1
ผลการใช้กระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่อื การสอนออนไลน์
เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนและเสริมสรา้ งคุณธรรมของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนวดั หลวงแพง่ (อินทรประชานุกูล)
นายขจรยศ พนั ธรกั ษ์
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ูล)
สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศกึ ษาฉะเชงิ เทรา เขต 1
สำนกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
2ก
บทคัดยอ่
หวั ขอ้ วิจยั : ผลการใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สือ่ การสอนออนไลน์
เพอื่ พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและเสรมิ สรา้ งคุณธรรมของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกลู )
ผู้วจิ ัย : นายขจรยศ พนั ธรกั ษ์
การวิจยั ครัง้ น้ีเปน็ การวจิ ัยเชิงทดลองมวี ัตถุประสงคก์ ารวิจัยเพอื่ มีวตั ถุประสงค์การวจิ ัย1) เพือ่ พฒั นา
ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรอู้ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรือ่ งไฟฟ้า สำหรบั นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ใหม้ ีประสิทธิภาพตาม
เกณฑ์ 80/80 2) เพ่อื เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่อื งไฟฟ้า ของ
นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 กอ่ นและหลังการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps
รว่ มกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ 3) เพื่อศกึ ษาคุณธรรมเรือ่ งความรบั ผดิ ชอบ ความมีระเบียบวนิ ัย และความ
พอเพียง ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 หลงั การเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรูแ้ บบ GPAS 5 Steps
รว่ มกับส่อื การเรียนรูอ้ อนไลนก์ บั เกณฑ์ระดบั ดมี าก 4) เพื่อศกึ ษาความพึงพอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี เรื่องไฟฟ้า ของนักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั การเรียนรดู้ ้วยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ
GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรยี นร้อู อนไลน์
กลุม่ เป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อนิ ทร
ประชานุกลู ) สำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษาฉะเชงิ เทรา เขต 1 จำนวน 16 คน เครือ่ งมอื ทใี่ ชใ้ น
การวจิ ยั ครง้ั น้ีมี 5 ชนิด ประกอบดว้ ย1) แผนการจดั การเรยี นรู้ เรอื่ งไฟฟา้ โดยใชก้ ารเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการ
เรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรียนรอู้ อนไลน์ จำนวน 5 แผน 2) ชุดกิจกรรม เร่อื งไฟฟ้า
สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ทผ่ี ้วู ิจัยสร้างขนึ้ ใช้เวลา 16 ชั่วโมง 3) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น เรอื่ งไฟฟา้ สำหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 เป็นปรนยั 4 ตวั เลอื ก จำนวน 15 ข้อ 4) แบบ
ประเมินคณุ ธรรมเรื่องความรบั ผดิ ชอบ ความมรี ะเบยี บวนิ ัย และความพอเพียง สำหรบั นกั เรยี นชัน้
ประถมศึกษาปีท่ี 6 จำนวน 9 ข้อ 5) แบบวัดความพึงพอใจ ต่อการเรียนเร่อื งไฟฟา้ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรยี นรอู้ อนไลน์ จำนวน 10 ขอ้ ใช้แบบแผนการทดลองทป่ี ระกอบด้วย
กล่มุ ทดลองกลมุ่ เดียว มกี ารทดสอบก่อนการทดลองและหลงั การทดลอง วเิ คราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย
( X ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ คา่ ความยากง่าย ค่าความเชือ่ มน่ั และทดสอบสมมตฐิ าน
โดยใช้ t-test
ผลการวิจัยพบวา่
1) ผลการหาประสิทธิภาพชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้ เรอื่ งไฟฟ้า สำหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนวดั หลวงแพง่ (อินทรประชานุกูล) ที่ผ้วู จิ ัยพัฒนามปี ระสทิ ธภิ าพของกระบวนการเทา่ กับ 84.55 และ
ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์เท่ากับ 81.96 หรือมปี ระสทิ ธิภาพ E1/E2 เท่ากบั 84.55/81.96 สงู กวา่ เกณฑ์ท่ี
กำหนดเทา่ กบั 80/80
3ข
2) ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งไฟฟา้ ของ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 กอ่ นและหลงั
การจัดการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สื่อการเรียนรูอ้ อนไลน์ พบว่าผลการ
สอบก่อนเรยี นไดค้ ะแนนเฉลยี่ เทา่ กับ 7.76 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.02 และผลคะแนนหลงั เรยี นได้
คะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 12.29 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.92 ซึ่งสงู กว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ
ที่ระดับ. 05 (t = 26.03)
3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่านักเรียนมผี ลการประเมนิ คณุ ธรรมเรอื่ งความรับผิดชอบ ความมี
ระเบยี บวนิ ยั และความพอเพยี ง ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลงั การเรยี นรู้โดยใชก้ ระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการเรยี นรู้ออนไลน์ อยู่ในระดับดมี าก ค่าเฉล่ยี เท่ากบั 3.00 ส่วนเบยี่ งเบน
มาตรฐานเท่ากบั 0.00 ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานที่ตง้ั ไว้
4) ผลการทดสอบสมมติฐานพบวา่ นกั เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เรื่อง ไฟฟ้า ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 หลงั จากจดั การเรียนรู้โดยใชก้ ระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรยี นรอู้ อนไลน์ อย่ใู นระดบั มากท่ีสุดคา่ เฉล่ียเทา่ กบั 4.73 ส่วนเบย่ี งเบน
มาตรฐานเท่ากบั 0.07 ซง่ึ สอดคลอ้ งกบั สมมติฐานที่ตง้ั ไว้
4ค
กติ ติกรรมประกาศ
การวิจัยเรอ่ื ง ผลการใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอื่ การสอนออนไลน์
เพือ่ พฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและเสรมิ สร้างคณุ ธรรมของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานุกูล) สำเร็จได้ด้วยดีเพราะความร่วมมอื จากนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี
6 ทใี่ ห้ความรว่ มมือในการทำกิจกรรมการเรยี นการสอน ทำใหไ้ ดข้ ้อมูลทเี่ ป็นประโยชนอ์ ย่างย่ิงตอ่ การวจิ ยั ซึ่ง
ส่งผลให้ผ้วู ิจัยได้เข้าใจถงึ พฤตกิ รรมและความต้องการของนักเรียนมากยงิ่ ข้นึ เป็นแนวทางท่จี ะจัดวิธีการเรียน
การสอนได้ตรงกับความตอ้ งการของผเู้ รยี น
ขอขอบพระคณุ นายปรชี า เกตุผดงุ ผูอ้ ำนวยการโรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานุกลู )
นางสาวลำยอง พานแก้ว ครวู ิทยะฐานะชำนาญการพิเศษ และนางสภุ าพศรี อ่อนพรมราช ครวู ทิ ยะฐานะ
ชำนาญการพิเศษ ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคณุ ภาพเครื่องมือ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการ
ปรับปรุงงานวจิ ัย
ขอขอบพระคุณ ผู้ปกครองนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ทใ่ี ห้ความสนับสนุน อนุเคราะห์ชว่ ยเหลือ
ในด้านตา่ งๆ
นายขจรยศ พันธรักษ์
ง
สารบัญ 5
บทคัดยอ่ หนา้
กิตตกิ รรมประกาศ
สารบญั ก
สารบญั ตาราง ค
บทท่ี 1 บทนำ ง
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง จ
บทท่ี 3 วธิ ดี ำเนินการวิจยั 1
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 9
บทท่ี 5 สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ 58
รายการอา้ งอิง 67
ภาคผนวก 72
76
6จ
สารบญั ตาราง
เรอ่ื ง หน้า
ตาราง 1 โครงสร้างเวลาเรียน 19
ตารางท่ี 2 ตารางเปรียบเทียบกระบวนการจัดการเรียนการสอนจากแนวคดิ เดิมและแนวคดิ ใหม่ 39
ตารางท่ี 3 เนือ้ หาในการจดั กิจกรรมการเรยี นรแู้ ละเวลาเรยี น 62
ตาราง 4 ผลการวเิ คราะหห์ าประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมเร่ืองไฟฟ้า 68
สำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยการทดลองแบบกล่มุ ตัวอย่าง (นักเรียน 17 คน)
ตารางท่ี 5 ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งไฟฟ้า ของนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 69
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps
รว่ มกบั ส่ือการเรียนรอู้ อนไลน์
ตารางที่ 6 ผลการประเมนิ คณุ ธรรมเรอื่ งความรบั ผิดชอบ ความมรี ะเบยี บวินัย และความพอเพยี ง 69
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 หลังการเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps
ร่วมกับสื่อการเรียนรอู้ อนไลน์
ตารางท่ี 7 ความพึงพอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรอื่ ง ไฟฟา้ 70
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากจัดการเรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS
5 Stepsรว่ มกบั สือ่ การเรยี นรู้ออนไลน์
ตารางที่ 8 แสดงคา่ ดัชนคี วามสอดคล้องของแผนการจัดการเรียนรดู้ ้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ 80
GPAS 5 Stepsรว่ มกบั สือ่ การเรียนรูอ้ อนไลน์ สำหรบั นกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
จากผเู้ ชีย่ วชาญ 3 ท่าน
ตารางท่ี 9 แสดงค่าดัชนคี วามสอดคล้องของชดุ กิจกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกสเ์ ร่อื งไฟฟา้ 81
ด้วยกระบวนการเรียนร้แู บบGPAS 5 Steps รว่ มกบั สื่อการเรยี นรูอ้ อนไลน์ สำหรบั นักเรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จากผเู้ ชีย่ วชาญ 3 ทา่ น
ตารางท่ี 10 ผลการวิเคราะหห์ าประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรมเรื่องไฟฟา้ 82
สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการทดลองแบบรายบุคคล (1 : 1)
ตารางที่ 11 ผลการวเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพของชุดกจิ กรรมเรือ่ งไฟฟา้ 83
สำหรบั นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 โดยการทดลองแบบกลมุ่ กลาง (1 : 10)
ตารางท่ี 12 ลการวิเคราะห์หาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมเร่ืองไฟฟา้ 84
สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยการทดลองแบบกลมุ่ ใหญ่ (1 : 17)
ตารางท่ี 13 ผลการวเิ คราะหห์ าประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมเรื่องไฟฟ้า 85
สำหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่าง (นักเรยี น 16 คน)
ตารางท่ี 14 แสดงคา่ ดชั นีความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน 86
ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการเรียนรอู้ อนไลน์
สำหรบั นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จากผเู้ ชี่ยวชาญ 3 ท่าน
ฉ7
ตาราง 15 แสดงคา่ ความยากง่าย(P) ค่าอำนาจจำแนก (R)ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 87
ทางการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื การเรยี นรอู้ อนไลน์ 88
สำหรับนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6 89
ตาราง 16 แสดงคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องของแผนการจัดการเรยี นรูด้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่ือการเรียนรอู้ อนไลน์สำหรบั นักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6
จากผูเ้ ชย่ี วชาญ 3 ท่าน
ตาราง 17 แสดงค่าดัชนีความสอดคล้องของแบบประเมินคณุ ธรรมเรอื่ งความรับผดิ ชอบ
ความมีระเบียบวนิ ัย และความพอเพียง สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6
จากผ้เู ช่ยี วชาญ 3 ท่าน
1
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
จาการศกึ ษา การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ มุง่ เนน้ ใหผ้ ู้เรียนได้คน้ พบความร้ดู ้วยตนเองมาก
ทส่ี ุด เพ่ือทจ่ี ะไดก้ ระบวนการและความรจู้ ากวิธกี ารสงั เกต สำรวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นำผลทไี่ ด้มา
จดั ระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์จงึ มีเป้าหมายที่สำคญั คือ
เพอ่ื ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ป็นพนื้ ฐานของวิทยาศาสตร์ เข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ อง
วิทยาศาสตร์และข้อจำกัดในการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ มที ักษะที่สำคัญในการศึกษาคน้ ควา้ และคิดคน้ ทาง
เทคโนโลยี ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์ และสภาพแวดลอ้ มในเชงิ
ท่ีมอี ทิ ธิพลและผลกระทบซ่งึ กนั และกนั เพ่ือนำความร้คู วามเข้าใจในวิชาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใช้ให้
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมและการดำรงชีวติ พัฒนากระบวนการคิดและจนิ ตนาการ ความสามารถในการ
แกป้ ัญหา และการจดั การทกั ษะในการส่ือสารและความสามารถในการตัดสินใจ เพ่ือให้เป็นผ้มู ีจิตวทิ ยาศาสตร์
มีคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านยิ มในการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยา่ งสรา้ งสรรค์ (สำนกั วชิ าการและ
มาตรฐานการศึกษา, 2560: น. 3) สอดคลอ้ งกบั พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับปรับปรุง
และทีแ่ ก้ไขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2545) หมวดท่ี 4 แนวการจดั การศึกษา มาตราที่ 22 กล่าววา่ การจดั การเรียนการ
สอนตอ้ งเน้นผู้เรยี นเป็นสำคญั โดยถือวา่ ผู้เรยี นทุกคนนั้นสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองได้ ดังนนั้
กระบวนการเรยี นรจู้ ะต้องส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนสามารถพฒั นาไปตามธรรมชาติและเตม็ ตามศกั ยภาพ
การจดั การศกึ ษาในศตวรรษที่ 21 เป็นยคุ ทีเ่ ทคโนโลยีเขา้ มามอิ ิทธิพลตอ่ สงั คมและการดำรงชีวติ
บุคคลสามารถตดิ ตอ่ ส่ือสารกนั ไดอ้ ย่างรวดเร็วมากขนึ้ ส่งผลให้เกดิ ทักษะในการดำรงชีวติ ของเราเปล่ียนแปลง
ตามไปดว้ ย โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทส่ี ำคญั ได้แก่ 3R ประกอบดว้ ย ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะ
การเขยี น(Writing)และทกั ษะการคิดเลขเป็น (Arithmetics) นอกจากนยี้ งั มอี กี ทกั ษะทเ่ี ด่นคือ ทักษะกลมุ่ 7C
ประกอบดว้ ย ทกั ษะการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ และแกป้ ัญหา (Critical thinkingand problem solving)
