ภาพขยายพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยา โดย Engelbert Kaempfer ค.ศ.1690
51
Engelbert Kaempfer ค.ศ.1690
A พระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาทที่ประทับของสมเด็จพระนารายณ์/พระเพทราชา ที่ถวายพระราชสาส์น
B พระที่นั่งหลังเก่า วิหารสมเด็จ
C ห้องเสวย
d วัดหลวง
e ป้อมรักษาการณ์
f โรงพัสดุหลวง
g อาคารศุภรัตน์ (เครื่องฉลองพระองค์)
H โรงช้าง
I ท้องพระโรงสำหรับออกว่าราชการขุนนาง (ศาลาลูกขุน)
K บ้านแพทย์หลวง
L บ้านอาลักษณ์
M คลังแสง
N สระน้ำลงสนานช้างม้า
O ท้องพระคลังหลวง
P สนามหลวง
Q ฝ่ายใน
R โรงช้างเผือก
S สวนหลวง
เส้นจุดไข่ปลา....... คือเส้นทางเดินของคณะทูตที่จะมีเจ้าพนักงานฝ่ายวังจะพาเข้าไปเพื่อถวายพระราชสาส์น
023
แผนผังพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยา โดย Engelbert Kaempfer ค.ศ.1690
โปรดดูภาพขยายและอ่านคำบรรยายประกอบ
53
024.
ภาพขยายอาณาบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยา โดย Engelbert Kaempfer ค.ศ.1690
54
025
ภาพขยายอาณาบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระบรมมหาราชวังแห่งพระนครศรีอยุธยา โดย Engelbert Kaempfer ค.ศ.1690
55
026
แผนผังลายเส้นของนายแพทย์ Engelbert Kaempfer เมื่อค.ศ.1690 แสดงบริเวณพระมงคลบพิตร วัดพระศรีสรรเพชญ์ และพระบรมมหาราชวัง จาก British Library
56
ทวารวดีศรีอยุธยา
133. 57
แผนทมี่ ณฑลกรงุ เกา ของทา นเจา คณุ พระยาโบราณราชธานนิ ทร (พร เดชะคปุ ต) จดั พมิ พข น้ึ เปน ครง้ั แรกทกี่ รมแผนทท่ี หารบกเมอ่ื พ.ศ.2469
แสดงตําแหนง โบราณสถานอยธุ ยาทเ่ี หลอื อยู
131.
แผนที่กรุงเทพทวารวดีของท่านเจ้าคุณ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรมแผนที่ทหารบก เมื่อพ.ศ.2453 แสดงตำแหน่ง
โบราณสถานอยุธยาที่เหลืออยู่
58
131.
แผนที่กรุงเทพทวารวดีของท่านเจ้าคุณ พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) จัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรมแผนที่ทหารบก เมื่อพ.ศ.2453 แสดงตำแหน่งโบราณ
สถานอยุธยาที่เหลืออยู่
๐๓๗. แผนผังพระบรมมหาราชวังหรือวังโบราณจัดพิมพ์ขึ้นโดยกรมศิลปากร เมื่อพ.ศ.๒๕๑๓
62
แผนผังพระบรมมหาราชวังกรุงศรีอยุธยาที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์ขึ้นเมื่อ
พ.ศ.๒๕๕๙ โดยตีความตามพระราชพงศาวดารว่าเป็นพระบรม
มหาราชวังในระยะที่ ๓
พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา
พระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันนี้ถูกเรียกว่าพระราชวังหลวงและก่อนหน้านี้เรียกว่าพระราชวังโบราณ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะเมืองเป็น
ศูนย์กลางอำนาจการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากว่า ๔๑๗ ปี เป็นที่ประทับขององค์พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ นับตั้งแต่การ
สถาปนาพระนครให้เป็นราชธานีแห่งแรกของชาวสยามเมื่อพ.ศ.๑๘๙๓ อาณาบริเวณนี้จึงได้ทำหน้าที่เป็นพระบรมมหาราชวังเรื่อยมา ทฤษฎีที่ว่าสมเด็จ
พระบรมไตรโลกนาถทรงยกเขตพระราชฐานให้เป็นเขตพุทธาวาสตามที่ปรากฏเนื้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา และ
ฉบับอื่นๆนั้น คือ การเขียนขึ้นใหม่ตามข้อสันนิษฐานของผู้ชำระพระราชพงศาวดารในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายและได้แสดงหลักฐาน
เอาไว้ในหนังสืออยุธยานครหลวงอันงดงามที่ตีพิมพ์ไว้เมื่อพ.ศ.๒๕๕๙
หนังสือพระราชวังและวัดโบราณในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นหนังสืออธิบายนำชมโบราณสถานอยุธยา ที่ได้รวบรวมบทความทางวิชาการมาจัด
พิมพ์เป็นเล่มเมื่อพ.ศ.๒๕๑๑ บทความเรื่องพระราชวังหลวงกรุงศรีอยุธยาเขียนโดยอาจารย์เทพ สุขรัตนี ได้นำเสนอเรื่องราวของพระบรมมหาราชวังโดยใช้
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเป็นหลักฐานประกอบการเขียน รวมถึงแผนที่ เอกสารชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาและได้อธิบายถึง
ลักษณะของพระบรมมหาราชวังในขณะนั้น อาจารย์เทพ สุขรัตนีได้จัดแบ่งพระราชวังเอาไว้ทั้งหมด ๔ ตอน โดยได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “เป็นที่น่าเสียดายที่
พระราชวังหลวงแห่งนี้ ปัจจุบันมีรากฐานของสิ่งก่อสร้างเหลืออยู่เป็นส่วนน้อย สิ่งก่อสร้างต่างๆที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารได้ถูกทำลายไปเสียมากจึง
เป็นการยากที่ผู้เขียนจะอธิบายถึงสถานที่ต่างๆได้อย่างถี่ถ้วน ข้อเขียนจึงเป็นเพียงงานการค้นคว้าจากพระราชพงศาวดาร ประกอบกับจดหมายเหตุต่าง
ประเทศเท่านั้น ทั้งเป็นการยากที่จะคาดคะเนว่าสิ่งก่อสร้างแต่ละแห่งนั้นควรมีรูปทรงและลักษณะที่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นเพียงมุ่งให้ได้ทราบความเป็นมา
ของนครหลวงแห่งนี้เท่านั้น การกล่าวอ้างถึงลักษณะรูปทรงของพระที่นั่ง ตลอดจนโครงสร้าง จึงต้องอ้างพระราชพงศาวดารและพิจารณาจากแผนที่ของฝรั่ง
ซึ่งบันทึกไว้ในอดีตเท่าที่จะอ้างได้”
(พระราชวังและวัดโบราณฯ,๒๕๑๑:๑)
ข้อสรุปและการตั้งสมมติฐานของผู้เขียนบทความดังกล่าวมีใจความว่าเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ
พ.ศ.๑๘๙๓ พระองค์ทรงเลือกชัยภูมิที่เรียกว่า หนองโสน สำหรับการตั้งราชธานีและโปรดให้สร้างพระที่นั่งสามองค์ ได้แก่ พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท
พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท และพระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท พอมาถึงรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติได้โปรดให้ยก
