The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kajonyod.pantaluk, 2021-09-02 04:16:45

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

วิจัยในชั้นเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

1
การศกึ ษาผลสมั ฤทธิ์การเรียนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6

ด้วยการจัดการเรยี นรูโ้ ดยเทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ผ่านชุดกิจกรรมอเิ ล็กทรอนิกส์และคลิปวดี ีโอการสอน

นายขจรยศ พนั ธรกั ษ์

โรงเรยี นวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ูล)
สำนกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศึกษาฉะเชงิ เทรา เขต 1

สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

2ก

บทคัดยอ่
หวั ขอ้ วิจยั : การศึกษาผลสมั ฤทธก์ิ ารเรยี นวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6
ด้วยการจดั การเรียนรโู้ ดยเทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกจิ กรรมอิเล็กทรอนกิ ส์และ
คลปิ วดี ีโอการสอน
ผู้วจิ ยั : นายขจรยศ พนั ธรักษ์

การวจิ ัยครงั้ น้เี ป็นการวจิ ยั เชงิ ทดลองมวี ตั ถปุ ระสงค์การวจิ ัยเพ่อื 1) เพ่ือพัฒนาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร สำหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ให้มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์
80/80 2) เพอื่ ศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนวิทยาศาสตร์ เร่ืองอาหารและสารอาหาร ของ นกั เรยี นชัน้
ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 กอ่ นและหลังการจดั การเรยี นร้โู ดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรม
และคลิปวีดโี อกบั เกณฑ์ร้อยละ70 3) เพ่อื ศึกษาความพงึ พอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เรอ่ื ง อาหารและสารอาหารของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 6 หลงั จากจัดการเรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ การสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชุดกิจกรรมอเิ ล็กทรอนิกสแ์ ละคลปิ วีดโี อ กับเกณฑ์ระดับมาก กลุม่ เป้าหมาย ท่ใี ช้ใน
การวจิ ยั ครัง้ น้ีคอื นกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564 โรงเรยี นวัดหลวงแพ่ง
(อนิ ทรประชานกุ ูล) อำเภอบางนำ้ เปรย้ี ว สำนักงานเขตพนื้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาฉะเชงิ เทรา เขต 1
จำนวน 17 คน เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย ประกอบดว้ ย1) แผนการจดั การเรียนรู้ เร่ืองอาหารและสารอาหาร
โดยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ สแ์ ละคลปิ วีดโี อการสอน จำนวน 4 แผน
2) ชุดกิจกรรม เร่ืองอาหารและสารอาหาร สำหรับนักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ที่ผวู้ จิ ยั สร้างขนึ้ ใช้เวลา 8
ชวั่ โมง 3) แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เร่อื งการอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 เป็นปรนัย 4 ตวั เลอื ก จำนวน 15 ขอ้ 4) แบบวดั ความพึงพอใจ ต่อการเรยี นเร่อื งอาหาร
และเทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชดุ กิจกรรมอิเล็กทรอนกิ ส์และคลิปวดี ีโอการสอน จำนวน 10 ขอ้
ใช้แบบแผนการทดลองทีป่ ระกอบด้วยกลมุ่ ทดลองกลุม่ เดยี ว มีการทดสอบกอ่ นการทดลองและหลังการทดลอง
วเิ คราะห์ข้อมลู โดยการหาค่าเฉลีย่ ( X ) ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าประสิทธิภาพ คา่ ความยากงา่ ย
คา่ ความเชอ่ื มน่ั และทดสอบสมมตฐิ านโดยใช้ t-test

ผลการวจิ ัยพบว่า 1) ผลการหาประสิทธภิ าพชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องอาหารและสารอาหาร
สำหรบั นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานุกูล) ท่ีผวู้ ิจัยพฒั นามีประสทิ ธภิ าพ
ของกระบวนการเท่ากับ 84.55 และประสทิ ธภิ าพของผลลัพธเ์ ท่ากับ 81.96 หรือมีประสทิ ธิภาพ E1/E2
เทา่ กับ 84.55/81.96 สงู กวา่ เกณฑ์ที่กำหนดเท่ากับ 80/80 2) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ เรอ่ื ง
อาหารและสารอาหาร ของ นกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ก่อนและหลงั การจัดการเรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ การ
สืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกจิ กรรมและคลิปวีดีโอ พบวา่ ผลการสอบก่อนเรยี นได้คะแนนเฉลีย่ เทา่ กับ
7.76 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเทา่ กับ 1.02 และผลคะแนนหลังเรียนได้คะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 12.29 ส่วน
เบ่ยี งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.92 ซงึ่ สงู กว่าก่อนเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิติที่ระดับ. 05 (t = 26.03)

3ข

3) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่านักเรยี นมคี วามพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เรื่อง
อาหารและสารอาหาร ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 หลังจากจัดการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนคิ การสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิปวดี โี อ อยู่ในระดับมากท่ีสุดค่าเฉล่ียเท่ากบั 4.73 สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
เท่ากบั 0.07 ซ่งึ สอดคล้องกับสมมติฐานท่ีตัง้ ไว้

4ค

กติ ติกรรมประกาศ

การวจิ ยั เรอื่ ง การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์กิ ารเรยี นวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 6 ด้วยการจดั การเรยี นรโู้ ดยเทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชดุ กิจกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์และ
คลปิ วดี ีโอการสอน สำเร็จได้ดว้ ยดเี พราะความรว่ มมอื จากนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ทใ่ี หค้ วามร่วมมอื ใน
การทไกจิ กรรมการเรยี นการสอน ทำให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยา่ งยิ่งตอ่ การวจิ ยั ซง่ึ สง่ ผลใหผ้ วู้ จิ ัยไดเ้ ขา้ ใจ
ถึงพฤติกรรมและความต้องการของนกั เรยี นมากยงิ่ ข้ึน เปน็ แนวทางทจ่ี ะจดั วิธีการเรยี นการสอนไดต้ รงกับความ
ต้องการของผู้เรียน

ขอขอบพระคณุ นายปรชี า เกตุผดงุ ผอู้ ำนวยการโรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ูล) นายสชุ าติ
บุญประเสรฐิ ครูวทิ ยะฐานะชำนาญการพิเศษ และนางสุภาพศรี ออ่ นพรมราช ครูวิทยะฐานะชำนาญการพิเศษ
ทก่ี รุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคุณภาพเครือ่ งมือ ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงงานวจิ ยั

ขอขอบพระคุณ ผู้ปกครองนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ทใ่ี ห้ความสนับสนุน อนุเคราะหช์ ว่ ยเหลือ
ในด้านตา่ งๆ

นายขจรยศ พันธรักษ์

สารบัญ 5ง

บทคดั ย่อ หนา้
กิตติกรรมประกาศ
สารบัญ ก
สารบญั ตาราง ค
บทที่ 1 บทนำ ง
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง จ
บทที่ 3 วธิ ดี ำเนินการวจิ ัย 1
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 2
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ 33
บรรณานกุ รม 43
ภาคผนวก 47
50

6จ

สารบญั ตาราง

หนา้

ตาราง 1 โครงสร้างเวลาเรียน 33
ตาราง 2 แบบแผนการทดลอง 35
ตาราง 3 กำหนดการสอน หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 1 เร่ืองอาหารและสารอาหาร 36
ตารางท่ี 4 แสดงการพฒั นาชดุ กจิ กรรมทำให้ได้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร 44
ตาราง 5 ผลการวิเคราะหห์ าประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรมเร่ืองอาหารและสารอาหาร
สำหรบั นกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยการทดลองแบบกล่มุ ตัวอย่าง 45
ตารางท่ี 6 ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ เร่อื งอาหารและสารอาหาร ของนักเรียน
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 กอ่ นและหลงั การจดั การเรียนร้โู ดยใชเ้ ทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) 45
ผ่านชุดกิจกรรมและคลปิ วดี ีโอ
ตาราง 7 ความพงึ พอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ือง อาหารและสารอาหาร
ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลังจากจัดการเรียนรูโ้ ดยใชเ้ ทคนิคการสบื เสาะหาความรู้
(5E) ผ่านชดุ กจิ กรรมและคลิปวีดโี อ

1

บทท่ี 1
บทนำ
1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
จาการศกึ ษา การจดั การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ มงุ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รียนได้ค้นพบความรดู้ ้วยตนเองมาก
ทส่ี ุด เพ่ือทจ่ี ะได้กระบวนการและความรจู้ ากวิธีการสังเกต สำรวจตรวจสอบ การทดลอง แลว้ นำผลทไ่ี ด้มา
จดั ระบบเป็นหลักการ แนวคิด และองค์ความรู้ การจดั การเรยี นการสอนวิทยาศาสตร์จึงมีเปา้ หมายท่สี ำคญั คือ
เพอ่ื ให้เข้าใจหลักการ ทฤษฎี และกฎท่เี ป็นพน้ื ฐานของวทิ ยาศาสตร์ เขา้ ใจขอบเขตของธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร์และข้อจำกดั ในการศึกษาวิชาวทิ ยาศาสตร์ มีทกั ษะที่สำคัญในการศกึ ษาคน้ คว้าและคิดคน้ ทาง
เทคโนโลยี ตระหนกั ถึงความสมั พนั ธร์ ะหว่างวชิ าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ย์ และสภาพแวดลอ้ มในเชงิ
ท่ีมอี ทิ ธิพลและผลกระทบซึง่ กนั และกนั เพ่ือนำความร้คู วามเข้าใจในวชิ าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยไี ปใชใ้ ห้
เกดิ ประโยชนต์ ่อสังคมและการดำรงชีวติ พัฒนากระบวนการคดิ และจินตนาการ ความสามารถในการ
แกป้ ัญหา และการจดั การทกั ษะในการส่อื สารและความสามารถในการตัดสินใจ เพื่อใหเ้ ป็นผู้มจี ิตวทิ ยาศาสตร์
มีคณุ ธรรมจริยธรรม และค่านยิ มในการใช้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์ (สำนกั วิชาการและ
มาตรฐานการศึกษา, 2560: น. 3) สอดคลอ้ งกบั พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับปรับปรุง
และทีแ่ ก้ไขเพม่ิ เตมิ พ.ศ. 2545) หมวดท่ี 4 แนวการจัดการศกึ ษา มาตราที่ 22 กล่าววา่ การจัดการเรียนการ
สอนตอ้ งเน้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ โดยถือวา่ ผู้เรียนทุกคนน้ันสามารถเรยี นร้แู ละพฒั นาตนเองได้ ดังน้ัน
กระบวนการเรยี นรจู้ ะต้องส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนสามารถพฒั นาไปตามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ
การจดั การศกึ ษาในศตวรรษที่ 21 เปน็ ยคุ ท่เี ทคโนโลยเี ขา้ มามอิ ิทธิพลตอ่ สังคมและการดำรงชีวิต
บุคคลสามารถตดิ ตอ่ ส่ือสารกนั ไดอ้ ย่างรวดเร็วมากขน้ึ ส่งผลให้เกิดทักษะในการดำรงชวี ิตของเราเปล่ียนแปลง
ตามไปดว้ ย โดยทักษะแหง่ ศตวรรษที่ 21 ทส่ี ำคัญไดแ้ ก่ 3R ประกอบดว้ ย ทกั ษะการอา่ น (Reading) ทักษะ
การเขยี น(Writing)และทกั ษะการคิดเลขเป็น (Arithmetics) นอกจากน้ยี งั มีอีกทักษะทเ่ี ด่นคือ ทักษะกล่มุ 7C
ประกอบดว้ ย ทกั ษะการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ และแกป้ ัญหา (Critical thinkingand problem solving)
ทักษะด้านการสรา้ งสรรคแ์ ละนวตั กรรม (Creativity and innovation) ทกั ษะความเข้าใจต่างวัฒนธรรม
(Cross-culturalunderstanding) ทกั ษะความรว่ มมือและความเปน็ ผู้นำ (Collaboration,
teamworkandleadership) ทักษะการส่ือสาร (Communication) ทกั ษะการใช้คอมพวิ เตอร์ (Computing
and ICT literacy) และทกั ษะอาชพี และการเรยี นรู้ (Career & learning skills) (พมิ พนั ธ์ เดชะคุปตแ์ ละพ
เยาว์ ยนิ ดสี ุข,2557: น.2) ซงึ่ สอดคลอ้ งกับแนวคิดของ (วิจารณ์ พานชิ (2555: น.19) ท่กี ลา่ วถงึ ทกั ษะใน
ศตวรรษท่ี 21ว่า“การเรียนรใู้ นศตวรรษท่ี21ตอ้ งอาศยั ทักษะการสรา้ งสรรค์และนวตั กรรม (Creativity &
innovation) และทกั ษะการแกป้ ญั หาอย่างสรา้ งสรรค(์ Creative problem solving skills) เปน็ พ้นื ฐานเพอื่
ตอ่ ยอดสูก่ ารแกป้ ญั หาและดำเนนิ ชีวติ
จาการศกึ ษาคู่มือการใช้หลักสูตรรายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับ
ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานพทุ ธศักราช 2551 การเรยี นรู้ทาง
วทิ ยาศาสตร์จำเปน็ ต้อง ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ พอ่ื นำไปสู่การสืบเสาะค้นหา ผ่านการสงั เกต

2

ทดลอง สรา้ งแบบจำลอง และวิธีการอ่ืนๆเพอ่ื นำข้อมลู สารสนเทศและหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์มาสรา้ งคำอธบิ าย
เก่ยี วกับแนวคดิ หรอื องค์ความรูท้ างวิทยาศาสตร์

สถานการณ์โรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease 2019 : COVID-19) มกี ารระบาด
ในวงกวา้ ง องค์การอนามยั โลก ไดป้ ระเมินสถานการณแ์ ละประกาศให้โรค COVID-19 เปน็ ภาวะฉุกเฉนิ ทาง
สาธารณสขุ ระหว่างประเทศ โดยแนะนาํ ใหท้ กุ ประเทศเร่งรดั การเฝา้ ระวังและ ปอ้ งกนั ความเสีย่ งจากเชือ้
COVID-19 ซึ่งสถานศกึ ษาเป็นสถานท่ีท่มี นี กั เรียนอย่รู วมกนั จํานวนมาก มักจะมีความเส่ยี งสูง หากมีระบบการ
จัดการทีไ่ มด่ ี อาจจะมีการแพรร่ ะบาดของเชอ้ื COVID-19 ไดใ้ นกลุม่ เด็ก เน่ืองจากพบวา่ การตดิ เช้ือ COVID-
19 ส่วนใหญจ่ ะไม่คอ่ ยมอี าการหรือมอี าการแสดง ค่อนขา้ งนอ้ ย ความรนุ แรงจะน้อยมาก อาจทําให้การแพร่
ระบาดเกิดขนึ้ ไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ (Super spread) ไปยงั บุคคลในบา้ น หากมกี ารระบาดในกลุ่มนักเรียนขน้ึ จะมี
ผลกระทบในสังคมหรือผู้ใกล้ชิด เช่น ครู พ่อแม่ ผู้สงู อายุ ที่ติดเชอื้ จากเด็ก ดังน้นั หากมกี ารเปดิ เรยี น มีโอกาส
สงู ทจี่ ะเกดิ การตดิ เชอื้ ในกลุม่ เด็กเพิม่ มากขน้ึ ซง่ึ เด็กเปน็ กลุ่มที่ต้องไดร้ ับการดแู ลและระมัดระวงั ในการ
กระจายเชอ้ื เป็น อยา่ งมาก มาตรการในการเปดิ เทอม จงึ มีความสาํ คัญมากในการควบคุมการระบาด การ
วางแผนเปดิ เทอมจึงตอ้ งม่นั ใจว่าสามารถควบคุมไม่ใหเ้ กดิ การระบาดของโรคได้ สํานักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพนื้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธกิ ารตระหนกั ถงึ ความสําคญั ในการดูแลนกั เรยี น ผูป้ กครอง ครแู ละ
บคุ ลากรทางการศกึ ษา จึงไดจ้ ัดทาํ แนวทางการจดั การเรยี น การสอนของโรงเรยี นสังกดั สํานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ในสถานการณ์การระบาด ของโรคติดเชอ้ื ไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
ปกี ารศกึ ษา 2564 เพ่ือให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทาง ในการจดั การเรยี นการสอนของโรงเรียนในสังกดั อยา่ งมี
ประสิทธภิ าพซง่ึ การระบาดของ เช้อื ไวรัสโคโรนา สง่ ผลต่อระบบการศึกษาเปน็ อย่างมาก สถานการณ์การ
ระบาดเกดิ ขน้ึ ในชว่ ง สถานศกึ ษาขั้นพื้นฐานปดิ ภาคเรยี น โดยในช่วงต้นเดอื นเมษายน คณะรัฐมนตรีมมี ติ
เหน็ ชอบใหเ้ ล่อื น วนั เปิดเทอมภาคเรยี นท่ี 1 ไปเป็นวนั ที่ 1 มิถนุ ายน 2564 โรงเรยี นจึงได้เตรยี มตัวให้พรอ้ ม
ในการ 2 จัดการเรยี นการสอนรปู แบบใหม่ที่สอดรับกับมาตรการป้องกันการระบาด พร้อมกบั เตรยี มมาตรการ
ตา่ ง ๆ เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หผ้ ู้เรยี นได้รบั ผลกระทบจากรูปแบบการเรียนท่เี ปลี่ยนไป การจัดการเรยี นการสอนใน
ศตวรรษท่ี 21 เน้นการเรยี นการสอนที่กระตุ้นการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น

จากการจดั การเรยี นการสอน หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 ร่างกายของเรา เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร
ของนกั เรียนระดับชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ปกี ารศึกษา 2564 เมอ่ื จัดการเรยี นการสอน ผ่านไปแลว้ เม่อื ทดสอบ
หลงั เรียน พบวา่ นักเรียนส่วนใหญ่ไมผ่ ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรตู้ ามตวั ช้วี ดั ดังนนั้ ผู้สอนตอ้ งคิดหาวิธีการ
จัดการเรยี นรู้เพื่อให้ผู้เรยี นมีผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนผา่ นจดุ ประสงคก์ าร เรยี นรู้ตามตัวชวี้ ดั ผู้สอนพบว่า
กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความร้(ู Inquiry cycle) หรือ 5E เป็นยุทธวธิ ใี นการจัดการเรียนการ
สอนทเ่ี นน้ ผ้เู รยี นเปน็ ศนู ย์กลางใหผ้ ู้เรียนไดส้ รา้ งองค์ ความรู้ด้วยตนเองโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เนน้ การแกป้ ัญหาเป็น โดยมีครผู สู้ อนเปน็ ผู้ที่ คอยกระตุ้นใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความคิดและคิดหาคำตอบตลอดจนเปน็
ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ใหแ้ กผ่ ู้เรียน ผู้เรียนไดเ้ รยี นร่วมกนั และประเมนิ ผลการเรียนร้ดู ้วยตวั ของ
ผู้เรยี นเอง

3

จากเหตุผลดงั กล่าว ผ้วู ิจยั จึงสนใจและใหค้ วามสำคัญในการพฒั นาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยใช้รปู แบบกระบวนการจัดการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้(Inquiry cycle) หรือ
5E ผ่านชดุ กิจกรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ และคลิปวดี ีโอประกอบการสอน นกั เรียนต้องใชท้ กั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ในการสำรวจตรวจสอบ สบื ค้นข้อมูล ให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยการค้นพบความรดู้ ว้ ยตนเองตาม
กระบวนการสืบเสาะหาความร(ู้ Inquiry cycle) 5E เพอ่ื ชว่ ยเหลือส่งเสริมให้นกั เรียนเกิดการเรยี นรอู้ ยา่ งเตม็
ตามศกั ยภาพส่กู ารพฒั นาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นและทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ตามมาตรฐานเชิง
คณุ ภาพของการจดั การศึกษาระดบั ชาติตอ่ ไป

วัตถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือพฒั นาชุดกิจกรรมการเรยี นรู้อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เร่ืองอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรียนชน้ั

ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพอ่ื ศกึ ษาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ เร่ืองอาหารและสารอาหาร ของ นกั เรยี นชั้น

ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ก่อนและหลังการจัดการเรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรม
และคลิปวีดโี อกบั เกณฑ์รอ้ ยละ70

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการเรยี นวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เรอ่ื ง อาหารและสารอาหาร
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 หลงั จากจดั การเรยี นรู้โดยใช้เทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชดุ
กจิ กรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส์และคลิปวีดีโอ กบั เกณฑ์ระดับมาก

สมมตฐิ านการวจิ ัย
การวิจยั คร้งั นี้ ผ้วู จิ ยั ตั้งสมมติฐานไว้ดังนี้
1. ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้อเิ ลก็ ทรอนิกส์ เร่ืองอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษา

ปที ่ี 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นวิทยาศาสตร์ เรื่องอาหารและสารอาหาร ของ นกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี

6 ก่อนและหลงั การจดั การเรียนร้โู ดยใช้เทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชดุ กจิ กรรมและคลิปวดี โี อ
สูงกวา่ เกณฑร์ อ้ ยละ70

3. ความพึงพอใจตอ่ การเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ือง อาหารและสารอาหาร
ของนักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หลังจากจัดการเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชดุ
กจิ กรรมอิเล็กทรอนิกส์และคลิปวดี ีโอ อยู่ในเกณฑ์ระดับมาก

4

ขอบเขตของการวิจัย
การวจิ ยั ครั้งน้ี ผ้วู จิ ัยกำหนดขอบเขตของการวจิ ัยดังน้ี

ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ประชากรท่ใี ชใ้ นการวิจยั ครั้งนี้เป็น นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 โรงเรียนวดั หลวงแพง่

(อนิ ทรประชานุกูล) อำเภอบางนำ้ เปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศกึ ษา
ฉะเชิงเทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2564 จำนวน 1 ห้องเรยี น มีนักเรียน 17 คน

กลุ่มตัวอยา่ งทใ่ี ช้ในการวิจยั ครัง้ น้ี ไดแ้ ก่ นักเรียนชัน้ ปรถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา
2564 โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ูล) อำเภอบางน้ำเปรยี้ ว จังหวดั ฉะเชงิ เทรา สำนักงานเขตพ้นื ที่
การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 17 คน ซงึ่ ได้มาจากการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive
Sampling)

ตวั แปรทีใ่ ช้ในการศึกษา
1) ตัวแปรต้น กระบวนการเรยี นรู้สืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชดุ กจิ กรรมและคลิปวีดโี อการสอน
2) ตัวแปรตาม ได้แก่

(1) ประสทิ ธภิ าพของชดุ กิจกรรมอิเล็กทรอนกิ ส์ เร่ืองอาหารและสารอาหาร
(2) ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เร่อื งอาหารและสารอาหาร
(3) ความพึงพอใจที่มีตอ่ การเรยี น เรือ่ งอาหารและสารอาหาร

เนอ้ื หา
เน้ือหาทใ่ี ช้ในการวิจัยครัง้ น้ี ไดแ้ ก่ เรือ่ งอาหารและสารอาหาร สำหรับชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ตาม

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560) โดยแบ่งเน้อื หา
ออกเป็น 4 เรือ่ ง

1) อาหารและสารอาหาร
2) อาหารท่เี รารับประทาน
3) สารอาหารที่เราไดร้ ับใน 1 วัน
4) พลงั งานจากอาหาร

ระยะเวลาในการทำวิจัย
ระยะเวลาท่ีใช้ในการวิจัย คอื ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 โดยใช้เวลาทดลอง 9

ช่ัวโมง ซงึ่ รวมถึงการทดสอบกอ่ นเรียนและการทดสอบหลังเรยี น

5

กรอบแนวคดิ ในการวิจัย

ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม
กระบวนการเรยี นรสู้ บื เสาะหาความรู้ (5E)
ผา่ นชดุ กิจกรรมและคลิปวดี โี อการสอน (1) ประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกส์ เรอ่ื งอาหาร
และสารอาหาร
ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ การวจิ ัย
(2) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เร่ืองอาหารและสารอาหาร
(3) ความพึงพอใจทมี่ ีตอ่ การเรยี นชุดกจิ กรรมอิเล็กทรอนิกส์
เรือ่ งอาหารและสารอาหาร ผา่ นคลิปการสอน

นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง กิจกรรมการเรียนรู้ ที่ผู้เรียน

ได้พัฒนาหรือจัดโครงสร้างทางความคิดขึ้นจากสิ่งที่ได้พบเห็นจากสถานการณ์หรือจากปัญหา และสามารถ
เชือ่ มโยงกับความรู้ความเข้าใจเดมิ ทมี่ ีอยู่แล้วมาสรา้ งเปน็ ความรใู้ หมด่ ้วยตนเองโดยทำให้ เกดิ การเรียนรู้อย่าง
มีความหมายผ่านการเรยี นรจู้ ากกจิ กรรมการเรยี นรู้ 5 ขน้ั ตอนคือ

1. ขั้นสร้างความสนใจ
2. ขนั้ สำรวจและค้นหา
3. ขัน้ อธบิ ายและลงข้อสรุป
4. ข้นั ขยายความรู้
5. ขน้ั ประเมนิ ผล
2. ชุดกิจกรรมหมายถึงสื่อการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยสรางขึ้นสำหรับนำมาใช้ประกอบการเรียนการ
สอนภายในชุดการเรียนการสอนประกอบด้วยเนื้อหากิจกรรมการเรียนสื่อการเรียนการสอนและการวดั และ
ประเมินผลโดยครอบคลมุ เนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมหมายถึงระดับประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถ
เรียนรู้ไดต้ ามจุดมุ่งหมายโดยการประเมินด้วยเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (ชยั ยงค์พรหมวงศ์ 2523: 490-492)
เกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E1 / E2) หมายถึงเกณฑท์ ี่ใช้ในการกำหนดประสิทธภิ าพของชุดกิจกรรมการ
จัดการเรียนรู้เรื่องอาหารและสารอาหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการพิจารณาจาก
กระบวนการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรู้ดงั นี้
80 ตัวแรก (E1) หมายถงึ ร้อยละของคะแนนเฉลีย่ ของกลมุ่ ตวั อย่างทั้งหมดจากประเมินการปฏิบัติงาน
ตามใบงานและการทำแบบทดสอบหลังเรียนในแตล่ ะหนว่ ยการเรียนรู้มากกวา่ หรอื เทา่ กบั ร้อยละ 80

6

80 ตัวหลัง (E2) หมายถึงร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจากการทำแบบทดสอบ
วดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นมากกวา่ หรอื เทา่ กบั รอ้ ยละ 80

3 ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ ความสามารถของผู้เรียนในด้าน ความร้คู วามจำ ความเข้าใจ การ
นำความรูท้ ี่เกี่ยวกับวทิ ยาศาสตร์ไปใช้ และทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยวดั จากคะแนนท่ีนักเรียน
ไดร้ ับจากการทำแบบสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น เรือ่ ง การแยกสารเนอื้ ผสม ท่ีผู้วิจยั พฒั นาข้ึนโดยวัดจาก
พฤตกิ รรมของผูเ้ รยี น 5 ดา้ น ดังน้ี

ด้านความรู้ – ความจำ หมายถงึ ความสามารถในการระลึกถึงส่ิงท่ไี ด้
เรียนร้มู าแล้วเกี่ยวขอ้ งกบั ขอ้ เท็จจรงิ ความคดิ รวบยอด หลักการ กฎ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์

ดา้ นความเข้าใจ หมายถงึ ความสามารถในการจำแนกความรูไ้ ด้เมื่อปรากฏอยใู่ นรูปใหม่ และ
ความสามารถในการแปลความรจู้ ากสัญลักษณห์ นึง่ ไปอกี สญั ลักษณห์ นงึ่

ด้านการนำความรู้ไปใช้ หมายถึง ความสามารถในการนำความรู้และวิธีการต่าง ๆ ทาง
วิทยาศาสตรไ์ ปใชใ้ นสถานการณใ์ หม่ๆ หรอื จากทแ่ี ตกตา่ งไปจากท่เี คยเรียนรู้มาแล้ว
โดยเฉพาะอยา่ งยง่ิ คอื การนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั

ดา้ นการวิเคราะห์ ผเู้ รยี นสามารถคิด หรอื แยกแยะเร่ืองราวสง่ิ ต่าง ๆ ออกเปน็ ส่วนย่อย เป็น
องค์ประกอบที่สำคัญได้ และมองเห็นความสัมพันธ์ของส่วนที่เกีย่ วข้องกัน ความสามารถในการวิเคราะห์จะ
แตกตา่ งกนั ไปแลว้ แตค่ วามคดิ ของแต่ละคน

ด้านการสังเคราะห์ความสามารถในการท่ผี สมผสานสว่ นยอ่ ย ๆ เข้าเป็นเรอื่ งราวเดียวกนั
อย่างมีระบบ เพอื่ ใหเ้ กดิ สงิ่ ใหม่ท่ีสมบรู ณ์และดีกว่าเดิม อาจเปน็ การถ่ายทอดความคดิ ออกมาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้
งา่ ย การกำหนดวางแผนวิธีการดำเนินงานขนึ้ ใหม่ หรอื อาจจะเกดิ ความคดิ ในอนั ท่ีจะสร้างความสัมพันธ์ของ
สิง่ ท่เี ป็นนามธรรมขึ้นมาในรปู แบบ หรือ แนวคดิ ใหม่

4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัด
หลวงแพง่ (อนิ ทรประชานุกูล) อำเภอบางนำ้ เปรี้ยว จังหวดั ฉะเชงิ เทรา

5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหา
ความรู้ (5E) ผา่ นชดุ กจิ กรรมและคลิปวีดโี อ เรื่องการอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษา
ปีท่ี 6

6. เกณฑ์ร้อยละ 70 หมายถงึ คา่ คะแนนข้ันตำ่ ที่ยอมรบั วา่ นักเรียนมีความสามารถ ใน
การเรียนรู้เรือ่ งอาหารและสารอาหาร หลงั จากจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุด
กิจกรรมและคลิปวีดโี อ ผา่ นเกณฑซ์ งึ่ ในทีน่ ้กี ำหนดเกณฑ์ร้อยละ70 โดยการเปรยี บเทยี บคะแนนท่ีได้จากการ
ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ซงึ่ วเิ คราะห์จากคะแนนสอบหลังเรยี นแลว้ นำมาเฉลี่ย นำคะแนนมา
เปรียบเทียบกับเกณฑเ์ป็นร้อยละ70 ใช้สถิติเทียบกับเกณณ์ที่กำหนดตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
พทุ ธศกั ราช 2551 แนวการวัดผลมดี ังนี้ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2552)

คะแนนร้อยละ 80-100 หมายถึง ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนอยู่ในระดับ ดเี ยยี่ ม

7

คะแนนร้อยละ 75-79 หมายถึง ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนอยใู่ นระดับ ดมี าก
คะแนนรอ้ ยละ 70-74 หมายถงึ ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนอยู่ในระดับ ดี
คะแนนรอ้ ยละ 65-69 หมายถงึ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นอยู่ในระดับ คอ่ นขา้ งดี
คะแนนรอ้ ยละ 60-64 หมายถงึ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระดบั น่าพอใจ
คะแนนรอ้ ยละ 55-59 หมายถึง ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นอยใู่ นระดับ พอใช้
คะแนนร้อยละ 50-54 หมายถึง ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นอยูใ่ นระดบั ผา่ นเกณฑข์ น้ั ต่ำ
คะแนนร้อยละ 0-49 หมายถงึ ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนอยู่ในระดับ ตำ่ กวา่ เกณฑ์ขน้ั ต่ำ

ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะได้รับ
1. ไดช้ ุดกิจกรรมการเรยี นร้เู รื่องอาหารและสารอาหารโดยใช้เทคนิคการสบื เสาะหาความรู้

(5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิปวีดีโอ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ท่ีพัฒนาในครั้งนี้ ส่งผลให้มี
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นสูงข้นึ

2. เป็นแนวทางในการค้นคว้าวิจัย และสร้างชุดกิจกรรมการเรียนโดยใช้เทคนิคการสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชดุ กจิ กรรมและคลิปวีดีโอ สำหรับนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 และระดับชั้นอ่ืน
ตอ่ ไป

3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยใช้ชุดกิจกรรม
การเรยี นโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชุดกิจกรรมและคลิปวีดโี อ ทำให้นักเรียนไม่เบ่ือหน่าย
และเห็นคณุ คา่ ของวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี และสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวนั

8

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้อง
การวิจยั ครัง้ นี้ ผ้วู จิ ยั ได้ศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 6 ดว้ ยการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชดุ
กจิ กรรมและคลิปวดี โี อการสอน ผ้วู จิ ยั ได้ศกึ ษาเอกสารตำรา บทความและงานวิจัยท่ีเก่ียวขอ้ ง ตามลำดบั
ต่อไปน้ี
2.1 ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรงุ
พ.ศ.2560) ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
2.1.1 บทนำ
2.1.2 เปา้ หมายของการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์
2.1.3 เรียนร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์
2.1.4 สาระและมาตราฐานการเรียนรู้
2.1.5 คณุ ภาพผเู้ รยี น
2.2 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พุทธศักราช 2563 โรงเรยี น
วดั หลวงแพ่ง (อินทรประชานกุ ูล)
2.2.1 วสิ ยั ทศั น์
2.2.2 โครงสรา้ งเวลาเรียน
2.2.3 คำอธบิ ายรายวิชา
2.2.4 หน่วยการเรยี นรู้และเวลาเรียน
2.3 เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E)
2.3.1 ประเภทของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
2.3.2 ข้ันตอนเทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E)
2.3.3 ขอ้ ดขี องการจัดการเรียนรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้
2.4 ชดุ กจิ กรรม
2.4.1 ความหมายของชุดกิจกรรม
2.4.2 ประเภทของชดุ กิจกรรม
2.4.3 องคป์ ระกอบของชุดกิจกรรม
2.5 การหาประสทิ ธภิ าพของชดุ กิจกรรม
2.5.1 ความสำคัญของการหาชดุ กจิ กรรม
2.5.2 เกณฑก์ ารหาประสทิ ธิภาพของชดุ กิจกรรม
2.6 ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
2.6.1 ความหมายและขอบเขตของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น

9

2.6.2 ความหมายและประเภทของแบบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน
2.6.3 หลกั ในการสรา้ งแบบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
2.6.4 การตรวจสอบคุณภาพของแบบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวทิ ยาศาสตร์
2.7 การวัดความพึงพอใจของนกั เรียน
2.7.1 ความหมายของความพึงพอใจ
2.7.2 แนวคดิ ทฤษฎีความพงึ พอใจ
2.7.3 การวัดความพึงพอใจ
2.8 งานวิจยั ที่เก่ียวข้อง

1. ตัวช้วี ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.
2560) ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

2.1.1 บทนำ
ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ได้กำหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น ๘ สาระ
ไดแ้ ก่ สาระท่ี ๑ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ สาระที่ ๒ วทิ ยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี ๓ วทิ ยาศาสตร์โลกและอวกาศ
สาระที่ ๔ ชีววิทยา สาระที่ ๕ เคมี สาระที่ ๖ ฟิสิกส์ สาระที่ ๗ โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ และสาระที่ ๘
เทคโนโลยี ซึ่งองค์ประกอบของหลักสูตร ทั้งในด้านของเนื้อหา การจัดการเรียนการสอนและการวัดและ
ประเมนิ ผล การเรยี นรู้นนั้ มคี วามสำคัญอยา่ งยง่ิ ในการวางรากฐานการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละ
ระดับชั้นใหม้ ี ความต่อเน่อื งเชือ่ มโยงกนั ตงั้ แต่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ จนถึงช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๖ สำหรับกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ได้กำหนดตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องเรียนเปน็
พื้นฐาน เพอ่ื ใหส้ ามารถ นำความรูน้ ีไ้ ปใชใ้ นการดำรงชีวิต หรือศกึ ษาต่อในวิชาชีพที่ตอ้ งใช้วิทยาศาสตรไ์ ด้ โดย
จดั เรยี งลำดับความยากง่าย ของเน้ือหาท้งั ๘ สาระในแต่ละระดบั ชั้นให้มีการเชอื่ มโยงความรู้กับกระบวนการ
เรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรยี นรทู้ ส่ี ่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นพัฒนาความคิด ท้ังความคิดเปน็ เหตุเป็นผล
คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่ สำคัญทั้งทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะใน
ศตวรรษท่ี ๒๑ ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่าง
เป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ สถาบันส่งเสริมการ
สอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถงึ ความสำคัญของการจดั การเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ที่มุ่งหวัง
ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อผู้เรียนมากที่สุด จึงได้จัดทำตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ข้ึน
เพื่อใหส้ ถานศึกษา ครูผสู้ อน ตลอดจนหนว่ ยงานต่าง ๆ ไดใ้ ชเ้ ปน็ แนวทางในการพัฒนา หนังสือเรียน คู่มือครู
สื่อประกอบการเรยี นการสอน ตลอดจนการวัดและประเมนิ ผล โดยตวั ช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 ที่จัดทำขึ้นนี้ได้ปรับปรุงเพื่อให้มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้

10

เดียวกนั และระหวา่ งสาระการเรยี นรู้ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ตลอดจนการเชื่อมโยงเนื้อหาความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์กบั คณิตศาสตร์ด้วย นอกจากน้ี ยงั ได้ปรบั ปรุงเพื่อให้มีความทนั สมยั ต่อการเปลี่ยนแปลง และ
ความเจริญก้าวหน้าของวทิ ยาการต่าง ๆ และทดั เทยี มกบั นานาชาติ กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์สรุปเป็น
แผนภาพได้ดังนี้

สาระที่ ๒
วิทยาศาสตร์กายภาพ
- มาตรฐาน ว ๒.๑-ว ๒.๓

สาระที่ ๑ กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สาระท่ี ๓
วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ วิทยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ชีวภาพ
- มาตรฐาน ว ๑.๑-ว ๑.๓ - มาตรฐาน ว ๓.๑-ว ๓.๒

สาระท่ี ๔
เทคโนโลยี
- มาตรฐาน ว ๔.๑-ว ๔.๒

วทิ ยาศาสตรเ์ พมิ่ เติม ⚫ สาระชวี วิทยา ⚫ สาระเคมี ⚫ สาระฟสิ กิ ส์
⚫ สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ

2.1.2 เปา้ หมายของการจดั การเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ

ตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิดและ
ทฤษฎี ดังน้นั การเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ งึ มงุ่ เน้นให้ผู้เรียนได้เป็นผู้เรียนรแู้ ละคน้ พบด้วยตนเองมากท่ีสุด
นั่นคือให้ได้ทั้งกระบวนการและองคค์ วามรู้ ตั้งแต่วัยเริม่ แรกกอ่ นเข้าเรียน เม่ืออยู่ในสถานศึกษาและเมือ่ ออก
จากสถานศกึ ษาไปประกอบอาชพี แล้ว

11

การจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรใ์ นสถานศึกษามเี ปา้ หมายสำคญั ดงั นี้
1. เพือ่ ใหเ้ ขา้ ใจหลักการ ทฤษฎที ่ีเป็นพ้นื ฐานในวิทยาศาสตร์
2. เพอ่ื ให้เขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาตแิ ละขอ้ จำกัดของวทิ ยาศาสตร์
3. เพอื่ ให้มีทกั ษะทีส่ ำคญั ในการศกึ ษาค้นคว้าและคดิ ค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. เพอ่ื พัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ญั หาและการจัดการทักษะใน

การส่ือสาร และความสามารถในการตดั สินใจ
5. เพอื่ ใหต้ ระหนักถงึ ความสัมพันธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษยแ์ ละสภาพแวดล้อมใน