ทักษะด้านการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม (Creativity and innovation) ทักษะความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม
(Cross-culturalunderstanding) ทกั ษะความร่วมมอื และความเปน็ ผู้นำ (Collaboration,
teamworkandleadership) ทักษะการส่ือสาร (Communication) ทกั ษะการใชค้ อมพวิ เตอร์ (Computing
and ICT literacy) และทกั ษะอาชพี และการเรยี นรู้ (Career & learning skills) (พมิ พันธ์ เดชะคุปต์และพ
เยาว์ ยนิ ดสี ุข,2557: น.2) ซ่งึ สอดคลอ้ งกับแนวคดิ ของ (วจิ ารณ์ พานิช (2555: น.19) ทีก่ ล่าวถงึ ทกั ษะใน
ศตวรรษท่ี 21ว่า“การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี21ตอ้ งอาศัยทักษะการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity &
innovation) และทกั ษะการแกป้ ญั หาอย่างสร้างสรรค์(Creative problem solving skills) เป็นพ้นื ฐานเพอื่
ตอ่ ยอดสูก่ ารแกป้ ญั หาและดำเนนิ ชีวติ
จาการศกึ ษาค่มู ือการใช้หลักสูตรรายวชิ าพนื้ ฐานวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ (ฉบับ
ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐานพุทธศักราช 2551 การเรยี นรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์จำเปน็ ต้อง ใช้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ พอื่ นำไปสูก่ ารสืบเสาะคน้ หา ผ่านการสังเกต
2
ทดลอง สร้างแบบจำลอง และวิธีการอนื่ ๆเพอ่ื นำขอ้ มูลสารสนเทศและหลักฐานเชิงประจักษ์มาสรา้ งคำอธิบาย
เกีย่ วกบั แนวคดิ หรอื องค์ความรทู้ างวิทยาศาสตร์
จากศึกษางานวจิ ัยเกย่ี วกบั การพัฒนาจดั การเรยี นการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์
(ภคนันท์ แช่มรัมย์, 2563, หน้า 61 ) การจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps โดยใช้
วิธีการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน (Lesson Study: LS) ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional
Learning Community: PLC) เป็นวธิ ีการท่ีสง่ เสรมิ ให้ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเพมิ่ สงู ขนึ้ เพราะทำให้นักเรียน
เรียนรูไ้ ด้ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรยี นรู้ของนักเรยี นให้มีความร่วมมือ
กนั ในการเรยี นรู้ โดยนกั เรียนจะมที ักษะกระบวนการท่ีนำไปส่กู ารพัฒนาความสามารถในการสืบเสาะ ปรบั ปรุง
และพฒั นาตนเองตามศกั ยภาพ เรยี นรู้อยา่ งมคี วามสุขและมีความพงึ พอใจอยู่ในระดับมากที่สุด และ (นฤมล
วัฒนวิกกิจ , 2559, หน้า 1595 ) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนา
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์สงู กว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนปกติอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ ระดับ
.01 ดังนนั้ การจดั การเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps ที่ม่งุ พัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการที่ผู้สอนใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรูด้ ้วยตนเอง โดยการใช้คำถามกระตุ้น
ให้ผู้เรียนคิดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ผู้เรียนจะได้ความรู้จากการคิดสืบสวนสอบสวนและแก้ปัญหาไปด้วย มี
แนวทางในการฝึก คือ แนะนำในช่วงแรกโดยผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการใช้คำถามกระตุ้นเป็นแนวทางให้
ผู้เรียนคิดหาคำตอบ กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดดว้ ยตนเอง โดยใช้คำถามไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้เรียนค้นพบคำตอบ
ดว้ ยตนเอง
จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน O-NET (Ordinary National Educational
Test) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2561 ได้คะแนนสอบเฉลี่ยร้อยละ 40.84 และ ปี
การศกึ ษา 2562 ไดค้ ะแนนสอบเฉล่ียรอ้ ยละ 40.98 ซง่ึ มผี ลคะแนนตำ่ กว่ารอ้ ยละ 50 (โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง
(อินทรประชานุกลู ) รายงานประจำปีของสถานศึกษาปีการศึกษา 2563, หน้า 27) จากการวิเคราะห์ลักษณะ
ของขอ้ สอบวิชาวิทยาศาสตร์ พบว่าข้อสอบโอเน็ตลว้ นเป็นขอ้ สอบทีเ่ น้นกระบวนการคดิ วิเคราะห์ จงึ ควรแก้ไข
โดยการจัดการเรียนการสอนเน้นให้นกั เรียนได้ลงมือปฏิบัติจรงิ โดยใช้การจดั การเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps และทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ จะสามารถทำให้นักเรียนมผี ลสัมฤทธิท์ างการ
เรยี นทด่ี ีขึน้ และมที ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ดี ีข้นึ ดว้ ย ซีง่ สอดคลอ้ งกับผลงานวิจัยของ เพ็ญพักตร์
ช่วยพันธ์ (2560)
จากการจดั การเรียนการสอน หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 3 ไฟฟา้ เรือ่ งไฟฟ้า ของนกั เรยี นระดบั ชั้น
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ปีการศกึ ษา 2565 เมอื่ จัดการเรียนการสอน ผ่านไปแล้ว เมอ่ื ทดสอบหลังเรยี น พบวา่
นกั เรยี นส่วนใหญ่ไม่ผา่ นจุดประสงค์การเรยี นรูต้ ามตวั ชวี้ ัด และนักเรยี นสว่ นใหญไ่ มใ่ ห้ความรว่ มมอื ในการ
จดั การเรยี นการสอน รวมทงั้ ใบงานกิจกรรมต่างๆ ดังนั้นผูส้ อนต้องคดิ หาวิธกี ารจดั การเรียนรเู้ พื่อให้ผูเ้ รียนมี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนผา่ นจดุ ประสงค์การ เรียนรตู้ ามตัวชี้วดั เสรมิ สรา้ งคุณธรรมเรอื่ งความรบั ผิดชอบ ความ
มีระเบียบวนิ ยั และความพอเพยี ง ตามคณุ ธรรมอัตลักษณข์ องโรงเรยี น ผสู้ อนพบวา่ กระบวนการเรียนรู้แบบ
GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการสอนออนไลน์ เปน็ ยทุ ธวิธใี นการจดั การเรยี นการสอนที่เนน้ ผ้เู รยี นเปน็ ศูนย์กลาง
3
ใหผ้ ู้เรียนไดส้ ร้างองค์ ความรู้ด้วยตนเองโดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เน้นการแก้ปัญหาเปน็ โดยมี
ครผู ู้สอนเปน็ ผู้ที่ คอยกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ ความคิดและคิดหาคำตอบตลอดจนเป็นผ้อู ำนวยความสะดวกในการ
เรยี นรู้ ให้แกผ่ ้เู รยี น ผ้เู รยี นได้เรียนรว่ มกัน ทำงานเป็นทีมช่วยเหลอื กนั เดก็ เกง่ ช่วยเด็กที่เรียนช้า โดยมี
เป้าหมายเพอ่ื ใหเ้ กดิ ความเสมอภาค
จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วจิ ยั จงึ สนใจและใหค้ วามสำคญั ในการพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน
และเสริมสร้างคุณธรรมของชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยใช้กระบวนการเรียนรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อ
การสอนออนไลน์ นกั เรยี นตอ้ งใชท้ ักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสำรวจตรวจสอบ สืบค้นขอ้ มูล
เพอ่ื ช่วยเหลอื สง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นเกิดการเรยี นรูอ้ ย่างเตม็ ตามศักยภาพสู่การพฒั นาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นและ
คณุ ธรรม ตามมาตรฐานเชงิ คุณภาพของการจดั การศึกษาระดับชาตติ อ่ ไป
1.2 คำถามการวิจยั
ในการวิจยั ครง้ั น้ี ผู้วจิ ยั ไดก้ ำหนดคำถามการวจิ ยั ดังนี้
1.2.1 ผลการใชก้ ระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสื่อการสอนออนไลน์
เพอื่ พัฒนาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและเสรมิ สรา้ งคุณธรรมของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อินทรประชานุกูล) ทำให้ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรยี นหรอื ไม่
1.2.2 ผลการใชก้ ระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั ส่ือการสอนออนไลน์
เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและเสรมิ สร้างคณุ ธรรมของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ูล) ทำใหน้ ักเรยี นเกดิ คุณธรรม ความรบั ผิดชอบ ความมรี ะเบียบวนิ ยั
และความพอเพยี งหรอื ไม่
1.2.3 การเรียนโดยใชก้ ระบวนการเรยี นรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่อื การสอนออนไลน์
เพื่อพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและเสริมสรา้ งคณุ ธรรมของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนวัด
หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกูล) ช่วยให้นักเรียนมีความพึงพอใจตอ่ การเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หรือไม่
1.3 วตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัย
การวิจยั ครั้งน้ี ผ้วู ิจยั มีวัตถุประสงคด์ งั น้ี
1.3.1 เพือ่ พัฒนาชุดกจิ กรรมการเรียนรอู้ เิ ลก็ ทรอนิกส์ เรอ่ื งไฟฟ้า สำหรบั นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่
6 ให้มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
1.3.2 เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เร่ืองไฟฟ้า ของ
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ก่อนและหลังการเรยี นรู้โดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั
ส่อื การเรียนรู้ออนไลน์
4
1.3.3 เพื่อศกึ ษาคุณธรรมเรอ่ื งความรบั ผิดชอบ ความมีระเบียบวนิ ยั และความพอเพยี ง ของนกั เรยี น
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 หลังการเรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอื่ การเรยี นรู้
ออนไลน์
1.3.4 เพื่อศกึ ษาความพงึ พอใจต่อการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เรอ่ื งไฟฟ้า ของนกั เรียน
ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 6 หลงั การเรียนรดู้ ้วยกระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรยี นรู้
ออนไลน์
1.4 สมมตฐิ านการวิจยั
การวิจัยครัง้ น้ี ผูว้ ิจัยตั้งสมมติฐานไว้ดังนี้
1.4.1 ชุดกจิ กรรมการเรยี นรอู้ ิเล็กทรอนกิ ส์ เรือ่ งไฟฟา้ สำหรับนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
1.4.2 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน วชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ืองไฟฟา้ ของนกั เรียนชนั้
ประถมศึกษาปที ี่ 6 หลังการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสือ่ การเรยี นรูอ้ อนไลน์
มคี ะแนนเฉลี่ยสงู กว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
1.4.3 การประเมินคณุ ธรรมเร่อื งความรบั ผดิ ชอบ ความมีระเบียบวินัย และความพอเพยี ง ของ
นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลังการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการเรยี นรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สือ่ การ
เรยี นรอู้ อนไลน์อยู่ในระดบั ดีมาก
1.4.4 ความพงึ พอใจต่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เร่อื งไฟฟ้า ของนกั เรียนชัน้
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลังการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สอื่ การเรียนรู้ออนไลน์
อยูใ่ นระดับมาก
1.5 ขอบเขตของการวจิ ยั
การวจิ ัยคร้งั นี้ ผูว้ จิ ยั กำหนดขอบเขตของการวิจยั ดังน้ี
1.5.1 ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากรทใี่ ชใ้ นการวจิ ัยครั้งนเ้ี ปน็ นักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง
(อนิ ทรประชานุกลู ) อำเภอบางน้ำเปรย้ี ว จงั หวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพืน้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษา
ฉะเชงิ เทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น มนี กั เรยี น 16 คน
กลุม่ ตัวอยา่ งท่ใี ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ ได้แก่ นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา
2565 โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกลู ) อำเภอบางนำ้ เปรีย้ ว จังหวดั ฉะเชงิ เทรา สำนักงานเขตพนื้ ท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 16 คน ซ่งึ ไดม้ าจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)
1.5.2 ตวั แปรท่ีใช้ในการศึกษา
1) ตวั แปรต้น กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอื่ การเรียนร้อู อนไลน์
5
2) ตัวแปรตาม ได้แก่
(2.1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น วชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เร่ือง ไฟฟ้า
(2.2) คุณธรรมเรือ่ งความรับผิดชอบ ความมรี ะเบียบวนิ ยั และความพอเพยี ง
(2.3) ความพึงพอใจทม่ี ีต่อการเรียนด้วยกระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสื่อการ
เรียนรูอ้ อนไลน์
1.6 เนื้อหา
เน้อื หาท่ีใช้ในการวิจัยคร้งั นี้ ได้แก่ เรื่องอาหารและสารอาหาร สำหรบั ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2560) โดยแบง่ เนอ้ื หา
ออกเปน็ 5 เรอ่ื ง
1) ไฟฟา้ สถติ
2) สญั ลกั ษณว์ งจรไฟฟ้า
3) วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย
4) ตัวนำและฉนวนไฟฟ้า
5) การตอ่ หลอดไฟฟา้ แบบอนกุ รมและการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน
ระยะเวลาในการทำวจิ ยั
ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั คือ ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โดยใชเ้ วลาทดลอง 16 ชว่ั โมง ซึง่
รวมถงึ การทดสอบกอ่ นเรียนและการทดสอบหลงั เรยี น
กรอบแนวคดิ ในการวิจัย
ตวั แปรตน้ ตัวแปรตาม
กระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps
รว่ มกับสือ่ การเรียนรอู้ อนไลน์ (1) ประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เรื่องไฟฟ้า
(2) ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น เรอ่ื งไฟฟา้
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคิดการวจิ ยั (3) คุณธรรมเรอื่ งความรบั ผิดชอบ ความมรี ะเบียบวนิ ัย และความ
พอเพียง
(4) ความพึงพอใจที่มีต่อการเรยี นชุดกิจกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เร่อื ง
ไฟฟ้าดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื การ
เรยี นร้อู อนไลน์
6
1.7 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
1.7.1 สื่อการเรียนรู้ออนไลน์ หมายถึง การเรียนจัดการเรยี นการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มี
การออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนไว้อย่างเป็นระบบ และมีการกำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายการ
จดั การเรียนการสอนไว้อย่างชัดเจน จดั การเรียนการสอนตามกระบวนการเรียนร้แู บบดว้ ยกระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่งนำเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติท้ังน้ีการใช้
เครื่องมือที่เรียกว่า “สื่อการเรียนรู้ออนไลน์” ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการสื่อสารกระบวนการจัดการ
เรยี นการสอนอย่างสร้างสรรคอ์ กี ท้ังยังช่วยสง่ เสรมิ การเรียนรูไ้ ดท้ ุกทที่ ุกเวลา
1.7.2 กระบวนการเรยี นรูแ้ บบด้วยกระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั ส่ือการเรียนรู้
ออนไลน์หมายถึง แนวการสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชิงรุก ( Active Learning) เน้นให้นักเรียนสร้างความรู้
ด้วยตนเอง รวมทงั้ ประยกุ ตค์ วามร้ไู ดบ้ นฐานวธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์นกั เรยี นมีการปฏบิ ัติกิจกรรมแบบทำงาน
กล่มุ รวมพลัง โดยทุกคนร่วมดว้ ยชว่ ยกนั เดก็ เกง่ ช่วยเดก็ เรยี นช้ากว่าเด็กถนัดกวา่ ช่วยเดก็ ถนดั น้อยกว่า เพ่ือให้
มคี วามสขุ ในการเรียน บทบาทของผู้เรียนรู้ ส่วนบทบาทของครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก
กระบวนการสำคัญในการจัดการเรียนรู้การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองทั้ง 3 ระดับ (Independent
Study: IS 1-3) จัดกระบวนการเรียนรู้เป็น “บันได 5 ขั้น ของการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล
(Five Steps for Student Development)” ไดแ้ ก่
ขน้ั ท่ี 1 การตง้ั ประเด็นคำถามหรือการตงั้ สมมตุ ิฐาน (Hypothesis Formulation) เปน็ การฝกึ
ให้ผูเ้ รียนรู้จักคิด สงั เกต ตั้งคำถามอย่างมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ ซง่ึ จะส่งเสรมิ ให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนรูใ้ นการ
ต้ังคำถาม (Learning to Question)
ข้นั ท่ี 2 การสบื คน้ ความรู้จากแหลง่ เรยี นรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นการ
ฝึกแสวงหาความรู้ ข้อมลู และสารสนเทศจากแหลง่ เรยี นรู้อย่างหลากหลาย เชน่ ห้องสมดุ อินเทอรเ์ น็ต หรือ
จากการปฏบิ ตั ิทดลอง ซงึ่ สง่ เสริมให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ในการแสวงหาความรู้ (Learning to Search)
ขั้นที่ 3 การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Formulation) เป็นการฝึกให้นำความรู้ ข้อมูล และ
สารสนเทศทไ่ี ดจ้ ากการแสวงหาความรูม้ าอภิปราย เพอ่ื นำไปสู่การสรปุ และสรา้ งสรรคอ์ งคค์ วามรู้
(Learning to Construct)
ขั้นที่ 4 การสื่อสารและการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Communication) เป็นการ
ฝกึ ใหผ้ ูเ้ รียนนำความร้ทู ไ่ี ดม้ าสอ่ื สารอยา่ งมีประสิทธิภาพ ซึง่ จะสง่ เสรมิ ให้ผูเ้ รยี นเกิดการเรยี นร้แู ละมีทกั ษะ
ในการส่อื สาร (Learning to Communicate)
ขนั้ ที่ 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการนำความรสู้ ูก่ ารปฏบิ ตั ิ
ซ่ึงผู้เรียนจะต้องเชื่อมโยงความรไู้ ปสู่การทำประโยชนใ์ หก้ บั สังคมและชุมชนรอบตัวตามวุฒิภาวะของผเู้ รียน
ซ่ึงจะสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นมจี ิตสาธารณะและบริการสงั คม (Learning to Service)
จากแนวคิดการพัฒนาทักษะการคิด GPAS และการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเอง IS 5 Steps ทก่ี ลา่ วถึงข้างต้น
ผู้วจิ ยั ได้นำมาสงั เคราะหห์ ลอมรวมเป็นการจดั
7
กระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด เน้นผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงาน เป็นกระบวนการ
เรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps กล่าวคอื
Step 1 Gathering (ข้ันสงั เกต รวบรวมข้อมูล)
Step 2 Processing (ขัน้ คิดวิเคราะห์และสรุปความร)ู้
Step 3 Applying and Constructing the Knowledge (ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการ
ปฏิบตั )ิ
Step 4 Applying the Communication Skill (ขนั้ สื่อสารและนำเสนอ)
Step 5 Self-Regulating (ขน้ั ประเมนิ เพือ่ เพม่ิ คณุ ค่าบริการสงั คมและจิตสาธารณะ))
1.7.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถของนักเรียนในด้าน ความรู้ความจำ ความ
เข้าใจ การนำความรู้ทเี่ ก่ยี วกับวิทยาศาสตร์ไปใช้ การวิเคราะห์ และการสังเคราะห์ โดยวดั จากการทำแบบสอบ
วดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรอื่ ง ร่างกายของเรา ท่ผี ูว้ จิ ยั พัฒนาขนึ้ จำแนกการวดั เป็น 5 ด้าน ดังนี้
1.7.3.1 ดา้ นความรู้ – ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถงึ สง่ิ ท่ีได้
เรยี นรู้มาแลว้ เกี่ยวขอ้ งกบั ข้อเท็จจรงิ ความคิดรวบยอด หลกั การ กฎ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์
1.7.3.2 ด้านความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกความร้ไู ด้เมอ่ื ปรากฏอยู่ในรูป
ใหม่ และความสามารถในการแปลความรจู้ ากสญั ลกั ษณห์ นึง่ ไปอีกสญั ลกั ษณห์ นึ่ง
1.7.3.3 ด้านการนำความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่าง ๆ
ทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชใ้ นสถานการณ์ใหมๆ่ หรือจากทีแ่ ตกต่างไปจากที่เคยเรยี นรู้มาแลว้ โดยเฉพาะอย่างยิง่ คือ
การนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวนั
1.7.3.4 ด้านการวิเคราะห์ หมายถึงความสามารถในการแยกแยะเร่ืองราวทสี่ มบรู ณ์
ใหก้ ระจายออกเปน็ สว่ นยอ่ ย ๆ ได้อยา่ งชดั เจน ความสามารถในการวิเคราะห์จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ความคิด
ของแต่ละคน
1.7.3.5 ด้านการสังเคราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการผสมผสานสว่ นยอ่ ยเข้า
เป็นเร่อื งราวเดียวกันโดยปรบั ปรงุ ของเก่าใหด้ ีขนึ้ และมีคณุ ภาพสูงขนึ้
1.7.4 คุณธรรมอัตลักษณ์ คือคุณธรรมเป้าหมายที่จะพัฒนานักเรียน ส่งเสริมสร้างคุณลักษณะนิสัย
ของนกั เรยี นให้อยตู่ ดิ ตวั นักเรียนอย่างย้งั ยืน ผู้วจิ ัยจะพัฒนา 3 ดา้ น ดงั นี้
1.7.4.1 ความรับผิดชอบ นักเรียนมีความรับผิดชอบตอ่ ตนเองและหน้าทที่ ีไ่ ด้รบั มอบหมาย
ตรงต่อเวลาในการเข้าเรียนและการปฏิบัติงาน ทำงานได้สำเร็จอย่างมีคุณภาพในเวลาที่กำหนด และผลงาน
เปน็ ท่ียอมรับ
1.7.4.2 ความมีระเบียบวนิ ัย นักเรียนเข้าเรียนตรงเวลา และทำงานท่ีได้รับมอบหมายเสรจ็
ทนั เวลา
1.7.4.3 พอเพียง มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนและสังคม ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนๆในกลุ่มอย่าง
สมำ่ เสมอ และใช้ทรัพยากรอยา่ งประหยัดคุ้มคา่
1.7.5 นักเรียน หมายถงึ นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา
8
2565 โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานุกลู ) อำเภอบางนำ้ เปรย้ี ว จังหวัดฉะเชิงเทรา
1.7.6 ความพึงพอใจ หมายถงึ ความคดิ เห็นของนักเรยี นท่มี ีตอ่ การเรียนดว้ ยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ
GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรยี นรอู้ อนไลน์ เรอ่ื งไฟฟา้ สำหรบั นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6
1.7.7 ชุดกิจกรรมหมายถงึ สื่อการเรียนการสอนท่ีผวู้ จิ ัยสร้างขึ้นสำหรับนำมาใช้ประกอบการเรียนการ
สอนภายในชุดการเรียนการสอนประกอบด้วยเนื้อหากิจกรรมการเรียนสื่อการเรียนการสอนและการวดั และ
ประเมนิ ผลโดยครอบคลมุ เนื้อหากลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมหมายถึงระดับประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
เรยี นรไู้ ดต้ ามจุดม่งุ หมายโดยการประเมนิ ด้วยเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ 2523: 490-492)
เกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E1 / E2) หมายถงึ เกณฑท์ ่ีใช้ในการกำหนดประสทิ ธภิ าพของชดุ กิจกรรมการ
จัดการเรียนรู้เร่ืองไฟฟ้า สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 โดยการพจิ ารณาจากกระบวนการเรียนรูแ้ ละ
ผลการเรยี นรู้ดงั น้ี
80 ตัวแรก (E1) หมายถงึ ร้อยละของคะแนนเฉล่ียของกลุม่ ตัวอย่างทง้ั หมดจากประเมนิ การปฏิบัติงาน
ตามใบงานและการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นในแต่ละหนว่ ยการเรียนรมู้ ากกว่าหรอื เท่ากบั รอ้ ยละ 80
80 ตัวหลัง (E2) หมายถึงร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมากกว่าหรอื เทา่ กับร้อยละ 80
1.8 ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะได้รบั
1.8.1 ผลจากการวจิ ยั ทำใหเ้ กดิ นวตั กรรมโดยใช้กระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกับ
สือ่ การเรยี นรูอ้ อนไลน์สำหรบั นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 ท่ชี ่วยพัฒนากระบวนการเรยี นรู้ของนักเรียนให้มี
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทส่ี ูงขึน้ แสะสรา้ งคณุ ธรรมให้กับนกั เรยี น
1.8.2 เป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัย และสร้างนวัตกรรมด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5
Steps ร่วมกบั ส่ือการเรียนรู้ออนไลน์ ใหก้ ับครผู ู้สอนรายวชิ าต่าง ๆ ได้ต่อไป
1.8.3 ผลจากการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ช่วยพัฒนานักเรียนให้มีคุณธรรมความรับผิดชอบ มีระเบียบ
วนิ ยั และความพอเพียง สามารถนำคุณธรรมและความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวนั ไดอ้ ย่างเป็นรูปธรรม
9
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง
การวิจยั ครงั้ นี้ ผวู้ จิ ัยได้ศึกษาผลการใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอื่ การสอน
ออนไลน์ เพือ่ พฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนและเสริมสรา้ งคณุ ธรรมของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ูล) ผู้วจิ ัยไดศ้ กึ ษาเอกสารตำรา บทความและงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง
ตามลำดบั ตอ่ ไปนี้
2.1 ตวั ชวี้ ดั และสาระการเรยี นรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551
2.1.1 บทนำ
2.1.2 เป้าหมายของการจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
2.1.3 เรยี นรอู้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์
2.1.4 สาระและมาตราฐานการเรยี นรู้
2.1.5 คณุ ภาพผูเ้ รียน
2.2 หลกั สตู รกลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี พทุ ธศักราช 2563 โรงเรียน
วัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกูล)
2.2.1 หลกั การ
2.2.2 จดุ มุง่ หมาย
2.2.3 คำอธบิ ายรายวิชา
2.2.4 หน่วยการเรียนร้แู ละเวลาเรยี น
2.3 กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps
2.3.1 การจัดการเรียนร้ใู นศตวรรษที่ 21
2.3.2 ทักษะการคดิ และกระบวนการเรยี นรู้ GPAS
2.3.3 ความหมายของทักษะการคิดในโครงสรา้ ง GPAS
2.3.4 การนำกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ไปใชใ้ นการออกแบบการเรียนรู้
2.4 แนวคดิ ทฤษฎเี กีย่ วกับรปู แบบการสอนออนไลน์
2.4.1 ความหมายของรูปแบบการสอน
2.4.2 ลกั ษณะรูปแบบการสอนออนไลน์
2.4.3 องค์ประกอบสำคัญของรปู แบบการสอนออนไลน์
2.4.4 แนวคดิ สำคญั ในการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์
10
2.5 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น
2.5.1 ความหมายและขอบเขตของผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
2.5.2 ความสำคัญของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
2.5.3 วิธกี ารเพมิ่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิทยาศาสตร์
2.5.4 การตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์
2.6 การวดั ความพงึ พอใจของนกั เรียน
2.6.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
2.6.2 แนวคดิ ทฤษฎคี วามพงึ พอใจ
2.6.3 การวดั ความพงึ พอใจ
2.7 งานวิจยั ที่เกีย่ วข้อง
2.1 ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
2.1.1 บทนำ
ตัวช้วี ดั และสาระการเรยี นรู้แกนกลาง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.
2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 นไ้ี ดก้ ำหนดสาระการเรียนรู้ออกเปน็ 8
สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระที่ 3 วิทยาศาสตร์โลกและ
อวกาศ สาระที่ 4 ชีววทิ ยา สาระที่ 5 เคมี สาระท่ี 6 ฟสิ กิ ส์ สาระท่ี 7 โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ และสาระ
ที่ 8 เทคโนโลยี ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในดา้ นของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอนและการวัดและ
ประเมินผล การเรยี นรนู้ น้ั มีความสำคญั อย่างย่งิ ในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละ
ระดับชั้นให้มี ความต่อเนือ่ งเชื่อมโยงกันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 สำหรับกล่มุ
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเป็น
พ้ืนฐาน เพือ่ ใหส้ ามารถ นำความรู้นี้ไปใชใ้ นการดำรงชีวิต หรือศึกษาต่อในวิชาชีพท่ีตอ้ งใชว้ ทิ ยาศาสตร์ได้ โดย
จัดเรียงลำดบั ความยากง่าย ของเนือ้ หาทัง้ 8 สาระในแตล่ ะระดบั ช้ันให้มีการเชือ่ มโยงความรู้กับกระบวนการ
เรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรูท้ ่สี ง่ เสริมให้ผู้เรยี นพฒั นาความคดิ ทงั้ ความคิดเปน็ เหตุเปน็ ผล
คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ สำคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะใน
ศตวรรษที่ 21 ในการคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่าง
เป็นระบบ สามารถตัดสนิ ใจโดยใช้ข้อมลู หลากหลายและประจักษพ์ ยานท่ตี รวจสอบได้
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ที่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศกั ราช 2551 ข้นึ เพื่อให้สถานศึกษา ครูผสู้ อน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ไดใ้ ชเ้ ปน็ แนวทางในการพัฒนา
หนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียนการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัดและสาระ
11
การเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกัน
ภายในสาระการเรยี นรู้ เดียวกนั และระหวา่ งสาระการเรียนรใู้ นกล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนการ
เชื่อมโยงเนื้อหาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์กับคณติ ศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงเพือ่ ให้มีความทันสมัย
