับในเวลามืดค่ ามากกว่าที่จะกลับมาตอนกลางวัน หรือ เห็นว่าพระองค์เป็นพระฤาษีจึงท ากิริยาเช่นนี้ หากพระองค์ยังเป็นกษัตริย์ อยู่ในกรุง ก็คงจะถูกพระองค์ลงโทษแน่นอน
ย ่ อหน ้ าท ี ่ ๕ สา มทฺที ส่วนสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี เมื่อได้สดับค าพระราชสามี บริภาษณานาง ที่ความโศกก็เสื่อมสร่างสงบจิตเพราะเจ็บใจ จึ่งก้มพระเศียรลง กราบไหว้แล้ววันทนาพลาง นางจึ่งทูลสนองพระราชบัญญัติว่า พระพุทธเจ้าข้า ควรมิควรสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรดที่โทษานุโทษเป็นล้นเกล้า ด้วย ข้าพระพุทธเจ้ากลับมาเวลาค่ า ทั้งนี้เพราะเป็นกระลีขึ้นในไพรวัน พฤกษา ทุกสิ่งสารพันก็แปรปรวนทุกประการ ทั้งพื้นป่าพระหิมพานต์ก็ผัดผันหวั่นไหว อยู่วิงเวียนเปลี่ยนเป็นพยับมืดไม่เห็นหน ข้าพระบาทนี่ร้อนรนไม่หยุดหย่อน แต่สักอย่าง กล่าวโทษ ไหว้ เหตุร้าย
แต่เดินมายังเกิดประหลาดลางขึ้นในกลางพนาลี พบพญาราชสีห์สองเสือทั้งสามสัตว์ สกัดหน้าไม่มาได้ ต่อสิ้นแสงอโณทัยจึ่งได้คลาเคลื่อน ใช่จะเป็นเหมือนพระองค์ด าริ นั้นก็หามิได้ พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่เกล้ากระหม่อมฉันตกมาเป็นข้าน้อย พระองค์ เห็นพิรุธร่องรอยร้าวรานที่ตรงไหน ทอดพระเนตรสังเกตไว้แต่ปางก่อน จึงเคือง ค่อนด้วยค าหยาบยอกใจเจ็บจิตเหลือก าลัง พระคุณเอ่ยจะคิดดูมั่งเป็นไรเล่าว่า มัทรีนี้เป็นข้าเก่าแต่ก่อนมาดั่งเงาตามพระบาทาก็เหมือนกัน พญาพาฬมฤคราช คิด ภรรยา เปรียบเหมือนเงาตามตัวพระเวสสันดร
นอกจากนั้นที่แน่นอนคือ นางไหนอันสนิทชิดใช้แต่ก่อนกาล ยังจะติดตามพระราช สมภารมาบ้างละหรือ ได้แต่มัทรีแสนดื้อผู้เดียวดอก ไม่รู้จักปลิ้นปลอกพลิกไพล่ เอาตัวหนี มัทรีสัตยาสวามิภักดิ์รักผัวเพียงบิดาก็ว่าได้ ถึงจะยากเย็นเข็ญใจก็ ตามกรรม วนมูลผล หาริยา อุตสาหะตระตรากตระตร าเตร็ดเตร่หาผลาผลไม้ ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ซอกซอนอุตส่าห์เที่ยวไม่ถอยหลัง จนเนื้อหนังข่วนขาด เป็นริ้วรอย โลหิตไหลย้อยทุกหย่อมหนามอารามจะใคร่ ได้ผลาผลไม้มา ปฏิบัติลูกบ ารุงผัว ซื่อสัตย์จงรักภักดี ค าสะบัดสะบิ้ง = ตรากตร า เปรียบสามีเหมือนพ่อ
