44
กรณีนีม้ กั เปน็ บทเรียนทน่ี ิสิตนกั ศกึ ษาครอู าจารย์หรือนักวชิ าการได้จดั ทำเปน็ วทิ ยานพิ นธ์หรอื ผลงานวชิ าการ
เผยแพรอ่ อกไปอยา่ งไรกต็ ามผลงานในลกั ษณะน้ียงั มีไม่มากนกั และเรือ่ งทีม่ ีอยอู่ าจไมต่ รงกับความตอ้ งการของ
ครูผ้สู อนซง่ึ มีจำนวนมากดงั นั้นการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมข้ึนใชเ้ องจงึ เป็นเร่ืองทค่ี รผู ู้สอนควรจะ
ดำเนินการเพอ่ื จะได้ตอบสนองตอ่ ความตอ้ งการเฉพาะเร่อื งของตนในการสร้างบทเรียนแบบโปรแกรมผสู้ ร้าง
จะต้องวิเคราะหเ์ น้อื หาทจ่ี ะสอนและนำเน้อื หาสาระมาแตกยอ่ ยและเรยี งลำดับให้เหมาะสมเพ่อื ให้งา่ ยต่อการ
เรยี นร้หู ลงั จากนัน้ จงึ นำเสนอเนอื้ หาสาระน้นั ทลี ะนอ้ ยไปตามลำดบั และมีข้อคำถามที่ทา้ ทายความคิดของ
ผู้เรยี นและมีคาํ ตอมเฉลยใหไ้ ว้ด้วยหลงั จากนน้ั ควรมีการทดลองนำบทเรยี นไปใชก้ บั กลมุ่ ยอ่ ยแลว้ ปรบั ปรงุ
จากนั้นจึงนำไปใช้กบั กลุ่มใหญ่เพอ่ื หาประสิทธิภาพของบทเรียน
2.4.2.4.2 การดำเนินการผ้สู อนใหผ้ ู้เรียนทำแบบสอบกอ่ นเรียนและชแ้ี จงวิธกี าร
เรียนจากบทเรียนแบบโปรแกรมให้ผู้เรยี นซกั ถามจนเป็นที่เขา้ ใจแลว้ จึงใหผ้ ูเ้ รียนศึกษาบทเรยี นโดยผ้เู รียนแต่
ละคนใชเ้ วลามากนอ้ ยแตกต่างกนั ไปได้
2.4.2.4.3 การประเมนิ ผลหลังจากท่ีผู้เรยี นศกึ ษาบทเรียนจนจบแลว้ ผู้สอนจงึ ให้ทำ
แบบทดสอบหลังเรียนและตรวจให้คะแนน
2.4.2.5 ข้อดีและข้อจํากัดของวิธสี อนโดยใช้บทเรียนแบบโปรแกรม
2.4.2.5.1 ข้อดี
1) เปน็ วิธสี อนท่สี ง่ เสรมิ ให้ผู้เรยี นศกึ ษาดว้ ยตนเองเปน็ วธิ ีสอนทีช่ ว่ ย
ใหผ้ ูเ้ รียนเปน็ รายบคุ คลสามารถเรียนรไู้ ด้ตาม
2) ความสามารถของตนเปน็ การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
3) เป็นวิธีสอนท่ชี ่วยลดภาระครูและชว่ ยแก้ปัญหาการขาดแคลนครู
2.4.2.5.2 ข้อจาํ กัด
1) เป็นวธิ สี อนท่พี ึง่ บทเรียนแบบโปรแกรมหากไม่มบี ทเรียนหรือบทเรียนไม
มคี ณุ ภาพดพี อกย็ ่อมส่งผลต่อการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น
2) การสรา้ งบทเรียนให้มีคุณภาพท่ีดเี ปน็ เรอื่ งท่ีต้องใช้เวลาและมคี วาม
ยุ่งยากในการจัดทำผู้สรา้ งจำเปน็ ต้องมคี วามรู้ความเข้าใจในการสรา้ งบทเรียน
3) บทเรียนแบบโปรแกรมทด่ี ยี ังมีปริมาณน้อยบทเรยี นแบบโปรแกรมทีม่ ีคุณภาพไม่ดพี อจะไม่
น่าสนใจและไมส่ ามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรยี นและทำใหผ้ ู้เรียนเบื่อหน่ายได้
2.4.3 องคป์ ระกอบสำคัญของรูปแบบการสอนออนไลน์
องคป์ ระกอบของ E-learning เปน็ 4 สว่ น ไดแ้ ก่ เนื้อหาของบทเรยี นระบบการบริหาร
การเรยี น การติดตอ่ สอ่ื สารและการประเมินผลการเรียนโดยแต่ละสว่ นจะต้องไดร้ ับการออกแบบ
มาเป็นอยางดี เพอ่ื ให้ทั้งสส่ี ่วนเมือ่ ประกอบเข้าดว้ ยกันแล้วจะทำให้ระบบสามารถทำงาน
ประสานกันได้อยา่ งลงตวั องคป์ ระกอบดังกลา่ วไดแ้ ก่
2.4.3.1 เน้อื หาของบทเรียน (Content) คอื เน้อื หาทเี่ ปน็ องค์ความรทู้ ี่เจา้ ของวิชา
45
หรือผจู้ ัดทำเนื้อหาวชิ า (Content provider) ได้พฒั นาขึน้ มาเป็นบทเรียนแหลง่ ความรูท้ างวิชาการและมี
จำนวนมากคอื แหล่งข้อมลู จากสถาบันการศกึ ษาในระดับตา่ ง ๆ ตั้งแต่ระดบั ประถมมัธยมอาชีวศกึ ษาและ
อดุ มศึกษาส่วนเน้ือหาของบทเรียนที่มาจากหน่วยงานอืน่ ที่ไมใ่ ช่สถาบนั การศกึ ษาก็อาจเปน็ เนอื้ หาสำหรับการ
ฝกึ อบรมพนักงานในระดับตา่ ง ๆ ขององค์กรเชน่ การฝกึ อบรมแตล่ ะครัง้ มักจะจัดขึน้ ที่สำนักงานใหญท่ ำให้มี
ปญั หาเร่ืองการเดินทางและสถานท่พี กั แก่พนักงานท่มี าจากสาขาต่างจังหวดั โดยมคี า่ ใชจ้ ่ายที่คอ่ นข้างสงู และยงั
ทำใหก้ ารปฏิบตั ิงานในสาขาของพนกั งานเหล่านั้นขาดความตอ่ เนอ่ื งดว้ ยเหตนุ ้ี บริษทั จึงแก้ปัญหาด้วยการ
นำเอาระบบ E-learning ไปใช้ในการฝกึ อบรมพนักงาน
2.4.3.2 ระบบการบริหารการเรียน (LMS: Learning management System)
ระบบบริหารการเรยี นน้นั จะชว่ ยนำส่งเน้อื หาบทเรยี นไปยังผู้เรียน (Course delivery) มีการบริหารจัดการ
การเรยี น (Learning management) และติดตามตรวจสอบ (Measuring) โดยระบบจะดแู ลติดตามตรวจสอบ
และรายงานผลตงั้ แต่ผู้เรียนได้เริ่มลงทะเบยี นจนกระทัง่ เรยี นจบระบบทำให้ผ้ทู ่ีเกี่ยวขอ้ งเพ่อื จดั ทําหาบทเรยี น
(Content provider) ผูส้ อน (Instructor) ผู้เรยี น (Learner)และผูจ้ ัดการโครงการ (Manager) และผใู้ ห้
บริหาร(Operator) ทำงานรว่ มกันไดอ้ย่างมปี ระสิทธิภาพ
ระบบจะเรม่ิ ทำงานโดยส่งบทเรียนตามคำขอของผู้เรยี นผ่านเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์
ได้แก่ อนิ เทอรเ์ นต็ อินทราเน็ตไปแสดงที่ Web browser ของผู้เรียนจากน้ันระบบกจ็ ะตดิ ตามและบันทึก
ความก้าวหนา้ รวมท้ังสร้างรายงานกิจกรรมและผลการเรยี นของผ้เู รยี นในทกุ หนว่ ยของการเรียนอยา่ งละเอยี ด
จนกระท่ังจบหลกั สูตร
2.4.3.3 การติดตอ่ สื่อสารโดยทั่วไปแล้วรปู แบบการเรยี นทเี่ รียกว่าการเรยี นการสอน
ทางไกล (Distance learning) มกั จะเปน็ การเรยี นดว้ ยตนเองโดยไม่ตอ้ งเข้าช้ันเรียนปกติซ่ึงผู้เรียนจะเรียนจาก
สื่อการเรียนการสอนประเภทสง่ิ พมิ พว์ ิทยกุ ระจายเสยี งวทิ ยุโทรทศั นแ์ ละอ่ืน ๆ E-learning จดั เป็นการเรียน
ทางไกลแบบหนึง่ แตกต่างจากการเรยี นทางไกลโดยทว่ั ไปคอื เปน็ การนำรปู แบบการตดิ ต่อสอ่ื สารแบบ 2 ทาง
มาใชป้ ระกอบในการเรยี นเพื่อเพิม่ ความสนใจในการต่ืนตวั ของผเู้ รยี นท่มี ตี ่อบทเรียนใหม้ ากยิง่ ขน้ึ เช่นใน
ระหว่างการเรียนถา้ มีคำถามซ่ึงเปน็ การทดสอบย่อยในบทเรียนเมือ่ คำถามปรากฏขน้ึ มาผู้เรยี นกต็ อ้ งเลือก
คำตอบและสง่ คำตอบกลับมายงั ระบบในทันทีเหตุการณ์ดงั กลา่ วจะทำใหผ้ ู้เรียนรกั ษาระดับความสนใจในการ
เรียนได้เป็นระยะเวลามากข้ึนในการติดตอ่ แบบ 2 ทางจะมีเครื่องมือทีจ่ ะชว่ ยให้ผู้เรยี นได้ติดตอ่ สอบถาม
ปรึกษาหารอื และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวา่ งผู้เรยี นกบั ผู้สอนหรอื ครูกบั นกั เรียนในระหวา่ งเรยี นกับเพ่อื น
ร่วมชัน้ คนอื่น ๆ โดยเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการติดตอ่ สอ่ื สารอาจจะแบง่ ได้ 2 ประเภทดังนี้
ประเภท Real-time ได้แก่ Chat (message, voice) white board/ text slide, Real-time annotations,
Interactive poll, Conferencing และอ่ืน ๆ เป็นตน้ ประเภท Non real-time ไดแ้ ก่Web-board, E-mail
4.4 การสอบหรอื การประเมินผลของการเรียนการประเมนิ ผลของการเรียนในแตล่ ะ
บทหรือแตล่ ะหลักสูตรของการเรยี นซึง่ ถือเป็นองคป์ ระกอบที่สำคัญท่ีจะทำให้การเรียนแบบ
E-learning เปน็ การเรียนรู้ทสี่ มบูรณ์กลา่ วคอื ในบางวิชาจำเปน็ ต้องมีการวัดระดับความรกู้ ่อนเขา้ มาเรยี น
เพ่ือให้ผเู้ รียนได้เลอื กเรียนในบทเรยี นหรือหลักสูตรทเ่ี หมาะสมมากที่สุดซงึ่ จะทำให้การเรียนทจ่ี ะเกิดข้นึ เปน็
46
การเรยี นท่มี ีประสทิ ธิภาพสูงสดุ เมื่อเข้าสู่บทเรยี นในแต่ละหลกั สูตรก็จะมีการสอบย่อยท้ายบทและการสอบ
ใหญก่ อ่ นท่จี ะจบหลกั สูตรระบบบรหิ ารการเรยี นจะเรยี กข้อสอบทจี่ ะใชม้ าจากระบบบริหารคลงั ขอ้ สอบ (Test
bank system) ซ่งึ เปน็ สว่ นยอ่ ยทรี่ วมอยูใ่ นระบบบรหิ ารการเรียน (LMS: E-learning management
system)
2.4.4 แนวคดิ สำคัญในการจดั การเรยี นการสอนออนไลน์
แนวคดิ สำคัญในการจัดการเรยี นการสอนคอื กระบวนการสอนทเี่ หมาะสมกับแนวทางในการจัดการ
เรียนการสอนรูปแบบของบทเรยี นออนไลนซ์ ่ึงใช้เปน็ เคร่ืองมอื สำคัญสำหรับวิธสี อนตามหลักการจัดการเรยี น
การสอนได้ถกู ตอ้ งตามกระบวนการพรอ้ มทั้งจะช่วยใหเ้ ปน็ ระบบระเบยี บในการนำเสนอขอ้ มูลทางการเรยี น
การสอนแก่ผเู้ รยี นอย่างมคี ุณภาพประกอบกบั มีความสอดคลอ้ งกับหลักการการจัดการเรยี นรู้ของทิศนา แขม
มณี (2561) ดังรายละเอียดตอ่ ไปน้ี
2.4.4.1 การจัดการเรียนการสอนโดยเนน้ กระบวนการเรยี นรู้ด้วยตนเอง (Instruction emphasizing self-
learning process) (ทศิ นา แขมมณี, 2561, หน้า 145-146)
2.4.4.1.1 หลกั การ
ผู้เรียนทุกคนมคี วามสนใจใฝ่ร้อู ย่เู ปน็ ธรรมชาติหากไดร้ ับการส่งเสริมให้รับผิดชอบการเรียนรูข้ องตน
และไดร้ บั การฝึกฝนทักษะทจี่ ำเปน็ ตอ่ การศกึ ษาหาความรดู้ ว้ ยค่ายตนเองผู้เรยี นจะสามารถเรียนรู้ในส่ิงที่ตน
สนใจไดต้ ลอดชวี ิต
2.4.4.1.2 นิยาม
การจดั การเรียนการสอนโดยเนน้ กระบวนการเรยี นร้ดู ้วยตนเองหมายถึงการจัดสภาพการณข์ องการ
เรยี นการสอนทีผ่ ูส้ อนเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นดำเนนิ การศึกษาหาความรดู้ ้วยตนเองผู้เรยี นสามารถเลอื กหัวข้อ
เน้ือหา วธิ กี าร และส่ือการเรียนการสอนไดต้ ามความสนใจ โดยมีผูส้ อนช่วยส่งเสริมให้ผู้เรยี นเกดิ ความใฝ่รู้
ช่วยพัฒนาทักษะในการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองและช่วยใหค้ ำปรึกษาแนะนำตามความเหมาะสมเกย่ี วกบั การหา
แหล่งความรูว้ ธิ กี ารศึกษาคน้ ควา้ หาความรกู้ ารวิเคราะห์และสรปุ ขอ้ ความรู้
2.4.4.1.3 ตวั บง่ ช้ี
1) ผเู้ รยี นมีการเลือกหัวขอ้ เนื้อหาวธิ ีการและสอื่ การเรียนการสอนได้ตามความสนใจหรือความถนัด
2) ผูส้ อนมีการจัดเตรียมหรือออกแบบเนอื้ หา / วัสดุ / สอ่ื / กจิ กรรมใหผ้ ้เู รยี นสามารถเรยี นรดู้ ้วย
ตนเอง
3) ผู้สอนมีการพูดคุยกบั ผเู้ รียนเกีย่ วกับการศึกษาหาความรดู้ ้วยตนเองโดยให้คำแนะนำหรอื ให้ความรู้
เกย่ี วกับหวั ขอ้ เนอ้ื หาวธิ กี ารและสือ่ การเรยี นการสอนทีผ่ ู้เรียนเลือก
4) ผเู้ รยี นมกี ารดำเนนิ การศกึ ษาหาความร้ดู ว้ ยตนเอง
5) ผูส้ อนมกี ารพบปะคยุ กับผูเ้ รียนเป็นระยะ ๆ มีการนำผลงานการศกึ ษาคน้ คว้าดว้ ยตนเองมาพดู คุย
อภิปรายในแงม่ ุมตา่ ง ๆ เพ่อื ตรวจสอบความเข้าใจและความถูกตอ้ ง ๆ
2.4.4.1.4 ผู้เรยี นมกี ารดำเนินการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง
47
2.4.4.1.5 ผูส้ อนมีการพบปะคยุ กบั ผู้เรียนเป็นระยะ ๆ มีการนำผลงานการศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองมาพูดคุย
อภิปรายในแง่มุมตา่ ง ๆ เพ่ือตรวจสอบความเข้าใจและความถูกตอ้ งของขอ้ ความรูม้ กี ารชี้แนะสิ่งทผี่ ดิ พลาดมี
การพูดคยุ กันถงึ ประเด็นปญั หาต่าง ๆ และมีการกระตุน้ ให้ผเู้ รยี นเกิดความใฝร่ ู้ใฝเ่ รียนตอ่ ไป
2.4.4.1.6 ผสู้ อนมีการวดั และประเมินผลการเรยี นทัง้ ทางด้านเนอื้ หาและกระบวนการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
2.4.4.2 การจัดการเรียนการสอนแบบทางไกล (Distance instruction) (ทศิ นา แขมมณี, 2561, หนา้ 152-
153)
2.4.4.2.1 หลกั การ
เทคโนโลยีสารสนเทศชว่ ยทำใหก้ ารสือ่ สารไรข้ ้อ จำกัด ในเร่ืองของเวลาและระยะทางและสามารถ
นำมาใชป้ ระโยชน์ทางด้านการศึกษาได้การจัดการเรยี นการสอนทางไกลโดยให้ผู้สอนถา่ ยทอดความร้ผู ่านทาง
สือ่ มวลชนและสอ่ื โทรคมนาคมตา่ ง ๆ สามารถช่วยให้ผเู้ รยี นจาํ นวนมากท่อี ยู่ในทีต่ ่าง ๆ ได้เรียนรู้โดยทคี่ ณุ ภาพ
การศึกษาไมแ่ ตกต่างไปจากการจดั การเรยี นการสอนตามปกติ
2.4.4.2.2 นิยาม
การจัดการเรยี นการสอนทางไกลหมายถงึ การสอนทผ่ี ้สู อนและผ้เู รยี นอย่ตู ่างสถานทกี่ ัน แต่สามารถ
ติดตอ่ ส่ือสารมปี ฏิสัมพนั ธ์กันในกจิ กรรมการเรยี นการสอนได้ดว้ ยการใช้ส่ือและเทคโนโลยีในรูปแบบต่าง ๆ
โดยการเรียนการสอนอาจเปน็ แบบทางเดยี ว (One-way distance education) คอื ผู้สอนและผู้เรียนทีอ่ ยตู่ ่าง
สถานท่กี นั สามารถติดตอ่ ปฏสิ ัมพันธก์ นั ไดโ้ ดยใช้สื่อโทรศัพท์โทรทัศนแ์ ละเทคโนโลยีการประชมุ ทางไกลผา่ น
จอภาพ (Video conferencing) (สุรชัย สกิ ขาบัณฑิต, 2541, หนา้ 53-61) นอกจากน้นั ยังมีการจัดการเรยี น
การสอนเสริมทางไกลผา่ นอนิ เทอร์เนต็ และใหผ้ ้เู รียนปฏสิ มั พนั ธ์กับผู้สอนด้วยไปรษณยี อ์ ิเลก็ ทรอนิกสอ์ ีกด้วย
2.4.4.2.3 ตัวบ่งช้ี
1) ผูส้ อนและผู้เรยี นอย่ตู า่ งสถานท่ีกนั
2) ผสู้ อนมีการออกแบบการเรียนการสอนโดยการวิเคราะหแ์ ละกำหนดเนอ้ื หาแนวคดิ วตั ถุประสงค์และ
กจิ กรรมการเรยี นการสอนท่เี หมาะสมกับการถา่ ยทอดผ่านสือ่ มวลชนหรอื สอื่ โทรคมนาคม
3) ผู้สอนมีการถา่ ยทอดความรู้ผ่านทางส่อื มวลชนหรอื สอ่ื โทรคมนาคม
4) ผ้สู อนและผูเ้ รยี นมีการติดต่อสอ่ื สารมีปฏิสมั พันธก์ นั ผ่านทางสือ่ มวลชนหรอื ส่ือโทรคมนาคมตา่ ง ๆ (หาก
เป็นการเรียนการสอนทางไกลแบบ 2 ทาง)
2.4.4.3 การจัดการเรยี นการสอนผ่านเครอื ข่ายเวิลด์ไวดเ์ วบ็ (Web-based instruction) (ทศิ นา แขมมณี,
2561, หนา้ 153-155)
2.4.4.3.1 หลกั การ
เทคโนโลยตี ่าง ๆ โดยเฉพาะคอมพวิ เตอรเ์ ป็นแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศทก่ี ว้างขวางมากบุคคลทว่ั ทุก
มุมโลกสามารถเขา้ ถงึ ขอ้ มูลและใชป้ ระโยชนจ์ ากข้อมลู ไดก้ ารใหผ้ ู้เรียนควบคมุ การเรยี นร้ขู องตนเองโดยการ
สืบคน้ ข้อมูลความรู้จากเครอื ข่ายต่าง ๆ ในคอมพิวเตอร์จะช่วยใหผ้ เู้ รียนเกิดการเรยี นรอู้ ย่างกว้างขวางด้วย
ค่าใช้จ่ายที่ถูก
2.4.4.3.2 นยิ าม
48
การจดั การเรียนการสอนผ่านเครอื ขา่ ยเวิลด์ไวด์เว็บ (Khan, 1997, p. 49-52) หมายถึงการออกแบบ
การเรียนการสอนโดยการจัดห้องเรียนเสมือนจริง (Virtual classroom) ท่ีจำลองสภาพช้ันเรยี นปกตเิ ป็น
ชอ่ งทางในการส่ือสารระหวา่ งผูส้ อนและผู้เรยี นผู้สอนจะออกแบบการเรยี นรูใ้ หผ้ ู้เรยี นสบื ค้นขอ้ มูลความรู้จาก
เครือข่ายต่าง ๆ ในคอมพวิ เตอรท์ ี่สำคัญ ได้แก่ เครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ตและเครอื ขา่ ยเวลิ ด์ไวด์เวบ็ (World wide
web) โดยอาศัยโปรแกรมไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia) ในการสอนจะใชค้ ุณลักษณะและทรพั ยากรของ
อินเทอรเ์ น็ตมาสร้างหรือออกแบบการเรยี นรอู้ ยา่ งมคี วามหมายเช่นอาจกำหนดใหน้ ำองคป์ ระกอบ (เช่น E-
mail, Listservs Newsgroups, Conferencing tools ฯลฯ ) ท่ีมีอยใู่ นเครือข่ายมาใชเ้ พียงอยา่ งเดียวหรือ
หลายอยา่ งร่วมกันกไ็ ดท้ ําให้การเกดิ รูปแบบการเรียนการสอนทีห่ ลากหลายการใช้เทคโนโลยีทีเ่ กยี่ วข้องกบั การ
เรยี นการสอนทางไกลบนซึ่งข้ึนอยกู่ ับการจดั ระบบระเบยี บเวลิ ดไ์ วดเ์ วบ็ การเรยี นการสอนแบบนี้ผเู้ รียนสามารถ
กระทำไดด้ ว้ ยตนเองหรอื อาจออกแบบให้มกี ารปฏิสมั พันธร์ ะหว่างผูเ้ รียนและผสู้ อนหรอื ระหวา่ งผู้เรยี นดว้ ย
กนั เองก็ได้และสามารถประเมินผลการเรยี นรผู้ ่านเครือขา่ ยได้