ต่อการเปลี่ยนแปลง และความเจริญก้าวหน้าของวทิ ยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ กลุ่มสาระการ
เรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์สรุปเปน็ แผนภาพไดด้ งั น้ี
สาระที่ 2
วทิ ยาศาสตร์กายภาพ
มาตราฐาน ว 2.1 - ว 2.3
สาระที่ 1 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สาระท่ี 3
วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตราฐาน ว 1.1 - ว 1.3 มาตราฐาน ว 3.1 - ว 3.2
สาระที่ 4
เทคโนโลยี
มาตราฐาน ว 4.1 - ว 4.2
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่มิ เติม ⚫ สาระชวี วิทยา ⚫ สาระเคมี ⚫ สาระฟสิ กิ ส์
⚫ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
2.1.2 เป้าหมายของการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ
ตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและ
ทฤษฎี ดงั นั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จงึ มุง่ เน้นให้ผู้เรียนได้เปน็ ผู้เรียนรู้และค้นพบด้วยตนเองมากท่ีสุด
นัน่ คือใหไ้ ดท้ ัง้ กระบวนการและองค์ความรู้ ต้งั แตว่ ยั เรมิ่ แรกก่อนเข้าเรยี น เมื่ออยูใ่ นสถานศึกษาและเมื่อออก
จากสถานศึกษาไปประกอบอาชพี แลว้
การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเปา้ หมายสำคัญดังน้ี
1. เพื่อใหเ้ ข้าใจหลกั การ ทฤษฎีทเ่ี ปน็ พื้นฐานในวทิ ยาศาสตร์
2. เพื่อใหเ้ ขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติและขอ้ จำกัดของวิทยาศาสตร์
12
3. เพ่ือให้มีทกั ษะที่สำคัญในการศึกษาคน้ คว้าและคดิ คน้ ทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพ่ือพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและการจัดการทักษะในการ
สื่อสาร และความสามารถในการตดั สินใจ
5. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวดล้อมในเชิงที่มี
อิทธพิ ลและผลกระทบซง่ึ กนั และกัน
6. เพอื่ นำความรู้ความเข้าใจในเร่อื งวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไปใช้ใหเ้ กิดประโยชน์
ตอ่ สงั คมและการดำรงชีวิต
7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
อยา่ งสรา้ งสรรค์
2.1.3 เรยี นรูอ้ ะไรในวทิ ยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรม์ งุ่ หวงั ให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ทเี่ น้นการ เชอื่ มโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือ
ปฏิบัตจิ รงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้นั โดยกำหนดสาระสำคญั ดงั นี้
วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรเู้ ก่ยี วกับ ชวี ติ ในส่ิงแวดลอ้ ม องค์ประกอบของส่ิงมีชวี ติ การดำรงชีวติ ของ
มนุษยแ์ ละสตั วก์ ารดำรงชวี ติ ของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวฒั นาการของส่ิงมชี วี ิต
วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่
พลังงาน และคล่ืน
วิทยาศาสตรโ์ ลกและอวกาศ เรยี นร้เู กี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพนั ธ์ ภายในระบบสุริยะ
เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลยี่ นแปลงทางธรณีวทิ ยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ และผล
ตอ่ สิ่งมชี วี ิตและสง่ิ แวดล้อม
เทคโนโลยี
การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพอ่ื การดำรงชีวิต ในสงั คมทมี่ ีการเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ
พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชวี ติ สังคม และสิ่งแวดล้อม
วทิ ยาการคำนวณ เรยี นรเู้ ก่ียวกับการคดิ เชิงคำนวณ การคดิ วเิ คราะห์แก้ปัญหา เปน็ ขั้นตอนและเป็น
ระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการ
แก้ปญั หาทพ่ี บในชีวิตจริงไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
2.1.4 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 1 วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งไมม่ ชี ีวิต กับสิ่งมชี ีวิต และ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างสง่ิ มีชีวิตกับสิ่งมชี วี ิตต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การเปล่ียนแปลงแทนที่
13
ในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
แนวทางในการอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติและการแกไ้ ขปญั หาสิ่งแวดล้อม รวมทง้ั นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของสงิ่ มชี ีวิต หน่วยพ้ืนฐานของส่งิ มีชวี ติ การลำเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ขี องระบบต่าง ๆ ของสตั วแ์ ละมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กนั ความสัมพันธ์
ของโครงสรา้ ง และหนา้ ที่ ของอวยั วะต่างๆ ของพชื ท่ที ำงานสัมพนั ธก์ ัน รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สารพันธกุ รรม
การเปลย่ี นแปลงทางพนั ธุกรรมที่มีผลต่อสิง่ มีชวี ิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
สาระท่ี 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ สสารกับ
โครงสร้างและแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของสสาร การ
เกดิ สารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงทีก่ ระทำต่อวตั ถุ ลกั ษณะ การเคลื่อนที่
แบบตา่ ง ๆ ของวัตถุรวมทงั้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของ คลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง
แสง และคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ รวมท้งั นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เขา้ ใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกดิ และววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซดี าวฤกษ์
และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
อวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพนั ธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง ภายในโลก
และบนผิวโลก ธรณพี ิบตั ภิ ยั กระบวนการเปลีย่ นแปลงลมฟา้ อากาศและภูมอิ ากาศโลก รวมท้ังผลต่อส่ิงมีชีวิต
และส่ิงแวดลอ้ ม
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พือ่ การดำรงชวี ติ ในสังคมท่มี กี ารเปลย่ี นแปลง อยา่ งรวดเร็ว
ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตรค์ ณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอยา่ งมี
ความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม โดยคำนึงถงึ
ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และสง่ิ แวดล้อม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คำนวณในการแก้ปญั หาท่พี บในชีวิตจรงิ อย่างเป็น ข้ันตอนและเป็น
ระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ร้เู ทา่ ทัน และมจี ริยธรรม
14
2.1.5 คุณภาพผู้เรียน
จบชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6
เข้าใจโครงสร้าง ลักษณะเฉพาะและการปรับตัวของสิ่งมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตใน
แหลง่ ทอี่ ยู่ การทำหนา้ ทข่ี องสว่ นต่าง ๆ ของพืช และการทำงานของระบบย่อยอาหารของมนุษย์ เข้าใจสมบัติ
และการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสารการละลาย การเปลี่ยนแปลงทางเคมี
การเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้และผนั กลับไม่ได้ และการแยกสารอย่างง่ายเข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของ
โลก แรงลัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟา้ และผลของแรงตา่ งๆ ผลท่เี กิดจากแรงกระทำต่อวตั ถุ ความดัน หลกั การ
ที่มีต่อวัตถุ วงจรไฟฟา้ อย่างง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง และแสง เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์ องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาว
เคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนที่ดาว การ
เกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ เข้าใจลักษณะของแหล่งน้ำ วัฏจักรน้ำ
กระบวนการเกดิ เมฆ หมอก นำ้ คา้ ง นำ้ คา้ งแข็ง หยาดนำ้ ฟ้า กระบวนการเกดิ หิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์
หนิ และแร่ การเกิดซากดกึ ดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล มรสมุ ลกั ษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ
ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและ
ประเมนิ ความน่าเช่ือถือ ตดั สนิ ใจเลอื กข้อมูลใช้เหตุผลเชงิ ตรรกะในการแก้ปญั หา ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและ
การสื่อสารในการทำงานร่วมกัน เข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตน เคารพสิทธิของผู้อื่น ตั้งคำถามหรือกำหนด
ปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กำหนดให้หรือตามความสนใจ คาดคะเนคำตอบหลายแนวทาง สร้าง
สมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและสำรวจตรวจสอบโดยใช้
เครอ่ื งมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศที่เหมาะสม ในการเก็บรวบรวมขอ้ มูลทงั้ เชิงปรมิ าณและคุณภาพ
วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบในรูปแบบท่ี
เหมาะสม เพื่อสื่อสารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตุผลและหลกั ฐานอ้างอิง แสดงถึงความ
สนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกบั เรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง แสดง
ความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น แสดงความ
รับผดิ ชอบดว้ ยการทำงานทไ่ี ด้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซอ่ื สตั ย์ จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสำเร็จ
และทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ใช้ความรู้
และกระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ นการดำรงชีวิต แสดงความชื่นชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้
คิดค้นและศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเตมิ ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามทีก่ ำหนดให้หรอื ตามความสนใจ แสดงถึงความ
ซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤตกิ รรมเก่ยี วกบั การใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มอยา่ งรูค้ ณุ ค่า
15
2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พุทธศักราช 2563 โรงเรียนวัดหลวงแพง่
(อนิ ทรประชานกุ ลู )
2.2.1 หลักการ
หลกั สตู รรายวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว 16101 ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มีหลกั การสำคญั ดงั น้ี
1. เปน็ หลักสูตรการศึกษาท่ีเน้นผู้เรยี นเปน็ สำคัญ
2. เป็นหลักสูตรที่มุง่ ให้ผู้เรียนมคี วามคิดรวบยอด ทกั ษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ และเจตคตทิ ด่ี ีต่อ
วทิ ยาศาสตร์
3. เปน็ หลักสูตรท่เี น้นให้ผู้เรยี นสบื เสาะและสรา้ งความรดู้ ว้ ยตนเอง
2.2.2 จุดมุ่งหมาย
รายวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว 16101 ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 มีจดุ มุ่งหมายสำคัญดงั นี้
1. มีความรู้ ความเข้าใจเร่อื ง รา่ งกายของเรา แรงไฟฟา้ และวงจรไฟฟา้ แสงและเงา สารรอบตวั เรา หนิ และ
ซากดกึ ดำบรรพ์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตแิ ละธรณพี ิบัตภิ ัย ดาราศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี วกาศ
2. มีทกั ษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3. มเี จตคติท่ดี ีต่อวิชาวทิ ยาศาสตร์มคี วามใฝ่รู้ และมุง่ มั่นในการทำงาน
สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชวี ภาพ
มาตรฐาน ว 1.2 เขา้ ใจสมบตั ิของส่ิงมชี ีวิต หนว่ ยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวติ การลำเลียงสารผ่านเซลล์ ความสมั พนั ธ์
ของโครงสรา้ ง และหน้าทีข่ องระบบตา่ งๆ ของสัตว์ทท่ี ำงานสมั พันธ์กนั ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ท่ี
ของอวัยวะต่างๆ ของพชื ทท่ี ำงานสมั พันธ์กัน รวมทัง้ นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ชี้วัด ว 1.2 ป.6/1 ระบสุ ารอาหารและบอกประโยชนข์ องสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารท่ีตนเอง
รับประทาน
ว 1.2 ป.6/2 บอกแนวทางในการเลอื กรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถว้ น ในสดั สว่ นท่ี
เหมาะสมกับเพศและวัย รวมท้งั ความปลอดภยั ต่อสุขภาพ
ว 1.2 ป.6/3 ตระหนักถึงความสำคัญของสารอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารท่ีมี
สารอาหารครบถ้วนในสดั ส่วนท่ีเหมาะสมกับเพศและวัย รวมทง้ั ปลอดภัยตอ่ สุขภาพ
ว 1.2 ป.6/4 สรา้ งแบบจำลองระบบยอ่ ยอาหาร และบรรยายหน้าท่ีของอวยั วะในระบบย่อย
อาหาร รวมท้งั อธิบายการย่อยอาหารและการดดู ซมึ สารอาหาร
ว 1.2 ป.6/5 ตระหนักถงึ ความสำคัญของระบบยอ่ ยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการดแู ลรกั ษา
อวัยวะในระบบยอ่ ยอาหารให้ทำงานเป็นปกติ
16
สาระท่ี 2 วิทยาศาสตรก์ ายภาพ
มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัติของสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสัมพนั ธ์ระหว่างสมบัตขิ องสารกบั
โครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหวา่ งอนภุ าค หลกั และธรรมชาตขิ องการเปล่ยี นแปลงสถานะของสาร การเกิด
สารละลาย และการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
ตัวช้ีวัด ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและเปรียบเทยี บการแยกสารผสมโดยการหยิบออก การรอ่ น การใช้แมเ่ หลก็
ดึงดูด การรนิ ออก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช้หลักฐานเชงิ ประจกั ษ์ รวมท้ังระบุวธิ ีแก้ปัญหาใน
ชวี ติ ประจำวันเก่ยี วกับการแยกสาร
มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชวี ิตประจำวัน ผลของแรงทกี่ ระทำตอ่ วตั ถุ ลกั ษณะการเคลอ่ื นที่
แบบตา่ งๆ ของวตั ถุ รวมทง้ั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตัวชี้วดั ว 2.2 ป.6/1 อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้า ซงึ่ เกดิ จากวตั ถุทผี่ ่านการขัดถู โดยใชห้ ลกั ฐาน
