The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระบรมมหาราชวังอยุธยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pornkaew boonrit, 2023-01-09 20:36:42

พระบรมมหาราชวังอยุธยา

พระบรมมหาราชวังอยุธยา

ฉบับร่าง



พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา

เทพมนตรี ลิมปพยอม
สุกัญญา พิทักษ์ธนากร



พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา จัดพิมพ์: บริษัท มิวเซียมครีเอชั่น จำกัด

เรือนย่าคล้าว เลขที่ ๑๐๘/๒ หมู่ ๒ ตำบลลุมพลี
อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โทรศัพท์ติดต่อ ๐๘๙-๕๖๙-๘๐๕๕
อีเมล:[email protected]
เฟสบุ้ค:www.facebook.com/Thepmontri Limpaphayom

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ
ลิขสิทธิ์เนื้อเรื่อง ภาพประกอบ
นายเทพมนตรี ลิมปพยอม และบริษัท มิวเซียมครีเอชั่น จำกัด ยกเว้นภาพ
ประกอบที่ได้อ้างไว้แล้วตามระบบการสืบค้นข้อมูล

ข้อความและรูปภาพทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ผู้พิมพ์ขอสงวนลิขสิทธิ์ตาม
พระราชบัญญัติ การคัดลอกส่วนหนึ่งส่วนใด หรือภาพประกอบในหนังสือ
นี้ ในทุกรูปแบบจะต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิมพ์ก่อน

ทีมงาน

ศาสตรา พรมปั้น : สร้างสรรค์ศิลปะ ออกแบบรูปเล่ม :
วีระพงษ์ แซ่อึ้ง : สถาปนิก
อัครวัฒน์ ใจเพ็ชร : บรรณาธิการภาพ ปีที่พิมพ์ : ธันวาคม พ.ศ.๒๕๖๔
ฐิติชญา ธรรมโชติ : พิสูจน์อักษร
พิมพ์ที่ :

3

001 4
ภาพถ่ายทางอากาศบริเวณเกาะเมืองอยุธยา พ.ศ.๒๔๙๖ โดยกรมแผนที่ทหาร

002 003
แผนที่ภูมิประเทศเกาะเมืองอยุธยาในปัจจุบันโดย Google Map แผนที่ภูมิประเทศ แสดงบริเวณพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา โดย Google Map

004
“IUDEA” ค.ศ.1665 ที่ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในวงวิชาการประวัติศาสตร์และศิลปะ
ปัจจุบัน ปรากฏสถานที่สำคัญต่างๆ บนเกาะเมืองอยุธยา โดย Johannes Vingboons ปัจจุบัน
จัดแสดงอยู่ที่ Rijklsmuseum ใน Amsterdam

6

การเสียกรุงศรีอยุธยาในปีพ.ศ.๒๓๑๐ นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญทางประวัติศาสตร์ สภาพบ้านเมือง
ในเวลานั้นอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดความย่อยยับทางด้านวัตถุไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน วัดวา
อาราม พระบรมมหาราชวังล้วนแล้วถูกทำลายกลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง พระราชวงศ์อยุธยา พระ
มหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ และไพร่ฟ้าถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึก มีผู้คนจำนวนหนึ่งที่หนีตาย
เข้าไปหลบซ่อนอยู่ในพงป่า กรุงศรีอยุธยากลายเป็นเมืองร้างที่เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรมอย่างไม่มีวัน
หวนกลับ พระนครหลวงของชาวสยามอันเก่าแก่กว่า ๔๑๗ ปี มลายหายไปจากแผนที่

บทนำ: “เมื่อพม่าเข้ากรุงได้แล้วนั้น พม่าได้เอาไฟเผาบ้านเรือนทำลายข้าวของอยู่ ๑๕ วัน และได้ฆ่าฟันผู้คนไม่
อยุธยาหลัง เลือกว่าคนมีเงินหรือไม่มีเงินก็ฆ่าเสียสิ้น แต่พวกพม่าก็พยายามฆ่าพวกพระสงฆ์ในตอนเช้าวันเดียว
พ.ศ.๒๓๑๐ เท่านั้นกว่า ๒๐ รูป เมื่อพม่าได้เผาบ้านเรือนในพระนคร ตลอดจนพระราชวังและวัดวาอารามหมดสิ้น
แล้ว พวกพม่าจึงเตรียมการที่จะยกทัพกลับไป พวกพม่าได้ยกทัพออกจากกรุงเมื่อวันที่ ๑๕ เดือน
เมษายน ค.ศ.1767 (พ.ศ.๒๓๑๐)”

(อรุณ อมาตยกุล,๒๕๖๒:๗๓๘-๗๓๙)

สภาพจิตใจของชาวอยุธยาในเวลานั้นยากที่จะพรรณนา ความระทมขมขื่นที่พลัดพรากจากกัน การรัก
ตัวกลัวตายเพราะภัยสงครามสุดที่จะบรรยายได้ ”พวกพม่าได้ฆ่าคนไทยตายเป็นอันมากซึ่งผิด
ธรรมเนียมที่พม่าเคยทำมา” (อ้างแล้ว,๒๕๖๒:๗๔๐) อย่างไรก็ดีมหาบุรุษคนสำคัญที่มาช่วยกอบกู้บ้าน
เมืองก็บังเกิดขึ้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากได้ยกกำลังทหารจากเมือง
จันทบุรีเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้นของสุกี้พระนายกองได้เป็นผลสำเร็จ พระองค์ทรงเห็นว่ากรุงศรีอยุธยา
ไม่เหมาะสมที่จะเป็นราชธานีอีกต่อไป จึงทรงสร้างราชธานีแห่งใหม่ที่กรุงธนบุรี โดยมีชาวอยุธยาที่
กระจัดกระจายอยู่ในเมืองต่างๆ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เช่น จากเมืองลพบุรี เมืองอ่างทอง เมือง
ฉะเชิงเทรา เมืองระยอง เมืองจันทบุรี เมืองตราด เมืองนครชัยศรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี
นอกจากนี้ยังมีชาวเมืองนครราชสีมาและเมืองพิษณุโลกซึ่งพระองค์กวาดต้อนมาเมื่อคราวเสด็จไปปราบ
ปรามหัวเมืองเข้ามาด้วย (เกื้อกูล ยืนยงอนันต์,๒๕๒๙:๗-๘)

ในจดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวีฯได้กล่าวรวมความไว้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากโปรดเกล้าให้ “พระยาอินทรอภัย” เป็นผู้
รักษาเมืองกรุงเก่า ให้มีสถานะเป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี ทั้งนี้เพื่อรื้อฟื้นชุมชนริมแม่น้ำที่อยู่รอบกรุงศรีอยุธยา อัน
ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา (แม่น้ำบ้านป้อม) แม่น้ำลพบุรีและแม่น้ำป่าสัก ในขณะเดียวกันท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลในอาณา
บริเวณนี้ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวให้เป็นยุ้งฉางเสบียงอาหารสำหรับใช้เลี้ยงราชธานีแห่งใหม่และสะสมไว้ใช้ในยาม
สงคราม อีกทั้งยังสามารถเก็บค่าส่วยที่นาได้ด้วย (พระราชวิจารณ์ฯ,๒๕๕๒:๕๓๕) กรุงศรีอยุธยาอดีตราชธานีอันยิ่งใหญ่จึง
ถูกลดทอนลงเหลือเป็นเพียงเมืองบริวารที่อยู่ทางตอนเหนือกรุงธนบุรี พลเมืองที่ย้ายกลับเข้ามาอยู่ใหม่ส่วนใหญ่จึงเป็นชาว
อยุธยาแต่เดิมและชาวจีน

เอกสารชั้นต้นอย่างจดหมายมองซิเออร์คอร์ ถึงมองซิเออร์มาธอน ลงวันที่ 8 เดือนมิถุนายน ค.ศ.1769 (พ.ศ.๒๓๑๒) ได้
บรรยายสภาพของอยุธยาหลังกลายเป็นเมืองร้าง

“ฝ่ายพวกจีนและฝ่ายไทยเห็นว่า การหาเลี้ยงชีพเป็นการฝืดเคือง จึงได้หันเข้าหาวัดเป็นจำนวนมากเพราะพวกไทย ด้วย
ความเชื่อถืออะไรของเขาอย่างหนึ่งได้เอาเงินและทองบรรจุไว้ในองค์พระพุทธรูปเป็นอันมาก เงินทองเหล่านี้บรรจุไว้ในพระ
เศียรก็มี ในพระอุระก็มี ในพระบาทก็มี และตามพระเจดีย์ต่างๆ ได้บรรจุไว้มากกว่าที่อื่น ท่านคงจะคาดไม่ถูกเป็นแน่ว่าพวก
ไทยได้เอาทองเที่ยวซุกซ่อนไว้เป็นจำนวนมากมายสักเท่าไร ฝ่ายเข้ารีตไปถือเสียว่า ถ้าตัวได้ทำความดีในชาตินี้เท่าไรก็คง
ได้รับความดีคืนตั้งร้อยเท่า จึงไม่ได้คาดการณ์ล่วงหน้าเหมือนอย่างไทย ในพระเจดีย์องค์เดียวเท่านั้นมีคนพบเงินถึง ๕ ไห
และทอง ๓ ไห ผู้ใดทำลายพระพุทธรูปลงแล้วไม่ได้เหนื่อยเปล่าจนคนเดียว เพราะฉะนั้นโดยเหตุที่พวกจีนมีความหมั่นเพียร
และเป็นคนชอบเงินมาก ประเทศสยามยังคงบริบูรณ์อยู่เท่ากับเวลาก่อนพม่ายกเข้ามาตีกรุงทองคำเป็นสิ่งที่หาง่ายจนถึงกับ
หยิบกันเล่นเป็นกำๆ ราคาทองคำซื้อขายกันราคา ๘ กะรัต พระเจดีย์เป็นเหมือนเตาสำหรับหล่อพระพุทธรูปด้วยทองเหลือง
และทองแดง ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยถ่านและเศษทองแดง และตามทางเดินดำยิ่งกว่าปล่องไฟเสียอีก พระราชธานีของ
เมืองไทย ตลอดทั้งวัดวาอารามและบ้านของเรากับค่ายโปรตุเกสเหมือนกับเป็นสนามอันใหญ่ที่มีการขุดคุ้ยพรุนไปทั้งนั้น”