2.4.4.3.3 ตวั บ่งชี้
2.4.4.3.3.1 ผู้สอนมีการออกแบบการเรยี นการสอนโดยมกี ารวิเคราะห์และกำหนดเนอื้ หาสาระ
แนวคดิ วตั ถปุ ระสงค์กจิ กรรมการเรียนการสอนรวมทั้งมีการจดั ระบบระเบียบการใชเ้ ทคโนโลยีต่าง ๆ และเขียน
ด้วยภาษา HTML สร้างไวบ้ นเว็บไซตผ์ ่านทางอนิ เทอรเ์ นต็ ซ่งึ โดยทัว่ ไปจะมอี งคป์ ระกอบสำคญั ดังนี้
1) ส่วนของโฮมเพจ (Home page) เป็นเวบ็ เพจแรกของเวบ็ ไซตม์ ีเนอื้ หา
เก่ียวกบั รายวิชาเชน่ ช่อื รายวิชาชื่อผูส้ อนสถานทีต่ ิดตอ่ รวมทงั้ การแนะนำอ่นื ๆ ทจ่ี ะชว่ ยให้ผเู้ รยี นเข้าใจมากขน้ึ
เก่ียวกับรายวิชานน้ั
2) ส่วนช่องภาพรวมรายวชิ า (Course overview) แสดงวัตถปุ ระสงคข์ อง
รายวชิ าสังเขปรายวชิ าคำอธิบายเกย่ี วกบั หวั ขอ้ การเรยี นหรือหนว่ ยการเรียน
3) ส่วนของบทบาทและหนา้ ท่ขี องผู้ท่ีเก่ียวขอ้ ง
4) ส่วนของกจิ กรรมที่มอบหมายให้ทาํ การประเมินผลการกําหนดเวลา
เรยี น การส่งงาน
5) สว่ นของการเสนอแหล่งทรพั ยากรทีส่ นับสนุนการศึกษาค้นคว้า
6) สว่ นของตัวอยา่ งเช่นตัวอยา่ งรายงานตวั อยา่ งแบบทดสอบ ฯลฯ
7) สว่ นของข้อมลู ทัว่ ไปเชน่ การลงทะเบียนค่าใช้จ่ายการติดตอ่ ผู้สอนสถานศกึ ษา
หรือหนว่ ยงานเปน็ ตน้
2.4.4.3.3.2 ผ้สู อนมีการปฐมนิเทศผู้เรยี นโดยมกี ารแจง้ วัตถุประสงคเ์ น้ือหาและวธิ ีการเรียน
การสอน
2.4.4.3.3.3 ผู้สอนมกี ารสำรวจความพรอ้ มของผ้เู รียนและเตรียมความพร้อมของผ้เู รยี นโดยอาจมกี าร
ทดสอบและสรา้ งเว็บเพจเพิ่มขึน้ เพือ่ ให้ผู้เรยี นทมี่ ีความร้พู ้นื ฐานไม่เพยี งพอได้เรยี นเสริมหรือใหผ้ ้เู รยี นถา่ ยโอน
ขอ้ มูลจากแหล่งต่าง ๆ ไปศึกษาเพม่ิ เตมิ ด้วยตนเอง
49
2.4.4.3.3.4 ผู้เรียนดำเนนิ การเรียนรดู้ ว้ ยตนเองตามระบบระเบียบที่กำหนดไว้โดยอาศัยเครือขา่ ย
เวิลด์ไวดเ์ วบ็ เครอื ข่ายอินเทอร์เนต็ และอน่ื ๆ และอาจมีปฏสิ มั พันธโ์ ตต้ อบติดต่อกนั ระหวา่ งผเู้ รียนและผู้สอน
หากกำหนดไวใ้ นแบบการเรยี นหรือแผนการสอน
2.4.4.3.3.5 ผู้เรยี นมีการทำการทดสอบเพือ่ ประเมนิ ผลการเรียนรู้ผ่านเครอื ขา่ ย
2.5 ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
2.5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์นักการศึกษาหลายทา่ นได้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี นไว้ดังนี้พิมพันธ์เดชะคปุ ต์ (2545, หน้า 109-113) ไดอ้ ธิบายวา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชา
วทิ ยาศาสตรห์ มายถึงขนาดของความสำเรจ็ ท่ีได้จากกระบวนการเรียนการสอนไดจ้ ำแนกวัตถุประสงค์การเรียน
การสอนของบลมู (Bloom) ซงึ่ มงุ่ หวังให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ 3 ด้านคอื ดา้ นพทุ ธิพสิ ัย (Cognitive
domain) ดา้ นจติ พิสยั (Affective domain) และดา้ นทักษะพิสัย (Psychomotor domain) โดยในแต่ละ
ด้านจะมีการจำแนกระดับความสามารถจากต่ำสดุ ไปถึงสงู สดุ เช่น ด้านพุทธิพสิ ัย เรม่ิ จากความรู้ ความเข้าใจ
การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสงั เคราะห์ การประเมนิ นอกจากนย้ี ังนำเสนอระดบั ความสามารถท่ีมกี าร
ปรับปรงุ ใหม่ตามแนวคดิ ของ Anderson and Krathwohl (2001) เป็น การจำ(Remembering) การเขา้ ใจ
(Understanding) การประยุกตใ์ ช(้ Applying) การวิเคราะห์ (Analysing) การประเมินผล (Evaluating) และ
การสรา้ งสรรค์ (Creating) ด้านจติ พิสยั จำแนกเป็น การรับรู้, การตอบสนอง, การสรา้ งค่านยิ ม, การจัดระบบ
และการสร้างคุณลกั ษณะจากค่านยิ ม ดา้ นทกั ษะพิสัย จำแนกเปน็ ทกั ษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย, ทกั ษะ
การเคลื่อนไหวอวัยวะสองสว่ นหรอื มากกวา่ พรอ้ มๆกัน, ทักษะการสือ่ สารโดยใช้ทา่ ทาง และทกั ษะการแสดง
พฤติกรรมทางการพูด
พฤติกรรมด้านสมองเปน็ พฤติกรรมเกีย่ วกบั สตปิ ญั ญา ความรู้ ความคดิ ความเฉลยี วฉลาด
ความสามารถในการคิดเรอ่ื งราวตา่ งๆ อย่างมีประสทิ ธิภาพ ซ่ึงเป็นความสามารถทางสตปิ ญั ญา พฤติกรรมทาง
พุทธพิ ิสัย 6 ระดับ ได้แก่
1. ความรู้ความจำ ความสามารถในการเกบ็ รักษามวลประสบการณต์ ่าง ๆ จากการทไ่ี ด้รับรไู้ ว้และ
ระลึกส่งิ นัน้ ไดเ้ มือ่ ต้องการเปรยี บดังเทปบนั ทกึ เสียงหรอื วีดทิ ศั น์ท่ีสามารถเกบ็ เสียงและภาพของเรือ่ งราวตา่ งๆ
ไดส้ ามารถเปิดฟงั หรอื ดภู าพเหล่าน้นั ได้เมอ่ื ตอ้ งการ
2. ความเข้าใจ เป็นความสามารถในการจับใจความสำคัญของสือ่ และสามารถแสดงออกมาในรปู
ของการแปลความ ตีความ คาดคะเน ขยายความ หรือ การกระทำอืน่ ๆ
3. การนำความรูไ้ ปใช้ เปน็ ขั้นทีผ่ ู้เรียนสามารถนำความรู้ ประสบการณไ์ ปใช้ในการแก้ปญั หาใน
สถานการณต์ ่าง ๆ ได้ ซ่งึ จะตอ้ งอาศยั ความรคู้ วามเขา้ ใจ จึงจะสามารถนำไปใช้ได้
4. การวเิ คราะห์ ผู้เรียนสามารถคดิ หรือ แยกแยะเร่อื งราวสิง่ ต่าง ๆ ออกเป็นสว่ นย่อยเปน็
องคป์ ระกอบท่ีสำคัญได้ และมองเหน็ ความสมั พนั ธ์ของสว่ นทเ่ี กีย่ วข้องกนั ความสามารถในการวิเคราะหจ์ ะ
แตกตา่ งกันไปแลว้ แตค่ วามคิดของแต่ละคน
50
5. การสังเคราะห์ ความสามารถในการที่ผสมผสานสว่ นย่อย ๆ เขา้ เป็นเรือ่ งราวเดียวกันอยา่ งมี
ระบบ เพือ่ ใหเ้ กิดสงิ่ ใหม่ที่สมบูรณแ์ ละดกี วา่ เดมิ อาจเปน็ การถ่ายทอดความคดิ ออกมาใหผ้ อู้ นื่ เข้าใจได้ง่าย การ
กำหนดวางแผนวิธกี ารดำเนนิ งานขน้ึ ใหม่ หรอื อาจจะเกิดความคิดในอันทจี่ ะสร้างความสมั พนั ธ์ของสิ่งทเี่ ปน็
นามธรรมขน้ึ มาในรปู แบบ หรอื แนวคดิ ใหม่
6. การประเมินคา่ เป็นความสามารถในการตดั สนิ ตรี าคา หรอื สรปุ เกย่ี วกับคุณค่าของสง่ิ ต่าง ๆ
ออกมาในรูปของคุณธรรมอย่างมีกฎเกณฑท์ เ่ี หมาะสม ซ่งึ อาจเป็นไปตามเน้อื หาสาระในเรอ่ื งน้ัน ๆ หรอื อาจ
เป็นกฎเกณฑท์ ีส่ งั คมยอมรับกไ็ ด้
จากทกี่ ล่าวมาสรปุ ไดว้ า่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน หมายถงึ ความสามารถของนกั เรียนในด้าน ความรู้
ความจำ ความเข้าใจ การนำความรทู้ เ่ี กยี่ วกับวทิ ยาศาสตร์ไปใช้ การวเิ คราะห์ และการสงั เคราะห์ โดยวดั จาก
การทำแบบสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน เร่ือง รา่ งกายของเรา ท่ผี ้วู ิจัยพัฒนาขน้ึ จำแนกการวดั เปน็ 5 ดา้ น
ดังนี้
ด้านความรู้ – ความจำ หมายถึง ความสามารถในการระลึกถึงส่ิงทีไ่ ด้
เรยี นรู้มาแลว้ เก่ียวขอ้ งกบั ข้อเท็จจรงิ ความคดิ รวบยอด หลักการ กฎ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์
ด้านความเขา้ ใจ หมายถึง ความสามารถในการจำแนกความรไู้ ดเ้ มื่อปรากฏอยู่ในรูปใหม่ และ
ความสามารถในการแปลความร้จู ากสัญลกั ษณ์หนึ่งไปอกี สัญลักษณห์ น่งึ
ด้านการนำความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่าง ๆ ทาง
วิทยาศาสตร์ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ หรือจากที่แตกต่างไปจากที่เคยเรียนรู้มาแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ
การนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั
ด้านการวเิ คราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการแยกแยะเรอื่ งราวทีส่ มบรู ณ์
ให้กระจายออกเปน็ ส่วนยอ่ ย ๆ ได้อย่างชดั เจน ความสามารถในการวเิ คราะห์จะแตกตา่ งกนั ไปแล้วแต่ความคิด
ของแต่ละคน
ด้านการสังเคราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการผสมผสานสว่ นยอ่ ยเขา้ เป็นเร่ืองราวเดียวกนั
โดยปรบั ปรุงของเกา่ ใหด้ ีขึน้ และมคี ุณภาพสูงขนึ้
2.5.2 ความสำคญั ของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
Fenollar, Roman, & Cuestas (2007) กลา่ วว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นตวั ทำนายระดับ
สมรรถนะทางการศกึ ษาท่ีสำคัญของแตล่ ะคนและทำนายความสำเร็จในการทํางานเช่นสมรรถนะในการทำงาน
และค่าตอบแทนรายเดอื น
Drob, Cheung, & Briley (2014) กล่าววา่ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรยี นในประเทศเปน็ สิง่ ท่ี
สง่ ผลต่อความมนั่ คงในประเทศและการแขง่ ขนั ทางเศรษฐกจิ ของแตล่ ะประเทศ
Bichi, Hafiz, & Abdullahi (2017) กล่าววา่ การศกึ ษาทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ เคร่อื งมอื สำคัญในการ
พัฒนาบุคคลและสังคมโดยรวมดังเหน็ ไดจ้ ากการกำหนดนโยบายแห่งชาติทางการศึกษาของประเทศแหง่ หนงึ่ ท่ี
มกี ารสนับสนุนการเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์เพ่ือสร้างกำลงั คนใหเ้ ปน็ รากฐานทมี่ ัน่ คงเพอื่ ตอบสนองความ
51
ตอ้ งการในการพัฒนาประเทศดังนน้ั ผลทางการศึกษาจงึ ไม่ไดม้ คี วามสำคัญเฉพาะสำหรับบุคคลใดบุคคลหน่งึ
เทา่ นั้น แต่ส่งผลต่อประเทศโดยรวม
ผูว้ ิจัยสามารถสรุปความสำคัญของผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ไดด้ งั นีผ้ ลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นตัวบ่งชี้สมรรถนะทางการศึกษาของแต่ละบุคคลซ่งึ สามารถนำมาทำนายความสำเร็จในการ
เรียนและการทำงานในอนาคตได้และนอกจากน้ีบคุ คลทไ่ี ดร้ บั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ ละมผี ลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นท่ดี ีจึงเปน็ ผทู้ ี่เป็นรากฐานทมี่ น่ั คงในการพัฒนาประเทศให้มีความม่นั คงและมีความสามารถในการ
แข่งขันทางเศรษฐกิจ
2.5.3 วิธกี ารเพมิ่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
การเพมิ่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียน สามารถทำได้หลายวธิ ี นกั การศึกษาได้
ศึกษาหาวธิ กี ารต่าง ๆ ทส่ี ง่ ผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดงั นี้
Hudesman, et al. (2013) กลา่ ววา่ การประเมนิ ผลระหวา่ งเรยี นจะสง่ เสรมิ ให้นกั เรียนมีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นทดี่ ีขนึ้ เนือ่ งจากการประเมนิ ผลระหวา่ งเรียนเป็นการสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียนมีการสะท้อนผลและการ
ประเมนิ ตนเองการประเมนิ ผลนอกจากจะสง่ เสริมนกั เรยี นในการเรียนรู้ด้านเน้อื หาแลว้ ยังสง่ เสรมิ ให้นกั เรียน
ได้เรียนรวู้ ธิ กี ารเรียนร้อู กี ดว้ ยเนอ่ื งจากนักเรยี นจะเริ่มตน้ โดยการทำความเขา้ ใจเปา้ หมายการเรยี นรูแ้ ละพัฒนา
ทักษะเพอ่ื ตัดสนิ การเรียนร้ขู องตนเองเปรียบเทียบกับมาตรฐานการเรียนรจู้ ากการวิจยั ของ
Hattie และ Timperely ในปี 2007 พบว่านกั เรยี นท่ีมีช่วงอายุในระดับการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานที่มีการ
สะท้อนผลการเรยี นรู้จะมผี ลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นที่ดีขึน้ เน่อื งจากนักเรียนไดร้ บั ข้อมูลเก่ยี วกับกจิ กรรมการ
เรียนร้แู ละวธิ กี ารดำเนนิ การเพ่ือใหก้ ารเรียนรมู้ ปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น
อัมพร พลสิทธิ์, สธุ ี พรรณหาญและศกั ด์ิ สวุ รรณฉาย (2559) กล่าววา่ การจัดการเรียนรแู้ บบสบื
เสาะหาความร้บู ูรณาการกับเทคนคิ การรูค้ ิด (Metacognition) สามารถสง่ เสรมิ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
วิทยาศาสตรใ์ ห้สูงขน้ึ ได้เนื่องจากเป็นการจดั การเรียนร้นู ักเรียนสบื เสาะหาความรูด้ ้วยตนเองโดยใชเ้ ทคนคิ การ
รูค้ ดิ ฝึกการวางแผนการควบคมุ ตรวจสอบและการประเมินสิง่ ท่ตี นเองร้ทู ำใหน้ ักเรยี นไดฝ้ ึกใชค้ วามคิดเป็น
ลำดับข้นั ตอนทำให้ความรทู้ เี่ กิดขึน้ มีความคงทนเนือ่ งจากได้ฝกึ ปฏบิ ัตจิ งึ ทำให้ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของ
นกั เรยี นสงู ขน้ึ
ศรัลยา วงเอ่ียม, ภทั รภร ชัยประเสรฐิ , และสพลณภทั ร์ ศรแี สนยงค์ (2559) กล่าววา่ การจดั การ
เรยี นรแู้ บบใช้ปญั หาเป็นฐานสามารถพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและการแก้ปญั หาทางวิทยาศาสตรไ์ ด้
เนอื่ งจากการจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้ปญั หาเป็นฐานจะเนน้ ให้นกั เรียนไดเ้ รียนร้ดู ้วยตนเองจากการวิเคราะห์ปัญหา
ตั้งประเดน็ ที่สนใจเลือกวิธีการเรียนรู้เองแลกเปล่ยี นเรียนรู้ภายในกลมุ่ มอี สิ ระในการเรยี นไดล้ งมอื ปฏิบัติและ
เกิดความกระตือรือร้นทำใหเ้ ข้าใจเนือ้ หาอย่างแท้จริง
อรอุมา พันธเ์ กต (2561) กล่าวว่าการสง่ เสรมิ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นด้านความรูค้ วามจำความเขา้ ใจ
การนำไปใช้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สามารถทำได้โดยการจัดการเรยี นรูโ้ ดยวธิ ีการสอนแบบ
สบื เสาะหาความรเู้ นือ่ งจากวธิ กี ารดังกล่าวเป็นวิธกี ารเน้นนักเรยี นเปน็ สำคญั นักเรยี นค้นคว้าหาความร้ดู ว้ ย
52
ตนเองโดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรท์ ำใหไ้ ด้รับการพฒั นาทางเนื้อหาและทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรจ์ งึ สง่ ผลให้มีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนสงู กว่าการจัดการเรียนรู้แบบท่ีเนน้ ครูเปน็ สำคญั
กลา่ วโดยสรปุ การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ (Science Academic achievement) สามารถ
ทำไดโ้ ดยส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนตระหนักถึงกระบวนการในการเรียนรกู้ ารรับผดิ ชอบต่อหน้าที่ในการเรียนรเู้ ช่นการ
จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเปน็ ฐานหรอื การจดั การเรียนรแู้ บบสบื เสาะท่ีฝกึ ใหน้ ักเรยี นตอ้ งลงมอื ปฏิบัตหิ รอื
ค้นควา้ หาความรู้ดว้ ยตนเองฝกึ การวางแผนการควบคุมตรวจสอบและประเมินผล และการประเมนิ ผลระหว่าง
การเรียนรเู้ พอื่ ให้นักเรียนสามารถพัฒนาการเรยี นรู้ของตนเองไดอ้ ย่างเหมาะสมซง่ึ การดำเนินการเหล่านจ้ี ะ
ส่งเสรมิ ใหน้ ักเรียนมีความเข้าใจในเน้อื หาและเกิดความรู้ท่คี งทนทำใหส้ ามารถทำแบบทดสอบเพอ่ื วดั
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิทยาศาสตรไ์ ด้ถกู ตอ้ ง
2.5.4 การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตร์
ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ (2543, หนา้ 125) ไดส้ รปุ การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทาง
วทิ ยาศาสตรพ์ อสงั เขป ดงั น้ี
1) ความตรง (Validity) หมายถึง แบบทดสอบที่สามารถวัดได้ตรงตามลักษณะ หรือจุดประสงค์ที่
ตอ้ งการจะวัดซงึ่ เปน็ คุณสมบัติท่ีสำคัญของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ความถนัด เจตคตจิ รยิ ธรรม บุคลิกภาพ