เชิงประจกั ษ์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน ปฏสิ ัมพนั ธ์
ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชวี ิตประจำวัน ธรรมชาติของคลนื่ ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับเสยี ง แสง
และคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทงั้ นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
ตวั ชีว้ ัด ว 2.3 ป.6/1 ระบุสว่ นประกอบและบรรยายหน้าท่ีของแต่ละสว่ นประกอบของวงจรไฟฟ้าอยา่ ง
ง่ายจากหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์
ว 2.3 ป.6/2 เขียนแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย
ว 2.3 ป.6/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธที ่เี หมาะสมในการอธิบายวิธีการและผลของ
การต่อเซลลไ์ ฟฟา้ แบบอนุกรม
ว 2.3 ป.6/4 ตระหนักถึงประโยชนข์ องความรู้ของการตอ่ เซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนกุ รมโดยบอก
ประโยชนแ์ ละการประยุกต์ใชใ้ นชีวิตประจำวัน
ว 2.3 ป.6/5 ออกแบบการทดลองและทดลองดว้ ยวิธีทเ่ี หมาะสมในการอธิบายการต่อหลอดไฟฟ้า
แบบอนุกรมและแบบขนาน
ว 2.3 ป.6/6 ตระหนกั ถึงประโยชน์ของความรขู้ องการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนาน
โดยบอกประโยชน์ ข้อจำกดั และการประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวนั
ว 2.3 ป.6/7 อธบิ ายการเกดิ เงามืดเงามัวจากหลกั ฐานเชิงประจักษ์
ว 2.3 ป.6/8 เขยี นแผนภาพรังสีของแสงแสดงการเกิดเงามืดเงามัว
17
สาระที่ 3 วทิ ยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลกั ษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแลก็ ซี ดาว
ฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทัง้ ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุรยิ ะที่ส่งผลต่อสงิ่ มีชีวติ และการประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยี
อวกาศ
ตัวชีว้ ัด ว 3.1 ป.6/1 สร้างแบบจำลองท่อี ธบิ ายการเกดิ และเปรียบเทียบปรากฏการณ์สุริยปุ ราคาและ
จนั ทรปุ ราคา
ว 3.1 ป.6/2 อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยีอวกาศ และยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยีอวกาศมา
ใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวัน จากข้อมูลทีร่ วบรวมได้
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปล่ยี นแปลงภายในโลก
และบนผวิ โลก ธรณีพบิ ัตภิ ยั กระบวนการเปลยี่ นแปลงลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศโลก รวมทั้งผลต่อส่ิงมีชีวิต
และสง่ิ แวดล้อม
ตัวชี้วดั ว 3.2 ป.6/1 เปรยี บเทียบกระบวนการเกดิ หินอัคนี หนิ ตะกอน และหนิ แปร และอธบิ ายวฏั จกั ร
หินจากแบบจำลอง
ว 3.2 ป.6/2 บรรยายและยกตัวอยา่ งการใชป้ ระโยชน์ของหินและแรใ่ นชวี ติ ประจำวนั จากข้อมลู ท่ี
รวบรวมได้
ว 3.2 ป.6/3 สร้างแบบจำลองทอี่ ธิบายการเกิดซากดกึ ดำบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมใน
อดีตของซากดกึ ดำบรรพ์
ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทั้งอธิบายผลทม่ี ีตอ่ สงิ่ มีชีวติ
และสิง่ แวดล้อมจากแบบจำลอง
ว 3.2 ป.6/5 อธบิ ายผลของมรสุมตอ่ การเกิดฤดูของประเทศไทยจากข้อมลู ที่รวบรวมได้
ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลักษณะและผลกระทบของนำ้ ท่วม การกัดเซาะชายฝัง่ ดนิ ถลม่ แผ่นดนิ ไหว
สนึ ามิ
ว 3.2 ป.6/7 ตระหนกั ถึงผลกระทบของภยั ธรรมชาติและธรณีพบิ ัติภัย โดยนำเสนอแนวทางใน
การเฝา้ ระวังและปฏบิ ตั ิตนใหป้ ลอดภยั จากภัยธรรมชาติและ
ธรณพี ิบัติภยั ทอี่ าจเกดิ ในทอ้ งถิ่น
ว 3.2 ป.6/8 สรา้ งแบบจำลองท่ีอธิบายการเกิดปรากฏการณเ์ รือนกระจก และผลของ
ปรากฏการณ์เรือนกระจกตอ่ ส่ิงมชี ีวติ
ว 3.2 ป.6/9 ตระหนกั ถึงผลกระทบของปรากฏการณเ์ รอื นกระจก โดยนำเสนอแนวทางการ
ปฏบิ ตั ติ นเพ่อื ลดกิจกรรมท่ีกอ่ ใหเ้ กดิ แก๊สเรือนกระจก
18
2.2.3 คำอธิบายรายวิชา
คำอธบิ ายรายวชิ า
ว 16101 วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 เวลา 80 ช่ัวโมง
ศึกษารา่ งกายของเรา อาหาร สารอาหาร และพลังงาน ระบบย่อยอาหาร สารผสม วิธกี ารแยกสาร
ผสม ไฟฟา้ แรงไฟฟ้า วงจรไฟฟา้ การตอ่ วงจรไฟฟา้ ปรากฏการณข์ องโลก เงามดื และเงามวั จันทรุปราคาและ
สรุ ิยุปราคา เทคโนโลยีอวกาศ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยอี วกาศ ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ หินใน
ท้องถิ่น ประเภทของหนิ และการเกิด วัฏจกั รของหนิ ประโยชนข์ องหินและแร่ ซากดกึ ดำบรรพ์ ลมบก ลม
ทะเล และมรสุม ภยั ธรรมชาติ และปรากฏการณเ์ รือนกระจก
โดยใชแ้ นวการจัดการเรียนรเู้ ชงิ รกุ แบบรวมพลงั ดว้ ยวิธกี ารสอนแบบสืบสอบ แนวการสอน 5
ขัน้ ตอน CO-5 STEPs การเรียนรผู้ ่านการใช้กิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสืบสอบความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งการ
เรยี นรูโ้ ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน บูรณาการเศรษฐกิจแบบพอเพียงและสะเตม็ เพ่อื การแก้ปัญหาเชงิ สร้างสรรค์
สร้างความรใู้ หมแ่ ละส่ิงใหมอ่ ยา่ งง่าย รวมทงั้ การใช้หลกั ฐานเชงิ ประจักษ์ เพ่อื สนับสนนุ รวมทัง้ การใช้และ
สรา้ งโมเดล เพ่อื อภิปรายสู่การเปน็ ผูม้ ีสมรรถนะการร้วู ทิ ยาศาสตร์
เพอ่ื การเป็นผ้รู วู้ ทิ ยาศาสตร์ มีความสนใจ ความตระหนกั ความใฝ่รู้ เปน็ ผู้ทำงานเป็นทีมและ
ทำงานแบบรวมพลัง รวมทง้ั มีความรับผิดชอบต่อตนเองและชมุ ชน
รหัสตัวชีว้ ดั
ว 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5 , ว 2.1 ป.6/1 , ว 2.2 ป.6/1
ว 2.3 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8 ,ว 3.1 ป.6/1, ป.6/2
ว 3.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9
รวมทัง้ หมด 26 ตัวช้วี ดั
19
2.3.4 หนว่ ยการเรียนรแู้ ละเวลาเรียน
ตารางที่ 1 แสดงหน่วยการเรียนรู้และเวลาเรยี นวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศึกษาปีที่6
ลำดับ ช่ือหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชี้วดั (ชัว่ โมง)
1 รา่ งกายของเรา ว 1.2 ป.6/1, ป.6/2, • สารอาหารท่ีอยู่ในอาหารมี 16
ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5 6 ประเภท ไดแ้ ก่ คารโ์ บไฮเดรต โปรตีน
ไขมัน เกลอื แร่ วิตามิน และน้ำ
• อาหารแต่ละชนิดประกอบดว้ ยสารอาหาร
ท่ีแตกตา่ งกัน อาหารบางอย่างประกอบด้วย
สารอาหารประเภทเดยี ว อาหารบางอย่าง
ประกอบดว้ ยสารอาหารมากกว่าหน่งึ
ประเภท
• สารอาหารแต่ละประเภทมปี ระโยชนต์ ่อ
รา่ งกายแตกตา่ งกัน โดยคาร์โบไฮเดรต
โปรตีน และไขมัน เปน็ สารอาหารที่ให้
พลังงานแก่รา่ งกาย สว่ นเกลือแร่ วิตามนิ
และน้ำ เปน็ สารอาหารทไ่ี มใ่ ห้พลังงานแก่
ร่างกาย แตช่ ว่ ยให้รา่ งกายทำงานได้
เป็นปกติ
• การรบั ประทานอาหาร
เพื่อใหร้ า่ งกายเจรญิ เติบโต มีการเปล่ยี นแปลง
ของรา่ งกายตามเพศ และวยั และมสี ุขภาพดี
จำเป็นต้องรบั ประทานใหไ้ ด้พลงั งานเพยี งพอ
กบั ความตอ้ งการของรา่ งกาย และใหไ้ ด้
สารอาหารครบถว้ น ในสัดสว่ นท่เี หมาะสมกับ
เพศและวัย รวมท้ังต้องคำนงึ ถงึ ชนิดและ
ปริมาณของวัตถุเจือปนในอาหาร เพ่ือความ
ปลอดภยั ต่อสุขภาพ
20
ลำดบั ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชี้วัด (ช่ัวโมง)
• ระบบย่อยอาหารประกอบดว้ ยอวยั วะต่าง ๆ
ไดแ้ ก่ ปาก หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้
เลก็ ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ และตบั ออ่ น ซ่งึ ทำ
หน้าทรี่ ว่ มกันในการย่อยและดดู ซมึ สารอาหาร
- ปากมีฟนั ชว่ ยบดเคีย้ วอาหาร
ใหม้ ีขนาดเลก็ ลง และมลี น้ิ ชว่ ยคลกุ เคล้าอาหาร
กบั นำ้ ลายในน้ำลายมีเอนไซมย์ ่อยแป้ง
ให้เป็นนำ้ ตาล
- หลอดอาหารทำหน้าท่ีลำเลียงอาหารจากปาก
ไปยังกระเพาะอาหาร ภายในกระเพาะอาหาร
มีการย่อยโปรตนี โดยกรดและเอนไซมท์ ส่ี ร้างจาก
กระเพาะอาหาร
- ลำไส้เลก็ มีเอนไซมท์ ่สี ร้างจาก
ผนังลำไสเ้ ลก็ เอง และจากตบั ออ่ นที่ชว่ ยยอ่ ย
โปรตนี คารโ์ บไฮเดรต และไขมัน โดยโปรตีน
คารโ์ บไฮเดรต และไขมนั ท่ีผ่านการย่อยจนเป็น
สารอาหารขนาดเล็กพอที่จะดูดซมึ ได้ รวมถึงนำ้
เกลือแร่ และวติ ามนิ จะถกู ดดู ซึมที่ผนังลำไส้เล็ก
เข้าสู่กระแสเลือดเพ่ือลำเลยี งไปยงั ส่วนต่าง ๆ ของ
รา่ งกาย ซึง่ โปรตนี คารโ์ บไฮเดรต และไขมนั จะ
ถูกนำไปใช้เปน็ แหล่งพลงั งานสำหรบั ใช้ในกิจกรรม
ต่าง ๆ ส่วนนำ้ เกลือแร่ และวติ ามิน จะชว่ ยให้
รา่ งกายทำงานไดเ้ ปน็ ปกติ
21
ลำดับ ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชี้วดั (ชวั่ โมง)
- ตับสร้างนำ้ ดแี ล้วสง่ มายัง
ลำไสเ้ ล็กชว่ ยใหไ้ ขมนั แตกตัว
- ลำไส้ใหญ่ทำหน้าท่ีดดู นำ้
และเกลือแร่ เปน็ บริเวณท่ีมีอาหารทย่ี ่อยไมไ่ ด้
หรือย่อยไม่หมดเป็น
กากอาหาร ซ่งึ จะถกู กำจัดออกทางทวารหนกั
อวยั วะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหาร
มคี วามสำคญั จึงควรปฏิบตั ติ น
ดแู ลรกั ษาอวัยวะใหท้ ำงานเป็นปกติ
2 การแยกสารผสม ว 2.1 ป.6/1 สารผสมประกอบด้วยสารตงั้ แต่ 10
2 ชนิดขนึ้ ไปผสมกนั เชน่ น้ำมนั ผสมน้ำ ข้าวสาร
ปนกรวดทราย วิธกี ารทีเ่ หมาะสมในการแยกสาร
ผสมขน้ึ อยูก่ บั ลักษณะและสมบัติ
ของสารท่ผี สมกนั ถ้าองคป์ ระกอบของสารผสม
เปน็ ของแข็งกับของแขง็ ทม่ี ขี นาดแตกตา่ งกันอยา่ ง
ชดั เจน อาจใช้วธิ ีการหยบิ ออกหรือการรอ่ นผา่ น
วัสดุทมี่ ีรู ถ้ามสี ารใดสารหนง่ึ เป็นสารแมเ่ หลก็ อาจ
ใช้วธิ กี ารใชแ้ ม่เหลก็ ดึงดดู ถา้ องคป์ ระกอบเป็น
ของแขง็ ท่ีไมล่ ะลายในของเหลว อาจใช้วิธี
การรินออก การกรอง หรอื การตกตะกอน ซ่งึ
วิธีการแยกสารสามารถนำไปใช้ประโยชน์
ในชวี ติ ประจำวนั ได้
22
ลำดับ ชื่อหนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชว้ี ัด (ช่วั โมง)
3 ไฟฟ้า ว 2.2 ป.6/1 วัตถุ 2 ชนิดท่ีผ่านการขดั ถูแล้ว เม่ือนำเข้าใกล้ 16
ว 2.3 ป.6/1 กันอาจดึงดดู หรือผลกั กนั แรงที่เกดิ ขน้ึ นเ้ี ปน็
ป.6/2, ป.6/3, แรงไฟฟ้า ซึ่งเปน็ แรงไม่สมั ผสั เกดิ ขนึ้ ระหว่าง
ป.6/4, ป.6/5, วตั ถทุ ม่ี ปี ระจไุ ฟฟา้ บวกและประจไุ ฟฟ้าลบ วตั ถุ
ป.6/6 ที่มปี ระจุไฟฟา้ ชนดิ เดียวกนั ผลกั กัน ชนิดตรงขา้ ม
กนั ดงึ ดดู กนั
วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ยประกอบดว้ ย แหล่งกำเนดิ
ไฟฟา้ สายไฟฟ้า และเครือ่ งใช้ไฟฟา้ หรืออุปกรณ์
ไฟฟ้า แหล่งกำเนดิ ไฟฟา้ เช่น ถ่านไฟฉาย หรือ
แบตเตอรี่ ทำหน้าที่ให้พลงั งานไฟฟ้า สายไฟฟา้
เปน็ ตัวนำไฟฟ้า ทำหนา้ ทเ่ี ชอ่ื มตอ่ ระหวา่ ง
แหล่งกำเนิดไฟฟ้าและเครอ่ื งใช้ไฟฟ้าเข้าด้วยกนั
เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้ มีหน้าที่เปล่ยี นพลังงานไฟฟ้าเปน็
พลงั งานอื่น
เมอ่ื นำเซลล์ไฟฟา้ หลายเซลล์
มาต่อเรยี งกันโดยให้ขวั้ บวกของเซลล์ไฟฟา้ เซลล์
หน่งึ ตอ่ กบั ขัว้ ลบของอกี เซลล์หนง่ึ เป็นการต่อ
แบบอนกุ รม ทำให้มพี ลงั งานไฟฟา้ เหมาะสมกับ
เคร่ืองใช้ไฟฟา้ ซึ่งการต่อเซลลไ์ ฟฟ้าแบบอนุกรม
สามารถนำไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ติ ประจำวนั เชน่
การตอ่ เซลล์ไฟฟ้าในไฟฉาย
23
ลำดบั ชอื่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรียน
ท่ี และตัวชี้วัด (ช่วั โมง)
การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนกุ รม
เมื่อถอดหลอดไฟฟ้าดวงใดดวงหน่งึ ออกทำให้หลอด
ไฟฟา้ ท่ีเหลอื ดบั ทง้ั หมด สว่ นการตอ่ หลอดไฟฟ้า
แบบขนาน เมือ่ ถอดหลอดไฟฟา้ ดวงใดดวงหน่ึงออก
หลอดไฟฟ้าทเี่ หลือก็ยงั สวา่ งได้ การตอ่ หลอดไฟฟ้า
แตล่ ะแบบสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เชน่
การตอ่ หลอดไฟฟ้าหลายดวงในบา้ นจึงตอ้ งต่อ
หลอดไฟฟา้ แบบขนาน เพือ่ เลอื กใช้หลอดไฟฟา้ ดวง
ใดดวงหน่ึงได้ตามต้องการ
24
ลำดับ ชือ่ หน่วยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลา
ท่ี และตัวช้ีวดั เรียน
(ช่วั โมง)
4 ปรากฏการณข์ องโลก ว 2.3 ป.6/7, ป.6/8 เมือ่ นำวตั ถทุ บึ แสงมาก้นั แสง 8
ว 3.1 ป.6/1 จะเกิดเงาบนฉากรบั แสงทอ่ี ยดู่ ้านหลงั วัตถุ โดย
เงามรี ูปรา่ งคลา้ ยวัตถุทที่ ำใหเ้ กิดเงา เงามัวเปน็
บริเวณที่มีแสงบางส่วนตกลงบนฉาก สว่ นเงามดื
เป็นบริเวณทไี่ มม่ ีแสงตกลงบนฉากเลย
เมอ่ื โลกและดวงจันทร์ โคจรมาอยู่
ในแนวเสน้ ตรงเดียวกันกับดวงอาทติ ย์ในระยะทางท่ี
เหมาะสมทำให้ดวงจันทรบ์ ังดวงอาทติ ย์ เงาของดวง
จันทร์ทอดมายังโลก ผสู้ งั เกตท่ีอยู่บรเิ วณเงาจะ
มองเหน็ ดวงอาทติ ย์มดื ไป เกดิ ปรากฏการณ์
สุริยปุ ราคา ซงึ่ มที งั้ สุรยิ ุปราคาเตม็ ดวง สรุ ยิ ุปราคา
บางสว่ น และสุรยิ ปุ ราคาวงแหวน
หากดวงจันทรแ์ ละโลกโคจรมาอยู่ในแนว
เส้นตรงเดยี วกนั กบั ดวงอาทิตย์ แล้วดวงจันทร์
เคล่อื นท่ีผ่านเงาของโลก จะมองเห็น
ดวงจนั ทร์มืดไป เกดิ ปรากฏการณ์จนั ทรุปราคา
ซึ่งมที ัง้ จนั ทรปุ ราคาเตม็ ดวง และจนั ทรุปราคา
บางสว่ น
25
ลำดบั ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวช้ีวดั (ชั่วโมง)
5 เทคโนโลยอี วกาศ ว 3.1 ป.6/2 เทคโนโลยีอวกาศเรมิ่ จากความต้องการของ 10
มนุษยใ์ นการสำรวจวตั ถทุ อ้ งฟา้ โดยใช้ตาเปล่า
กลอ้ งโทรทรรศน์ และได้พัฒนาไปสู่การขนสง่ เพอ่ื
สำรวจอวกาศดว้ ยจรวดและยานขนสง่ อวกาศและ
ยังคงพฒั นาอย่างต่อเนือ่ ง ปจั จุบันมีการนำ
เทคโนโลยีอวกาศบางประเภทมาประยกุ ตใ์ ช้ใน
ชวี ิตประจำวนั เชน่ การใช้ดาวเทยี มเพอ่ื การ
สอ่ื สาร การพยากรณ์อากาศ หรือการสำรวจ
ทรัพยากรธรรมชาติ การใช้อุปกรณว์ ัดชีพจร
และการเต้นของหัวใจ หมวกนริ ภัย ชดุ กีฬา
26
ลำดับ ช่ือหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตวั ชีว้ ัด (ช่วั โมง)
6 หินในทอ้ งถ่ิน ว 3.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3 หนิ เป็นวัสดุแขง็ เกดิ ขึน้ เองตามธรรมชาติ 14
ประกอบด้วย แร่ต้ังแตห่ นึง่ ชนดิ ข้ึนไป
สามารถจำแนกหินตามกระบวนการเกิดได้
เปน็ 3 ประเภท ได้แก่ หินอคั นี หินตะกอน
และหินแปร
หินอัคนีเกดิ จากการเย็นตวั ของแมกมา
เน้ือหนิ มลี กั ษณะเป็นผลึก ทงั้ ผลึกขนาดใหญ่
และขนาดเลก็ บางชนิดอาจเปน็ เนือ้ แก้วหรือ
มีรูพรุน
หินตะกอน เกิดจากการทบั ถมของตะกอน
เมื่อถกู แรงกดทับและมีสารเชื่อมประสานจงึ
เกิดเป็นหินเนื้อหนิ กล่มุ นี้ส่วนใหญม่ ลี กั ษณะ
เปน็ เมด็ ตะกอนมที ้งั เนื้อหยาบและเน้ือ
ละเอยี ด บางชนิดเปน็ เน้อื ผลึกทยี่ ดึ เกาะกนั
เกดิ จากการตกผลึกหรอื ตกตะกอนจากนำ้
โดยเฉพาะนำ้ ทะเล บางชนิดมีลกั ษณะ
เป็นช้ัน ๆ จงึ เรยี กอกี ชอ่ื ว่า หินชัน้
หนิ แปร เกิดจากการแปรสภาพของหนิ เดิม
ซงึ่ อาจเปน็ หินอคั นี หนิ ตะกอน หรอื หินแปร
โดยการกระทำของความรอ้ น ความดนั และ