พระราชวังเป็นเขตพุทธาวาส แล้วให้ย้ายพระราชวังมาสร้างใหม่ทางด้านเหนือใกล้แม่น้ำลพบุรี (คลองเมืองปัจจุบัน) โปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งเบญจ
รัตนมหาปราสาทและพระที่นั่งสรรเพชญ์มหาปราสาท เป็นพระที่นั่งสององค์แรก อย่างไรก็ดีเหตุการณ์ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารเรื่องการยกพระราชวัง
ให้เป็นวัดนั้นดูจะขัดต่อหลักความจริงในการสร้างเขตพุทธาวาสซึ่งมีกิจกรรมทางโลกเสียเป็นส่วนใหญ่จึงดูไม่เหมาะสมที่จะเป็นเหตุให้ทำเช่นนั้น
67
ผู้เขียนเชื่อว่าเมื่อสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสร้างพระราชวังขึ้นทางทิศตะวันตกของหนองโสนอันเป็นสถานที่ปัจจุบัน พระราชวังแห่งนี้ไม่เคยย้าย
ไปไหน ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมตั้งแต่แรกสร้างจนเสียกรุงศรีอยธยาครั้งสุดท้าย พระราชวังแห่งนี้จึงมีอายุ ๔๑๗ ปี ยังมีชื่อพระที่นั่งอีกหนึ่งองค์ที่เป็น
เพียงข้อสันนิษฐานว่าสมควรสร้างมาก่อนหรือใกล้เคียงกันกับพระที่นั่งสององค์แรกนั่นคือพระที่นั่งมังคลาภิเษกหรือพระที่นั่งวิหารสมเด็จ
อนึ่งโดยหลักของความเป็นจริงแล้วภาพลักษณ์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาก่อนการเสียกรุงเมื่อพ.ศ.๒๓๑๐ พระบรมมหาราชวังยังประกอบไปด้วยสิ่ง
ก่อสร้างที่สมบูรณ์คับคั่งไปด้วยพระที่นั่ง พระตำหนักสถานที่ราชการต่างๆน้อยใหญ่ ก่อนกลายเป็นซากปรักหักพังจนในที่สุดต้องรกร้างกลายเป็น
พระราชวังโบราณ บันทึกการเดินทางของชาวต่างชาติที่บรรยายสภาพทั่วไปของพระบรมมหาราชวังในรัชกาลสมเด็จพระนเรศซึ่งอาจเป็นหลักฐานที่
เก่าที่สุดในขณะนี้ก็คือ บันทึกการเดินทางและความทรงจำของนาย Jacques De Coutre เขาร่วมขบวนกับคณะทูตสเปนจากเมืองมะละกาเดินทาง
มายังกรุงศรีอยุธยาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1595 โดยได้พรรณนาถึงพระบรมมหาราชวังในรัชกาลสมเด็จพระนเรศไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ถึงแม้ว่าพระราชวัง ของพระนเรศจะสร้างจากไม้ แต่กำแพงวังนั้นเป็นอิฐ ภายในพระราชวังมีพระที่นั่งที่สร้างจากไม้ ถึง ๕ หลังด้วยกัน ยอดของ
พระที่นั่งเหล่านี้ทำด้วยทองคำ ผนังด้านนอกของพระที่นั่งทั้งห้าหลังนี้ มีบางส่วนที่เป็นเหล็ก และในพระที่นั่งแต่ละหลังจะมีพระราชบัลลังก์ของพระองค์
ประดิษฐานอยู่ภายในท้องพระโรงที่สวยงามหรูหรา ประดับด้วยผ้าทอจากเงิน และทองคำ เมื่อพระองค์มีพระบรมราชานุญาตให้เหล่าขุนนางหรือ
คณะทูตเข้าเฝ้า พระองค์จะขึ้นว่าราชการที่บัลลังก์เหล่านี้ ภายในพระราชวังยังประกอบไปด้วยพระราชอุทยานหลายแห่ง เหล่าขุนนางสามารถที่จะ
นั่งบริเวณระเบียงที่เชื่อมระหว่างพระที่นั่ง เพื่อชมงานและพระราชพิธีต่างๆ โรงเลี้ยงช้างที่ใช้เก็บช้างทรงของพระองค์นั้น ตั้งอยู่ใกล้พระราชวังที่
ประทับของพระองค์ ช้างทรงเหล่ามีการแต่งองค์ทรงเครื่องอย่างหรูหรา ข้าพเจ้าได้เข้าไปดูช้างทรงเหล่านี้ด้วย ตามความสงสัยใคร่รู้ ภาพที่ข้าพเจ้า
ได้พบเห็นนั้นน่าทึ่งมาก ภายในโรงเลี้ยงช้างนั้นมีช้างอยู่เป็นจำนวนมาก แต่มีเพียงแค่สองเชือกเท่านั้นที่ได้รับการยกย่องและดูแลเอาใจใส่อย่างดี
เยี่ยม ช้างสองเชือกนั้นมีฟูกนอนที่ทำจากผ้าไหม ลักษณะเหมือนฟูกที่นอนของสุนัขขนาดเล็กๆ เพียงแต่ว่าฟูกนอนนี้ขนาดใหญ่โตมากพอที่จะให้ช้าง
ขนาดความสูงอย่างน้อย ๔-๖.๖ เมตรนอนได้อย่างพอดี ช้างทุกเชือกถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ชุบทองคำ โซ่ที่ใช้นี้มีขนาดหนามาก พอๆกับโซ่ที่ใช้กับประตู
เมือง ตอนแรกข้าพเจ้าคิดว่า โซ่นั้นเป็นทองคำล้วนๆ แต่เมื่อได้เข้าไปสังเกตุ อย่างใกล้ชิด จึงพบว่ามีร่องรอยของทองคำหลุดลอกหรือสีซีดไปบ้าง
แม้แต่เชือกที่ใช้มัดช้างไว้ก็ ทำจากผ้าไหม ช้างแต่ละเชือกจะมี ชามทองคำขนาดใหญ่มากถึง ๖ ใบด้วยกัน ใบหนึ่งไว้สำหรับ ใส่น้ำมันสำหรับทาตัว
ช้าง ใบหนึ่งใส่น้ำไว้เพื่อปะพรมตัวช้าง ใบหนึ่งใส่อาหาร อีกใบใส่น้ำดื่ม ที่เหลือสำหรับให้ช้างขับถ่ายของเสียชามทองคำเหล่านี้หนามากประมาณ
เท่ากับความหนาของเหรียญ เงินมูลค่า ๔ รีล ของสเปน ช้างเหล่านี้ได้รับการฝึกหัดมาแล้วเป็นอย่างดี เมื่อมันต้องการจะ ขับถ่ายของเสีย มันจะลุก
ขึ้นจากฟูกที่นอน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณ ให้ควาญช้าง เข้าใจว่า มันต้องการจะถ่ายของเสีย ควาญช้างก็จะเข็นชามเฉพาะสำหรับ วัตถุประสงค์นั้นๆ
ให้กับช้างทันที
(เทพมนตรี ลิมปพยอม,๒๕๕๙:๒๙)
บันทึกการเดินทางและความทรงจำของ Jacques De Coutre นี้ ได้ทำให้เราเห็นสภาพทั่วไปของพระบรมมหาราชวังในรัชกาล
สมเด็จพระนเรศว่ามีพระที่นั่งที่สร้างด้วยไม้ ๕ หลัง เครื่องบนซึ่งเป็นยอดหลังคาพระที่นั่งปิดทองและมีโรงช้างตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้
เคียง พระบรมมหาราชวังจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆมีพระราชอุทยานและส่วนว่าราชการ เป็นที่น่าเสียดายว่าเราไม่อาจทราบชื่อ
พระที่นั่งจำนวน ๕ หลังเหล่านี้ได้เลย อย่างไรก็ดีเมื่อเขาได้รับพระบรมราชานุญาตให้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนเรศเพื่อถวายพระราช
สาส์นที่นำมา เขายังได้บรรยายเหตุการณ์ในครั้งนั้นอย่างละเอียดดังนี้
“เมื่อเราเดินทางถึงพระราชวังของพระนเรศ พระองค์มีรับสั่งให้เฉพาะคณะทูตที่มาจาก Melaka เข้าเฝ้าท่านทูตกับนักบวช
Jorge ก็ลงจากพาหนะที่พวกเขาโดยสารมา ส่วนพวกเราที่เหลือทั้งหมดก็ถอดรองเท้าออกเพื่อเข้าเฝ้า การเข้าเฝ้าเริ่มจากที่พวก
เราต้องก้มตัวลงอย่างต่ำในลักษณะที่เหมือนผู้ที่ยอมแพ้ ยอมรับคำสั่งทุกประการ เราเดินต่อเข้าไปในเขตพระราชฐานในลักษณะ