และอ่ืนๆ แบบทดสอบทกุ ฉบบั จะต้องมีคุณภาพด้านความตรง จงึ จะเชื่อไดว้ ่าเป็นแบบทดสอบท่ีดีและผลที่ได้
จากการวดั จะถูกต้องตรงตามท่ีต้องการความตรงในการวดั จำแนกตาม
คุณลกั ษณะหรอื จุดประสงค์ท่ีตอ้ งการวดั แบง่ ได้เป็น
(1) ความตรงตามเนอ้ื หา (Content Validity) หมายถงึ วัดได้ตรงตามเนื้อหาที่ตอ้ งการวัด
(2) ความตรงเชิงเกณฑ์ (Criterion-Related Validity) หมายถึง ผลการวัดได้สัมพันธ์กับเกณฑ์ที่
ตอ้ งการมี 3 ลกั ษณะ คอื
ก. ความเที่ยงตรงเชิงสภาพ เช่น ความสามารถทางทฤษฎีและปฏิบัติต้องสอดคล้องกันมี
ลักษณะวดั เวลาเดียวกัน (x และ y เวลาเดยี วกนั ) หรือการท่ีผวู้ จิ ยั ประเมินใช้ขอ้ สอบประเมินกับการทีค่ นทรี่ ู้จัก
ประเมิน ได้ผลประเมนิ ตรงกนั แสดงว่าตรงตามสภาพ
ข. ความตรงเชงิ พยากรณ์ เช่น ความสามารถ แต่มีลักษณะวัดเวลาต่างกันโดยวดั ปจั จุบันและ
วัดในอนาคต (X และ y เวลาต่างกนั )
ค. ความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) หมายถึง วัดได้ตรงตามลักษณะ
หรอื ตามทฤษฎี ครอบคลมุ ตามคณุ ลกั ษณะของโครงสรา้ งของเครือ่ งมือมาตรฐาน
2) ดัชนีความยากของข้อสอบหรือดัชนีค่าความง่ายของข้อสอบเป็นดัชนีที่แสดงถึงระดบั ความยากง่าย
ของข้อสอบขง่ี สามารถหาไดท้ ้งั ขอ้ สอบแบบปรนัย และแบบอัตนัย
3) ดัชนีค่าอำนาจจำแนก สำหรับค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบอิงเกณฑ์นั้นจะเป็นค่าอำนาจจำแนก
ระหว่างกลุ่มที่ยังไม่ได้รบั การเรียนรู้หรือกลุ่มที่ยังไม่รู้ (Non master) กับกลุ่มที่ได้รับการเรียนรู้แล้วหรือที่รู้
แล้ว (Master) ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบองิ เกณฑ์ท่ีเช่นเดียวกับขอ้ สอบองิ กลุม่ คอื มีค่าอำนาจอยู่ระหว่าง
-1 ถงึ +1
53
4) ความเที่ยง (Reliability) ของแบบทดสอบ หมายถึง ความคงที่ของคะแนนท่ีไดจ้ ากการสอบนักเรียน
คนเดยี วกันหลายครงั้ ในแบบทดสอบชุดเดมิ ซ่งึ เป็นคุณสมบัติของแบบทดสอบที่สามารถให้คะแนนแก่ผู้สอบได้
อยา่ งคงทีแ่ นน่ อน คา่ ความเช่อื มน่ั จะมีคา่ อยูร่ ะหว่าง - 1 ถงึ +1
5) ความเป็นปรนัย (Objectivity) ของแบบทดสอบ หมายถึง ผลของการสอบ ชุดข้อสอบนั้นๆ สะท้อน
ถงึ ความสามารถของผเู้ รียนอยา่ งแท้จริง ไม่ไดม้ ีอิทธพิ ลของผสู้ อนเขา้ มาเก่ียวข้อง ความเป็นปรนัย ได้แก่ ความ
เปนี ปรนัยในการถามหรอื ความชัดเจนในการถาม คือ อ่านแลว้
เข้าใจตรงกันไม่ต้องตีความเพิ่มเติม ความเป็นปรนัยในกรให้คะแนนหรือ ความชัดเจนในการให้คะแนน
หมายถึง ตรวจแลว้ ให้คะแนนตรงกนั ไมว่ ่าผ้ตู รวจจะเปน็ ใคร ความเป็นปรนยั ในการแปลผลหรอื ชัดเจนในการ
แปลผล หมายถึงแปลผลไดต้ รงตามสภาพท่ีเปน็ จริงของสภาพผู้ทำการทดสอบ
6) ความสะดวกใช้ (Usability) หมายถงึ ความสามารถในการนำเคร่อื งมือไปใช้ในสถานการณ์ท่ีต้องการ
ได้ดี
กัญจนา ลินทรัตนศิรกิ ลุ (2554, หนา้ 2-49) กล่าววา่ การตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทาง
วิทยาศาสตรต์ ้องตรวจสอบความตรงและความเทยี่ ง ดงั น้ี
1) การตรวจสอบความตรง สามารถตรวจสอบไดด้ ังนี้
(1) ความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) เป็นการพิจารณาว่าข้อคำถามในเครื่องมือวัดเป็น
ตัวแทนของเนื้อหาท้ังหมดที่ตอ้ งการวัดหรือไม่ โดยให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อ
คำถามกับจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ (IOC)
(2) ความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ (Citerion-related validity) เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่าง
คะแนนที่ได้กับเกณฑ์ ความตรงเชิงเกณฑ์สัมพันธ์ แบ่งเป็นความตรงตามสภาพและความตรงเชิงพยากรณ์
ความแตกต่างของความตรงทั้ง 2 ประเภท อยู่ที่เวลา กล่าวคือถ้าคะแนนเกณฑ์และคะแนนท่ีได้จากการสอบ
หรอื จากกรวดั ได้มาในเวลาเดยี วกนั ก็เป็นความตรงตามสภาพแต่ถ้าคะแนนเกณฑ์และคะแนนทีไ่ ดจ้ ากการสอบ
ได้มาคนละเวลากัน ก็เป็นความตรงเชิงพยากรณ์
(3) ความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct validity) เป็นการวัดคุณลักษณะทางจิตวิทยา คำว่า
"โครงสร้าง" เปน็ ส่ิงท่ีไมส่ ามารถสังเกตและวัดได้โดยตรง แตส่ ามารถอา้ งองิ จากทฤษฎีทางจติ วิทยา
2) การตรวจสอบความเที่ยง การตรวจสอบความเที่ยงของแบบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางวทิ ยาศาสตร์สามารถ
ตรวจสอบได้หลายวธิ ี ดังน้ี
(1) การสอบช้ำ เป็นการตรวจสอบความเที่ยงโดยการนำแบบทดสอบฉบับเดียวกันไปสอบกับกลุ่ม
เดียวกนั 2 คร้งั โดยเวน้ ระยะเวลาหา่ งกนั 7-10 วนั แลว้ นำผลท่ไี ด้มาหาคา่ สัมประสทิ ธิ์สหสมั พันธ์
(2) วิธีการใช้ฟอร์มเทียบเท่าหรือฟอร์มคู่ขนาน เป็นการตรวจสอบความเที่ยงโดยนำแบบทดสอบ 2
ฉบับ ที่มีลักษณะเหมือนกันไปสอบผู้สอบกลุ่มเดียวกันในวันเดียวกัน แล้วนำคะแนนที่ได้จากการสอบมาหา
สหสมั พันธ์กัน
54
(3) วธิ กี ารหาความสอดคลอ้ งภายใน เป็นวิธีการหาความเที่ยงจากการใชแ้ บบทดสอบเพียงฉบับเดียว
และดำเนนิ การสอบเพยี งคร้งั เดยี ว นำมาหาความเที่ยงโดยใช้วิธกี ารหาความสอดคล้องภายใน สามารถทำได้ 4
วธิ ี ไดแ้ ก่ วิธแี บง่ ครึง่ วธิ ีของคเู ดอร์-ริชารด์ สนั วิธสี มั ประสิทธ์ิ
แอลฟา และวธิ ีการวเิ คราะหค์ วามแปรปรวนของฮอยท์
จากท่กี ลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ สรุปได้ว่า การตรวจสอบคณุ ภาพของแบบวดั ผลสมั ฤทธ์ิจะตอ้ งตรวจสอบความ
ตรง ดัชนีความยากของข้อสอบหรือดัชนีค่าความง่ายของข้อสอบ ค่าอำนาจจำแนกของข้อสอบ ความเที่ยง
ความเปน็ ปนัย และความสะดวกใช้
2.6 การวัดความพงึ พอใจของนักเรียน
2.6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
ไชยยัณห์ ชาญปรีชารัตน์ (2543) กล่าวว่าความพึงพอใจหมายถงึ ความรสู้ กึ ของบคุ คลท่มี ีตอ่ งานท่ี
ปฏบิ ตั ิทางบวกคอื รู้สกึ ชอบรักพอใจหรอื เจตคติทด่ี ีต่องานซึ่งเกดิ จากการได้รับการตอบสนองความต้องการทง้ั
ทางด้านวัตถแุ ละดา้ นจิตใจเป็นความร้สู ึกท่มี คี วามสขุ เมอื่ ไดร้ บั ความสำเรจ็ ตามต้องกรหรือแรงจงู ใจ
สมหมาย เปียถนอม (2551) กลา่ วไวว้ า่ ความพงึ พอใจหมายถึงทัศนคติอย่างหนง่ึ ทม่ี ีลกั ษณะเปน็
นามธรรมไม่สามารถมองเห็นรปู ร่างไดเ้ ป็นความรู้สกึ สว่ นตัวทีเ่ ป็นสุขเมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการของ
ตนในสงิ่ ทีข่ าดหายไปและเป็นสิ่งทก่ี ำหนดพฤตกิ รรมในการแสดงออกของบคุ คลท่มี ีตอ่ การเลอื กทจี่ ะปฏบิ ัตใิ น
กิจกรรมนั้น ๆ ความพึงพอใจจะทำให้บุคคลเกิดความสบายใจหรือสนองความตอ้ งการทำให้เกิดความสขุ
รวมทง้ั สภาพแวดลอ้ มต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นปัจจัยทำใหเ้ กิดความพึงพอใจหรอื ไม่พงึ พอใจ
กาญจนา จันทรป์ ระเสริฐ (2554) ได้ใหค้ วามหมายของความพงึ พอใจไวว้ ่าเป็นความรูส้ กึ ทด่ี หี รือ
ทัศนคติทดี่ ีของบคุ คลซงึ่ มักเกดิ จากการได้รับการตอบสนองตามทต่ี ้องการกจ็ ะเกดิ ความรู้สกึ ท่ดี ีในส่ิงนน้ั ตรงกนั
ข้ามหากความตอ้ งการไมไ่ ด้รบั การตอบสนองความไมพ่ งึ พอใจก็จะเกิดขึ้น
2.6.2 แนวคดิ และทฤษฎที ี่เกี่ยวขอ้ งกบั ความพงึ พอใจ
อกุ กฤษฎี ทรงชยั สงวน (2543) ไดร้ วบรวมกลุม่ แนวคดิ เกย่ี วกบั ความพึงพอใจในรูปแบบของแรงจงู ใจ
ไว้ 4 กล่มุ คือ
1. ทฤษฎีการจงู ใจของมาสโลว์ (Maslow 's Theory motivation) กล่าวถงึ ลำดบั ขัน้ ความต้องการ
ของมนษุ ย์ออก 5 ขั้นตามลำดบั (ศิริพงษเ์ ศาภายน, 2547) กลา่ วคือ
1) ความต้องการทางดา้ นรา่ งกาย (Physiolgical) เปน็ ความต้องการพื้นฐานที่สำคญั ทีส่ ุด
เพือ่ ให้ชวี ิตดำรงอย่ไู ด้
2) ความตอ้ งการความมั่นคงและปลอดภยั (Safety) หลังจากทร่ี า่ งกายได้รับการตอบสนอง
ความต้องการแลว้ กเ็ กิดความต้องการดา้ นความปลอดภยั ซงึ่ หมายถึงความปลอดภัยทางด้านร่างกายท่ตี อ้ งการ
ได้รับความคุม้ ครองและยังรวมถึงความมน่ั คงทางเศรษฐกจิ ดว้ ย
3) ความตอ้ งการทางสงั คม (Social) เปน็ ความตอ้ งการเปน็ สว่ นหนึ่งของสังคมของกลุ่มไดร้ บั การ
ยอมรับและเปน็ ผทู้ ี่มีความสำคัญในกล่มุ
55
4) ความต้องการมีชอื่ เสียง (Esteem) เปน็ ความตอ้ งการที่จะเป็นบุคคลทมี่ ีความมนั่ ใจในตนเองมี
บคุ คลยอมรบั นับถือได้รับการยกย่องจากคนอนื่ เม่ือทำงานสำเร็จตอ้ งการมฐี านะเดน่ ทางสงั คมซ่ึงส่ิงเหลา่ นจี้ ะ
นำไปสูค่ วามมัน่ ใจในตนเองและรสู้ ึกว่าตนมีคุณค่า
5) ความต้องการความสำเร็จตามความนกึ คิด (Sclf Actualization) เป็นความตอ้ งการลำดบั ข้นั สูงสุด
เมือ่ คนได้รับการตอบสนองทางดา้ นรา่ งกายความปลอดภยั ด้านสังคมความมชี อ่ื เสียงแล้วต่อมาไม่นานนักคนก็
จะเกิดความไมพ่ อใจไดถ้ ้าเขาไม่สามารถทนสง่ิ ที่ตนตอ้ งการทำรวมทง้ั ต้องการใหช้ ีวติ ดีข้ึนมคี วามกา้ วหน้าและ
ทำในสิง่ ทตี่ นชอบนอกจากน้นั ยังรวมถึงองค์ประกอบอ่นื ๆ เชน่ ความรสู้ กึ วา่ งานมีความสำคัญท้าทาย
ความสามารถความกา้ วหนา้ มีความสำเร็จมากยิง่ ขึ้นไปอกี
2. ทฤษฎีการจงู ใจการบำรุงรกั ษาของ Herz berg ได้กล่าวถงึ ปจั จยั การจูงใจซงึ่ เป็น
ตัวกระตนุ้ ให้ผ้ปู ฏบิ ัตงิ านด้านความพึงพอใจ ไดแ้ ก่ โอกาสความสำเรจ็ การยอมรบั ความรับผิดชอบความ
เจริญกา้ วหนา้ ละปจั จัยการบำรุงรกั ษาซ่ึงเปน็ ตวั ขัดขวางความพึงพอใจ ได้แก่ นโยบายขององคก์ รสภาพการ
ทำงานความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล
3. ทฤษฎแี รงจงู ใจของ Mc Celland แบง่ ความต้องการของมนษุ ยเ์ ปน็ 3 ประเภทคอื ความ
ตอ้ งการความสำเรจ็ ความตอ้ งการอำนาจและความตอ้ งการความสัมพนั ธโ์ ดยความตอ้ งการความสำเร็จหรือ
เรยี กวา่ แรงจูงใจใฝส่ มั ฤทธิน์ ัน้ ถา้ บคุ คลใดมสี งู จะมีความปรารถนาที่จะทำส่ิงหน่งึ ให้ลลุ ่วงไปดว้ ยดี
4. ทฤษฎีการคาดหวงั ของ Vroom ได้เสนอแนวคิดเก่ยี วกบั แรงจูงใจในการทำงานของบคุ คลจะ
ประเมินความเป็นไปไดข้ องผลทจี่ ะบังเกิดข้ึนแล้วจึงดำเนนิ การปฏิบตั ิทีต่ นคาดหวังไว้การจงู ใจขน้ึ อยู่กบั การคิด
หวงั ของมนุษย์ต่อผลท่เี กดิ ขน้ึ ทฤษฎีการคาดหวังของ Vroom นีท้ ำนายวา่ บคุ คลจะรว่ มกิจกรรมท่เี ขาคาดหวัง
วา่ จะได้รับรางวลั หรือส่งิ ต่าง ๆ ทเี่ ขาปรารถนา
2.6.3 องค์ประกอบท่มี อี ทิ ธิพลตอ่ ความพึงพอใจ
องคป์ ระกอบที่มอี ทิ ธพิ ลตอ่ ความพงึ พอใจในการเรียนการสอนมี 7 ประการจรูญทองถาวร (2536)
ตามทฤษฎีของเฮอร์เบิรก์ และมาสโลวด์ งั นี้
1. ความสมหวงั ในชีวิตความสมหวงั เปน็ ส่งิ ทีท่ กุ คนปรารถนาใหต้ นเองประสบผลสำเร็จในชีวิตการ
เรยี นในแนวที่ตนเองสนใจ
2. ความพอใจในการเรียนถ้าคนเราเรียนในสง่ิ ทีเ่ ราพอใจก็จะมคี วามสุขและทำใหป้ ระสบผลสำเร็จ
3. การยอมรบั นับถอื มนษุ ยเ์ ป็นสัตว์สงั คมที่ต้องการพ่งึ พาอาศยั มนษุ ยห์ รือสมาชิกทีเ่ ปน็ ส่วนหนึ่งของ
สังคมถูกทอดทิง้ ใหอ้ ย่ตู ามลำพังเขาจะเกดิ ความกังวลเครียดไม่สามารถเรยี นหรอื ปฏิบตั ิงานใหเ้ กิดผลดีได้ แต่
ในทางตรงกันขา้ มถ้าสมาชิกนน้ั เป็นบุคคลทสี่ งั คมยอมรับนับถอื และใหค้ วามไว้วางใจบุคคลน้ันยอ่ มมคี วามสขุ มี
ความพึงพอใจต่อการเรียนหรอื การทำงานนั้นใหส้ ำเรจ็ บรรลุผลที่ตง้ั ใจไว้ได้
4. ความกา้ วหน้าการมีช่อื เสยี งเกียรติยศเมือ่ ทกุ คนเขา้ มาเรยี นในสถาบนั ต่าง ๆ สง่ิ ที่ทุกคนหวังคือ
ความก้าวหนา้
56
5. ความสนใจความสนใจเป็นภาวะทีจ่ ิตขอบุคคลจดจ่อและปรารถนาที่จะรสู้ ง่ิ ใดสิ่งหนงึ่ เพอ่ื นำไป
บำบัดความต้องการให้เป็นทยี่ อมรบั ของสงั คมถ้าบคุ คลนน้ั มีความสนใจกับการเรียนกจ็ ะทำให้มีความ
กระตอื รือรน้
6. ความเสมอภาคหมายถงึ ความเท่าเทียมกันในการเรยี นของคนในสถาบันไมม่ ีการแบ่งแยกนักเรียน
ในระบบและนอกระบบ
7. สภาพการเรียนการจัดการเรียนการสอนดว้ ยวธิ กี ารต่าง ๆ ทจี่ ะทำให้นักเรียนสามารถรับความรู้
และประสบการณไ์ ดเ้ ตม็ ท่ี
2.6.4 การวัดความพงึ พอใจการวดั ความพึงพอใจ
ภณิดา ชยั ปัญญา (2541) ได้กล่าวเกยี่ วกบั การวดั ความพึงพอใจวา่ สามารถทำไดห้ ลายวิธีดังต่อไปน้ี
1.การใชแ้ บบสอบถามเพือ่ ตอ้ งการทราบความคิดเห็นซึง่ สามารถทำได้ในลกั ษณะกำหนดคำตอบให้
เลอื กหรือตอบคำถามอิสระคำถามดังกล่าวอาจถามความพงึ พอใจในด้านต่าง ๆ
2. การสมั ภาษณ์เปน็ วิธกี ารวดั ความพงึ พอใจทางตรงซึ่งตอ้ งอาศัยเทคนคิ และวิธกี ารที่ดจี ะไดข้ อ้ มูลที่
เปน็ จริง
3. การสงั เกตเปน็ วธิ ีวดั ความพงึ พอใจโดยการสังเกตพฤติกรรมของบคุ คลเป้าหมายไม่วา่ จะแสดงออก
จากการพูดจากริยาท่าทางวิธนี ้ตี ้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจังและสงั เกตอย่างมีระเบียบแบบแผน
บญุ เรยี ง ขจรศลิ ป์ (2529) ไดก้ ลา่ วว่าทัศนคตหิ รอื เจตคตเิ ปน็ นามธรรมเป็นการแสดงออกคอ่ นขา้ ง
ซับซ้อนจึงเปน็ การยากท่ีจะวัดทัศนคติไดโ้ ดยตรง แต่เราสามารถท่ีจะวัดทศั นคติไดโ้ ดยออ้ มโดยวดั ความคดิ เหน็
ของบุคคลเหลา่ นั้นแทนฉะนั้นการวัดความพงึ พอใจกม็ ขี อบเขตที่ จำกดั ด้วยอาจมคี วามคลาดเคลื่อนเกดิ ขึ้นถ้า
บุคคลเหล่านน้ั แสดงความคิดเหน็ ไม่ตรงกับความรู้สึกทแ่ี ท้จรงิ ซ่ึงความคลาดเคล่ือนเหล่านี้ย่อมเกดิ ข้ึนได้เปน็
ธรรมดาของการวดั โดยทว่ั ๆ ไป
2.7 งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง
งานวิจยั ในประเทศเก่ยี วกับทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการจดั การเรยี นร้แู บบรวมพลงั 5
ขั้นตอน วิชาวทิ ยาศาสตร์ผ้วู ิจัยได้ศึกษาและรวบรวมงานวิจัยในประเทศไทยที่เก่ยี วกบั ทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรแ์ ละความคิดสรา้ งสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
กติ ภิ ูมเิ ลิศ กติ คิ ุณโยธิน (2550) ได้ศกึ ษาความคดิ สร้างสรรคท์ างวทิ ยาศาสตรโ์ ดยใช้แบบฝกึ โครงงาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยขี องนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ผลวิจัยพบวา่ นักเรียนทีไ่ ดร้ ับการสอนโดยใช้แบบ
ฝกึ โครงงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความความคิดสร้างสรรคท์ างวิทยาศาสตรส์ ูงขึน้ อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ิที่ระดับ. 01
พัชราภรณเ์ มืองศรี (2550) ไดศ้ ึกษาความคิดสรา้ งสรรคท์ างวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษา
ปที ่ี 6 โดยใช้กจิ กรรมการเรยี นรู้ 5 ขน้ั ตอนผลวจิ ัยพบวา่ นักเรียนที่เรยี นด้วยการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ 5 ขน้ั มี