เชิงท่ีมอี ิทธพิ ลและผลกระทบซึง่ กนั และกนั
6. เพื่อนำความรูค้ วามเข้าใจในเร่ืองวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อสังคมและ

การดำรงชีวติ
7. เพื่อให้เป็นคนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยีอยา่ งสรา้ งสรรค์
2.1.3 เรยี นรอู้ ะไรในวิทยาศาสตร์

กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์มงุ่ หวงั ใหผ้ ู้เรียนได้เรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ท่เี นน้ การ เชื่อมโยงความรู้กับ
กระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสรา้ งองค์ความรู้ โดยใช้ กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้
และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือ
ปฏบิ ัตจิ รงิ อย่างหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับช้นั โดยกำหนดสาระสำคัญ ดงั นี้

✧ วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ เรยี นรู้เกี่ยวกับ ชวี ิตในสิ่งแวดลอ้ ม องคป์ ระกอบของส่งิ มชี ีวิต การดำรงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สงิ่ มชี ีวิต

✧ วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกีย่ วกบั ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การเคลื่อนที่
พลังงาน และคลนื่

✧ วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ เรียนรู้เก่ียวกบั องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลตอ่ ส่งิ มีชวี ติ และสิ่งแวดล้อม

✧ เทคโนโลยี
● การออกแบบและเทคโนโลยีเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิต ในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบต่อชีวติ สังคม และสง่ิ แวดลอ้ ม

12

● วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์แก้ปญั หา เป็นขั้นตอนและ
เป็นระบบ ประยุกต์ใช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ในการ
แกป้ ัญหาท่พี บในชีวิตจริงได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
2.1.4 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี ๑ วิทยาศาสตรช์ วี ภาพ

มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิต กับ
สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน การ
เปลี่ยนแปลงแทนท่ีในระบบนเิ วศ ความหมายของ ประชากร ปญั หาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรกั ษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละการแก้ไขปัญหาสิง่ แวดล้อม รวมทั้งนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบตั ิของสิ่งมีชีวติ หน่วยพื้นฐานของสงิ่ มีชวี ติ การลำเลยี งสารเข้า และออก
จากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน
ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ี ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์

มาตรฐาน ว ๑.๓ เข้าใจกระบวนการและความสำคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม สาร
พันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ความหลากหลาย ทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของสงิ่ มชี วี ิต รวมท้งั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

สาระท่ี ๒ วิทยาศาสตร์กายภาพ
มาตรฐาน ว ๒.๑ เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของ

สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปลี่ยนแปลงสถานะของ
สสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกริ ิยาเคมี

มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวตั ถุ ลกั ษณะ การ
เคลื่อนที่แบบตา่ ง ๆ ของวตั ถรุ วมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว ๒.๓ เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งสสารและพลังงาน พลงั งานในชีวติ ประจำวนั ธรรมชาตขิ อง คล่ืน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้อง
กับเสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมท้งั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

13

สาระที่ ๓ วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ
มาตรฐาน ว ๓.๑ เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ

กาแล็กซีดาวฤกษ์และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะ ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิต และการ
ประยุกตใ์ ช้เทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว ๓.๒ เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบตั ภิ ยั กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟา้ อากาศและภูมอิ ากาศโลก รวมทั้งผล
ต่อสิ่งมชี ีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม

สาระที่ ๔ เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว ๔.๑ เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง

อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือ
พัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่าง
เหมาะสม โดยคำนึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชีวิต สงั คม และสง่ิ แวดลอ้ ม

มาตรฐาน ว ๔.๒ เขา้ ใจและใชแ้ นวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาทีพ่ บในชีวติ จริงอยา่ งเป็น ขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน และการแกป้ ัญหาไดอ้ ย่างมี
ประสิทธิภาพ ร้เู ท่าทนั และมจี ริยธรรม

2.1.5 คุณภาพผ้เู รยี น
จบช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖

❖ เข้าใจโครงสร้าง ลกั ษณะเฉพาะและการปรับตวั ของสิ่งมีชวี ิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตใน
แหลง่ ทีอ่ ยู่ การทำหน้าท่ขี องส่วนต่าง ๆ ของพชื และการทำงานของระบบยอ่ ยอาหารของมนษุ ย์

❖ เขา้ ใจสมบัติและการจำแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลยี่ นสถานะของสสารการละลาย การ
เปล่ียนแปลงทางเคมี การเปลยี่ นแปลงทผ่ี ันกลับได้และผนั กลับไมไ่ ด้ และการแยกสารอยา่ งงา่ ย

❖ เขา้ ใจลกั ษณะของแรงโนม้ ถ่วงของโลก แรงลัพธ์ แรงเสยี ดทาน แรงไฟฟ้าและผลของแรงต่างๆ ผล
ที่เกิดจากแรงกระทำตอ่ วตั ถุ ความดัน หลักการท่มี ีตอ่ วตั ถุ วงจรไฟฟ้าอยา่ งง่าย ปรากฏการณ์เบื้องต้นของเสียง
และแสง

❖ เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดวงจันทร์
องคป์ ระกอบของระบบสรุ ิยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ การ
ขนึ้ และตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนทีด่ าว การเกิดอุปราคา พฒั นาการและประโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ

❖ เข้าใจลกั ษณะของแหลง่ นำ้ วัฏจักรนำ้ กระบวนการเกิดเมฆ หมอก นำ้ คา้ ง นำ้ ค้างแขง็ หยาดน้ำฟา้
กระบวนการเกดิ หนิ วัฏจกั รหนิ การใชป้ ระโยชนห์ นิ และแร่ การเกดิ ซากดึกดำบรรพ์ การเกิดลมบก ลมทะเล
มรสุม ลักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของปรากฏการณ์เรือน
กระจก

14

❖ ค้นหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเชื่อถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูลใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สารในการทำงานร่วมกนั เข้าใจสทิ ธแิ ละหนา้ ท่ีของ
ตน เคารพสทิ ธขิ องผูอ้ นื่

❖ ตัง้ คำถามหรือกำหนดปญั หาเกี่ยวกับสงิ่ ท่ีจะเรียนรู้ตามทก่ี ำหนดให้หรือตามความสนใจ คาดคะเน
คำตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาที่จะสำรวจตรวจสอบ วางแผนและ
สำรวจตรวจสอบโดยใช้เครื่องมือ อปุ กรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศทีเ่ หมาะสม ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูลทั้ง
เชงิ ปรมิ าณและคุณภาพ

❖ วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มาจากการสำรวจตรวจสอบใน
รปู แบบท่เี หมาะสม เพือ่ สือ่ สารความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบได้อย่างมีเหตผุ ลและหลักฐานอ้างองิ

❖ แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น ในสิ่งที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับเรื่องที่จะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลที่มีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเห็นผอู้ ่นื

❖ แสดงความรบั ผิดชอบดว้ ยการทำงานทไ่ี ด้รบั มอบหมายอย่างมุ่งม่ัน รอบคอบ ประหยัด ซอื่ สัตย์ จน
งานลลุ ว่ งเปน็ ผลสำเร็จ และทำงานร่วมกับผ้อู นื่ อย่างสรา้ งสรรค์

❖ ตระหนักในคุณคา่ ของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรแู้ ละกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดำรงชวี ติ แสดงความชนื่ ชม ยกยอ่ ง และเคารพสทิ ธใิ นผลงานของผู้คดิ ค้นและศกึ ษาหา
ความร้เู พิม่ เติม ทำโครงงานหรือชิ้นงานตามทกี่ ำหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ

❖ แสดงถึงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมอยา่ งร้คู ณุ ค่า

2. หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พทุ ธศักราช 2563 โรงเรยี น
วดั หลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ลู )

2.2.1 หลักการ

หลกั สตู รรายวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ว 16101 ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 6 มีหลกั การ
สำคัญดังน้ี

1. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาท่ีเน้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ

2. เป็นหลักสูตรทีม่ ุ่งให้ผ้เู รียนมคี วามคิดรวบยอด ทกั ษะและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และ

เจตคตทิ ีด่ ีต่อวทิ ยาศาสตร์

3. เปน็ หลกั สูตรท่ีเน้นใหผ้ ้เู รียนสืบเสาะและสรา้ งความรดู้ ้วยตนเอง

15

2.2.2 จดุ มุ่งหมาย

รายวชิ าวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ว 16101 ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มีจุดมงุ่ หมายสำคญั ดงั นี้

1. มคี วามรู้ ความเข้าใจเรอื่ ง รา่ งกายของเรา แรงไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า แสงและเงา
สารรอบตัวเรา หินและซากดกึ ดำบรรพ์ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติและธรณีพิบัติภยั ดารา
ศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี วกาศ

2. มีทกั ษะและกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3. มเี จตคตทิ ่ีดีต่อวิชาวทิ ยาศาสตรม์ คี วามใฝ่รู้ และมงุ่ มัน่ ในการทำงาน

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตรช์ วี ภาพ

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารผ่านเซลล์
ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่างๆ ของสัตว์ท่ีทำงานสัมพันธ์
กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ของพืชที่ทำงาน
สมั พนั ธก์ ัน รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ตัวชว้ี ดั ว 1.2 ป.6/1 ระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารที่
ตนเองรบั ประทาน

ว 1.2 ป.6/2 บอกแนวทางในการเลอื กรบั ประทานอาหารใหไ้ ด้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนที่
เหมาะสมกบั เพศและวัย รวมทงั้ ความปลอดภัยตอ่ สขุ ภาพ

ว 1.2 ป.6/3 ตระหนักถึงความสำคัญของสารอาหาร โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มี
สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย รวมทั้งปลอดภัยต่อ
สุขภาพ

ว 1.2 ป.6/4 สร้างแบบจำลองระบบย่อยอาหาร และบรรยายหน้าที่ของอวัยวะในระบบย่อย
อาหาร รวมท้งั อธิบายการยอ่ ยอาหารและการดูดซึมสารอาหาร

ว 1.2 ป.6/5 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบย่อยอาหาร โดยการบอกแนวทางในการดูแล
รักษาอวัยวะในระบบย่อยอาหารให้ทำงานเป็นปกติ

16

สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เขา้ ใจสมบัตขิ องสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พนั ธร์ ะหว่างสมบัติของสาร
กับโครงสร้างและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติของการ
เปลยี่ นแปลงสถานะของสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี

ตวั ชว้ี ดั ว 2.1 ป.6/1 อธิบายและเปรียบเทียบการแยกสารผสมโดยการหยิบออก การร่อน การใช้
แม่เหล็กดึงดูด การรินออก การกรอง และการตกตะกอน โดยใช้หลักฐานเชิง
ประจักษ์ รวมทั้งระบวุ ิธแี ก้ปญั หาในชวี ติ ประจำวันเก่ียวกบั การแยกสาร

มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงทก่ี ระทำตอ่ วตั ถุ ลักษณะการ
เคลอ่ื นที่แบบตา่ งๆ ของวตั ถุ รวมท้งั นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์

ตวั ช้วี ัด ว 2.2 ป.6/1 อธิบายการเกิดและผลของแรงไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากวัตถุที่ผ่านการขัดถู โดยใช้
หลกั ฐานเชิงประจกั ษ์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจำวัน ธรรมชาติของ
คลื่น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสง และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้งนำ
ความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

ตัวชว้ี ดั ว 2.3 ป.6/1 ระบุส่วนประกอบและบรรยายหน้าท่ีของแต่ละส่วนประกอบของวงจรไฟฟ้าอย่าง
ง่ายจากหลกั ฐานเชงิ ประจกั ษ์

ว 2.3 ป.6/2 เขยี นแผนภาพและตอ่ วงจรไฟฟา้ อยา่ งงา่ ย

ว 2.3 ป.6/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายวิธีการและผล
ของการตอ่ เซลล์ไฟฟา้ แบบอนกุ รม

ว 2.3 ป.6/4 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อเซลล์ไฟฟ้าแบบอนุกรมโดยบอก
ประโยชน์และการประยุกต์ใช้ในชีวติ ประจำวนั

ว 2.3 ป.6/5 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายการต่อหลอด
ไฟฟา้ แบบอนุกรมและแบบขนาน

ว 2.3 ป.6/6 ตระหนักถึงประโยชน์ของความรู้ของการต่อหลอดไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบ
ขนาน โดยบอกประโยชน์ ข้อจำกดั และการประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ ประจำวัน

17

ว 2.3 ป.6/7 อธิบายการเกิดเงามืดเงามวั จากหลักฐานเชงิ ประจกั ษ์

ว 2.3 ป.6/8 เขยี นแผนภาพรงั สขี องแสงแสดงการเกิดเงามดื เงามัว

สาระที่ 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสุริยะ รวมทั้งปฏิสัมพันธ์ภายในระบบสุริยะทีส่ ่งผล
ตอ่ ส่ิงมีชวี ิต และการประยกุ ต์ใชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

ตวั ช้วี ัด ว 3.1 ป.6/1 สร้างแบบจำลองที่อธิบายการเกิด และเปรียบเทียบปรากฏการณ์สรุ ยิ ปุ ราคาและ
จนั ทรุปราคา

ว 3.1 ป.6/2 อธิบายพัฒนาการของเทคโนโลยอี วกาศ และยกตัวอย่างการนำเทคโนโลยอี วกาศ
มาใชป้ ระโยชน์ในชวี ติ ประจำวนั จากขอ้ มลู ทีร่ วบรวมได้

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการเปลี่ยนแปลง
ภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้าอากาศ
และภูมอิ ากาศโลก รวมทง้ั ผลต่อสงิ่ มชี ีวติ และสิง่ แวดล้อม

ตวั ชว้ี ดั ว 3.2 ป.6/1 เปรียบเทียบกระบวนการเกดิ หนิ อัคนี หินตะกอน และหนิ แปร และอธิบายวัฏจักร
หนิ จากแบบจำลอง

ว 3.2 ป.6/2 บรรยายและยกตวั อยา่ งการใช้ประโยชน์ของหนิ และแรใ่ นชีวติ ประจำวันจากข้อมูล
ทรี่ วบรวมได้

ว 3.2 ป.6/3 สร้างแบบจำลองทอ่ี ธิบายการเกิดซากดึกดำบรรพ์และคาดคะเนสภาพแวดล้อมใน
อดตี ของซากดึกดำบรรพ์

ว 3.2 ป.6/4 เปรียบเทียบการเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม รวมทั้งอธิบายผลทีม่ ีต่อสิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อมจากแบบจำลอง

ว 3.2 ป.6/5 อธบิ ายผลของมรสมุ ตอ่ การเกดิ ฤดขู องประเทศไทยจากข้อมูลท่รี วบรวมได้

ว 3.2 ป.6/6 บรรยายลกั ษณะและผลกระทบของน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝงั่ ดินถล่ม
แผน่ ดินไหว สนึ ามิ

18

ว 3.2 ป.6/7 ตระหนักถึงผลกระทบของภัยธรรมชาติและธรณพี ิบัตภิ ัย โดยนำเสนอแนวทางใน
การเฝา้ ระวังและปฏบิ ตั ิตนให้ปลอดภัยจากภยั ธรรมชาตแิ ละ

ธรณพี บิ ตั ิภัยทอ่ี าจเกดิ ในทอ้ งถิ่น

ว 3.2 ป.6/8 สร้างแบบจำลองท่อี ธิบายการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก และผลของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจกตอ่ สง่ิ มชี วี ิต

ว 3.2 ป.6/9 ตระหนักถึงผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยนำเสนอแนวทางการ
ปฏบิ ัตติ นเพื่อลดกิจกรรมท่ีก่อใหเ้ กิดแก๊สเรอื นกระจก

2.2.3 คำอธบิ ายรายวิชา

คำอธบิ ายรายวิชา

ว 16101 วิทยาศาสตร์ กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 เวลา 80 ชั่วโมง

ศึกษาร่างกายของเรา อาหาร สารอาหาร และพลังงาน ระบบยอ่ ยอาหาร สารผสม วธิ ีการแยกสารผสม

ไฟฟา้ แรงไฟฟ้า วงจรไฟฟ้า การตอ่ วงจรไฟฟ้า ปรากฏการณ์ของโลก เงามืดและเงามวั จันทรปุ ราคาและ

สรุ ยิ ุปราคา เทคโนโลยีอวกาศ ความกา้ วหน้าของเทคโนโลยอี วกาศ ประโยชน์ของเทคโนโลยอี วกาศ

หินในท้องถ่ิน ประเภทของหินและการเกดิ วัฏจักรของหิน ประโยชนข์ องหนิ และแร่ ซากดึกดำบรรพ์

ลมบก ลมทะเล และมรสมุ ภยั ธรรมชาติ และปรากฏการณ์เรอื นกระจก

โดยใชแ้ นวการจดั การเรยี นรเู้ ชิงรุกแบบรวมพลัง ด้วยวธิ กี ารสอนแบบสืบสอบหาความรู้ (5 E) การ

เรยี นรู้ผ่านการใชก้ จิ กรรมต่าง ๆ เพอ่ื สืบสอบความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ รวมทั้งการเรยี นรโู้ ดยใช้โครงงานเปน็

ฐาน บรู ณาการเศรษฐกิจแบบพอเพยี งและสะเต็ม เพือ่ การแกป้ ัญหาเชงิ สร้างสรรค์ สร้างความรู้ใหม่และสงิ่ ใหม่

อย่างง่าย รวมท้ังการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ เพ่อื สนับสนนุ รวมท้งั การใชแ้ ละสร้างโมเดล เพื่ออภิปรายสูก่ าร

เปน็ ผูม้ ีสมรรถนะการรู้วทิ ยาศาสตร์

เพอ่ื การเปน็ ผรู้ ู้วทิ ยาศาสตร์ มีความสนใจ ความตระหนกั ความใฝร่ ู้ เป็นผู้ทำงานเปน็ ทมี และทำงาน

แบบรวมพลงั รวมทัง้ มีความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเองและชุมชน

รหัสตวั ชวี้ ัด

ว 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5

ว 2.1 ป.6/1 ว 2.2 ป.6/1 ว 2.3ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8

ว 3.1 ป.6/1, ป.6/2 ว 3.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9

รวมทง้ั หมด 26 ตัวชว้ี ัด

19

ตารางท่ี 1 โครงสร้างเวลาเรยี น

ลำดับ ชอ่ื หนว่ ยการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้ เวลาเรียน
ท่ี และตวั ช้ีวดั (ชั่วโมง)

1 อาหารและสารอาหาร ว 1.2 ป.6/1 • สารอาหารที่อยู่ในอาหารมี 8
ว 1.2 ป.6/2 6 ประเภท ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต
ว 1.2 ป.6/3 โปรตนี ไขมนั เกลอื แร่ วติ ามิน
และนำ้
• อาหารแตล่ ะชนิดประกอบด้วย
สารอาหารที่แตกตา่ งกนั
อาหารบางอยา่ งประกอบด้วย
สารอาหารประเภทเดยี ว
อาหารบางอย่างประกอบดว้ ย
สารอาหารมากกวา่ หน่ึงประเภท
• สารอาหารแต่ละประเภทมี
ประโยชน์ต่อรา่ งกายแตกต่างกนั
โดยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ
ไขมนั เปน็ สารอาหารที่ใหพ้ ลังงาน
แก่รา่ งกาย สว่ นเกลือแร่ วิตามิน
และนำ้ เป็นสารอาหารทีไ่ มใ่ ห้
พลงั งานแก่รา่ งกาย
แต่ช่วยให้รา่ งกายทำงานได้
เปน็ ปกติ
• การรบั ประทานอาหาร
เพื่อใหร้ า่ งกายเจรญิ เตบิ โต มกี าร
เปล่ยี นแปลงของรา่ งกายตามเพศ
และวยั และมีสขุ ภาพดี จำเป็นต้อง
รบั ประทานใหไ้ ดพ้ ลงั งานเพียงพอ
กบั ความต้องการของรา่ งกาย และ
ให้ไดส้ ารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วน
ทเ่ี หมาะสมกบั เพศและวัย รวมทงั้
ต้องคำนงึ ถงึ ชนิดและปริมาณของ
วัตถเุ จือปนในอาหาร เพ่ือความ
ปลอดภัยตอ่ สุขภาพ