ก้มตัวต่ำแบบนี้ โดยเดินผ่านพระราชอุทยานใหญ่สามแห่งด้วยกัน แต่ละแห่งยาวมาก น่าจะยาวกว่าระยะการยิงของปืน Barrel
ส่วนความกว้างก็สั้นกว่าความยาวเพียงเล็กน้อย พวกราชองค์รักษ์ที่ร่วมขบวนมากับพวกเรานั้นก็นั่งหมอบ (ดูไปแล้วคล้ายกับลิง
นั่งยองๆ) อยู่เป็นระยะตลอดทางของราชอุทยานทั้งสามแห่งนี้ ระหว่างราชอุทยานก็มีระเบียงต่อเนื่องถึงกัน ซึ่งพวกเราก็เดินไป
ตามระเบียงเหล่านี้ เมื่อเราเข้าถึงที่พระตำหนัก เรายิ่งต้องก้มศีรษะให้ต่ำลงไปอีก โดยมือทั้งสองข้างอยู่บนบ่าของตัวเอง
ข้าพเจ้านึกดูเห็นว่าคงเป็นภาพที่น่าขำเป็นยิ่งนักที่พวกเราต้องอยู่ในลักษณะเช่นนั้น ภายในท้องพระโรงพระนเรศทรงประทับอยู่
บนพระราชบัลลังก์ทองคำ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดของท้องพระโรง มองไปแล้วพระราชบัลลังก์นี้ดูเหมือนกับเตียงพระบรรทม ที่
มีหลังคาและควรมีผ้าม่านรอบทั้งสี่ด้าน แต่แทนที่จะเป็นผ้าม่านรอบๆ พระราชบัลลังก์ กลับกลายเป็นกระจกฝ้าปิดไว้โดยรอบ
พระราชบัลลังก์ พระนเรศทรงประทับอยู่ภายในด้านหลัง กระจกเหล่านั้น และรับสั่งผ่านทางหน้าต่างซึ่งก็ทำด้วยกระจกเช่นกัน
พวกเราแทบจะมองไม่เห็นพระนเรศเลย พระองค์ขาวพระอนุชาของพระองค์ (ตามที่ชาวสยามถวายพระนามพระองค์) ทรงประทับ
อยู่ตรงด้านล่างของพระราชบัลลังก์ พร้อมกับพระซึ่งเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ของสยาม พระผู้ใหญ่รูปนี้เป็นพระอนุชาของพระเจ้า
นันทบุเรงของหงสาวดี ท้องพระโรงนี้ความยาวและความกว้างประมาณ ๒๐๐ ก้าว ทั่วทั้งท้องพระโรงก็มีเสากระจายไปทั่วซึ่ง
แต่ละเสาก็มีขุนนางนั่งเข้าเฝ้าอยู่ พระนเรศมีรับสั่งให้พวกคณะทูตเดิน ขึ้นไปจนถึงตรงจุดทางเข้าของท้องพระโรงชั้นใน และให้
นั่งเข้าเฝ้าตรงบริเวณนั้น
เมื่อพวกเราถวายบังคมเสร็จเรียบร้อย ท่านทูตและนักบวช Jorge ก็นั่งลงตรงที่พี่น้องตระกูล Hans นั่ง ซึ่งสองคนนี้ทำ
หน้าที่เป็นล่ามให้กับคณะทูต ทั้งสองคนนี้ยังถือทั้งพระราชสาสน์ตัวจริง และพระราชสาสน์ปลอม พวกยุทโธปกรณ์ และ
เครื่องบรรณาการต่างก็ถูกวางลงไว้ข้างๆ ท่านทูต รวมทั้งชาวโปรตุเกสทั้งสิบคนที่จะต้องกลายเป็นไพร่หลวง ระหว่าง
พวกเรากับพระนเรศ มีขุนนาง ๕ คน นั่งอยู่ระหว่างคณะทูตกับพระราชบัลลังก์ ขุนนางแต่ละคนนั่งห่างกันประมาณ ๓๐
ก้าว ขุนนางคนแรกที่ใกล้กับคณะทูตมากที่สุดอ่านข้อความในพระราชสาส์น (พระราชสาส์นปลอมที่ได้แปลเป็นภาษา
สยามแล้ว) ออกเสียงดังอย่างช้าๆ ให้กับขุนนางคนถัดไปฟัง ขุนนางคนที่สองก็อ่านข้อความที่ได้ยินมานั้น ต่อไปสู่ขุนนาง
คนที่สาม จนกระทั่งถึงคนที่ห้าซึ่งก็จะทูลพระนเรศถึงข้อความที่ได้รับมา เมื่อพระนเรศได้ยินข้อความใน พระราชสาสน์
ทั้งหมดแล้ว พระองค์ก็พระราชทานสำรับพระศรีทองคำ ให้กับท่านทูต และนักบวช Jorge คนละสำรับ ภายในสำรับพระ
ศรีทองคำนี้มีเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการเคี้ยวหมาก มีใบพลูซึ่งมีกลิ่นฉุนเฉียวแรงมีคุณสมบัติพิเศษในการรักษา
กระเพาะอาหาร ชนพื้นเมืองในภูมิภาคนี้กินใบพลูนี้ และใช้สิ่งนี้เป็นการแสดงไมตรีจิต เป็นการให้เกียรติอย่างสูงสุด ต่อ
ผู้มาเยือน ใบพลูนี้จะเหมือนกับพวกไม้เลื้อย (ivy) แต่ว่าใบใหญ่กว่า และอ่อนนุ่มกว่า ปกติแล้วจะกินใบพลูนี้พร้อมกับ
หมาก (ลักษณะเหมือน Nutmag แต่กลิ่นต่างกัน เหมือนมีกลิ่นคล้ายๆมะนาว อยู่เล็กน้อย) พวกขุนนาง คหบดีของ
อยุธยาทั้งหลายก็จะเคี้ยวหมาก พร้อมกระวาน กานพลู การบูร และของเครื่องหอมอื่นๆ อีก สำรับพระศรีทองคำที่พระ
นเรศทรงพระราชทานให้ทูตและนักบวช Jorge นี้มีมูลค่าถึง ๒,๐๐๐ escudos (footnote 37: มูลค่าเท่าทองคำ
คุณภาพดีประมาณ 7,140 กรัม หรือมูลค่า เท่ากับ เงินที่ใช้ทำเหรียญเงินน้ำหนัก ประมาณ 108.2 กิโลกรัม) พวกเราอีก
สิบคนก็ได้รับพระราชทาน สำรับพระศรีเช่นกันแต่เป็นแค่เคลือบทองคำ ภายในสำรับพระศรีก็มีอุปกรณ์คล้ายกัน แต่ละ
สำรับมีมูลค่าประมาณ ๕๐ escudos (footnote 40: มูลค่าเท่าทองคำประมาณ 149 กรัม หรือมูลค่าเท่ากับเงินที่ใช้ทำ
เหรียญเงินน้ำหนักประมาณ 2.7 กิโลกรัม ) ถือว่าพวกเราได้รับเกียรติอย่างสูงจากพระราชสำนัก จากนั้นพระนเรศได้ตรัส
ถามท่านทูตว่า เมื่อตอนที่ท่านทูตชนะสงครามกับลังกานั้น (Ceylon) ท่านใช้ไพร่พลจำนวนมากแค่ไหน ท่านทูตกราบทูล
ว่าเขาใช้ทหารชาวโปรตุเกสเพียงแค่ ๕๐๐ นาย และชาวอินเดียอีก ๓,๐๐๐ นายเท่านั้น เมื่อพระนเรศได้ยินคำตอบเช่นนั้น
พระองค์ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ ข้าพเจ้าคิดว่าพระองค์คงชั่งพระทัย ว่าควรเชื่อดีหรือไม่หรือว่าเป็นแค่คำโกหกคำโตเท่านั้น
๐๖๐.ภาพท้องพระโรง พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ในพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยา
โดย Simon de La Loubère :Du Royaume de Siam.Illustration from the English
edition (1693). (สมบัติผู้เขียน)
พระบรมมาทิสลักษณ์สมเด็จพระนารายณ์ ราว ค.ศ.1687 พิมพ์ที่ปารีส (Français :
portrait gravé . Unknown date. non identifié 438 Narai ) ขนาด 16.2 x 22.1 cm
จากนั้นพระนเรศทรงพระราชทานดาบและกริชของพระองค์ให้กับท่านทูต ดาบนี้ซึ่งมี ๐๔๓. Portrait of Pieter Cnoll (d 1672), senior merchant
ลักษณะคล้ายกับพระขรรค์ ซึ่งมีขนาดความยาวประมาณ ๑/๓ ของดาบทั่วไป, และ of Batavia, his wife Cornelia van Nieuwenrode, and
กริชประดับด้วยทับทิม โดยลักษณะของกริชคล้ายกับกริชของพวกมุสลิม มูลค่าของ their daughters Catharina (b 1653) and Hester (b
กริชประมาณ ๘,๐๐๐ ducats (น่าจะประมาณเทียบเท่ากับทองคำคุณภาพดีมูลค่า 28 1659) ,Rijksmuseum Amsterdam.