ผลความคิดสรา้ งสรรคท์ างวิทยาศาสตรม์ ากกวา่ นกั เรียนทเี่ รยี นด้วยการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบปกติ
รุ่งทิพย์ จันทร์อ่อน (2557) ไดศ้ กึ ษาการจัดการเรียนรูแ้ บบ 4 MAT เร่อื งพลังงานความรอ้ นกล่มุ สาระ
การเรยี นรู้วิทยาศาสตรเ์ พื่อสง่ เสรมิ ความคิดสรา้ งสรรค์ทางวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ผล
57
วจิ ัยพบวา่ ความคดิ สร้างสรรค์ทางวทิ ยาศาสตรห์ ลังเรียนโดยใชก้ ารจดั การเรยี นรแู้ บบ 4 MAT เร่ืองพลังงาน
ความร้อนกลมุ่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรข์ องนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 สงู กวา่ กอ่ นเรียนอยา่ งมีนยั สำคญั
ทางสถิติท่ีระดับ. 01
บุญรัตน์ จันทร (2557) ได้ศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตรข์ องนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 เร่อื งสมดุลกลโดยใช้การจดั การเรียนร้แู บบสบื เสาะหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์ผลการวิจยั
พบว่าการจดั การเรียนรแู้ บบสืบเสาะหาความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์สามารถพฒั นาความคิดสรา้ งสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ ไดแ้ ก่ ความคิดคลอ่ งแคลว่ ความคดิ ยืดหยนุ่ และความคิดรเิ ร่มิ ให้อยู่ในระดับดีและดมี ากย่งิ ข้ึนได้
วญิ ญา ระเบียบโอษฐ์ (2557) ได้ศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนร้เู พือ่ เสริมสร้างทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรด์ ้วยกระบวนการเรยี นรู้ 5 ข้ันตอนผลการวจิ ยั พบวา่ รปู แบบการเรียนรเู้ พ่ือ
เสรมิ สร้างทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรด์ ้วยกระบวนการเรียนรู้ 5 ขน้ั ตอนเรื่องพืชกล่มุ สาระการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพ 87.36 / 86.92 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 78.09
แสดงว่าผู้เรยี นมีทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ พ่ิมขน้ึ 78.09 หรือคิดเป็นร้อยละ 78.09
เพ็ญพกั ตร์ ช่วยพนั ธ์ (2557) ได้ศกึ ษาผลของการใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ข้ันตอนที่มีต่อทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และความคดิ สร้างสรรคท์ างวิทยาศาสตร์กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ของ
นกั เรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 มีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความความคิดสร้างสรรค์ทาง
วิทยาศาสตร์ผลการวิจัยพบว่าหลงั เรียนสงู ข้ึนอย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ. 05
สดุ ารตั น์ เกยี รติจรุงพนั ธ์ (2559) การศึกษามโนทัศนแ์ ละผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวทิ ยาศาสตร์ของ
นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 วชิ าชวี วทิ ยาเพิ่มเติม เร่ือง ความหลากหลายทางชวี ภาพ ที่ได้รับการจดั การ
เรียนรู้เชงิ รกุ ผลการวิจยั พบว่าหลังเรียนสูงขนึ้ อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติท่รี ะดบั . 01
ภคนนั ท์ แช่มรัมย์ (2562) การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เรื่อง ตวั กลางของแสง ด้วย
กระบวนการเรียนรู้แบบ CO-5 STEPs โดยใช้วธิ ีการพฒั นาบทเรยี นรว่ มกัน ผา่ นชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ าง
วชิ าชพี สำหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 ผลวิจยั พบว่าหลังเรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคัญทาง
สถิติท่ีระดับ .05 และมคี วามพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกระบวนการดังกลา่ วอยใู่ นระดบั มากที่สุด
58
บทที่ 3
วธิ ีดำเนนิ การวจิ ยั
การศกึ ษาครงั้ น้ี เป็นการวจิ ยั เร่อื งผลการใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับ
สอื่ การสอนออนไลน์ เพอื่ พัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนและเสรมิ สร้างคณุ ธรรมของนักเรียนช้นั
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานุกลู ) มีขัน้ ตอนการดำเนนิ งาน ดังตอ่ ไปน้ี
3.1 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
3.2 เคร่อื งมอื ทใี่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล
3.3 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือ
3.4 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
3.5 การวเิ คราะหข์ ้อมูล
3.6 สถติ ทิ ใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.1.1 ประชากร
ประชากรทีใ่ ช้ในการวิจัยครงั้ น้ีเป็น นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง
(อนิ ทรประชานุกลู ) อำเภอบางนำ้ เปร้ยี ว จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา
ฉะเชงิ เทรา เขต 1 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 1 ห้องเรยี น มนี ักเรียน 16 คน
3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง
กลุม่ ตัวอยา่ งท่ีใช้ในการวจิ ัยครัง้ นี้ ไดแ้ ก่ นักเรียนช้นั ปรถมศึกษาปีท่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา
2565 โรงเรียนวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกูล) อำเภอบางนำ้ เปรยี้ ว จงั หวัดฉะเชงิ เทรา สำนกั งานเขตพน้ื ที่
การศกึ ษาประถมศึกษาฉะเชงิ เทรา เขต 1 จำนวน 16 คน ซึง่ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)
3.2 เคร่อื งมอื ท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมลู
1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องไฟฟ้า สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็น
ปรนัย 4 ตัวเลอื ก จำนวน 15 ข้อ
2) แบบประเมินคุณธรรมที่เกิดข้นึ กับนักเรียน ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลงั จากการจัดการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องไฟฟ้า
จำนวน 9 ข้อ
3) แบบวัดความพึงพอใจ ต่อการเรียนเรื่องไฟฟ้า โดยใช้การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ
GPAS 5 Steps รว่ มกับสอื่ การเรียนรู้ออนไลน์ จำนวน 15 ขอ้
4) แผนการจัดการเรยี นรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องไฟฟ้า โดยใช้การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั ส่ือการเรียนรูอ้ อนไลน์ จำนวน 6 แผน
59
5. ชุดกิจกรรมชดุ กิจกรรม เร่ืองไฟฟ้า สำหรับนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 ทีผ่ ูว้ จิ ยั สร้างข้ึน ใช้เวลา
16 ช่ัวโมง
3.3 การสร้างและการตรวจสอบคณุ ภาพเครื่องมอื
1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องไฟฟ้า สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็น
ปรนยั 4 ตวั เลือก จำนวน 20 ขอ้ ไดด้ ำเนินการตามขนั้ ตอนดังนี้
1.1 ศึกษารายละเอียดของตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตร
สถานศึกษาโรงเรยี นวดั หลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานุกลู ) พทุ ธศักราช 2563 เก่ยี วกับมาตรฐานการเรียนรู้ตัวช้ีวัด
เน้ือหาสาระการเรียนรแู้ กนกลางรวมทัง้ เอกสารตา่ งๆ ที่เกยี่ วขอ้ งกบั การสรา้ งแบบทดสอบแบบปรนัย
1.2 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ตามมาตรฐาน ตัวชี้วัดและจุดประสงค์การเรียนรู้เพ่ือพิจารณาพฤติกรรม
และทักษะที่สัมพันธ์กับเนื้อหาและกิจกรรมจากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ (Test Blueprint) ที่วัด
พฤติกรรมการเรียนรู้ 5 ระดับ ตามแนวคิดทฤษฎีของบลูม (BLOOM) คือ การจำ การเข้าใจ ประยุกต์ใช้
วิเคราะห์ สังเคราะห์
1.3 สร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน เรือ่ ง ไฟฟ้า เป็นข้อสอบแบบปรนยั 4 ตวั เลอื ก จำนวน
30 ขอ้ ให้ครอบคลมุ ตามตวั ช้วี ัดโดยแต่ละข้อให้มีตัวเลือกท่ถี ูกต้องที่สุดเพียง 1 ตวั เลอื ก กำหนดเกณฑ์การให้
คะแนนคือ ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผิดได้ 0 คะแนน เพื่อคัดเลือกข้อสอบที่มีคุณภาพจำนวน 15 ข้อโดย
คดั เลอื กใหค้ รอบคลมุ ตามตัวชี้วดั ท่กี ำหนดไว้
1.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรอ่ื งไฟฟา้ เสนอตอ่ ผเู้ ชี่ยวชาญดา้ นเน้ือหา ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านการจัดการเรียนรู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลรวมทั้งหมด 3 คน เพื่อตรวจสอบความ
เที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบ จากนั้นนำผลประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่าดัชนีความ
สอดคล้อง( Index of item Objective Congruence : IOC) เปน็ รายขอ้ โดยกำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี
+1 หมายถงึ แนใ่ จว่าขอ้ สอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนัน้ มีความ
สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์การเรียนรู้
0 หมายถึง ไม่แนใ่ จว่าข้อสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
น้นั มคี วามสอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรียนร้หู รือไม่
-1 หมายถงึ แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนนั้นไมม่ คี วาม
สอดคล้องกบั จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
โดยดัชนมี คี วามสอดคล้องตงั้ แต่ 0.20 ขนั้ ไป ถือว่ามคี วามสอดคลอ้ งกันในเกณฑท์ ่ี ยอมรับได้ (นลิ พันธ์ุ,
2558) นำผลจากการพจิ ารณาคา่ IOC ของผู้เช่ียวชาญทงั้ 3 คน มาคำนวณหาค่าดชั นีความสอดคล้อง พบวา่ มี
ค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งระหว่าง 0.50 - 1.00
1.5 นำแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นเรือ่ งไฟฟ้า ไปทดลองใช้ (Tryout) เพื่อตรวจสอบคณุ ภาพ
ของเครอ่ื งมือกับนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ูล) ภาคเรียนที่ 1 ปี
60
การศกึ ษา 2564 ที่เคยเรยี นในมาก่อนจำเร่ืองนม้ี าก่อนจำนวน 17 คน
1.6 นำผลการทดลองมาวิเคราะห์รายข้อเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบโดยทดสอบหาความยากงา่ ย (p)
ของแบบทดสอบไดค้ า่ ระหว่าง 0.30 – 0.70 ตามเกณฑร์ ะหว่าง 0.20 – 0.80 และหาค่าอำนาจำแนก (r) ได้ค่า
ระหว่าง 0.20 – 0.60 ตามเกณฑ์ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป (นิลพันธ์ุ, 2558) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี น เรอื่ งไฟฟ้า จำนวน15 ข้อไปหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยใชก้ ารตรวจสอบผลการวัดที่สม่ำเสมอ
และคงที่ด้วยวิธีการของครูเดอร์-ริชาร์ดสัน จากสูตร KR-20 (นิลพันธุ์, 2558) ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ
0.79
1.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาคัดเลือกจึงได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
จำนวน 20 ขอ้ คะแนน 15 คะแนน เพ่ือใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมือในการศกึ ษาวิจัย
1.8 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องไฟฟ้า จำนวน 15 ข้อ ไปใช้ในการวิจัยกับกลุ่ม
ตวั อย่าง ซึง่ เป็นนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานุกลู ) สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565 จำนวน 16 คน
2) แบบประเมินคุณธรรมที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากการจัดการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องไฟฟ้า
จำนวน 9 ขอ้ มีขัน้ ตอนในการดำเนนิ การดงั นี้
2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการสร้างแบบประเมินคณุ ธรรมทีเ่ กดิ ขึ้นกับนักเรียน ชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการ
เรยี นรู้ออนไลน์ หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 เรือ่ งไฟฟ้า
2.2 ศกึ ษาและวิเคราะหห์ าพฤติกรรมที่แสดงออกถงึ คุณธรรมเร่ืองความรับผิดชอบ ความมรี ะเบียบวินัย
และความพอเพียง เพอ่ื เปน็ พฤติกรรมทจี่ ะทำการประเมินนกั เรียน
2.3 สร้างแบบแบบประเมินคุณธรรมที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากการจัดการ
เรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื การเรียนรอู้ อนไลน์ หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรื่อง
ไฟฟ้า เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 3 ระดบั คือ 3, 2, และ 1 ซ่ึงหมายถึงพงึ พฤติกรรมท่ปี ฏิบตั ชิ ัดเจนและ
สม่ำเสมอ พฤติกรรมที่ปฏิบัติชัดเจนและบ่อยครั้ง และพฤติกรรมที่ปฏิบัติบางครั้ง จำนวน 9 ข้อ หลังจาก
จัดการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอื่ การเรยี นรูอ้ อนไลน์
2.4 นำแบบประเมินคุณธรรมที่สรา้ งขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของ
เน้ือหา โดยใชด้ ชั นีความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ คำถามกบั ลักษณะพฤติกรรม (IOC) ตลอดจนภาษาท่ใี ชใ้ นการส่ือ
ความหมาย ซ่ึงมีคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งตง้ั แต่ 0.50 ข้ึนไป (พวงรตั น์ ทวีรตั น.์ 2543: 117) จำนวน 9 ข้อ มีค่า
IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 แล้วนำไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขตามคำแนะนำ
2.6 นำแบบประเมินคุณธรรมท่ีผา่ นการปรบั ปรงุ แก้ไข จำนวน 9 ข้อ ไปทดลองใชก้ บั นกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ูล) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ที่ไม่ใช่
กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 17 คน แล้วนำแบบวัดความพึงพอใจมาวิเคราะห์ หาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้สูตร α-
Coefficient
61
2.7 นำแบบประเมินคุณธรรม ที่มีคุณภาพและปรับปรุงแก้ไขแล้ว จำนวน 9 ข้อ ไปใช้ในการวิจัยกับ
กลุ่มตัวอยา่ ง ซึ่งเป็นนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานุกลู ) สำนักงานเขต
พนื้ ท่ีการศกึ ษาฉะเชงิ เทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 จำนวน 16 คน
