The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สมจิตต์ วัฒนวงศ์, 2024-03-20 18:13:49

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

ลจฺฉาม ปุตตฺชีวนฺตา ถ้าเราทั้งสองนี้ยังมีชีวิตสืบไป อันสองกุมารนี้ไซร้ก็คงจะได้ พบกันเป็นมั่นแม่น ถึงแสนสัตพิธรัตน์เครื่องอลงการซึ่งพระราชทานไปนั้นเราก็จะ ได้ด้วยพระทัยหวัง ทชฺชา สปฺปุริโส ทาน มัทรีเอ่ย อันอริยสัตบุรุษเห็นปานดั่ง ตัวพี่ฉะนั้น ถึงจะมีข้าวของสักเท่าใด ๆ ทิสฺวา ยาจกมาคเต ถ้าเห็นยาจกเข้ามา ใกล้ไหว้วอนขอไม่ย่อท้อในทางทาน จนแต่ชั้นลูกรักยอดสงสารพี่ยังยกให้เป็น ทานได้ อันสองกุมารนี้ไซร้เป็นแต่ทานพาหิรกะภายนอกไม่อิ่มหน า พี่จะใคร่ให้ อัชฌัติกทานอีกนะเจ้ามัทรี ถ้าแม้นมีบุคคลผู้ใดปรารถนาเนื้อหนังมังสังโลหิต ดวงหทัยนัยนเนตรทั้งซ้ายขวา พี่ก็จะแหวะผ่าให้เป็นทานไม่ย่อท้อเพียงนี้ มัทรีเอ่ย จงศรัทธาด้วยอนุโมทนาทานในกาลบัดนี้เถิด แก้ว ๗ ประการ คือ ทอง เงิน มุกดาหาร ทับทิม ไพฑูรย์ เพชร และแก้วประพาฬ ประพาฬ คือแก้วสีแดงอ่อน เกิดจากหินปะการังใต้ทะเล ทานภายนอก เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ทานภายใน เช่น อวัยวะของร่างกาย ร่วมแสดงความยินดี


ย่อหน้าที่ ๑๐ สมเด็จพระมัทรีทูลสนองพระโองการว่า พระพุทธเจ้าข้า แต่วันวานนี้ เหตุไฉนจึ่งไม่แจ้งยุบลสารทราบเกล้า ท้าวเธอจึ่งตรัสว่าพระน้องเอ่ย พี่จะเล่า ให้เจ้าฟังก็สุดใจ ด้วยเจ้ามาแต่ป่ายังเหนื่อยนัก พี่เห็นว่าความร้อนความรักจะ รุกอก ด้วยสองดรุณทารกเป็นเพื่อนไร้เจ้ามัทรีเอ่ย จงผ่องใสอย่าสอดแคล้ว อันสองพระลูกแก้วไปไกลเนตร พระนางจึ่งตรัสว่า พระพุทธเจ้าข้าอัน สองกุมารนี้ เกล้ากระหม่อมฉานได้อุตสาหะถนอมย่อมพยาบาลบ ารุงมา ข่าว


ขออนุโมทนาด้วยปิยบุตรทานบารมี ขอให้น้ าพระหฤทัยพระองค์จงผ่องแผ้วอย่ามี มัจฉริยธรรมอกุศล อย่ามาปะปนในน้ าพระทัยของพระองค์เลย ท้าวเธอจึ่งตรัสว่า พระน้องเอ่ย ถ้าพี่มิได้ให้ด้วยเลื่อมใสศรัทธาแท้แล้ว ที่ไหนเลยแผ่นดินดานจะ กัมปนาทหวาดหวั่นไหวจลาจล ท้าวเธอเล่านุสนธิ์มหัศจรรย์ อันมีอยู่ในกัณฑ์ กุมารบรรพ กลับมาเล่าให้พระมัทรีฟังแต่ในกาลหนหลังนี้แล้วแล ความตระหนี่ เรื่องราว