กิโลกรัม) ฝักดาบทำจากทองคำประดับด้วยทับทิม พระองค์ท่านยังได้ทรง
พระราชทานม้าอาระเบียนสีเทา และทาสรับใช้อีก ๖๐ คน เพื่อมาดูแลท่านทูต ม้าที่
พระองค์พระราชทานให้นั้น อุปกรณ์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นบังเหียน อานม้า ฯลฯ ล้วนทำ
จากเงินแท้ทั้งสิ้น ที่จริงแล้ว ม้าตัวนี้คือม้าที่กัปตัน Melaka ท่านก่อนที่ชื่อว่า Diogo
Lobo ได้ถวายเป็นของกำนัลแด่พระองค์ ชายฉกรรจ์ทั้ง ๔๐ คนที่พระนเรศส่งไป
พร้อมกับเสลี่ยง ที่ไปรับนักบวช Jorge นั้นพระองค์ได้พระราชทานไว้ให้เป็นข้ารับใช้
ของนักบวช Jorge แล้ว พระองค์ยังพระราชทานเงินแท้ให้กับเขาอีก ๒๐๐ marks
(Footnote 44: มูลค่าเท่าเงินที่ใช้ทำเหรียญเงิน ประมาณ 30 กิโลกรัม) ตลอด
พิธีการเข้าเฝ้านี้มิมีผู้ใดได้เอ่ยปากพูดอะไรทั้งสิ้นยกเว้น นักบวช Jorge เมื่อพระ
นเรศพระราชทานของขวัญต่างเรียบร้อยพระองค์ก็อวยพรให้กับพวกเรา และสิ้นสุด
การเข้าเฝ้าเพียงเท่านั้น”
(เทพมนตรี ลิมปพยอม,๒๕๕๙:๑๗-๑๘)
กล่าวได้ว่าพระบรมมหาราชวังในรัชกาลสมเด็จพระนเรศมีขนาดใหญ่โตพอสมควร
และมีพระที่นั่งทำด้วยไม้จำนวน ๕ หลัง พระราชอุทยาน ๓ แห่ง มีระเบียงทางเดินที่
เชื่อมต่อกัน ภายในพระที่นั่งหลังหนึ่งซึ่งคณะทูตสเปนเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นมี
บัลลังก์ที่ประทับ และตำแหน่งที่นั่งของบุคคลสำคัญ มีการจัดระเบียบธรรมเนียมการ
เฝ้าอย่างเคร่งครัด พระราชวังมีกำแพงล้อมรอบ มีทหารรักษาการณ์เพื่อรักษาความ
ปลอดภัยให้กับสมเด็จพระนเรศ นายคอร์เนลิส ฟาน นีเจน (Cornelis van
Nijenrode) ตัวแทนบริษัทVOC ประจำกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้า
ทรงธรรม (ต่อมาเขามีตำแหน่งสูงสุดในสถานีการค้าสำนักงานปัตตาเวีย) เมื่อเขา
เดินทางเข้ามาดำรงตำแหน่งที่กรุงศรีอยุธยาและพำนักอยู่ที่นี่ในช่วงค.ศ.1611-12
และ ค.ศ.1617-1621 นั้นเขาได้บันทึกถึงพระบรมมหาราชวังไว้อย่างน่าสนใจว่า
“พระมหากษัตริย์แห่งสยามมีพระราชวังที่ประทับอยู่ที่อยุธยา พระราชวังของพระองค์
มีความงดงามวิจิตรตระการตา มีกำแพงล้อมรอบเป็นบุญตาที่คนของเราได้มาเห็น”
นายโยส เซาเต็น หัวหน้าสถานีการค้า VOC ประจำกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมและสมเด็จ
พระเจ้าปราสาททองเป็นอีกผู้หนึ่งที่กล่าวถึงพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาไว้ความว่า
“พระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์และข้าราชบริพารในอาณาจักรนี้ใหญ่โตมโหฬารยิ่งนัก พระองค์ไม่ค่อย
เสด็จออกให้ราษฎรสามัญได้ชมพระบารมีบ่อยนัก แม้แต่กับขุนนางและข้าราชการพระองค์ยังเสด็จออกมาให้เข้าเฝ้า
ได้ตามวันเวลาที่มีกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อเวลาเสด็จออกขุนนาง พระองค์ทรงแต่งพระองค์ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีราคา
มาก ทรงสวมมงกุฎกษัตริย์และประทับอยู่บนเก้าอี้ทอง ขุนนางข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนต้องก้มกราบอยู่แทบ
พระบาท และในท้องพระโรงนั้นมีทหารถืออาวุธประมาณ ๓๐๐ คนเฝ้าอยู่ด้วยเพื่อคอยปกป้องพระองค์จากภยันตราย”
(ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๓๗,๒๕๑๓:๑๒๓-๑๒๔)
สำหรับนายเยเรเมียส ฟาน ฟลีต หัวหน้าสถานีการค้าคนถัดมาจากนายโยสเซาเต็นตรงกับรัชกาลสมเด็จพระเจ้า
ปราสาททอง เขาได้เขียนหนังสือพรรณาเรื่องอาณาจักรสยาม ได้ชื่นชมความงามของพระบรมมหาราชวังเอาไว้ว่า
“พระบรมมหาราชวังใหญ่โตหรูหราและตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำประดุจเมืองซึ่งสร้างอย่างดีที่ตั้งแยกอยู่ต่างหาก ซึ่งได้รับ
การตบแต่งให้งดงามด้วยหอสูง (หลังคา) ๕ หลังและปราสาทปิดทองสวยงามมากหลายหลัง พระเจ้าแผ่นดินองค์
ปัจจุบันทรงปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกมากทีเดียว ทางด้านข้างของพื้นดิน มีพื้นที่เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสซึ่งเมื่อไม่นานนี้มีการ
สร้างกำแพงหินล้อมรอบ มีเพียงถนนสายเดียวและมีทางเดินเล็กๆสองสายเท่านั้นตรงไปยังพระบรมมหาราชวัง”
(รวมบันทึกประวัติศาสตร์อยุธยาของฟาน ฟลีต (วัน วลิต),๒๕๔๘:๑๘)
อย่างไรก็ดี มองซิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ ซึ่งเดินทางเข้ามาพร้อมคณะทูตฝรั่งเศสในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ก็ได้
พรรณนาพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยาไว้เช่นกัน “พระราชมณเทียรสถานของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามนั้นแบ่ง