3) การสร้างแบบวัดความพึงพอใจ ต่อการเรียนเรื่องไฟฟ้า โดยใช้การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้
แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สือ่ การเรยี นรอู้ อนไลน์ จำนวน 15 ข้อ
แบบวัดความพึงพอใจ ต่อการเรียนเรื่องไฟฟ้า โดยใช้การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5
Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ ครั้งนี้ผู้วิจัยใช้แบบประเมินที่ประกอบด้วยประโยคบอกเล่าเกี่ยวกับ
ความคดิ ความรู้สึกที่มตี อ่ การเรยี นเรอื่ งรา่ งกายของเรา โดยใช้การเรียนรดู้ ้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5
Steps รว่ มกับสอื่ การเรยี นรูอ้ อนไลน์ มขี ้ันตอนในการดำเนนิ การดังน้ี
3.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการสร้างแบบวัดความพึงพอใจตอ่ การเรียนโดยใช้รูปแบบ
โดยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื การเรียนรอู้ อนไลน์
3.2 ศึกษาและวิเคราะห์หาพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้กระบวนการ
เรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สือ่ การเรียนรู้ออนไลน์ เพ่ือใช้ในการกำหนดแนวทางในการสร้างแบบแบบ
วดั ความพงึ พอใจ
3.3 สรา้ งแบบวดั ความพงึ พอใจต่อการเรยี นโดยใช้กระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือ
การเรียนรู้ออนไลน์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับคือ 5, 4, 3, 2, และ 1 ซึ่งหมายถงึ พึงพอใจมาก
ที่สุดพึงพอใจมากพึงพอใจปานกลางพึงพอใจน้อยพึงพอใจน้อยที่สุดจำนวน 10 ข้อท่ีที่ได้รับจากการจัดการ
เรียนการสอนโดยกระบวนการเรียนรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอ่ื การเรียนรู้ออนไลน์
3.4 นำแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของ
เน้ือหา โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหว่างขอ้ คำถามกับลักษณะพฤติกรรม (IOC) ตลอดจนภาษาท่ีใช้ในการส่ือ
ความหมาย ซ่ึงมีคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องตง้ั แต่ 0.50 ขึ้นไป (พวงรตั น์ ทวีรตั น.์ 2543: 117) จำนวน 15 ข้อ มี
คา่ IOC อยูร่ ะหวา่ ง 0.80 – 1.00 แล้วนำไปปรับปรุงแกไ้ ขตามคำแนะนำ
3.5 นำแบบวัดความพึงพอใจที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข จำนวน 10 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564 ทไ่ี ม่ใช่กลมุ่ ตัวอยา่ ง จำนวน 17 คน แลว้ นำแบบวัดความ
พงึ พอใจมาวเิ คราะห์ หาค่าความเชื่อมน่ั โดยใช้สตู ร α- Coefficient
3.6 นำแบบวดั ความพงึ พอใจท่มี คี ณุ ภาพและปรบั ปรุงแก้ไขแลว้ ไปใชก้ บั กลมุ่ ตวั อยา่ งต่อไป
4) การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 เรอื่ งไฟฟา้ โดยใชช้ ุดกจิ กรรมการ
เรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื การเรยี นรู้ออนไลน์จำนวน 5 แผน
ซึง่ มขี น้ั ตอนการสร้างดงั นี้
4.1 ศกึ ษารายละเอียดของหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง
พุทธศกั ราช 2560) มาตราฐาน ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้
4.2 ศึกษารายละเอียดของหลักสูตรสถานศึกษา พุทธศักราช 2563 รายวิชา โครงสร้างรายวิชา
คำอธิบาย หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 3 เร่ืองไฟฟ้า สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
62
4.3 ศึกษาองค์ประกอบหลักในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่อื การเรียนรูอ้ อนไลน์
4.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรูด้ ้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้
ออนไลน์ดังน้ี
1. สาระและมาตราฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
2. ตวั ช้วี ัด
3. สาระสำคัญ
4. จุดประสงค์การเรียนรู้
5. สาระการเรียนรู้
6. กระบวนการจัดการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps ไดแ้ ก่ Step 1 Gathering
(ขั้นสังเกต รวบรวมข้อมูล) Step 2 Processing (ขั้นคิดวิเคราะห์และสรุปความรู้) Step 3 Applying and
Constructing the Knowledge (ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ) Step 4 Applying the
Communication Skill (ขั้นสื่อสารและนำเสนอ) และ Step 5 Self-Regulating (ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณ
ค่าบริการสังคมและจิตสาธารณะ) เวลาเรียน 16 คาบ คาบละ 60 นาที โดยผู้วิจัยได้แบ่งเนื้อหาในการจัด
กจิ กรรมการเรียนรู้และเวลาเรยี น รายละเอยี ดดงั ตารางท่ี 3
แผนท่ี เรอื่ ง ตวั ช้วี ัด เวลาเรียน (ช่ัวโมง)
1 ไฟฟ้าสถติ ว 2.2 ป.6/1 3
2 สัญลกั ษณ์วงจรไฟฟา้ ว 2.3 ป.6/1 2
3 วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย ว 2.3 ป.6/2 2
4 ตัวนำและฉนวนไฟฟา้ ว 2.3 ป.6/2 2
5 การต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรม ว 2.3 ป.6/3 , ว 2.3 ป.6/4 , ว 2.3 ป.6/5 6
และการต่อหลอดไฟฟ้าแบบขนาน , ว 2.3 ป.6/6
รวม 6 15
7. ส่อื , สอ่ื ออนไลน์ แหลง่ การเรียนรู้
8. การวัดและประเมนิ ผล
4.6 เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมด 3 ท่าน ใน
ด้านเนื้อหา ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแผนการ
จัดการเรยี นรู้ ในดา้ นเนื้อหา กิจกรรมการเรยี นรู้ ส่ือการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล แล้ววเิ คราะหด์ ชั นีความ
สอดคล้อง ( Index of Item – Objective Congruence : IOC ) โดยกำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนนดังนี้
+1 หมายถงึ แนใ่ จวา่ แผนการจดั การเรียนรู้มีความสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
0 หมายถึง ไม่แนใ่ จวา่ แผนการจัดการเรยี นร้มู ีความสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ การเรียนรู้หรือไม่
63
-1 หมายถึง แน ่ใจว ่าแผน ก ารจัดการ เรียน รู้ ไม่ มีคว ามสอ ดคล้อ งกับจุดปร ะสงค์
การเรียนรู้
โดยดชั นมี คี วามสอดคล้องต้งั แต่ 0.50 ข้ึนไป ถือวา่ มคี วามสอดคล้องกันในเกณฑท์ ่ยี อมรบั ได้
นำผลจากการพจิ ารณาค่า IOC ของผเู้ ช่ยี วชาญท้งั 3 คน มาคำนวณหาค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ งของ
แผนการจดั การเรียนรพู้ บวา่ 0.80-1.00
4.7 นำแผนการจดั เรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 3 เรื่องไฟฟา้ โดยใช้กจิ กรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ
เรียนรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสือ่ การเรียนรู้ออนไลน์ จำนวน 5 แผน ท่ีปรับปรุงแก้ไขแลว้ ไปทดลองใช้
(Try Out) กบั นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อินทร
ประชานุกลู ) จำนวน 17 คน
4.8 นำแผนการจดั การเรยี นรู้จรงิ ไปใชก้ ับกลุ่มตัวอยา่ ง นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1
ปกี ารศกึ ษา 2565 โรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกลู ) จำนวน 16 คน
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
การวจิ ยั คร้งั นเ้ี ป็นการวจิ ยั เชงิ ทดลอง ผู้วจิ ัยมีขน้ั ตอนในการทดลองดงั น้ี
1. ข้นั กอ่ นการทดลอง ผวู้ จิ ัยชแี้ จงขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้โดยใช้กจิ กรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ
เรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสือ่ การเรียนรู้ออนไลน์ และการทำวิจยั ให้นักเรยี นทราบ รวมทงั้
ขอความร่วมมอื ในการทดลองหลงั จากนน้ั ให้นกั เรียนกลุ่มทดลองทำแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ว 16101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องไฟฟ้า ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและเก็บคะแนนไว้
เป็นคะแนนก่อนการ ทดลอง (Pretest) ในการดำเนินการทดสอบผู้วิจัยเป็นผู้ควบคุมการสอบให้เป็นไปด้วย
ความเรียบร้อย
2. ข้ันดำเนนิ การทดลอง ผู้วิจัยจดั การเรยี นการสอนโดยใชแ้ ผนการจัดการเรยี นรู้ทสี่ ร้างข้นึ ตามกิจกรรม
การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ จำนวน 5 แผนการ
จัดการเรียนรู้ โดยใช้ทดลอง 5 สัปดาห์ จำนวน 3 คาบๆ ละ 1 ชั่วโมง ในการจัดการเรียนการสอนได้จดั การ
เรียนรูต้ ามตารางเรียน
3. หลังการจัดการเรียนการสอนครบทั้ง 15 คาบ ผู้วิจัยให้นักเรียน ทำแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี น ว 16101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 เรอ่ื งไฟฟ้า โดยใช้ แบบทดสอบชุด
เดียวกันกับการทดสอบก่อนการทดลองและเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนน หลังการ ทดลอง (Posttest) ในการ
ดำเนนิ การทดสอบผวู้ จิ ัยเปน็ ผู้ควบคมุ การสอบให้เปน็ ไปดว้ ยความ เรียบร้อย
64
3.6 สถิติทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล
สถิติทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู ดำเนินการตามตอนข้นั ตอนดงั น้ี
3.6.1) สถติ ิพนื้ ฐาน
1) คา่ เฉลี่ย (Mean) ใช้สตู รดังนี้ (พิชติ ฤทธจ์ิ รญู , 2559, หนา้ 176)
X = x
n
เมอื่ X แทน คา่ เฉลี่ย
x แทน ผลรวมของขอ้ มูล
n แทน จำนวนข้อมลู
2) สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มีสตู รดงั นี้ (พชิ ิต ฤทธิ์จรญู , 2559, หนา้ 186)
S.D = n x2 − ( x )2
n(n −1)
เมื่อ S.D แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอย่าง
n แทน จำนวนข้อมลู
X แทน ขอ้ มลู หรือคะแนนแต่ละตัว
x แทน ผลรวม
3.6.2) สถติ ทิ ใี่ ช้ในการวิเคราะหห์ าคณุ ภาพของเครื่องมือ
1) หาความเที่ยงตรงเชิงเน้ือหา (Content validity) ของแผนการจัดการเรียนรู้ใช้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ และแบบทดสอบการ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ
จุดประสงค์การเรียนรู้ (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยใช้สูตรของโรวิเนลลีและ
แฮมเบลตัน (Rowinelli and Hambletov,1997 อา้ งถงึ ใน; สมโภชน์ อเนกสุข, 2551, หนา้ 111) ดังนี้
IOC = R
N
เม่ือ IOC แทน ค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ งมคี ่าอยู่ระหวา่ ง -1 ถงึ +1
R แทน ผลรวมของการพิจารณาของผูเ้ ชีย่ วชาญ
N แทน จำนวนผู้เชย่ี วชาญทัง้ หมด
2) วเิ คราะหห์ าค่าความยากงา่ ย แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น โดยใช้สูตร (ไพศาล วรคำ,
2555, หน้า 294) ดังนี้
=
65
เมื่อ แทน ดชั นคี า่ ความยากง่าย
แทน จำนวนนักเรียนทต่ี อบขอ้ คำถามถกู
แทน จำนวนนักเรยี นที่ตอบขอ้ คำถามท้ังหมด
3) วเิ คราะห์หาคา่ อำนาจจำแนกของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน โดยใชส้ ูตร (ไพศาล
วรคำ, 2555, หน้า 294) ดงั น้ี
r= - H L
nH nl
เมือ่ r แทน ดัชนีค่าอำนาจจำแนก
H แทน จำนวนนกั เรยี นทตี่ อบถูกในกล่มุ คะแนนสงู
L แทน จำนวนนกั เรียนทตี่ อบถูกในกลุ่มคะแนนต่ำ
nH แทน จำนวนนกั เรยี นทั้งหมดในกล่มุ คะแนนสงู
nl แทน จำนวนนกั เรยี นท้ังหมดในกลมุ่ คะแนนต่ำ
4) หาค่าความเช่อื มัน่ ของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น โดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-
ริชาร์ดสนั (Kuder-Richardson Method อ้างถงึ ใน; พิสณุ ฟองศรี, 2551, หนา้ 289) ดังนี้
rtt = n n 1 1 − Pq
− S2
t
เมื่อ rtt แทน ค่าความเช่อื มนั่ ของแบบทดสอบ
P แทน สดั ส่วนของผู้ท่ตี อบถกู ในแต่ละขอ้
q แทน สัดสว่ นของผูท้ ำผดิ ในขอ้ หน่งึ ๆ
n แทน จำนวนขอ้ สอบแบบทดสอบ
S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนทัง้ ฉบับ
t
3.6.3) สถติ ิที่ใชใ้ นการทดสอบสมมติฐาน
เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ
นักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5
Steps ร่วมกบั ส่ือการเรียนรู้ออนไลน์ ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยใช้สูตร
t-test (t-dependent) ดังน้ี (ประภาพรรณ เส็งวงศ,์ 2550, หนา้ 97-99)
t = D
n D2 − ( D)2
(n −1)
เมื่อ t แทน ค่าสถติ ิทจี่ ะใช้เปรียบเทียบกบั ค่าวกิ ฤติ เพ่อื ทราบความมนี ัยสำคัญ
66
D แทน ผลตา่ งระหว่างคะแนนหลังเรยี นและก่อนเรยี น
∑ แทน ผลรวมของผลตา่ งระหวา่ งคะแนนหลังเรยี นกับก่อนเรียน
∑ 2 แทน ผลรวมของผลต่างระหวา่ งคะแนนหลังเรียนกบั ก่อนเรียนยกกำลงั สอง
N แทน จำนวนนกั เรียนกลมุ่ ตวั อยา่ ง
67
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนกั เรยี นชัน้
ประถมศึกษาปีที่ 6 ดว้ ยการจดั การเรยี นร้ดู ว้ ยกระบวนการเรยี นรูแ้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอื่ การสอน
ออนไลน์ เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและเสริมสร้างคุณธรรมของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรียนวดั หลวงแพง่ (อินทรประชานุกลู ) ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565
4.1 สญั ลักษณท์ ี่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
4.2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
4.2.1 ประสทิ ธภิ าพของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้อิเล็กทรอนกิ ส์ เรื่องไฟฟ้าสำหรับนกั เรียน
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6
4.2.2 การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรือ่ งไฟฟา้ ของ นกั เรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ก่อนและหลังการจดั การเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอ่ื
การสอนออนไลน์
4.2.3 การประเมนิ คุณธรรมเรอื่ งความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย และความพอเพยี ง
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 หลงั การเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอ่ื
การเรียนรู้ออนไลน์
4.2.4 ความพงึ พอใจต่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรอื่ ง ไฟฟ้า ของนกั เรียน
ช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 หลงั จากจดั การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื การสอน
ออนไลน์
4.1 สญั ลักษณท์ ใ่ี ช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล
ในการวิเคราะห์และแปลความหมาย ผู้วจิ ัยใชส้ ัญลกั ษณด์ งั น้ี
แทน คา่ เฉล่ยี
n แทน จำนวนกล่มุ ตวั อยา่ ง
S.D. แทน ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการทจี่ ัดไวใ้ นชดุ กิจกรรมเรื่องไฟฟา้
ไดจ้ ากคะแนนการทำกจิ กรรมระหวา่ งเรียนได้ถกู ตอ้ งโดย
เฉลย่ี ร้อยละ 80
E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ทไ่ี ด้จากคะแนนเฉลย่ี จากการทำแบบทดสอบ
หลังเรียนบทเรียนได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ยร้อยละ 80
t แทน ค่าสถิติการแจกแจงแบบที
** แทน มนี ัยสำคัญท่รี ะดบั .05
68
4.2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
4.2.1 ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรอู้ ิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรื่องไฟฟ้า สำหรบั นักเรียนชนั้
ประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีผู้วิจยั พฒั นาขน้ึ และผา่ นการประเมนิ ความคิดเห็นจากผ้เู ช่ียวชาญแลว้ มาทดลองใช้กบั
นกั เรยี นทเ่ี ป็นกลมุ่ ตวั อยา่ งคือนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานุกลู ) อำเภอ
บางนำ้ เปรยี้ ว จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษาประถมศกึ ษาฉะเชิงเทราเขต 1 ภาคเรยี นที่ 1
ปีการศึกษา 2565 จำนวน 16 คนโดยนำผลคะแนนจากการทำกจิ กรรมระหว่างเรยี นและคะแนนจากการทำ
แบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิหลังเรียน ไปคำนวณหาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้ เร่ืองไฟฟา้ E1/E2 ดัง
ตาราง 4
ตาราง 4 ผลการวเิ คราะห์หาประสิทธภิ าพของชดุ กิจกรรมเรื่องไฟฟา้ สำหรับนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษา
ปีท่ี 6 โดยการทดลองแบบกลุม่ ตวั อย่าง (นักเรียน 16 คน)
ใบงาน/ คะแนนชิน้ งานระหวา่ งเรยี น แบบทดสอบหลงั เรยี น E2
ใบกจิ กรรมท่ี (ใบงาน,ใบกจิ กรรม) E1
คะแนนเตม็ คา่ เฉลยี่ รอ้ ยละ คะแนนเตม็ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ
ใบงานท่ี 1 5 4.11 82.35
ใบงานที่ 2 5 4.35 87.05
ใบงานท่ี 3 5 4.23 84.70
ใบงานท่ี 4 5 4.00 80.00
ใบงานท่ี 5 5 4.23 84.70
ใบงานที่ 6 5 4.00 80.00
ใบงานที่ 7 5 4.29 85.88 15 12.29 81.96
กิจกรรมท่ี 1 10 8.94 84.44
กิจกรรมที่ 2 10 9.05 90.58
กิจกรรมท่ี 3 10 8.70 87.05
กจิ กรรมท่ี 4 10 8.82 83.33
E1/E2 84.55/81.96
จากตาราง 4 ผลการหาประสทิ ธิภาพชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ งไฟฟ้า สำหรับนกั เรียนช้นั
ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ลู ) จำนวน 16 คนอีกท้งั ทำใบงานและใบกิจกรรม
ทั้งหมด 7 เรอ่ื ง ได้คะแนนรวมเฉล่ยี 5.88 ซึง่ คดิ เป็นรอ้ ยละ 84.55 และคะแนนแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิหลัง
เรยี นไดค้ ะแนนรวมเฉลีย่ 12.29 ซ่ึงคดิ เป็นร้อยละ 81.96 ซึ่งแสดงว่าชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ เรอ่ื งไฟฟ้า
ทีผ่ ู้วิจัยพัฒนามปี ระสิทธภิ าพของกระบวนการเทา่ กับ 84.55 และประสิทธภิ าพของผลลัพธ์เท่ากบั 81.96 หรอื
มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากบั 84.55/81.96 สูงกวา่ เกณฑท์ ี่กำหนดเท่ากับ 80/80
69
4.2.2 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เรือ่ งไฟฟา้ ของ นกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 กอ่ นและ
หลงั การจดั การเรียนร้ดู ว้ ยกระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สอื่ การเรยี นรูอ้ อนไลน์ ตารางที่ 5
ตารางที่ 5 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ เร่ืองไฟฟ้า ของ นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 กอ่ นและหลงั
การจัดการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั ส่อื การเรียนร้อู อนไลน์
คะแนนวัดผลสัมฤทธค์ิ ะแนนเต็ม กล่มุ ตวั อยา่ ง N S.D. t
15 คะแนน คะแนนกอ่ นเรยี น 16 7.76 1.02 26.03**
คะแนนหลังเรยี น 16 12.29 0.92
จากตารางที่ 5 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เรอื่ งไฟฟ้า ของ นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
กอ่ นและหลังการจัดการเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื การเรยี นรู้ออนไลน์
พบวา่ ผลการสอบก่อนเรียนได้คะแนนเฉลย่ี เท่ากบั 7.76 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.02 และผลคะแนน
หลงั เรียนไดค้ ะแนนเฉลี่ยเทา่ กับ 12.29 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.92 ซึง่ สูงกว่ากอ่ นเรยี นอยา่ งมี
นยั สำคญั ทางสถิตทิ ่ีระดับ. 05 (t = 26.03) ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานท่ีตั้งไว้คะแนนเฉลยี่ วดั ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สือ่ การเรียนรู้
ออนไลน์ สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 16 คน
4.2.3 ผลการประเมินคณุ ธรรมเร่อื งความรบั ผิดชอบ ความมีระเบยี บวินยั และความพอเพยี ง ของ
นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลงั การเรยี นรดู้ ้วยกระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการ
เรียนรู้ออนไลน์ ดังตารางท่ี 6
ตารางที่ 6 ผลการประเมินคุณธรรมเรือ่ งความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินยั และความพอเพยี ง
ของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั การเรียนรดู้ ้วยกระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สือ่
การเรยี นรอู้ อนไลน์
คุณลกั ษณะ รายการประเมนิ N=17
อนั พึงประสงค์ด้าน
1.รบั ผดิ ชอบ 1.1 มีความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเองและหนา้ ทท่ี ่ไี ด้รับมอบหมาย S.D. แปลผล
1.2 ตรงต่อเวลาในการเขา้ เรียนและการปฏิบัติงาน
2. มรี ะเบยี บวนิ ัย 1.3 ทำงานได้สำเรจ็ อยา่ งมีคณุ ภาพในเวลาทีก่ ำหนด และผลงานเป็นที่ยอมรบั 2.53 0.51 ดมี าก
2.1 แต่งกายเรยี บร้อยถกู ต้องตามระเบียบของโรงเรยี น 2.53 0.49 ดีมาก
3. พอเพยี ง 2.2 เก็บอุปกรณ์การทดลองเปน็ ระเบียบเรียบรอ้ ย 2.53 0.51 ดมี าก
2.3 หอ้ งเรยี นสะอาด เป็นระเบยี บเรียบร้อย 2.59 0.47 ดมี าก
3.1 มีมนษุ ยส์ ัมพันธ์ท่ีดตี ่อเพื่อนและสงั คม 2.53 0.51 ดมี าก
3.2 ชว่ ยเหลอื เกื้อกูลเพ่ือนๆในกลมุ่ อย่างสม่ำเสมอ 2.65 0.49 ดีมาก
3.3 ใช้ทรพั ยากรอยา่ งประหยัดและคมุ้ ค่า 2.94 0.24 ดมี าก
3.00 0.00 ดีมาก
เฉล่ียรวม 3.00 0.00 ดีมาก
2.70 0.23 ดีมาก
70
จากตาราง 6 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่านกั เรยี นมผี ลการประเมนิ คุณธรรมเร่ืองความรับผดิ ชอบ
ความมีระเบียบวนิ ยั และความพอเพยี ง ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลังการเรียนรูด้ ้วยกระบวนการ
เรียนรูแ้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สอื่ การเรยี นรู้ออนไลน์ อยใู่ นระดับดมี าก ที่สดุ คา่ เฉล่ยี เท่ากับ 3.00 ส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.00 ซ่งึ สอดคล้องกับสมมติฐานท่ตี ง้ั ไว้ขอ้ ทีม่ คี า่ เฉลย่ี สงู ท่ีสดุ ไดแ้ ก่ ข้อที่ 3.2
ชว่ ยเหลือเกื้อกลู เพือ่ นๆในกลุ่มอย่างสมำ่ เสมอ และใชท้ รัพยากรอยา่ งประหยัดและคุ้มค่า มีค่าเฉลย่ี เท่ากบั
3.00 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.00
4.2.4 ความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ือง ไฟฟ้า ของนกั เรียนช้นั
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 หลงั จากจัดการเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั ส่อื การเรยี นรู้
ออนไลน์ ดงั ตารางท่ี 7
ตารางท่ี 7 ความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง ไฟฟ้า ของนักเรยี นชนั้
ประถมศึกษาปีที่ 6 หลังจากจดั การเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สอ่ื การเรยี นรู้
ออนไลน์
ท่ี รายการประเมนิ N = 17
S.D. แปลผล
0.47 มากทสี่ ดุ
1 การเรียนรูผ้ า่ นชุดกจิ กรรมและคลิปวดี โี อการสอน 4.71
ทำใหเ้ กิดความสนใจในการเรยี น
2 ชุดกิจกรรมและคลิปวีดีโอการสอนมีความน่าสนใจ 4.53 0.51 มากทส่ี ดุ
3 ชุดกิจกรรมและคลิปวดี ีโอการสอนนำเสนอเนื้อหา 4.59 0.51 มากที่สดุ
ชัดเจน / เขา้ ใจง่าย
4 ชุดกิจกรรมและคลิปวีดโี อการสอน สามารถ 4.71 0.47 มากทสี่ ุด
แกป้ ัญหาการเรยี นไม่ทนั เพือ่ น
5 ชุดกิจกรรมและคลิปวีดโี อการสอนเน้น 4.53 0.51 มากทสี่ ุด
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
6 ชดุ กิจกรรมและคลิปวดี โี อการสอน มีกิจกรรม 4.88 0.33 มากท่สี ดุ
ความยากงา่ ยเหมาะสมกับนักเรยี น
7 เป็นการเรียนร้ทู ีท่ ำใหเ้ พลิดเพลิน มีประโยชนแ์ ละ 4.76 0.44 มากที่สุด
ทนั สมัย
8 ผ้เู รยี นสามารถนำความร้ทู ีไ่ ดไ้ ปปรับใช้ใน 4.82 0.39 มากทส่ี ุด
ชีวิตประจำวัน
9 ผเู้ รียนสามารถเลือกเรยี นได้ตามความตอ้ งการ 4.76 0.44 มากท่สี ดุ
10 นกั เรียนมคี วามพึงพอใจตอ่ ชดุ กิจกรรมและคลปิ 4.88 0.33 มากทสี่ ดุ
วดี ีโอการสอน
เฉลีย่ รวม 71
4.73 0.07 มากท่ีสดุ
จากตาราง 7 ผลการทดสอบสมมติฐานพบวา่ นักเรียนมีความพึงพอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี เรอ่ื ง ไฟฟ้า ของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 หลังจากจดั การเรยี นรู้ดว้ ยกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่ือการเรยี นรูอ้ อนไลน์ อยใู่ นระดบั มากทส่ี ดุ คา่ เฉล่ยี เทา่ กบั 4.73 ส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐานเท่ากบั 0.07 ซงึ่ สอดคลอ้ งกับสมมติฐานทตี่ ั้งไว้ขอ้ ทมี่ ีคา่ เฉล่ียสงู ที่สดุ ไดแ้ ก่ ขอ้ ท่ี 6 ชดุ กิจกรรมและ
คลปิ วีดีโอการสอน มกี ิจกรรมความยากงา่ ยเหมาะสมกับนักเรียนและ นักเรยี นมีความพงึ พอใจตอ่ ชดุ กจิ กรรม
และคลปิ วีดโี อการสอน มคี ่าเฉลย่ี เทา่ กับ 4.88 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.33 และ ระดับความพงึ พอใจ
น้อยทีส่ ดุ ไดแ้ ก่ ข้อท่ี 3 ชดุ กจิ กรรมและคลปิ วดี โี อการสอนมคี วามนา่ สนใจ และ ชุดกจิ กรรมและคลปิ วีดโี อ
การสอนเนน้ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ มีคา่ เฉลยี่ เท่ากับ 4.53 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.51
72
บทที่ 5
สรปุ อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
การศึกษาผลสมั ฤทธก์ิ ารเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6
ดว้ ยกระบวนการเรยี นรูแ้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการเรยี นรอู้ อนไลน์ร่วมกบั สือ่ การสอนออนไลน์
มวี ตั ถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรื่องไฟฟ้า สำหรับนกั เรยี นชนั้
ประถมศึกษาปที ี่ 6 ให้มปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น วชิ า
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เรอ่ื งไฟฟ้า ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ก่อนและหลังการเรยี นรู้โดยใช้
กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอ่ื การเรียนรู้ออนไลน์ 3) เพอ่ื ศึกษาคุณธรรมเรื่องความ
รับผดิ ชอบ ความมีระเบยี บวนิ ัย และความพอเพยี ง ของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 หลังการเรียนรู้ด้วย
กระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื การเรียนรู้ออนไลน์กับเกณฑ์ระดบั ดมี าก 4) เพือ่ ศกึ ษา
ความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ืองไฟฟ้า ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั
การเรยี นรู้ดว้ ยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกบั สื่อการเรยี นรอู้ อนไลน์
กลมุ่ เป้าหมายท่ีใชใ้ นการวิจยั ครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อนิ ทร
ประชานุกูล) สำนักงานเขตพืน้ ทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาฉะเชงิ เทรา เขต 1 จำนวน 16 คน เครอ่ื งมือท่ใี ช้ใน
การวจิ ยั ครง้ั นม้ี ี 5 ชนดิ ประกอบด้วย1) แผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่องไฟฟา้ โดยใชก้ ารเรียนรู้ดว้ ยกระบวนการ
เรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรียนรูอ้ อนไลน์ จำนวน 5 แผน 2) ชุดกิจกรรม เร่อื งไฟฟ้า
สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ทผ่ี ้วู ิจัยสร้างข้ึน ใช้เวลา 15 ช่ัวโมง 3) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น เรื่องไฟฟา้ สำหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6 เปน็ ปรนยั 4 ตวั เลือก จำนวน 15 ขอ้ 4) แบบ
ประเมนิ คุณธรรมเรอ่ื งความรบั ผิดชอบ ความมรี ะเบียบวนิ ัย และความพอเพียง สำหรบั นกั เรียนชน้ั
ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 9 ข้อ 5) แบบวดั ความพึงพอใจ ตอ่ การเรียนเรื่องไฟฟ้า โดยใช้การเรยี นร้ดู ้วย
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่ือการเรยี นรอู้ อนไลน์ จำนวน 10 ข้อใช้แบบแผนการ
ทดลองที่ประกอบด้วยกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว มีการทดสอบก่อนการทดลองและหลงั การทดลอง วิเคราะห์
ข้อมูลโดยการหาคา่ เฉล่ยี ( X ) ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ คา่ ความยากงา่ ย ค่าความ
เชอ่ื ม่นั และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test
ผลการวิจัยพบว่า
1) ผลการหาประสิทธภิ าพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรอื่ งไฟฟา้ สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6
โรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ูล) ที่ผวู้ ิจัยพฒั นามีประสิทธิภาพของกระบวนการเทา่ กับ 84.55 และ
ประสทิ ธิภาพของผลลัพธ์เทา่ กับ 81.96 หรอื มปี ระสิทธภิ าพ E1/E2 เทา่ กับ 84.55/81.96 สูงกว่าเกณฑท์ ี่
กำหนดเท่ากบั 80/80
2) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ เรอื่ งไฟฟา้ ของ นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 กอ่ นและหลัง
การจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรยี นรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอ่ื การเรียนร้อู อนไลน์