สา มฺที ส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรบวรราชธิดามหาสมมุติวงศ์วิสุทธิ สืบสันดานมา วราโรหา ทรงพระพักตร์ผิวผ่องดุจเนื้อทองไม่เทียมสี ยสสฺสินี มีพระเกียรติยศอันโอฬารล้ าเลิศวิไลลักษณ์ยอดกษัตริย์ อันทรงพระศรัทธา โสมนัสนบนิ้วประนมน้อมพระเศียรเคารพทาน ท้าวเธอก็ชื่นบานบริสุทธิ์ด้วย ปิยบุตรมิ่งมกุฎทานอันพิเศษ ฝ่ายฝูงอมรเทเวศทุกวิมานมาศมนเทียรทุกหมู่ไม้ ก็ยิ้มแย้มพระโอษฐ์ตบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน ร้องสาธุการสรรเสริญทานบารมี ย่อหน้าที่ ๑๑ เทวดา สัทพจน์ เลียนเสียงการปรบมือ


ทั้งสมเด็จอมรินทร์เจ้าฟ้าสุราลัย อันเป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์ ก็มาโปรยปราย ทิพยบุปผากรอง ทั้งพวงแก้วและพวงทองก็โรยร่วงจากกลีบเมฆกระท าสักการะ บูชาแก่สมเด็จนางพระยามัทรีท้าวเธอทรงกระท าอนุโมทนาทาน เวสสฺสนฺตรสฺส แห่งพระเวสสันดรราชฤๅษีผู้เป็นพระภัสดา อิติ เมาะ อิมินา ปกาเรน ด้วยประการดังนี้ แล้วแล พระอินทร์


บทวิเคราะห์ ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี ส านวนของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) มีคุณค่ามากมายในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ คุณค่าด้านเนื้อหา คุณค่าด้านวรรณศิลป์ คุณค่าด้านสังคม


คุณค่าด้านเนื้อหา ๑) รูปแบบ แต่งด้วยร่ายยาว น าด้วยค าบาลีท่อนหนึ่ง แล้วแต่งเป็นร่ายยาวมีค าบาลีแทรก เป็นการใช้รูปแบบ ค าประพันธ์ได้เหมาะสมกับเนื้อหา ช่วยให้ผู้อ่านมีความซาบซึ้งในความรักของผู้เป็นแม่ได้ดียิ่ง ๒) องค์ประกอบของเรื่อง ๒.๑ สาระ เป็นการแสดงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ๒.๒ โครงเรื่อง วางโครงเรื่องได้ดี ผูกเรื่องให้เทพบุตร ๓ องค์ นิรมิตกายเป็นสัตว์ร้ายมาขวางทาง พระนางมัทรีมิให้กลับอาศรมได้ทันเวลา เมื่อพระนางกลับมาแล้วไม่พบสองกุมารก็เศร้าโศก ต่อมาภายหลัง ได้ทราบจากพระเวสสันดรว่าได้ประทานสองกุมารให้แก่พราหมณ์ชูชก พระนางมัทรีก็คลายความโศกและ เต็มพระทัยอนุโมทนา ๒.๓ ตัวละคร มีลักษณะตัวละครส าคัญ ดังนี้