20

2.3 เทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้ (5E)
การสอบแบบสืบเสาะความรู้ เป็นกระบวนการจัดการเรยี นการสอนทมี่ งุ่ ให้ผเู้ รยี นได้ คน้ ควา้ หาความรู้

ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เน้นการแก้ปัญหาเป็น โดยมี ครูผู้สอนเป็นผู้ท่ีคอยกระตุน้ ให้
ผู้เรียนเกดิ ความคิดและคิดหาคำตอบตลอดจนเปน็ ผูอ้ ำนวยความ สะดวกในการเรียนรู้ให้แก่ผ้เู รียน

2.3.1 ประเภทของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้
นกั การศกึ ษา ได้แก่ สวุ ิทย์ มูลคำและ อรทยั มูลคำ (2545 : 137) และสุคนธ์ สนิ ธพานนท์
(2545 : 195) ได้กล่าวถึงการแบ่งประเภทของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามลักษณะ การจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนสรุปได้วา่ สามารถแบง่ ได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. ผู้สอนมีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ (Passive Inquiry) วิธีนี้ผู้สอนมี บทบาทสำคัญใน
การใชค้ ำถามกระตุ้นให้เป็นแนวทาง ใหผ้ เู้ รยี นคิดหาคำตอบ เหมาะสำหรบั การเริม่ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้
เนื่องจากผู้สอนจะเป็นผู้ใช้คำถามถามนำไปสู่คำตอบและพยายาม กระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งคำถามอยู่เสมอ โดย
ผสู้ อนจะเป็นผตู้ ้งั คำถามเปน็ ส่วนใหญ่ คือ ประมาณรอ้ ยละ 90 ส่วนผู้เรยี นจะเป็นผตู้ ั้งคำถามเองประมาณ
ร้อยละ 10 เท่านั้นและส่วนใหญ่ผูเ้ รยี นจะเปน็ ผู้ตอบคำถาม ในการเรียนการสอนจะพบว่า เมื่อเริ่มตน้ ผูเ้ รยี น
ส่วนใหญจ่ ะคนุ้ เคยกับการฟังแล้วคิดทำ ความเข้าใจตามบทเรียนแต่ยงั ขาดทักษะในการตงั้ คำถาม ผู้สอนจึงมี
เทคนิคในการตั้งคำถามเพื่อนำ ให้ผู้เรียนตอบโดยพัฒนาจากคำถามง่ายๆ ไปสู่คำถามที่ซับซ้อนเพื่อพัฒนา
ความคิดของผเู้ รยี นจนเกดิ คามคุ้นเคยกับการตอบคำถามต่อจากน้นั ผู้สอนจะต้องกระตุ้นหรอื จัดประบการณ์
ฝึกให้ผเู้ รียนตั้ง คำถามสืบเสาะแสวงหาคำตอบดว้ ยตนเองมากข้นึ
2. ผู้สอนและผเู้ รยี นร่วมกันในกาสืบเสาะหาความรู้ (Combined Inquiry) วธิ นี ผี้ สู้ อน และผู้เรยี นเป็น
ผู้ดำเนินการในการสืบเสาะหาความรู้ร่วมกัน โดยผู้สอนเป็นผู้ตั้งคำถามเท่าๆ กับ ผู้เรียนคือ ประมาณร้อยละ
50 ซึ่งเหมาะสำหรับการสอนที่ผู้เรียนได้ผ่านขั้นของ Passive Inquiry มาแล้ว ผู้เรียนจะคุ้นเคยกับการตอบ
คำถามและฝึกการตั้งคำถาม การซักถามปัญหาในขั้นตอนนี้เมื่อ ผู้เรียนถาม ผู้สอนไม่ควรให้คำตอบทันทีแต่
ควรจะส่งเสริมหรือถามต่อเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดด้วย ตนเองโดยใช้คำถามนำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้เรียน
ค้นพบคำตอบด้วยตนเอง
3. ผู้เรียนเป็นผ้มีบทบาทสำคัญในการสืบเสาะหาความรู้ (Active Inquiry) การสอน แบบนี้นักเรียน
จะตอ้ งเป็นผู้ตั้งคำถามและตอบคำถามเปน็ ส่วนใหญ่ หลงั จากทไี่ ดฝ้ ึกการต้ังคำถาม และตอบคำถามจนคุ้นเคย
มาแล้ว ผู้เรียนได้รับการพัฒนาความคิด การตั้งคำถามในกระบวนการ สืบเสาะเพื่อหาคำตอบด้วยตนเองมา
ตามลำดับขั้น ในขั้นนี้จึงมีความสามารถในการสร้างกรอบ ความคิด การสร้างคำถามนำไปสู่การค้นพบด้วย
ตนเอง ซึง่ ผเู้ รียนมีส่วนในการตงั้ คำถามและตอบคำถามประมาณรอ้ ยละ 90 จึงนบั วา่ เปน็ จุดประสงค์สูงสุดใน
การเรยี นรโู้ ดยวธิ สี ืบเสาะหาความรู้
2.3.2 ขัน้ ตอนเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E)
สถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546 : 219 – 220) ได้เสนอ ขั้นตอนการสอน
แบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle) หรือแบบ 5E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นสร้างความสนใจ
(Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและ ลงข้อสรุป Explanation) ขั้นขยาย

21

ความรู้ (Elaboration) และข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation) โดยคำย่อว่า 5E มาจาก E ทีเ่ ป็นอักษรภาษาอังกฤษ
ทม่ี าจากตวั แรกแต่ละขน้ั ตอนโดยมขี ั้นตอน 5 ข้นั ตอน ดังนี้

1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจซึ่ง อาจเกิดขึ้นจาก
ความสงสัยหรืออาจเริ่มจากตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุ่มเรื่องท่ี น่าสนใจอาจมาจาก
สถานการณ์ที่มาจากเวลานั้นหรือเป็นเรื่องจากความรู้เดิมที่เคยเรียนมาแล้วเป็น ตัวกระตุ้นให้นักเรียนตั้ง
คำถามกำหนดประเดน็ ท่ศี กึ ษา

2. ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจประเด็นคำถามที่สงสัยแล้ว จึงมีการ
กำหนดแนวทางตรวจสอบ ตั้งสมมติฐานกำหนดแนวทางเป็นไปได้ รวบรวมข้อมุลสารสนเทศ หรือ
ปรากฎการณซ์ ่ึงอาจทำได้หลายทาง เช่น การทดลอง การทำกจิ กรรมภาคสนาม การหาข้อมูล จากแหล่งต่างๆ

3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Exlaboration) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ และ
ตรวจสอบแล้ว จงึ นำขอ้ มูบสารสนเทศทไ่ี ดม้ าวิเคราะหแ์ ปลผล สรุปผลและนำเสนอผลทีไ่ ด้ใน รูปแบบตา่ งๆ

4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อนมโยงกับความรู้ เดิมหรือ
เพ่มิ เตมิ หรอื นำแบบจำลองสรุป ไปอธบิ ายสถานการณต์ า่ งๆ ทำใหร้ ู้มากข้ึน

5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่างๆวา่ นักเรียนมคี วามรู้
อะไรบา้ ง อย่างไรบา้ งและมากนอ้ ยเพียงใด จากน้ันนีจ้ ะนำไปสูก่ ารประยกุ ต์ใช้ด้าน ต่างๆ

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำแนวคิดทฤษฎีนี้ออกเผยแพรแ่ ก่ ครูโดยการ
จัดการอบรมการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ท่ัวประเทศ เมื่อมกี ารประกาศใช้ หลักสตู รการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พ.ศ.2544 โดยเรียกว่า วิธีสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle) ได้ ยึดตามแนวทางของนักการศึกษา
จากกลุ่ม BSCS (Biolgical Curriculum Study) ซึ่งได้เสนอ 5 ขั้นตอน (ชุมพร ลือราช : 2554) คือขั้นสร้าง
ความสนใจ (Engagement) ขัน้ สำรวจและคน้ หา (Exploration) ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration) และขน้ั ประเมนิ ผล (Evaluation) ดงั แผนภาพท่ี 2

22

จากที่กล่าวมาผู้วิจัยได้เลือกใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ตามรูปแบบของสถาบัน ส่งเสริมการ
สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซง่ึ ได้นำแนวคดิ ทฤษฎีการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ เรยี กวา่ วธิ ีสบื เสาะหาความรู้
(Inquiry Cycle) ตามแนวทางของนักการศึกษา จากกลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Study)
ซงึ่ ไดเ้ สนอ 5 ขัน้ ตอน ได้แก่ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement) ข้ันสำรวจและคน้ หา (Exploration)
ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) และข้นั ประเมนิ ผล (Evaluation)

2.3.3 ข้อดีของการจดั การเรยี นรแู้ บบสืบเสาะหาความรู้
ภพ เลาหไพบลู ย์ (2542 : 156 – 157) ไดก้ ลา่ วถึงขอ้ ดีของการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนแบบสืบ
เสาะหาความรไู้ วด้ งั น้ี
1. นกั เรยี นมีโอกาสไดพ้ ัฒนาความคิดอย่างเตม็ ทแ่ี ละศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเองจึง่ มีความ อยากรู้อยาก
เรียนรู้ตลอดเวลา
2. นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกความคิดและฝึกการกระทำให้ได้เรียนรู้วิธีการจัดระบบความคิด และวิธีสบื
เสาะหาความรู้ดว้ ยตนเอง ทำให้เกิดความคงทนในการเรยี นและถ่ายโยงการเรยี นรไู้ ด้
3. นกั เรยี นเปน็ ศนู ย์กลางของการเรยี นการสอน
4. นักเรียนสามารถร้มู โนมติและหลกั การทางวทิ ยาศาสตร์ไดเ้ รว็ ขน้ึ
5. นักเรยี นจะเป็นผู้มีเจตคตทิ ดี่ ตี ่อการการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์
ทิศนา แขมมณี (2546 : 39) ได้กล่าวถงึ ข้อดีของการสืบเสาะหาความรไู้ วด้ งั นี้
1. เป็นวิธีการสอนที่ผู้เรียนสามารถคน้ พบความรู้ด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดความเข้าใจ และจดจำได้ดี
ยิง่ ขึน้
2. เป็นวธิ สี อนที่ช่วยให้ผู้เรยี นไดพ้ ัฒนาทักษะการคดิ วิเคราะห์ ซงึ่ เปน็ เคร่ืองมอื ทีส่ ำคญั ในการเรยี น
3. เป็นวธิ สี อนทท่ี ำให้ผูเ้ รียนไดท้ งั้ ความรู้และกระบวนการ ซึ่งผู้เรียนสามารถนำไปใช้ ประโยชนใ์ นการ
เรยี นรู้เร่อื งอืน่
พจนา ทรัพยส์ มาน (2549 : 36 – 37) ได้กลา่ วถึงขอ้ ดขี องการจดั กิจกรรมการเรยี นการ สอนแบบสืบ
เสาะหาความรู้ ไวด้ งั นี้
1. นักเรียนได้วิเคราะห์สิ่งสำคัญที่จะเรยี นรู้ วางแผนกำหนดขอบเขตแนวทางการเรยี นรู้ ด้วยตนเอง
ลงมอื เรยี นรู้ดว้ ยกจิ กรรมที่หลากหลายตามความถนัดของตนเอง ทำใหผ้ ้เู รยี นได้ค้นพบ ศกั ยภาพที่แท้จริงของ
ตนเอง รู้จักและเข้าใจตนเองมากขนึ้
2. นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ปฏิบัติจากสื่อที่เป็นของจริง รู้แล้เข้าใจในสิ่ง ที่เรียนได้
อย่างถูกต้อง มีทักษะในการปฏิบัติอย่างคล่องแคล่ว สามารถนำความรู้และประสบการณ์ท่ี ได้รับไปใช้เป็น
พ้นื ฐานในการเรยี นรเู้ นอื้ หาอ่ืนๆ และแก้ไขปญั หาในชีวิตประจำวนั ได้
3. นกั เรียนมีโอกาสไดฝ้ ึกทกั ษะกระบวนการตา่ งๆ ดว้ ยการเรยี นรู้จาการปฏิบตั จิ ริง
4. นักเรยี นมโี อกาสเปน็ เจ้าของกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้นกั เรยี นร้สู ึกว่า ตนเองมีคุณค่ามี
ความสำคัญได้รบั การยอมรับ มคี วามสุขและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

23

จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสืบ เสาะหาความรู้
5E เป็นวิธีการสอนท่ีดวี ิธีหนึ่งท่ีช่วยให้ผูเ้ รียนได้ค้นพบความรู้ดว้ ยตนเอง โดยการลง มือปฏิบัติกอ่ ใหน้ ักเรยี น
เกิดความคงทนในการเรียนรู้ ได้ฝึกทักษะกระบวนการต่างๆทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนจิตวิทยาศาสตร์และ
สามารถนำความรูท้ ีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั ได้

2.4 ชุดกิจกรรม
2.4.1 ความหมายของชดุ กิจกรรมชดุ กิจกรรมเป็นนวตั กรรมทางการศึกษาอย่างหนงึ่ ซึ่งได้พฒั นามา
จากวธิ ีการเรยี นการสอนหลาย ๆ ระบบเข้าด้วยกันซึ่งมชี ่อื เรยี กตา่ งๆกนั เชน่ ชุดการสอนชุดการเรยี นชดุ การ
เรยี นสำเรจ็ รูปเปน็ สือ่ การสอนทส่ี ามารถชว่ ยแก้ปัญหาความแตกต่างระหวา่ งผ้เู รียนและระหว่างบคุ คลและ
ส่งเสริมใหผ้ ู้เรียนได้เรยี นรู้เต็มความสามารถในการวจิ ยั ครัง้ นผ้ี วู้ ิจยั ใช้คำว่าชดุ กจิ กรรมมีนกั การศกึ ษาหลายคน
ไดใ้ หค้ วามหมายของชุดกิจกรรมไวด้ งั นี้
บุญเกอื้ ควรหาเวช (2542: 91) ไดใ้ ห้ความหมายว่าชุดการสอนเป็นนวตั กรรมทางการศกึ ษาโดยใช้ส่ือ
การสอนต้ังแตส่ องชนิตขน้ึ ไปร่วมกนั เพ่ือใหผ้ เู้ รยี นได้รับความรู้ตามท่ตี ้องการสอื่ ท่ีใช้รว่ มกนั จะช่วยเสริม
ประสบการณ์ชว่ ยให้ผ้เู รยี นได้รับความรอู้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพและยงั ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ ความม่ันใจ
เนื้อทอง นาปี (2544 12) ได้ให้ความหมายวา่ ชุดกิจกรรมเป็นชุดการเรียนที่ประกอบดว้ ยวสั ดุอุปกรณ์
หลายชนิตโดยทีผ่ ู้สรา้ งไดร้ วบรวมและจดั อย่างเป็นระเบยี บไว้ในกลุ่มและชุดกจิ กรรมนี้สร้างข้ึนเพอ่ื สนอง
วตั ถปุ ระสงค์ใดวตั ถุประสงคห์ นึง่ โดยเรยี กช่ือตามการใช้งานนัน้ ๆ เช่นสรา้ งข้นึ เพื่อการศึกษาโดยมี
วัตถปุ ระสงค์เพื่อใหค้ รใู ชเ้ พอ่ื ประกอบการสอนโดยเปล่ียนจากบทบาทของครูให้พดู น้อยลงนักเรียนมีสว่ นร่วม
ในกิจกรรมมากขนึ้ เรียกวา่ ชุดกิจกรรมสำหรับครู แตถ่ า้ นกั เรยี นเรยี นจากชดุ กิจกรรมน้โี ดยสามารถชว่ ยเหลือซงึ่
กนั และกนั ไดเ้ รยี กว่าชุดกจิ กรรม
นิวัติ ไม้ใหญเ่ จรญิ วงศ์ (2544-16 อา้ งถงึ ชยั ยงคพ์ รหมวงศ์, 2523: 118 และธรี ะชัยปรณโชต.ิ 2532:
4-16) ได้ให้ความหมายสอดคลอ้ งกนั ว่าขุดการสอนเป็นสื่อประสมประเภทหนึ่งที่ได้จากระบบการผลติ ที่มีความ
สอดคล้องกับวชิ าหน่วยหัวเรอื่ งและวตั ถปุ ระสงคข์ องวิชานั้น ๆ เป็นการนำระบบสื่อและประสบการณแ์ ต่ละ
หน่วยมาช่วยเพอื่ ส่งเสริมให้เกิดการเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมการเรยี นรู้ตามจุดประสงคอ์ ย่างมีประสทิ ธิภาพมาก
ขึ้น
ศิริลกั ษณ์ หนองเส (2545: 12) ได้ใหค้ วามหมายว่าชุดกิจกรรมเป็นสื่อการเรียนการสอนทีส่ ร้างขึ้น
เพ่ือใช้ประกอบกิจกรรมการเรยี นการสอนเนน้ ใหน้ ักเรยี นสามารถศกึ ษาค้นคว้าไดด้ ว้ ยตนเองตามศักยภาพของ
แตล่ ะคนโดยมรี ูปแบบและขั้นตอนท่กี ำหนดไว้
พลู ทรัพย์ โพธส์ิ ุข (2546: 21) ได้ให้ความหมายวา่ ชดุ กิจกรรมเป็นสอ่ื การเรียนการสอนซง่ึ เปน็
นวตั กรรมทางการศกึ ษาชว่ ยให้ผ้เู รียนสามารถเรียนรไู้ ด้ด้วยตนเองทำให้เกดิ ทักษะในการแสวงหาความร้แู ละ
เกิดพฤติกรรมตามเป้าหมายการเรียนรู้
อภิญญา เคนบุปผา (2546 21) ไดใ้ ห้ความหมายว่าชดุ กจิ กรรมเปน็ สื่อการสอนท่ีครูเป็นผู้สรา้ งขึ้น
ประกอบด้วยวสั ดอุ ปุ กรณ์หลายชนดิ และองค์ประกอบอ่ืนเพอ่ื ใหผ้ เู้ รยี นศกึ ษาและปฏิบตั ิ

24

กจิ กรรมดว้ ยตนเองเกดิ การเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองตามความสามารถความสนใจโดยมีครเู ปน็ ทป่ี รึกษาให้คำแนะนำ
ชว่ ยเหลือเพ่ือส่งเสริมให้ผู้เรียนไดร้ บั ความสำเร็จบรรลตุ ามวัตถปุ ระสงคท์ ่ีตั้งไว้

ระพนิ ทร์ โพธิ์ศรี (2549: 50) ไดใ้ หค้ วามหมายว่าชุดการสอนคอื ชุดกจิ กรรมทสี่ ร้างขนึ้ โดยมีครูเป็น
ผ้ดู ำเนนิ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรยี นร้บู รรลจุ ุดประสงคก์ ารเรียนรทู้ ีก่ ำหนดไว้เช่นชดุ
ฝึกอบรมหรอื ชุดการสอนตา่ งๆ

กู๊ด (Good, 1973: 136) ได้ให้ความหมายว่าชุดการสอนคือโปรแกรมทางสอนทกุ อยา่ งที่จัดไว้เฉพาะมี
วัสดุอปุ กรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอนค่มู ือครูเนอ้ื หาแบบฝึกหัดขอ้ มลู ท่เี ช่ือถอื ได้มีการกำหนดจุดม่งุ หมายของ
การเรียนไว้อย่างครบถว้ นชดุ การสอนนค้ี รเู ป็นผ้จู ัดใหน้ กั เรียนแต่ละคนเป็นผู้ได้ศึกษาด้วยตนเองโดยให้ครคู อย
แนะนำเท่านนั้