พบวา่ ผลการสอบก่อนเรยี นได้คะแนนเฉลยี่ เทา่ กบั 7.76 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.02 และผลคะแนน
73
หลงั เรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.29 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 0.92 ซงึ่ สูงกว่ากอ่ นเรยี นอย่างมี
นยั สำคัญทางสถิติทีร่ ะดบั . 05 (t = 26.03)
3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่านักเรียนมีผลการประเมินคณุ ธรรมเร่ืองความรบั ผดิ ชอบ ความมี
ระเบยี บวินัย และความพอเพียง ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 6 หลงั การเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกบั สื่อการเรยี นรู้ออนไลน์ อยูใ่ นระดบั ดีมาก ค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 3.00 สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐานเท่ากับ 0.00 ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานท่ีต้ังไว้
4) ผลการทดสอบสมมติฐานพบวา่ นกั เรียนมีความพงึ พอใจต่อการเรียนวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี เรอ่ื ง ไฟฟ้า ของนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลังจากจัดการเรยี นรู้ดว้ ยกระบวนการเรียนร้แู บบ
GPAS 5 Steps รว่ มกบั สอ่ื การเรียนรอู้ อนไลน์ อยใู่ นระดบั มากที่สดุ คา่ เฉลี่ยเท่ากบั 4.73 สว่ นเบ่ียงเบน
มาตรฐานเท่ากบั 0.07 ซ่ึงสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานที่ตั้งไว้
อภิปรายผลการวิจยั
1) จากการสรา้ งและพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรียนรู้อิเลก็ ทรอนกิ ส์เรอื่ งไฟฟา้ สำหรับนักเรียนชัน้
ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ูล) พบว่า 1) ชุดกิจกรรมทส่ี รา้ งข้ึนมีประสทิ ธภิ าพ
ตามเกณฑม์ าตรฐานคอื 84.55/81.96 สูงกว่าเกณฑ์ทีก่ ำหนดเทา่ กับ 80/80 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
วิทยาศาสตร์ เรอื่ งไฟฟา้ ของ นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ก่อนและหลงั การจดั การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการ
เรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps รว่ มกับส่ือการเรยี นรูอ้ อนไลน์ พบวา่ ผลการสอบก่อนเรียนได้คะแนนเฉลย่ี เท่ากบั
7.76 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานเทา่ กบั 1.02 และผลคะแนนหลังเรียนไดค้ ะแนนเฉลยี่ เทา่ กบั 12.29 ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.92 ซึง่ สูงกว่าก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดับ. 05 (t = 26.03) เปน็ ไป
ตามเกณฑท์ ี่ตง้ั ไว้สอดคลอ้ งกับ
เพ็ญพักตร์ ช่วยพนั ธ์ (2557) ไดศ้ กึ ษาผลของการใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ข้ันตอนท่มี ีต่อทกั ษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแ์ ละความคิดสรา้ งสรรค์ทางวทิ ยาศาสตร์กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตรข์ อง
นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละความความคิดสรา้ งสรรค์ทาง
วทิ ยาศาสตร์ผลการวจิ ัยพบวา่ หลังเรียนสูงขึ้นอยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั . 05
สุดารตั น์ เกียรติจรุงพันธ์ (2559) การศกึ ษามโนทัศนแ์ ละผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนวทิ ยาศาสตรข์ อง
นกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6 วิชาชวี วิทยาเพ่ิมเติม เร่ือง ความหลากหลายทางชวี ภาพ ท่ีได้รับการจัดการ
เรยี นรเู้ ชิงรุก ผลการวิจัยพบว่าหลังเรียนสงู ขึน้ อย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติที่ระดับ. 01
ภคนนั ท์ แช่มรัมย์ (2562) การพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เรอ่ื ง ตวั กลางของแสง ดว้ ย
กระบวนการเรยี นรแู้ บบ CO-5 STEPs โดยใชว้ ิธีการพฒั นาบทเรยี นร่วมกัน ผา่ นชมุ ชนแห่งการเรยี นรทู้ าง
วิชาชพี สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 ผลวจิ ยั พบว่าหลังเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียนอย่างมนี ยั สำคญั ทาง
สถติ ทิ ่รี ะดบั .05 และมคี วามพึงพอใจต่อการเรียนด้วยกระบวนการดังกล่าวอยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ
2) ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งไฟฟา้ ของ นกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 กอ่ นและหลัง
การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนร้แู บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสือ่ การเรียนรอู้ อนไลน์ พบวา่ ผลการ
สอบก่อนเรยี นได้คะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 7.76 ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กับ 1.02 และผลคะแนนหลังเรียนได้
74
คะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 12.29 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.92 ซ่งึ สงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ิ
ที่ระดับ. 05 (t = 26.03)
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชช้ ุดกิจกรรมวทิ ยาศาสตร์ดว้ ยกระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5
Steps ร่วมกบั สอื่ การเรยี นรอู้ อนไลน์ เป็นการสอนโดยใช้นวัตกรรมทางการศกึ ษาท่ีผวู้ จิ ยั สรา้ งข้นึ ซึ่งชุด
กจิ กรรมมลี ักษณะการจดั กิจกรรมท่เี นน้ ผู้เรียนเป็นสำคญั เน้นให้ผ้เู รยี นเรียนร่วมกนั อยา่ งมีอิสระสามารถพัฒนา
ตนเองไดซ้ ึ่งชดุ กิจกรรมถอื เป็นนวัตกรรมทางการศึกษารูปแบบหน่ึงของการพฒั นาการเรยี นการสอนท่ีสามารถ
ชว่ ยแก้ปัญหาเกี่ยวกบั เวลาที่มีจาํ กัดและสามารถจัดประสบการณ์ให้ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษาค้นคว้าด้วยตนเองตาม
ความสามารถและศักยภาพของแต่ละบุคคล ผเู้ รียนมีอสิ ระสามารถดำเนนิ การารคิดมโี อกาสใช้ความคิดและมี
ส่วนร่วมในกจิ กรรมการเรียนรู้อยา่ งเตม็ ท่ีซงึ่ มีความสมั พันธ์กบั แนวคดิ ของบลูม (Bloorn, 1972 หน้า 72-74)
ทกี่ ล่าววา่ การจัดกิจกรรมให้นักเรยี นไดป้ ฏบิ ัตติ ามท่ตี นตอ้ งการย่อมกระทำกิจกรรมนัน้ ด้วยความกระตือรือรน้
ทำใหเ้ กิดความม่นั ใจเกดิ การเรียนร้ไู ด้เรว็ และประสบความสำเรจ็ สูงรวมทัง้ การสบื เสาะหาความรทู้ ี่เอื้อให้
ผ้เู รยี นคิดอยา่ งสอดคลอ้ งกับแนวคิดของสำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐานกระทรวงศึกษาธิการ
(2549, หนา้ 6) ท่วี ่าการคิดเปน็ กระบวนการทำงานของผูเ้ รียนหรือจัดสงิ่ กระตุ้นให้มากพอที่สมองจะได้คิด
พัฒนาและฝึกฝนได้ และที่สำคญั การทน่ี ักเรียนไดเ้ รียนร้จู ากการคิดและปฏบิ ตั ิจรงิ เพอ่ื แสวงหาและค้นพบ
ความรู้โดยผเู้ รยี นได้รับข้อมลู ความรู้จากประสบการณต์ รงแล้วใช้กระบวนการคดิ เชื่อมโยงสรุปส่งิ ทเี่ รียนรใู้ ห้
ผเู้ รียนเกดิ กระบวนการเรียนร้อู ย่างแทจ้ ริงการสอนวทิ ยาศาสตร์ตัวยการใชช้ ุดกิจกรรมอเิ ล็กทรอนิกสเ์ รือ่ ง
ไฟฟ้า โดยใช้กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps
3) การประเมินคณุ ธรรมเรอ่ื งความรบั ผิดชอบ ความมรี ะเบยี บวนิ ัย และความพอเพียง ของนักเรยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 หลังการเรยี นรูด้ ้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสอื่ การเรียนรู้
ออนไลน์ อยใู่ นระดบั ดีมาก ค่าเฉลย่ี เท่ากับ 3.00 ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.00
4) ความพงึ พอใจของผเู้ รยี นท่ไี ด้รับการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้อิเล็กทรอนกิ ส์ วิชาวทิ ยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี เรื่อง ไฟฟ้า ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลังจากจดั การเรยี นรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ
รวมพลงั 5 ข้นั ตอน ร่วมกบั สื่อการเรียนรูอ้ อนไลน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทส่ี ดุ ค่าเฉลย่ี เทา่ กบั 4.73
สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.07 ซึ่งเปน็ เพราะการเรียนโดยใช้ชุดกจิ กรรมอเล็กทรอนกิ ส์และคลปิ วดี ีโอ ทำ
ใหผ้ ู้เรียนเกิดความสนใจสนกุ สนานและกระตุ้นให้ผู้เรยี นมคี วามกระตอื รือรน้ ท่จี ะทำกจิ กรรมอกี ทั้งการท่ผี ู้เรยี น
ได้เรียนรดู้ ้วยตนเอง และกิจกรรมการเรยี นรทู้ ุกกจิ กรรมเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี นได้เรยี นรูอ้ ยา่ งเต็มท่มี ลี ำดบั
ข้ันตอนจากง่ายไปยากพรอ้ มมตี วั อย่างประกอบซง่ึ ทำให้สามารถทำความเข้าใจไดง้ ่ายขึ้นซ่งึ สอดคล้องกับ
งานวจิ ัยของพิซยา แทนพลกรงั (2557) ได้ทำการวจิ ัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นเรอ่ื งสารใน
ชีวติ ประจำวันของนกั เรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1 โดยใช้ชุดกจิ กรรมการสืบเสาะหาความรแู้ บบ 5E ผลการวิจยั
พบว่ามีระดบั ความพงึ พอใจโดยภาพรวมของนกั เรยี นในระดับมากทส่ี ดุ และสอดคล้องกับงานวจิ ัยของสรุ ยี พ์ ร นุ
แรมรมั ย์ (2558) ได้ทำการวิจัยเรอ่ื งการพัฒนาชุดกจิ กรรมการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตรเ์ รอื่ งการดำรงชีวติ ของพืช
โดยใช้กระบวนการเรียนรแู้ บบร่วมมือเทคนคิ LT สำหรับนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 4 โดยภาพรวมของ
นักเรียนในระดับมาก
75
ข้อเสนอแนะ
จากผลการศกึ ษาคน้ คว้าคร้ังน้ี ผูม้ ีวจิ ัยมขี ้อเสนอแนะซงึ่ อาจจะเป็นประโยชนต์ อ่ จดั การเรยี นการสอน
และการศึกษาวิจยั ต่อไป
ขอ้ เสนอแนะทัว่ ไป
1) ชดุ กจิ กรรมวทิ ยาศาสตรม์ ีการกำหนดกจิ กรรมเปน็ ลำดบั ข้นั ตอนควรมีการเตรียมนกั เรียนเป็น
รายบุคคลหรอื รายกลมุ่ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนดว้ ยชดุ กิจกรรมวิทยาศาสตรก์ อ่ น
2) ครคู วรจดั บรรยากาศรจดั การเรยี นรใู้ ห้ผู้เรียนมอี ิสระในด้านการคิดการปฏบิ ตั ิเพื่อกระตุ้น
กระบวนการคดิ เพ่อื เปน็ เชอื่ มโยงและพัฒนาสมอง
ขอ้ เสนอแนะเพอ่ื การวิจยั ครงั้ ต่อไป
1) ควรมีการจัดการเรียนรู้กบั รายวชิ าอน่ื ๆ ท้ัง 8 กลุ่มสาระเพื่อพัฒนาทกั ษะการคดิ โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps
2. ควรมีการศึกษาการจัดการเรียนร้ดู ้วยซุดกจิ กรรมวิทยาศาสตร์แบบอเิ ล็กทรอนกิ ส์โดยใช้
กระบวนการเรียนรแู้ บบ GPAS 5 Steps กับนักเรียนระดับชน้ั อนื่
3) ควรมีการศกึ ษาการจัดการเรยี นรู้ด้วยชุดกจิ กรรมวทิ ยาศาสตร์แบบอิเลก็ ทรอนิกสด์ ้วยกระบวนการ
เรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps ในเนอ้ื หาอ่ืน ๆ เพ่ือสะดวกในการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนและเกดิ
ประสิทธภิ าพมากย่ิงขนึ้
76
รายการอ้างองิ
พมิ พพ์ ันธ์ เดชะคปุ ต์. (2545). พฤติกรรมการสอนวทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพมหานคร: บริษัทพฒั นา คณุ ภาพ
วิชาการ (พว.) จำกดั .
พิมพ์พนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และวรรณทิพา รอดแรงคา้ . (2542). การพฒั นาการคิดของครูด้วยกิจกรรม ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์. พิมพ์ครง้ั ที่ 2. กรุงเทพมหานคร: เดอะมาสเตอร์ กรปุ๊ แมเนจเมน้ ท์.
ภพ เลาหไพบูลย.์ (2534). การสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมธั ยมศกึ ษา. โรงพิมพ์เชียงใหม่ คอมเมอร์เช่ยี ล
จ.เชยี งใหม่.
ภัทราวรรณ ลาภเทว.ี ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์และความรู้ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั ทกั ษะภาค
ปฎิบตั ขิ องนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ท่ีไดร้ ับการสืบเสาะหาความรูด้ โดย เน้นการฝกึ ทักษะภาค
ปฎิบตั .ิ วทิ ยานพิ นธ์ ศษ.ม. (หลักสตู รและการสอน)เชยี งใหม.่ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่, 2544.
มลิวัลย์ สมศกั ด์ิ. (2550). เอกสารประกอบการสอนรายวชิ าการวิจยั ทางการศกึ ษา. คณะครุ ศาสตร์.
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรธี รรมราช.
ลว้ น สายยศ และอังคณา สายยศ. (2538). เทคนคิ การวจิ ยั ทางการศึกษา 1. พิมพ์ครง้ั ท่ี 5. กรุงเทพมหานคร:
สวุ รี สิ านส์. ระวิวรรณ โพธ์ิวัง. (2543, สงิ หาคม - กนั ยายน). การจดั การเรียนการสอนโดยเนน้ ผู้เรยี น
ศูนย์กลาง. วารสารข้าราชการ ครู. ปีท่ี 20 ฉบบั ท่ี 6.
รงุ่ ทิวา จักรกร. (2527). การเรียนการสอน(วธิ ีสอนทั่วไป). ภาควิชาหลกั สตู รละการสอน คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร.
เวรตั ศุภมัง่ มี. (2542). ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์
ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 ทไี่ ดร้ บั การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ ตามแนววงจรการ
เรียนรู้. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขาวิทยาศาสตร์ศึกษา บัณฑิตวทิ ยลยั
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
วารีรัตน์ แกว้ อไุ ร. (2541, กนั ยายน - ธนั วาคม). แนวโน้มในการจดั การศึกษา : ผ้เู รียนเปน็ ผสู้ รา้ ง ความรู้
และเรยี นรูด้ ้วยตนเอง. วารสารศึกษาศาสตร์มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.
เฉลิม ฟกั ออ่ น. (2562). พฒั นาคณุ ภาพผู้เรียนสศู่ ตวรรษ ๒๑ ดว้ ย LS PLC และ C0-5 Steps. สืบคน้ เม่ือ
20 สิงหาคม 2562, จาก https://www.facebook.com/groups/127333997419089.
นภาพร วรเนตรสดุ าทพิ ย์. (2554). การศกึ ษาช้ันเรยี น (Lesson study) : แนวคิดใหมในการพฒั นาวชิ าชีพ
ครู Lesson Study: A New Concept for Teacher Professional Development. วารสารวิจัย
มข. 1 (2): 176.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. (2560). การวจิ ัยเบือ้ งตน้ . พิมพค์ รั้งที่ 10. กรุงเทพฯ: สวุ รี ิยาสาสน์ .
ณฐั วรรณ เฉลิมสุข. (2559). การศึกษาชัน้ เรียน พฒั นารูปแบบกจิ กรรมการเรียนรู้ 4 MAT เพื่อสง่ เสริม
ความคดิ สร้างสรรคข์ องนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษา. วารสารปัญญาภวิ ัฒน.์ 8(1): 176.
77
โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ลู ) (2563). รายงานประจำปีของสถานศึกษาปีการศึกษา 2563.