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ๒.๓ ตัวละคร มีลักษณะตัวละครส าคัญ ดังนี้ พระเวสสันดร ๑.) มีคุณธรรมสูงเหนือมนุษย์ยากที่มนุษย์ทั่วไปจะท าได้ ได้แก่ การบริจาคบุตรของตน คือ พระชาลีและพระกัณหา ซึ่งเป็นแก้วตาดวงใจ ดังข้อความในบทประพันธ์ ดังนี้ ......“ท้ำวเธอจึ่งตรัสประภำษว่ำดูกรเจ้ำมัทรี อันสองกุมำรนี้พี่ให้เป็นทำนแก่พรำหมณ์ แต่วันวำนนี้แล้ว พระน้องแก้วเจ้ำอย่ำโศกศัลย์ จงตั้งจิตของเจ้ำนั้นให้โสมนัสศรัทธำ ในทำงอันก่อกฤดำภิหำรทำนบำรมี ลจฺฉาม ปุตฺเต ชีวนฺตา ถ้ำเรำทั้งสองนี้ยังมีชีวิตสืบไป อันสองกุมำรนี้ไซร้ก็คงจะได้พบกันเป็นมั่นแม่น ถึงแสนสัตพิธรันต์เครื่องอลงกำรซึ่งพระรำชทำนไปนั้น เรำก็จะได้ด้วยพระทัยหวัง ทชฺชา สปฺปุริโส ทาน มัทรีเอ่ย อันอริยสัตบุรุษเห็นปำนดั่งตัวพี่ฉะนี้ ถึงจะมีข้ำวของสักเท่ำใดๆ ทิสฺวา ยาจกมาคเต ถ้ำ เห็นยำจกเข้ำมำใกล้ ไหว้วอนขอไม่ย่อท้อในทำงทำน จนแต่ชั้นลูกรักยอดสงสำรพี่ยังยกให้เป็นทำนได้”


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ๒.) มีความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ เช่น การท าให้พระนางมัทรีทรงหายเจ็บพระทัย เพื่อ จะได้คลายความโศกเศร้า มิเช่นนั้นพระนางมัทรีจะโศกเศร้าจนอาจเป็นอันตรายต่อพระวรกายได้ “ ส่วนสมเด็จพระยอดมิ่งเยำวมำลย์มัทรี เมื่อได้สดับค ำพระรำชสำมี บริภำษณำนำงที่ควำมโศกก็เสื่อมสร่ำงสงบจิตเพรำะเจ็บใจ” พระเวสสันดร


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ๑.) มีความจงรักภักดีต่อพระสวามี ปรากฏในข้อความ ดังนี้ “...ว่ำมัทรีนี้เป็นข้ำเก่ำแต่ก่อนมำดั่งเงำตำมพระบำทำก็เหมือนกัน นอกกว่ำนั้นที่แน่นอนคือนำงไหน อันสนิทชิดใช้แต่ก่อนกำล ยังจะติดตำมพระรำชสมภำรมำบ้ำงละหรือได้แต่มัทรีที่แสนดื้อผู้เดียวดอก ไม่รู้จักปลิ้นปลอกพลิกไพล่เอำตัวหนี มัทรีสัตยำสวำมิภักดิ์รักผัวเพียงบิดำก็ว่ำได้ ถึงจะยำกเย็น เข็ญใจก็ตำมกรรม...” ๒.) เป็นยอดกุลสตรี ปฏิบัติหน้าที่ภรรยาและมารดาได้สมบูรณ์ครบถ้วน “...โอพระจอมขวัญของแม่เอ่ย เจ้ำมิเคยได้ควำมยำกย่ำงเท้ำลงเหยียบดิน ริ้นก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ ตอม เจ้ำเคยฟังแต่เสียงพี่เลี้ยงเขำขับกล่อมบ ำเรอด้วยดุริยำงค์ ยำมบรรทมธุลีลมก็มิได้พัดมำ แผ้วพำน แม่สู้พยำบำลบ ำรุงเจ้ำแต่เยำว์มำ เจ้ำมิได้ห่ำงพระมำรดำสักหำยใจ โอควำมเข็ญใจ ในครั้งนี้นี่เหลือขนำด สิ้นสมบัติพลัดญำติยังแต่ตัวต้องไปหำมำเลี้ยงลูกและเลี้ยงผัวทุกเวลำ...” พระนางมัทรี