กอร์ดอน (Gordon. 1973: 258) ไดใ้ ห้ความหมายว่าชุดการสอนเป็นชดุ ของวัสดุอุปกรณ์และ
กระบวนการทเี่ กย่ี วกบั การเรยี นการสอนที่ประกอบดว้ ยองคป์ ระกอบพ้นื ฐาน ได้แก่ วัตถปุ ระสงคก์ จิ กรรมการ
เรยี นการสอนและการประเมินจากความหมายดงั กลา่ วขา้ งต้นสรุปได้ว่าชดุ กิจกรรมหมายถึงสื่อการเรียนการ
สอนทผี่ ลิตขึ้นโดยนำส่ือการเรียนหลายอยา่ งมาสมั พนั ธก์ ันเพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบตั ิกจิ กรรมผเู้ รียน
สามารถเกดิ การเรียนรไู้ ดด้ ้วยตนเองในชดุ กิจกรรมประกอบตวั ยกจิ กรรมเน้ือหาวสั ดุอุปกรณ์ทคี่ รอบคลุมการ
วัดทง้ั ด้านความรู้ทักษะกระบวนการและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์เพอ่ื ใหบ้ รรลุจดุ มุ่งหมายอยา่ งมี
ประสิทธิภาพ

2.4.2 ประเภทของชดุ กจิ กรรม
ชุดกิจกรรมแต่ละประเภทมีลักษณะแตกต่างกันไปขึ้นกับจุดประสงค์ในการใช้งานคณะอนกุ รรมการ
พฒั นาการสอนและผลิตอปุ กรณ์การสอนวทิ ยาศาสตร์ (2524: 250 – 251) ไดแ้ บง่ ชดุ กจิ กรรมออกเปน็ 3
ประเภทคือ
1. ชดุ กิจกรรมสำหรบั ครูเป็นชุดกิจกรรมทีจ่ ัดสำหรับครูประกอบดว้ ยคู่มอื และเคร่ืองมือสาหรบั ครทู ี่
พร้อมนำไปใช้สอนกับนกั เรียนได้ครเู ปน็ ผู้ดำเนนิ การควบคมุ กิจกรรมทง้ั หมดนกั เรียนมสี ่วนร่วมในการทำ
กจิ กรรมโดยมีครเู ป็นผู้ดูแล
2. ชุดกิจกรรมสำหรับนักเรยี นเปน็ ชดุ กิจกรรมที่จัดให้นักเรียนเรยี นดว้ ยตนเองครูมีหนา้ ทใ่ี นการ
จัดเตรยี มอปุ กรณแ์ ละมอบชดุ กิจกรรมใหแ้ ลว้ รายงานผลเปน็ ระยะ ๆ ให้คำแนะนำเมือ่ เกิดปญั หาและ
ประเมินผลชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้เปน็ การฝึกการเรยี นร้หู รอื ศึกษาสง่ิ ต่างๆไดด้ ว้ ยตนเอง
3. ชุดกิจกรรมทีค่ รูและนกั เรียนใช้รว่ มกนั มีลักษณะผสมระหวา่ งชดุ แบบท่ี 1 และชุดแบบท่ี 2
ครูคอยเป็นผู้ดูแล และกจิ กรรมบางอย่างครูตอ้ งเป็นผ้แู สดงใหด้ แู ละกจิ กรรมบางอย่างนกั เรยี นต้องทำดว้ ย
ตนเองชดุ กจิ กรรมลักษณะนเ้ี หมาะสมกับนักเรยี นระดับมธั ยมศกึ ษาซงึ่ จะเรม่ิ ฝึกให้ร้จู กั การเรยี นร้ดู ว้ ยตนเอง
โดยมคี รเู ปน็ ผดู้ ูแล
ไชยยศ เรืองสุวรรณ (2522: 152) วิชัยวงษใ์ หญ่ (2525: 5) ศตเิ กษม ทองยงต์และลีลา สินานเุ คราะห์
(2524: 65-66) ได้แบ่งประเภทของชดุ การสอนออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

25

1. ชุดการสอนประกอบคำบรรยายหรือชุดการสอนสำหรบั ครสู ำหรบั กำหนดกิจกรรมและสอ่ื การสอน
ใหค้ รูใช้ประกอบคำบรรยายเปน็ สอื่ การสอนทีใ่ ช้สอนนกั เรียนเป็นกลมุ่ ใหญห่ รอื ทั้งชน้ั เรยี นเพอื่ เปลี่ยนบทบาท
การพูดของครใู ห้ลดน้อยลงและเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนร่วมกิจกรรมมากขึน้ กิจกรรมนม้ี ีเนื้อหาวิชาเพยี งหน่วย
เดยี ว

2. ชดุ การสอนแบบกิจกรรมกล่มุ มุ่งเนน้ ท่ตี วั นักเรยี นให้ประกอบกิจกรรมรว่ มกนั และจดั การเรยี นการ
สอนในรูปศนู ยก์ ารเรียนประกอบด้วยชดุ กจิ กรรมยอ่ ยท่ีมีจำนวนเท่ากบั ศนู ย์การเรียนทแี่ บง่ ไวแ้ ต่ละหน่วยใน
แตล่ ะศูนย์จะมีสอ่ื การเรยี นหรือบทเรียนครบชุดตามจำนวนนักเรยี นทศ่ี ูนย์การเรยี นนน้ั ส่ือการเรยี นอาจจัดอยู่
ในรูปของรายบคุ คลหรือใชร้ ่วมกันท้ังศูนยผ์ ู้ทเี่ รยี นจากชุดกจิ กรรมแบบกิจกรรมกลุ่มอาจต้องการความ
ชว่ ยเหลือจากครใู นระยะเร่ิมตน้ หลังจากท่เี คยชนิ กับการเรยี นแลว้ นกั เรียนจะสามารถช่วยเหลอื กันเองในกลมุ่
ไดแ้ ละระหวา่ งทำกจิ กรรมนกั เรียนสามารถสอบถามครไู ด้ตลอดเวลาเมือ่ เรยี นจบแตล่ ะศูนยแ์ ล้วนักเรยี นเรยี น
เสรมิ เพื่อเจาะลกึ ส่งิ ทอี่ ยากร้ไู ด้อกี จากศูนยก์ ารเรียนสำรองที่ครูจดั เตรยี มไว้เพ่ือเป็นการไมเ่ สียเวลารอคอยผู้อน่ื

3. ชดุ การสอนรายบุคคลเป็นซุดกจิ กรรมทจ่ี ัดระบบเพอ่ื ให้นกั เรียนใชเ้ รยี นด้วยตนเองตามลำดับขั้น
ความสามารถของแตล่ ะบุคคลเมือ่ ศึกษาจบแล้วจะทำการทดสอบประเมนิ ผลความก้าวหนา้ และศกึ ษาชดุ
กจิ กรรมชดุ อน่ื ตอ่ ไปตามลำดับเมื่อมีปญั หาระหวา่ งเรียนผู้เรียนจะปรกึ ษากันเองผู้สอนพรอ้ มจะใหค้ วาม
ช่วยเหลือทันทีในฐานะผูป้ ระสานงานหรือผแู้ นะแนวทางในการเรียนดว้ ยชุดกจิ กรรมทีจ่ ัดข้นึ

สำหรับชัยยงค์ พรหมวงศ์ (2521-53) และประหยัด จริ ะวรพงศ์ (2527 ประเภทของชดุ การสอน
ออกเป็น 4 ประเภทด้วยกนั โดยแบ่งชดุ การสอนประเภทท่ี 4 คือ

4. ชุดการสอนทางไกลเปน็ ชุดการสอนท่ีผูส้ อนกบั ผู้เรียนอยตู่ ่างถิ่นต่างเวลากันเปน็ ชดุ การสอนทีม่ งุ่ ให้
ผเู้ รยี นศกึ ษาด้วยตนเองโดยไมต่ ้องเขา้ ชนั้ เรยี นประกอบดว้ ยสื่อประเภทส่ิงพิมพร์ ายการวิทยกุ ระจายเสียงวิทยุ
โทรทศั น์ภาพยนตรแ์ ละการสอนเสรมิ ตามศูนย์บริการการศึกษาเช่นชดุ การสอนทางไกลของ
มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช

จากทกี่ ล่าวมาสรปุ ไดว้ ่าชุดกิจกรรมแตล่ ะประเภทมกี ารกำหนดบทบาทของผ้เู รยี นและผู้สอนท่ี
แตกตา่ งกนั ออกไปในการสรา้ งชุดกิจกรรมขนึ้ อยู่กบั ผูส้ รา้ งวา่ จะสรา้ งชดุ กิจกรรมประเภทใดเพ่อื ให้เหมาะกับ
จดุ ประสงค์ทีก่ ำหนดไว้ การสรา้ งชุดกิจกรรมในครัง้ นผี้ วู้ จิ ยั ไดส้ รา้ งโดยมงุ่ เนน้ ให้ผเู้ รยี นใหป้ ระกอบกจิ กรรม
รว่ มกนั ผู้เรียนเป็นผศู้ กึ ษาคน้ คว้าและปฏิบัติกจิ กรรมดว้ ยตนเองผู้สอนเปน็ ผูช้ แี้ นะและให้คำปรกึ ษาในการทำ
กิจกรรมทสี่ ร้างขน้ึ

2.4.3 องคป์ ระกอบของชดุ กิจกรรม
การสรา้ งชุดการเรยี นการสอนเพอื่ นำมาใชใ้ นการเรยี นการสอนผ้สู ร้างจะตอ้ งศึกษาองค์ประกอบของ
ชดุ การเรยี นการสอนเพื่อจะนำมากำหนดองคป์ ระกอบของชุดกิจกรรมที่สรา้ งขน้ึ ซงึ่ นักการศึกษาหลายท่านได้
กลา่ วถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมซ่ึงประกอบดว้ ยสว่ นสำคญั ต่างๆดังน้ี
บุญชม ศรสี ะอาด (2541: 95-96) ได้กล่าวว่าชดุ การเรยี นการสอนมีองค์ประกอบท่ีสำคัญ 4 ด้าน คือ
ค่มู อื การใช้งานชุดกจิ กรรมบตั รงานแบบทดสอบความก้าวหน้าของผเู้ รยี นส่ือการเรยี นต่างๆ

26

1. คมู่ อื การใชง้ านชุดกิจกรรมเป็นค่มู ือทีจ่ ัดทำข้ึนเพือ่ ให้ผู้ใช้ชุดการเรยี นการสอนศกึ ษาและปฏิบตั ิ
ตามเพอื่ ให้บรรลุผลอย่างมปี ระสิทธภิ าพอาจประกอบดว้ ยแผนการสอนส่ิงทคี่ รตู ้องเตรยี มก่อนการสอนบทบาท
ของผ้เู รียนการจดั ชั้นเรยี น

2. บตั รงานเป็นบัตรคำสัง่ ว่าจะให้ผู้เรียนปฏบิ ัตอิ ะไรบา้ งโดยระบุกจิ กรรมตามลำดับขนั้ ตอนการเรียน
3. แบบทดสอบความกา้ วหนา้ ของผเู้ รียนเปน็ แบบทดสอบท่ีใช้สำหรับตรวจสอบว่าหลงั จากการเรยี น
ชุดการเรียนการสอนจบแล้วผู้เรยี นเปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมตามจดุ ประสงค์การเรยี นร้ทู ี่กำหนดไวห้ รือไม่
4. สอื่ การเรยี นตา่ ง ๆ เป็นสอ่ื สำหรบั ผเู้ รยี นไดศ้ กึ ษามหี ลายชนิดประกอบกันอาจเปน็ ประเภทสง่ิ พิมพ์
เชน่ บทความเนอ้ื หาเฉพาะเรื่องจลุ สารบทเรยี นโปรแกรมหรปี ระเภทโสตทัศนูปกรณเ์ ช่นรูปภาพแผนภูมิต่างๆ
เทปบันทกึ เสยี งสไลตเ์ ปน็ ตน้
วัชราภรณ์ เจรญิ สุข (2547 16 อ้างอิงจากพยทุ ธมาเนตร, 2553-14) กล่าวถึงองคป์ ระกอบของชดุ
กิจกรรมว่ามีส่วนประกอบดังน้ี
1. ชื่อกจิ กรรม
2. คำชแ้ี จง
3. จดุ ประสงค์ของกจิ กรรม
4. เวลาที่ใช้
5. ส่ืออุปกรณ์
6. เนอ้ื หาสาระ
7. กิจกรรมเรียนการสอน
8. การประเมินผล
จากการศึกษาองคป์ ระกอบของชดุ กจิ กรรมซงึ่ มผี ้กู ำหนดไวห้ ลายรปู แบบสรุปได้ว่าองค์ประกอบของ
ชุดกจิ กรรมส่วนใหญจ่ ะคล้ายคลงึ กันมีองคป์ ระกอบหลกั ท่ีสำคญั คอื ชอ่ื กิจกรรม คำช้แี จง จุดประสงค์ของ
กจิ กรรม เวลาทใี่ ช้ สอ่ื อุปกรณ์ เนือ้ หากิจกรรมเรยี นการสอน การประเมนิ ผล
2.5. การหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรม
การหาประสทิ ธิภาพชดุ การเรยี นการสอนมผี ู้ให้ความหมายไวห้ ลายประการดงั น้ี
2.5.1 ความสำคัญของการหาประสิทธิภาพของชุดกจิ กรรม
การหาประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรมเพ่ือให้ผวู้ จิ ยั มั่นใจว่าเน้ือหาสาระในชุดกิจกรรมนั้นถูกตอ้ ง
เหมาะสมมีคุณภาพมคี ุณค่าจะสามารถช่วยใหบ้ รรลุเป้าหมายของการเรียนการสอนสามารถนำข้อมูลทไ่ี ด้มา
พฒั นาปรบั ปรุงแกไ้ ขใหช้ ุดกจิ กรรมนนั้ เกดิ ประสทิ ธิภาพยงิ่ ขึ้น
เสาวนยี ์ สกิ ขาบัณฑิต (2528: 294) กล่าววา่ การสร้างชุดการสอนก่อนนำไปใช้จริงควรมีการทดลอง
แกไ้ ขปรบั ปรุงให้ได้มาตรฐานโดยนำชุดการสอนไปทดลองใช้กับกลมุ่ ตวั อย่างประชากรที่ใชจ้ ริง
ไชยยศ เรืองสวุ รรณ (2533: 127) กล่าวถึงการหาประสิทธภิ าพชุดการเรียนการสอนนัน้ เปน็ การ
ประเมนิ หรือพิจารณาคุณค่าด้านต่าง ๆ ของส่ือนัน้ เพอ่ื จะไดแ้ ก้ไขปรบั ปรุงใหไ้ ดผ้ ลตามจุดม่งุ หมายกอ่ นท่ีจะ
นำไปใช้ในระบบการเรียนการสอนและเผยแพรต่ อ่ ไป

27

จากความหมายดงั กล่าวข้างตน้ จึงพอสรุปได้ว่าการหาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมเปน็ กระบวนการ
ตรวจสอบและพจิ ารณาคุณค่าของส่อื อย่างมรี ะบบทำให้ทราบวา่ ส่อื นัน้ มคี ณุ ภาพและซว่ ยให้การเรียนการสอน
บรรลุตามวตั ถปุ ระสงค์ของชุดการเรยี นน้นั มากน้อยเพียงใดทงั้ น้เี พ่ือนำข้อมูลท่ไี ด้มาปรับปรุงและพฒั นาให้มี
ประสิทธภิ าพตอ่ ไป

2.5.2 เกณฑ์การหาประสิทธิภาพของชดุ กิจกรรม
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2521: 56) กล่าวว่าเกณฑ์ประสทิ ธภิ าพหมายถงึ ระดับประสทิ ธภิ าพของชดุ การ
สอนที่จะช่วยให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ หากชดุ การสอนมปี ระสทิ ธิภาพถงึ ระดบั นั้นแล้ว ชุดการสอนก็จะมีคณุ ค่า
ท่ีจะนำไปสอน การกำหนดเกณฑ์ประสทิ ธภิ าพสามารถทำได้โดยการประเมนิ ผลพฤติกรรมของผู้เรยี น 2
ลกั ษณะคอื พฤตกิ รรมตอ่ เนอ่ื ง (กระบวนการ E1 ) และพฤติกรรมข้ันสุดท้าย (ผลลัพธ์ E2 ) การประเมิน
พฤติกรรมต่อเนื่อง คอื การประเมนิ พฤตกิ รรมย่อย ๆ หลาย ๆ อย่าง เรยี กวา่ กระบวนการ (Process) การ
ประเมนิ พฤติกรรมขั้นสุดท้าย คอื การประเมินผลผลพั ธ์ ผลสมั ฤทธ์ผิ ลทางการเรียนของผู้เรยี นในเน้ือหาแตล่ ะ
หน่วยโดยพิจารณาผลการสอบหลังเรียนเกณฑป์ ระสทิ ธภิ าพมีหมายเกณฑเ์ ชน่ 75/75 80/80 85/85 90/90
และ 95/95 ผผู้ ลติ ชุดการสอนจะเป็นผ้พู จิ ารณาต้ังไดต้ ามความเหมาะสมโดยปกติเนือ้ หาวชิ าทเี่ ปน็ ความรู้
ความจำจะตั้งเกณฑไ์ ว้ที่ 80/80 85/85 หรอื 90/90 ส่วนเน้อื หาวชิ าทเ่ี ปน็ ตวามรทู้ างด้านทักษะหรือเจตคติท่ี
จำเป็นจะตอ้ งใช้ระยะค่อนข้างยาวนานท่ีจะทำให้ผู้เรียนเกิดทักษะหรอื เปลยี่ นแปลงเจตคตไิ ดจ้ ึงอาจตั้งตำ่ กวา่
เชน่ 75/75 เปน็ ตน้ แต่อยา่ งไรก็ตามผู้ผลติ ก็ไมค่ วรตั้งเกณฑ์ไวต้ ่ำจนเกินไปนัก เพราะจะทำให้ประสิทธภิ าพ
ของชุดการสอนทีไ่ ด้ไม่มีความหมายในการต้ังเกณฑ์
เสาวนยี ์ สกิ ขาบัณฑติ (2528: 294) กลา่ ววา่ การหาประสิทธิภาพชุดกจิ กรรมนั้นจะถอื หลกั การแบบ
สมรรถฐานคอื มาตรฐาน 90/90 ผลลัพธค์ ่าประสิทธิภาพของสอ่ื เปน็ E1/E2 หมายความวา่ ประสทิ ธิภาพของ
กระบวนการท่จี ัดไว้ในชดุ กจิ กรรม คดิ เปน็ รอ้ ยละจากการประเมินกิจกรรมการเรียน
เกณฑ์การหาประสทิ ธภิ าพของชุดกิจกรรมทีผ่ ู้วิจัยใชใ้ นครงั้ นีค้ อื เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 E1/E2 โดย
การพจิ ารณาจากกระบวนการเรยี นรแู้ ละผลการเรยี นรู้ดังนี้
80 ตวั แรก (E1) หมายถงึ ร้อยละของคะแนนเฉล่ยี ของกลมุ่ ตวั อยา่ งทัง้ หมดจากประเมนิ การปฏิบัตงิ าน
ตามใบงานและจากการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นในแต่ละหน่วยการเรียนร้มู ากกวา่ หรอื เท่ากบั ร้อยละ 80
80 ตวั หลงั (E2) หมายถึงร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของกล่มุ ตัวอย่างทงั้ หมดจากการทำแบบทดสอบ
วัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนมากกว่าหรอื เท่ากบั รอ้ ยละ 80
2.6 ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
2.6.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรน์ ักการศึกษาหลายท่านได้ใหค้ วามหมายของผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นไว้ดงั น้ี
พิมพนั ธ์เดชะคุปต์ (2545, หนา้ 109-13) ได้อธิบายว่าผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์
หมายถงึ ขนาดของความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรยี นการสอนไดจ้ ำแนกวัตถปุ ระสงค์การเรยี นการสอน
ของบลูม (Bloom) ซึ่งม่งุ หวงั ใหเ้ กดิ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นไว้ 3 ดา้ นคอื ด้านพทุ ธิพสิ ัย (Cognitive domain)