(อรุณ อมาตยกุล,๒๕๖๒:๗๕๒-๗๕๓)

005
“Afbeeldinge der stad Judiad hooft des Choonincrick Siam" โดย Johannes Vingboons (land surveyor / mapmaker) แสดงภาพในลักษณะมุมมอง Gezicht
in vogelvlucht op de stad Judja (Bird’s eye view of the city of Judja) แผนผังจากมุมสูงเทคนิคสีน้ำบนกระดาษญี่ปุ่นขนาดใหญ่ ฉบับค.ศ.1665 ขนาดความสูง 63.5
กว้าง 42.0 เซนติเมตร แสดงถึงสิ่งก่อสร้างอาคารสถานที่สำคัญของกรุงศรีอยุธยาตามรายงานของบริษัท VOC ประจำกรุงศรีอยุะยา Johannes Vingboons ได้ดำเนินการ
เขียนต่อลงสีระบายรูปลักษณ์แสงเงาของอาคารต่างๆ ภาพมีลักษณะการเอียงและแผ่ขยายกว้างออกไปทำให้เห็นว่าทรงสัณฐานของอยุธยาตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำ
แผนผังฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างเฉพาะบนตัวเกาะภายในกำแพงพระนคร ส่วนทางด้านล่างของแผนผังวาดเป็นแนวต้นไม้ไล่ระบายสีอ่อนแก่

สมบัติของ Nationaal Archief เลขรหัส NL-HaNA_4.VELH_619.62 (old number: VELH0619.62)

9

ส่วนจดหมายมองซิเออร์คอร์ถึงมองเซนเยอร์บรีโกต์ บางกอก ลงวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1769 (พ.ศ.๒๓๑๐)

“เมื่อข้าพเจ้าได้ไปถึงเมืองไทย ได้เห็นราษฎรพลเมืองซึ่งได้รอดพ้นมือพม่าไปได้นั้นยากจนเดือดร้อนอย่างที่สุด ในเวลานี้ดู
เหมือนดินฟ้าอากาศจะช่วยกันทำโทษพวกเรา ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล ชาวนาได้หว่านข้าวถึง ๓ ครั้ง ก็มีตัวแมลงคอยกิน

รากต้นข้าวและรากผักทุกๆอย่าง โจรผู้ร้ายก็ชุกชุมมีทั่วทุกหนทุกแห่ง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปไหนจะต้องมีอาวุธติดมือไปด้วย
เสมอ” (อ้างแล้ว,๒๕๖๒:๗๕๓-๗๕๔)

จากรายงานของชาวต่างประเทศพบว่ากรุงศรีอยุธยาได้กลายเป็นแหล่งขุดหาสมบัติสิ่งของมีค่า มีความสำคัญเป็นเพียง
เมืองเก่า จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แม้ยังคงเป็นเพียงเมืองจัตวาในหัวเมืองชั้นใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลก ทรงโปรดเกล้าฯให้พระยาวิชิตสิทธิสงครามเป็นผู้รักษากรุง นอกจากนี้ในบทพระราชนิพนธ์บทหนึ่งในเพลงยาวนิราศ
รบพม่าที่ท่าดินแดง พ.ศ.๒๓๒๙ ได้แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการครองแผ่นดินโดยธรรม

“ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนแลมนตรี”

ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าแม้กรุงศรีอยุธยาจะถูกทำลายลงไปแล้ว แต่อำนาจพระบารมีของพระบรมราชวงศ์
ใหม่ที่สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาแทนที่นั้นก็มิได้ลดทอนความสำคัญของกรุงศรีอยุธยาไปทั้งหมด จากคำอธิบายใน
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขามีข้อความระบุว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงมี
พระราชวิริยะในการสำรวจพระบรมมหาราชวังและวัดพระศรีสรรเพชญ ทรงได้อัญเชิญพระบรมรูปหุ่นเสมอพระองค์จริงของ
สมเด็จพระนเรศวรที่ทำด้วย “ไม้ขนุน” จากพระบรมมหาราชวัง ”กรุงเก่า” มาบำรุงรักษาไว้ในพระบรมมหาราชวังแห่งใหม่
ที่กรุงเทพฯ ถือเป็นองค์พระบรมรูปที่ทรงคุณค่าความสำคัญและเป็นที่เคารพสักการะของข้าราชบริพาธและหมู่ข้าราชการที่
เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในพระบรมมหาราชวัง ปัจจุบันประดิษฐานที่ฝ่ายราชูปโภค กองพระราชพิธี สำนักพระราชวังในพระบรม
มหาราชวัง

006
สมเด็จพระนเรศ ประดิษฐานอยู่ที่ฝ่ายราชูปโภค
กองพระราชพิธี สำนักพระราชวังในพระบรม
มหาราชวังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลก ทรงค้นพบบริเวณพระบรมมหาราชวังแห่ง
กรุงศรีอยุธยา ภาพนี้ถ่ายเมื่อ พ.ศ.2563

11

007

แผนที่สยาม ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ.1800 รวมสมัย
รัตนโกสินทร์ตอนต้น

009

พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทำด้วยหยกสีเขียวสูง 56 ซม. อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20 /ต้น
คริสต์ศตวรรษที่ 15 ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

008
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร
ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร

การสร้างพระบรมมหาราชวังและวัดสำคัญในรัชกาล ปฏิสังขรณ์ใหม่และเปลี่ยนชื่อวัดวาอารามเหล่านั้นตาม
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ถือกันว่า ชื่อวัดสำคัญของอยุธยา
พระองค์ท่านทรงมีพระราชนิยมถ่ายแบบอย่างพระบรม
มหาราชวังของกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏหลักฐานเป็น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกยังมีพระราช
ข้อสันนิษฐานของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา ศ รั ท ธ า ใ น ก า ร เ ส ด็ จ พ ร ะ ร า ช ดำ เ นิ น ไ ป อ ยุ ธ ย า เ พื่ อ
ดำรงราชานุภาพซึ่งได้อธิบายไว้ในพระราชพงศาวดาร พระราชทานพระกฐินหลวงในวัดสำคัญหลายแห่ง ทรง
กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ และรัชกาลที่ ๒ รวมไป อั ญ เ ชิ ญ พ ร ะ บ ร ม รู ป ที่ มี ค ว า ม เ ชื่ อ ว่ า เ ป็ น พ ร ะ บ ร ม รู ป
ถึงที่ปรากฏในตำนานวังหน้า อาทิ การสร้างพระที่นั่งอม สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ณ บริเวณ
รินทราภิเษกมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ มณฑป พระปรางค์ประธาน วัดพุทไธศวรรย์ มาดัดแปลง
พ.ศ.๒๓๒๗ ทรงโปรดให้ถ่ายแบบและขนาดอย่าง แก้ไขให้เป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐานใน
พระที่นั่งพระศรีสรรเพชญปราสาทในกรุงเก่ามาสร้างซึ่ง พระวิหารหลวง ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
มีพระปรัศว์ซ้ายขวา และเรือนจันทร์เป็นบริเวณ เมื่อ พระราชทานพระนามว่า “พระเทพบิดร” นอกจากนี้ยัง
พิจารณาแผนผังโดยภาพรวมแล้ว พระบรมมหาราชวังที่ การอัญเชิญพระโลกนาถ ซึ่งอยู่ภายในพระวิหาร วัดพระ
กรุงเทพได้ถ่ายแบบแผนผังตอนหน้ามาสร้างวัดพระ ศรีสรรเพชญ มาประดิษฐานในพระวิหารหลวง วัด
ศรีรัตนศาสดารามเหมือนกับวัดพระศรีสรรเพชญที่กรุง พระเชตุพนวิมลมังคลาราม
เก่า หมู่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยอยู่ตรงพระวิหารสมเด็จ
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอยู่ตรงกับพระที่นั่งสรรเพชญ เมื่อแรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงโปรดฯให้มี
ปราสาท พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทอยู่ตรงกับพระที่นั่ง การสร้างอิฐใหม่และทรงให้รื้อกำแพงอิฐ ป้อมปราการ
สุริยาศอมรินทร์ นอกจากนี้พระที่นั่งบรรยงก์รัตนนาสน์ก็ ของอยุธยาเพื่อนำไปสร้างราชธานีแห่งใหม่ ทรง
ถู ก จำ ล อ ง ม า เ ป็ น ส ร ะ สี่ เ ห ลี่ ย ม ต ร ง ก ล า ง เ ป็ น เ ก า ะ ใ น พิ จ า ร ณ า แ ล้ ว เ ห็ น ว่ า ด้ ว ย ชั ย ภู มิ ข อ ง ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า มี
พระราชวังหน้า นอกจากนี้เราจะเห็นว่า วัดวาอารามชื่อ ยุทธศาสตร์ทางการทหารอันสำคัญ หากกองทัพอังวะยก
หลักประจำกรุงรัตนโกสินทร์ในระยะแรกก็เลียนแบบมา ลงมายึดอยุธยาไว้เป็นฐานบัญชาการกองทัพจะเป็นการ
จากอยุธยา เช่น วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดราช ยากที่จะเอาชนะได้ เหตุผลในเวลานั้นจึงทำให้มีการรื้อ
ประดิษฐ์ ซึ่งวัดบางแห่งเคยเป็นวัดสมัยอยุธยามาแต่เก่า กำแพงเมือง ปราสาทพระราชวัง ป้อมปราการและวัด
ก่อน เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์จึงโปรดให้มีการบูรณะ ต่างๆที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและคูคลองสายสำคัญ

พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ เจ้าพระยาทิพากรวงศมหาโกษาธิบดี (ขำ บุนนาค) ฉบับชำระความ
ใหม่โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้อธิบายการสร้างพระนครกรุงเทพใหม่โดยพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในพ.ศ.๒๓๒๖ ความว่า

“ ในจุลศักราช ๑๑๔๕ ปีเถาะเบ็ญจศก โปรดให้ตั้งกองสักเลขไพร่หลวงสมกำลังและเลขหัวเมืองทั้งปวง แล้วให้เกณฑ์
ทำอิฐขึ้นใหม่บ้าง ให้ไปรื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าลงมาบ้าง ลงมือก่อสร้างพระนครทั้งพระบรมมหาราชวังและ
พระราชวังบวรสถานมงคลในปีนั้น โปรดให้รื้อป้อมวิชเยนทร์และกำแพงเมืองธนบุรีฟากตัวันออกเสีย ขยายพระนครให้
กว้างออกไปกว่าเก่า เกณฑ์เขมร ๑๐,๐๐๐ เข้ามาขุดคลองประตูพระนครด้านตะวันออก ตั้งแต่บางลำภูตลอดมาออก
แม่น้ำข้างใต้เหนือวัดสามปลื้ม ยาว ๘๕ เส้น ๑๘ วา กว้าง ๑๐ วา ลึก ๕ ศอก พระราชทานชื่อว่า คลองรอบกรุง ด้าน
แม่น้ำตั้งแต่ปากคลองรอบกรุงข้างใต้ไปจนปากคลองข้างเหนือยาว ๙๑ เส้น ๑๖ วา รมทางน้ำรอบพระนคร ๑๗๗ เส้น
๙ วา แล้วขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เป็นที่สำหรับประชาชนชาว
พระนครจะได้ลงเรือประชุมเล่นเพลงและสักระวาในเทศกาลฤดูน้ำ เหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา”

(พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑,๒๕๖๒:๕๖)

นอกจากนี้การสร้างพระมหาปราสาทราชมณเทียรและวัดพระแก้ว อันเป็นวัดประจำพระบรมมหาราชวังก็ถ่ายแบบมา
จากพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาและวัดพระศรีสรรเพชญ การสร้างพระมหาปราสาทแรกเริ่มได้ถ่ายแบบ
พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทกรุงเก่า มีพระปรัศว์ซ้ายขวาและเรือนจันทร์เป็นบริเวณ การสร้างพระมหาปราสาทสำเร็จ ได้
ยกยอดเมื่อศุกร์เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะโรง ฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ (พ.ศ.๒๓๒๗) พระราชทานนามว่า พระที่นั่งอมริ
นทราภิเษกมหาปราสาท (อ้างแล้ว,๒๕๖๒:๕๙)

กล่าวได้ว่าความสนใจเกี่ยวกับพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา ยังปรากฏอยู่ในบทพระนิพนธ์กรมพระราชวังบวร
มหาสุรสิงหนาท เสด็จไปตีเมืองพม่า เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ ความว่า

ประกอบด้วยโภชนากระยาหาร เสียดายพระนิเวศน์บุรีวัง รดูใดก็ได้เล่นเกษมสุข อันจะเปนเสนาบดี
ทุกถิ่นฐานบริบูรณ์หนักหนา พระที่นั่งทั้งสามงามไสว แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา ควรที่จะพิทักษ์อุปถัมภ์
อยู่เย็นเปนสุขทุกทิวา ตั้งเรียบรเบียบชั้นเปนหลั่นไป ตั้งแต่นี้แลหนาอกอา ประกอบการหว่านปรายไว้หลายชั้น
เช้าค่ำอัตราทั้งราตรี อำไพวิจิตรรจนา อยุธยาจะสาบสูญไป ป้องกันปัจจาอย่าให้มี

ประหนึ่งว่าจะไม่มีค่ำคืน มุขโถงมุขเด็จมุขกระสัน จะหาไหนได้เหมือนกรุงแล้ว นี่ทำหาเปนเช่นนั้นไม่
รวยรื่นเปนสุขเกษมศรี เปนเชิงชั้นลวดลายล้วนเลขา ดังดวงแก้วอันสิ้นแสงใส เหมือนไพร่ชาติชั่วช้ากระทาสี
ไม่เห็นเช่นว่าจะเปนถึงเพียงนี้ เพดานในไว้ดวงดารา นับวันแต่จะยับนับไป เหตุไภยใกล้กลายร้ายดี
มาเยินยับอัปรีย์ศรีศักดิ์คลาย ผนังฝาดาดแก้วดังวิมาน ที่ไหนจะคืนคงมา ไม่มีที่จะรู้สักประการ

ทั้งถนนหนทางอารามราช ที่ตั้งบัลลังก์แก้วทุกองค์ ไป่ปรากฎเหตุเสียเหมือนดังนี้ ศึกมาแล้วก็ล่าไปทันที
มาวินาศสิ้นสุดสูญหาย ทวารลงอัฒจันท์น่าฉาน มีแต่บรมสุขา มิได้มีเหตุเสียจึงแตกฉาน
สารพัดย่อยยับกลับกลาย ปราบพื้นรื่นราบดังพระลาน ครั้งนี้มีแต่พื้นพสุธา ตีกวาดผู้คนไม่ทนทาน
อันตรายไปจนพื้นปัฐพี มีโรงคชาธารตระการตา อนิจจาสังเวชทนาใจ เผาบ้านเมืองยับจนกลับไป[๒]

กรมพระราชวังบวร เมื่อพระกาลจะมาผลาญดังทำนาย ทิมดาบคดลดพื้นกำแพงแก้ว ทั้งนี้เปนต้นด้วยผลเหตุ ถึงเพียงนี้ละไม่มีที่จะกริ่งเลย
มหาสุรสิงหนาท แสนเสียดายภูมิพื้นกรุงศรี เปนถ่องแถวยืดยาวกันหนักหนา จะอาเภทกษัตริย์ผู้เปนใหญ่ ไม่เคยรู้ล่วงลัดจะคิดได้
เสด็จไปตีเมืองพม่า บริเวณอื้ออลด้วยชลธี เปนที่แขกเฝ้าเข้าวันทา มิได้พิจารณาข้าไทย ศึกมาชิงล่าเลิกกลับไป
เมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๖ ประดุจเกาะอสุรีลงกา ดั่งเทวานฤมิตประดิษฐไว้ เคยใช้ก็เลี้ยงด้วยเมตตา มิได้เห็นจะฝืนคืนมา

เปนคันขอบชอบกลถึงเพียงนี้ สืบทรงวงศ์กษัตริย์มาช้านาน ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ จะคิดโบราณอย่างนี้ก็หาไม่
มาเสียสูญไพรีอนาถา แต่บุราณแล้วไม่นับพระองค์ได้ ประพฤติการแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา ชาติไพร่หลงฟุ้งแต่ยศถา
ผู้ใดใครเห็นจะไม่นำพา พระที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ข้างใน สุภาษิตท่านกล่าวเปนราวมา ครั้นทัพเขายกกลับมา
อยุธยาอาภัพลับไป มีสระชลาไลยชลธี จะตั้งแต่งเสนาธิบดี จะองอาจอาสาก็ไม่มี

เห็นจะสิ้นอายุพระนคร ชื่อที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ไม่ควรจะให้อัครฐาน แต่เลี้ยวลดปดเจ้าทุกเช้าค่ำ
ให้อาวรณ์ผู้รักษาหามีไม่ ที่ประพาสมัจฉาในสระศรี จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี จนเมืองคร่ำเปนผุยยับยี่
เปนป่าหญ้ารกดังพงไพร ทางเสด็จเสร็จสิ้นสารพันมี เพราะไม่ฟังตำนานโบราณมี ฉิบหายตายล้มไม่สมประดี
แต่จะสาบสูญไปทุกทิวา เปนที่กษัตริย์สืบมา จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา เมืองยับอัปรีย์จนทุกวัน ฯ

คิดมาก็เปนน่าอนิจจัง ก็สูญสิ้นศรีมลายหายหมด เสียยศเสียศักดินัคเรศ
ด้วยกรุงเปนที่ตั้งพระสาสนา จะปรากฎสักสิ่งไม่มีว่า เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา
ทั้งอารามเจดีย์ที่บูชา อันถนนหนทางมรรคา เสียทั้งตระกูลนานา
ปฏิมาฉลององค์พระทรงญาณ คิดมาก็เสียดายทุกสิ่งอัน เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร

ก็ทลายยับยุ่ยเปนผุยผง ร้านเรียบเปนระเบียบด้วยรุกขา สารพัดจะเสียสิ้นสุด
เหมือนพระองค์เสด็จดับสังขาร ขายของนานาทุกสิ่งสรรพ์ ทั้งการยุทธก็ไม่เตรียมฝึกสอน
ยังไม่สิ้นสาสนามาอรธาน ทั้งพิธีปีเดือนคืนวัน จึงไม่รู้กู้แก้พระนคร
ทั้งเจดีย์วิหารก็สูญไป สารพันจะมีอยู่อัตรา เหมือนหนอนเบียนให้ประจำกรรม

https://vajirayana.org/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B9%8C/
%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8

“เสียดายพระนิเวศน์บุรีวัง 010
พระที่นั่งทั้งสามงามไสว ทัศนียภาพบริเวณพระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ และแผนผังบริเวณ
ตั้งเรียบรเบียบชั้นเปนหลั่นไป พระบรมมหาราชวังโดยกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๓
อำไพวิจิตรรจนา
พระที่นั่งที่ถูกกล่าวไว้ในบทพระนิพนธ์ของกรมพระราชวังบวร
มุขโถงมุขเด็จมุขกระสัน มหาสุรสิงหนาทเสด็จไปตีเมืองพม่านั้นมีอยู่ ๔ หลัง กลอน
เปนเชิงชั้นลวดลายล้วนเลขา เพลงยาวบทแรกกล่าวถึงพระที่นั่งวิหารสมเด็จ สรรเพชญ
เพดานในไว้ดวงดารา ปราสาท และสุริยาศอมรินทร์ที่เรียงกันในแนวเหนือ-ใต้ ส่วน
ผนังฝาดาดแก้วดังวิมาน บทสุดท้ายที่ยกมาอ้างนั้นคือพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งมี
สระน้ำล้อมรอบ ในฐานะที่พระองค์เคยรับราชการในรัชกาล
ที่ตั้งบัลลังก์แก้วทุกองค์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศจึงเป็นประจักษ์พยานบุคคลที่ได้เคยเห็น
ทวารลงอัฒจันท์น่าฉาน และแสดงบรรยายพระที่นั่งเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ
ปราบพื้นรื่นราบดังพระลาน
มีโรงคชาธารตระการตา

ทิมดาบคดลดพื้นกำแพงแก้ว
เปนถ่องแถวยืดยาวกันหนักหนา
เปนที่แขกเฝ้าเข้าวันทา
ดั่งเทวานฤมิตประดิษฐไว้

สืบทรงวงศ์กษัตริย์มาช้านาน
แต่บุราณแล้วไม่นับพระองค์ได้
พระที่นั่งซึ่งตั้งอยู่ข้างใน
มีสระชลาไลยชลธี

ชื่อที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์
ที่ประพาสมัจฉาในสระศรี
ทางเสด็จเสร็จสิ้นสารพันมี
เปนที่กษัตริย์สืบมา”

ในประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ดฯ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี และเอาแบบ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกล่าวสรุปความไว้อย่างน่า อย่างเมืองพิษณุโลกมาสร้างกำแพง ๒ ฟาก เอาลำน้ำไว้
สนใจว่า “พระราชมรดกที่หนึ่งนั้น คือกรุงเทพมหานครอมร กลางพระนคร เพื่อจะรักษากองทัพเรือไว้ในพระนคร ก็แต่ต่อ
รัตนโกสินทรที่เราอยู่ทุกวันนี้ บางทีผู้ที่ยังไม่รู้เรื่องสร้าง มาในสมัยกรุงธนบุรีนั่นเอง เมื่อพะม่าได้อเซหวุ่นกี้เป็นแม่ทัพ
พระนครรัตนโกสินทร์จะมีมาก จะเล่าให้ฟัง เมื่อพะม่าตีได้ ยกมาตีเมืองพิษณุโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
กรุงศรีอยุธยา เมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ นั้น บ้านเมืองเสียหายยับเยิน โลกทรงรักษาเมืองพิษณุโลกต่อสู้ข้าศึกอยู่ถึง ๔ เดือน ได้
มาก ผู้คนถ้าตกถึงมือก็กวาดต้อนเอาไปเมืองพะม่าหมด สิน ทรงทราบตระหนักว่าที่มีลำน้ำอยู่กลางนั้น ลำบากในการที่
เทรัพย์สิ่งใดถึงมือก็เอาไปหมด วัดวารั้ววังแลบ้านเรือนที่เอา จะต่อสู้เมื่อข้าศึกเข้ามาถึงล้อมเมือง เพราะจะถ่ายเทผู้คนไป
ไปไม่ได้ก็เอาไฟเผาเสีย เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกกองทัพขึ้น ช่วยกันยาก ที่เมืองพิษณุโลกครั้งนั้นทำสะพานข้ามแม่น้ำถึง
มาจากเมืองจันทบุรี ไปตีค่ายพะม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น ชะนะ ๓ สะพาน แต่กระนั้นยังลำบากเต็มที่ ที่กรุงธนบุรีนี้ลำน้ำ
พะม่า พะม่าแตกหนีทิ้งกรุงศรีอยุธยา แต่ว่าพระเจ้า ใหญ่และลึก จะทำสะพานก็ไม่ได้ ถ้าข้าศึกเข้ามาได้ถึงเมือง
กรุงธนบุรีได้คืนมาแค่ซากเมือง พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบ จะรักษาไม่ไหว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
อยู่ว่าพะม่าคงยกมาอีก จะทำอย่างไรดี ถ้าจะเอาที่ คงจะได้ทรงพระดำริเห็นมานานแล้วว่า ควรย้ายพระนครมา
พระนครศรีอยุธยาเป็นฐานทัพต่อสู้ข้าศึกอย่างเดิมก็ขัดข้อง ตั้งทางฝังตะวันออกแต่ฟากเดียว เพราะเป็นชัยภูมิ ด้วยอยู่
เป็นข้อสำคัญอยู่ ๒ ประการ คือพระนครศรีอยุธยาใหญ่โต ต ร ง หั ว แ ห ล ม มี ลำ น้ำ ใ ห ญ่ เ ป็ น คู พ ร ะ น ค ร ถึ ง ส อ ง ด้ า น
ผู้ ค น มี ไ ม่ พ อ รั ก ษ า พ ร ะ น ค ร ต่ อ สู้ ข้ า ศึ ก ไ ด้ อี ก ข้ อ ห นึ่ ง สันนิษฐานว่าปัญหาเรื่องย้ายราชธานีข้ามฟากน่าจะเคยได้
พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่ที่ลำน้ำตื้นข้าศึกอาจยกกองทัพบก ปรึกษาในรัฐบาลครั้งกรุงธนบุรี และจะได้ตรวจทำแผนที่
เข้ามาถึงพระนครได้ง่าย จึงลงมาตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรี ที่ พิสูจน์เสร็จแล้ว แต่หากพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ทรงเห็นบอบ
เอาเมืองธนบุรีเป็นราชธานีก็เพราะเหตุ ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง ด้วย หรือติดด้วยมีเหตุการณ์ขัดขวางจึงระงับมาจนถึงเดือน
รักษาง่ายกว่าพระนครศรีอยุธยา ด้วยเป็นเมืองเล็กและอยู่ เมษายน ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
ต่ำลงมาถึงตอนลำน้ำลึก อาจจะใช้กองทัพเรือต่อสู้ข้าศึก เสด็จปราบดาภิเษกทรงพระดำริเห็นเป็นแน่ว่าในไม่ช้าคงมี
และข้าศึกก็จำจะต้องมีกองทัพเรือจึงจะมาได้สะดวกนี้อย่าง ศึ ก พ ะ ม่ า ม า ตี ไ ท ย ร อ ก จึ ง ดำ รั ส สั่ ง ใ ห้ รี บ ล ง มื อ ส ร้ า ง ก รุ ง
๑ อีกอย่างหนึ่งนั้นเพราะเมืองธนอยู่ใกล้ทะเล อาจจะหาของ รัตนโกสินทร์ในเดือนเมษายนที่เสด็จปราบดาภิเศกนั่นเอง”

ต้องการจากต่างประเทศได้ง่ายหรือที่สุดเข้าต่อสู้ข้าศึกไม่
ไหวก็อาจถอยกองทัพไปทางเรือได้ไม่เสียผู้คนแก่ข้าศึก (ประชุมพระนิพนธ์เบ็ดเตล็ด,๒๔๙๒:๒๙-๓๑)

011
วิหารพระมงคลบพิตร ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ.2487 ตั้งอยู่ด้านขวาลึกเข้าไปด้านหลังของวัดพระศรีสรรเพชญ สร้างในรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช และได้รับการบูรณะ
ปฏิสังขรณ์ โดยการชะลอองค์พระพุทธรูปและแปลงวิหารให้เป็นมณฑปในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ต่อมาจึงได้รับการบูรณะครั้งใหญ่แปลงจากมณฑปมาเป็นวิหารใน
รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ และสมเด็จพระเจ้าบรมโกศตามลำดับ