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ๓) มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่อความยากล าบาก “...อุตสำหะตระตรำกตระตร ำเตร็ดเตร่หำผลำผลไม้ ถึงที่ไหนจะรกเรี้ยวก็ซอกซอน อุตส่ำห์ เที่ยวไม่ถอยหลัง จนเนื้อหนังข่วนขำดเป็นริ้วรอย โลหิตไหลย้อยทุกหย่อมหนำม...” ๔) มีจิตกุศล เช่นเดียวกับพระเวสสันดร “…ส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรบวรรำชธิดำมหำสมมุติวงศ์วิสุทธิสืบสันดำนมำ วรำโรหำ ทรง พระพักตร์ผิวผ่องดุจเนื้อทองไม่เทียมสี ยสสฺสินี มีพระเกียรติยศอันโอฬำรล้ ำเลิศวิไลลักษณ์ ยอดกษัตริย์ อันทรงพระศรัทธำโสมนัสนบนิ้วประนมน้อมพระเศียรเคำรพทำน ท้ำวเธอก็ชื่น บำนบริสุทธิ์ด้วยปิยบุตรมิ่งมกุฎทำนอันพิเศษ...”


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ฉากและบรรยากาศ ฉากเป็นป่าบริเวณที่ตั้งอาศรมของพระเวสสันดร ผู้แต่งบรรยายฉากและ บรรยากาศได้สมจริงสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เช่น “… อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา ควรจะสงสารเอ่ยด้วยต้นหว้าใหญ่ ใกล้อาราม งามด้วยกิ่งก้านประกวดกัน ใบชอุ่มประชุมช่อเป็นฉัตรชั้น ดั่งฉัตรทอง แสงพระจันทร์ดั้นส่องต้องน้ าค้างที่ขังให้ไหลลงหยดย้อย เหมือนหนึ่งน้ าพลอยพร้อยๆ อยู่พรายๆ ต้องกับแสงกรวดทรายที่ใต้ ต้นอร่ามวามวาวดูเป็นวนวงแวว...”


คุณค่าด้านเนื้อหา (ต่อ) ผู้แต่งเน้นให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งในการพรรณนาความรักของแม่ที่มีต่อลูก รสวรรณคดีที่เด่นชัดที่สุด คือ สัลลาปังคพิสัย รองลงมา คือ พิโรธวาทัง ซึ่งปรากฏในตอนที่ พระเวสสันดรทรงเห็นพระนางมัทรีเศร้าโศกเสียพระทัยมาก จึงทรงคิดหาวิธีตัดความเศร้า โศกนั้น ด้วยการกล่าวบริภาษพระนางมัทรีว่า คิดนอกใจไปคบกับชายอื่น ท าให้พระนาง เจ็บพระทัย ออกไปตามหากุมารทั้งสองจนสลบไป ส่งผลให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกสงสารและ เห็นใจพระนางมัทรีที่ต้องสูญเสียพระโอรสพระธิดาไป และเมื่อพระนางทราบความจริงก็คลายเศร้าและอนุโมทนาทานบารมีกับ พระเวสสันดรด้วย ผู้อ่านก็เกิดความปีติใจ นับว่าใช้กลวิธีในการน าเสนอได้น่าสนใจ กลวิธีการแต่ง


คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ๑.) การสรรค า ในบทประพันธ์นี้ กวีได้เลือกใช้ถ้อยค าที่สื่อความคิดได้ ดังนี้ การใช้ถ้อยค าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ๑. กำรใช้ถ้อยค ำร ำพึงร ำพัน เป็นการร าพัน บรรยายผ่าน ตัวละครที่ให้อารมณ์ ความสะเทือนใจและตรงใจผู้เป็นแม่ในทุกยุค สมัย และเพิ่มความรักความผูกพันให้ผู้อ่านผู้เป็นลูกให้มากยิ่งขึ้น ดังนี้ “... เมื่อเช้ำแม่จะเข้ำสู่ป่ำ พ่อชำลีแม่กัณหำยังทูลสั่ง แม่ยังกลับหลังมำ โลมลูบจูบกระหม่อมจอมเกล้ำทั้งสองรำ กลิ่นยังจับนำสำอยู่รวยรื่น...”