ถึงกระไรจะคุ้มตัวก็ทั้งยากน่าหลากใจ อกของใครจะอาภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรี ไม่มีเนตร น่าที่จะสงสารสังเวชโปรดปรานีว่ามัทรีนี้เป็นเพื่อนยากอยู่จริง ๆ ช่างค้อนติง ปริภาษณาได้ลงคอไม่คิดเลย พระคุณเอ่ยถึงพระองค์จะสงสัย ก็น้ าใจของมัทรีนี้กตเวที เป็นไม้เท้าก้าวเข้าสู่ทางที่ทดแทน ราม สีตาวนุพฺพตา อุปมาแม้นเหมือนสีดาอันภักดี ต่อสามีรามบัณฑิต ปานประหนึ่งว่าศิษย์กับอาจารย์ พระคุณเอ่ยเกล้ากระหม่อมฉาน ท าผิดแต่เพียงนี้ เพราะว่าล่วงราตรีจึ่งมีโทษ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดซึ่ง โทษานุโทษกระหม่อมฉันมัทรี แต่ครั้งเดียวนี้เถิด กล่าวโทษ เป็นอุปลักษณ์ เปรียบเป็นไม้เท้า เปรียบเหมือนสีดาจงรักภักดีต่อพระราม เหมือนศิษย์กับครูอาจารย์ กลับมาค่ า
เมื่อพระมัทรีได้ฟังค ากล่าวโทษเช่นนั้น ความเศร้าที่มีอยู่ก็คลายลง พระนางชี้แจงว่าเกิดเหตุร้ายขึ้นในป่า และเมื่อกลับมาได้พบสัตว์ร้าย นอนขวางอยู่จนมืดค่ า สัตว์เหล่านั้นจึงหลีกทางให้ พระนางก็รีบกลับ มิได้เป็นดั่งเช่นพระเวสสันดรกล่าวหา เพราะตั้งแต่พระนางได้มาเป็น ชายาก็ปรนนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ยอมล าบากถูกไม้ขีดข่วน ก็ไม่กลัวเพราะอยากน ามาปรนนิบัติลูกและสามี หากพระนางจะผิด ก็คงผิดที่กลับมาค่ าเท่านั้น ขอให้พระเวสสันดรได้โปรดยกโทษที่พระนาง กลับมาค่ ามืดด้วยเถิด
เมื่อสมเด็จพระยอดมิ่งเยาวมาลย์มัทรี กราบทูลพระราชสามีสักเท่าใด ๆ ท้าวเธอจะได้ปราศรัยก็ไม่มี พระนางยิ่งหมองศรีโศกก าสรดสะอึกสะอื้น ถวายบังคมคืนออกมาเที่ยวแสวงหาพระลูกรักทุกหนแห่ง กระจ่างแจ้งด้วย แสงพระจันทร์ส่องสว่างพื้นอัมพรประเทศวิถี นางเสด็จจรลีไปหยุดยืนใน ภาคพื้นปริมณฑลใต้ต้นหว้า จึ่งตรัสว่า อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา ควรจะ สงสารเอ่ยด้วยต้นหว้าใหญ่ใกล้อาราม งามด้วยกิ่งก้านประกวดกันใบชอุ่ม ประชุมช่อเป็นฉัตรชั้นดั่งฉัตรทอง แสงพระจันทร์ดั้นส่องต้องน้ าค้างที่ขัง ให้ไหลลงหยดย้อย ย่อหน้าที่ ๖ ไป เปรียบกิ่งหว้าเหมือนฉัตรทอง
เหมือนหนึ่งน้ าพลอยพร้อย ๆ อยู่พราย ๆ ต้องกับแสงกรวดทรายที่ใต้ต้นอร่าม วามวาวดูเป็นวงวนแวว ดั่งบุคคลเอาแก้วมาระแนงแกล้งมาโปรยโรยรอบ ปริมณฑลก็เหมือนกัน งามดั่งไม้ปริชาตในเมืองสวรรค์มาปลูกไว้ ลูกรัก เจ้าแม่เอ่ย เจ้าเคยมาอาศัยนั่งนอนประทับร้อนส าราญร่มรื่น ๆ ส ารวลเล่นเย็นสบาย พระพายร าเพยพัดมาฉิวเฉื่อยเรไรระรี่เรื่อยร้องอยู่หริ่ง ๆ แต่ลูกรักของแม่ทั้ง ชายหญิงไปอยู่ไหนไม่เห็นเลย เปรียบเหมือนคนเอาแก้วมาโปรย เหมือนดั่งต้นปาริชาตในสวรรค์ ใช้ค าอัพภาส = รี่รี่ สัทพจน์ คือเลียนเสียงของจิ้งหรีดเรไรร้อง