นอกจากนี้ ทัศนะการวิจารณ์สภาพของพระบรมมหาราชวัง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏ
แห่งกรุงศรีอยุธยาที่โดดเด่นมากที่สุดน่าจะเป็นพระวินิจฉัย งานวรรณกรรมสำคัญเรื่อง “นิราศพระบาท” ประพันธ์โดย
ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บิดาประวัติศาสตร์ พระสุนทรโวหาร หรือสุนทรภู่ แต่งขึ้นราว พ.ศ.๒๓๕๐ ซึ่งใน
และทรงมีแนวพระดำริความเห็นเปรียบเทียบระหว่าง “วัง ข ณ ะ นั้ น ท่ า น ยั ง อ ยู่ ใ น เ พ ศ บ ร ร พ ชิ ต เ ดิ น ท า ง จ า ก วั ด ร ะ ฆั ง
หลวงที่กรุงเทพฯกับวังหลวงกรุงเก่า (อยุธยา)” ดังความว่า โฆษิตาราม ฝั่งธนบุรีขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท แขวงเมือง

“เมื่อสร้างวังหลวงและวังหน้าของกรุงเทพฯนี้ การสร้าง ทั้ง สระบุรี การเดินทางครั้งนั้นอาศัยเดินเรือตามแม่น้ำเจ้าพระยา
พระพุทธยอดฟ้าฯ ทั้งวังหน้าต่างก็ยึดเอาแบบอย่างของกรุง
ศรีอยุธยาแต่ดื้อกันคนละอย่าง วังหน้าว่าวังกรุงเก่าเขาหัน ผ่าน เกาะเมืองอยุธยา แยกเข้าแม่น้ำลพบุรีตรงบริเวณหัว
หน้าไปทางตะวันออกฉะนั้นวังหน้าจะต้องหันหน้าไปทางตะวัน
ออก คือหันหน้าออกสนามหลวงอย่างที่เห็น พระพุทธยอด แหลม พระสุนทรโวหารได้ล่องเรือผ่านพระบรมมหาราชวัง
ฟ้าฯว่า กรุงเก่าหันข้างลงน้ำเอาแม่น้ำไว้ด้านข้างเพื่อลงเรือ
ลงแพได้สดวก จึงหันหน้าวังไปทางเหนือ ตอนสร้างในวังก็เอา ก่อนเข้าสู่คลองสระบัวซึ่งเชื่อมต่อแม่น้ำป่าสัก นครหลวง และ
แบบกรุงเก่ามาสร้าง ที่กรุงเก่ามีมหาปราสาทสามองคฺเรียง
อยู่กัน เริ่มแต่พระวิหารสมเด็จ สรรเพ็ชญ์ปราสาท สุริยาสน์ พระพุทธบาท การบรรยายของพระสุนทรโวหารกลายเป็น
อมรินทร์ พระวิหารสมเด็จนั้นใกล้วัดพระแก้วแทนวัดพระศรี
สรรเพ็ชญ์ สร้างจักรพรรดิพิมานตรงวิหารสมเด็จ ตรงสรร ห ลั ก ฐ า น สำ คั ญ ส ะ ท้ อ น ถึ ง ส ภ า พ อ ยุ ธ ย า ที่ เ ต็ ม ไ ป ด้ ว ย ป่ า
เพ็ชญ์ปราสาทนั้นในรัชกาลที่ ๑-๒-๓ ยังเป็นโรงช้าง สร้าง ละเมาะ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม พระบรมมหาราชวัง
พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแทนที่พระที่นั่งสุริยาส์นอมรินทร์
อยู่ริมน้ำที่ตรงกลางว่างอยู่ … พระนั่งเกล้าฯสร้างพระที่นั่งสุ และผู้คนที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งฟากแม่น้ำในช่วงเวลานั้น นิราศ
ทไธศวรรย์ที่พลับพลาสูงอย่างพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์ใน
สมัยพระเจ้าปราสาททองสำหรับทอดพระเนตรกระบวนทหาร พ ร ะ บ า ท นี้ ไ ด้ บ ร ร ย า ย ค ว า ม คิ ด ค ว า ม รู้ สึ ก ที่ ไ ด้ เ ห็ น ซ า ก
พระบรมมหาราชวัง ปราสาทร้าง (พระที่นั่ง) เพียงแห่งเดียว
(บันทึกรับสั่งฯ,๒๕๕๐:๑๐๕-๑๐๖) เมื่อเทียบกับ “นิราศภูเขาทอง” ซึ่งประพันธ์ขึ้น พ.ศ.๒๓๗๑
และ “นิราศวัดเจ้าฟ้า“ พ.ศ.๒๓๗๘ พระสุนทรโวหารกล่าว
บรรยายชีวิตความเป็นอยู่และสถานที่ย่านตลาดชุมชนที่เดิน
ทางผ่านไปเท่านั้น

จมื่นไวยวรนารถ (เผือก) มหาดเล็กในรัชกาลที่ ๒ ได้เลื่อน
ตำแหน่งเป็น “พระยาไชยวิชิต สิทธิสาตรา มหาประเทศราช
ชาติเสนาบดี” ผู้รักษากรุงเก่า จวบจนมาถึงรัชกาลสมเด็จพระ
นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระยาไชยวิชิต (เผือก) ได้
ทำ ก า ร บู ร ณ ะ ป ฏิ สั ง ข ร ณ์ วั ด ห น้ า พ ร ะ เ ม รุ ชิ ก า ร า ม ใ น
ปีพ.ศ.๒๓๘๑ โดยปรากฏจารึกบนแผ่นหินภายในพระอุโบสถ
บรรยายถึงการซ่อมแซมอาคารต่างๆภายในวัด วันเวลา

จำนวนเงินที่ใช้จ่าย ซึ่งการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งนั้นทำให้

ทรวดทรงของพระอุโบสถเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

นิราศพระบาท สำนวนของ พระสุนทร ๏ เห็นวัดวาอารามตามตลิ่ง มโหรีปี่กลองจะก้องกึก
โวหาร (สุนทรภู่) เป็นวรรณคดีนิราศที่รู้จัก ออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
กันเป็นอย่างดี แต่งขึ้นเมื่อพ.ศ. ๒๓๕๐ พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียร ดูพาราน่าคิดอนิจจัง
คราวเมื่อสุนทรภู่เป็นมหาดเล็กตามเสด็จ การเปรียญโบสถ์กุฏิ์ชำรุดพัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในสม
เด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก
กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ไปนมัสการ ของพระหน่อสุริยวงศ์พระวังหลัง ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา
รอยพระพุทธบาท สระบุรี อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา
อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ

สังเวชวัดธารมาที่อาศัย กษัตริย์สืบสุริยวงศ์ดำรงโลก
ถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ
เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครอง เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน
มงกุฎทองสร้อยสะอิ้งมาใส่กาย เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ

อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอก กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก
แสนวิตกมาตามแควกระแสสาย ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
ถึงคลองสระประทุมานาวาราย ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย
น่าใจหายเห็นศรีอยุธยา โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย

ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค
เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย
ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย
ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคน ฯ ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง ฯ

๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์
เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน
จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง

๐๒๒. พระอุโบสถ วัดหน้าพระเมรุชิการาม ปัจจุบัน สร้างขึ้นราวรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง บูรณะต่อเนื่องกันมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ มุมมองจากพระที่นั่งสุริยาศอมรินทร์ พระบรมมหาราชวัง อยุธยา



๐๐๕. พระพุทธรูปวัชรสัตว์ มหายาน วชิรยาน พบที่วัดหน้าพระเมรุชิการาม อยุธยา
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กำหนดอายุให้อยู่ราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖

“…อนึ่งทรงพระราชดำริห์ว่า พระอารามที่มีนิจภัตรแลกระฐินบันดาศักดิ์นั้นยัง
น้อยอยู่ จึ่งได้ทรงเลือกจัดอารามอื่น ควรจะรับพระกระฐินเปนสามจำพวก คือ
อารามที่ทรงสืบทราบว่า เปนพระอารามของพระเจ้าแผ่นดินในสยามประเทศพระ
องค์นั้นๆ ซึ่งได้ครอบครองเสวยราชสมบัติพระมหานครศรีอยุทธยานี้แต่ก่อนๆ ได้
ทรงสถาปนาแลปฏิสังขรณ์ไว้ก็ดี แลพระอารามซึ่งท่านแต่ก่อนที่นับในพระรา
ชวงษานุวงษ์ในพระวงษ์อันนี้ ได้ถาปนาแลปฏิสังขรณ์บ้างก็ดี แลพระอารามของ
พระสงฆ์ที่ได้ทรงคุ้นเคยนับถือ ว่ามีอุปการมาแต่ก่อนได้ถาปนาแลปฏิสังขรณ์ก็ดี
อารามสามจำพวกที่ว่ามานี้ ที่บัดนี้ยังไม่ร้าง ยังทรงมีพระสงฆ์มากถึงห้ารูป ควร
รับพระกระฐินอยู่แล้ว ครั้งนี้จัดเปนอารามรับพระกฐินหลวงทุกอาราม แต่อาราม
ใดมีทางเสด็จไม่ขัดขวาง แลพระอุโบสถไม่ชำรุดควรจะเสด็จพระราชดำเนิรได้ ก็
เสด็จพระราชดำเนิรไปพระราชทานพระอารามที่ไม่ควรจะเปนทางที่เสด็จพระรา
ชดำเนิรก็พระราชทานให้