คุณค่าด้านวรรณศิลป์ (ต่อ) ๒. กำรใช้ถ้อยค ำส ำนวนเชิงตัดพ้อ ท าให้เกิดอารมณ์สงสารเวทนา และบีบคั้นจิตใจผู้อ่านผู้ฟังอย่างยิ่ง ดังนี้ “...อกของใครจะอำภัพยับพิกลเหมือนอกของมัทรีไม่มีเนตร น่ำที่จะ สงสำรสังเวชโปรดปรำนีว่ำมัทรีนี้เป็นเพื่อนยำกอยู่จริงๆ ช่ำงค้อนติงปริภำษณำ ได้ลงคอไม่คิดเลย พระคุณเอ่ยถึงพระองค์จะสงสัยก็น้ ำใจของมัทรีนี้กตเวที เป็น ไม้เท้ำก้ำวเข้ำสู่ที่ทำงทดแทน รำม สีตำวนุพฺพตำ อุปมำเหมือนสีดำอันภักดีต่อ สำมีรำมบัณฑิต ปำนประหนึ่งว่ำศิษย์กับอำจำรย์ พระคุณเอ่ยเกล้ำกระหม่อม ฉำนท ำผิดแต่เพียงนี้ เพรำะว่ำล่วงรำตรีจึ่งมีโทษ ขอพระองค์ จงทรงพระกรุณำโปรดซึ่งโทษำนุโทษกระหม่อมฉันมัทรี แต่ครั้งเดียวนี้เถิด…”


คุณค่าด้านวรรณศิลป์ (ต่อ) ๓. กำรใช้ถ้อยค ำแสดงอำรมณ์หึงหวงให้เจ็บแค้นเพื่อดับควำมโศกเศร้ำ ด้วย ส านวนกระทบกระแทกอารมณ์ให้ปวดร้าวใจ ดังนี้ “... จ ำจะเอำโวหำรกำรหึงเข้ำหักมโศกให้เสื่อมลง จึ่งเอื้อนโองกำรตรัสประภำษว่ำ นนุ มทฺทิ ดูกรนำงนำฏพระน้องรัก ภทฺเท เจ้ำผู้มีพักตร์อันผุดผ่องเสมือนหนึ่งเอำน้ ำ ทองเข้ำมำทำทับประทินผิว รำวกะว่ำจะลอยลิ่วเลื่อนลงจำกฟ้ำ ใครได้เห็นเป็นขวัญ ตำเต็มหลงละลำยทุกข์ ปลุกเปลื้องอำรมณ์ชำยให้เชยชื่น จะนั่งนอนเดินยืนก็ต้อง อย่ำง...”


คุณค่าด้านวรรณศิลป์ (ต่อ) ๔. กำรใช้ค ำซ้ ำและค ำเรียบเรียง เป็นการใช้ค าที่เข้าใจง่ายซ้ าๆ กัน เพื่อ บรรยายธรรมชาติและบุคคลให้เด่นชัดมากขึ้น เช่น “...อกแม่นี้ให้อ่อนหิวสุดละห้อย ทั้งดำวเดือนก็เคลื่อนคล้อยลงลับไม้ สุดที่แม่จะ ติดตำมเจ้ำไปในยำมนี้ ฝูงลิงค่ำงบ่ำงชะนีที่นอนหลับ ก็กลิ้งกลับเกลือกตัวอยู่ยั้วเยี้ย ทั้งนกหกก็งัวเงียเหงำเงียบทุกรวงรัง แต่แม่เที่ยวเซซังเสำะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ ทั่วประเทศทุกรำวป่ำ สุดสำยนัยนำที่แม่จะตำมไปเล็งแล สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทรำบ ฟังส ำเนียง สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ ำเรียกพิไรร้อง สุดฝีเท้ำที่แม่จะเยื้องย่องยกย่ำงลง เหยียบดิน ก็สุดสิ้นสุดปัญญำสุดหำสุดค้นเห็นสุดคิด จะได้พำนพบประสบรอยพระลูก น้อยแต่สักนิดไม่มีเลย”