28

ดา้ นจิตพิสยั (Affective domain) และด้านทักษะพิสัย (Psychomotor domain) ซ่งึ การวดั ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรด์ า้ นพุทธิพิสยั ตามหลักของคลอฟเฟอร์ (Kolpfer) วดั ได้จากพฤตกิ รรม 4 ด้าน
คือ

1. พฤติกรรมด้านความรู้หมายถงึ พฤติกรรมทแี่ สดงว่านักเรยี นมคี วามจำเรอื่ งต่าง ๆ ที่ไดร้ บั รู้จากการ
คน้ คว้าดว้ ยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรจ์ ากการอา่ นหนังสือและฟังคำบรรยายเปน็ ต้นความรูท้ าง
วทิ ยาศาสตร์แบ่งเปน็ 9 ประเภทดังนี้

1.1 ความรเู้ ก่ียวกับความจรงิ ซงึ่ มอี ยู่แล้วในธรรมชาตสิ ามารถสงั เกตได้โดยตรงและทดลองแล้วได้ผล
เหมือนเดมิ ทกุ คร้งั เช่นแมลงมี 6 ขากรดมีรสเปรย้ี ว เป็นต้น

1.2 ความรู้เกย่ี วกับมโนทศั น์คือการนำความรู้เก่ียวกบั ความจริงหลาย ๆ สว่ นที่มคี วามเก่ียวข้องกันมา
ผสมผสานเปน็ ความรู้ใหมเ่ ชน่ มโนทัศนเ์ กย่ี วกับความหนาแน่นของสาร

1.3 ความร้เู กีย่ วกบั หลกั การและกฎวทิ ยาศาสตรส์ ามารถอธิบายได้ว่าหลกั การคือความจริงที่ใชเ้ ป็น
หลักฐานอา้ งอิงได้จากการนำมโนทัศน์ท่ีมคี วามเกี่ยวข้องกันมาผสมผสานอธบิ ายเป็นความรใู้ หม่สว่ นกฏ
วิทยาศาสตรค์ ือหลักการทีเ่ นน้ เรอื่ งความสมั พนั ธร์ ะหว่างเหตุกับบคุ คลเช่นกฎของอาร์คิมีดีสกฎของเมนเดส
เป็นต้น

14 ความรเู้ กี่ยวกับขอ้ ตกลงเป็นการตกลงรว่ มกันของนักวิทยาศาสตร์ในการใชอ้ กั ษรยอ่ และ
เคร่อื งหมายต่าง ๆ แทนคำพดู เฉพาะเช่น Ag แทนธาตเุ งิน

1.5 ความรูเ้ กยี่ วกบั ขน้ั ตอนของปรากฏการณ์ต่าง ๆ อธบิ ายไดว้ ่าปรากฏการณม์ กี ารหมุนเวียนเปน็ วฏั
จกั รซึ่งสามารถบอกลำดับขนั้ ตอนของปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ไดถ้ กู ต้องเชน่ วัฏจักรของน้ำวัฏจักรของก๊าซ
ไนโตรเจน เปน็ ตน้

1.6 ความรู้เกี่ยวกับเกณฑใ์ นการแบง่ ประเภทตอ้ งมเี กณฑม์ าตรฐานในการแบง่ ต้งั น้นั นกั เรียนตอ้ งรู้
กฎเกณฑ์เพอ่ื ใชต้ ำพวกสิง่ ต่าง ๆ เช่นเกณฑก์ ารแบ่งประเภทของส่งิ มีชีวติ

1.7 ความรเู้ กย่ี วกับเทคนคิ และกรรมวิธที างวิทยาศาสตรเ์ ช่นวิธศี กึ ษาก t) เจรญิ เตบิ โตของเซลล์และ
การแบ่งเซลลก์ รรมวิธที างวิทยาศาสตร์เนน้ เฉพาะความสามารถที่จะบอกถงึ สิง่ ทน่ี กั เรียนร้เู ท่านนั้ แต่ความรู้ที่
ได้ยากการอา่ นหนงั สือหรือการบอกเล่าของครูไมใ่ ชค่ วามรทู้ ่ีได้มาจากกระบวนการแสวงหาความรทู้ าง
วทิ ยาศาสตร์

1.8 ความรู้เกย่ี วกบั ศัพทว์ ทิ ยาศาสตร์เป็นการใชค้ ำนยิ ามต่าง ๆ และการใชศ้ ัพทเ์ ฉพาะทาง
วิทยาศาสตร์

1.9 ความรู้เกี่ยวกบั ทฤษฎีเปน็ ข้อความท่ีใช้อธิบายและพยากรณ์ปรากฎการณ์ตา่ งๆเชน่ ทฤษฎี
สัมพันธภาพทฤษฎีวิวฒั นาการทฤษฎอี ะตอม

2.6.2. พฤติกรรมดา้ นความเขา้ ใจ
พฤติกรรมดา้ นความเขา้ ใจหมายถึงพฤตกิ รรมท่นี ักเรยี นใช้ความคิดทีส่ งู กวา่ ความรู้ความจำ
2.1 ความเข้าใจข้อเท็จจรงิ วธิ กี ารกฎเกณฑ์หลักการและทฤษฎตี า่ ง ๆ คอื เมอ่ื นักเรยี นเรียนรู้มโนทัศน์
ของวัฏจกั รมาและเม่อื ได้รับข้อมลู ทีม่ ีลกั ษณะคล้ายคลงึ กับรปู แบบของวัฏจักรกส็ ามารถนำมาอธิบายส่งิ นัน้ ได้

29

เชน่ นกั เรียนเรียนรวู้ ฏั จกั รของน้ำเมื่อได้รับข้อมลู การเจรญิ เติบโตของพชื นกั เรียนสามารถนำความรูเ้ กี่ยวกับวัฏ
จักรมาอธิบายเปน็ วัฏจกั รของการเจริญเตบิ โตของพชื ได้

2.2 ความเข้าใจเกีย่ วกบั การแปลความหมายของข้อเท็จจรงิ คำศพั ท์มโนทัศน์หลักการและทฤษฎีท่ีอยู่
ในรปู ของสญั ลกั ษณอ์ นื่ ไดเ้ ช่นม้าตวั หนงึ่ ลากรถไปตามถนนท่ีขรุขระนักเรยี นสามารถแปลความหมายเป็นรูป
เวกเตอร์ของแรงได้

2.6.3 พฤตกิ รรมดา้ นกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
พฤติกรรมดา้ นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หมายถงึ พฤติกรรมทน่ี ักเรยี นแสวงหาความรแู้ ละ
แก้ปัญหาด้วยกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ซึง่ การดำเนนิ การต้องอาศยั วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ (Scientific
method) ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ (Science process skills) และเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์
(ScientiDc attitude)
2.6.4 พฤตกิ รรมดา้ นการนำความรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใช้
พฤติกรรมด้านการนำความรูแ้ ละกระบวนการทางวิทยาศาสตรไ์ ปใช้หมายถึงพฤติกรรมทน่ี ักเรยี นนำ
ความรูม้ โนทศั น์หลกั การกฎทฤษฎีตลอดจนวธิ ีการทางวิทยาศาสตรไ์ ปใชแ้ ก้ปัญหาในสถานการณ์ใหมไ่ ด้มี 3
ประเภทคือ
4.1 ปัญหาท่ีเปน็ เรือ่ งวทิ ยาศาสตร์ในสาขาเดยี วกนั ส่วนมากเป็นสถานการณ์ท่ัวไปในหอ้ งเรียนท่ี
นักเรียนต้องนำความรหู้ รือทกั ษะทไ่ี ดจ้ ากการเรียนไปแก้ปญั หา
4.2 ปัญหาท่ีเป็นเรือ่ งวทิ ยาศาสตร์สาขาอ่ืนซง่ึ เปน็ ปญั หาเดยี วกัน แตเ่ กีย่ วขอ้ งกบั วิชาวทิ ยาศาสตร์
ของสาขาขนึ้ ไป
4.3 ปญั หาท่ีเปน็ เรื่องของการนาวิทยาศาสตรไ์ ปประยกุ ต์ใชซ้ ึ่งเกี่ยวขอ้ งกับเทคโนโลยีตา่ ง ๆ เช่น
อยา่ งไรจงึ จะเพ่มิ ผลผลิตข้าวโพดจากฟาร์มได้
ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ดังกลา่ วข้างต้นสรปุ ได้วา่ การวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนดา้ นพุทธิพิสยั ตามหลกั ของคลฟเฟอร์ (klopfer) วดั ได้จาก พฤตกิ รรมด้านความรู้ ดา้ นความ
เข้าใจ ดา้ นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และด้านการนำเอาความรูแ้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไปใชซ้ ึ่ง
เหมาะจะนำมาใชว้ ัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตร์
2.7 การวัดความพึงพอใจของนกั เรียน
2.7.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
กาญจนา จนั ทร์ประเสรฐิ (2554) ไดใ้ ห้ความหมายของความพงึ พอใจไวว้ ่าเปน็ ความรู้สกึ ทด่ี หี รือ
ทศั นคติท่ดี ขี องบุคคลซ่ึงมกั เกดิ จากการไดร้ ับการตอบสนองตามท่ตี ้องการก็จะเกิดความรู้สกึ ทีด่ ีในส่ิงน้ันตรงกนั
ขา้ มหากความต้องการไม่ไดร้ บั การตอบสนองความไมพ่ งึ พอใจก็จะเกดิ ข้นึ
สมหมาย เปยี ถนอม (2551) กล่าวไว้ว่าความพึงพอใจหมายถึงทัศนคติอย่างหน่ึงทม่ี ีลกั ษณะเปน็
นามธรรมไมส่ ามารถมองเหน็ รูปร่างไดเ้ ปน็ ความร้สู ึกสว่ นตัวทีเ่ ป็นสุขเมอ่ื ได้รบั การตอบสนองความต้องการของ
ตนในสิ่งท่ีขาดหายไปและเปน็ ส่ิงท่ีกำหนดพฤติกรรมในการแสดงออกของบคุ คลท่ีมตี ่อการเลอื กท่ีจะปฏบิ ตั ใิ น

30

กจิ กรรมนนั้ ๆ ความพึงพอใจจะทำให้บุคคลเกิดความสบายใจหรอื สนองความตอ้ งการทำให้เกิดความสขุ
รวมทั้งสภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องเป็นปัจจัยทำใหเ้ กิดความพึงพอใจหรือไมพ่ ึงพอใจ

ไชยยณั ห์ ชาญปรีชารัตน์ (2543) กล่าววา่ ความพึงพอใจหมายถงึ ความรูส้ ึกของบคุ คลทีม่ ีตอ่ งานที่
ปฏบิ ัติทางบวกคือรู้สึกชอบรักพอใจหรือเจตคติที่ดีตอ่ งานซ่ึงเกดิ จากการไดร้ ับการตอบสนองความตอ้ งการทง้ั
ทางดา้ นวตั ถแุ ละด้านจิตใจเป็นความรู้สกึ ทมี่ ีความสุขเมอื่ ได้รบั ความสำเรจ็ ตามตอ้ งกรหรอื แรงจงู ใจ

2.7.2 แนวคดิ และทฤษฎีที่เกยี่ วขอ้ งกับความพึงพอใจ
อกุ กฤษฎี ทรงชัยสงวน (2543) ไดร้ วบรวมกล่มุ แนวคิดเก่ยี วกับความพงึ พอใจในรปู แบบของแรงจงู ใจ
ไว้ 4 กลมุ่ คือ
1. ทฤษฎกี ารจงู ใจของมาสโลว์ (Maslow 's Theory motivation) กลา่ วถงึ ลำดบั ข้ันความต้องการ
ของมนุษย์ออก 5 ขนั้ ตามลำดบั (ศิรพิ งษ์เศาภายน, 2547) กลา่ วคอื

1) ความตอ้ งการทางด้านร่างกาย (Physiolgical) เปน็ ความตอ้ งการพื้นฐานท่ีสำคญั ทส่ี ุด
เพอ่ื ให้ชวี ิตดำรงอยไู่ ด้

2) ความต้องการความมน่ั คงและปลอดภัย (Safety) หลงั จากทรี่ า่ งกายไดร้ บั การตอบสนอง
ความต้องการแลว้ ก็เกิดความตอ้ งการดา้ นความปลอดภยั ซ่งึ หมายถึงความปลอดภยั ทางดา้ นรา่ งกายท่ีตอ้ งการ
ได้รบั ความคุ้มครองและยังรวมถึงความม่นั คงทางเศรษฐกจิ ด้วย

3) ความต้องการทางสังคม (Social) เป็นความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสงั คมของกลุม่ ไดร้ ับการ
ยอมรับและเป็นผู้ท่ีมีความสำคญั ในกลุ่ม

4) ความต้องการมีชื่อเสยี ง (Esteem) เปน็ ความต้องการทีจ่ ะเปน็ บุคคลที่มีความมั่นใจในตนเองมี
บคุ คลยอมรับนับถอื ได้รับการยกย่องจากคนอน่ื เมื่อทำงานสำเร็จตอ้ งการมฐี านะเดน่ ทางสงั คมซึ่งส่งิ เหล่านจ้ี ะ
นำไปสคู่ วามมั่นใจในตนเองและรู้สึกว่าตนมคี ุณค่า

5) ความตอ้ งการความสำเร็จตามความนกึ คิด (Sclf Actualization) เป็นความต้องการลำดบั ขั้นสงู สุด
เมือ่ คนได้รบั การตอบสนองทางด้านร่างกายความปลอดภยั ด้านสงั คมความมีชอ่ื เสียงแล้วต่อมาไม่นานนกั คนก็
จะเกิดความไมพ่ อใจไดถ้ า้ เขาไม่สามารถทนส่งิ ที่ตนตอ้ งการทำรวมทง้ั ต้องการใหช้ ีวิตดขี น้ึ มคี วามก้าวหน้าและ
ทำในสิ่งทีต่ นชอบนอกจากน้นั ยังรวมถงึ องค์ประกอบอื่น ๆ เชน่ ความร้สู ึกวา่ งานมีความสำคัญท้าทาย
ความสามารถความกา้ วหนา้ มีความสำเรจ็ มากย่ิงขึ้นไปอีก

2. ทฤษฎกี ารจูงใจการบำรุงรกั ษาของ Herz berg ไดก้ ลา่ วถึงปัจจัยการจูงใจซึ่งเป็น
ตัวกระตุ้นให้ผ้ปู ฏบิ ตั ิงานด้านความพงึ พอใจ ได้แก่ โอกาสความสำเรจ็ การยอมรบั ความรับผิดชอบความ
เจริญก้าวหน้าละปัจจยั การบำรุงรกั ษาซึง่ เป็นตวั ขัดขวางความพงึ พอใจ ไดแ้ ก่ นโยบายขององค์กรสภาพการ
ทำงานความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งบุคคล

3. ทฤษฎีแรงจูงใจของ Mc Celland แบ่งความต้องการของมนษุ ยเ์ ปน็ 3 ประเภทคือความ
ตอ้ งการความสำเร็จความตอ้ งการอำนาจและความตอ้ งการความสัมพนั ธ์โดยความต้องการความสำเร็จหรอื
เรยี กวา่ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธ์ินั้นถ้าบุคคลใดมีสงู จะมีความปรารถนาทีจ่ ะทำสิ่งหน่ึงใหล้ ุลว่ งไปด้วยดี

31

4. ทฤษฎีการคาดหวงั ของ Vroom ไดเ้ สนอแนวคิดเกยี่ วกับแรงจงู ใจในการทำงานของบุคคลจะ
ประเมินความเป็นไปไดข้ องผลทจ่ี ะบงั เกดิ ขนึ้ แลว้ จึงดำเนนิ การปฏบิ ตั ทิ ี่ตนคาดหวังไวก้ ารจูงใจขึ้นอยกู่ ับการคดิ
หวงั ของมนษุ ยต์ ่อผลทเี่ กิดข้ึนทฤษฎีการคาดหวงั ของ Vroom น้ที ำนายว่าบคุ คลจะรว่ มกิจกรรมทเ่ี ขาคาดหวงั
ว่าจะได้รบั รางวลั หรือสง่ิ ต่าง ๆ ที่เขาปรารถนา

2.7.3 องค์ประกอบทม่ี ีอิทธพิ ลตอ่ ความพึงพอใจ
องค์ประกอบทีม่ ีอทิ ธพิ ลต่อความพงึ พอใจในการเรียนการสอนมี 7 ประการจรูญทองถาวร (2536)
ตามทฤษฎีของเฮอรเ์ บิร์กและมาสโลว์ดังน้ี
1. ความสมหวังในชวี ิตความสมหวงั เปน็ สง่ิ ที่ทกุ คนปรารถนาใหต้ นเองประสบผลสำเร็จในชีวติ การ
เรียนในแนวท่ตี นเองสนใจ
2. ความพอใจในการเรยี นถ้าคนเราเรียนในสง่ิ ทเี่ ราพอใจกจ็ ะมคี วามสุขและทำให้ประสบผลสำเร็จ
3. การยอมรับนบั ถอื มนุษย์เปน็ สตั ว์สงั คมท่ีตอ้ งการพึ่งพาอาศยั มนษุ ยห์ รอื สมาชิกท่เี ปน็ ส่วนหนงึ่ ของ
สังคมถูกทอดท้ิงให้อย่ตู ามลำพงั เขาจะเกิดความกังวลเครียดไมส่ ามารถเรียนหรอื ปฏบิ ัตงิ านใหเ้ กิดผลดไี ด้ แต่
ในทางตรงกันข้ามถ้าสมาชิกนัน้ เปน็ บุคคลทส่ี งั คมยอมรบั นับถอื และใหค้ วามไวว้ างใจบุคคลน้นั ย่อมมคี วามสขุ มี
ความพงึ พอใจต่อการเรียนหรือการทำงานนัน้ ใหส้ ำเรจ็ บรรลุผลที่ตง้ั ใจไว้ได้
4. ความกา้ วหน้าการมีชอื่ เสยี งเกยี รติยศเม่ือทุกคนเข้ามาเรยี นในสถาบันต่าง ๆ สิ่งทีท่ ุกคนหวังคอื
ความกา้ วหนา้
5. ความสนใจความสนใจเป็นภาวะทจ่ี ิตขอบุคคลจดจอ่ และปรารถนาท่จี ะรูส้ ง่ิ ใดส่งิ หนึ่งเพ่อื นำไป
บำบัดความตอ้ งการใหเ้ ป็นท่ียอมรบั ของสงั คมถา้ บคุ คลนนั้ มีความสนใจกับการเรยี นกจ็ ะทำใหม้ ีความ
กระตือรือรน้
6. ความเสมอภาคหมายถึงความเท่าเทยี มกันในการเรยี นของคนในสถาบนั ไม่มกี ารแบง่ แยกนักเรยี น
ในระบบและนอกระบบ
7. สภาพการเรยี นการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการตา่ ง ๆ ทีจ่ ะทำให้นักเรยี นสามารถรับความรู้
และประสบการณไ์ ดเ้ ต็มท่ี
2.7.4 การวัดความพึงพอใจการวดั ความพงึ พอใจ
ภณิดา ชยั ปัญญา (2541) ไดก้ ลา่ วเกีย่ วกับการวัดความพึงพอใจว่าสามารถทำได้หลายวิธีดงั ต่อไปนี้
1.การใชแ้ บบสอบถามเพอื่ ต้องการทราบความคิดเห็นซงึ่ สามารถทำไดใ้ นลักษณะกำหนดคำตอบให้
เลอื กหรือตอบคำถามอิสระคำถามดังกล่าวอาจถามความพงึ พอใจในดา้ นตา่ ง ๆ
2. การสมั ภาษณ์เปน็ วิธีการวัดความพงึ พอใจทางตรงซงึ่ ต้องอาศยั เทคนคิ และวิธกี ารท่ดี จี ะไดข้ ้อมูลที่
เป็นจริง
3. การสังเกตเปน็ วิธีวัดความพงึ พอใจโดยการสงั เกตพฤตกิ รรมของบคุ คลเปา้ หมายไม่วา่ จะแสดงออก
จากการพูดจากริยาท่าทางวิธนี ตี้ ้องอาศยั การกระทำอย่างจรงิ จงั และสังเกตอยา่ งมรี ะเบียบแบบแผน
บุญเรียง ขจรศิลป์ (2529) ไดก้ ล่าววา่ ทัศนคตหิ รือเจตคติเปน็ นามธรรมเป็นการแสดงออกค่อนขา้ ง
ซบั ซอ้ นจงึ เป็นการยากท่จี ะวัดทัศนคตไิ ดโ้ ดยตรง แตเ่ ราสามารถท่ีจะวดั ทศั นคตไิ ด้โดยออ้ มโดยวดั ความคดิ เห็น