ปฏิกริ ิยาเคมี เน้อื หินของ
หินแปรบางชนดิ ผลึกของแรเ่ รียงตวั ขนานกนั
เปน็ แถบ บางชนดิ แซะออกเป็นแผ่นได้ บาง
ชนิดเป็น
เน้ือผลกึ ทม่ี ีความแข็งมาก
27
ลำดับ ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชวี้ ัด (ช่วั โมง)
หนิ ในธรรมชาติทั้ง 3 ประเภท 14
มีการเปลี่ยนแปลงจากประเภทหนง่ึ ไปเปน็
อีกประเภทหนึง่ หรอื ประเภทเดิมได้ โดยมี
แบบรปู การเปลยี่ นแปลงคงที่และต่อเนื่อง
เปน็ วฏั จกั ร
หนิ และแร่แต่ละชนดิ มีลกั ษณะและสมบัติ
แตกต่างกัน มนษุ ย์ใชป้ ระโยชน์จากแรใ่ น
ชวี ิตประจำวนั ในลกั ษณะตา่ ง ๆ เชน่ นำแร่
มาทำเครื่องสำอาง ยาสีฟัน เครื่องประดบั
อปุ กรณ์ทางการแพทย์ และนำหินมาใช้ใน
งานกอ่ สรา้ งตา่ ง ๆ เป็นต้น
ซากดกึ ดำบรรพเ์ กิดจากทับถมหรือการ
ประทบั รอยของส่งิ มีชีวติ ในอดีต จนเกดิ เป็น
โครงสรา้ งของซากหรอื ร่องรอยของส่ิงมีชวี ติ
ทป่ี รากฏอยู่ในหนิ ในประเทศไทยพบ
ซากดกึ ดำบรรพ์ทหี่ ลากหลาย เช่น พืช
ปะการงั หอย ปลา เต่า ไดโนเสาร์ และรอย
ตีนสตั ว์
ซากดกึ ดำบรรพ์สามารถใชเ้ ปน็ หลกั ฐาน
หน่งึ ท่ชี ่วยอธิบายสภาพแวดล้อมของพ้นื ทใ่ี น
อดตี ขณะเกิดสง่ิ มชี วี ติ น้นั เช่น หากพบ
ซากดกึ ดำบรรพ์ของหอยนำ้ จืด
สภาพแวดลอ้ มบริเวณนั้นอาจเคยเปน็ แหลง่
นำ้ จืดมาก่อน และหากพบซากดกึ ดำบรรพ์
ของพชื สภาพแวดล้อมบรเิ วณนน้ั อาจเคย
เปน็ ป่ามากอ่ น นอกจากนซี้ ากดึกดำบรรพ์
28
ลำดับ ช่อื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรียน
ท่ี และตวั ช้ีวัด (ชัว่ โมง)
7 ลม ภัยธรรมชาติ และ ว 3.2 ป.6/4, ป.6/5, ยงั สามารถใช้ระบุอายุของหิน และเปน็ ขอ้ มูลใน 8
ปรากฏการณ์เรือน ป.6/6, การศึกษาวิวฒั นาการของสง่ิ มชี ีวติ
กระจก ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9 ลมบก ลมทะเล และมรสมุ เกดิ จากพื้นดินและ
พืน้ นำ้ ร้อนและเยน็ ไม่เทา่ กันทำใหอ้ ุณหภูมิ
อากาศเหนอื พน้ื ดินและพน้ื นำ้ แตกต่างกนั จงึ เกิด
การเคล่ือนท่ขี องอากาศ
จากบรเิ วณทีม่ อี ุณหภมู ิต่ำไปยงั บรเิ วณทม่ี ี
อุณหภูมสิ งู
ลมบกและลมทะเลเปน็ ลมประจำถิน่ ทพ่ี บ
บริเวณชายฝ่ัง โดยลมบกเกดิ ในเวลากลางคนื
ทำให้มีลมพดั จากชายฝง่ั ไปสู่ทะเล ส่วนลมทะเล
เกิดในเวลากลางวัน ทำให้มีลมพดั จากทะเลเข้าสู่
ชายฝั่ง
มรสุมเปน็ ลมประจำฤดเู กดิ บรเิ วณเขตรอ้ นของ
โลก ซงึ่ เปน็ บรเิ วณกวา้ งระดบั ภูมภิ าคประเทศ
ไทยไดร้ บั ผลจากมรสุม-ตะวันออกเฉยี งเหนอื
ในช่วงประมาณกลางเดอื นตลุ าคมจนถึงเดอื น
กุมภาพันธ์ทำใหเ้ กดิ ฤดูหนาว และได้รบั ผลจาก
มรสมุ ตะวันตก-เฉียงใต้ในช่วงประมาณ
กลางเดอื นพฤษภาคมจนถงึ กลางเดอื นตุลาคมทำ
ให้เกดิ ฤดูฝน ส่วนชว่ งประมาณกลางเดอื น
กุมภาพนั ธจ์ นถึงกลางเดอื นพฤษภาคมเป็นชว่ ง
เปลี่ยนมรสุมและประเทศไทยอยู่ใกลเ้ ส้นศนู ย์
สตู ร แสงอาทติ ย์เกอื บตงั้ ตรงและตงั้ ตรงประเทศ
ไทยในเวลาเท่ยี งวัน ทำให้ได้รับความร้อนจาก
ดวงอาทิตย์อยา่ งเตม็ ท่ี อากาศจึงรอ้ นอบอา้ วทำ
ให้เกดิ ฤดูรอ้ น
29
ลำดบั ช่อื หนว่ ยการเรียนรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ เวลาเรยี น
ท่ี และตัวชวี้ ดั (ช่วั โมง)
รวม นำ้ ทว่ ม การกดั เซาะชายฝง่ั
ดินถลม่ แผน่ ดนิ ไหว และสึนามิ
มีผลกระทบตอ่ ชีวิตและสิ่งแวดล้อมแตกตา่ ง
กัน
มนษุ ยค์ วรเรยี นร้วู ิธีปฏิบตั ิตน
ใหป้ ลอดภยั เชน่ ติดตามขา่ วสารอยา่ ง
สม่ำเสมอ เตรยี มถุงยงั ชพี ใหพ้ รอ้ มใช้
ตลอดเวลา และปฏิบัติตามคำสัง่ ของ
ผู้ปกครองและเจ้าหน้าทีอ่ ย่างเครง่ ครดั
เมื่อเกิดภยั ธรรมชาตแิ ละธรณีพบิ ตั ภิ ยั
ปรากฏการณ์เรอื นกระจกเกดิ จากแก๊ส
เรือนกระจกในชน้ั บรรยากาศของโลกกกั เก็บ
ความรอ้ นแลว้ คายความรอ้ นบางส่วนกลับสู่
ผิวโลก ทำให้อากาศบนโลกมอี ณุ หภมู ิ
เหมาะสมต่อการดำรงชีวิต
หากปรากฏการณ์เรอื นกระจกรุนแรงมาก
ขึน้ จะมผี ลตอ่ การเปลี่ยนแปลงภูมอิ ากาศโลก
มนษุ ยจ์ งึ ควรร่วมกันลดกิจกรรมท่ีก่อให้เกดิ
แก๊สเรอื นกระจก
80
30
2.3 กระบวนการเรียนรู้แบบรวมพลงั 5 ขน้ั ตอน
การจัดการเรยี นรู้ในปจั จุบัน มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์
ของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และเป็นไปตามปฏิญญาว่าด้วยการจัดการศึกษาของ UNESCO ได้แก่
Learning to know: หมายถึง การเรียนเพื่อให้มีความรู้ในสิ่งต่าง ๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อไป ได้แก่
การรจู้ กั การแสวงหาความรู้ การต่อยอดความรู้ท่ีมอี ยู่ และรวมทั้งการสรา้ งความรขู้ นึ้ ใหม่
Learning to do: หมายถึง การเรียนเพ่ือการปฏิบัติหรือลงมือทำ ซ่ึงนำไปสู่การประกอบอาชีพ
จากความรูท้ ี่ไดศ้ กึ ษามา รวมทัง้ การปฏิบตั ิเพ่อื สร้างประโยชน์ใหส้ ังคม
Learning to live together: หมายถึง การเรียนรู้เพอ่ื การดำเนินชวี ิตอย่รู ว่ มกบั ผู้อนื่ ไดอ้ ย่างมคี วามสุข
ทงั้ การดำเนนิ ชีวิตในการเรยี น ครอบครวั สังคม และการทำงาน
Learning to be: หมายถึง การเรียนรู้เพ่ือให้รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ รู้ถึงศักยภาพ ความถนัด
ความสนใจของตนเอง สามารถใชค้ วามรูค้ วามสามารถของตนเองให้เกดิ ประโยชนต์ อ่ สังคม เลอื กแนวทาง
การพัฒนาตนเองตามศักยภาพ วางแผนการเรยี นต่อการประกอบอาชีพทีส่ อดคลอ้ งกับศักยภาพของตนเองได้
ทั้งน้ีเพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลเมืองโลกเทียบเคียงได้กับ
นานาอารยประเทศ โดยมุง่ เน้นใหผ้ เู้ รียนมีศักยภาพทสี่ ำคัญ ดังนี้
1. ความรู้พื้นฐานในยุคดิจิทัล (Digital-Age Literacy) มีความรู้พ้ืนฐานที่จำเป็นทางวทิ ยาศาสตร์
เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยี ภาษา ข้อมูลสารสนเทศและทัศนภาพ (Visual & Information Literacy)
รู้พหวุ ฒั นธรรม และมีความตระหนักสำนึกระดบั โลก (Multicultural Literacy & Global Awareness)
2. ความสามารถคิดประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ (Inventive Thinking) มีความสามารถในการ
ปรับตัว สามารถจัดการสภาวการณ์ที่มีความซับซ้อน เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้ สามารถกำหนดหรือตั้งประเด็น
คำถาม (Hypothesis Formulation) เพื่อนำไปสกู่ ารศึกษาคน้ คว้า แสวงหาความรู้ มคี วามสามารถในการคิด
วิเคราะห์ คดิ สังเคราะห์ ข้อมูลสารสนเทศ และสรุปองคค์ วามรู้ (Knowledge Formulation) ใช้ขอ้ มูลเพื่อการ
ตดั สนิ ใจเกี่ยวกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ทักษะการส่ือสารอย่างมีประสทิ ธิภาพ (Effective Communication) ความสามารถในการรับ
และสง่ สาร การเลอื กรบั หรือไมร่ บั ข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษา
ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและ
ประสบการณอ์ ันจะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสงั คม รวมทงั้ มีทักษะในการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและ
ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ตลอดจนสามารถเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึง
ผลกระทบท่มี ีตอ่ ตนเองและสงั คม
4. ความสามารถในการใช้ทกั ษะชีวติ (Life Skill) ความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและอยู่ร่วมกันในสังคม
เขา้ ใจความสมั พนั ธ์และการเปลยี่ นแปลงของเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ ในสงั คม สามารถจดั การปัญหาและความขัดแย้ง
ต่าง ๆ และนำไปสู่การปฏิบัติ สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่การใช้ให้เกิดประโยชน์
31
ต่อสังคม การบรกิ ารสาธารณะ (Public Service) รวมท้งั การเป็นพลเมืองไทยและพลโลก (Global Citizen)
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การสืบค้นความรู้จากแหล่งเรียนรู้ และวิธีการที่หลากหลาย
(Searching for Information) เลอื กใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทกั ษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการ
พัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง
เหมาะสม และมีคุณธรรม
นอกจากน้ียังมีผู้กล่าวถึงประสบการณ์จริงของผู้เรียนในยุคของการส่ือสารโลกไร้พรมแดน
บนความหลากหลายของพหุวัฒนธรรม การเพ่มิ พูนสมรรถนะผู้เรยี นใหส้ ามารถครองชีวิตในโลกยุคใหมน่ ี้
ควรประกอบไปด้วยสมรรถนะสำคัญ ดงั น้ี
11
11
ู
สดุ ยอดคู่มือครู
1. การอยรู่ ่วมกันในสงั คมพหุวัฒนธรรม
2. การเป็นผนู้ ำและมีความรับผิดชอบ
3. การทำงานเป็นทมี และการสือ่ สาร
4. การคดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและการแกป้ ัญหา
5. การมีส่วนร่วมในสังคมโลกและความรับผิดชอบต่อสังคม
32
กระบวนการพัฒนาผู้เรียนสคู่ ณุ ภาพในศตวรรษท่ี 21 ตามมาตรฐานสากล กระบวนการเรียนรู้แบบ
GPAS 5 Steps การจดั การเรยี นรทู้ ี่เนน้ การพฒั นาทักษะการคดิ และสร้างความรโู้ ดยผเู้ รียน
ดังได้กล่าวถึงแล้วในตอนต้นว่าโลกยุคใหม่ต้องเตรียมคนให้พัฒนาทั้งความรู้ ทักษะ เจตคติ
และค่านยิ ม อย่างสมดุลทุกดา้ นเพ่ือการดำเนินชีวติ ดว้ ยการสรา้ งงาน สร้างอาชีพ และอยู่รว่ มกนั ในสงั คม
พหุวัฒนธรรมอยา่ งสร้างสรรค์ยั่งยืน มีกระบวนการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหาอย่าง
สร้างสรรค์ และริเริ่มผลิตผลงานด้วยเจตคติ และค่านิยมเพ่ือความย่ังยืนของโลก จึงเป็นเป้าหมายสำคัญ
ในการพัฒนาผู้เรียน เพื่อความร่วมมือในภูมิภาคและการแข่งขันในโลกอาชีพ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ
(พว.) ได้นำนวตั กรรมกระบวนการจัดการเรียนรทู้ ีเ่ นน้ กระบวนการคิด การสร้างความรู้ และการนำความรู้
ไปใช้ผลิตผลงานด้วยค่านิยมเพื่อสังคม เพื่อโลก สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยนำมาใช้ใน
การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ดังน้ี
ทักษะการคิดและกระบวนการเรยี นรู้ GPAS
กลุ่มนักวิชาการและนักการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้สังเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ GPAS
มาจากแนวคิดทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึง ปญั ญา 3 ได้แก่ 1. สุตมยปญั ญา ปัญญาทีเ่ กดิ จากการสดับรู้การเล่าเรียน
หรือปัญญาท่ีเกิดจากปรโตโฆสะ 2. จินตามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการคิดพิจารณาหาเหตุผล หรือปัญญา
ที่เกิดจากโยนิโสมนสิการ และ 3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาท่ีเกิดจากการฝึกอบรมลงมือปฏิบัติหรือปัญญา
ที่เกดิ จากการปฏิบตั ิบำเพ็ญ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต): 2548) และแนวคิดโครงสร้าง 3 ช้ัน แห่งปัญญา
(Three Story Intellect) ทป่ี ระกอบดว้ ย การรวบรวมขอ้ มลู (Gathering) การจัดกระทำข้อมลู (Processing)
และการประยุกต์ใช้ข้อมูลความรู้ (Applying) (Jerry Goldberg: 1996, Art Costa: 1997, Robin Forgarty: 1997)
รวมทั้งแนวคิดการพัฒนาคนให้มีบุคลิกภาพการกำกับตนเอง (Self-Regulating) มาสังเคราะห์เป็นโครงสร้าง
ทกั ษะการคิด GPAS ดงั แผนภาพ
4 Self-Regulating: S การกำกบั ตนเอง
3 Applying: A การประยกุ ต์ใชค้ วามรู้
2 Processing: P การจัดกระทำขอ้ มลู
1 Gathering: G การรวบรวม คดั เลอื กขอ้ มูล
แผนภาพ โครงสรา้ งทกั ษะการคิด GPAS
อ้างอิงพจนานกุ รมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคณุ าภรณ์ ป.อ. ปยตุ โต: 2558
จากโครงสร้างทักษะการคิดน้ี สามารถนำมากำหนดเป็นกระบวนการพัฒนาทักษะการคิด โดยมีการ
กำกบั ตนเอง (Self-Regulating) เปน็ แกนในการพฒั นาทักษะดังแผนภูมิ
33
แผนภมู ิกระบวนการพฒั นาทกั ษะการคิด
ความหมายของทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS
ทักษะการคิดในโครงสร้าง GPAS มีทักษะท่ีสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ทศิ ทางการศกึ ษาไทยและหลกั สูตรการเรยี นการสอนในทุกระดบั การศกึ ษา ขอยกมาเปน็ ตัวอยา่ ง ดงั นี้
ทักษะการคดิ ระดบั การรวบรวมขอ้ มูล (Gathering: G) ได้แก่
1. การกำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Focusing Skill) หมายถึง การกำหนดขอบเขต
การศกึ ษาและม่งุ ความสนใจไปในทศิ ทางตามจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษาใหช้ ัดเจน เพื่อท่ีจะได้คัดเลือกเฉพาะ
ขอ้ มลู ท่ีเก่ยี วข้อง
2. การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส (Observing) หมายถึง การรับรู้และรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับ
สงิ่ ใดส่ิงหนงึ่ โดยใช้ประสาทสัมผัสท้งั 5 เพอื่ ใหไ้ ดร้ ายละเอยี ดเกยี่ วกบั สง่ิ นั้น ๆ ซึง่ เปน็ ขอ้ มูลเชิงประจกั ษ์
ที่ไมม่ กี ารใชป้ ระสบการณแ์ ละความคิดเห็นของผสู้ งั เกตในการเสนอข้อมลู ขอ้ มูลจากการสงั เกตมีท้ังขอ้ มูล
เชงิ ปริมาณและขอ้ มลู เชิงคณุ ภาพ
3. การบนั ทึกข้อมลู (Encoding & Recording) หมายถงึ กระบวนการประมวลขอ้ มูลของสมอง
เมือ่ รับสง่ิ เร้าจากประสาทสมั ผัสท้งั 5 จะไดร้ ับการบันทกึ ไว้ในความจำระยะสั้น หากต้องการเก็บข้อมูลไวใ้ ช้
ต่อ ๆ ไป ขอ้ มลู น้นั จะต้องเปลย่ี นรูปโดยการเข้ารหสั (Encoding) เพอื่ นำไปเก็บไวใ้ นความจำระยะยาว
ซงึ่ จะสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ภายหลังโดยการถอดรหัส (Decoding)
4. การดึงข้อมูลเดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing) หมายถึง การนำข้อมูล
ที่มีอยู่นำกลับมาใช้ใหม่ และการจับใจความสำคัญของเร่ืองที่ต้องการสรปุ แล้วเรยี บเรียงใหก้ ระชับครอบคลมุ
สาระสำคญั
ทกั ษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมูล (Processing: P)
1. การจำแนก (Discriminating) หมายถงึ การแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ตามมติ ิที่กำหนด
2. การเปรียบเทียบ (Comparing) หมายถึง การค้นหาความเหมือนและหรือความแตกตา่ งของ
องค์ประกอบต้ังแต่ 2 องคป์ ระกอบขนึ้ ไป เพ่ือใช้ในการอธบิ ายเรอื่ งใดเรือ่ งหน่ึงในเกณฑเ์ ดยี วกนั
3. การจดั กลุ่ม (Classifying) หมายถงึ การนำสง่ิ ตา่ ง ๆ มาแยกเป็นกลมุ่ ตามเกณฑ์ท่ีไดร้ บั การยอมรับ
ทางวชิ าการ หรือการยอมรับโดยทัว่ ไป
34
4. การจัดลำดบั (Sequencing) หมายถงึ การนำขอ้ มูลหรอื เรอื่ งราวท่เี กดิ ขึ้นมาจัดเรียงใหเ้ ปน็ ลำดับว่า
อะไรมาก่อน อะไรมาทหี ลงั
5. การสรุปเชอื่ มโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสัมพันธเ์ กย่ี วข้องเช่ือมโยงกนั
ของขอ้ มูลอยา่ งมคี วามหมาย
6. การไตร่ตรองด้วยเหตผุ ล (Reasoning) หมายถึง ความสามารถในการบอกที่มาของสง่ิ ใด ๆ
หรอื เหตกุ ารณใ์ ด ๆ หรอื ส่ิงที่เปน็ สาเหตุของพฤติกรรมนน้ั ได้
7. การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมุติฐานท่ีอยู่เบ้ืองหลัง
เหตุผลท่โี ยงความคิดเหล่านั้น เพ่ือเปิดทางสแู่ นวความคดิ อืน่ ๆ ที่อาจเปน็ ไปได้
8. การตรวจสอบ (Verifying) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลท่ีสังเกต รวบรวมมา
ตามความถูกต้องเปน็ จริง
ทักษะการคิดระดบั การประยุกต์ใช้ (Applying: A)
1. การใช้ความร้อู ย่างสร้างสรรค์ (Creative) หมายถึง การนำความรู้ท่ีเกิดจากความเข้าใจ
ไปใช้ในการสรา้ งสรรค์ส่งิ ใหม่หรอื แกป้ ญั หาท่ีมีอยู่ให้ดีข้นึ
2. การวเิ คราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหลักการ องค์ประกอบสำคญั
หรอื สว่ นยอ่ ย ตลอดจนหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนตา่ ง ๆ ที่เกี่ยวขอ้ ง
3. การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การนำความรทู้ ่ีผ่านการวิเคราะห์มาผสมผสานสร้างสิง่ ใหม่
ทม่ี ลี กั ษณะตา่ งจากเดมิ
4. การตดั สนิ ใจ (Decision Making) หมายถึง การพิจารณาเลอื กทางเลอื กตง้ั แต่ 2 ทางเลอื กข้ึนไป
ทางเลอื กหรอื ตวั เลือกน้ันอาจเป็นวตั ถสุ ิ่งของหรือแนวปฏิบตั ติ า่ ง ๆ เพื่อใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรอื ดำเนินการ
เพื่อให้บรรลตุ ามวตั ถุประสงค์ทต่ี งั้ ไว้
5. การนำความรไู้ ปปรบั ใช้ (Transferring) หมายถึง การถา่ ยโอนความรทู้ ่ีมีอย่ไู ปปรบั ใช้ใน
สถานการณ์อ่นื
6. การแก้ปญั หา (Problem Solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยากเพ่ือจุดประสงค์
ในการแก้ไขสถานการณ์หรอื ขจดั ให้ปัญหานัน้ หมดไป นำไปสู่สภาวะท่ดี ีกว่าหรือมที างออก
7. การคิดวเิ คราะห์วิจารณ์ (Critical Thinking) หมายถึง ความสามารถในการพจิ ารณา ประเมิน
และตดั สนิ ส่ิงต่าง ๆ หรือเร่อื งราวที่เกดิ ขน้ึ ทมี่ ขี อ้ สงสยั หรือข้อโต้แยง้ โดยการพยายามแสวงหาคำตอบทม่ี ี
ความสมเหตุสมผล
8. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิดได้อย่าง
กว้างไกลหลายทศิ ทางอยา่ งเป็นกระบวนการ โดยใชจ้ นิ ตนาการที่หลากหลายเพือ่ ก่อใหเ้ กดิ ความแปลกใหม่
ในการสร้าง ผลติ ดดั แปลงงานต่าง ๆ ซ่งึ จะต้องเช่อื มโยงระหว่างประสบการณ์เก่ากบั ประสบการณ์ใหม่
ความคิดสรา้ งสรรคจ์ ะเกิดขึ้นได้ก็ตอ่ เมือ่ ผู้คดิ มีอิสระทางความคิด
35
ทกั ษะการคดิ ระดบั การกำกับตนเอง (Self-Regulatings: S)
1. การตรวจสอบและควบคุมการคดิ (Meta-Cognition) หมายถงึ การที่บุคคลรู้และเขา้ ใจถึงความคิด
ของตนเอง ไตรต่ รองก่อนกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนงึ่ เป็นการประเมนิ การคิดของตนเองและใช้ความร้นู ้นั
ในการควบคุมหรือปรับการกระทำของตนเอง ซ่ึงครอบคลุมถึงการวางแผนการควบคุมกำกับการกระทำ
ของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้าและการประเมินผล
2. การสร้างคา่ นิยมการคดิ (Thinking Value) หมายถงึ การคดิ เพอ่ื ประโยชน์ในระดับตา่ ง ๆ ไดแ้ ก่
เพ่ือประโยชนต์ น กล่มุ ตน เพื่อสังคมและเพื่อประโยชน์ของกลุม่ และเพือ่ ประโยชนข์ องประเทศชาติ โลก
ทุกองคป์ ระกอบ
3. การสร้างนสิ ัยการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะของการกระทำของคน
ที่มีสติปัญญา เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาการตัดสินใจที่จะแก้ปัญหา จะไม่กระทำทันทีทันใดก่อนที่จะมีข้อมูล
หลักฐานชัดเจนเพียงพอ นิสัยแห่งการคิด คือ รู้ว่าจะใช้ปัญญาทำอย่างไรในการหาคำตอบ นิสัยแห่งการคดิ ที่ดี
ควรมี ดังน้ี
3.1 นสิ ัยการคิดท่ีดตี ้องกล้าเสย่ี งและผจญภัย (กลา้ ทจ่ี ะคิด)
3.2 นสิ ัยการคิดทด่ี ีต้องคิดแปลก คิดแยกแยะ ชต้ี วั ปัญหา คดิ สำรวจไต่สวน
3.3 นสิ ยั การคิดทีด่ ีตอ้ งสรา้ งคำอธบิ ายและสร้างความเข้าใจ
3.4 นสิ ยั การคดิ ท่ีดีต้องสร้างแผนงานและมีกลยุทธ์
3.5 นสิ ยั การคดิ ที่ดีต้องเปน็ การใช้ความระมัดระวงั ทางสตปิ ัญญา ใชส้ ตปิ ัญญาอยา่ งรอบคอบ
เทย่ี งตรง แมน่ ยำและถูกต้อง
บนั ได 5 ข้นั ของการจัดการเรียนร้สู มู่ าตรฐานสากล (Five Steps for Student Development)
โรงเรยี นมาตรฐานสากลไดป้ รบั ปรงุ รูปแบบการจัดการเรยี นร้เู พอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นมคี ุณลักษณะและศักยภาพ
ความเป็นสากล โดยจัดเป็นหลักสูตรการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent Study: IS)
เป็นเครื่องมือสำคัญของแนวคิดในการศึกษาตลอดชีวติ มีความมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้
ด้วยตนเองเก่ียวกับประเด็นที่อยู่ในความต้องการและความสนใจอย่างเป็นระบบ เป็นการเพ่ิมพูน
ความรู้ ความเขา้ ใจ อกี ทั้งไดพ้ ฒั นาทกั ษะกระบวนการคิด ตระหนกั ถึงความสำคญั ของกระบวนการศึกษาค้นคว้า
ด้วยตนเอง และสามารถนำไปประยุกต์ใชใ้ นการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ ได้ การศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเอง
แบ่งเป็น 3 สาระ ดงั แผนภมู ิ
IS 3 การนำองค์ความรู้ไปใชบ้ ริการสงั คม
(Social Service Activity)
IS 2 การสอื่ สารและการนำเสนอ
(Communication and Presentation)
IS 1 การศกึ ษาค้นคว้าและสรา้ งองคค์ วามรู้
(Research and Knowledge Formulation)
แผนภูมิการจัดหลกั สูตรการเรยี นรู้ การศึกษาคน้ คว้าดว้ ยตนเอง (Independent Study: IS)
36
IS 1 การศึกษาค้นควา้ และสรา้ งองค์ความรู้ (Research and Knowledge Formulation) เป็น
สาระทมี่ งุ่ ใหผ้ เู้ รยี นกำหนดประเดน็ ปญั หา ตัง้ สมมตุ ฐิ าน ค้นควา้ แสวงหาความรู้และฝกึ ทกั ษะการคิดวิเคราะห์
สงั เคราะห์ และสรา้ งองคค์ วามรู้
IS 2 การสอื่ สารและการนำเสนอ (Communication and Presentation) เป็นสาระท่ีมงุ่ ให้ผเู้ รียน
นำความรู้ที่ได้รับมาพัฒนาวิธีการถ่ายทอด สื่อสารความหมาย แนวคิด ข้อมูลและองค์ความรู้ ด้วยวิธีการ
นำเสนอท่ีเหมาะสม หลากหลายรปู แบบ และมปี ระสิทธภิ าพ
IS 3 การนำองคค์ วามรู้ไปใช้บริการสังคม (Social Service Activity) เปน็ สาระที่มงุ่ ให้ผูเ้ รียน
นำองค์ความรู้ ประยกุ ต์ใชอ้ งค์ความรูไ้ ปสกู่ ารปฏิบัตหิ รอื นำไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์ตอ่ สังคม
เกดิ บริการสาธารณะ (Public Service)
กระบวนการสำคัญในการจัดการเรียนรู้การศึกษาคน้ คว้าด้วยตนเองทงั้ 3 ระดบั (Independent Study: IS 1-3)
จัดกระบวนการเรียนรู้เปน็ “บนั ได 5 ขัน้ ของการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนมาตรฐานสากล (Five Steps for Student
Development)” ได้แก่
ขน้ั ท่ี 1 การต้ังประเดน็ คำถามหรอื การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis Formulation) เป็นการฝึก
ให้ผเู้ รียนรูจ้ กั คิด สังเกต ตัง้ คำถามอย่างมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ ซงึ่ จะส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นเกิดการเรียนรใู้ นการ
ตัง้ คำถาม (Learning to Question)
ขั้นที่ 2 การสืบค้นความรูจ้ ากแหล่งเรยี นรู้และสารสนเทศ (Searching for Information) เป็นการ
ฝึกแสวงหาความรู้ ขอ้ มลู และสารสนเทศจากแหล่งเรยี นรู้อย่างหลากหลาย เชน่ หอ้ งสมดุ อินเทอรเ์ น็ต หรอื
จากการปฏบิ ัติทดลอง ซ่งึ ส่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ในการแสวงหาความรู้ (Learning to Search)
ขั้นท่ี 3 การสร้างองค์ความรู้ (Knowledge Formulation) เป็นการฝึกให้นำความรู้ ข้อมูล และ
สารสนเทศทไ่ี ด้จากการแสวงหาความรมู้ าอภิปราย เพือ่ นำไปสูก่ ารสรปุ และสร้างสรรค์องคค์ วามรู้
(Learning to Construct)
ข้ันที่ 4 การส่อื สารและการนำเสนออยา่ งมีประสทิ ธิภาพ (Effective Communication) เปน็ การฝึก
ให้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้มาสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีทักษะ
ในการสื่อสาร (Learning to Communicate)
ข้ันที่ 5 การบริการสังคมและจิตสาธารณะ (Public Service) เป็นการนำความรู้สู่การปฏิบัติ
ซึง่ ผเู้ รียนจะต้องเชือ่ มโยงความรู้ไปสกู่ ารทำประโยชนใ์ หก้ บั สังคมและชมุ ชนรอบตวั ตามวฒุ ิภาวะของผเู้ รียน
ซง่ึ จะส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนมีจิตสาธารณะและบริการสงั คม (Learning to Service)
จากแนวคิดการพัฒนาทักษะการคิด GPAS และการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง IS 5 Steps ที่กล่าวถึงข้างต้น
สำนักพิมพ์ บริษัทพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จำกัด ได้นำมาสังเคราะห์หลอมรวมเป็นการจัด
กระบวนการเรยี นรู้ที่พัฒนาทักษะการคิด เน้นผู้เรียนสร้างความรู้ ใช้ความรู้ผลิตผลงาน เป็นกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps กล่าวคอื
37
Step 1 Gathering (ขน้ั สงั เกต รวบรวมข้อมลู )
Step 2 Processing (ขัน้ คิดวิเคราะหแ์ ละสรปุ ความรู้)
Step 3 Applying and Constructing the Knowledge (ขัน้ ปฏบิ ตั ิและสรุปความรหู้ ลงั การปฏิบัติ)
Step 4 Applying the Communication Skill (ขัน้ ส่ือสารและนำเสนอ)
Step 5 Self-Regulating (ข้นั ประเมินเพ่อื เพม่ิ คณุ คา่ บริการสังคมและจติ สาธารณะ)
สรุปได้ดงั แผนภูมติ อ่ ไปน้ี
การนำกระบวนการเรียนรู้ GPAS 5 Steps ไปใช้ในการออกแบบการเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps สอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์
(Jean Piaget) และของวีก๊อทสกี้ (Semyonovich Vygotsky) เป็นรากฐานสำคัญของทฤษฎีการสร้างความรู้
ดว้ ยตนเอง (Constructivism) ท่เี น้นการเรยี นรู้ทีผ่ ู้เรียนคิดลงมือทำและสรุปความรู้ด้วยตนเอง โดยการปะทะ
สมั พนั ธ์กบั ประสบการณ์ต่าง ๆ และมีการแลกเปลยี่ นเรียนรู้ มมุ มองหลากหลายจงึ ทำใหผ้ ู้เรียนมขี ้อมูล นำไปสู่
การปรับโครงสร้างความรู้ ความคิดรวบยอด หรือหลักการสำคัญที่ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง (Independent
Study) จึงเป็นแนวทางที่ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งในแง่ความสนใจ ประสบการณ์ วิธีการ
เรยี นรู้ และการให้คณุ ค่าความรู้ท่ีผู้เรียนแต่ละคนสร้างขน้ึ อย่างมีความหมาย เพอ่ื นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ
ตนเอง ชุมชน และสังคมโลก การเรียนรู้ตามทฤษฎี การสร้างความรู้เป็นกระบวนการ “Acting on” ไม่ใช่
“Taking in” กล่าวคือ เป็นกระบวนการที่ผู้เรียนจะต้องจัดกระทำกับข้อมูลไม่ใช่เพียงรับข้อมูลเข้ามา และ
38
นอกจากกระบวนการเรียนรจู้ ะเป็นกระบวนการปฏิสัมพันธภ์ ายในสมอง (Internal Mental Interaction) แล้ว
ยงั เปน็ กระบวนการทางสังคมอีกดว้ ย การสรา้ งความรจู้ ึงเป็นกระบวนการทง้ั ด้านสติปญั ญาและสังคมควบคู่กัน
ไป การเรียนการสอนต้องเปลี่ยนจาก “Instruction” ไปเป็น “Construction” คือ เปลี่ยนจาก “การให้
ความรู้” ไปเปน็ “การให้ผู้เรียนสร้างความรู้ ใชค้ วามรผู้ ลิตผลงาน”
การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิดน้ี คือ การออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design
แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่
ข้ันตอนท่ี 1 กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่สะท้อนผลการเรียนรู้ ซ่ึงบอกให้ทราบว่าต้องการให้
ผเู้ รยี นรอู้ ะไร และสามารถทำอะไรไดเ้ ม่ือจบหน่วยการเรยี นรู้
ขั้นตอนที่ 2 กำหนดหลักฐาน ร่องรอยการเรียนรู้ที่ชัดเจนและแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนเกิดผลการเรียนรู้
ตามเป้าหมายการเรียนรู้
ขั้นตอนท่ี 3 ออกแบบกระบวนการ/กิจกรรมการเรยี นรูท้ ี่ช่วยพัฒนาผู้เรยี นให้มีคุณภาพตามเป้าหมาย
การเรียนรู้
การประเมินตามสภาพจรงิ (Authentic Assessment)
การประเมินผลตามสภาพจริงเป็นทางเลือกหนึ่งในการประเมินผลการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็น
ศนู ย์กลางและปฏิบัติจรงิ สามารถนำไปสู่การพัฒนาผู้เรยี นอย่างแท้จริง สามารถประเมนิ ความสามารถทักษะ
การคิดขั้นสูงที่ซับซ้อน ตลอดจนความสามารถในการแก้ปัญหาและการประยุกต์ใช้ความรูใ้ นการผลิตผลงาน
ชิ้นงานต่าง ๆ ได้ วิธีการประเมินผลดังกล่าวเป็นการประเมินผลเชิงบวกเพื่อค้นหาความสามารถ จุดเด่นและ
ความก้าวหน้าของผู้เรียน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เรียนในจุดที่ต้องการพัฒนาให้สูงขึ้นตามศักยภาพ
เป็นเครื่องมือประเมินผลที่มีประสิทธภิ าพท่ีใช้ในการประเมินผลเพือ่ พัฒนาผู้เรยี น (Formative Evaluation)
หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า Assessment for Learning รวมทั้งสามารถใช้ในการประเมินผลรวม (Summative
Evaluation) หรอื Assessment of Learning ในสถานการณ์การเรียนการสอนทใี่ กล้เคียงชีวติ จริง
การประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ จะมีความตอ่ เนอื่ งในการให้ขอ้ มูลเชงิ คุณภาพท่ีเปน็ ประโยชน์ต่อผู้สอน
ได้ใช้เป็นแนวทางการจัดกจิ กรรมการสอนให้เหมาะสมเป็นรายบุคคลได้ และที่สำคัญมีการจัดการเรียนการสอน
จากแนวคิดท่ีเปล่ยี นจากเดิมไปสู่การจดั การเรียนการสอนแบบใหม่ ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี
39
ตารางที่ 2 ตารางเปรยี บเทียบกระบวนการเรยี นการสอนจากแนวคดิ เดิมและแนวคดิ ใหม่
แนวคิดเดิม แนวคดิ ใหม่
1. วางแผนโดยยึดพฤติกรรมเปน็ หลกั 1. วางแผนจากส่ิงทีผ่ เู้ รยี นอยากรแู้ ละอยากทำ
2. สอนไปตามหวั ขอ้ ของเนอ้ื หา ในกรอบของหน่วยการเรยี น
3. มีจดุ ประสงคก์ ว้าง ๆ 2. เกดิ การเรียนรู้ทีล่ ึกซง้ึ
4. มกั เน้นเพยี ง 1-2 สมรรถภาพและวิธีการเรยี น 3. มจี ดุ ประสงคท์ ี่ชัดเจน
5. ผสู้ อนเป็นผ้ดู ำเนนิ การ 4. ใช้สมรรถภาพและวธิ ีการเรยี นทห่ี ลากหลาย
6. ยดึ ตำราเรียนเปน็ หลกั 5. ผูเ้ รยี นมีความต้องการเป็นตวั กระตนุ้ ให้เกดิ
7. ใชก้ ฎเกณฑ์บงั คับเสมอ การศึกษาและการเรยี นรู้
8. ภาระงานและกระบวนการถูกแบ่งเป็นสว่ นยอ่ ย 6. ใช้แหลง่ การเรียนรู้
9. ผเู้ รยี นปฏิบตั งิ านโดยไม่ทราบจุดม่งุ หมาย 7. สนองความต้องการของผเู้ รียนอยา่ งเหมาะสม
ท่ีชัดเจน 8. ภาระงานและกระบวนการรวมอยดู่ ว้ ยกนั
10. ประเมินผลครงั้ เดียวเมือ่ จบบทเรยี น 9. ผเู้ รยี นปฏิบัติงานโดยมีจุดมุง่ หมายที่ชดั เจน
11. ผสู้ อนเป็นผปู้ ระเมนิ 10. ประเมนิ ผลตลอดเวลาตง้ั แต่เร่มิ ปฏิบัติจนสิน้ สดุ
12. ผ้สู อนรเู้ กณฑ์การประเมินแตผ่ ู้เดียว ภาระงาน
13. ประเมินผลเฉพาะภาคความรู้ 11. ผูเ้ ชีย่ วชาญเรอ่ื งนนั้ เปน็ ผปู้ ระเมิน
12. ผู้สอนและผูเ้ รยี นรูเ้ กณฑ์การประเมนิ ทัง้ สองฝ่าย
13. ประเมินผลทัง้ ความรู้ ความเข้าใจ
และกระบวนการทผี่ ูเ้ รียนนำความรตู้ ่าง ๆ
มาประยุกตใ์ ช้