คณ ุ ค ่ าด ้ านวรรณศ ิ ลป์(ต ่ อ) ๒. การใช้โวหาร ในบทประพันธ์กวีได้เลือกใช้ส านวนภาษาก่อให้เกิดจินตภาพ ดังนี้ ๒.๑) การใช้อุปมาโวหารที่แสดงความเศร้าโศกของพระนางมัทรีจนสลบไป เป็นจุดเด่นของ กัณฑ์มัทรีที่ท าให้ผู้อ่านเกิดความสะเทือนใจด้วยความสงสาร การใช้ถ้อยค าแสดงความสามารถของ กวีในด้านการประพันธ์ได้อย่างเด่นชัด ดังนี้ “... พระกำยนำงให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์ ดุจชำยธงอันต้องก ำลังลมอยู่ลิ่วๆ สิ้นพระแรงโรย เธอโหยหิวระหวยทรง พระศอเธอหงุบง่วงดวงพระพักตร์เธอผิดเผือดให้แปรผัน จะทูลสั่งก็ยังมิทัน ที่ว่ำจะทูลเลย แต่พอตรัสว่ำพระคุณเจ้ำเอ๋ยค ำเดียวเท่ำนั้น ก็หำยเสียงเอียงพระกำยบ่ำยศิโรเพฐน์ พระเนตรหลับหับพระโอษฐ์ลงทันที วิสญฺญี หุตฺวำ นำงก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้ำฉำน ปำน ประหนึ่งว่ำพุ่มฉัตรทองอันต้องสำยอสนีฟำดขำดระเนนเอนแล้วล้มลงตรงหน้ำพระที่นั่งเจ้ำ นั้นแล”


คณ ุ ค ่ าด ้ านวรรณศ ิ ลป์(ต ่ อ) ๒.๒) การใช้ค าอิงส านวนสุภาษิต เป็นการท าให้เกิดคติแง่คิดกับผู้อ่านและผู้ฟังเทศน์ได้เป็นอย่างดี ดังนี้ “...โอพระจอมขวัญของแม่เอ๋ย เจ้ำมิเคยได้ควำมยำกย่ำงเท้ำลงเหยียบดิน ริ้นก็มิได้ไต่ไรก็มิได้ตอม...” “...อกเอ๋ยจะอยู่ไปไยให้ทนเวทนำ อุปมำเสมือนหนึ่งพฤกษำลดำวัลย์ย่อมอำสัญลงเพรำะลูกเป็นแท้เที่ยง...” “…เจ้ำเอำแต่ห่วงสงสำรนี่หรือมำสวมคล้องให้แม่นี้ติดต้องข้องอยู่ด้วยอำลัย...”


คณ ุ ค ่ าด ้ านสง ั คม ๑) สะท้อนค่านิยมเกี่ยวกับสังคมไทย ในสมัยโบราณถือว่าภรรยาเป็นทรัพย์ สมบัติของสามี สามีมีสิทธิ์เหนือภรรยาทุกประการ ดังค าที่พระเวสสันดร ทรงตรัสแก่พระนางมัทรีว่า “...เจ้ำเป็นแต่เพียงเมียหรือมำหมิ่นได้ ถ้ำแม้นพี่อยู่ในกรุงไกรเหมือนแต่ ก่อนเก่ำ หำกว่ำเจ้ำท ำเช่นนี้ กำยของมัทรีก็จะขำดสะบั้นลงทันตำ ด้วย พระกรเบื้องขวำของอำตมำนี้แล้วแล...”