เป็น ๓ ชั้นและพระบรมมหาราชวังแห่งกรุงศรีอยุธยานั้นมีอาณาบริเวณระหว่างชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่งห่างกันมาก
กระทั่งเห็นว่าที่ว่างระหว่างชั้นต่อชั้นนั้นเป็นลานอันกว้างใหญ่ พระราชฐานชั้นในนั้นประกอบไปด้วยองค์พระที่นั่งที่
ประทับของพระมหากษัตริย์ พระตำหนักหรือหอหลวง ๒-๓ หลังและพระราชอุทยานเรียกว่าวัง (Vang) ในสยามภาษา
พระบรมมหาราชวังทั้ง ๓ ขั้นรวมเรียกว่า ปราสาท (Prassat)
แม้ว่า วเลียต (เยเรเมียส ฟาน ฟลีต) จะได้แปลคำว่าปราสาทในหนังสือของท่านว่า โธรน (Throne) ก็ตาม ชาวสยามจะไม่
ย่างเข้าสู่ในวังหรือออกมาโดยไม่หมอบลงกราบเสียก่อนและจะไม่ผ่านปราสาทเลยเป็นอันขาด ลางครั้งกระแสน้ำพัดผ่านไป
และบังคับให้เขาต้อง(นำเรือ) ผ่านไปแล้วก็จะถูกระดมยิงด้วยเม็ดถั่วอย่างหนึ่งเป็นห่าฝนโดยเจ้าพนักงานของพระมหากษัตริย์
ใช้ไม่ซางเป่ามา มร.เดอะ โชมองต์กับคณะทูตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ฝรั่งเศส) เมื่อย่างเหยียบขึ้นบกนั้น ก็ต้องละ
สัปทนของตนไว้ แต่พอย่างเข้าสู่ชั้นแรกของปราสาท”
(จดหมายเหตุลาลูแบร์,๒๕๔๘:๒๙๐-๒๙๑)
นิโกลาส์ แชรแวส (Nicolas Gervaise) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้เคร่งครัดในคริสต์ศาสนา ภาระกิจอย่างเป็นทางการ
ของเขาคือการร่วมเดินทางมากับเหล่าบรรดาบาทหลวงเพื่อทำรายงานให้แก่ราชสำนักของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ระหว่าง
ปีพ.ศ.๒๒๒๔-๒๒๒๙ ซึ่งตรงกับรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ในบันทึกเรื่องประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองราชอาณาจักร
สยาม (Histoirs Naturelle et Politique de Royaume de Siam) เขาได้พรรณนาถึงพระบรมมหาราชวังของอยุธยาไว้ว่า
“พระราชวังนั้นสร้างขึ้นทางทิศเหนือของตัวเมือง มีกำแพงอิฐสองชั้นล้อมรอบและได้รับการบูรณะให้อยู่ในสภาพอันดีอยู่เสมอ
มีความยาวโดยรอบประมาณครึ่งลี้ พระที่นั่งและตำหนักต่างๆแบ่งออกเป็นชั้นๆลางชั้นเป็นโรงช้าง ซึ่งงามมากบ้างน้อยบ้างลด
หลั่นกันไปตามอันดับชั้นและศักดิ์พระคชธาร....ข้าราชบริพารประจำพระราชฐานนั้นอาศัยอยู่บริเวณอาคารเล็กๆสองหลัง ใน
ลางแห่งยังมีพระที่นั่งองค์เก่าของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อนๆซึ่งนับถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีต้นไม้หลายแถวประดับ
สองข้างทางเดินดูเย็นตาและร่มรื่นดี แล้วยังมีวัดอีกซึ่งแม้จะเก่าแก่แต่ก็ดูภูมิฐานดีไม่น้อย พระที่นั่งองค์ที่ประทับของพระเจ้า
แผ่นดินอยู่ที่ลานชั้นในสุด เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ ทองคำที่ประดิษฐ์ประดับไว้ให้รุ่งระยับอยู่ในที่ตั้งพันแห่งนั้นเป็นที่สังเกตได้ง่าย
จากพระที่นั่งองค์อื่นๆ สร้างเป็นรูปกากบาท หลังคาพระที่นั่งประดับฉัตรหลายชั้นอันเป็นเครื่องหมายหรือตราแผ่นดิน กระเบื้อง
ที่ใช้มุงนั้นทำด้วยดีบุก งานสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่ทุกด้านทุกมุมนั้นงดงามมาก พระที่นั่งที่ประทับของสมเด็จพระราชินี
พระราชธิดาและพระสนมซึ่งตั้งอยู่ใกล้ที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินนั้นดุจากด้านนอกแล้วก้เห้นว่างดงามดี หันหน้าเข้าสู่
อุทยานในทำนองเดียวกัน ทางเดินนั้นมีลำคูตัดผ่านเป็นตาหมากรุก เสียงน้ำไหลรินเชิญชวนเชื้อเชิญบุคคลที่นอนอยู่บนสนาม
หญ้าเขียวขจีที่ขอบคันคูนั้นให้เคลิ้มหลับยิ่งนัก”
(ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยาม,๒๕๕๐:๕๔-๕๕)
กระบวนเรือนี้ไปหยุดที่ท่าไม่ห่างจากพระบรมมหาราชวังนัก เมื่อท่านราชทูตได้ขึ้นไปบนบก ก็พบเสลี่ยงหุ้มผ้ากำมะหยี่สีแดงพนักทอง
เสลี่ยงหนึ่ง กับเสลี่ยงอีกสองเสลี่ยงงามน้อยกว่า ซึ่งเจ้าพนักงานสยามเตรียมไว้สำหรับท่านเจ้าวัดเดอ ชัวซีย์ เสลี่ยงหนึ่งและหัวหน้าผู้
สอนศาสนาอีกเสลี่ยงหนึ่ง ท่านทั้งสามได้นั่งบนเสลี่ยงแล้วมีคนหามไปจนถึงพระบรมมหาราช ส่วนข้าราชการฝรั่งเศสในคณะทูตนั้น
ได้ขี่ม้าตามเสลี่ยงไป แรกเริ่มเดิมทีเราได้ไปถึงพระลานกว้างขวางแห่งหนึ่ง มีข้างเป็นจำนวนมากยืนอยู่สองแถว เราผ่านไปในระหว่าง
กลางและได้เห็นช้างเผือกช้างหนึ่ง ซึ่งคนสยามนิยมมาก ยืนอยู่ห่างจากข้างอื่นๆ ผ่านจากพระลานนี้เราเข้าไปอีกพระลานหนึ่ง ซึ่งมี
กองทหารประมาณห้าหรือหกร้อยคน ที่ต้นแขนทาเป็นปลอกสีน้ำเงิน อันเป็นเครื่องหมายว่าทหารยามรักษาพระองค์ เมื่อได้ผ่านพระ
ลานไปอีกหลายพระลานแล้ว เราได้มาถึงพระที่นั่งที่เสด็จออกขุนนาง เป็นรูปยาวรีสี่เหลี่ยม มีอัฒจันทร์ขึ้นไปเจ็ดหรือแปดขั้น