อา้ งอิงจาก Kentucky Department of Education, 1998 “How to Develop a Standard-Based Unit of
Study” p. 3
การประเมินตามสภาพจริง เป็นทางเลอื กอีกทางหนึ่งสำหรบั การวัดและการประเมนิ ผล ซึง่ เข้ามามี
บทบาททดแทนแบบทดสอบมาตรฐานซึ่งสว่ นใหญ่เปน็ แบบทดสอบเลอื กตอบ ที่ไมส่ ามารถวดั และประเมินผล
ความรู้และทักษะได้ ลกั ษณะสำคัญของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ มอี งคป์ ระกอบสำคญั ดังนี้
1. เปน็ งานปฏบิ ตั ิทีม่ ีความหมาย (Meaningful Task) งานท่ีให้ผ้เู รยี นปฏิบัติตอ้ งเปน็ งานที่
สอดคล้องกบั ชวี ติ ประจำวัน เปน็ เหตกุ ารณ์จริงมากกว่ากจิ กรรมท่จี ำลองขน้ึ เพอื่ ใช้ในการทดสอบ
2. เป็นการประเมนิ รอบดา้ นด้วยวธิ กี ารทหี่ ลากหลาย (Multiple Assessment) เปน็ การประเมิน
ผู้เรยี นทกุ ด้าน ทงั้ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ตลอดจนคุณลกั ษณะนิสยั โดยใช้เครือ่ งมอื ที่เหมาะสม
สอดคล้องกับวิธีแห่งการเรียนรู้และพัฒนาการของผู้เรียน เน้นให้ผู้เรียนตอบสนองด้วยการแสดงออก
40
สร้างสรรค์ ผลิตหรือทำงาน ในการประเมินผู้สอนจึงต้องประเมินหลาย ๆ ครั้ง ด้วยวิธีการท่ีหลากหลาย
และเหมาะสม เนน้ การลงมอื ปฏบิ ัติมากกวา่ การประเมินดา้ นองคค์ วามรู้
3. ผลผลติ มคี ุณภาพ (Quality Products) ผ้เู รยี นจะมกี ารประเมินตนเองตลอดเวลาและพยายาม
แก้ไขจุดด้อยของตนเองจนกระท่ังได้ผลงานท่ีผลิตข้ึนอย่างมีคุณภาพ ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในผลงาน
ของตนเอง มกี ารแสดงผลงานของผู้เรยี นต่อสาธารณชน เพ่ือเปิดโอกาสให้ผูอ้ ่นื ได้เรยี นรู้และชืน่ ชม จากการจัด
กจิ กรรมการเรียนการสอน ผเู้ รียนมีโอกาสเลือกปฏิบตั งิ านได้ตามความพงึ พอใจ นอกจากน้ยี งั จำเป็นตอ้ งมี
มาตรฐานของงาน หรอื สภาพความสำเร็จของงานทเ่ี กิดจากการกำหนดร่วมกนั ระหว่างผู้สอน ผเู้ รียน และ
อาจรวมถงึ ผู้ปกครองดว้ ย มาตรฐานหรือสภาพความสำเรจ็ ดงั กลา่ วจะเป็นสิง่ ท่ชี ่วยบง่ บอกว่างานของผเู้ รยี น
มีคณุ ภาพอยู่ในระดับใด
4. ใช้ความคิดระดับสงู (Higher-Order Thinking) ในการประเมินตามสภาพจริง ผสู้ อนต้อง
พยายามให้ผู้เรียนแสดงออกหรอื ผลติ ผลงานขึน้ มา ซงึ่ เปน็ ผลงานท่ีเกิดจากการคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์
ประเมินทางเลอื ก ลงมือกระทำตลอดจนการใชท้ ักษะการแก้ปัญหา เมื่อพบปัญหาท่เี กิดข้ึน ซงึ่ ตอ้ งใช้
ความสามารถในการคดิ ระดบั สูง
5. มีปฏิบัติสัมพันธ์ทางบวก (Positive Interaction) ผู้เรียนต้องไม่รู้สึกเครียดหรือเบ่ือหน่าย
ต่อการประเมินผู้สอน ผู้ปกครอง และผู้เรียนต้องมีความร่วมมือท่ีดีต่อกันในการประเมิน และการใช้ผล
การประเมนิ แกไ้ ขปรับปรุงผเู้ รยี น
6. งานและมาตรฐานตอ้ งชัดเจน (Clear Tasks and Standard) งานและกจิ กรรมทจี่ ะใหผ้ เู้ รียน
ปฏิบัตมิ ขี อบเขตชัดเจน สอดคลอ้ งกบั จุดหมายหรอื สภาพท่คี าดหวงั ความตอ้ งการทีใ่ ห้เกิดพฤตกิ รรมดังกลา่ ว
7. มกี ารสะท้อนตนเอง (Self-Reflections) ตอ้ งมกี ารเปดิ โอกาสให้ผู้เรียนแสดงความรู้สกึ
ความคิดเห็นหรอื เหตุผลตอ่ การแสดงออก การกระทำหรือผลงานของตนเองวา่ ทำไมถึงปฏบิ ัติหรือไม่ปฏิบัติ
ทำไมถงึ ชอบและไม่ชอบ
8. มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริง (Transfer into Life) ปัญหาท่ีเป็นส่ิงเร้าให้ผู้เรียนได้
ตอบสนองตอ้ งเป็นปัญหาท่สี อดคล้องกับชวี ิตประจำวัน พฤติกรรมท่ีประเมนิ ตอ้ งเปน็ พฤติกรรมท่เี กิดขึน้ จริง
ในชวี ิตประจำวันทั้งที่สถานศึกษาและทบ่ี ้านสอดคลอ้ งกัน ดังน้ัน ผู้ปกครองและผเู้ รียนจงึ นับว่ามบี ทบาท
เป็นอย่างยิง่ ในการประเมินตามสภาพจริง
9. เป็นการประเมินอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง (Ongoing or Formative) ต้องประเมนิ ผู้เรยี นอยา่ งตอ่ เน่ือง
ตลอดเวลาและทุกสถานทอ่ี ย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งจะทำให้เห็นพฤติกรรมท่ีแท้จรงิ เห็นพัฒนาการ คน้ พบ
จดุ เด่นและจุดด้อยของผูเ้ รยี น
41
10. เป็นการบูรณาการความรู้ (Integration of Knowledge) งานท่ีให้ผเู้ รยี นลงมือปฏิบตั นิ ้ัน
ควรเป็นงานท่ีต้องใชค้ วามรู้ ความสามารถ และทักษะที่เกดิ จากการเรียนรูใ้ นหลายสาขาวิชา ลักษณะสำคัญ-
ดังกล่าวจะช่วยแกไ้ ขจดุ ออ่ นของการจัดการเรียนรแู้ ละการประเมนิ ผลแบบเดิมทีพ่ ยายามแยกย่อยจุดประสงค์
ออกเป็นส่วน ๆ และประเมินผลเป็นเรื่อง ๆ ดังนั้น ผู้เรียนจึงขาดโอกาสท่ีจะบูรณาการความรู้และทักษะ
จากวิชาต่าง ๆ เพือ่ ใช้ในการปฏิบตั ิงานหรือแกป้ ญั หาท่พี บ ซ่งึ สอดคลอ้ งกับชวี ติ ประจำวนั ที่งานแตล่ ะงาน
หรือปญั หาน้นั ต้องใสค่ วามรู้ ความสามารถ และทกั ษะจากหลาย ๆ วชิ ามาชว่ ยในการทำงานหรอื แกไ้ ขปญั หา
จากทก่ี ลา่ วมาสรุปได้ว่า กระบวนการเรียนรแู้ บบดว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับ
สอื่ การเรยี นรู้ออนไลน์หมายถึง แนวการสอนหนึ่งของการเรียนรู้เชงิ รุก ( Active Learning) เน้นให้นักเรียน
สร้างความรดู้ ว้ ยตนเอง รวมทง้ั ประยกุ ต์ความรู้ไดบ้ นฐานวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์นกั เรยี นมกี ารปฏิบัติกิจกรรม
แบบทำงานกลุ่มรวมพลัง โดยทกุ คนรว่ มดว้ ยช่วยกัน เดก็ เก่งชว่ ยเดก็ เรียนช้ากว่าเด็กถนดั กว่าช่วยเด็กถนัดน้อย
กวา่ เพ่ือใหม้ คี วามสุขในการเรียน บทบาทของผูเ้ รียนรู้ สว่ นบทบาทของครเู ป็นผู้อำนวยความสะดวก
2.4 แนวคดิ ทฤษฎีเกย่ี วกับรปู แบบการสอนออนไลน์
2.4.1 ความหมายของรปู แบบการสอน
ทิศนา แขมมณี (2551, หน้า 3-4) กลา่ วว่าการสอน หมายถึง สภาพหรอื ลักษณะของ
การจดั การเรียนการสอนทจ่ี ดั ขึ้นอยา่ งมีระบบระเบียบ มีแบบแผนตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลกั การ แนวคิด
หรอื ความเชอื่ ต่าง ๆ โดยอาศัย วิธีสอนและเทคนิคการสอนตา่ ง ๆ เข้ามาช่วยให้สภาพ
การเรยี น การสอนนั้นเป็นไปตามหลักการทีย่ ดึ ถอื ดังน้ันคณุ ลกษั ณะสำคญั ของรปู แบบการสอน จงึ ตอ้ ง
ประกอบดว้ยส่ิงตา่ ง ๆ ต่อไปนี้
1) มีปรชั ญาหรือทฤษฎหี รอื หลกั การหรือแนวคิดหรือ ความเชอ่ื ที่เป็นพ้ืนฐานหรอื เปน็ หลกั การของ
รปู แบบการสอนนั้น ๆ
2) มกี ารบรรยายหรืออธบิ าย สภาพหรอื ลักษณะของการจดั การเรยี นการสอน
3) มีการจดั ระบบ คอื มกี ารจดั องคป์ ระกอบและความสัมพันธ์ขององคป์ ระกอบของระบบให้สามารถ
นำผู้เรยี นไปสู่เป้าหมายอย่างมีประสทิ ธภิ าพ โดยมีการพสิ ูจน์ ทดลองถึงประสทิ ธิภาพของระบบนั้น ดังนนั้
รูปแบบการเรยี นการสอนจึงหมายถงึ สภาพหรือลักษณะของการจัดการเรียนการสอน ท่จี ดั ไว้อย่างเปน็
ระเบยี บตามหลักปรัชญา ทฤษฎี หลักการแนวคดิ หรอื ความเชอ่ื ต่าง ๆ โดยมกี ารจดั กระบวนการหรือขนั้ ตอน
ในการเรยี นการสอน โดยอาศยั วธิ ีสอนและเทคนคิ การสอนต่าง ๆ เข้ามาชว่ ย ทำให้สภาพการเรยี นการสอนนั้น
เปน็ ไปตามหลกั การท่ยี ึดถือ ซึ่งได้รับการพิสจู น์ ทดสอบหรอื ยอมรบั ว่ามปี ระสิทธภิ าพ สามารถใช้เป็นแบบ
แผนในการเรียนการสอนใหบ้ รรลุวตั ถปุ ระสงค์เฉพาะของรูปแบบน้ัน ๆ ซึ่งแต่ละรปู แบบ มวี ัตถุประสงคที่
แตกต่างกัน กลา่ วคอื เปน็ รปู แบบการเรยี นการสอนที่ เนน้ การพัฒนาด้านพทุ ธิพิสัย(Cognitive domain) , การ
พัฒนาด้านจิตพิสยั (Affective domain),การพัฒนาด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain) , การพัฒนา
ดา้ นทกั ษะกระบวนการ (Process skills), หรือการบรู ณาการ (Integration) ท้ังน้ีรูปแบบดังกล่าวล้วนเปน็
รปู แบบการเรียนการสอนท่มี ลี กั ษณะเนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั
42
กฤษณา สิกขมาน (2554) กลา่ วว่าการเรยี นการสอนออนไลนเ์ ป็นรปู แบบการเรียนการสอนท่มี ีการ
ออกแบบการเรยี นการสอนไว้อย่างเป็นระบบมกี ารกำหนดวตั ถปุ ระสงค์หรือเป้าหมายการจดั การเรียนการสอน
ไว้อย่างชัดเจนจัดการเรยี นการสอนตามหลักทฤษฎที างการศึกษาหลักการเรยี นรูแ้ ละจติ วิทยาทางการศกึ ษา
การถา่ ยทอดความรกู้ ารนำเสนอเนือ้ หาการจัดการเรยี นการสอนและถา่ ยทอดกลยุทธ์การสอนใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศและการสือ่ สารเป็นเครือ่ งมือ ซง่ึ ปัจจบุ นั เนน้ ไปที่การใช้ระบบเครือข่ายอินเทอรเ์ นต็ จึงทำใหผ้ ู้เรียน
สามารถเข้าถึงและเรียนร้โู ดยไม่จาํ กัดสถานทแ่ี ละเวลา เนือ้ หาบทเรียนของอีเลริ น์ นิ่งจะอยูใ่ นรปู แบบส่อื ผสม
อิเล็กทรอนกิ ส์ (Electronic multimedia) ซึ่งออกแบบไวใ้ นลกั ษณะซอฟตแ์ วร์รายวชิ า (Courseware)
ประกอบด้วยส่ือผสม ไดแ้ ก่ ขอ้ ความภาพนิง่ ภาพเคลื่อนไหว เสียงและที่สำคัญคือผ้เู รยี นสามารถโต้ตอบกับ
บทเรยี นและผสู้ อนไดก้ ารบริหารจัดการอเี ลริ ์นน่ิงใช้ซอฟตแ์ วรป์ ระเภทบริหารจดั การการเรยี นรู้ (Learning
management System: LMS) ทำหน้าท่ีในการบรหิ ารจัดการอย่างอัตโนมัตเิ กอื บทกุ ขัน้ ตอนแทนการปฏิบตั ิ
ดว้ ยมอื ตงั้ แต่ขน้ั ตอนการลงทะเบียนเรยี นจนถงึ ขนั้ ตอนการวัดและประเมินผลการเรยี นการสอน
อภิญญา ปญั ญาสทิ ธิ (2555 หน้า 11-12) กล่าวว่ารปู แบบการเรยี นซ่ึงผู้เรยี นไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งเดนิ ทางมา
เรยี นในสถานท่ีเดียวกนั ในเวลาเดียวกันโดยผู้เรยี นจะตอ้ งศึกษาเนอื้ หาจาก E-learning courseware ซึง่
หมายถึงการเรียนการสอนทางคอมพวิ เตอร์ที่ได้รับการออกแบบและพฒั นาอยา่ งมปี ระสิทธิภาพเพื่อใช้ในการ
นำเสนอเนื้อหาความรใู้ นลักษณะของสื่อประสม (Multimedia) มีการเนน้ ความเป็น Non-linear มีการ
ออกแบบกิจกรรมซง่ึ ผเู้ รียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจได้โดยเนอ้ื หาของ E-learning courseware จะมี
การแบง่ เปน็ หน่วย ๆ (Module) เม่ือศกึ ษาด้วยตนเองแล้วผเู้ รยี นมหี นา้ ท่ใี นการอภปิ รายแลกเปลีย่ นความ
คดิ เห็นรวมทง้ั การสอบถามปัญหาตา่ ง ๆ กบั เพอ่ื นร่วมชัน้ ทางอิเลก็ ทรอนิกส์ (ออนไลน)์
จากการศึกษาความหมายของการจดั การเรยี นการสอนของนักวชิ าการศกึ ษาในประเทศและ
ต่างประเทศสรุปได้วา่ การจัดการเรยี นการสอนหมายถงึ การไดร้ ับความรู้พฤตกิ รรมทักษะคณุ ค่าหรือความพงึ
พอใจท่เี ปน็ ส่ิงแปลกใหมด่ ้วยวธิ ีการถ่ายทอดหรอื วิธกี ารสอนท่ีหลากหลายรปู แบบให้เหมาะสมตามศักยภาพ
ของผู้เรยี น
2.4.2 ลักษณะรูปแบบการสอนออนไลน์
ทศิ นา แขมมณี (2561, หนา้ 378-380) กลา่ ววา่ วิธสี อนโดยใชบ้ ทเรียนแบบโปรแกรม
(Programmed instruction) คือกระบวนการท่ีผ้สู อนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรยี นรตู้ ามวตั ถุประสงค์ที่
กำหนดโดยการใหผ้ ู้เรยี นศึกษาจากบทเรียนสำเรจ็ รูปด้วยตนเองซ่ึงมลี ักษณะพิเศษที่แตกต่างไปจากบทเรียน
ปกติกล่าวกค็ ือเปน็ บทเรียนที่นำเนอ้ื หาสาระทจ่ี ะใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นรูม้ าแตกเป็นหน่วยยอ่ ย (Stall steps)
เพื่อใหง้ ่ายแก่ผเู้ รียนในการเรียนรู้และนำเสนอแก่ผู้เรยี นในลกั ษณะทใ่ี ห้ผเู้ รียนสามารถตอบสนองสงิ่ ทเ่ี รียนและ
ตรวจสอบการเรยี นรูข้ องตนเองไดท้ ันที (Immediately feedback) วา่ ผิดหรอื ถกู ผู้เรยี นสามารถใช้เวลาในการ
เรยี นรมู้ ากน้อยตามความสามารถและสามารถตรวจสอบผลการเรียนรู้ไดด้ ว้ ยตนเองเพราะบทเรยี นจะมแี บบ
สอบทัง้ แบบสอบกอ่ นการเรียน (Pre-test) และแบบสอบหลังการเรียน (Post-test) ไว้ให้พรอ้ ม
2.4.2.1 วัตถปุ ระสงค์วิธีสอนโดยใชบ้ ทเรียนแบบโปรแกรมเป็นวิธกี ารทมี่ งุ่ ช่วยใหผ้ เู้ รยี นรายบุคคลได้เรยี นรู้ดว้ ย
ตนเองตามความสามารถความตอ้ งการและความสนใจของคน
43
2.4.2.2 องค์ประกอบสำคญั ท่ขี าดไม่ได้) ของวิธสี อน
2.4.2.2.1 มผี ู้สอนและผเู้ รยี น
2.4.2.2.2 มบี ทเรียนแบบโปรแกรมในเรอื่ งทีต่ รงกับความตอ้ งการและความสนใจของผ้เู รยี น
2.4.2.2.3 มีผลการเรียนร้ขู องผเู้ รยี นทีเ่ กิดจากบทเรียนแบบโปรแกรม
2.4.2.3 ขน้ั ตอนทสี่ ำคญั (ทข่ี าดไมไ่ ด้) ของการสอน
2.4.2.3.1 ผู้สอนศกึ ษาปญั หา ความตอ้ งและความสนใจของผู้เรยี น
2.4.2.3.2 ผู้สอนเลือก แสวงหา สร้างบทเรียนแบบโปรแกรมในเรอื่ งที่ตรงกับปัญหาความต้องการหรือ
ความสนใจของผู้เรียนผ้สู อน
2.4.2.3.3 ผสู้ อนแนะนำการใช้บทเรียนแบบโปรแกรมใหผ้ เู้ รยี นเข้าใจ
2.4.2.3.4 ผสู้ อนใหผ้ ู้เรยี นศึกษาบทเรียนแบบโปรแกรมด้วยตนเอง
2.4.2.3.5 ผ้เู รยี นทดสอบการเรยี นรู้ของตนด้วยตนเองหรือมารบั การทดสอบจากผสู้ อน
2.4.2.4 การใช้วิธสี อนโดยการใชบ้ ทเรียนแบบโปรแกรมใหม้ ีประสิทธิภาพ
2.4.2.4.1 การเตรยี มการผ้สู อนจำเปน็ ต้องศกึ ษาปัญหาความตอ้ งการและความสนใจของผเู้ รียนเป็น
รายบคุ คลเพอื่ จะไดท้ ราบว่าควรให้บทเรียนเรื่องอะไรแก่ใครโดยทว่ั ไปการใช้บทเรียนแบบไปรแกรมมีการใช้ใน
2 ลักษณะคอื ใชส้ อนเน้ือหาสาระใดสาระหนึง่ โดยใหผ้ ูเ้ รยี นศกึ ษาเรียนรู้ดว้ ยตนเองตามความสามารถอีก
ลักษณะหนึ่งคือการใหส้ อนซ่อมเสรมิ การเรยี นตามปกตโิ ดยผ้เู รยี นทีอ่ าจเรียนร้ไู ม่ทนั เพ่อื นหรือสอบไมผ่ ่าน
ผู้สอนอาจใหบ้ ทเรยี นแบบโปรแกรมแกผ่ เู้ รียนเพอ่ื ไปศึกษาเพิม่ เติมด้วยตนเองการสอนดว้ ยวิธนี ้ีผูส้ อน
จำเปน็ ต้องมบี ทเรยี นสำเรจ็ รูปซงึ่ มลี ักษณะทีช่ ว่ ยใหผ้ เู้ รียนสามารถเรียนรไู้ ด้ดว้ ยตนเองซง่ึ เรยี กว่าบทเรยี นแบบ
โปรแกรมบทเรียนน้ีจะเสนอเนอื้ หาไปทลี ะน้อยในรปู ของ“ กรอบ” หรือ“ เฟรม” (Frame) หลังจากนำเสนอ
เนอ้ื หามโนทัศนไ์ ปแล้วจะมีคำถามทดสอบการเรยี นร้ขู องผู้เรยี นซง่ึ ผู้เรียนสามารถตรวจคำตอบของคนได้จาก
คำเฉลยทีใ่ หบ้ ทเรยี นแบบโปรแกรมโดยท่ัวไปมี 3 ลักษณะคอื
1) บทเรียนแบบเส้นตรงหรือทเี่ รยี กวา่ “ Linear program” บทเรยี นแบบน้มี กี ารนำเสนอกรอบ
เนื้อหาไปตามลำดับผู้เรียนจำเป็นตอ้ งศกึ ษาเนือ้ หาและตอบคำถามไปตามลำดบั ท่ีให้ไว้
2) บทเรียนแบบสาขาหรือทีเ่ รยี กวา่ “ Branching program” บทเรียนแบบนี้ตา่ งจากแบบเส้นตรง
ตรงทก่ี ารตอบสนองของผเู้ รียนจะมผี ลต่อลำดบั การศึกษาบทเรียนของผ้เู รยี นผเู้ รยี นเลือกคำตอบกขหรืออ
จะตอ้ งพลิกไปศึกษาข้อคําตอบทต่ี ่างกันเชน่ คำตอบกเปน็ คำตอบทผี่ ิดคำเฉลยจะให้เหตุผลและชีแ้ จงว่าเหตุใด
จงึ ผดิ และใหก้ ลบั ไปเลอื กคำตอบใหมเ่ ม่อื เลอื กคำตอบขเปน็ คำตอบใหมก่ ต็ อ้ งเปิดไปอ่านเฉลยและเหตผุ ล
หลงั จากตอบถกู แลว้ จงึ จะเรียนกรอบตอ่ ไปไดด้ งั นนั้ ลำดับในการศกึ ษาบทเรียนของผู้เรียนแต่ละคนจึงอาจไม่
เหมือนกนั
3) บทเรียนแบบไมแ่ ยกกรอบบทเรยี นนี้เหมอื นกบั บทเรยี นแบบเส้นตรงเพียง แตไ่ มเ่ สนอเนื้อหาในรูป
ของกรอบ แต่จะเสนอสาระต่อเนอื่ งกนั เปน็ ความเรยี งต่อกันไปเรื่อย ๆ บทเรียนแบบโปรแกรมทใ่ี ชส้ อนอาจ
เปน็ บทเรยี นท่มี ีผ้ไู ดจ้ ัดทำไวแ้ ลว้ ซงึ่ ปกติมกั เป็นเรื่องทเ่ี ป็นปญั หาในการเรยี นรูข้ องเดก็ จำนวนมากบทเรียนใน