พระราชวงษานุวงษ์พระองค์นั้นๆ นำพระราชทาน แลพระกระฐินทานในพระอาราม
สามจำพวกที่เพิ่งเข้าครั้งนี้นั้นเพื่อจะทรงพระราชอุทิศเปนส่วนพระราชกุศล คำนับ
ถวายพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อน นอกแลในพระบรมราชวงษ์นี้ แลท่านที่เนื่องใน
พระบรมราชวงษ์ แลพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่มีอุปการ บัดดาที่เปนเจ้าของพระอารามทั้ง
ปวงนั้น แลให้เป็นเกียรติยศแลนามของท่านผู้ถาปนาสร้างแลปฏิสงขรณ์ซ่อมแซม
อารามเหล่านั้นแต่ก่อนด้วย อนึ่งทรงก่อฤกษถาปนาพระที่นั่งสรรเพธปราสาทอัน
เปนพระที่นั่งพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนๆ ที่ทำลายไปแล้วให้ประดิษฐานไว้ดังเก่า
แล้วจะได้จาฤกพระนามพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งได้ครอบครองเสวยราชสมบัติ ณพระ
มหาศรีอยุทธยาโบราณราชธานีนี้ทุกๆพระองค์ ประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งสรรเพธ
ปราสาทให้เปนที่เคารพนับถือแห่งอาณาประชาราษฎร ด้วยพระเจ้าอยู่หัวแต่
ก่อนๆนั้นได้มีพระเดชพระคุณในกาลครั้งหนึ่งๆ เมื่อฉลองพระที่นั่งสรรเพธ
ปราสาทนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป่าร้องผู้สูงอายุแลคนพิการในเขตรพ
ระมหานครศรีอยุทธยานี้ทั้งสิ้นให้มารับพระราชทานเงินแลผ้า…”


(ชุมนุมพระบรมราชาธิบายฯ,๒๔๕๗:๒-๓)

25

พระบรมมหาราชวัง สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕


พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ผ่านระยะเวลาในการเป็นหัวเมืองจัตวาชั้นในและมีความสำคัญกับการประกอบ
พระราชกุศล การอ้างอิงการถ่ายทอดแบบการสร้างพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จนกลายเป็นกรุงเก่าที่ทวี
ความสำคัญขึ้นเรื่อยๆเนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์โดยรอบเกาะเมืองอยุธยาเป็นพื้นที่ปลูกข้าวขนานใหญ่ การเสด็จพระราช
กุศลของพระมหากษัตริย์ตั้งแต่แต่รัชกาลที่ ๑-๔ ทำให้อยุธยาได้รับการฟื้นฟูในทุกๆด้าน


การรื้ออิฐกรุงเก่า การขุดวัง ถูกถ่ายทอดในข้อเขียนของพระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) ซึ่งเรียบเรียงขึ้นเป็น
คำอธิบายอยู่ในหนังสือ ตำนานกรุงเก่า พิมพ์ครั้งแรกในประชุมพงศาวดารเล่ม ๓๗ เมื่อพ.ศ.๒๔๕๐ ถือได้ว่างานเรียบ
เรียงฉบับนี้เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่เราสามารถนำมาอธิบายพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาได้


“เมื่อกรุงเก่าร้างแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกซึ่งเป็นปฐมบรมราชาธิราช ประดิษฐานกรุงเทพมหานคร
อมรรัตนโกสินทรมหินทรายุธยา จะทรงสร้างพระนครใหม่ โปรดให้รื้ออิฐกำแพงเมืองกรุงเก่าไปใช้ในการสร้าง
กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ผู้ถูกเกณฑ์คงจะไม่รื้อแต่เฉพาะกำแพงป้อมปราการ คงจะรื้อเอาอิฐปราสาทราชฐานตำหนัก
น้อยใหญ่ห้วยคลัง ลงไปหมดแต่ในครั้งนั้น และการที่โปรดให้รื้อป้อมกำแพงกรุงเก่าเสียนั้น ก็คงจะเป็นด้วยทรงพระ
ราชดำริเกรงไปว่า ถ้าทิ้งไว้เกิดมีผีบุญเข้าไปทำบ้าแผลงฤทธิ์อยู่ในเมือง ก็จะต้องปราบปรามทำให้ต้องเสียชีวิตผู้คนและ
ป่วยการเวลา ถ้ารื้อเอาออกเสีย ก็จะได้อิฐมาใช้เป็นประโยชน์ในการสร้างพระนคร ทุ่นจำนวนที่จะต้องทำใหม่ได้อีกมาก
และถึงแม้จะมีข้าศึกศัตรูเกิดขึ้นก็ไม่ต้องมีความวิตกเพราะอาจปราบปรามได้ง่าย ด้วยปราศจากที่กำบังแล้วและที่
พระราชวังตั้งแต่นั้นมาก็คงจะไม่มีสิ่งอื่นอันใดเหลือ และคงจะเป็นแต่โคกแต่เนินอิฐหักกากปูนทั่วไปทั้งวัง นานมาก็เกิด
หญ้าและต้นไม้งอกขึ้นแล้วเหี่ยวแห้งตายทับถมอยู่บนกองอิฐหักกากปูน เกิดเป็นมูลดินขึ้นจ้างบนอีกชั้นหนึ่ง ราษฎรเห็น
เป็นที่ว่างก็พากันไปปลูกต้นไม้ทำสวนปกครองเป็นเจ้าของ ขุดคูเป็นร่องทำรั้วกั้นกันตามเขตเจ้าของที่ทำให้รากสถานที่ใน
พระราชวังยับย่อยทำลายลงไปอีก และยังซ้ำเมื่อรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องพระราชประสงค์
แลงมาก่อพระปรางค์ใหญ่ที่วัดสระเกศ (คือพระบรมบรรพตเดี๋ยวนี้) ที่บางแห่งที่ก่อแลง ซึ่งยังเหลืออยู่ที่สูงกว่าพื้นดินมา
จากถูกรื้อในคราวแรก ก็ถูกขึดรื้ออีกครั้งหนึ่งจึงเป็นอันที่จะเรียกได้ว่าเกือบสูญหมด”

สร้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ซ้ำ


ครั้นถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า พระราชวังที่กรุงเก่าเคยเป็นที่ประทับ
ของพระเจ้าแผ่นดินกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ควรจะให้มีที่ระลึกไว้ จึงโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมขุน
ราชสีหวิกรมเปผ้นแม่กอง เสด็จขึ้นไปทำปราสาทขนาดย่อม ก่อขึ้นบนโคกพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทและได้
เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปทรงก่อพระฤกษ์ที่ปราสาทใหม่ ทรงพระดำริว่า เมื่อแบเวเสร็จจะได้จารึกพระนามสมเด็จ
พระเจ้าแผ่นดินซึ่งเสวยราชสมบัติ ณ พระนครทวารวดีศรีอยุธยาทุกพระองค์ประดิษฐานไว้ในพระมหาปราสาท ให้
เป็นที่เคารพแก่อาณาประชาราษฎรต่อไป แต่ปราสาทที่ก่อใหม่ยังหาทันสำเร็จไม่ก็พอสิ้นรัชกาล

ขุดวัง


ครั้นมาในรัตนโกสินทรศก ๑๒๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมว่า
ถึงรัตนโกสินทรศก ๑๒๖ เป็นปีที่ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาได้ ๔๐ พรรษาเสมอด้วยรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดี
พระองค์ที่ ๒ ซึ่งยืนยาวกว่าพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น เป็นเหตุให้ทรงพระปีติเต็มพระราชหฤทัย ที่จะทรงบำเพ็ญพระราช
กุศลถวายสมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์ที่ ๒ กับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเสวยราชสมบัติในกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยาทุก
พระองค์จนถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี และจะได้โปรดเกล้าฯให้จัดการพระราชพิธีรัชมงคลในพระราชวังโบราณกรุงเก่าพระเจ้า
น้องยาเธอ กรมหลวงดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยรับพระบรมราชโองการใส่เกล้าฯแล้วมีรับสั่งให้
พระยาโบราณบุรารักษ์ ข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ขุดพระราชวังให้ได้รูปลวดลายถึงระดับพื้นดินเดิมแล้วให้ปลูกพระที่นั่ง
สรรเพ็ชญ์มหาปราสาท และสถานที่บางแห่งตามรูปรากของเก่า พระยาโบราณบุรารักษ์ จึงได้จัดนายงานคุมนักโทษเรือน
จำมณฑลออกมาลงมือทำตั้งแต่วันที่ ๒๘ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๕ และพระยาโบราณเห็นว่าที่จ่ายนักโทษเรือนจำ
มณฑลมาทำการในพระราชวัง เป็นทางไกลถึง ๘๐ เส้นเศษ เสียเวลาเดินไปมา ได้ทำการแต่น้อย จึงได้จัดสร้างกิ่งเรือนจำ
ขึ้นที่ข้างจวนผู้รักษากรุงเดิม ตรงหน้าวัดธรรมิกราชซึ่งอยู่ใกล้กับที่ทำงาน ส่วนตัวพระยาโบราณนั้น ได้มาตรวจสั่งการ
แล้วกลับไปมาเป็นเวลา และเห็นว่าการที่อยู่กับบ้านเรือน ซึ่งเป็นทางไกลกับที่ทำงาน จะมาตรวจชี้แจงสั่งการก็ได้แต่เวลา
ที่เสร็จราชการที่ศาลาว่าการมณฑลแล้ว หรือเวลาเช้าก่อนไปนั่งทำการที่มณฑลได้เวลาแต่น้อยถ้าไปนอนประจำอยู่ที่
ทำงาน เข้าเย็นก็มีเวลาตรวจดูการ กลางวันก็มาสั่งราชการที่มณฑล ได้เวลาทั้ง ๒ ฝ่ายประการหนึ่งนักโทษที่ยกเข้าไปที่กิ่ง
เรือนจำก็เป็นที่เปลี่ยว ด้วยบริเวณเหล่านั้นเป็นป่า ตำรวจภูธรกับผู้คุมซึ่งเป็นกองรักษาก็ไม่มีกี่คน ถ้ามีหัวหน้าข้าราชการ
ไปอยู่ในที่นั้นด้วยก็จะทำให้การควบคุมแข็งแรง และงานจะเปลืองขึ้นอีกมาก จึงได้ไปปลูกเรือนที่พักเครื่องไม้ไผ่หลังคามุง
จาก อยู่ในกำแพงพระราชวังด้านหน้าตรงหลังป้อมท่าคั่น มีหลวงสุพรรณเขตร์ชโยดมพะทำมะรงกับหม่อมราชวงศ์เปรม
พนักงานรักษาพระราชวังจันทรเกษม นายจั่นผู้ช่วยพนักงานโยธาซึ่งเป็นนายด้านขุดวังเข้าไปประจำอยู่ด้วย ที่พักหลังนี้
ภายหลังสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ เสนาบดีกระทรวงวังเสด็จขึ้นมาตรวจการทำพระที่นั่ง
สรรเพ็ชญ์มหาปราสาทโปรดให้เรียกชื่อว่าโบราณศาลา