32

ของบคุ คลเหล่าน้ันแทนฉะน้ันการวดั ความพึงพอใจก็มีขอบเขตท่ี จำกัด ด้วยอาจมีความคลาดเคล่อื นเกดิ ขึ้นถา้
บุคคลเหล่าน้ันแสดงความคิดเหน็ ไม่ตรงกบั ความรู้สกึ ทแี่ ท้จรงิ ซึ่งความคลาดเคลื่อนเหลา่ นีย้ อ่ มเกดิ ขึ้นไดเ้ ป็น
ธรรมดาของการวัดโดยท่วั ๆ ไป

2.8 งานวิจยั ทเี่ กยี่ วข้อง
เบญจมาพร กาศมณี (2536: บทคดั ย่อ) ได้ศกึ ษาการสร้างชุดการสอนวทิ ยาศาสตร์ในกลุ่มสร้างเสริม
ประสบการณ์ชีวิตโดยใช้ภูมิปญั ญาท้องถิ่นเป็นสื่อผลวจิ ัยพบวา่ ชุดการสอนที่สร้างขึ้น 6 ชุดมีประสิทธิภาพสงู
กว่าเกณฑ์และค่าดัชนีประสทิ ธิผลเป็นไปตามเกณฑ์ทตี่ ง้ั ไว้ส่วนอีกประสิทธภิ าพและค่าดัชนีประสิทธิผลเป็นไป
ตามเกณฑ์ท่ตี ั้งไว้
อารี มาลา (2546 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบ
ร่วมมือรายวชิ าวิทยาศาสตร์ ว 10201 เรื่องระบบนิเวศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนศึกษา
สงเคราะหแ์ ม่จนั จังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนท่ีได้ทำการเรียนการ สอนที่เน้นการเรียนแบบ
ร่วมมือ ไดแ้ ก่ วธิ ีการตอ่ บทเรียน การเรยี นด้วยกนั การสืบเสาะความรู้ เปน็ กลุม่ การเขียนรอบวง การเล่าเรื่อง
รอบวงและการรว่ มกนั คดิ มีผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนสูงขน้ึ กอ่ น และหลงั เรียนแตกต่างกนั อย่างมีนัยสำคัญทาง
สถติ ทิ ร่ี ะดับ .01
เรวัฒ ศุมั่งมี (2542 : 58) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิทยาศาสตรแ์ ละทักษะ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ของนกั เรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ตามแนววงจรการเรียนรู้
พบว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนววงจรการเรียนรู้ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นวิชาวิทยาศาสตร์หลังการสอนสูงกว่าคะแนนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรก์ ่อนสอน อย่างมนี ัย
สำคญั ทางสถิตทิ รี่ ะดับ .001 นอกจากนี้ ยงั พบวา่ นกั เรยี นทีไ่ ด้รบั การสอนแบบสบื เสาะหาความรตู้ ามแนววงจร
การเรียนร้มู คี วามคดิ เหน็ ต่อการสอน วิทยาศาสตร์อย่ใู นระดบั ดี มคี ่าเฉลี่ยเทา่ กบั 4.480
จากเอกสารงานวิจยั ที่เก่ียวขอ้ ง พบวา่ การจดั กจิ กรรมการเรียนรโู้ ดยใช้เทคนคิ การสืบ เสาะหาความรู้
(5E) ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สงู กว่า ก่อนการจัดกจิ กรรมการ
เรียนรู้อย่างมีนยั สำคัญทางสถิติ ทั้งยังส่งผลให้ผูเ้ รียนมีทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้น เนื่องจาก
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ มุ่งให้ ผู้เรียนได้ค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง
นอกจากน้ใี นการจัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยเทคนิค กระบวนการสบื เสาะหาความรูย้ งั สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รยี นเป็นผู้ท่ีมี
จิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยของ บุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรู้โดยใช้กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรน์ ัน่ เอง

33

บทท่ี 3
วิธีดำเนินการวจิ ยั

การศึกษาครั้งน้ี เปน็ การวิจยั เรื่อง การศกึ ษาผลสัมฤทธก์ิ ารเรียนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของ
นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 ด้วยการจดั การเรียนรู้โดยเทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรม
อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เรอื่ งอาหารและสารอาหารและคลิปวดี โี อการสอน มีขน้ั ตอนการดำเนนิ งาน ดังตอ่ ไปน้ี

3.1 แบบแผนการวิจยั
3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
3.3 เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
3.4 การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ
3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล
3.6 สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู

3.1 แบบแผนการวิจยั

แบบแผนการวจิ ัยครงั้ นีเ้ ปน็ การวจิ ยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) ซงึ่ ผวู้ จิ ัยดำเนนิ การทดลอง
ตามแบบแผนการวิจัย โดยใชแ้ บบทดสอบการวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
กบั กลมุ่ ตวั อย่าง(วาโร เพ็งสวัสด์,ิ 2551, หน้า 133) ดังตาราง 2

ตาราง 2 แบบแผนการทดลอง

กลุม่ ตัวอย่าง กอ่ นสอน ทดลอง หลังการสอน
X T2
E T1

เมอื่ E แทน กลุ่มตวั อย่าง
T1 แทน ผลการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก่อนการทดลอง

(Pre-test) การสอนโดยใช้โดยเทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิป
X แทน
ผลการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังการทดลอง
วดี ีโอการสอน
T2 แทน

(Post-test)

34

3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.2.1 ประชากร

ประชากรท่ใี ชใ้ นการวจิ ัยคร้งั นเ้ี ปน็ นักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี น
วัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ลู ) อำเภอบางนำ้ เปร้ยี ว จังหวัดฉะเชงิ เทรา สำนกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษา
ประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 1 หอ้ งเรยี น มีนกั เรียน 17 คน

3.2.2กลมุ่ ตัวอย่าง
กลุม่ ตัวอย่างทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครัง้ นี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนชั้นปรถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรยี นที่ 1

ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวดั หลวงแพ่ง (อนิ ทรประชานกุ ลู ) อำเภอบางนำ้ เปร้ยี ว จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
สำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษาฉะเชิงเทรา เขต 1 จำนวน 17 คน ซงึ่ ไดม้ าจากการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling)

3.3 เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการวจิ ัย
1) แผนการจัดการเรยี นรู้ เรื่องอาหารและสารอาหาร โดยเทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E)

ผ่านชุดกิจกรรมอิเลก็ ทรอนิกส์และคลปิ วดี โี อการสอน จำนวน 4 แผน
2) ชดุ กจิ กรรม เรือ่ งอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ท่ีผวู้ จิ ัย

สรา้ งขึ้น ใช้เวลา 10 ชวั่ โมง
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรอ่ื งการอาหารและสารอาหาร สำหรับ

นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 เป็นปรนัย 4 ตวั เลอื ก จำนวน 15 ขอ้
4) แบบวัดความพงึ พอใจ ต่อการเรียนเรื่องอาหารและเทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E)

ผา่ นชดุ กจิ กรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และคลิปวดี โี อการสอน จำนวน 10 ข้อ
3.4 การสรา้ งและการตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือ
1) การสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้ เรือ่ งอาหารและสารอาหาร โดยเทคนิคการสบื เสาะหา

ความรู้ (5E) ผา่ นชุดกิจกรรมและคลปิ วีดโี อการสอน ซ่งึ มขี ้ันตอนการสรา้ งดงั น้ี
1.1 ศกึ ษารายละเอียดของหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน พุทธศักราช

2551 (ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560) มาตราฐาน ตัวชว้ี ัด สาระการเรียนรู้
1.2 ศึกษารายละเอยี ดของหลกั สตู รสถานศกึ ษา พทุ ธศักราช 2563

รายวชิ า โครงสรา้ งรายวิชา คำอธบิ าย หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่ 1 เร่ืองอาหารและสารอาหาร ตัวช้วี ัดของนกั เรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6

1.3 ศึกษาองค์ประกอบหลักในการจดั ทำแผนการจดั การเรียนรู้โดยเทคนิคการสืบเสาะหา
ความรู้ (5E)

1.4 สรา้ งแผนการจัดการเรียนรดู้ ว้ ยกระบวนการเรียนรู้โดยเทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้
(5E) รว่ มกบั เทคนคิ ผงั กราฟิกดังนี้

1. สาระและมาตราฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2. ตวั ช้วี ดั

35

3. สาระสำคญั

4. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

5. สาระการเรียนรู้

6. กระบวนการจดั การเรียนรู้โดยใชเ้ ทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง

กิจกรรมการเรียนรู้ ทีผ่ เู้ รยี นได้พัฒนาหรือจดั โครงสร้างทางความคิดข้ึนจากส่ิงทไี่ ด้พบเหน็ จากสถานการณ์หรือ

จากปัญหา และสามารถเช่ือมโยงกับความรคู้ วามเขา้ ใจเดิมท่ีมีอย่แู ล้วมาสร้างเปน็ ความร้ใู หม่ดว้ ยตนเองโดยทำ

ให้ เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายผ่านการเรียนรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนคือ 1. ขั้นสร้างความ

สนใจ 2. ขั้นสำรวจและค้นหา 3. ขน้ั อธิบายและลงข้อสรปุ 4. ขั้นขยายความรู้ 5. ขั้นประเมินผล เวลาเรียน

9 คาบ โดยผวู้ ิจยั ไดแ้ บง่ เนื้อหาในการจัดกิจกรรมการเรยี นรูแ้ ละเวลาเรียน รายละเอยี ดดงั ตารางที่ 3 ดงั นี้

ตาราง 3 กำหนดการสอน หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร

ลำดับ เรอื่ ง เวลาเรยี น (ชัว่ โมง)

1 อาหารและสารอาหาร 2

2 อาหารที่เรารับประทาน 2

3 สารอาหารที่เราได้รบั ใน 1 วัน 2

4 พลงั งานจากอาหาร 2

5 สอบก่อนเรียน - หลังเรยี น 2

รวม 10

7. สอ่ื แหล่งการเรียนรู้
8. การวัดและประเมนิ ผล
1.5 เสนอแผนการจดั การเรียนรู้ที่ปรับปรงุ แกไ้ ขแล้ว ให้ผู้เช่ยี วชาญด้าน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งหมด 3 ท่าน ในด้านเนื้อหา ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและ
ประเมินผล เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของแผนการจัดการเรยี นรู้ ในด้านเนือ้ หา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการ
เรียนรู้ การวัดและประเมินผล แล้ววิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item – Objective
Congruence : IOC ) โดยกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังน้ี
+1 หมายถึง แน่ใจวา่ แผนการจดั การเรียนร้มู ีความสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงค์การเรียนรู้
0 หมายถงึ ไมแ่ น่ใจว่าแผนการจัดการเรยี นรู้มคี วามสอดคลอ้ งกับจุดประสงค์ การเรยี นรู้หรือไม่
-1 หมายถึง แนใ่ จวา่ แผนการจัดการเรยี นร้ไู มม่ ีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรยี นรู้
โดยดัชนีมคี วามสอดคล้องตัง้ แต่ 0.50 ขนึ้ ไป ถือว่ามีความสอดคล้องกนั ในเกณฑท์ ่ียอมรับได้
นำผลจากการพจิ ารณาค่า IOC ของผเู้ ชีย่ วชาญท้ัง 3 คน มาคำนวณหาคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งของ
แผนการจดั การเรียนรู้ พบวา่ มีคา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่า0.80-1.00
1.6 นำแผนการจดั การเรียนรู้จรงิ ไปใช้กับกลุ่มตวั อย่าง

36

2) ชุดกจิ กรรม เร่อื งอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ทีผ่ ้วู จิ ยั

สรา้ งขน้ึ ใชเ้ วลา 8 ชั่วโมง

2.1 ศึกษาค้นคว้าการพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากงานวิจัย บทความ

ทางวิชาการ และหนงั สือคู่มอื ต่างๆทง้ ในประเทศและตา่ งประเทศ เพือ่ เป็นแนวทางในการสรา้ งชุดกิจกรรม

2.2 ศึกษาตัวชีว้ ัดและสาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน

พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาชุด

กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาหารและสารอาหาร ซึ่งทำให้ได้แนวทางในการจัดเนื้อหาสาระผลการเรียนรู้ท่ี

คาดหวังและกิจกรรมทสี่ อดคล้องกัน

2.3 การพฒั นาชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้เรื่องอาหารและสารอาหาร ในขั้นตอนการพัฒนาชดุ กิจกรรมทำ

ให้ได้ชุดกิจกรรมการเรียนรเู้ รอ่ื งอาหารและสารอาหาร จำนวน 4 เรอื่ งโดยแตล่ ะเรื่องใช้เวลาในการสอนดังใน

ตารางที่ 4 แสดงการพฒั นาชดุ กิจกรรมทำใหไ้ ด้ชุดกจิ กรรมการเรียนรูเ้ รื่องอาหารและสารอาหาร

ลำดบั เรอื่ ง เวลาเรียน (ชั่วโมง)

1 อาหารและสารอาหาร 2

2 อาหารท่ีเรารับประทาน 2

3 สารอาหารทเี่ ราได้รบั ใน 1 วนั 2

4 พลงั งานจากอาหาร 2

รวม 8

2.4 เสนอชดุ กจิ กรรมการเรียนร้เู รื่อง อาหารและสารอาหาร ให้ผ้เู ช่ียวชาญด้านวิทยาศาสตร์และ

เทคโนโลยี ทั้งหมด 3 ท่าน ในด้านเนื้อหา ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล เพ่ือ

ตรวจสอบความถูกต้องของแผนการจัดการเรียนรู้ ในด้านเนื้อหา กจิ กรรมการเรียนรู้ สือ่ การเรยี นรู้ การวัดและ

ประเมนิ ผล แลว้ วเิ คราะหด์ ัชนีความสอดคล้อง ( Index of Item – Objective Congruence : IOC ) โดย

กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนดังน้ี

+1 หมายถงึ แน่ใจว่าชดุ กจิ กรรมมคี วามสอดคล้องกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้

0 หมายถึง ไม่แนใ่ จว่าชุดกิจกรรมมีความสอดคลอ้ งกบั จดุ ประสงค์ การเรยี นรู้หรือไม่

-1 หมายถึง แนใ่ จวา่ ชุดกิจกรรมไมม่ คี วามสอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

โดยดัชนมี คี วามสอดคล้องตั้งแต่ 0.50 ขน้ึ ไป ถือวา่ มีความสอดคล้องกนั ในเกณฑ์ทย่ี อมรบั ได้

นำผลจากการพิจารณาค่า IOC ของผเู้ ช่ียวชาญทั้ง 3 คน มาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้องของชุดกิจกรรม

พบวา่ มคี ่าดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ ง 0.83 – 1.00

2.5 นำชุดกิจกรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร ไปทดลองใช้ (Tryout) กลุ่มเล็ก เพื่อตรวจสอบหา

ประสิทธิภาพกบั นักเรยี นนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านอ่างเสือดำ อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัด

ฉะเชิงเทรา ที่เคยเรียนในมาก่อนจำเรื่องนี้มาก่อนจำนวน 3 คน ซึ่งไมใ่ ช่กลุม่ ตัวอยา่ งที่สุ่มไว้ โดยให้นักเรยี น

37

ทดลองใช้ชุดกิจกรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร ทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบหลังเรียน
แลว้ นำมาหาประสิทธภิ าพ ได้เท่ากับ 89.17/84.44

2.6 นำชุดกิจกรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร ไปทดลองใช้ (Tryout) กลุ่มกลาง เพื่อตรวจสอบหา
ประสทิ ธภิ าพกับนกั เรียนนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรยี นบางเตย อำเภอบ้านสรา้ ง จงั หวัดปราจีนบุรี
ท่ีเคยเรียนในมาก่อนจำเรื่องนีม้ ากอ่ นจำนวน 10 คน ซ่งึ ไมใ่ ชก่ ล่มุ ตัวอย่างทส่ี ุ่มไว้ โดยให้นักเรียนทดลองใช้ชุด
กิจกรรมเรือ่ งอาหารและสารอาหาร ทำแบบฝึกหัดระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบหลังเรียน แล้วนำมาหา
ประสทิ ธภิ าพ ได้เท่ากบั 85.25/84.00

2.7 นำชุดกิจกรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร ไปทดลองใช้ (Tryout) กลุ่มใหญ่ เพื่อตรวจสอบหา
ประสิทธิภาพกับนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดหลวง
แพง่ (อนิ ทรประชานกุ ลู ) อำเภอบางน้ำเปร้ียว จังหวดั ฉะเชิงเทรา ที่เคยเรยี นในมากอ่ นจำเรอ่ื งนม้ี าก่อนจำนวน
11 คน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างที่สุ่มไว้ โดยให้นักเรียนทดลองใช้ชุดกิจกรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร ทำ
แบบฝึกหัดระหวา่ งเรยี น และทำแบบทดสอบหลังเรยี น แลว้ นำมาหาประสทิ ธภิ าพ ได้เทา่ กับ 83.25/84.44

2.8 นำชุดกิจกรรมอิล็กทรอนิกส์เรื่องอาหารและสารอาหาร ไปทดลองใช้ (Tryout) กลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานุกูล)
อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัเฉะเชิงเทรา จำนวน 17 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนการ
สอนเรอื่ งอาหารและสารอาหาร โดยใช้เทคนิคโดยเทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชุดกิจกรรมและคลิป
วีดโี อการสอน

3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร สำหรับนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีที่ 6 เปน็ ปรนัย 4 ตวั เลอื ก จำนวน 15 ขอ้ ได้ดำเนินการตามข้นั ตอนดงั นี้

3.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช
2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทร
ประชานุกูล) เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดเนื้อหาสาระการเรียนรู้แกนกลางรวมท้ังเอกสารต่างๆ ที่
เก่ยี วข้องกับการสรา้ งแบบทดสอบแบบปรนัย

3.2 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ตามมาตรฐาน ตัวชว้ี ัดและจุดประสงค์การเรียนรู้เพอ่ื พิจารณาพฤติกรรม
และทักษะที่สัมพันธ์กับเนื้อหาและกิจกรรมจากนั้นสร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบ (Test Blueprint) ที่วัด
พฤตกิ รรมการเรียนรู้ 6 ระดับ ตามแนวคิดของแอนเดอรส์ ันและแครทโวล (Anderson, 2001) คอื การจำ การ
เขา้ ใจ ประยกุ ต์ใช้ วิเคราะห์ สงั เคราะหแ์ ละประเมินคา่

3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น เรื่อง อาหารและสารอาหาร เป็นขอ้ สอบแบบปรนัย 4
ตวั เลือก จำนวน 30 ขอ้ ใหค้ รอบคลมุ ตามตัวช้ีวัดโดยแตล่ ะขอ้ ให้มตี วั เลือกทถ่ี ูกต้องที่สุดเพยี ง
1 ตวั เลือก กำหนดเกณฑ์การใหค้ ะแนนคือ ตอบถูกได้ 1 คะแนน ตอบผดิ ได้ 0 คะแนน เพ่ือคดั เลือกข้อสอบที่มี
คณุ ภาพจำนวน 15 ขอ้ โดยคดั เลือกให้ครอบคลมุ ตามตัวชีว้ ดั ที่กำหนดไว้