ท่านราชทูตนั่งบนเก้าอี้ ถือพานพระราชสาส์น ท่านเจ้าวัดเดอ ชัวซีย์นั่งอยู่ข้างขวาบนตั่งต่ำกว่าเก้าอี้ เจ้าคณะเดอ เมเตลโลโปลิสนั่ง
อยู่ข้างซ้ายบนพรมผืนเล็กที่ปูทับพรมที่ลาดพื้นพระที่นั่ง พรมผืนเล็กนั้น จัดไว้เฉพาะเจ้าคณะเดอ เมเตลโลโปลิส และสะอาดกว่าพรม
ผืนใหญ่ ขุนนางฝรั่งเศสที่มาในคณะทูตนั่งขัดสมาธิบนพื้น เจ้าพนีกงานได้แนะนำเราว่าให้ระวังอย่าให้เท้ายื่นออกมา ถ้าเหยียดเท้า
ออกมาแล้วนับว่า เป็นการหยาบช้ามาก ท่านราชทูต ท่านเจ้าวัดเดอ ชัวซีย์และเจ้าคณะเดอ เมเตลโลโปลิสนั่งแถวเดียวกัน หันหน้าไป
ทางพระราชบัลลังก์ พวกเราชาวฝรั่งเศสนั่งอยู่ข้างหลังเรียงกันเป็นแถวเหมือนกัน ทางซ้ายขุนนางผู้ใหญ่นั่งเรียงตามลำดับยศ
ฐานันดรศักดิ์ตลอดไปจนจดพระทวารพระที่นั่ง
เมื่อทุกคนเข้านั่งดังนี้แล้ว เราได้ยินเสียงกลองใหญ่ดังขึ้นหนึ่งที บรรดาขุนนางสยามซึ่งมีเครื่องแต่งกาย คือนุ่งผ้าพื้นคลุมตั้งแต่สะเอว
ลงไปครึ่งน่อง ใส่เสื้อมัสลินแขนสั้น และสวมลอมพอกขาว ได้ยินอาณัติสัญญาณนั้นแล้ว หมอบลงราบหัวเข่าและศอกยันกับพื้นที่
ขุนนางสยามหมอบลงเป็นแถว เสียงกลองที่ดังขึ้นทีหนึ่งนั้น ได้ดังขึ้นอีกหลายที เว้นเป็นระยะๆไป พอถึงทีที่หก พระนารายณ์มหาราช
ทรงเผยพระบัญชรเสด็จออกให้เราเฝ้า
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ทรงพระมาลายอดแหลม คล้ายกันกับหมวกยอดที่เราเคยใช้กันมาในประเทศฝรั่งเศสในกาลก่อน แต่ริมไม่
กว้างกว่าหนึ่งนิ้ว พระมาลานั้นมีสายรัดทำด้วยไหมทาบใต้พระหนุ ทรงฉลองพระองค์เยียระบับสีเพลิงสลับทอง สอดพระแสงกริชไว้ที่
รัดพัสตร์อันวิจิตรงดงาม และทรงพระธำมรงค์อันมีค่าทุกนิ้วพระหัตถ์ พระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์นี้มีพระชนมายุราวห้าสิบพรรษา
ซูบพระองค์มาก พระสรีระรูปแบบบาง ไม่ทรงไว้พระทาฐิกะ ที่เบื้องซ้ายพระหนุมีพระคินถิมเม็ดใหญ่ ซึ่งมีพระโลมาสองเส้นห้อยลงมา
ยาว
เมื่อท่านราชทูตก้มศีรษะลงถวายอภิวาทแล้ว ก็กล่าวคำกราบบังคมทูลพระกรุณา เจ้าพระยาวิชเยนทร์มีหน้าที่เป็น
ล่าม เสร็จแล้วท่านราชทูตเดินเข้าไปจนใกล้สีหบัญชรและยื่นพระราชสาส์นขึ้นไปเพื่อทรงรับพระราชสาสน์ พระ
นารายณ์มหาราชทรงเอื้อมพระหัตถ์ก้มพระองค์ออกมานอกสีหบัญชรเกือบครึ่งพระองค์ ที่ท่านราชทูตถวายพระ
ราชสาสน์ต่อพระหัตถ์เช่นนั้น คงแกล้งทำด้วยความตั้งใจ หรือเห็นว่าคันทองที่จะทูนพานพระราชสาสน์ขึ้นไปนั้นยาว
ไม่พอ
พระนารายณ์มหาราชได้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับท่านทูตพอเป็นสังเขป ตรัสถามว่าพระเจ้าอยูาหัวของเราทรงพระ
ราชสำราญดีอยู่หรือ พระราชวงศ์ทรงมีความสุขสบายดีหรือ และประเทศฝรั่งเศสมีความวัฒนาถาวรเพียงไร ในที่สึด
เสียงกลองใหญ่ดังขึ้นอีกทีหนึ่ง พระนารายณ์มหาราชเสด็จขึ้นข้างในและขุนนางสยามลุกขึ้นนั่ง
เสร็จการเฝ้าถวายพระราชสาสน์แล้ว เราเดินเป็นขบวนออกจากท้องพระโรงพระที่นั่ง และเจ้าพนักงานได้นำท่าน
ราชทูตไปอาศัยอยู่ที่ตึกหลังหนึ่ง ซึ่งได้จัดเตรียมไว้พร้อมสรรพแล้ว ตึกนี้ก่อด้วยอิฐ เป็นตึกที่นับว่างามที่สุดใน
ราชธานีนี้ พระบรมมหาราชวังนั้นกว่างขวางมากจริง เคหะสถานอื่นๆในกรุงนั้นมีแต่เรือนฝากระดาน หรือเรือนยัด
แตะมุงหลังคาจากทั่วไป เว้นแต่ตึกในถนนแถวหนึ่งซึ่งมีราวสองร้อยหลังที่ก่ออิฐ แต่ก็เล็กมากและมีชั้นเดียวเท่านั้น
ตึกเหล่านี้เป็นที่อาศัยของแขกมัวร์และจีน ส่วนวัดวาอารามนั้นสร้างด้วยอิฐ พระอุโบสถมีรูปคล้ายวัดของเรา กุฎิที่
จำวัดของพระภิกษุสงฆ์นั้นทำด้วยไม้ ไม่ผิดกันกับบ้านเรือนคนอื่นๆ
(จดหมายเหตุฟอร์บัง,๒๕๖๐:๑๐๗-๑๐๐)
119.
ภาพวาดประวัติศาสตรนโดย Jean-Baptiste Nolin แสดงใหเ หน็ ถึงเหตกุ ารณ
ตอนถวายพระราชสาสนของพระเจาหลุยสที่ 14 กษัตริยฝร่ังเศส ท่ีเกิดขึ้นเม่ือวันท่ี
18 ตลุ าคม ค.ศ. 1685 ณ พระท่นี ่งั สรรเพชญม หาปราสาท ภายในพระบรมมหาราช
วังแหงกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนารายณโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาตให
Alexandre, Chevalier de Chaumont ราชทตู พรอมทงั้ คณะเขาเฝา ภายในทอ ง
พระโรง
สมเด็จนารายณซึ่งประทับเหนือสีหบัญชรโนมพระวรกายของพระองคมารับพระราช
สาสน จาก Chevalier de Chaumont ซงึ่ ไมยอมยกพระราชสาสนข้ึนเหนือศีรษะ
ของเขา
ในขณะทค่ี อนสแตนติน ฟอลคอน (Phaulkon) อคั รมหาเสนากําลงั แสดงทาทางบอ
กอเล็กซานเดอรใหยกพระราชสาสนข้ึนเหนือศีรษะตนเอง อีกสามทานในคณะท่ีเหลือ
ไดแก François-Timoléon de Choisy ,Louis Laneau,Guy Tachard
ภายในทอ งพระโรงประดับไปดว ยพรมพื้และผนงั จากอหิ ราน รวมถึงฉลองพระองคของ
สมเด็จพระนารายณด ว ย (เกบ็ รกั ษาอยูท ี่ Nationale de France.)