การขุดวังในชั้นแรกเป็นที่วิตกหนักใจของผู้อำนวยการ ด้วยพระราชวังที่กรุงเก่า ตั้งแต่รกร้างและอิฐหักกากปูนมูล
ดินทับถมมากกว่า ๑๐๐ ปีแล้ว ก็รู้กันได้แต่ว่าโคกนั้นเป็นพระที่นั่งองค์นั้นในบางองค์แต่จะหาผู้รู้ว่าพระที่นั่งองค์ใด
รูปลวดลายสัณฐานเป็นอย่างไร และมีอะไรต่อติดกับพระที่นั่งบ้างก็ไม่มีตัวที่จะชี้ ถ้าหากเดาขุดไปถูกของเก่าที่ยัง
เหลืออยู่เสียแม้แต่เล็กน้อย ก็จะหาหลักฐานต่อไปอีกไม่ได้จะกลายเป็นโทษไปยิ่งกว่าที่ไม่ได้ขุดจึงได้ตั้งใจระวังตรวจ
ค้น ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมจะขุดลงในที่ใด ก็ได้พบรากแนวกำแพงผนังและพื้นระดับดินเดิมสม
ความประสงค์ทุกแห่ง ที่ซึ่งได้ขุดแล้วครานี้คือ:-


พระวิหารสมเด็จ ขุดรอบองค์ลึก ๒ ศอกเศษ จึงถึงพื้นเดิมพระที่นั่งองค์ข้างขวา พระวิหารสมเด็จต้องขุด ๒ ศอกคืบ
จึงถึงพื้นแลเห็นรูปพระที่นั่งข้างซ้ายพระวิหารสมเด็จ ต้องขุด ๒ ศอกคืบ โรงช้างข้างพระวิหารสมเด็จขุดลึกแต่คืบ
เดียว โรงช้างข้างพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ขุดลึกศอกกำ พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์มหาปราสาทต้องรื้อโครงอิฐที่กรมขุนราชสีห์
ก่อขึ้นไว้บนโคก ซึ่งจวนจะพังแล้วนั้นลงและขุดลงไปอีก ๕ ศอกเศษ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ขุดชั้นบน ๓ ศอก ชั้น
ล่าง ๒ ศอกเศษ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ศอกเศษ พระที่นั่งทรงปืน ๒ ศอกเศษ พระที่นั่งจักรวรรดิขุดบนโคกถึงพื้น
หลังฐาน ๒ ศอกเศษจากหลังฐานถึงพื้นดิน ๓ ศอกคืบ จากพื้นบนถึงระดับพื้นดินศอกคืบ ช่องประตูและกำแพงวังชั้น
ในด้านหน้าและข้างเหนือข้างใต้ ๓ ศอกเศษ กำแพงวังชั้นนอกด้านหน้า ๒ ศอก ฐานสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นที่ขังน้ำข้างสระ
ล้อมพระที่นั่งบรรยงก์ ๕ ศอกเศษ และลานที่ว่างบางแห่งที่เป็นโคกสูงก็ต้องขุดออกตั้งแต่คืบ ๑ ถึง๒ ศอก และได้ถม
ร่องคูซึ่งราษฎรขุดคั่นเป็นคันเขตสวนก็หลายคู อิฐหักกากปูนและดินที่ขุดจากพระราชวังในแปลงนี้ ได้เอาไปถมที่
ชายตลิ่งริมน้ำ ตั้งแต่หน้าวัดธรรมิกราชถึงหลังวัดใหม่สูงตั้งแต่ ๓ ศอกถึง ๕ ศอกเศษ กว้างตั้งแต่ ๑๐ วา ถึง ๑๘ วา
ยาว ๑๑ เส้น กว้างแต่ ๓ ถึง ๖ วา สูง ๔ ศอกถึง ๕ ศอกเศษ ยาว ๕ เส้น


วังที่จมอยู่นี้เดิมมีบางคนคิดว่าเป็นด้วยดินงอกสูงขึ้น แต่ความจริงวังจมอยู่ในกองอิฐหักกาปูนที่รื้อทิ้งไว้ซึ่งไม่
ต้องการแล้วมีดินดอนขึ้นแต่เล็กน้อย ถ้าจะประมาณถัวกันทั้งวัง อย่างมากใน ๑๓๙ ปีนี้ที่ดินจะดอนขึ้นก็ไม่ถึงคืบ”


(ประชุมพงศาวดารเล่ม ๓๗,๒๕๑๒:๑๒๑-๑๒๘)

กำแพงวัดพระศรีสรรเพชญ์ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ

. กำแพงวัดพระศรีสรรเพชญ์ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ

สำหรับท่านสาธุคุณกวีย์ ตาชารด์ได้พรรณนาว่า "พระศรี
สรรเพชญ" นั้นเป็นพระพุทธรูปยืน ไม่ใช่พระพุทธรูปนั่งซึ่งมี
ความเห็นที่แตกต่างจากนายนิโคลาส์ แชรแวส เรื่องปางของ
พระพุทธรูปของวัดพระศรีสรรเพชญจึงสมควรที่จะได้มีการ
ศึกษากันต่อไป เพราะผู้เขียนเองก็ไม่สามารถเลือกที่จะเชื่อ
หลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดได้ แต่ "พระศรีสรรเพชญ์" ควรถูก
สร้างขึ้นก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาในพ.ศ.๒๑๑๒ และมีการ
บูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

๐๗๘. วิหารหลวง วัดพระศรีสรรเพชญ์ บูรณะปฏิสังขรณ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ



006 34
“Afbeeldinge der stad Judiad hooft des Choonincrick Siam” ตำแหน่งของอาคารสถานสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการ
กำหนดอายุเวลาทางประวัติศาสตร์สิลปะ เช่น วิหารพระมงคลบพิตร วิหารหลวง วัดพระศรีสรรเพชญ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ

วัดพระราม และวัดธรรมิกราช เป็นต้น

007
แผนผัง JUDIA De hooft stad van Siam ค.ศ.1724 โดย François Valentyn ขาว-ดำ พิมพ์บนกระดาษ ขนาด 38x29 cm.คล้ายคลึงกับแผนผัง “Afbeeldinge der stad Judiad hooft des
Choonincrick Siam”ค.ศ.1665 โดย Johannes Vingboons

35

De Siam Iudia
Nationaal Archief , Den Haag

1

008
De rivier van Siam / De Stad Judia (Kaart van de rivier van Siam, van de Zee tot aan de Stad Judia.) ค.ศ.1690-1743 แผนที่ลายเส้นบนกระดาษแสดงตำแหน่งที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยา และ
สถานีการค้าดัชต์ในนามบริษัท VOC ขนาดเล็กเพียง 25 x 740 mm แผนที่เลขที่ VEL0266 เก็บรักษาอยู่ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ณ กรุงเฮก (Nationaal Archief)

36

009 37
La Ville de Judia (Ayutthaya, Thailand) copper engraved print published in a
French edition of Les Voyages de Jean Struys en Moscovie ..., 1684. Two vertical
folds as published, otherwise good condition with plate mark. Size 17 x 12 cms
plus margins. Ref G942
แผนที่ฉบับนี้เป็นแบบพาโนราม่า แสดงให้เห็นถึงเกาะเมืองอยุธยาในฐานะเมืองท่า

นานาชาติ ดังเห็นได้จากเรือสินค้าของชาวต่างประเทศจำนวนมากมาย

Plan de la Ville de Siam Capitale du Royaume de ce nom Leve par un
Ingenieur Francois en 1687

010
Plan de la Ville de Siam Capitale du Royaume de ce nom Leve par un Ingenieur
Francois en 1687
Paris / 1750 ขนาด 10.5 x 7.5 inches.