ฉะเชิงเทรา:
สำนกั วิชาการและมาตรฐานการศกึ ษา. (2560). ตัวชว้ี ัดและสาระการเรยี นร้แู กนกลาง กล่มุ สาระ การเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
อินทิรา ศรีอรณุ . (2559). การพฒั นาทักษะการแก้ปัญหาและผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น สาระเศรษฐศาสตร์
ของ นกั เรยี น ชัน้ ประถมศึกษาช้นั ปที ี่ 6 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบเปดิ (Open Approach)
ดว้ ย กระบวนการศึกษาชนั้ เรยี น (Lesson Study). วารสารวิจัย มข. มส. (บศ.). 4(3): 79
พิมพนั ธ์ เดชะคปุ ต์ และ พเยาว์ ยนิ ดสี ุข. 2557. การจัดการเรียนรใู้ นศตวรรษที่ 21. พิมพ์ครั้งท่ี 1. กรุงเทพฯ:
โรงพมิ พ์แหง่ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั .
พิมพนั ธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข. 2556. ทกั ษะ 5C. พิมพค์ รัง้ ที่ 7. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่ง
จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
พิมพันธ์ เดชะคปุ ต์ และ พเยาว์ ยนิ ดีสขุ . 2558. รู้เนอื้ หากอ่ น สอนเกง่ . พิมพค์ รงั้ ท่ี 1. กรงุ เทพฯ:
โรงพิมพแ์ หง่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ และ พเยาว์ ยนิ ดีสุข. 2560. สอนเดก็ ทำโครงงาน สอนอาจารยท์ ำวิจัยปฏิบัตกิ ารใน
ชั้นเรียน. พมิ พ์คร้งั ท่ี 3. กรุงเทพฯ: โรงพมิ พแ์ ห่งจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย.
พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์ และ พเยาว์ ยนิ ดสี ขุ . 2560. สอนเขยี นแผนบูรณาการบนฐานเด็กเปน็ สำคัญ.
พิมพค์ รั้งที่ 5. กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พแ์ หง่ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
78
ภาคผนวก
79
บนั ทึกข้อความ
สว่ นราชการ โรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ลู )
ท่ี วนั ท่ี 1 มิถนุ ายน 2564
เรอ่ื ง ขอความอนุเคราะหต์ รวจเครือ่ งมอื การวิจยั
เรยี น ผู้อำนวยการโรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ลู )
...........................................................................................................................................................................
ส่งิ ที่ส่งมาดว้ ย 1. เคา้ โครงงานวิจยั จำนวน ๑ ชดุ
2. แผนการจดั การเรียนรู้ จำนวน ๑ ชดุ
3. แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน จำนวน ๑ ชดุ
4. แบบสอบถามความพึงอใจ จำนวน ๑ ชดุ
5. ชดุ กจิ กรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ รื่องไฟฟา้ จำนวน 1 ชุด
ด้วย นายขจรยศ พนั ธรกั ษ์ ตำแหนง่ ครู โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ูล) กำลังทำวิจัย
เร่ือง”ผลการใชก้ ระบวนการเรยี นร้แู บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอ่ื การสอนออนไลน์
เพ่ือพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนและเสริมสรา้ งคุณธรรมของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกูล)”ซง่ึ ในการศกึ ษาครัง้ นีจ้ ำเป็นตอ้ งใหผ้ ู้เช่ียวชาญตรวจสอบและ
พจิ ารณาเนื้อหาของ(แผนการจดั การเรยี นรู้/แบบสอบความพึงพอใจ/แบบสอบวดั ผลสัมฤทธิ์/ชุดกจิ กรรม
อิเลก็ ทรอนกิ ส)์ ซ่ึงเป็นเครือ่ งมือในการวจิ ัยก่อนท่ีจะนำใชเ้ ก็บรวบรวมข้อมลู เพอ่ื ทำวจิ ยั ในการน้ี
ขณะนี้ข้าพเจ้าได้ดำเนินการจัดทำเครื่องมือเสร็จแล้ว และมีความจำเป็นที่จะต้องนำเครื่องมือให้
ผู้เชี่ยวชาญทำการตรวจประเมินคุณภาพของเครื่องมือ ต่อไป ในการนี้ข้าพเจ้า มีความประสงค์ขอความ
อนเุ คราะหอ์ อกหนังสือเพอื่ เชญิ ผูเ้ ช่ียวชาญตรวจคุณภาพเครือ่ งมือ จำนวน ๓ ทา่ น ได้แก่
1. นายปรีชา เกตผุ ดงุ ผ้อู ำนวยการโรงเรยี นวดั หลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ูล)
2. นางสาวลำยอง พานแกว้ ครวู ทิ ยะฐานะชำนาญการพเิ ศษ
3. นางสุภาพศรี อ่อนพรมราช ครูวทิ ยะฐานะชำนาญการพิเศษ
ในฐานะผู้เช่ยี วชาญเปน็ ผู้ตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือ เพอ่ื ประกอบการจดั ทำการวิจัย เร่อื ง”ผลการ
ใช้กระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับสือ่ การสอนออนไลน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
และเสริมสร้างคุณธรรมของนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ลู )” ในคร้ัง
นี้ จึงเรียนมาเพอื่ โปรดพิจารณา หวงั เป็นอย่างย่งิ ว่าคงจะไดร้ บั ความอนเุ คราะห์ และขอขอบคณุ มา ณ โอกาส
นี้
จงึ เรยี นมาเพ่อื โปรดพจิ ารณาอนเุ คราะห์
(นายขจรยศ พนั ธรกั ษ์)
ตำแหน่ง ครู ค.ศ.1
80
ตาราง 8 แสดงคา่ ดัชนีความสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นร้ดู ้วยกระบวนการเรยี นรู้แบบ GPAS 5 Steps
ร่วมกับสอ่ื การเรียนรูอ้ อนไลน์ สำหรบั นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 จากผ้เู ชีย่ วชาญ 3 ทา่ น
ขอ้ รายการพจิ ารณา คะแนนผูเ้ ชี่ยวชาญ คา่ IOC แปลผล
12 3
1 แผนมีองค์ประกอบครบถ้วนและสัมพนั ธ์กนั +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
2 เนื้อหา/สาระการเรยี นรู้ สอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
3 กจิ กรรมสอดคล้องกับเนอื้ หาและวัตถปุ ระสงค์ +1 0 +1 0.67 ใชไ้ ด้
4 กิจกรรมเหมาะสมสอดคลอ้ งกบั ความสามารถและ +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
วัยของผ้เู รียน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
5 กจิ กรรมการเรยี นร้เู นน้ กระบวนการทาง
+1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
วทิ ยาศาสตร์ +1 +1 0 0.67 ใช้ได้
6 กิจกรรมสง่ เสริมการสร้างความรู้ดว้ ยตนเอง +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
7 กิจกรรมมคี วามยากง่ายเหมาะสมกับระดับชน้ั +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
8 ส่ือ/แหล่งเรยี นสอดคล้องกับจดุ ประสงค์ 0 +1 +1 0.67 ใช้ได้
9 สอื่ ส่งเสรมิ ให้เกดิ กระบวนการแสวงหาความรู้
10 วิธกี ารวัดและเครอื่ งมือสอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์ 0.90 ใชไ้ ด้
กิจกรรม
สรุปผลการประเมนิ
81
ตาราง 9 แสดงคา่ ดชั นีความสอดคล้องของชดุ กจิ กรรมการเรยี นร้อู ิเลก็ ทรอนิกสเ์ ร่ืองไฟฟ้าด้วยกระบวนการ
เรียนรูแ้ บบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่ือการเรยี นรู้ออนไลน์ สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 จาก
ผเู้ ชี่ยวชาญ 3 ท่าน
ข้อ คะแนนผู้เชย่ี วชาญ คา่ IOC แปลผล
12 3
1 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
2 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
3 +1 0 +1 0.67 ใช้ได้
4 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
5 +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
6 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
7 +1 +1 0 0.67 ใช้ได้
8 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
9 +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
10 0 +1 +1 0.67 ใช้ได้
0.90 ใช้ได้
82
ตาราง 10 ผลการวิเคราะหห์ าประสิทธิภาพของชุดกจิ กรรมเรอ่ื งไฟฟ้า สำหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6
โดยการทดลองแบบรายบคุ คล (1 : 1)
เลขที่ คะแนนชิ้นงานระหวา่ งเรียน (ใบงาน,ใบกจิ กรรม) E1 รวม แบบทดสอบ
ใบงาน กิจกรรมแสนสนุก 80 หลังเรยี น
12345671234 15
5 5 5 5 5 5 10 10 10 10 10 E2
1 4 5 5 5 5 4 10 10 8 8 8 72 13
2 5 4 4 5 5 5 10 10 10 10 8 76 13
3 5 5 4 4 4 4 8 8 8 8 8 66 12
รวม 14 14 13 14 14 13 28 28 26 26 24 214 38
คา่ เฉลย่ี 4.67 4.67 4.33 4.67 4.67 4.33 9.33 9.33 8.67 8.67 8.00 71.33 12.67
ร้อยละ 93.33 93.33 86.67 93.33 93.33 86.67 93.33 93.33 86.67 86.67 80.00 89.17 84.44
S.D. 0.58 0.58 0.58 0.58 0.58 0.58 1.15 1.15 1.15 1.15 0.00 5.03 0.58
83
ตาราง 11 ผลการวเิ คราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเร่ืองไฟฟา้ สำหรบั นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
โดยการทดลองแบบกลุ่มกลาง (1 : 10)
เลขที่ คะแนนช้ินงานระหวา่ งเรยี น (ใบงาน,ใบกิจกรรม) E1 รวม แบบทดสอบ
ใบงาน กจิ กรรมแสนสนกุ 80 หลังเรียน
1
2 1234567 1 2 3 4 15
3 E2
4 5 5 5 5 5 5 10 10 10 10 10
5 12
6 5 4 5 4 4 4 4 7 7 7 7 58 11
7 12
8 5 4 5 5 5 5 5 8 9 10 10 71 12
9 13
10 4 4 4 4 4 4 4 8 8 8 8 60 13
รวม 14
คา่ เฉลย่ี 5 5 5 5 5 5 5 10 10 10 10 75 14
ร้อยละ 13
S.D. 4 5 4 5 5 4 5 9 8 8 8 65 12
126
5 5 5 4 5 4 5 8 8 8 8 65 12.60
84.00
5 5 5 4 4 5 5 9 10 10 10 72 0.97
5 4 4 4 4 4 4 10 10 10 10 69
5 4 5 5 5 4 4 10 10 10 10 72
5 5 5 5 5 5 5 10 10 10 10 75
48 45 47 45 46 44 46 89 90 91 91 682
4.80 4.50 4.70 4.50 4.60 4.40 4.60 8.90 9.00 9.10 9.10 68.2
96.00 90.00 94.00 90.00 92.00 88.00 92.00 178.00 180.00 182.00 182.00 85.25
0.42 0.53 0.48 0.53 0.52 0.52 0.52 1.10 1.15 1.20 1.20 5.98
84
ตาราง 12 ผลการวเิ คราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกจิ กรรมเรือ่ งไฟฟ้า สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โดยการทดลองแบบกลมุ่ ใหญ่ (1 : 17)
การทดสอบ คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉลีย่ รอ้ ยละ เกณฑ์มาตราฐาน
ระหวา่ งเรียน E1 80 1998 66.67 83.25 80
หลังเรยี น E2 15 380 12.67 84.44 80
ตาราง 13 ผลการวิเคราะหห์ าประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเรือ่ งไฟฟา้ สำหรับนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
โดยการทดลองแบบกลุ่มตวั อยา่ ง (นักเรยี น 16 คน)
ใบงาน/ คะแนนชิน้ งานระหวา่ งเรยี น แบบทดสอบหลังเรยี น E2
ใบกิจกรรมที่ (ใบงาน,ใบกจิ กรรม) E1
ใบงานที่ 1 คะแนนเตม็ ค่าเฉลีย่ ร้อยละ คะแนนเตม็ คา่ เฉล่ยี รอ้ ยละ
ใบงานที่ 2
ใบงานที่ 3 5 4.11 82.35
ใบงานที่ 4
ใบงานที่ 5 5 4.35 87.05
ใบงานที่ 6
ใบงานที่ 7 5 4.23 84.70
กิจกรรมท่ี 1
กิจกรรมท่ี 2 5 4.00 80.00
กิจกรรมที่ 3
กิจกรรมท่ี 4 5 4.23 84.70
5 4.00 80.00
5 4.29 85.88 15 12.47 83.13
10 8.94 84.44
10 9.05 90.58
10 8.70 87.05
10 8.82 83.33
E1/E2 84.55/83.13
85
ตาราง 14 แสดงค่าดัชนคี วามสอดคล้องของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน ด้วยกระบวนการเรยี นรู้
แบบ GPAS 5 Steps ร่วมกับส่ือการเรียนรู้ออนไลน์ สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จากผูเ้ ชีย่ วชาญ 3
ท่าน
ข้อที่ คะแนนผ้เู ช่ยี วชาญ R ค่า IOC แปลผล
12 3
1 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
2 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
3 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
4 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
5 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
6 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
7 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
8 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
9 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
10 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
11 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
12 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
13 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
14 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
15 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
16 +1 0 +1 2 0.67 ใช้ได้
17 +1 +1 0 2 0.67 ใช้ได้
18 +1 +1 +1 3 1.00 ใชไ้ ด้
19 +1 0 +1 2 0.67 ใชไ้ ด้
20 +1 +1 +1 3 1.00 ใช้ได้
รวม 19.01 0.95 ใชไ้ ด้
86
ตาราง 15 แสดงค่าความยากง่าย(P) คา่ อำนาจจำแนก(R)ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นดว้ ย
กระบวนการเรยี นรแู้ บบ GPAS 5 Steps รว่ มกับสอื่ การเรียนรู้ออนไลน์สำหรับนกั เรียน
ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6
ขอ้ ท่ี ค่าความยาก(P) คา่ อำนาจจำแนก(R)
1 0.46 0.26
2 0.82 0.18
3 0.66 0.40
4 0.46 0.26
5 0.37 0.20
6 0.46 0.26
7 0.76 0.33
8 0.23 0.46
9 0.73 0.26
10 0.33 0.33
11 0.70
12 0.46 0.26
13 0.50
14 0.50 0.26
15 0.76
16 0.76 0.33
17 0.73
18 0.66 0.33
19 0.46
20 0.73 0.33
คา่ ความเชือ่ มั่นของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ เทา่ กบั 0.79 0.33
0.26
0.40
0.26
0.46
87
ตาราง 16 แสดงค่าดชั นีความสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรูด้ ว้ ยกระบวนการเรยี นรู้แบบGPAS 5 Steps
รว่ มกับสือ่ การเรียนรอู้ อนไลน์สำหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 จากผเู้ ชีย่ วชาญ 3 ท่าน
ขอ้ รายการพจิ ารณา คะแนนผเู้ ชย่ี วชาญ คา่ IOC แปลผล
12 3
1 การเรียนรู้ผ่านชดุ กจิ กรรมและคลิปวดี ีโอการสอน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
ทำใหเ้ กิดความสนใจในการเรียน
+1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
2 ชุดกจิ กรรมและคลิปวดี โี อการสอนมีความน่าสนใจ +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
3 ชดุ กิจกรรมและคลิปวดี ีโอการสอนนำเสนอเนอื้ หา 0.67 ใชไ้ ด้
+1 0 +1 1.00 ใช้ได้
ชัดเจน / เข้าใจง่าย 1.00 ใช้ได้
4 ชุดกิจกรรมและคลิปวดี โี อการสอน สามารถ +1 +1 +1 0.67 ใช้ได้
0.67 ใชไ้ ด้
แกป้ ญั หาการเรยี นไม่ทนั เพ่ือน +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
5 ชุดกิจกรรมและคลิปวดี โี อการสอนเนน้ 1.00 ใช้ได้
+1 +1 0
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ใชไ้ ด้
6 ชดุ กจิ กรรมและคลิปวีดโี อการสอน มกี ิจกรรม 0 +1 +1
ความยากง่ายเหมาะสมกับนักเรยี น +1 +1 +1
7 เป็นการเรยี นรู้ทีท่ ำใหเ้ พลิดเพลิน มีประโยชนแ์ ละ +1 +1 +1
ทันสมัย 0.90
8 ผู้เรยี นสามารถนำความรู้ทไี่ ดไ้ ปปรับใช้ใน
ชีวิตประจำวนั
9 ผู้เรียนสามารถเลอื กเรยี นไดต้ ามความตอ้ งการ
10 นักเรียนมคี วามพงึ พอใจต่อชดุ กจิ กรรมและคลปิ
วดี ีโอการสอน
สรปุ ผลการประเมนิ
88
ตาราง 17 แสดงคา่ ดัชนีความสอดคลอ้ งของแบบประเมนิ คุณธรรมเร่อื งความรบั ผิดชอบ ความมีระเบยี บวินยั
และความพอเพยี ง สำหรบั นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 จากผู้เชย่ี วชาญ 3 ทา่ น
ข้อ รายการพจิ ารณา คะแนนผ้เู ช่ียวชาญ ค่า IOC แปลผล
12 3
1 มีความรับผดิ ชอบต่อตนเองและหน้าท่ีท่ีได้รับ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
มอบหมาย
+1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
2 ตรงต่อเวลาในการเขา้ เรยี นและการปฏิบัตงิ าน +1 +1 +1 1.00 ใชไ้ ด้
3 ทำงานได้สำเร็จอยา่ งมีคุณภาพในเวลาท่กี ำหนด
+1 0 +1 0.67 ใชไ้ ด้
และผลงานเปน็ ทย่ี อมรับ
4 แต่งกายเรยี บร้อยถูกต้องตามระเบียบของ +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
+1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
โรงเรยี น +1 +1 0 0.67 ใช้ได้
5 เกบ็ อปุ กรณ์การทดลองเป็นระเบยี บเรยี บร้อย 0 +1 +1 0.67 ใช้ได้
6 หอ้ งเรยี นสะอาดเปน็ ระเบียบเรยี บร้อย +1 +1 +1 1.00 ใช้ได้
7 มีมนุษยส์ ัมพนั ธ์ท่ีดีตอ่ เพ่อื นและสงั คม
8 ช่วยเหลอื เกือ้ กลู เพอ่ื นๆในกลมุ่ อยา่ งสม่ำเสมอ 0.90 ใช้ได้
9 ใชท้ รัพยากรอยา่ งประหยัดและคุ้มค่า
สรปุ ผลการประเมิน