คณ ุ ค ่ าด ้ านสง ั คม (ต ่ อ) ๒) สะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ ความรักน ามาซึ่งความทุกข์ ความโศกเศร้าเสียใจ แต่ความเศร้าโศกจะบรรเทาลงได้เมื่อเกิดความเข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นท าตัวอย่าง เช่นตอนที่พระเวสสันดรกล่าว บริภาษพระนางมัทรี เพื่อให้พระนางมัทรีโกรธจนลืมความโศกเศร้า “... สมเด็จพระรำชสมภำร เมื่อได้สดับสำรพระมัทรีเธอแสนวิโยคโศกศัลย์ สุดก ำลังถึงแม้นจะมิตรัสแก่นำงมั่งจะมิเป็นกำร จ ำจะเอำโวหำรกำรหึงเข้ำมำหัก โศกให้เสื่อมลงจึ่งเอื้อนโองกำรตรัสประภำษว่ำ...”


คณ ุ ค ่ าด ้ านสง ั คม (ต ่ อ) ๓) สะท้อนความเชื่อของสังคมไทย จากข้อความตอนที่พระนางมัทรีออกสู่ป่าเพื่อ เก็บผลไม้ให้กัณหา ชาลี และพระเวสสันดรเสวยเป็นประจ า ผลไม้ต่างๆ ก็เพี้ยนผิดปกติซึ่ง ถือเป็นลางร้าย จากความในบทประพันธ์ว่า “… เหตุไฉนไม้ที่มีผลเป็นพุ่มพวง ก็กลำยกลับเป็นดอกดวงเดียรดำษอนำถเนตร แถวโน้นก็แก้วเกดพิกุล แกมกับกำหลง ถัดนั่นก็สำยหยุดประยงค์และยมโดย พระพำยพัดก็ร่วงโรยรำยดอกลงมูนมอง แม่ยังได้ เก็บเอำดอกมำร้อยกรองไปฝำกลูกเมื่อวันวำน ก็เพี้ยนผิดพิสดำรเป็นพวงผล ผิดวิกลแต่ก่อนมำ สพฺพำ มุยฺหนฺติ เม ทิสำ ทั้งแปดทิศก็มืดมิดมัวมนทุกหนแห่ง ทั้งขอบฟ้ำก็ดำดแดงเป็นสำยเลือด ไม่เว้นวำยหำย เหือดเป็นลำงร้ำยไปรอบข้ำง (ทกฺขิณกุขิ) พระนัยนเนตรก็พร่ำงๆ อยู่พรำยพร้อย ในจิตใจของแม่ยัง น้อยอยู่นิดเดียว ทั้งอินทรีย์ก็เสียวๆ สั่นระรัวริก แสรกคำนบันดำลพลิกพลัดลงจำกพระอังสำ ทั้งขอน้อย ในหัตถำที่เคยถือ ก็เลื่อนหลุดลงจำกมือไม่เคยเป็นเห็นอนำถ...”


คณ ุ ค ่ าด ้ านสง ั คม (ต ่ อ) ๔) สะท้อนเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี อันเป็นประเพณีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระพุทธศาสนา โดยเรื่อง “เวสสันดรชาดก” เป็นชาดกที่พุทธศาสนิกชนนิยมน ามาเล่าขาน จัดเป็นเทศน์มหาชาติประจ าทุกปีมาตั้งแต่ครั้งอดีต โดยจะจัดสถานที่ให้สอดคล้องกับเรื่องราว ให้เป็นป่าที่อุดมด้วยไม้ผล มีการบรรเลงดนตรีไทยประกอบ ทั้งนี้พระสงฆ์ที่มาเป็นผู้เทศน์ จะ เป็นพระสงฆ์ที่เทศน์ได้อย่างไพเราะ ใช้ภาษาง่ายๆ เพื่อให้เข้าถึงผู้ฟังทุกเพศทุกวัย บางครั้งก็มี การเทศน์แหล่ด้วย


Click to View FlipBook Version