3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องอาหารและสารอาหาร เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน
เนื้อหา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้และผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดและประเมินผลรวมทั้งหมด 3 คน เพ่ือ

38

ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบ จากนั้นนำผลประเมินของผู้เชี่ยวชาญมาคำนวณหาค่า
ดัชนีความสอดคล้อง( Index of Item Objective Congruence : IOC) เป็นรายข้อโดยกำหนดเกณฑ์การให้
คะแนน ดังนี้

+1 หมายถึง แนใ่ จวา่ ข้อสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นน้ันมคี วาม
สอดคล้องกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

0 หมายถงึ ไม่แนใ่ จวา่ ข้อสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
น้ันมคี วามสอดคล้องกบั จุดประสงคก์ ารเรยี นร้หู รอื ไม่

-1 หมายถงึ แน่ใจวา่ ขอ้ สอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นน้นั ไม่มคี วาม
สอดคลอ้ งกับจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

โดยดชั นีมีความสอดคล้องตง้ั แต่ 0.20 ขนั้ ไป ถือวา่ มีความสอดคลอ้ งกันในเกณฑ์ที่ ยอมรบั ได้ (นิลพันธุ์,
2558) นำผลจากการพจิ ารณาคา่ IOC ของผเู้ ช่ียวชาญทงั้ 3 คน มาคำนวณหาค่าดชั นคี วามสอดคล้อง พบวา่ มี
คา่ ดัชนคี วามสอดคล้องระหวา่ ง 0.83 – 1.00

3.5 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องอาหารและสารอาหาร ไปทดลองใช้ (Tryout) เพ่ือ
ตรวจสอบคณุ ภาพของเครือ่ งมอื กบั นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563
โรงเรียนวัดหลวงแพ่ง (อินทรประชานุกูล) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เคยเรียนในมาก่อนจำ
เร่อื งน้มี าก่อนจำนวน 11 คน

3.6 นำผลการทดลองมาวิเคราะห์รายข้อเพื่อหาคุณภาพของข้อสอบโดยทดสอบหาความยากง่าย (p)
ของแบบทดสอบได้คา่ ระหวา่ ง 0.30 – 0.70 ตามเกณฑ์ระหว่าง 0.20 – 0.80 และหาค่าอำนาจำแนก (r) ไดค้ ่า
ระหว่าง 0.20 – 0.60 ตามเกณฑ์ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป (นิลพันธ์ุ, 2558) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียน เรื่องการอาหารและสารอาหาร จำนวน15 ข้อไปหาค่าความเชื่อม่ัน (Reliability) โดยใช้การตรวจสอบ
ผลการวัดที่สม่ำเสมอและคงที่ด้วยวิธีการของครูเดอร์-ริชาร์ดสัน จากสูตร KR-20 (นิลพันธุ์, 2558) ซึ่งได้ค่า
ความเชื่อม่ันเทา่ กับ 0.79

3.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่มีคุณภาพตามเกณฑ์มาคัดเลือกจึงได้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
จำนวน 15 ขอ้ คะแนน 15 คะแนน เพอ่ื ใชเ้ ป็นเครื่องมือในการศกึ ษาวิจยั

4) การสรา้ งแบบวัดความพงึ พอใจตอ่ การเรยี นโดยใช้เทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชุดกจิ กรรม
และคลิปวดี ีโอการสอน

แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิป
วีดีโอการสอน คร้งั นี้ผวู้ จิ ยั ใชแ้ บบประเมินทปี่ ระกอบดว้ ยประโยคบอกเล่าเกย่ี วกบั ความคดิ ความรู้สึกทมี่ ตี อ่
ชุดการเรียนรูห้ ลังจากได้รบั การสอนโดยใช้เทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิปวีดีโอ
การสอน มขี ั้นตอนในการดำเนนิ การดงั น้ี

4.1 ศกึ ษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบั การสร้างแบบวดั ความพงึ พอใจต่อการเรยี นโดยใช้รูปแบบ
โดยใชเ้ ทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E)

39

4.2 ศึกษาและวิเคราะหห์ าพฤติกรรมที่แสดงออกถึงความพึงพอใจต่อการเรยี นโดยใช้รูโดยใช้เทคนิคการ
สบื เสาะหาความรู้ (5E) เพื่อใชใ้ นการกำหนดแนวทางในการสรา้ งแบบแบบวดั ความพึงพอใจ

4.3 สร้างแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรม
และคลิปวีดีโอการสอน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับคือ 5, 4, 3, 2, และ 1 ซึ่งหมายถึงพึงพอใจ
มากท่สี ดุ พงึ พอใจมากพงึ พอใจปานกลางพึงพอใจน้อยพึงพอใจนอ้ ยทสี่ ดุ จำนวน 10 ข้อทท่ี ไ่ี ดร้ ับจากการจัดการ
เรยี นการสอนโดยใชเ้ ทคนิคการสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผา่ นชุดกจิ กรรมและคลปิ วีดโี อการสอน

4.4 นำแบบวัดความพึงพอใจที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านตรวจสอบความเที่ยงตรงของ
เนื้อหา โดยใช้ดัชนีความสอดคล้องระหวา่ งขอ้ คำถามกบั ลกั ษณะพฤตกิ รรม (IOC) ตลอดจนภาษาทใ่ี ชใ้ นการส่ือ
ความหมาย ซึ่งมีค่าดชั นคี วามสอดคล้องต้งั แต่ 0.50 ข้ึนไป (พวงรัตน์ ทวรี ัตน์. 2543: 117) จำนวน 15 ข้อ มี
ค่า IOC อยู่ระหวา่ ง 0.80 – 1.00 แลว้ นำไปปรบั ปรงุ แก้ไขตามคำแนะนำ

4.5 นำแบบวัดความพึงพอใจที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไข จำนวน 10 ข้อ ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563 ทีไ่ มใ่ ชก่ ลุ่มตวั อยา่ ง จำนวน 11 คน แลว้ นำแบบวัดความ
พึงพอใจมาวิเคราะห์ หาค่าความเชื่อมนั่ โดยใช้สตู ร α- Coefficient

4.6 นำแบบวดั ความพึงพอใจที่มีคุณภาพและปรับปรงุ แกไ้ ขแลว้ ไปใช้กับกลุม่ ตัวอยา่ งต่อไป

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู

การวจิ ยั ครง้ั นเี้ ปน็ การวจิ ัยเชงิ ทดลอง ผวู้ จิ ัยมขี นั้ ตอนในการทดลองดงั น้ี
1. ขน้ั ก่อนการทดลอง ผู้วจิ ยั ช้ีแจงข้นั ตอนการจัดการเรียนรู้ตามกระบวนการเรียนรสู้ ืบ เสาะหาความรู้
(5E) และการทำวิจัยให้นักเรียนทราบ รวมทั้งขอความร่วมมือในการทดลองหลัง จากนั้นให้นักเรียนกลุ่ม
ทดลองทำแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ว 16101 วทิ ยาศาสตร์และเทคโรโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีที่
6 เรื่องอาหารและสารอาหาร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนนก่อนการ ทดลอง (Pretest) ใน
การดำเนินการทดสอบผู้วจิ ัยเป็นผู้ควบคุมการสอบให้เป็นไปด้วยความเรยี บรอ้ ย
2. ขั้นดำเนินการทดลอง ผวู้ จิ ยั จัดการเรียนการสอนโดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นตามการสืบ
เสาะหาความรู้ (5E) 4 แผนการจัดการเรียนรู้และชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องอาหารและสารอาหาร โดยใช้
ทดลอง 3 สปั ดาห์ จำนวน 8 คาบๆ ละ 1 ชั่วโมง ในการจดั การเรยี นการสอนไดจ้ ดั การเรียนรู้ตามตารางเรยี น
3. หลงั การจดั การเรียนการสอนครบท้ัง 8 คาบ ผวู้ ิจัยให้นักเรียน ทำแบบทดสอบวดั ผล สัมฤทธิ์ทางการ
เรียน ว 16101 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่องอาหารและสารอาหาร โดยใช้
แบบทดสอบชุดเดียวกันกับการทดสอบก่อนการทดลองและเก็บคะแนนไว้เป็นคะแนน หลังการ ทดลอง
(Posttest) ในการดำเนินการทดสอบผวู้ ิจยั เปน็ ผู้ควบคุมการสอบให้เป็นไปดว้ ยความ เรยี บร้อย

40

สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูลมี

สถติ ิท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู มี ดงั น้ี
1.) สถติ ิพืน้ ฐาน
1.1) ค่าเฉลย่ี (Mean) ใช้สตู รดงั น้ี (พชิ ติ ฤทธ์จิ รูญ, 2559, หน้า 176)

X = x
n

เม่อื X แทน ค่าเฉล่ีย

 x แทน ผลรวมของข้อมลู

n แทน จำนวนขอ้ มูล

1.2) ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) มสี ูตรดงั นี้ (พชิ ิต ฤทธจ์ิ รูญ, 2559, หนา้ 186)

S.D = n x2 − ( x )2

n(n −1)

เมอ่ื S.D แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่มตัวอยา่ ง

n แทน จำนวนข้อมูล

X แทน ขอ้ มูลหรือคะแนนแต่ละตวั

 x แทน ผลรวม

2) สถติ ิที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ

2.1) หาความเท่ียงตรงเชิงเนอื้ หา (Content validity) ของแผนการจัดการเรยี นรู้โดยใช้

เทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกิจกรรมและคลิปวีดีโอการสอน แบบทดสอบการวัดผลสัมฤทธ์ิ

ทางการเรียน และแบบวัดความพงึ พอใจ โดยหาค่าดชั นีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์การ

เรียนรู้ (Index of Item Objective Congruence : IOC) โดยใช้สูตรของโรวิเนลลีและแฮมเบลตัน

(Rowinelli and Hambletov,1997 อ้างถงึ ใน; สมโภชน์ อเนกสขุ , 2551, หน้า 111) ดังนี้

IOC =  R
N

เม่อื IOC แทน คา่ ดชั นีความสอดคล้องมคี ่าอยู่ระหว่าง -1 ถงึ +1

 R แทน ผลรวมของการพิจารณาของผูเ้ ช่ยี วชาญ

N แทน จำนวนผูเ้ ชยี่ วชาญทง้ั หมด

2.2) วิเคราะห์หาค่าความยากง่าย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน โดยใช้สูตร(ไพศาล วร
คำ, 2555, หนา้ 294) ดังน้ี

=



เมอื่ แทน ดชั นีคา่ ความยากง่าย

41

แทน จำนวนนักเรียนทต่ี อบข้อคำถามถกู

แทน จำนวนนักเรียนทีต่ อบขอ้ คำถามทง้ั หมด
2.3) วเิ คราะหห์ าค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น โดยใชส้ ูตร (ไพศาล
วรคำ, 2555, หน้า 294) ดงั น้ี

r= - H L

nH nl

เมื่อ r แทน ดชั นีค่าอำนาจจำแนก
H แทน จำนวนนักเรยี นที่ตอบถูกในกลุ่มคะแนนสูง

L แทน จำนวนนกั เรียนทีต่ อบถูกในกลุ่มคะแนนต่ำ
nH แทน จำนวนนกั เรยี นทงั้ หมดในกลุ่มคะแนนสงู
nl แทน จำนวนนกั เรียนทง้ั หมดในกลมุ่ คะแนนต่ำ
2.4) หาคา่ ความเช่ือมัน่ ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน โดยใชส้ ูตร KR-20 ของคเู ดอร์-ริ
ชารด์ สนั (Kuder-Richardson Method อ้างถงึ ใน; พิสณุ ฟองศร,ี 2551, หนา้ 289) ดงั นี้

rtt = n n 1 1 −  Pq 
−  S2 

t

เมื่อ rtt แทน ค่าความเชอ่ื มัน่ ของแบบทดสอบ
P แทน สดั สว่ นของผูท้ ีต่ อบถกู ในแตล่ ะข้อ

q แทน สัดสว่ นของผูท้ ำผิดในขอ้ หน่งึ ๆ

n แทน จำนวนขอ้ สอบแบบทดสอบ

S2 แทน ความแปรปรวนของคะแนนท้งั ฉบบั
t

2.5) การหาประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมเรอื่ งอาหารและสารอาหาร ตามเกณฑ์80/80 สถติ ทิ ี่ใช้

สตู ร E1/E2 (กฤษมัน วัฒนาณรงค์, 2542 หน้า 61; อ้างถึงใน แสงเดือน อศิ รานนั ทศริ ิ, 2551, หน้า 50- 52)

E1 = 
 100


เม่อื E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการทจี่ ัดไว้ในชดุ กิจกรรมเรื่อง
อาหารและสารอาหาร หาไดจ้ ากคะแนนการทำ
กจิ กรรมระหว่างเรยี นได้ถูกต้องโดยเฉลย่ี รอ้ ยละ 80

 แทน คะแนนรวมของนักเรียนทกุ คนทไี่ ด้จากการทำ
กิจกรรมในบทเรียน

42

 แทน คะแนนเต็มของกิจกรรมทุกกิจกรรมรวมกนั

E2 = F
 100


เม่ือ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลพั ธท์ ่ีได้จากคะแนนเฉลยี่

จากการทำแบบทดสอบหลงั เรยี นบทเรยี นได้ถูกตอ้ ง

โดยเฉลย่ี รอ้ ยละ 80

 F แทน คะแนนรวมของนักเรยี นทุกคนที่ไดจ้ ากการทำ

แบบทดสอบหลังเรยี นบทเรยี น

B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ

 แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตวั อยา่ งท้งั หมด

3) สถิตทิ ่ใี ชใ้ นการทดสอบสมมตฐิ าน

เปรียบเทียบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของ

นักเรียนระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก แบบรวมพลัง 5 ขั้นตอน

ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของเด็ก ช้ัน

ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 โดยใช้สูตร t-test(t-dependent) ดังนี้ (ประภาพรรณ เส็งวงศ,์ 2550, หน้า 97-99)

t = D
n D2 − ( D)2

(n −1)
เมอื่ t แทน ค่าสถิติท่จี ะใชเ้ ปรียบเทยี บกับคา่ วิกฤติ

เพือ่ ทราบความมีนยั สำคญั

D แทน ผลต่างระหวา่ งคะแนนหลงั เรียนและกอ่ นเรียน

∑ แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนหลังเรยี นกับกอ่ นเรียน

∑ 2 แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนหลังเรียนกบั ก่อนเรียน

ยกกำลงั สอง

n แทน จำนวนนกั เรียนกลมุ่ ตัวอย่าง

43

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

ในการวิเคราะห์ข้อมูลการศึกษาผลสมั ฤทธิ์การเรียนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ดว้ ยการจัดการเรียนรูโ้ ดยเทคนคิ การสบื เสาะหาความรู้ (5E) ผ่านชุดกจิ กรรม
อิเลก็ ทรอนิกส์และคลิปวดี โี อการสอน สำหรบั นักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564
โรงเรยี นวัดหลวงแพง่ (อนิ ทรประชานกุ ลู ) การวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั นี้

4.1 สัญลักษณท์ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
4.2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูล

4.2.1 ประสทิ ธภิ าพของชุดกจิ กรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร
สำหรบั นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6

4.2.2 การเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งอาหารและสารอาหาร ของ
นกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 ก่อนและหลงั การจดั การเรยี นรู้โดยใชเ้ ทคนิคการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ผา่ น
ชุดกจิ กรรมและคลิปวีดีโอ

4.2.3 ความพงึ พอใจตอ่ การเรียนวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรอื่ ง อาหารและ
สารอาหาร ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 หลงั จากจัดการเรยี นรู้โดยใช้เทคนคิ การสืบเสาะหาความรู้ (5E)
ผา่ นชุดกจิ กรรมอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์และคลิปวีดีโอ
4.1 สัญลักษณท์ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มลู

ในการวเิ คราะหแ์ ละแปลความหมาย ผ้วู จิ ยั ใช้สัญลกั ษณด์ ังนี้
 แทน ค่าเฉลย่ี
n แทน จำนวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง
S.D. แทน สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการทีจ่ ดั ไวใ้ นชุดกิจกรรมเรือ่ งอาหารและ
สารอาหาร หาได้จากคะแนนการทำกจิ กรรมระหวา่ งเรยี นได้ถูกตอ้ งโดย
เฉลี่ยร้อยละ 80
E2 แทน ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธท์ ี่ไดจ้ ากคะแนนเฉลีย่ จากการทำแบบทดสอบ
หลงั เรียนบทเรยี นไดถ้ กู ต้อง โดยเฉล่ียรอ้ ยละ 80
t แทน คา่ สถติ ิการแจกแจงแบบที
** แทน มนี ัยสำคัญที่ระดบั .05

44

4.2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู
4.2.1 ประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้อเิ ล็กทรอนิกส์ เร่อื งอาหารและสารอาหาร สำหรบั

นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ที่ผวู้ จิ ยั พฒั นาขึ้นและผ่านการประเมินความคิดเห็นจากผเู้ ชี่ยวชาญแลว้ มา
ทดลองใชก้ ับนกั เรยี นทเ่ี ป็นกลมุ่ ตัวอย่างคือนกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนวดั หลวงแพง่ (อนิ ทรประชา
นุกูล) อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จงั หวดั ฉะเชิงเทรา สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษาฉะเชิงเทราเขต 1
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 17 คนโดยนำผลคะแนนจากการทำกิจกรรมระหว่างเรยี นและ
คะแนนจากการทำแบบทดสอบผลสมั ฤทธ์ิหลังเรยี น ไปคำนวณหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
เร่ืองอาหารและสารอาหาร E1/E2 ดงั ตาราง 5

ตาราง 5 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชดุ กจิ กรรมเรื่องอาหารและสารอาหาร สำหรบั นักเรยี น
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 โดยการทดลองแบบกลมุ่ ตัวอยา่ ง (นักเรยี น 17 คน)

ใบงาน/ คะแนนชิ้นงานระหวา่ งเรียน แบบทดสอบหลังเรียน E2

ใบกจิ กรรมที่ (ใบงาน,ใบกิจกรรม) E1

คะแนนเตม็ คา่ เฉลี่ย ร้อยละ คะแนนเตม็ คา่ เฉลย่ี ร้อยละ

ใบงานที่ 1 5 4.11 82.35

ใบงานที่ 2 5 4.35 87.05

ใบงานท่ี 3 5 4.23 84.70

ใบงานท่ี 4 5 4.00 80.00

ใบงานที่ 5 5 4.23 84.70

ใบงานท่ี 6 5 4.00 80.00

ใบงานท่ี 7 5 4.29 85.88 15 12.29 81.96

กิจกรรมท่ี 1 10 8.94 84.44

กิจกรรมท่ี 2 10 9.05 90.58

กจิ กรรมท่ี 3 10 8.70 87.05

กิจกรรมท่ี 4 10 8.82 83.33

E1/E2 84.55/81.96

จากตาราง 5 ผลการหาประสิทธภิ าพชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ เรือ่ งอาหารและสารอาหาร สำหรับ

นกั เรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดหลวงแพง่ (อินทรประชานกุ ลู ) จำนวน 17 คนอกี ทง้ั ทำใบงานและ

ใบกิจกรรม ทงั้ หมด 7 เรือ่ ง ได้คะแนนรวมเฉลีย่ 5.88 ซึง่ คดิ เปน็ ร้อยละ 84.55 และคะแนนแบบทดสอบวัดผล

สัมฤทธิ์หลงั เรยี นได้คะแนนรวฉลย่ี 12.29 ซ่ึงคดิ เปน็ ร้อยละ 81.96 ซงึ่ แสดงวา่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง

อาหารและสารอาหาร ที่ผ้วู จิ ัยพฒั นามีประสทิ ธภิ าพของกระบวนการเทา่ กบั 84.55 และประสทิ ธภิ าพของ


Click to View FlipBook Version