มหานิโครธชาต อนิจจาเอ่ยเห็นแต่ไทรทองถัดกันไปกิ่งก้านใบรากห้อยยื่นระย้า เจ้าเคยมาห้อยโหนโยนชิงช้าชวนกันแกว่งไกว แล้วเล่นไล่ปิดตาเร้นแทบหลังบริเวณ พระอาวาส อิมาตา โปกฺขรณี รมฺมา เจ้าเคยมาประพาสสรงสนานในสระศรีโบก ขรณีต าแหน่งนอกพระอาวาส นางเสด็จลีลาศไปเที่ยวเวียนรอบ จึ่งตรัสว่าน้ าเอ๋ย เคยมาเปี่ยมขอบเป็นไร จึ่งขอดขุ่นลงหมอง พระพายเจ้าเอ่ยเคยมาพัดต้องกลีบอุบล พากลิ่นสุคนธ์ขจรรสมารวยรื่นเป็นไรจึ่งเสื่อมหอมหายชื่นไม่เฉื่อยฉ่ า ฝูงปลาเอ๋ย เคยมาผุดคล่ าด าแฝงฟอง บ้างก็ขึ้นล่องว่ายอยู่ลอยเลื่อยชมแสงเดือนอยู่พราย ๆ เป็นไรจึ่งไม่ว่ายเวียนวง เที่ยว อาบน้ า เดิน ลม ดอกบัว กลิ่นหอม
นกเจ้าเอ่ยเคยบินลงไล่จิกเหยื่อทุกเวลา วันนี้แปลกเปล่าตาแม่แลไม่เห็น พระลูกเอ่ย เจ้าเคยมาเที่ยวเล่น แม่แลไม่เห็นแล้ว โอ้แลเห็นแต่สระแก้วอยู่อ้างว้างวังเวงใจ นาง ก็เสด็จครรไลล่วงต าบลเที่ยวค้นหาพระลูกตามล าเนาเนินป่า ทุกสุมทุมพุ่มพฤกษา ป่าสูงยูงยางใหญ่ไพรระหง พนัสแดนดงเย็นยะเยือกเงียบสงัดเหงา ได้ยินแต่เสียง ดุเหว่าละเมอร้องก้องพนาเวศ พระกรรณเธอสังเกตว่าสองดรุณเยาวเรศเจ้าร้องขาน อยู่แว่ว ๆ ให้หวาดว่าส าเนียงเสียงพระลูกแก้วเจ้าขานรับพระมารดา ป่า ป่า หู ลูกน้อยทั้งสองคน
นางเสด็จลีลาเข้าไปดู เห็นหมู่สัตว์จตุบาทกลาดกลุ้มเข้าสุมนอน นางก็ยิ่งสะท้อน ถอนพระทัยเทวษครวญ เสด็จด่วน ๆ ดะดุ่มเดินเมิลมุ่งละเมาะไม้มองหมอบ แต่ย่างเหยียบเกรียบกรอบก็เหลียวหลัง พระโสตฟังให้หวาดแว่วว่าส าเนียง เสียงพระแก้วเจ้าบ่นอยู่งึม ๆ พุ่มไม้ครึ้มเป็นเงา ๆ ชะโงกเงื้อม พระเนตรเธอ แลเหลือบให้ลายเลื่อมเป็นรูปคนตะคุ่ม ๆ อยู่คล้าย ๆ แล้วหายไป สมเด็จ อรไทเธอเที่ยวตะโกนกู่กู๋ก้อง พระพักตร์เธอฟูมฟองนองไปด้วยน้ าพระเนตร เธอโศกา ดู หู สัทพจน์ เลียนเสียงธรรมชาติ เดิน สัทพจน์ = เลียนเสียงใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบ
จึ่งตรัสว่าโอ้โอ๋เวลาปานฉะนี้เอ่ยมิดึกดื่น จวนจะสิ้นคืนค่อนรุ่งเสียแล้วกระไรไม่รู้เลย พระพายร าเพยพัดมารี่เรื่อยอยู่เฉื่อยฉิว อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดาวเดือนก็ เคลื่อนคล้อยลงลับไม้ สุดที่แม่จะติดตามเจ้าไปในยามนี้ ฝูงลิงค่างบ่างชะนีที่นอนหลับ ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงาเงียบทุกรวงรัง แต่แม่เที่ยวเซซัง เสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศทั่วประเทศทุกราวป่า
สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังส าเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ าเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด จะได้พานพบประสบรอยพระลูกน้อย แต่สักนิดไม่มีเลย จึ่งตรัสว่าเจ้าดวงมณฑาทองทั้งคู่ของแม่เอ๋ย หรือว่าเจ้า ทิ้งขว้างวางจิตไปเกิดอื่น เหมือนแม่ฝันเมื่อคืนนี้แล้วแล ซ้ าค าว่า “สุด” เพื่อเน้นย้ า อุปลักษณ์ เปรียบลูกทั้งสองเป็นดอกมณฑาทอง
เมื่อพระมัทรีเห็นว่าพระเวสสันดรไม่ยอมพูดด้วย พระนางจึงออกมา ติดตามหาลูกในป่า เริ่มจากใต้ต้นหว้าที่ลูกชอบมานั่งเล่นนอนเล่น มาที่ ต้นไทร ที่ลูกชอบมาโหนรากเป็นชิงช้า มาเล่นซ่อนแอบ มาที่สระโบก ขรณีที่ลูกมาเที่ยวเล่น มาอาบน้ า เสด็จเข้าไปในป่าตามหาลูกจนดึกดื่น มองเห็นลิงค่างบ่างชะนีนอนหลับ นกก็นอนเงียบอยู่ในรัง แต่พระนาง ยังออกติดตามหาลูก จดสุดความสามารถที่จะออกติดตามแล้ว หรือว่า ลูกของแม่จะตายไปแล้วเหมือนกับที่แม่ฝันเมื่อคืน
ภิกฺขเว ดูกรสงฆ์ผู้ทรงพรหมจารี เมื่อสมเด็จพระมัทรีก าสรดแสนกัมปนาท เพียงพระสันดานจะขาดจะดับสูญ ปริเทวิตฺวา นางเสวยพระอาดูรพูนเทวษใน พระอุรา น้ าพระอัสสุชลนาเธอไหลนองครองพระเนตร ทรงพระกันแสงแสนเทวษ พิไรร่ า ตั้งแต่ประถมยามค่ าไม่หย่อนหยุดแต่สักโมงยาม นางเสด็จไต่เต้าติดตาม ทุกต าบลละเมาะไม้ไพรสณฑ์ศิขริน ทุกห้วยธารละหานหินเหวหุบห้องคูหาวาส ทรงพระพิไรร้องก้องประกาศเกริ่นส าเนียง พระสุรเสียงเธอเยือกเย็นระย่อทุกอกสัตว์ พระพายร าเพยทุกกิ่งก้านบุษบงก็เบิกบานผกากร รัศมีพระจันทร์ก็มัวหมอง เหมือนหนึ่งจะเศร้าโศกแสนวิปโยคเมื่อยามปัจจุสมัย ย่อหน้าที่ ๗ มีความทุกข์อย่างใหญ่หลวง น้ าตา ร้องไห้ ยามต้น = หกโมงเย็นถึง สามทุ่ม ป่า เขา ถ้ า ดอกบัว เช้ามืด
ทั้งรัศมีพระสุริโยทัยส่องอยู่ราง ๆ ขึ้นเรืองฟ้า เสียงชะนีเหนี่ยวไม้ไห้หา ละห้อยโหยพระก าลังนางก็อิดโรยพิไรร่ าร้อง พระสุรเสียงเธอกู่ก้อง กังวานดง เทพเจ้าทุกพระองค์กอดพระหัตถ์เงี่ยพระโสตสดับสาร พระเยาวมาลย์เธอเที่ยวหาพระลูก พระนางเธอเสวยทุกข์แสนเข็ญ ตั้งแต่ยามเย็นจนรุ่งเช้าก็สุดสิ้นที่จะเที่ยวค้น ทุกต าแหน่งแห่งละ สามหนเธอเที่ยวหา พระอาทิตย์ เลียนเสียงคนร้อง หู
ปณฺณรสโยชนมคฺค ถ้าจะคลี่คลายขยายมรคาก็ได้สิบห้าโยชน์โดยนิยม นางจึ่ง เซซังเข้าไปสู่พระอาศรมบังคมบาทพระภัสดา ประหนึ่งว่าชีวาจะวางวายท าลาย ล่วง สองพระกรเธอข้อนทรวงทรงพระกันแสงครวญคร่ าแล้วร าพันว่า โอ้เจ้า ดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้าจะหนีพระมารดาไปสู่พาราใด ไม่รู้ที่ หรือจะข้ามนทีทะเลวนหิมเวศประเทศทิศแดนใด ถ้ารู้แจ้งประจักษ์ใจ แม่ก็จะตามเจ้าไปจนสุดแรงนี่ก็เหลือที่แม่จะเที่ยวแสวงสืบเสาะหา เมื่อเช้าแม่ จะเข้าไปสู่ป่า พ่อชาลีแม่กัณหายังทูลสั่งแม่ยังกลับหลังมาโลมลูบจูบกระหม่อม จอมเกล้าทั้งสองรา กลิ่นยังจับนาสาอยู่รวยรื่น ๑ โยชน์=๑๖ ก.