Jacques-Nicolas Bellin (1703-1772) เป็นหนึ่งในผู้ทำแผนที่ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่
18 ในปี 1721 ตอนอายุ 18 เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นนักอุทกศาสตร์แห่งราชสำนักฝรั่งเศส
มาตรฐานฝีมือและความแม่นยำที่สูงมากของเขาทำให้ฝรั่งเศสมีบทบาทสำคัญในการทำ
แผนที่ทางภูมิศาสตร์ของยุโรป แผนที่ของเขาจำนวนมากถูกคัดลอกโดยผู้สร้างแผนที่คน
อื่นๆ ในภาษาต่างๆอีกเกือบ 100 ปีต่อมา

Jacques-Nicolas Bellin ได้กำหนดสัญลักษณ์อาคารสถานต่างๆด้วยตัวเลขอารบิค และตัว
อักษร แสดงตำแหน่งกำกับเอาไว้คู่กับสถานที่สำคัญก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมากมาย
มหาศาลสำหรับผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา

(สมบัติของผู้เขียน)

38

011 012
Plan de la Ville de Siam Capitale du Royaume de ce nom Leve par un Ingenieur Francois Plan de la Ville de Siam Capitale du Royaume de ce nom Leve par un Ingenieur Francois

en 1687 พิมพ์ที่ Paris / 1752 ขนาด 10.5 x 7.5 inches ลงสี (สมบัติผู้เขียน) en 1687. ฉบับภาษาเยอรมัน ค.ศ.1752

39

013 014
Ville de Siam ou Juthia พิมพ์ที่ปารีส ค.ศ.1750 ขนาด 8x6.5 นิ้ว แสดงให้เห็นถึงแนว Ville de Siam ou Juthia พิมพ์ที่ปารีส ค.ศ.1750 ขนาด 8x6.5 นิ้ว แสดงให้เห็นถึง
กำแพงเมืองอยุธยาและสถานที่สำคัญต่างๆ (ขาว-ดำ) สมบัติผู้เขียน แนวกำแพงเมืองอยุธยาและสถานที่สำคัญต่างๆ สมบัติผู้เขียน

40



015
พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี หรือคลองเมืองในปัจจุบัน
พระราชวังแห่งนี้มีอายุตั้งแต่การสร้างพระนคร ค.ศ.1350-1767 ทฤษฎีหรือข้อสันนิษฐาน
ที่เคยระบุว่า แผนผังเกาะเมืองเกิดเป็นเกาะได้ก็เพราะสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 โปรดให้
ขุดคูขื่อหน้าเพื่อเชื่อมต่อแม่น้ำทางตอนเหนือของตัวเมืองกับแม่น้ำด้านใต้จนกลายเป็น
เกาะเมืองที่ปรากฏในพระราชพงศาวดาร จากรายงานของนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต ใน
รัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองกล่าวว่าเมื่อสมเด็จพระเจ้าอู่เสด็จมายังบริเวณหนอง
โสนตรงนี้เป็นเกาะกลางแม่น้ำอยู่แล้ว

Siam, o Iudia . . .

Vincenzo Maria Coronelli (1650-1718) นักแผนที่ชาวอิตาลีที่มีอิทธิพลมากที่สุดในวงวิชาการ สำหรับลูกโลกและแผนที่โลกของเขาได้
รับความนิยมอย่างมาก ถือกันว่ามีความถูกต้องสมบูรณ์และเป็นต้นแบบของการสร้างลูกโลกในเวลาต่อมา ตอนอายุสิบห้าเขากลายเป็น
สามเณรในอาราม Franciscan เขาได้รับการศึกษาในเวนิสและโรม ได้รับปริญญาเอกด้านเทววิทยา มีความสนใจศึกษาด้านดาราศาสตร์ด้วย
ในช่วงปลายยุค 1670 เขาทำงานด้านภูมิศาสตร์ ให้กับสมเด็จพระสันตะปาปาและสถาบันบริติช ผลงานที่สำคัญของเขาคือ Atlante
Veneto แผนที่สำคัญของเมืองหลวงอยุธยา ค.ศ.1695 โดย Vincenzo Maria Coronelli ตีพิมพ์ในฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติสยามใน
ค.ศ.1688 และเป็นแผนที่พิมพ์ที่ดีที่สุดและสำคัญที่สุดของอยุธยา 'ยูเดีย' ซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรสยาม มีความเจริญรุ่งเรือง
มั่งคั่งเมื่อเทียบกับปารีสในเวลานั้น

อยุธยาตั้งอยู่บนเกาะโดยมีคูคลอง วัดและพระราชวังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ตลาดสำคัญกระจายอยู่โดยทั่วไปรวมถึงอาณาบริเวณที่
กำหนดเอาไว้ให้ชาวต่างชาติได้ตั้งบ้านเรือนและสถานีการค้า คือทางด้านทิศใต้สองฟากฝั่ง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Vincenzo Maria Coronelli (ค.ศ. 1650-1758) ได้รับพระบรมราชโองการจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 (Louis XIV) ให้ทำแผนที่จาก
ต้นฉบับของเยซูอิตที่ได้ร่างรายละเอียดเกี่ยวกับอยุธยาไว้ในชื่อ Siam, o Iudia ขนาด 17 x 10.5 นิ้ว

42

016.
plan de La Ville de Siam , Simon de La Loubère :Du Royaume de Siam แผนผังอยุธยาเมืองหลวงของสยาม ค.ศ.1693
(สมบัติผู้เขียน)

43

017
ภาพวาดประวัติศาสตรน์โดย Jean-Baptiste Nolin แสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ตอน
ถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กษัตริย์ฝรั่งเศส ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18
ตุลาคม ค.ศ. 1685 ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังแห่ง
กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณ์โปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้
Alexandre, Chevalier de Chaumont ราชทูตพร้อมทั้งคณะเข้าเฝ้าภายในท้องพระ
โรง
สมเด็จนารายณ์ซึ่งประทับเหนือสีหบัญชรโน้มพระวรกายของพระองค์มารับพระราชสาส์น
จาก Chevalier de Chaumont ซึ่งไม่ยอมยกพระราชสาส์นขึ้นเหนือศีรษะของเขา
ในขณะที่คอนสแตนติน ฟอลคอน (Phaulkon) อัครมหาเสนากำลัง แสดงท่าทางบอกอ
เล็กซานเดอร์ให้ยกพระราชสาส์นขึ้นเหนือศีรษะตนเอง อีกสามท่านในคณะที่เหลือได้แก่
François-Timoléon de Choisy ,Louis Laneau,Guy Tachard
ภายในท้องพระโรงประดับไปด้วยพรมพื้และผนังจากอิหร่าน รวมถึงฉลองพระองค์ของ
สมเด็จพระนารายณ์ด้วย (เก็บรักษาอยู่ที่ Nationale de France.)

44

018
ภาพท้องพระโรง พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในพระบรมมใหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา
โดย Simon de La Loubère :Du Royaume de Siam.Illustration from the English
edition (1693). (สมบัติผู้เขียน)

019
ภาพขยายการถวายราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์ ลงวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1685
ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา

45

020
Map of the city of Siam. Plan de la Ville de Siam Capitale du Royaume de ce Nom; Levé par un Ingenieur François en 1687 Platte Grond van Siam
Hoofd Stad des Koningryks van dien naam; Door eenen Fransen Ingenieur opgenoomen A:o 1687 แผนที่อยุธยา ปีค.ศ.1753 ขนาด 14,5 x 26 cm

(สมบัติผู้เขียน)

021
’Iudia ou Sian’ (ยูเดีย) เมืองหลวงของสยาม ขนาด 13 x 21 ซม. ต้นฉบับพิมพ์บนแผ่นทองแดงในศตวรรษที่ 17 โดย CARTOGRAPHER / ENGRAVER: Allain
Manesson Mallet ฉบับพิมพ์ครั้งแรก, ปารีส, 1683

47

022
The Histoty of the Japan together with a Description of Siam ค.ศ.1690 โดยนายแพทย์ Engelbert Kaempfer ปรากฏแผนที่ Juchia แสดงตำแหน่ง เส้นทางการเข้าถึง พระเจดีย์ภูเขาทองที่
สมเด็จพระนเรศวรราชาธิราช ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในสถานที่ทรงทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดี

48

คำอธิบาย JUDIA Map,1690

A.พระบรมมหาราชวัง B.พระราชวังรัชทายาท หรือวังหน้า C.วังเจ้ากรมช้าง หรือวังหลัง D.โบสถ์และที่อยู่ของท่านบิชอบ E.วัดออกญาพระคลัง F.บ้านคอนสแตนติน ฟอลคอน
G.สถานีการค้าบริษัท VOC และชาวดัชต์ H.บ้านโปรตุเกส I.โรงกลั่นสุรา K.บ้านญี่ปุ่น มอญ มาลายู L.แม่น้ำไปภูเขาทอง M.คลองตะเคียน (คลองสนามไชย) N.คลองปากข้าวสาร
O.ปากคลองสวนพลู (แม่น้ำป่าสัก/ปากน้ำเบี้ย และบริเวณท้ายคู) P.แม่น้ำ Q.ชุมชนชาวจีน R.ชุมชนชาวญวณ S.เพนียดคล้องช้าง (สมบัติผู้เขียน)

49

072.
Engelbert Kaempfer : แผนที่กรุงศรีอยุธยาทางตะวันออกและตะวันตก ปรากฏในหนังสือ Engelbert Kaempfer in Siam เป็นแผนที่ที่สเก็ตขึ้นในปี ค.ศ.1690 ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นที่สำคัญในการ
ศึกษาวัดวาอาราม คูคลอง และลักษณะการวางผังโดยรวม


Click to View FlipBook Version