77
“ก่อนอื่นเราพูดกันเรื่องธรรมเนียมทูตเจ้าเฝ้า ได้มีความเห็นแตกต่างกันว่าจะควรปฏิบัติอย่างไร ในการที่จะเขิญพระ
ราชสาสน์ขึ้นถวายพระเจ้าแผ่นดิน ท่านราชทูตมีความประสงค์จะเชิญพระราชสาสน์เข้าไปถวายต่อพระหัตถ์พระ
นารายณ์มหาราช ความคิดเห็นเช่นนี้ไม่ต้องด้วยราชประเพณีของประเทศนี้อย่างยิ่ง เพราะว่าราชประเพณีนั่นมีหลัก
อยู่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด เวลาเสด็จออกขุนนางต้องประทับเหนือคนทั้งปวงที่อยู่หน้าที่นั่ง โดย
เหตุฉะนี้ราชทูตต้องอยู่ในท้องพระโรงพระที่นั่ง และเสด็จออกให้เฝ้าที่สีหบัญชร ถ้าจะให้พระราชสาสน์ถึงพระหัตถ์ก็
ต้องต่อแท่นอัฒจันทร์หลายขั้นไว้ที่หน้าสีหบัญชรซึ่งฝ่ายสยามไม่ยอมทำเช่นนั้น ต่างฝ่ายมีความเห็นขัดข้องกันอยู่
กันอยู่ดังนี้หลายวัน ข้าพเจ้าได้รับหน้าที่ไปเจรจาทาบทามความเห็นกันหงายครั้งหลายคราว ในที่สุดได้ตกลงกันว่า
ในวันเข้าเฝ้านั้น จะประดิษฐานพระราชสาสน์ไว้บนพานทองซึ่งต้องมีคันทำด้วยทองคำยาวประมาณสองศอกเศษ
ท่านราชทูตจะค้ำหรือทูนพานพระราชสาสน์ขึ้นไปถึงที่ประทับ ณ สีหบัญชรนั้นได้”
(จดหมายเหตุฟอร์บัง,๒๕๖๐:๑๐๒-๑๐๓)
ส่วนหมอแกมเฟอร์ (Engelbert Kaempfer) นายแพทย์ประจำคณะทูตบริษัท VOC เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา
ค.ศ.1690 (พ.ศ.๒๒๓๓) ได้บรรยายถึงพระบรมมหาราชวังไว้ว่า
“ในอยุธยานี้มีพระราชวังอยู่สามแห่ง แห่งหนึ่งเป็นพระราชวังใหม่ พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนโปรดให้สร้างขึ้นทางด้านเหนือ
ค่อนไปข้างใจกลางพระนคร ประกอบด้วยที่สี่เหลี่ยมใหญ่ แบ่งเป็นส่วนๆมีตำหนักเป็นจำนวนมาก ทำเป็นหลังคาหลายชั้น
ตามแบบสถาปัตยกรรมจีน ด้านหน้าปิดทองตลอดภายในกำแพงพระราชวังและภายนอกก็เหมือนกัน มีโรงช้างลักษณะเป็น
โรงยาวๆ มีช้างผูกเครื่องงามวิจิตรยืนอยู่ร้อยกว่าเชือกตั้งแต่เกิดเรื่องยุ่งยากกับฝรั่งเศสเป็นต้นมา มีทางให้เข้าไปใน
พระราชวังได้แต่ทางเดียว ซึ่งต้องเดินเท้าเข้าไป แม้ว่าจะสกปรกจนกระทั่งบางครั้งต้องเหยียบโคลนจมถึงน่อง ถ้าเลี้ยวตัว
บนไม้กระดานเล็กๆซึ่งทอดจำเพาะให้เดินได้ไม่ดี แม้แต่ขุนนางธรรมดาก็ไม่กล้าเข้าไป เว้นแต่จะเอาคนใช้ไปเพียงคนเดียว
เท่านั้น ด้วยเหตุผลอันเดียวกันนี้ เรือไม่ว่าใหญ่หรือเล็กก็ห้ามไม่ให้แล่นขึ้นไปตามลำแม่น้ำตอนที่ไหลประชิดกับกำแพง
พระราชวังด้วยเหมือนกัน ตามประตูวังและถนนหนทางในพระราชวังเต็มไปด้วยคนเปลือยกายท่อนบน ตามตัวสักสีดำ
ลักษณะเหมือนรูปหมากรุกมียอดแหลมอย่างรูปที่สุสานพระคริสต์ ณ กรุงเยรูซาเลม ลางคนก็สักแต่ที่แขน ลางคนก็สักทั่วตัว
จนถึงขาซึ่งปกติปิดด้วยผ้าซึ่งนุ่งตามวิธีพื้นเมืองคนพวกนี้ภาษาโปรตุเกสเรียกว่า ปรัสปินตาเดส (Braspintades) เป็น
ทหารรักษาพระองค์เฝ้าประตูวัง และเป็นฝีพายถือกระบองสั้นแทนอาวุธ เดินกรายไปกรายมาทั่วบริเวณพระราชวังเหมือนคน
ขี้เกียจ พระราชวังแห่งที่สองนั้นเรียกว่า พระราชวังหน้า (the foremost palace) อยู่สุดด้านตะวันออกเฉียงเหนือของกรุง
เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเหมือนกัน แต่ไม่ใหญ่เท่าพระราชวังแห่งที่กล่าวแล้วเดิมเป็นที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ก่อน
แต่เดี๋ยวนี้ ในปีค.ศ.1690 (พ.ศ.๒๒๓๓)เป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช (the Prince Royal) พระชนม์ได้ยี่สิบพรรษา ส่วน
พระราชวังแห่งที่สามเล็กกว่าพระราชวังทั้งสอง อยู่ทางตะวันตกในบริเวณที่มีคนอาศัยอยู่น้อยที่สุด เรียกกันเป็นสามัญว่าวัง
เจ้ากรมช้างต้น (the Palace of Querry of the King’s Elephants) มีเจ้าในพระราชวงศ์ประทับอยู่องค์หนึ่ง เป็นเจ้ากรม
ช้างต้น เป็นผู้ควบคุมและจัดการเกี่ยวกับช้างทรงพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านายพระองค์นี้ไม่ได้ขี่คอช้างอย่างปกติ เป็นแต่หมอบ
ติดกับท้ายช้างเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระเจ้าแผ่นดิน และมีวิธีบังคับช้างด้วยสัญญาณที่ช้างรู้จักดี”
(ไทยในจดหมายเหตุแกมเฟอร์,๒๕๔๕:๖๑-๖๔)
ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ราชทูตลังกา ที่เดินทางเข้ามาขอพระสงฆ์เพื่อไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาที่ลังกาได้ชื่นชมพระบรมมหาราชวังว่า
“เมื่อถึงเขตต์พระราชวังแลเห็นปราสาทราชมณเทียรล้วนแต่ปิดทองอร่าม พวกทูตานุทูตลงจากรถแล้วไปพักที่ศาลาแห่งหนึ่งซึ่งผูกม่านแต่งไว้อย่าง
งดงาม เจ้าพนักงานนำดอกสะปุมาให้ทูตานุทูตเข้าตามประเพณีไทย เมื่อได้เวลาแล้วเจ้าพนักงานจึงนำทูตานุทูตเข้าไปในพระราชวัง ผ่านประตู ๒
ชั้น ที่ประตูก็ประดับประดาด้วยสีทองและสีอื่นๆเมื่อล่วงประตูชั้นที่ ๒ เข้าไป ก็ถึงพระที่นั่ง (สรรเพชญปราสาท) สองข้างฐานมุขเด็จพระที่นั่งมี
รูปภาพต่างๆตั้งไว้ คือ รูปหมี รูปราชสีห์ รูปรากษส รูปโทวาริก รูปนาค รูปพิราวะยักษ์ รูปเหล่านี้ ล้วนปิดทองตั้งอย่างละคู่ ตรงหมู่รูปขึ้นไปเป็น
(มุขเด็จ) ราชบัลลังก์สูงประมาณ ๑๐ คืบ ตั้งเครื่องสบู่รอบ(มุขเด็จ) ราชบัลลังก์นั้นผูกม่านปักทองงามน่าพิศวง ฝาผนังพระที่นั่งก็ปิดทอง บนราช
บัลลังก์ก็ตั้งบุษบกที่ประทับ เสด็จออกที่บุษบกนั้น พวกทูตานุทูตเข้าเฝ้า ราชทูตถวายพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณนาการเสด็จแล้ว พระเจ้ากรุง
ศรีอยุธยาจึงทรงพระกรุณาพระราชทานอนุญาตให้พวกทูตานุทูตไปเที่ยวดูสถานที่ต่างๆในพระราชวังต่อไป