ม. (๒๔๐ ก.ม.) อติพจน์ สามี เหมือนจะสิ้นใจตาย มือ อก ร้องไห้ อุปลักษณ์ เปรียบลูกเป็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จมูก
โอ้พระลูกข้านี้จะไม่คืนเสียแล้วกระมังในครั้งนี้ กัณหาชาลีลูกรักแม่นับวันแต่ว่า จะแลลับล่วงไปเสียแล้วละหนอ ใครจะกอดพระศอเสวยนมผทมด้วยแม่เล่า ยามเมื่อแม่จะเข้าที่บรรจถรณ์เจ้าเคยเคียงเรียงหมอนนอนแนบข้างทุกราตรี แต่แม่นี้จะกล่อมใครให้นิทรา โอ้แม่อุ้มท้องประคองเคียงเลี้ยงเจ้ามาก็หมายมั่น ส าคัญว่าจะได้อยู่เป็นเพื่อนยากจะฝากผีพึ่งลูกทั้งสองคน มิรู้ว่าจะกลับวิบัติ พลัดพรากไม่เป็นผลให้อาเพศผิดประมาณ เจ้าเอาแต่ห่วงสงสารนี่หรือมา สวมคล้องให้แม่นี้ติดต้องข้องอยู่ด้วยอาลัย คอ อุปลักษณ์ เปรียนลูกเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก เตียง ห่วงแห่งความอาลัยรักผูกพัน
เจ้าทิ้งชื่อและโฉมไว้ให้เปล่าอกในวิญญาณ์ เมื่อเช้าแม่จะเข้าไปสู่ป่ายังได้เห็น หน้าเจ้าอยู่หลัด ๆ ควรละหรือมาสลัดแม่นี้ไว้ เหมือนจะเตือนให้แม่นี้บรรลัย เสียจริงแล้ว ควรจะสงสารเอ่ยด้วยนางแก้วกัลยาณี น้อมพระเกศีลงทูลถาม หวังจะติดตามพระลูกรักทั้งสองรา กราบถวายบังคมลาลุกเลื่อนเขยื้อน ยกพระบาทเยื้องย่าง พระกายนางให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์ ดุจ ชายธงอันต้องก าลังลมอยู่ลิ่ว ๆ ตาย ศีรษะ เปรียบเหมือนชายธงที่ถูกลมพัด
สิ้นพระแรงโรยเธอโหยหิวระหวยทรวง พระศอเธอหงุบง่วงดวงพระพักตร์เธอ ผิดเผือดให้แปรผัน จะทูลสั่งก็ยังมิทันที่ว่าจะทูลเลย แต่พอตรัสว่าพระคุณเจ้าเอ๋ย ค าเดียวเท่านั้นก็หายเสียงเอียงพระกายบ่ายศิโรเพฐน์พระเนตรหลับหับพระโอษฐ์ ลงทันที วิสญฺญ หุตฺวา นางถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน ปานประหนึ่งว่า พุ่มฉัตรทองอันต้องสายอัสนีฟาดขาดระเนนเอนแล้วก็ล้มลงตรงหน้า พระที่นั่งเจ้านั้นแล คอ เอนศีรษะลง ตา หุบ ปาก สลบ เปรียบเหมือนพุ่มฉัตรทองถูกฟ้าผ่า
พระมัทรีออกตามหาพระโอรสพระธิดาไปทุกที่ไม่ว่าจะเป็นใต้ต้นหว้า ต้นไทร สระโบกขรณี ตามป่า เขา ล าธาร เหว ถ้ า ทุกแห่งถึง ๓ ครั้ง นับ ระยะทางได้ถึง ๒๔๐ ก.ม. จนรุ่งเช้า จึงกลับมาทูลถามพระเวสสันดร แต่ พระเวสสันดรก็ไม่ตรัสตอบ พระนางจึงคิดจะออกติดตามใหม่ เพียงเอ่ยแค่ “พระคุณเจ้าเอ่ย” ค าเดียว พระนางก็สลบลงตรงหน้าพระที่นั่งพระเวสสันดร ทันที