ข้างฝ่ายขวา (พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท) มีโรงช้างปิดทอง มีพระยาช้างยืนแท่นปิดทองตัวหนึ่ง(สี่ตัว) สีตา สีขนเหมือนกับสีทองแดงอีกโรง ๑ เป็น
โรงอย่างเดียวกันมีช้างพลายกระ ข้างฝ่ายซ้ายพระที่นั่งก็มีโรงช้าง ๒ โรงเหมือนกัน หน้าประตูพระราชวัง (ชั้นใน) ออกมาฝ่าย ๑ มีโรงลายทองยืน
ม้าต้นหลายตัว ล้วนผูกเครื่องทองงามวิจิตร อีกฝ่าย ๑ มีโรงช้างผูกเครื่องลายทองเป็นหลายเชือก ต่อนั้นมามีพลทหารนั่งกลบาดอยู่เป็นอันมาก
บ้างถือดาบฝักลายทอง บ้างสวมเกราะถือตรีศูล บ้างถือธนูสะพักแล่งปิดทอง บางพวกล้วนแต่เป็นคนที่รูปร่างล่ำสันสวมตลอมพอก บางพวกยืนถือ
ปืนมีคันชีบ นอกจากพวกพลทหาร ยังมีคนพวกอื่นมานั่งอีกเป็นอันมาก ล้วนแต่งตัวโอ่โถง มีผ้าโพกศีรษะสีต่างๆ คนเหล่านี้เป็นแขกชาวเมือง
ปัตตานีบ้าง เป็นแขกมัวบ้าง เป็นแขกไวทึกบ้าง มุกะระบ้าง มีทั้งชาวเมืองเดลี เมืองมะละกา เมืองชวา เมืองกาวิสี พวกจีนพวกฝรั่ง พวกวิลันดา
พวกสันยาสี พวกโยคี พวกอังกฤษ พวกฝรั่งเศส พวกสเปญ พวกเดน และชาวเมืองสุรัส เมืองอังวะ เมืองหงศาวดี ดูมีคนมาประชุมกันทุกชาติทุก
ภาษา ที่ริมประตูพระราชวังทั้งสองข้าง มีแท่นตั้งปืนใหญ่อันหล่อด้วยเบญจโลหะ และมีพลถือตะบองประจำรักษาปืน ประตูพระราชวังก็ดี ศาลา
ลูกขุนอันเป็นที่เจ้าพระยามหาอุปราชและข้าราชการประชุมกันก็ดี ล้วนตกแต่งเครื่องประดับ ประตูพระราชวังยอดปิดทองประดับด้วยดอกและ
เครือไม้ เมื่อแลดูกลับเข้าไป เห็นพระที่นั่งหลังคา ๕ ชั้นมียอดปิดทอง ต่อพระที่นั่งออกมา ๔ มุม มีหอสูง ๕ ชั้น ล้วนมีหน้าต่างลูกกรุง และยังมีพระรา
ชมณเทียรอีกหลายหลัง ล้วนปิดทองและหลังคาเป็น ๒ ชั้น ตำหนักพระราชโอรสและตำหนักพระมเหสี ทั้ง ๓ ก็มีรูปอย่างเดียวกัน พระราชวังที่
งดงามวิจิตรที่กล่าวมานี้ สร้างที่ริมกำแพงใกล้แม่น้ำ กำแพงนี้ติดต่อตั้งแต่พระราชวังเวียนวกไปจนบรรจบรอบพระนคร ตั้งแต่ประตูชัยที่ท่าขึ้น
(กำแพงเมือง) มีเชิงเทินตลอดไปทางขวา จนบรรจบที่ด้านแม่น้ำ
(จดหมายเหตุระวางราชทูตลังกาและสยามครั้งกรุงศรีอยุธยา,๒๔๗๓:๑๙-๒๓)
เมื่อเราพิจารณาจากรากฐานของสิ่งก่อสร้างในปัจจุบัน พระบรมมหาราชวังแห่งนี้เป็นที่ประทับของพระมหา
กษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพารระดับต่างๆ และหน่วยทหารอารักขาความปลอดภัย ภายในเนื้อที่
ของพระบรมมหาราชวังในปัจจุบันมีขนาด ๑๕๐ ไร่เศษ พระที่นั่งหลังหลัก ๕ องค์ตามที่กล่าวไว้ในรัชกาลสมเด็จ
พระนเรศ เป็นพระที่นั่ง ”ทรงปราสาท” สร้างด้วยไม้ยอดปิดทอง พระที่นั่ง ๕ องค์ดังกล่าวนี้น่าจะตั้งอยู่ใน
ตำแหน่งที่เรียงกัน ๓ ใน ๕ องค์ปัจจุบัน อันได้ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ สรรเพชญ์ปราสาท และสุริยาศอมรินทร์
แต่จะเรียกชื่ออย่างไรนั้นหลักฐานชั้นต้นมิได้กล่าวถึง ส่วนอีก ๒ องค์คือพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ และพระที่นั่ง
จักรวรรดิ์ไพชยนต์ ข้อสันนิษฐานของผู้เขียนก็คือ พระที่นั่ง ๕ หลังนั้นคงได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หรือสร้างขึ้น
ใหม่ในแต่ละช่วงเวลาของรัชกาลต่างๆ และคงสร้างอยู่บนจุดหรือตำแหน่งเดิมเพียงแต่อาจแก้ไขชื่อตั้งพระนาม
เฉลิมพระราชมณเทียรใหม่อยู่เนืองๆ เนื่องจากพระบรมมหาราชวังมีพื้นที่จำกัดและขยายออกไปได้ยาก กล่าว
คือ ทิศเหนือติดกันกับกำแพงพระนครด้านเหนือและแม่น้ำลพบุรี ทิศตะวันออกติดกันกับสนามหลวง (สนาม
หน้าจักรวรรดิ์) และติดวัดธรรมิกราช ทิศใต้ติดกันกับวัดพระศรีสรรเพชญ ทิศตะวันตกติดกันกับคลองท่อ ข้อ
จำกัดของการขยายอาณาบริเวณเพิ่มเติมนี้ ย่อมสอดคล้องต่อทฤษฎีที่ว่าพระบรมมหาราชวังดำรงอยู่ ณ ที่แห่ง
นี้โดยไม่เคยย้ายหรือมาจากที่ใด พระบรมมหาราชวังมีป้อมปราการก่อด้วยอิฐถือปูนพร้อมกำแพงเชิงเทินทอด
ยาวตลอดแนวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าด้านทิศใต้มีวัดพระศรีสรรเพชญอยู่ในขอบเขตพระราชฐานชั้นนอก มีประตู
น้ำสองประตู ประตูบก ๒๐ ประตู พระบรมมหาราชวังจัดแบ่งเขตออกเป็น ๓ ชั้นดังนี้
๑.เขตพระราชฐานชั้นนอก หรือท้องสนามหน้าจักรวรรดิ์ เป็นที่ตั้งของวัดพระศรีสรรเพชญ พระที่นั่งจักรวรรดิ์
ไพชยนต์ สวน ศาลาลูกขุน ศาลหลวง ศาลาบัญชี ศาลาขุนนาง คลังปืนใหญ่ โรงราชรถ ป้อมรักษาการที่มีส่วนของ
ที่พัก เป็นต้น
๒.เขตพระราชฐานชั้นกลาง เป็นที่ตั้งของพระมหาปราสาทสามหลังคือ พระที่นั่งวิหารสมเด็จ พระที่นั่ง
สรรเพชญ์มหาปราสาท พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ โรงช้างเผือก โรงช้างต้น โรงม้าต้น
พระคลังมหาสมบัติ สวน น้ำพุ สระน้ำ เป็นต้น
๓.เขตพระราชฐานชั้นใน เป็นที่ตั้งของพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ โรงเครื่องต้น และที่อยู่ของบรรดาพระสนม
ฝ่ายในซึ่งคงปลูกเป็นเรือนแถวยาวตะวันออกสู่ตะวันตก สระน้ำ อ่างอาบน้ำ ระบบระบายน้ำ บ่อดักไขมันสบู่
ส่วนพระที่นั่งตรีมุขนั้นน่าจะเป็นส่วนพลับพลาโถงตั้งอยู่บริเวณระหว่างเขตพระราชฐานชั้นกลางและชั้นใน
นอกจากนี้ยังปรากฏรากฐานของอาคารที่ทำการต่างๆ กระจายอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกับพระที่นั่ง
สามองค์ในเขตพระราชฐานชั้นกลาง อาทิ คลังศุภรัตน์ คลังพิมาณอากาศ คลังวิเศษ โรงราชรถ คลังแสง
หอพระเทพบิดร และหอพระมณเฑียรธรรม สำหรับพระราชอุทยานภายใน มีการจัดสวนแบบเปอร์เซียขั้นอยู่
ระหว่างเขตพระราชฐาน และระหว่างพระที่นั่งแต่ละองค์ นอกจากนี้ยังปรากฏสวนตรงบริเวณพระตำหนัก
แต่ละหลังซึ่งมีสระน้ำเป็นองค์ประกอบ เช่น ตรงบริเวณตำหนักสระแก้ว ตำหนักสวนกระต่าย และตำหนัก
ศาลาลวด