อถ มหาสตฺโต ปางนั้นสมเด็จพระเวสสันดรอดุลดวงกษัตริย์ ตรัสทอดพระเนตร เห็นพระอัคเรศถึงวิสัญญีภาพสลบลงวันนั้น พระทัยท้าวเธอส าคัญว่าพระนางเธอ วางวายสะดุ้งพระทัยหายว่าโอ้อนิจจามัทรีเจ้าพี่เอ๋ย บุญพี่นี้น้อยแล้วนะเจ้าเพื่อนยาก เจ้ามาตายจากพี่ไปในวงวัด เจ้าจะเอาป่าชัฏนี่หรือมาเป็นป่าช้า จะเอาพระบรรณศาลา นี่หรือเป็นบริเวณพระเมรุทอง จะเอาแต่เสียงสาลิกาอันร่ าร้องนั้นหรือมาเป็นกลอง ประโคมใน จะเอาแต่เสียงจักจั่นและเรไรอันร่ าร้องนั่นหรือมาต่างแตรสังข์และ พิณพาทย์จะเอาแต่เมฆหมอกในอากาศนั่นหรือมากั้นเป็นเพดาน จะเอาแต่ยูงยาง ในป่าพระหิมพานต์มาต่างฉัตรเงินและฉัตรทอง จะเอาแต่แสงพระจันทร์อันผุดผ่อง มาต่างประทีปแก้วโอภาส อนิจจามัทรีเอ่ย มาตายอเนจอนาถไร้ญาติที่กลางดง ย่อหน้าที่ ๘ พระชายา สลบ เป็นอปลักษณ์เปรียบเทียบให้เป็นสิ่งต่างๆ
ครั้นท้าวเธอค่อยคลายลงที่โศกศัลย์ จึ่งผันพระพักตร์มาพิจารณาก็รู้ว่ายังไม่อาสัญ จึ่งเข้าไปยังพระคันธกุฎีจับเอาคนทีอันเต็มไปด้วยน้ ามาทันใด ตั้งแต่พระองค์ ทรงพระผนวชไพรมาได้ถึงเจ็ดเดือนปลาย จะได้ต้องพระกายนางมัทรีก็หามิได้ เมื่อความทุกข์พ้นวิสัยที่จะก าหนดว่าอาตมะนี้เป็นดาบสฤๅษียกเศียรพระมัทรี ขึ้นใส่ตักวักเอาพระวารีมาโสรจสรงลงที่อุระพระมัทรี หวังว่าจะให้ชุ่มชื่นฟื้น สมปฤๅดีคืนมาแห่งนางพระยา นั้นแล ปะพรม อก สติ
เมื่อพระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระมัทรีสลบลง ก็คิดว่าพระมัทรี สิ้นพระชนม์ จึงร าพันไปต่าง ๆ นานา แต่พอตั้งพระสติได้ ก็พิจารณาว่า พระมัทรียังมีชีวิตอยู่ จึงรีบเข้าไปน าน้ าในคนโฑมา แม้พระองค์จะเป็น นักบวชมานานถึง ๗ เดือน ไม่เคยแตะต้องพระมัทรี แต่เมื่อเป็นเช่นนี้จึง ช้อนศีรษะของพระมัทรีวางไว้ที่ตักประพรมเพื่อให้พระมัทรีฟื้นขึ้นมา
ย่อหน้าที่ ๙ ภิกฺขเว ดูกรภิกษุสงฆ์ผู้ทรงศีลวิสุทธิสิกขา เมื่อสมเด็จพระมัทรีเธอได้สมปฤาดี คืนมา นางพระยาเจ้าละอายแก่เทพยาดานัก ด้วยตัวตัวมานอนอยู่บนตักพระราช สามีมิบังควร อุฏฐาย จึงอุฏฐาการโดยด่วนเลื่อนพระองค์ลงจากตักพระราชสามี พระมัทรีจึ่งทูลถามว่าพระพุทธเจ้าข้า พระลูกรักทั้งสองเราไปอยู่ไหนนะฝ่าพระบาท ท้าวเธอจึ่งตรัสประภาษว่าดูกรเจ้ามัทรี อันสองกุมารนี้พี่ให้เป็นทานแก่พราหมณ์ แต่วันวานนี้แล้ว พระน้องแก้วเจ้าอย่าโศกศัลย์ จงตั้งจิตของเจ้านั้นให้โสมนัส ศรัทธาในทางอันก่อกฤดาภินิหารทานบารมี ลุกขึ้น อภินิหาร ยินดี